ตอนที่ 531: พี่หลินไม่ใช่คนแบบนั้น!
หมินอ๋องทราบนานแล้วว่านางมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ศาสตร์การต่อสู้ เมื่อเห็นนางถ่อมตนเช่นนี้ก็ตรัสด้วยรอยยิ้ม “ฟู่หวางมีความรู้สึกว่าเจ้าจะต้องเรียนรู้ได้เร็วกว่าพี่ชายแน่นอน !”
พี่ชาย ? นางมีพี่ชายเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ? หลินเว่ยเว่ยคิดไม่ตกไปชั่วขณะหนึ่ง
ในที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าก็ละสายตาออกจากตัวเจียงโม่หานแล้วถามว่า “พูดถึงจินเฉิง เขากับกองทัพน่าจะใกล้มาถึงเมืองหลวงแล้วใช่หรือไม่ ?”
หมินอ๋องตอบอย่างไม่เร่งรีบ “น่าจะใกล้ถึงแล้วขอรับ ประมาณสัก2วัน…ท่านแม่ยังไม่ได้กินมื้อเย็นใช่หรือไม่ ? ประเดี๋ยวลูกกับหลานสาวของท่านจะอยู่กินมื้อเย็นเป็นเพื่อนท่านเอง”
หมินอ๋องยังคว้าโอกาสเล่าถึงความสำเร็จของบุตรสาวให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังอีกครั้ง…แม้ว่าพระองค์จะเป็นคนแข็งกระด้าง แต่ก็รับรู้ได้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยกระตือรือร้นในการทำความรู้จักกับหลานสาวสักเท่าไร และยังไม่มีความสนิทใจเท่าบุตรสาวบุญธรรมอย่างจ้าวชิงหลวนด้วยซ้ำ ดังนั้นมันอาจเป็นเพราะฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่ทราบข้อดีของหลานสาว พอผ่านไปนานวันเข้า ท่านแม่จะต้องรู้สึกสนิทใจมากขึ้นแน่นอน !
ตอนนี้ในสายพระเนตรของหมินอ๋องคือบุตรสาวดีไปหมดทุกอย่าง ! หากท่านยังไม่เข้าใจ นั่นก็เป็นเพราะท่านยังทำความรู้จักตัวนางไม่มากพอ…
แต่หลินเว่ยเว่ยกลับพอใจในตัวฮูหยินผู้เฒ่ามาก แม้จะมองเห็นความผิดปกติบนตัวหลานสาวจอมปลอมคนนี้ก็ไม่เผยออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ยังถือว่าเป็นคนใจดีอยู่มาก เพิ่งพบหน้าก็มอบกำไลหยกแสนล้ำค่าให้นางแล้ว
บรรดาเจ้านายทั้งสามของตำหนักหมินอ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงตอนนี้ นางก็ได้เจอครบทุกคนแล้ว คนพวกนี้ไม่ได้รับมือยากสักเท่าไร ส่วนเจ้านายอีกคน…ก็คือหมินอ๋องซื่อจื่อพี่ชายของนางเอง ทว่าเขาติดหนี้บุญคุณนางไว้ ดังนั้นยิ่งไม่ต้องกังวลเข้าไปใหญ่
ตอนเลือกเรือนที่พัก นางปฏิเสธคำแนะนำของหมินอ๋องแล้วเลือก ‘เรือนชุนหยูชวน’ ที่อยู่ติดกับเรือนส่วนหน้ามากที่สุด เรือนนี้มีสวนดอกเหมยขั้นกลางกับสวนจื่อถง คืนนั้นเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนถูกจัดให้พักที่เรือนส่วนหน้า แม้จะนอนใต้ผ้าห่มแสนอบอุ่น แต่หลินเว่ยเว่ยก็ต้องพยายามข่มตาหลับอยู่นานสองนาน กว่าจะนอนหลับไปในที่สุด…
วันรุ่งขึ้น หมินอ๋องยังไม่ทันประกาศให้โลกภายนอกได้รับรู้ว่าบุตรสาวที่หายตัวไปนานหลายปีได้หวนคืนสู่ตระกูลแล้ว ฮ่องเต้ก็ชิงลงมือก่อน โดยการมีพระราชโองการแต่งตั้งให้หลินเว่ยเว่ยเป็นจวิ้นจู่และยังพระราชทานของขวัญลงมาอีกไม่น้อย
คราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวงหรือพวกขุนนางก็ล้วนสนทนากันให้ทั่ว พวกเขาคาดไม่ถึงว่า บุตรของหมินอ๋องที่เคยรับเคราะห์แทนองค์รัชทายาทและคลอดในระหว่างสงครามสองเหล่าทัพนั้นจะถูกรับตัวกลับมาแล้วจริงๆ นอกจากนี้จวิ้นจู่น้อยของตำหนักหมินอ๋องยังเคยช่วยชีวิตฮ่องเต้เอาไว้ด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าสองพ่อลูกมีฐานะสูงสุดในราชวงศ์ เพราะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งสองพระองค์ติดหนี้ชีวิตจวิ้นจู่น้อยคนนี้หมดเลยหรือ ?
เดิมทีตำหนักหมินอ๋องก็มีฐานะสูงส่งอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีผู้ติดหนี้บุญคุณอันสูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์เพิ่มขึ้นมาอีก จวิ้นจู่น้อยที่ยังไม่เคยออกมาเผยโฉมหน้าคนนี้จะต้องเดินวางมาดในเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน !
จวิ้นจู่น้อยมีอายุเท่ากับองค์รัชทายาท น่าจะประมาณ15ปีกระมัง ? ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่เก่งในการสร้างบารมีเพื่อฝังกลบความผิดในอดีตก็ล้วนหันไปให้ความสนใจกับบุตรที่มีอายุใกล้เคียงกับนางทันที…เพราะถ้าใครได้เกี่ยวดองกับตำหนักหมินอ๋องก็จะต้องเหมือนเรือในกระแสน้ำขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนฮ่องเต้พระองค์ใหม่คิดบัญชี !
ภายใต้การสืบข่าวของคนที่ให้ความสนใจ ผ่านไปไม่นานวีรกรรมของจวิ้นจู่น้อยตำหนักหมินอ๋องก็ถูกแพร่ไปทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ลือว่าเมื่อสิบสามปีก่อนนางเป็นเด็กปัญญาอ่อน พอหายดีแล้วก็ทำให้ฐานะของครอบครัวแม่เลี้ยงดีขึ้นและพาคนในหมู่บ้านผ่านพ้นปีแห่งภัยพิบัติไปด้วยกัน ช่วยทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวปราบกบฏราชวงศ์ก่อน ปราบโจรตงหูในตลาดการค้าข้ามเขตแดน…
ครอบครัวของผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนกำลังนั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ติงหลิงเอ๋อร์ก็ได้รู้เรื่องจวิ้นจู่น้อยของตำหนักหมินอ๋องมาจากปากของบิดา ยิ่งฟังนางก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างคุ้นเคย “พี่ใหญ่ พี่รอง ฉือหลี่โกวไม่ได้เป็นบ้านของพี่หลินหรอกหรือ ? สร้างโรงงานแปรรูปเมล็ดสนก็ไม่ใช่ผลงานของพี่หลินหรือไร ?”
ผู้อำนวยการติงหันไปมองบุตรสาวที่ชอบทำให้ปวดหัวอยู่เล็กน้อยแล้วถามว่า “พี่หลินของเจ้าอีกแล้วหรือ ? วันทั้งวันได้ยินเจ้าเอาแต่พูดถึงพี่หลิน ได้ยินอะไรก็คิดถึงพี่หลินไปหมด ! เว่ยเว่ยจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องเป็นคนที่พวกเราเอื้อมถึงได้หรือ ?”
“เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ ? ชื่อของพี่หลินก็คือเว่ยเว่ยเช่นกันเจ้าค่ะ !” ติงหลิงเอ๋อร์พูดด้วยความตกใจ “ไม่ใช่หรอกกระมัง ! พี่หลินเป็นจวิ้นจู่ที่หายตัวไปหลายปีของตำหนักหมินอ๋อง ? ข้าไม่ได้กำลังฝันไปใช่หรือไม่ ? พี่ใหญ่ ท่านช่วยหยิกข้าที !”
ผู้อำนวยการติงนึกถึงช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ฝูเหริน (ฮูหยินขั้น1-2) พาพวกเด็กๆกลับไปที่เขตเริ่นอันแล้วอยู่ที่นั่นหลายเดือน จนกระทั่งต้นฤดูใบไม้ผลิถึงได้กลับมา และตั้งแต่กลับมาจากเขตเริ่นอัน บุตรสาวก็เอาแต่พูดถึงพี่หลินเป็นระยะ บอกว่าพี่หลินทำอาหารอร่อยมาก พี่หลินสอนนางทำขนม ขนมที่พี่หลินทำล้วนไม่เคยเห็นในเมืองหลวงมาก่อนสักชนิด…
ตอนออกจากบ้านเมื่อหลายวันก่อนก็ยังนำเค้กพุทราแดงกลับมาหนึ่งถาดโดยบอกว่าพี่หลินมาที่เมืองหลวงแล้ว หรือว่าพี่หลินที่บุตรสาวเอ่ยถึงคนนี้จะเป็นเด็กที่หายตัวไปของตำหนักหมินอ๋อง ?
เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองบุตรชายคนโต เพราะอยากได้ยินการวิเคราะห์จากอีกฝ่าย ติงหยูเจินครุ่นคิดพลางเอ่ย “ถ้าจวิ้นจู่น้อยแห่งตำหนักหมินอ๋องเป็นเด็กสาวทรงพลังตามคำเล่าลือ สามารถขึ้นเขาไปฆ่าเสือและออกจากบ้านก็สามารถสังหารศัตรูได้จริง…ก็น่าจะเป็นหลินกู่เหนียงผู้นั้นไม่ผิดเพี้ยน ! เพราะตอนที่ลูกไปเป็นเพื่อนน้องเล็กที่ฉือหลี่โกว คนในหมู่บ้านต่างบอกว่าหลินกู่เหนียงสามารถแบกหมูป่าหนัก500-600ชั่งได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยนขอรับ !”
ติงฝูเหรินคีบเห็ดที่เป็นของโปรดบุตรสาวใส่ลงในชามของนางแล้วถอนหายใจออกมา “ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร ? ตำหนักหมินอ๋องนั้นไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราจะเอื้อมถึงสักหน่อย !”
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องคุณหนูจวนฝู่กั๋วกงส่งเทียบเชิญไป เพราะอยากเชิญจวิ้นจู่น้อยตำหนักหมินอ๋องมาชมดอกเหมยในจวน แต่กลับโดยปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย
“จวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องเพิ่งกลับมาได้แค่3วันก็ปฏิเสธเทียบเชิญไปถึงเจ็ดแปดใบแล้ว ซ้ำยังเป็นเทียบเชิญที่มาจากขุนนางขั้นสองทั้งสิ้น นางจะมาเห็นค่าของเทียบเชิญบ้านขุนนางระดับพวกเราได้อย่างไร ?” ติงฝูเหรินลูบศีรษะบุตรสาว เพราะกลัวนางจะใจร้อนส่งเทียบเชิญออกไปแล้วโดนอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างเย็นชา
ติงหลิงเอ๋อร์วางตะเกียบลงทันที “เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ พี่หลินไม่ใช่คนแบบนั้น !”
“ฐานะเปลี่ยนไปแล้ว ใจคนก็มักจะเปลี่ยนตาม !” ผู้อำนวยการติงหวังเตือนสติบุตรสาวให้หยุดหลอกตัวเอง !
ติงหลิงเอ๋อร์เริ่มตาแดง นางไม่เชื่อคำพูดของบิดามารดา เพราะความสัมพันธ์ที่นางมีต่อพี่หลิน ไม่มีทางเป็นเพียงผลประโยชน์เพียงชั่ววูบ ที่จวนอื่นโดนปฏิเสธเพราะพวกเขาอยากเข้าใกล้พี่หลินด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ แต่สำหรับนางนั้นแตกต่าง ! ในใจของนางคือพี่หลินยังเป็นคนที่ทำอาหารแสนอร่อยในครั้งเมื่ออยู่ฉือหลี่โกว ยังเป็นพี่สาวที่แสนดีซึ่งเคยสอนนางทำขนมแบบตัวต่อตัว !
ติงหยูเจินครุ่นคิด “บางคนพอประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงแล้วก็กลัวคนอื่นจะพูดถึงอดีตมากที่สุด…แต่ลูกเชื่อว่าหลินกู่เหนียงเป็นคนมีความคิดเปิดกว้าง น่าจะไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าอย่างไร…เจ้าเองก็ลองส่งเทียบเชิญไปที่ตำหนักหมินอ๋องสิ ?”
“กลัวแต่ว่าฐานะครอบครัวของพวกเรานั้น เทียบเชิญจะไปหยุดอยู่แค่หน้าประตูใหญ่ ไม่ไปถึงมือของจวิ้นจู่!” ติงฝูเหรินถอนหายใจ เกรงว่าสามีสอนให้บุตรทั้งสามคนอยู่ในโลกแห่งอุดมคติมากเกินไป
ติงหลิงเอ๋อร์กินข้าวกลางวันด้วยความหงุดหงิด เมื่อกลับไปที่ห้องแล้ว นางก็นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก แต่ท้ายที่สุดก็ยังตัดสินใจเขียนเทียบเชิญแล้วให้สาวใช้คนสนิทนำไปส่ง
ณ บ้านตระกูลลู่ในเมืองหลวง ลู่เหวินจวินเหมือนคนได้รับโชคชิ้นใหญ่ เขาเข้าไปหาบิดามารดาที่อยู่ในเรือนหลัก พอมารดาเห็นเขาเข้ามาก็แกล้งหยอกว่า “โยว ! ลูกที่แสนรู้เวลากินข้าวกลับมาแล้ว ! เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปหาสหายที่ถนนหย่งอันหรอกหรือ ? ทำไมเล่า ? สหายไม่รั้งให้เจ้าอยู่กินข้าวแล้วหรือ ?”
ลู่เหวินจวินหย่อนกายลงนั่งที่โต๊ะกินข้าวและไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด เพียงนิ่งเงียบแล้วมองอาหารบนโต๊ะ ประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว ประเดี๋ยวก็หัวเราะราวกับคนเสียสติ
ตอนที่ 532: ความฝันที่มี บางทีอาจเป็นจริง
นายท่านลู่และนางลู่หันมาสบตากัน…เจ้าลูกคนนี้เป็นอะไรไป ? โดนคนดักตีหัวบนถนนแล้วสมองไม่ดีไปแล้วหรือ ?
คุณชายใหญ่ลู่กวักมือเรียกชิงเฟิงที่ออกไปกับอีกฝ่ายให้เข้ามา แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ? คุณชายรองไปเจออะไรมา ?”
ชิงเฟิงก็มีท่าทางตกตะลึงเหมือนกัน เขาบ่นพึมพำออกมาว่า “ละ…หลินกู่เหนียง…เป็นจวิ้นจู่น้อยแห่งตำหนักหมินอ๋อง…”
“จวิ้นจู่น้อย ?” นายท่านลู่ นางลู่และคุณชายใหญ่ลู่จับประเด็นสำคัญในคำพูดของชิงเฟิงได้ ช่วงสองวันมานี้เรื่องจวิ้นจู่ที่หายสาบสูญไปนานหลายปีของตำหนักหมินอ๋องได้กลับคืนสู่ตระกูลถูกแพร่ไปทั่วเมืองหลวง แม้พวกเขาจะไม่อยากรับรู้ก็ยังเป็นเรื่องยาก…หรือว่า…เจ้ารองไปมีอะไรพัวพันกับจวิ้นจู่คนนี้ ?
ทั้งสามคนเลื่อนสายตามาอยู่ที่ตัวลู่เหวินจวินทันที นายท่านลู่กระแอมไอก่อนจะถามว่า “เจ้ารอง หรือเจ้าไปผิดใจอะไรกับจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋อง ? ไม่ต้องกลัว ไหนเจ้าลองเล่ามา แล้วพวกเราจะช่วยกันหาทางออกให้เจ้าเอง !”
“ว่าอย่างไรนะ ? พวกท่านคิดอะไรกันอยู่ขอรับ ?” ลู่เหวินจวินถูกดึงออกจากความคิด เขายกชามน้ำขึ้นมาเพื่อล้างปาก หลังบ้วนปากเสร็จแล้วถึงยอมพูดออกมาว่า “พวกท่านคาดไม่ถึงแน่ๆ ว่าเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งใหม่เป็นใคร ! ?”
“ใคร ? คนที่เจ้าชอบหรือไร ?” นางลู่เป็นคนชอบคิดเพ้อฝัน
ลู่เหวินจวินเหมือนคนโดนดึงหางเปีย เขาตกจากเก้าอี้ทันที “ท่านแม่ขอรับ ท่านพูดจาเหลวไหลอะไร ? นางมีคู่หมั้นแล้ว ! ช่างเถิด ลูกไม่อ้อมค้อมก็ได้ จวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องก็คือเด็กสาวทรงพลังที่ช่วยชีวิตลูกไว้ที่เขตเริ่นอัน เมล็ดสนปากอ้าที่บ้านเราขายดิบขายดีก็เป็นสูตรของนาง !”
ลู่เหวินจวินเพิ่งเริ่มเปิดประเด็น คุณชายใหญ่ลู่ก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร “ท่านแม่ขอรับ ก็หลินกู่เหนียงที่ท่านเคยล้อว่าอยากรับเป็นบุตรบุญธรรมไงขอรับ !”
“ใช่ ! หลินกู่เหนียงหมู่บ้านฉือหลี่โกว ที่ทำขนมอร่อย…เนื้อแผ่นและขนมอบที่ลูกนำกลับมาเมื่อหลายครั้งก่อนก็เป็นฝีมือของนาง !” ลู่เหวินจวินคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อสุดๆ ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวจากหมู่บ้านในหุบเขาแสนห่างไกล จะกลายเป็นจวิ้นจู่ที่กำลังโด่งดังในเมืองหลวงตอนนี้ !
นางลู่พูดด้วยความหงุดหงิด “ถ้ารู้อย่างนี้เชิญหลินกู่เหนียงมานั่งที่บ้านก็ดี เพราะอย่างไรนางก็เคยช่วยเจ้ารองไม่ใช่แค่ครั้งเดียว…ตอนนี้ล่ะ ด้วยฐานะของนางแล้วเราได้แต่ยืนมองเท่านั้น !”
น่าเสียดายที่บนโลกนี้ไม่มียาย้อนเวลา ถ้าปีก่อนนางให้ความสำคัญกับหลินกู่เหนียงผู้นี้อีกหน่อย จริงจังให้มาก นางก็อาจมีบุตรบุญธรรมเป็นจวิ้นจู่ไปแล้ว ?
ตอนนั้น นางยังกังวลว่าเจ้าบุตรผู้โง่เขลาคนนี้ชอบนาง ! แต่ใครจะไปรู้ว่าเจ้าลูกโง่ก็เป็นคนมีสติปัญญา…
จู่ๆ คุณชายรองลู่ผู้มีสติปัญญาก็มองพี่ชายด้วยดวงตาเป็นประกาย “พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าหากพวกเรากับจวิ้นจู่น้อยเป็นหุ้นส่วนทำการค้าเมล็ดสนปากอ้า จะเป็นอย่างไร ?”
“ไม่เป็นอย่างไร !” หลังคุณชายใหญ่ลู่ลองครุ่นคิดสักพักแล้วก็วิเคราะห์ให้น้องชายฟัง “ก่อนอื่นคือพวกเราไม่มีเมล็ดสนอยู่ที่นี่ การขนส่งมีต้นทุนสูง ประการที่สองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดด้วย คือเจ้ามั่นใจว่าจวิ้นจู่อย่างนางจะมาร่วมลงทุนกับเจ้าหรือ ? ความคิดนี้ ถ้าเจ้าทำก่อนที่จวิ้นจู่จะกลับเข้าตำหนักหมินอ๋อง ก็อาจพอเป็นไปได้ แต่ตอนนี้…ใช่ว่าข้าอยากขัดความคิดเจ้า ! แต่ในเมืองหลวงมีพ่อค้าที่มากอำนาจกว่าพวกเราอยู่หลายคน ! พวกเขาอยากจะร่วมลงทุนกับตำหนักหมินอ๋องยังทำไม่ได้เลย นับประสาอันใดกับพวกเรา?”
ท่ามกลางพ่อค้ามากมายในเมืองหลวง อย่างมากสุดกำลังของสกุลลู่ก็อยู่ได้แค่ชั้นกลางเท่านั้น แต่ตำหนักหมินอ๋องมีฐานะอะไร ? แม้แต่ขุนนางขั้นหนึ่งในเมืองหลวงก็ยังไม่อยู่ในสายตาของพวกเขาเลย !
แต่ลู่เหวินจวินไม่ได้คิดแบบนั้น…ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร ? เขาพูดด้วยเสียงทรงพลัง “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ! เรื่องนี้ยกให้ข้าจัดการแล้วกัน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ อย่างไรก็ต้องลองดูก่อน มันอาจสำเร็จได้ไม่ใช่หรือ ?”
“ได้ ! เจ้าไปลองดูเถิด ! ส่วนเงิน หน้าร้านและคนงาน เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น !” ยากนักที่บุตรชายคนเล็กจะกระตือรือร้นขนาดนี้ จึงเป็นธรรมดาที่นายท่านลู่จะสนับสนุนอย่างสุดกำลัง ! ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ได้เสียหาย ใครต่างก็บอกว่าคนโง่ย่อมมีโชคของตัวเอง ถ้าบุตรชายเกิดจับเรือลำใหญ่อย่างตำหนักหมินอ๋องได้ บรรพบุรุษสกุลลู่คงดีใจจนออกมาจากสุสานแน่นอน !
ณ เรือนของหยวนฮั่นหลิน บัณฑิตหยวนและหยวนเจี๋ยก็กำลังสนทนาถึงเรื่องจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องเช่นกัน ทว่าประเด็นที่พวกเขาคุยกันคือคู่หมั้นของจวิ้นจู่น้อย
“คาดไม่ถึงว่าเจียงเจี้ยหยวนจะมีโชคขนาดนี้ !” หยวนเจี๋ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ การเปรียบเทียบช่างทำให้น่าโมโหจริงๆ อีกฝ่ายสอบได้เจี้ยหยวนตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เดิมทีคู่หมั้นเป็นเด็กสาวชาวป่าชาวเขาคนหนึ่ง ในเวลานี้ได้กลายเป็นจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋อง
เดิมที เขาอิจฉาเจียงโม่หานที่มีลาภปากเพราะคู่หมั้นมีฝีมือทำอาหารไม่ธรรดา แต่ตอนนี้อยากอิจฉาก็ยังทำไม่ไหว เจียงเจี้ยหยวนคนนี้คงไม่ได้เป็นลูกรักของสวรรค์หรอกกระมัง ?
บัณฑิตหยวนกลับส่ายหน้า “มีทุกข์ก็มีสุข มีสุขก็มีทุกข์ได้เช่นกัน จากนี้ไปในหมู่ปัญญาชน เกรงว่าแรงกดดันที่เจียงเจี้ยหยวนต้องแบกรับ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะแบกไหว…หวังว่าเจียงเจี้ยหยวนจะไม่ทำตัวเย่อหยิ่งและอวดฉลาด”
พอหยวนเจี๋ยได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกไม่อยากอิจฉาขึ้นมาทันที ลองจินตนาการถึงวันที่เขาประสบความสำเร็จแล้วโดนคนเข้าหาเพราะอยาก ‘เล่นพรรคเล่นพวก’ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะรับมืออย่างไร แต่เขาไม่มีทางรับไหวแน่นอน !
“จริงสิขอรับ ! อาจารย์ปู่ไม่ได้บอกแล้วหรือว่ารอให้เจียงเจี้ยหยวนมาปักหลักที่เมืองหลวงเมื่อใด ก็ให้บอกท่านขอรับ ? เหตุใดท่านจึงไม่ทิ้งจดหมายไว้ให้เจียงเจี้ยหยวนเองเล่าขอรับ ?” หยวนเจี๋ยรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“อาจเป็นเพราะ…ไม่อยากทำให้ดูมีความเกี่ยวข้องกับเจียงเจี้ยหยวนมากกระมัง ?” บัณฑิตหยวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนกดขี่เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของตน ตอนนั้นเขายังไม่ได้เข้ามาเป็นขุนนางในราชสำนักและคอยอยู่ดูแลอาจารย์ที่เจียงหนาน แต่ก็ยังโดนผลกระทบไปด้วย จะเห็นได้ว่าอดีตฮ่องเต้กลัวอาจารย์มากเพียงใด…
หยวนเจี๋ยเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆพูดขึ้นมาว่า “แต่ว่า…ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงมีพระปรีชา น่าจะไม่เหมือนราชวงศ์ก่อนที่ประสงค์ขุดรากถอนโคนหรอกขอรับ ?”
“ตอนนี้อาจยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่อีกสิบหรือยี่สิบปีผ่านไปล่ะ ? อาจารย์เสียดายพรสวรรค์ของเจียงเจี้ยหยวน ท่านก็เลยกันไว้ดีกว่าแก้ !” บัณฑิตหยวนสารภาพว่าคาดเดาความคิดฮ่องเต้ไม่เก่ง ที่ตนเข้ามาเป็นขุนนางก็เพียงเพราะอยากมีเงินและกำลังคนในการตามหาอาจารย์ให้มากกว่าเดิม ตอนนี้หาอาจารย์พบแล้ว หลังรอให้ตนสั่งสอนบุตรชายจนหมดห่วง ก็จะลาออกจากขุนนางแล้วมาอยู่ข้างกายท่านอาจารย์เหมือนสมัยก่อนอีกครั้ง…
หลินเว่ยเว่ยไม่ทราบเรื่องราวความโกลาหลที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเพราะตัวเองแต่อย่างใด ช่วงหลายวันมานี้ นางทุ่มเทกายใจคอยดูแลอยู่ข้างหมินหวางเฟย คอยรินน้ำชา ต้มโอสถ ไม่เคยให้คนอื่นทำแทน เพราะหมินหวางเฟยไม่ค่อยอยากเสวยอาหาร นางจึงตั้งใจทำชาผลไม้ที่ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นมา รสชาติหวานและยังมีกลิ่นหอมของสตรอเบอร์รี่ หมินหวางเฟยชอบดื่มยิ่งนัก ปริมาณอาหารที่เสวยก็มากขึ้นทุกวัน สภาพจิตใจก็ดีขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน !
หมินหวางเฟยยังให้คนสร้างเตาอบไว้ที่เรือนหลัง มันใหญ่และได้มาตรฐานกว่าที่นางสร้างไว้ในฉือหลี่โกวเสียอีก ด้านการควบคุมอุณหภูมิถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ ตอนอบขนมนางใส่ใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงรสชาติออกมาอร่อย แต่ยังคัดเลือกส่วนผสมที่ดีต่อร่างกายหมินหวางเฟยด้วย
หมินหวางเฟยมีความรู้สึกตั้งตาคอยทุกวัน…วันนี้เว่ยเอ๋อร์จะทำขนมอะไร ? แน่นอนว่าอาหารบำรุงของนางก็ได้หลินเว่ยเว่ยปรุงขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ถึงแม้อาหารชนิดไหนจะไม่ได้ลงมือทำเอง ก็จะถ่ายทอดเคล็ดลับให้เหมยหยิงอย่างละเอียด
ตอนที่ 533: บัณฑิตน้อยเป็นคนของบ้านใคร? ตาบอดหรือไร!
เรื่องแรกที่หลินเว่ยเว่ยทำเมื่อเข้ามาในสวนจื่อถงก็คือเปลี่ยนน้ำในห้องเครื่องให้เป็นน้ำจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณครึ่งหนึ่งก็พอ เพราะหลังจากมิติน้ำพุวิญญาณถูกยกระดับแล้ว น้ำพุวิญญาณก็ดูมีสรรพคุณมากกว่าเดิมอีกด้วย นางกังวลว่าน้ำพุวิญญาณจะวิเศษเกินไป แล้วดึงดูดให้คนอื่นสงสัย…
ช่วงหลายวันนี้หมินอ๋องทั้งดีใจและหงุดหงิด ดีใจเพราะบุตรสาวกตัญญู ทำให้อาการป่วยของพระชายาดีขึ้นทุกวัน แต่ที่หงุดหงิดคือบุตรสาวกตัญญูเกินไป จึงยึดตำแหน่งข้างกายเสวี่ยเอ๋อร์ของพระองค์ไป
ดังนั้น ในวันที่สี่ของการมาอยู่ในตำหนักของหลินเว่ยเว่ย พอพระองค์ยกโอสถที่บุตรสาวเพิ่งช่วยต้มให้พระชายามาไว้ตรงเบื้องหน้านางแล้ว พระองค์ก็ชี้ไปที่เทียบเชิญแล้วถามว่า “เทียบเชิญเหล่านี้เป็นของที่บุตรสาวของจวนขุนนางต่างๆ ชวนเจ้าออกไปเที่ยวเล่นทั้งนั้น ยังเป็นเด็กสาวก็ไม่ควรทำตัวเป็นแมวเฝ้าบ้าน ออกไปเดินเล่นบ้างก็ดี”
หลินเว่ยเว่ยจับมาพลิกดูแล้วพูดอย่างคนหมดสนุก “ไม่เชิญไปชมดอกไม้ก็ไปจิบชา อีกทั้งยังเป็นคนที่ไม่รู้จัก ลูกไม่อยากไปเพคะ !”
“ไปสักสองสามครั้งก็ได้รู้จักกันแล้วไม่ใช่หรือ ? ไม่ต้องกังวลหรอก ตอนนี้เจ้าเป็นจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋อง ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าแน่นอน ไปเถิด ไปเถิด !” หมินอ๋องยุยงส่งเสริม
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “อากาศหนาว ไม่อยากออกไปไหนเพคะ !”
หมินอ๋องกลอกดวงเนตรไปมา “จริงสิ เจ้าไม่ได้มีบ่าวรับใช้อีกสองคนอยู่ที่ถนนหย่งอันหรอกหรือ ? ที่นั่นยังมีของใช้ส่วนตัวเหลืออยู่ เจ้าไม่ออกไปจัดการหรือไร ? ”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะหันไปพูดกับเหมยหยิงว่า “พุดดิ้งน้ำขิงที่ข้าสอน เจ้าเรียนไปได้พอสมควรแล้ว ดังนั้นของว่างประจำสองมื้อในวันนี้ ก็ทำพุดดิ้งน้ำขิงแล้วกัน แต่ให้เสวยได้แค่ถ้วยเล็กๆเท่านั้น เจ้าจะใจอ่อนทำตามที่หมู่เฟยขอไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่างไรขนมก็คือขนม กินมากไปก็จะทำให้กินอาหารหลักได้น้อยลง”
หลังจากหมินหวางเฟยได้ยินแบบนั้นก็รีบโบกพระหัตถ์ไล่นางทันที “รีบออกไปเที่ยวเล่นเถิด อย่าเอาแต่เดินไปเดินมาอยู่หน้าข้า น่ารำคาญจะตาย !”
“พระองค์รำคาญที่ลูกควบคุมปริมาณขนมกระมัง ? หากพระองค์ยังแอบเสวยขนมแล้วส่งผลต่อมื้ออาหารหลัก ต่อไปนี้ลูกจะไม่ทำขนมชนิดใหม่ให้อีกเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงว่าหมินหวางเฟยผู้เป็นดั่งวีรสตรีในตำนาน จะมีบางเวลาที่ทำตัวเหมือนเด็ก เพียงเพื่อให้ตนได้เสวยขนมเพิ่มอีกหน่อย
หมินหวางเฟยตรัสกับหมินอ๋อง “ดูเถิดเพคะ นี่คือบุตรสาวคนดีที่พระองค์พากลับมา ! ยังกล้าขู่มารดา ช่างไม่กตัญญูเอาเสียเลย !”
“ถ้าลูกตามใจและไม่คุมอาหารพระองค์ แบบนั้นถึงจะเป็นลูกอกตัญญูอย่างแท้จริงเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยไม่กลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด เพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็มีเหตุผล “รอให้ร่างกายของพระองค์ฟื้นตัวกลับมาดีแล้ว ลูกจะคิดหาวิธีทำขนมแปลกใหม่ไม่ซ้ำกันให้เสวยทุกวันจนเบื่อเลยเพคะ แต่ตอนนี้พระองค์ต้องเป็นเด็กดี เสวยโอสถและเสวยข้าวก่อนเพคะ !”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ! รีบออกไปเถิด อย่ามาเดินวนเวียนอยู่ที่นี่ ข้าตาลาย !” หมินหวางเฟยทำตัวเหมือนเด็กที่เพิ่งทะเลาะกับสหายแล้วแพ้ นางผินดวงพักตร์ไปอีกทาง เหมือนกำลังคร้านจะมองหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มที่มุมปาก “ได้ ได้ ได้ ! ลูกไปแล้ว ! พวกพระองค์รังเกียจที่ลูกเข้ามารบกวนโลกส่วนตัวมากกว่า !”
หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์แล้วแกล้งทำเป็นดุ “พูดจาเหลวไหลอะไร ! ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ รอให้สุขภาพหมู่เฟยดีขึ้นเมื่อไร ก็รอดูว่านางจะตีก้นเจ้าได้หรือไม่ !”
หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นและทำหน้าทะเล้น “หมู่เฟยทำไม่ลงหรอกเพคะ !”
จากนั้นนางก็ออกจากสวนจื่อถงแล้วมายังเรือนส่วนหน้าเพื่อเรียกเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนให้ออกไปนอกตำหนักด้วยกัน ตอนเดินผ่านประตูข้าง ข้ารับใช้ฝ่ายต้อนรับแขกก็เดินเข้ามาคารวะแล้วยื่นเทียบเชิญให้นางพลางเอ่ยด้วยความสุภาพว่า “เรียนจวิ้นจู่ คุณหนูแห่งจวนผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนส่งเทียบเชิญมาขอรับ นางเชิญท่านไปดื่มชาที่โรงน้ำชาขอรับ”
ข้ารับใช้ในตำหนักหมินอ๋องต่างรู้ตำแหน่งในตำหนักของพวกเจ้านายดี ฮูหยินผู้เฒ่าและพระชายาอยู่ในอันดับแรก ต่อจากนั้นจึงเป็นหมินอ๋อง ท้ายสุดก็เป็นซื่อจื่อ ทว่านับตั้งแต่จวิ้นจู่น้อยกลับมาอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋อง ตำแหน่งของนางก็ก้าวข้ามซื่อจื่อและมาอยู่ในอันดับที่สามแทน
ตั้งแต่นางกลับมา พระพลานามัยของพระชายาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่มีอาการกำเริบขึ้นมาอีก พวกข้ารับใช้ที่แก่ชราในตำหนักล้วนบอกว่าจวิ้นจู่มีโชคติดกาย และยังนำโชคเผื่อแผ่ให้คนที่ใกล้ชิดอีกด้วย เดิมทีท่านอ๋องก็โปรดจวิ้นจู่น้อยคนนี้มากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเห็นเป็นแก้วตาดวงใจเข้าไปใหญ่
จึงเป็นธรรมดาที่ข้ารับใช้ในตำหนักจะไม่กล้าเชื่องช้าเกี่ยวกับเรื่องของจวิ้นจู่ พวกเขาล้วนใส่ใจกันทั้งนั้น ! ช่วงหลายวันมานี้มีคนส่งเทียบเชิญมาอย่างมากมาย แต่จวิ้นจู่กลับไม่ตอบรับสักอันเดียว แต่ข้ารับใช้ฝ่ายต้อนรับแขกก็ไม่กล้าเพิกเฉย แม้ไม่ค่อยพึงใจกับเทียบเชิญของจวนผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนสักเท่าไร กระนั้นก็ยังรายงานออกไปตามหน้าที่…เพราะน้อยครั้งที่ตนจะได้มาเสนอหน้าต่อหน้าจวิ้นจู่ !
“ผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียน ? ใคร ? เหตุใดถึงฟังแล้วคุ้นหูเหลือเกิน !” หลินเว่ยเว่ยรับเทียบเชิญมาถือไว้พลางพลิกกลับไปกลับมา แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เจียงโม่หานเอ่ยเตือนสั้นๆ “ผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนแซ่ติง…”
“ติง ? อ้อ ! ข้านึกออกแล้ว เป็นเทียบเชิญของน้องหลิงเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ? เจ้าไปที่จวนผู้อำนวยติงแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปตามเวลานัดหมายแน่นอน ! พอถึงเวลานั้นข้าก็จะเอาขนมที่น้องหลิงเอ๋อร์ชอบกินไปฝากด้วย !” หลินเว่ยเว่ยยื่นเทียบเชิญให้ชุนซิ่งที่อยู่ด้านหลังพร้อมออกคำสั่ง ชุนซิ่งเป็นนางกำนัลคนสนิทของหมินหวางเฟย พอหมู่เฟยเห็นว่าข้างกายนางไม่มีสาวใช้คอยอยู่รับใช้จึงยกชุนซิ่งให้
ชุนซิ่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากเทียบเชิญของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในช่วงสองสามวันนี้ มีอันไหนที่ฐานะไม่สูงไปกว่าบุตรสาวผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนบ้าง ? แต่หลังได้รับเทียบเชิญและอ่านผ่านตาแล้ว จวิ้นจู่ก็โยนทิ้งไว้บนโต๊ะ ไม่กลับมาสนใจมันอีกเลย แต่ในเวลานี้กลับตอบรับเทียบเชิญสกุลติง…ฟังจากน้ำเสียงแล้ว จวิ้นจู่กับบุตรสาวจวนสกุลติงผู้นั้นคงเป็นสหายกันมาก่อน! คุณหนูติงช่างโชคดีจริงๆ!
ชุนซิ่งออกไปทำตามคำสั่ง ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็เดินไปตามถนนชั้นในของเมืองเพื่อออกไปยังถนนชั้นนอก คนขับรถม้าตำหนักหมินอ๋องค่อยๆขับรถม้าตามหลังจวิ้นจู่ เขาอยากจะเชิญนางขึ้นรถ แต่ก็กลัวทำให้จวิ้นจู่หมดสนุก
เจียงโม่หานพูดกับเด็กน้อยที่กำลังทำตัวเหมือนเดินเล่นอยู่ว่า “จากความเร็วของเจ้า หากฟ้ามืดก็ยังไม่ถึงถนนหย่งอันแน่นอน เจ้าแน่ใจว่าจะเดินไปหรือ ?”
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็รีบปีนขึ้นรถม้าแล้วหันกลับไปหัวเราะคิกคักใส่เขา “ข้าก็แค่ไม่ได้ออกจากบ้านมาหลายวัน อยากจะเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายสักหน่อย ! บัณฑิตน้อย รีบขึ้นมาสิ…อยากให้ข้าช่วยดึงเจ้าขึ้นมาหรือเปล่า ?”
เจียงโม่หานยืนอยู่ข้างรถม้า คนขับรถม้ายกบันไดเล็กมาให้เขา นี่ต่างหากถึงจะเป็นการเหยียบขึ้นรถอย่างถูกต้อง เมื่ออีกฝ่ายวางบันไดเสร็จแล้ว เจียงโม่หานก็ค่อยๆเดินขึ้นบันไดมาบนรถม้า…
“หืม ? เจ้าเป็นคุณชายบ้านไหน ? ไม่เคยเห็นในเมืองหลวงมาก่อน ?” สาวน้อยในชุดขี่ม้านั่งอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลอมแดง นางดึงบังเหียนเพื่อให้ม้าหยุดเดินบริเวณข้างรถม้าตำหนักหมินอ๋อง พร้อมกันนั้นดวงตาคู่งามก็จับจ้องมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเจียงโม่หาน
หลินเว่ยเว่ยหยิบแส้ที่ใช้บังคับม้าขึ้นมาแล้วเคาะที่ป้ายตำหนักหมินอ๋องหน้ารถม้าด้านบน “เจ้าตาบอดหรือไร ! บ้านไหนเจ้าดูเองไม่เป็นหรือ ?”
“เจ้าบังอาจนัก ! กล้าเสียมารยาทต่อเสี้ยนจู่ (เชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่4 เป็นรองจวิ้นจู่หนึ่งขั้น) ของพวกเรา !” สาวใช้หน้าตาสะสวยที่อยู่ด้านหลัง รีบทำเสียงดุใส่หลินเว่ยเว่ย !
“เสี้ยนจู่ ? สูงศักดิ์นักหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะมองเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย ข้ามีความรู้ไม่มาก เจ้าว่าเสี้ยนจู่หรือจวิ้นจู่ของข้า ใครใหญ่กว่ากัน ?”
“เจ้าเป็นถึงจวิ้นจู่ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แล้วเสี้ยนจู่จะมาเทียบได้อย่างไร ? นี่ไม่เท่ากับการเอาทองไปรู่กระเบื้องหรอกหรือ ?” เจียงโม่หานเข้ามาในรถม้าจากช่องเล็กๆด้านข้างที่นางยืนเว้นไว้ให้
ตอนที่ 534: ความรู้สึกที่มีคนให้ท้าย…ดีเหลือเกิน!
ทันใดนั้นสาวน้อยหน้าตางดงามก็ค่อยๆกลับมามีสติอีกครั้ง…ว่าอย่างไรนะ ? จวิ้นจู่ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ? ทั่วทั้งต้าเซี่ยมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือบุตรสาวที่เพิ่งกลับมาของตำหนักหมินอ๋อง นางจึงรีบหันไปมองป้ายชื่อบนรถม้า นางตกใจจนรีบคลี่ยิ้มขอโทษทันที “ที่แท้ก็เป็นเว่ยเว่ยจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋อง ! สาวใช้ในจวนเสียมารยาท หวังว่าจวิ้นจู่จะใจกว้าง ไม่ถือสานางด้วย !”
“ข้าย่อมไม่ถือสาสาวใช้คนหนึ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อครู่เจ้ามองคู่หมั้นของข้า ! ราวกับแมลงวันที่ตอมขนมไม่มีผิด ทำให้ข้าอารมณ์เสียมาก” ปกติแล้วหลินเว่ยเว่ยจะเป็นคนใจกว้างกับทุกอย่าง ในสถานการณ์ไม่ปกติ ส่วนมากจะเกิดก็ต่อเมื่อเกี่ยวข้องกับบัณฑิตน้อยของตน หากโลภในความงามของบัณฑิตน้อย นางจะไม่ทนเด็ดขาด !
สาวน้อยคนนั้นยืดได้หดได้ รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่หายไป “ข้าไม่รู้ว่าเขาคือคู่หมั้นของจวิ้นจู่ ต้องขออภัยด้วย วันหน้าข้าจะต้องไปขอรับโทษถึงตำหนักของจวิ้นจู่แน่นอน…”
“ไม่ต้องหรอก !” ดั่งคำกล่าวที่ว่า มือที่ยื่นมาย่อมไม่ตบคนที่ส่งยิ้มให้ หลินเว่ยเว่ยยังพูดต่อ “ไม่ต้องไปขอรับโทษถึงตำหนักหรอก ข้าขอแนะนำเสี้ยนจู่หน่อยก็แล้วกัน ว่าจงสำรวมสายตาของตนให้ดี เช่นนั้นอาจมีวันใดเผลอไปมองคนที่ไม่ควรมองแล้วก่อเรื่องขึ้นมา หรือไปผิดใจกับคนที่ไม่ควรผิดใจด้วย !”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวน้อยแข็งค้างทันที แววตาเจือด้วยโทสะแต่กลั้นเอาไว้ได้ นางค่อยๆพูดทีละคำ “ขอบคุณที่จวิ้นจู่สั่งสอน ฝูหรงจะจดจำไว้ !”
หลินเว่ยเว่ยเรียกให้หลินจื่อเหยียนมาขึ้นรถม้าแล้วออกคำสั่งกับคนขับ ต่อจากนั้นรถม้าของตำหนักหมินอ๋องก็เคลื่อนตัวออกไปได้อย่างราบรื่นเสียที
เสี้ยนจู่กัดฟันกรอด สาวใช้ของนางก็สบถ ‘ถุย’ ไปตามทางที่รถม้าตำหนักหมินอ๋องจากไป “คนบ้านนอกอย่างไรก็เป็นคนบ้านนอก หยาบช้าและไร้มารยาทเจ้าค่ะ !”
“นกกระจอก อย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นหงส์ !” ฝูหรงเสี้ยนจู่กระซิบข้างหูสาวใช้สองสามประโยค ผ่านไปไม่นานข่าวลือว่าจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องมีนิสัยหยิ่งผยองและไร้มารยาทก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวง
ในรถม้า หลินจื่อเหยียนถามด้วยความประหม่า “พี่รอง เสี้ยนจู่เมื่อครู่เป็นคนจากจวนใด ? ท่านทำแบบนี้จะเป็นการก่อเรื่องให้ตำหนักหมินอ๋องหรือเปล่า ?”
“ก่อเรื่อง ? คู่หมั้นของข้าโดนคนอื่นลวนลาม ถ้าไม่ตอบโต้เลย แบบนั้นถึงจะทำให้ตำหนักหมินอ๋องขายหน้า ! ไม่ต้องกลัว ฟู่หวางของข้าตรัสแล้วว่าหากมีใครมาหาเรื่องก็ให้ข้าโต้กลับไปเลย ยังตรัสว่าถ้าใครไม่ยอมก็ให้ไปหาฟู่หวาง ! นี่ข้ายังไม่ทันลงไม้ลงมือเลยด้วยซ้ำ !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าความรู้สึกที่มีคนให้ท้าย…ดีเหลือเกิน !
เจียงโม่หานเบนนัยน์ตาสีนิลไปมองนาง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ตงผิงโหวผู้เป็นบิดาของนางก็แค่ยอมจำนนเร็วหน่อยเท่านั้น ฮ่องเต้ถึงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ที่เลื่อนลอยเช่นนี้แก่เขา คนผู้นี้มีปณิธานแต่ขาดความสามารถ คนรุ่นหลังก็ไม่เอาไหนทั้งหมด ไม่น่ากลัวอะไรเลย !”
หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าได้ใจ “พอกลับไปแล้วข้าจะทูลฟ้องฟู่หวางว่าเสี้ยนจู่จวนตงผิงโหวดูถูกข้า เข้ามาขวางรถม้ากลางถนนและทำให้ข้าอับอาย หรือแม้แต่สาวใช้ของนางก็ออกมารังแกข้าด้วย !”
หลินจื่อเหยียนเบิกตาโตยามจ้องมองนาง…พี่รอง ท่านพลิกขาวเป็นดำเก่งมาก !
กระนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ไปฟ้องอย่างมีเหตุผลตามจริง ทว่าหมินอ๋องก็ยังโมโห เพราะ…ใครช่างกล้าดูถูกบุตรสาว…พระองค์เอาความกับคนรุ่นหลังไม่ได้ ดังนั้นจึงไประบายโทสะใส่บิดาที่ไม่ได้เรื่องอย่างตงผิงโหว ! หมินอ๋องเสด็จไปถีบประตูจวนตงผิงโหวแล้วทุบตีท่านโหวว่างงานผู้เอาแต่กินๆนอนๆไปหนึ่งยก แต่นี่ยังเป็นเรื่องหลังจากนี้ !
บัดนี้ รถม้าวิ่งมาถึงเส้นแบ่งระหว่างเมืองฝั่งตะวันตกและใต้ หลินเว่ยเว่ยลงจากรถม้าและตัดสินใจจะเดินเข้าไป ระหว่างที่เดินไปยังจุดหมาย นางก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาเกี่ยวกับ ‘จวิ้นจู่น้อยแห่งตำหนักหมินอ๋อง’ จากทุกที่
นางฟังเรื่องเล่า ‘การผจญภัยของจวิ้นจู่น้อย’ ด้วยความหดหู่ เท้าแทบจะเดินต่อไม่ไหว สวรรค์ ! แม้ว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่องที่นางเคยผ่านมาจริงๆ แต่ฝีมือต่อสู้ที่ผ่านการใส่สีตีไข่ลงไปนั้น…จะไม่เกินจริงไปหน่อยหรือ
เหตุใดนางจึงไม่รู้ว่าตนร้ายกาจขนาดนั้นมาก่อน ? นางแทบจะกลายเป็นเทพสงครามยุคโรมันที่กำเนิดมาพร้อมความแข็งแกร่งและยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ตัวเอกที่มีรัศมีเรืองรอง !
“จวิ้นจู่ที่พวกเขาพูดถึงคือข้าเองหรือ ? เรื่องเล่าเหล่านี้จะเกินจริงไปหน่อยหรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปในตรอกของถนนหย่งอันที่แสนคุ้นเคยและได้ยินเสียงคุ้นหูลอยมาตามทาง
เพราะเนื้อตุ๋นขายดี ยายเจิ้งจึงเก็บแผงกลับบ้านตั้งแต่เช้า ไม่รู้กี่วันแล้วที่มีคนมาถามเกี่ยวกับเรื่องจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องระหว่างทาง นางยังคงตื่นเต้นไม่หาย “ใช่ไหมเล่า ! ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าคนมาเช่าบ้านจะเป็นจวิ้นจู่ที่หายตัวไปนานของตำหนักหมินอ๋อง”
“เจ้าถามว่านางเป็นคนอย่างไรใช่ไหม ? ยังต้องพูดอีกหรือ ? จวิ้นจู่น้อยเป็นคนดีมาก ! สูตรเนื้อตุ๋นของข้าก็เป็นนางให้มา ! จวิ้นจู่ทำอาหารเก่งมาก พออาหารธรรมดาไปอยู่ในมือนางแล้วมันก็ออกมาอร่อยยิ่งกว่าอาหารในร้านแพงๆเสียอีก นอกจากนี้นางยังทำขนมเป็นด้วย เค้กพุทราแดงที่ขายในตลาดเมืองฝั่งตะวันออกก็เป็นสูตรของนางเหมือนกัน ! แม้แต่ขุนนางใหญ่ที่อยู่ทางเมืองฝั่งตะวันตกก็เคยมาที่บ้านข้าเพื่อลิ้มลองฝีมือของจวิ้นจู่น้อย !”
“จวิ้นจู่เป็นคนใจดีมาก สำหรับเราสองสามีภรรยาแล้ว นางก็ดูแลอย่างดี มีคืนหนึ่ง สามีของข้าเกิดป่วยขึ้นมากะทันหัน ถ้าไม่ได้จวิ้นจู่ออกไปตามหมอให้ สามีของข้าคงเสียชีวิตครานั้นแล้ว ตอนจวิ้นจู่ยังไม่ออกไป ถังน้ำในบ้านจะเต็มทุกวัน แล้วก็…”
“ยายเจิ้ง วันนี้ขายของเป็นอย่างไรบ้าง ?” หลินเว่ยเว่ยพูดแทรก เพราะไม่รู้ว่ายายเจิ้งจะคุยโวไปถึงเมื่อใด
พอยายเจิ้งได้ยินเสียงของนาง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ตะกร้าไม้ไผ่ในมือร่วงสู่พื้นและยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น เท้าก็สั่นเล็กน้อย…
หญิงชราสองสามคนที่เป็นเพื่อนบ้านก็พากันตกใจจนหน้าถอดสี พวกนางตัวสั่นเทาทันที มีหญิงชราหนึ่งในนั้นทรุดตัวจนก้นกระแทกพื้นและแทบหมดสติไปเลย
“เป็นอะไรกัน ?” หลินเว่ยเว่ยรีบเดินเข้าไปแล้วช่วยประคองให้ลุกขึ้น
หญิงชราผู้นั้นแทบอยากจะร้องไห้ออกมา “จวิ้นจู่โปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยไม่ควรเอ่ยถึงท่านลับหลัง…”
หลินเว่ยเว่ยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทันใด “ไม่มีใครจะเอาชีวิตท่านหรอก! เหตุใดถึงตกใจจนเป็นแบบนี้?” นางใช้ดวงตากลมโตหันไปขอความช่วยเหลือจากเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานทำหน้านิ่งและพูดด้วยน้ำเสียงอย่างเป็นทางการ “เอ่ยถึงบุคคลทรงอำนาจลับหลัง ต้องโดนลงโทษด้วยการโบย ! เห็นแก่ที่พวกท่านสำนึกผิด ครั้งนี้จะละเว้นโทษ ยังไม่แยกย้ายกันไปอีก !”
“ขอบคุณจวิ้นจู่ ขอบคุณ…จวิ้นหม่า (องครักษ์ของท่านหญิง)!” หญิงชราไม่กี่คนนั้นรีบแยกย้ายเหมือนนกแตกรัง เพราะพวกนางกลัวว่าหากออกไปช้าอีกแค่ก้าวเดียว จวิ้นจู่อาจเปลี่ยนใจแล้วเอาโทษพวกนางขึ้นมา
“จวิ้นหม่า ?” หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานอย่างขี้เล่น ภายใต้สีหน้าไร้ความรู้สึกของเขา นางก็เริ่มร้องเพลง “จวิ้นหม่า…ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่…”
“พอแล้ว อย่าทำตัวไร้สาระ ! ทำธุระให้เสร็จก่อน !” เจียงโม่หานจนปัญญากับเด็กจอมซนคนนี้จริงๆ
เมื่อหญิงชราคนอื่นออกไปหมดแล้ว ยายเจิ้งก็จะคุกเข่าลงเพื่อขอรับโทษด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ…เมื่อครู่เจียงเจี้ยหยวนก็บอกแล้วว่าการนินทาบุคคลสูงศักดิ์ต้องโดนโทษโบย ? ถ้าร่างกายแก่ชราของนางโดนโบยแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกหรือ ?
ก่อนที่นางจะคุกเข่าถึงพื้น หลินเว่ยเว่ยก็เข้าไปประคองเอาไว้ “ยายเจิ้ง พวกเรากลับบ้านกันเถิด”
“กะ…กลับบ้าน ได้ ได้ !” ยายเจิ้งเห็นนางไม่มีท่าทีโมโหจึงเริ่มสงบสติอารมณ์
ตอนที่ 535: บัณฑิตน้อยอย่าเข้าไปในผานซือต้ง
จวิ้นจู่น้อยเป็นคนดีจริงๆ ไม่เพียงไร้ท่าทีจะตำหนินาง แต่ยังทำตัวเหมือนเดิมอีกด้วย
“ยายเจิ้ง ช่วงนี้ขายดีใช้ได้เลยล่ะสิ ถึงได้ขายหมดเร็วขนาดนี้ ?” หลินเว่ยเว่ยรับตะกร้ามาจากยายเจิ้งแล้วยื่นให้หลินจื่อเหยียน
ยายเจิ้งตกใจในความช่วยเหลือ นางตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย “ได้โชคจากจวิ้นจู่ทั้งนั้น เนื้อตุ๋นจึงขายดีมาก ไม่พอขายทุกวัน…ส่วนแบ่งของจวิ้นจู่ ข้าน้อยก็เก็บไว้ให้ทั้งหมดเจ้าค่ะ…”
ยายเจิ้งอยากจะตบปากตัวเองสักสองครั้งจริงๆ ด้วยฐานะในเวลานี้ของจวิ้นจู่ จะมาสนใจเงินเล็กๆน้อยๆของนางอีกหรือ ? พอพูดออกไปแบบนั้นก็เหมือนดูถูกอีกฝ่ายใช่หรือเปล่า ? จวิ้นจู่น้อย…คงไม่อารมณ์เสียหรอกกระมัง ?
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เครื่องเทศที่ข้าเหลือไว้ให้ท่าน คงใช้ใกล้หมดแล้วสิท่า ? ประเดี๋ยวข้าจะเขียนสูตรไว้ให้ ท่านเองก็อายุมากแล้ว อย่าปล่อยให้เหนื่อยเกินไป ถ้าทำไม่ไหวก็จ้างคนมาช่วย”
ไอหยา จวิ้นจู่น้อยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังเป็นคนใจดีเหมือนเก่า จวิ้นจู่ช่วยนางมามากแล้ว นางจะกล้ารับสูตรที่สามารถทำเงินชนิดไหลมาเทมาได้อย่างไร ? ยายเจิ้งจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ ไม่ ! สูตรนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ !”
เจียงโม่หานเบื่อจะเห็นพวกนาง คนหนึ่งยืนกรานจะให้ อีกคนก็ปฏิเสธที่จะรับอยู่อย่างนั้น เขาจึงพูดกับยายเจิ้งว่า “สูตรนี้เป็นของที่จวิ้นจู่ประทานให้ท่าน ! รับไว้เถิด !”
ของที่จวิ้นจู่ประทาน ? นับเป็นเกียรติอันสูงสุด ! ไฉนเลยยายเจิ้งจะกล้าปฏิเสธ ? นางยังคิดจะคุกเข่าขอบคุณอีกรอบ แต่หลินเว่ยเว่ยหยุดไว้ได้ทัน ยายเจิ้งพูดขอบคุณด้วยความปลื้มปีติ “ขอบคุณจวิ้นจู่ ขอบคุณจวิ้นจู่เจ้าค่ะ !”
ระหว่างสนทนากัน พวกนางก็เดินมาถึงบ้านหลังเล็กของยายเจิ้ง แต่ในบ้านไม่มีใครอยู่เลยสักคน หลินเว่ยเว่ยถามว่า “ยายเจิ้ง แล้วซัวถัวกับหยาเอ๋อร์หายไปไหน ?”
ยายเจิ้งพูด “พวกเขาน่ะหรือ ! ไปขายของที่ตลาดเมืองฝั่งตะวันออก…ช่วงสองสามวันที่จวิ้นจู่กลับตำหนัก หยาเอ๋อร์กู่เหนียงไม่ทำตัวว่างแม้แต่อึดใจเดียว สูตรขนมของจวิ้นจู่ดีมากเจ้าค่ะ แต่ละวันมีลูกค้าจับจองถึงหลายสิบเตา สามีของนางก็ตามไปช่วย…ทั้งสองคนมีความซื่อตรงและขยันมาก ! จวิ้นจู่ ท่านนั่งก่อนเถิด ประเดี๋ยวตอนเที่ยงพวกเขาก็กลับมาแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยคิดว่านั่งอยู่ที่นี่เฉยๆก็เปล่าประโยชน์ จึงหันไปถามเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนว่า “พวกเจ้ามีของอยากซื้อกันหรือเปล่า ?”
หลินจื่อเหยียนส่ายหน้า เจียงโม่หานครุ่นคิด “ข้าอยากไปที่หอสมาคมจงโจวสักหน่อย”
“หอสมาคมจงโจว ? มันคือสถานที่แบบใด ? เป็นที่ชุมนุมชาวยุทธหรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยสงสัยเหมือนเด็ก
เจียงโม่หานพูดด้วยรอยยิ้ม “สมาคมจงโจว คือสมาคมของพวกพ่อค้าทางฝั่งเมืองจงโจว เป็นสถานที่ให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มาจากในท้องที่นั้นๆ บัณฑิตเมืองจงโจวที่มาสอบในเมืองหลวง หากเจอปัญหาก็ไปขอความช่วยเหลือจากสมาคม ในสถานการณ์ปกติแล้วจะได้รับการช่วยเหลืออยู่บ้าง”
“อ้อ…ในสมาคมมีแต่คนจากเมืองจงโจวของพวกเราเลยหรือ ! ถ้าเช่นนั้นก็ต้องไปดูหน่อยแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าอย่างไรก็ว่าง ไปเปิดหูเปิดตาที่สมาคมก็ไม่เลวเหมือนกัน
“เอ่อคือ…จวิ้นจู่ ประเดี๋ยวท่านจะกลับมาหรือเปล่า ? รอให้ตาแก่กลับมาแล้ว ข้าน้อยจะให้เขาเอาเงินมัดจำคืนพวกท่าน…” ยายเจิ้งคิดว่าอีกฝ่ายเป็นจวิ้นจู่ มีตำหนักอ๋องให้อยู่ ส่วนบ้านโทรมๆของตนจะทำให้จวิ้นจู่ต้องเสื่อมเกียรติเปล่าๆ
เจียงโม่หานชิงพูดขึ้นมาก่อน “บ้านหลังนี้พวกเราทำสัญญาไว้ว่าจะเช่าครึ่งปี เราไม่ผิดสัญญาเช่าแน่นอน!”
หลินเว่ยเว่ยรีบหันไปมองเขา “บัณฑิตน้อย เจ้าไม่อยากพักอยู่ในตำหนักหมินอ๋องแล้วจะออกมาอยู่ที่นี่แทนหรือ ?”
เจียงโม่หานเผยแววตาอ่อนโยนพลางก้มมองนาง จากนั้นยกมือลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน “พวกเรายังไม่ได้แต่งงานกัน ข้าพักอยู่ในตำหนักหมินอ๋องก็คงทำอะไรไม่สะดวก และสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ…ข้าอยากใช้ความสามารถของตนเพื่อคว้าอันดับหนึ่งประจำการสอบฮุ่ยซื่อมาครอง…”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องมีอำนาจหนุนหลัง ก็สามารถเป็นดวงดาวที่เปล่งประกายได้ หากอยู่ในตำหนักหมินอ๋องแล้ว บัณฑิตน้อยย่อมไม่มีทางเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ของพวกบัณฑิตได้เลย เรื่องพวกนี้นางเข้าใจทั้งหมด แต่พอคิดว่าต่อไปนี้จะไม่สามารถเห็นหน้าเขาได้ตลอดเวลา นางก็เริ่มไม่อยากกลับตำหนักหมินอ๋องขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เจียงโม่หานนำมืออ่อนนุ่มของนางมาจับ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “ต้าเซี่ยค่อนข้างเปิดกว้างกับสตรี บุตรสาวของขุนนางสูงศักดิ์เหล่านั้นสามารถออกไปขี่ม้า ล่าสัตว์หรือจะออกไปเที่ยวก็ได้ทั้งสิ้น ถ้าเจ้าอยากเจอข้า ก็มาหาได้ตลอด !”
“แต่…ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องแยกกับเจ้ามาก่อน พอคิดว่าจะไม่ได้เจอหน้าเจ้าทุกวัน ข้าก็รู้สึกทรมานขึ้นมาทันที !” หลินเว่ยเว่ยทำปากมุ่ย ท่าทางเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
เจียงโม่หานยื่นมือไปลูบใบหน้าของนางแล้วปลอบโยนด้วยแววตาอบอุ่น “พวกเราอยู่ในเมืองเดียวกัน แล้วจะเรียกว่าแยกกันได้อย่างไร ? ข้าสัญญาว่าจะไปรับเจ้าออกมาเที่ยวทุกสองสามวัน ได้ยินว่าดอกเหมยที่วัดเซิ่งอันมีชื่อเสียงมาก รอให้หิมะตกเมื่อใด พวกเราไปเดินบนหิมะแล้วชมดอกเหมยที่วัดเซิ่งอันกันเถิด ข้าจะวาดภาพของเจ้าขึ้นมาใหม่…คราวนี้ไม่มีเสือมารบกวนพวกเราแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยลูบแขนข้างที่เคยได้รับบาดเจ็บของตน โชคดีที่แช่น้ำพุวิญญาณทุกวัน รอยแผลเป็นอันน่าสยดสยองที่โดนเสือกัดจึงจางลงไปมากแล้ว ผ่านไปอีกหน่อยก็น่าจะมองไม่ออกแล้วกระมัง ?
นางรู้ว่าในเวลาปกติเหมือนนางจะเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง แต่ถ้าบัณฑิตน้อยตัดสินใจทำอะไรขึ้นมา มันก็ยากมากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง นางไม่อยากเห็นแก่ตัวแล้วส่งผลกระทบต่ออนาคตและชื่อเสียงของเขา
นางพูดเสียงดังลั่น “เอาเถิด…แต่เจ้าต้องระวังพวกปิศาจแมงมุมยั่วสวาทในเมืองหลวงไว้ด้วย อย่าโดนพวกนางหลอกเข้าผานซือต้ง (ถ้ำแมงมุมในเรื่องการเดินทางสู่ทิศตะวันตก) แล้วสูบกินเนื้อพระถังของเจ้าจนหมดเกลี้ยง…”
หลินจื่อเหยียนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แต่พอเห็นหลินเว่ยเว่ยหันมาจ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นพลางพูดว่า “พี่รองวางใจได้ ข้าจะช่วยดูพี่เขยรองให้ท่านเอง ! ถึงแม้ข้าไม่มีกระบองวิเศษ แต่จะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องพี่เขยรองไว้แน่นอน !”
เจียงโม่หาน “…”
หอสมาคมจงโจวตั้งอยู่ที่เมืองฝั่งตะวันออก พวกนางกลับมานั่งบนรถม้าตำหนักหมินอ๋องอีกรอบ ผ่านไปไม่นานก็มาถึงสมาคม…รถม้าตำหนักหมินอ๋อง เหตุใดจึงมาหยุดที่หน้าสมาคมของพวกตนเช่นนี้ได้ ?
ป้ายตำหนักหมินอ๋องแทบไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก ใครใช้ให้ฐานะของหมินอ๋องพิเศษมากเล่า ตำแหน่งสูงศักดิ์และทรงอำนาจ ซ้ำยังเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ให้ความรักและไว้วางพระทัยเหมือนพี่น้องอีกด้วย
ผ่านไปไม่นาน หัวหน้าสมาคมก็วิ่งออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสองคนและเด็กสาวท่าทางร่าเริงอีกหนึ่งคน หัวหน้าสมาคมก็นึกถึงข่าวลือเรื่องจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องที่กำลังแพร่สะพัดอยู่ในเมืองเวลานี้ขึ้นมาได้ทันที เขาอดกลั้นความตื่นเต้นในใจเอาไว้แล้วเข้ามาถามอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ทราบว่าใช่จวิ้นจู่และเจียงเจี้ยหยวนแห่งเมืองจงโจวหรือไม่ขอรับ ?”
หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานด้วยรอยยิ้ม “พวกเราโด่งดังกันขนาดนี้เลยหรือ ? ยังไม่ทันแนะนำตัวก็มีคนจำได้แล้ว !”
เจียงโม่หานพยักหน้าเบาๆ “จวิ้นจู่น้อย ตอนนี้ท่านเป็นจุดสนใจของคนในเมืองหลวง ส่วนข้ากับจื่อเหยียนแค่โด่งดังตามท่านมาเท่านั้น !”
หัวหน้าสมาคมจงโจวเป็นคนปรับตัวเก่ง “ใช่ขอรับ ! ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ มีใครไม่รู้จักจวิ้นจู่ที่มาจากเมืองจงโจวของพวกเราบ้างล่ะขอรับ เดิมทีในราชวงศ์นี้ก็มีจวิ้นจู่ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์แค่คนเดียว นับเป็นเกียรติของสมาคมจงโจวแล้วขอรับ !”
เขายังหันไปมองเจียงโม่หานแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เจียงเจี้ยหยวน ข้ารอท่านมานานเหลือเกิน ช่วงหลายวันนี้มีบัณฑิตจากเมืองจงโจวจำนวนไม่น้อยมาสอบถามเรื่องของท่านจากสมาคม เพราะพวกเขามีปัญหาอยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน !”
ตอนที่ 536: ฝังความรู้สึกไว้ในก้นบึ้งหัวใจตลอดกาล
เจียงโม่หานทิ้งที่อยู่บนถนนหย่งอันไว้ให้หัวหน้าสมาคม แม้ว่าเขาจะมีคุณสมบัติของผู้สามารถสอบฮุ่ยซื่อติดอันดับที่หนึ่ง แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่าบัณฑิต เพราะหลังจากสอบผ่านแล้วเรื่องความสัมพันธ์ของคนรุ่นเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องรักษาไว้
ชาติก่อนเป็นเพราะเขาทำตัวหยิ่งยโสมากเกินไป จึงผิดใจกับบัณฑิตรุ่นเดียวกันไปทั่ว กลายเป็นคนที่ใครก็ตีตัวออกห่าง ตอนถูกตัดสินโทษจึงไม่มีใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือสักคนเดียว เฮ้อ เขาดำเนินชีวิตของการเป็นสัตว์สังคมได้ล้มเหลวมาก !
หัวหน้าสมาคมจดที่อยู่ไว้อย่างตั้งใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เจียงเจี้ยหยวนไม่ใช่คู่หมั้นของจวิ้นจู่หรอกหรือ ? เหตุใดที่อยู่จึงไม่ใช่ตำหนักหมินอ๋อง ? เขาคิดว่าหากทิ้งที่อยู่ตำหนักหมินอ๋องไว้ บัณฑิตเมืองจงโจวก็คงไม่กล้ามาขอคำชี้แนะใช่หรือไม่ ? และถึงแม้จะกล้าไปเยือน ก็ไม่แน่ว่าจะได้เข้าไปในตำหนักหมินอ๋อง…เจียงเจี้ยหยวนช่างคิดได้ละเอียดรอบคอบดีเหลือเกิน !
“หลินกู่เหนียง เป็นท่านจริงๆด้วย !” ทันใดนั้นเสียงที่ฟังคุ้นหูและแฝงไปด้วยความดีใจของใครบางคนก็ดังขึ้น
หลินเว่ยเว่ยหันไปมอง ทันใดนั้นนางก็ดีใจเช่นกัน “คุณชายหนิง ท่านก็มาที่เมืองหลวงด้วยหรือ ? มาถึงเมื่อใดเล่า ?”
ในที่สุดก็ได้พบกับคนที่ตามหา ทันใดนั้นก้อนหินในใจของหนิงตงเซิ่งก็หลุดหายไป เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ยังไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำ เมื่อครู่เพิ่งจัดการเรื่องที่โรงเตี๊ยมเสร็จ จึงมาลองเสี่ยงโชคที่สมาคม เผื่อจะสืบข่าวของหลินกู่เหนียงและเจียงเจี้ยหยวนได้บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอพวกท่านที่นี่ !”
“เส้นทางน้ำคงถูกปิดแล้วกระมัง ? คุณชายหนิงเดินทางด้วยทางบกใช่หรือไม่ ?” ในเดือนสิบของภาคเหนือก็เริ่มมีหิมะตกแล้ว หนิงตงเซิ่งเพิ่งเข้ามาถึงเมืองหลวงในเดือนสิบสอง หากคำนวณเวลาเดินทางแล้วเขาก็น่าจะเริ่มเดินทางตอนเดือนสิบ ?
หนิงตงเซิ่งส่ายหน้า “ข้ามาทางทะเล ถือว่ายังราบรื่นตลอดเส้นทาง…จริงสิ หลินกู่เหนียง…ท่านเป็นจวิ้นจู่ที่พลัดพรากไปของตำหนักหมินอ๋องจริงหรือ ?”
“เรื่องนี้ยังจะเป็นเท็จได้อีกหรือ ? ใครหน้าไหนจะกล้าปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับตำหนักหมินอ๋อง ? ต้องเป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว !” หัวหน้าสมาคมจงโจวมองหนิงตงเซิ่งด้วยแววตาอิจฉาริษยา
เขาเองก็เป็นสมาชิกตระกูลหนิงสาขาย่อย แถมยังถือเป็นบุตรชายคนสำคัญมากกว่าหนิงตงเซิ่งอีกด้วย เดิมทีสาขาย่อยของตนก็มีสถานะเหนือกว่าสาขาย่อยของหนิงตงเซิ่ง แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าบุตรอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปรานอย่างหนิงตงเซิ่งจะมีโชคเพียงนี้ ถึงขั้นได้มีวาสนารู้จักกับบุคคลในตำนานอย่างจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋อง ดูท่าทางสาขาย่อยของหนิงตงเซิ่งจะได้เลื่อนอันดับขึ้นมาแล้ว !
หนิงตงเซิ่งรีบคารวะแล้วพูดออกมาว่า “จวิ้นจู่ หากข้าน้อยทำผิดพลาดประการใด ก็ขอให้จวิ้นจู่ลง…”
“ลงโทษอะไรกัน ! อย่าพูดกับข้าแบบนี้ ข้าเบื่อบทพูดเช่นนี้มากที่สุด เมื่อก่อนพวกเราเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น !” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ
หนิงตงเซิ่งรู้นิสัยนางดี จึงรีบเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงผ่อนคลาย “หลินกู่เหนียงยังไม่ได้กินข้าวมื้อกลางวันใช่หรือไม่ ? ข้าได้ยินมาว่าอาหารที่ ‘สวนชูเซียง’ รสชาติไม่เลว วันนี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง เชิญหลินกู่เหนียง เจียงเจี้ยหยวนและน้องชายหลินไปเพลิดเพลินด้วยกัน ว่าอย่างไรดี ?”
หัวหน้าสมาคมจงโจว “…”
จวิ้นจู่พูดตามมารยาท เจ้าก็ไม่ทำตัวมีมารยาทตอบจริงๆ ยังกล้าเชิญจวิ้นจู่และคู่หมั้นไปกินอาหารด้วยกันอีก พ่อค้าตัวเล็กๆจากเมืองจงโจวอย่างเจ้ามีเกียรติมากนักหรือ ?
“สวนชูเซียง ?” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานแล้วถามว่า “ฟังจากชื่อแล้วน่าจะเป็นร้านอาหารเสฉวน ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารมีความดั้งเดิมมากเพียงใด ถ้าอย่างไร…เราไปชิมกันดีหรือเปล่า ?”
สวนชูเซียง…ชาติก่อนเจียงโม่หานเคยไปสองสามครั้ง รอบแรกรสชาติก็ไม่เลวอยู่หรอก แต่พอเปลี่ยนพ่อครัวทำอาหารแล้วกิจการก็แย่ลงทุกวัน ผ่านไปไม่กี่ปีก็ต้องปิดกิจการลงในที่สุด หลังปิดกิจการแล้วเจ้าของร้านก็ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด ส่วนตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่สวนชูเซียงกำลังเจริญรุ่งเรืองที่สุด
เจียงโม่หานพยักหน้า “ตกลง ไปลองกัน !”
ขณะมองฉากนี้ หนิงตงเซิ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร แม้มีฐานะเป็นถึงจวิ้นจู่น้อยตำหนักหมินอ๋องแล้ว หลินกู่เหนียงก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าอะไรก็เคารพความเห็นของเจียงเจี้ยหยวน
ช่างเถิด ! ความรู้สึกที่อยู่ในใจของเขาควรหยุดลงตั้งแต่นางหมั้นหมายแล้ว ในเวลานี้ฐานะของพวกตน หนึ่งคือหงส์ฟ้า ส่วนอีกคนคือสุนัขแหงนมองก้อนเมฆ เขายิ่งไม่กล้ามีหวังมากกว่าเดิม
“พี่รอง ท่านอยากไปด้วยกันหรือไม่ ?”
หนิงตงหลิงหรือหัวหน้าสมาคมเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลหนิงสาขาย่อย การสามารถได้นั่งร่วมโต๊ะกับจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องและเจียงเจี้ยหยวนผู้มีสิทธิ์สอบติดฮุ่ยซื่ออย่างสูง จึงถือเป็นเกียรติมาก หนิงตงหลิงข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้แล้วตอบตกลง
เมื่อมาถึงสวนชูเซียง หลังอาหารขึ้นโต๊ะหมดแล้ว หลินจื่อเหยียนที่ตื่นเต้นและตั้งตาคอยกับรสชาติอาหารก็ต้องผิดหวัง…ไม่ว่าจะหน้าตา กลิ่น รสชาติหรือการจัดจาน เมื่อเทียบกับอาหารเสฉวนของพี่รองแล้วยังห่างชั้นกันมาก ! ลองชิมแล้วถือว่ารสชาติพอไปวัดไปวาได้บ้าง…ลิ้นของเขาเปลี่ยนไปเพราะหลินเว่ยเว่ยเสียแล้ว
เจียงโม่หานกินอาหารสองสามอย่างที่เคยกินบ่อยๆ เมื่อชาติก่อน เห็นอยู่ว่าเป็นอาหารแบบเดียวกัน แต่พอได้กินแล้วกลับไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจหรือชอบขนาดนั้น…หัวกระต่ายผัดเผ็ดและเนื้อน่องกระต่ายย่างที่หลินเว่ยเว่ยทำเมื่อหลายวันก่อน ยังมีความ ‘เผ็ดหอม’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารเสฉวนมากกว่า
หลังกินอาหารเสร็จแล้ว หนิงตงเซิ่งก็ให้ผู้ติดตามนำเงินปันผลครึ่งต่อครึ่งออกมา…เวลาสั้นๆเพียง2ปี หนิงตงเซิ่งก็ขยายร้านหนิงจี้ที่อยู่ในเขตห่างไกลไปถึง5สาขาแล้ว กิจการในแต่ละสาขายังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เมืองเหอโจวมีอยู่2สาขา หัวหน้าตระกูลหนิงก็ชื่นชมในตัวเขามากเช่นกัน และคิดจะบ่มเพาะให้เป็นมือขวาของทายาทรุ่นต่อไป !
ท่านปู่ของตระกูลหนิง ถูกฮ่องเต้พระราชทานตำแหน่งหยงหนิงโหวให้ในเวลานี้ และสาขาย่อยที่หนิงตงเซิ่งอาศัยอยู่ก็สามารถพูดได้ว่าเป็นตระกูลสาขาย่อยที่เคยไม่สะดุดตามากที่สุด โดยเฉพาะรุ่นของบิดาหนิงตงเซิ่งที่ได้แต่ทำการค้าขายในอำเภอเล็กๆเท่านั้น การได้รับความสนใจจากสาขาหลักจึงเป็นอะไรที่บิดาของหนิงตงเซิ่งไม่คาดคิดว่าจะได้รับ
ก่อนมาที่เมืองหลวง หนิงตงเซิ่งก็หวั่นใจอยู่บ้าง…หากอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ย่อมเย็นสบาย มีจวนหยงหนิงโหวคอยหนุนหลัง ‘ร้านหนิงจี้’ ถึงจะพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคง
แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว ! การเป็นมือขวาของทายาทรุ่นต่อไป ก็เป็นแค่คนตัดชุดแต่งงานให้คนอื่นเท่านั้น พอถึงเวลานั้น ‘ร้านหนิงจี้’ จะยังได้อยู่ในการควบคุมของตนเองหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
ตรงเบื้องหน้ามีทางเลือกที่ดีกว่า แล้วเขาจะเอาน้ำพักน้ำแรงที่ทำมาตลอดสองปีไปเสี่ยงทำไม ? หนิงตงเซิ่งทำจิตใจให้สงบ ก่อนจะเลื่อนตั๋วแลกเงินและสมุดบัญชีไปตรงเบื้องหน้าของนาง “นี่คือเงินปันผลของปีนี้ หลินกู่เหนียงเชิญตรวจสอบได้เลย”
หลินเว่ยเว่ยรับตั๋วแลกเงินมาถือไว้ก่อนจะพลิกดูสมุดบัญชีอย่างลวกๆ แล้วพยักหน้าพูดว่า “ข้าเชื่อใจคุณชายหนิง ขอบคุณมาก !”
“นี่เป็นสิ่งที่หลินกู่เหนียงสมควรได้รับ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ…” หลังจากไตร่ตรองดีแล้ว ท้ายที่สุดหนิงตงเซิ่งก็พูดออกมาว่า “ไม่ทราบว่าหลินกู่เหนียง มีความคิดอยากจะเปิดร้านขนมที่เมืองหลวงหรือไม่ ?”
“เรื่องนี้…ต้องรอให้บัณฑิตน้อยสอบเตี้ยนซื่อ (สอบหน้าพระที่นั่ง) เสร็จแล้ว ค่อยดูว่าจะอยู่ที่เมืองหลวงหรือต้องออกไปรับตำแหน่งที่อื่น !” ถ้าอยู่ที่เมืองหลวงต่อ ก็มีที่ให้หาเงินในเมืองหลวงมากมาย แม้จะบอกว่าเงินปันผลของร้านหนิงจี้เป็นรายได้ที่ไม่เลว แต่ใครจะรังเกียจที่ตัวเองมีเงินอยู่ในมือเยอะบ้าง ?
หนิงตงเซิ่งอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้าอยากเปิดร้านขนม หลินกู่เหนียงคิดจะเปิดเองหรือร่วมลงทุนกับผู้อื่น?”
ไฉนเลยหลินเว่ยเว่ยจะไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย นางมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ทำไมหรือ ? คุณชายหนิงคิดจะเปิดร้าน ‘หนิงจี้’ ที่เมืองหลวงด้วยหรือ ?”
หนิงตงเซิ่งปกปิดความตื่นเต้นในใจไม่อยู่ เขาถูมือพลางเอ่ย “เรื่องนั้นต้องรอฟังความเห็นจากหลินกู่เหนียงก่อน ถ้าหลินกู่เหนียงอยากจะหาคนร่วมลงทุน ก็ช่วยพิจารณาข้าดูบ้างเถิด”
ตอนที่ 537: ช่วงเวลาแห่งความหวานของตน
“ไม่ลองก็ไม่รู้ !” เพราะอย่างไรหลินเว่ยเว่ยก็แค่ดูแลเรื่องสูตรขนม ไม่ต้องนึกถึงเรื่องจัดการร้านค้า การปรับปรุงร้าน พนักงาน หลงจู๊หรือวิธีขาย…และพวกเรื่องจุกจิกต่างๆ แค่ทุกสิ้นปีมาตรวจดูบัญชี รับเงินปันผลก็พอ แม้รายได้จะไม่มากเท่าเปิดร้านเป็นของตัวเอง แต่มันก็ช่วยลดภาระได้มาก !
รายได้จากการเปิดร้านเป็นแค่งานอดิเรกของนางเท่านั้น เพราะนางคิดไว้ดีแล้วว่าเป้าหมายในชีวิตนี้คือการใช้ประโยชน์จากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณและความรู้ที่เคยเรียนมาในชาติก่อนเพื่อปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงแก่โลกใบนี้ เมื่อให้โอกาสนางได้ทะลุมิติมาแล้ว นางก็จะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี ในการตอบแทนยุคสมัยนี้ ไม่ใช่เพราะเหตุใดหรอก ก็เพื่อราษฎรที่ยากลำบาก แต่ก็ยังใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายและใจดีเหล่านั้น !
หนิงตงเซิ่งดีใจยิ่งกว่าอะไร เขารู้ว่าในเมืองหลวงมีพ่อค้ามากมายที่อยากสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ หากได้ร่วมลงทุนกับหลินเว่ยเว่ยก็เท่ากับได้ลงเรือลำเดียวกับตำหนักหมินอ๋อง นั่นหมายความว่าจะสามารถยืนอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างมั่นคง เขาช่างโชคดีจริงๆ !
หนิงตงเซิ่งพูดติดอ่าง “ละ…หลินกู่เหนียง ความหมายของท่านคือยอมร่วมลงทุนกับข้าหรือ ? ท่านวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน จะทำให้ร้านขนมมีความมั่นคงและมั่งคั่ง กลายเป็นร้านที่ไม่อาจมีร้านใดแทนที่ได้ในเมืองหลวง !”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ข้าเชื่อว่าคุณชายมีความสามารถนั้น !”
หนิงตงเซิ่งถูมือด้วยความปลาบปลื้ม “ขอบพระคุณที่จวิ้นจู่เชื่อใจ…สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการตั้งชื่อร้านที่จะพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ร้านขนม !”
“ชื่อร้าน ? ‘หนิงจี้’ ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ?” สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือตั๋วแลกเงินในมือที่ทำให้คนเรามีความสุขได้ !
แต่หนิงตงเซิ่งกลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ได้ ! สูตรขนมเป็นของหลินกู่เหนียงทั้งหมด หลังจากร้านเปิดกิจการแล้วยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องพึ่งพาท่าน ! ถ้ายังชื่อ ‘หนิงจี้’ อีก มันจะไม่เหมาะสม ! ถ้าอย่างไร…ชื่อ‘หลินจี้’ ดีหรือเปล่า ?”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ธรรมดาเกินไป ! ถ้าอย่างไรให้ชื่อร้านขนม…‘เถียนมี่ฉือกวง’ ดีหรือไม่ ? หวังว่าลูกค้าทุกคนที่มาเยือนร้านของพวกเรา จะได้เพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาแห่งความหวานของตน !”
“ชื่อนี้ดี ! มีเอกลักษณ์ยิ่งนัก และยังมีความหมายที่ดีอีกด้วย ดีสุดๆไปเลย !” หนิงตงเซิ่งยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเพื่อแสดงความคิดเห็น จากนั้นเขายังหันไปมองเจียงโม่หานที่กำลังจิบชาอย่างสบายใจ “เจียงเจี้ยหยวน เรื่องป้ายชื่อร้าน…อย่างไรก็ต้องรบกวนท่านด้วย”
เจียงโม่หานวางถ้วยชาลง ขณะมองหลินเว่ยเว่ย เขาก็คลี่ยิ้มออกมา “ลายพระหัตถ์ของหมินอ๋องก็งดงามและดูทรงพลังอยู่ในตัว พระองค์ชอบเขียนอักษรเป็นที่ระลึกให้คนอื่นมากที่สุด ในเมืองหลวงแห่งนี้หากมีคนสูงศักดิ์คนใดที่พระองค์ชอบ ก็จะมอบให้แทบทุกราย…”
หนิงตงเซิ่งมีดวงตาเป็นประกายทันที…หากป้ายชื่อร้านขนม สามารถอัญเชิญลายพระหัตถ์ของเทพสงครามมาประดับได้ ก็เท่ากับสร้างใบรับประกันให้ทางร้าน ในอนาคตเมื่อร้าน ‘เถียนมี่ฉือกวง’ กลายเป็นที่นิยมในเมืองหลวง ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครพุ่งเป้ามาหาเรื่อง!
เป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะนึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน นางหัวเราะร่า “เรื่องนี้จัดการง่ายมาก ยกให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!” ก็แค่ให้หมินอ๋องเขียนป้ายชื่อร้านไม่ใช่หรือ? ไม่มีเรื่องใดที่อาหารมื้อเดียวแก้ไม่ได้ ถ้ามีก็สองมื้อ!
หนิงตงเซิ่งลุกขึ้นยืนอย่างอดใจรอไม่ไหวและพูดราวกับจะลงมือทำในทันที “ประเดี๋ยวข้าจะไปดูฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเมืองว่ามีร้านค้าที่เหมาะสมอยู่หรือไม่ แล้วก็ควรเริ่มอบรมพ่อครัวทำขนมได้แล้ว…” การเดินทางมาครั้งนี้ เขาพาพ่อครัวทำขนมที่ฝีมือดีที่สุดมาด้วย เรียกได้ว่าเตรียมตัวมาพร้อม!
เจียงโม่หานสะพัดพัดในมือแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ร้านค้าที่เป็นสินเดิมของหมินหวางเฟย ช่วงหลายปีนี้ไม่มีใครจัดการดูแลสักเท่าไร มีบางร้านที่ปล่อยให้ขาดทุนมาโดยตลอด ตอนหมินหวางเฟยเรียกคนดูแลสินเดิมเข้าพบ พระนางก็ไม่ได้ตรัสว่าจะปล่อยเช่าออกไปสองสามร้านหรอกหรือ?”
หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่จมูกตัวเอง “บัณฑิตน้อย เจ้าหมายความว่า…ให้ข้าไปถามหมู่เฟยเรื่องเช่าร้าน ? ไม่ดีหรอกกระมัง ?” นางไม่ใช่บุตรแท้ๆของหมินหวางเฟย แล้วจะกล้าถามเรื่องร้านสินเดิมของอีกฝ่ายได้หรือ ? หมินหวางเฟยจะคิดกับนางอย่างไร ?
“มีสิ่งใดไม่ดี ? ในเมื่อเจ้าก็จ่ายเงินค่าเช่าตามปกติ” เจียงโม่หานยังพูดต่อ “ส่วนมากร้านสินเดิมของหมินหวางเฟยอยู่ที่ถนนเจิ้งหยางของเมืองฝั่งตะวันตก…”
ถนนเจิ้งหยางเป็นถนนสายหลักของเมืองฝั่งตะวันตก รอบด้านเต็มไปด้วยบ้านหรือจวนขุนนางและผู้เปี่ยมอำนาจ สามารถเห็นถึงระดับการบริโภค นอกจากนี้ร้านค้าบนถนนเจิ้งหยางยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปล่อยเช่ามาก่อน หมินหวางเฟยเพิ่งเผยท่าทีจะปล่อยเช่า ก็มีคนมากมายมารออยู่แล้ว…รอดูแค่ว่าใครจะลงมือได้เร็วกว่าเท่านั้น !
หลินเว่ยเว่ยลังเลอยู่พักหนึ่ง ท้ายสุดนางก็พยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ! ข้าจะกลับไปถามดู…”
สวรรค์ ! นี่เพิ่งคุยกันไม่กี่ประโยค ก็ไม่เหลือแม้แต่ปัญหาเรื่องร้านแล้ว ! ทันใดนั้นหนิงตงเซิ่งก็รู้สึกผิดขึ้นมา…นี่คือแป้งทอดตกจากฟ้าเพื่อเขาแล้วสิ ! สามารถเอื้อมมือไปเกาะเรือลำใหญ่อย่างตำหนักหมินอ๋องได้ ชีวิตของเขาต้องไปถึงจุดสูงสุดแน่นอน !
แต่…สูตรเป็นของหลินกู่เหนียง ร้านก็หลินกู่เหนียงเป็นคนหา แม้แต่ป้ายชื่อร้านหลินกู่เหนียงก็เป็นคนจัดการ…มีอะไรที่เขาทำ ? มนุษย์เมื่อสูญเสียคุณค่าไปแล้วก็สามารถถูกแทนที่ได้ตลอดเวลา ทันใดนั้นเองหนิงตงเซิ่งก็รู้สึกไม่ปลอดภัย !
“หลินกู่เหนียง เรื่องปันผลของร้าน ‘เถียนมี่ฉือกวง’ ท่านคิดว่าเราแบ่งเป็น…สองต่อแปดส่วนดีหรือไม่ ?” หลังได้ติดต่อกับทายาทตระกูลหลักสองสามครั้ง หนิงตงเซิ่งก็ได้รู้ว่าร้านค้าที่พึ่งพาผู้มีอำนาจในเมืองหลวงหลายแห่งต่างได้กำไรมหาศาล เงินปันผลสามต่อเจ็ดหรือสี่ต่อหกก็มีทั้งนั้น
แต่ร้านขนมของพวกตนแตกต่างออกไป ดังนั้นเขาจึงเสนอปันผลที่จริงใจมาก
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแล้วถามด้วยน้ำเสียงงุนงง “ท่านสองข้าแปดน่ะหรือ ?”
หนิงตงเซิ่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่ ถ้าหลินกู่เหนียงไม่พอใจ เรายังสามารถคุยกันได้…”
“สมองของท่านยังดีอยู่หรือเปล่า ? ถ้าสองต่อแปดแล้วยังจะคุยกันได้อีกหรือ ? จะคุยอะไรอีก ? ท่านทำงานให้ข้าเปล่าๆหรือไร ? ท่านโง่ไปแล้วหรือ ?” หนิงตงเซิ่งคนนี้เดินทางจากแดนเหนือลงมาขยายโอกาสให้ตัวเองที่เมืองหลวง แต่ได้ปันผลแค่สองในสิบส่วน สู้เปิดร้านเพิ่มที่ภาคเหนืออีกสัก2-3สาขายังจะดีกว่า จะมาที่เมืองหลวงทำไม ?
ใบหน้าของหนิงตงเซิ่งเปื้อนด้วยรอยยิ้มแสนจริงใจ “แม้ข้าน้อยต้องทำงานให้จวิ้นจู่โดยไม่ได้รับเงิน ข้าน้อยก็ยินดี เพราะถือเป็นเกียรติ…”
“เฮอะ ! ไม่ต้องเสแสร้งถึงขนาดนั้น ! ในวงการค้าขาย ที่นี่ไม่มีจวิ้นจู่ มีแค่หุ้นส่วนของท่านเท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเป็นปม…นอบน้อมอะไรกัน ! ทำราวกับนางใช้อำนาจข่มคนเสียได้
หนิงตงเซิ่งเห็นนางทำหน้าหงุดหงิดจึงตกใจและรีบพูดออกมาว่า “หลินกู่เหนียงคิดว่าควรแบ่งกันสักเท่าไรถึงจะดี ?”
“แบ่งกันครึ่งต่อครึ่งเหมือนเดิมก็แล้วกัน !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงหมดความอดทนเล็กน้อย
หนิงตงเซิ่งยิ้มอย่างขมขื่น “เมื่อก่อนตอนอยู่ภาคเหนือ หลินกู่เหนียงแค่ให้สูตร ส่วนเรื่องอื่นท่านไม่ได้จัดการ ส่วนแบ่งครึ่งต่อครึ่งยังถือว่ายุติธรรม แต่ในเมืองหลวง ร้านของเราจะเปิดต่อไปได้หรือไม่ ยังต้องใช้ฐานะ ‘จวิ้นจู่’ ของท่าน อีกอย่างร้านนี้ท่านเองก็เป็นคนออกหน้า…ถ้าจะยึดตามส่วนแบ่งของเมื่อก่อน คนอื่นคงเข้าใจผิดว่าข้ากำลังหลอกลวงจวิ้นจู่แล้วมา…”
เขาไม่ได้ตื่นตูมไปเอง เพราะจากชื่อเสียงและตำแหน่งในราชสำนักของหมินอ๋องก็มีคนมากมายที่อยากจะเข้ามาประจบประแจง หากจวิ้นจู่น้อยอันเป็นที่รักสุดหทัยโดนหลอกลวง ก็จะต้องมีคนมาชำระแค้นแทนนางแน่นอน…
ตอนที่ 538: เก็บสมบัติชิ้นใหญ่ได้
“ถ้าเช่นนั้น…ก็แบ่งเป็นสี่ต่อหกก็แล้วกัน !” ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือนางไม่ต้องดูแล ไม่ต้องขาย แค่รอรับเงินตอนสิ้นปีเท่านั้น ส่วนแบ่งสี่ต่อหกก็ได้กำไรมากพอ
แต่หนิงตงเซิ่งอยากซื้อใจตำหนักหมินอ๋องไว้ให้ได้ เขามองหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาจริงจัง “ข้าลองถามมาแล้ว อย่างเช่นสวนชูเซียง เบื้องหลังของเขาคือจวนหย่งฉุนโหว ซึ่งแต่ละปีจ่ายปันผล7ส่วน เพื่อแลกกับการคุ้มครองของหย่งฉุนโหว ส่วนร้านที่ไม่มีคนหนุนหลังในเมืองหลวงก็ทำแบบเดียวกัน ดังนั้นส่วนแบ่งสามต่อเจ็ด ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่ามันน่าขันอยู่บ้าง หุ้นส่วนของผู้อื่นต่างต้องพยายามแย่งกำไรและผลประโยชน์มาครอง แต่พอมาถึงพวกนางกลับตาลปัตร นอกจากนี้นางยังเริ่มสงสารพวกสามัญชน…ที่ไม่มีคนคอยหนุนหลัง เพราะถ้าอยากจะได้ขึ้นมาลืมตาอ้าปากก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่ายาก !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำเงินปันผลที่เพิ่งได้รับไปเลือกของขวัญให้เหล่าเจ้านายในตำหนักอ๋อง ซื้อปิ่นหยกให้ฮูหยินผู้เฒ่า ชุดเครื่องประดับศีรษะทับทิมให้พระชายา ส่วนของหมินอ๋องเป็นกระบี่ที่ดูไม่เลวเล่มหนึ่ง…นี่เป็นของที่เจียงโม่หานช่วยเลือก ว่ากันว่าเป็นของตกทอดมาจากราชวงศ์ก่อน ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมาก พวกนางเก็บสมบัติล้ำค่าได้ !
เมื่อเจียงโม่หานตัดสินใจกลับไปอยู่ที่ถนนหย่งอัน สัมภาระและข้าวของจึงไม่จำเป็นต้องเก็บอีก ส่วนซัวถัวและหยาเอ๋อร์ก็ยังอยู่รับใช้ที่บ้านเช่าถนนหย่งอันต่อไป ตอนนี้การค้าขายของหยาเอ๋อร์กำลังเป็นไปด้วยดี เมื่อคิดว่าต้องไปอยู่ในตำหนักอ๋องที่มีกฎระเบียบมากมายขนาดนั้น ถ้านางทำอะไรผิดขึ้นมา ก็จะทำให้จวิ้นจู่ต้องลำบากไปด้วย
เดิมทีการที่หลินเว่ยเว่ยรับนางไว้ ก็ไม่ได้จะนำมาเป็นสาวใช้จริงๆอยู่แล้ว พอเห็นหยาเอ๋อร์ไม่อยากตามกลับตำหนัก หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ฝืนใจ ช่วงหลายวันมานี้หยาเอ๋อร์ยังคงทำเค้กพุทราแดงต่อไป จึงได้ประสบการณ์บางส่วน หลังจากร้านขนมเปิดกิจการแล้ว หลินเว่ยเว่ยจะให้หยาเอ๋อร์ไปเรียนรู้จากหลงจู๊จนกระทั่งสามารถรับผิดชอบหน้าที่แทนได้
พอหยาเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่านี่จะบ่มเพาะให้นางกลายเป็นหลงจู๊หญิงกระมัง ! หลังขอบคุณหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางก็ตัดสินใจว่าจะตั้งใจเรียนให้ดี อย่าทำให้จวิ้นจู่ต้องขายหน้า !
วันนี้เจียงโม่หานยังไม่ค้างอยู่ที่ถนนหย่งอัน เขาเลือกกลับตำหนักหมินอ๋องพร้อมหลินเว่ยเว่ย แม้นางจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาเสี้ยวพระจันทร์คู่นั้นของนางโค้งมนเสมอ มุมปากก็ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่านางกำลังอารมณ์ดี
นางเพิ่งกลับมาอยู่ตำหนักอ๋องได้แค่ไม่กี่วัน จึงยังไม่คุ้นเคยกับคนและเรื่องต่างๆในตำหนัก ถ้าทิ้งให้นางอยู่คนเดียว อย่างไรนางก็ต้องวิตกกังวลมากแน่นอน
เมื่อกลับมาถึงตำหนักอ๋อง นางก็มาทันเวลาที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเย็นพอดี เจ้านายของตำหนักหมินอ๋องมีไม่มาก จึงไม่ได้มีกฎแบ่งแยกชายหญิงระหว่างกินอาหาร หลังจากหลินเว่ยเว่ยหย่อนกายลงนั่งแล้วก็พบว่าข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่ามีสตรีม้วนผมเป็นทรงหญิงออกเรือนเพิ่มขึ้นมาอีกคน
หมินอ๋องสังเกตเห็นสายตาอย่างรู้อยากเห็นของนาง จึงตรัสด้วยรอยยิ้ม “นี่คือพี่ชิงหลวนของเจ้า บุตรสาวบุญธรรมของฟู่หวางนั่นเอง เมื่อหลายวันก่อนพี่ชิงหลวนตามสามีไปที่อำเภอหลิน พอนางได้ยินเรื่องของเจ้าแล้ว เพิ่งลงจากรถม้าก็รีบนั่งกลับมาที่ตำหนักทันทีเลยล่ะ”
จ้าวชิงหลวนรับชาผลไม้จากมือสาวใช้ จากนั้นก็ยื่นใส่มือฮูหยินผู้เฒ่าแล้วหันมามองหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน “เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ตัวสูงโปร่ง เด็กสาวอายุสิบกว่าขวบของเมืองหลวง มีน้อยคนนักที่จะตัวสูงขนาดนี้ !”
หมินอ๋องแย้มพระสรวลเสียงดังลั่น “เว่ยเอ๋อร์เหมือนคนตระกูลจ้าวของพวกเรา !”
ก็จริง เพราะรูปร่างของหมินอ๋องสองพ่อลูกสูงใหญ่กำยำมาก หากประเมินด้วยสายตาแล้วหมินอ๋องน่าจะสูงประมาณ1.8หมี่ ส่วนหมินอ๋องซื่อจื่อนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เคยเจออยู่สองสามครั้ง เขาสูงกว่าหมินอ๋อง นางจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจียงโม่หาน…บัณฑิตน้อยเพิ่งอายุได้16ปีก็สูงเกือบเท่าหมินอ๋องแล้ว พันธุกรรมของคนตระกูลจ้าวคือเป็นคนตัวสูงมากจริงๆ !
ช่วงหลายวันมานี้หมินหวางเฟยอารมณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ นางบรรทมจนเบื่อนานแล้ว ตอนนี้จึงลงจากแท่นบรรทมมานั่งร่วมรับประทานอาหารกับทุกคน…ใช้คำพูดของหลินเว่ยเว่ยแล้วกัน ทุกคนล้อมวงกินข้าวด้วยกัน อาหารยิ่งอร่อยและดีต่อการฟื้นตัว
สายพระเนตรกวาดมองไปทางจ้าวชิงหลวนเบาๆ ก่อนจะดึงมือหลินเว่ยเว่ยมาจับแล้วถามว่า “วันนี้ไปเล่นที่ไหนมา ?”
หลินเว่ยเว่ยหยิบของขวัญที่เลือกให้ทุกคนออกมา “ไม่รู้ว่าพวกพระองค์ชอบอะไร จึงเอาตามที่ลูกชอบ ซื้อพวกเครื่องประดับมาเล็กน้อย ส่วนของฟู่หวางคือกระบี่เล่มนี้เพคะ ! พี่ชิงหลวน ไม่รู้ว่าท่านจะมาวันนี้ ข้าจึงไม่ได้เตรียม วันข้างหน้าค่อยให้ของขวัญแก่ท่านก็แล้วกัน”
จ้าวชิงหลวนโดนหมินหวางเฟยมอง จึงรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที พอได้ยินแบบนั้นนางก็รีบพูดด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้ข้าก็มาอย่างกะทันหันเกินไป จวิ้นจู่ไม่ต้องคิดมากหรอก…”
แต่แล้วคำพูดของนางก็ถูกขัดด้วยเสียงตกใจของหมินอ๋อง “นี่คือกระบี่จ้านหลู ! เว่ยเอ๋อร์ เจ้าไปได้สมบัติล้ำค่านี้มาจากที่ใด ?”
หลินเว่ยเว่ยมองกระบี่จ้านหลูสีดำเมื่อม ก่อนจะเกาศีรษะแล้วถามด้วยความโง่งมว่า “กระบี่เล่มนี้บัณฑิตน้อยบอกให้ลูกซื้อไว้ มันมีชื่อเสียงมากเลยหรือเพคะ ?”
“แน่นอน ! กระบี่จ้านหลูเป็นกระบี่ของฮ่องเต้โกวเจี้ยนแห่งแคว้นเยว่ ! ว่ากันว่าถูกตีขึ้นมาโดยช่างตีเหล็กโอวหยางจื่อ หลังจากเขาตีกระบี่เล่มนี้แล้วก็หลั่งน้ำตาออกมา บอกว่าในที่สุดเขาก็ตีกระบี่ที่ไร้เทียมทานและปราศจากไอสังหารออกมาได้แล้ว เติมเต็มความฝันชั่วชีวิตของเขา…เจ้าดูนี่สิ มันมีสีดำไร้ที่ติ ช่างพิสดารจริงๆ กระบี่จ้านหลูไม่เพียงขึ้นชื่อเรื่องความคมกริบ แต่ยังขึ้นชื่อว่ามีจิตวิญญาณแห่งคุณธรรมไร้ซึ่งศัตรู…” หมินอ๋องหลงใหลได้ปลื้มมันอย่างมาก แทบอยากชักกระบี่ออกมาร่ายรำทันที
หมินหวางเฟยลูบเครื่องประดับที่มีเม็ดทับทิมขนาดใหญ่เท่านิ้วหัวแม่มือของตน ก่อนจะหันไปมองปิ่นหยกขาวมันแพะในมือของฮูหยินผู้เฒ่า แล้วหันมาถามหลินเว่ยเว่ย “ซื้อของพวกนี้คงใช้เงินไม่น้อยกระมัง ? เงินในมือของเจ้าคงจะใช้ไปเกือบหมดแล้วใช่หรือไม่ ?”
ไม่ได้บอกว่าแม่เลี้ยงของหลินเว่ยเว่ยเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านกลางหุบเขาหรอกหรือ ? เว่ยเอ๋อร์เก่งเพียงใดก็เพิ่งได้มีชีวิตปกติแค่2ปีเท่านั้น แล้วในบ้านจะมีเงินอยู่สักเท่าไรกันเชียว ? ยังไม่พูดถึงกระบี่จ้านหลูเล่มนั้น พูดแค่ปิ่นหยกกับเครื่องประดับทับทิมนี้ รวมกันแล้วก็น่าจะใช้เงินหลายร้อยตำลึง เด็กคนนี้คงไม่ได้ใช้เงินที่ติดตัวมาด้วยซื้อของขวัญพวกนี้หมดแล้วกระมัง ?
หลินเว่ยเว่ยทำตัวเหมือนถือของล้ำค่าเอาไว้ นางหยิบตั๋วแลกเงินที่เหลือออกมาจากแขนเสื้อแล้วพูดด้วยความดีใจ “วันนี้ลูกไปที่หอสมาคมจงโจวมา แล้วบังเอิญเจอกับหุ้นส่วน เขานำเงินปันผลจากร้านขนมของปีนี้มาให้ด้วย พอแบ่งเงินซื้อของขวัญเหล่านี้ไปแล้วยังเหลืออยู่อีกไม่น้อยเพคะ!”
“ร้านขนม? ถ้าเช่นนั้นก็ไม่แปลก! เพราะขนมที่เว่ยเอ๋อร์ทำ เมื่อก่อนฟู่หวางไม่เคยเห็น แต่จากการได้ชิมก็รู้ว่าต้องขายดีแน่นอน!” หมินอ๋องลูบกระบี่จ้านหลู ก่อนจะถามบุตรสาวว่า “จ่ายเงินซื้อกระบี่เล่มนี้ไปเท่าไร? อย่างน้อยก็ต้องหลายพันตำลึง? ประเดี๋ยวฟู่หวางคืนให้เจ้าเอง!”
หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มยิงฟันขาว ดวงตาก็โค้งมน “ฟู่หวาง กระบี่ของพระองค์มีราคาถูกที่สุดแล้ว แค่100ตำลึงเงินเพคะ!” หลินเว่ยเว่ยพูดไปพลางนับนิ้วไปด้วย ท่าทางแบบนี้ดูขี้เล่นสุดๆ
หมินอ๋องตกตะลึงจนอ้าปากค้างทันที “ระ…ร้อยตำลึงเงิน? จะเป็นไปได้อย่างไร? พูดว่าเป็นหมื่นก็ยังเชื่อ!”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้สายตาอันเฉียบคมของบัณฑิตน้อยเพคะ! ตอนพวกเราเดินไปถึงหน้าร้าน เจ้าของกระบี่เล่มนี้เพิ่งโดนเจ้าของโรงรับจำนำไล่ออกมาพอดี บัณฑิตน้อยจำอักษรโบราณบนกระบี่ได้ เราจึงเก็บสมบัติล้ำค่ามาได้เพคะ!”
ในที่สุดหมินอ๋องก็เริ่มมองเจียงโม่หานดีขึ้นบ้าง “ไม่เลว อ่านตำรามานานขนาดนั้น ถือว่าไม่ได้เสียเปล่า! ร้อยตำลึงเงิน ฮ่าฮ่า…พรุ่งนี้ข้าจะเอามันเข้าวังด้วย ทำให้ฮ่องเต้ได้อิจฉาสักหน่อย!”
ฮ่องเต้หยวนชิงมีงานอดิเรกเช่นเดียวกับหมินอ๋อง…คือการเก็บสะสมกระบี่โบราณ ในห้องบรรทมของฮ่องเต้หยวนชิงยังแขวนของสะสมอันเป็นที่สุดของดวงหทัยไว้ด้วย นั่นก็คือ…กระบี่เซวียนหยวน!
ตอนที่ 539: ทับจนบัณฑิตน้อยแบนแล้วจะทำอย่างไร
หลังจากหมินหวางเฟยได้ยินเช่นนั้น ก็กลอกดวงเนตรใส่พระสวามี “พระองค์ไม่กลัวว่ากระบี่เล่มนี้จะโดนฝ่าบาทขอ ‘ยืม’ ไปดูเล่นอีกหรือ?”
ใช้คำว่า ‘ยืม’ เพราะมีครั้งก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนที่ราชวงศ์ต้าเซี่ยจะสถาปนาขึ้นมา ในเวลานั้นหมินอ๋องยังเป็นแค่แม่ทัพใหญ่ ขณะนำทัพบุกเมืองหลวงก็ค้นเจอกระบี่หยูฉาง (กระบี่ไส้ปลา) ล้ำค่าจากจวนขุนนางทรงอำนาจท่านหนึ่ง พอฮ่องเต้หยวนชิงทราบเรื่องก็บอกว่าจะขอยืมไปดูเล่นสักสองสามวัน แต่สุดท้ายกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ส่งคืน…
พอนึกถึงความหน้าด้านหน้าทนของฮ่องเต้แล้ว หมินอ๋องก็ไม่คิดจะเอากระบี่ไปอวดอีกต่อไป พระองค์ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปิดข่าวเรื่องกระบี่จ้านหลูไว้ให้ได้ เพราะนี่เป็นของขวัญที่บุตรสาวสุดที่รักซื้อให้ จะปล่อยให้ตาเฒ่าฮ่องเต้เอาไปไม่ได้เด็ดขาด!
หมินอ๋องมีความสุขและคีบอาหารอร่อยทุกอย่างใส่ชามของบุตรสาว หลินเว่ยเว่ยตกใจจนเอามือป้องชามตัวเองไว้ “พอแล้ว ลูกกินไม่ไหวแล้วเพคะ! ถ้ายังกินต่อไป ก็ได้กลายเป็นคนอ้วนแน่นอน!”
นางยังจำได้อย่างชัดเจนถึงตอนเพิ่งทะลุมิติมา ทั้งตัวมีแต่ไขมัน เหมือนภูเขาไขมันไม่มีผิด แค่เดินก็ไขมันสั่นกระเพื่อม นางต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีจึงสามารถลดไขมันส่วนเกินออกไปได้ จะกินตามใจปากจนกลับมาเหมือนเดิมอีกไม่ได้แล้ว…เพราะถ้านางอ้วนจนเหมือนตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา นางต้องทับจนบัณฑิตน้อยแบนแน่นอน…ฮ่าฮ่า!
เจียงโม่หานเห็นนางเหลือบมองแล้วก้มหน้าฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย จึงรู้ว่าเด็กน้อยเริ่มนึกพิเรนทร์อีกแล้ว! เขาคีบเนื้ออกไก่ที่หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบออกจากชามของนางแล้วคีบใส่ปากตัวเองแทน ในขณะที่หมินอ๋องถลึงดวงเนตรจ้องมอง
หมินอ๋องถลึงมองอย่างดุร้าย จากนั้นยังยกน่องไก่ให้บุตรสาวอีกหนึ่งน่อง พร้อมตรัสเกลี้ยกล่อมนางว่า “อ้วนอะไรกัน? คนตระกูลจ้าวของพวกเราไม่มีคนอ้วน พอกินเสร็จแล้วฟู่หวางจะพาเจ้าไปลานฝึกยุทธ พอฝึกสักสองสามกระบวนท่าก็รับรองไม่มีทางอ้วนขึ้นแน่นอน!”
หมินหวางเฟยอ่านความคิดของพระสวามีออก “พระองค์ก็แค่คันไม้คันมือ อยากให้บุตรสาวมาประลองด้วยเท่านั้น? ไม่ต้องพูดจาให้ดูดีขนาดนั้นหรอกเพคะ เว่ยเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กแข็งกระด้างอย่างจินเฉิงที่จะให้พระองค์ทรมานได้ทุกอย่าง ถ้าทำให้นางบาดเจ็บแล้ว หม่อมฉันจะจัดการพระองค์แน่!”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองลูกสะใภ้ด้วยรอยยิ้ม นางอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกเย้า “ใช่ เสวี่ยเอ๋อร์ก็รีบรักษาตัวให้หายเร็วๆ แล้วมาจัดการเขา!”
“ท่านแม่ ใครเป็นบุตรแท้ๆของท่านกันแน่?” หมินอ๋องรีบคีบเต้าหู้ยัดไส้เนื้อไก่ให้หญิงชรา…ช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าปวดฟัน จึงกินของแข็งไม่ได้ “ลองชิมสิขอรับ เว่ยเอ๋อร์เป็นคนสอนให้แม่ครัวประจำห้องเครื่องเล็กทำ ลองชิมว่าถูกปากท่านหรือเปล่า?”
“พ่อบุญธรรมเพคะ พระองค์ไม่รู้หรือว่าท่านย่าไม่ชอบกินเต้าหู้…” จ้าวชิงหลวนเติบโตอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า นางจึงภาคภูมิใจที่ตนรู้เรื่องความชอบหรือไม่ชอบของฮูหยินผู้เฒ่า จากนั้นหันมาพูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”
เจียงโม่หานมีสายตาแหลมคม เขาหรี่ตามองจ้าวชิงหลวน…เด็กที่ไร้หัวนอนปลายเท้า กลับหลงเข้าใจผิดว่าตนก็เป็นเจ้านายตำหนักหมินอ๋อง ติดหอกพกกระบอง คิดว่าคนอื่นโง่จริงหรือ?
แต่หลินเว่ยเว่ยกลับยิ้มให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านย่า นี่เป็นเต้าหู้อ่อนที่ทำในตำหนักเราเอง ไม่มีกลิ่นของถั่วเหลือง หลังจากผัดไส้เนื้อไก่เสร็จแล้วถึงเอามายัดใส่เต้าหู้อีกที นอกจากเนื้อบดแล้วด้านในยังใส่เห็ดหั่นลูกเต๋า เนื้อกุ้งและหอยสับลงไปด้วย นุ่มอร่อยฉ่ำน้ำ หอมหวนชวนกินเชียวล่ะเจ้าค่ะ ท่านย่าลองกินแล้วรับรองได้เลยว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง!”
หมินหวางเฟยก็ให้ความร่วมมือโดยการคีบเต้าหู้ยัดไส้มาเสวยหนึ่งชิ้น แล้วตรัสด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ ท่านกินได้แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น เพราะที่เหลือเป็นของลูก!”
ตั้งแต่ชิงหลวนออกเรือนไปแล้ว ส่วนใหญ่ฮูหยินผู้เฒ่าต้องกินข้าวคนเดียว ส่วนการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาและคึกคักอย่างในเวลานี้ หนึ่งปีมีแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น แม้ว่าวันนี้จะขาดหลานชายจินเฉิงไป แต่เพียงหลินเว่ยเว่ยคนเดียวก็คึกคักเหมือนมีจินเฉิงสิบคนแล้ว อีกทั้งวันนี้ยังมีหมินหวางเฟยเพิ่มอีกคน
ฮูหยินผู้เฒ่าอารมณ์ดีสุดๆ จึงให้สาวใช้คีบเต้าหู้ยัดไส้ให้ตน “ข้าต้องลองชิมจริงๆแล้วสิ ดูว่าเต้าหู้นี้อร่อยถึงเพียงใดจึงทำให้เสวี่ยเอ๋อร์ตื่นเต้นจนอยากเอาไปกินคนเดียวทั้งหมด!”
พอเนื้อเต้าหู้สัมผัสกับลิ้น นางก็รับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาทันที ไม่ทันรู้ตัวก็กินหมดหนึ่งชิ้นแล้ว นางวางตะเกียบแล้วใช่ผ้าเช็ดปากเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าพูดว่า “ไม่เลว ชุ่มน้ำรสกลมกล่อม เนื้อนุ่มเนียนละเอียด รสชาติสดใหม่ ว่าไปแล้วก็ไม่ได้กลิ่นของถั่วเหลืองจริงๆด้วย !”
สาเหตุที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบเต้าหู้ ประการแรกคือหลังจากเต้าหู้ผ่านการปรุงแล้วจะมีกลิ่นเหม็นเขียวของถั่ว อีกประการคือเต้าหู้ส่วนใหญ่ที่ซื้อมาจากข้างนอก มักจะเป็นของที่ค่อนข้างเก่า รสสัมผัสไม่นุ่มอร่อยด้วย
เต้าหู้นี้ทำมาจากน้ำเต้าหู้ที่หลินเว่ยเว่ยตื่นขึ้นมาต้มในตอนเช้า นางจึงถือโอกาสทำออกมาด้วย วิธีทำที่ต่างออกไปผสมกับน้ำพุวิญญาณ จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ต้องพูดถึงเรื่องรสชาติแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ายังให้เกียรติคีบกินเพิ่งอีกหนึ่งชิ้น ก่อนจะหยุดกิน
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “ท่านย่า ตอนอยู่ที่ฉือหลี่โกว หลานเคยเรียนวิชาแพทย์พื้นฐานมาจากท่านหมอเหลียง หากกินของที่ทำจากถั่วเหลืองในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยปรับกระเพาะอาหาร บำรุงส่วนที่บกพร่องในร่างกาย บำรุงกระดูกเส้นเอ็นและยังช่วยป้องกันโรคในวัยชราได้บางโรค เหมาะกับคนสูงอายุมากเจ้าค่ะ”
แต่จ้าวชิงหลวนถามด้วยท่าทางสงสัย “จวิ้นจู่ นี่เป็นคำพูดของท่านหมอในหมู่บ้านของท่านหรือ?”
หลินเว่ยเว่ยวางตะเกียบลง นางเก็บรอยยิ้มมุมปากแล้วมองจ้าวชิงหลวนด้วยสีหน้าแฝงความนัย “พี่ชิงหลวน ที่ท่านเติมคำว่า ‘หมู่บ้าน’ สองคำนี้ลงไปด้วย หมายความว่าอย่างไร? ท่านกำลังเตือนว่านกกระจอกที่บินมาจากหมู่บ้านในหุบเขาอย่างข้า ไม่ควรใช้วิชาบ้านนอกมาหลอกลวงท่านย่ากระมัง? พี่ชิงหลวน ใช่ว่านกทุกประเภทก็สามารถหยุดพักบนต้นอู๋ถง แล้วกลายเป็นหงส์ได้หมดทุกตัวหรอก!”
จ้าวชิงหลวนคาดไม่ถึงว่าหลินเว่ยเว่ยจะไม่ยึดตามหลักการแล้ววางไพ่เช่นนี้ คิดจะเปลี่ยนสีหน้าก็เปลี่ยนสีหน้าทันที นางรีบหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าแล้วหันกลับมาพูดเบาๆว่า “จวิ้นจู่ ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว…หากจวิ้นจู่ถือสา ต่อไปชิงหลวนไม่พูดสองคำนี้อีกแล้ว!”
“สองคำไหน ? หมู่บ้าน ? บ้านนอก ? เด็กบ้านนอก ? หรือคนบ้านนอก ? อ้อ ขอโทษด้วย นี่มันสามคำแล้ว ! แต่ข้าไม่เคยอับอายที่เคยอยู่ในฉือหลี่โกวมาก่อน ตรงกันข้ามคือยังรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำ !
หมู่เฟยทำเพื่อแผ่นดิน เพื่อความชอบธรรม ยอมสละตัวข้ายามแรกเกิดเพื่อทำให้ข้าได้เติบใหญ่ ข้ามีหมู่เฟยที่ดีแบบนี้ย่อมต้องภาคภูมิใจ ในเวลาเดียวกันแม่เลี้ยงที่ฉือหลี่โกวก็มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ แต่สามารถเลี้ยงข้า ดูแลข้าได้ ก็นับเป็นความภาคภูมิใจของข้าเช่นกัน !
ไม่ว่าจะเป็นเด็กจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวหรือจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋อง ก็เป็นตัวข้าทั้งนั้น! อดีต ปัจจุบัน อนาคต รวมกันเป็นชะตาชีวิตที่สมบูรณ์แบบของข้า จะตัดช่วงไหนทิ้งไม่ได้เด็ดขาด พี่ชิงหลวน มีเพียงคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองเท่านั้น ถึงคิดละอายกับอดีตของตน ท่านคิดว่า…ข้าพูดถูกหรือไม่?”
ทิ้งความคิดอันชั่วร้ายของเจ้าเสีย อยากจะทำให้ข้าอับอายต่อหน้าท่านย่า ฟู่หวางและหมู่เฟยอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถิด! แม้หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าเหตุใดจ้าวชิงหลวนจึงพุ่งเป้ามาที่ตน แต่นางก็ไม่กลัว…ไม่ว่าเงาใดก็ต้องอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ไร้ที่ซ่อนอย่างสมบูรณ์แบบได้หรอก!
“จวิ้นจู่ ท่านอย่าโมโห ข้าเป็นคนพูดไม่เก่ง…ข้าไม่ได้หมายความในแง่นั้นจริงๆ!” จ้าวชิงหลวนยังทำตัวอ่อนแอคล้ายกำลังน้อยเนื้อต่ำใจที่โดนหลินเว่ยเว่ยรังแก
ดอกบัวขาวแฝงกลิ่นชาเขียว! หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบคนประเภทนี้ที่สุด เก่งจริงก็ชักกระบี่แล้วมาสู้กันซึ่งหน้า หรือไม่ก็แหกปากด่ากันไปเลย!
[1] ติดหอกพกกระบอง หมายถึง พูดจาแฝงความนัยเยาะเย้ยถากถาง
[2] ต้นอู๋ถง โบราณเชื่อว่าต้นอู๋ถงเป็นต้นไม้อันสง่างามและเป็นที่พักพิงของหงส์
[3] ดอกบัวขาวแฝงกลิ่นชาเขียว เป็นคำสแลงของวัยรุ่นจีน มีความหมายว่าผู้หญิงที่ทำตัวใสซื่อแต่ความจริงดัดจริตมาก
ตอนที่ 540: โลภมากลาภหาย
“ข้าควรสนใจว่าท่านหมายถึงอะไรด้วยหรือ ? เพราะข้า…ไม่ ! ให้ ! ความ ! สำคัญ !” ความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตมนุษย์ ก็คือเจ้าเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู แต่อีกฝ่ายไม่เห็นเจ้าอยู่ในสายตา ! เจ้าเป็นแค่บุตรบุญธรรมที่ตำหนักหมินอ๋องรับเลี้ยงไว้เท่านั้น คิดจะมาเทียบชั้นกับพวกเจ้านาย เห็นคนอื่นโง่ไปหมดแล้วหรือ ?
หมินอ๋องไม่ชอบดูพวกสตรีที่ทำท่าทางจะร้องไห้ขึ้นมาเสียดื้อๆมากที่สุด พระองค์ขมวดพระขนงเข้าหากัน “ชิงหลวน เว่ยเอ๋อร์มีนิสัยตรงไปตรงมา…จุดนี้เหมือนเปิ่นหวาง ! ที่นางพูดเรื่องพวกนั้นก็ไม่ผิด เจ้าอย่าเอาแต่ทำให้เรื่องซับซ้อนเกินไป พอแล้ว รีบกินข้าวกันเถิด อาหารจะเย็นหมด !”
หมินหวางเฟยหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบท้องปลาซึ่งเป็นส่วนที่นุ่มที่สุดให้หลินเว่ยเว่ย จากนั้นตรัสเบาๆว่า “เว่ยเอ๋อร์ ลองชิมอันนี้สิ ถึงแม้ฝีมือของเหมยหยิงจะห่างชั้นจากเจ้ามาก แต่ปลาเปรี้ยวหวานซีหูนี้ยังปรุงออกมามีรสดั้งเดิมอยู่บ้าง”
หลินเว่ยเว่ยก็คีบอาหารให้พระชายา “เนื้อปลาเป็นของที่ย่อยง่าย หมู่เฟยก็เสวยบ้างเพคะ…หมู่เฟย เนื้อแล่ต้มจานนี้มีรสเผ็ดเกินไป ตอนนี้ยังเสวยไม่ได้นะเพคะ !”
หมินหวางเฟยชักมือที่กำลังยื่นไปคีบเนื้อแล่ต้มรสเผ็ดกลับมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “แม่รู้แล้ว แม่ไม่ได้จะกินเอง แต่จะคีบให้เจ้า…เฮ้อ ! มีคนควบคุมเพิ่มอีกคนแล้ว ชีวิตแม่จะอยู่อย่างไรต่อไป !”
ฮูหยินผู้เฒ่าให้สาวใช้คีบอาหารให้จ้าวชิงหลวน แต่ไม่ได้ช่วยพูดอะไรแทนจ้าวชิงหลวนเลย หลังได้ยินแบบนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็พูดกับหมินหวางเฟยว่า “เจ้านี่นะ นิสัยเหมือนเด็กไม่มีผิด ต้องมีคนคอยดูเจ้าไว้ตลอด ! กว่าร่างกายของเจ้าจะดีขึ้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจะปล่อยให้เอาแต่ใจไม่ได้ รอให้เจ้าหายดีเมื่อไร อยากกินอะไรก็กิน !”
“เฮ้อ…ท่านแม่ก็คอยควบคุมลูก ตอนนี้บนศีรษะของลูกมีภูเขาหินสามลูกซ้อนทับอยู่ ทับจนพลิกตัวไม่ได้แล้ว !” หมินหวางเฟยเสวยอาหารที่มีสรรพคุณทางยาอย่างยอมรับชะตากรรม นางถอนหายใจพร้อมคร่ำครวญ บัดนี้แค่เห็นเงาตัวเองแล้วยังเกิดความสงสารตัวเองขึ้นมาเลย…
หลังกินอาหารเสร็จแล้ว สาวใช้คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าก็ชงชาผลไม้ให้ดื่ม นางพูดกับหมินอ๋อง “ชาผลไม้นี้ไม่เลว ดื่มก่อนอาหารและก่อนนอนทุกวัน ข้าก็เจริญอาหารขึ้นมาก นอนก็หลับสนิทยิ่งกว่าเดิม เจ้าไปเอาของดีแบบนี้มาจากที่ใด ? เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกพี่น้องของข้ามาหา พอดื่มไปแล้วก็คิดว่ามันเป็นของดี จึงฝากข้ามาถามว่าซื้อจากที่ใด !”
หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์แล้วลูบเคราด้วยความภาคภูมิใจ “ไม่ได้ซื้อมาขอรับ ! นี่เป็นชาที่เว่ยเอ๋อร์ของพวกเราเคี่ยวเองกับมือ ชาผลไม้หนึ่งโถต้องใช้เวลาเคี่ยวถึง2ชั่วยามเต็มๆเลยล่ะขอรับ !”
“หืม ? เจ้ารู้จักเว่ยเอ๋อร์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือ ?” ตอนฮูหยินผู้เฒ่าได้รับชาผลไม้ก็เป็นช่วงเวลาเมื่อครึ่งเดือนก่อน นางคิดไม่ตก ท่านอ๋องพระองค์หนึ่งกับเด็กสาวที่ตามมาสอบเป็นเพื่อนคู่หมั้นอีกคนหนึ่ง เหตุใดจึงมาเจอกันได้
หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ “เว่ยเอ๋อร์ไม่ได้ช่วยฮ่องเต้ไว้หรือขอรับ ! ตอนนั้นฮ่องเต้เห็นจี้หยกห้อยคอนางเข้าพอดี หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับวังแล้วก็เล่าให้ลูกฟัง…เว่ยเอ๋อร์ยังคิดว่าลูกเป็นคนชั่ว จึงเกิดการต่อสู้กันบนถนนขึ้นมาด้วยขอรับ !”
หลินเว่ยเว่ยเกาจมูกด้วยความเขินอาย “หมู่เฟย ท่านย่า พวกท่านลองคิดดูสิ ถ้ามีชายฉกรรจ์เคราเต็มหน้าคนหนึ่งตามพวกท่านมาตลอดทาง พวกท่านจะไม่สงสัยว่าเขามีเจตนาร้ายเลยหรือ ? ตอนนั้นลูกเองก็ไม่รู้ว่าพระองค์คือหมินอ๋องนี่เพคะ !”
พอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าดูตัวเองเถิด สะกดรอยตามเด็กสาวคนหนึ่ง ไม่ถูกคนเขาตีก็แปลกแล้ว !”
หมินหวางเฟยขัดหูขัดตากับเคราบนดวงพักตร์นานแล้ว “สภาพเหมือนโจรของพระองค์ ไม่โดนนางแจ้งทางการก็ถือว่าดีเท่าไรแล้ว ! รีบจัดการเคราบนพระพักตร์เสียเถิด จะทำให้เด็กตกใจกลัวจนร้องไห้ออกมาได้อยู่แล้วเพคะ !”
ต่อจากนั้นฮูหยินผู้เฒ่า หมินหวางเฟยและหลินเว่ยเว่ยก็พูดหยอกล้อเรื่องเคราเหมือนขนเม่นของหมินอ๋องอีกยกหนึ่ง ทำให้หมินอ๋องถึงขั้นหมดความน่าเกรงขามและรีบขอความเมตตา “พอกลับไปแล้วจะโกนออกให้หมด ทุกคนพอใจแล้วใช่หรือไม่ ?”
ขณะมองทั้งสี่คนรักใคร่กลมเกลียว สนทนากันอย่างสนุกสนาน จ้าวชิงหลวนก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที…ยังบอกว่าเห็นนางเป็นบุตรสาวแท้ๆอีกหรือ พอบุตรสาวตัวจริงกลับมาก็โยนนางทิ้งทันที ที่แท้ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นางก็เป็นแค่ตัวแทน !
แม้จะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก สายตาอันปราดเปรื่องของฮูหยินผู้เฒ่าได้มองทุกอย่างออกหมดแล้ว…ความคิดเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นในใจนาง ไฉนเลยจะรอดพ้นสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าไปได้ ?
หลินเว่ยเว่ยใช้คำพูดอันงดงามว่า ‘กินข้าวเสร็จแล้วเดินออกกำลัง อายุยืนร้อยปี’ เพื่อออกมาจากเรือนฝูหรงของฮูหยินผู้เฒ่า แต่ในความเป็นจริงแล้วเพื่อออกมาส่งพวกบัณฑิตน้อยไปยังเรือนหน้าและจะได้มีเวลาอยู่กับเขาระยะหนึ่ง…ถ้าไม่มีหลอดไฟที่สว่างจ้าแสนขัดตาอย่างหลินจื่อเหยียนอยู่ด้วยก็คงดีกว่านี้ !
ระหว่างสนทนากันก็พูดถึงจ้าวชิงหลวนและหลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากทันที “จ้าวชิงหลวนคนนี้ ไม่เคยมีบุญคุณความแค้นต่อกันด้วยซ้ำ นางจะหาเรื่องข้าให้ได้อะไรขึ้นมา ?”
“เพราะตอนนี้เจ้าเป็นผู้ที่ได้ครอบครองทุกอย่างซึ่งนางอยากได้มาตลอดสิบกว่าปีนี้ ! ความริษยาทำให้มนุษย์กลายเป็นปิศาจได้ !” เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตัวตลกออกมากระโดดโลดเต้นแล้ว ทว่าไม่น่ากลัวเลย !”
หลินเว่ยเว่ยยักไหล่ “ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ นางเป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของตำหนักหมินอ๋อง แม้จะหาตัวบุตรสาวแท้ๆกลับมาไม่ได้ ก็ไม่มีทางตกถึงนางแน่นอน ! เจ้าฟังที่นางพูดสิ เหตุใดจะไม่ได้หมายความเหมือนที่ข้าพูด ยังกล้าบอกว่าไม่ได้หมายความแบบนั้น เห็นคนอื่นโง่หมดหรือไร ? ต้องทำให้ความสัมพันธ์ของคนอื่นวายวอดไปหมด ถึงจะพอใจหรือ ?”
“ใช่ แม้แต่เจ้ายังมองออก แล้วนับประสาอันใดกับฮูหยินผู้เฒ่าและหมินหวางเฟยที่อ่านอารมณ์ผู้คนมาอย่างชำนาญ ? ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก !”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปมองเจียงโม่หาน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? สิ่งใดที่เรียกว่า ‘แม้แต่เจ้ายังมองออก’? เจ้าสงสัยในสติปัญญาของข้าหรือ ?”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้สงสัย แต่มั่นใจเลยว่าเรื่อง ‘สติปัญญา’ นี้เป็นคำที่ไม่คุ้นเคยสำหรับเจ้า…” เจียงโม่หานแกล้งนางด้วยท่าทางเคร่งขรึม
“ดีนัก ! เจ้ากล้าพูดว่าข้าโง่ ! ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติ ‘หมัดดาวตกเพกาซัส’ ของข้า !” หลินเว่ยเว่ยโมโหจนกำหมัด…ข้าจะอัด จะทุบ จะตีเจ้าให้ตาย !
หลินจื่อเหยียนตกใจทันที “พี่รอง ท่านเก็บอารมณ์หน่อย อย่าทุบตีจนพี่เขยรองเป็นอะไรไป…”
“เจ้าเห็นข้าเป็นก้อนโคลนหรือไร ?” เจียงโม่หานไม่ชอบให้พูดว่าเขาอ่อนแอที่สุด เขาเหยียดแขนที่แข็งแกร่งของตนออกมา…ดูกล้ามแน่นๆนี่สิ มีตรงไหนเรียกว่าอ่อนแอ ?
หลินเว่ยเว่ยยกมือไปลูบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงวิจารณ์ “ไม่เลว ! แม้ใส่เสื้อผ้าแล้วดูตัวผอมแห้ง แต่ถอดเสื้อผ้าแล้วกลับมีกล้าม ข้าชอบ !” สำหรับคนตัวโตที่มีแต่กล้ามเด่นชัด นางไม่มีใจชื่นชมแม้แต่น้อย
เจียงโม่หานปัดมือนางทิ้ง แล้วพูดขณะใบหน้าแดงก่ำ “อย่าปากว่ามือถึง ระวังผลที่ตามมาด้วย !”
“เจ้ากังวลถึงผลกระทบอะไรกัน ? ท่านจวิ้นหม่าของข้า” หลินเว่ยเว่ยขยับเข้าไปพร้อมเสียงหัวเราะ ตัวนางแทบจะแนบชิดติดกับเขาอยู่แล้ว
หลินจื่อเหยียนหมดคำพูดในทันที “พวกท่านจะพอได้หรือยัง ! ถ้าหมินอ๋องรู้เข้า ประเดี๋ยวก็เกลียดพี่เขยรองมากกว่าเดิมอีก ! พี่รอง ท่านคิดว่าพี่เขยรองโดดเด่นถึงขนาดนี้ เหตุใดฟู่หวางของท่านถึงไม่ชอบ ?”
“ไม่ใช่แค่พี่เขยรองของเจ้าหรอก เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นใคร หมินอ๋องก็ไม่ชอบทั้งนั้น ! ในใจคนเป็นบิดานั้น สิ่งมีชีวิตอย่างลูกเขยเป็นคนที่มาแย่งบุตรสาวไป ! บัณฑิตน้อย รีบเอาใจข้าสิ แค่เอาใจจนข้าพอใจ ตำแหน่งจวิ้นหม่านี้ต้องเป็นของเจ้าคนเดียวแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยยืดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยท่าทางอวดดีเหมือนยามร้องเพลง ‘ฟานเซินหนงหนูป่าเกอช่าง’ ( ทาสเป็นไทขับร้องลำนำ )
เจียงโม่หานผลักใบหน้าที่กำลังเข้ามาใกล้ของนาง “ทำไมหรือ ? หากข้าไม่เอาใจ เจ้าก็คิดจะเปลี่ยนคู่หมั้นหรืออย่างไร ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment