weiwei ep551-560

ตอนที่ 551: คนโสดไม่มีสิทธิ์พูด


“ไม่เลย อย่างไรเจ้าก็เป็นความภาคภูมิใจของข้าตลอดไป ! เจ้ารู้หรือเปล่า ? ตอนเจ้าบอกว่าจะมาขอหมั้นหมาย ข้าแอบวิ่งไปกระโดดโลดเต้นดีใจเหมือนลิงที่เนินเขาหลังบ้านด้วยล่ะ ! ในใจข้าเห็นเจ้าเป็นคนที่เอื้อมไม่ถึง แม้แต่ตอนนี้ข้าก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไปอยู่เลย ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองสามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าลงมาได้ !”


หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าเจียงโม่หานยังดูหดหู่ จึงรีบเผยความในใจออกมา…“ในใจข้า เจ้าเป็นคนเก่งที่สุดของที่สุด !”


หลินจื่อเหยียนพูดด้วยความไม่พอใจ “ท่านสองคนช่วยหยุดพูดจาหวานเลี่ยนใส่กันได้หรือเปล่า ? รบกวนนึกถึงความรู้สึกของคนโสดบ้าง ?”


“คนโสดไม่มีสิทธิ์พูด หุบปากของเจ้าเถิด !” หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา…ในฐานะที่เป็นหลอดไฟยักษ์ เจ้าอย่าส่องแสงสว่างขนาดนี้ได้หรือเปล่า ?


ช่วงเวลาเกือบเที่ยงวัน หมินอ๋องซื่อจื่อที่เต็มไปด้วยเกียรติยศก็กลับจากวังหลวง เหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ในตอนเช้าไม่ได้ส่งผลต่อความดีความชอบของกองทัพติงเป่ย ฮ่องเต้หยวนชิงยังพระราชทานรางวัลและแต่งตั้งตามตำแหน่งที่สมควร ส่วนหมินอ๋องซื่อจื่อกระทั่งนายกองชั้นผู้น้อยบางคนต่างได้รับเกียรติยศที่สมควรได้รับถ้วนหน้า


เมื่อเข้ามาในตำหนักอ๋องแล้ว หมินอ๋องซื่อจื่อก็ตรงไปที่สวนจื่อถงทันที เมื่อเห็นหมินหวางเฟยกำลังถูกนางกำนัลประคองให้เดินไปเดินมาอยู่ในห้อง เขาก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าหมู่เฟยทันที “ลูกขอคารวะหมู่เฟย…หมู่เฟยดูมีพระพลานามัยดีขึ้นมาก ช่างเป็นเรื่องวิเศษจริงๆพ่ะย่ะค่ะ !”


หมินหวางเฟยลูบศีรษะบุตรชายแล้วตรัสด้วยรอยยิ้ม “รีบลุกขึ้นมาให้แม่ดูหน่อย…ไอโหยว ผอมลง ดำขึ้นด้วย ! จะปล่อยให้ดำกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าดำกว่านี้จะหาภรรยายาก !”


หมินอ๋องซื่อจื่อลุกขึ้นยืนพลางจับพระหัตถ์ของนางแล้วเดินเป็นเพื่อนไปรอบห้อง “ลูกเป็นบุรุษ ดำหน่อยจะเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ ? ฟู่หวางเองก็ไม่ได้ผิวขาว ยังแต่งกับภรรยาที่ดีอย่างหมู่เฟยได้เลย แล้วเหตุใดลูกจะหาไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ?”


“สตรีที่โดดเด่นเช่นมารดาของเจ้า ในใต้หล้านี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าเจ้าอยากหาคนอย่างแม่ก็รอใช้ชีวิตเป็นโสดได้เลย ?” สุขภาพของหมินหวางเฟยดีขึ้นแล้ว นางจึงกลับมามีอารมณ์ขันเหมือนวันวาน


ใบหน้าของหมินอ๋องซื่อจื่อเปื้อนด้วยรอยยิ้ม เขากำลังปลื้มใจยิ่งกว่าอะไรดี…ดีจริงๆ หมู่เฟยยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนคือชอบล้อเล่น เขาสงสัยจริงๆว่าช่วงที่ไม่อยู่นี้เกิดเรื่องอะไรดีๆในตำหนักบ้าง จึงทำให้อาการป่วยทางใจของหมู่เฟยที่เป็นมาสิบกว่าปีดีขึ้นเช่นนี้ ?


“หมู่เฟย หมอเทวดาท่านใดรักษาพระองค์ให้ดีขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ ? ลูกควรจะเอาอั่งเปาไปตอบแทน !” เมื่อเดือนก่อน เขาได้รับจดหมายจากตำหนักและในจดหมายยังบอกว่าอาการป่วยของหมู่เฟยเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ในเวลาปกติแทบจำใครไม่ได้สักคน คาดไม่ถึงว่าหนึ่งเดือนสั้นๆนี้ หมู่เฟยไม่เพียงหายเลอะเลือนและยังลงจากแท่นบรรทมได้ด้วย ! หมินอ๋องซื่อจื่อรู้สึกขอบคุณท่านหมอคนนั้นจากใจจริง !


หมินหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “ใช่จริงๆ อั่งเปานี้ถึงเจ้าจะหลบก็หลบไม่พ้น…”


“หมู่เฟย ตุ๋นกระเพาะปลาใส่ไผ่หยก (เง็กเต็ก) เสร็จแล้วเพคะ ! อาหารนี้ไม่เพียงช่วยบำรุงร่างกาย แต่ยังมีสรรพคุณด้านความงามด้วยเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันมาถึง เสียงก็มาก่อนตัวแล้ว


หมู่เฟย ? ในตำหนักหมินอ๋องแห่งนี้ นอกจากเขาแล้วยังมีคนเรียกนายหญิงแห่งตำหนักว่าหมู่เฟยได้อีกหรือ ? ตอนเขาไม่อยู่ หมู่เฟยไปรับเด็กที่ไหนมาเป็นลูกบุญธรรมหรือเปล่า ?


ม่านประตูถูกนางกำนัลเปิดออก หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาพร้อมอาหารบำรุง เมื่อเห็นหมินอ๋องซื่อจื่ออยู่ด้วย นางก็พยักหน้าให้เขาพร้อมรอยยิ้ม “ซื่อจื่อกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ? อีกประเดี๋ยวห้องเครื่องทำอาหารเสร็จแล้วก็เริ่มกินข้าวกันได้ !”


“ละ…หลินกู่เหนียง ?” เหตุใดหลินกู่เหนียงถึงอยู่ในตำหนัก ? คนที่พูดว่า ‘หมู่เฟย’ เมื่อครู่คือนาง ? แล้วก็ตอนฮ่องเต้มาต้อนรับกองทัพติงเป่ย เหตุใดหลินกู่เหนียงถึงอยู่ข้างๆเขาและยังช่วยชีวิตฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทได้ทัน ? ในสมองของหมินอ๋องซื่อจื่อเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามทันที


หมินหวางเฟยเห็นบุตรชายนิ่งอึ้งไป จึงแย้มพระสรวลออกมา “ยังเรียกหลินกู่เหนียงอะไรกัน ? นางเป็นน้องสาวของเจ้า ! น้องสาวแท้ๆที่พลัดพรากไปถึง15ปี !”


“น้องสาว ? หมู่เฟยไม่ได้บอกว่าที่หายไปคือน้องชายหรือพ่ะย่ะค่ะ ?” หมินอ๋องซื่อจื่ออึ้งยิ่งกว่าเดิม…เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เหตุใดจู่ๆน้องชายก็เปลี่ยนเป็นน้องสาว ? แถมยังบังเอิญขนาดนี้ เป็นหลินกู่เหนียงที่เขารู้จักอีกด้วย !


หมินหวางเฟยกลอกดวงเนตรใส่เขา “สถานการณ์ในตอนนั้นอันตรายขนาดไหน ตอนที่แม่คลอดน้องสาวเจ้า แม้แต่สายสะดือยังต้องรีบตัดแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูว่าเป็นหญิงหรือชาย ? ต่อมาแม่ก็ไม่ได้เลอะเลือนไปแล้วหรือ ? แน่นอนต้องจำไม่ได้อยู่แล้วว่าตัวเองคลอดบุตรชายหรือหญิงออกมา บนตัวน้องสาวเจ้ายังมีจี้หยกที่แม่ทิ้งไว้กับนางด้วย ฮ่องเต้ก็ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว ยังจะเป็นเรื่องหลอกลวงได้อย่างไร ? เด็กโง่ ยังไม่รีบไปรับชามจากน้องสาวอีก จะให้มันลวกมือน้องเจ้าหรือไร !”


หมินอ๋องซื่อจื่อรีบเดินเข้าไปรับชามอาหารมาวางไว้บนโต๊ะในห้อง ขณะมองหลินเว่ยเว่ย เขาก็มีความรู้สึกเหมือนฝันไป “ถ้ารู้ว่าหลินกู่เหนียงเป็นน้องสาวที่พลัดพรากไปหลายปีขนาดนั้น ลูกก็คงไม่ปล่อยให้นางอยู่ที่ภาคเหนือแล้วต้องลำบากเพิ่มอีกปี…”


หมินหวางเฟยเดินไปทางขวา ก่อนเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เจ้าเคยเจอน้องสาวตั้งแต่ปีก่อนแล้ว ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อพยักหน้า “ไม่ใช่แค่เจอกัน แต่หมู่เฟย…นางยังช่วยชีวิตลูกไว้ด้วย !” จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่โดนมนุษย์โอสถโจมตีที่อำเภอเป่าชิงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดให้หมินหวางเฟยฟังอย่างละเอียด หลินเว่ยเว่ยใช้ประโยชน์จากที่ตัวเองมีพละกำลังมหาศาลจับตัวมนุษย์โอสถไว้ เปิดโอกาสให้เขาและในท้ายที่สุดก็จัดการมนุษย์โอสถจนสามารถรักษาชีวิตไว้ได้


หมินหวางเฟยโบกพระหัตถ์เรียกหลินเว่ยเว่ย แล้วดึงมือนางมาจับไว้ “คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าสองพี่น้องจะเจอกันด้วยเหตุการณ์แบบนั้น เว่ยเอ๋อร์ ต้องขอบใจเจ้า! ไม่อย่างนั้นตำหนักหมินอ๋องแห่งนี้ก็คงไร้ซื่อจื่อ!”


หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “หมู่เฟยพูดเกินไปแล้ว ! ซื่อจื่อมีวรยุทธสูงส่ง ข้างกายยังมีองรักษ์ยอดฝีมืออีกด้วย แม้ไม่มีลูก การกำจัดมนุษย์โอสถก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น อย่าตรัสอะไรที่ฟังแล้วซาบซึ้งกับลูกเลยเพคะ ลูกรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว !”


“เจ้านี่นะ !” หมินอ๋องทอดพระเนตรหมินอ๋องซื่อจื่อพลางตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “นิสัยของนางก็เหมือนฟู่หวางตอนสมัยยังหนุ่ม ! จริงสิ เว่ยเอ๋อร์ ยังเรียกพี่ชายว่าซื่อจื่ออีกหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยเกาแก้มพลางแสดงท่าทางไม่เป็นตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียกออกมาเบาๆว่า “ท่านพี่” ส่วนหมินอ๋องซื่อจื่อขานรับด้วยรอยยิ้ม


หลินเว่ยเว่ยพูดกับหมินหวางเฟยต่อ “หมู่เฟย อาหารที่มีสรรพคุณทางยาต้องกินตอนยังร้อนอยู่เพคะ ลูกลองชิมแล้ว ไผ่หยกมีรสอร่อย ไม่มีกลิ่นยาที่พระองค์ไม่ชอบแม้แต่น้อย ที่จริงอาหารที่มีสรรพคุณทางยาไม่เพียงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นความอยากอาหารด้วย ทำให้รู้สึกมีพลังอย่างไร้สิ้นสุด หมู่เฟย ลองชิมว่าอาหารชามนี้ของลูกทำออกมาได้เป็นอย่างไรบ้างเพคะ ?”


หมินหวางเฟยเป่าอาหารเบาๆ หลังลองชิมน้ำแกงแล้ว นางก็พยักดวงพักตร์ด้วยความพอใจ “ฝีมือของเว่ยเอ๋อร์พัฒนาขึ้นอีกแล้ว !”


ขณะมองหมู่เฟยตักอาหารคำแล้วคำเล่าเข้าปาก หมินอ๋องซื่อจื่อก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรดี ต้องทราบว่าในสมัยก่อนสำหรับอาหารที่มีสรรพคุณทางยาแล้วเหมือนแทบเอาชีวิตของหมู่เฟยด้วยซ้ำ ในแต่ละครั้งมักแสดงท่าทางรังเกียจและขมขื่นเสมอ ต้องทะเลาะกับฟู่หวางก่อนถึงจะยกเลิกอาหารมื้อนั้นไปได้ ถ้าไม่มองให้ดีก็จะปัดอาหารร่วงจากโต๊ะทันที คาดไม่ถึงว่าในเวลานี้หมู่เฟยจะกินอาหารที่มีสรรพคุณทางยาจนหมดได้อย่างเชื่อฟัง


หมินหวางเฟยเห็นความสงสัยในแววตาของหมินอ๋องซื่อจื่อ นางจึงอดไม่ได้ที่จะแย้มพระสรวลออกมา “เฉิงเอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ถามหรือว่าใครรักษาแม่ ? ก็อยู่ตรงนี้ คนที่อยู่ตรงเบื้องหน้าคือหมอเทวดาที่เจ้าถามถึง เจ้าไม่ได้บอกว่าจะให้อั่งเปากับนางหรือ ?”


ตอนที่ 552: ปากปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับซื่อตรง


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างถ่อมตน “หมู่เฟย ลูกถือว่าเป็นหมอเทวดาที่ไหนเพคะ ? ก็แค่ทำอาหารบำรุงร่างกายได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น เดิมทีโรคของพระองค์ก็เกิดจากตอนคลอดบุตรแล้วไม่ได้ดูแลร่างกายให้ดี จิตใจยังเศร้าโศก พอโรคทางใจดีขึ้นแล้วบำรุงควบคู่กับอาหารที่มีสรรพคุณทางยาอีกหน่อย ร่างกายก็ต้องดีขึ้นอยู่แล้วเพคะ !”


หมินหวางเฟยวางชามอาหารลง แล้วดึงมือนางมาจับอีกครั้ง “อาการป่วยทางใจของแม่ ก็ได้ ‘ยาใจ’ อย่างเจ้าช่วยรักษา เว่ยเอ๋อร์ของพวกเราเป็นผู้กล้าที่สมควรได้รับรางวัลแล้ว…เฉิงเอ๋อร์ เร็ว รีบไปเอาซองอั่งเปามาเร็ว ! ลูกผู้ชายอกสามศอก พูดอะไรแล้วผิดคำพูดไม่ได้ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อนำไข่มุกที่ฮ่องเต้เพิ่งพระราชทานให้ตนมายื่นให้น้องสาวคนนี้ “ไข่มุกพวกนี้ เจ้าเอาไปทำเครื่องประดับก็แล้วกัน !”


ขณะมองไข่มุกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือในกล่อง หลินเว่ยเว่ยก็พูดว่า “ข้าจะรับไว้ได้อย่างไร” แต่มือกลับยื่นออกไปรับไว้อย่างซื่อตรง


“จริงสิ !” หลินเว่ยเว่ยหยิบป้ายหยกออกมาจากแขนเสื้อ “สิ่งนี้ต้องคืนสู่เจ้าของเดิมแล้ว”


หมินอ๋องซื่อจื่อผลักป้ายหยกกลับไป “ให้เจ้าแล้วก็คือให้เจ้าเลย ด้วยป้ายหยกนี้ หากเจ้าไปที่ร้านในนามของข้าแล้วชอบของอะไรในนั้นก็หยิบมาได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงิน !”


หมินหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “นี่ถึงจะสมกับเป็นพี่ชายหน่อย ! เว่ยเอ๋อร์ รับไว้เถิด ! นานครั้งพี่ชายเจ้าจะใจกว้างแบบนี้ ผ่านครั้งนี้ไปอาจไม่มีอีกแล้ว ! จริงสิ เขากับสหายร่วมหุ้นเปิดร้านขายเครื่องประดับ ในร้านมีปิ่นและกำไลมากมายทำจากหินที่ส่งมาจากอาณาจักรพุกาม ถือว่ามีเอกลักษณ์ใช้ได้ แถมยังหาซื้อจากที่อื่นไม่ได้ด้วย !”


หมินอ๋องซื่อจื่อพูดด้วยรอยยิ้ม “หมู่เฟย นั่นไม่ใช่หิน แต่คือมรกต ! มรกตที่มีอายุหลายปี ในเมืองหลวงยังถือว่าเป็นที่นิยมอยู่มาก ตอนนี้คนที่ขายมรกตไม่ได้มีแค่ร้านของลูก…น้องหญิง ข้าไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงชอบอะไร ดังนั้นตั๋วแลกเงินเหล่านี้เจ้ารับไว้ แล้วชอบอะไรก็ไปซื้อ ถือเป็นของขวัญที่พี่ชายมอบให้เจ้า !”


“ไม่ ไม่ต้องหรอก !” หลินเว่ยเว่ยเพิ่งได้ไข่มุกมาหนึ่งกล่อง แล้วนางจะรับตั๋วแลกเงินจากหมินอ๋องซื่อจื่อได้อีกหรือ ? แถมนางยังไม่ใช่น้องสาวแท้ๆของเขาสักหน่อย…


นางนำตั๋วแลกเงินที่หมินอ๋องซื่อจื่อยัดใส่มือมาที่ห้องของบัณฑิตน้อย แล้วพูดกับเขาด้วยความรู้สึกเกรงใจ “ข้ารู้สึกไม่ดีสุดๆ เหมือนมาหลอกเอาเงินซื่อจื่ออย่างไรอย่างนั้น…”


“จะเรียกว่าหลอกได้อย่างไร ? เจ้าก็คิดเสียว่าเป็นของขวัญแรกพบที่เขามอบให้น้องสะใภ้ในอนาคต !” เจียงโม่หานมองตั๋วแลกเงินในมือหลินเว่ยเว่ยและไข่มุกหนึ่งกล่องบนโต๊ะ…หมินอ๋องซื่อจื่อก็ใจกว้างไม่เบา!


“อีกอย่างเจ้าก็เคยช่วยชีวิตเขาไว้ ! และยังไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย ! ซื้อชีวิตน้อยๆของเขาไว้ถึงสองครั้งด้วยทรัพย์สินแค่นี้ ข้ายังคิดว่าน้อยไปด้วยซ้ำ” พอคิดแบบนี้แล้วก็ถือว่าน้อยไปจริงๆ !


หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความงุนงง “ข้าไม่ได้ช่วยเขามาจากมนุษย์โอสถแค่ครั้งเดียวหรือ ? แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นสองครั้ง ?” หรือนางยังเคยช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อไว้อีก ? ทำไมนางไม่รู้ตัว ?


เจียงโม่หานวางพู่กันในมือแล้วพูดกับนางว่า “เจ้าเคยคิดบ้างหรือเปล่า ถ้าวันนี้ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือไส้ศึกในกองทัพติงเป่ย คนที่โชคร้ายจะเป็นใคร ? ไม่ใช่แค่ชีวิตของหมินอ๋องซื่อจื่อจะตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น แม้แต่คนในตำหนักหมินอ๋องก็ต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย แล้วไม่เรียกว่าช่วยเขาไว้อีกครั้งหรอกหรือ ?”


ก็จริง กองทัพติงเป่ยอยู่ใต้บัญชาของหมินอ๋องซื่อจื่อ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะรอดยาก ไม่แน่ว่าอาจมีขุนนางทรงอำนาจบางคนในราชสำนักฉกฉวยโอกาสนี้ใส่ความตำหนักหมินอ๋องว่าคิดกบฏ ! ไอหยา เป็นขุนนางช่างมีความเสี่ยงสูงจริงๆ แม้ตำแหน่งสูงส่งเพียงใดก็ยังถูกลากลงมาเสี่ยงอันตรายได้ทุกเมื่อ !


หลินเว่ยเว่ยย่นจมูก “พวกกบฏราชวงศ์ก่อนเหมือนแมลงวันไม่มีผิด กัดไม่ได้แต่ทำให้ขยะแขยง ! ฮ่องเต้ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม รักราษฎรดั่งลูกหลาน ราษฎรต้องเผชิญกับภัยสงครามมานานหลายปี กว่าจะได้กลับมามีชีวิตปกติไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าพวกกบฏราชวงศ์ก่อนทำสำเร็จ ใต้หล้าที่เพิ่งกลับมาสงบได้ไม่นานก็คงต้องโกลาหลอีกครั้ง !”


เจียงโม่หานทำให้คิ้วนางหายขมวด จากนั้นก็จิ้มไปที่หน้าผากของนาง “พวกกบฏราชวงศ์ก่อนจะสร้างความวุ่นวายได้อีกไม่นานหรอก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล เจ้าแค่นั่งเป็นจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องก็พอ !”


หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าผากตัวเอง นางเข้าไปที่หน้าโต๊ะหนังสือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “เขียนเกี่ยวกับตัวเลขอีกแล้วหรือ ? เจ้าคิดจะเขียนตำราขายหรือไร ?”


“คนที่รู้ใจข้ามีเพียงเว่ยเว่ยจวิ้นจู่เท่านั้น !” ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ ของเจียงโม่หานเขียนเสร็จแล้ว มันอยู่ในช่วงการพิสูจน์อักษร ผ่านไปอีกไม่กี่วันเขาวางแผนจะไปเยือนร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแล้วตีพิมพ์ ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ เล่มนี้ออกมา


หลินเว่ยเว่ยมองเขาเขียนตำรา…ล้วนเป็นภาษาโบราณทั้งนั้น นางอ่านแล้วไม่เข้าใจ หลินเว่ยเว่ยเกาคางแล้วถามว่า “ตำราเล่มนี้จะมีคนซื้อหรือ ?”


นางเคยไปถามที่ร้านหนังสือมาแล้ว หนังสือที่ค่อนข้างขายดี ก่อนอื่นเป็นพวกตำราที่เกี่ยวข้องกับการสอบขุนนาง รองลงมาเป็นหนังสือที่น่าสนใจและมีเนื้อหาสนุกสนาน แล้วต้องมีพวกบทกวีที่มีชื่อเสียงหรือบันทึกท่องเที่ยว…ส่วนด้านคณิตศาสตร์มีน้อยคนที่จะมองหา เหตุใดบัณฑิตน้อยถึงอยากเขียนด้านนี้ ?


เจียงโม่หานยิ้มอย่างมีเลศนัยให้นาง “จะมีคนซื้อหรือไม่ ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง !”


วันที่สิบสอง เดือนสิบสอง เป็นวันที่หลินเว่ยเว่ยกลับเข้าศาลบรรพชน วันนี้ตระกูลจ้าวเปิดศาลบรรพชนแล้วเขียนชื่อนางลงในแผนผังวงศ์ตระกูลและกราบไหว้บรรพบุรุษ


ตอนไหว้บรรพชน หลินเว่ยเว่ยกลัวบรรพบุรุษสกุลจ้าวมาหาตอนกลางดึก จึงแอบภาวนาในใจว่า ‘กรรมเกิดจากเหตุ มีเหตุจึงมีผลตามมา เรื่องนี้เป็นความคิดของฮ่องเต้ ข้าแค่เป็นลูกเป็ดที่ถูกต้อนเข้ามาเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจก็เข้าวังไปถามเขา ไม่เกี่ยวกับข้า !’


ต่อมาคืองานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ หมินอ๋องติดต่อกับพวกขุนนางทรงอำนาจในราชสำนักน้อยมาก ทว่า คราวนี้พระองค์มีความสุข จึงส่งเทียบเชิญไปถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย แทบอยากจะบอกให้คนทั่วหล้ารู้ว่า…บุตรที่พลัดพรากไปหลายปีกลับมาแล้ว พระองค์มีบุตรสาวแล้ว !


ณ งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ ขุนนางขั้นห้าขึ้นไปที่มีสิทธิ์เข้าราชสำนักก็มาร่วมงานเกือบทั้งหมด บางคนก็มาร่วมแสดงความยินดีโดยมีเทียบเชิญ บางคนไม่ได้รับเทียบเชิญแต่ก็ยังส่งของขวัญมาให้…เผื่อจะได้ผูกสัมพันธ์กับตำหนักหมินอ๋อง


ขุนนางชั้นผู้ใหญ่พวกนี้มาเข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียง สาเหตุสำคัญที่สุดคือเพราะฮ่องเต้ส่งองค์รัชทายาทมาร่วมงานเลี้ยงตำหนักหมินอ๋องแทนพระองค์ จะเห็นได้ว่าทรงให้ความสำคัญกับหมินอ๋องและบุตรสาวมากเพียงใด


เหล่าสตรีในจวนขุนนางพวกนี้ก็ตั้งตาคอยเหมือนกัน เพราะฮองเฮากับองค์หญิงเจียวเจียวมาปรากฎตัว ณ งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ของตำหนักหมินอ๋อง ! แต่เมื่อมาถึงตำหนักหมินอ๋องแล้วพวกนางกลับคาดไม่ถึงว่าเจ้านายที่มาต้อนรับจะไม่ใช่ฮูหยินผู้เฒ่า แต่เป็นหมินหวางเฟย !


ขณะมองหมินหวางเฟยที่ประทับอยู่ข้างฮองเฮาแล้ว ฝูเหรินและคุณหนูทุกคนก็เริ่มหันมามองหน้ากัน…ไม่ได้บอกว่าหมินหวางเฟยประชวรหนักจนแทบไม่ไหวแล้วหรือ ? ได้ยินว่าเสียสติขึ้นมาเป็นระยะอีกด้วย แล้วหมินหวางเฟยที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใสตรงหน้า เหตุใดถึงดูไม่เหมือนคนป่วย หรือว่าข่าวลือเป็นเท็จ ?


ฝู่กั๋วกงฝูเหรินเป็นสหายสนิทกับหมินหวางเฟย เมื่อหมินหวางเฟยหายประชวรแล้ว นางจึงรู้สึกดีใจแทนสหายมากเหลือเกิน “เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าหายดีแล้วหรือ ?”


“ดีขึ้นมากแล้ว รอพักฟื้นอีกสักระยะก็จะกลับมาเหมือนคนปกติ ร่างกายของข้ายืนนานไม่ได้ จึงไม่ได้ต้อนรับให้ดี ต้องขอให้ฝูเหรินทุกท่านอภัยด้วย !” หมินหวางเฟยจิบชาผลไม้ ไม่รู้เป็นเพราะอารมณ์ดีหรือเปล่า แต่วันนี้นางรู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลังและรู้สึกสดชื่นไปหมด !


ตอนที่ 553: หญิงแกร่งที่กลัวเจ็บ


โฉวฝู่ฝูเหรินพูดด้วยรอยยิ้ม “พระชายาหายจากอาการประชวรเรื้อรังที่เป็นมานานได้ ไม่ทราบว่าเชิญหมอเทวดาท่านใดมารักษา ? ตัวหม่อมฉันอายุมากแล้ว หลังเข้าสู่ฤดูหนาวก็มักรู้สึกไม่สบายทั้งตัว จึงอยากจะให้หมอเทวดาท่านนั้นเขียนเทียบยาบำรุงร่างกายให้หน่อยเพคะ”


หมินหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “คนที่ช่วยรักษาร่างกายให้ข้าไม่ใช่หมอเทวดาที่ไหนหรอก แต่เป็นบุตรสาวที่เพิ่งกลับมาของข้าเอง เว่ยเอ๋อร์ มานี่…”


นางโบกพระหัตถ์เรียกหลินเว่ยเว่ยที่กำลังสนทนาอย่างสนุกสนานกับองค์หญิงเจียวเจียว จากนั้นดึงมือมาจับไว้ “บุตรสาวข้าคนนี้เรียนรู้วิชาแพทย์แบบผิวเผินมาจากหมอเทวดาผู้ปลีกวิเวกทางโลกและยังทำอาหารที่มีสรรพคุณทางยาเป็นสองสามอย่าง ตัวข้าก็กินอาหารที่นางทำ สุขภาพจึงดีวันดีคืน


ฮองเฮา เมื่อครู่พระองค์ไม่ได้ถามว่าเหตุใดผิวของหม่อมฉันถึงดีขนาดนี้หรือเพคะ ? นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันดื่มชาผลไม้ที่บุตรสาวทำให้ทุกวัน มันช่วยเสริมความงาม ปรับสมดุลจากภายในสู่ภายนอก สามารถทำให้ผิวดูเนียนละเอียดและกระจ่างใสเพคะ”


ฮองเฮาดึงมือหลินเว่ยเว่ยมาจับเพื่อให้นางมายืนตรงเบื้องหน้าพระพักตร์ จากนั้นมองสำรวจตัวนางด้วยรอยยิ้ม “คาดไม่ถึงเลยว่าเว่ยเว่ยจวิ้นจู่จะมีความสามารถด้านนี้ด้วย ! หมอเทวดาน้อย มา มาช่วยดูเปิ่นกงว่าเหมาะกับชาอะไร ?”


หลินเว่ยเว่ยสังเกตสีพระพักตร์แล้วเอ่ยถามเบาๆว่า “ฮองเฮาเพคะ ช่วงนี้พระองค์บรรทมไม่ค่อยสนิทและรู้สึกหงุดหงิดหรือเหงื่อออกง่ายทั้งที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเปล่าเพคะ ?”


ฮองเฮาทอดพระเนตรนางด้วยความตกใจ “เป็นหมอเทวดาน้อยจริงๆด้วย สังเกตแค่สีหน้าก็วิเคราะห์อาการได้แล้ว เจ้าพูดถูก ช่วงนี้เปิ่นกงนอนหลับยากมาก แถมยังตื่นง่ายตอนกลางดึก พอตื่นขึ้นมาแล้วก็นอนไม่หลับอีก เพราะตอนกลางวันมีพลังงานไม่พอจึงมักหงุดหงิดอยู่บ่อยครั้ง !”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง สตรีมักจะเป็นเช่นนี้เพคะ อาการแบบนี้รักษาได้ ฮองเฮาสามารถเสวย ‘โจ๊กลูกเดือยผสมหวงฉีกับพุทราแดง’ หรือไม่ก็ ‘โจ๊กตี้หวงและเจาเหริน’ ร่วมกับชาผลไม้ที่หม่อมฉันทำ ผ่านไปไม่เกินสิบวัน พระอาการจะต้องดีขึ้นแน่นอนเพคะ…”


โฉวฝู่ฝูเหรินฟังนางพูดอย่างมีหลักการ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “จวิ้นจู่ มีอาหารหรือชาผลไม้ใดที่เหมาะกับข้าหรือไม่ ?”


หลังได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็รู้ว่าฝูเหรินท่านนี้มีอาการปวดตามข้อเมื่อโดนลมหนาวและมีความดันโลหิตสูงที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ “ท่านสามารถดื่ม ‘น้ำแกงไก่เข้มข้นแห่งก้นบึ้งมหาสมุทร’ และ ‘น้ำแกงกระดูกหมูแมงกะพรุน’ ส่วนชาผลไม้เหมาะกับซางเซิ่น ( มัลเบอร์รี่ ) ผสมน้ำผึ้ง”


พอฝูเหรินท่านอื่นได้ยินแบบนั้น ก็อยากเข้ามาขอความเห็นบ้าง แต่ฮองเฮาเป็นเจ้านายแห่งวังหลังและโฉวฝู่ฝูเหรินอาวุโสกว่า หากพวกนางให้เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ช่วยจัดอาหารที่มีสรรพคุณทางยาและชาผลไม้บ้าง จะเอาฐานะและความอาวุโสมาจากที่ใด พวกตนจะกล้ารบกวนจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องได้อย่างไร ?


จ้าวชิงหลวนที่ช่วยรับแขกวัยหนุ่มสาวก็เดินเข้ามาหาหมินหวางเฟยแล้วพูดเบาๆว่า “ทูลพระชายา ทุกอย่างที่เรือนหน้าเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ขอทูลเชิญฮองเฮาและพระชายาไปที่เรือนหน้าเพคะ”


ที่แท้ ขั้นตอนสุดท้ายของการต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าตำหนักก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด…หยดเลือดเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ตอนที่หลินเว่ยเว่ยรู้ว่ามีขั้นตอนนี้ด้วย บนใบหน้าก็มีความมืดครึ้มเข้ามาปกคลุมทันที หยดเลือดเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด เป็นศาสตร์ที่ไม่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์ที่สุด ? และยังมีวิธีโกงได้ด้วย…เท่าที่นางรู้มาก็มีเกิน3วิธีแล้ว !


เอาเถิด นี่เป็นเรื่องที่ฮ่องเต้ต้องการ ตรัสว่าเพื่อปิดปากของพวกปากหอยปากปู…กระนั้นหลินเว่ยเว่ยก็มีเหตุผลมากพอให้สงสัย ในขั้นตอนหยดเลือดพิสูจน์ทางสายเลือดนี้ ฮ่องเต้จะต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน ! ไม่อย่างนั้นพระองค์ไม่มีทางส่งเต๋อฉวนขันทีที่ไว้วางพระทัยที่สุดมาดูแลเด็ดขาด ?


ฮองเฮาและหมินหวางเฟยพาพวกฝูเหรินที่ค่อนข้างมีอายุหน่อย หรือพวกฮูหยินผู้เฒ่ามาที่ ‘ห้องโถงเฉิงเฉียน’ ของเรือนหน้า ส่วนญาติผู้หญิงคนอื่นยังคงอยู่ที่เรือนหลัง


ใจกลางห้องโถงเฉิงเฉียนมีโต๊ะแปดเซียนตั้งอยู่ ด้านบนมีชามหยกบรรจุน้ำใสวางอยู่หนึ่งใบ หมินอ๋องโบกพระหัตถ์เรียกบุตรสาว “ไม่ต้องกลัว แค่จิ้มบนนิ้วเบาๆเท่านั้น ไม่เจ็บหรอก ! ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดอย่างไรจึงทำพิธีเช่นนี้อีก ไม่เท่ากับสร้างปัญหาเพิ่มหรือไร ?”


ขุนนางใหญ่ที่มาเข้าร่วมพิธี “…” มีแค่หมินอ๋องเท่านั้นที่กล้าบ่นฮ่องเต้!


เต๋อฉวนพูดด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทตรัสว่าเกี่ยวกับเรื่องสายเลือดของตระกูลจ้าว อย่างไรก็ต้องระวังไว้ก่อนถึงจะดีพ่ะย่ะค่ะ ! หมินอ๋อง เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ มาเริ่มกันดีหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเดินมาอยู่ด้านข้างโต๊ะแปดเซียนพร้อมหมินอ๋อง พอเห็นเจียงโม่หานยืนอยู่ในฝูงชน นางก็หันไปยิ้มหวานให้เขา


เจียงโม่หานใช้สายตาปลอบนาง ก่อนจะพยักหน้าให้คล้ายกำลังบอกว่า ‘ไม่ต้องห่วง ก็แค่ออกมาเดินเล่นที่เรือนหน้าเท่านั้น ฮ่องเต้ทรงเตรียมการไว้หมดแล้ว !’


หมินอ๋องใช้เข็มจิ้มปลายนิ้วพระหัตถ์แล้วหยดเลือดหนึ่งหยดลงในชามน้ำ ขณะที่ยื่นเข็มให้หลินเว่ยเว่ยก็ไม่รู้ว่ามีใครผลัก นางจึงเสียหลักล้มลงที่โต๊ะแปดเซียนแล้วปัดน้ำในชามหยกคว่ำทันที


หมินอ๋องรีบเข้าไปประคองบุตรสาวขึ้นมาเพื่อดูมือของนาง “ไม่เป็นไรใช่ไหม ? เข็มอยู่ที่ใด ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ? ใครผลักเว่ยเอ๋อร์ ออกมาเดี๋ยวนี้ !!”


จ้าวชิงหลวนมีน้ำตาคลอเบ้า นางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย “พ่อบุญธรรม ลูก…ลูกไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากเดินมาข้างหน้าอีกสองก้าว เพื่อจะได้เห็นเลือดของพ่อบุญธรรมกับจวิ้นจู่รวมกันด้วยตาตัวเอง แต่คาดไม่ถึงว่าจะเหยียบชายกระโปรงตัวเอง จึง…”


เต๋อฉวนมองจ้าวชิงหลวนด้วยสีหน้าบึ้งตึง หมินอ๋องขมวดพระขนง หลินเว่ยเว่ยพูดอย่าง ‘เข้าอกเข้าใจ’ “ฟู่หวาง ลูกไม่เป็นอะไรเพคะ แค่ตกใจเล็กน้อย พี่ชิงหลวนไม่ได้ตั้งใจ…พระองค์อย่าโทษนางเลยเพคะ วันมงคลเช่นนี้อย่าโมโหจนเสียสุขภาพ !”


เต๋อฉวนขมวดคิ้วพลางเอ่ย “ชามคว่ำแล้ว พิธีหยดเลือดนี้…”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองรอบกาย ทันใดนั้นก็เห็นกาน้ำชาบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆจึงเดินไปหยิบมา จากนั้นนางก็เอามือแตะพิสูจน์อุณหภูมิของกาน้ำ…โชคดี ! ยังร้อนอยู่ !


นางยิ้มขณะมองเต๋อฉวน “แค่นี้ก็มีน้ำแล้ว !”


ขณะพูด นางก็เทน้ำลงชามหยกแล้วหันไปฉีกยิ้มให้หมินอ๋อง “ฟู่หวาง น่าเสียดายเลือดหยดนั้นของพระองค์ ต้องรบกวนให้พระองค์บริจาคเพิ่มอีกสักหยดแล้วเพคะ !”


“เจ้าเด็กซน ! ไม่ใช่แค่เลือดหยดเดียวหรือไร บริจาคอะไรกัน ?” จากนั้นหมินอ๋องก็หยดเลือดใส่ชามเพิ่มอีกหนึ่งหยด


หลินเว่ยเว่ยยื่นนิ้วออกมา “รบกวนฟู่หวางแล้ว ลูก…ลูกกลัวเจ็บ ลงมือเองไม่ไหวเพคะ !”


มุมโอษฐ์ขององค์รัชทายาทกระตุกทันที…กลัวเจ็บ ? หญิงแกร่งที่ยืนขวางห่าฝนธนูแล้วใช้เสื้อคลุมกวาดพวกมัน กลับพูดว่ากลัวเจ็บ ไม่กล้าใช้เข็มจิ้มนิ้วตัวเอง ?


หมินอ๋องจึงถือเข็มมาจ่อที่ปลายนิ้วของบุตรสาวอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ยกงานอันยากลำบากนี้ให้บุตรชาย “จินเฉิง เจ้ามาทำแทน !” เพราะพระองค์ก็ทำไม่ลง


หมินอ๋องซื่อจื่อถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หลินเว่ยเว่ยหันไปมอง ก่อนจะพูดกับหมินอ๋องซื่อจื่อว่า “ข้าเตรียมใจได้แล้ว ท่านพี่ ท่านรีบหน่อยเถิด !” เพราะประเดี๋ยวน้ำเย็นแล้วมันจะเกิดเรื่องอีก !


หมินอ๋องซื่อจื่อมีใบหน้าประหม่าเล็กน้อยและรีบแทงเข็มลงที่นิ้วของหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นเลือดสดๆก็หยดลงในชาม ภายใต้สายตาที่เฝ้ามองของทุกคนและเต๋อฉวนที่ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด มันก็ค่อยๆรวมเข้ากับหยดเลือดเมื่อครู่ของหมินอ๋อง…


ขุนนางทุกคนล้วนเข้ามาแสดงความยินดีกับหมินอ๋อง ยินดีที่ตามหาบุตรผู้พลัดพรากไปหลายปีเจอ และได้หลุดพ้นจากความเสียใจในห้วงเวลาเก่าก่อนเสียที


จนถึงตอนนี้หมินหวางเฟยจึงได้สบายใจขึ้น แต่นางทอดพระเนตรหยดเลือดที่ผสานกันได้ดีในชามนั้นอย่างสับสนพอสมควร…หรือเว่ยเอ๋อร์จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนางจริง ?


[1] หวงฉี คือ รากแห้งของพืชชนิดหนึ่ง บำรุงกำลัง ลดการบวมน้ำ ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการอ่อนเพลีย


[2] ตี้หวง หรือ โกฐขี้แมว ช่วยบำรุงเลือด พลังหยิน เพิ่มสารจำเป็นและไขกระดูก


[3] เจาเหริน จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรสงบจิตใจ


ตอนที่ 554: ร้ายกว่าเสือ ก็คือแม่เสือ


หมินหวางเฟยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยขึ้นมา…หรือนางจำผิดไปจริง ? ในความเป็นจริงแล้วนางคลอดบุตรสาว ? แต่ว่าเจียงโม่หานที่ทำให้นางรู้สึกสนิทใจและอยากเข้าใกล้นั้นเล่า เป็นใครกัน ?


หมินอ๋องระเบิดเสียงพระสรวลราวกับคนโง่และยังตรัสออกมาไม่หยุดว่า “บุตรสาวคนดี บุตรสาวคนดีของพ่อ !”


องค์ชายเจ็ดผู้สง่างามพลางสะบัดพัดที่ทำจากไม้หนานมู่เนื้อทองในพระหัตถ์และดำเนินเข้าไปหาหมินอ๋องซื่อจื่อ ก่อนจะตรัสพร้อมรอยยิ้ม “จินเฉิง ความรู้สึกที่โดนน้องสาวช่วยชีวิตไว้เป็นอย่างไรบ้าง ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อกวาดตามองอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่รู้สึกอย่างไร ! เพียงแต่รู้สึกเสียใจที่ตอนนั้นไม่ทราบว่านางเป็นน้องสาว ต้องให้นางทนทุกข์อยู่นานถึงขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ”


ทั้งสองนึกถึงตอนที่ได้พบเด็กสาวคนนี้ครั้งแรก เหตุการณ์ที่นางพยายามขายแมวป่าให้พวกตน…ทันใดนั้นหมินอ๋องซื่อจื่อก็หันไปมององค์ชายเจ็ด “แมวป่าที่พระองค์เลี้ยงไว้ที่เรือนพักตากอากาศตัวนั้น ขายให้กระหม่อมเสียเถิด”


แมวป่าตัวนั้น เป็นของที่น้องสาวเสี่ยงอันตรายจับมาจากในหุบเขา ได้ยินว่าหุบเขาด้านหลังหมู่บ้านของนางมีทั้งฝูงหมาป่า เสือดาวแล้วก็หมีควายอีกด้วย หมูป่าก็อยู่กันเป็นฝูง…ถ้าไม่ใช่เพราะยากจนไร้หนทางแล้ว ใครจะยอมเสี่ยงอันตรายเข้าไปล่าสัตว์ในป่า ?


“ได้อย่างไรเล่า ? กว่าเปิ่นหวางจะเลี้ยงมันจนโตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังใช้มันสร้างบารมีได้มากด้วย !” ครั้งแรกที่องค์ชายเจ็ดจูงแมวป่าไปให้เหล่าพระสหายร่วมดื่มกินได้เห็น ดวงตาของพวกลูกพี่ลูกน้องเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางเหล่านั้นแทบจะถลนออกมา ทำให้พระองค์ดูมีบารมีสุดๆ แมวป่าตัวนี้ทรงเลี้ยงมันด้วยหัวใจ แม้เสนอราคาเท่าไรก็ไม่ขาย


“จินเฉิง ถ้าเจ้าอยากเลี้ยงแมวป่า เจ้าก็ให้น้องสาวไปจับมาสักตัวสิ ! แม้แต่เสือนางยังฆ่ามาแล้ว…ฮึฮึ ร้ายกว่าเสือ ก็คือแม่เสือจริงด้วย !” องค์ชายเจ็ดคิดได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าผู้นี้ แม้แต่มนุษย์โอสถก็ไม่กลัว…ยังเป็นสตรีอยู่หรือ ?


“แม่เสืออะไรหรือเพคะ ? ในตำหนักขององค์ชายเจ็ดมีแม่เสืออยู่ด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยคอยเดิมตามหลังหมินอ๋อง…เพื่อคารวะแขกทุกคน…บารมีนางไม่ใช่น้อย เพราะคนที่มาเยือนล้วนเป็นคนสำคัญที่สามารถสั่นคลอนราชสำนักได้ทั้งนั้น แต่จะให้พูดจริงๆก็คือนางได้รับบารมีจากบิดา !


ในที่สุดก็มีโอกาสหนีออกมาได้ นางจึงเดินมาหาเจียงโม่หาน แต่ตอนเดินผ่านพี่ชายก็ได้ยินองค์ชายเจ็ดตรัสถึงแม่เสืออะไรสักอย่างเข้าพอดี จึงเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น


องค์ชายเจ็ดรวบเก็บพัดแล้วเหลือบมองนาง “พูดอะไรของเจ้า ? เปิ่นหวางยังไม่ได้อภิเษก แล้วจะเอาแม่เสือมาจากที่ใด ? ไม่ ไม่มีทาง ! เปิ่นหวางจะแต่งกับแม่เสือได้อย่างไร ?!”


หลินเว่ยเว่ยตกใจจนตาแทบถลนออกมา “ว่าอย่างไรนะเพคะ ? องค์ชายเจ็ดยังไม่ได้อภิเษก ?”


นางทำเหมือนเห็นคนเปลือยเปล่ามายืนตรงเบื้องหน้า คล้ายกำลังบอกว่า ‘ท่านอายุขนาดนี้แล้วยังออกไปเที่ยวเล่นจนไม่ได้แต่งภรรยา ? ไม่เอาไหนเกินไปแล้วกระมัง ?’


องค์ชายเจ็ดโมโหทันที พระองค์ใช้ด้ามพัดเคาะศีรษะนาง “นั่นคือสีหน้าอะไรของเจ้า ? เปิ่นหวางอายุเท่าพี่ชายของเจ้า เขาก็ยังไม่หาพี่สะใภ้ให้นี่ ? มีสิ่งใดน่าประหลาดใจ ?”


“พี่ชายของหม่อมฉันแต่งงานช้าเพราะไปเฝ้าประจำการที่ชายแดน แล้วองค์ชายเจ็ดล่ะเพคะ ? หรือของพระองค์ล่าช้าเพราะดวงพักตร์อันงดงามของตน ?” เมื่อฐานะของหลินเว่ยเว่ยเลื่อนขึ้นแล้ว ความใจกล้าของนางก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ตอนนี้ถึงขั้นกล้าล้อเลียนองค์ชายเจ็ด หมินอ๋องซื่อจื่อยืนอมยิ้มอยู่ด้านข้าง ท่าทางไม่คิดจะเข้ามาห้ามเลยสักนิด


องค์ชายเจ็ดยังใช้พัดเคาะศีรษะนาง “พูดให้ดีหน่อย สิ่งใดเรียกว่าล่าช้าเพราะใบหน้าอันงดงามของตน ? ถ้าอธิบายออกมาไม่ได้ เปิ่นหวางไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ !”


องค์รัชทายาทเห็นทั้งหมดสนทนากันอย่างสนุกสนานจึงเดินเข้ามาสมทบ เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ตรัสขึ้นมาว่า “พี่ชายเจ็ด เว่ยเว่ยจวิ้นจู่ล่วงเกินพระองค์หรือไร ? เหตุใดจึงอภัยให้นางไม่ได้ ? ขอเตือนพระองค์ไว้เลยว่าเสด็จอาหมินอ๋องเป็นพวกชอบให้ท้ายบุตรที่สุด หากพระองค์คิดจะรังแกเว่ยเว่ยจวิ้นจู่ ก็ต้องถามกำปั้นเขาก่อนว่าเห็นด้วยหรือเปล่า !”


มุมโอษฐ์ขององค์ชายเจ็ดกระตุก “ข้ารังแกนาง ? เจ้าถามจินเฉิงสิว่าระหว่างพวกข้า ใครรังแกใครกันแน่ ? นาง…นางใจกล้ากว่าเดิมแล้ว ! กล้าล้อเลียนใบหน้าขององค์ชาย มีอย่างที่ไหนกัน !”


หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นให้อีกฝ่ายแล้วพูดต่อพร้อมรอยยิ้มสดใส “ไม่ใช่ล้อเลียน แต่ชมต่างหากเพคะ ! แบบองค์ชายเจ็ดนี้ไม่รู้ว่ามีคนอิจฉาริษยากันมากเพียงใดแล้ว !” ชมว่าหล่อยังไม่พอใจ ดัดจริต !


องค์ชายเจ็ดใช้พัดชี้นางแล้วแค่นสุรเสียงดัง ฮึ “เจ้าอธิบายออกมาให้ชัดเจน เหตุใดเปิ่นหวางต้องล่าช้าเพราะใบหน้าตัวเอง ?”


หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางเหมือนกำลังส่องกระจก “ก็พระองค์ได้เห็นดวงพักตร์เช่นนี้ทุกวันแล้ว พอหันไปมองสตรีรอบกายจึงไม่มีใครสู้ได้ ย่อมไม่อยากแต่งกับใครอยู่แล้วเพคะ…”


“รัชทายาท เจ้าฟังนางสิ คำพูดของนางน่าโมโหหรือเปล่า ?” ทันใดนั้นดวงเนตรขององค์ชายเจ็ดก็เหลือบไปเห็นร่างอันสง่างามและหล่อเหลาจนไร้ที่ติ จึงเปลี่ยนมาแย้มพระโอษฐ์แทน “ใครบอกว่ายังมีคนสู้เปิ่นหวางไม่ได้ ? ก็มีแล้วคนหนึ่งไม่ใช่หรือ ? เขางดงามกว่าเปิ่นหวางเสียอีก แต่ก็ไม่ตาบอดจนมองไม่เห็นใครนี่ ?”


หลินเว่ยเว่ยมองไปทางเจียงโม่หาน ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้เขา “เขาจะตาบอดได้อย่างไรเพคะ ? บัณฑิตน้อยโดนเสน่ห์และบุคลิกของหม่อมฉันดึงดูด ! ที่เขาชอบคือจิตใจของหม่อมฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก…แน่นอนว่าความงดงามของหม่อมฉันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เลว !”


“จิตใจ ? เสน่ห์และบุคลิก ? เหตุใดเปิ่นหวางถึงมองไม่เห็นเลย ?” องค์ชายเจ็ดมุ่ยพระโอษฐ์พลางกวาดดวงเนตรมองใบหน้านาง…เฮอะ! หน้าหนา ใบหน้าเช่นนี้อย่างมากก็บอกได้ว่าไม่น่าเกลียด ไฉนเลยจะพูดว่างดงามได้ ?


หลินเว่ยเว่ยเห็นความดูแคลนในสายพระเนตร รอยยิ้มที่มุมปากจึงจมลึกกว่าเดิม “ดังนั้นคนที่ตาบอดไม่ใช่เขา…” แต่จะเป็นใคร ? ไม่ต้องพูดก็น่าจะรู้ตัว !


“จินเฉิง เจ้าอย่าดึงเปิ่นหวางไว้…เปิ่นหวางอยากจะทุบคน !” องค์ชายเจ็ดคาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เถียงแพ้คนอื่นด้วย ทนไม่ไหวแล้ว พอพยัคฆ์ไม่แสดงบารมี จึงคิดว่าเปิ่นหวางเป็นแมวป่วยแล้วกระมัง !


หมินอ๋องซื่อจื่อจับไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้พลางเตือนว่า “องค์ชายเจ็ด หากกระหม่อมไม่ดึงไว้ คนที่จะโดนทุบจนหมอบไม่ใช่นางหรอก ! หรือพระองค์ร้ายกาจกว่ามนุษย์โอสถ ?”


ทันใดนั้นการดิ้นรนขององค์ชายเจ็ดก็หยุดลง…เฮอะ ! อีกฝ่ายโหดถึงขั้นฆ่าเสือตายด้วยมือเปล่า แม้แต่ลูกธนูมาเป็นห่าฝนก็ยังทำนางบาดเจ็บไม่ได้ แล้วแขนขาน้อยๆของพระองค์…คงโดนอัดแทน พอถึงเวลานั้นผู้ที่ต้องอับอายก็คือตัวเอง ฮึ เปิ่นหวางจะทนไว้ก็ได้ !


ฮองเฮาเห็นว่าทางนั้นสนทนากันอย่างสนุกสนาน จึงตรัสกับหมินหวางเฟยด้วยรอยยิ้ม “เด็กๆคุยกันสนุกสนานเชียว เห็นพวกเขาสนิทสนมกันขนาดนี้ ข้าก็สบายใจ !”


องค์ชายเจ็ด: “…”


หมู่โฮ่ว ดวงเนตรข้างใดของพระองค์เห็นพวกเราสนิทสนมกันหรือ ? ไม่ทะเลาะก็ถือว่าดีเท่าไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ !


ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็ได้เข้ามาคุยกับบัณฑิตน้อย ดวงตาทั้งสองข้างของเจียงโม่หานเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม เขามองนางอย่างอ่อนโยน “มีความสุขหรือเปล่า ?”


“มีความสุขมาก ! ขอบใจเจ้า…” บัดนี้แม้แต่องค์ชายเจ็ด นางก็กล้าหาเรื่องแล้ว ใช้คำพูดของหมินอ๋องที่ว่าตอนนี้นางสามารถเดินวางอำนาจไปทั่วเมืองหลวงได้ ! เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะบัณฑิตน้อยช่วยวางแผนให้นาง…แม้ไม่รู้ว่าเขาไปพูดเกลี้ยกล่อมให้ฮ่องเต้ยอมได้อย่างไรก็เถิด


“เราสองคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ของข้าก็คือของเจ้าไม่ใช่หรือ ? ระหว่างเราจะพูดขอบใจอะไรกัน ?” เจียงโม่หานนึกถึงพิธีหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเมื่อครู่จึงเข้าไปกระซิบถามข้างหูนางเบาๆ “แต่ว่า…เหตุใดเลือดของเจ้ากับหมินอ๋องจึงรวมเข้าด้วยกันได้ ? คงไม่ใช่เพราะมีความลับใดแฝงอยู่หรอกกระมัง ?”


ตอนที่ 555: ทั่วหล้าปรารถนาให้ทั้งสองเลิกรากัน


“ความจริงแล้วง่ายมาก ไม่ว่าอย่างไรหยดเลือดของคนที่ยังมีชีวิตทั้งสองคนก็จะรวมเข้ากันได้อยู่ดี แม้จะเอาเลือดสุนัขหรือเลือดไก่มาทดลองกับมนุษย์ ท้ายที่สุดมันก็จะรวมเข้าด้วยกัน ถ้าใช้น้ำอุ่นแล้วเลือดทั้งสองก็จะรวมตัวกันเร็วกว่าเดิม…เข้าใจหรือยัง ?”


ระหว่างพูด หลินเว่ยเว่ยไม่ทันระวังจึงเผลอทำปากไปสัมผัสกับใบหูของเจียงโม่หาน ทันใดนั้นนางก็ได้เห็นความแปลกใหม่ ใบหูของบัณฑิตน้อยเริ่มแดงขึ้นเร็วกว่าที่นางเคยเห็นเสียอีก…คิคิคิ บัณฑิตน้อยเขินแล้ว !


หลังได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เจียงโม่หานก็ถอยออกไปภายใต้การถลึงดวงเนตรใส่ของหมินอ๋อง แต่เหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างได้ จึงเข้าไปเตือนหลินเว่ยเว่ยอีกรอบ “ต่อไปเจ้าอยู่ให้ห่างองค์ชายเจ็ดหน่อย…”


องค์ชายเจ็ดในชาติก่อนมีอุปนิสัยเจ้าอารมณ์ อาฆาตพยาบาทและใจแคบกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เทียบกับโฉวฝู่ที่มีเลือดอาบมืออย่างเขาแล้ว ความอื้อฉาวยังมากกว่าอีก เด็กน้อยชอบทำอะไรไม่คิด เขาจึงกังวลว่านางจะเผลอไปทำให้องค์ชายเจ็ดขุ่นเคืองแล้วโดนตามจองเวร


แต่ในสมองของหลินเว่ยเว่ยกลับมีฉากชิงบัลลังก์ปรากฏขึ้น ‘รู้แล้วว่าเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงสนิทสนมกับหมินอ๋องซื่อจื่อขนาดนี้ ที่แท้องค์ชายเจ็ดผู้มีดวงพักตร์งดงามราวปิศาจก็มีใจทะเยอทะยานนี่เอง ทว่าความทะเยอทะยานขององค์ชายเจ็ดต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะตำหนักหมินอ๋องเป็นผู้พิทักษ์แห่งราชวงศ์อย่างแท้จริง ไม่ยืนอยู่ข้างคนอื่น !’


“มีราชโองการ…” ขุนนางทุกคนตกตะลึงในทันที บุตรสาวที่เพิ่งหาตัวพบคนนี้ของหมินอ๋อง ไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่แล้วหรือ ? ของขวัญพระราชทานก็ไม่น้อยด้วย แล้วจะมีราชโองการอะไรอีก ?


ผู้คนในเรือนหน้ารีบคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียง ผู้ที่มาประกาศราชโองการคือรองหัวหน้าขันที เขาหันไปมองเต๋อฉวนที่อยู่ในฝูงชนแวบหนึ่ง…หัวหน้าขันทีออกจากวังมาทำงานให้ฮ่องเต้ ตัวเขาถึงได้มาประกาศราชโองการที่ตำหนักหมินอ๋องแทนอีกฝ่าย


“ตามลิขิตฟ้า ฮ่องเต้มีราชโองการ…” รองหัวหน้าขันทีอ่านราชโองการเสร็จอย่างรวดเร็ว เนื้อความในราชโองการคือ เว่ยเว่ยจวิ้นจู่มีความดีความชอบในการช่วยชีวิตฮ่องเต้ เปี่ยมด้วยคุณธรรม ฉลาดเฉลียวและปราดเปรื่อง จึงแต่งตั้งให้เป็น ‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ และยังพระราชทานที่ดินศักดินาที่หนิงอ๋องเพิ่งคืนมาให้แก่องค์หญิงเว่ยเว่ยอีกด้วย…


พวกขุนนางใหญ่ที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันทันที หมินอ๋องยังขมวดพระขนงจนเป็นปม ‘ฮ่องเต้หมายความว่าอย่างไร ? จะแย่งบุตรสาวกับเขาหรือ ? บุตรสาวหายตัวไปถึง15ปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ยังไม่ทันจับมือให้อุ่นเลย เหตุใดจึงมาแย่งไปจากเขาแล้ว ? ฝ่าบาท พระองค์ก็มีองค์หญิงเจียวเจียวแล้วไม่ใช่หรือ ? ยังไม่พออีกหรือไร ?’


องค์หญิงเจียวเจียววิ่งเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ยด้วยความดีใจแล้วคว้าแขนนางไว้ “พี่เว่ยเว่ย ท่านเป็นองค์หญิงเว่ยเว่ย ข้าเป็นองค์หญิงเจียวเจียว ฟังแล้วเหมือนเราสองคนเป็นพี่น้องจริงๆกันเลย ? วิเศษมาก ! ต่อไปข้าก็ไม่ต้องอิจฉาที่คนอื่นมีพี่สาวแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยยังมึนงงอยู่ ‘ถูกแต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่ก็ถือว่าเกินเอื้อมสำหรับนางแล้ว ! แต่ตอนนี้มีแป้งทอดแผ่นใหญ่กว่าเดิมหล่นลงมากระแทกศีรษะนางอีกรอบ องค์หญิง ? ไม่ควรเป็นพวกเชื้อพระวงศ์หรอกหรือ ? ฮ่องเต้ทรงคิดอะไรอยู่ ! หรือคิดจะรับนางเป็นธิดาบุญธรรม ?


แล้วยังมีที่ดินศักดินา…นางหันไปมององค์หญิงเจียวเจียวที่กำลังดีใจ…นี่เป็นบุตรสาวแท้ๆของฮ่องเต้ ยังไม่มีที่ดินศักดินาสักผืน ! ที่ดินศักดินาที่หนิงอ๋องเพิ่งคืนไปกลับตกมาอยู่ในมือนาง ? หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่ามันลวกมือจนไม่กล้ารับไว้ !


มีขุนนางจำนวนไม่น้อยที่เคยเห็นความสามารถขององค์หญิง…เว่ยเว่ย แค่เสื้อคลุมตัวเดียวก็ช่วยฝ่าบาทจากห่าฝนธนูได้ นางช่วยฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเอาไว้ การแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงก็คงไม่เสียหายหรอก ? แต่ที่ดินศักดินานี้…เอาเถิด ที่ดินศักดินาทางตะวันตกเฉียงเหนือของหนิงอ๋องเหมือนจะไม่มีอะไร พูดกันว่าแม้แต่ภาษีที่ดินขั้นต่ำก็ยังเรียกเก็บได้ยาก…


หลินเว่ยเว่ยโดนองค์หญิงเจียวเจียวลากกลับมาที่เรือนหลังด้วยอาการมึนงง เมื่อเข้าประตูชั้นรองมาแล้วข้างหูของนางก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงแสดงความยินดี สตรีชั้นสูงเหล่านั้นอิจฉากันจนตาจะแดงเหมือนกระต่าย…องค์หญิงที่มีเพียงสองพระองค์ในราชวงศ์ ! แท้จริงไม่ใช่คนในราชวงศ์ก็สามารถถูกแต่งตั้งให้เป็นได้เหมือนกัน !


เฮ้อ ! เหตุใดพวกตนถึงไม่มีวาสนาแบบนี้บ้าง ? เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้วพวกสตรีชั้นสูงก็คิดว่าเพราะตนไม่มีความสามารถที่จะช่วยฮ่องเต้และองค์รัชทายาทจากห่าฝนธนูของพวกกบฏราชวงศ์ก่อนได้…เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ใจก็เริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง


ฝูเหรินจากครอบครัวที่มีบุตรชายวัยเดียวกับองค์หญิงเว่ยเว่ย ต่างเผยความประสงค์อยากจะสู่ขอองค์หญิงเว่ยเว่ยกับหมินหวางเฟยขึ้นมาทันที สตรีจากเรือนหลังของตำหนักหมินอ๋องก็มีจุดแข็งมากพออยู่แล้ว แต่ใครจะคิดว่าตัวองค์หญิงเว่ยเว่ยจะมีจุดแข็งยิ่งกว่าเพราะช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ถึงสองครั้ง ขอแค่เด็กคนนี้ไม่คิดก่อกบฏ ชั่วชีวิตนี้ก็คงเต็มไปด้วยเกียรติยศและความเจริญรุ่งเรือง !


หลังได้ยินฝูเหรินท่านอื่นแสดงความอยากรู้อยากเห็นเรื่องคู่ครองของบุตรสาว หมินหวางเฟยก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “แม่เลี้ยงของเว่ยเอ๋อร์ได้หมั้นหมายให้นางไว้แล้ว”


ฮองเฮาขมวดพระขนง “ถ้าจำไม่ผิด แม่เลี้ยงของเว่ยเอ๋อร์เป็นหญิงสามัญชนคนหนึ่ง ? เว่ยเอ๋อร์ยังเด็ก เรื่องการหมั้นหมายของนางไม่ต้องรีบร้อนหรอก !”


ความหมายแฝงคือหญิงสามัญชนคนหนึ่งจะจัดงานหมั้นหมายที่ดีอะไรให้องค์หญิงเว่ยเว่ยได้ ? แม้ไม่ใช่บุรุษยากไร้ที่หากินกับดิน แต่อย่างมากสุดก็เป็นแค่เศรษฐีชนบทหรือเจ้าของที่ดินอะไรทำนองนั้น เทียบกับฐานะองค์หญิงเว่ยเว่ยในเวลานี้แล้วยังห่างชั้นกันอีกไกล ฐานะไม่เหมาะสมกันเลย


ฝูเหรินคนอื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน หรือหมินหวางเฟยจะยอมให้บุตรสาวแต่งกับชาวป่าชาวเขา ? เรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดขึ้น แม้องค์หญิงเว่ยเว่ยจะถอนหมั้นแล้วสูญเสียชื่อเสียง แต่ด้วยฐานะของตำหนักหมินอ๋องและเบื้องหลังขององค์หญิงเว่ยเว่ยยังมีฝ่าบาทคอยหนุนหลังอีก คนที่มาสู่ขอจะต้องมีจำนวนนับไม่ถ้วนแน่นอน ไม่แน่ว่าฮ่องเต้อาจพระราชทานงานอภิเษกให้นางด้วยซ้ำ !


หมินหวางเฟยเห็นท่าทีของทุกคนจึงหันไปตรัสกับฮองเฮาว่า “คู่หมั้นของเว่ยเอ๋อร์คือเจี้ยหยวนของเมืองจงโจวและเหอโจว เรื่องสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรพลังลมก็เป็นเขาคิดค้นขึ้นมา ! แล้วยังมีวิธีกรองน้ำซึ่งกลายเป็นที่นิยมในกองทัพซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแม่ทัพนายอื่น !”


บัณฑิตเจียงผู้ปรับปรุงกังหันน้ำกระดูกมังกร…อ้อ ตอนนี้ได้เป็นเจี้ยหยวนแล้ว…ฮองเฮาทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ตอนที่เขายังเป็นเพียงบัณฑิตถงเซิง ฮ่องเต้ก็ให้ความสำคัญกับเขาแล้ว ตรัสว่าราชสำนักต้องการคนทำงานเป็นและยังตรัสว่าหากเขาสอบไม่ผ่านก็จะแหกกฎให้เข้าทำงานในกรมโยธาธิการ โดยใช้จุดแข็งของเขาให้เป็นประโยชน์! ตอนนี้ราชสำนักกำลังขาดแคลนคนทำงานอยู่จริงๆ !


ผู้ที่ทำให้ฮ่องเต้มอบความสำคัญได้ถึงเพียงนี้ หากพยายามอีกหน่อย แม้จะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่มาจากสนามสอบขุนนาง อนาคตต้องไม่เลวร้ายแน่นอน ฮองเฮาตรัสด้วยรอยยิ้ม “หากชายผู้นี้ได้เป็นจิ้นซื่อก็ยังพอคู่ควรกับเว่ยเอ๋อร์ได้บ้าง ไม่ทราบว่านิสัยของคนผู้นี้เป็นอย่างไร ? ในบ้านมีภาระอะไรหรือเปล่า ?”


ยากนักที่ครอบครัวยากจนจะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีออกมาได้ สาเหตุหนึ่งในนั้นก็คือหลังสอบจิ้นซื่อได้และได้เป็นขุนนาง ฐานะชาติตระกูลจะถูกยกระดับอย่างกะทันหันแล้วทำให้คนในครอบครัวหลงใหลอำนาจจนขาดความชอบธรรมในตนเองไป ส่งผลให้กลายเป็นภาระของบุตรต้องมาตามแก้ไข


ในราชวงศ์ก่อนก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทั่วไป ผู้อาวุโสอุทิศทุกอย่างในครอบครัวเพื่อเลี้ยงดูจิ้นซื่อมาได้คนหนึ่ง ตอนเข้ารับตำแหน่ง ทุกคนในวงศ์ตระกูลล้วนอยากได้ผลประโยชน์ไปด้วย จึงลากคนทั้งครอบครัวตามจิ้นซื่อไปรับตำแหน่งยังสถานที่หนึ่ง คนพวกนั้นเป็นผู้อาวุโสของจิ้นซื่อ ระหว่างที่เขาอยู่ในช่วงสอบก็เคยให้ความช่วยเหลือมาทั้งนั้น เขาจึงต้องสำนึกบุญคุณเสมอ บิดามารดาก็มีทัศนคติไม่กว้างไกล ระหว่างอยู่ในตำแหน่งแล้วเห็นชาวบ้านได้ครอบครองที่ดินอันอุดมสมบูรณ์จึงหันไปบีบบังคับอีกฝ่ายถึงตาย จิ้นซื่อคนนี้ถูกขับออกจากเส้นทางขุนนางและยังมีจุดจบด้วยการโดนเนรเทศ !


ในราชวงศ์นี้ยังมีตัวอย่างที่หญิงสูงศักดิ์ไปแต่งงานกับบัณฑิตยากจนเช่นกัน แม่สามีและพี่สะใภ้กลายเป็นมารร้ายในชีวิต เงินที่ใช้กินใช้ดื่มล้วนมาจากสินเดิมของนางทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเลียนแบบชาวบ้านทั่วไปโดยใช้กฎเดิมคือยึดผู้อาวุโสเป็นหลัก ตอนนางตั้งครรภ์ก็โดนพี่สะใภ้ผลักจนล้ม หลังสูญเสียสิทธิ์การเป็นมารดาไปแล้ว นางก็โมโหจนขอหย่ากับสามี…


ตอนที่ 556: นี่เจ้าชมหรือดูหมิ่นกันแน่ ?


เมื่อสตรีสูงศักดิ์เข้าไปอยู่ในครอบครัวที่ยากจนแล้ว การใช้ชีวิตหรือวิธีจัดการปัญหาก็จะมีความแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ความสุขมีน้อยลงเพราะส่วนใหญ่จะโดนทรมานจนกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมต่อกัน ความกังวลของฮองเฮาเหนียงเหนียงจึงใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว !


หมินหวางเฟยรู้ว่าฮองเฮากังวลแทนเว่ยเอ๋อร์จากพระทัยจริง นางจึงเล่าชาติกำเนิดของเจียงโม่หานอย่างละเอียด “คู่หมั้นของเว่ยเอ๋อร์เป็นเพื่อนบ้านกับแม่เลี้ยงของนาง ในบ้านของเด็กคนนั้น มี…มารดาแค่คนเดียว นางหนีภัยสงครามมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวเหมือนบ้านตระกูลหลิน ทั้งสองครอบครัวรักใคร่กันเหมือนครอบครัวเดียวกัน


มารดาของคู่หมั้นเว่ยเอ๋อร์ก็ดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก เสื้อผ้าและรองเท้าของเว่ยเอ๋อร์ก็มีนางเป็นคนตัดเย็บให้ทั้งนั้น ทั้งสองรักกันเหมือนแม่ลูกแท้ๆ จนแม้แต่แม่เลี้ยงเว่ยเอ๋อร์ก็ยังเห็นแล้วเกิดความอิจฉาเพคะ !”


หมินหวางเฟยหยุดตรัส หลังจิบชาผลไม้ให้ริมฝีปากชุ่มชื่นแล้วก็ตรัสต่อ “คู่หมั้นเว่ยเอ๋อร์ก็มีแววเป็นคนมีความสามารถเช่นกัน…จริงสิ ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ฮองเฮาสังเกตเห็นหรือเปล่า ตอนเว่ยเอ๋อร์และองค์ชายเจ็ดสนทนากัน คนที่ยืนอยู่ข้างนางและดูหล่อเหลาสะดุดตามากที่สุดคนนั้นเองเพคะ !”


หล่อเหลาที่สุด ? จากท่าทีและน้ำเสียงของหมินหวางเฟยแล้ว ฝูเหรินแต่ละคนจึงรู้ได้ทันทีว่านางพอใจกับคู่หมั้นขององค์หญิงเว่ยเว่ยมาก ดูท่าแล้วเรื่องถอนหมั้นเพื่อจะได้คว้าโอกาสไว้เองคงไม่เกิดขึ้นแล้ว ฝูเหรินแต่ละคนจึงรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที


ฮองเฮาพยักดวงพักตร์ “อ้อ คนที่ใส่ชุดสีขาวนวลจันทร์และดูสะดุดตากว่าเจ้าเจ็ดน่ะหรือ ? ดูท่าทางอายุยังไม่มาก !”


หมินหวางเฟยตรัสต่อ “อายุมากกว่าเว่ยเอ๋อร์หนึ่งปีเพคะ !”


เจี้ยหยวนหนุ่มน้อยที่มีวัยเพียง16ปี แถมยังได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ หน้าตาก็ดี…ถ้าเด็กคนนั้นสอบเป็นจิ้นซื่อได้ ก็จะต้องกลายเป็นลูกเขยชั้นดีของบรรดาฝูเหรินในเมืองหลวงอย่างแน่นอน


แม้องค์หญิงเว่ยเว่ยจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตำหนักหมินอ๋อง แต่เนื่องจากเติบโตมาในชนบท ด้วยฐานะของนางแล้วคู่ที่เหมาะสมจะแต่งกับนางก็ต้องไม่ใช่บุตรชายคนโตของตระกูลแน่นอน หากแต่งกับบุตรคนรองแล้วอนาคตก็ไม่แน่ว่าจะสู้เจี้ยหยวนผู้นี้ได้ หากนางอยากถอนหมั้นก็คงเป็นเรื่องแปลกเสียมากกว่า !


ทางฝั่งนี้ องค์หญิงเจียวเจียวกำลังจับมือหลินเว่ยเว่ยแล้วเล่าถึงเหตุการณ์ล่าสัตว์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงวีรกรรมที่พระองค์ล่ากวางน้อยได้หนึ่งตัว “พี่เว่ยเว่ย หากท่านอยู่ด้วยในตอนนั้นก็คงดี ได้ยินว่าตอนนั้นมีคนเกือบต้องบาดเจ็บเพราะหมีควายด้วยล่ะ ถ้าท่านอยู่ด้วยก็จะต้องฆ่าหมีควายตัวนั้นตายได้ภายในฝ่ามือเดียวแน่นอน !”


ตั้งแต่หลินเว่ยเว่ยยกรถม้าด้วยมือข้างเดียวในครั้งนั้นแล้ว องค์หญิงเจียวเจียวก็หลงใหลในตัวนางมาก วันที่กองทัพติงเป่ยกลับมาพร้อมชัยชนะ เพราะองค์หญิงเจียวเจียวมีอาการไอ หมู่โฮ่วจึงกักตัวเอาไว้ในวัง


ตอนได้ยินว่าหลินเว่ยเว่ยจัดการห่าฝนธนูด้วยตัวคนเดียวและปาลูกธนูกลับไปโดนมือสังหาร องค์หญิงเจียวเจียวก็นึกเทิดทูนนางราวกับเทพเจ้า…ยังจะมีใครร้ายกาจไปกว่าพี่เว่ยเว่ยได้อีก ? แม้แต่พวกบุรุษหยาบกระด้างก็คงยอมรับความพ่ายแพ้ ? พี่เว่ยเว่ยเป็นความภาคภูมิใจของสตรีอย่างแท้จริง !


มุมปากของสตรีที่อยู่ในนั้นอดไม่ได้ที่จะกระตุกขึ้น พวกนางรีบก้มหน้าลงทันที…องค์หญิงเจียวเจียว นี่ท่านกำลังชมองค์หญิงเว่ยเว่ยหรือดูหมิ่นนางกันแน่ ? คนที่จะฆ่าหมีควายตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว บนโลกนี้คงมีแค่มนุษย์โอสถแห่งแดนใต้เท่านั้น ? ตรัสถึงเด็กสาวที่ดูอ่อนหวานคนหนึ่งแบบนี้ จะดีจริงหรือ ?


ในบรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ที่แสนจะแปลกหน้าเหล่านี้ หลินเว่ยเว่ยเห็นใบหน้าที่คุ้นตาอยู่ห่างออกไป…ติงหลิงเอ๋อร์ เด็กสาวคนนั้นนั่งอยู่ในตำแหน่งห่างไกลนางที่สุด รอบกายไม่มีใครสนทนาด้วยสักคน แต่ก็ไม่น่าแปลกเพราะสตรีที่นั่งอยู่เหล่านี้ หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ก็เป็นบุตรีขุนนางขั้นหนึ่งหรือขั้นสองกันทั้งนั้น บุตรสาวขุนนางขั้นสี่จึงไม่มีทางได้มาร่วมวงกับพวกนาง !


เด็กโง่ เด็กสาวคนอื่นพากันเบียดเข้าหาองค์หญิงทั้งสอง แต่นางกลับนั่งทิ้งระยะห่างแล้วมองตาปริบๆ…ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยเห็นนางเหมือนเด็กที่น่าสงสารคนหนึ่ง


หลินเว่ยเว่ยโบกมือเรียกนาง “น้องหลิงเอ๋อร์ มานี่ มาชิมชาผลไม้ที่ข้าทำ ! มีรสหลานเหมยที่เจ้าชอบด้วยล่ะ !”


ติงหลิงเอ๋อร์ดีใจขึ้นมาทันที ภายใต้สายตาประหลาดใจของคุณหนูทั้งหลาย นางพยายามรักษาฝีเท้าให้มั่นคงที่สุดแล้วเดินมาหยุดตรงเบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ยและองค์หญิงเจียวเจียว ก่อนจะโน้มตัวคารวะ “หลิงเอ๋อร์ถวายพระพรองค์หญิงทั้งสอง…”


องค์หญิงเจียวเจียวจำได้ว่าเด็กคนนี้ไปที่วัดต้าเจวี๋ยด้วยกัน จึงตรัสด้วยรอยยิ้ม “พอแล้ว เลิกคารวะกันไปมาได้แล้ว ข้ากับพี่เว่ยเว่ยไม่ชอบมารยาทจอมปลอมพวกนั้น นั่งลงสิ…พี่เว่ยเว่ย ชาผลไม้ที่มีรสหวานและกลิ่นหอมของแอปเปิล ท่านก็ทำเองหรือ ?”


“ใช่ ! ชาผลไม้เหล่านี้เป็นสูตรที่ข้าได้มาอย่างบังเอิญ ไม่เพียงอร่อยแต่ยังดีต่อสุขภาพ อย่างเช่นชาแอปเปิลผสมน้ำผึ้งของเจียวเจียวจะช่วยลดน้ำหนัก บรรเทาอาการเหนื่อยล้าและทำให้ผิวมีเลือดฝาด ส่วนรสหลานเหมยมีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตา เสริมความจำ ปรับสมดุลร่างกายและมีภูมิคุ้มกันช่วยให้เราเจ็บป่วยได้ยาก !”


หลินเว่ยเว่ยคาดเดาถึงประสิทธิภาพโดยพิจารณาจากผลไม้ที่ใช้ในชาและสิ่งสำคัญที่สุดยังเป็นขั้นตอนการทำ เนื่องจากใช้น้ำพุวิญญาณจึงเป็นธรรมดาที่ผลลัพธ์จะเพิ่มเป็นเท่าตัว !


“ได้ยินว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยเชี่ยวชาญการทำอาหารที่มีสรรพคุณทางยา ปกติหม่อมฉันก็สนใจอาหารในการดูแลสุขภาพเช่นกัน ไม่ทราบว่าจะทูลขอคำชี้แนะจากองค์หญิงได้บ้างหรือไม่เพคะ ?” คนที่พูดคืออันยู่ชิงบุตรสาวคนโตของอันหยางปั๋ว คุณหนูทั้งหลายจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เพราะพวกนางกำลังคิดจะชวนองค์หญิงเว่ยเว่ยสนทนาเรื่องอาหารที่มีสรรพคุณทางยาเช่นกัน คาดไม่ถึงว่าจะโดนนางพูดตัดหน้า


หลินเว่ยเว่ยทำหน้าเศร้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงขอโทษ “ต่อจากนี้อีกระยะหนึ่ง ข้าอาจจะไม่มีเวลาว่างแล้ว เพราะฟู่หวางบังคับให้ข้าเรียนรำหอกทั้งสามสิบหกกระบวนท่าของตระกูลจ้าว แถมยังตรัสว่าในฐานะบุตรหลานสกุลจ้าว จะใช้หอกของตระกูลไม่เป็นได้อย่างไร ?”


องค์หญิงเจียวเจียวมีดวงเนตรเป็นประกาย นางรีบตรัสขึ้นมาว่า “พี่เว่ยเว่ย ท่านช่วยข้าถามหมินอ๋องให้หน่อย ว่าข้าไปเรียนด้วยคนได้หรือเปล่า ?”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้มบนใบหน้า “เจ้าจะเรียนศาสตร์เหล่านี้ไปเพื่ออะไร ? เอาไว้รังแกเหล่าพี่น้องเชื้อพระวงศ์ของเจ้าหรือ ?”


องค์หญิงเจียวเจียวเขย่าแขนนางด้วยความออดอ้อน “ข้าชอบศิลปะการต่อสู้ แต่องครักษ์ที่สอนข้ายังไม่ทุ่มเทมากพอ ชอบทำแบบขอไปทีตลอด ! ข้าอยากคารวะหมินอ๋องเป็นอาจารย์ตั้งนานแล้ว แต่ฟู่หวงชอบตำหนิว่าข้าสร้างปัญหา !”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก ขอแค่ฮ่องเต้ทรงอนุญาต หากเจ้าจะตามมาเรียนด้วยก็ไม่มีใครห้ามได้แล้ว” ดังนั้นองค์หญิงน้อยอย่าวางลำดับความสำคัญสลับกัน ช่วยจัดการผู้บัญชาการใหญ่สุดให้ได้ก่อน…แล้วค่อยมาว่ากัน !


เมื่อคุณหนูเหล่านั้นเห็นอันยู่ชิงโดนปฏิเสธ แววตาก็เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยันทันที แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ตนไม่ได้พูดออกมาด้วย ขณะฟังองค์หญิงน้อยทั้งสองสนทนาเรื่องฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างสนุกสนาน พวกนางก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี ท่านหญิงและเหล่าคุณหนูที่เกิดในตระกูลนักรบพลางครุ่นคิดว่าจะเรียนศิลปะการต่อสู้สักสองสามกระบวนท่าจากคนในครอบครัวดีหรือเปล่า เพราะอย่างน้อยก็จะได้มีหัวข้อมาสนทนากับพวกองค์หญิง !


งานเลี้ยงต้อนรับเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะหลังจากหลินเว่ยเว่ยถูกเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นองค์หญิงแล้ว สตรีสูงศักดิ์ที่เปี่ยมความทะเยอทะยานเหล่านั้น ไม่ว่าในใจจะคิดอย่างไรแต่บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยความสุภาพ แน่นอนว่าไม่ได้ล้มเลิกความคิดที่จะเข้ามาผูกมิตรกับหลินเว่ยเว่ย แค่ปกปิดมันไว้ก่อนเท่านั้น


ตกเย็น หมินหวางเฟยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทมด้วยความเกียจคร้านพร้อมถามนางด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้สนุกหรือเปล่า ? ได้สหายใหม่มาบ้างหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตากลมโตแล้วทูลตอบด้วยรอยยิ้ม “เหล่าคุณหนูที่มาร่วมงานในวันนี้เป็นดั่งบุปผางามที่บานสะพรั่ง ลูกมองแล้วก็ตาลายไปหมด คนที่พอจะจำชื่อและหน้าตาได้จึงมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ! หมู่เฟย นี่ลูกโง่เขลาเกินไปหรือเปล่าเพคะ ?”


ตอนที่ 557: บุรุษรูปงามเพิ่งอาบน้ำเสร็จภายใต้แสงเทียน


“จำชื่อไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะนี่แสดงว่าเจ้ามีนิสัยไม่เข้ากับพวกนาง ! เรื่องนี้เหมือนกับแม่ เพราะแม่เองก็จำชื่อคนไม่เก่ง สหายสนิทมีอยู่ไม่มาก คนที่นิสัยเข้ากันได้ก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น !” หมินหวางเฟยยกพระหัตถ์ป้องโอษฐ์ขณะหาว


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าด้วยความดีใจ ขณะมองท่าทางของหมินหวางเฟย นางก็คิดว่าอีกฝ่ายดูมีเสน่ห์มาก จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจียงโม่หาน แม้เขาหน้าตาไม่เหมือนหมินหวางเฟยสักเท่าไร แต่ทั้งสองคนก็มีหลายอย่างที่คล้ายกัน…สง่างาม สุขุม เยือกเย็น สมกับที่เป็นแม่ลูกกัน !


“จริงสิ ได้ยินคู่หมั้นของเจ้าบอกว่าวันเกิดเจ้าคือวันที่ยี่สิบหกนี้หรือ ?” เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ หมินหวางเฟยก็ตรัสด้วยรอยยิ้ม “พิธีปักปิ่นขององค์หญิงเว่ยเว่ยต้องจัดให้ยิ่งใหญ่หน่อยแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยคิดว่าก็แค่วันเกิดอายุครบ15ปีไม่ใช่หรือ จัดหรือไม่จัดงานก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ พอหมินหวางเฟยได้ยินเช่นนั้นก็จ้องนางเขม็ง “เจ้าเป็นบุตรีตำหนักหมินอ๋องของพวกเรา พิธีปักปิ่นถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต แล้วจะไม่จัดได้อย่างไร ? เรื่องนี้ยกให้แม่เป็นคนจัดการก็แล้วกัน !”


หมินอ๋องดื่มสุราจนเมามาย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สร่างเมา ทรงใช้ศีรษะใหญ่ๆผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นบุตรสาวอยู่ด้วยจึงเบียดเข้ามาประทับข้างหมินหวางเฟยแล้วเริ่มตรัสว่า “เว่ยเอ๋อร์ บุตรสาวคนดีของพ่อ ! ในที่สุดพ่อก็หาเจ้าพบ ! วันนี้พ่อมีความสุขมาก !”


หลินเว่ยเว่ยรีบชงชาผลไม้และเพิ่มน้ำพุวิญญาณลงไปอีกเล็กน้อยแล้วยัดใส่พระหัตถ์หมินอ๋อง จากนั้นก็เดินไปอยู่ข้างหลังแล้วเริ่มนวดขมับให้อีกฝ่าย “ฟู่หวาง เว่ยเอ๋อร์มีบิดามารดาที่รักมากเพียงนี้ ลูกก็มีความสุขมากเพคะ ! มักรู้สึกว่ากำลังฝันไปตลอด…”


ชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยเคยทำงานอยู่ในร้านนวด ดังนั้นฝีมือนวดของนางถือว่าเป็นมืออาชีพ หมินอ๋องเพลิดเพลินกับความกตัญญูของบุตรสาว ระหว่างนั้นไม่รู้สึกปวดศีรษะอีกต่อไปและไม่รู้สึกคลื่นไส้ พระองค์ตบบ่าบุตรสาว ก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้ นี่ไม่ใช่ความฝัน และแม้จะเป็นฝัน พ่อก็จะปกป้องเจ้า ปกป้องทั้งชีวิตจนเจ้าไม่อยากตื่นจากฝันหวานเลย !”


หลินเว่ยเว่ยเห็นหมินอ๋องดื่มชาผลไม้จนหมดแล้ว นางจึงตอบด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ทั้งสองพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว พักผ่อนเร็วๆเถิดเพคะ ลูกทูลลา…”


หมินอ๋องทำพระพักตร์แข็งค้างแล้วตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ “ทูลลาอะไรกัน บ้านเราเป็นตระกูลฝ่ายบู๊ จะใช้คำสละสลวยเหล่านี้ทำไม ? ฮึ ! เจ้าบัณฑิตอวดรู้คนนั้นสอนเจ้าจนเสียคนแล้วกระมัง !”


หมินหวางเฟยตีพระสวามี “พระองค์เห็นบุตรสาวเป็นเหมือนตน คือเป็นคนหยาบกระด้างหรือเพคะ ? ใครบอกว่าบุตรสาวตระกูลฝ่ายบู๊ก็อ่อนโยนและใช้สำนวนไม่ได้ ?”


หมินอ๋องรีบเปลี่ยนจากราชสีห์เป็นสุนัขผู้จงรักภักดีทันที ทรงแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข “เจ้าพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น ! ข้าฟังเจ้า ! วันนี้เจ้าลำบากมาทั้งวัน เหนื่อยหรือไม่ ? มา ประเดี๋ยวข้านวดให้เจ้าเอง…”


“ออกไป !” หมินหวางเฟยตีพระหัตถ์ “เว่ยเอ๋อร์ยังอยู่นะเพคะ !”


หมินอ๋องหันไปทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ย “เจ้าไม่ได้ทูลลาแล้วหรือ ? เหตุใดยังอยู่ที่นี่อีก ?” เห็นได้ชัดว่ากำลังหงุดหงิดที่บุตรสาวไม่รู้ความ !


ภายใต้ท่าทางยกพระหัตถ์ปิดหน้าของหมินหวางเฟย หลินเว่ยเว่ยก็กลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้แล้วพูดอย่างซุกซน “ฟู่หวาง ลูกจะออกไปเดี๋ยวนี้เพคะ ! ฝันดีเพคะ ฟู่หวาง หมู่เฟย !”


“ไป ไป! ดี ดี !” หมินอ๋องเหมือนกำลังไล่อะไรสักอย่าง โบกพระหัตถ์อย่างขอไปทีสุดๆ เฮ้อ! เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว นางเป็นบุตรสาวสุดที่รัก แต่เมื่อเทียบกับหมินหวางเฟยแล้ว นางกลายเป็นแค่เศษขยะเท่านั้น!


ทว่าหลินเว่ยเว่ยก็ยังอิจฉาในความรักที่หมินอ๋องมีต่อหมินหวางเฟยมากอยู่ดี หมินหวางเฟยประชวรมานาน15ปี สติเลอะเลือนมา15ปีเช่นกัน แต่หมินอ๋องไม่ยอมจากไปไหน ยังคงรักนางดังเดิม…หวังว่าอีก15ปีต่อจากนี้ ตนกับบัณฑิตน้อยก็ยังเป็นเหมือนปัจจุบัน รักใคร่กลมเกลียวและอยู่กันไปจนแก่เฒ่า


หลังออกมาจากสวนจื่อถงแล้ว อากาศหนาวเย็นก็กระทบที่แก้มของนาง เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นหิมะปลิวเต็มท้องฟ้า…หิมะระลอกที่สองของเมืองหลวงตกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ชุนซิ่งรีบสั่งให้นางกำนัลไปหยิบร่มกระดาษมา


จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็เร่งฝีเท้าเดินผ่านเรือนตัวเอง แต่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ชุนซิ่งเห็นนายหญิงกำลังเดินออกไปที่เรือนหน้าจึงทูลเตือนเบาๆ “องค์หญิงจะเสด็จไปเรือนของคุณชายเจียงหรือเพคะ ?”


หลินเว่ยเว่ยหยุดฝีเท้าพลางหันไปมอง “อย่าเรียกข้าว่า ‘องค์หญิง’ ทำเหมือนเมื่อก่อนเถิด เรียกว่าจวิ้นจู่เหมือนเดิมแล้วกัน ! เจ้ากำลังคิดว่าข้าออกไปเรือนหน้าในเวลานี้จะดูไม่ค่อยเหมาะสมใช่หรือไม่ ?”


ชุนซิ่งตกใจทันที นางรีบพูดว่า “จวิ้นจู่ บ่าวไม่ได้หมายความแบบนั้น…บ่าวเห็นหิมะตกหนัก จึงรอให้นางกำนัลนำร่มมาส่งแล้วค่อยไปก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ…”


ช่วงหลายวันมานี้ชุนซิ่งติดตามอยู่ข้างกายหลินเว่ยเว่ยจึงรู้ว่าภายใต้สถานการณ์ทั่วไป อีกฝ่ายเป็นนายหญิงที่รับใช้ได้ง่ายมาก แต่เมื่อมีเรื่องเกี่ยวข้องกับคุณชายเจียง ก็จะเป็นสตรีที่ยอมหักไม่ยอมงอ


ตอนอยู่รับใช้หมินหวางเฟย เมื่อเทียบกับหานลู่และหยี่ซวงที่รับใช้พระชายามาตั้งแต่เด็กแล้ว อีกทั้งเหมยหยิงกับเสวี่ยยวี่ที่เข้ามาตอนแต่งงาน ชุนซิ่งก็ยิ่งเทียบชั้นไม่ติดเข้าไปใหญ่


องค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นนายใหม่ของตำหนัก บุตรสาวแท้ๆของพระชายา เดิมทีข้างกายควรมีสาวใช้อยู่ดูแล4คน คนที่ถูกเลือกจะถือเป็นสาวใช้คนสนิทของจวิ้นจู่ ในบรรดาข้ารับใช้ในตำหนักก็มีระลอกคลื่นขึ้นๆลงๆเสมอ ทุกคนต่างจับจ้องมาที่ตำแหน่งสาวใช้คนสนิทของจวิ้นจู่ ! นางโชคดีได้พระชายาส่งมารับใช้จวิ้นจู่ ไม่รู้ว่าโดนพี่น้องทั้งหลายอิจฉาตั้งเท่าไร ! ดังนั้นจะให้จวิ้นจู่รู้สึกรังเกียจขึ้นมาไม่ได้…


ขณะมองอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่ต้องเครียดถึงขนาดนั้น ข้าไม่กินคนหรอกน่า ! ตอนนี้ บัณฑิตน้อยน่าจะยังไม่เข้านอน ข้าจะไปคุยกับเขาสักหน่อย”


ใจที่เคยตื่นตระหนกของชุนซิ่งค่อยๆผ่อนคลาย จวิ้นจู่ดูเป็นคนง่ายๆ แต่ในบางครั้งก็ดูน่าเกรงขาม สายตาเมื่อครู่แทบไล่นางออกไปแล้วด้วยซ้ำ ! ชุนซิ่งเตือนตัวเองว่าต่อไปจะทำตัวเอื่อยเฉื่อยไม่ได้อีก และจะเข้าไปยุ่งกับความคิดของจวิ้นจู่อย่างกะทันหันไม่ได้…นี่เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับสาวใช้ !


เมื่อมาถึงเรือนของเจียงโม่หาน หลินเว่ยเว่ยก็เห็นว่าในนั้นยังมีแสงเทียนอยู่ นางจึงเคาะประตูแล้วพูดว่า “บัณฑิตน้อย หลับหรือยัง ? ข้าเข้าไปแล้วนะ !”


เจียงโม่หานเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมดำขลับถูกปล่อยสยายและยังเปียกอยู่เล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงของนางแล้วเขาก็หันไปยิ้มให้ “เจ้าเดินเข้ามาแล้วยังจะถามว่าข้าหลับหรือยัง ?”


ได้มองบุรุษรูปงามภายใต้แสงเทียนและยังเป็นหนุ่มหล่อที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จอีกด้วย สามารถเอาชีวิตกันได้เลย ! หลินเว่ยเว่ยรีบบีบจมูกตัวเองพลางเงยหน้าขึ้น เพราะกลัวเลือดกำเดาจะไหลออกมาอย่างบ้าคลั่ง


เมื่อเจียงโม่หานเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหานางเพื่อก้มมองว่านางเป็นอะไร “เจ้าเป็นอะไร ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ?”


ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก หลินเว่ยเว่ยถูกห้อมล้อมด้วยลมหายใจที่สดชื่นราวดอกเหมยกลางหิมะของเขา ขอแค่นางขยับตัวไปข้างหน้าก็จะเข้าสู่อ้อมอกของเขาทันที…หยุดคิดเดี๋ยวนี้ ถ้ายังคิดต่อไป ความคิดชั่วๆจะหยุดไว้ไม่ได้แน่ ชุนซิ่งก็ตามมาด้วย…เฮ้อ พาหลอดไฟมาด้วย มันช่างเป็นอุปสรรคของตัวเอง !


สุดท้ายหลินเว่ยเว่ยก็กลั้นไว้ไม่อยู่ นางเข้าไปจับเอวเจียงโม่หาน…รู้สึกดีจัง ! แล้วก็พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ด้านนอกหิมะตก ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นขนาดนี้ ระวังจะไม่สบายเอาได้”


ขณะพูด นางก็หยิบผ้าเช็ดผมผืนเมื่อครู่ของเจียงโม่หานมาถือไว้แล้วให้เขานั่งลง ก่อนจะช่วยเช็ดผมให้เขาเบาๆ “บัณฑิตน้อย หมู่เฟยตรัสว่าจะจัดพิธีปักปิ่นให้ข้า เรื่องนี้เจ้าเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาหรือ ?”


ตอนที่ 558: นอกจากเจ้าแล้วคนอื่นก็เป็นแค่แป้งเนื้อหยาบ


“ใช่ ! ผู้หญิงของข้าจะขาดงานพิธีปักปิ่นซึ่งเป็นหนึ่งในงานสำคัญของช่วงชีวิตไปได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานมองกล่องไม้โบราณบนโต๊ะเขียนหนังสือ ด้านในเป็นของขวัญที่เขาเตรียมมาอย่างดี เขาคิดไว้แล้วว่าถึงจะไม่ได้กลับมาที่ตำหนักหมินอ๋อง แต่ก็จะให้นางมีงานฉลองวันเกิดอายุครบ15ปีที่สร้างความทรงจำอันงดงามจนยากจะลืมเลือน !


ตอนนี้นางกลายบุตรสาวตำหนักหมินอ๋องแล้ว ดังนั้นพิธีปักปิ่นจะต้องจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม !


เมื่อหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็มีความสุขจนหุบยิ้มไม่ได้ “อันที่จริงพิธีปักปิ่นอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือขอเพียงเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าก็มีโลกทั้งใบเป็นของตนแล้ว !”


“แต่ข้าหวังว่าโลกของเจ้าจะมีความสุขและมีสีสันมากกว่าเดิม !”


ชุนซิ่งฟังจนอ้าปากค้าง…สวรรค์ ! นี่ยังใช่เจียงเจี้ยหยวนผู้หยิ่งยโสอยู่หรือไม่ ? เวลาพูดออกมาก็สามารถทำให้คนฟังหน้าแดงและใจเต้นได้จริง ! รู้แล้วว่าเหตุใดจวิ้นจู่ของนางจึงรักเขามาก ! แบบนี้ใครจะต้านทานไหว !


เส้นผมสีดำขลับในมือแห้งแล้ว ทั้งนุ่มทั้งมันเงาราวกับเส้นไหม หลินเว่ยเว่ยใช้มือลูบผมของเขาอย่างหลงใหล เจียงโม่หานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็เงยหน้ามองตามการลูบของนาง ดวงตาส่องประกายคล้ายดวงดาราภายใต้แสงเทียน


หลินเว่ยเว่ยจ้องริมฝีปากสีอมชมพูของเขา นางอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากตัวเอง…ในสถานการณ์แบบนี้นางควรจะโน้มตัวลงไปกดจูบ แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นชุนซิ่งที่กำลังยืนมองอยู่ด้านข้าง สุดท้ายจึงอดกลั้นไว้ได้ เฮ้อ ! สาวใช้อะไรพวกนี้ช่างเป็นตัวยุ่งจริงๆ ! เป็นเหมือนหลอดไฟดวงใหญ่ที่เฝ้าทำลายภาพฝันของนางหมด !


หลินเว่ยเว่ยย่อตัวนั่งบนเตียงของเจียงโม่หาน ก่อนจะถามเขาว่า “ในพิธีปักปิ่น ข้าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง ? ข้ากลัวว่าวันนั้นจะทำเรื่องขายหน้า !”


“ไม่ต้องกังวล พอถึงเวลานั้นเจ้าก็ทำตัวเป็นหุ่นเชิดที่ให้คนอื่นคอยบอกว่าต้องทำอะไร เจ้าก็ทำอย่างนั้นพอแล้ว ! แม้จะทำเรื่องขายหน้า ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะองค์หญิงเว่ยเว่ยของพวกเราหรอกพ่ะย่ะค่ะ ?” เจียงโม่หานยกศอกวางพาดบนโต๊ะแล้วเอียงศีรษะมองนาง ผมยาวสยายคลุมแผ่นหลัง รูปหน้างดงาม ริมฝีปากชมพูระเรื่อ ฟันเรียงขาว ช่างเหมือนบุรุษที่แปลงเพศเป็นสตรีไม่ผิดเพี้ยน


เหมือนกำลังมองงานจิตรกรรมอันล้ำค่า หลินเว่ยเว่ยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว แต่แล้วทันใดนั้นเองนางก็เหมือนจะคิดอะไรได้ “ฮ่องเต้แต่งตั้งให้ข้าเป็นองค์หญิง พอพวกเราแต่งงานแล้ว จะส่งผลต่ออนาคตของเจ้าหรือไม่ ?”


“เหตุใดแต่งงานกับเจ้าแล้วถึงจะส่งผลต่ออนาคตของข้า ?” มีความสงสัยปรากฎขึ้นในดวงตาอันเปล่งประกายของเจียงโม่หาน


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว “ไม่ได้บอกว่าราชบุตรเขยจะมีตำแหน่งสำคัญในราชสำนักไม่ได้หรอกหรือ ?”


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆราวกับคลื่นเสียงน้ำพุหรือเสียงฉิน “เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด ? นี่เป็นกฎเก่าตั้งหลายปีมาแล้ว ? ถูกยกเลิกใช้นานแล้ว ทั้งยังมีแค่พระธิดาแท้ๆของฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสามีแล้วจะเรียกว่าเลือกราชบุตรเขย”


“อ้อ ! เป็นแบบนี้เอง !” หลินเว่ยเว่ยเกาศีรษะ ดูท่าทางแล้วโลกใบนี้จะไม่เหมือนกับยุคโบราณที่นางรู้จักมาในชาติก่อน นางฉีกยิ้มให้เจียงโม่หานอย่างขี้เล่น “ขอโทษที่ทำให้เจ้าเป็นราชบุตรเขยไม่ได้ !”


เจียงโม่หานเข้าใจอารมณ์ขันของนางภายในไม่กี่อึดใจ เขาตอบกลับนางว่า “ไม่เป็นไร ข้าจะพยายามสร้างเกียรติยศ ‘จอหงวนฝูเหริน’ ให้เจ้า !”


หลินเว่ยเว่ยมองโต๊ะที่วางบนเตียงแล้วก็เห็นว่าวางต้นฉบับเอาไว้ จึงถามเขา “เจ้าคิดจะตีพิมพ์ ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ นี้เมื่อใด ?”


“สองสามวันนี้กระมัง ?” เจียงโม่หานคำนวณเวลา ใกล้จะถึงเวลาแล้ว !


“ร้านหนังสือที่จะร่วมลงทุนด้วย เจ้าเลือกไว้แล้วหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยลองคิดดู ถ้าอย่างไรพรุ่งนี้ลองไปถามหมินอ๋องว่าร้านหนังสือร้านใดค่อนข้างจะทรงอิทธิพล ?


เจียงโม่หานชอบการสนทนารูปแบบนี้มาก เขาเอนหลังพิงเก้าอี้เบาๆ แล้วพยักหน้าพูดว่า “มีแล้ว ! ร้านโม่เซียง (กลิ่นน้ำหมึก) ก็ไม่เลว นอกจากทั้งสามสาขาในเมืองหลวงแล้วยังมีอีกสิบสาขาที่กระจายไปทั่วเหนือใต้ ! และในเมืองเหอโจวก็มีสาขาหนึ่งด้วย !”


เบื้องหลังของร้านโม่เซียงคือท่านลุงขององค์รัชทายาท ท่านตาและท่านลุงเจ็ดขององค์รัชทายาทล้วนจบชีวิตลงในสงครามแบบวีรบุรุษ หลังจากราชวงศ์ต้าเซี่ยถูกสถาปนาขึ้นแล้ว ผู้ที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์เหล่านี้ล้วนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ของตน พระญาติขององค์รัชทายาทได้ถูกแต่งตั้งเป็นเจิ้นกั๋วกงลำดับสูงสุด ( เชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่5 ) พร้อมกับของพระราชทานคือโล่ทองคำและสิทธิ์ให้การสืบทอดบรรดาศักดิ์จากรุ่นสู่รุ่นโดยไร้สิ้นสุด


หลังสนทนากับเจียงโม่หานได้สักพักหนึ่ง หัวใจที่กระวนกระวายของหลินเว่ยเว่ยก็ค่อยๆสงบลง นางนั่งแกว่งเท้าทั้งสองข้างอยู่ที่ขอบเตียง “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าตอนที่จ้าวชิงหลวนทำน้ำในชามของเต๋อฉวนกงกงคว่ำ นางไม่ได้ตั้งใจจริงหรือ ? หรือนางจะมีเจตนาแอบแฝงกันแน่ ?”


แววตาของเจียงโม่หานดูเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย เขาหัวเราะเบาๆ “คนผู้นี้เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของท่านอ๋องและยังออกเรือนไปแล้ว ไม่ส่งผลอะไรกับเจ้าได้หรอก หากนางตั้งใจก็จะมีคนย้ำเตือนฐานะของนางให้กระจ่างเอง !”


หลินเว่ยเว่ยยักไหล่ “ไม่รู้ว่าพวกคุณหนูเรือนหลังเหล่านั้นคิดอะไรกันอยู่ วันทั้งวันทำตัวเหมือนไก่ชน ไม่สู้ด้วยวิธีนั้นก็เอาอีกวิธีมาใช้แทน ไม่สร้างเรื่องขึ้นมาก็จะไม่มีความสุขหรือไร ถ้าไม่หวาดระแวงว่าจะโดนคนอื่นทำร้าย ก็คิดว่าคนอื่นจะแย่งสมบัติ ! ข้าคิดว่าเป็นเพราะว่างจนไม่มีอะไรทำ ! ลองให้ที่ดินพวกนางสักสองหมู่แล้วให้ ‘ตื่นแต่ฟ้าสางแล้วออกไปจับจอบจับเสียมทั้งวัน’ ก็ไม่ว่างจนมาคิดแก่งแย่งกันแล้ว !”


พอชุนซิ่งได้ยินแบบนั้น ในสมองก็มีภาพคุณหนูสกุลใหญ่ท่าทางอ่อนแอกลุ่มหนึ่ง พับแขนเสื้อขึ้นแล้วจับจอบจับเสียมพรวนดิน…ภาพงดงามเกินไป จนยากจะทนมอง ! ทว่าการกระทำในวันนี้ของคุณหนูชิงหลวนก็ทำให้คนอื่นสงสัยจริงๆ หรือว่าคุณหนูชิงหลวนจะนึกสงสัยชาติกำเนิดของจวิ้นจู่ ? เต๋อฉวนกงกงคงไม่ได้ช่วยปลอมแปลงชาติกำเนิดให้จวิ้นจู่หรอกกระมัง ? คุณหนูชิงหลวนทำไปเพื่ออะไร ?


“ก็แค่กลุ่มก้อนแป้งเนื้อหยาบเท่านั้น !” ขณะมองคู่หมั้นของตน เจียงโม่หานก็ยิ่งรู้สึกว่านางไม่เหมือนสตรีอื่น…กระฉับกระเฉง เป็นธรรมชาติ จิตใจดี มีมือเท้าที่คล่องแคล่วและสมองที่ปราดเปรื่อง โชคดีที่เขารู้ใจตัวเองและจับนางหมั้นหมายไว้แล้ว เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าตนจะโดดเด่นเหนือคุณชายในเมืองหลวงแล้วกลายเป็นคนที่นางเลือกได้


ชุนซิ่ง “…!” คุณหนูผู้มากความสามารถและความงามในเมืองหลวงเหล่านั้นกลายเป็นเพียงแป้งเนื้อหยาบในสายตาของคุณชายเจียง ช่างหยาบคายเสียจริง ! ไม่รู้ว่าพอคุณหนูเหล่านั้นได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไร ?


หลังจากมองสีท้องฟ้าแล้ว ชุนซิ่งก็มองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่กำลังสนทนาอย่างสนุกสนานกับคุณชายเจียง พอลังเลได้พักหนึ่ง สุดท้ายนางก็ยังเลือกที่จะเอ่ยเตือนตามหน้าที่ “จวิ้นจู่ นี่ก็เย็นมากแล้ว ท่านว่า…”


หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่นาง…สาวใช้อะไรกัน น่ารำคาญที่สุด ! ไม่เพียงทำตัวสะดุดตา แต่ยังทำให้หมดสนุกด้วย ! ชุนซิ่งเหลือบมองพื้นทันที นางรู้ว่าตัวเองถูกเกลียดเข้าแล้ว แต่สาวใช้คนสนิทก็มีหน้าที่ปกป้องชื่อเสียงของเจ้านาย หากเจ้านายทำผิดหรือพูดผิดก็ต้องเอ่ยเตือน…ฮือฮือฮือ ! เป็นสาวใช้ช่างยากนัก !

….....


วันนี้ หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ตามเจียงโม่หานออกไปข้างนอก พอหมินอ๋องทราบว่าบุตรสาวโดนเจ้าตัวแสบล่อลวงไป พระองค์ก็โมโหจนเสวยขนมไปถึงหนึ่งจาน ในที่สุดก็ทำให้จิตใจสงบลงได้ !


หมินหวางเฟยให้เหมยหยิงต้มน้ำแกงช่วยย่อยอาหารให้พระสวามีด้วยความรู้สึกทั้งขำและโมโห “พระองค์ก็เหลือเกิน ! บุตรสาวแค่ออกไปกับหานเอ๋อร์เท่านั้นเอง ไม่ได้หนีตามกันไปเสียหน่อย จะกริ้วทำไมเพคะ ?”


หมินอ๋องตบโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์แล้วตรัสด้วยความโมโห “บุตรสาวแท้ๆของข้าสนิทสนมกับเจ้าหน้าขาวนั้นยิ่งกว่าคนเป็นบิดาแท้ๆเสียอีก เจ้าคิดว่าน่าโมโหหรือไม่ ?”


ตอนที่ 559: เสียงนี้ไพเราะจนเหมือนหูตั้งครรภ์ได้


“มีสิ่งใดน่าโมโห ? พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน ความผูกพันนับสิบกว่าปี แล้วพระองค์ล่ะเพคะ ? เพิ่งรู้จักบุตรสาวได้เท่าไร ถึงเดือนหนึ่งหรือยัง ?” หมินหวางเฟยมองต่างออกไป เพราะยิ่งหนุ่มสาวคู่นั้นรักกันมากเท่าไร นางก็ยิ่งมีความสุข !


หมินอ๋องตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเป็นบิดาของนาง ! บิดาแท้ๆด้วย ! แบบที่สายเลือดเดียวกันน่ะ !”


หมินหวางเฟยจงใจอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม “ถึงแม้บุตรสาวจะเป็นคนในสายเลือดเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องออกเรือน คนที่จะอยู่กับนางไปอีกครึ่งชีวิตไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นสามีของนาง และพวกเขายิ่งรักกันเท่าไร คนเป็นบิดามารดาอย่างพวกเราก็ควรดีใจแทนลูกถึงจะถูก !”


“เจ้าตัวแสบยังไม่ได้เป็นสามี ! นางหนูก็ไร้มโนธรรม ยังไม่ทันไรก็หันศอกออกนอกไปไกลถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้เสียแล้ว ! ไปสืบมาว่าทั้งสองคนไปไหน นี่ยังหิมะตกอยู่เลย แต่ไม่ยอมอยู่บ้าน วิ่งวุ่นออกไปไหนกัน!” หมินอ๋องวางใจไม่ลง พระองค์กลัวบุตรสาวจะโดนเจ้าตัวแสบหน้าขาวเอาเปรียบ


ผ่านไปไม่นาน ก็มีข้ารับใช้เข้ามาให้คำตอบ “จวิ้นจู่และคุณชายเจียงไปที่ร้านหนังสือพ่ะย่ะค่ะ !”


หมินหวางเฟยแย้มโอษฐ์ “คราวนี้วางพระทัยได้แล้วกระมัง ? เดือนสองของปีหน้า หานเอ๋อร์จะสอบฮุ่ยซื่อแล้วจึงเป็นธรรมดาที่ต้องอ่านตำรามากหน่อย…จริงสิ ตำราที่ซ่อนไว้ในห้องทรงอักษรของพระองค์ วางไว้ก็ไร้ประโยชน์ สู้เอาออกมาให้หานเอ๋อร์ดีกว่า…”


“หานเอ๋อร์ หานเอ๋อร์ ! เจ้าเรียกได้สนิทสนมนัก ถ้าไม่รู้ก็คงคิดว่าข้ามีบุตรชายเพิ่มขึ้นมาอีกคน !” ดวงหทัยของหมินอ๋องเต็มไปด้วยความหงุดหงิด น้ำเสียงหึงหวง เจ้าเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่แค่หน้าตาดีพอใช้หรือไร ? เหตุใดภรรยาและบุตรสาวของพระองค์ ถึงโดนเจ้านั่นหลอกได้หมด !


นิ้วเรียวดุจหยกของหมินหวางเฟยจิ้มลงบนหน้าผากของพระสวามี นางหัวเราะออกมาเบาๆ “บุตรเขยก็เท่ากับบุตรแท้ๆครึ่งหนึ่งแล้ว ! หานเอ๋อร์ก็เป็นเด็กกำพร้า แล้วจะไม่เหมือนบุตรชายของพวกเราหรือไร ? อีกอย่างคือพวกเราก็ได้กำไรนะเพคะ ไม่เพียงตามหาบุตรสาวเจอ แต่ยังได้หนึ่งแถมหนึ่งเพราะมีบุตรชายเพิ่มมาอีกคน !”


หมินอ๋องจับมือนางแต่ยังตรัสว่า “ฮึ ! เรามีบุตรชายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเพิ่ม ! อีกอย่างตอนนี้เจ้าเด็กหน้าขาวก็ยังไม่ใช่บุตรเขยของเรา ! พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ !”


“พระองค์นี่นะ ! อยากหาคนประเภทใดให้เว่ยเอ๋อร์ของเรากันแน่ ? ฐานะเหมาะสม ? ตอนนี้บ้านเรามีบุปผาบานสะพรั่ง เมื่อรวมกับฐานะสูงส่งเข้าไปอีก พระองค์สามารถเชื้อเชิญเชื้อพระวงศ์มาเป็นตัวเลือกได้แน่นอน ทว่าตระกูลใหญ่ก็มีกฎระเบียบมากมาย แล้วถ้าเว่ยเอ๋อร์แต่งเข้าไปจะได้อยู่อย่างสุขสบายหรือเพคะ ?” หมินหวางเฟยหันไปทอดพระเนตรปราดหนึ่ง ก่อนจะหยิบขนมชิ้นเล็กบนโต๊ะขึ้นมา…เว่ยเอ๋อร์นี่ก็จริงๆเลย ขนมที่ทำออกมาชิ้นเล็กลงทุกวัน ราวกับของกินเด็กน้อย !


ใช่ว่าหมินอ๋องจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ แต่บุตรสาวที่เพิ่งตามเจอ กลับจะโดนหมาป่าคาบไปแล้ว พระองค์จะสบายใจได้อย่างไร ?


“พระองค์ก็เห็นแล้วว่าต่อหน้าหานเอ๋อร์ ไม่ว่าเว่ยเอ๋อร์จะพูดหรือทำอะไรก็เป็นอิสระ นี่หมายความว่าอย่างไร ? ก็บ่งบอกว่าหานเอ๋อร์ไม่เคยตีกรอบความคิดให้นาง ก็เหมือนที่พระองค์รักและตามใจหม่อมฉัน บุตรสาวของเรามีความสุขอย่างไรก็ควรปล่อยให้เป็นแบบนั้นเพคะ ! หากมองย้อนกลับไปครึ่งชีวิตก่อนหน้านี้ การสามารถแต่งกับพระองค์ได้ก็คือความโชคดีและความสุขที่สุดของหม่อมฉัน เชื่อว่าเว่ยเอ๋อร์ของพวกเราก็จะเป็นเหมือนมารดาที่ได้แต่งงานกับความสุขของนาง…” หมินหวางเฟยยื่นพระหัตถ์ออกมาลูบดวงพักตร์ของหมินอ๋องพร้อมดวงเนตรอ่อนหวานและอ่อนโยน


สีพระพักตร์ของหมินอ๋องเริ่มแดง ทรงจับมือพระชายาไว้ แม้จะฟังแล้วน่าเขินอายแต่ก็จริงใจ “ไม่หรอก การแต่งกับเจ้าได้ถึงจะเป็นโชคดีของข้า เป็นความสุขชั่วชีวิตของข้า !”


นางกำนัลข้างกายหมินหวางเฟยหันมาส่งยิ้มให้แก่กัน แล้วพากันถอยออกไปอย่างเงียบๆ…


หลินเว่ยเว่ยและน้องชายตามเจียงโม่หานออกมา หลังลงจากรถม้าแล้ว ชุนซิ่งก็รีบกางร่มให้นาง ขณะมองอาคารขนาดสามชั้นห้าห้องตรงเบื้องหน้า หลินเว่ยเว่ยก็อุทานด้วยความตกใจ “นี่คือร้านหนังสือ ? ใหญ่มาก ! รู้สึกเหมือน…หอหนังสือมากกว่า !” นางอยากพูดว่าห้องสมุดแห่งชาติ แต่พอคำมาถึงปากแล้วก็กลืนลงคอได้ทัน


“เดินช้าหน่อย ระวังลื่น” เจียงโม่หานยื่นมือออกไปและเป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะจับมันอย่างรวดเร็ว การกระทำของทั้งสองคนดึงดูดความสนใจของบัณฑิตที่เข้าออกร้านหนังสือ


เมื่อเข้ามาในร้านหนังสือแล้ว เจียงโม่หานก็ตามหาหลงจู๊เพื่อถามว่า “ข้ามีต้นฉบับอยู่หนึ่งชุด ไม่ทราบว่าทางร้านพอจะสนใจหรือไม่ ?”


หลงจู๊หันมามองเจียงโม่หาน…เป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นตาและอ่อนเยาว์มาก แต่หน้าตาดีเหลือเกิน !


ปกตินักเขียนหรือนักกวีที่ร้านโม่เซียงจะร่วมลงทุนด้วยล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น หลงจู๊มั่นใจว่าบุรุษตรงหน้าคนนี้ ตนไม่เคยเจอมาก่อนจึงพูดว่า “ต้นฉบับเป็นของท่านเองหรือมาส่งแทนคนอื่น ?”


เจียงโม่หานยิ้มเบาบาง “เป็นของข้าเอง…”


หลงจู๊ส่ายหน้าเบาๆ “ร้านหนังสือของพวกเราไม่ตีพิมพ์หนังสือจำนวนน้อย คุณชายสามารถไปสอบถามร้านฉีเหวินจายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ !”


“ข้าไม่ได้ต้องการพิมพ์หนังสือ แต่จะมาร่วมลงทุนกับร้านของท่าน !” เจียงโม่หานรู้ว่าด้วยร้านมาตรฐานอย่างร้านโม่เซียง ต้องมีมาตรฐานสูงกับต้นฉบับ แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวเอง !


หลงจู๊มองเขาด้วยความจริงจังแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ แต่ช่วงนี้ทางร้านไม่ขาดแคลนต้นฉบับ คุณชายไปหาร้านอื่นเถิด !”


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแล้วพุ่งเข้ามาพูดว่า “หลงจู๊ ต้นฉบับนี้ท่านยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำ แต่ก็ปฏิเสธแล้ว ท่านไม่กลัวจะพลาดหนังสือดีๆเล่มหนึ่งไปบ้างหรือ ? หรือว่า…ร้านโม่เซียงของพวกท่านรังเกียจลูกค้า ไม่เห็นบัณฑิตวัยหนุ่มอยู่ในสายตา ?”


ขณะที่หลงจู๊กำลังจะพูดอะไรต่อสักอย่าง พนักงานก็เข้ามากระซิบข้างหูเขาประมาณ2-3ประโยค สีหน้าเขาเปลี่ยนไปแล้วรีบพูดด้วยรอยยิ้ม “องค์หญิงสั่งสอนได้ถูกพ่ะย่ะค่ะ เป็นกระหม่อมที่ไม่ดีเอง ! ทั้งสามท่านเชิญด้านใน เจ้านายของกระหม่อมต้องการสนทนากับพวกท่านขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานหันมาสบตากัน…เจ้าของร้านโม่เซียง ? พระญาติขององค์รัชทายาท ? คาดไม่ถึงว่าเขาจะอยู่ในร้านโม่เซียงวันนี้ แบบนี้ก็ดีเพราะได้คุยกับเจ้าของร้านโดยตรง !


หลงจู๊พาเจียงโม่หาน หลินเว่ยเว่ยและน้องชายมายังสวนของร้านหนังสือด้วยตัวเอง หลังเดินผ่านโถงทางเดินมาแล้วก็มีเสียงรื่นหูดังออกมาจากด้านใน “เชิญท่านลูกค้าผู้ทรงเกียรติเข้ามาได้ !”


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้ว…เสียงนี้ไพเราะใช้ได้ สามารถเป็นนักพากย์ได้เลย ! ให้ท่านลุงของว่าที่ฮ่องเต้ไปเป็นนักพากย์ มีแค่เจ้าเท่านั้นที่คิดได้ !


เจียงโม่หานเดินนำอยู่ด้านหน้า หลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียนเดินตามมาติดๆ พอเดินอ้อมห้องหนังสือมาแล้ว ด้านในสวนก็อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเดินเข้ามาหลินเว่ยเว่ยก็จำบุคคลหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังเล่นหมากล้อมอยู่ได้ทันที “องค์รัชทายาทก็ประทับอยู่ด้วยหรือเพคะ !”


ทั้งสามคนทำความเคารพองค์รัชทายาท ด้านองค์รัชทายาทตรัสด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องมากพิธี ! เชิญนั่ง !”


ทั้งสามจึงเดินเข้าไปนั่ง ก่อนที่นางกำนัลจะเข้ามารินชาร้อนๆ ส่วนองค์รัชทายาทวางหมาก จากนั้นจึงจะหันมาทอดพระเนตรเจียงโม่หาน “เจียงเจี้ยหยวนจะตีพิมพ์หนังสือหรอกหรือ ? เอาต้นฉบับมาหรือไม่ ? ให้เปิ่นหวางดูหน่อยได้หรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานยื่นต้นฉบับออกไป องค์รัชทายาทเห็น ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ บนหน้าปก จึงอดไม่ได้ที่จะเงยดวงพักตร์เพื่อทอดพระเนตรเขาอีกครั้ง “ตำราเกี่ยวกับตัวเลข ? เหตุใดเจียงเจี้ยหยวนถึงเขียนเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมา ?”


องค์รัชทายาทรู้สึกสับสน น่าประหลาดนัก เมื่อวานฟู่หวงเพิ่งตรัสกับพระองค์ว่าอยากเพิ่มโจทย์ทางคณิตศาสตร์เข้าไปในข้อสอบฮุ่ยซื่อด้วย แล้วเจียงเจี้ยหยวนผู้นี้รู้ได้อย่างไร ? ไม่สิ ! ถึงแม้จะรู้ก็ไม่มีทางเขียนคำอธิบายออกมาได้ภายในคืนเดียว…หรือว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญ ?


เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทูลองค์รัชทายาท เหตุผลที่กระหม่อมเขียน ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ ขึ้นมา เป็นเพราะองค์หญิงเว่ยเว่ยพ่ะย่ะค่ะ”


ตอนที่ 560: คนที่โยนหม้อก้นดำออกไป สุดท้ายต้องกลับมาแบกมันเองเสมอ


เพราะข้า ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้มาก่อน ? หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตน้อย…เอาเถิด นางเองก็เคยโยนหม้อก้นดำไปให้บัณฑิตน้อยแบกไม่ใช่หรือ ? คนที่โยนหม้อก้นดำออกไป สุดท้ายต้องกลับมาแบกมันเองเสมอ ! เพราะข้าก็เพราะข้า ! ปัญหานี้นางยอมรับไว้เอง !


“ตอนองค์หญิงเว่ยเว่ยอยู่ที่เขตเริ่นอัน ได้เคยสร้างโรงงานแปรรูปเมล็ดสนและเนื้อแผ่นขึ้นมา ลูกจ้างที่สามารถจดบันทึกหรือทำบัญชีของฝั่งนั้นได้ก็มีความรู้น้อยนิด นางจึงคิดค้นวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ขึ้นมา…”


“ช้าก่อน ! เจ้าจะบอกว่า…วิธีเขียนบัญชีและตัวเลขที่เจ้าเขียนขึ้นมา แท้จริงเป็นสิ่งที่เว่ยเว่ยคิดค้น ?” องค์รัชทายาทหันไปทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยที่กำลังเล่นนิ้วมืออยู่ด้านข้าง


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองอีกฝ่าย…ข้ากับท่านสนิทกันมากหรือ ? เว่ยเว่ย เว่ยเว่ย…ข้าก็แค่ถูกแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิง ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆของท่านสักหน่อย จะเรียกให้สนิทสนมขนาดนั้นทำไม ?


เจียงโม่หานมีสีหน้าเรียบเฉย เขาพยักหน้ารับเบาๆ “ใช่พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา ส่วนกระหม่อมก็แค่ยึดตามแนวความคิดของนางแล้วเรียบเรียงออกมาเท่านั้น องค์หญิงเว่ยเว่ยสนพระทัยในศาสตร์ตัวเลข ‘ตำราศิลปะคณิตศาสตร์เก้าบท’ ที่มีในท้องตลาดก็เป็นหนึ่งในความสนใจของนางพ่ะย่ะค่ะ”


หลินเว่ยเว่ยช่วยพูด “ใช่เพคะ แต่หม่อมฉันรู้อักษรไม่มาก จึงอ่าน ‘ตำราศิลปะคณิตศาสตร์เก้าบท’ ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ให้บัณฑิตน้อยช่วยอธิบาย ดังนั้นจึงมีตำราคำอธิบายเล่มนี้เกิดขึ้นมา…ที่จริงศาสตร์ตัวเลขก็ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่สามัญชน แต่ขาดตำราศาสตร์ตัวเลขที่พวกชาวบ้านจะทำความเข้าใจได้ หม่อมฉันจึงเกิดความคิดให้บัณฑิตน้อยเรียบเรียง ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ ขึ้นมา แบบนี้ผู้ที่เป็นเหมือนหม่อมฉันก็จะสะดวกสบายกว่าเดิมเพคะ”


“แท้จริงก็เป็นแบบนี้เอง…” องค์รัชทายาทนึกถึงช่วงเวลาสนทนาเล่นกับหมู่โฮ่ว พระนางตรัสว่าหลินกู่เหนียงคนนี้คงไม่ได้เกิดมาพร้อมโชคหรอกกระมัง ? เพราะเพิ่งเข้าเมืองหลวงก็ช่วยฮ่องเต้ไว้จากอาชาพยศ พอกลับตำหนักหมินอ๋องแล้ว สุขภาพของหมินหวางเฟยก็ดีขึ้นทุกวัน วันที่กองทัพติงเป่ยกลับมาก็เป็นเพราะนางช่วยเอาไว้จึงทำให้ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทปลอดภัย


และยังเป็นเพราะนาง จึงทำให้เจียงเจี้ยหยวนคนนี้ได้คิดทำตำราคำอธิบายขึ้นมา ดูท่าแล้วคำพูดของหมู่โฮ่วจะมีเหตุผลอยู่บ้าง…องค์รัชทายาทมีลางสังหรณ์ว่าต่อจากนี้ไม่นานตำราเล่มนี้จะต้องสร้างคลื่นลมอะไรบางอย่างขึ้นมาแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยที่ไม่ทันตั้งตัวก็กลายเป็นดาวนำโชคตัวน้อยอีกแล้ว “…”


ท่านลุงผู้ชนะหมากล้อมกระดานนี้ขององค์รัชทายาทก็ค่อยๆหันมามอง…หลินเว่ยเว่ยมีดวงตาเบิกกว้างทันที สวรรค์ ความงามนี้สุดยอดไปเลย ! ถ้าบอกว่าบัณฑิตน้อยเป็นหนุ่มรูปงามในคราบคนเย็นชาแล้ว ท่านลุงตรงเบื้องหน้าก็เป็นชายรูปงามในฉบับวัยผู้ใหญ่ ค่อนข้างเหมือนนักแสดงคนนั้นที่แสดงในเรื่องเอ้อร์หลางเสิน (เทพเจ้าสามตา) ที่นางดูในชาติก่อน สุดยอดมาก !


เจียงโม่หานเหลือบมองนาง ทันใดนั้นเขาก็ไม่พอใจในอาการ ‘น้ำลายหก’ ของนาง…สายตาอะไรกัน คนที่อายุจะเป็นบิดาเจ้าได้แล้วก็ยังทำหน้าตาหลงใหลได้ ? ไม่เลือกเกินไปหน่อยกระมัง ? เขาเข้าใจผิดว่าอยู่กับเขามานานถึงขนาดนี้แล้ว รสนิยมและมุมมองของนางก็ควรจะยกระดับตามไปด้วย เหตุใดยังตาบอดและทำท่าทางโง่เขลาเช่นนี้อีก ?


ท่านลุงรูปงามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เมื่อครู่เจียงเจี้ยหยวนพูดว่าจะใช้ตำราเล่มนี้เพื่อร่วมลงทุนกับร้านโม่เซียง จะร่วมลงทุนอย่างไร ?”


“เท่าที่บัณฑิตทราบคือร้านโม่เซียงมีวิธีสองแบบในการร่วมลงทุนกับผู้อื่น แบบแรกคือให้เงินหนึ่งก้อนกับผู้เขียน ส่วนรายได้ที่มาจากการขายหนังสือจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียนอีก อีกแบบคือเมื่อตีพิมพ์ออกมาแล้วหักต้นทุนออก กำไรจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ต่อหกส่วน” เจียงโม่หานเตรียมตัวมาอย่างดี


ท่านลุงรูปงามค่อยๆเก็บหมากล้อมทีละตัว เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ! ทว่าวิธีร่วมลงทุนพวกนี้ล้วนเป็นของนักเขียนที่มีชื่อเสียง เจียงเจี้ยหยวนคิดว่าตัวเองสามารถเทียบกับพวกเขาได้หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานยิ้มบางๆ “แม้ด้านชื่อเสียงของบัณฑิตจะยังห่างชั้นจากพวกเขา แต่ด้านความรู้เรื่องคณิตศาสตร์แล้วมั่นใจว่าตัวเองเหนือกว่า”


ท่านลุงรูปงามหัวเราะเบาๆ “ถ้าเช่นนั้น…เจียงเจี้ยหยวนคิดจะเลือกวิธีร่วมลงทุนแบบใด ?”


“แบบที่สอง ! แต่หลังจากหักต้นทุนออกแล้วต้องแบ่งเป็นครึ่งต่อครึ่ง !” น้ำเสียงของเจียงโม่หานนิ่งสงบราวกับพูดคุยเรื่องทั่วไป ไม่เหมือนปัญญาชนแต่อย่างใด ดูมั่นใจในตัวเองและหมิ่นเงินน้อยอยู่ในที


ท่านลุงรูปงามพลิกดูต้นฉบับ อ่านสองหน้าแรกอย่างละเอียดแล้วเงียบไปอีกพักใหญ่ “สองสามบทแรก ข้าจะเก็บไว้ให้คนวิพากษ์วิจารณ์ก่อน หากเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริงๆ หนังสือเล่มนี้ก็ควรค่าแก่การตีพิมพ์ ข้าจะคุยรายละเอียดกับเจียงเจี้ยหยวนอีกที !” ขณะพูด เขาก็ยกชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบ


เจียงโม่หานลุกขึ้นยืนพลางพูด “บัณฑิตจะรอฟังข่าวดี !”


หลินเว่ยเว่ยวางจอกชาที่ยกขึ้นมาช่วยอุ่นมือลง จากนั้นก็ลุกขึ้นพูดกับองค์รัชทายาท “องค์รัชทายาท โปรดบอกองค์หญิงเจียวเจียวด้วยว่าพรุ่งนี้หม่อมฉันจะทำเค้กครีม ยินดีต้อนรับองค์หญิงมาร่วมลิ้มรส องค์รัชทายาทและกั๋วจิ้วเย่ (ท่านลุงขององค์รัชทายาท) เว่ยเว่ยขอตัวก่อน !”


องค์รัชทายาทพยักดวงพักตร์ “เปิ่นหวางจะช่วยบอกให้เจ้าแน่นอน…” แม้จะตรัสเช่นนี้ แต่ในหทัยกลับเต็มไปด้วยความสงสัย ‘เค้กครีมคืออะไร ? ขนมหรืออาหาร ? หลินเว่ยเว่ยคนนี้ก็ช่างตระหนี่จริงๆเลย เหตุใดชวนแต่เจียวเจียว ไม่ชวนเปิ่นหวางบ้าง ?’


หลังออกมาจากร้านโม่เซียงแล้ว ชุนซิ่งก็ช่วยใส่เสื้อคลุมให้หลินเว่ยเว่ย นางพ่นลมหายใจสีขาวขุ่นออกมายาวๆ “คุยกับปัญญาชนอย่างพวกเจ้าช่างสิ้นเปลืองพลังงานเหลือเกิน! ลิ้นของข้าแทบจะพันกันอยู่แล้ว!”


“ใครขอให้เจ้าใช้สำบัดสำนวน ? ตอนนี้เจ้าเป็นถึงองค์หญิงเว่ยเว่ยผู้โด่งดัง ไม่ต้องเอาแต่ฝืนตัวเองหรอก ผ่อนคลายหน่อย เมื่อก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น !” เจียงโม่หาน.อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ทว่าเขาก็ยังดีใจที่เด็กสาวตรงหน้ายังดูสดใสร่าเริงอยู่มาก !


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตา “ทำได้จริงหรือ ?”


“แน่นอน !” เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ด้วยฐานะของเจ้าในเวลานี้ ไม่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นพอใจ ถ้าคนอื่นไม่ปรับตัวเข้ากับเจ้าเอง ก็ไม่ต้องใส่ใจ !”


“เอาเถิด !” หลินเว่ยเว่ยเหยียบบนหิมะหนานุ่มแล้วมองร้านค้าตลอดสองข้างทาง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาและรถม้าขับผ่านเป็นครั้งคราว…แม้จะเป็นวันที่หิมะตก ถนนในเมืองหลวงก็ไม่เคยเงียบสงบ


ชุนซิ่งรีบกางร่มแล้วเดินตามไป “จวิ้นจู่ ไม่กลับตำหนักหรือเจ้าคะ ?”


หลินเว่ยเว่ยสูงกว่านางครึ่งศีรษะ มือที่ชูร่มขึ้นไปของชุนซิ่งจึงดูกินแรงสุดๆ เจียงโม่หานรับร่มมาจากนางแล้วกางให้หลินเว่ยเว่ยแทน จากนั้นก็คอยเดินเคียงข้างกันไป


หลินจื่อเหยียนมองร่มในมือตัวเอง หลังกางออกแล้ว เขาก็พยายามเดินตามทั้งคู่ไปแบบไม่มีใครหันมามอง เขารู้สึกว่าการมีตัวตนอยู่ช่างเหลือน้อยยิ่งกว่าพวกบ่าวรับใช้เสียอีก !


“หืม ?” หลินจื่อเหยียนมองผู้คนที่เดินอยู่บนถนนด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่คาดไม่ถึงว่าจะเจอคนคุ้นหน้า “พี่รอง ท่านรีบดูสิ นั่นคุณชายลู่ไม่ใช่หรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยมองตามสายตาของน้องชาย…เป็นอย่างที่คิด ลู่เหวินจวินกำลังออกมาจากร้านขายเมล็ดถั่วคั่ว หลินจื่อเหยียนจึงโบกมือแล้วตะโกนเรียก “คุณชายลู่ คุณชายลู่ !”


เมื่อลู่เหวินจวินหันมาเห็นทั้งสามคน ก็รีบยกมือขยี้ตาทันที…เพราะเขากำลังอยากชวนหลินกู่เหนียงออกมาข้างนอก คาดไม่ถึงว่าจะได้พบกันบนถนนเช่นนี้ !


“หลินกู่…ลู่เหวินจวินขอถวายพระพรองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ !” ลู่เหวินจวินรีบประสานมือแล้วน้อมคารวะแบบทำมุมตั้งฉากเก้าสิบองศาพอดิบพอดี


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่ “ท่านเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะโยนท่านขึ้นบนหลังคาได้ ?”


ลู่เหวินจวินเห็นท่าทีที่นางมีต่อตนว่ายังไม่ได้เปลี่ยนไป ใจที่เคยประหม่าจึงค่อยๆผ่อนคลาย ขณะมองยอดหลังคาที่สูงตระหง่านทั้งสองข้างทาง เขาก็พูดออกมาเบาๆ “องค์หญิง กระหม่อมกลัวความสูง ถ้าตกลงมาอีกคงต้องรบกวนให้องค์หญิงช่วยกระหม่อมอีกรอบ…”



จบตอน

Comments