weiwei ep521-530

ตอนที่ 521: ภรรยาตัวน้อยที่หมั้นหมายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ?


“ช่วงครึ่งเดือนกว่ามานี้ เจ้าเคยเห็นอาการเจิ้นกำเริบเมื่อใด ? ไม่เป็นไรหรอก…เจ้าออกไปข้างนอกกับเจิ้นหน่อย” ฮ่องเต้หยวนชิงทนการถูกเห็นเป็นคนป่วยจากฮองเฮาและองค์รัชทายาทไม่ไหว พระอาการดีขึ้นแล้ว ! ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำแกงช่วยย่อยนั่นอีก !


“ออกไปข้างนอก ? ฟู่หวง พระองค์จะปลอมตัวออกจากวังอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ? คราวก่อนก็เพราะออกไปขี่ม้า จึงโดนพวกกบฏราชวงศ์ก่อนวางอุบายใส่ คราวนี้ยังจะ…” พระขนงคู่งามขององค์รัชทายาทขมวดเข้าหากัน ดวงพักตร์เต็มไปด้วยความคัดค้าน


เฮอะ ! เจ้าเด็กแสบ โรคขี้กังวลนี้ไปเรียนมาจากใคร? เพิ่งอายุเท่าไรก็จู้จี้จุกจิกขนาดนี้แล้ว ไม่น่ารักเลย !


ฮ่องเต้หยวนชิงแค่นพระสุรเสียง ฮึ ฮึ “จะมีกบฏมากมายอะไรขนาดนั้น ? ถึงแม้จะมี พวกมันกระโดดออกมารนหาที่ตายก็ไม่ใช่เรื่องดีกว่าหรือ ? วางใจได้ สองครั้งก่อนที่เจิ้นออกไปก็มีราชองครักษ์คอยดูแลตลอด กลัวแค่พวกกบฏจะไม่มาต่างหาก !”


องค์รัชทายาทมีดวงเนตรเบิกกว้างทันที “ว่าอย่างไรนะพ่ะย่ะค่ะ ? พระองค์เสด็จออกจากวังตอนไหน ? ฟู่หวง พระองค์เป็นโอรสสวรรค์ของต้าเซี่ย เสาหลักของแผ่นดิน หากเป็นอะไรขึ้นมา…”


“พอแล้ว ! ไม่มี ‘หาก’ มากมายขนาดนั้น ! เจ้าจะไปหรือไม่ ? ถ้าไม่ไป เจิ้นจะไปเอง !” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสด้วยความรำคาญ ถ้ายังปล่อยให้พูดต่อ ฟ้าได้มืดกันพอดี !


“ไปพ่ะย่ะค่ะ !” มีฟู่หวงที่คิดจะวิ่งออกไปนอกวังเช่นนี้ องค์รัชทายาทแสดงท่าทีเหนื่อยใจ แม้จะรู้แต่ก็หยุดไม่ได้ จึงได้เพียงตามเสด็จไปเท่านั้น


เมื่อเห็นฟู่หวงพาแค่เต๋อฉวนและราชองครักษ์อีกสองนายไปด้วย องค์รัชทายาทก็รู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง…องครักษ์เงาอยู่ที่ใด ? ทุกครั้งที่ฟู่หวงเสด็จออกจากวังก็ต้องมีองครักษ์เงาตามไปด้วยไม่ใช่หรือ ? คนจะน้อยเกินไปหรือเปล่า ? จะปลอดภัยจริงหรือ ? องค์รัชทายาทผู้เยาว์วัยต้องวิตกกังวลเพราะฟู่หวงที่เอาแต่พระทัย !


“ฟู่หวง พวกเราจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ ?” เวลานี้ นอกจากตำหนักหมินอ๋องแล้วยังจะไปที่ไหนได้อีก ? แต่เส้นทางนี้ดูจะไม่ใช่ทางไปตำหนักหมินอ๋อง !


ฮ่องเต้หยวนชิงประทับอยู่ในรถม้าพระที่นั่ง ขณะทอดพระเนตรองค์รัชทายาทที่จ้องออกไปด้านนอก พระองค์ก็แย้มโอษฐ์แล้วตรัสว่า “ไปดูภรรยาตัวน้อยที่หมั้นหมายกับเจ้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์ !”


องค์รัชทายาทเสียอาการตามคาด รีบหันกลับมาทอดพระเนตรฟู่หวงด้วยความตกตะลึง “ตรัสว่าอย่างไรนะพ่ะย่ะค่ะ? หมั้นกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์? นี่มันเรื่องอะไรกัน? เหตุใดเอ๋อร์เฉินถึงไม่เคยรู้มาก่อนพ่ะย่ะค่ะ?”


“เจ้าต้องไม่รู้อยู่แล้ว ตอนนั้นเจ้ายังอยู่ในครรภ์หมู่โฮ่ว !” ขณะชื่นชมอาการแตกตื่นของพระโอรส แววพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงก็เปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “เรื่องที่หมู่โฮ่วของเจ้ากับหมินหวางเฟยตั้งครรภ์พร้อมกัน เจ้าเองก็คงจะทราบแล้ว ? พวกนางเคยสัญญากันไว้ว่า หากเป็นผู้ชายทั้งสองก็จะจับให้มาเป็นพี่น้องกัน แต่ถ้าในครรภ์ของพวกนางเป็นมังกรหนึ่งหงส์หนึ่ง ก็จะจับให้มาแต่งงานกัน”


“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ? เหตุใดเอ๋อร์เฉินถึงไม่เคยได้ยินหมู่โฮ่วตรัสเลยพ่ะย่ะค่ะ ?” องค์รัชทายาทไม่อยากเชื่อฮ่องเต้หยวนชิงสักเท่าไร เพราะตั้งแต่เยาว์วัยจนเจริญชันษา พระองค์โดนฟู่หวงรังแกหลายต่อหลายครั้ง งานแกล้งพระโอรสถือเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่งของฮ่องเต้หยวนชิง ส่วนหมั้นหมายกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คงไม่ได้เพิ่งคิดออกมาได้หรอกกระมัง ?


“บุตรของหมินหวางเฟยไม่ได้หายตัวไปสิบกว่าปีหรือพ่ะย่ะค่ะ ?” ทันใดนั้นองค์รัชทายาทก็ลืมดวงเนตรขึ้นเหมือนแมว “ฟู่หวง หรือพระองค์จะบอกว่า…หาบุตรของหมินอ๋องเจอแล้ว ?”


“ใช่ หาเจอแล้ว !” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสกับราชองครักษ์ที่แสร้งทำเป็นคนขับรถม้าอยู่ในเวลานี้ว่า “หยุดรถที่ตรอกบนถนนหย่งอัน ประเดี๋ยวเจิ้นกับองค์รัชทายาทจะเดินเข้าไป”


ตอนที่หลินเว่ยเว่ยเปิดประตูออกก็เห็นว่าเป็นฮ่องเต้หยวนชิง นางแอบบ่นในใจว่า ‘ให้ตายเถิด ! วันนี้คือวันอะไรกัน หมินอ๋องเพิ่งออกไป ฮ่องเต้หยวนชิงก็มาอีกแล้ว’


“ใต้เท้าหวง ท่านมาได้จังหวะพอดี ประเดี๋ยวกระต่ายย่างก็จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ !” เฮ้อ! วันนี้ไม่ควรย่างกระต่ายเลย ย่างไปก็ไม่ได้เหลือไว้กินเองเลย กระต่ายหกตัว เตาแรกย่างไปสามตัว พวกนางกินหนึ่งตัว ที่เหลืออีกสองตัวห่อให้หมินอ๋องไปหมด ส่วนของเตาที่สองกำลังจะย่างเสร็จ ฮ่องเต้ก็เสด็จมาอีก


“ฟู่…ท่านพ่อ ท่านรู้จักนางหรือขอรับ ?” องค์รัชทายาททอดพระเนตรเด็กสาวตรงหน้า ใบหน้าไม่มีความคล้ายคลึงกับเสด็จอาหมินอ๋องและเสด็จอาสะใภ้หมินหวางเฟย ส่วนร่างกายสูงโปร่งนี้เหมือนคนตระกูลจ้าว หากอยู่ในบรรดาสตรีก็ถือว่าสูงมาก !


ความสูงของหลินเว่ยเว่ยคือ 1.70หมี่ รูปร่างถือว่าดีมาก ทั้งสูงทั้งผอม มีกลิ่นอายของนางแบบในยุคสมัยใหม่…แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นของทั่วไป


“รู้จักอยู่แล้ว หลินกู่เหนียงผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ !” ฮ่องเต้หยวนชิงดำเนินเข้าไปในลานบ้านแล้วสูดดมกลิ่นหอมเผ็ดร้อนที่ลอยออกมาจากเตา…สุดยอด ! เมื่อครู่ยังปวดหทัยกับการเสวยเนื้อกระต่ายย่างไปแค่ไม่กี่คำ ก็ต้องแบ่งให้คนอื่นแล้ว จากคำพูดของนางหนูคือพระองค์น่าจะได้ห่อกลับไปสักหนึ่งตัว


องค์รัชทายาทมีดวงเนตรเบิกกว้าง เด็กสาวรูปร่างผอมบางและอ่อนแอตรงหน้าคนนี้ คือคนเดียวกับที่หยุดอาชาพยศและช่วยชีวิตฟู่หวงเอาไว้…ช่าง…ไม่อาจตัดสินกันจากรูปลักษณ์ภายนอกจริงๆ!


“ขอบพระคุณที่กู่เหนียงช่วยชีวิตท่านพ่อไว้ บุญคุณใหญ่หลวงไม่อาจทำเพียงเอ่ยคำขอบคุณ วันหน้าข้าจะตอบแทนแน่นอน !” องค์รัชทายาททำมือคารวะหลินเว่ยเว่ย


อย่างน้อยโอรสของฮ่องเต้ก็เป็นองค์ชาย ไฉนเลยหลินเว่ยเว่ยจะกล้ารับการคารวะจากอีกฝ่าย นางรีบเบี่ยงตัวหลบแล้วคารวะกลับ จากนั้นพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณชายไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่อยู่ตรงนั้นพอดี ไม่ได้ทำอะไรมากเลยเจ้าค่ะ !”


บัณฑิตน้อย เจ้ารีบมาเร็วเข้า คำพูดสละสลวยเหล่านั้น ไม่ใช่นิสัยของข้า ลิ้นข้าจะพันกันอยู่แล้ว…ช่วยด้วย!


“กระหม่อมขอถวายพระพรฝ่าบาทและองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ !” ในเมื่อฮ่องเต้หยวนชิงเปิดเผยฐานะแท้จริงกับเจียงโม่หานแล้ว คำเรียกจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป ทว่าเขายังไม่ทันบอกเรื่องนี้กับหลินเว่ยเว่ย


‘เคร้ง !’ ทันใดนั้นชามใส่ส่วนผสมทำของย่างในมือหลินจื่อเหยียนก็ร่วงแตกเป็นเสี่ยง เขาอ้าปากพูดติดๆขัดๆ “ว่า…ว่าอย่างไรนะ ? ฝ่าบาท ? องค์รัชทายาท ?”


‘ปึก’ ซัวถัวที่อยู่ด้านข้างก็รีบคุกเข่าหมอบลงกับพื้นแล้วพยายามนึกถึงคำพูดในบทละครงิ้ว “กระหม่อม…ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรองค์รัชทายาท…”


หลินจื่อเหยียนก็จะคุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน…แต่หลินเว่ยเว่ยมือไวจึงจับคอเสื้อเขาไว้ทัน นางดึงเขาขึ้นมา “เจ้าดูที่พื้นก่อน ! ไม่อยากเหลือเข่าไว้แล้วใช่หรือไม่ ?”


หลินจื่อเหยียนรีบก้มมองพื้น ทันใดนั้นเขาก็ตกใจจนเหงื่อแตก บนพื้นเต็มไปด้วยเศษชามกระเบื้อง หากคุกเข่าลงไปก็จะต้องบาดเจ็บชนิดเลือดตกยางออกแน่นอน


ดวงเนตรที่จับจ้องไปยังหลินเว่ยเว่ยขององค์รัชทายาทเบิกกว้างทันที เด็กสาวคนนี้แรงเยอะมาก แค่มือเดียวก็ยกเด็กหนุ่มที่หนักหนึ่งร้อยชั่งขึ้นมาได้แล้ว ต้องได้เห็นกับตาจริงๆถึงจะเชื่อ จนถึงตอนนี้พระองค์ก็เพิ่งจะเชื่อว่าสาวน้อยคนนี้มีความสามารถในการช่วยชีวิตฟู่หวงได้จริง


ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลอย่างอารมณ์ดี “ครั้งนี้เจิ้นปลอมตัวออกมา ไม่ต้องมากพิธีหรอก ! เจียงเจี้ยหยวน ไปหาที่เหมาะสมคุยกันหน่อย !”


พอเจียงโม่หานได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของการมาเยือนได้ทันที เขาจึงเชิญแขกผู้สูงศักดิ์แห่งใต้หล้าทั้งสองเข้าไปในห้องแสนต้อยต่ำของตน หลินเว่ยเว่ยเข้าใจว่าฮ่องเต้มีธุระจะสนทนากับบัณฑิตน้อย หลังจากชงชาและนำชาทั้งสามถ้วยยกเข้าไปแล้ว นางก็กำลังจะหมุนตัวเดินออกมา


“หลินกู่เหนียงโปรดหยุดก่อน! เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย !” ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ให้นาง


หลินเว่ยเว่ยชี้เข้าที่ตัวเองพลางถามกลับอย่างมึนงง “หม่อมฉัน ?”


“ใช่ !” เมื่อรอให้นางเข้ามานั่งข้างเจียงโม่หานแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็หยิบจี้หยกที่เหมือนกับจี้หยกห้อยคอของนางออกมา “สิ่งนี้ เจ้าเคยเห็นหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยก้มมองเข้าไปที่ใต้อกเสื้อของตนแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เหมือนกับจี้หยกของหม่อมฉันเลย เมื่อครู่หม่อมฉันเกือบเข้าใจผิดว่าทำจี้หยกหายเสียอีก ! บังเอิญมาก หม่อมฉันมีจี้หยกที่เหมือนกับของพระองค์ นับว่าเป็นบุญวาสนาเหลือเกินเพคะ”


ตอนที่ 522: ถ้าเช่นนั้นบัณฑิตน้อย ‘โผล่’ ออกมาจากที่ใด


เด็กน้อยเอ๋ย รอยยิ้มเวลาที่เจ้าพูด ‘เป็นบุญวาสนา’ นั้น จะทำให้ดูปลอมสักหน่อยไม่ได้หรือ ? เจียงโม่หานรีบผละสายตาหนี เพราะเขาทนมองต่อไปไม่ได้


“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ! จี้ชิ้นนั้นของเจ้ากับชิ้นที่อยู่ในมือเจิ้น สลักออกมาจากมือของคนเดียวกันและคนผู้นั้นก็คือเจิ้นเอง!” ฮ่องเต้หยวนชิงนำจี้หยกมาเล่นในพระหัตถ์แล้วตอบกลับนางหนูน้อยพร้อมรอยแย้มพระโอษฐ์


หลินเว่ยเว่ยรีบเบนสายตาไปทางเจียงโม่หาน ‘จี้หยกของเจ้าเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้แกะสลักขึ้นมาเองกับพระหัตถ์ ! หรือฉากละครน้ำเน่าจะเกิดขึ้นกับคนข้างกายของนาง…บัณฑิตน้อยเป็นบุตรนอกสมรสของฮ่องเต้และตอนนี้จะกลับเข้าสู่ราชวงศ์ ! ส่วนนางก็จะได้เป็นพระชายาขององค์ชาย ?’


ในขณะที่นางกำลังแอบนึกถึง ‘ฉาก’ ในละครน้ำเน่าที่มักเห็นตามหน้าจอโทรทัศน์ ฮ่องเต้หยวนชิงก็ยังตรัสอีกว่า “จี้หยกของเจ้าชิ้นนั้น เป็นของที่เจิ้นมอบให้พี่น้องร่วมสาบานอย่างหมินอ๋อง…เจ้าเข้าใจความหมายของเจิ้นหรือไม่ ?”


อ้อ ! ที่แท้นางก็เข้าใจผิด ! แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เข้าใจมากด้วย ! บัณฑิตน้อยเป็นบุตรของหมินอ๋อง ดังนั้นหมินอ๋องดำรงตำแหน่งเป็นชินอ๋อง (เป็นรองแค่องค์รัชทายาท) ในปัจจุบัน อย่างน้อยบุตรชายของพระองค์ก็ต้องมีตำแหน่งจวิ้นอ๋อง ฮ่าฮ่า ! นางจะได้เป็นจวิ้นหวางเฟยแล้ว ! หมินอ๋องเป็นพ่อสามีของนาง นี่มันวาสนาอะไรกัน !


“เมื่อประมาณสิบห้าปีก่อน หมินอ๋องสูญเสียบุตรคนหนึ่งไป ใช่ เด็กคนนั้นก็คือ…เจ้า !” ฮ่องเต้หยวนชิงโยนระเบิดออกมาลูกใหญ่


“อะ…อะไรนะเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยทำท่าแคะหู เพราะเข้าใจว่าฟังผิดไป “ฝ่าบาท พระองค์กำลังเข้าใจผิดหรือเปล่า ? หม่อมฉันเป็นคนหมู่บ้านฉือหลี่โกวแห่งเขตเริ่นอัน มีพ่อแม่พี่น้อง ! แล้วจะเป็นบุตรของหมินอ๋องได้อย่างไรเพคะ ?”


ขณะที่นางกำลังจะบอกว่าจี้หยกชิ้นนี้เป็นของบัณฑิตน้อย จู่ๆมือของนางก็โดนเจียงโม่หานจับไว้ นางหันไปมองเขาที่กำลังแอบส่งสัญญาณโดยการส่ายหน้าให้นาง…หมายความว่าอย่างไร ? เห็นอยู่ชัดๆว่าบัณฑิตน้อยเป็นคนให้นาง ถ้าในระหว่างพวกตนต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นบุตรของหมินอ๋อง เช่นนั้นก็ต้องเป็นบัณฑิตน้อย ! เหตุใดถึงไม่ยอมให้นางพูดความจริง ?


ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นเพราะความมีไหวพริบของสาวใช้ที่หมินหวางเฟยไว้วางใจคนนั้น ! นางหวงแม่เลี้ยงของเจ้ามีภาวะคลอดบุตรยาก ดังนั้นทารกที่คลอดออกมาจึงเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนั้นนางเฝิงเป็นคนทำคลอดบุตรให้นาง ดังนั้นจึงเปลี่ยนตัวเจ้ากับตัวทารกที่ตายแล้ว คนทั้งตระกูลหลินต่างเข้าใจว่าเจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหลิน…และตอนที่เจ้าสติไม่ดีก็เป็นเพราะหมินหวางเฟยคลอดก่อนกำหนด จึงมีผลตามมา”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานอีกรอบ ฮ่องเต้ตรัสเรื่องโป้ปดด้วยสีพระพักตร์จริงจัง นางเกือบจะเชื่อแล้วเชียว ! ‘บัณฑิตน้อย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ? เจ้ากับฮ่องเต้รวมหัวกันมากลั่นแกล้งข้าใช่หรือเปล่า ?’


เรื่องนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น พอเห็นแป้งทอดตกมาจากฟากฟ้าแบบนี้คงมึนศีรษะและไม่รู้ว่าจะดีใจกันขนาดไหน แต่นางหนูคนนี้ช่างน่าสนใจ ไม่โดนหลอกง่ายๆ แต่ใครจะสนใจนาง ? ประเดี๋ยวค่อยให้คู่หมั้นอธิบายก็สิ้นเรื่องแล้ว ในเวลานี้นางแค่ฟังเรื่อง ‘ชาติกำเนิด’ ของตนอย่างเงียบๆก็พอ !


“เจิ้นรู้ว่าเจ้าไม่สามารถยอมรับตัวตนได้ในทันที แต่ไม่เป็นไรหรอก รอให้เจิ้นรับนางเฝิงมาจากฉือหลี่โกว แล้วให้นางอธิบายเรื่องต่างๆแก่เจ้าอย่างละเอียดเอง” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัส


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่เจียงโม่หานแล้วถามว่า “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสว่าหม่อมฉันถูกน้าเฝิงปิดบังฐานะไว้ เพื่อจะได้ปกป้องง่ายกว่าเดิม จึงสับเปลี่ยนกับบุตรของตระกูลหลิน ถ้าเช่นนั้น…บัณฑิตน้อยล่ะเพคะ ? เขาโผล่ออกมาจากที่ใด ?”


เจียงโม่หานกวาดตามองนางเบาๆ ‘พูดเป็นหรือไม่ ? สิ่งใดที่เรียกว่า ‘โผล่’ ออกมา ?’


มุมพระโอษฐ์ของฮ่องเต้หยวนชิงโค้งขึ้น “ในภัยสงครามครานั้นเต็มไปด้วยเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง เขาจึงเป็นเด็กที่นางเฝิงเก็บมาเลี้ยง !”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน ‘บัณฑิตน้อย เจ้าน่าสงสารมาก กลายเป็นเด็กที่พ่อแม่เก็บมาเลี้ยง แต่ไม่เป็นไร ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าเอง ! แม้เจ้าจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไร้คนรัก !’


จนถึงตอนนี้ หลินเว่ยเว่ยยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะสัญชาตญาณบอกว่าเรื่องที่ฝ่าบาทตรัสออกมา ฟังแล้วไม่น่าเชื่อถือสุดๆ ส่วนเหตุผลที่ว่าฝ่าบาทมาบิดเบือนชาติกำเนิดของนางทำไม นางก็จนปัญญาจริงๆ…หมินอ๋องไม่ใช่สหายที่พระองค์เชื่อใจที่สุดหรือ ? แล้วเหตุใดต้องสร้างปัญหาให้อีกฝ่ายด้วย ?


องค์รัชทายาทขมวดพระขนง ‘ไม่ใช่แล้วกระมัง ? เด็กสาวทรงพลังตรงหน้าคนนี้เคยหมั้นหมายกับพระองค์ไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ? เสด็จอาหมินอ๋องจะต้องไม่ยอมให้บุตรสาวมาเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทแน่นอน หรือว่า…พระองค์ต้องอภิเษกเด็กสาวที่สามารถต่อยสามีให้ล้มได้ด้วยหมัดเดียว ?’


ฮ่องเต้หยวนชิงเข้าพระทัยความคิดของพระโอรส จึงเริ่มหยอกเย้าว่า “รัชทายาท มาสิ เจิ้นจะแนะนำคู่หมั้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาให้เจ้ารู้จัก…”


“อะไรนะ ?”


“ว่าอย่างไรนะ ?!” หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานลุกขึ้นยืนพร้อมกันและตะโกนออกมาอย่างเสียอาการ


หลินเว่ยเว่ยรีบโบกมือรัว “หมั้นตั้งแต่ในครรภ์อะไรกันเพคะ ? ข้า…หม่อมฉันไม่ใช่ท่านหญิงตำหนักหมินอ๋องหรอก พวกพระองค์ต้องจำผิดแน่นอน !”


เจียงโม่หานหันไปมองฮ่องเต้หยวนชิงแล้วพูดอ้ำอึ้ง “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เคยรู้เรื่อง ‘การหมั้นหมายตั้งแต่อยู่ในครรภ์’ มาก่อนพ่ะย่ะค่ะ !”


“ทำไมหรือ ? เจ้าถามเพราะกำลังสงสัยเจิ้น ? ใครมอบความกล้านี้แก่เจ้า ?” ฮ่องเต้หยวนชิงทำสีพระพักตร์เย็นชา ทั่วทั้งพระวรกายปลดปล่อยรังสีอันน่าเกรงขามออกมา ทำให้คนอื่นไม่กล้าเถียงกลับ


เจียงโม่หานพยายามข่มแรงกดดันเอาไว้แล้วกัดฟันพูดว่า “ฝ่าบาท เว่ยเว่ยเป็นคู่หมั้นของกระหม่อม !”


ฮ่องเต้หยวนชิงเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงเลิกพระขนงพลางตรัสว่า “การแต่งงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ‘บิดามารดาเป็นผู้ตัดสินใจ’! ในเมื่อบิดามารดาของเว่ยเว่ยคือหมินอ๋องและหมินหวางเฟย การหมั้นหมายครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินใจของพวกเขา ดังนั้นจึงถือเป็นโมฆะ !”


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแน่น แววตาแฝงไปด้วยโทสะ ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงโม่หานดึงตัวนางไว้ นางคงเข้าไปคิดบัญชีแล้ว นางจับมือบัณฑิตน้อยไว้แน่นแล้วมองไปทางฮ่องเต้หยวนชิง “บุญคุณเลี้ยงดูยิ่งใหญ่เสมือนท้องฟ้า ! แม้จะเป็นบุตรที่พลัดพรากไปของหมินอ๋อง แต่มารดาของหม่อมฉันก็ยังเป็นนางหวง ! หรือการหมั้นหมายที่มารดาของหม่อมฉันเป็นผู้ตัดสินใจให้ ไม่ถือเป็นการตัดสินใจของบิดามารดา ?”


ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรนางพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ “เจ้าทำแบบนี้จะดูไม่ยุติธรรมกับหมินหวางเฟยที่พยายามคลอดเจ้าออกมากลางสนามรบ ทั้งยังออกตามหาเจ้าไปทั่วตลอดเวลาสิบกว่าปีจนตัวนางเองต้องล้มป่วย ?”


“ฝ่าบาท หม่อมฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะอกตัญญูต่อหมินอ๋องและหมินหวางเฟยเพคะ ! แต่ว่าท่านพ่อท่านแม่ที่ฉือหลี่โกวของหม่อมฉัน ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะสงคราม ต้องอยู่ในความอดอยากหรือแม้ว่าต้องลำบากมากเพียงใด ทั้งสองก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเด็กปัญญาอ่อนอย่างหม่อมฉัน เพื่อหาเลี้ยงหม่อมฉันและคนในครอบครัว ท่านพ่อต้องออกไปล่าสัตว์และหายตัวไป เพียงเพื่อประหยัดให้หม่อมฉันได้มีกิน ท่านแม่ต้องเป็นโรคขาดสารอาหารและเกือบอดตายเพราะหม่อมฉัน ! ถ้าต้องทำเพื่อบิดามารดาแท้ๆ แล้วทอดทิ้งผู้มีพระคุณอย่างพวกนาง นั่นจะไม่ใช่ยิ่งกว่าเนรคุณหรือเพคะ ? แล้วหม่อมฉันที่มีนิสัยแบบนี้ หมินอ๋องและหมินหวางเฟยจะกล้ารับกลับเข้าตระกูลหรือไม่เพคะ ?”


หลินเว่ยเว่ยมีแววตาเด็ดเดี่ยว คำพูดก็แสนหนักแน่นและแสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจน…ท่านแม่ก็คือท่านแม่ตลอดไป ! นางไม่มีวันทอดทิ้งมารดาและสามีผู้ยากไร้ของตนแน่นอน !


ฮ่องเต้หยวนชิงใช้นิ้วพระหัตถ์เคาะโต๊ะแล้วเงยดวงพักตร์เพื่อทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ย “เจ้าคิดให้ดี ! เป็นจวิ้นจู่น้อยของตำหนักหมินอ๋อง วันหน้าอย่างไรก็ได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาท ? หรือเจ้ายังอยากจะกลับชนบทที่แสนทุรกันดารแล้วเป็นภรรยาของบัณฑิตยากจน ?”


หลินเว่ยเว่ยทูลด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ถ้าต้องเลือกจริงๆ อย่างไรหม่อมฉันก็จะเลือกประการหลัง ! หมินอ๋องและหมินหวางเฟยมีฐานะสูงส่ง ข้างกายมีนางกำนัลมากมาย แล้วยังมีหมินอ๋องซื่อจื่อที่คอยแสดงความกตัญญูอีกคน แม้จะไม่มีหม่อมฉัน ทั้งสองก็ยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ฝ่าบาทก็ทรงทราบว่าฉือหลี่โกวเป็นหมู่บ้านในหุบเขาที่ทุรกันดาร ดังนั้นท่านแม่และพี่น้องจึงต้องการหม่อมฉันมากกว่าเพคะ !”


ตอนที่ 523: เพราะคนผู้นั้นคือเจ้า


หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจเลือกโดยไม่ลังเล…ชีวิตของนางเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ !


องค์รัชทายาททนมองต่อไปไม่ไหวจึงตรัสกับฮ่องเต้หยวนชิงว่า “ฟู่หวง เหตุใดต้องเลือกพ่ะย่ะค่ะ ? เสด็จอาหมินอ๋องกับเสด็จอาสะใภ้หมินหวางเฟยไม่ใช่คนไร้เหตุผลสักหน่อย พวกเขาไม่มีทางห้ามบุตรสาวให้แสดงความกตัญญูต่อแม่เลี้ยงของตน ส่วนเรื่อง ‘การหมั้นหมายตั้งแต่อยู่ในครรภ์’ นั้น ก็แค่คำพูดเล่นๆของหมู่โฮ่วและเสด็จอาสะใภ้เท่านั้น เหตุใดต้องเก็บมาคิดเป็นจริงเป็นจังด้วยพ่ะย่ะค่ะ ? ”


“องค์รัชทายาททรงพระปรีชา !” ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเปล่งประกายพร้อมหันไปมององค์รัชทายาทด้วยความซาบซึ้งใจ ดูเถิด องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์แต่ก็เข้าอกเข้าใจผู้อื่นแล้ว ฮ่องเต้มีพระชนมายุปูนนี้แล้ว เหตุใดถึงคิดไม่ได้บ้าง ?


ฮ่องเต้หยวนชิงแค่นพระสุรเสียงดัง ฮึ “เจ้าหมายความว่าเจิ้นไม่ฉลาดอย่างนั้นหรือ ?”


“ฝ่าบาทบังคับให้หม่อมฉันถอนหมั้น บีบให้เลือกระหว่างตำหนักหมินอ๋องกับตระกูลหลิน ฝ่าบาทคิดว่าอย่างไรเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยพูดออกไปตามตรง นางเชื่อได้เลยว่าหากนางเป็นบุตรที่พลัดพรากไปสิบกว่าปีของหมินอ๋องจริงๆ ฮ่องเต้จะยังกล้าสั่งประหารนางหรือเปล่า ? อีกอย่างคือนางยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ด้วย !


ฮ่องเต้หยวนชิงขมวดพระขนง ดวงเนตรเจือด้วยโทสะและแย้มโอษฐ์อย่างเย็นชา “ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดกับเจิ้นแบบนี้มาก่อน ! คิดว่าเจิ้นไม่กล้าสั่งลงโทษเจ้าจริงหรือ ?”


“ทำไมหรือเพคะ ? ในราชสำนักไม่มีใครกล้าพูดความจริงกันแล้วหรือ ? ถ้าเช่นนั้นก็น่าเศร้า !” หลินเว่ยเว่ยทำปากเชิด สีหน้าดื้อรั้น ท่าทางไม่มีคำว่ายอมถอย…เพราะหากนางยอมถอยก็จะต้องสูญเสียบัณฑิตน้อยไป นางต้องลงแรงไปมากเท่าไรกว่าจะได้เขามาครอง…


เจียงโม่หานตบหลังมือของหลินเว่ยเว่ยเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เว่ยเอ๋อร์ ฝ่าบาทกำลังล้อเจ้าเล่น ! กล่าวกันว่า ‘นอกมีคนวางแผนกลยุทธ์ ในมีฮ่องเต้ผู้สร้างต้าเซี่ย’ พระองค์ก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาด้วยนโยบายแห่งสันติและความมั่นคง แล้วจะเป็นทรราชได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยมีดวงตาเบิกกว้างทันที นางหันไปจ้องฮ่องเต้หยวนชิง “ฝ่าบาท นี่พระองค์แค่ล้อหม่อมฉันเล่นหรือเพคะ ?”


ฮ่องเต้หยวนชิงเปลี่ยนมามีรอยยิ้มขี้เล่น ก่อนจะพยักดวงพักตร์พลางตรัสว่า “บทละครการพรากคู่นกยวนยางออกจากกัน ไม่สนุกหรือ ?”


“เหตุใดพระองค์ถึงทำแบบนี้ ?!” สนุกอย่างนั้นหรือ ? ไม่คิดแบบนั้นเลย ! คาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ที่ดูน่าเกรงขามจะมีมุมแบบนี้ด้วย


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของฮ่องเต้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ นางจึงลองถามหยั่งเชิงว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นบุตรของหมินอ๋องจริงหรือเพคะ ? ไม่ได้เข้าพระทัยผิดจริงหรือ ?”


“เจิ้นบอกว่าเจ้าใช่ก็คือใช่ ! มีสิ่งใดยังต้องสงสัย ?” ฮ่องเต้หยวนชิงลุกขึ้นแล้วทอดพระเนตรนางอีกรอบ “เรื่องนี้เจิ้นบอกกับหมินอ๋องแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะมาหาเจ้า ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เจิ้นก็ทำให้เจ้าสองพ่อลูกได้พบกัน ไม่คิดจะให้ของขวัญตอบแทนกันหน่อยหรือ ?”


“ของขวัญตอบแทน ? พวกเราเป็นแค่สาวชาวป่าชาวเขากับบัณฑิตยากจนแห่งชนบท แล้วจะเอาสิ่งใดมาให้ฝ่าบาทได้เพคะ ? ถ้าให้ของขวัญที่ด้อยค่าเกินไป ก็ไม่เท่ากับดูแคลนฐานะอันสูงส่งของฝ่าบาทหรือเพคะ ?” ยังมีหน้ามาขอของตอบแทน ? แม้จะเป็นก้อนหินหนึ่งก้อนหรือใบไม้หนึ่งใบ นางก็ไม่อยากให้ทั้งนั้น !


คำพูดที่ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสออกมาหลังจากนั้นก็ทำให้องค์รัชทายาทอดไม่ได้ที่จะยกพระหัตถ์ขึ้นมาปิดดวงพักตร์ “เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ของขวัญแม้จะด้อยค่าแต่มากไปด้วยน้ำใจ’ กระต่ายย่างสมุนไพรที่เพิ่งออกจากเตาของเจ้าก็ดูไม่เลว ! เจิ้นไม่รังเกียจ !”


หลินเว่ยเว่ยแอบกลอกตาในใจ ‘อยากกินก็พูดมาสิ จะวางมาดขนาดนั้นไปเพื่ออะไร ! ฮึ ! เดิมทีคิดว่าก่อนที่ฮ่องเต้จะกลับไป นางก็จะยกกระต่ายย่างให้สักสองตัวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้แค่ตัวเดียวก็พอ ! ใครใช้ให้เขามาทำคนอื่นเสียขวัญกันเล่า ?’

…....


หมินอ๋องอุ้มหมินหวางเฟยลงจากรถม้าแล้วพาไปยังห้องของพวกตน หลังจากห่มผ้าให้นางแล้ว พระองค์ก็ตรัสออกมาอย่างทนรอไม่ไหว “ประเดี๋ยวข้าจะไปถนนหย่งอันเพื่อรับบุตรสาวกลับมา รอให้เจ้าเห็นนางแล้วจะต้องหายสงสัยแน่นอน เพราะนางเหมือนเจ้ามากจริงๆ !”


“พระองค์วู่วามไปหานางเช่นนี้ ไม่คิดว่าจะทำให้นางกลัวหรือเพคะ ?” หมินหวางเฟยก็อยากเจอเด็กสาวที่พระสวามีตรัสถึง เพราะถ้าเป็นอย่างที่ตรัสจริงๆ แม้เด็กคนนั้นจะไม่ใช่บุตรที่หายไปของพวกตน ทว่าก็ถือเป็นวาสนาของตำหนักหมินอ๋อง !


หมินอ๋องตรัสด้วยความภาคภูมิใจ “บุตรสาวของพวกเราจะตกใจกลัวง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร ? เจ้ารอก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว !”


ในลานบ้านสกุลฉู่ หลังจากองค์เหนือหัวผู้ยิ่งใหญ่อย่างฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเสด็จออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รีบเข้าไปคว้าแขนเสื้อของเจียงโม่หานพลางจ้องตาเขา “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เหตุใดข้าจึงกลายเป็นลูกของหมินอ๋อง ? พูดตามตรงว่าข้าไม่เชื่อที่ฮ่องเต้ตรัสแม้แต่คำเดียว !”


พอหลินจื่อเหยียนได้ยินแล้วก็ตกใจทันที “ว่าอย่างไรนะ ? พี่รองเป็นลูกของหมินอ๋อง ? จะเป็นไปได้อย่างไร ? พี่รองเป็นลูกแท้ๆของท่านแม่ ตอนเกิดก็มีภาวะคลอดยากและเพราะใช้เวลานานจึงทำให้สมองไม่ดีมาตั้งสิบกว่าปี ! ใครเป็นคนพูด ? ไร้สาระทั้งเพ !”


เจียงโม่หานปัดปอยผมข้างแก้มของนางด้วยรอยยิ้มแล้วพูดออกมาเบาๆว่า “ฝ่าบาทไม่ได้ตรัสแล้วหรือ ? พระองค์บอกว่าใช่ก็คือใช่ !”


“เป็นไปไม่ได้ ! จะเป็นไปได้อย่างไร ? พี่รองไม่ใช่พี่สาวแท้ๆของข้าหรือ ? ถ้าเช่นนั้นเหตุใดทุกคนถึงบอกว่านางหน้าตาเหมือนท่านพ่อ ? ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด !” หลินจื่อเหยียนนั่งกอดเข่าอยู่ในลานบ้าน แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด…ฮ่องเต้ไม่มีเหตุผลมาหลอกพวกตน หรือว่าพี่รองไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลหลินจริง ?


หลินเว่ยเว่ยอยากจะเดินไปปลอบเขา แต่ถูกเจียงโม่หานดึงไปอีกทางหนึ่ง จากนั้นเจียงโม่หานก็เริ่มสารภาพความจริงกับนาง เขาคิดว่าระหว่างสามีภรรยาไม่ควรมีความลับต่อกัน เช่นนั้นเรื่องเข้าใจผิดจะเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ แล้วทำให้เกิดปัญหายุ่งยากที่ไม่จำเป็นขึ้นมา


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองรอบข้างเหมือนโจร จากนั้นก็ลากตัวบัณฑิตน้อยเข้าไปในห้องของเขาและกดเสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเจ้าเป็นเด็กที่หายไปสิบกว่าปีของตำหนักหมินอ๋อง ฐานะสูงส่งขนาดนั้น เหตุใดเจ้าไม่ปรึกษาข้าก่อนก็รีบผลักมันออกไปแล้ว ?”


เจียงโม่หานลูบใบหน้าอันบอบบางของนาง ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เพราะคนผู้นั้นคือเจ้า !”


หลินเว่ยเว่ยเอามือเขาออกแล้วกดจูบไปที่ริมฝีปาก “อย่ามาใช้แผนหนุ่มรูปงามกับข้า ! เหตุใดเจ้าถึงโง่ขนาดนี้ ? สิ่งที่เจ้าทิ้งไปคือบรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋องเชียวนะ ! ถ้ามีฐานะนี้แล้วก็จะได้ตำหนักหมินอ๋องคอยหนุนหลัง อนาคตของเจ้าก็จะราบรื่นอย่างไร้ที่ติ…”


“ฐานะก็เสมือนดาบสองคม มันสามารถส่งผลต่ออนาคตของข้าได้เช่นกัน และก็ไม่แน่หรอก เจ้าฟังข้าพูดเถิด ข้ามั่นใจว่าถึงจะไม่พึ่งพาฐานันดรศักดิ์หรือผู้หนุนหลัง ข้าก็สามารถไปถึงตำแหน่งที่อยู่เบื้องล่างเพียงคนผู้เดียวได้ ข้าเคยพูดว่าจะเป็นคนสร้างอนาคตให้เจ้าเอง ข้าจะไม่ยอมผิดคำพูดแน่นอน !” เจียงโม่หานกุมมือน้อยๆแสนอ่อนนุ่มของนาง รอยยิ้มดั่งบุปผาในฤดูใบไม้ผลิ แววตาก็เปล่งประกายเช่นกัน


หลินเว่ยเว่ยโดนรอยยิ้มของเขาทำให้มึนศีรษะจนตาลาย…บัณฑิตน้อย จะใช้แผนหนุ่มรูปงามจนถึงที่สุดกระมัง ? นางละสายตาจากเขา เพราะไม่อย่างนั้นความคิดของนางได้เปลี่ยนไปเพราะรูปโฉมของเขาแน่นอน “แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ข้ารู้สึกเหมือนขโมยชีวิตเจ้ามา แล้วจะรู้สึกสบายใจได้อย่างไร ?”


“เดิมทีสามีภรรยาก็เป็นคนเดียวกัน เจ้าไม่ได้เคยพูดไว้หรือ ? ของที่เป็นของเจ้าคือของเจ้า ส่วนสิ่งใดเป็นของข้าก็คือของเจ้า ! ฐานันดร ตำแหน่งและชื่อเสียงสามารถทำลายจิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งได้ นี่จึงเป็นแบบทดสอบที่ข้าสร้างมาให้ตัวเอง ! เอาเถิด เลิกกังวลได้แล้ว ไม่ต้องเสียใจด้วย ท่านหญิงน้อยของข้า !” เจียงโม่หานจับใบหน้าน้อยๆของนางแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือลูบผิวอันขาวราวหิมะของนาง


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็โผเข้ากอดบัณฑิตน้อย “บัณฑิตน้อย ข้ารู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงตัดสินใจทำแบบนี้ เจ้าอยากมอบฐานะสูงศักดิ์ให้ข้าใช่หรือไม่ ? เพื่อที่ข้าจะไม่โดนเหล่าสตรีในเมืองหลวงดูถูกและมองด้วยสายตาเย็นชา ทำให้ชีวิตข้ามีอิสระและสว่างสดใสกว่าเดิม ข้าเข้าใจทั้งหมด !” ขณะพูด น้ำเสียงของนางก็เริ่มสะอึกสะอื้น !


ตอนที่ 524: มีเพียงการจุมพิตถึงจะหยุดได้


เจียงโม่หานกอดตอบนางเบาๆ มือลูบเส้นผมนุ่มลื่นของนางแล้วพูดว่า “เพราะตอนนี้ข้ามีฐานะต้อยต่ำจึงปกป้องเจ้าไม่ได้ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีลูกผู้ชายล้วนๆ จะปล่อยให้ผู้หญิงที่ตนรักโดนรังแกได้หรือ ? อีกอย่างคือการตัดสินใจของข้าก็ตรงกับพระทัยฮ่องเต้พอดี…เจ้าแค่ต้องจำไว้ว่า ต่อจากนี้เจ้าคือท่านหญิงแห่งตำหนักหมินอ๋องที่โดนน้าเฝิงสลับตัวกับบุตรตระกูลหลิน แค่นี้ก็พอ !”


น้ำตาของหลินเว่ยเว่ยเริ่มไหล “แต่ข้าก็ยังอยากร้องไห้อยู่ดี น้ำตาของข้า มีเพียงการจุมพิตถึงจะหยุดได้…”


เจียงโม่หาน “…” เจ้าอยากจูบก็จูบสิ ไม่เห็นต้องเอาน้ำตามาเป็นข้ออ้าง ?


ทันใดนั้นริมฝีปากแสนอบอุ่นของเจียงโม่หานก็ประทับลงที่แก้มของเด็กสาว ดูดซับน้ำตานางไปหนึ่งหยด ก่อนจะพูดปลอบนางเบาๆว่า “จวิ้นจู่น้อยของข้า เจ้าเป็นเทพธิดาลงมาจากสวรรค์หรือไร แม้แต่น้ำตาก็ยังหวาน !”


หลินเว่ยเว่ยหลุดหัวเราะออกมาจึงทำให้มีฟองฟอดออกจากจมูกด้วย…น่าอายเป็นบ้า ! ทำตัวน่าอายต่อหน้าเทพบุตรของตน เสียภาพลักษณ์ชะมัด !


เจียงโม่หานนำผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วช่วยเช็ดน้ำมูกให้นาง ขณะเดียวกันรอยยิ้มบนใบหน้าก็มีมากกว่าเดิม “จวิ้นจู่น้อยของข้า แม้แต่ฟองน้ำมูกของเจ้าก็ยังพ่นออกมาได้กลมกว่าคนอื่น พ่นได้กำลังพอดี…”


“ห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก !” ใบหน้ารูปไข่ของหลินเว่ยเว่ยมีสีแดงก่ำ “ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าลืมเรื่องเมื่อครู่ แล้วต่อไปก็ห้ามเอ่ยหรือนึกถึงมันอีก !”


“รับทราบขอรับ ท่านหญิงของข้าน้อย !” เจียงโม่หานโค้งตัวคารวะนางราวกับองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ซึ่งจะไม่มีวันขัดคำสั่งขององค์หญิง


หัวใจของหลินเว่ยเว่ยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ บัณฑิตน้อยเก่งมาก ! หลอกล่อกวางน้อยอย่างนางจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร


ในเวลานี้เอง ประตูก็ถูกเคาะอีกครั้ง หลินจื่อเหยียนเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “พี่รอง หมินอ๋องมา…”


หลินเว่ยเว่ยเพิ่งออกมาจากห้องก็เห็นหมินอ๋องเข้าไปตบศีรษะหลินจื่อเหยียนเบาๆอย่างมีความสุข “เหตุใดต้องร้องไห้จนหน้าตาเป็นแบบนี้ ? หนุ่มสาวต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ! มีความสุขหน่อย !”


หลินจื่อเหยียนคิดด้วยน้ำเสียงของคนร้องไห้ ‘ท่านมีความสุข แต่อีกไม่นานข้าก็จะเสียพี่รองไปแล้ว มีความสุขได้ก็แปลก’


เมื่อก่อนตอนที่พี่รองสมองไม่ดี แม้เขาจะเคยคิดว่านางเป็นตัวถ่วงและไม่ชอบนางมากๆ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเสียนางไป ช่วงเวลาหนึ่งปีกว่าๆที่พี่รองได้สติกลับมา นางทำเพื่อครอบครัวมากมาย ตระกูลหลินที่เคยยากจนก็เปลี่ยนมาเป็นครอบครัวร่ำรวยที่มีอยู่แค่หลักหนึ่งพันครัวเรือน


เมื่อก่อนเขาต้องพึ่งพาการคัดลอกตำราเพื่อหาเงินซื้อพู่กันและแท่งหมึก หรือแม้แต่เอาเงินที่ใช้ในบ้านมาใช้เพื่อการศึกษา แต่ในเวลานี้สามารถเรียนได้อย่างไม่ต้องคิดอะไร สอบซิ่วไฉได้อย่างราบรื่นและยังได้ตามมาเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวง…เรื่องพวกนี้เป็นผลงานของพี่รองทั้งนั้น ฮือฮือฮือ หมินอ๋อง พระองค์อย่าทำแบบนี้ได้หรือเปล่า อย่าพรากพี่รองไปจากข้าเลย ?


“พี่รอง…” หลินจื่อเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น สภาพในเวลานี้เหมือนลูกสุนัขที่โดนตัดหางปล่อยวัด เขากำลังหันไปมองหลินเว่ยเว่ยด้วยสภาพน่าเวทนา


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปหาแล้วตบศีรษะเขาเบาๆเช่นกัน “ลูกผู้ชายอกสามศอก จะร้องไห้ทำไม ? วางใจได้ ขอแค่เจ้ายอมรับข้า ข้าก็จะเป็นพี่รองของเจ้าตลอดไป !”


“ยอมรับ ยอมรับสิ ! พี่รอง ท่านจะไม่จากพวกเราไปจริงๆใช่หรือไม่ ? เจ้าหนูน้อยยังรอให้ท่านไปรับมาที่เมืองหลวง แล้วครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา !” หลินจื่อเหยียนรู้ว่าคนที่พี่รองเอ็นดูที่สุดเป็นน้องชายคนเล็ก แม้ในเวลาปกติจะไม่พอใจสักเท่าไร แต่ตอนนี้เขาอยากให้พี่รองผูกพันกับน้องสี่มากกว่าเดิม แล้วจะได้ไม่อยากจากพวกเขาไป !


หลินเว่ยเว่ยมองไปทางหมินอ๋องด้วยท่าทางอ่อนโยนแต่ก็ดูหนักแน่น “ไม่หรอก ท่านแม่เลี้ยงข้ามาถึง15ปี ! แม้แต่ช่วงเวลาที่บ้านเรายากลำบากที่สุดก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งตัวถ่วงอย่างข้า ! ท่านแม่กับพวกเจ้าจะเป็นคนในครอบครัวของข้าตลอดไป !”


หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์และพยักดวงพักตร์ “บุตรสาวของข้าพูดถูก ! คนเราต้องรู้จักสำนึกบุญคุณ เจ้าหนุ่มน้อย สำหรับเสี่ยวเว่ยแล้ว พ่อแม่ของเจ้ามีบุญคุณช่วยเลี้ยงดู ถือว่ามีบุญคุณต่อตำหนักหมินอ๋องเช่นกัน ! ต่อไปพวกเราสองบ้านก็ถือว่าเป็นญาติกันแล้ว ! เปิ่นหวางไม่มีทางห้ามเสี่ยวเว่ยให้ติดต่อกับพวกเจ้าแน่นอน !”


พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ใบหน้ากลับมาเปื้อนยิ้มอีกครั้ง “เห็นไหมเล่า ? แม้แต่หมินอ๋องยังตรัสถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังกังวลอะไรอีก ? เด็กน้อย ไม่ต้องคิดมาก เวลาเจอสิ่งใดจะเอาแต่คิดในแง่ลบไม่ได้ !”


หมินอ๋องไม่ค่อยพอพระทัยจึงแกล้งบ่น “ยังเรียก ‘หมินอ๋อง’ อีกหรือ ?”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็อ้าปากค้างแล้วหันไปมองเจียงโม่หาน ก่อนจะหันมาเรียกเขาว่า “ฟู่หวาง” ด้วยความยากลำบาก แต่แล้วนางก็ย้อนคิดไปว่าหากเจียงโม่หานกลับเข้าตระกูล พอนางแต่งงานกับเขาแล้วก็ยังต้องเปลี่ยนคำเรียกเป็น ‘ฟู่หวาง’ อยู่ดี พอคิดได้เช่นนั้นแล้วคำเรียกว่าฟู่หวางในครั้งต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีก !


หมินอ๋องมีความสุขเหมือนได้พบขุมสมบัติ เคราบนดวงพักตร์สะบัดด้วยความสุข “ไอหยา ! บุตรสาวที่แสนน่ารัก ! ไปกันเถิด ฟู่หวางมารับเจ้ากลับบ้าน…หมู่เฟยของเจ้ายังรออยู่ที่บ้าน !”


ว่าอย่างไรนะ ? กะทันหันไปหน่อยหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยยังเตรียมใจไม่ทัน นางหันกลับไปมองเจียงโม่หานอีกรอบ…แม้ว่านางจะรักอิสระ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้หญิง ยังหวังว่าจะมีไหล่ให้พักพิง ตอนนี้บัณฑิตน้อยได้กลายเป็นที่พึ่งในใจของนางแล้ว


หมินอ๋องอารมณ์เสียขึ้นมาทันที “ลูกเอ๋ย เจ้าจะเอาแต่หันไปมองเขาทำไม ? ลูกหลานสกุลจ้าวของพวกเราไม่จำเป็นต้องคอยดูสีหน้าคนอื่น ! ต่อไปมีฟู่หวางอยู่ เจ้าสามารถเอาแต่ใจ ร่าเริงสดใส ไม่ต้องกังวล หรือเจ้าจะหยิ่งทะนงก็ได้ ! แม้คนอื่นจะทนดูไม่ไหว พวกมันก็ต้องอดกลั้นไว้ให้ฟู่หวางทั้งนั้น !”


“ฟู่หวาง มีใครสั่งสอนบุตรอย่างพระองค์กันเล่า ? ไม่กลัวจะทำให้บุตรเสียคนหรือเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบพวกคุณชายเจ้าสำราญหรือสตรีสูงศักดิ์ที่ชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่น นางจึงไม่อยากเป็นคนในแบบที่ตัวเองเกลียด


ดูเถิด บุตรสาวรู้ความถึงขั้นไหน ! ไม่เหมือนสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเหล่านั้น ชอบมองเหยียดคนอื่น ทำตัวเหมือนว่าสูงส่งนักหนา หรือไม่ก็เย่อหยิ่งวางอำนาจ ! หมินอ๋องทอดพระเนตรบุตรสาว ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ดีไปหมด !


เจียงโม่หานนึกถึงเฝิงชิวฟานที่เคยได้ครอบครองตัวตนของเขาในชาติที่แล้ว หลังถูกรับเข้าตระกูลก็กลายเป็นบุตรขุนนางผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวง แม้จะมีคนเคยนินทาลับหลังว่าเป็นเด็กที่เติบโตในเมืองเล็กๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาซึ่งหน้า เพราะหวังจะได้ผูกมิตรกับอีกฝ่ายเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับตำหนักหมินอ๋อง…


หลังจากเว่ยเอ๋อร์กลับเข้าตำหนักหมินอ๋องแล้วก็ต้องเผชิญปัญหาในแบบเดียวกันแน่นอน เขาหวังว่านางจะเป็นเหมือนที่หมินอ๋องตรัสคือหยิ่งยโสหน่อย เอาแต่ใจบ้าง จึงจะไม่โดนสตรีมากเล่ห์เหล่านั้นหลอกใช้


หลินเว่ยเว่ยถอยออกมาสองก้าวและเข้ามาดึงแขนเสื้อเจียงโม่หาน นางยืนอยู่ข้างเขาพลางมองไปที่หมินอ๋อง “ฟู่หวาง หม่อมฉันกลับตำหนักหมินอ๋องไปกับพระองค์ได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อเพคะ”


หมินอ๋องจ้องแขนเสื้อเจียงโม่หานตาเขม็งจนแทบเผามันเป็นรูได้ พระองค์ทำท่าทางเหมือนปวดพระทนต์ “เงื่อนไขอันใด พูดมาให้ฟู่หวางฟังหน่อย”


“บัณฑิตน้อยเป็นคู่หมั้นของหม่อมฉันและเป็นคนที่หม่อมฉันรัก ฟู่หวางจะแยกคู่นกยวนยางออกจากกันไม่ได้ จะบีบให้หม่อมฉันทิ้งสามียาจกไม่ได้เพคะ !”


สามียาจก ? บ้าบออะไรกัน ? เจียงโม่หานรีบก้มมองตัวเอง…ข้าไม่ควรเป็นไข่มุกที่แวววาวหรือไร ? เหตุใดถึงเป็นยาจกเสียได้ ? หรือว่าพออายุมากแล้วมูลค่าจะลดลง ?


ทันใดนั้นหมินอ๋องก็ดูจะปวดพระทนต์ยิ่งกว่าเดิม “ลูกรัก การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องคิดให้ดี เรื่องของการเลือกสามีนั้นจะมองแค่หน้าตาไม่ได้ ถ้าอันตรายมาอยู่ตรงหน้า แม้แต่ภรรยาตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้ แล้วเราจะเอาเขาไปด้วยทำไม ?”


ตอนที่ 525: หมินอ๋องประสงค์แยกคู่ยวนยางออกจากกัน


“หม่อมฉันคิดดีแล้ว ! รองเท้าจะสวมใส่พอดีหรือเปล่า มีแค่คนใส่เท่านั้นที่รู้ ไม่มีใครดีต่อหม่อมฉันมากกว่าบัณฑิตน้อยอีกแล้ว !” เพื่อให้นางมีชีวิตที่ราบรื่นมากกว่าเดิม แม้แต่ชาติกำเนิดของตำหนักหมินอ๋องก็ยังยกให้นางได้ แล้วนางจะทรยศต่อความรักของเขาได้อย่างไร ?


หมินอ๋องแทบจะใช้สายพระเนตรอันแข็งกร้าวฟาดฟันเจียงโม่หาน เจ้าหน้าขาวเก่งจริงๆ ถึงขั้นล่อลวงบุตรสาวให้หลงรักหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาปัญญาชนเป็นพวกไร้หัวใจ ! เจ้านี่ก็มีดีแค่หน้าตา !


“ลูกเอ๋ย ! สังคมที่เจ้าอยู่ก่อนหน้านี้เล็กเกินไป ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้มากความสามารถทุกหนแห่ง เหตุใดต้องยึดติดอยู่กับต้นไม้คดงอเพียงต้นเดียวด้วยเล่า ?” หมินอ๋องพยายามโน้มน้าวบุตรสาวอีกรอบ


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รีบจับแขนเสื้อเจียงโม่หานให้แน่นกว่าเดิม “ถึงแม้บัณฑิตน้อยจะเป็นต้นไม้คดงอ แต่ก็ยังสามารถยืนต้นอย่างนิ่งสงบ ช่วยกันลมกันฝนให้หม่อมฉันได้ หม่อมฉันยินดีทำเพื่อต้นไม้เพียงต้นเดียวแล้วสละป่าทั้งผืนเพคะ !”


เมื่อเห็นหมินอ๋องยังอยากจะตรัสอะไรอีก หลินเว่ยเว่ยก็ทำใจแข็งแล้วตัดสินใจว่าจะแสดงความเอาแต่ใจให้ถึงที่สุดต่อเรื่องนี้ “ฟู่หวาง แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดพระองค์จึงรังเกียจบัณฑิตน้อยเหลือเกิน แต่หากพระองค์รักหม่อมฉันจริงๆ ก็ต้องรักอีกาที่เกาะบนหลังคาบ้านหม่อมฉันด้วย โปรดยอมรับคนที่หม่อมฉันชอบ ! หากพระองค์จะต่อต้านอีก หม่อมฉัน…หม่อมฉันจะโกนศีรษะแล้วบวชชี ไม่ยอมแต่งงานชั่วชีวิต !”


หมินอ๋องปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที…นิสัยดื้อรั้นของบุตรสาวก็เหมือนคนตระกูลจ้าว เฮ้อ ! เพิ่งหาตัวบุตรสาวเจอ นางจึงยังไม่มีความรู้สึกผูกพันกับพระองค์และตำหนักหมินอ๋อง แม้ไม่พอพระทัยในคู่หมั้นของนางมากเพียงใดก็ไม่ควรบีบบังคับให้พวกนางตัดใจจากกันตั้งแต่วันแรก ?


หมินอ๋องทอดพระเนตรเจียงโม่หานด้วยความไม่พอพระทัย แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านอย่างเด็ดขาดไปเสียทีเดียว


“ได้ ! ฟู่หวางเข้าใจการตัดสินใจของเจ้าแล้ว ทั้งจะไม่ฝืนใจเจ้าอีก หากมีตำหนักหมินอ๋องคอยหนุนหลังเจ้าแล้ว อย่างไรเขาก็ไม่กล้ารังแกเจ้าแน่นอน !” หมินอ๋องทำท่าทางหักข้อพระหัตถ์แบบอันธพาล


เจียงโม่หาน “…” นี่ข้ากำลังโดนข่มขู่ ?


จากนั้นหมินอ๋องก็เริ่มถูพระหัตถ์แล้วทอดพระเนตรไปทางหลินเว่ยเว่ยด้วยความระมัดระวัง “ลูกรัก ตอนนี้เจ้ากลับตำหนักหมินอ๋องไปกับฟู่หวางได้หรือยัง ?”


หลินเว่ยเว่ยมองสีของท้องฟ้า ในใจรู้สึกกังวลเล็กน้อยจึงเข้าไปเกาะแขนเสื้อเจียงโม่หานอีกรอบ “วันนี้สายเกินไปแล้ว ถ้าอย่างไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากันได้หรือไม่เพคะ ?”


หมินอ๋องรอไม่ไหวแม้แต่อึดใจเดียว พระองค์แทบอยากประกาศในคนทั่วเมืองหลวงรู้ว่า บุตรสาวกลับมาแล้ว ! ตัวพระองค์เองก็มีบุตรสาวเหมือนกัน ! !


“เจ้าเด็กคนนี้ กลับบ้านตัวเองแล้วจะพูดเรื่องเวลาทำไม? แม้จะเป็นกลางดึก ประตูตำหนักหมินอ๋องก็เปิดรอเจ้าเสมอ! มาเถิด ตามฟู่หวางกลับบ้านกัน!” หมินอ๋องก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวแล้วจะคว้าตัวนางออกมา


หลินเว่ยเว่ยรีบเข้าไปซ่อนตัวด้านหลังเจียงโม่หานทันที “แต่…หม่อมฉัน หม่อมฉันยังไม่ได้เก็บข้าวของเลย…”


“ตำหนักหมินอ๋องเตรียมไว้ให้เจ้าทุกอย่างแล้ว เจ้าไม่ต้องเอาอะไรไปเลย ขอแค่ตัวเจ้ากลับไปก็พอ !” ในที่สุดหมินอ๋องผู้เป็นคนแข็งกระด้างก็สัมผัสได้ว่าบุตรสาวกำลังรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบตรัสว่า “ลูกรัก ฟู่หวางรู้ว่าเจ้ายังไม่คุ้นชินกับตัวตนใหม่ แต่ไม่ต้องกลัว มีพ่ออยู่ มีฟู่หวางอยู่ทั้งคน !”


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตา ก่อนจะถามว่า “ฟู่หวาง…หม่อมฉันอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นหรือ ?”


“แน่นอน !” หมินอ๋องตอบกลับด้วยสุรเสียงหนักแน่น


หลินเว่ยเว่ยเผยรอยยิ้มขี้เล่นทันที “ถ้าเช่นนั้น…หม่อมฉันจะพาบัณฑิตน้อยกับน้องชายไปอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋องด้วยได้หรือไม่เพคะ ? พระองค์ลองไตร่ตรอง คนหนึ่งเป็นน้องชาย ส่วนอีกคนก็เป็นคู่หมั้น หม่อมฉันหนีไปเพลิดเพลินกับความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งในตำหนักหมินอ๋อง แต่กลับทอดทิ้งให้พวกเขาอยู่ที่นี่ ถ้าข่าวเช่นนี้ถูกเล่าออกไป มันจะทำให้หม่อมฉันเสื่อมเสียชื่อเสียงได้เพคะ !”


หมินอ๋องขมวดพระขนงพลางทอดพระเนตรใบหน้าอันหล่อเหลาและสงบนิ่งของเจียงโม่หาน…เจ้าเด็กแสบ ให้บุตรสาวกินยาอะไรเข้าไป ? ปล่อยให้นางอยู่แนวหน้า แต่ตัวเองซ่อนอยู่ข้างหลังสตรี น่าโมโหมาก ! แต่บุตรสาวชอบ แล้วพระองค์จะทำอะไรได้ ?


หมินอ๋องตรัสด้วยสุรเสียงหนักแน่น “ตกลง ! พาไปด้วยก็ได้ !” พอเข้าตำหนักหมินอ๋องแล้ว พระองค์จะไล่เจ้าเด็กคนนี้ไปอยู่ที่เรือนห่างไกล ให้ไม่มีโอกาสได้เข้ามาในเรือนหลัง พอผ่านไปนานเข้าบุตรสาวต้องมีมุมมองเปลี่ยนไป ความรักที่มีต่อเจ้าเด็กแสบก็จะลดลงด้วย จากนั้นค่อยให้นางเลือกนายทหารในกองทัพเป็นคู่ชีวิต


หมินอ๋องเข้าพระทัยว่าคู่รักที่มีความชอบเหมือนกันจึงจะอยู่กันได้ยาว พระองค์เกิดมาในตระกูลนักรบ บุตรสาวยังมีคุณสมบัติในการเรียนศิลปะต่อสู้อีก แต่มาออกเรือนกับบัณฑิตคนหนึ่ง พอผ่านไปนานเข้าฝ่ายหนึ่งต้องรังเกียจอีกฝ่ายที่ฉลาดอวดรู้ ส่วนอีกคนก็ไม่ชอบความหยาบกระด้างของคู่ชีวิต แล้วสุดท้ายก็จะเกลียดกัน ดังนั้นสู้จบความสัมพันธ์ผิดๆตั้งแต่ต้นจะดีกว่า !


หลินเว่ยเว่ยให้ซัวถัวและหยาเอ๋อร์อยู่ดูแลข้าวของต่างๆในบ้านเช่า แล้วพรุ่งนี้จะสั่งให้คนมารับตัวทั้งสองไปอยู่ด้วยกัน


หลังจากซัวถัวและหยาเอ๋อร์ส่งหมินอ๋องกับหลินเว่ยเว่ยทั้งสามคนออกไปแล้ว พวกนางก็หันมามองหน้ากัน วันนี้เหมือนฝันไปไม่มีผิด ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเสด็จมา ต่อจากนั้นนายหญิงรองก็กลายเป็นบุตรสาวที่หายตัวไปของตำหนักหมินอ๋อง…นะ นี่จะเกินจริงไปหน่อยกระมัง ?


ยายเจิ้งและตาฉู่แอบอยู่ตรงประตูแล้วมองดูรอบๆลานบ้านของตน เมื่อเห็นว่าคนออกไปแล้วจริงๆ พวกนางจึงกล้าออกมา ยายเจิ้งถามหยาเอ๋อร์ว่า “เกิดอะไรขึ้น ? เหตุใดจู่ๆ เว่ยเว่ยก็กลายเป็นบุตรสาวของหมินอ๋องไปได้ ?”


โชคดีที่นางทำตัวสุภาพกับหลินเว่ยเว่ยมาโดยตลอด ทว่าตอนแรกสามีพูดไม่น่าฟัง หวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนใจกว้าง ไม่เอาโทษพวกนาง


หยาเอ๋อร์ส่ายหน้าและพูดด้วยสีหน้ามึนงง “ข้าก็ไม่รู้เรื่อง ! นายหญิงรองของพวกเราอยู่ที่ฉือหลี่โกวมาสิบกว่าปี เป็นเพราะนางเกิดมาแล้วมีความผิดปกติทางสมอง ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้หลินจึงดีกับนางมากกว่าบุตรคนอื่น แต่ไม่เคยได้ยินว่านางไม่ใช่บุตรแท้ๆมาก่อนเลย ?”


ตอนที่บ้านสกุลหลินและนางเฝิงสองแม่ลูกมาอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ซัวถัวอายุ6ขวบ จึงเริ่มจำความได้แล้ว สองครอบครัวมาพร้อมกัน ดังนั้นตอนเลือกที่ลงหลักปักฐานจึงเลือกที่ดินติดกันและกลายเป็นเพื่อนบ้านตั้งแต่นั้นมา คาดไม่ถึงว่านางเฝิงจะแอบสลับตัวบุตรสกุลหลินกับบุตรของหมินอ๋อง


บ้านสกุลหลินเลี้ยงดูจวิ้นจู่น้อยของตำหนักหมินอ๋อง นายหญิงรองยังเป็นคนสำนึกบุญคุณ ถ้าเช่นนั้น…ต่อไปตระกูลหลินก็ไม่เท่ากับเป็น ไก่สุนัขขึ้นสวรรค์หรอกหรือ ? ใครจะไปคาดคิดว่าครอบครัวที่เคยยากจนและลำบากที่สุดในสมัยก่อนของหมู่บ้านฉือหลี่โกว จะได้กลายเป็นญาติกับตำหนักหมินอ๋อง ? ซัวถัวมองหยาเอ๋อร์…ถ้าเช่นนั้นต่อไปหยาเอ๋อร์ก็จะได้เป็นข้ารับใช้ในตำหนักหมินอ๋อง ? ใครต่างก็บอกว่าคนเฝ้าประตูจวนขุนนางขั้นเจ็ดหรือสาวใช้คนสนิทในสกุลใหญ่ยังมีเกียรติกว่าลูกหลานชาวบ้านเสียอีก !


ทันใดนั้น…พวกเขาก็มีความรู้สึกเหมือนแป้งทอดหล่นมาจากฟากฟ้า แต่แป้งทอดนั้นใหญ่เกินไป ทำให้พวกตนมึนงงในทันที…


ซัวถัวพูดช้าๆ “สรุปก็คือ…เป็นเรื่องดี ไม่ใช่หรือ ?”


หยาเอ๋อร์พยักหน้า “ใช่ ! หากคิดไม่ตก ก็ไม่ต้องคิด ! นายหญิงรองก็ไม่ได้พูดแล้วหรือ ? พรุ่งนี้จะส่งคนมารับพวกเรา พวกเราก็จะทำตัวว่างงานไม่ได้ ต้องเก็บข้าวของแล้วย้ายขึ้นรถม้าไว้ให้เรียบร้อย…ของพวกนี้เป็นของที่นายหญิงรองและเจียงเจี้ยหยวนใช้กันจนเคยชิน พอเอาไปให้ตำหนักหมินอ๋องแล้วก็ให้พวกเขาจัดการกันต่อ”


ขณะมองหยาเอ๋อร์และซัวถัวทำงาน ยายเจิ้งก็เข้าไปหาด้วยความเศร้าโศก ‘นี่มันเรื่องอะไรกัน! กว่าจะหาคนเช่าดีๆได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นี่เพิ่งเช่าได้หนึ่งเดือนก็จะย้ายออกแล้ว พูดตามตรงว่านางทำใจไม่ได้สุดๆ!’


และเรื่องที่ทำให้นางเศร้าสุดๆ ก็คือกิจการขายเนื้อตุ๋นของนาง สูตรลับเป็นของนางหนูหลิน ทว่าอีกฝ่ายไปมีความสุขอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋องแล้ว ไฉนเลยจะมาเห็นค่าของเงินที่ได้จากการขายเนื้อตุ๋นอีก ? เฮ้อ ! รายได้หลายร้อยอีแปะต่อวันของนาง กำลังจะหายไปแล้ว…


[1] ไก่สุนัขขึ้นสวรรค์ หมายถึง บุคคลที่ได้ขึ้นมามีอำนาจ ก็มักจะพาเอาเพื่อนฝูง พี่น้องและเครือญาติที่ใกล้ชิดเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจนั้นด้วย


ตอนที่ 526: หม่อมฉัน…หม่อมฉันกลัว


ตำหนักหมินอ๋อง เดิมทีเป็นจวนขุนนางผู้ทรงอำนาจในราชวงศ์ก่อน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีบารมีของตนแล้วตอนที่ปรับปรุงจวน ขุนนางคนนั้นก็ต่อเติมอย่างอลังการงานสร้าง โครงสร้างดูมีความน่าเกรงขาม ตัวเรือนแต่ละหลัง โถงแต่ละโถงจะมีทางเดินเชื่อมต่อกันหมด ดูหรูหรายิ่งกว่าตำหนักชินอ๋องในราชวงศ์ไปอีกหนึ่งระดับ และขุนนางคนนั้นยังเคยคุยโวด้วยว่า “สิ่งใดที่วังหลวงมี จวนของเขาก็มีหมด สิ่งใดที่วังหลวงไม่มี ที่จวนของเขาก็ยังมี !”


เมื่อราชวงศ์ต้าเซี่ยถูกสถาปนาขึ้นมา ฮ่องเต้หยวนชิงก็พระราชทานจวนที่ดีที่สุดในเมืองหลวงหลังนี้ให้แก่หมินอ๋องโดยไม่ลังเล จะเห็นได้ว่าผลงานของหมินอ๋องทำให้ฮ่องเต้หยวนชิงเชื่อพระทัยและให้ความสำคัญมากเพียงใด !


“ลูกรัก ต่อไปนี้ตำหนักหมินอ๋องก็คือบ้านของเจ้า !” หมินอ๋องยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก พระองค์ตรัสให้ข้ารับใช้เปิดประตูออกเพื่อต้อนรับบุตรสาวกลับบ้าน…จะเห็นได้ว่าพระองค์ให้ความสำคัญกับบุตรสาวมาก


หลินเว่ยเว่ยมองประตูตำหนักอันงดงาม ประตูสีชาด หมุดประตูที่อยู่ด้านบนเป็นสีทอง ราชสีห์เปี่ยมบารมีสองตัวยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าประตู หลังจากประตูถูกเปิดออก พวกข้ารับใช้ก็พากันโค้งคำนับ จำนวนที่มีก็ทำให้คนมองตาพร่าได้เลยทีเดียว เมื่อลองสำรวจเสื้อผ้าของพวกข้ารับใช้อีกรอบ มันดูดียิ่งกว่าเสื้อผ้าที่นางสวมใส่อยู่เสียอีก…เฮอะ เฮอะ ในแต่ละฤดูกาล แค่เรื่องเสื้อผ้าของข้ารับใช้ก็ต้องใช้เงินไปเท่าไรแล้วไม่รู้ !


เป็นอย่างที่คิดว่าความยากจนจำกัดจินตนาการของนางไว้จริงๆ !


ตำหนักอ๋องมีทางเดินสามสายหลัก ประตูทางเข้าห้าแห่ง โดยแบ่งไปตามเรือนต่างๆ หลินเว่ยเว่ยจับแขนเสื้อของเจียงโม่หานขณะเดินเข้าไป พวกนางต้องเดินผ่านโถงทางเดินเส้นแล้วเส้นเล่า ผ่านลานบ้านที่ถูกประดับด้วยก้อนหินและไม้ล้ำค่า เหมือนได้มาเดินเล่นในสิ่งก่อสร้างโบราณไม่ผิดเพี้ยน สามก้าวคือภาพวาด ห้าก้าวคือทิวทัศน์ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ทิวทัศน์ที่เห็นเป็นภาพมุมเปิดและปิดจนตาแทบจะมองไม่ทันอยู่แล้ว


โดยเฉพาะไม้ที่ใช้ทำศาลาต่างๆ มันถูกสร้างขึ้นมาจากไม้หนานมู่เนื้อทองทั้งหลัง และยังมีการแกะสลักอย่างประณีตด้วย แค่หยิบไม้ชิ้นเล็กๆไปโลกยุคอนาคตก็มีราคาเท่ากับเมืองหลายเมืองรวมกันแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยต้านทานความรู้สึกอยากจะเข้าไปกอดเสาทองคำไว้ด้วยความยากลำบาก…เพราะของเหล่านี้เป็นเงินมหาศาล !


เมื่อเข้ามาถึงประตูของเรือนส่วนหลัง หมินอ๋องก็หันไปทอดพระเนตรเจียงโม่หาน “พวกเจ้ารออยู่ที่เรือนส่วนหน้า หลังจากเปิ่นหวางพาเว่ยเอ๋อร์ไปหาหมู่เฟยของนางแล้ว ก็ค่อยมาจัดการพวกเจ้าทีหลัง !”


หลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะเอื้อมมือไปแตะประตูไม้แกะสลักบานงาม ก็ทำตัวเหมือนกระต่ายน้อยที่รีบกระโดดเข้ามาอยู่ข้างกายเจียงโม่หานและจับแขนเสื้อเขาไว้อีกครั้ง “ไม่ได้เพคะ ! บัณฑิตน้อยต้องไปกับหม่อมฉันด้วย…หม่อมฉันมาอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย หม่อมฉันกลัว !”


พระชายาเป็นมารดาของบัณฑิตน้อย ภายในสภาพแวดล้อมแบบนั้นนางต้องคลอดบุตรออกมาด้วยความเสี่ยงชีวิต และยังล่อทหารกบฏออกไป นางทำเพื่อเด็กที่เพิ่งให้กำเนิดจนไม่สนใจแม้แต่ร่างกายที่เพิ่งคลอดบุตรและความปลอดภัยของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างโอกาสให้บุตรมีชีวิตรอดต่อไป แล้วมารดาที่มีคุณธรรมเช่นนี้ นางจะทำลายความฝันในการได้พบบุตรแท้ๆไปได้อย่างไร ?


“ลูกรัก เจ้ากลับมาบ้านของตนแล้ว มีอะไรให้กลัวกันอีก ?” หมินอ๋องเกลียดความไม่เอาไหนของบุตรสาว…นางพึ่งพาคู่หมั้นมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า ?


เจียงโม่หานพูดขึ้นมาเบาๆ “ถึงแม้ตำหนักหมินอ๋องจะเป็นบ้านในวันหน้าของเว่ยเว่ย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้ามาในตำหนัก ทุกอย่างหรือทุกเรื่องก็ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับนาง หากใจวิตกกังวลและรู้สึกไม่สบายใจก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


หลินจื่อเหยียนก็พยักหน้า “ใช่ ใช่พ่ะย่ะค่ะ ! มีคนคุ้นเคยคอยอยู่เคียงข้าง พี่รองจะได้รู้สึกปลอดภัย !”


หลินเว่ยเว่ยทำตาระยิบระยับเพื่อออดอ้อนหมินอ๋อง หมินอ๋องจนปัญญาในทันที จึงตรัสกับเจียงโม่หานอย่างไม่สบอารมณ์ “ได้ ! ถ้าเช่นนั้นเจ้าตามมาแล้วกัน !”


ต่อจากนั้นพวกนางก็ค่อยๆเดินไปยังทิศทางสู่สวนจื่อถง แม้ว่าจะเป็นฤดูหนาว แต่ศาลาต่างๆภูเขาหินจำลองและพวกต้นไม้ที่เขียวขจีตลอดทั้งสี่ฤดูก็ยังคงให้ทิวทัศน์ที่งดงาม


ในสองชาติภพ นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงโม่หานได้เข้ามาในตำหนักหมินอ๋อง เมื่อชาติก่อน หมินอ๋องและหมินอ๋องซื่อจื่อสิ้นชีพในสนามรบ เพราะความโศกเศร้าจึงทำให้อาการป่วยของหมินหวางเฟยหนักขึ้นกว่าเดิม นางจบชีวิตด้วยการกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สระบัวหลังตำหนัก ส่วนเฝิงชิวฟานที่ขโมยชะตาชีวิตของเขาไปก็ได้เป็นนกพิราบครองรังนกสี่เชวี่ย กลายเป็นนายเพียงหนึ่งเดียวของตำหนักหมินอ๋อง


คนใจแคบอย่างเฝิงชิวฟานไม่สร้างปัญหาให้เขาก็ถือว่าดีเท่าไรแล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่เคยเชิญเขามาเป็นแขกที่ตำหนักหมินอ๋องเลยสักครั้ง


แท้จริง ตอนที่ตำหนักหมินอ๋องเจริญรุ่งเรืองก็งดงามถึงขั้นนี้เชียวหรือ !


ตั้งแต่ประตูหลักมาจนถึงสวนจื่อถงต้องใช้เวลาหนึ่งเค่อเต็มๆ ในระหว่างนั้นหมินอ๋องยังถามหลินเว่ยเว่ยว่าจะนั่งเกี้ยวหรือเปล่า หลินเว่ยเว่ยถึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่เขียนลงในนิยายเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง พวกสตรีสูงศักดิ์ในตำหนักต้องเดินไกลถึงขนาดนี้กว่าจะถึงเรือนของตน ถ้าไม่นั่งเกี้ยวก็คงได้เหนื่อยจนตายแน่นอน…


แต่นางไม่จำเป็นต้องใช้เกี้ยวจริงๆ เพราะตอนอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว นางวิ่งขึ้นเขาและเดินอยู่ในป่าทุกวัน ดังนั้นพละกำลังแค่นี้นางยังมีเหลือเฟือ หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน…ถ้าอย่างไร……เจ้านั่งเกี้ยวดีหรือไม่ ?


เจียงโม่หาน “…”


เขาไม่ใช่บัณฑิตอ่อนแอที่ลมพัดมาแล้วก็จะล้มทันที อย่าคิดว่าเขาอ่อนแอถึงขนาดนั้นได้หรือเปล่า ?


เมื่อมาถึงสวนจื่อถงแล้ว หมินอ๋องก็หันมาเพื่อจะตรัสอะไรสักอย่างกับเจียงโม่หาน แต่พอเห็นบุตรสาวกำแขนเสื้อเจ้าหน้าขาวไว้แน่น พระองค์ก็กลืนคำพูดกลับไปอีกครั้ง


“เสวี่ยเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าไม่นอนพักสักหน่อย ?” พอเข้ามาในเรือนหลังและผ่านเข้าประตูห้องบรรทมแล้ว หมินอ๋องก็เห็นพระชายากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระองค์จึงรีบเดินเข้าไปถามด้วยความห่วงใย


หยี่ซวงที่อยู่ด้านข้างทูลด้วยรอยยิ้ม “ทูลท่านอ๋อง พระชายาได้ยินว่าท่านหญิงมาถึงแล้วจึงดีพระทัยเพคะ ไม่ว่าหม่อมฉันจะพูดอย่างไร พระนางก็ไม่ยอมบรรทม เพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสได้เจอท่านหญิงเป็นครั้งแรก เมื่อครู่พระชายาก็ยังเสวยเค้กพุทราแดงที่คุณหนูชิงหลวนซื้อมาหนึ่งชิ้นด้วยเพคะ !”


พอหมินอ๋องได้ยินแบบนั้นก็ดีพระทัยมาก “อยากอาหารบ้างก็ดีแล้ว ! เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าพาเว่ยเว่ยมาหาแล้ว เจ้าอย่าตื่นเต้นเกินไป แค่นอนอยู่เฉยๆก็พอ ! หลินเว่ยเว่ยเป็นชื่อของบุตรสาวพวกเรา มีแซ่เหมือนเจ้า นางเป็นบุตรที่เจ้าเสี่ยงชีวิตคลอดออกมา เพราะนางจึงทำให้เจ้าต้องทนลำบากมาหลายปี ชื่อนี้พวกเราไม่ต้องเปลี่ยนดีกว่า ต่อไปก็ให้แซ่เดียวกับเจ้า !”


หลินเว่ยเว่ยถือว่าได้มาเปิดโลก นางเข้าใจแล้วว่าอะไรที่เรียก ‘หลอมเหล็กร้อยครั้งจนอ่อนนุ่มพันรอบนิ้ว’ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระชายาแล้ว หมินอ๋องที่เคยดุร้ายเหมือนหมาป่าก็เปลี่ยนเป็นลูกสุนัขตัวโตที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ทันที แม้แต่น้ำเสียงก็ยังอ่อนโยน เพราะกลัวจะทำให้พระชายาตกใจ


“เว่ยเว่ยรีบเข้ามาสิ มาคารวะหมู่เฟยของเจ้า” หมินอ๋องประทับลงข้างแท่นบรรทมแล้วโบกพระหัตถ์เรียกหลินเว่ยเว่ย


หมินหวางเฟยที่อยู่บนแท่นบรรทมมีผิวเรียบเนียนงดงาม ดวงเนตรกลมโต นาสิกโด่งได้รูป แต่ผิวดูซีดไปหน่อย พระวรกายก็ผอมบางสุดๆ เมื่อเทียบกับหมินอ๋องที่มีร่างกายกำยำแล้วถือว่าดูตัวเล็กจนผิดปกติ


แม้ว่าหมินหวางเฟยจะประชวรหนัก แต่ดวงเนตรที่มองมากลับดูแจ่มใส่ยิ่งกว่าอะไร ราวกับว่าได้มองทะลุชั้นผิวหนังของหลินเว่ยเว่ยจนเห็นก้นบึ้งของหัวใจแล้ว


สตรีผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้คือมารดาแท้ๆของบัณฑิตน้อย หลินเว่ยเว่ยไม่ได้หลบสายตาอีกฝ่ายเพราะเป็นตัวปลอม ตรงกันข้ามคือเข้าไปหาอย่างใจเย็นและมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชม…นี่คือแม่สามีของนาง ต่อไปนางจะกตัญญู รักและอยู่เป็นเพื่อนแทนบัณฑิตน้อย !


หมินอ๋องเฝ้ามองปฏิกิริยาของพระชายาด้วยความเคร่งขรึม กลัวนางจะทำเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาคือจู่ๆก็คลุ้มคลั่งไล่คนออกไป แต่แล้วก็เริ่มคิดว่าจะเครียดไปเพื่ออะไร ? เมื่อไม่กี่ครั้งก่อนๆ เป็นเพราะพระองค์หาตัวปลอมมาเอง แต่ครั้งนี้ที่พากลับมาคือบุตรสาวตัวจริง !


“ลูกรัก เข้ามาให้แม่ดูเจ้าใกล้ๆหน่อย !” หมินหวางเฟยยกยิ้มที่มุมโอษฐ์และโบกพระหัตถ์เรียกหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยรีบก้าวเข้ามาหาสองก้าว นางหยุดอยู่ที่ข้างแท่นบรรทม จากนั้นก็ค่อยๆนั่งลงแล้วเงยหน้ามองหมินหวางเฟยด้วยดวงตาเป็นประกาย…พระนางงดงามมาก ! มารดาผู้ให้กำเนิดบัณฑิตน้อยที่หล่อเหลาราวเทพเซียนออกมา จะแตกต่างกันได้อย่างไร ?


[1] นกพิราบครองรังนกสี่เชวี่ย หมายถึง เข้าครอบครองบ้านหรือที่ดินของผู้อื่นโดยพลการ


ตอนที่ 527: รีบร้อนแนะนำคนในครอบครัวให้รู้จัก


หยี่ซวงรีบยกเก้าอี้มาให้หลินเว่ยเว่ยนั่ง จากนั้นก็ไปยืนด้านข้างแล้วจ้องท่านหญิงน้อยคนนี้…ผิวดีจริงๆ ทั้งขาวทั้งเนียน เหมือนไข่ไก่ที่ปอกเปลือกแล้วไม่ผิด จุดนี้เหมือนพระชายา ใบหน้าเนียนงาม มองโดยรวมแล้วถือว่าดูดีใช้ได้


ท่านอ๋องตรัสว่าท่านหญิงเติบโตมาในชนบท แต่ท่าทางไม่เหมือนเลยสักนิด ไม่เหมือนเด็กจากครอบครัวเล็กๆ เป็นอย่างที่คิดว่าบิดามารดาเป็นอย่างไร บุตรย่อมเป็นแบบนั้น บุตรของพระชายาต้องไม่เหมือนคนธรรมดาอยู่แล้ว ! หยี่ซวงรู้สึกดีใจแทนคุณหนูของตนเหลือเกิน


เจียงโม่หานเดินตามหลินเว่ยเว่ยมาติดๆ พอหลินเว่ยเว่ยเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างแท่นบรรทมแล้ว รูปร่างของเขาก็ดูโดดเด่นขึ้นมาทันที หมินหวางเฟยย้ายสายพระเนตรมาที่ใบหน้าของเขา ทันใดนั้นนางก็รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ นอกจากรู้สึกว่าบัณฑิตหนุ่มหน้าตาดีมากแล้ว นางยังรู้สึกถูกชะตาอย่างอธิบายไม่ถูก…นั่นเป็นความรู้สึกที่มาจากก้นบึ้งหัวใจ


หมินหวางเฟยเบนสายตากลับมาที่หลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง นางตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เว่ยเว่ย เขาเป็นใคร ? ไม่แนะนำให้แม่รู้จักหน่อยหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยหันกลับไปแล้วดึงแขนเสื้อบัณฑิตน้อยอย่างอดใจรอไม่ไหว นางดึงเขามาที่ข้างกายแล้วพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พระชายา เขาเป็นคู่หมั้นของหม่อมฉันเอง เราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกันและเติบโตมาด้วยกันเพคะ จริงสิ เขายังเป็นเจี้ยหยวนของเมืองเหอโจวและจงโจวในปีนี้ด้วยเพคะ”


ทันใดนั้นรอยยิ้มในดวงเนตรของหมินหวางเฟยก็ดูแจ่มชัดกว่าเดิม ผู้ใดไม่เคยผ่านวัยหนุ่มสาวมาบ้าง ? ที่นางหนูน้อยรีบบอกว่าเขาเป็นเจี้ยหยวน ก็ไม่ได้แปลว่าอยากให้คนในบ้านยอมรับคู่ของตนหรอกหรือ ?


“อายุแค่นี้ก็ได้เป็นเจี้ยหยวนแล้ว ! เว่ยเอ๋อร์ช่างเลือกคู่หมั้นได้ดีนัก !” แม้ว่ายังไม่มั่นใจในตัวตนของเด็กสาวคนนี้ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะก้นบึ้งของหทัยไม่มีการปฏิเสธหรือต่อต้านแต่อย่างใด


หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “พระชายาคงไม่รู้ว่าบัณฑิตน้อยเป็นหนุ่มหล่อที่สตรีในหมู่บ้านแย่งกันเลยนะเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหมั้นหมายกับเขา พวกผู้หญิงในหมู่บ้านก็ใจสลายหมดเลยเพคะ !”


หลินเว่ยเว่ยอยากให้หมินหวางเฟยรู้ถึงความโดดเด่นของบัณฑิตน้อย! นางไม่ได้ทำเพราะอนาคตของเขาหรอก แต่ทำเพราะอยากให้อีกฝ่ายรู้ถึงความโดดเด่นของบุตรชาย !


แต่หมินอ๋องไม่อยากให้หัวข้อสนทนาหยุดอยู่ที่เด็กตัวแสบ พระองค์จึงตรัสแทรกหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะพูดเรื่องบัณฑิตน้อยต่อ “เว่ยเอ๋อร์ เหตุใดเจ้ายังเรียกพระชายาอยู่เล่า ? เรียกหมู่เฟยสิ ! ถ้าไม่ชินก็เรียก ‘แม่’ หรือ ‘ท่านแม่’ ได้เลย ! เร็วสิ เอาจี้หยกของเจ้าออกมาให้ท่านแม่ดู !”


หมินอ๋องเห็นพระชายาไม่ค่อยกระตือรือร้นอยากผูกสัมพันธ์กับบุตรสาวสักเท่าไร จึงเข้าพระทัยว่านางสงสัยในตัวตนของบุตรเพราะจี้หยก พระองค์จึงรีบเตือนให้หลินเว่ยเว่ยนำออกมา


หลินเว่ยเว่ยนำจี้หยกออกมาจากปกเสื้อ จากนั้นก็ถอดออกทางศีรษะแล้วยื่นใส่พระหัตถ์ของหมินหวางเฟย “จี้หยกชิ้นนี้เป็น…น้าเฝิงให้หม่อมฉันมาเพคะ”


เดิมทีนางอยากจะพูดว่าบัณฑิตน้อยเป็นคนให้ แต่ภายใต้การสะกิดเบาๆของเจียงโม่หานแล้ว นางก็เปลี่ยนคำพูด


หมินหวางเฟยยกจี้หยกขึ้นพิจารณาอย่างละเอียด จี้หยกยังมีความอุ่นจากตัวของเด็กสาว หยกขาวมันแพะจับแล้วอุ่นมือและเปล่งประกายแวววาว…แค่มองก็รู้ว่าเด็กสาวชอบเอาออกมาเล่นบ่อยๆ ตัวหยกถือว่าไม่มีปัญหา !


หมินหวางเฟยส่งจี้หยกคืนหลินเว่ยเว่ยแล้วถามเบาๆว่า “น้าเฝิงที่เจ้าพูดถึงคือปิงเจี๋ยใช่หรือไม่ ? ทำให้นางต้องลำบากแล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้น นางนำพาเจ้าให้รอดพ้นจากอันตรายและยังเลี้ยงดูจนเติบโตได้ขนาดนี้อีก !”


“ใช่เพคะ ! น้าเฝิงเก่งกาจมาก ! งานเย็บปักของนางเสมือนของจริง เสื้อผ้าที่ตัดเย็บออกมาก็ดูดี ทอดพระเนตรสิเพคะ เสื้อผ้าบนตัวของหม่อมฉันก็เป็นฝีมือของนาง !” หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นพลางหมุนตัวให้หมินหวางเฟยทอดพระเนตรและพูดด้วยความตื่นเต้น


หมินหวางเฟยยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสลายปักบนกระโปรงพร้อมกับที่รอยยิ้มมุมโอษฐ์ยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม จากนั้นก็ตรัสด้วยสุรเสียงคิดถึงความหลัง “ใช่ ! ปิงเจี๋ยเชี่ยวชาญงานปัก ตอนข้ายังอายุน้อยก็มีเสื้อผ้าหลายตัวที่นางปักให้”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อ “ด้วยงานปักนี้ น้าเฝิงไม่เพียงหาเลี้ยงพวกตนสองแม่ลูกในโลกที่ยุ่งเหยิงมาได้ แต่ยังสร้างเจี้ยหยวนคนหนึ่งขึ้นด้วยเพคะ !”


เฮอะ ! คำพูดไม่ห่างจากตัวบัณฑิตน้อยเลย ไม่มีใครอีกแล้วจริงๆ !


หมินหวางเฟยหันไปทอดพระเนตรเจียงโม่หานด้วยดวงเนตรอ่อนโยน นางเริ่มไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับคำพูดที่ฮ่องเต้มีต่อบุตรของนาง เพราะด้วยความเข้าใจที่นางมีต่อปิงเจี๋ยคืออีกฝ่ายเป็นสาวใช้หัวแข็ง มีเพียงจะเก็บเด็กไว้ข้างกายเท่านั้น ต้องเลี้ยงเองโดยไม่เชื่อใจคนอื่น ! ถ้าเช่นนั้นบัณฑิตรูปหล่อคนนี้ก็น่าจะเป็นบุตรชายของนางมากกว่า ?


แต่ว่าเหตุใดคนที่ฮ่องเต่ส่งไปสืบข่าวกลับบอกว่าเว่ยเอ๋อร์ต่างหากที่เป็นบุตรของนาง ? หรือจะโดนคนซื้อตัวเป็นพวก ? หรือฮ่องเต้มีจุดประสงค์อื่น ? เมื่อเทียบกันแล้ว นางเชื่อประการหลังมากกว่า


แต่หมินหวางเฟยไม่ได้คิดว่าการตัดสินพระทัยในครั้งนี้ของฮ่องเต้หยวนชิงมาจากความไม่พอใจหรือมีเจตนาร้ายกับตำหนักหมินอ๋อง ถ้าอย่างนั้นฮ่องเต้หยวนชิงมีจุดประสงค์ใดกันแน่ ? ช่างเถิด รอให้รับปิงเจี๋ยกลับเมืองหลวงแล้วค่อยถามความจริงเรื่องบุตรก็ได้ ส่วนจุดประสงค์ของฮ่องเต้…ต่อไปค่อยวางแผนแล้วกัน ! แต่อย่างไรตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่าบุตรยังมีชีวิตอยู่และเขาก็มาอยู่ข้างกายนางแล้ว เท่านี้ก็เพียงพอ !


หลินเว่ยเว่ยที่เล่าว่าบัณฑิตน้อยโดดเด่นอย่างไรก็ลอบสังเกตเห็นสีพระพักตร์อันเหน็ดเหนื่อยของหมินหวางเฟย จึงรีบถามว่า “พระองค์…จะพักผ่อนสักหน่อยหรือไม่เพคะ ?”


หมินอ๋องรีบหันไปทอดพระเนตรพระชายาแล้วตรัสว่า “ตั้งแต่กลับมาจากบ่อน้ำพุร้อน เจ้าก็ยังไม่ได้พักเลย ถ้าอย่างไรเจ้านอนพักก่อนดีหรือไม่ ? รอให้ถึงเวลากินยาแล้ว ข้าค่อยมาปลุกอีกที !”


หมินหวางเฟยทอดพระเนตรเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ย นางก็ไม่อยากฝืนเหมือนกัน วันเวลายังอีกยาวไกล ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน นางตบหลังมือหลินเว่ยเว่ยเบาๆ “เรียกหมู่เฟยให้ฟังหน่อยสิ !”


จากการบอกเล่าของเด็กสาว นางจึงได้รู้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นคู่หมั้นที่เขาตั้งใจสู่ขอเอง อืม เป็นเด็กดีใช้ได้ ! อย่างไรในวันข้างหน้าก็ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นคำเรียก ‘หมู่เฟย’ ไม่ช้าก็เร็วต้องได้เรียกอยู่ดี


หลินเว่ยเว่ยยิ้มด้วยความเขินอาย ก่อนจะพูดออกมาเบาๆว่า “หมู่เฟย พักก่อนนะเพคะ รอให้ตื่นบรรทมแล้วพวกเราค่อยมาสนทนากันต่อ !”


สนทนาอะไรน่ะหรือ ? ก็คุยเรื่องบัณฑิตน้อยน่ะสิ ! เมื่อครู่นางเพิ่งเล่าถึงเรื่องเห็ดหลินจือ เล่าถึงตอนที่นางกับบัณฑิตน้อยต้องติดอยู่ใต้หน้าผาด้วยกัน !


หลังจากช่วยประคองให้หมินหวางเฟยบรรทมแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ห่มผ้าให้แม่สามีอย่างเอาใจ


หมินอ๋อง “…”


ลูกรัก เจ้าแย่งหน้าที่ของบิดา ! หมินอ๋องทำเป็นไม่พอพระทัย


หลังออกมาจากห้องบรรทมของหมินหวางเฟยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หันไปมองหมินอ๋องพร้อมดวงตาที่เปียกชื้น “ฟู่หวาง ที่ร่างกายของหมู่เฟยเป็นแบบนี้ล้วนเป็นความผิดของหม่อม…ลูกเอง ดังนั้นลูกอยากต้มโอสถให้หมู่เฟย ขอให้ลูกได้แสดงความกตัญญูด้วยเถิดเพคะ”


“ดะ…เด็กดี ! เจ้าอยากแสดงความกตัญญู ต่อไปยังมีเวลาอีกมาก งานหยาบๆอย่างงานต้มยาก็ยกให้พวกข้ารับใช้ทำดีกว่า !” โอสถของหมินหวางเฟยเป็นหน้าที่ของหานลู่ซึ่งพระองค์ไว้ใจที่สุดต้มเสมอมา พระองค์ไม่เคยให้คนอื่นทำแทนมาก่อน


แต่หลินเว่ยเว่ยยืนกรานด้วยดวงตาแดงก่ำ “ฟู่หวางกังวลว่าลูกจะต้มโอสถออกมาได้ไม่ดีหรือเพคะ ? ตอนอยู่ฉือหลี่โกว ท่านแม่ก็ร่างกายไม่แข็งแรง ยาของนางก็มีลูกเป็นคนต้มให้ตลอด ! ยาที่ต้มมาจากคนในครอบครัว ย่อมมีพลังแห่งความรักอยู่ด้วย พอหมู่เฟยได้เสวยแล้วอารมณ์ก็จะดีขึ้น ด้านพระวรกายก็ต้องดีขึ้นแน่นอน ฟู่หวาง…ให้ลูกลองทำเถิดนะเพคะ !”


ตอนที่ 528: ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้ขาดอีก


หลินเว่ยเว่ยเขย่าพระกรของหมินอ๋องเบาๆด้วยความออดอ้อน หมินอ๋องไม่เคยผ่านกลศึกรูปแบบใดมาบ้าง ? แต่บุตรสาวร้องไห้ตาแดงและยังออดอ้อนเสียงหวานเช่นนี้ พระองค์จะต้านทานนางได้อย่างไร ?


“ได้ ได้ ได้ ! ฟู่หวางจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง !” หมินอ๋องหัวรั้นได้ไม่กี่อึดใจก็ต้องทิ้งเกราะป้องกันตน ปลดอาวุธและยอมยกธงขาว ! พระองค์ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบมากว่าครึ่งค่อนชีวิต ทว่าไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆขนาดนี้มาก่อน


“ดีเพคะ ! ฟู่หวางไปกับลูก ก็จะทำให้พลังแห่งความรักเพิ่มเป็นสองเท่าและหมู่เฟยก็ต้องอาการดีวันดีคืนแน่นอนเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยเข้าไปคว้าพระหัตถ์ ทำตัวสนิทสนมราวกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ ในสองชาติภพนี้ หมินอ๋องเป็นคนแรกที่ให้ความรักแบบบิดากับหลินเว่ยเว่ย แท้จริงการมีบิดาที่รักนาง ช่างมีความสุขแบบนี้เอง ! นางหันกลับไปมองเจียงโม่หานด้วยความขอโทษ…ขอโทษเถิด ข้าแย่งความรักจากบิดาของเจ้าแล้ว


เจียงโม่หานเข้าใจความหมายในแววตาของนาง จึงฉีกยิ้มให้…ไม่ได้แย่งหรอก เป็นของที่ข้ายอมยกให้เจ้าจากใจจริงต่างหาก ! เจ้าเองก็ต้องแสดงความกตัญญูแทนข้าไม่ใช่หรือ ?


เมื่อรู้ว่าท่านหญิงที่เพิ่งถูกรับตัวเข้าตำหนักต้องการต้มโอสถให้พระชายา หานลู่ก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาทันที ! ยังไม่ต้องเอ่ยว่านางเชื่อใจท่านหญิงหรือเปล่า แต่ถ้าควบคุมไฟในการต้มยาไม่ดี คุณสมบัติของยาก็จะแตกต่างกันไปด้วย ท่านอ๋องก็ช่างเลอะเลือนเกินไปแล้ว เหตุใดถึงยอมรับปาก ?


ในเมื่อท่านอ๋องเอ่ยปากแล้วหานลู่ก็ไม่อาจห้ามได้ แต่นางยังยืนอยู่ด้านข้างเพื่อความสบายใจ เพราะหาก ‘ท่านหญิง’ ไม่ไหวจริงๆ แม้นางจะต้องล่วงเกินอีกฝ่ายก็ต้องเข้าไปหยุดการก่อเรื่องให้ได้ !


หลินเว่ยเว่ยเคี่ยวยาสมุนไพรในหม้อด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็การหมุนตัวไปแอบเปลี่ยนน้ำต้มยาในหม้อให้เป็นน้ำพุวิญญาณ ด้านข้างมีคนคอยจับตามองอยู่สองสามคน นางจึงไม่อาจเปลี่ยนเป็นสมุนไพรจากห้วงมิติได้ง่ายๆ ทว่ามีแค่น้ำพุวิญญาณก็ถือว่าดีต่อร่างกายมากแล้ว


หานลู่เห็นท่านหญิงต้มยาได้ชำนาญพอสมควร จึงค่อยๆสบายใจขึ้นมา การต้มยาหนึ่งหม้ออย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม ท่านหญิงไม่ได้ดูเหมือนคนที่ขาดความอดทนแต่อย่างใด นางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่การต้มยา เพียงความอดทนและความตั้งใจนี้ก็ทำให้หานลู่ชื่นชมแล้ว


ในที่สุด โอสถแสนเข้มข้นก็ต้มเสร็จ หมินอ๋องแย่งถ้วยยามาถือเอง “ให้ฟู่หวางทำ ประเดี๋ยวมันจะลวกมือเจ้า !”


ในห้องบรรทม หมินหวางเฟยได้ตื่นบรรทมแล้ว หมินอ๋องยังไม่ทันก้าวเข้ามาในห้อง เสียงก็มาก่อนตัว “เสวี่ยเอ๋อร์ นี่เป็นยาที่บุตรสาวต้มให้เจ้าเองกับมือ บอกว่าข้างในเต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก เจ้ากินแล้วจะฟื้นตัวเร็วกว่าเดิม ! ดูเถิด บุตรสาวของเรากตัญญูถึงเพียงใด !”


หมินหวางเฟยเรียกให้หลินเว่ยเว่ยมานั่งข้างแท่นบรรทม จากนั้นก็ดึงมือนางมาจับเบาๆ “เว่ยเอ๋อร์มีน้ำใจมากเหลือเกิน”


หลินเว่ยเว่ยมองหมินอ๋องป้อนยาให้ภรรยาด้วยรอยยิ้ม หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดว่า “หมู่เฟย สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่ลูกควรทำเพคะ การแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ล่าช้ามากว่า15ปีแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้ขาดอีก โอสถของหมู่เฟย ต่อไปลูกจะเป็นคนต้มให้เองเพคะ !”


พอหมินหวางเฟยได้ยินแบบนั้น ก็ตรัสพร้อมดวงเนตรแห่งรอยยิ้ม “ไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นหรอก ความกตัญญูของเจ้า แม่รับรู้ได้แล้ว ต่อไปเรื่องต้มยาให้พวกข้ารับใช้ทำเหมือนเดิม !”


“ไม่ได้หรอกเพคะ ! ความกตัญญูจะใช้แค่ลมปากไม่ได้ ต้องทำให้เห็นด้วยเพคะ” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองพระหัตถ์ที่ผอมแห้งของหมินหวางเฟย แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สุขภาพของหมินหวางเฟยเป็นเหมือนไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ดังนั้นต้องดูแลให้ดีสักระยะหนึ่งถึงจะถูก “ลูกยังทำขนมและอาหารที่มีสรรพคุณทางยาเป็นด้วยเพคะ หมู่เฟยถือว่าเอ็นดูลูกแล้ว ให้ลูกได้แสดงฝีมือหน่อยเถิดเพคะ”


หลังจากเสวยโอสถจนหมดแล้ว หมินหวางเฟยก็ใช้น้ำล้างความขมในโอษฐ์แล้วตรัสออกมาด้วยเสียงอ่อนโยน “ยาที่เว่ยเอ๋อร์ต้มเองกับมือ ให้ความรู้สึกไม่เหมือนก่อนจริงๆ พอดื่มเข้าไปแล้ว ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นและมีแรงขึ้นมาเล็กน้อยอีกด้วย”


“ต่อไปลูกจะต้มโอสถให้พระองค์ทุกวัน แล้วอีกไม่นานหมู่เฟยก็จะดีขึ้นแน่นอนเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยเอนศีรษะไปที่พระอังสาของหมินหวางเฟยเบาๆ เสียงร่าเริงสดใส รอยยิ้มหวานน่ารัก ทำให้คนที่มองก็อดใจอ่อนขึ้นมาไม่ได้…


หมินอ๋องมีความรู้สึกอยากจะร้องไห้…วิเศษจริงๆ หาบุตรสาวเจอแล้ว ซ้ำยังเป็นเด็กที่รู้ความและกตัญญูขนาดนี้อีก ในยามปกติเสวี่ยเอ๋อร์จะใช้เวลานอนไปกว่าครึ่งวัน แต่วันนี้อาจเพราะอารมณ์ดีหน่อย จนถึงตอนนี้จึงยังดูมีพลังอยู่ หมอหลวงบอกว่าอาการป่วยกว่าครึ่งของเสวี่ยเอ๋อร์เป็นโรคทางใจ มีบุตรสาวคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็หวังว่าอาการของนางจะดีวันดีคืน


หมินหวางเฟยไม่ต่อต้านการทำตัวสนิทสนมของเด็กสาว ไม่รู้ว่าฝ่าบาทหลอกเด็กสาวคนนี้อย่างไร บางทีอาจเห็นนางเป็นมารดาแท้ๆไปแล้ว ! ขณะมองท่าทางออดอ้อนของเด็กสาว หมินหวางเฟยก็เริ่มอดคิดไม่ได้ว่า…มีลูกสาวก็ดีเหมือนกัน !


หยี่ซวงมองรอยยิ้มบนดวงพักตร์ของเจ้านายพร้อมดวงตาเปียกชื้น นานเท่าใดแล้ว ! ตั้งแต่บุตรของคุณหนูหายตัวไป บนดวงพักตร์ก็ไม่มีรอยยิ้มอีกเลย เมื่อก่อนคุณหนูเป็นคนชอบยิ้มมากๆ…ในที่สุดรอยยิ้มที่หายไปนานก็กลับมาแล้ว !


เหมยหยิงแม่ครัวประจำห้องเครื่องสวนจื่อถงก็เป็นหนึ่งในสี่นางกำนัลคนสนิทที่อยู่มาตั้งแต่หมินหวางเฟยสมรสเข้ามา นางมีฝีมือทำอาหารไม่เลวจึงได้ดูแลห้องเครื่องประจำเรือนนี้


ข้ารับใช้ในตำหนักหมินอ๋องทั้งหมดก็รู้แล้วว่าในตำหนักมีเจ้านายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เหมยหยิงมองหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ข้างกายพระชายา ทันใดนั้นนางก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะตั้งแต่ประชวร แม้แต่นางกำนัลคนสนิท พระชายาก็ไม่ชอบให้เข้าใกล้…หรือนี่จะเป็นเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก ?


เหมยหยิงคารวะ…ทุกคนในห้องบรรทม ขณะมองพระชายาแล้วนางก็ถามเบาๆว่า “พระชายาเพคะ โจ๊กรังนก น้ำแกงโสมพุทราแดงหรือน้ำแกงแปะก๊วยป๋ายเหอ ( ดอกลิลลี่ ) ใส่พุทราแดง มื้อเย็นนี้อยากเสวยอะไรเพคะ ?”


ถ้าถามพระชายาโดยตรงว่าอยากเสวยอะไร พระนางก็จะต้องส่ายดวงพักตร์แล้วตรัสว่าไม่อยากกินอะไรสักอย่าง ดังนั้นในแต่ละมื้ออาหาร เหมยหยิงจะเสนอตัวเลือกให้พระนาง3-4ชนิด ไม่ว่าพระนางเลือกอันไหนก็จะเสวยแค่ไม่กี่คำเท่านั้น เพื่ออาหารของพระชายา เหมยหยิงเครียดจนผมจะร่วงหมดศีรษะอยู่แล้ว


“หมู่เฟย ลูกทำน้ำแกงแปะก๊วยป๋ายเหอใส่พุทราแดงเป็นเพคะ รสชาติยังไม่เลวด้วย ! พระองค์อยากลองชิมฝีมือลูกหรือไม่เพคะ ?” สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดและพลังหยิน หลินเว่ยเว่ยเคยทำให้นางหวงมาก่อน รสชาติจึงผ่านการปรับปรุงมาแล้ว !


หมินหวางเฟยเห็นนางกระตือรือร้นอยากแสดงฝีมือ จึงอดไม่ได้ที่จะตรัสว่า “ได้ ! ถ้าเช่นนั้นแม่จะลองชิมดูว่าฝีมือของเว่ยเอ๋อร์เป็นอย่างไร หรือเหมยหยิงมีฝีมือดีกว่า !”


หลินเว่ยเว่ยรีบพับแขนเสื้อขึ้นอย่างคนมีพลังไม่หมดสิ้น “วางใจได้เลยเพคะ ลูกไม่มีทางทำให้หมู่เฟยผิดหวังแน่นอน !”


ขณะทอดพระเนตรตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยพลังของหลินเว่ยเว่ย หมินหวางเฟยก็ไม่อาจหยุดรอยยิ้มบนดวงพักตร์ได้อีกต่อไป…เด็กสาวคนนี้มีพลังในตัวเหลือล้น นิสัยก็เป็นเหมือนเทพธิดาตกสวรรค์ พอจะมีตัวตนของนางในสมัยยังวัยเยาว์อยู่บ้าง


เมื่อเห็นเจียงโม่หานและเด็กหนุ่มอีกคนคารวะนางและกำลังเตรียมตัวจะเดินออกไป หมินหวางเฟยก็อดไม่ได้ที่จะเรียกพวกเขาให้อยู่ต่อ “คุณชายน้อยทั้งสองมานั่งลงแล้วอยู่คุยเป็นเพื่อนท่านอ๋องหน่อยเถิด !”


หมินอ๋องอารมณ์เสียทันที จากนั้นรีบกลอกดวงเนตรยกใหญ่…พระองค์ไม่อยากสนทนากับเจ้าเด็กนี่สักหน่อย ! ทว่าในเมื่อพระชายาเอ่ยปากแล้ว พระองค์ก็จะไม่ทำลายความตั้งใจของนาง


“คุณชายชุดขาวคนนี้เป็นคู่หมั้นของเว่ยเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ?” ขณะทอดพระเนตรบัณฑิตน้อยผู้สง่างามและดูมีมารยาท หมินหวางเฟยก็ตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


เจียงโม่หานโน้มกายคารวะ จากนั้นพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ทูลพระชายา ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ !”


“ในเมื่ออีกไม่นานก็จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ข้าเปลี่ยนมาเรียกเจ้าว่า ‘หานเอ๋อร์’ ดีกว่า แล้ว…คุณชายน้อยคนนี้เล่า ?” เมื่อครู่หัวข้อที่หลินเว่ยเว่ยเอ่ยถึงมีแต่คู่หมั้นของตน ไม่ได้เอ่ยถึงหลินจื่อเหยียนสักคำเดียว


ตอนที่ 529: เจ้าต้องควบคุมข้าไปตลอดชีวิต


หลินจื่อเหยียนรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย แต่ก็ลุกขึ้นพูดอย่างมีมารยาท “ทูลพระชายา กระหม่อมหลินจื่อเหยียน เป็น…น้องชายคนโตของพี่รองพ่ะย่ะค่ะ”


หมินหวางเฟยพยักดวงพักตร์ “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ใช่คนนอก นั่งลงเถิด ไม่ต้องมากพิธีหรอก จื่อเหยียน เล่าเรื่องของพี่รองให้ข้าฟังหน่อย ข้าอยากรู้เรื่องราวในอดีตของนาง…”


หมินหวางเฟยสังเกตเห็นนิสัยนิ่งเงียบของเจียงโม่หานแล้ว เขาเป็นคนพูดน้อย หากถามเขาก็คงพูดไม่กี่คำแล้วไม่มีอะไรพูดต่อ ดังนั้นจึงเลือกเด็กหนุ่มที่ดูจะอายุน้อยกว่า เพราะเขาดูเป็นบัณฑิตที่มีชีวิตชีวามากคนหนึ่ง


หลินจื่อเหยียนยังรู้สึกไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองมากนัก เขาตอบกลับด้วยความเขินอายเล็กน้อย “ครอบครัวของกระหม่อมมีฐานะธรรมดา ตอนท่านพ่อยังอยู่ก็ถือว่าดี ทั้งครอบครัวได้กินอิ่ม แต่หลังจากท่านพ่อหายตัวไปเพราะออกล่าสัตว์แล้ว ชีวิตครอบครัวก็ตกต่ำลงทุกวัน ท่านแม่ประหยัดกินประหยัดใช้เพื่อเลี้ยงพวกเราสี่พี่น้อง…หากมีตรงไหนดูแลจวิ้นจู่ได้ไม่ดี ก็ขอให้ท่านอ๋องและพระชายาอภัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”


“เด็กโง่ เราจะโทษพวกเจ้าได้อย่างไร ? เว่ยเอ๋อร์ก็พูดแล้วว่าตอนนั้นนางสติไม่ดี ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงให้พวกเจ้าด้วยซ้ำ !” หมินหวางเฟยแอบถอนหายใจกับตนเอง


ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากเช่นนั้น สตรีอ่อนแอคนเดียวต้องดูแลบุตรถึงสี่คน ไม่รู้ว่าจะลำบากขนาดไหน แม้แต่ตัวเองจะหิวตายหรือลุกไม่ขึ้นก็ยังไม่ยอมทิ้งบุตรคนไหนเลย แม้ว่าบุตรคนนั้นจะมีปัญหาทางสมอง มีมารดาที่จิตใจงดงามถึงขนาดนี้จึงสามารถเลี้ยงบุตรให้รู้ความและเอาใจใส่ออกมาได้


หลินจื่อเหยียนรีบพูด “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ ! พี่รองเก่งมาก !” ต่อจากนั้น เขาก็เล่าว่าหลังจากหลินเว่ยเว่ยหายเป็นปกติแล้วได้ทำอะไรลงไปบ้าง…สร้างกิจการเนื้อแผ่นในบ้าน โรงงานแปรรูปเมล็ดสน โกดังที่ท่าเรือแล้วยังเป็นหุ้นส่วนกับร้านหนิงจี้…


หมินหวางเฟยฉีกยิ้มและคอยฟังอยู่เงียบๆ หลังฟังเขาเล่าจบแล้วนางก็ตรัสว่า “แท้จริงการที่เว่ยเอ๋อร์บอกว่าทำขนมกับอาหารมีสรรพคุณทางยาได้ ก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด !”


หลินจื่อเหยียนพยักหน้ารับแรงๆ “เป็นเรื่องจริงแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ! หลายปีมานี้ร่างกายของท่านแม่เสียหายอย่างหนัก จนท่านหมอเหลียงบอกว่าหากไม่บำรุงให้ดีแล้วอย่างมากสุดก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่3ปี ทั้งยังต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยการนอนติดเตียง พี่รองตัดเขากวางอ่อนและโสมเก็บไว้ แล้วไปเรียนทำอาหารที่มีสรรพคุณทางยาจากท่านหมอเหลียง นางจึงทำอาหารที่เหมาะกับท่านแม่ทุกวัน ตอนนี้ท่านแม่หายป่วยแล้วยังสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป ตอนพวกเราเดินทางออกมา ท่านแม่กับน้าเฝิงก็กำลังยุ่งกับการทำผลไม้อบแห้งพ่ะย่ะค่ะ”


พอได้ยินเรื่องราวดั่งตำนานในอดีตของบุตรสาวแล้ว หมินอ๋องก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจ…ดูเถิด บุตรสาวไม่เหมือนใครจริงๆ !


หลังได้ยินหลินจื่อเหยียนพูดว่ามารดาผู้มีร่างกายอ่อนแอและหมอบอกว่าจะอยู่ต่อได้อีกแค่สามปี แต่ได้รับการบำรุงจนแข็งแรงกว่าคนทั่วไป พระองค์ก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย…สำหรับอาการป่วยและร่างกายของเสวี่ยเอ๋อร์ หมอหลวงและหมอชาวบ้านที่มีชื่อเสียงต่างลงความเห็นเดียวกันว่าไร้ทางรักษา บางที…อาจใช้อาหารที่มีสรรพคุณทางยามารักษาก็ได้กระมัง ?


ขณะหลินเว่ยเว่ยยกชามน้ำแกงแปะก๊วยป๋ายเหอใส่พุทราแดงเข้ามา นางก็เห็นหมินหวางเฟยกำลังฟังเรื่อง ‘วีรกรรม’ ในอดีตของนางจากหลินจื่อเหยียนด้วยความตื่นเต้น เรื่องราวเล่าไปถึงตอนที่นางใช้ลูกศรไม้ไผ่สังหารโจรตงหูและช่วยราษฎรไว้ได้


หมินอ๋องตั้งใจฟังยิ่งกว่าใครเพื่อน พระองค์มีอารมณ์ร่วมจนอดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะแล้วบอกว่า ดี ! จากนั้นก็ตรัสว่า “สมกับเป็นบุตรสาวตระกูลจ้าว ถึงจะเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่ง ก็ไม่ลืมที่จะปกป้องคนในครอบครัวและแผ่นดิน ! ลูกรัก ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ฟู่หวางจะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ค่ายทหาร จะได้สยบความเย่อหยิ่งของนายทหารเหล่านั้นบ้าง ! ให้พวกมันได้รู้ว่าสิ่งใดคือเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน !”


หมินหวางเฟยรีบขัด “เว่ยเอ๋อร์เป็นสตรี พวกลูกน้องของพระองค์แต่ละคนเหมือนหมาป่า อย่าทำให้นางกลัวเพคะ !”


“สตรีแล้วอย่างไร ? สตรีตำหนักหมินอ๋องของพวกเรามีใครกล้าดูถูก ? พอถึงเวลานั้นใครจะทำให้ใครกลัวยังไม่รู้เลย !” เมื่อครู่หมินอ๋องฟังจนเลือดเดือดพล่านไปทั้งวรกาย จึงตรัสอะไรที่บ้าระห่ำออกมา


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า…ใช่ ! ใครทำให้ใครกลัวยังไม่รู้เลย ! ขอแค่ไม่ใช่ยอดฝีมืออย่างหมินอ๋อง นางก็มั่นใจว่าจะสู้กับอีกฝ่ายได้…เพราะอย่างไรคนแรงเยอะหนึ่งคนก็เอาชนะคนที่ต่อสู้เก่งได้ถึง10คน !


เจียงโม่หานเหลือบมองนาง…เจ้ายังพยักหน้ารับอีก ? หรือคิดอยากจะไปประลองที่ค่ายทหารจริงๆ ?


แต่แล้วหลินเว่ยเว่ยก็รีบส่ายหน้าและมองหมินอ๋องด้วยรอยยิ้ม “ไม่ไปดีกว่าเพคะ ! หม่อมฉันกลัวลูกน้องของฟู่หวางเหล่านั้นจะสู้แพ้แล้วเกิดสติแตก หรือไม่มีใจอยากจะสู้ขึ้นมาอีกเลย”


หมินอ๋องลูบเครา “ก็จริง !”


หลินเว่ยเว่ยมอบชามน้ำแกงใส่พระหัตถ์หมินอ๋อง “หมู่เฟยลองชิมว่าถูกปากหรือเปล่าเพคะ”


ก่อนหน้านี้หมินหวางเฟยเสวยเค้กพุทราแดงไปแล้วสองสามคำ นางจึงไม่อยากอาหารสักเท่าไร แต่เนื่องจากเป็นของที่บุตรสาวทำให้ นางจึงให้เกียรติเสวย…หืม ? รสชาติไม่เลว ! ไม่รู้ว่าใส่เครื่องปรุงอะไรลงไปจึงสามารถปลุกต่อมรับรสที่หลับใหลไปนานของนางให้กลับมาทำงานอีกครั้ง นางเสวยน้ำแกงไปถึงครึ่งชาม !


ต้องทราบก่อนว่าในเวลาปกติ ของที่เป็นน้ำแกงเช่นนี้ นางแค่เสวยไม่กี่คำก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว ! เหมยหยิงดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา…นางเกลียดฝีมือตัวเองที่ทำให้พระชายาไม่เจริญอาหารมาโดยตลอด…


นางกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้ววางเค้กไข่นึ่งลงที่โต๊ะข้างแท่นบรรทม “พระชายา นี่เป็นเค้กไข่นึ่ง ท่านหญิงทำเองกับมือ พระองค์ลองเสวยหน่อยเถิดเพคะ”


หลินเว่ยเว่ยยกเค้กไข่นึ่งที่มีสีเหลืองอ่อนและท่าทางนุ่มมากขึ้นมา นางพูดด้วยรอยยิ้ม “วัตถุดิบมีจำกัด จึงทำได้เท่านี้เพคะ รอให้ร่างกายของหมู่เฟยดีขึ้นหน่อยแล้วลูกจะทำขนมเค้กอบ นมแพะย่าง ซูเฟล…ขอแค่พระองค์ชอบสิ่งใด ลูกจะทำให้หมดเลยเพคะ !”


หมินหวางเฟยเสวยน้อยอยู่แล้ว แม้จะเสวยจนอิ่มแต่ก็ยังให้เกียรติด้วยการตักชิมหนึ่งคำ ทันใดนั้นดวงเนตรก็เปล่งประกายและตักชิมเพิ่มอีกคำ ก่อนจะต้องวางช้อนลงด้วยความไม่เต็มใจ “หวานๆนุ่มๆ มีความชุ่มฉ่ำและกลิ่นหอมของไข่อ่อนๆ วิเศษมาก ! แต่ว่าแม่กินต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ…”


หลินเว่ยเว่ยยกเค้กไข่นึ่งให้หมินอ๋อง หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดว่า “ตอนนี้กระเพาะของหมู่เฟยยังอ่อนแออยู่ เสวยไม่ไหวก็อย่าฝืนเพคะ ต่อไปอยากเสวยอีกเมื่อใด ลูกค่อยทำให้อีก ฟู่หวางก็ลองชิมสิเพคะ !”


ต่อจากนั้น นางก็ยังไม่ลืมที่จะแบ่งให้เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนคนละชิ้น เหมยหยิงเห็นพระชายาไม่เพียงเสวยน้ำแกงไปหลายคำ แต่ยังเสวยเค้กไข่นึ่งไปด้วย จึงรู้สึกดีใจแทนเจ้านาย “ท่านหญิงชอบกินอะไรเจ้าคะ ? ประเดี๋ยวบ่าวจะสั่งให้ทางห้องเครื่องใหญ่เตรียมให้เจ้าค่ะ !”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา หมินอ๋องก็ชิงตรัสก่อนแล้ว “เว่ยเอ๋อร์นิสัยเหมือนเปิ่นหวางคือชอบกินเนื้อ ! แล้วกินเผ็ดได้ !”


หมินหวางเฟยกลอกตาใส่พระสวามี “เป็นของที่นางชอบหรือพระองค์ชอบกันแน่เพคะ ? ให้เว่ยเอ๋อร์พูดเอง ! พระองค์ก็อายุปูนนี้แล้ว เสวยอาหารรสจัดให้น้อยลงหน่อยเถิด !”


หมินอ๋องพยักดวงพักตร์อย่างเชื่อฟัง “ได้ ฟังเจ้าทุกอย่าง ! เจ้าก็รู้ว่าข้าควบคุมตัวเองได้ไม่ดี ดังนั้นเจ้าต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงแล้วมาควบคุมข้าไปตลอดชีวิต…”


หมินหวางเฟยนำพระหัตถ์ขาวดั่งหิมะไปวางทับหลังพระหัตถ์อันทรงพลังของหมินอ๋อง ก่อนจะตรัสออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ได้ ! หม่อมฉันจะควบคุมพระองค์ไปจนเกศาขาวโพลน พระทนต์ร่วงหมดโอษฐ์ พระขนองโก่ง…”


กรี๊ด ! โรแมนติกมาก หวานกันสุดๆ ! หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงในใจ ‘เรื่องโรแมนติกที่สุดที่ฉันคิดออกคือ ค่อยๆแก่ชราไปพร้อมคุณ รอให้แก่เฒ่าจนไปไหนไม่ไหวแล้ว คุณก็ยังจะเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าในมือฉันเหมือนเดิม !’


ตอนที่ 530: ทั้งตำหนักมีแค่หมินอ๋องเท่านั้นที่เลอะเลือน


นางเบนสายตาไปยังเจียงโม่หานที่อยู่ด้านข้าง และในเวลานี้ตัวเขาเองก็กำลังมองมาเช่นกัน หลินเว่ยเว่ยใช้โอกาสที่มีแขนเสื้อคลุมอยู่แอบจับมือกับเขา…ข้าจะอยู่กับเจ้าไปจนแก่เฒ่าแน่นอน !


แต่แล้วทันใดนั้นเอง หมินอ๋องก็กวาดดวงเนตรมาทางนี้ราวกับมีเครื่องติดตามแฝงอยู่ ขณะมองทั้งสองจับมือกันใต้แขนเสื้อ พระองค์ก็เลิกพระขนงขึ้น “ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ ! เจ้าอย่าได้ฝันว่าจะลวนลามบุตรสาวต่อหน้าเปิ่นหวาง !”


หลินเว่ยเว่ย “…”


ฟู่หวาง พระองค์ลำเอียงเกินไปแล้ว เห็นอยู่ชัดๆว่าข้าเป็นฝ่ายลวนลามบัณฑิตน้อย !


หลังใช้นิ้วเกาฝ่ามือเจียงโม่หานแล้ว หลินเว่ยเว่ยถึงได้ยอมปล่อยมือในท่าทางที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


หมินหวางเฟยรู้สึกว่าน่าขบขันมาก นางตรัสกับหมินอ๋องว่า “พวกเขาเป็นคู่หมั้นกัน จับมือเล็กๆน้อยๆจะเป็นอะไรไป ? พระองค์ลืมแล้วหรือว่าตอนยังหนุ่มก็ชอบมาเดินวนเวียนอยู่ที่หน้าประตูบ้านหม่อมฉันทุกวัน และทุกครั้งที่หม่อมฉันออกจากบ้าน ท่านพ่อก็ทำเหมือนมีขโมย แทบอยากจะหยิบไม้กวาดมากวาดพระองค์ออกไปไกลๆ !”


หมินอ๋องย้อนนึกถึงวันวาน มุมโอษฐ์ยกยิ้มทันที แต่แล้วก็หุบยิ้มอย่างรวดเร็วและหันไปถลึงดวงเนตรใส่เจียงโม่หานแทน “พอมีบุตรสาวแล้ว ข้าถึงเข้าใจความรู้สึกของท่านพ่อตา…กว่าตัวเองจะเลี้ยงบุตรสาวสุดที่รักให้เติบใหญ่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าโดนหมาป่าคาบไปกิน หากไม่โกรธก็ต้องทำใจไม่ได้ !”


เจียงโม่หาน ‘ขอเตือนหน่อย เว่ยเว่ยเป็นบุตรสาวสุดที่รักที่ป้าหวงเลี้ยงมา หมินอ๋องไม่ได้เลี้ยงนางสักวัน ! หมินอ๋องผู้เลอะเลือน มีบิดาที่อยากทำลายงานแต่งของบุตรชายอย่างพระองค์ที่ไหนกัน ?’


หมินหวางเฟยก็คิดแบบนั้น นางหันไปทอดพระเนตรเจียงโม่หานแล้วตรัสเกลี้ยกล่อมหมินอ๋อง “ลูกหลานย่อมมีโชคลาภของพวกเขาเอง ! เว่ยเอ๋อร์กับหานเอ๋อร์รักกัน ส่วนพระองค์ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง เช่นนั้นจะห่างเหินกับบุตรสาวเอาได้ พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสแล้วหรือว่านิสัยของบุตรสาวเหมือนหม่อมฉันกับพระองค์ แล้วนางจะยอมโดนคนอื่นจูงจมูกได้ง่ายๆหรือเพคะ ?”


หมินอ๋องตีหน้ามึน แม้จะไม่พอพระทัยอยู่บ้าง แต่จะไม่สนความสัมพันธ์ของตนกับบุตรสาวไม่ได้ “เอาเถิด…แต่ว่า หากเจ้าเด็กคนนั้นไม่ดีต่อเว่ยเอ๋อร์ หรือทำเรื่องที่ผิดต่อเว่ยเอ๋อร์ ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่!”


“พระองค์ก็อย่าทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมสิเพคะ หม่อมฉันคิดว่าหานเอ๋อร์ไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย !” หมินหวางเฟยมองหมินอ๋องด้วยรอยยิ้ม…นิสัยที่คนตระกูลจ้าวเป็นกันหมดก็คือคลั่งรัก แม้นางจะป่วยมานานขนาดนี้ คนที่อยู่ในฐานะสูงส่งอย่างพระสวามีก็ไม่เคยคิดจะมีสนม ดังนั้นนางจึงเชื่อว่าบุตรชายของพระองค์ก็จะไม่นอกใจภรรยา !


“อาหารมื้อเย็นจะพร้อมแล้ว พระองค์พาพวกเด็กๆไปกินกันเถิดเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อนสักหน่อย” ไม่รู้เป็นเพราะอารมณ์หรือเพราะดื่มน้ำแกงและเสวยขนมเข้าไป หมินหวางเฟยจึงรู้สึกอุ่นไปทั้งกาย ตอนนี้นางกำลังรู้สึกสบายตัวไปหมด


สมัยก่อน เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะเป็นช่วงเวลายากลำบากที่สุดสำหรับนาง เพราะนางจะรู้สึกเย็นเข้ากระดูก ปวดไปทั้งตัวและนอนไม่หลับทั้งคืน แต่ตัวนางในเวลานี้อยากจะนอนหลับสนิทสักตื่น เพื่อชดเชยการนอนไม่พอในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา


แต่หมินอ๋องไม่อยากออกไปสักเท่าไร เพราะยากนักกว่าที่เสวี่ยเอ๋อร์จะอารมณ์ดีได้เหมือนวันนี้ ทั้งกินอาหารและพูดจาน่าฟัง…บางทีอาจเป็นเหมือนที่หมอหลวงพูดไว้ว่าอาการป่วยส่วนใหญ่ของเสวี่ยเอ๋อร์เป็นโรคทางใจ ตอนนี้ลูกกลับมาแล้วตัวนางก็ไม่ป่วยทางใจ อีกไม่นานก็คงกลับมาเป็นเหมือนอดีตกระมัง ?


หลังเห็นหมินหวางเฟยหลับไปแล้ว หมินอ๋องก็ต้องพาบุตรสาวและบัณฑิตทั้งสองออกไปโดยไม่ค่อยพอพระทัยสักเท่าไร หมินอ๋องใกล้จะไปถึงห้องเสวยแล้ว จู่ๆก็เกิดตบพระนลาฏแล้วตรัสว่า “ก็ว่าแล้ว ! ลืมพาเจ้าไปพบท่านย่า ! ไป ไป ! พวกเราไปกินอาหารเย็นเป็นเพื่อนท่านย่าของเจ้า !”


เมื่อมาถึงเรือนฝูหรง ฮูหยินผู้เฒ่าที่ทราบข่าวและรอบุตรชายพาหลานมาให้ดูหน้า ก็รู้สึกว่า “…” เจ้าลูกคนนี้ยังใช้ได้หรือเปล่า ? นี่เวลาใดแล้วเพิ่งนึกได้ว่ายังมีมารดาคนนี้อยู่ !


“ท่านแม่ ดูสิว่าลูกพาใครกลับมา !” หมินอ๋องแอบเหลือบมองสีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอย่างสำนึกผิด…โชคดีที่ภายนอกยังดูสดใส คงไม่เอาไม้เท้าหัวมังกรมาตีบุตรชายต่อหน้าหลานสาวหรอกกระมัง ? อย่างน้อยก็น่าจะไว้หน้าคนเป็นท่านอ๋องอยู่บ้าง


ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจเขา เพียงเลื่อนสายตามาที่เด็กหนุ่มสาวทั้งสามคนที่มีอายุใกล้เคียงกัน ท้ายที่สุดนางก็กวักมือเรียกเจียงโม่หาน “หลานรัก มานี่ มาให้ย่าดูหน้าเจ้าหน่อย !”


หมินอ๋องรีบผลักหลินเว่ยเว่ยออกไปด้านหน้าแล้วตรัสว่า “ท่านแม่ นี่ต่างหากถึงจะเป็นหลานสาวของท่าน เลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลจ้าวของพวกเรา !”


ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดสายตามองหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นคิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเจียงโม่หานอีกครั้ง…เห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนตัวนางถึงเจ็ดแปดส่วน ตอนที่นางยังเป็นสาวแรกรุ่นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามอันดับต้นๆเชียวล่ะ ! แต่บุตรชายกลับบอกว่าเด็กสาวคนนั้นต่างหากถึงจะเป็นหลานที่หายตัวไปของนาง ?


“ถ้าเช่นนั้น…เขาเป็นใคร ?” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้แสดงความสงสัยในใจออกมา แต่ก็ยังอดถามถึงเด็กหนุ่มไม่ได้


หมินอ๋องแสดงท่าทีอารมณ์เสียเล็กน้อย “เขาเป็นคู่หมั้นที่แม่เลี้ยงของเว่ยเอ๋อร์เลือกให้นาง ส่วนนั่นเป็นน้องชายของเว่ยเอ๋อร์ ! เว่ยเอ๋อร์ เจ้ารีบเข้าไปคารวะท่านย่าสิ !”


หลินเว่ยเว่ยเห็นสายตาของฮูหยินผู้เฒ่ายังคงมองมาที่ใบหน้าของบัณฑิตน้อยด้วยความสงสัย นางจึงลอบถอนหายใจ ช่างมีสติปัญญาและมีไหวพริบจริงๆ…ตอนนี้บรรดาเจ้านายทั้งสามคนในตำหนักหมินอ๋อง เหมือนจะมีแค่หมินอ๋องเท่านั้นที่เลอะเลือน ส่วนอีกสองคนที่เหลือเกรงว่าจะหลอกไม่ง่ายเลยจริงๆ !


ทว่าเรื่องมาเป็นตัวปลอมนี้ ไม่ใช่สิ่งที่นางเต็มใจ วันหน้าหากถูกเปิดโปงแล้วให้ไปทูลถามสาเหตุจากฮ่องเต้ก็ได้…เพราะความคิดแย่ๆนี้เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้กับบัณฑิตน้อยรวมหัวกันคิดออกมา นางจะไม่ยอมแบกรับหม้อก้นดำไว้เด็ดขาด !


“เว่ยเอ๋อร์คารวะท่านย่า ขอให้ท่านย่ามีความสุขและอายุยืนยาวเจ้าค่ะ !” หลินเว่ยเว่ยเดินขึ้นไปข้างหน้าสองก้าวและคุกเข่าคารวะหญิงชรา


ฮูหยินผู้เฒ่าประคองนางด้วยมือข้างเดียวที่แสนสั่นเทาเพื่อบอกให้นางไม่ต้องมากพิธี แล้วถอดกำไลหยกขาวมันแพะออกจากข้อมือหนึ่งวง “เอาไปเป็นของเล่นก็แล้วกัน…หยูอัน ได้ยินว่าเว่ยเอ๋อร์มีพรสวรรค์ด้านพละกำลังมหาศาลเหมือนท่านลุงของเจ้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?”


หมินอ๋องเผยสีพระพักตร์ดีใจและรีบตรัสว่า “จริงเสียยิ่งกว่าจริงอีกขอรับ! ตอนสู้กับลูก เว่ยเอ๋อร์ก็ซัดจนแขนของลูกชาไปหมด ลูกถึงขั้นไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง ธนูสุริยันของตระกูลเรามีผู้สืบทอดแล้วขอรับ!”


ธนูสุริยันคืออะไร ? หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางอยากรู้อยากเห็น


แต่เจียงโม่หานรู้เรื่องนี้ดี ธนูสุริยันนี้เป็นของที่สืบทอดกันมาของตระกูลจ้าว ลือกันว่าเป็นธนูที่มีน้ำหนักเท่าหินสิบก้อน แค่ธนูหนักเท่าหินก้อนเดียวก็จำเป็นต้องใช้แรงถึงร้อยชั่งจึงจะน้าวสายธนูได้ ถ้าหนักเท่าหินสิบก้อนก็จะไม่เท่ากับต้องใช้แรงดึงประมาณหนึ่งพันชั่งหรอกหรือ ? คนที่น้าวสายธนูหนักเท่าหินสิบก้อนได้ มีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้นกระมัง ?


เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ความคาดหวังที่หมินอ๋องมีต่อเว่ยเว่ยจะสูงเกินไปหน่อยหรือเปล่า ถ้าเว่ยเว่ยทำไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะมีท่าทีอย่างไร


เจียงโม่หานหวังว่าหลินเว่ยเว่ยจะได้รับความรักและความเอาใจใส่จากผู้คนในตำหนักหมินอ๋องด้วยใจจริง แต่ไม่ใช่แรงกดดันและความคาดหวังเกินพอดี เขาจึงเริ่มรู้สึกผิด…การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดกันแน่ ?


“ฟู่หวาง ท่านย่า หม่อมฉันยิงธนูไม่เป็น ทำเป็นแค่ปาลูกศรเท่านั้นเพคะ !” ชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ธนู ในชาตินี้ตอนที่หลีชิงสอนกองทหารชาวบ้าน หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าคันธนูและลูกศรที่ทำขึ้นมาเองใช้งานยาก หลังจากทำพังไปสองอัน นางก็ไม่ได้ลองเรียนยิงธนูอีกเลย ดังนั้นการที่นางบอกว่ายิงธนูไม่เป็น ก็ไม่ใช่การถ่อมตัวเสียทีเดียว


หมินอ๋องส่งสายพระเนตรปลอบโยนนาง “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวฟู่หวางสอนเจ้าเอง ! แล้วก็ยังมีหอกปาอ๋องของตระกูลจ้าว ก็เหมาะกับเจ้ามากเช่นกัน !”


เอาเถิด หลินเว่ยเว่ยหลงเข้าใจผิดว่าบุตรสาวจวนแม่ทัพจะต้องเรียนศาสตร์เหล่านี้เหมือนกันหมด นางจึงพยักหน้ารับ “หากลูกเรียนรู้ได้ช้า ฟู่หวางโปรดอย่ารังเกียจที่ลูกเบาปัญญาเลยเพคะ…”



จบตอน

Comments