weiwei ep561-570

ตอนที่ 561: ข้าชอบความรู้สึกแบบนี้


“ถ้ายังเรียก ‘องค์หญิง’ และ ‘องค์หญิง’ อีก ข้าจะถีบท่านติดกำแพงและทำให้ท่านฝังอยู่ในนั้นจนดึงออกมาไม่ได้” หลินเว่ยเว่ยยกเท้าขึ้นเผยให้เห็นรองเท้าหนังคู่น้อยที่เย็บปักขึ้นมาอย่างวิจิตรบรรจง


ลู่เหวินจวินแสร้งทำเป็นหวาดกลัว “หลินกู่เหนียงโปรดออมแรงด้วย ร่างกายน้อยๆของข้าทนกับความทรมานนี้ไม่ไหวหรอก ! หลินกู่เหนียงพอจะมีเวลาคุยกันหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ด้านหน้ามีโรงน้ำชาตั้งอยู่ ไปนั่งดื่มชาร้อนๆที่นั่นกันเถิด !”


หลังจากทุกคนหย่อนกายนั่งลงที่ห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาแล้ว ลู่เหวินจวินก็เริ่มรินชาให้พวกหลินเว่ยเว่ย…ทีละถ้วย ทีละถ้วย แล้วจึงเริ่มพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “วันนี้ช่างเป็นวันดีของข้าจริงๆ ออกจากบ้านก็ได้พบแขกผู้มีเกียรติ ขอให้เรื่องที่คิดไว้สมปรารถนาด้วยเถิด !”


“หืม ? คุณชายลู่อยากพบข้าหรือ ? มีธุระอันใด ?” หลินเว่ยเว่ยยกถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวขึ้นมา แต่นางไม่ได้ดื่ม เพียงนำมาอุ่นมือตัวเองเท่านั้น


ลู่เหวินจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ไม่ทราบว่าหลินกู่เหนียงมีความคิดจะทำการค้าเมล็ดสนและเมล็ดถั่วคั่วรสชาติต่างๆที่เมืองหลวงหรือไม่ ?”


“ถ้ามีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบก็ไม่อาจทำงานได้ดี แม้ข้าอยากทำการค้าสองอย่างนี้ แต่ก็ไม่อาจทำเมล็ดสนและเมล็ดต่างๆออกมาได้ในชั่วพริบตา !” หลินเว่ยเว่ยมองลู่เหวินจวินเพื่อรอให้เขาพูดต่อ


เป็นอย่างที่คิดว่าลู่เหวินจวินไม่ทำให้นางผิดหวัง “ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ข้าซื้อเมล็ดสนและเมล็ดทานตะวันไว้หนึ่งชุด ตอนขนมาจากทุ่งหญ้า ข้ายังไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วย เดิมทีคิดจะคุยการค้าครั้งนี้กับหลินกู่เหนียง แต่คาดไม่ถึงว่าท่านและเจียงเจี้ยหยวนจะเดินทางมาที่เมืองหลวงแล้ว…”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “คาดไม่ถึงว่าคุณชายลู่จะมีหัวการค้าเหมือนกัน ! ท่านซื้อเมล็ดสนและเมล็ดต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว มั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่าข้าจะยอมร่วมลงทุนกับท่าน ?”


คุณชายลู่ถูมือพลางพูดด้วยความประหม่า “ที่จริง นี่เป็นเรื่องดีของทั้งสองฝ่าย เดิมทีข้าคิดว่าหลินกู่เหนียงคงไม่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้…แค่ก แค่ก ไม่ทราบว่าท่านยังพอจะเห็นกำไรเล็กๆจากการค้าครั้งนี้อยู่ในสายตาหรือเปล่า !”


ก็จริง เพราะวัตถุดิบของฉือหลี่โกว…เมล็ดสนมีจำกัด กอปรกับโรงงานแปรรูปแทบจะหยุดงานไปถึงครึ่งปี นอกจากนี้ยังเป็นปีที่นางส่งมอบโรงงานให้ทางหมู่บ้านแล้ว ผลประโยชน์จึงกลายเป็นของคนทั้งหมู่บ้าน


ลู่เหวินจวินขนเมล็ดสนปากอ้าจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวมาจนถึงเมืองหลวง แน่นอนว่ามันได้รับความนิยมในวงกว้าง แม้ราคาจะเพิ่มสูงกว่าแดนเหนือถึงเท่าตัว แต่ก็ยังขาดตลาด หากเปิดโรงงานแปรรูปเมล็ดสนที่เมืองหลวงก็จะต้องได้กำไรสูงกว่าของที่ได้รับจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวแน่นอน ! ถือว่าน่าสนใจมาก !


“ย่อมเห็นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ! แม้ยุงมีขนาดเล็กแต่ก็ยังมีเนื้อ ! แล้วจะมองไม่เห็นได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเดือนสิบสองน่าจะเป็นเดือนแห่งโชคลาภของนาง เพราะมีแต่คนนำเงินมามอบให้ถึงที่ ! “คุณชายลู่คิดจะร่วมลงทุนกับข้าอย่างไร ?”


“แบบนี้ ! ขอแค่ท่านคิดค้นสูตร เรื่องอื่นข้าก็ไม่ทำให้ท่านปวดหัว ส่วนเรื่องผลกำไร…เราแบ่งเป็นสามต่อเจ็ดดีหรือไม่ ? แต่หากท่านไม่พอใจ เราแบ่งเป็นสองต่อแปดก็ได้ ! ข้าสอง ท่านแปด !” ลู่เหวินจวินรีบแสดงความจริงใจออกมา ยังไม่ทันรอให้หลินเว่ยเว่ยได้พูดอะไร เขาก็ออกตัวเปลี่ยนส่วนแบ่งใหม่แล้ว !


หลินเว่ยเว่ยเหนื่อยหน่ายทันที “คุณชายต้องดูแลทั้งวัตถุดิบและยังจัดการงานต่างๆอีก นี่ยังทำการค้าเป็นอยู่หรือเปล่า ขอแค่สองส่วนสิบ ? สมองไม่ได้มีปัญหาใช่หรือไม่ ?”


“ข้ามีสติดี ! หลินกู่เหนียง ฐานะในตอนนี้ของท่านมีคนมากน้อยเพียงใดที่คิดจะเป็นหุ้นส่วนแต่ไม่มีลู่ทาง การที่ท่านร่วมลงทุนกับข้าก็ถือเป็นเกียรติของพวกเราตระกูลลู่…” ลู่เหวินจวินนึกถึงบิดาและพี่ชายที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของตน คาดไม่ถึงว่าตนจะเจรจาออกมาได้อย่างราบรื่นขนาดนี้ ทำให้องค์หญิงเว่ยเว่ยพยักดวงพักตร์ได้ !


ต้องทราบก่อนว่าตอนนี้องค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นบุคคลที่กำลังโด่งดังในเมืองหลวง ยังไม่พูดถึงเรื่องที่นางเป็นบุตรสาวตำหนักหมินอ๋อง พูดแค่เรื่องการช่วยชีวิตฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเอาไว้ก็เพียงพอให้นางสร้างคลื่นลมในเมืองหลวงได้แล้ว


ยิ่งไปกว่านั้นคือฮ่องเต้ยังแต่งตั้งนางเป็นองค์หญิงและยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับที่ดินศักดินาอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้โปรดปรานนาง ! พูดกันว่าฮองเฮาเหนียงเหนียงและองค์หญิงเจียวเจียวก็ปฏิบัติต่อนางต่างออกไปด้วย ! เมื่อเทียบกับบุตรชายผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวงแล้ว ชื่อเสียงขององค์หญิงเว่ยเว่ยยังดียิ่งกว่าเสียอีก !


“พอแล้ว ! เลิกเอาเรื่องฐานะมาพูดได้หรือไม่ ? เวลาเจรจาการค้าท่านไม่คิดว่ามันเสียเปรียบเกินไปหน่อยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยวางถ้วยชาในมือลงแล้วสอดมือใส่ที่อุ่นมือเตียวผี ( ขนมิงค์ ) แทน


“ไม่เสียเปรียบ !” ลู่เหวินจวินพูดเปิดอก “หลินกู่เหนียง ท่านลองคิดดูว่าสูตรทำเมล็ดสนปากอ้านี้ ถ้าไม่มีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน ตระกูลลู่ที่ต้อยต่ำอย่างพวกเราจะสามารถคิดขึ้นมาได้อย่างไร ? สำหรับวิธีแบ่งผลกำไรของพ่อค้าและผู้ทรงอำนาจ วิธีที่เราทำอยู่ถือว่าปกติมากในเมืองหลวง ใช่ว่าเพราะข้าอยากเอาใจท่านแล้วยัดเงินใส่มือท่านแต่อย่างใด !”


หลินเว่ยเว่ยโบกมือ “พอแล้ว ! เลิกพูดได้แล้ว ! แบ่งตามที่ข้าเคยตกลงไว้กับคุณชายหนิงก็แล้วกัน…สามต่อเจ็ด ! กลับไปแล้วข้าจะเขียนสูตรออกมาและให้คนนำมาส่งแก่ท่าน !”


ลู่เหวินจวินคาดไม่ถึงว่ามันจะราบรื่นถึงขนาดนี้จึงดีใจยิ่งกว่าอะไร จากนั้นก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “วางใจได้ ผ่านไปอีกไม่ถึงห้าวัน ข้าจะต้องสร้างโรงคั่วเมล็ดออกมาได้แน่นอน ! ก่อนปีใหม่นี้เราจะได้เงินก้อนโต!”


“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าขอใช้ชาแทนสุราเพื่ออวยพรให้คุณชายลู่ทำสำเร็จโดยไว !” หลินเว่ยเว่ยยกถ้วยชาขึ้น หลังชนถ้วยชากับลู่เหวินจวินแล้วนางก็ยกขึ้นจิบเบาๆ…นางไม่ชอบดื่มชาสักเท่าไร โดยเฉพาะชาที่มีรสเข้มข้นแบบนี้ ขมจะตายไป ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนถึงชอบดื่มกันนัก !


แต่ลู่เหวินจวินกลับดื่มมันราวกับดื่มสุราเลิศรส กระดกดื่มไปถึงครึ่งถ้วย แต่โดนลวกลิ้นเพราะน้ำชาร้อนจึงกระโดดโหยง ใบหน้าแดงระเรื่อและมีน้ำตาคลอเบ้า…นี่มันเครื่องมือฆ่าคนชัดๆ !


หลินเว่ยเว่ยชี้เขาแล้วหัวเราะจนท้องแข็ง ลู่เหวินจวินเกาศีรษะด้วยความเขินอาย ถึงแม้หลินกู่เหนียงจะกลายเป็นองค์หญิงเว่ยเว่ยแห่งตำหนักหมินอ๋องแล้วกลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยังคงร่าเริงและสดใสเหมือนเดิม !


เมื่อออกมาจากโรงน้ำชา หิมะก็หยุดตกแล้ว แม้อุณหภูมิของเมืองหลวงจะไม่ต่ำเท่าภาคเหนือ แต่ฤดูหนาวก็ยังคงหนาวเหน็บดังเดิม หลินเว่ยเว่ยพ้นลมหายใจอุ่นๆลงบนฝ่ามือ เจียงโม่หานที่อยู่ด้านข้างก็ยกมือขึ้นพร้อมกับที่อุ่นมือ “ยินดีกับองค์หญิงเว่ยเว่ย ได้แม่ทัพเพิ่มมาอีกนายแล้ว !”


“เช่นกัน เช่นกัน !” หลินเว่ยเว่ยสอดมือใส่ที่อุ่นมืออีกรอบแล้วยกมือขึ้นคารวะเขาอย่างขอไปที “ข้าเองก็ขอให้เจียงเจี้ยหยวนตีพิมพ์ตำราออกมาไวๆ ความสำเร็จของตำราเล่มใหม่งอกงามราวกับรวงข้าว !”


หลินจื่อเหยียนปิดหน้าแล้วพูดกับทั้งสองว่า “พวกท่านพอได้แล้ว !”


“ไม่พอ !” หลินเว่ยเว่ยทำตาขวางใส่น้องชาย “ถ้าบัณฑิตน้อยได้อยู่ที่เมืองหลวงต่อ จึงจะเป็นเวลาที่ข้าแสดงฝีมืออย่างแท้จริง ! ข้าจะเปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีอาหารพิเศษกว่า100ชนิด ทำให้ลูกค้าได้กินสิบวันก็ยังไม่ครบ…บัณฑิตน้อย พวกชนชั้นสูงในเมืองหลวงทำการค้าได้หรือไม่ ? จะโดนกล่าวโทษว่าหาผลประโยชน์และแข่งขันกับสามัญชนหรือเปล่า ?”


“เจ้าเห็นชนชั้นสูงบ้านใดลงมาทำการค้าอย่างออกหน้าออกตาบ้าง ? ส่วนใหญ่ก็ทำเหมือนที่เจ้าร่วมลงทุนกับคุณชายลู่และคุณชายหนิง เจ้าแค่รับความเคารพจากชนชั้นที่ต่ำกว่า มีบางคนจดทะเบียนร้านค้าด้วยชื่อของข้ารับใช้…” เจียงโม่หานเดินตามหลังนางไปบนถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ


ร้านค้าตลอดสองข้างทางมีคนออกมาทำความสะอาดหิมะตรงหน้าร้านกันแล้ว พวกเขาทำความสะอาดหิมะหน้าร้านของตนเท่านั้น หรือจะอธิบายอย่างสมบูรณ์แบบว่า ‘กวาดหิมะหน้าร้านตัวเอง’


“กุบกับ กุบกับ กุบกับ…” เสียงเกือกม้าดังขึ้นที่ด้านหลัง หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกไปแล้วดึงบัณฑิตน้อยที่เดินเล่นอย่างเพลิดเพลินให้กลับมาอยู่ข้างกายนาง


ตอนที่ 562: ลูกหมีต้องให้ผู้ปกครองที่บ้านจัดการ


ม้าหยุดอยู่ที่ด้านหลังของพวกนาง คนบนหลังม้ามองลงมาเบื้องล่าง “คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยจะมีเวลาว่างถึงขนาดนี้ ในวันที่หิมะตกก็ยังออกมาเดินเตร็ดเตร่บนถนน !”


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้น ทันใดนั้นนางก็เห็นดวงพักตร์เปี่ยมความอาฆาตขององค์ชายเจ็ด นางจึงอดไม่ได้ที่เถียงกลับ “ไม่กล้า ไม่กล้า ! ไม่ทราบว่าองค์ชายเจ็ดออกมาทรงม้าบนถนนในวันที่หิมะตกเช่นนี้…ไม่กลัวม้าจะเท้าลื่นแล้วตกลงมาจนพระทนต์ร่วงหมดโอษฐ์บ้างหรือเพคะ !”


องค์ชายเจ็ดมีโทสะโดยพลัน หลังใช้แส้ในพระหัตถ์ชี้หน้านางแล้วก็แค่นสุรเสียงดุ “เจ้าบังอาจมาก ถึงขั้นกล้าแช่งเปิ่นหวางให้ตกจากหลังม้า !”


“องค์ชายเจ็ดเข้าพระทัยผิดแล้ว ! นี่จะเรียกว่าแช่งได้อย่างไร ? นี่เรียกว่าเตือนด้วยความหวังดีต่างหากเพคะ ในเมื่อองค์ชายเจ็ดไม่อยากรับไว้ หม่อมฉันขอถอนคำพูดเมื่อครู่ก็ได้เพคะ !” หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะแล้วเห็นหมินอ๋องซื่อจื่อกำลังตามหลังองค์ชายเจ็ดมา จึงรีบทำตัวเป็นเด็กสาวที่โดนรังแกทันที


หมินอ๋องซื่อจื่อมาเห็นองค์ชายเจ็ดกำลังทำตัววางอำนาจและน้องสาวในสภาพน้อยเนื้อต่ำใจเข้าพอดี โทสะจึงผุดขึ้นในใจ เขาแค่นเสียงดัง ฮึ อย่างเย็นชา “องค์ชายเจ็ดมีบารมีเหลือเกิน ! รังแกเด็กผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ยังจะถือเป็นลูกผู้ชายอะไรกัน สู้พวกเราไปประลองกันที่ลานประลองไม่ดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“เด็กผู้หญิงอ่อนแอ ? จินเฉิง ตาข้างไหนของเจ้าเห็นนางอ่อนแอ ?” องค์ชายเจ็ดตกตะลึงกับท่าทางอ่อนแอขึ้นมาอย่างกะทันหันของนาง หลังจากหันไปทอดพระเนตรหมินอ๋องซื่อจื่อแล้วจึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางตัวแสบกำลังเสแสร้งให้ใครมอง ! ช่างเป็นเด็กที่ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์มาก !


ในเวลานี้ก็บังเอิญมีลมหนาวพัดเข้ามาทันที หลินเว่ยเว่ยจึงแกล้งทำเป็นตัวเซแล้วเข้าไปพิงแขนเจียงโม่หาน…สาวน้อยอ่อนแอดูแลตัวเองไม่ไหว !


หมินอ๋องซื่อจื่อขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เขาดึงแขนหลินเว่ยเว่ยออกมาเบาๆ แล้วพูดกับนางว่า “ยืนให้ดี ! หากเจ้าเหนื่อยก็ให้สาวใช้ประคองไปนั่งดื่มชาที่โรงน้ำชาใกล้ๆกันนี้”


หลินเว่ยเว่ยเพิ่งออกมาจากโรงน้ำชาจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่อยากลิ้มรสชาชนิดไหนอีกแล้ว นางรีบยืนตัวตรง “เมื่อครู่ลมแรงไปหน่อย ข้าจึงไม่ทันยืนให้ดี…ท่านพี่ องค์ชายรังแกข้า ! หากท่านมาช้าอีกแค่ก้าวเดียว พระองค์ก็จะฟาดแส้มาใส่ตัวข้าแล้ว !”


องค์ชายเจ็ดโมโหจนพระหัตถ์สั่น “พลิกขาวเป็นดำ พูดเฉไฉไปเรื่อย ! เห็นอยู่ชัดๆว่าเจ้าประชดประชันเปิ่นหวาง…”


“องค์ชายเจ็ด หม่อมฉันเดินบนถนนดีๆ เป็นพระองค์หรือเปล่าที่เข้ามาหาเรื่อง ? และเป็นพระองค์หรือเปล่าที่เริ่มตรัสประชดก่อน ?” หลินเว่ยเว่ยสอดมือไว้ในที่อุ่นมือ ท่าทางสงบเยือกเย็น…ดังนั้นเจ้ามารนหาที่เอง จะโทษคนอื่นไม่ได้ !


องค์ชายเจ็ดแย้มโอษฐ์อย่างเย็นชา “ทำไมหรือ ? โดนแต่งตั้งเป็นองค์หญิงและมีที่ดินศักดินาแล้วก็รู้จักใช้อำนาจข่มคนอื่น ? แม้แต่เปิ่นหวางก็พูดกับเจ้าไม่ได้แล้วหรือ ?”


“ท่านพี่ ท่านดูสิ เมื่อครู่องค์ชายควบอาชาเข้ามาทางข้าเอง แค่เปิดโอษฐ์ก็ตรัสโน้นตรัสนั่นและยังตรัสว่าไม่ได้รังแกข้า ? ท่านพี่ ข้าคิดว่าลานประลองเป็นความคิดไม่เลว ในวันที่อากาศหนาวแบบนี้ได้ยืดเส้นยืดสายหน่อยก็เป็นเรื่องดี !” หลินเว่ยเว่ยเรียก ‘ท่านพี่’ ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสนิทสนม ! แม้แต่เจียงโม่หานก็ยังเหลือบมองนางด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย


“น้องหญิงพูดมีเหตุผล องค์ชายเจ็ด เชิญพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องซื่อจื่อมองออกแล้วว่าพระอารมณ์แปรปรวนขององค์ชายเจ็ดสามารถทำให้เด็กสาวไม่พอใจ เมื่อโทสะขึ้นแล้วคารมคมคายก็ออกจากปาก ทำให้องค์ชายเจ็ดรับมือไม่ไหว


แต่ไม่ว่าเรื่องนี้ใครจะเป็นฝ่ายผิด แต่น้องสาวก็อยู่ในเหตุการณ์ ดังนั้นคนเป็นพี่ชายอย่างเขาจึงต้องเข้ามาให้ท้ายอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วเวลากลับตำหนักไป ฟู่หวางที่รักบุตรสาวจะต้องแผลงฤทธิ์ให้เห็นแน่นอน !


องค์ชายเจ็ดลดทิฐิไม่ไหว ยังชี้แส้ใส่หลินเว่ยเว่ยและหมินอ๋องซื่อจื่อ ก่อนจะตรัสว่า “เปิ่นหวางไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระกับพวกเจ้า ! หลบไป สุนัขดีไม่ขวางทางเจ้าของ !”


“ท่านพี่ องค์ชายด่าพวกเราเป็นสุนัข ! นิสัยไม่ดีเกินไปแล้ว ยังเป็นองค์ชายอีกหรือ ! ไม่ได้ ข้าทนไม่ไหว ข้าจะไปฟ้องผู้ปกครองของพระองค์ !” หลินเว่ยเว่ยกัดฟันพลางมองตามแผ่นหลังที่อยู่บนหลังม้าขององค์ชายเจ็ดด้วยความเกลียดชัง !


หมินอ๋องซื่อจื่อหัวเราะ “ฟ้องผู้ปกครอง ? ผู้ปกครองขององค์ชายเจ็ดก็เป็นถึงฮ่องเต้กับฮองเฮา !”


“แล้วอย่างไร? ลูกหมี (เด็กเปรต) ต้องให้ผู้ปกครองที่บ้านจัดการ !” หลินเว่ยเว่ยกลอกตาไปมา “ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ข้าแล้ว ข้าสามารถเข้าวังไปทูลขอบพระทัยได้ใช่หรือไม่ ? ข้าคิดว่าพรุ่งนี้เป็นวันดี…องค์หญิงเจียวเจียวตรัสว่าดอกเหมยในวังก็บานสะพรั่งแล้วจึงชวนข้าไปชื่นชมดอกเหมย !”


เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะเตือน “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ฝากคำพูดไปกับองค์รัชทายาทว่าเชิญองค์หญิงเจียวเจียวมาตำหนักหมินอ๋องในวันพรุ่งนี้เพื่อชิมขนมแบบใหม่ด้วยกันหรือ ?”


“จริงสิ ! ถ้าเช่นนั้น…ก็ทำขนมก่อน พอทำเสร็จแล้วฮ่องเต้ก็คงจัดการงานราชกิจเสร็จได้พอสมควรแล้วเช่นกัน ข้าจะนำขนมที่องค์หญิงเจียวเจียวทำด้วยกันไปคารวะฝ่าบาท แล้วก็จะได้ถือโอกาสทูลฟ้องเรื่องนี้ด้วย !” หลินเว่ยเว่ยวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ได้อย่างรัดกุม


มุมปากของหมินอ๋องซื่อจื่อกระตุก “น้องหญิง นี่เจ้าเอาจริงหรือ ?”


“จริงจังยิ่งกว่าอะไร !” หลินเว่ยเว่ยจะขึ้นสังเวียนกับองค์ชายเจ็ดแล้ว ! ใครใช้ให้เจ้าหมอนั่นมาหาเรื่องนางเวลาเจอหน้าตลอด ? นางยังไม่ได้ติดหนี้อะไรเลย…หรือจะเป็นเพราะ…นางมีที่ดินศักดินาแต่เขาไม่มีก็เลยริษยา ?


พูดถึงที่ดินศักดินาก็ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดอย่างไร หนิงอ๋องเพิ่งคืนหนิงโจวให้ราชสำนัก ฮ่องเต้ก็เปลี่ยนมายกให้นางแล้ว ถ้าเป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ก็ว่าไปอย่าง แต่ได้ยินว่าหนิงโจวตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ผืนดินแห้งแล้ง ประชากรก็เบาบาง…ฮ่องเต้พระราชทานรางวัลหรือลงโทษกันแน่ ?


หมินอ๋องซื่อจื่อคิดว่านางหัวร้อนเกินไปหน่อย จึงส่ายหน้าพลางพูดว่า “เจ้าไปพบองค์รัชทายาทมาตอนไหน ? แล้วยังให้พระองค์ไปถ่ายทอดคำพูดแทนเจ้าอีก ?”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “ที่ร้านโม่เซียงเจ้าค่ะ ! บัณฑิตน้อยเขียนตำราขึ้นมาหนึ่งเล่มและเตรียมจะเอาไปตีพิมพ์เพื่อวางขาย องค์รัชทายาทประทับอยู่ที่นั่นพอดี เราสนทนากันไม่กี่ประโยค จริงสิ บ้านเราห้ามติดต่อกับพวกเชื้อพระวงศ์หรือเปล่า ?”


“ไม่ห้ามหรอก !” ตำหนักหมินอ๋องจงรักภักดีต่อราชวงศ์ ไม่มีใครกล้าดึงพวกตนไปเข้าพวก อีกอย่างคือด้วยผลงานอันทรงเกียรติของตำหนักหมินอ๋องก็ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงบัลลังก์ ไม่ว่าต่อไปใครจะเป็นฮ่องเต้ ตำหนักหมินอ๋องก็จะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ปกป้องแผ่นดินต้าเซี่ยและราษฎร !


หมินอ๋องซื่อจื่อเห็นน้องสาวกลับมาเดินบนถนนอย่างใจเย็นอีกครั้ง จึงพูดกับนางว่า “น้องหญิงอยากซื้ออะไรก็เลือกได้เลย จากนั้นลงบัญชีในนามของข้า”


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วมองเขาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม “ท่านก็ให้ตั๋วแลกเงินข้าหนึ่งปึกแล้วไม่ใช่หรือ ? ท่านพี่ ท่านใจกว้างขนาดนี้ คลังสมบัติเล็กๆของท่านจะไม่แตกเอาหรือเจ้าคะ ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อคลี่ยิ้ม “เงินส่วนตัวของข้ามีอยู่ไม่เยอะจริงๆ แต่เงินที่ใช้ซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับให้น้องสาวยังพอมีอยู่” ในสายตาของเขาคือไม่ว่าเด็กน้อยจะชอบอะไร ของกิน เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ มันก็คงเป็นเงินไม่เท่าไรกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ไม่ต้องเจ้าค่ะ ! เสื้อผ้าและเครื่องประดับของข้า หมู่เฟยจัดการแทนหมดแล้ว ท่านพี่ หากท่านอยากมอบของขวัญให้ข้าก็สั่งทำอาวุธให้ได้หรือไม่ ? ดีที่สุดเอาเป็นแบบกระบอง…” นางใช้ ‘กระบองเหล็ก’ จนชินแล้ว พวกกระบี่หรือดาบ นางใช้ไม่ถนัดมือ !


มุมปากของหมินอ๋องซื่อจื่อกระตุกอีกครั้ง งานอดิเรกของน้องสาว…พิเศษจริงๆ ! แป้งฝุ่น เสื้อผ้าหรือพวกเครื่องประดับที่เด็กผู้หญิงทั่วไปชอบ นางกลับไม่เอา แต่อยากได้อาวุธอะไรไม่รู้ ! เลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลจ้าวของพวกเรามีสายเลือดของนักรบไหลเวียนอยู่จริง รู้แล้วว่าเหตุใดฟู่หวางจึงลำเอียงรักน้องสาวมากนัก !


ตอนที่ 563: นี่เป็นชะตาชีวิตของเราทุกคน


“ฟู่หวางไม่ได้จะสอนวิชาหอกของตระกูลจ้าวให้หรอกหรือ ? ถ้าเช่นนั้นก็ทำหอกสักอันเป็นอย่างไร ? ข้าไปเจอเหล็กนิลชิ้นหนึ่งที่แดนเหนือ นำมาทำอาวุธให้เจ้าก็แล้วกัน ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อนึกถึงเรื่องพละกำลังมหาศาลของนาง ดังนั้นเหล็กธรรมดาไม่มีทางทำให้นางพอใจได้แน่ น้ำหนักของเหล็กนิลมากกว่าเหล็กธรรมดาสามเท่า อาวุธที่ตีออกมาแล้วจะมีเพียงคนที่พละกำลังมหาศาลอย่างน้องสาวเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ! หมินอ๋องซื่อจื่ออดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา…เหตุใดไม่ใช่เขาที่ได้สืบทอดพละกำลังมหาศาลนี้ ? สูญ…สูญเปล่าเกินไปหรือไม่ ?


หลังจากหลินเว่ยเว่ยเติมเต็มความปรารถนาในการเดินซื้อของเสร็จแล้ว นางก็ยังไปที่ถนนหย่งอันเพื่อย้ายซัวถัวและหยาเอ๋อร์ออกมา นางเตรียมให้หยาเอ๋อร์ไปอยู่ข้างกายหนิงตงเซิ่งเพื่อให้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ดูแลร้าน ส่วนซัวถัวส่งไปอยู่ข้างกายพ่อบ้านตำหนักหมินอ๋อง แต่จะเรียนรู้ได้มากขนาดไหนก็ต้องดูที่สติปัญญาของเขา เพราะถ้าเขามาอยู่รับใช้ข้างกายเจียงโม่หาน ไม่เพียงต้องวิ่งไปทำธุระต่างๆ ทว่างานที่ต้องผูกสัมพันธ์กับคนอื่น เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ !


เมื่อกลับมาถึงตำหนักหมินอ๋อง บนโต๊ะของหลินเว่ยเว่ยก็มีเทียบเชิญกองอยู่อีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบติดต่อกับพวกสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้น แต่ละคนเป็นยอดฝีมือในจวนตัวเอง หูตาเยอะราวกับสับปะรด ปากหวานก้นเปรี้ยว ทำตัวเหนือกว่าเป็นครั้งคราว…นกขมิ้นที่ถูกขังอยู่ในกรง จะมีอะไรน่าภาคภูมิใจ ?


หลังพลิกดูแล้วนางก็พบชื่อที่คุ้นเคยอยู่หนึ่งชื่อ…โม่ชิงหลี ? นี่ไม่ใช่สาวน้อยน่ารักที่นั่งเรือลำเดียวกับนางมาหรือ ? ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘สร้างบุญร่วมกันร้อยปีร่วมลงนาวา’ นิสัยของสาวน้อยเข้ากับนางได้ หลินเว่ยเว่ยจึงเลือกเทียบเชิญนี้ออกมาแล้วพูดกับชุนซิ่ง “ให้คนตอบรับเทียบเชิญตำหนักหนิงอ๋อง บอกว่าช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ข้ามีเวลาว่าง”


ชุนซิ่งคิดในใจ ‘ท่านไม่ได้รับปากองค์หญิงเจียวเจียวไว้ว่าพรุ่งนี้จะทำขนมด้วยกันหรือ ? แล้วก็…หนิงอ๋องเป็นสายเลือดของราชวงศ์ก่อน จวิ้นจู่คบหากับจวิ้นจู่น้อยของพวกเขาแล้วจะเหมาะสมหรือ ?’


ในเวลานี้หนิงหวางเฟยกำลังกล่อมบุตรสาวที่โมโหมารดาอย่างพระนางอยู่ “หลีเอ๋อร์ ถ้าหลินกู่เหนียงยังเป็นท่านอาที่นั่งเรือลำเดียวกับเรามาคนนั้น เจ้าส่งเทียบเชิญไปหา นางก็อาจมาเยี่ยมที่บ้านและแม่ก็จะไม่ห้ามเจ้าด้วย แต่ตอนนี้นางเป็นถึงบุตรสาวตำหนักหมินอ๋อง มิหนำซ้ำฮ่องเต้ยังแต่งตั้งนางเป็นองค์หญิงอีก เกรงว่าเทียบเชิญของเจ้า จะไปไม่ถึงมืออาหญิงหลิน…”


โม่ชิงหลีหันหลังให้พลางปาดน้ำตาและพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “เหตุใด เหตุใดฟู่หวางต้องยกที่ดินศักดินาคืนราชสำนัก ? เหตุใดพวกเราต้องมาที่เมืองหลวงแล้วต้องทำตัวเหมือนอยู่ในคุกทุกวัน ? โดนกักบริเวณอยู่ในตำหนักเช่นนี้ เหตุใดลูกจึงไม่มีสิทธิ์เลือกคบหาสหาย ? ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอะไรเพคะ ?”


พอหนิงหวางเฟยได้ยินแบบนั้นก็ปวดหทัยขึ้นมาทันที นางดึงตัวบุตรสาวเข้ามาในอ้อมอก “ผู้ใดใช้ให้เราแซ่โม่ ? นี่เป็นชะตาชีวิตของเราทุกคน !”


หนิงอ๋องกุมพระอุระพลางดำเนินเข้ามาจากด้านนอก หลังกระแอมไอออกมาแล้วก็ตรัสกับหนิงหวางเฟยว่า “จะพูดเรื่องพวกนี้กับลูกทำไม ? ฮ่องเต้ไม่ได้จำกัดอิสรภาพของพวกเราเสียหน่อย เจ้าหาเวลาพาหลีเอ๋อร์กับหยูเอ๋อร์ไปที่วัดต้าเจวี๋ยบ้าง ดอกเหมยที่เนินเขาด้านหลังวัดกำลังบานสะพรั่ง เหมาะให้พวกเด็กๆได้ผ่อนคลาย เด็กชอบความสนุกสนาน อย่าเอาแต่กักพวกเขาไม่ให้ออกไปไหน !”


หนิงหวางเฟยครุ่นคิด “มันจะไม่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อพระองค์และตำหนักจริงหรือเพคะ ?”


“ตอนนี้ข้ามีบรรดาศักดิ์อ๋องแค่ในนาม แล้วจะมีผลกระทบอะไรได้ ? อย่างมากสุดก็แค่โดนถอดยศอ๋องออกจากตัวเท่านั้น ! เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ! เราเสนอจะคืนที่ดินศักดินาเองและยังไม่ได้ถูกจับตัวกลับมาที่เมืองหลวงด้วย แล้วจะกังวลอะไร ?” หนิงอ๋องเริ่มไออีกรอบ


หนิงหวางเฟยรีบเข้ามาประคองให้นั่งลง จากนั้นก็รินน้ำชาร้อนๆให้จิบเพื่อความชุ่มคอ “โรคของพระองค์ยังไม่หายขาดแล้วจะออกไปไหนได้อย่างไร ? ถ้าตากลมหนาวอีกก็ไม่เกิดผลดีตามมาเลยเพคะ”


หนิงอ๋องจิบชาหนึ่งอึก หลังวางถ้วยชาลงแล้วก็ตรัสต่อด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่คิดว่าข้าดีขึ้นมากแล้วหรือ ? เจ้าคิดดูสิ ระหว่างทางมาเมืองหลวงนี้ลำบากยากเข็ญกันถึงขนาดนั้น แต่อาการป่วยของข้าไม่กำเริบเลยสักครั้ง เมื่อก่อนพอเข้าฤดูหนาวแล้วก็ต้องป่วยหนักถึงหลายครา หากล้มป่วยจนนอนติดเตียงก็ต้องใช้เวลาครึ่งเดือนขึ้นไป แต่ปีนี้กลับมีอาการเล็กๆน้อยๆเพียงครั้งเดียว พอกินยาแล้วก็อาการดีขึ้นเร็วมาก บางทีเมืองหลวงอาจเป็นสถานที่ถูกโฉลกกับข้า ครั้งนี้พวกเราทำถูกแล้ว !”


โม่ชิงหลีเข้ามาหาหนิงอ๋องแล้วนั่งลงข้างบิดาอย่างเชื่อฟัง ดวงตากลมใสจับจ้องพระองค์ด้วยความหวัง “ฟู่หวาง ลูกไปเล่นกับอาหญิงหลินได้หรือไม่เพคะ ?”


หนิงอ๋องไม่อยากทำให้นางผิดหวังจึงลูบศีรษะนางแล้วตรัสว่า “เจ้าไม่ได้ส่งเทียบเชิญไปที่ตำหนักหมินอ๋องแล้วหรือ ? พออาหญิงหลินของเจ้าเห็นแล้ว นางจะต้องตอบรับเทียบเชิญแน่นอน…”


โม่ชิงหลีมุ่ยปาก “แต่หมู่เฟยตรัสว่าเทียบเชิญของลูกอาจไปไม่ถึงมืออาหญิง…แล้วหมู่เฟยยังตรัสว่าช่วงหลายวันที่นางกลับไปอยู่ตำหนักหมินอ๋อง นางไม่ตอบรับเทียบเชิญของใครสักคน นางจะโดนหมินอ๋องและพระชายากักบริเวณอยู่ในตำหนักหรือไม่เพคะ !”


หนิงหวางเฟยคาดเดา “องค์หญิงเว่ยเว่ยกำลังเรียนรู้กฎและมารยาทอยู่ในตำหนักหรือเปล่า ?”


หนิงอ๋องแย้มโอษฐ์ “เจ้าคิดว่าคนแข็งกระด้างอย่างหมินอ๋องจะให้ความสำคัญกับกฎระเบียบหรือ ? เขาเพิ่งตามหาบุตรสาวเจอ แล้วจะทำใจกักบริเวณนางลงหรือไร ? หลินกู่เหนียงคนนั้นมีความคิดเป็นของตัวเอง บางทีนางอาจไม่ชอบเข้าสังคมกับเจ้าของเทียบเชิญเหล่านั้นก็ได้ ?”


“ทูลท่านอ๋อง พระชายา ข้ารับใช้ตำหนักหมินอ๋องตอบกลับเทียบเชิญมาพ่ะย่ะค่ะ…” พ่อบ้านที่ดูแลธุระภายนอกได้รับเทียบเชิญแล้วจึงรีบมาส่งให้เจ้านาย หนิงอ๋องกลับมาอยู่ตำหนักเดิมได้หนึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่นี่เป็นเทียบเชิญฉบับแรกที่ได้รับ ! สำคัญที่สุดคือเป็นเทียบเชิญตอบกลับจากตำหนักหมินอ๋อง ! !


พอโม่ชิงหลีได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นและตะโกนด้วยความดีใจ “ต้องเป็นอาหญิงหลินตอบรับเทียบเชิญลูกมาแน่ ! วิเศษไปเลย อาหญิงหลินเห็นเทียบเชิญของลูก ! เร็ว รีบเอาเทียบเชิญมาให้ข้า !”


สาวน้อยรีบวิ่งมาหาพ่อบ้าน หลังแย่งเทียบเชิญมาแล้วก็รีบเปิดอ่าน ใบหน้าที่เคยมืดมนพลันจางหาย นางวิ่งรอบห้องด้วยความดีใจ “วิเศษไปเลย ! อาหญิงหลินเชิญลูกไปเล่นที่ตำหนักของนางวันพรุ่งนี้เพคะ ! ยังบอกว่าจะสอนลูกทำขนมด้วย ! หืม ! ! องค์หญิงเจียวเจียวก็มาด้วยเพคะ ! ฟู่หวาง หมู่เฟย พวกพระองค์คิดว่าเราควรเตรียมของขวัญอะไรให้อาหญิงหลินเพคะ ?”


องค์หญิงเจียวเจียว ? องค์หญิงน้อยเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ ? หากบุตรสาวคบหากับองค์หญิงเว่ยเว่ยแล้ว ต่อไปเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงของพวกสตรีทั้งหลายก็จะไม่โดนดูถูก วิพากษ์วิจารณ์และโดดเดี่ยว !


หนิงอ๋องและหนิงหวางเฟยหันมามองหน้ากัน ในใจรู้สึกขอบคุณองค์หญิงติดดินผู้นี้มาก หนิงหวางเฟยลุกขึ้นแล้วตรัสกับบุตรสาวว่า “ไป ไปที่เรือนของเจ้า แม่จะช่วยเลือกเสื้อผ้าให้เจ้าเอง”


โชคดีที่ตอนเพิ่งกลับถึงเมืองหลวง นางเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้บุตรสาวสองสามชุดและทำเครื่องประดับใหม่ไว้บ้าง ถ้าใส่เสื้อผ้าเก่าๆไปตำหนักหมินอ๋อง จะต้องเป็นการเสียมารยาทแน่นอน !


โม่ชิงหยูได้ยินว่าหมู่เฟยจะไปเรือนพี่สาว เขาจึงรีบซอยขาสั้นๆติดตามพวกนางไปด้วย สาวใช้และแม่นมที่อยู่ข้างหลังรีบพูดเตือนไม่หยุดปาก “ท่านชายน้อย เดินช้าหน่อยเจ้าค่ะ ! ประเดี๋ยวจะลื่นล้มเอาได้ !”


หลังจากได้ทราบว่าโม่ชิงหลีจะไปพบอาหญิงหลินที่ตำหนักหมินอ๋องและยังได้ทำขนมด้วยกัน โม่ชิงหยูก็เกิดความคิดถึงรสชาติแสนอร่อยของขนมบนเรือ เขารีบเข้าไปออดอ้อนหนิงหวางเฟยทันที “หมู่เฟย ลูกเองก็อยากจะไปที่ตำหนักหมินอ๋องด้วย พาลูกไปด้วยคนได้หรือไม่ ?”


ตอนที่ 564: นี่คือแนวทางการเป็นแขกของพวกเจ้าหรือ?


หนิงหวางเฟยแย้มโอษฐ์ “องค์หญิงเว่ยเว่ยชวนแค่พี่สาวของเจ้า แม่ก็ไปไม่ได้แล้วจะพาเจ้าไปด้วยอย่างไร?”


โม่ชิงหยูเข้าไปจับแขนโม่ชิงหลีที่กำลังเลือกเครื่องประดับอยู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พี่หญิง พี่หญิงคนดี ! พาข้าไปด้วยเถิด ? ตอนท่านทำขนม ข้าช่วยท่านได้…”


“เจ้าจะช่วยอะไรได้ ? ช่วยกินน่ะหรือ ?” โม่ชิงหลีเคาะหน้าผากน้องชายตัวแสบ “ข้า อาหญิงหลินและองค์หญิงเจียวเจียว หมายความว่าเป็นงานรวมตัวของพวกสตรี แล้วเด็กน้อยอย่างเจ้าจะตามไปเพื่ออะไร ? วันหน้าหากมีโอกาสแล้วนัดอาหญิงหลินออกไปเล่นข้างนอก ข้าค่อยพาเจ้าไปด้วยแล้วกัน !”


โม่ชิงหยูเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว “พี่หญิงไม่รักหยูเอ๋อร์แล้ว ฮือฮือฮือ…”


โม่ชิงหลีหัวเราะร่า “พอแล้ว เลิกแกล้งร้องได้แล้ว ! พรุ่งนี้พอข้าเรียนทำขนมมาจากอาหญิงหลินแล้วจะห่อกลับมาให้เจ้ากิน แบบนี้พอใจหรือไม่ ?”


“แบบนั้น…ก็ได้ พี่หญิงต้องตั้งใจเรียนให้ดี !” พอได้ยินว่ามีขนมกิน โม่ชิงหยูก็เปลี่ยนสีหน้าและน้ำเสียง ดวงตากลมโตดูไม่เปียกชื้นเลยสักนิด


หนิงหวางเฟยแตะจมูกน้อยๆของบุตรชายด้วยความเหนื่อยหน่าย “เจ้านี่นะ ! คิดถึงอาหญิงหลินที่ไหนกัน ? เป็นเพราะคิดถึงขนมที่นางทำมากกว่า ?”


โม่ชิงหยูเข้าไปซุกในอ้อมแขนฟู่หวางด้วยความเขินอาย “ขนมที่อาหญิงหลินทำอร่อยมาก แถมยังหาซื้อไม่ได้…ฟู่หวางคิดว่าใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”


หนิงอ๋องกอดร่างนุ่มนิ่มเอาไว้พร้อมขานรับว่า ใช่ ! หนิงหวางเฟยทอดพระเนตรด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม บุตรสาวอ่านเทียบเชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังมีบุตรชายที่ถามฟู่หวางด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสานั่นอีก ทำให้นางไม่รู้สึกเศร้าสร้อยอีกต่อไป ตอนนี้นางแค่รอดูว่า ‘นัดหมายที่ตำหนักหมินอ๋องในวันพรุ่งนี้ของบุตรสาวจะราบรื่นและมีความสุขหรือไม่…’


เช้าตรู่ของวันต่อมา โม่ชิงหลีก็แต่งกายอย่างเต็มยศและถือของขวัญขึ้นรถม้าไปยังตำหนักหมินอ๋อง หนิงหวางเฟยส่ายดวงพักตร์ หลังส่งนางออกไปแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ใครไปตามนัดหมายเช้าขนาดนี้กัน ? หากองค์หญิงเว่ยเว่ยอยากตื่นบรรทมสายขึ้นมา จะไม่เท่ากับไปรบกวนแทนหรือ ?”


หนิงอ๋องเข้าตำหนักมาพร้อมชายา “ตอนอยู่บนเรือเจ้าเคยเห็นหลินกู่เหนียงนอนตื่นสายหรือไม่ ? กู่เหนียงคนนั้น ทำงานอย่างมีความสุขทุกวัน แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนนิสัยดี วางใจเถิด นางไม่มีทางรังแกบุตรสาวของเจ้าแน่นอน !”


หนิงหวางเฟยยังกังวลอยู่ “ไม่ทราบว่าองค์หญิงเจียวเจียวที่โดนตามพระทัยนั้นจะมีนิสัยอย่างไร หลีเอ๋อร์นิสัยตรงไปตรงมาเกินไป บางครั้งก็ไม่ระวังคำพูด หากล่วงเกินองค์หญิงน้อย…”


หนิงอ๋องครุ่นคิด “ในเมื่อหลินกู่เหนียงเข้ากับองค์หญิงเจียวเจียวได้ เช่นนั้นองค์หญิงก็คงไม่ได้เป็นคนที่คบหาด้วยยาก อีกอย่างก็มีหลินกู่เหนียงอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ? ข้าเชื่อว่านางต้องมีความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างแขกทั้งสองได้แน่นอน…”


แม้จะตรัสแบบนั้นแต่หนิงอ๋องก็รู้สึกกังวลเช่นกัน หากองค์หญิงเจียวเจียวอยากขัดแย้งกับหลีเอ๋อร์ขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าหลินกู่เหนียงก็คงออกหน้าปกป้องหลีเอ๋อร์อย่างชัดเจนไม่ได้ ? ได้แต่หวังว่าหลีเอ๋อร์จะเก็บอารมณ์และเข้ากับองค์หญิงทั้งสองได้


ขณะที่บิดามารดาคู่นี้กำลังกังวล รถม้าสองคันก็เข้ามาจอดที่หน้าประตูตำหนักหมินอ๋องพร้อมกัน โม่ชิงหลีโดนสาวใช้ประคองลงจากรถม้า นางหันไปมองคนที่ลงจากรถม้าอีกคันด้วยความสงสัย…สาวน้อยหน้าหวานที่ดูมีอายุมากกว่าตัวเองเล็กน้อย


องค์หญิงเจียวเจียวถอดหมวกบนเสื้อคลุมออกด้วยความรำคาญ…เจ้าเสื้อคลุมตัวหนา เป็นของที่ฮองเฮากำชับนักหนาและใส่ให้นางด้วยพระองค์เอง เฮ้อ ! เป็นความหนาวรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือความหนาวที่หมู่โฮ่วจินตนาการไปเอง ! ตอนนี้มาถึงบ้านพี่เว่ยเว่ยแล้ว น่าจะถอดออกได้แล้วกระมัง ?


“องค์หญิงน้อยของหม่อมฉัน รอให้เข้าไปในตำหนักแล้วค่อยถอดสิเพคะ ! ระวังประชวรเอานะเพคะ !” ฮองเฮาไม่วางพระทัยให้องค์หญิงน้อยออกจากวังองค์เดียว จึงส่งแม่นมหนิงติดตามมาด้วย


องค์หญิงเจียวเจียวขมวดพระขนง ท่าทางอารมณ์เสีย หลังจากเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว โม่ชิงหลีก็อดไม่ได้ที่จะกังวลในการคบหากับองค์หญิงพระองค์นี้ขึ้นมา


เมื่อลังเลอยู่พักหนึ่ง นางก็รีบเดินเข้าไปเพื่อถวายพระพรองค์หญิงเจียวเจียว “โม่ชิงหลีบุตรสาวหนิงอ๋อง ขอถวายพระพรองค์หญิงเพคะ !”


“โม่ชิงหลี ?” องค์หญิงเจียวเจียวหันมาทอดพระเนตรนางแล้วคลายพระขนงที่ขมวดมุ่นออก จากนั้นรีบวางมาดของชนชั้นสูงทันที “เจ้าก็มาตามนัดหมายของพี่เว่ยเว่ยด้วยหรือ ?”


โม่ชิงหลีกลัวอีกฝ่ายไม่พอพระทัยที่อาหญิงหลินนัดคนอื่นมาด้วย จึงรีบทูลว่า “ชิงหลีไม่ทราบว่าอาหญิงหลินมีนัดกับองค์หญิง หม่อมฉันเพิ่งส่งเทียบเชิญให้ตำหนักหมินอ๋องเมื่อวาน…”


องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วถามว่า “อาหญิงหลิน ? เจ้ารู้จักกับพี่เว่ยเว่ยได้อย่างไร ?”


โม่ชิงหลีพูดออกมาตามตรง โดยเล่าเรื่องตอนเดินทางมาเมืองหลวงแล้วบังเอิญเจอหลินเว่ยเว่ยบนเรือและเรื่องที่อาหญิงหลินดูแลพวกนาง…ให้องค์หญิงเจียวเจียวฟังทีละเรื่อง


องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรนางด้วยความอิจฉา “เจ้าเดินทางจากหนิงโจวแห่งตะวันตกเฉียงเหนือมาทางเรือ ? ระหว่างทางคงเจอเรื่องน่าสนุกไม่น้อยกระมัง ?” เฮ้อ น่าอิจฉาชะมัด ! สถานที่ไกลสุดที่พระองค์เคยไปเยือนในชีวิตนี้ก็คือเขตล่าสัตว์นอกประตูเมืองหลวง !


แม่นมหนิงเห็นองค์หญิงน้อยของตนกำลังยืนตากลมและสนทนากับจวิ้นจู่น้อยตำหนักหนิงอ๋องไม่หยุด จึงกังวลว่าจะประชวร แต่ยังไม่กล้าเข้าไปทำลายความสุขของเด็กสาวทั้งสอง ได้แต่ร้อนใจจนเหงื่อออกเต็มหลัง


ทันใดนั้นก็มีเสียงสวรรค์ของใครบางคนมาช่วยนางออกจากความทรมานนี้


“พวกเจ้าคิดจะคุยกันจนฟ้ามืดอยู่ที่หน้าประตูบ้านข้าเลยหรือ ? ยังจะทำขนมกันอีกหรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่ข้างประตูพลางกอดอกมองแขกทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนาน…พวกเจ้าไม่ได้มาเป็นแขกที่ตำหนักหมินอ๋องหรือไร ? กลับมายืนคุยกันเองเสียได้ ! นี่คือแนวทางการเป็นแขกของพวกเจ้าหรือ ?


“พี่เว่ยเว่ย !”


“อาหญิงหลิน !”


เด็กสาวทั้งสองพูดประสานเสียงและเดินเข้าไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกันก็มองหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้มสดใส


หลินเว่ยเว่ยเดินลงจากบันไดแล้วเข้ามาจับมือทั้งสองคน “รีบเข้าไปเถิด ! คนที่ไม่รู้ก็คงเข้าใจผิดว่าตำหนักหมินอ๋องของพวกเราปฏิเสธให้องค์หญิงเจียวเจียวและจวิ้นจู่ตำหนักหนิงอ๋องเข้าบ้าน ! ไอโหยว มือน้อยๆเย็นหมดแล้ว ! ไป ไปทำให้ร่างกายอบอุ่นในตำหนักกันเถิด !”


แม่นมหนิงและสาวใช้ของโม่ชิงหลีพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที…องค์หญิงเว่ยเว่ยมาได้ทันเวลาพอดี !


แขกตัวน้อยทั้งสองเข้ามานั่งให้ห้องรับรองของหลินเว่ยเว่ย ในห้องรับรองได้ถูกทำให้อุ่นแล้ว อุณหภูมิภายในจึงอบอุ่นเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ในที่สุดองค์หญิงเจียวเจียวก็สามารถถอดเสื้อคลุมที่แสนจะหนักไหล่ออกไปได้ !


ชุนซิ่งยกชาและขนมเข้ามา นางรู้ว่านายหญิงของตนไม่ชอบให้ข้ารับใช้คอยตามติด จึงเชิญแม่นมหนิงและจื่อเซียงสาวใช้ของโม่ชิงหลีไปพักผ่อนที่ห้องด้านข้าง


ทั้งสองมองไปทางนายหญิงน้อยของตน เมื่อเห็นความสนใจของนายหญิงน้อยทั้งสองถูกขนมบนโต๊ะดึงดูดไปแล้ว พวกนางก็หันมามองหน้ากันอย่างเหนื่อยหน่ายและเดินตามชุนซิ่งออกจากห้องรับรอง


“พี่เว่ยเว่ย นี่คือขนมอะไร ?” องค์หญิงเจียวเจียวจ้องขนมทรงกลมสีเหลืองทองเล็กๆบนถาดแล้วถามออกมาด้วยความสงสัย


หลินเว่ยเว่ยหยิบขึ้นมากัด ก่อนจะชี้ครีมที่ไหลออกมา “นี่เรียกว่าครีมพัฟ นอกจากไส้ดั้งเดิมที่อยู่ด้านในแล้วข้ายังทำไส้เฉ่าเหมย (สตรอเบอร์รี่) และหลานเหมย (บลูเบอร์รี่) อีกด้วย ดูจากภายนอกไม่เห็นอะไร แต่ด้านในสร้างความประหลาดใจให้พวกเจ้าได้ !”


โม่ชิงหลีเห็นอาหญิงหลินและองค์หญิงเจียวเจียวเริ่มกินแล้ว นางจึงเริ่มหยิบครีมพัฟขึ้นมาแล้วกัดชิมคำเล็กๆ ทันใดนั้นนางก็มีดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “อาหญิงหลิน ด้านในมีไส้สีแดงๆด้วยล่ะ ! น่าจะเป็นรสเฉ่าเหมยใช่หรือไม่ ?”


ตอนที่ 565: ชีวิตไม่ง่ายจนองค์หญิงทอดถอนพระทัย


องค์หญิงเจียวเจียวทอดพระเนตรด้วยความอิจฉา…เพราะที่พระองค์เสวยอยู่คือไส้ครีมแบบดั้งเดิม แต่ว่าด้านนอกที่กรอบ ตรงกลางนุ่มนิ่ม ไส้ด้านในมีกลิ่นหอมหวาน…ก็อร่อยเกินไปแล้วกระมัง ? เมื่อเทียบขนมของพี่เว่ยเว่ยกับพ่อครัวทำขนมในวังแล้ว พวกนั้นกลายเป็นไร้ค่าทันที !


“พี่เว่ยเว่ย วันนี้พวกเราจะเรียนทำครีมพัฟกันหรือ ?” องค์หญิงเจียวเจียวชอบขนมชนิดนี้มาก จึงคิดว่าถ้าทำเป็นก็จะทำให้ตนเองกับหมู่โฮ่วเสวยทุกวันเลย !


หลินเว่ยเว่ยย้อนถามทั้งสองคนว่า “ที่บ้านของพวกเจ้ามีเตาอบหรือไม่ ?”


“เตาอบ ? เตาอบคืออะไร ?” องค์หญิงเจียวเจียวและชิงหลีจวิ้นจู่มีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ


หลินเว่ยเว่ยเชิญเด็กสาวทั้งสองมาที่ห้องทำขนมของตน “ก็คือสิ่งนี้ ทำจากแผ่นเหล็กและก้อนอิฐ ช่องนี้เอาไว้ใส่เชื้อเพลิง ส่วนถาดเหล็กก็เอาไว้ใส่ขนมที่ต้องการจะอบ…”


เด็กสาวทั้งสองเผยท่าทางไม่เคยเห็นมาก่อน จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าที่บ้านจะมีเลย โม่ชิงหลีรีบพูด “พอกลับไปแล้วพวกเราค่อยสั่งให้ข้ารับใช้ในบ้านทำก็ได้ !” องค์หญิงเจียวเจียวก็พยักดวงพักตร์เห็นด้วย


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “สร้างเตาอบต้องใช้เวลาสองสามวันเลย ! วันนี้ข้าสอนพวกเจ้าทำขนมที่ไม่ใช้เตาอบดีกว่า รับรองว่ารสชาติไม่ต่างจากครีมพัฟที่พวกเจ้ากินเมื่อครู่แน่นอน !”


ไม่ว่านางจะพูดอะไรเด็กสาวทั้งสองก็ต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว องค์หญิงเจียวเจียวถามด้วยความกังวล “พี่เว่ยเว่ย ขนมที่ท่านจะสอน ทำยากหรือเปล่า ?”


“ทำไมหรือ ? กลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ? วางใจเถิด ! ภายใต้การนำของปรมาจารย์ ไฉนเลยศิษย์จะไม่ก้าวหน้า พวกเจ้ามีอาจารย์ชื่อดังอย่างข้าอยู่ รับรองว่าวันนี้ต้องฝึกฝนผ่านแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยทุบหน้าอกเพื่อรับประกัน


เดิมทีโม่ชิงหลียังกังวลอยู่ว่าจะเข้ากับองค์หญิงเจียวเจียวยาก แต่ตอนนี้นางสบายใจแล้วจึงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข “อาหญิงหลิน ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าจะทำขนมอะไร !”


“ข้ายังไม่ได้บอกหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยมององค์หญิงเจียวเจียวด้วยสีหน้างุนงง


องค์หญิงเจียวเจียวพยักดวงพักตร์ก่อนจะหัวเราะจนท้องแข็ง “พี่เว่ยเว่ย ท่านไม่ได้พูดจริงๆ…ฮ่าฮ่าฮ่า คาดไม่ถึงเลยว่าพี่เว่ยเว่ยก็มีช่วงเวลาที่เลอะเลือนเหมือนกัน !”


“มนุษย์ไม่ใช่เทพเซียน ผู้ใดไม่เคยผิดพลาดบ้าง ?” หลินเว่ยเว่ยทิ้งประโยคสั้นๆจากนั้นก็พูดกับ ‘ศิษย์ตัวน้อย’ ทั้งสองว่า “วันนี้อาจารย์จะสอนพวกเจ้าทำขนมที่ทั้งอร่อยและกินง่าย นามว่า…เครปเย็นไส้หลานเหมย !”


“หลานเหมย ? แต่ฤดูกาลนี้จะเอาหลานเหมยมาจากที่ใด ?” องค์หญิงเจียวเจียวเอ่ยคำถามนับไม่ถ้วน นางมักจะมีข้อสงสัยมากมายไม่รู้จบ


“แท่น แทน แท๊น! นี่คือแยมบลูเบอร์รี่หรือก็คือแยมหลานเหมยที่ข้าทำในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ยังมีบลูเบอร์รี่อบแห้งที่สามารถเก็บรักษาได้ถึงครึ่งปี นี่เป็นของที่ข้าแบกมาจากทางเหนือไกลหลายพันลี้ หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ! ทว่าตอนเย็นเมื่อถึงเวลากลับบ้านของพวกเจ้า ข้าจะแบ่งให้นำกลับไปคนละโถ แยมผลไม้นี้สามารถกินกับหมั่นโถวหรือซาลาเปาได้ ข้าอยากจะบอกว่ารสชาติดีสุดๆไปเลย !” หลินเว่ยเว่ยหยิบอาวุธลับของตนออกมาราวกับสมบัติล้ำค่า


องค์หญิงเจียวเจียวยื่นนิ้วไปแตะแยมขึ้นมาชิมคำเล็กๆ “ว้าว ! หวานมากเลย !”


โม่ชิงหลีก็เสียอาการเพราะนาง จึงแอบแตะมาชิมเหมือนกัน ทันใดนั้นดวงตาของเด็กสาวก็เปล่งประกาย “จริงด้วย ! กลิ่นผลไม้เข้มข้น อร่อยมากเลย !”


“เจ้าสองคนห้ามแอบกินอีกนะ ! ประเดี๋ยวพอทำขนมแล้วจะไม่พอใช้เอาได้ !” หลินเว่ยเว่ยตีมือเล็กๆ ทั้งสองที่กำลังเอื้อมจะมาแตะแยมบลูเบอร์รี่อีกครั้งด้วยความเด็ดขาด เด็กสาวทั้งสองหัวเราะอย่างสนุกสนาน พวกนางดูมีความสุขกันสุดๆไปเลย !


หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่พวกนาง “ตั้งใจดูให้ดี ! ตอนนี้ต้องเตรียมวิปปิ้งครีมก่อน ได้แก่ไข่ขาว4ฟอง นมสดครึ่งชั่ง น้ำตาลน้อยกว่าสามส่วนสิบ น้ำส้มสายชูแค่ไม่กี่หยดก็พอแล้ว ! วิปครีมนี้ ต่อไปจะเอามาใช้ทำเค้กครีมก้อนสี่เหลี่ยม เค้กวันเกิดหรือครีมพัฟเมื่อครู่ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น !”


พอเด็กสาวทั้งสองคนได้ยินแบบนั้นก็หยุดทำเป็นเล่นทันที…วิปครีมมีการใช้ประโยชน์มากถึงเพียงนี้ ดังนั้นต้องตั้งใจเรียน !


“นอกจากวัตถุดิบเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ายังต้องเตรียมสาวใช้หรือแม่นมที่มีแขนใหญ่เอวหนาไว้ด้วย !” ขณะมองแขนขาอันบอบบางของเด็กสาวทั้งสอง หลินเว่ยเว่ยก็ส่ายหน้าเบาๆ


วันนี้องค์หญิงเจียวเจียวใส่เสื้อแบบแขนสั้นมา นางเบ่งกล้ามขณะพูด “พี่เว่ยเว่ย ท่านอย่าดูถูกคนอื่น ข้าแรงเยอะมาก! อีกอย่างการทำขนมยังไม่ใช่งานหนัก แล้วจะเตรียมพวกแม่นมกับสาวใช้เหล่านั้นไปทำไม?”


“เด็กน้อย เชื่อข้าเถิดว่าแม่นมกับสาวใช้พวกนั้นมีประโยชน์ ประเดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้แล้วว่าประโยชน์ตรงไหน !” ต่อจากนั้นนางก็เริ่มสาธิตการตีวิปปิ้งครีม…ไข่ขาวต้องถูกตีให้ข้น ! เติมนมแล้วก็ตีอีก ! ใส่น้ำส้มสายชูไปแล้วก็ยังต้องตี ! เติมน้ำตาลส่วนแรกก็ตีต่อ ! ใส่น้ำตาลอีกรอบก็ ตี ตี ตี…


การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วราวกับเครื่องจักรทำให้องค์หญิงเจียวเจียวตระหนักได้ถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต…นางปวดแขนมาก ! วิปครีมที่พี่เว่ยเว่ยตีออกมาทั้งขาวและฟูจนสามารถตั้งตระกร้อตีไข่ไว้ด้านในได้ แต่พอลองหันมาดูของตน ยังเป็นเนื้อไข่ขาวอยู่เลย แค่ขึ้นฟองอากาศน้อยกว่าในตอนแรกเท่านั้น


องค์หญิงเจียวเจียวยอมรับความจริง…งานตีวิปครีมนี้ยกให้พวกสาวใช้กับแม่นมทำดีกว่า ! โม่ชิงหลีเห็นองค์หญิงเจียวเจียวล้มเหลวในการทดลองทำอย่างน่าอนาถ จึงไม่กล้าลองเองเช่นกัน นางคอยสังเกตขั้นตอนการทำอย่างเชื่อฟัง พอกลับไปแล้วค่อยให้สาวใช้ช่วยทำดีกว่า !


“พอเราตีวิปครีมจนขึ้นฟูแล้ว ! หากของในครั้งนี้ใช้ไม่หมดก็สามารถวางไว้ในภาชนะแล้วใช้กระดาษน้ำมันปิดผนึก จากนั้นก็นำไปแช่เย็นเก็บไว้ด้วยอุณหภูมิติดลบศูนย์องศา ครั้งต่อไปจะเอาออกมาใช้ก็สะดวกสบาย ไม่ต้องตีใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ต่อไปก็เป็นขั้นตอนที่สอง…คือการทำแป้งเครป !”


“ไข่ไก่รวมกับน้ำตาลบดละเอียด จากนั้นก็ออกแรงคนให้เข้ากัน…”


“ต้องคนอีกแล้วหรือ ?” องค์หญิงเจียวเจียวไม่รู้จะพูดอะไรดี…ชีวิตไม่ง่ายจนองค์หญิงทอดถอนพระทัย !


“เจ้าคิดว่าขนมอร่อยสามารถโผล่ออกมาได้ตามใจหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ !


“ต่อจากนั้นก็ใส่เนยละลาย ตามด้วยแป้งสาลีสำหรับทำขนม…เนยกับแป้งสาลีสำหรับทำขนมเหล่านี้ ตอนที่พวกเจ้ากลับไป ข้าจะให้กลับไปด้วย !” พวกนี้เป็นของที่นางหยิบมาจากร้านหนิงจี้ในอดีตแล้วเก็บมันไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณเพื่อจะได้นำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา


“เติมนมลงไป…ในวังกับตำหนักหนิงอ๋องน่าจะมีนมสดกระมัง ? ถ้าไม่มี อีกเดี๋ยวก็เอากลับไปด้วย !” เฮ้อ สอนเด็กน้อยสองคนทำขนม ช่างน่าเหนื่อยใจ !


“ถึงตอนนี้ก็เริ่มเตรียมเตาไฟเอาไว้ จากนั้นก็คนจนวัตถุดิบเข้ากัน หลังกรอง3ครั้งจนได้เนื้อเนียนละเอียดแล้วก็ตักใส่กระทะก้นแบนหรือแผ่นเหล็กสำหรับทำแป้งทอด ทำออกมาให้เป็นแผ่นแป้งกลมๆ แต่ถ้าไม่กลมก็ไม่เป็นไร เพราะเราสามารถนำชามใบใหญ่มาคว่ำทับแล้วตัดขอบออกมาเพื่อทำแผ่นกลม !” หลินเว่ยเว่ยไม่กล้าคาดหวังกับฝีมือของเด็กสาวพวกนี้เลย


“ขั้นตอนสุดท้าย คือนำแผ่นแป้งเครปมาวางหนึ่งชั้น ทาวิปครีม ทาแยมหลานเหมยและโรยหลานเหมยอบแห้ง เกลี่ยให้มีความหนาประมาณ2ชุ่น จากนั้นก็พับทบแผ่นแป้งเครปเป็นรูปพัดเล็กๆ…แล้วหยิบกิน ก็เสร็จสิ้นแล้ว !”


องค์หญิงเจียวเจียวพยักหน้ารับทุกขั้นตอนที่หลินเว่ยเว่ยอธิบาย ท่าทางตั้งอกตั้งใจแบบนั้นดูน่ารักอยู่บ้าง หลังฟังคำพูดประโยคสุดท้ายจบแล้วองค์หญิงน้อยก็คลี่ยิ้มออกมา “เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านสอน พวกเราก็ทำเป็น !”


เด็กสาวทั้งสองคิดว่าทำเป็นแล้วจึงอยากทดลองทำด้วยความกระตือรือร้น แม่นมหนิงและจื่อเซียงกลัวมือขององค์หญิงและจวิ้นจู่จะโดนไฟลวกจึงเข้ามาคอยห้ามอยู่ด้านข้าง องค์หญิงเจียวเจียวอารมณ์เสียและไล่แม่นมหนิงกับสาวใช้คนนั้นออกไป ทำให้ที่แห่งนี้เหลือเพียงพวกนางสามพี่น้อง


ตอนที่ 566: จิวยี่ทำอุบายเฆี่ยนอุยกาย คนหนึ่งยินดีลงแส้ คนหนึ่งยินดีรับ


โม่ชิงหลีก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก “ตอนนี้ไม่มีคนมาคอยขัดแล้ว !” หลังจากพูดจบ เด็กสาวทั้งสองก็หันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม


องค์หญิงเจียวเจียวลงมือทำแผ่นแป้งเครปก่อน ตอนที่มองหลินเว่ยเว่ยทำ ท่าทางเหมือนจะง่ายมาก แต่เมื่อมาถึงสิบนิ้วที่ไม่เคยสัมผัสกับความยากลำบากมาก่อนของตน กลับไม่อาจทำภารกิจให้สำเร็จได้…ถ้าแผ่นแป้งเครปไม่หนาจนน่าตกใจ ก็บางจนแทบจะโปร่งแสง หลังฝืนทำอยู่ครึ่งวัน ท้ายที่สุดนางก็ทำแบบที่ใช้งานจริงไม่ได้เลยสักแผ่น !


โม่ชิงหลีก็ลองทำอยู่พักหนึ่ง นิ้วก็โดนลวกและทำไม่สำเร็จเช่นกัน หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า “ไม่เป็นไร งานนี้ให้สาวใช้ทำก็ได้ พอถึงขั้นตอนสุดท้ายพวกเจ้าคอยอยู่คุมก็พอ ! แยมหลานเหมย (บลูเบอร์รี่) นี้สามารถแทนที่ด้วยแยมเฉ่าเหมย (สตรอเบอร์รี่) ลูกท้อเชื่อมน้ำผึ้ง…องค์หญิงเจียวเจียว แดนใต้เคยส่งผลไม้บรรณาการรูปร่างเหมือนหยกรูปลูกน้ำ (มากาทามะ) และเปลือกมีสีเหลืองมาบ้างหรือเปล่า ?”


“มีสิ ! ทำไมหรือ ?” องค์หญิงเจียวเจียวเอียงศีรษะมองนาง


หลินเว่ยเว่ยพูดต่อ “เจ้านั่นเรียกว่ามะม่วงใช่หรือเปล่า ? หากใส่เนื้อของมันลงไปก็จะกลายเป็นเครปเย็นไส้มะม่วง ส่วนของที่เราทำตอนนี้สามารถตั้งชื่อว่า ‘เครปเย็นไส้หลานเหมย’ ถ้ามีทุเรียนก็คงดี เครปเย็นไส้ทุเรียนจึงจะเป็นรสที่ข้าชอบที่สุด !”


“ทุเรียน ? ทุเรียนคืออะไร ? เป็นผลไม้หรือ ? ผลไม้ที่มีอยู่ทางภาคเหนือ ? อร่อยหรือเปล่า ?” องค์หญิงเจียวเจียวคิดว่าตนต่างหากที่เป็นเด็กบ้านนอกเข้าเมืองหลวง วันทั้งวันต้องโดนกำแพงสี่เหลี่ยมรอบทิศของวังหลวงกักขังไว้ นางอยากออกไปดูโลกกว้างสุดๆ หรือแม้จะเหมือนจวิ้นจู่ตำหนักหนิงอ๋องที่ต้องทนลำบากนั่งเรือจากเหนือลงใต้ อย่างน้อยนางก็ได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองฟากฝั่ง !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “ทุเรียนน่ะหรือ มันก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง…ข้าก็ได้ชิมโดยบังเอิญเท่านั้น แต่ข้าชอบหรือรักมันเลยก็ว่าได้ ส่วนคนที่ไม่ชอบก็แทบจะวิ่งหนีเชียวล่ะ…เครปเย็นไส้หลานเหมยของข้าเสร็จแล้ว ใครจะลองชิมก่อน ?”


เด็กสาวทั้งสองยกมือพร้อมกัน “ข้า !”


“ไม่ต้องรีบ มีให้ทุกคน !” หลินเว่ยเว่ยหยิบจานใบน้อยมาแบ่งใส่เครปให้พวกนางคนละชิ้น ก่อนจะยื่นช้อนคันเล็กให้พวกนางต่อ หลังลองครุ่นคิดแล้วนางก็ยังตัดแบ่งให้เป็นสองชิ้นเล็กและเรียกชุนซิ่งเข้ามา “เอาไปให้ท่านย่ากับหมู่เฟยคนละชิ้น !”


“อร่อย !” องค์หญิงเจียวเจียวและโม่ชิงหลีใช้ช้อนคันเล็กตักขนมเข้าปาก ว้าว ! วิปครีมมีรสสัมผัสนุ่มเนียน แป้งเครปมีกลิ่นของนม แยมหลานเหมยก็หอมมาก การแทรกหลานเหมยอบแห้งยังช่วยเพิ่มรสสัมผัสเคี้ยวหนึบสู้ฟันได้มากกว่าเดิม รสชาติดีมาก !


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่ายังมีวิปครีมเหลืออยู่ จึงทำเค้กครีมสี่เหลี่ยมอีกสองสามชั้น เค้กไข่รสนุ่มลิ้น ด้านบนทาด้วยวิปครีมหวานหอมและในชั้นเค้กแต่ละชั้นจะปาดแยมหลานเหมยลงไปด้วย ด้านบนสุดประดับประดาไปด้วยบุปผาสีม่วงอ่อน…นี่ยังใช่ขนมที่ไหนกัน เป็นงานศิลปะชั้นยอดชัดๆ องค์หญิงเจียวเจียวและโม่ชิงหลีตาค้างในทันที


หลินเว่ยเว่ยไม่เพียงสอนเด็กสาวทั้งสองทำขนมเท่านั้น นางยังชี้แนะให้พวกนางเรียนทำอาหารคนละอย่างด้วย องค์หญิงเจียวเจียวเรียนทำไข่ตุ๋นกุ้ง ส่วนโม่ชิงหลีเรียนทำเนื้อสันในทอด พวกนางอยู่รับประทานอาหารเที่ยงต่อที่ตำหนักหมินอ๋อง กินอาหารที่ตัวเองทำจนหมด หรือแม้แต่โม่ชิงหลียังคิดจะห่อเนื้อสันในที่ทอดเองกลับไปให้บิดามารดาได้ชิมด้วย !


แม่นมหนิงและจื่อเซียงมองหน้ากันไปมา นิ้วขององค์หญิงและจวิ้นจู่ของตัวเองไม่เคยผ่านความลำบากมาก่อน ตอนอยู่ในบ้านแม้แต่ผลไม้ก็ยังมีสาวใช้ป้อนถึงปาก ไฉนเลยจะเคยทำตัวติดดินเช่นนี้ ? ลงมือทำขนมด้วยตัวเองและสัมผัสกับความสุขจากอาหารที่ทำเอง ทว่าแม้จะโดนองค์หญิงเว่ยเว่ยสั่งให้ทำโน้นทำนี่ แต่เด็กสาวทั้งสองก็ดูมีความสุข นี่ไม่ได้เรียกว่า จิวยี่ทำอุบายเฆี่ยนอุยกาย…คนหนึ่งยินดีลงแส้ คนหนึ่งยินดีรับหรอกหรือ ?


ช่วงหัวค่ำ องค์หญิงเจียวเจียวและจวิ้นจู่แห่งตำหนักหนิงอ๋องยังไม่หายอาลัยอาวรณ์ ยังอยากอยู่ตำหนักหมินอ๋องต่อ ในมือของพวกนางมีกล่องอาหารใบเล็กอยู่ ด้านในใส่เครปเย็นไส้หลานเหมยที่ทำเองแล้วก็ยังมีเค้กครีมแต่งดอกไม้จากวิปครีมที่ลองบีบเป็นครั้งแรกอีกด้วย…ถึงแม้ดอกไม้จะบิดเบี้ยวไปหน่อยก็เถิด…


“หมู่โฮ่วเพคะ !” เมื่อกลับถึงวังหลวง องค์หญิงเจียวเจียวก็ปฏิเสธนางกำนัลที่จะเข้ามาช่วยถือกล่องอาหาร นางปกป้องขนมของตัวเองอย่างระมัดระวังขณะวิ่งตรงไปที่ตำหนักคุนหนิง


ฮองเฮาและฮ่องเต้หยวนชิงกำลังสนทนากันอยู่ องค์รัชทายาทก็อยู่ด้วย เมื่อเห็นนางวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจก็มีเสียงพูดขึ้นว่า “ช้าหน่อย ระวังจะล้มเอาได้ ทำไม ? ไปเล่นที่ตำหนักหมินอ๋องมีความสุขมากเลยหรือ ?”


“มีความสุข มีความสุขมากเลยเพคะ ! ลูกเรียนทำเครปเย็นไส้หลานเหมยแล้วก็ยังทำไข่ตุ๋นกุ้งเองด้วยเพคะ…วันหลังลูกจะไปที่ห้องเครื่องแล้วทำให้พวกพระองค์เสวย ! ทอดพระเนตรสิเพคะ นี่คือเครปเค้กไส้หลานเหมยที่ลูกทำเอง ! แม้หน้าตาจะไม่งดงามแต่อร่อยมากเลย ! ฟู่หวง หมู่โฮ่ว ท่านพี่รัชทายาท ลูกจะตัดแบ่งให้พวกพระองค์ลองชิมเพคะ !” โอษฐ์น้อยๆขององค์หญิงเจียวเจียวขยับไม่หยุด นางมีความสุขเหมือนนกน้อยที่ได้โบยบิน


องค์รัชทายาทแย้มพระโอษฐ์ “เหตุใดต้องให้เจ้าทำ ให้นางกำนัลไปตัดก็ได้แล้ว ?”


“ไม่ได้เพคะ ! หากนางกำนัลทำเครปเย็นที่หม่อมฉันทำด้วยความยากลำบากเละขึ้นมาล่ะเพคะ ?” องค์หญิงเจียวเจียวไม่ยืมมือผู้ใด นางตัดเครปเย็นไส้หลานเหมยเป็นหกชิ้นขนาดเล็กๆและไม่ค่อยงดงาม จากนั้นก็สั่งให้ขันทีน้อยไปหยิบชุดรับประทานอาหารว่างเข้ามา


ขณะที่ขันทีน้อยวิ่งไปหยิบชุดรับประทานอาหารว่างที่ห้องเครื่อง นางก็มองเค้กครีมชิ้นน้อยในกล่องอาหารด้วยความภาคภูมิใจ “หมู่โฮ่วทอดพระเนตรสิเพคะ ดอกไม้น้อยๆนี้งดงามหรือไม่เพคะ ?”


ฮองเฮาหันไปทอดพระเนตร ทันใดนั้นก็ต้องอุทานด้วยความตกพระทัย “ในฤดูหนาวเช่นนี้กลับมีดอกไม้ที่บานได้งามถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? พี่เว่ยเว่ยของเจ้าคงไม่ได้ทำลายดอกไม้ในเรือนกระจกที่หมินอ๋องปลูกให้เสวี่ยเอ๋อร์ไปแล้วกระมัง ? แต่จะว่าไปแล้วการใช้ดอกไม้สีม่วงเล็กๆนี้ตกแต่งก็งดงามมาก !”


องค์รัชทายาทถามด้วยความกังวล “เว่ยเว่ยคงไม่ได้ถูกเสด็จอาหมินอ๋องลงโทษหรอกกระมัง ?”


ฮ่องเต้หยวนชิงแค่นสุรเสียงฮึฮึ “เขามีบุตรสาวคนเก่ง ชอบมาโอ้อวดกับเจิ้นว่าบุตรสาวดีอย่างโน้นอย่างนี้ตลอด ! ราวกับว่าบนโลกใบนี้เขามีบุตรสาวได้คนเดียว ! เจ้าหยูอันรักบุตรสาวจะตายไป แล้วจะทำใจลงโทษนางได้อย่างไร ?”


องค์หญิงเจียวเจียวหัวเราะคิกคัก “หมู่โฮ่ว เจ้านี่ไม่ใช่ดอกไม้จริงหรอกเพคะ มันทำจากวิปครีมผสมแยมหลานเหมย จากนั้นก็บีบออกมาเป็นรูปดอกไม้เพคะ ทรงทอดพระเนตรสิ ตรงกลีบดอกไม้นี้เป็นของที่พี่เว่ยเว่ยทำออกมาด้วยมือทั้งหมดเลยเพคะ !”


ขณะพูดก็ใช้ช้อนคันเล็กตักดอกไม้เข้าปาก หลังลิ้มรสจนละเอียดแล้ว นางก็กลืนลงคอพร้อมรอยยิ้ม


ในเวลานี้ชุดรับประทานอาหารว่างถูกวางจนพร้อมแล้ว องค์หญิงเจียวเจียวจึงเริ่มแบ่งขนมให้เจ้านายสูงสุดของวังหลวงทั้งสามพระองค์อย่างระมัดระวัง หลังได้ลองชิมเครปเย็นไส้หลานเหมยแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็ตรัสชมทันที “ไม่เลว ! แม้หน้าตาจะไม่งดงามสักเท่าไร แต่รสชาติพิเศษมาก ไม่หวานเกินไปและไม่เลี่ยนด้วย !”


องค์หญิงเจียวเจียวพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่เว่ยเว่ยบอกว่ารอให้มีลูกท้อแล้วสามารถนำมาเชื่อมกับน้ำผึ้งและใช้แทนหลานเหมยอบแห้งได้ จะทำให้รสชาติต่างไปอีกแบบเพคะ !”


องค์รัชทายาทลุกขึ้นมาที่ข้างกล่องอาหาร ขณะทอดพระเนตรก้อนขนมน่ากลัวท่ามกลางบุปผาอันงดงามเหล่านั้น พระองค์ก็อดไม่ได้ที่จะแย้มโอษฐ์ “ดอกไม้ดอกนี้ช่างบานได้…ไม่เหมือนพวกพ้องดี !”


องค์หญิงเจียวเจียวรู้ว่าพระเชษฐาหมายความอย่างไร จึงพูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย “พี่เว่ยเว่ยบอกว่าครั้งแรกหม่อมฉันทำออกมาได้เท่านี้ก็ถือว่ามีพรสวรรค์มากแล้วเพคะ ! น้องหลีเอ๋อร์ยังทำไม่งามเท่าหม่อมฉันเลย ! ฮึ ! พี่ชายรัชทายาทอย่าเพิ่งหัวเราะเยาะ วันหน้าไปตำหนักหมินอ๋องกับหม่อมฉันแล้ว พระองค์ก็อาจทำออกมาไม่ได้เท่าหม่อมฉันด้วยซ้ำ ! อย่างน้อย…อย่างน้อยมันก็ยังมองออกว่าเป็นดอกไม้นะเพคะ !”


[1] จิวยี่ทำอุบายเฆี่ยนอุยกาย เป็นอุบายในเรื่องสามก๊กที่จิวยี่สั่งให้เฆี่ยนอุยกาย ( หวงไก้ ) เพื่อทำอุบายเป็นไส้ศึกไปอยู่ในกองทัพโจโฉ


ตอนที่ 567: เสื้อบุนวมฝ้ายตัวน้อยขาด


องค์รัชทายาทถึงขั้นตรัสไม่ออก “…”


พระองค์เป็นถึงรัชทายาท หากไปรวมตัวเรียนทำขนมกับเด็กสาวอย่างพวกนาง มันจะเหมาะสมหรือไร ? แม้ตีให้ตายพระองค์ก็ไม่มีวันยอมรับว่าตนจะทำออกมาได้แย่กว่าน้องสาว…เนื่องจากภาพวาดและงานแกะสลักของพระองค์ล้วนได้รับคำชมจากราชครูทั้งสิ้น !


ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นองค์หญิงน้อยกำลังอารมณ์เสีย จึงรีบหยิบเค้กครีมชิ้นน่าเกลียดที่สุดขึ้นมาแล้วตรัสว่า “นี่เป็นดอกไม้ดอกแรกที่เจียวเจียวของเราทำ มีความหมายมาก เจิ้นต้องชิมหน่อย…พวกเจ้าอย่ามาคิดแย่งกับเจิ้นเชียว !”


พอองค์หญิงน้อยเจียวเจียวได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มหน้าบานทันที “ฟู่หวงยังเป็นคนที่รักเจียวเจียวที่สุด ! เหมือนที่หมินอ๋องรักพี่เว่ยเว่ย ทั้งสองพระองค์เป็นบิดาที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้แล้วเพคะ !”


ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะส่ายดวงพักตร์พร้อมรอยยิ้ม “เจ้าช่างประจบเสียจริง !”


ฮ่องเต้หยวนชิงตักชิ้นใหญ่เข้าโอษฐ์ก่อนจะชิมไปพลางตรัสไปด้วย “เจ้ากำลังอิจฉา ! อิจฉาที่เจียวเจียวของเราสนิทกับเจิ้นล่ะสิ ! อร่อย ! อย่ามองว่าขนมนี้หน้าตาไม่เท่าไร แต่รสชาติคืออร่อยมาก ! โดยเฉพาะเนื้อสัมผัสด้านในนุ่มๆฟูๆนี้ ทั้งหอมทั้งหวาน อร่อยสุดๆไปเลย ! สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของเจิ้น ทำขนมครั้งแรกก็ทำออกมาได้ดีขนาดนี้แล้ว !”


องค์หญิงเจียวเจียวพูดด้วยความเขินอาย “นี่เรียกว่าขนมเค้กเพคะ พี่เว่ยเว่ยเป็นคนทำ…แต่ลูกเป็นคนหั่นขนมเค้กให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม จากนั้นก็ทาครีมแล้วก็ทำดอกไม้ตกแต่งเอง ถ้าลองคิดแล้วก็ถือว่าลูกเป็นคนทำเพคะ !”


“แน่นอน ! องค์หญิงน้อยของพวกเราเก่งอยู่แล้ว !” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสชมโดยไม่ลังเล น้อยครั้งมากที่เจียวเจียวจะมีความสุขได้ขนาดนี้ พระองค์จึงไม่อยากทำลายความสุขของนาง


องค์หญิงน้อยเจียวเจียวมีความสุขจึงพูดต่อด้วยความกระตือรือร้น “ลูกยังเรียนทำไข่ตุ๋นกุ้งมาด้วยเพคะ ! ฟู่หวง หมู่โฮ่ว ประเดี๋ยวลูกจะไปที่ห้องเครื่องแล้วแสดงฝีมือให้พวกพระองค์ได้ชิมเพคะ !”


“หืม ?” ฮ่องเต้หยวนชิงคิดถึงฝีมือทำอาหารที่แทบเอาชีวิตคนได้ของฮองเฮา จึงกลัวว่าบุตรสาวจะไร้พรสวรรค์ด้านการทำอาหารเหมือนมารดา จึงรีบตรัสว่า “วันนี้ก็ดึกแล้ว วันหลังค่อยทำแล้วกัน ?”


“ไม่ดึก ไม่ดึก ! อาหารชนิดนี้ทำง่ายมาก ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้วเพคะ !” องค์หญิงเจียวเจียวกำลังเพ้อฝัน จากนั้นก็วิ่งออกไปทันที


ฮองเฮาทอดพระเนตรดวงพักตร์ที่เศร้าหมองของฮ่องเต้แล้ว.อดไม่ได้ที่จะแย้มพระสรวลออกมา “ใครให้พระองค์ตรัสชมล่ะเพคะ ! อีกประเดี๋ยวไข่ตุ๋นกุ้งเสร็จแล้วพระองค์ต้องเสวยให้หมด ! ไม่อย่างนั้นองค์หญิงน้อยของเราต้องเสียใจแน่ !”


องค์รัชทายาทกลัวว่าพระอามาศัยที่รักษาด้วยความยากลำบากของฟู่หวงจะเป็นอะไรไปอีก จึงรีบตรัสว่า “ฟู่หวงไม่ต้องกังวล ประเดี๋ยวเอ๋อร์เฉินจะช่วยแบ่งเบาภาระเอง…ถ้าอย่างไร…เราเรียกพี่ชายเจ็ดเข้าวังเพื่อมาเสวยด้วยกันดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”


“ใช่ ใช่ ! ให้คนไปตามเจ้าเจ็ดที่ตำหนัก เรียกเขาเข้าวังโดยบอกว่า…เจียวเจียวเรียนทำขนมแบบใหม่และรสชาติดีมาก ให้เขามาลองชิม !” ฮ่องเต้หยวนชิงรู้สึกปวดหทัย หวังว่าบุตรสาวจะทำไข่ตุ๋นกุ้งออกมาน้อยหน่อย ทรงลูบพระอุทร (หน้าท้อง) ตอนนี้จะดื่มชาผลไม้บำรุงกระเพาะก่อนดีหรือไม่ ?


ไฉนเลยพวกพ่อครัวในห้องเครื่องจะให้องค์หญิงเจียวเจียวลงมือทำเอง ท้ายที่สุดองค์หญิงก็ได้แต่ออกคำสั่ง ส่วนพวกเขาลงมือทำ จึงเป็นธรรมดาที่รสชาติของไข่ตุ๋นกุ้งจะไม่แย่ ฮ่องเต้หยวนชิงและองค์รัชทายาทจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


เมื่อองค์ชายเจ็ดเข้าวังมาแล้วก็เสวยเค้กครีมที่องค์หญิงเจียวเจียวนำกลับมาด้วยหมดภายในชั่วอึดใจ หลังกลับมาจากห้องเครื่องแล้ว องค์หญิงเจียวเจียวก็มองกล่องอาหารอันว่างเปล่าด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยแล้วหันไปมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาตำหนิ


องค์ชายเจ็ดเห็นสภาพใกล้ร้องไห้ของน้องสาวจึงตรัสด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง “คือ…ขนมอร่อยเกินไป ! ข้าไม่ทันระวัง ก็เลย…แต่ก็ไม่ใช่ข้าคนเดียว เพราะฟู่หวงกับรัชทายาทก็เสวยด้วย…เอาน่า เอาเถิด ! ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปที่เมืองฝั่งตะวันออกแล้วซื้อเค้กพุทราแดงที่เจ้าชอบมาให้ ดีหรือไม่ ?”


องค์หญิงเจียวเจียวมุ่ยโอษฐ์ “ตอนนี้เค้กพุทราแดงไม่ใช่ขนมที่หม่อมฉันชอบที่สุดแล้ว ! อีกอย่างคือพรุ่งนี้พระองค์ก็จะหาซื้อเค้กพุทราแดงไม่ได้อีกแล้ว ! เพราะแม่ค้าที่ขายเค้กพุทราแดงเป็นสาวใช้ของพี่เว่ยเว่ย นางพาคนกลับตำหนักหมินอ๋องแล้ว ! อ้อ จริงสิ ! ขนมที่หม่อมฉันเอากลับมาในวันนี้กับเค้กพุทราแดง ต่อไปจะหาซื้อได้ที่ร้านเถียนมี่ฉือกวง แล้วยังมีขนมอื่นๆอีกมากมาย พี่ชายเจ็ด หากพระองค์อยากชดเชยให้หม่อมฉันจริงๆ ก็ซื้อเข้าวังมาเยอะๆหน่อยเพคะ !”


“ร้านเถียนมี่ฉือกวง ? เถียนมี่ฉือกวงอะไร ?” องค์ชายเจ็ดและองค์รัชทายาทหันไปทอดพระเนตรนางอย่างพร้อมเพรียง ดวงเนตรเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น


องค์หญิงเจียวเจียวตอบด้วยความภาคภูมิใจ “พวกพระองค์ไม่ทราบเรื่องนี้หรอกหรือ ? พี่เว่ยเว่ยร่วมลงทุนกับผู้อื่นเปิดร้านขนมขึ้นมา มีนามว่า ‘ร้านเถียนมี่ฉือกวง’ จริงสิ ร้านตั้งอยู่ที่เมืองฝั่งตะวันตก เป็นร้านค้าสินเดิมของเสด็จอาสะใภ้หมินหวางเฟย ตอนนี้เริ่มปรับปรุงแล้ว ก่อนปีใหม่ก็น่าจะเปิดกิจการได้ ! แล้วยังมีเมล็ดสนปากอ้าที่พี่ชายเจ็ดเคยซื้อกลับมาด้วย ประเดี๋ยวก็จะมีร้านค้าเฉพาะเปิดในเมืองหลวงแล้วเพคะ !”


องค์ชายเจ็ดคิดได้ว่าเมล็ดสนปากอ้าถูกขนมาจากภาคเหนือ จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ร้านขายเมล็ดสนปากอ้านี้คงไม่ใช่ร้านที่พี่เว่ยเว่ยของเจ้าเปิดร่วมกับคนอื่นอีกกระมัง ?”


“ใช่เพคะ ! เมล็ดสนปากอ้าเป็นสูตรลับของพี่เว่ยเว่ย นางขายสูตรเพื่อแบ่งเงินปันผล ! นอกจากเมล็ดสนปากอ้าแล้วยังมีเมล็ดทานตะวันหลากหลายรสชาติ เช่น รสนม รสห้าเครื่องเทศ รสสมุนไพรทั้งสิบสามชนิด รสคาราเมล…พี่เว่ยเว่ยยังบอกว่ารอให้ร้านเปิดแล้ว นางจะให้บัตรส่วนลดกับหม่อมฉัน จะเอาไปใช้ที่ร้านขนมและร้านเมล็ดถั่วคั่วพร้อมกันเลยก็ได้ ทั้งยังได้ส่วนลดถึงสองในสิบส่วนเลยเพคะ !” องค์หญิงเจียวเจียวมององค์ชายเจ็ดด้วยความภาคภูมิใจ คล้ายกำลังบอกว่า…เห็นหรือไม่ พี่เว่ยเว่ยดีกับหม่อมฉันใช่ไหม ? เชิญพระองค์อิจฉาต่อไปเถิด !


องค์ชายเจ็ดบ่นพึมพำเบาๆ “แค่สองส่วน! ถ้านางใจกว้างจริงๆ เหตุใดไม่ให้บัตรกินโดยไม่จ่ายเงินกับเจ้าเลยล่ะ ? อีกอย่างคือเวลาข้าจะซื้ออะไรก็ไม่เห็นต้องสนใจส่วนลดอะไรนั่นเลย ?”


“ฮึ ! พระองค์กำลังอิจฉาที่หม่อมฉันมีบัตรส่วนลดแต่พระองค์ไม่มี !” องค์หญิงเจียวเจียวพูดจี้ใจดำ “การที่พี่เว่ยเว่ยร่วมลงทุนเปิดร้านกับคนอื่นเพราะอยากได้เงิน ขายให้คนอื่นโดยไม่จ่ายเงินอย่างที่พระองค์ตรัสก็จะขาดทุนเอาน่ะสิ! พี่ชายเจ็ดอย่าเปิดร้านขายอะไรเลย ไม่อย่างนั้นต้องมีวันที่พระองค์ขาดทุนย่อยยับ!”


องค์ชายเจ็ดตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นน้องสาวแท้ๆของข้าหรือนางกันแน่ ? เหตุใดถึงเอาแต่พูดเข้าข้างนาง ?”


องค์หญิงเจียวเจียวหัวเราะคิกคัก “หม่อมฉันก็อยากมีพี่สาวแท้ๆที่เก่งขนาดนั้นเหมือนกัน ! ทำขนมอร่อยให้กินทุกวัน ยังมีอาหารรสเลิศ อีกทั้งยังปกป้องหม่อมฉันได้ ! น่าเสียดายที่หมินอ๋องไม่มีทางเห็นด้วยกับการที่จะให้พี่เว่ยเว่ยเข้าวังมาเป็นบุตรสาวของฟู่หวง !”


ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มโอษฐ์ “เจ้าไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นบุตรสาวให้หมินอ๋องแทนหรือ ?”


องค์หญิงเจียวเจียวถอนหายใจ “คิดก็เคยคิดอยู่หรอกเพคะ แต่ฟู่หวงมีองค์หญิงน้อยอย่างหม่อมฉันแค่คนเดียว ถ้าหม่อมฉันอยู่ด้วย พระองค์ที่ทรงงานจนหัวหมุน อย่างน้อยก็จะได้มีหม่อมฉันคอยสร้างความสุขให้เพคะ ไม่อย่างนั้นพระองค์ได้เปลี่ยนเป็นคนเงียบขรึมไร้ชีวิตชีวากว่าเดิมแน่ ?”


“ใช่ ใช่ ใช่ ! เจียวเจียวพูดถูกที่สุด !” ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลดังลั่น บุตรสาวพูดถูก นางคือตัวสร้างความสุขน้อยๆของพระองค์ !


องค์หญิงเจียวเจียวมองไปยังฮองเฮาและฮ่องเต้ “ฟู่หวง หมู่โฮ่ว พวกพระองค์จะคลอดองค์หญิงน้อยออกมาอีกได้หรือไม่เพคะ ? เพราะถ้าเป็นแบบนั้นลูกก็จะได้ไปอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋องระยะยาวและคบหากับพี่เว่ยเว่ยได้นานๆแล้ว !”


ตอนที่ 568: ไม่ทันรู้ตัวก็มีพี่สาวเพิ่มขึ้นมาอีกคน


ดวงพักตร์ของฮ่องเต้หยวนชิงแข็งค้างในทันที เสื้อบุนวมฝ้ายตัวน้อยผู้ชอบเอาใจคนนั้นหายไปไหน ? เหตุใดกลายเป็นเสื้อบุนวมฝ้ายที่ขาดเสียได้ ! เฮ้อ…ต้องโทษองค์หญิงเว่ยเว่ย จะมีเวลาว่างคิดอยากทำขนมอะไรนักหนา ? แถมยังลงมือทำอาหารเลิศรสด้วยตัวเอง ดูเถิด ! ครอบงำจิตวิญญาณขององค์หญิงน้อยไปแล้ว !


องค์หญิงเจียวเจียวโยนเรื่องโดนขโมยขนมกินจนหมดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว นางพูดกับฮองเฮาอย่างมีความสุขว่า “หมู่โฮ่ว ผ่านไปอีกไม่กี่วันจะถึงพิธีปักปิ่นของพี่เว่ยเว่ยแล้ว ลูกเสนอตัวรับหน้าที่เป็นผู้ทำพิธี หมู่โฮ่วสอนลูกหวีผมให้ผู้อื่นได้หรือไม่เพคะ ?”


ฮองเฮาถามด้วยความประหลาดใจ “พิธีปักปิ่นของเว่ยเว่ย ? พอลองคำนวณแล้ววันเกิดของนางไม่ได้อยู่เดือนแปดหรอกหรือ ? สมควรอายุมากกว่าเฉวียนเอ๋อร์ (องค์รัชทายาท) หนึ่งเดือน นี่ก็เดือนสิบสองแล้ว…เสวี่ยเอ๋อร์อยากชดเชยพิธีปักปิ่นให้บุตรสาวอย่างนั้นหรือ ?”


องค์รัชทายาทเศร้าสลด ยังไม่ทันรู้ตัวก็มีพี่สาวเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว !


องค์หญิงเจียวเจียวพูดต่อ “พี่เว่ยเว่ยบอกว่าวันเกิดนี้เป็นวันเกิดของนางในตระกูลหลิน บางที…วันเกิดแท้จริงของนางคงผ่านไปแล้ว หมินหวางเฟยจึงไม่อยากให้พี่เว่ยเว่ยเสียใจ จึงยึดตามวันเกิดของสกุลหลินเพื่อจัดพิธีปักปิ่นขึ้นมากระมังเพคะ ?”


ฮองเฮาทอดพระเนตรฮ่องเต้พร้อมคิดในใจ ‘ที่แท้เด็กบ้านสกุลหลินที่ตายตั้งแต่เกิดก็คลอดตอนเดือนสิบสอง ! ถ้าเว่ยเว่ยเป็นบุตรของเสวี่ยเอ๋อร์ที่คลอดตอนเดือนแปดจริงๆ ตอนนั้นนางก็น่าจะมีอายุได้สี่เดือนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนเด็กที่เพิ่งคลอด ? หรือว่า…เพราะคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอของบุตรเสวี่ยเอ๋อร์จึงเหมือนเด็กแรกเกิด ?’


พระนางเห็นองค์หญิงเจียวเจียวออดอ้อนจะเรียนหวีผมให้ได้ จึงตรัสด้วยรอยยิ้ม “ได้ ได้ ได้ ! แม่จะให้นางข้าหลวงที่ชำนาญงานหวีผมที่สุดมาสอนเจ้า แบบนี้พอใจแล้วหรือยัง ? วางใจได้ พอถึงเวลานั้นจะมีสาวใช้คอยช่วย เจ้าแค่ปักปิ่นที่มวยผมของเว่ยเว่ยก็พอ !”


กระนั้นองค์หญิงน้อยก็ยังตั้งใจเรียนมากและหาเวลาออกนอกวังบ่อยครั้งเพื่อใช้ผมของหลินเว่ยเว่ยฝึกฝน รวมทั้งถือโอกาสรับประทานอาหารเที่ยงและขนมด้วย…


ณ ตำหนักหนิงอ๋อง เพิ่งถึงตำหนัก โม่ชิงหลีก็ถือกล่องอาหารตรงไปที่เรือนของบิดามารดาทันที วันนี้หนิงหวางเฟยใจลอยทั้งวัน กลัวว่ารถม้าที่แล่นเข้าสังคมเมืองหลวงครั้งแรกของบุตรสาวจะพลิกคว่ำ !


หนิงอ๋องวางตำราในพระหัตถ์ลงแล้วตบหลังมือของหนิงหวางเฟยเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าพระองค์จะเป็นคนถามเอง ขณะทอดพระเนตรบุตรสาวที่กำลังมีความสุข พระองค์ก็ถามด้วยสุรเสียงอ่อนโยน “หลีเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงเอากล่องอาหารกลับมาตำหนักหนิงอ๋องด้วย ? ด้านในใส่ของดีอะไรไว้หรือ ?”


โม่ชิงหลีหัวเราะคิกคักและพูดราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า “ด้านในมีขนมที่ลูกทำด้วยตัวเอง ฟู่หวางและหมู่เฟยต้องไม่เคยเสวยมาก่อนแน่นอนเพคะ !”


“พี่หญิง พี่หญิง ! ขนมอะไร ? อร่อยหรือไม่ ?” โม่ชิงหยูเจ้าตัวน้อยจอมตะกละปีนขึ้นมาบนเก้าอี้แล้วจ้องกล่องอาหารตาเขม็ง


หนิงหวางเฟยมีดวงเนตรเปล่งประกายพลางยิ้มไม่หุบ เริ่มสบายใจขึ้นมาและถามด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เคยกินมาก่อน ? ที่ร้านหนิงจี้ก็ไม่มีหรือ ?”


โม่ชิงหลีครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ขนมที่ลูกเรียนทำนี้ยังไม่มีเพคะ ! แต่ว่าร้านหนิงจี้ก็มีเค้กครีมสี่เหลี่ยมขายเช่นกัน แต่ไม่อร่อยเท่าฝีมืออาหญิงหลินเท่านั้นเอง !”


ใบหน้าของโม่ชิงหยูดูสดใสขึ้นทันที เขาฉีกยิ้มกว้าง “พี่หญิง พี่หญิง ! ท่านเอาขนมเค้กครีมมาให้หยูเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ? วิเศษไปเลย ! ข้าไม่ได้กินขนมร้านหนิงจี้มาหลายเดือนแล้ว แทบจะลืมรสชาติของพวกมันหมดแล้ว !”


โม่ชิงหลีเปิดกล่องอาหารออกแล้วใช้นิ้วจิ้มครีมบนก้อนเค้กมาป้ายจมูกน้องชายพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “อีกไม่นานก็จะหาซื้อขนมแบบร้านหนิงจี้ในเมืองหลวงได้แล้ว แถมขนมที่ขายยังมีมากกว่าในร้านหนิงจี้ที่ภาคเหนืออีกด้วย !”


โม่ชิงหยูปาดครีมที่จมูกมาเลียกินอย่างตะกละตะกลาม…ว้าว ! รสชาตินี้เลย อร่อย อร่อยมาก !”


หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงของเด็กน้อย “ในเมืองหลวงจะมี ‘ร้านหนิงจี้’ มาเปิดแล้วหรือ ? ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมไปเลย !”


“ทั้งใช่และไม่ใช่ !” หลังจากตัดเครปเย็นไส้หลานเหมยแล้ว โม่ชิงหลีก็แบ่งให้บิดามารดาก่อน แต่แล้วนางก็ต้องหันมาตีมือที่จะจิ้มกินดอกไม้บนหน้าเค้กของน้องชาย “กินเครปเย็นที่ข้าทำก่อน รสชาติอร่อยไม่แพ้เค้กครีมแน่นอน !”


จากนั้นนางก็พูดต่อ “เจ้าของร้านหนิงจี้ร่วมลงทุนกับอาหญิงหลินเปิดร้านขนมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง นามว่า ‘ร้านเถียนมี่ฉือกวง’ ต่อไปนี้ขนมที่อาหญิงหลินทำก็จะวางขายในร้านเถียนมี่ฉือกวงทั้งหมด ! นางยังบอกว่าสามารถหาซื้อชานมและชาผลไม้ชนิดต่างๆได้จากร้านขนมด้วย รสชาติยังเหมาะกับพวกเด็กๆมาก ผู้ใหญ่ก็ต้องชอบดื่มเช่นกัน !”


“จริงสิ! อาหญิงหลินยังให้ชาผลไม้มาสองโถเพคะ ! โถหนึ่งให้หมู่เฟย บอกว่าดื่มแล้วดีต่อเลือดลมและความงามเพคะ อีกโถให้ฟู่หวาง ดื่มแล้วจะทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่ายเพคะ ! นางก็ให้องค์หญิงเจียวเจียวไปสองโถเหมือนกัน…องค์หญิงเจียวเจียวตรัสว่าฮ่องเต้ดื่มชาผลไม้ที่อาหญิงหลินทำให้เป็นประจำ ตอนนี้พระพลานามัยจึงดีสุดๆไปเลยเพคะ !”


โม่ชิงหลีให้สาวใช้ไปต้มน้ำ จากนั้นก็เริ่มชงชาให้หนิงอ๋องและหนิงหวางเฟยคนละถ้วยเพื่อให้ได้ชิมรสชาติ ส่วนชิงหยูน้อยกินขนมแล้วติดคอ จึงดื่มชาในมือหมู่เฟยไปหนึ่งอึก ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย “ว้าว ! หวานและหอม ! อร่อยมากเลย ! หมู่เฟยให้ลูกดื่มอีกหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”


หนิงหวางเฟยกลัวว่าชาผลไม้จะมีสมุนไพรที่ไม่เหมาะกับเด็ก จึงรีบถามโม่ชิงหลี “องค์หญิงเว่ยเว่ยได้บอกหรือไม่ว่าชาผลไม้นี้เจ้าสองพี่น้องดื่มได้หรือเปล่า ?”


โม่ชิงหลีบีบใบหน้าน้อยๆของเจ้าแมวจอมตะกละชิงหยู “อาหญิงหลินไม่ชอบให้คนอื่นเรียกนางว่าองค์หญิง นางบอกว่าไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ สตรีหรือคนชราก็ดื่มชาผลไม้นี้ได้ ไม่มี…ไม่มี…อะไรสักอย่าง ? อ้อ ใช่แล้ว มีแต่คุณไม่มีโทษ ! ความหมายก็คือไม่มีผลเสียเพคะ !”


หนิงอ๋องยกถ้วยชาขึ้นแล้วจิบคำเล็กๆ ชาผลไม้ของพระองค์มีรสชาติอ่อนๆ และกลิ่นหอมจากลูกท้อ เมื่อเทียบกับน้ำผึ้งที่ดื่มเป็นประจำแล้วรสชาติถูกปากกว่ามาก ในเวลานี้ชิงหยูน้อยพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้งแล้วกะพริบตาปริบๆมองบิดา “ฟู่หวาง ลูกขอดื่มชาผลไม้ของพระองค์ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”


หนิงอ๋องลูบศีรษะบุตรชายแล้วยื่นถ้วยชาในพระหัตถ์ให้ เจ้าตัวน้อยชิมแล้วพูดว่า “ชาผลไม้ของฟู่หวางก็อร่อยเหมือนกัน ราวกับได้กินลูกท้อ ! แต่ลูกยังชอบของหมู่เฟยมากกว่า มันทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งอร่อย !”


หนิงหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเด็กนี่ เพราะตอนเด็กแพ้ขนที่เปลือกลูกท้อจนผื่นขึ้นทั้งตัวจึงเกลียดลูกท้อเอาน่ะสิ ชาลูกท้อน้ำผึ้งของพระองค์นั้น เขาต้องอยู่ให้ห่างก็ถูกแล้ว ส่วนของหม่อมฉันมีกลิ่นหอมของดอกไม้จางๆ เหมือนดอกกุหลาบที่มาจากแคว้นชนเผ่าและยังมีรสหวานของผลไม้ มีเอกลักษณ์มาก หม่อมฉันก็แยกไม่ออกว่าเป็นผลไม้ชนิดใด !”


โม่ชิงหลีพูดด้วยรอยยิ้ม “อาหญิงหลินบอกว่าเป็นรสเฉ่าเหมยเพคะ ! หมินหวางเฟยชอบเสวยเฉ่าเหมย ในตำหนักจึงปลูกเฉ่าเหมยไว้ในเรือนกระจก อาหญิงหลินจะไปเก็บทุกวัน วันนี้ลูกก็ไปเก็บเฉ่าเหมยเป็นเพื่อนอาหญิงหลินด้วยเพคะ เฉ่าเหมยที่เพิ่งเก็บมาสดๆ มีรสหวานมากเลย อาหญิงหลินบอกว่าหมินหวางเฟยร่างกายอ่อนแอ เสวยเฉ่าเหมยสดโดยตรงไม่ได้ เพราะพระนางจะรู้สึกไม่สบายท้อง จึงนำมาทำเป็นขนมและชาผลไม้รสเลิศแล้วนำไปให้หมินหวางเฟยเสวยเพคะ”


“ที่แท้ก็เป็นเฉ่าเหมย ! นั่นคือผลไม้ที่ล้ำค่ามากเลย ! ชารสเฉ่าเหมยนี้คงเป็นของที่หลินกู่เหนียงทำให้หมินหวางเฟย ส่วนของพระองค์น่าจะเป็นรสชาติที่ฮ่องเต้ดื่มเพคะ !” หนิงหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม


ตอนที่ 569: ระดับของเพดาน


หนิงอ๋องหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อีกฝ่ายมีดวงพักตร์ซูบผอม สีพระพักตร์ไร้เลือดฝาด เวลาประทับบนบัลลังก์มังกรยังเอาพระหัตถ์กุมพระอุทร (ท้อง) ไว้เป็นระยะ ช่วงนี้แม้ว่าหนิงอ๋องจะไม่ได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าทรงประชวรตรงไหน หรือจะเป็นอย่างที่องค์หญิงเจียวเจียวตรัสว่าเพราะชาผลไม้นี้ ?


โม่ชิงหลีพูดด้วยรอยยิ้ม “องค์หญิงเจียวเจียวยังตรัสว่าอาหญิงหลินเป็นดาวนำโชคตัวน้อย หลังจากนางมาถึงเมืองหลวงแล้วก็ได้ช่วยฝ่าบาทไว้ถึงสองครั้งติดต่อกัน แถมพระพลานามัยของฝ่าบาทและหมินหวางเฟยก็ดีขึ้นด้วย…ลูกคิดว่าองค์หญิงเจียวเจียวตรัสได้มีเหตุผล ฟู่หวางเพคะ พวกเราขึ้นเรือลำเดียวกับอาหญิงหลินมายังเมืองหลวง ระหว่างทางอาการประชวรของฟู่หวางก็ไม่กำเริบเลยสักครั้ง พอมาถึงเมืองหลวงแล้วก็ป่วยน้อยมาก ลูกคิดว่าเป็นเพราะเราได้โชคดีจากอาหญิงหลินเพคะ !”


หนิงหวางเฟยครุ่นคิด “เหมือนจะจริง…ท่านอ๋องลองดื่มชาผลไม้สักสองสามวัน หากร่างกายดีขึ้นก็หมายความว่าหลินกู่เหนียงคือผู้มีพระคุณของตำหนักหนิงอ๋องเพคะ !”


โม่ชิงหลีพูดอย่างมีความสุข “อาหญิงหลินยังชวนลูกไปร่วมพิธีปักปิ่นของนางด้วยเพคะ ! หน้าที่ผู้ทำพิธี ลูกไม่อาจแย่งมาจากองค์หญิงเจียวเจียวได้ จึงอาสาเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมพิธี อาหญิงหลินก็อนุญาตแล้วเพคะ !”


“หืม ? พิธีปักปิ่นของหลินกู่เหนียงจะจัดขึ้นเมื่อใด ?” หนิงหวางเฟยคิดว่าในคลังสมบัติมีอะไรดีๆอยู่บ้าง จะได้นำไปแสดงความยินดีในพิธีปักปิ่นของ.องค์หญิงเว่ยเว่ย เพราะอย่างน้อยก็ต้องให้ของที่ดีกว่าคนอื่นหน่อย…


“วันที่ยี่สิบหก เดือนสิบสองเพคะ ใกล้จะถึงสิ้นปีเลย !” โม่ชิงหลีกลับคิดว่าอาหญิงหลินตัวสูงขนาดนั้นแต่เพิ่งเข้าพิธีปักปิ่น นางมองช่วงขาสั้นๆของตน…ถ้านางเหมือนอาหญิงหลินที่ตัวสูงก็คงจะดี !


หลังได้ยินเสียงบ่นของบุตรสาวแล้ว หนิงหวางเฟยก็อดไม่ได้ที่จะแย้มโอษฐ์ “หมินอ๋องตัวสูง ในบรรดาสตรีแล้ว หมินหวางเฟยก็ไม่ถือว่าตัวเตี้ย ดังนั้นซื่อจื่อและองค์หญิงเว่ยเว่ยตำหนักหมินอ๋องจึงดูโดดเด่นกว่าบรรดาคนเพศเดียวกัน ฟู่หวางของพวกเจ้าก็ไม่ถือว่าเตี้ย แต่แม่กลับเป็นตัวถ่วงของพวกเจ้าแล้ว !”


หนิงหวางเฟยเป็นสตรีแดนใต้อย่างแท้จริง ตัวเล็กแสนน่ารักและยังดูอ่อนโยนนุ่มนิ่ม…


หลังจากโม่ชิงหลีได้ยินแบบนั้นก็รีบพูดว่า “เหมือนหมู่เฟยก็ดีออกเพคะ ! เห็นแล้วรู้สึกเอ็นดู น่ารัก น่าทะนุถนอม ใช่หรือไม่เพคะฟู่หวาง ?”


หนิงอ๋องดื่มชาผลไม้อึกสุดท้ายจนหมด หลังได้ยินบุตรสาวพูดแบบนั้นก็รีบพยักดวงพักตร์อย่างไม่ลังเล ทำให้พระพักตร์ที่ขาวผ่องของหนิงหวางเฟยแดงเรื่อทันที นางหันไปถลึงดวงเนตรใส่พระสวามีแล้วหันมาดุบุตรสาว “เจ้าไปได้ยินคำพูดเหล่านี้มาจากผู้ใด ? ถ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก แม่จะตีมือเจ้า !”


โม่ชิงหลีรีบเข้าไปหลบหลังบิดา ก่อนจะโผล่ศีรษะน้อยๆออกมา “สามคำนี้มีปัญหาอะไรเล่าเพคะ ? มันไม่ได้อธิบายความงามของสตรีหรอกหรือ…หมู่เฟยโปรดพระทัยเย็นก่อน วางไม้ลง ลูกสำนึกผิดแล้วเพคะ !” ผู้รู้สถานการณ์คือผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ โม่ชิงหลี เจ้าเปลี่ยนโทนเสียงได้เร็วเสียจริง !


วันนี้หมินหวางเฟยให้คนไปที่เรือนหลินเว่ยเว่ยล่วงหน้าเพื่อบอกให้นางอย่าออกไปไหน เพราะวันนี้มีกำหนดการวัดตัวเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่


หลินเว่ยเว่ยวิ่งมาที่สวนจื่อถงตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมาขอกินอาหารมื้อเช้าที่เรือนของบิดามารดา นางกินเกี๊ยวกุ้งไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วหัวแม่มือให้เหมยหยิง “เกี๊ยวกุ้งนี้ทำได้ไม่เลว ถือเป็นเพดานของโลกแห่งเกี๊ยวนึ่ง !”


“เพดาน ? จวิ้นจู่ เพดานคืออะไรเจ้าคะ ?” หยี่ซวงถามด้วยความงุนงง


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่ฝ้าเพดานเหนือศีรษะ “มันก็คือการปิดหลังคาด้วยแผ่นไม้ต่อกันให้เรียบ ระดับของเพดานก็เท่ากับว่าได้มาตรฐานสูงสุด !”


หลังได้ยินแบบนั้น หมินหวางเฟยก็อดไม่ได้ที่จะคีบมาชิม พระนางก็พยักดวงพักตร์เห็นด้วย “รสชาติไม่เลวจริงๆ ฝีมือของเหมยหยิงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆแล้ว !”


เหมยหยิงรีบพูด “หม่อมฉันได้แรงบันดาลใจมาจากเกี๊ยวน้ำของจวิ้นจู่เพ.คะ เกี๊ยวกุ้งนี้นอกจากใส่เห็ดแล้วยังใส่ซุปก้อนแช่แข็งที่แสนเข้มข้นเอาไว้ ตัวกุ้งให้หนึ่งตัวเต็มๆ เพื่อเพิ่มรสสัมผัสในเกี๊ยวและทำให้เกี๊ยวกุ้งมีรสชาติมากขึ้นกว่าเดิมเพคะ !”


“เหมยหยิง เก่งมาก ! เรียนรู้แล้วประยุกต์ใช้ ถือว่าฉลาดมาก !” หลังชมจบแล้วหลินเว่ยเว่ยยังกินฟองเต้าหู้นึ่งไปอีกหนึ่งชิ้น “อื้ม ! อันนี้ก็อร่อย ด้านในมีเนื้อหมู หน่อไม้และเห็ด ปรุงรสออกมาได้กำลังดี หมู่เฟยก็ลองชิมสิเพคะ !”


ต่อจากนั้นเมื่อนางวิพากษ์วิจารณ์อาหารเสร็จแล้ว หมินหวางเฟยก็ไม่ทันรู้ตัวว่าได้เสวยอาหารเช้ามากกว่าปกติ ทำให้นางกำนัลและแม่นมที่รับใช้อยู่ด้านข้างยิ้มออกทันที…ตั้งแต่จวิ้นจู่กลับมาอยู่ตำหนัก อาการประชวรของพระชายาก็ไม่กำเริบอีกและจวิ้นจู่ยังชอบเกลี้ยกล่อมให้พระชายาเสวยโน้นนี่ให้มากกว่าเดิม


นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน ร่างกายของพระชายาก็เปลี่ยนไปมากแล้ว ตอนนี้พระนางสามารถเดินรอบห้องได้2-3รอบทุกวัน สภาพจิตใจก็ดีขึ้นตลอด ท่าทางไม่ต่างจากคนปกติเลยสักนิด !


จวิ้นจู่นิสัยดีมาก ทั้งร่าเริงสดใส ชอบทำให้พระชายามีความสุขเสมอ หมอหลวงบอกว่าอาการประชวรทางใจของพระชายาหายแล้ว ร่างกายก็ดีขึ้นทุกวัน !


นึกถึงก่อนหน้านี้ที่ร่างกายของพระชายาผ่ายผอมลงทุกวันและอาการประชวรที่กำเริบมักกินระยะเวลานานขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกนางกลัวมาก กลัวว่าพระชายาจะอยู่ไม่ถึงวันที่ตามหาบุตรเจอ โชคดีที่สวรรค์เมตตาให้จวิ้นจู่กลับมาอยู่ข้างกายพระชายา เหมือนการเติมพลังชีวิตและทำให้ดวงพักตร์ของพระชายากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง…


หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จได้ไม่นาน หลงจู๊ร้านตัดผ้าหนีฉางและร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่าก็นำม้วนผ้าและเครื่องประดับชนิดดีที่สุดของร้านเข้ามา ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กลายเป็นหุ่นกระบอก ถูกคนอื่นทำโน้นทำนี่ตามใจชอบ หรือจะพูดให้ตรงก็คือกลายเป็นตุ๊กตาบาร์บี้เพื่อสนองความปรารถนาในการแต่งตัวบุตรสาวของหมินหวางเฟย


“หมู่เฟย พระองค์เลือกผ้าไปห้าแบบ เครื่องประดับอีกสามชุด ยังไม่พออีกหรือเพคะ ?” ตอนนี้บนศีรษะของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยเครื่องประดับและยังมีแบบที่ไม่เหมือนกันด้วย บนคอก็เต็มไปด้วยสร้อยชนิดต่างๆ หยกงามที่ประดับอยู่ด้านบนแวววาวจนตาแทบจะบอด ! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อมือทั้งสองข้างเลย แต่ละข้างเต็มไปด้วยกำไล3-5วง ทอง หยก มรกต หยกฝังทอง…หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กำลังใส่กำไลข้อมืออยู่ แต่ใส่กุญแจมือเสียมากกว่า !


พับผ้าตรงเบื้องหน้า เรียกได้ว่ามีทั้งสีสันและความเปล่งประกาย ผ้าไหม ผ้าไหมย่น ผ้าปักดิ้นทองดิ้นเงิน ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพร…ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยไม่มีอะไรต่างกัน ! พอเอามาวางทาบบนตัวนางแล้วก็เทียบได้กับต้นคริสต์มาส !


“ยังไม่พอ แค่พิธีปักปิ่นก็ต้องเปลี่ยนตั้งหลายชุดแล้ว ! ยังมีเครื่องประดับเหล่านี้…ประเดี๋ยวก็จะปีใหม่ เราต้องเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงฉลองส่งท้ายปี เดิมทีเจ้าก็มีเครื่องประดับอยู่ไม่กี่ชิ้น ใส่ซ้ำกันอยู่อย่างนั้น คนอื่นจะเข้าใจผิดว่าตำหนักหมินอ๋องของพวกเรายากจน ไม่มีเงินซื้อเครื่องประดับให้บุตรสาว !”


หมินหวางเฟยถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อทอดพระเนตรบุตรสาวจากชนบทคนนี้อย่างละเอียด…หน้าตาของเด็กคนนี้ไม่โดดเด่นสักเท่าไร แต่ถ้ามองรวมๆแล้วดูเป็นมิตรมากกว่าปกติ โดยเฉพาะดวงตาเสี้ยวพระจันทร์คู่นั้น ดูอารมณ์ดีมาก แล้วก็ร่างกายที่สูงโปร่ง เกิดมาเหมือนไม้แขวนเสื้อชัดๆ ไม่ว่าจะใส่อะไรก็สวยไปหมด !


ทว่าด้วยนิสัยของเด็กน้อย ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันจะโดดเด่นกว่า ! ดังนั้นหมินหวางเฟยจึงเลือกสีแดง ชมพู ม่วง…และยังเลือกผ้าอีกหลายพับ จากนั้นก็สั่งให้ร้านตัดผ้าหนีฉางตัดเสื้อผ้าแบบใหม่ล่าสุดและเป็นที่นิสัยมากที่สุด แต่ทำให้ซับซ้อนกว่าปกติหน่อย !


หลงจู๊ร้านตัดผ้าหนีฉางมีความสุขจนตากลายเป็นขีดเดียว แม้จะบอกว่าร้านพวกตนไม่เคยขาดการสนับสนุนจากชนชั้นสูง แต่ตำหนักหมินอ๋องที่มีฐานะเหนือกว่านั้นเลือกเชิญพวกตนมาที่ตำหนักเป็นครั้งแรก ! คิดไปแล้วก็สมเหตุผล เพราะเมื่อก่อนฮูหยินผู้เฒ่าของตำหนักหมินอ๋องมีใจใฝ่ธรรมะ ไม่สนเรื่องทางโลก หมินหวางเฟยก็ยังประชวร วันทั้งวันได้แต่พักผ่อนอยู่บนแท่นบรรทม แม้จะตัดชุดใหม่ก็ไม่มีโอกาสได้ใส่…


ตอนที่ 570: ไม่ต้องจ่ายเงินแล้วยังได้ของดี


ตอนนี้แตกต่างออกไปแล้ว ! บุตรสาวตำหนักหมินอ๋องถูกตามตัวกลับมาและยังช่วยฮ่องเต้ไว้ถึงสองครั้ง ถูกแต่งตั้งให้กลายเป็นองค์หญิงเว่ยเว่ยและยังจัดพิธีปักปิ่นขึ้นอีก ดังนั้นจะไม่ตัดเสื้อผ้าเพิ่มได้อย่างไร !


หันไปมองหมินหวางเฟยอีกคน พระนางช่วยบุตรสาวเลือกผ้าด้วยความตื่นเต้น แม้ตัวคนจะดูผอมไปบ้าง แต่สีพระพักตร์และสภาพจิตใจดูไม่เลว ครั้งนี้พวกนางจะตัดฉลองพระองค์ที่ประณีตให้องค์หญิงเว่ยเว่ย ดังนั้นต้องจับลูกค้ารายใหญ่อย่างตำหนักหมินอ๋องให้ได้ !


หลินเว่ยเว่ยยึดมั่นในคติที่ว่าความสุขของการอยู่คนเดียวไม่ดีเท่าความสุขของคนหมู่มาก นางพูดกับหมินหวางเฟยว่า “หมู่เฟย ผ้าสี่ห้าพับนี้ไม่เลวแล้วเพคะ พระองค์อย่าเอาแต่เลือกให้ลูก ! พระองค์ก็เลือกสักสองสามพับแล้วยังมีของท่านย่า ฟู่หวางและท่านพี่ ควรตัดเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเขาสักสองสามชุดด้วย ในโลกของสามัญชนถึงแม้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใด เมื่อถึงสิ้นปีแล้วก็ต้องตัดเสื้อผ้าใหม่สักชุดเพื่อบอกว่าโชคดีกำลังมาเยือนเพคะ !”


หลงจู๊ร้านตัดผ้าหนีฉางรีบให้คนหยิบผ้าออกมาอีกหลายพับ หลินเว่ยเว่ยหยิบผ้าที่ดูสดใสมาเทียบบนตัวหมินหวางเฟยด้วยรอยยิ้ม “หมู่เฟย สีแดงเขียวนี้ไม่เลวเพคะ ยังมีลายดอกกุหลาบนี้อีก…พระองค์มีผิวขาวผ่อง ไม่ว่าใส่อะไรก็ดูดีทั้งนั้น !”


หมินหวางเฟยมองผ้าในมืออีกฝ่ายแล้วตรัสด้วยรอยยิ้ม “ของที่เจ้าเลือกดูสดใสเกินไป อายุขนาดนี้แล้วใส่ออกไปก็ได้โดนคนหัวเราะเยาะเอาแน่ ?”


“หมู่เฟยยังอ่อนเยาว์เพคะ ! หากพระองค์ยืนอยู่ข้างท่านพี่ จะต้องมีคนเข้าใจผิดว่าพวกพระองค์เป็นพี่น้องกันแน่เพคะ !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าหมินหวางเฟยเหมาะกับเสื้อผ้าสีสันสดใสเหมือนตอนยังเป็นสตรีแรกรุ่น อาภรณ์เด่นสะดุดตา อาจหาญทรงพลัง นิสัยเหมือนผู้ที่มีไฟอยู่ในตัวเสมอ


หมินอ๋องซื่อจื่อที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง “…”


เขาลูบใบหน้าตัวเอง เขาก็แค่ดำและผิวดูหยาบกร้านเล็กน้อยเพราะตากแดดตากลมที่ชายแดนไม่ใช่หรือ ? เขาแก่ขึ้นขนาดนั้นเลยหรือไร ?


หมินหวางเฟยถูกฝีปากหวานๆของนางทำให้มีความสุข จึงตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “ปากของเจ้านี่นะ ! คงไม่ได้ทาน้ำผึ้งไว้หรอกกระมัง ? เหตุใดถึงพูดเก่งขนาดนี้ ! ตกลง ผ้าสองพับที่เว่ยเอ๋อร์เลือกไว้ก็ใช้เลยแล้วกัน ! เฉิงเอ๋อร์มาพอดี เจ้าเองก็มาเลือกสักสองชุดสิ !”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “สีเขียวไผ่กับสีฟ้าอ่อนค่อนข้างเหมาะกับท่านพี่เจ้าค่ะ”


หมินอ๋องซื่อจื่อที่กำลังเลือกสีดำอยู่ก็พูดด้วยน้ำเสียงลังเล “สองสีนี้จะไม่ดูเด่นไปหน่อยหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยมองเสื้อผ้าสีดำไร้สีสันของเขาด้วยความรังเกียจ “ท่านพี่ หมู่เฟยของเรายังอ่อนเยาว์ หากท่านยังไม่ทำตัวดีๆ แล้วต่อไปเวลาออกจากบ้านจะมีคนเข้าใจผิดว่าท่านอายุมากกว่าหมู่เฟยอีกนะเจ้าคะ !”


หมินหวางเฟยบีบแก้มน้อยๆของนางพร้อมแย้มโอษฐ์ “เจ้าเลือกผ้าให้พี่ชาย เหตุใดยังเอาแม่ไปเกี่ยวด้วยอีก ? แต่แม่ก็เห็นด้วยกับผ้าสองพับที่เจ้าเลือก คนหนุ่มสาวควรแต่งตัวเหมือนกัน คู่หมั้นของเว่ยเอ๋อร์เหมาะกับเสื้อผ้ามีสีอ่อน…เว่ยเอ๋อร์ ถ้าอย่างไรเลือกตัดชุดให้บัณฑิตน้อยของเจ้าสักสองชุดดีหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ลูกรู้ความชอบของบัณฑิตน้อยดีเพคะ เขาชอบสีขาว สีขาวนวลจันทร์แล้วก็สีฟ้าอ่อนๆ ประเดี๋ยวลูกจะเอาสัดส่วนของบัณฑิตน้อยให้พวกนาง จำไว้ว่าต้องตัดออกมาให้ดูสง่างามและเหมือนเซียน !”


แม้หลงจู๊ร้านตัดผ้าหนีฉางจะไม่เคยเห็นคู่หมั้นขององค์หญิงเว่ยเว่ยมาก่อน แต่ก็พอเข้าใจความหมายของเซียนในรูปแบบของอีกฝ่ายได้ นางจึงรีบตบอกรับประกันว่าจะทำให้พอใจแน่นอน


ต่อจากนั้นหมินหวางเฟยและหลินเว่ยเว่ยก็ยังช่วยเลือกผ้าให้ฮูหยินผู้เฒ่าสองสามชุด แน่นอนว่าไม่ลืมหมินอ๋องด้วย…


ตอนที่หลงจู๊ร้านตัดผ้าหนีฉางออกไป นางก็รู้สึกเหมือนกำลังกระพือปีกได้เล็กน้อย…นางทำการค้ากับตำหนักหมินอ๋องสำเร็จแล้ว ! แถมเจ้านายทุกคนในตำหนักหมินอ๋องยังตัดเสื้อผ้าจากร้านของพวกนาง ! ต่อไปป้ายร้านตัดผ้าหนีฉางในเมืองหลวงก็จะถูกยกระดับขึ้นอีก ! การค้าครั้งนี้นางต้องดูแลให้ดี ต้องให้ช่างตัดเย็บฝีมือดีที่สุดในร้านเป็นคนดูแล


หลงจู๊ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่ามองตามแผ่นหลังที่จากไปของกลุ่มคนร้านตัดผ้าหนีฉางด้วยความอิจฉา แต่แล้วทันใดนั้นนางก็ทำให้ตัวเองตื่นตัวขึ้นมา…เพราะครั้งนี้นางนำเครื่องประดับที่ล้ำค่าและทันสมัยที่สุดของร้านมาด้วย รับรองว่าจะต้องไม่กลับไปมือเปล่าแน่นอน


หมินหวางเฟยเริ่มเลือกเครื่องประดับให้หลินเว่ยเว่ยสองสามชุด ส่วนปิ่นที่ใช้ประกอบพิธี พระนางเลือกแล้วเลือกอีกแต่ก็ไม่พอพระทัยสักที ปิ่นที่ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่านำมาด้วย ทั้งงดงามและล้ำค่ามากแล้ว แต่พระนางกลับรู้สึกว่าบุตรสาวล้ำค่ายิ่งกว่า !


หลงจู๊ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่าเข้าใจความรู้สึกของพระชายา บุตรสาวแห่งตำหนักหมินอ๋องต้องพลัดพรากไปเผชิญความลำบากนานถึง15ปี พอกลับมาย่อมเป็นธรรมดาที่คนในบ้านจะอยากให้ของดีที่สุดกับนาง


หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลงจู๊ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่าก็เปิดปากพูดว่า “ได้ยินมาว่าช่วงหลายวันก่อนปิ่นเว่ยหลิงได้ปรากฎในใต้หล้า แต่ก็ถูกคนซื้อไปอย่างรวดเร็วเพคะ…”


“หืม ? ใช่ปิ่นเว่ยหลิงที่สตรีมากความสามารถจากราชวงศ์ก่อนครอบครองจริงหรือ ?” หมินหวางเฟยได้ยินแบบนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ต้องทราบก่อนว่าปิ่นเว่ยหลิงนี้เป็นของลู่เสวี่ยเว่ยสตรีมากความสามารถที่คู่ควรกับมันที่สุด


ลู่เสวี่ยเว่ยผู้นี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์ แต่ยังเป็น ‘พระโพธิสัตว์เดินดิน’ ที่ผู้คนเทิดทูนมากที่สุด พูดได้ว่านางสามารถใช้หนึ่งสมองสองมือของตนช่วยเมืองทั้งเมืองไว้ แต่สิ่งที่ทำให้สตรีทั่วหล้าอิจฉาก็คือลู่เสวี่ยเว่ยผู้นี้มีสามีที่รักนางสุดหัวใจ ทั้งสองรักกันอย่างลึกซึ้ง อยู่เป็นคู่ยวนยางจนแก่เฒ่า…


ปิ่นเว่ยหลิงก็คือของที่สามีของลู่เสวี่ยเว่ยรวบรวมวัสดุล้ำค่าที่สุดในใต้หล้ามาทำเป็นปิ่นให้นาง ใช้เวลาทำนานแรมปี เหตุผลที่ปิ่นเว่ยหลิงโด่งดังเช่นนี้ไม่ใช่เพราะวัสดุที่ใช้ทำและหัวใจของผู้สร้างเท่านั้น แต่เป็นเพราะผู้ที่ครอบครองปิ่นนี้จะมีชีวิตราบรื่น เปี่ยมความผาสุขชั่วชีวิต ลือกันว่าปิ่นเว่ยหลิงได้รับพรจากทวยเทพ ผู้ใดมีไว้ก็เท่ากับได้ครอบครองพรจากสวรรค์…


หลงจู๊ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่าเห็นหมินหวางเฟยสนพระทัยตามคาด จึงรีบพูดว่า “ใช่เพคะ ! หม่อมฉันไม่ได้แค่ไปดูมาแล้ว แต่ผู้ประเมินราคาที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยก็ยังไปยืนยันมาแล้วเพคะ เป็น ‘ปิ่นเว่ยหลิง’ ไม่ผิดแน่นอน !”


“ถ้าเป็นปิ่นเว่ยหลิง เหตุใดเจ้าไม่เอาออกมาขาย ?” หมินหวางเฟยถามสิ่งที่ข้องพระทัยออกมา


หลงจู๊ร้านเครื่องประดับเจิ้นเป่าก็สงสัยเช่นกัน “เจ้าของปิ่นนั้น ถึงแม้ฐานะทางบ้านจะตกต่ำ แต่ไม่ว่าเราเสนอราคาสูงขนาดไหน นางก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ตอนนั้นนางไม่ได้ตั้งใจจะนำออกมาขายเพคะ ! แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนกลับมีข่าวลือว่ามีคนซื้อปิ่นเว่ยหลิงไปแล้ว ! ไม่รู้ว่านางเป็นคนปล่อยข่าวลวงนี้ออกมาหรือไม่ หรือจะเป็นจริงก็ยังไม่ทราบได้เพคะ…”


หลินเว่ยเว่ยไม่สนใจปิ่นเว่ยหลิงอะไรนั่น เพราะในสายตานางก็แค่ปิ่นอันเดียวเท่านั้น แม้จะใช้วัสดุล้ำค่าขนาดไหนก็แค่ของนอกกาย ทวยเทพประทานพรอะไรกัน…ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวยังลือกันว่านางได้พรจากเทพแห่งขุนเขาด้วยซ้ำ ! ทั้งที่ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ คนอื่นไม่รู้ แต่นางจะไม่รู้ด้วยหรือ ?


หมินหวางเฟยพยักดวงพักตร์อย่างครุ่นคิด หลังเลือกปิ่นล้ำค่าที่สุดมาสองอันแล้ว พระนางก็ไม่สนคำทักท้วงจากหลินเว่ยเว่ย แต่ซื้อเครื่องประดับให้บุตรสาวเพิ่มอีกเป็นกอง เครื่องประดับเหล่านี้แม้จะใส่ไปครึ่งเดือน หลินเว่ยเว่ยก็ยังใส่ได้ไม่ซ้ำแบบ ! มีหมู่เฟยที่ใจกว้างเช่นนี้ ทำให้นางทั้งรู้สึกปวดใจและมีความสุข


หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วอวดกำไลข้อมือวงใหม่ให้เจียงโม่หานที่อยู่หน้าโต๊ะหนังสือได้ชม “บัณฑิตน้อย หมินหวางเฟยต้องเห็นข้าเป็นตุ๊กตาเพื่อทำให้ความปรารถนาในวัยเยาว์ของนางถูกเติมเต็มแน่นอน!”


เจียงโม่หานยังตวัดพู่กันลงกระดาษอีกสองสามครั้งแล้วจึงวางพู่กันลง จากนั้นก็นำมือที่เปื้อนสีไปป้ายที่จมูกของนาง “กำไลข้อมือนี้แค่มองก็รู้แล้วว่าคุณภาพสมราคา เจ้าได้ของโดยไม่ต้องจ่ายเงินอีกทั้งยังได้ของดี รู้บ้างหรือไม่ !”



จบตอน

Comments