ตอนที่ 541: หลังจากมีชื่อติดป้ายทอง ก็เป็นวันส่งตัวเข้าหอ
“เรื่องเปลี่ยนคู่หมั้นคงไม่มี เพราะอย่างไรบุรุษที่รูปงามและรักข้ามากขนาดนี้ เรียกว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองอีกแล้วในใต้หล้า ข้าเหนื่อยจะหาเช่นกัน ดังนั้นก็ใช้เจ้าแก้ขัดแบบนี้ไปเรื่อยๆดีกว่า !” หลินเว่ยเว่ยพูดไปพลางถอนหายใจไปด้วย ราวกับเสียดายมากที่เปลี่ยนคู่หมั้นไม่ได้
“แก้ขัด ?” เจียงโม่หานแสยะยิ้มด้วยความโกรธ “จวิ้นจู่น้อย ท่านมีฐานะสูงส่งขนาดนี้ อย่าทำให้ตัวเองต้องตกต่ำเชียว ท่านอย่าเอาความเกียจคร้านมาเป็นเหตุ เพราะหากท่านแสดงความปรารถนาออกมาเพียงเล็กน้อยก็ย่อมมีแม่สื่อเข้ามาช่วยหาบุรุษที่ตรงใจให้ท่านแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยเห็นบัณฑิตน้อยหงุดหงิด จึงรีบดับไฟโทสะทันที “บนโลกใบนี้ คนที่ตรงใจข้าก็คือเจ้า ! ข้าจะเปลี่ยนไปเพื่ออะไร ? หืม ? หิมะตกแล้ว…”
ภายใต้แสงสลัวของตะเกียงเจ้าพายุ เกร็ดหิมะขาวผ่องร่วงสู่แพขนตาเส้นหนาและงอนยาวของเจียงโม่หาน ยามที่เขากะพริบตาก็ทำให้ขนตาสั่นไหวเบาๆไปด้วย เหมือนกับผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกเพื่อปัดหิมะออกจากขนตาของตน นัยน์ตาสีอำพันเจือด้วยแสงสลัวของตะเกียง ราวกับภาพทิวทัศน์ที่โดนแต่งแต้มด้วยน้ำหมึก หลินเว่ยเว่ยมองภาพตรงเบื้องหน้าจนลืมหายใจ คล้ายว่าทุกสิ่งบนโลกถูกแช่แข็ง มันกลายเป็นภาพจำสำหรับนางไปตลอดกาล
เมื่อเห็นนางตกตะลึงเช่นนั้น ความหงุดหงิดในใจของเจียงโม่หานก็แปรเปลี่ยนเป็นความสุขขึ้นมาทันที แม้แต่น้ำเสียงก็ยังอ่อนโยนขึ้นด้วย “เข้าเดือนสิบสองแล้ว หิมะตกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ?”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า ขณะมองหิมะจากฟากฟ้า นางก็บ่นพึมพำออกมา “ปีก่อน เพิ่งเข้าเดือนสิบ แต่ที่ฉือหลี่โกวก็หิมะตกแล้ว วันที่หิมะตกวันแรกนั้นท่านแม่ น้าเฝิง พี่ใหญ่ เจ้าหนูน้อย…แล้วก็พวกเรายังนั่งล้อมวงห่อเกี๊ยวกันอยู่เลย ตอนนั้นข้าขอพรว่าคนที่ข้ารักและคนที่รักข้าจะมีชีวิตราบรื่น มีความสุขและมีเงินใช้ตลอดไป…”
คำพูดประโยคแรกๆก็ฟังแล้วซึ้งอยู่หรอก แต่ประโยคหลังทำให้เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนหลุดหัวเราะออกมาทันที…เป็นอุปนิสัยของหลินเว่ยเว่ยจริงๆ แม้แต่ขอพรก็ยังเกี่ยวข้องกับเงิน !
หัวเราะไปหัวเราะมา จู่ๆหลินจื่อเหยียนก็หันหลังแล้วยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา “พี่รอง ข้าคิดถึงบ้านแล้ว ! หากท่านแม่รู้ว่าท่านกลายเป็นจวิ้นจู่ของตำหนักหมินอ๋อง ไม่รู้ว่าจะเสียใจหรือดีใจแทนท่าน…”
“ข้าก็คิดถึงท่านแม่กับน้าเฝิงแล้ว…บัณฑิตน้อย ที่จริงเป็นเด็กสาวชาวป่าชาวเขาก็ดีออก ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุข…” หลินเว่ยเว่ยเอนศีรษะพิงไหล่เจียงโม่หานเบาๆ ขณะมองอาคารสูงตรงเบื้องหน้า นางก็รู้สึกว่ามันเหมือนความเพ้อฝัน นางคิดถึงช่วงเวลาตอนอยู่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ได้ทำงานทุกวันและนับเงินอย่างมีความสุข
เจียงโม่หานเข้าใจความคิดของนาง เด็กคนนี้มีความคิดเรียบง่าย จิตใจดี อบอุ่น เป็นคนซื่อตรงและไม่ชอบพวกที่ใช้กลอุบาย ถ้าเป็นไปได้ เขาก็หวังว่าจะให้นางอยู่ห่างไกลจากเรื่องเลวร้ายตลอดกาล
แต่อย่างไรเขาก็ต้องเดินไปข้างหน้า การวางอุบายในราชสำนัก ย่อมมีบางครั้งที่ส่งผลไปถึงเรือนหลัง ไม่ช้าก็เร็วนางต้องเจอกับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นเขาถึงมอบฐานะอันสูงศักดิ์ให้นาง เพื่อให้พวกตัวร้ายไม่กล้ามาแผลงฤทธิ์ตรงหน้านาง…
“ข้าก็คิดถึงพวกเขา…รอให้ปีหน้า มีชื่อของข้าติดบนป้ายทอง หลังมีการส่งตัวขุนนางออกไปประจำพื้นที่ใดแล้วก็ยังเหลือเวลากลับไปบอกลาและไหว้บรรพบุรุษอีกหนึ่งเดือน ตอนนั้นเราจะกลับบ้านด้วยกัน ! ถ้าได้อยู่ต่อที่เมืองหลวง พวกเราจะรับป้าหวงและพวกน้องชายมาอยู่ที่นี่ หากถูกส่งไปที่อื่น หลังจากเรากลับไปแต่งงานที่ฉือหลี่โกวแล้ว เราจะพาแม่ข้า ป้าหวงและเอ้อร์ฮว๋าย้ายไปด้วยกัน…” เจียงโม่หานโอบกอดไหล่ของเด็กน้อยและตบไหล่เบาๆเพื่อปลอบประโลม
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้น นางมองเจียงโม่หานด้วยดวงตาเป็นประกายและหัวเราะออกมา “บัณฑิตน้อย เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไร ? หลังจากพวกเราแต่งงานกัน ? นี่เจ้ากำลังให้คำมั่นสัญญาว่าหลังสอบติดแล้วก็จะเข้าห้องหอกับข้า ?”
“เข้าห้องหออะไรกัน ? ไม่รู้จักอาย !” เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อย “เจ้าลองคิดสิ หากเจ้าอยู่เมืองหลวงต่อไป ทุกอย่างก็ยังดี เพราะข้าสามารถเช่าบ้านที่อยู่ใกล้ตำหนักหมินอ๋องได้ พอเจ้าคิดถึงข้าก็สามารถมาหาได้ตลอดเวลา แต่หากข้าโดนส่งไปนอกเมืองหลวงไกลหลายพันลี้ เจ้าก็ต้องอยากตามข้าไปด้วยแน่นอน แต่ข้าจะปล่อยให้เจ้าตามไปทั่วต้าเซี่ยโดยไร้สถานะได้อย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “ตกลง ! รอให้เจ้าสอบติดเมื่อไร พวกเราจะกลับไปแต่งงานกันที่ฉือหลี่โกว จัดงานให้คึกคักไปเลย…”
ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวหิมะตกหนักจนปิดเส้นทางบนเขาไปแล้ว สำนักศึกษาของเจ้าหนูน้อยหยุดมาครึ่งเดือนแล้วเช่นกัน ด้านนอกหิมะตกหนัก เขาจึงไม่ได้ออกไปไหน เพียงนั่งอ่านตำราอยู่ข้างนางหวง แต่ดวงตากลับไม่จดจ่ออยู่ที่ตัวอักษร…
เขาโยนตำราไปบนเตียงเตาแล้วร้องไห้ออกมา “ท่านแม่ ข้าคิดไม่ตกว่าเหตุใดจู่ๆ พี่รองก็ไม่ใช่พี่รองของข้าแล้วขอรับ ?”
นางเฝิงวางงานปักในมือพลางหันไปมองสองแม่ลูกด้วยความสงสาร แล้วพูดปลอบใจ “ใครบอกว่าเสี่ยวเว่ยไม่ใช่พี่รองของเจ้า ? หากเสี่ยวเว่ยได้ยินเจ้าพูดถึงนางแบบนี้ จะต้องให้เจ้ากินระเบิดเกาลัดแน่นอน !”
เจ้าหนูน้อยลูบหางตาพลางสูดหายใจเข้าลึก “ข้ายังคิดไม่ตกอยู่ดี เหตุใดพี่รองจึงกลายเป็นบุตรที่หายไปของตำหนักหมินอ๋อง ?”
วันนั้น จู่ๆก็มีคนแปลกหน้ามาปรากฏตัวขึ้น แล้วมาสอบถามเรื่องพี่รองจากเขา แน่นอนว่าเขาหวาดระแวงและไม่ได้บอกความจริงต่ออีกฝ่าย แต่คาดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะไปหาน้าเฝิง…จากนั้นชาติกำเนิดของพี่รองก็ถูกเปิดเผยว่าท่านแม่ให้กำเนิดพี่รองยากมาก จึงทำให้พี่รองตัวจริงของเขาตายตั้งแต่เกิด ท่านพ่อกลัวว่าท่านแม่จะเสียใจ จึงให้เด็กที่น้าเฝิงดูแลมาแทนที่พี่รองของเขา…
แต่เขาไม่เชื่อ ! พี่รองที่เขาชอบและภูมิใจที่สุด จู่ๆก็กลายเป็นบุตรของบ้านคนอื่น เขารับไม่ได้ !
นางหวงเสียใจยิ่งกว่าบุตรชาย ทว่าคนผู้นั้นเป็นคนที่ฮ่องเต้ส่งมา ฮ่องเต้ตรัสสิ่งใดแล้ว สามัญชนอย่างพวกนางก็ได้แต่เชื่อฟังเท่านั้น ! หมินอ๋องมีฐานะสูงส่ง ตำหนักหมินอ๋องมั่งคั่ง ถ้าเจ้ารองไปอยู่แล้วก็น่าจะมีความสุขกว่าอยู่กับนาง ทั้งตัวนางและบ้านหลังนี้มีแต่จะถ่วงความเจริญ…
นางเฝิงพูดปลอบ “พอฤดูใบไม้ผลิปีหน้ามาเยือน เส้นทางแม่น้ำก็เปิด พวกเราไปที่เมืองหลวงกัน ถึงเวลานั้นก็ได้เจอกับเสี่ยวเว่ยแล้วไม่ใช่หรือ ?”
นางหวงครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า ! หญิงชราจากบ้านนอกอย่างข้า อย่าไปทำให้ลูกต้องลำบากเลย มีแต่ทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะและทำให้นางเสียหน้า !”
“พี่สะใภ้ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ! จวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องคือฐานะอะไรกัน ? คนอื่นอยากประจบนางแทบตาย แล้วจะมีสักกี่คนที่กล้าหัวเราะเยาะนาง ? ฟังข้าเถิด ไปเมืองหลวงด้วยกัน ไม่แน่ว่า…อาจไปทันตอนประกาศผลสอบก็ได้ ! หรือท่านไม่อยากไปดูขบวนแห่จิ้นซื่อ ? ไม่อยากเห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงหรือไร ? ไม่อยากคุยกับเสี่ยวเว่ยแล้ว ? ไม่อยากร่วมงานแต่งของเสี่ยวเว่ยกับหานเอ๋อร์แล้วกระมัง ?” นางเฝิงพยายามกระตุ้นอีกฝ่าย ตัวนางเองเชื่อว่าหลินเว่ยเว่ยก็อยากพบนางหวงมากเช่นกัน !
“แต่ข้ากังวลว่า…เจ้ารองจะไม่อยากเจอข้า !” นางหวงวางรองเท้าที่หลินเว่ยเว่ยเคยให้ไว้แล้วขมวดคิ้วด้วยความเศร้าหมอง
ถ้าสิ่งที่พวกเขาพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด เช่นนี้เจ้ารองก็ควรได้เป็นจวิ้นจู่สุดที่รักของตำหนักหมินอ๋อง แต่ต้องมาตกระกำลำบากกับนางตั้งหลายปี และยังตกเขาจนแทบเสียชีวิตอีกด้วย เจ้ารองจะโทษว่านางไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ดูแลให้ดีหรือเปล่า ? ยังอยากนึกถึงทุกอย่างในฉือหลี่โกวอีกหรือไม่ ? แล้ว…
ตอนที่ 542: คู่หมั้นคนนี้ อย่างไรก็เปลี่ยนดีกว่า
นางเฝิงส่ายหน้า ก่อนจะพูดปลอบนางหวง “ท่านไม่เชื่อใจเสี่ยวเว่ยขนาดนี้เลยหรือ ? เสี่ยวเว่ยเป็นพวกรังเกียจคนจนเทิดทูนคนรวยตั้งแต่เมื่อใด ? ท่านเป็นแม่ของนางมาสิบกว่าปี ตัวเองหิวจนแทบนั่งไม่ไหวอยู่แล้วก็ยังยกอาหารชามสุดท้ายให้นาง…เสี่ยวเว่ยเป็นเด็กจิตใจดี มีคุณธรรมถึงขั้นนั้น นางไม่มีทางลืมบุญคุณของแม่เลี้ยงอย่างท่านแน่นอน !”
“ระ…เรื่องนี้ เราอย่าพูดถึงอีกเลย ดีหรือไม่ ?” นางหวงเลือกหนีปัญหาอีกรอบ นางรู้สึกว่าไม่พูดหรือไม่คิดถึงแล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้วแน่น “น้าเฝิงพูดถูกขอรับ ข้าเชื่อว่าพี่รองไม่ใช่คนแบบนั้น ! เมืองหลวงอยู่ไกลเกินไปจริงๆ ข้าอยากจะบินไปให้ถึงตอนนี้เลย บินไปอยู่ข้างกายและปกป้องพี่รอง คอยปลอบโยนนางด้วย แต่ยังโชคดีที่พี่ใหญ่และพี่โม่หานอยู่ข้างนาง ไม่อย่างนั้นนางจะต้องไม่มีใครคอยช่วยเหลือแน่นอน !”
“ท่านไม่ต้องคิดว่าตำหนักหมินอ๋องเป็นถ้ำพยัคฆ์ถ้ำมังกรหรอก ตอนนี้หมินอ๋องมีทายาทอยู่แค่สองคน พระองค์จะรักนางยิ่งกว่าอะไร แล้วจะทำเรื่องโหดร้ายกับนางได้อย่างไร ?” แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ตัวนางเฝิงเองก็รู้สึกไม่แน่ใจเช่นกัน เนื่องจากคุณหนูของนางเป็นคนฉลาดมาโดยตลอด หากรู้ฐานะแท้จริงของเสี่ยวเว่ย อีกทั้งท่านเขยก็เชื่อฟังสิ่งที่คุณหนูพูดทุกอย่าง ดังนั้นจึงเลี่ยงที่จะขุ่นเคืองใจต่อเสี่ยวเว่ยได้ยาก…
นางหวงถอนหายใจ “ขอแค่เจ้ารองมีชีวิตที่ดี ข้าก็พอใจแล้ว…” เจ้ารองจะเป็นลูกของนางหรือไม่ คนเป็นแม่อย่างนางจะไม่รู้เลยหรือ ? แต่แขนเล็กๆสู้ขาไม่ได้หรอก ดังนั้นจึงได้แต่อวยพรเจ้ารองอย่างเงียบๆ !
ณ ตำหนักหมินอ๋อง หลังได้ยินเรื่องที่ชุนซิ่งกลับมารายงานแล้ว หมินอ๋องก็ตรัสด้วยน้ำเสียงดีใจ “ว่าอย่างไรนะ ? เว่ยเอ๋อร์ทะเลาะกับเจ้าเด็กนั่นหรือ ?”
ชุนซิ่งครุ่นคิด “จะบอกว่าทะเลาะก็ไม่เชิงเพคะ อย่างมากก็แค่…เถียงกัน ?” ต่อจากนั้นนางยังเล่าเรื่องที่เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนคู่หมั้นให้ท่านอ๋องและพระชายาฟังด้วย
หมินหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “จะนับว่าทะเลาะกันได้อย่างไร ? เหมือนเกี้ยวพากันมากกว่า ! นี่บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกนางยังดีอยู่ หานเอ๋อร์ก็ดูสุภาพและมีมารยาท ไม่ได้ทำตัวอวดฉลาดเหมือนปัญญาชนพวกนั้น ซ้ำยังดูรักภรรยามากด้วย…”
“รักภรรยาอะไรกัน ? เห็นอยู่ชัดๆว่าเขาเห็นเว่ยเอ๋อร์ชอบตนมาก ก็เลยคิดจะบีบเว่ยเอ๋อร์ให้ถึงตาย ! ไม่ได้การ ข้าต้องไปพูดกับเว่ยเอ๋อร์สักหน่อยว่าคู่หมั้นคนนี้ อย่างไรก็เปลี่ยนดีกว่า !” หมินอ๋องเต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย เจ้าหน้าขาวมีดีตรงไหน ? ถึงขั้นทำให้บุตรสาวต้องคอยเอาใจ ตามติดทั้งวัน ! ไม่ดีเลยสักนิด ! น้องชายของเว่ยเอ๋อร์พูดถูกว่า เปิ่นหวางไม่ชอบ !
หมินหวางเฟยอยากจะควักดวงเนตรของพระสวามี นางตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ “พอแล้ว ! ใครใช้ให้เว่ยเอ๋อร์ชอบเขาล่ะเพคะ ? พระองค์ก็เลิกอ้างว่าทำเพื่อเว่ยเอ๋อร์แล้วไปแยกคู่ของเด็กๆได้แล้ว มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการรักกันอย่างบริสุทธิ์ใจเพคะ ?”
หมินหวางเฟยหมดคำพูดกับบุรุษหยาบกระด้างตรงหน้าแล้วจริงๆ ! ไม่รู้ว่าคนไหนเป็นบุตรตัวจริงยังไม่ว่า แต่ยังพยายามเป็นตัวถ่วงให้บุตรชายอีก ! เกินเยียวยาแล้ว ! ส่วนที่ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงให้เว่ยเอ๋อร์มาเป็นบุตรสาวของพวกตน…รอนางหายดีเมื่อไร ค่อยไปคุยกับฮองเฮาในวัง…หรือฮ่องเต้จะมีใจคิดหวาดระแวงตำหนักหมินอ๋องขึ้นมา ?
ชุนซิ่งยังเล่าเรื่องที่จวิ้นจู่คิดถึงบ้าน หมินอ๋องขมวดพระขนงหนักกว่าเดิม “คิดถึงบ้าน ? ตำหนักหมินอ๋องต่างหากถึงจะเป็นบ้านของนาง !”
หมินหวางเฟยกลอกดวงเนตรใส่ “เว่ยเอ๋อร์เพิ่งกลับมาอยู่ตำหนักหมินอ๋องได้กี่วันเองเพคะ ? อย่างไรนางก็เคยอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมาตั้งสิบกว่าปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความทรงจำของนาง…บ่งบอกว่าเว่ยเอ๋อร์ของพวกเราเป็นคนให้ความสำคัญกับมิตรภาพและวันวาน ! รอให้ผ่านไปอีกสักพักก็ค่อยส่งคนนั่งเรือไปทางทะเลแล้วรับครอบครัวแม่เลี้ยงของเว่ยเอ๋อร์และปิงเจี่ยกลับมา…”
เรื่องนี้หมินอ๋องไม่ได้คัดค้าน เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์ของแม่เลี้ยงและเว่ยเอ๋อร์จะลึกซึ้งขนาดไหนก็ยังลบล้างความจริงที่นางมีสายเลือดของตระกูลจ้าวไม่ได้อยู่ดี !
ณ เรือนฝูหรง จ้าวชิงหลวนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อช่วยนวดขาให้ หญิงชรายกมือขึ้นเบาๆ แล้วมองนางอย่างโอบอ้อมอารี “เจ้าก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด”
จ้าวชิงหลวนตาแดงก่ำพลางพูดออกมาเบาๆ “ท่านย่าเจ้าคะ เหมือนว่าหลานจะทำให้จวิ้นจู่ไม่พอใจ…”
ฮูหยินผู้เฒ่าลูบศีรษะของนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สามีของเจ้าไม่ได้เลื่อนตำแหน่งให้ไปประจำการที่จวนหยงหนิงแล้วหรือ ? เจ้าก็ตามเขาไปเถิด ? พวกเจ้าแต่งงานกันมานาน3ปีแล้ว แต่ได้อยู่ด้วยกันน้อยมาก แม้แต่ทายาทก็ไม่มี…”
จ้าวชิงหลวนตกใจ…นี่ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังไล่นาง ? นางรู้ว่าในตำหนักหมินอ๋องแห่งนี้ คนที่นางจะพึ่งพาได้มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น แม้หมินอ๋องจะบอกว่าเป็นพ่อบุญธรรมของนาง แต่ก็อยู่ในตำหนักน้อยครั้งและยังเป็นคนแข็งกระด้าง ทั้งคนและงานในตำหนักแห่งนี้ นอกจากพระชายาก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่ในหทัยของพระองค์ได้อีก ตอนนี้ยังมีเว่ยเว่ยจวิ้นจู่เพิ่มขึ้นมาอีกคน
สำหรับหมินหวางเฟยก็ประชวรมาโดยตลอด ตอนเด็กๆ นางเคยตกใจเพราะอาการที่กำเริบของหมินหวางเฟย หลังจากนั้นเป็นต้นมาหมินหวางเฟยก็ไม่ค่อยจะสนใจนางอีก…
หากฮูหยินผู้เฒ่ายังทอดทิ้งนางอีกคน บรรดาข้ารับใช้ในตำหนักหมินอ๋องแห่งนี้ก็คงได้ปีนขึ้นมาถ่ายหนักบนศีรษะของนางแน่นอน !
“ท่านย่าเจ้าคะ ชิงหลวนอยากอยู่กับท่าน ชิงหลวนอยากคอยดูแลรับใช้ท่านย่า…” จ้าวชิงหลวนพิงศีรษะกับตักของหญิงชราพร้อมพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ
ฮูหยินผู้เฒ่าตบบ่านาง “เจ้าเป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว ไฉนเลยจะเอาแต่อยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง ? วางใจเถิด ไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ใดก็จงยืดอกไว้ เพราะอย่างไรเจ้าก็เป็นสตรีที่แต่งออกไปจากตำหนักหมินอ๋อง !”
จ้าวชิงหลวนรู้ดี ไม่ว่านางจะพูดอะไรก็ไม่ช่วยเปลี่ยนใจหญิงชราได้แล้ว อีกอย่างคือนางแต่งกับสามีมานานสามปีแต่กลับไร้ทายาท บ้านสามีเห็นแก่หน้าตำหนักหมินอ๋องจึงยังไม่กล้ารับคนเข้ามาในเรือนหลัง ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป แม้แต่หัวใจของสามี นางก็คงกุมไว้ไม่อยู่ จ้าวชิงหลวนลูบหางตาแล้วฝืนยิ้ม “หลานจะทำตามที่ท่านย่าพูดเจ้าค่ะ !”
หลังจากรอให้จ้าวชิงหลวนกลับไปที่ห้องทางปีกตะวันออกแล้ว หญิงชราก็ลุกขึ้นยืนภายใต้การประคองของแม่นมหลี ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้าไปมาพร้อมถอนหายใจอย่างแรง ใจมนุษย์เป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุดและเปลี่ยนง่ายที่สุดด้วย
แม่นมหลีรู้ว่านายหญิงอารมณ์ไม่ดี จึงแอบบ่นคุณหนูชิงหลวนในใจว่าทำไม่ถูกกาลเทศะ ทำตัวอิจฉาริษยาจวิ้นจู่ต่อหน้านายหญิง คนหนึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนายหญิง ส่วนอีกคนเป็นแค่เด็กนอกสกุลที่นายหญิงเลี้ยงดู ควรสำคัญตัวอย่างไรก็ต้องรู้ไว้บ้าง
วันนี้ หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยตื่นนอนแล้วก็เห็นทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยหิมะ ราวกับถูกแกะสลักอย่างประณีต นางรีบสวมเสื้อคลุมแล้ววิ่งไปที่ห้องเครื่องเล็กของสวนจื่อถง หลังทำงานจนหัวหมุนแล้วนางก็นำ ‘ความสำเร็จ’ ในยามเช้าซุกซ่อนไว้ข้างหลังแล้วไปที่ห้องของหมินหวางเฟย
หมินหวางเฟยกำลังเสวยมื้อเช้าอยู่ พอเห็นนางเอามือทั้งสองข้างซ่อนไว้ข้างหลังอย่างมีลับลมคมในแล้วก็เหลือบมองใบหน้าของนาง “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าซ่อนของดีอะไรไว้ข้างหลัง ?”
หลินเว่ยเว่ยนำของในมือออกมาแสดงแล้วยื่นไปด้านหน้าราวกับสมบัติล้ำค่า “หมู่เฟย วันนี้หิมะตกแล้วไม่ใช่หรือเพคะ ? ลูกคิดอยากทำขนมตุ๊กตาหิมะตัวน้อยขึ้นมา พระองค์ลองชิมสิเพคะ”
ขณะทอดพระเนตรขนมชิ้นน้อยในฝ่ามือเด็กสาว หมินหวางเฟยก็มุ่ยพระโอษฐ์ “ตัวเล็กตัวน้อยจริงๆ ถ้าเจ้าทำเล็กกว่านี้อีก แม่ได้เพ่งตามองหามันแน่นอน !”
“หมู่เฟย ตุ๊กตาหิมะตัวน้อยไม่น่ารักหรือเพคะ ? หรือกลิ่นของขนมยังไม่หอมพอ ?” หลินเว่ยเว่ยแกล้งทำเป็นจะเก็บขนมกลับไป “หากหมู่เฟยไม่ชอบ ลูกเอากลับไปกินเองก็ได้เพคะ !”
ตอนที่ 543: ความสุขของหมู่เฟยนั้น นางไม่มีทางจินตนาการถึง
หมินหวางเฟยรับขนมชิ้นน้อยมาจากมือของหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะกลอกดวงเนตรใส่ “เจ้าไม่ได้กล่อมแม่มาโดยตลอดว่าให้กินขนมน้อยแล้วกินข้าวให้มากหรือ ? แต่วันนี้กลับทำขนมมาให้ เห็นได้ชัดว่า…ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่หวังผล…อย่างไรก็ต้องมีสิ่งแอบแฝง !”
หมินอ๋องแย้มพระสรวลอยู่ด้านข้าง “เพื่อเจ้าขนมเล็กๆนี้แล้ว ลูกต้องทำงานจนหัวหมุนตั้งแต่เช้าตรู่ เหตุใดเจ้าถึงมองความกตัญญูของบุตรสาวผิดไป ? อย่าทำลายน้ำใจของลูกเลย !”
แต่หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มยิงฟันขาว แล้วพูดอย่างเอาใจ “มีเรื่องเล็กๆเรื่องหนึ่งที่อยากทูลถามหมู่เฟย…”
หมินหวางเฟยส่งสายตาว่า ‘ทอดพระเนตรเองเถิด’ ให้หมินอ๋อง หลังใช้ช้อนเล็กๆตักขนมเข้าโอษฐ์แล้วระหว่างคิ้วของนางก็ค่อยๆขมวดเข้าหากัน “ว่ามา ? มีเรื่องอะไร ?”
“ได้ยินว่าหมู่เฟยคิดจะปล่อยเช่าร้านบนถนนเจิ้งหยางของเมืองฝั่งตะวันออก…” หลังพูดมาถึงตรงนี้แล้วหลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะคิกคักออกมา
หมินหวางเฟยเสวยขนมหมดในไม่กี่คำ หลังรับผ้าจากหยี่ซวงมาเช็ดมือแล้ว นางก็ตรัสกับหมินอ๋องว่า “ดูเถิดเพคะ ถึงขั้นพุ่งเป้ามาที่ร้านบนถนนเจิ้งหยางของหม่อมฉันแล้ว ! หานลู่ ไปเอาโฉนดร้านทั้งสองนั้นมา…”
แววตาของหลินเว่ยเว่ยมีเครื่องหมายคำถามปรากฎขึ้นทันที “หมู่เฟย ลูกหมายความว่าอยากจะให้พระองค์ปล่อยเช่าทั้งสองร้านนั้นให้ลูก แล้วจะหยิบโฉนดออกมาเพื่ออะไรเพคะ ?”
หมินหวางเฟยนำโฉนดยัดใส่มือนางอย่างคนมีเหลือกินเหลือใช้ “คนบ้านเดียวกัน พูดเรื่องเช่าไม่เช่าอะไรกัน ? เอาไปเถิด แล้วเจ้าจะทำอะไรก็ทำ !”
หลินเว่ยเว่ยถอยออกมาสองก้าว ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อคือ ลูกไม่คิดอยากจะได้ร้านค้าจากพระองค์จริงๆ…ถ้าอย่างไร ลูกไปถามร้านค้าแห่งอื่นก็ได้เพคะ ?”
ขณะทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะถอยออกไปจากห้อง หมินหวางเฟยก็โบกพระหัตถ์ “จับนางมาให้ข้า !”
หยี่ซวงและหานลู่กลั้นหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างของหลินเว่ยเว่ย ด้านหมินหวางเฟยเลิกพระขนง “เจ้าจะวิ่งหนีไปไหน ! โฉนดของแม่ลวกมือหรือไร ? เจ้าเห็นตัวเองเป็นคนในตำหนักหมินอ๋องหรือเปล่า ? เห็นแม่เป็นมารดาของเจ้าจริงหรือ ? สินเดิมของแม่พวกนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องเป็นของเจ้า ตอนนี้แค่ให้สองร้านนี้ก่อน มันจะกัดเจ้าหรือ ?”
“ลูก ลูก…” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าควรจะรับไว้หรือไม่ ถ้านางเป็นบุตรสาวแท้ๆของหมินหวางเฟย นางจะรับมันไว้อย่างไม่ลังเลแน่นอน แต่ประเด็นก็คือนางรู้ว่าเป็นแค่ตัวปลอม ! นี่ไม่ใช่หลอกลวงด้านสถานะแล้วยังจะหลอกเอาสมบัติเขามาด้วยหรือ ! โฉนดนี้นางไม่มีหน้ารับไว้หรอก !
หมินอ๋องหยิบโฉนดมายัดใส่มือบุตรสาว “เด็กคนนี้ หมู่เฟยให้เจ้าก็รับไว้ ! เด็กดี ออกไปเล่นเถิด อย่าทำให้หมู่เฟยโมโห !”
โลกของเศรษฐี สามัญชนอย่างนางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ! แค่ชั่วอึดใจก็ยกร้านบนถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวงให้แล้ว แถมให้ตั้งสองร้าน ! ไม่รับไว้ก็ยังหาเรื่องมาทุบ…เอาเถิด นางรับไว้ก่อน ส่วนเงินค่าเช่าก็จะเก็บไว้ให้หมินหวางเฟย วันหน้าค่อยหาโอกาสคืนแล้วกัน
หลินเว่ยเว่ยเก็บโฉนดด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็พูดกับหมินอ๋องว่า “ฟู่หวาง ในห้องเครื่องยังมีขนมเค้กอยู่เพคะ พระองค์เสวยคนเดียว อย่าทนลูกอ้อนของหมู่เฟยไม่ไหวแล้วให้เสวยขนมเยอะเกินไปเชียว…แบบนั้นจะเป็นการทำร้ายหมู่เฟยแทนนะเพคะ !”
หมินหวางเฟยโมโหจนโยนหมอนมาทางนี้ “เจ้าคนถ่อย พอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้ง เนรคุณคน ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ !”
หลินเว่ยเว่ยทำหน้าทะเล้น “รับทราบเพคะหมู่เฟย ลูกจะไปให้ไกลจากสายพระเนตรเดี๋ยวนี้…วันนี้ลูกนัดดื่มชากับน้องสาวไว้ที่โรงน้ำชา มื้อเที่ยงไม่ต้องรอลูกนะเพคะ !”
“ไปเถิด ไปเลย !” หมินอ๋องโบกพระหัตถ์ให้นาง
หลังจิบชารสหลานเหมยแล้ว หมินหวางเฟยก็หันไปทอดพระเนตรหมินอ๋อง “บุตรสาวเพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่กี่วันก็มีสหายแล้ว ? พระองค์ไม่กังวลหรือเพคะ ?”
“กังวลอะไรกัน ? บุตรสาวของเราฉลาดจะตาย ไม่หลงกลคุณหนูมากเล่ห์เหล่านั้นหรอก…หยี่ซวง เจ้าไปถามว่าเมื่อวานจวิ้นจู่ตอบรับเทียบเชิญของใคร !” แม้หมินอ๋องจะตรัสว่าไม่กังวล แต่ก็ยังแสดงท่าทางเป็นห่วงบุตรสาวอยู่ดี นางเป็นคนเรียบง่ายและมีจิตใจดีเกินไป ดังนั้นคนเป็นบิดาต้องช่วยคัดกรองคนให้นาง !
ผ่านไปไม่นาน หยี่ซวงก็กลับมาอีกครั้ง “จวิ้นจู่ไปตามนัดหมายของคุณหนูติงแห่งจวนผู้อำนวยการติงเพคะ”
หลังจากหมินอ๋องได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก แล้วตรัสกับหมินหวางเฟยว่า “อ้อ เป็นนางหนูคนนั้นเอง ! คุณหนูสกุลติงรู้จักกับบุตรสาวของเราตั้งแต่อยู่ที่เขตเริ่นอัน นางหนูคนนั้นนิสัยพอใช้ ไม่เคยดูถูกบุตรสาวของเราและยังไปเป็นแขกที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวอยู่บ่อยครั้ง หลังจากบุตรสาวมาเมืองหลวงแล้ว ทั้งสองก็ยังติดต่อกัน เว่ยเอ๋อร์ยังสอนนางทำขนมด้วย ! แต่ว่านางหนูคนนั้นไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไร เรียนออกมาแล้วก็ฝีมือธรรมดา !”
หมินหวางเฟยพยักดวงพักตร์ “ไม่เลว สายตาด้านการมองคนของเว่ยเอ๋อร์ดีกว่าคนเป็นบิดาอย่างพระองค์ !”
หมินอ๋องไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “ข้าไว้ใจคนผิดแค่คนเดียวไม่ใช่หรือ ? นั่นเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว เจ้ายังจะพูดขึ้นมาอีก !”
หมินหวางเฟยเหลือบมอง “ทำไมเพคะ ? หม่อมฉันตำหนิพระองค์ไม่ได้ ?”
“ได้ ได้! เจ้าอยากตำหนิอะไรข้าก็ได้ทั้งนั้น! รอให้พวกเราผมขาวฟันร่วงกันทั้งคู่เมื่อใด เจ้าค่อยมาพูดเรื่องน่าอายเหล่านั้นให้ข้าฟังอีกรอบก็ได้…พวกเราตกลงกันแล้ว ไม่ว่าใครก็ห้ามผิดสัญญา ตกลงหรือไม่?” หมินอ๋องกุมมือพระชายา ดวงเนตรมีน้ำใสเอ่อคลอ…อนาคตที่มีเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ด้วย ช่างดีเหลือเกิน!
หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อคลุมแล้วเดินมายังเรือนหน้าเพื่อถามเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนว่าอยากไปจิบชาที่โรงน้ำชาด้วยกันหรือเปล่า เจียงโม่หานรู้ว่านางกับติงหลิงเอ๋อร์นัดกันไว้ เด็กผู้หญิงสองคนดื่มชาด้วยกัน พวกเขาตามไปคงไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร เขาจึงอ้างว่าจะอ่านตำราอยู่ในเรือนแล้วปฏิเสธคำชวนของนาง
หลินเว่ยเว่ยนั่งรถม้ามายังโรงน้ำชาขึ้นชื่อของเมืองฝั่งตะวันออก ติงหลิงเอ๋อร์มารออยู่ในห้องอาหารส่วนตัวนานแล้ว เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยผลักประตูเดินเข้ามา ติงหลิงเอ๋อร์ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาต้อนรับ “พี่หลิน หิมะตกแล้ว ข้านึกว่าท่านจะไม่มาเสียอีก !”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ลมหิมะเล็กน้อยแค่นี้จะทำให้ข้าผิดนัดกับน้องหลิงเอ๋อร์ได้หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยจับมือสาวน้อยแล้วเข้าไปนั่งที่โต๊ะ
หลังจากรอให้นางดื่มน้ำชาอุ่นๆสองอึกและวางถ้วยลง ติงหลิงเอ๋อร์จึงได้เริ่มถาม “พี่หลิน เหตุใดท่านถึง…กลายเป็นจวิ้นจู่ของตำหนักหมินอ๋องไปได้ ?”
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจยาว “ตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจเลย ได้แต่เข้าไปในตำหนักหมินอ๋องด้วยความมึนงง ถูกแต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่ด้วยใบหน้าสับสน…จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่ชินกับฐานะใหม่ของตัวเองด้วยซ้ำ !”
ติงหลิงเอ๋อร์เห็นนางยังเป็นพี่หลินคนเดิม จึงหัวเราะฮ่าฮ่าออกมา “พี่หลิน นี่เป็นฝันดีที่คนอื่นไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง แล้วเหตุใดพอเป็นท่าน กลับเหมือนไล่ให้เป็ดขึ้นคอน ?”
หลินเว่ยเว่ยเกาศีรษะของตัวเอง “ข้ากลัวจริงๆ ว่าลำคออันบอบบางของตนจะทนรับน้ำหนักของหมวกใบใหญ่ขนาดนี้ไม่ไหว ! แต่เจ้าไม่ต้องกังวลแทนข้า หมินอ๋องและหมินหวางเฟยดีต่อข้ามาก เช้านี้หมินหวางเฟยยังยกร้านบนถนนเจิ้งหยางให้ข้าสองร้านด้วย !”
“แบบนั้นก็ดีมาก ! ข้าได้ยินว่าหมินหวางเฟยไม่เคยยอมแพ้ในการตามหาบุตรสาวที่พลัดพรากไปในสนามรบ ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว พระนางจะต้องเอ็นดูท่านมากแน่นอน ร้านทั้งสองนี้อาจเป็นของขวัญชดเชยที่พระนางอยากให้ท่านกระมัง ? ท่านอ๋องและพระชายาดีต่อท่าน ข้ารับใช้ที่อยู่เบื้องล่างก็จะไม่กล้าเมินเฉยต่อท่านด้วย แบบนั้นข้าก็วางใจได้แล้ว…” ติงหลิงเอ๋อร์แกะเมล็ดแตงโมเข้าปากอย่างสบายอารมณ์
[1] ไล่ให้เป็ดขึ้นคอน หมายถึง การบีบให้ทำเรื่องที่ความสามารถไม่ถึง
ตอนที่ 544: มะ…มันจะ…บังเอิญและไม่คาดฝันเกินไปหน่อย
นางติงรู้ว่าบุตรสาวนัดหมายกับจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องเอาไว้ นางจึงส่งแม่นมหวังที่ไว้ใจที่สุดและมีความสามารถที่สุดตามบุตรสาวมาด้วย หลังได้ยินแบบนั้นแม่นมหวังก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที ‘คุณหนูของบ่าว ! เรื่องของจวิ้นจู่ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมากังวลได้หรอกเจ้าค่ะ ! วิธีที่ท่านใช้พูดกับจวิ้นจู่ก็ดูสนิทสนมเกินไปหรือเปล่า ? อีกฝ่ายเป็นจวิ้นจู่น้อยแห่งตำหนักหมินอ๋อง ฐานะสูงส่ง ท่านจะทำตัวสบายได้หรือ ?’
หลินเว่ยเว่ยมองไปนอกหน้าต่าง หิมะขาวผ่องโปรยปรายลงมาอีกครั้ง นางยกมือเท้าคางพลางเอ่ย “น้องหลิงเอ๋อร์ เราจะนั่งดื่มชาอยู่อย่างนี้จริงหรือ ?”
ติงหลิงเอ๋อร์มองออกไปนอกหน้าต่าง แต่แล้วจู่ๆดวงตาของนางก็เปล่งประกาย นางพูดพร้อมรอยยิ้ม “พี่หลิน ตอนนี้ดอกเหมยที่หลังเขาวัดต้าเจวี๋ยน่าจะบานแล้ว ถ้าอย่างไร…เราไปชมดอกเหมยกันดีหรือเปล่า?”
ชมดอกเหมย ? หลินเว่ยเว่ยไม่ใช่พวกมีอารมณ์สุนทรี แต่ถ้าเด็ดดอกเหมยกลับไปให้บัณฑิตน้อย ให้เขาดมกลิ่นดอกเหมยในตอนที่อ่านตำราจนเหนื่อยล้า ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเหมือนกัน !
ว่าอย่างไรนะ ? เด็กผู้หญิงสองคนจะวิ่งออกไปดูดอกเหมยที่นอกเมือง หากเกิดอะไรขึ้นมา พวกนางจะอธิบายกับตำหนักหมินอ๋องอย่างไร ?
ขณะที่แม่นมหวังกำลังจะเอ่ยปากห้าม นางก็เห็นหลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว “ยังจะรออะไรอีก ? ไปสิ !”
ติงหลิงเอ๋อร์หันไปมองแม่นมหวังแล้วหันมาถามด้วยน้ำเสียงลังเล “จะ…จะไปจริงหรือ? แต่…ถ้าเกิด ‘อะไร’ ขึ้นกับเด็กผู้หญิงอย่างเรา…”
“หุบเขาลึกหรือป่าโบราณ ข้าก็ไปมาหมดแล้ว เมืองหลวงเป็นระบบระเบียบขนาดนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้น? วางใจเถิด มีพี่หลินอยู่ ไม่มีทางปล่อยให้มี ‘อะไร’ เกิดขึ้นแน่นอน!” หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อคลุมแล้วหันไปมองติงหลิงเอ๋อร์ “เจ้าจะไปหรือเปล่า? ถ้าไม่ไป ข้าไปเองคนเดียวแล้วนะ?”
“ไป ไป!” ติงหลิงเอ๋อร์ไม่สนใจสัญญาณลับของแม่นมหวังอีกต่อไป นางเดินตามไปพร้อมรอยยิ้ม “แม้แต่เสือ พี่หลินก็เคยฆ่ามาแล้ว ถ้ามีสิ่งที่ไม่ดูตาม้าตาเรือพุ่งเข้ามา ก็อัดมันจนแม้แต่มารดายังจำไม่ได้ แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!”
“ฮ่าฮ่า! ใช่ อัดให้เหมือนหมูแล้วเอาไปขายที่แผงขายเนื้อ!” หลินเว่ยเว่ยให้ชุนซิ่งไปจ่ายเงิน จากนั้นก็ชวนติงหลิงเอ๋อร์มานั่งรถม้าของตำหนักหมินอ๋อง
ติงหลิงเอ๋อร์ปีนขึ้นไปบนรถม้าแล้วบ่นพึมพำว่า “พี่หลิน ข้าเป็นคนส่งเทียบเชิญให้ท่านมาดื่มชา แล้วเหตุใดท่านถึงเป็นคนจ่าย?”
“เจ้าเป็นคนชวน ข้าเป็นคนจ่าย ไม่ดีหรือ!” หลินเว่ยเว่ยเห็นตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่หาเงินก้อนโตได้ แล้วจะปล่อยให้เด็กสาวตัวเล็กๆมาเลี้ยงได้อย่างไร?
ติงหลิงเอ๋อร์ไม่พูดต่อให้มากความ นางมองไปยังกล่องอาหารในรถม้าแล้วถามว่า “ที่แท้พี่หลินก็เตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว ?”
“เตรียมตัวอะไรกัน ? นี่เป็นขนมที่ข้าเอามาให้เจ้า ข้าเพิ่งทำตอนเช้านี้เอง อีกประเดี๋ยวหิวแล้วจะได้กินพอดี !” หลินเว่ยเว่ยเปิดกล่องอาหารเพื่อเผยให้เห็นขนมตุ๊กตาหิมะตัวน้อยด้านใน…ขนาดของมันใหญ่กว่าที่หมินหวางเฟยเสวยประมาณหนึ่งเท่าตัว “เจ้าจะลองชิมสักชิ้นก่อนหรือไม่ ?”
ในรถม้ามีเพียงหลินเว่ยเว่ยและติงหลิงเอ๋อร์สองคนเท่านั้น พวกสาวใช้ถูกไล่ให้ไปนั่งรถม้าของตระกูลติง ดังนั้นติงหลิงเอ๋อร์จึงได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำตัวสุภาพและประหม่ามากนัก นางหยิบขนมออกมาหนึ่งชิ้นด้วยความระมัดระวังแล้ววางมันลงที่ฝ่ามือของตน…ตุ๊กตาหิมะขาวไปทั้งตัว จมูกแดงๆ ดวงตาสีดำ แล้วยังมีหมวกสามเหลี่ยมใบน้อยสีแดงอีกด้วย น่ารักสุดๆไปเลย
“พี่หลิน ท่านทำขนมออกมาดูดีเกินไปแล้ว ทำให้ข้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี ?” ติงหลิงเอ๋อร์ชอบมาก ช้อนน้อยๆในมือนางไม่รู้จะเริ่มตักกินจากตรงไหนดี
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “แม้ขนมจะดูดีขนาดไหน แต่สุดท้ายก็เป็นของกิน !” ขณะพูด นางก็จับมือติงหลิงเอ๋อร์เพื่อให้ตักหัวตุ๊กตาหิมะออกมา ก่อนจะเคลื่อนไปที่ปากของติงหลิงเอ๋อร์
ติงหลิงเอ๋อร์อ้าปากรับขนมรสหวานหอม ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เริ่มแดง หันกายหนีเล็กน้อย หลังลูบหางตาตัวเองแล้วก็พูดออกมาเบาๆว่า “พี่หลินไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ดีเหลือเกิน !”
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของอีกฝ่ายแล้วทำเสียงดุ “สายตาของเจ้ามีปัญหาหรือไร ? ใครบอกว่าข้าไม่เปลี่ยนไป ? หรือเจ้ามองไม่เห็นว่าข้าดูดีขึ้นมาก ?”
ติงหลิงเอ๋อร์มองเสื้อผ้าที่วิจิตรบนตัวอีกฝ่ายแล้วออกแรงพยักหน้ารับ “ตอนนี้ข้าเห็นแล้ว พี่หลินงดงามขึ้นมากกว่าเดิม !”
“ปากน้อยๆของเจ้าช่างพูดเรื่องเหลวไหลเก่งเสียจริง !” หลินเว่ยเว่ยบีบใบหน้าที่อวบขึ้นเล็กน้อยของอีกฝ่าย รถม้าได้เคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวง รอบข้างดูรกร้าง บนฟ้าเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ แต่ไม่สามารถหยุดคนที่จะมาชมดอกเหมยได้เลย ระหว่างทางไปวัดต้าเจวี๋ยจึงมีรถม้าวิ่งตามกันอยู่หลายคัน
“หืม ? เหตุใดจึงหยุดรถ ?” หลังกินขนมหมดหนึ่งชิ้น ติงหลิงเอ๋อร์ก็เล่นอู๋จื่อฉีอยู่กับหลินเว่ยเว่ย ระหว่างทางจึงไม่มีคำว่าเบื่อ นางเลิกม่านหน้าต่างขึ้น เกล็ดหิมะลอยเข้ามาและด้านนอกยังเป็นทุ่งหิมะขาวโพลน ยังไปกันไม่ถึงวัดต้าเจวี๋ยเลย !
ทันใดนั้นเสียงคนขับรถม้าที่อยู่ด้านนอกก็ดังขึ้น “จวิ้นจู่ ด้านหน้ามีรถม้าติดหลุมหิมะ จึงขวางทางเราไว้ขอรับ”
หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากรถม้า นางอยากไปดูว่าใครช่างโชคร้าย ถึงขั้นขับรถม้าไปติดหลุมหิมะในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ได้…ไม่รู้ว่าคนในรถม้าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ?
“พวกเจ้าสองสามคนมายกล้อรถ คนขับทั้งสี่ก็ควบคุมม้าแล้วฟังข้าออกคำสั่ง หนึ่ง สอง ออกแรง !” คนที่ออกคำสั่งเป็นชายหนุ่มยังมีอายุไม่มาก
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปดู แล้วถามด้วยความเกียจคร้านว่า “ให้ข้า…มะ…มันจะ…บังเอิญและไม่คาดฝันเกินไปหน่อยแล้ว ! ถึงขั้นได้มาเจอคุณชายหวงที่นี่ !”
สวรรค์ ! เหตุใดองค์รัชทายาทจึงมาอยู่ที่นี่ ? หรือว่าผู้ใหญ่เป็นแบบอย่าง ผู้น้อยก็เลยทำตาม ? ฮ่องเต้ชอบออกมานอกวัง องค์รัชทายาทก็เป็นไปกับเขาด้วยอีกคน ? ดูพระองค์สิ วันที่หิมะตกหนักเช่นนี้กลับไม่อยู่ในวังดีๆออกมานอกเมืองทำไม ?
“เฉวียนเอ๋อร์ กู่เหนียงคนนี้คือ…” เสียงของสตรีที่นุ่มนวลดังออกมาจากรถม้า
“หมู่…ท่านแม่ขอรับ เป็นเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ของตำหนักหมินอ๋องขอรับ” องค์รัชทายาทก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน พระองค์มองไปที่ด้านหลังของหลินเว่ยเว่ย ไม่พบผู้คุ้มกันตามมาสักคน เสด็จอาหมินอ๋องก็ช่างใจกล้าจริงๆ ถึงขั้นปล่อยจวิ้นจู่ที่เพิ่งตามหาตัวได้ไม่นาน ออกมาวิ่งตากหิมะยังเขตนอกเมืองหลวงเช่นนี้ ?
ท่านแม่ ? มารดาขององค์รัชทายาท ก็คือ…
หลินเว่ยเว่ยจ้องรถม้าด้วยสีหน้าตกตะลึง ทันใดนั้นก็มีใบหน้าอ่อนเยาว์โผล่ออกมาจากหน้าต่าง เด็กน้อยมองนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็คือเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ที่ปะทะกับหมินอ๋องได้ถึงห้าสิบกระบวนท่าใช่หรือไม่ ?”
คนที่สามารถนั่งรถม้าพระที่นั่งคันเดียวกับฮองเฮาได้และมีอายุต่างจากองค์รัชทายาทประมาณ2ปี…ถ้าเดาไม่ผิด คนผู้นี้น่าจะเป็นองค์หญิงเจียวเจียวพระธิดาองค์สุดท้องของฮ่องเต้กระมัง ?
หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างถ่อมตน “นั่นเป็นเพราะฟู่หวางออมมือให้หม่อมฉัน !”
“แม้จะเป็นแบบนั้น เจ้าก็ถือว่าไม่ธรรมดาอยู่ดี เมื่ออยู่ต่อหน้าหมินอ๋องแล้ว หัวหน้าราชองครักษ์ที่อยู่ข้างวรกายฟู่หวงยังสู้ได้ไม่ถึงสิบกระบวนท่าเลย !” องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรอีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้นและตรัสต่อ “วันหน้าพวกเราค่อยมาลองสู้กันดีหรือไม่ ?”
เด็กสาวในยุคนี้เหมือนคนในทุ่งหญ้าหมดแล้วหรือ ? เจอหน้าไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่เอ่ยถึงศิลปะทั้งสี่แขนง คิดจะท้าต่อยตีกับคนอื่นลูกเดียว…
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังล้อรถที่ติดอยู่ในหิมะ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ล้อติดก้อนหิน จึงต้องทำลายก้อนหินเพื่อให้รถม้าเคลื่อนออกไปได้…ถ้าอย่างไร…ให้หม่อมฉันลองดีหรือไม่ ?”
ราชองครักษ์หลายนายลอบพูดในใจ ‘พวกบุรุษอย่างเรา ลองตั้งนานยังไม่สำเร็จ แล้วสตรีรูปร่างอรชรอย่างท่านจะทำอะไรได้ ?
ตอนที่ 545: แน่ใจว่าไม่ได้กำลังทำให้ข้าน้อยอับอาย ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นราชองครักษ์นายหนึ่งมีอาวุธเป็นกระบอง นางจึงรับมาถือไว้ ก่อนจะค่อยๆออกแรงกับก้อนหินก้อนนั้น…กระบองและก้อนหินพังทลายลงพร้อมกัน
บรรดาราชองครักษ์ “…”
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาพยายามทำลายมันอยู่นาน ก็คงเข้าใจว่าก้อนหินนั้นเป็นแค่ก้อนแป้งหนึ่งก้อน
หลินเว่ยเว่ย “…”
นางมองราชองครักษ์ที่ยืมกระบองมาด้วยความขอโทษ “ขอโทษจริงๆ ทำอาวุธของท่านพังแล้ว วันหน้าข้าจะให้ฟู่หวางทำกระบองเหล็กชดเชยให้ท่าน…”
ราชองครักษ์เจ้าของกระบอง “…”
เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ ท่านแน่ใจว่าไม่ได้กำลังทำให้ข้าน้อยอับอาย ? กระบองเหล็ก ? แม้แต่ถือไว้เฉยๆ ก็ยังกินแรง แล้วจะใช้อย่างไร ?
“นี่ก็สายมากแล้ว พวกเรามาช่วยกันยกรถม้าขึ้นเถิด ?” ขณะพูดหลินเว่ยเว่ยก็ใช้มือข้างหนึ่งยกคานด้านหลังของรถม้าแล้วค่อยๆออกแรง…หืม ? รถม้าเหมือนของเล่นไม่ผิดเพี้ยน ล้อรถข้างหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นนางก็ดันมันไปข้างหน้า แม้แต่ม้าที่ผูกไว้ด้านหน้าก็ยังโดนผลักให้เดินออกไปถึงหลายก้าว
องค์รัชทายาทและพวกราชองครักษ์ตกตะลึงจนพูดไม่ออก “…!!”
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ทันตั้งตัว “…”
เดิมทีนางคิดว่ารถม้าพระที่นั่งซึ่งถูกลากด้วยม้า4ตัว รวมกับฮองเฮาและพระธิดาแล้วจะต้องหนักมากแน่นอน นางถึงได้ตะโกนเรียกพวกราชองครักษ์ แต่ใครจะไปรู้…แม่ลูกคู่นี้ต้องกำลังลดน้ำหนัก คงตัวเบาจนร่ายรำบนฝ่ามือนางได้แล้วกระมัง ?
“ว้าว ! ว้าว ! พี่เว่ยเว่ย ท่านร้ายกาจเหมือนกันนี่ ? ฟู่หวงตรัสว่าท่านมีพละกำลังมหาศาล ตอนนั้นข้ายังไม่เชื่อ คิดว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ต่อให้แรงเยอะขนาดไหนก็ไม่น่าจะเหนือไปกว่าผู้ชาย ? คาดไม่ถึงว่าพละกำลังของท่านคนเดียวจะเท่ากับผู้ชายนับสิบคน !”
องค์หญิงเจียวเจียวโผล่ออกมาจากหน้าต่างรถม้าครึ่งตัวและเห็นฉากที่หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างเดียวพอดี นางจึงประหลาดใจมาก…ที่แท้บนโลกใบนี้ก็มีคนที่เกิดมาพร้อมพละกำลังมหาศาลอยู่จริง !
องค์รัชทายาทและพวกราชองครักษ์ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออก “…”
ทุกคนที่ดันรถม้าไม่สำเร็จ รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาทันที !
“องค์หญิงน้อยชมเกินไปแล้วเพคะ…ระวัง !” องค์หญิงเจียวเจียวที่ตื่นเต้นจนเกินเหตุจึงไม่ทันระวังและเผลอทำให้วรกายอันผอมบางเสียหลัก ขณะรู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงออกมาจากรถม้า ดวงพักตร์กำลังจะกระแทกพื้น ทางด้านหลินเว่ยเว่ยก็รีบก้าวเข้ามาแล้วจับหมวกเสื้อคลุมขององค์หญิงน้อยด้วยมือข้างหนึ่ง ทำให้องค์หญิงลอยค้างอยู่กลางอากาศ
องค์หญิงเจียวเจียวเตะเท้าน้อยๆกลางอากาศพลางชี้ไปที่สายรัดเสื้อคลุมที่ยิ่งแน่นขึ้นเรื่อยๆ หลินเว่ยเว่ยจึงวางนางลง…เกือบรัดคอองค์หญิงน้อยจนสิ้นพระชนม์แล้ว ล่วงเกิน ล่วงเกินแล้ว !
องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรอีกฝ่ายด้วยดวงตาเป็นประกาย “พี่เว่ยเว่ย ท่านถึงขั้นรับตัวข้าไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว…ไม่สิ ไม่ควรใช้คำว่า ‘ถึงขั้น’ เพราะเมื่อครู่ท่านยกรถม้าได้ด้วยมือข้างเดียว ดังนั้นการจะรับข้าไว้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร พี่เว่ยเว่ย ท่านเป็นคนที่สองซึ่งข้าอยากกราบเป็นอาจารย์ ! คนแรกก็คือหมินอ๋อง !”
งานเข้าแล้วทีนี้ ! ตำหนักของนางกวาดตำแหน่งราชครูทั้งสองอันดับแรกขององค์หญิงน้อยไปแล้ว หากฮ่องเต้ทราบแล้วจะรู้สึกอย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยปัดหิมะบนพระวรกายขององค์หญิงเจียวเจียวเบาๆ “ข้างนอกอากาศหนาว ประเดี๋ยวจะประชวรเอาได้ รีบกลับเข้าไปในรถม้าเถิดเพคะ”
องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรป้ายรถม้าตำหนักหมินอ๋องที่อยู่ด้านหลัง จึงส่งเสียงพระสรวลเข้าไปในรถม้าพระที่นั่ง “หมู่โฮ่ว ลูกย้ายไปนั่งรถม้าของพี่เว่ยเว่ยนะเพคะ…”
ไม่รอให้ฮองเฮาขานรับ นางก็รีบกระตุ้นหลินเว่ยเว่ย “รีบไป รีบไปเร็ว !” สามารถนั่งรถม้าคันเดียวกับขวัญใจของพระองค์ได้ องค์หญิงน้อยจึงดีใจมากเป็นพิเศษ
หลินเว่ยเว่ยส่งเสียงทูลลาฮองเฮาและองค์รัชทายาท จากนั้นก็โดนองค์หญิงลากตัวออกมา นาง.อดไม่ได้ที่จะกลอกตา ‘องค์หญิงน้อย รู้หรือว่าพวกเราจะไปไหน ? ยังไม่รู้แต่ก็ตามมาขึ้นรถแล้ว ถ้าไม่ได้ไปทางเดียวกันจะทำอย่างไร ?’
องค์หญิงน้อยไม่ต้องให้ใครประคองก็สามารถปีนขึ้นรถม้าได้อย่างรวดเร็วและเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นว่าข้างในมีเด็กสาวที่อายุห่างจากกันไม่มาก นางก็เอียงศีรษะพลางทอดพระเนตรอีกฝ่าย “เจ้าเป็นใคร ? สหายของพี่เว่ยเว่ยอย่างนั้นหรือ ?”
“อะ…องค์หญิง ? หม่อมฉันถวายพระพรองค์หญิงเพคะ !” ติงหลิงเอ๋อร์คาดไม่ถึงว่าพี่หลินออกไปช่วยคนอื่น แต่ลากองค์หญิงกลับมาด้วย นางจึงรีบลุกขึ้นคารวะทันที
“ไม่ต้องมากพิธี ! ออกมาข้างนอก ไม่จำเป็นต้องทำตามธรรมเนียมขนาดนั้นหรอก เจ้า…ก็เป็นบุตรขุนนางเหมือนกันหรือ ? เหตุใดเมื่อก่อนข้าไม่เคยเห็นเจ้าเลย ?” องค์หญิงเจียวเจียวเห็นหลินเว่ยเว่ยขึ้นมาแล้วจึงขยับเข้ามาประทับข้างกัน ทันใดนั้นก็เห็นกล่องอาหารในรถม้า จึงอดจ้องมองเป็นนานสองนานไม่ได้
ติงหลิงเอ๋อร์ทูลตอบอย่างระมัดระวัง “หม่อมฉันเป็นบุตรสาวของผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียน แซ่ติง นามว่าหลิงเอ๋อร์เพคะ…” ไฉนเลยองค์หญิงจะได้พบนางมาก่อน ? บิดาของนางเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ แม้แต่การเข้าร่วมงานเลี้ยงสิ้นปีของวังหลวง ตระกูลของพวกนางยังไม่มีสิทธิ์ การที่องค์หญิงไม่เคยเห็นนางมาก่อนก็สมเหตุสมผลแล้ว
ทุกงานที่องค์หญิงเข้าร่วม ข้างพระวรกายมักจะรายล้อมไปด้วยคุณหนูผู้สูงศักดิ์ บุตรหลานขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก สำหรับคนฐานะอย่างติงหลิงเอ๋อร์มีสิทธิ์ได้แค่มองจากระยะไกลเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้รับบารมีจากพี่หลินจนได้นั่งรถม้าคันเดียวกับองค์หญิง
“อ้อ คุณหนูติง ! แล้วเจ้ารู้จักกับพี่เว่ยเว่ยได้อย่างไร ?” องค์หญิงเจียวเจียวไม่คิดว่าติงหลิงเอ๋อร์มีพลังวิเศษด้วยอีกคน เพราะเว่ยเว่ยจวิ้นจู่เพิ่งกลับมาอยู่ตำหนักหมินอ๋องได้กี่วันเอง อีกฝ่ายก็เข้ามาเกาะแล้ว !
ติงหลิงเอ๋อร์สงบจิตใจ ภายใต้สายตาให้กำลังใจของหลินเว่ยเว่ยแล้ว ในที่สุดนางก็ค่อยๆสงบลง นางเริ่มเล่าเรื่องที่เคยเจอกับหลินเว่ยเว่ยในเขตเริ่นอันให้องค์หญิงฟังอย่างละเอียด พอองค์หญิงเจียวเจียวได้ฟังจนถึงเรื่องที่พวกนางขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที !
“ว้าว ! ดีจัง ! ตอนพี่ชายเจ็ดไปช่วยบรรเทาทุกข์ที่ภาคเหนือ ข้าตามไปด้วยก็คงจะดี ! ไม่แน่ว่าข้าอาจได้รู้จักกับพี่เว่ยเว่ยแล้วตามไปล่าสัตว์ ล่ากระต่ายกับไก่ป่า…” ดวงเนตรกลมโตขององค์หญิงเจียวเจียวเปล่งประกาย นางกะพริบดวงเนตรขณะมองหลินเว่ยเว่ย “พี่สาวคนดี รอให้หิมะหยุดตกแล้วเราไปล่าสัตว์ในฤดูหนาวกันเถิด ?”
องค์หญิงเจียวเจียวเป็นพระธิดาเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ พระองค์ทรงรักถนอมดุจแก้วตาดวงใจ หลินเว่ยเว่ยจึงไม่กล้ารับปากและพูดอย่างคลุมเครือว่า “ถ้าฮ่องเต้ทรงจัดงานล่าสัตว์ในฤดูหนาวขึ้นมา ตำหนักหมินอ๋องจะต้องมีรายชื่ออยู่ในเทียบเชิญแน่นอน…ที่จริงฝีมือล่าสัตว์ของหม่อมฉันไม่ดีเหมือนที่น้องหลิงเอ๋อร์พูดหรอกเพคะ ก็แค่ได้โชคช่วยเท่านั้น…”
องค์หญิงเจียวเจียวคิดว่าอีกฝ่ายตอบตกลงแล้ว จึงฟังติงหลิงเอ๋อร์เล่าเรื่องที่หลินเว่ยเว่ยไปช่วยจัดการหมู่บ้านใกล้เคียงต่อ องค์หญิงน้อยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ “หากข้ามีความสามารถเหมือนพี่เว่ยเว่ยก็คงช่วยบรรเทาทุกข์ให้ราษฎรได้บ้าง! พี่เว่ยเว่ย ท่านยังทำเนื้อแผ่นเป็นด้วย! เมื่อไรข้าจะได้ชิมฝีมือของพี่เว่ยเว่ย?”
ติงหลิงเอ๋อร์คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงจะเป็นคนที่เข้าถึงง่ายขนาดนี้ นางเปิดกล่องอาหารออก เผยให้เห็นขนมที่อยู่ด้านใน “ตอนนี้ก็ได้เพคะ ! นี่เป็นขนมที่พี่หลินทำ สีขาวคือครีม ด้านในเนื้อเค้กยังสอดไส้ลูกท้อเอาไว้ด้วย หอมๆหวานๆ อร่อยมากเลยเพคะ !”
“ว้าว ! นี่คือของกินหรือ ? ถ้าเจ้าไม่บอก ข้าก็คิดว่ามันเป็นงานแกะสลักจากอะไรสักอย่าง !” ขณะทอดพระเนตรขนมชิ้นแล้วชิ้นเล่า องค์หญิงเจียวเจียวก็ไม่รู้จะหยิบชิ้นไหนออกมาดี
ติงหลิงเอ๋อร์หยิบออกมาอย่างระมัดระวังแล้วนำไปวางไว้ในพระหัตถ์องค์หญิง ก่อนจะยื่นช้อนไม้ให้อีกที “องค์หญิงลองชิมสิเพคะ…”
ขนมชิ้นเล็กที่แสนวิจิตรถึงเพียงนี้ ทำให้คนที่เห็นบังเกิดความอยากอาหารสุดๆ องค์หญิงเจียวเจียวแทบทนรอไม่ไหว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตรัสชื่นชมก่อน “สวรรค์ ! บนโลกใบนี้ยังมีขนมที่ดูดีขนาดนี้อยู่ด้วย ! พี่เว่ยเว่ย เหตุใดท่านถึงเก่งรอบด้าน ? ทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง เข้าครัวก็ได้ สู้กับโจรกบฏก็ไหว ล่าสัตว์ก็เป็นอีก ! ยังมีอะไรที่ท่านทำไม่ได้อีกบ้าง ?”
ตอนที่ 546: สตรีแกร่งมักไม่ชำนาญในเรื่องเหล่านี้
หลินเว่ยเว่ยโดนองค์หญิงน้อยตรัสชมจนเขิน “องค์หญิงตรัสชมเกินไปแล้วเพคะ! เรื่องที่หม่อมฉันทำไม่เป็นยังมีอีกมาก อย่างเช่น ดีดฉิน เดินหมาก วาดภาพ ประพันธ์กวีอะไรทำนองนั้น…สิ่งที่สตรีในเมืองหลวงทำได้ หม่อมฉันทำไม่ได้ทั้งนั้น…”
“ไอหยา ! จะทำเรื่องพวกนั้นเป็นเพื่ออะไร ? หิวแล้วจะใช้มันหากินได้ ? เวลาคนชั่วมาหาเรื่องแล้วจะเอาฉินหรือกระดานหมากฟาดพวกมันได้หรือ ? แน่นอนว่าเรื่องที่พี่เว่ยเว่ยทำได้ย่อมมีประโยชน์มากกว่า !” องค์หญิงน้อยก็ไม่ชอบศาสตร์เหล่านั้นเช่นกัน แต่ฟู่หวงและหมู่โฮ่วบังคับให้พระองค์เรียนรู้
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะพูดเบาๆว่า “หม่อมฉันยังตัดเย็บเสื้อผ้าและปักลวดลายต่างๆไม่เป็น…ตอนที่มารดาของหม่อมฉันสอนเย็บกระเป๋าเงิน นิ้วทั้งห้าของหม่อมฉันโดนเข็มแทงจนเป็นรูพรุนไปหมด และเจ้ากระเป๋าใบนั้นก็ย้อมไปด้วยเลือดของหม่อมฉัน…ประเด็นสำคัญคือมันน่าเกลียดยิ่งกว่าอะไรดีเพคะ !”
“ฮ่าฮ่า !” องค์หญิงเจียวเจียวแย้มพระสรวลอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยดูหงุดหงิด นางก็รีบตรัสปลอบ “ไม่เป็นไร ! เสื้อผ้าและกระเป๋าเงินเหล่านั้น ต่อไปก็ให้พวกสาวใช้ทำ ไฉนเลยจะให้พวกเราต้องลำบากกับเรื่องพวกนี้เอง ? ข้าก็เย็บปักถักร้อยไม่เป็นเช่นกัน ข้าจะแอบบอกท่าน ได้ยินว่าหมินหวางเฟยและหมู่โฮ่วของข้าก็ไม่ชำนาญในเรื่องพวกนี้ ! ฮ่าฮ่า…”
หลินเว่ยเว่ยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที “สรุปแล้วสตรีแกร่งมักไม่ชำนาญด้านเย็บปัก !”
ติงหลิงเอ๋อร์ผู้ชำนาญในงานเย็บปัก “…” เอาเถิด เหมือนนางจะเป็นดั่งอิสตรีทั่วไป ไม่จัดว่าเป็นหญิงแกร่งจริงๆนั่นแหละ !
องค์รัชทายาทควบอาชาอยู่ด้านหน้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเด็กสาวดังมาจากรถม้าคันหลัง จึงอดไม่ได้ที่จะแย้มพระโอษฐ์ออกมา คาดไม่ถึงว่าเจียวเจียวผู้ไม่ค่อยสนใจสตรีในเมืองหลวงจะสามารถสนทนากับเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องได้ออกรสขนาดนี้ !
ผ่านไปไม่นาน รถม้าก็หยุดจอดอยู่ที่หน้าประตูวัดต้าเจวี๋ย หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากรถม้า ก่อนจะหันไปช่วยประคองเด็กสาวทั้งสองลงจากรถม้า ขณะมองประตูอันสูงตระหง่านของวัดต้าเจวี๋ย นางก็พูดพร้อมรอยยิ้ม “โชคดีที่วัดต้าเจวี๋ยไม่ได้อยู่บนเขา ไม่อย่างนั้นแค่เดินขึ้นเขาในวันที่หิมะตกเช่นนี้ก็คงลดจำนวนผู้ศรัทธาไปกว่าครึ่ง”
องค์หญิงเจียวเจียวสวมหมวกที่เย็บติดด้านหลังของเสื้อคลุม หลังจากรับที่อุ่นพระหัตถ์มาจากนางกำนัลแล้วก็คลี่ยิ้มพลางตรัส “คาดไม่ถึงว่าในวันที่หิมะตกจะมีคนมาวัดต้าเจวี๋ยมากมายเพียงนี้ ! โชคดีที่พวกเราส่งคนมาจองอาหารเจของวัดไว้แล้ว…พี่เว่ยเว่ย อาหารเจของวัดต้าเจวี๋ยขึ้นชื่อมาก โดยเฉพาะทุกวันที่ห้าของสัปดาห์จะได้ท่านเจ้าอาวาสเป็นคนดูแลเอง ทุกครั้งที่จัดจึงมีคนเต็มวัดตลอด ถ้ามาช้าเพียงนิดก็จะไม่เหลือให้จองแล้ว !”
“ถ้าเช่นนั้น…หม่อมฉันกับน้องหลิงเอ๋อร์ก็ขอหน้าด้าน ต้องขอยืมบารมีจากฮองเฮา องค์รัชทายาทและองค์หญิงแล้วเพคะ !” เพราะหิมะตก รถม้าจึงแล่นได้ไม่เร็ว ตอนมาถึงวัดต้าเจวี๋ยก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว ละแวกนี้ยังไม่มีร้านอาหารอยู่ ขนมไม่กี่ชิ้นที่พวกนางเอามาด้วยจึงไม่เพียงพอให้ได้ขัดฟันด้วยซ้ำ !
องค์รัชทายาทเสด็จพร้อมฮองเฮาเพื่อไปสักการะองค์พระพุทธ ส่วนองค์หญิงเจียวเจียวนั่งไม่ติดจึงลากหลินเว่ยเว่ยและติงหลิงเอ๋อร์ออกไปชมดอกเหมยที่หลังเขา…
พูดว่าหลังเขา ก็เป็นเพียงเนินเขาเล็กๆเท่านั้น สภาพเหมือนมีเนื้อที่ประมาณ20-30หมู่ได้ ดอกเหมยของวัดต้าเจวี๋ยจะบานเร็วกว่าที่อื่นทุกปี เหล่าสตรีและปัญญาชนในเมืองหลวงจึงหลั่งไหลมาเที่ยวชมที่นี่อย่างไม่ขาดสาย
ขณะมองสาวใช้หยิบโถเล็กๆออกมาเก็บดอกเหมย หลินเว่ยเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์ในปีก่อนที่นางและบัณฑิตน้อยขึ้นเขาไปเก็บดอกเหมยด้วยกัน
“พี่เว่ยเว่ย ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ? เรียกตั้งหลายรอบก็ไม่ขานรับสักครั้ง” องค์หญิงเจียวเจียวเอนวรกายไปหาดอกเหมยแล้วสูดดมกลิ่นหอมจากมันเบาๆ
หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องการขึ้นเขาไปชมดอกเหมยแล้วเกิดเหตุการณ์โดนเสือโจมตีให้พวกนางฟัง หลังจากเด็กสาวทั้งสองได้ยินก็ร้องอุทานด้วยความตกใจทันที พอองค์หญิงเจียวเจียวได้ยินว่าอีกฝ่ายสังหารเสือจนตาย เลือดในกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมา พระองค์แทบอยากทะลุไปอยู่ในช่วงเวลานั้นเพื่อให้ได้เห็นฉากที่น่าสะพรึงด้วยสองเนตร…
ทั้งสามสนทนาไปพลางเดินเข้าไปในป่าดอกเหมย เพราะไม่อยากโดนคนอื่นรบกวน เวลาเห็นว่ามีคนเดินมาดูดอกเหมยตรงไหน ก็จะเดินอ้อมออกมาให้ไกลจากอีกฝ่าย
หลินเว่ยเว่ยใช้โอกาสที่ไม่มีคนอยู่รอบข้างหักกิ่งเหมยที่ชอบลงมาแล้วยัดใส่แขนเสื้อตัวเอง (ห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ) องค์หญิงเจียวเจียวก็เลียนแบบ คือหักลงมาหนึ่งกิ่งแล้วซ่อนไว้ในแขนฉลองพระองค์ที่แสนจะกว้างขวาง ทั้งสองทำตัวเหมือนโจร หันไปมองรอบข้างเป็นครั้งคราว ก่อนจะหันมายิ้มและสบตากัน
หลังออกมาจากป่าดอกเหมยแล้ว ทั้งสามก็เดินไปยังห้องปฏิบัติธรรมที่ฮองเฮากำลังพักผ่อนอยู่ จากนั้นองค์หญิงเจียวเจียวก็นำกิ่งเหมยออกมาแล้วถวายให้หมู่โฮ่วราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ฮองเฮาตรัสด้วยรอยยิ้ม “กิ่งดอกเหมยที่เนินเขาหลังวัดต้าเจวี๋ยไม่อนุญาตให้เด็ด เจ้านี่นะ ! ซนอีกแล้ว ! ประเดี๋ยวไปจุดธูปบูชาต่อหน้าองค์พระพุทธ ไม่อย่างนั้นท่านจะตำหนิเจ้าได้ !”
องค์หญิงเจียวเจียวตรัสเสียงเบา “ก็แค่กิ่งเหมยกิ่งเล็กๆเท่านั้น องค์พระพุทธใจกว้าง ไม่ถือสาลูกหรอกเพคะ…เฮ้อ ช่างเถิด ประเดี๋ยวลูกบริจาคน้ำมันงาให้มากหน่อย แล้วก็ทำเรื่องดีให้มากขึ้น ท่านจะต้องอภัยให้ลูกแน่นอนเพคะ !”
อาหารเจวัดต้าเจวี๋ยสมคำร่ำลือจริงๆ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วอาหารเจจึงไม่มีอะไรให้เลือกเยอะ แต่ท่านเจ้าอาวาสก็ยังทำอาหารเจที่มีทั้งสีสันและรสชาติออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลินเว่ยเว่ยกินอย่างออกรส มีอาหารสองอย่างที่นางให้ความสนใจมากๆ จึงใช้เวลาครุ่นคิดกับพวกมันอยู่นาน นางคิดจะเอากลับไปทำให้หมินหวางเฟยเสวย
อาหารเจของวัดต้าเจวี๋ยอร่อย แต่ราคาของอาหารเจหนึ่งโต๊ะก็ไม่ใช่ราคาที่ชาวบ้านทั่วไปจะจ่ายไหว ทว่าคนที่มากินอาหารเจที่นี่ล้วนไม่ขาดเงินและพวกเขายังถือว่ามาบริจาคน้ำมันงาให้วัดด้วย
อาหารในมื้อนี้ ติงหลิงเอ๋อร์กินด้วยความเคร่งเครียดและตื่นเต้น แม้ฝันก็ไม่กล้าฝันว่าจะมีวันหนึ่งที่ตนได้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับฮองเฮา องค์หญิงและยังมีองค์รัชทายาทอีกด้วย นางตื่นเต้นจนแทบถือตะเกียบไว้ไม่อยู่
ต่อมา หลินเว่ยเว่ยเป็นฝ่ายให้กำลังใจนาง จึงสามารถสงบจิตใจได้ในที่สุด พี่หลินก็เพิ่งเคยเจอฮองเฮาและองค์หญิงครั้งแรกเหมือนกัน แต่สามารถรับมือและทำจิตใจให้สงบได้ เมื่อเทียบกับนางแล้ว นางดูอ่อนแอกว่ามาก !
วันนี้แม่นมหวังก็ผ่านไปอย่างมึนงงเช่นกัน เดิมทีคิดว่าแค่ออกมาเป็นเพื่อนคุณหนูพบจวิ้นจู่เท่านั้น ในสายตานางก็เป็นบุคคลสูงศักดิ์ที่เอื้อมไม่ถึงแล้ว คาดไม่ถึงว่าความคิดชั่ววูบของคุณหนูที่จะพากันมาวัดต้าเจวี๋ย กลายเป็นได้บังเอิญเจอกับฮองเฮา องค์รัชทายาทและองค์หญิงระหว่างทาง ไอโหยว นางช่างมีบุญวาสนาจริงๆ ! แค่วันเดียวก็ได้พบผู้ทรงอำนาจมากมายขนาดนี้แล้ว !
“ว่าอย่างไรนะ ? หลิงเอ๋อร์ได้พบฮองเฮา องค์รัชทายาทแล้วยังมีองค์หญิงเจียวเจียวอีกด้วย ?” ผ้าเช็ดหน้าในมือติงฝูเหรินร่วงลงพื้น นางพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หลิงเอ๋อร์ เจ้าไปทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ฮองเฮาหรือเปล่า ? ไม่ได้พูดอะไรผิดใช่หรือไม่ ?”
ติงหลิงเอ๋อร์ย้อนคิดด้วยความจริงจัง จากนั้นก็ส่ายหน้าด้วยความมั่นใจ “ฮองเฮาตรัสถามข้าแค่สองประโยค เวลาส่วนใหญ่จะชวนพี่หลินสนทนามากกว่า ข้ากับองค์หญิงเจียวเจียวคุยกันค่อนข้างมาก แต่หัวข้อก็เกี่ยวกับพี่หลินในตอนอยู่ที่ฉือหลี่โกวทั้งสิ้น…ท่านแม่วางใจได้ ข้าระวังตัวมากๆ ไม่สร้างหายนะให้บ้านเราหรอกเจ้าค่ะ !”
“ถ้าเช่นนั้น…จวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร ?” ติงฝูเหรินข่มความรู้สึกตื่นเต้นในใจเอาไว้แล้วถามออกมา นางรู้ว่าวันนี้บุตรสาวได้รับบารมีจากจวิ้นจู่ !
ติงหลิงเอ๋อร์ฉีกยิ้มกว้าง “พี่หลินยังปฏิบัติต่อข้าเหมือนเมื่อก่อนไม่ผิด แถมนางยังเอาขนมมาให้ข้าหนึ่งกล่อง! แต่ขนมที่พี่หลินทำอร่อยเกินไป ฮองเฮาและองค์หญิงเจียวเจียวจึงแบ่งกันเสวยจนหมดแล้ว! พี่หลินยังนัดหมายข้าไปทำขนมที่ตำหนักด้วย! พอถึงเวลานั้นข้าค่อยเอากลับมาให้ท่านแม่ชิมใหม่นะเจ้าคะ!”
ตอนที่ 547: เจ้ามีอะไรจะสารภาพกับข้าหรือไม่ ?
รอยยิ้มบนใบหน้าของติงฝูเหรินดูเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม แต่แล้วทันใดนั้นก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ จึงหุบยิ้มและพูดกับติงหลิงเอ๋อร์ว่า “เจ้าคิดว่าตัวเองใจกล้าเกินไปหรือเปล่า ? เด็กผู้หญิงแค่สองคนกับสาวใช้อีกไม่กี่คนกล้าไปชมดอกเหมยถึงนอกเมือง ? ถ้าจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องเกิดเป็นอะไรขึ้นมา พวกเรารับผิดชอบไหวหรือ !”
ติงหลิงเอ๋อร์โดนอบรมจนต้องก้มหน้า แต่ก็ย้อนถามเบาๆ “พี่หลินเคยฆ่าเสือมาก่อนเจ้าค่ะ บนรถม้ายังมีตราตำหนักหมินอ๋องอยู่ แล้วคนไม่มีตาที่ไหนจะกล้าหาเรื่อง ? มีพี่หลินอยู่ด้วยย่อมปลอดภัยยิ่งกว่าพาคนคุ้มกันไปด้วยถึงหลายคน…คิคิคิ ท่านแม่เจ้าคะ ท่านไม่ได้เห็นตอนที่พี่หลินใช้มือข้างเดียวก็ดันรถม้าที่ติดหลุมหิมะออกมาได้แล้ว สภาพของราชองครักษ์เหล่านั้น…น่าขันสุดๆไปเลยเจ้าค่ะ ! แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังอดทอดพระเนตรพี่หลินไม่ได้เลย !”
เหมือนว่าติงฝูเหรินจะจับประเด็นอะไรได้ จึงเอ่ยถาม “องค์รัชทายาททอดพระเนตรเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ ? หมินหวางเฟยและฮองเฮาเป็นเหมือนพี่น้องกัน หมินอ๋องยังกุมอำนาจทางทหารอีก ท่านพี่ ท่านว่าองค์รัชทายาทคิดจะเชื่อมสัมพันธ์กับตำหนักหมินอ๋องหรือไม่ ?”
พอติงหลิงเอ๋อร์ได้ยินแบบนั้นก็รีบพูดออกมาว่า “เป็นไปไม่ได้ ! พี่หลินมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ! และพวกเขาก็รักกันมาก คราวนี้พี่หลินมาเป็นเพื่อนคู่หมั้นสอบที่เมืองหลวง นางถึงมีโอกาสได้เจอกับหมินอ๋องเจ้าค่ะ !”
ใต้เท้าติงพูดกับภรรยา “ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ต่อไปห้ามออกความเห็นตามใจชอบเกี่ยวกับเรื่องของราชวงศ์เด็ดขาด !”
ติงหลิงเอ๋อร์กะพริบตามองบิดา “ท่านพ่อ ถ้าอย่างนั้น…ต่อไปลูกยังไปเล่นกับพี่หลินได้อีกหรือไม่เจ้าคะ ? จะส่งผลเสียต่อท่านหรือเปล่า ?”
ผู้อำนวยการติงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “เจ้ากับจวิ้นจู่คบหากันมานานแล้ว หากนางปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเมื่อก่อน เจ้าก็ทำตัวเหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องรักษาระยะห่างกันหรอก”
ติงหลิงเอ๋อร์พูดด้วยความดีใจ “ถ้าเช่นนั้นก็วิเศษไปเลยเจ้าค่ะ ! พี่หลินบอกว่านางทำเตาอบหลังใหญ่ไว้ที่ห้องเครื่องเล็ก ในเวลาปกติจะใช้อบพวกขนมอบ แต่ในบางครั้งก็เอามาย่างเป็ดและน่องแกะ ! ท่านพ่อท่านแม่ รอให้ข้าทำเป็นเมื่อใด จะกลับมาทำให้พวกท่านกินเจ้าค่ะ !”
ติงหยูเจินอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “เค้กพุทราแดงที่เจ้านึ่งออกมาครั้งก่อน เละๆเหลวๆ เทียบกับของที่เจ้าเอากลับมาจากบ้านเช่าหลินกู่เหนียงแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว…เรื่องเรียนทำขนมนี้ต้องใช้พรสวรรค์เหมือนกัน !”
ติงหลิงเอ๋อร์โมโหทันที “แล้วพุดดิ้งนมสดที่ข้าทำครั้งก่อน ใครกินคนเดียวไปถึงสามส่วน ? พี่ใหญ่ ในเมื่อท่านรังเกียจฝีมือข้า ต่อไปของที่ข้าทำ ท่านก็อย่าฝันว่าจะได้กิน !”
…...
เมื่อกลับถึงตำหนักหมินอ๋องแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ตรงไปที่เรือนหน้าทันที เวลานี้เจียงโม่หานกำลังนั่งเขียนอักษรอยู่บนโต๊ะ นางหยิบกิ่งเหมยออกมาจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นก็แอบย่องไปที่ด้านหลังบัณฑิตน้อย เพราะคิดอยากจะเอื้อมมือไปปิดตาเขา (เจ้าแน่ใจว่าจะไม่ทำให้ตกใจแทน ? ) แต่แล้วมันก็ผิดคาด เพราะนางเพิ่งก้าวเข้ามาในห้องเท่านั้น เจียงโม่หานก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาแล้ว “ทำตัวลับๆล่อๆ คิดจะทำอะไรไม่ดีอีก ?”
หลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้ามาหาเขาแล้วปักกิ่งเหมยลงในแจกันบนโต๊ะหนังสือ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วเล่นกับข้าหน่อยไม่ได้เลยหรือ ?”
เจียงโม่หานหยุดพู่กันในมือ ขณะมองกิ่งเหมยในแจกันก็ถามว่า “เจ้าไม่ได้ไปดื่มชากับน้องสาวมาหรือ ? เหตุใดถึงไปที่วัดต้าเจวี๋ย ?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไปที่วัดต้าเจวี๋ย ? หรือเจ้ามีตาวิเศษที่มองเห็นไกลถึงหมื่นลี้ ?” หลินเว่ยเว่ยยืดคอไปมองสิ่งที่เขาเขียน…เหมือนจะเป็นอะไรเกี่ยวกับตัวเลข โจทย์คณิตศาสตร์ในสมัยโบราณซับซ้อนมาก…ไม่เข้าใจ ตาลายไปหมด !
เจียงโม่หานลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย “ในช่วงเวลานี้ เมืองหลวงมีแค่วัดต้าเจวี๋ยเท่านั้นที่มีดอกเหมยเบ่งบาน เจ้าเองก็เห็นสวนหลังตำหนักหมินอ๋องแล้ว กำลังเป็นดอกตูมเล็กๆแค่นั้น แล้วกิ่งเหมยของเจ้า ถ้าไม่ได้มาจากวัดต้าเจวี๋ยแล้วจะมาจากที่ใด ?”
ศีรษะน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยมาอยู่ตรงหน้าเขาพลางจ้องใบหน้าอันหล่อเหลายิ่งกว่าอะไร ก่อนจะขยิบตาให้เขา “บัณฑิตน้อย เจ้ามีอะไรจะสารภาพกับข้าหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานจิ้มนิ้วบนหน้าผากของนางแล้วผลักให้ห่างออกไปเล็กน้อย “หืม ? ข้าจำเป็นต้องสารภาพอะไร ? ยกตัวอย่างหน่อยสิ ?”
หลินเว่ยเว่ยพูด “เจ้าก็มาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกเช่นกัน ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านคนเดียว แล้วเหตุใดเจ้าถึงรู้อะไรมากมาย ? วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะน้องหลิงเอ๋อร์ชวนข้าไปชมดอกเหมยที่วัดต้าเจวี๋ย ข้าก็ไม่มีทางรู้ว่าดอกเหมยวัดต้าเจวี๋ยบานเร็วกว่าที่อื่น !”
“ที่ข้ารู้อะไรมากมาย ก็เป็นเพราะข้าใส่ใจกับทุกสถานที่และทุกเวลา ! ถ้าเจ้าเอาพลังที่ใช้ซื้อของมาสนใจคำพูดของคนที่อยู่รอบกาย เจ้าเองก็จะเข้าใจในเรื่องราวของเมืองหลวงมากกว่าเดิม !” เจียงโม่หานเด็ดดอกเหมยออกจากกิ่งแล้วเหน็บมันที่ข้างใบหูหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะขณะเข้าไปนั่งเก้าอี้แทนเขาแล้วจ้องหน้าอีกฝ่าย “ใครบอกว่าข้าไม่สนใจ ? แต่หัวข้อที่กำลังพูดถึงในเวลานี้คือหมินอ๋องซื่อจื่อนำชัยชนะกลับมาจากภาคเหนือ พี่ชายของเจ้าจะกลับมาแล้ว เจ้ามีความรู้สึกอย่างไร ?”
เจียงโม่หานเคาะที่หน้าผากนาง “พี่ชายของเจ้าต่างหาก ! เขาเป็นแม่ทัพ สร้างผลงานในสายงานตัวเอง แล้วปัญญาชนอย่างข้าจะรู้สึกอะไรได้ ? คู่หมั้นเอ๋ย หรือเจ้าคิดให้ข้าละทิ้งพู่กันแล้วไปจับดาบแทน ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างคลุมเครือ “ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้สักหน่อย ! เจ้าแค่นั่งบัญชา วางกลยุทธ์ แล้วข้าจะเป็นแนวหน้าให้เจ้าเอง เจ้าชี้ทางไหนข้าจะไปตีทางนั้น ! เราคือไข่มุกคู่หยก พร้อมฝ่าฟันไปด้วยกัน ศัตรูที่ถูกเราโจมตีแทบอยากมีขาเพิ่มเพื่อวิ่งหนีเราเชียวล่ะ !”
“คาดไม่ถึงเลยว่า…ว่าเจ้ายังมีความฝันอยากเป็นแม่ทัพอีกด้วย !” ดวงตาของเจียงโม่หานเปล่งประกาย “เจ้าคงไม่ได้อยากเป็นแม่ทัพหญิงบุกโจมตีข้าศึกจริงๆหรอกกระมัง ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบส่ายหน้าเหมือนปอล่างกู่ (กลองป๋องแป๋ง) “เปล่าเสียหน่อย ! ข้าก็แค่ปากไวเท่านั้น ! ข้าไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรหรอก ฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ กินอิ่มนอนหลับ นับเงินจนมือเป็นตะคริว ส่วนเรื่องใหญ่อย่างแผ่นดินมั่นคงสงบสุขนั้นยกให้พวกคนใหญ่คนโตในราชสำนักทำกันเถิด !”
“อันที่จริง หากเจ้าอยากอยู่ในสนามรบ หมินอ๋องก็อาจทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ !” เจียงโม่หานพูดหยั่งเชิง
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ฆ่าฟันทั้งวัน ฉากนองเลือดแบบนั้นไม่เหมาะกับข้าหรอก เจ้าลืมไปแล้วหรือ ? คราวก่อนตอนที่ข้าทำตัวเป็นผู้กล้า ถึงขั้นตกใจจนไข้ขึ้น ! ที่จริงข้าเป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่โหยหาชีวิตสงบสุข”
ในที่สุดใบหน้าของเจียงโม่หานก็มีรอยยิ้มปรากฎขึ้น เขาเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าเรียวเล็กของหลินเว่ยเว่ย “ได้ ! ข้าต้องทำให้เจ้ามีชีวิตแบบที่ปรารถนาแน่นอน…”
“เด็กสารเลว ! รีบเอามือออกไปเดี๋ยวนี้ !” หมินอ๋องเห็นฉากนี้ผ่านด้านนอกหน้าต่าง จึงส่งเสียงตะโกนดังลั่นแล้วก็รีบเข้ามาในห้องเหมือนจับโจรเด็ดบุปผา
หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนแล้วแยกเขี้ยวให้หมินอ๋อง “ฟู่หวาง พระองค์ลองเดาสิว่าลูกบังเอิญไปเจอใครระหว่างทางไปวัดต้าเจวี๋ย ?”
“ผู้ใด ?” หมินอ๋องจ้องเจียงโม่หานด้วยสายพระเนตรดุร้าย ตอนหันกลับไปมองบุตรสาว สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปเร็วเสียยิ่งกว่าการแสดงเปลี่ยนหน้ากากของละครงิ้วเสฉวน !
หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย “พระองค์จะต้องเดาไม่ถูกแน่นอน…ลูกไปเจอฮองเฮากับองค์รัชทายาทมาเพคะ ! แถมยังมีองค์หญิงเจียวเจียวด้วย !”
“อ้อ ! เป็นพวกเขาเอง !” หมินอ๋องครุ่นคิด ฮองเฮาศรัทธาในพระพุทธศาสนา ช่วงหลายวันมานี้พระพลานามัยของฮ่องเต้ดีขึ้นมาก ดังนั้นพระนางจะต้องไปจุดธูปขอบคุณองค์พระพุทธแน่นอน
ตอนที่ 548: ซื่อจื่อสูญเสียความโปรดปรานจนหมดสิ้น
“รถม้าของพวกเขาไปติดหลุมหิมะ พวกราชองครักษ์ตัวสูงใหญ่ยกกันอยู่นานสองนานก็ยังไม่ได้ เสียดายเนื้อหนังที่อยู่ในตัวจริงๆเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยเผยสีหน้าได้ใจ
เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เจ้าคงไม่ได้ยกรถม้าคนเดียวหรอกกระมัง ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ตอนแรกข้าก็นึกว่ามันจะหนักขนาดไหน ผลลัพธ์คือใช้มือเดียวก็ยกได้แล้ว ! ฮ่าฮ่าฮ่า ! ตอนนั้นสีพระพักตร์ขององค์รัชทายาทน่าขำมากเลย ข้ากลั้นหัวเราะจนทำให้บอบช้ำภายในได้อยู่แล้ว ! ฮองเฮายังชวนพวกเราไปกินอาหารเจด้วยกัน ! ไอหยา อาหารเจของวัดต้าเจวี๋ยแค่โต๊ะเดียวก็จ่ายเงินไปร้อยกว่าตำลึงแล้ว ราคาสยบร้านอาหารส่วนใหญ่ในเมืองหลวงชัดๆ !”
หมินอ๋องเห็นด้วย “ใช่ไหมเล่า ! ทั้งแพงทั้งจืดชืด ไม่รู้ว่าเป็นที่ปรารถนาของคนมากมายได้อย่างไร ! เอาเงินก้อนนั้นไปซื้ออาหารจานใหญ่กับสุราดีๆมาดื่มไม่ดีกว่าหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “ฟู่หวาง เราเป็นพวกไม่มีหลักธรรมในใจหรือเปล่าเพคะ ? ถ้าพวกพระภิกษุในวัดต้าเจวี๋ยได้ยินแล้วต้องไม่ต้อนรับคนอย่างพวกเราแน่นอนเพคะ !”
หมินอ๋องก็แย้มพระสรวลตาม ก่อนจะหันไปถลึงดวงเนตรใส่เจียงโม่หานอีกรอบ จากนั้นก็หันมาตรัสกับหลินเว่ยเว่ยต่อ “หมู่เฟยของเจ้ากำลังรอกินอาหารเย็นพร้อมเจ้าอยู่ ! วันนี้ฮ่องเต้พระราชทานกวางมาให้ครึ่งตัว ฟู่หวางให้ครัวทำเนื้อกวางย่างกับซุปกระเพาะปลาเอ็นกวางไว้”
“ดีเลยเพคะ ลูกไม่ได้กินเนื้อกวางมาหลายเดือนแล้ว !” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตามหมินอ๋องออกไป นางเล่าเรื่องที่ล่ากวางในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วก็เรื่องที่ฝูงหมาป่าเอาของขวัญมาให้พระองค์ได้ฟัง “ยังเหลือเนื้อกวางอยู่เยอะหรือไม่เพคะ ? ถ้าเยอะ ประเดี๋ยวลูกทำเนื้อกวางแผ่นให้พระองค์พกติดตัวไปเสวย เวลาหิวแล้วจะได้เอาออกมาเสวยรองท้อง”
“ดี ! ฟู่หวางได้ยินว่าเนื้อแผ่นที่เจ้าทำอร่อยมาตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็มีโอกาสได้กินสักที !” หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์พลางลูบคาง…มีบุตรสาวที่น่ารักและมีชีวิตชีวาช่างดีจริงๆ เจ้าตัวแสบจินเฉิงคนนั้น วันทั้งวันเอาแต่ทำสีหน้าเคร่งขรึม หลังจากบุตรสาวกลับมาแล้วในบ้านก็มีสีสันขึ้นมาก !
หลินเว่ยเว่ยเหมือนได้เข้ามาในโลกใบใหม่ ขณะมองคางที่เกลี้ยงเกลาของอีกฝ่าย นางก็พูดว่า “ฟู่หวาง เหตุใดถึงโกนหนวดเคราแล้วเพคะ ?”
“หมู่เฟยของเจ้าบอกว่าฟู่หวางไว้เคราแล้วเหมือนโจร ฟู่หวางจึงโกนมันทิ้ง…ไว้ยาวมาตั้งหลายปีขนาดนี้ ฟู่หวางยังรู้สึกไม่ชินสักเท่าไร !” หมินอ๋องลูบตอขนพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ลูกก็คิดว่าฟู่หวางโกนเคราทิ้งแล้วดูดีมากกว่าเพคะ เหมือนดูอ่อนเยาว์ขึ้นตั้งหลายปี ! ตอนพระองค์ไว้เคราแล้วยืนอยู่กับหมู่เฟยก็เป็นเหมือนพ่อกับลูกไม่มีผิดเพคะ !”
“จริงหรือ ?” หมินอ๋องดีพระทัยมากที่ตัดสินใจโกนเคราทิ้ง เดิมทีเสวี่ยเอ๋อร์ก็อายุน้อยกว่า3-4ปีอยู่แล้ว ถ้าพระองค์ไว้หนวดอีกก็จะทำให้คนอื่นคิดว่าพระองค์เป็นวัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อน !
“ตอนนี้ไม่เหมือนแล้วเพคะ ! รอให้ซื่อจื่อกลับมาเมื่อใด เวลาที่พวกพระองค์ยืนอยู่ด้วยกันก็จะเหมือนพี่น้องเลยเพคะ !” ปากน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยพูดเอาใจจนคนฟังดีใจตายได้เลยทีเดียว
และแล้วหมินอ๋องก็แย้มพระสรวลเหมือนคนเสียสติทันที ก่อนที่พระองค์จะหันไปเขกหน้าผากบุตรสาวเบาๆ “ซื่อจื่ออะไรกัน ? นั่นเป็นพี่ชายของเจ้า ! อีกไม่นานพี่ชายของเจ้าก็กลับมาแล้ว ! ถ้าเขารู้ว่าเจ้ากลับมา ก็ไม่ทราบว่าจะดีใจถึงเพียงใด !”
หลินเว่ยเว่ยก็อยากรู้ว่าหลังจากหมินอ๋องซื่อจื่อรู้ว่าผู้มีพระคุณอย่างนางเป็นน้องสาวที่พลัดพรากไปหลายปีของตน เขาจะออกมามีสภาพเป็นอย่างไร
วันนี้หลินเว่ยเว่ยให้คนไปเรียกหนิงตงเซิ่งมาที่ร้านค้าถนนเจิ้งหยาง ร้านค้าถูกรื้อถอนด้านในและทำความสะอาดจนสะอาดเอี่ยม ประตูร้านทั้งสองอยู่ติดกัน หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังกำแพงตรงกลางร้าน “ตรงนั้นทำให้มีทางเดินผ่านไปมาหากันได้ ฝั่งนี้ขายขนม ส่วนอีกฝั่งขายชาผลไม้และชานม จากนั้นก็สร้างที่นั่งอีกสองสามที่ เชิญชวนให้คนมานั่งดื่มชา เรื่องช่างก่อสร้าง ข้าให้บ่าวรับใช้ในตำหนักไปหาแล้ว ประเดี๋ยวเที่ยงนี้ก็เริ่มงานได้เลย”
“ลำบากหลินกู่เหนียงแล้ว งานที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด !” คาดไม่ถึงว่าหลินเว่ยเว่ยจะจัดการเรื่องร้านได้เร็วถึงเพียงนี้ แม้แต่ช่างก่อสร้างก็หาไว้แล้ว เป็นธรรมดาที่หน้าที่ดูแลงานก่อสร้างและอบรมลูกน้อง หนิงตงเซิ่งต้องไม่รบกวนนางอีก
ต่อจากนั้น หลินเว่ยเว่ยยังมีอะไรให้ทำอีกหลายอย่าง เพราะซื่อจื่อตำหนักหมินอ๋องจะกลับมาแล้ว ในฐานะคนเป็นน้องสาวอย่างนางต้องไปต้อนรับไม่ใช่หรือ ? แล้วก็ร่างกายของหมินหวางเฟยดีขึ้นกว่าเดิมแล้วจึงกำลังคุยกับข้ารับใช้ที่มีความสามารถเพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับบุตรสาวแสนยิ่งใหญ่ ! และถือโอกาสนี้ฉลองที่บุตรชายกำชัยชนะกลับมาด้วย
หมินอ๋องซื่อจื่อ “…”
ที่แท้เขาเป็นแค่ตัวสำรอง ! เขาแค่ไปทำสงครามที่ชายแดน ใครจะรู้ว่าพอกลับมาอีกครั้ง คนในตำหนักจะเปลี่ยนไป ซื่อจื่อสูญเสียความโปรดปรานจนหมดสิ้น !
ชัยชนะของกองทัพติงเป่ย ทำให้ราชวงศ์ร่วมเฉลิมฉลอง แม้แต่ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทก็เสด็จออกมาต้อนรับที่นอกเมือง หมินอ๋องและขุนนางคนสำคัญก็ตามมาด้วย หลินเว่ยเว่ยได้บารมีจากบิดาจึงตามหลังมาอีกที นางปรากฎตัวอยู่ในกลุ่มที่มารอต้อนรับ
ฮ่องเต้ องค์รัชทายาทอยู่ตำแหน่งตรงกลาง ส่วนหมินอ๋องผู้ทรงอำนาจอยู่ทางขวามือ หลินเว่ยเว่ยยืนติดกับบิดา หรือจะบอกว่าอยู่ห่างจากฮ่องเต้เพียงมีหมินอ๋องกั้นกลางเท่านั้น
ถ้าเปลี่ยนเป็นบุตรหลานของบ้านอื่นก็คงตื่นเต้นจนเสียสติ แต่หลินเว่ยเว่ยมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและดูใจเย็นมาก ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นอะไรเลย ? ใช่ว่าไม่เคยเจอกันสักหน่อย นางยังเคยกินข้าวโต๊ะเดียวกับฮ่องเต้และรัชทายาทมาก่อนด้วย !
นางหันไปมองฝูงชนที่เบียดกันอยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นนางก็เห็นร่างอันมีประกายเฉิดฉายท่ามกลางผู้คนนับพันนับหมื่น เขายังคงเปล่งประกายเหมือนเดิม เป็นดั่งดวงจันทร์ที่โดนรายล้อมด้วยหมู่ดาว ทำให้คนอื่นไม่อาจละสายตาได้ หลินเว่ยเว่ยส่งยิ้มให้เขา
“นั่นคือจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องใช่หรือไม่ ? หน้าตาไม่ค่อยเหมือนหมินอ๋องเลย !”
“เด็กผู้หญิงอย่างนางก็ต้องเหมือนมารดามากหน่อยสิ ! ถ้าเหมือนหมินอ๋องแล้วยังจะขายออกหรือไม่ ?”
“นางเป็นถึงจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋อง ! แม้หน้าตาไม่ได้เรื่องก็มีคนต่อแถวรอสู่ขอ ! ยิ่งไปกว่านั้นคือจวิ้นจู่ยังเป็นสาวน้อยน่ารัก…ไม่รู้ว่าธรณีประตูตำหนักหมินอ๋องจะถูกเหยียบจนพังเมื่อใด”
“หืม ? จวิ้นจู่ยิ้มให้ข้าด้วย !”
“เจ้าหลงตัวเองให้น้อยหน่อย ! รูปร่างมะขามข้อเดียวอย่างเจ้า จวิ้นจู่จะสังเกตเห็นหรือ ? เห็นอยู่ชัดๆว่า…ว่านางยิ้มให้คุณชายที่อยู่ข้างพวกเราต่างหาก !”
“เฮอะ…คุณชายท่านนั้นหน้าตาหล่อเหลา ถ้าข้าเป็นสตรีก็จะส่งยิ้มให้เขาเหมือนกัน…เจ้ายิ้มอะไร ? เจ้าก็คิดว่านางยิ้มให้ตนด้วยหรือ ?”
“พอแล้วน่า ทะเลาะอะไรกัน ? หมินอ๋องเป็นพวกให้ท้ายบุตรที่สุด ถ้าพระองค์รู้ว่าเจ้าพูดถึงจวิ้นจู่อย่างไร แม้เจ้าจะเป็นปิศาจร้าย พระองค์ก็ทุบเจ้าได้ ! กองทัพติงเป่ยมาแล้ว…”
ในขณะที่เสียงตะโกนนี้ดังขึ้น ราษฎรที่อยู่ ณ ประตูนอกเมืองก็เบนสายตาไปในทิศทางเดียวกัน…เป็นอย่างที่คิด กองทัพอันเกรียงไกร ท่าทางสง่างามปรากฏมาแต่ไกล เสียงเกือกม้า น้ำหนักเท้าของคน เสียงอาวุธและชุดเกราะที่เสียดสีกัน รวมกันแล้วเป็นทำนองที่ไพเราะ !
เมื่อเข้ามาใกล้และใกล้ขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยู่หน้าสุดคือหมินอ๋องซื่อจื่อและรองแม่ทัพไม่กี่นาย พวกเขาอยู่บนหลังม้าตัวสูงใหญ่ หมินอ๋องซื่อจื่อใส่ชุดเกราะสีเงิน ภายใต้แสงแดดอบอุ่นของฤดูหนาว มันสะท้อนให้เห็นแสงอันเย็นยะเยือก ด้านหลังของเขาคือทหารนับหมื่น สูงส่งดั่งสายรุ้ง…สง่างามสุดๆ ! ความองอาจพุ่งทะยาน แม้จะเป็นช่องละครโทรทัศน์ที่ดีขนาดไหนก็ถ่ายทอดภาพนี้ออกมาไม่ได้
หมินอ๋องซื่อจื่อผิวคล้ำกว่าครั้งก่อนที่หลินเว่ยเว่ยเจออยู่บ้างและดูกำยำกว่าเดิมหน่อย ดวงตาอันเฉียบคมคู่นั้นเหมือนพญาอินทรีที่ทะยานอยู่เหนือทุ่งหญ้า ภายใต้ความดุดันดูอำมหิตเล็กน้อย คิ้วและดวงตาของหมินอ๋องซื่อจื่อมีหลายจุดที่เหมือนหมินอ๋องและยังผสานไปด้วยข้อดีหลายอย่างของหมินหวางเฟย…ทั้งองอาจและหล่อเหลา ไม่เห็นเด็กสาวตลอดสองข้างทางหน้าแดงก่ำและมีดวงตาเปล่งประกายนั่นหรือ ?
ตอนที่ 549: นี่มันเรื่องอะไรกัน น่าหงุดหงิดชะมัด
แม่ทัพหนุ่ม ผู้นำแสนองอาจได้นำทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ…ระหว่างทาง ราษฎรต่างอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องเพื่อต้อนรับเหล่านักรบที่คว้าชัยชนะมาสู่แผ่นดิน
บนดวงพักตร์ของฮ่องเต้หยวนชิงเผยความปลาบปลื้ม พระองค์ตรัสกับหมินอ๋องว่า “หยูอัน เจ้ามีผู้สืบทอดแล้ว ! เป็นสิริมงคลแก่ราชวงศ์ด้วย !”
หมินอ๋องมีความสุขจนหุบยิ้มไม่ได้ “ฝ่าบาท เลิกชมเจ้าตัวแสบได้แล้ว ! ถ้าเขาตั้งใจฝึกกับกระหม่อม ก็คงไม่ต้องเจ็บตัวเพราะมนุษย์โอสถ…โชคยังดีที่มีคนเข้ามาช่วยไว้ได้ เฮ้อ ! โดนเด็กสาวคนหนึ่งช่วยไว้ พระองค์คิดว่าน่าอายหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ !”
ฮึฮึ ! หลินเว่ยเว่ยแอบหัวเราะอยู่ด้านข้าง ฟู่หวาง เด็กสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้ก็อยู่ข้างพระองค์ไงเล่าเพคะ ! นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจต่อการส่งข่าวแสนเชื่องช้าของคนสมัยก่อน…
ทันใดนั้นก็มีแสงแวบเข้ามาในความคิดของฮ่องเต้หยวนชิง ดวงเนตรเบนไปหยุดที่ตัวหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านข้าง…ช้าก่อน คนที่ช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อไว้เป็นเด็กสาวคนหนึ่งและยังมีพละกำลังมหาศาล…ในเวลานั้นหมินอ๋องซื่อจื่อกำลังไปช่วยบรรเทาทุกข์ที่อำเภอเป่าชิงเมืองจงโจว…คงไม่ได้บังเอิญขนาดนั้นหรอกกระมัง?
“ระวัง !” หมินอ๋องดึงกระบี่จ้านหลูออกจากฝักเหน็บเอวเพื่อฟันลูกธนูที่ยิงเข้ามา แต่แล้วห่าฝนธนูก็ออกมาจากกองทัพ พวกมันต่างพุ่งตรงมาที่ฮ่องเต้หยวนชิงและองค์รัชทายาทที่อยู่ด้านข้าง…
หลินเว่ยเว่ยเคลื่อนไหวเร็วมาก นางกระชากเสื้อคลุมออกจากบ่าแล้วพุ่งไปทางฮ่องเต้กับองค์รัชทายาท จากนั้นนางก็ยกเสื้อคลุมในมือขึ้น เสื้อคลุมหมุนไปราวกับภาพลวงตา มันเคลื่อนไปตามทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมา ลูกธนูบางดอกเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุม แต่ก็มีบางดอกที่กระเด็นออกไป…
ท่ามกลางราษฎรที่กำลังวิ่งหนี เจียงโม่หานเดินมาทางนี้ด้วยความยากลำบาก เขาเห็นเพียงเด็กสาวตัวสูงโปร่งกำลังทำตัวเหมือนเทพเซียนบนฟากฟ้า นางใช้ร่างเพรียวบางยืนขวางลูกธนูอยู่ด้านหน้า ส่วนเสื้อคลุมในมือก็เป็นดั่งเกราะกำบังที่ทำลายไม่ได้ ทำให้ปกป้องคนที่อยู่ข้างหลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนทางกองทัพก็ตอบสนองกันเร็วเช่นกัน หมินอ๋องซื่อจื่อจับตัวผู้นำได้อย่างรวดเร็ว ไส้ศึกที่ซ่อนตัวอยู่ในกองทัพก็…โดนนายทหารและรองแม่ทัพที่อยู่รอบตัวจับเอาไว้
หมินอ๋องซื่อจื่อและรองแม่ทัพอีกสองสามนายรีบคุกเข่าขอรับโทษจากฮ่องเต้หยวนชิง ใครจะคาดคิดว่าในกองทัพติงเป่ยมีกบฏราชวงศ์ก่อนแฝงกายอยู่และยังปลอมตัวได้แนบเนียนขนาดนี้ ไส้ศึกที่โดนจับตัวได้ส่วนใหญ่เป็นทหารดั้งเดิมที่ผ่านศึกมาหลายสนามรบแล้ว ยังมีนายทหารยศระดับสูงอีกด้วย…
ฮ่องเต้หยวนชิงที่โดนหมินอ๋องสองพ่อลูกปกป้องไว้ด้านหลังไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และพระทัยก็สงบมากด้วย ทรงแย้มพระสรวลเบาๆ “พวกกบฏราชวงศ์ก่อนไม่ยอมตัดใจจริงๆ อยากได้ชีวิตของเจิ้นอยู่นั่น แต่น่าเสียดายที่คิดอุบายมาอย่างแยบยล ท้ายสุดกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ! พวกกบฏราชวงศ์ก่อนก็เป็นเหมือนตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง กระโดดอยู่ได้แค่ไม่กี่วันหรอก !”
ฮ่องเต้หยวนชิงเป็นเจ้าแผ่นดินที่ผ่านคมหอกคมดาบมานับไม่ถ้วน สำหรับพระองค์แล้วเรื่องนี้เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆเท่านั้น และใช่ว่าพระองค์ก็ไม่ได้ไม่เตรียมตัวมาเสียทีเดียว เพียงแต่…พระองค์เห็นหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านข้างกระชากเสื้อคลุมออกมาหมุนเสียก่อน…เพราะการกระทำของเด็กคนนี้เร็วเกินไป องครักษ์เงาที่ซุ่มอยู่บริเวณนี้จึงไร้ประโยชน์
ขณะมองเสื้อคลุมที่เป็นรูของตน คิ้วน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มขมวดเป็นปม เสื้อคลุมตัวนี้เพิ่งทำเสร็จได้ไม่นาน วัสดุและงานตัดเย็บล้วนเป็นของชั้นดีทั้งนั้น โดยเฉพาะเตียวผี (ขนมิงค์) หิมะบนหมวก…หากเป็นร้านข้างนอก อย่างน้อยเสื้อคลุมตัวนี้ก็ต้องใช้เงิน80-100ตำลึงเชียวนะ ! นี่เพิ่งใส่ได้วันเดียว น่าเสียดายมาก !
แต่แล้วทันใดนั้น สายตาของนางก็แข็งค้าง ร่างกายเอนไปทางฮ่องเต้พลางยื่นมือซ้ายออกไป จังหวะนั้นก็มีลูกศรทำจากเหล็กชั้นดีเพิ่มมาอีกดอก หมินอ๋องซื่อจื่อและเหล่ารองแม่ทัพที่คุกเข่าอยู่ตรงเบื้องหน้าฮ่องเต้หยวนชิง พากันสูดหายใจด้วยความเสียขวัญทันที…เพราะหัวของธนูดอกนี้กำลังชี้ไปที่พระหทัยของฮ่องเต้หยวนชิง หรือจะพูดว่าถ้าไม่ได้เด็กคนนี้จับไว้ทัน ตอนนี้ฮ่องเต้หยวนชิงก็คงโดนยิงทะลุหทัยไปแล้ว
หลินเว่ยเว่ยมองไปทางต้นไม้ที่ห่างออกไปไกลนับร้อยก้าวด้วยสีหน้าดุร้าย นางลุกขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะซัดลูกธนูในมือออกไป นายทหารและแม่ทัพนายกองที่อยู่ใกล้บริเวณต้นไม้ต้นนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวน ก่อนจะตามมาด้วยร่างชายชุดดำที่ร่วงลงจากต้นไม้ นายกองคนหนึ่งรีบกระโดดข้ามไปแล้วจับตัวมือสังหารที่โดนยิงทะลุหัวไหล่กดไว้กับพื้น!
หมินอ๋องขมวดพระขนง “ระยะขนาดนี้ ความแม่นยำเช่นนี้ มือสังหารจะต้องมีฝีมือยิงธนูเป็นเลิศแน่นอน!”
ฮ่องเต้หยวนชิงลูบพระอุระด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ความตกพระทัยยังไม่จางหาย…แค่คืบเดียวเท่านั้นพระองค์ก็จะต้องจบชีวิตเพราะลูกธนูดอกนั้น! พระองค์อดทอดถอนหทัยไม่ได้ “หยูอัน บุตรสาวของเจ้าช่วยชีวิตเจิ้นไว้อีกครั้งหนึ่งแล้ว”
หมินอ๋องหันไปทอดพระเนตรโดยรอบด้วยความหวาดระแวง จากนั้นพยายามซ่อนความภาคภูมิใจไว้แล้วตรัสว่า “ฝ่าบาท สามารถรับใช้พระองค์ได้จึงถือเป็นเกียรติของบุตรสาวกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์รัชทายาททำให้จิตใจกลับมาสงบได้อย่างรวดเร็ว ห่าธนูเมื่อครู่ ส่วนใหญ่พุ่งเป้ามาที่ฟู่หวง ส่วนองค์รัชทายาทก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วยเท่านั้น ทว่าการสามารถสงบจิตใจได้ในเวลาอันตรายเช่นนี้ ถือว่ามีความเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อย่างแท้จริง
ทรงทอดพระเนตรไปยังเด็กสาวที่ยังยืนขวางอยู่เบื้องหน้าพระองค์สองพ่อลูก แล้ว.อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “ถ้าพูดเรื่องกำลังแขนและความแม่นยำ เว่ยเว่ยจวิ้นจู่จะไม่เหนือกว่าบุรุษอีกหรือ ?”
ความภาคภูมิใจในดวงเนตรของหมินอ๋องเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม “องค์รัชทายาทชมเกินไปแล้ว ! ลูกสาวกระหม่อมก็แค่ปาลูกธนูได้แม่นยำเท่านั้น เว่ยเอ๋อร์ ตอนเจ้าสังหารโจรตงหูที่ตลาดการค้าข้ามเขตแดนก็ปาลูกธนูด้วยมือเปล่าแบบนี้หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ในเวลานั้นมีลูกธนูที่ไหนกันเพคะ ? ที่ลูกใช้เป็นลูกศรไม้ไผ่ที่ทำมาจากเสาไม้บริเวณนั้น น้ำหนักค่อนข้างเบา ใช้ไม่ถนัดมือสักเท่าไร…”
ใช้ไม่ถนัดมือ แต่เจ้าปาใส่โจรตงหูตายไปหลายสิบคนและช่วยพ่อค้ากับชาวบ้านไว้ได้ไม่น้อย ? นี่จะต้องเป็นการเสแสร้งแน่นอน !
หมินอ๋องซื่อจื่อคุกเข่าลงด้วยความท้อแท้อยู่ตรงเบื้องหน้าฮ่องเต้และองค์รัชทายาท พอหลินเว่ยเว่ยเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหลบเข้าไปด้านข้าง แต่ก็กลัวจะมีมือสังหารหลุดรอดออกมาอีก นางจึงไม่กล้าออกไปไกล นางก้มหน้ามองพี่ชายผู้มีชื่อเสียงของตน…นี่มันเรื่องอะไรกัน ! เดิมทีเป็นการนำทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ รบจนชาวตงหูถอยกลับเข้าทุ่งหญ้าส่วนลึก แต่ในช่วงเวลาอันทรงเกียรตินี้กลับโดนพวกหนูในกองทัพทำให้เละไม่เป็นท่า ! น่าหงุดหงิดชะมัด !
ทว่าฮ่องเต้หยวนชิงไม่ใช่ทรราชผู้ไม่รู้ถูกผิด ควรให้รางวัลก็ต้องให้ ! ส่วนเรื่องกบฏราชวงศ์ก่อนที่แทรกซึมอยู่ในกองทัพ…ได้เวลาใช้โอกาสนี้จัดระเบียบกองทัพใหม่และกวาดล้างพวกกบฏให้สิ้นซาก !
ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทให้กำลังใจและตกรางวัลแก่นายทหารประจำกองทัพติงเป่ยเสร็จแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็ถูกกองทหารรักษาพระองค์และราชองครักษ์คุ้มกันกลับวังหลวง
จนถึงตอนนี้หมินอ๋องซื่อจื่อจึงได้มีโอกาสเข้ามาคารวะฟู่หวางของตน และในที่สุดเขาก็ได้เห็นวีรบุรุษของเหตุการณ์ครานี้ เขาอดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าประหลาดใจ “หลินกู่เหนียง เหตุใดจึงเป็นเจ้า ?”
หลินเว่ยเว่ยลูบฝ่ามือที่ขึ้นรอยแดง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ใช่ ข้าเองเจ้าค่ะ !”
หมินอ๋องทอดพระเนตรทั้งสองคนด้วยความมึนงง “เจ้าทั้งสอง…รู้จักกันหรือ ?”
หมินอ๋องซื่อจื่อพยักหน้า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคุยกัน รอให้ลูกกลับจากวังมาแล้วจะเล่าให้ฟู่หวางฟัง…หลินกู่เหนียงพักอยู่ที่ใด ? ประเดี๋ยววันหน้าข้าจะไปขอบคุณถึงบ้าน !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มให้อีกฝ่าย “ข้าพักอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋องเจ้าค่ะ !”
หมินอ๋องกระตุ้นบุตรชาย “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสนทนา เจ้ารีบเข้าวังเถิด !”
กองทัพตั้งค่ายกันที่นอกเมือง หมินอ๋องซื่อจื่อและนายทหารที่มีผลงานพากันขี่ม้าเข้าสู่เมืองหลวง ในที่สุดหลินจื่อเหยียนก็เบียดตัวออกมาจากฝูงชนได้ เขามองไปยังร่างอันแสนคุ้นตาที่อยู่ด้านหลังของหมินอ๋องซื่อจื่อแล้วต้องขยี้ตาแรงๆ…เขาจะต้องมองผิดไปแน่นอน…
ตอนที่ 550: คิงคองบาร์บี้ทำตัวขี้อ้อน
เจียงโม่หานเข้ามายืนข้างหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็หยิบยาขี้ผึ้งที่พกติดตัวโดยตลอดออกมาทาบนฝ่ามือที่บวมแดงของนาง เพราะลูกธนูที่พุ่งเข้ามามีความเร็วมาก ฝ่ามือของนางจึงเสียดสีกับก้านของมันจนเป็นรอย !
หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าของบัณฑิตน้อยไม่ค่อยดีสักเท่าไร นางจึงทำตัวเหมือนเด็กที่ทำผิด รีบก้มหน้าก้มตาทันที “เอ่อ คือ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็นผู้กล้า ! สถานการณ์ในตอนนั้นข้าตกอยู่ในวงล้อมของห่าฝนธนูเช่นกัน จึงถือโอกาสช่วยคนอื่นไว้ก็เท่านั้นเอง…”
“ด้านข้างฮ่องเต้มีราชองครักษ์รายล้อมอยู่ขนาดนั้น แล้วยังมีองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่อีก ยังจำเป็นให้เจ้าช่วย ? ตอนนั้นสถานการณ์อันตรายมากเพียงใด ? แค่มีลูกธนูหลุดมาแค่ดอกเดียว เจ้าก็…เจ้าเคยนึกถึงผลที่ตามมาบ้างหรือเปล่า ? เจ้าสัญญากับข้าไว้ว่าอย่างไร ? แต่ละครั้งพูดได้น่าฟังนักเชียว แต่พอถึงเวลาจริงแล้วคนที่พุ่งออกไปเร็วสุดก็คือเจ้า !” เจียงโม่หานโมโหจนควันออกหู
เมื่อครู่ ตอนอยู่ในฝูงชน หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นอยู่แล้ว ร่างน้อยที่หมุนเสื้อคลุมนั้นเรียกได้ว่าอยู่ท่ามกลางห่าฝนธนู แล้วจะไม่ให้เขาเป็นห่วงได้หรือ ?
ศีรษะของหลินเว่ยเว่ยจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนมันแทบจะฝังเข้าในหน้าอกของนางแล้ว
หมินอ๋องเห็นแล้วก็ปวดหทัย พระองค์พยายามข่มโทสะเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ระเบิดออกมาอยู่ดี “เจ้าหุบปากไปเลย ! บุตรสาวเปิ่นหวางจะทำผิดหรือถูก เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อว่า ? ยังไม่ทันแต่ง เจ้าก็ดุบุตรสาวเปิ่นหวางแล้ว ยังจะให้เปิ่นหวางฝากฝังบุตรสาวกับเจ้าได้อีกหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยดึงชายฉลองพระองค์ของหมินอ๋อง “ฟู่หวางอย่าตำหนิบัณฑิตน้อยเลยเพคะ คราวนี้เป็นลูกเองที่ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้จริง…ลูกเป็นฝ่ายผิด !”
“ใช่ เจ้าผิด ! แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่เขาจะมาต่อว่าเจ้า ! ไม่เห็นคนเป็นบิดาอย่างเปิ่นหวางอยู่ในสายตาหรือไร ?” หมินอ๋องหันไปทอดพระเนตรนางด้วยดวงพักตร์เคร่งขรึม ก่อนจะเริ่มเปิดโหมดตำหนิ “ดูตัวเองสิ ! มีฟู่หวางอยู่ ไฉนเลยจะเปิดโอกาสให้เจ้าพุ่งออกไปอยู่ข้างหน้า ถ้าเกิด…ถุย ถุย ! ไม่มีถ้าเกิด…เพราะไม่ว่าอย่างไร ถ้าเจอสถานการณ์เหมือนวันนี้อีก ก็ยังมีฟู่หวางอยู่ ! เจ้าห้ามพุ่งออกไปเด็ดขาด จำได้หรือไม่ ?”
“อ้อ ! เข้าใจแล้วเพคะ !” ในเวลานี้หลินเว่ยเว่ยต้องทำตัวเป็นเด็กดีให้มากที่สุดเข้าไว้ และนางยังเหลือบมองสีหน้าเจียงโม่หานเป็นครั้งคราวอีกด้วย เมื่อเห็นเขายังโมโหอยู่ นางก็ดึงมุมเสื้อของบัณฑิตน้อยแล้วแกว่งมันด้วยความออดอ้อน
หมินอ๋องลูบศีรษะน้อยๆของนาง “เมื่อครู่ตกใจมากกระมัง ? ประเดี๋ยวกลับไปแล้วให้ห้องเครื่องต้มน้ำแกงสงบจิตใจให้เจ้าสักถ้วย…”
เจียงโม่หานนึกถึงตอนที่เด็กน้อยช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อไว้ที่อำเภอเป่าชิง ตอนนั้นนางไข้ขึ้นกลางดึก เขาจึงหันไปมองนางด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย
หลินเว่ยเว่ยกะพริบตากลมโตแล้วพูดออกมาตามตรง “ที่จริง…ลูกยังไม่ทันได้กลัว เหตุการณ์ก็จบลงแล้ว ! พอมาคิดดูแล้วลูกก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้วเพคะ !”
นางเป็นอะไรไป ? เรื่องเสี่ยงอันตรายถึงขนาดนี้กลับพุ่งออกไปอย่างวู่วาม ? แถมยังใช้เสื้อคลุมกวาดลูกธนูด้วย…ต้องเป็นเพราะดูละครย้อนยุคในชาติที่แล้วมากไปหน่อย…โชคดีที่นางมีพละกำลังมหาศาลจึงหมุนเสื้อคลุมได้เร็ว ไม่อย่างนั้นนางจะต้องกลายเป็นตัวเม่นแน่นอน !
ต่อไปต้องคิดให้รอบคอบ จะทำตัวเป็นวีรสตรีโดยไม่คิดหน้าคิดหลังไม่ได้เด็ดขาด !
หลินจื่อเหยียนทิ้งภาพแผ่นหลังอันแสนคุ้นเคยนั้นไปและเข้ามาถามด้วยความห่วงใยว่า “พี่รอง ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม? เมื่อครู่ข้าตกใจมาก ! เหตุใดในกองทัพจึงมีคนอยากเอาชีวิตฮ่องเต้…”
“ชู่! ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องกังวล…กลับกันเถิด !” หลินเว่ยเว่ยแอบเหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยไอเย็นของเจียงโม่หาน จบกัน คราวนี้บัณฑิตน้อยโกรธจนควันออกหูแล้ว จะง้อเขาอย่างไรดี ?
นางไม่สนใจพระขนงที่ขมวดเป็นปมของหมินอ๋องและรีบเดินตามติดเข้าไปนั่งรถม้าคันเดียวกับเจียงโม่หาน นางย่อตัวนั่งลงข้างเขา จากนั้นก็ค่อยๆขยับเข้าไปเบียดข้างตัวเขา เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะหันมามองแม้แต่น้อย นางก็ยังขยับตัวเบียดเขาอีกสองสามครั้ง
หลินจื่อเหยียนทำท่าไม่อยากจะมองและพูดขึ้นมาลอยๆว่า “พี่รอง ท่านจะเบียดพี่เขยรองจนติดกับผนังรถม้าอยู่แล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยไม่สนใจน้องชาย นางกลอกตาไปมา ทันใดนั้นก็หยิบยาขี้ผึ้งของตนออกมาแล้วเริ่มร้องโอดครวญ “บัณฑิตน้อย ข้าเจ็บมือมากเลย เจ้ารีบดูให้ข้าหน่อยว่ามันบวมขึ้นหรือเปล่า ?”
เจียงโม่หานไม่แสดงกิริยาใด เขาเบือนหน้าหนีนาง หลินเว่ยเว่ยร้องโอดครวญดังกว่าเก่า “ต้าฮว๋า เจ้าดูข้อมือของข้าสิ มันบวมขึ้นหรือเปล่า ? มือสังหารแรงเยอะมาก คงไม่ได้มีพละกำลังมหาศาลเหมือนข้าหรอกกระมัง ? ธนูดอกนั้นคงไม่ได้ทำร้ายถึงเส้นเอ็นหรือกระดูกของข้าใช่หรือไม่ ?”
หลินจื่อเหยียนเข้ามาดูอย่างละเอียด “เหมือนจะ…บวมขึ้นเล็กน้อย พี่รอง ท่านเจ็บมากเลยหรือ ? ถ้าอย่างไรเรายังไม่กลับดีหรือไม่ ให้รถม้าไปที่โรงหมอกันก่อน ?”
“โอ๊ย เจ็บ ! ฮือฮือฮือฮือ ! บัณฑิตน้อย ข้าเจ็บมาก…แต่น่าเศร้าที่ไม่มีใครสนใจ !” หลินเว่ยเว่ยทำตัวน่าสงสารและแสดงได้น่าเอ็นดูสุดๆ
เจียงโม่หานรู้ว่านางกำลังเสแสร้งอยู่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองบาดแผลบนมือของนาง…มือข้างนี้เคยบาดเจ็บเพราะตกหน้าผา ต่อมายังโดนเสือกัด คงไม่บาดเจ็บจนถึงเอ็นกระดูกจริงหรอกกระมัง ?
เขาไม่สนใจโทสะที่มีอีก แล้วยื่นมือไปจับมือของนาง จากนั้นแตะที่ข้อมือนางเบาๆ หลังถอนหายใจแล้วก็ถามนางว่า “ทำแบบนี้เจ็บหรือเปล่า ?”
จากท่าทางใกล้จะร้องไห้เต็มทนของหลินเว่ยเว่ยพลันถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม “แค่เจ้ายอมสนใจ ข้าก็ไม่เจ็บแล้ว ! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่มีวันเมินข้าได้ ! ข้าขอสัญญาเลยว่าต่อไปจะไม่พุ่งออกไปเพราะความวู่วามอีก เจ้าอย่าโมโหเลย ได้หรือเปล่า ?”
“คำสัญญาของเจ้า ข้าไม่กล้าเชื่อแม้แต่น้อย เจ้าลองคิดดูว่าเคยสัญญากับข้ามากี่ครั้งแล้ว ?” เจียงโม่หานลูบที่รอยบวมแดงบนฝ่ามือของนางเบาๆ…เจ็บ ? รู้ว่าเจ็บแล้วยังเสี่ยงชีวิตไปช่วยคนอื่น ? คราวนี้ยังดีที่แค่โดนลูกธนูเสียดสีจนเป็นรอยบวมเท่านั้น แต่ถ้าในห่าฝนธนูนั้นมีดอกหนึ่งหลุดออกมาแล้วปักที่ตัวนาง จะไม่ใช่แค่เจ็บธรรมดาแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว “ข้าขอสัญญากับเจ้า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ! จริงๆนะ ! ถ้าไม่เชื่อ เจ้าดูความจริงใจจากในแววตาข้าได้เลย !”
เจียงโม่หานมีแววตาหดหู่เล็กน้อย “ข้ารู้ว่าคำสัญญาของเจ้าในเวลานี้มาจากใจจริง แต่ทุกครั้งที่เรื่องอันตรายอยู่ตรงหน้า เจ้าก็ทิ้งคำสัญญาไว้ข้างหลังทันที…เจ้ารู้หรือเปล่า ? ครั้งที่เราไปชมดอกเหมยบนเขาแล้วเจ้าโดนเสือกัด ภาพที่เจ้ามีเลือดอาบไปครึ่งตัว ทำให้หัวใจของข้าแทบแตกสลายโดยพลัน ข้าแทบอยากกลายเป็นตัวเจ้าแล้วรับความเจ็บไว้แทน แล้วก็ยังมีเมื่อครู่อีก ถ้าไม่ได้มีชาวบ้านที่พากันวิ่งหนีขวางข้าไว้ ข้าจะต้องพุ่งออกไปขวางอยู่เบื้องหน้าของเจ้าแน่นอน ! เจ้าเอาแต่พูดว่าชอบข้า ต่อไปนี้เวลาที่จะเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายก็ช่วยคิดถึงความรู้สึกของคนที่รักเจ้าด้วย !”
หลินเว่ยเว่ยเข้าไปกอดแขนของเขา ร่างกายราวกับไร้กระดูกพลางรีบซบตัวลงที่ไหล่ของเขาทันที นางพูดออกมาอย่างคนว่านอนสอนง่าย “ข้าผิดไปแล้ว ! ต่อไปข้าจะจำให้ขึ้นใจว่าชีวิตไม่ได้เป็นของข้าคนเดียวแต่ยังเป็นของเจ้าด้วย อ้อ ยังมีคนที่รักข้าทั้งหมด เจ้าด่าข้าแรงๆสักยกเถิด หรือจะตีข้าก็ได้ แต่อย่าเมินเฉยต่อข้าเลย และไม่ต้องเก็บโทสะไว้ในใจด้วย มันจะทำลายสุขภาพเอาได้ !”
เจียงโม่หานถอนหายใจ เขาจะทำใจทุบตีหรือด่านางได้อย่างไร เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับนางแล้วจริงๆ เจียงโม่หานยื่นมือไปลูบเส้นผมของนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าจะโมโหเจ้าลงได้หรือ ? ข้าก็แค่โมโหที่ตัวเองไร้ความสามารถ ได้แต่มองเจ้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายทุกครั้งแต่ทำอะไรไม่ได้เลย เจ้าคิดว่าข้าล้มเหลวในฐานะลูกผู้ชายและคู่หมั้นหรือเปล่า ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment