weiwei ep571-580

ตอนที่ 571: ใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อบุรุษ


ขณะพูด เจียงโม่หานก็หยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรออกมาแล้วนำไปวางตรงเบื้องหน้าของนางพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะได้รับคำอวยพรจากองค์หญิงเว่ยเว่ย ร้านโม่เซียงจึงตอบรับต้นฉบับของข้าแล้ว อีกไม่นาน ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ เล่มนี้ก็จะถูกตีพิมพ์ออกมาให้โลกได้เห็น!”


“ว้าว ! บัณฑิตน้อยเก่งมาก จะเป็นนักเขียนมืออาชีพกับเขาแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยหยิบหนังสือสัญญามาพลิกไปมา แต่ในใจยังกังวลว่าตำราเล่มนี้จะไม่ได้รับความนิยมสำหรับพวกบัณฑิต ถ้าอย่างไรนางแอบซื้อมาสัก200-300เล่มดีหรือไม่ เพราะถ้ายอดขายออกมาไม่ดี บัณฑิตน้อยอาจไม่พอใจ…ฮ่าฮ่า นี่นางจัดว่ากำลังใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อบุรุษอยู่หรือเปล่า ?


เหมือนว่าเจียงโม่หานจะเข้าใจความคิดของนาง จึงเข้าไปกระซิบข้างหูนางว่า “ไม่ต้องกังวล ! ข้าได้ยินมาว่า ฮ่องเต้มีพระประสงค์จะให้เพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ลงในข้อสอบฮุ่ยซื่อจำนวน3ข้อ !”


ฮ่องเต้เป็นนักปฏิบัติ ศาสตร์ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองหลายอย่าง หากนำมาใช้ให้ถูกวิธีจะมีอานุภาพมหาศาล ไม่เห็นวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่หรอกหรือ แค่นั้นก็ได้รับบัตรผ่านจากฮ่องเต้ให้เริ่มใช้ในกรมคลังแล้ว หากบัณฑิตทั่วหล้าเรียนศาสตร์ตัวเลขกันได้หมดก็เหมือนประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงานในอนาคตไปกว่าครึ่ง


คณิตศาสตร์ผสมวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาเท่านั้น! เวลานี้ของชาติก่อนก็มีการปล่อยข่าวเรื่องโจทย์คณิตศาสตร์ในการสอบฮุ่ยซื่อ ในเวลานั้นไม่เว้นแม้แต่ภาคเหนือ หลังจากบัณฑิตจำนวนมากได้ทราบข่าวแล้วก็เป็นเหมือนผึ้งที่เห็นเกสรดอกไม้ เที่ยวตามหาตำราทำแบบทดสอบที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง หรือแม้แต่บันทึกท่องเที่ยวที่มีการพูดถึงศาสตร์ตัวเลขไม่กี่ประโยคก็ยังมีคนแย่งซื้อกันอย่างบ้าคลั่ง!


ทว่าตำราด้านตัวเลขก็มีอยู่น้อยจริงๆ สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านตัวเลขแล้ว ‘ตำราศิลปะคณิตศาสตร์เก้าบท’ จึงเปรียบดั่งตำราแห่งสวรรค์ ดังนั้นเจียงโม่หานจึงได้เขียนคำอธิบายตำราเล่มนี้ออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ เท่ากับว่านอกจากหาเงินก้อนเล็กๆได้แล้ว ในเวลาเดียวกันก็ยังสร้างประโยชน์ให้แก่บัณฑิตทั่วหล้า!


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วมองเขา “นี่ถือว่าเป็นข่าววงในหรือเปล่า ? ตำหนักหมินอ๋องยังไม่ทราบกันเลยด้วยซ้ำ แล้วเจ้าไปรู้มาจากที่ใด ?”


เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาเรียบนิ่ง “ความลับ…”


หลินเว่ยเว่ยจ้องใบหน้าของเขาอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “ข้าคิดว่า…น่าจะรู้ความลับของเจ้า…”


เจียงโม่หานบีบจมูกน้อยๆของนางพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่างนั้นหรือ ? หรือว่าตัวเจ้าเองก็มีความลับ ?”


“เอาเถิด…ข้าเองก็มีความลับ ! เราสองคนถือว่าเสมอกัน ? ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องมองหาความลับจากอีกฝ่ายทั้งสิ้น ตกลงหรือเปล่า ? นอกเสียจากว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเต็มใจจะบอกเอง !” หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ถ้าพวกนางอยู่กันไปจนแก่เฒ่า ตอนที่เขาสูงวัยจนเดินไม่ไหวแล้ว นางค่อยเล่าเรื่องประหลาดและน่าอัศจรรย์ให้เขาฟังก็ยังไม่สาย รับรองว่าเขาจะต้องตกใจจนสะดุ้งโหยงแน่นอน !


เจียงโม่หานมีความสุขต่อท่าทางและน้ำเสียงขี้เล่นของนาง “ทำไมหรือ ? เจ้าไม่อยากรู้ความลับของข้าแม้แต่น้อย ? หรือว่า…เจ้าหมดความสนใจในตัวข้าแล้ว แม้แต่ความรู้สึกอยากค้นหาความลับบนตัวข้าก็ยังไม่มี ?”


“บัณฑิตน้อย นี่เจ้ากำลังทำตัวเอาเปรียบชาวบ้านและอวดดีอยู่หรือเปล่า ?” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ยื่นมือออกมาแล้วบีบแก้มเขาเบาๆ…ฮ่าฮ่า แม้จะหล่อมากเพียงใด แต่ก็ทนการทรมานเช่นนี้ไม่ได้ ดูเถิด หน้าเปลี่ยนสีแล้ว !


หลังจากเสียงหัวเราะดังขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็เสนอความคิดเห็น “ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะออกตำราแบบทดสอบอีกสักเล่ม เมื่อเรียน ‘ตำราศิลปะคณิตศาสตร์เก้าบท’ จนทะลุปรุโปร่งแล้ว ก็ต้องฝึกทำแบบทดสอบให้มากด้วยไม่ใช่หรือ ? ทำโจทย์เยอะๆจึงจะมีประโยชน์ต่อการเรียน ฝึกฝนทักษะจนชำนาญ !”


ดวงตาของเจียงโม่หานเปล่งประกาย เขามองนางด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันก็เคาะศีรษะนางเบาๆแล้วพูดชม “เหตุใดสมองน้อยๆของเจ้าถึงโตขึ้นได้ ? ไม่เพียงชอบคิดอะไรแผลงๆ แต่ยังมีความคิดยอดเยี่ยมติดๆกันด้วย ! ได้ ข้าจะทำชุดแบบทดสอบเพิ่มอีกสักชุด เร่งเวลาให้ได้ตีพิมพ์พร้อมกับตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’!”


ชาติก่อน เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ออกข้อสอบมาก่อน เรื่องออกข้อสอบโดยเฉพาะศาสตร์ตัวเลข ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย เรียกว่า ‘ตำราศิลปะคณิตศาสตร์เก้าบท’ เป็นตำราที่เขาคุ้นเคยจนเหมือนเส้นหมี่ที่ต้มจนเละ ควรจะเขียนอย่างไร เขายังไม่รู้อีกหรือ !


หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาเขียนชื่อลงบนกระดาษต้นฉบับ จึง.อดไม่ได้ที่จะยกมือเท้าคางพลางจ้องเขาอยู่แบบนั้น…ผู้ชายที่กำลังจดจ่ออยู่กับบางอย่าง ดูมีเสน่ห์มาก ! ใครช่างตาดีขนาดนี้ สามารถแย่งคู่หมั้นดีๆแบบนี้มาครองได้ ? นาง ! เป็นนางเอง ! ฮี่ฮี่ฮี่ ฮ่าฮ่าฮ่า…


หลังจากเขียนกระดาษได้สองสามแผ่นแล้ว เจียงโม่หานก็ยืดเส้นยืดสายช่วงลำคอและข้อมือ กระทั่งตอนนี้เขาถึงได้พบว่าคู่หมั้นกำลังมองมาชนิดน้ำลายหก ! เขาจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง “รีบเช็ดเข้าสิ ! ใครไม่รู้ก็จะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นนางปิศาจจ้องกินคน !”


หลินเว่ยเว่ยทำเสียงเล่นน้ำลายจอบแจบ “ถ้าข้าเป็นนางปิศาจ ก็เป็นปิศาจที่เลือกกิน มีแค่บุรุษรูปงามผิวขาวๆเนื้อแน่นๆ และมากความสามารถเท่านั้นถึงจะทำให้ข้าอยากอาหารได้ !”


“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะไม่หิวตายเอาหรือ ?” บุรุษที่เหมือนเขาบนโลกมนุษย์ใบนี้ ยังมีคนที่สองอีกหรือ ? คบหากับหลินเว่ยเว่ยมานานขนาดนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่ความหน้าหนาของเจียงโม่หานจะถูกพัฒนา !


“ดังนั้นข้าจึงทำใจกินไม่ลงไงเล่า ได้แต่น้ำลายหกใส่เจ้า ! ดั่งคำกล่าวที่ว่าสีสันสวยสดน่ารับประทานได้มองก็อิ่ม แค่มองหน้าเจ้า ข้าก็พอใจจนไม่กินข้าวไปนานครึ่งเดือนก็ยังอิ่ม !” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ยกขาขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วพุ่งเข้ามาหาเขาเพื่อหอมแก้มเขาดัง ‘ฟอด’ และอีก ‘ฟอด’ “ทำแบบนี้ก็ไม่หิวแล้ว !”


เจียงโม่หานประคองเอวบางของนางเอาไว้ เพราะกลัวนางจะตกจากเก้าอี้ “แบบนั้นไม่ได้ ข้าวอย่างไรก็ต้องกิน ถ้าหิวจนผอมลง ข้าจะปวดใจเอาได้…”


“คนแซ่เจียง ! เจ้าวางมือไว้ตรงไหนกัน ?” หลังจากทารุณ ( ฝึกหนัก ) บรรดาทหารที่ค่ายนอกเมืองหลวงเสร็จแล้ว หมินอ๋องก็กลับมาหาบุตรสาวในตำหนัก เมื่อเห็นว่าเรือนของนางไม่มีคนอยู่ พระองค์ก็มาที่เรือนของเจียงโม่หาน แต่ก็ได้มาพบว่าเจ้าหน้าขาวกำลังจับเอวบุตรสาวอยู่ พระองค์จึงโมโหจนควันออกหูทันทีและมีความคิดชั่ววูบที่อยากสังหารคนขึ้นมา !


เจียงโม่หาน “…”


ช่างมาได้จังหวะเสียจริง โชคดีที่พระองค์ไม่ได้มาเห็น ‘บุตรสาว’ พุ่งเข้ามาหอมแก้มคนอื่น ไม่อย่างนั้นจะต้องเข้าพระทัยผิดว่าข้าล่อลวงนางแน่นอน ! หืม ! ท่านใต้เท้าหมินอ๋อง ท่านจะทำอะไรกัน ? สุภาพบุรุษตกลงกันด้วยวาจา ไม่ใช่ด้วยกำลัง หากสังหารคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต !


สายเกินไปที่จะพูด เพราะฝ่าพระหัตถ์ใหญ่ๆของหมินอ๋องได้ซัดเข้ามาที่ใบหน้าของเจียงโม่หานแล้ว ถ้าโดนหมินอ๋องตบหน้าเข้าล่ะก็ ใบหน้าของเจียงโม่หานได้กลายเป็นแผ่นแป้งทอด เสียโฉมหมดสภาพแน่นอน !


“ฟู่หวางใจเย็นก่อนเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยยืดตัวตรงแล้วลงจากเก้าอี้ แต่ไม่อาจยืนดีๆได้ทันที นางเกือบล้มจนหน้ากระแทกพื้น หลังจากรอให้ยืนได้มั่นคงแล้ว นางก็เข้ามาขวางตรงกลางระหว่างหมินอ๋องและเจียงโม่หานได้พอดี


หมินอ๋องรีบออมแรง แต่ไม่สามารถหยุดฝ่าพระหัตถ์ไว้ได้ทันที ขณะมองฝ่าพระหัตถ์กำลังจะซัดเข้าที่ใบหน้าหลินเว่ยเว่ย เจียงโม่หานที่อยู่ด้านข้างก็อุ้มตัวนางแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้แผ่นหลังของเขารับฝ่ามือนั้นไว้แทน…ปัก…โชคดีที่หมินอ๋องออมแรงแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาได้กระอักเลือดออกมาแน่


หลินเว่ยเว่ยรีบประคองเขาให้นั่งลง ก่อนจะเดินวนรอบตัวเขาด้วยความกระวนกระวาย “โดนตรงไหน ? แผ่นหลัง ? เจ็บตรงกระดูกสันหลังหรือเปล่า ? บาดเจ็บภายในหรือไม่ ? ให้เรียกหมอหลวงมาหรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานไอเบาๆสองสามครั้ง แผ่นหลังค่อนข้างเจ็บ ต้องเป็นรอยช้ำแน่นอน ส่วนกระดูกสันหลังไม่น่าจะบาดเจ็บ เขาจับมือคู่น้อยที่คิดจะเลิกเสื้อผ้าเขาออกเพื่อตรวจดูบาดแผลให้หยุดอยู่กับที่ แล้วเงยหน้าปลอบหลินเว่ยเว่ยที่มีดวงตาเปียกชื้น “ไม่เป็นไร หมินอ๋องไม่ได้ใช้แรงมากนัก !”


ตอนที่ 572: โปรดอย่าตัดสินคนที่รูปลักษณ์ภายนอก ตกลงไหม ?


หมินอ๋องแค่นสุรเสียง เฮอะ “ถือว่ายังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่บ้าง ! รู้จักปกป้องคู่หมั้นตัวเอง !”


สิ่งใดเรียกว่าเขายังพอเป็นลูกผู้ชาย ? เดิมทีเขาก็เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ? แต่เขาแค่มีรูปโฉมงดงามก็เท่านั้น ? แล้วเหตุใดถึงไปขัดหูขัดตาหมินอ๋องได้ ? โปรดอย่าตัดสินคนที่รูปลักษณ์ภายนอก ตกลงไหม ?


“ฟู่หวาง เหตุใดพระองค์จึงไม่แยกแยะก็ลงมือกับคนอื่นแล้วเพคะ ? บัณฑิตน้อยไม่ใช่บุรุษแข็งกระด้างในกองทัพที่พระองค์จะลงมือด้วยได้ เขาเป็นบัณฑิตอ่อนแอ ถ้าบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจะเป็นเรื่องดีอย่างไรเพคะ ? หรือพระองค์ประสงค์ให้บุตรสาวเป็นท่อนไม้เกลี้ยงตลอดชีวิต ?” หลินเว่ยเว่ยโกรธมากและตัดสินใจว่าจะเพิกเฉยต่อหมินอ๋องเป็นเวลาสามวัน !


เจียงโม่หานเอ่ยเตือนนางเบาๆ “สตรีไม่ออกเรือน ไม่ได้เรียกว่าท่อนไม้เกลี้ยง แต่เรียกว่ารอคนมาสู่ขอ…”


“เจ้าหุบปากไปเลย ! อย่าทำตัวเป็นผู้สร้างสันติ ! ฟู่หวาง หากลูกโมโหแล้ว ผลที่ตามมามักร้ายแรงเสมอเพคะ ! ช่วงสามวันนี้พระองค์ไม่ต้องมาสนทนากับลูก ห้ามเสวยขนมที่ลูกทำและไม่ให้เสวยอาหารที่ลูกทำด้วย ! นอกจากนี้ลูกจะไม่ทำงานสามวัน ไม่เรียนวิชาหอกกับพระองค์ !” หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียงดัง ฮึ ก่อนจะหันหลังแล้วไม่มองดวงพักตร์หมินอ๋องอีก


หมินอ๋องยกพระหัตถ์ขึ้นกุมพระอุระพร้อมตรัสกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หัวใจพ่อปวดร้าวเหลือเกิน ! พ่อรักเจ้าถึงขนาดนี้ แต่เจ้ากลับทำเพื่อชายอื่น ไม่สนใจพ่อถึงสามวัน ทะ…ทำให้พ่อเสียใจเกินไปแล้ว !”


“ลูกก็เสียใจเหมือนกันเพคะ ถ้าฝ่ามือนั้นไม่ได้บัณฑิตน้อยมาขวางเอาไว้ บุตรสาวสุดที่รักของพระองค์ก็คงลงไปนอนนิ่งกับพื้นแล้ว หน้าบวมเหมือนหมูและไม่แน่ว่าสมองอาจได้รับความกระทบกระเทือนด้วย !” หลินเว่ยเว่ยลูบแผ่นหลังของเจียงโม่หานเบาๆ…เหมือนว่าตรงที่บัณฑิตน้อยโดนตีจะบวมขึ้นแล้ว !


“พ่อจะตีเจ้าลงได้หรือ ? ไม่ใช่เพราะจู่ๆเจ้าก็พุ่งเข้ามา พ่อเลยยั้งมือไว้ไม่ทัน…เอาเถิด พ่อเป็นฝ่ายผิดเอง พ่อไม่ดี ทำให้ลูกตกใจ เจ้าอภัยให้พ่อได้หรือไม่ ?” เหมือนเวลาอยู่ต่อหน้าบุตรสาวแล้ว กระดูกที่แกร่งดุจเหล็กของหมินอ๋องจะไม่ออกมาแสดงอำนาจเลยแม้แต่น้อย


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน ความหมายของนางก็คืออยากให้หมินอ๋องขอโทษบัณฑิตน้อย แต่เจียงโม่หานจับมือนางเอาไว้แล้วส่ายหน้าเบาๆ…มีบิดาที่ไหนขอโทษบุตรชาย ? เดิมทีหมินอ๋องก็ไม่ชอบขี้หน้าเขาอยู่แล้ว ถ้าหลินเว่ยเว่ยพูดคำนี้ออกมา ต่อไปเส้นทางการครอบครองภรรยาของเขาก็จะห่างไกลออกไปมากกว่าเดิม…


“ถ้าเช่นนั้น…พระองค์ต้องรับปากลูกว่าต่อไปจะไม่บันดาลโทสะออกมาโดยไร้เหตุผลอีก ยิ่งห้ามทำตัวเหลวไหลเที่ยวระบายอารมณ์ใส่คนของพระองค์เอง !” พอหลินเว่ยเว่ยได้รับสัญญาณจากเจียงโม่หานแล้ว นางก็ล้มเลิกความคิด


หมินอ๋องแค่นสุรเสียง ฮึ ฮึ พร้อมหันไปถลึงดวงเนตรใส่เจียงโม่หาน…เจ้ายังกล้าจับมือบุตรสาวของเปิ่นหวางอีก ช่างโอหังเหลือเกิน ไม่สั่งสอนหน่อยก็คงไม่ได้แล้ว จากนั้นก็แค่นสุรเสียง ฮึ ฮึ ดังเดิม “เขาเป็นคนในบ้านของพ่อที่ไหนกัน ?”


“เขาเป็นคู่หมั้นของลูก ก็นับว่าเป็นบุตรชายครึ่งหนึ่ง แล้วจะไม่ใช่คนบ้านเราได้หรือ ? ฟู่หวาง แม้แต่หลินจื่อเหยียนน้องชายของลูก พระองค์ยังยอมรับได้เลย เหตุใดถึงไม่ชอบขี้หน้าบัณฑิตน้อยเพ.คะ ?” หลินเว่ยเว่ยเผยท่าทางเหนื่อยหน่าย…ชาติก่อน พ่อลูกคู่นี้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนหรือเปล่า ?


หมินอ๋องกัดพระทนต์ “ก็ไม่ทำไมหรอก แค่รู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับบุตรสาวของเปิ่นหวาง !”


“ฟู่หวาง ถ้าเช่นนั้นพระองค์คิดว่าต้องเป็นแบบไหนถึงจะคู่ควรกับลูก ? เป็นแม่ทัพที่มีผลงานโดดเด่นในกองทัพ ? เราทั้งสองเป็นคนเจ้าอารมณ์ทั้งคู่ ถ้าเกิดโมโหขึ้นมาจะไม่ประมือกันเองหรือ ? พระองค์จะไม่ปวดใจกับผู้ที่ภาคภูมิใจหรือเพ.คะ !” หลินเว่ยเว่ยยกกำปั้นน้อยๆขึ้นมา


หมินอ๋องครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะบ่นพึมพำขึ้นมาว่า “ที่จริง ในกองทัพก็มีนายทหารที่นิสัยไม่เลวอยู่สองสามนาย ! อายุพอๆกับพี่ชายของเจ้า และได้เป็นถึงแม่ทัพขั้นสี่แล้ว…”


“อายุพอๆกับท่านพี่ ? ลูกรังเกียจคนอายุมากกว่าเพคะ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อผู้โดนหางเลขไปด้วย “…” เขาอายุยังไม่ถึง20ปีด้วยซ้ำ แก่แล้วหรือไร ! เอาเถิด ถ้าเทียบกับน้องสาวและคู่หมั้นแล้ว เขาอายุมากกว่าหลายปีจริงๆ เมื่อวานนี้น้องหญิงยังบอกว่าเขากับหมู่เฟยดูเหมือนพี่น้องกันด้วย ! หรือเขาควรจะดูแลตัวเองหน่อย ?


“ท่านพี่ ? เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ได้ ?” หมินอ๋องซื่อจื่อสนิทกับบัณฑิตน้อยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? ถึงขั้นมาหาที่เรือนตามลำพัง ? เจียงโม่หานเผยท่าทางประมาณว่า ‘พวกข้าไม่ได้สนิทกัน…’


หมินอ๋องซื่อจื่อมองฟู่หวางที่กำลังโกรธจนควันออกหู เจียงโม่หานโดนน้องหญิงกดให้นั่งอยู่บนเก้าอี้ ท้ายที่สุดสายตาก็หยุดอยู่ที่หลินเว่ยเว่ยซึ่งกำลังลูบหลังเจียงโม่หานอยู่…ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ดูสนิทกันราวกับทากาวไว้จริง ! อยู่ต่อหน้าฟู่หวางก็ยังกล้าทำตัวสนิทสนมกันถึงขนาดนี้ รู้แล้วว่าเหตุใดฟู่หวางจึงโมโหมาก !


เมื่อนึกถึงสองสามครั้งที่เขาได้เจอน้องสาวตอนอยู่ในภาคเหนือ นอกจากครั้งแรกที่องค์ชายเจ็ดซื้อแมวป่ามาแล้ว ก็เหมือนว่าครั้งอื่นจะมีเจียงโม่หานคอยตามน้องสาวอยู่ใกล้ๆเสมอ น้องสาวเป็นคนร่าเริงเหมือนไฟที่แผดเผา ส่วนเจียงโม่หานเหมือนก้อนน้ำแข็งโปร่งแสง คอยปกป้องดวงไฟอย่างทะนุถนอมและไฟก็ยังทำให้น้ำแข็งเปล่งประกายจนเจียงโม่หานเปลี่ยนเป็นคนอบอุ่นขึ้น…


“ข้าเพิ่งกลับจากวังหลวงเพราะได้ยินว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์จะเพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ลงในการสอบฮุ่ยซื่อครานี้ โม่หาน เจ้าเตรียมตัวไว้หน่อย…ถ้าอย่างไรให้คนช่วยเชิญอาจารย์ด้านตัวเลขมาสอนเจ้าดีหรือไม่ ?” ที่แท้หมินอ๋องซื่อจื่อก็มาเพราะเรื่องนี้ !


หลังจากหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกทันที…ถือว่ายังมีความเป็นพี่ชายอยู่บ้าง รู้จักวางแผนเพื่อน้องเขยในอนาคต


“ขอบพระคุณซื่อจื่อมากขอรับ แต่โม่หานมีอาจารย์ที่ถูกใจอยู่แล้ว” เจียงโม่หานมีแววตาอ่อนโยนทันที ชาติก่อนเขากับหมินอ๋องซื่อจื่อไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด รู้เพียงว่าคนผู้นี้สิ้นชีพตั้งแต่เยาว์วัย


ตอนที่เขาเข้ามาสอบขุนนางในเมืองหลวง ซื่อจื่อก็สิ้นลมไปแล้ว หมินหวางเฟยจากโลกใบนี้ไปด้วยและหมินอ๋องก็ไปสิ้นพระชนม์ในสนามรบที่ชายแดน ตำหนักหมินอ๋องถึงคราวตกอับ ท้ายที่สุดนกพิราบอย่างเฝิงชิวฟานก็ได้ครอบครองรังนกสี่เซวี่ยแทนและสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อไป ชาตินี้ชะตาชีวิตของคนจำนวนมากเปลี่ยนไปแล้ว เขาเชื่อว่าหากมีดาวนำโชคอย่างเว่ยเอ๋อร์อยู่ เจ้านายทุกท่านในตำหนักหมินอ๋องก็จะมีจุดจบที่ต่างออกไปแน่นอน…


หมินอ๋องขมวดพระขนงแล้วถามว่า “เจ้าเพิ่งมาเมืองหลวงได้เท่าไรก็เลือกอาจารย์ได้แล้วหรือ ? ใต้หล้านี้มีพวกเจ้าเล่ห์มากมาย เจ้าคงไม่ได้โดนคนอื่นหลอกเข้ากระมัง !”


เจียงโม่หานหยิบยกนักปราชญ์เซวียขึ้นมาเป็นโล่กำบัง “ตอนอยู่ที่ภาคเหนือมีโชคได้ผู้อาวุโสเซวียคอยชี้แนะ ตอนนี้ผู้อาวุโสเซวียก็เดินทางมาปักหลักที่ชานเมืองหลวงแล้ว…”


“ว่าอย่างไรนะ ? ผู้อาวุโสเซวียก็มาที่เมืองหลวงแล้ว ?” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าดีใจ…การได้พบสหายเก่าในต่างเมืองเทียบเท่ากับ ‘มีรายชื่อติดป้ายประกาศผลสอบขุนนาง’ และ ‘คืนส่งตัวเข้าหอ’ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสี่เรื่องมงคลเชียวล่ะ ! ในสภาพแวดล้อมที่การส่งข่าวและการสื่อสารล่าช้าของยุคโบราณเช่นนี้ การได้พบกับคนคุ้นเคยจากบ้านเกิด เดิมทีถือเป็นการงมเข็มในมหาสมุทร แต่พอได้มาพบกันแบบนี้ก็เป็นอะไรที่น่าดีใจสุดๆไปเลย !


“ผู้อาวุโสเซวีย ? ที่เจ้าพูดถึงคือนักปราชญ์เซวียหนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อที่บ่มเพาะขุนนางตงฉินถึงยี่สิบกว่าคนให้ราชวงศ์ก่อนน่ะหรือ ?” หมินอ๋องและหมินอ๋องซื่อจื่อหันมามองหน้ากัน ‘เป็นไปไม่ได้กระมัง ? ผู้อาวุโสเซวียไม่ได้หายตัวไปในสงครามนานหลายปีจนมีคนลือกันว่าท่านจากโลกนี้ไปแล้วหรือ ? ที่เจียงโม่หานไปเจอมาคงไม่ใช่พวกนักต้มตุ๋นหรอกกระมัง ?’


“ใช่พ่ะย่ะค่ะ !” เจียงโม่หานพยักหน้าอย่างหนักแน่น จากนั้นก็หันมาพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หลายวันก่อนข้ากับบัณฑิตสองสามคนไปชมหิมะที่ชานเมืองจึงบังเอิญพบกัน ผู้อาวุโสเซวียบอกให้ข้าอย่าเพิ่งเปิดเผยตัวตนของเขาและทิ้งที่อยู่ไว้ให้ ประเดี๋ยววันหลังจะพาเจ้าไปเยี่ยมคารวะ !”


“ผู้อาวุโสเซวียมีความรู้ด้านศาสตร์ของตัวเลข เจ้าขอคำชี้แนะจากเขาก็จะต้องได้ประโยชน์ใหญ่หลวงแน่นอน !” หมินอ๋องส่งสายพระเนตรให้บุตรชาย…ประเดี๋ยวส่งคนไปสืบเรื่อง ‘ผู้อาวุโสเซวีย’ คนนี้ แล้วจะได้เปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงของมัน ! กล้าหลอกลวงบุตรเขยตำหนักหมินอ๋อง ถือว่าใจกล้าใช้ได้ !


[1] ท่อนไม้เกลี้ยง เป็นแสลงของคำว่า คนโสด


ตอนที่ 573: บอกแล้วว่าเว่ยเอ๋อร์คือดาวนำโชคดวงน้อย


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความตื่นเต้น “ผู้อาวุโสเซวียชอบกินหัวสิงโตน้ำแดงกับหมูตงพอฝีมือข้าที่สุด! เราจะไปกันวันไหน? ข้าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า! แล้วก็ยังมีพวกขนม…น่าเสียดายที่ไม่ได้นำสุราองุ่นมาด้วยมากสักเท่าไร แต่เอาชาผลไม้ไปให้สักสองโถก็แล้วกัน? ผู้อาวุโสเซวียอายุมากแล้วต้องดูแลสุขภาพหน่อย!”


หมินอ๋องตรัสด้วยความหงุดหงิดทันที “พ่อเองก็อายุมากแล้ว ! มีบาดแผลจากการสู้รบตั้งเยอะ เหตุใดเจ้าไม่พูดว่าเป็นห่วงพ่ออย่างโน้นอย่างนี้บ้าง ?”


หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยแววตาของผู้บริสุทธิ์ “พระองค์ไม่ได้แย่งดื่มชาผลไม้ของหมู่เฟยทุกวันหรือเพคะ ? แล้วก็ขนมที่ลูกทำให้หมู่เฟยอีก พระองค์เสวยมากกว่านางด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่ลูกทำของอร่อย ของกว่าครึ่งเข้าไปอยู่ในท้องใครเพคะ ? ส่วนบาดแผลบนตัวพระองค์…ถ้าอย่างไรลูกทำอาหารที่เหมาะกับพระองค์เพื่อบำรุงร่างกายดีหรือไม่เพคะ ?”


หลังได้เห็นท่าทางทะเล้นของบุตรสาวแล้ว หมินอ๋องก็รู้ทันทีว่าอาหารที่นางพูดถึงต้องไม่เหมือนกับอาหารปกติที่ทำให้พระชายาแน่นอน เมื่อนึกถึงอาหารที่มีสรรพคุณทางยาซึ่งพวกหมอหลวงเคยสั่งให้ทำในสมัยก่อน สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันที “อาหารเหล่านั้นช่างเถิด ทำพวกชาผลไม้ให้พ่อแทนแล้วกัน ? เว่ยเอ๋อร์ สุราองุ่นที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่…เจ้าเป็นคนหมักเองหรือ ?”


“ใช่เพคะ ! ลูกใช้องุ่นป่าบนภูเขาต้าชิงมาหมัก รสชาติหวานอมเปรี้ยว หอมกลมกล่อม น่าเสียดายที่เดินทางไกลจึงเอามาเยอะไม่ได้ รอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วงที่องุ่นออกแล้ว ลูกจะหมักให้ฟู่หวางและท่านพี่ได้ลองดื่มเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะร่า


ยังต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วงเชียวหรือ ? แบบนั้นก็ไม่เท่ากับว่าต้องรออีกครึ่งปี ? สู้ไม่รู้ยังดีเสียกว่า ! นักรบมีผู้ใดบ้างไม่ร่ำสุรา ? หมินอ๋องก็เช่นเดียวกัน ทว่าตอนหมินหวางเฟยยังไม่ป่วยก็ควบคุมเรื่องการดื่มสุราของพระองค์อย่างเข้มงวด มีครั้งหนึ่งที่พระองค์ดื่มจนเมามาย นางโมโหจนไม่สนใจพระองค์นานถึง10วัน นับแต่นั้นมาพระองค์ก็เลิกดื่ม ยิ่งหลังจากพระชายาล้มป่วย พระองค์ก็ไม่มีอารมณ์ดื่มมากกว่าเดิม…


แต่ถ้าเป็นสุราผลไม้ที่บุตรสาวหมักเอง หากมีดีกรีไม่มาก ย่อมไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เสวี่ยเอ๋อร์ก็คงไม่ห้ามกระมัง ? หลังคิดได้ว่าต่อไปจะมีสุราให้ดื่มด่ำวันละนิดละหน่อย หมินอ๋องก็มีความสุขจนแทบจะบินได้


กว่าจะกลับออกมา หมินอ๋องและซื่อจื่อก็ใช้เวลาอยู่ในเรือนของเจียงโม่หานนานมาก ตอนที่เดินออกมาแล้วสองพ่อลูกยังลากหลินเว่ยเว่ยออกมาด้วย ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าขาวได้เอาเปรียบเด็กน้อยของพวกพระองค์อีกแน่


หมินอ๋องพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรสาว “เว่ยเอ๋อร์ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน แม้จะบอกว่าเจ้ากับคนแซ่เจียงหมั้นหมายกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่สามีภรรยา ตอนพบกันจะต้องรักษาระยะห่างเข้าไว้ ห้ามให้เด็กนั่นเข้าใกล้เด็ดขาด จะแตะต้องหรือสัมผัสร่างกายก็บอกปัดทั้งหมด เข้าใจหรือไม่ !”


หลินเว่ยเว่ยเชื่อฟังพลางพยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ใจกลับลอยไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แล้ว…ไม่ให้บัณฑิตน้อยเข้าใกล้นาง ? แต่นางเข้าไปใกล้เขาเองก็น่าจะไม่นับกระมัง ?


นางกำมือตัวเอง เหตุใดฟู่หวางมักคิดว่าบัณฑิตน้อยชอบลวนลามนาง ? เห็นอยู่ชัดๆว่านางแรงเยอะกว่า ใครลวนลามใครยังไม่ชัดเจนอีกหรือ ? ถ้านางไม่เต็มใจแล้วคนอย่างบัณฑิตน้อยสักยี่สิบสามสิบคน นางใช้แค่มือเดียวก็ซัดได้แล้ว !


ผ่านไปอีกไม่กี่วัน ข่าวการเพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ในการสอบฮุ่ยซื่อก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ทางราชสำนักก็ออกประกาศอย่างเป็นทางการและใช้ม้าเร็วเพื่อไปส่งข่าวยังทั่วทุกหนทุกแห่ง


ข่าวนี้เป็นดั่งน้ำที่ราดลงไปบนน้ำมันเดือด บัณฑิตทั่วเมืองหลวงเผชิญปัญหากันถ้วนหน้า พวกเขาร้องโอดครวญกันดังระงม…เหตุใดพวกตนถึงโชคร้ายขนาดนี้ เหลือเวลาห่างจากการสอบฮุ่ยซื่ออีกแค่2เดือนเท่านั้น ถ้าขยันเรียนเพิ่มตอนนี้ยังจะทันหรือเปล่า ?


ร้านหนังสือในเมืองหลวงเต็มไปด้วยบัณฑิต ตำราทุกเล่มที่เกี่ยวกับศาสตร์ด้านตัวเลขในท้องตลาดมีไม่มากนัก ตอนนี้โดนกวาดจนเกลี้ยงแผง พวกบัณฑิตที่คิดอยากคัดตำราด้วยตัวเองก็หาไม่ได้แล้ว ขอแค่เป็นตำราที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเลขเพียงน้อยนิด หรือด้านในจะมีเนื้อหาเอ่ยถึงศาสตร์ตัวเลขขึ้นมาบ้างก็จะมีคนแย่งซื้อ ไม่เพียงแค่ในเมืองหลวงและชานเมืองหลวงหรือหัวเมืองต่างๆเท่านั้น ไม่ว่าที่ใดตำราเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องยากไปแล้ว !


และแล้วในเวลานี้เอง ร้านโม่เซียงก็วางจำหน่ายตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ มันเป็นดั่ง แสงสว่างของบัณฑิตที่กระหายในการตามหาตำรา และเพื่อลดการเบียดเสียดหรือเหยียบกันตาย ร้านโม่เซียงจึงทำการเปิดจอง ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ รอบสองให้พวกบัณฑิต ทุกคนต้องเข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง หลงจู๊และพนักงานในร้านโม่เซียงต่างให้การรับประกันกับพวกบัณฑิตว่าตำราเล่มนี้จะถูกตีพิมพ์ออกมา1พันชุด รับรองได้ว่าถึงมือบัณฑิตทุกคนแน่นอน !


ผู้ที่ซื้อ ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ ได้ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานขุนนางที่ได้ทราบข่าววงในมาก่อน หลังได้ตำราไปแล้วพวกเขาก็เปิดดูชื่อผู้เขียน…เจียงโม่หาน…ใครหรือ ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน ? ลูกหลานขุนนางที่ไม่วางใจก็นำตำราไปให้ผู้อาวุโสและญาติที่ชำนาญในศาสตร์ตัวเลขได้ตรวจสอบ


แม้แต่อาจารย์ที่สอนวิชาคณิตศาสตร์มาหลายสิบปีก็ยังรู้สึกทึ่งกับคำอธิบายและเอ่ยชมไม่ขาดปาก ทุกคนเดาว่าเจียงโม่หานท่านนี้อาจเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ซ่อนตัวมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อน


บนโต๊ะทรงพระอักษรของฮ่องเต้หยวนชิงก็มีตำราเล่มนี้วางอยู่เช่นกัน พระองค์เรียกหมินอ๋องเข้าวังแล้วชี้ตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ บนโต๊ะพลางตรัสว่า “หยูอัน เจ้าดูนี่สิ !”


หมินอ๋องขมวดพระขนงและทำท่าทางออกห่างไว้เป็นดี “ฝ่าบาท พระองค์ก็รู้ว่านอกจากตำราพิชัยสงครามแล้ว พอกระหม่อมอ่านตำราชนิดอื่นก็อยากนอนหลับทั้งนั้น…”


ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่อีกฝ่าย “ไม่ชอบอ่านตำรา เจ้าก็ยังมีเหตุผลด้วยหรือ ? ถ้าคนรุ่นหลังมาได้ยินคำพูดพวกนี้ของเจ้า ดูสิว่าเจ้าจะอายหรือไม่ !”


หมินอ๋องแย้มพระสรวลแฮะแฮะ “ในห้องทรงพระอักษรก็ไม่ได้มีแค่เราสองคนหรือพ่ะย่ะค่ะ ? ฝ่าบาท ตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ นี้เป็นตำราด้านศาสตร์ตัวเลข พระองค์ให้กระหม่อมดูเพื่ออะไร ? ดูไปก็ไม่เข้าใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ !”


“ดูชื่อคนเขียนตำราเล่มนี้ก่อน ! ดูสิว่าคุ้นตาหรือไม่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงชี้ไปที่บทนำของตำรา


กระทั่งตอนนี้หมินอ๋องถึงได้ยื่นดวงพักตร์ไปทอดพระเนตร หลังเห็นชื่อคนเขียนแล้วพระองค์ก็มีดวงเนตรเบิกกว้างพลางอุทานออกมาทันที “เจียงโม่หาน ? เหตุใดจึงเป็นเจ้าเด็กคนนั้นได้ ? ฝ่าบาท เรื่องการเพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ในการสอบฮุ่ยซื่อครานี้ กระหม่อมเพิ่งรู้แค่ไม่กี่วันเอง กระหม่อมไม่ใช่คนปากโป้งพ่ะย่ะค่ะ !”


ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรสหายด้วยความรังเกียจ “เจิ้นย่อมรู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ใช่คนปากโป้ง ! เมื่อสิบวันก่อนเจิ้นยังลังเลอยู่เลย เพื่อจะเพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์นี้ เจิ้นถึงขั้นต้องสู้รบตบมือกับพวกขุนนางอาวุโสในราชสำนัก แม้เจ้าจะเป็นคนไปบอกบุตรเขยในตอนนั้น ทว่าระยะเวลาสั้นๆแค่สิบวัน แม้จะไม่หลับไม่นอนและใช้เวลากินข้าวมาเขียน เขาก็ไม่มีทางเขียนออกมาได้แยบยลขนาดนี้หรอก !”


หมินอ๋องทำโอษฐ์เป็นรูปเส้นตรง ‘–’ แล้วตรัสด้วยความหงุดหงิดว่า “ฝ่าบาท เจ้าเด็กนั้นยังไม่ใช่บุตรเขยของกระหม่อม ! ถ้าเช่นนั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าจะมีการสอบคณิตศาสตร์ด้วย ? คงไม่ได้เป็นนกรู้ เพียงนับนิ้วทำนายก็ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ ?”


ฮ่องเต้หยวนชิงปล่อยวรกายเอนพิงเก้าอี้ขณะทอดพระเนตรหมินอ๋อง “ข้าถามจื่อชิง (นามรองของกั๋วจิ้วเย่) มาแล้ว เขาบอกว่าตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ นี้ ว่าที่บุตรเขยเจ้าได้แรงบันดาลใจมาจากบุตรสาวของเจ้า หรือจะพูดว่าที่จริงแล้วเขาเขียนตำราเล่มนี้ให้องค์หญิงเว่ยเว่ย !”


“ฮึ ! กระหม่อมบอกแล้วว่าเว่ยเอ๋อร์คือดาวนำโชคดวงน้อยไม่ใช่หรือ ?” หมินอ๋องดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “ฝ่าบาท ใช่ว่ากระหม่อมเป็นคนงมงาย ยกตัวอย่างเช่นบ้านของกระหม่อมก็แล้วกัน ตอนที่เว่ยเอ๋อร์ยังไม่ได้พบกระหม่อม นางได้ช่วยจินเฉิงมาจากมนุษย์โอสถและยังช่วยเหลือที่ตลาดการค้าข้ามเขตแดนในเขตอวี้อัน หากไม่มีนางแล้ว หน่วยลาดตระเวนที่ตลาดการค้าข้ามเขตแดนก็คงไม่สามารถยืนหยัดได้จนทหารกองหนุนมาช่วยพ่ะย่ะค่ะ !”


ตอนที่ 574: ถือว่าเจ้าตัวแสบยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง


หมินอ๋องดื่มชาให้ชุ่มคอแล้วตรัสต่อ “นานกว่านั้นกระหม่อมจะไม่พูดแล้ว พูดถึงแค่ช่วงนี้ก็แล้วกัน ตั้งแต่นางกลับมา ร่างกายของเสวี่ยเอ๋อร์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และยังมีบาดแผลบนตัวกระหม่อมอีก พอถึงช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะช่วงที่หิมะตกก็จะปวดตรงบาดแผลมาก กระดูกก็เจ็บจนทะลุถึงขั้วหัวใจ หลังดื่มชาที่นางจัดให้แล้วช่วงนี้อาการก็บรรเทาลงมาก แล้วยังมีท่านย่าของเว่ยเอ๋อร์อีกคน อาการปวดศีรษะจนนอนไม่หลับของนางก็เบาลง…ที่กระหม่อมบอกว่านางเป็นดาวนำโชคดวงน้อยของตำหนักหมินอ๋อง ฟังเกินจริงไหมเล่าพ่ะย่ะค่ะ ?”


ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสในหทัย ‘ไม่มีใครเถียงเจ้าว่านางไม่ใช่ดาวนำโชคสักหน่อย บุตรสาวของเจ้าช่วยเจิ้นไว้ถึง2ครั้งและยังช่วยรักษากระเพาะของเจิ้นอีก จะว่าไปแล้วคนที่อยู่รอบตัวนางก็ดูได้รับผลประโยชน์จากนางมากจริงๆนั่นแหละ !’


“อยากจะพูดว่าเป็นเพราะบุตรเขยของเจ้าได้รับโชคดีจากบุตรสาวจึงเขียนตำราเล่มนี้ออกมาได้ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงย้อนถาม


“นั่นก็แน่นอนอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องยืดอก มีความรู้สึกภาคภูมิใจเหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘มีสตรีเช่นนี้แล้วยังต้องการสิ่งใดอีก’ “แต่ ! พระองค์ถึงขั้นวิจารณ์ว่า ‘แยบยล’ ได้ ก็ถือว่าเจ้าตัวแสบยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงเขียนตำราตัวเลขออกมาไม่ดีขนาดนี้ !”


หมินอ๋องไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าเด็กแซ่เจียงยังถือมีความสามารถอยู่บ้าง บัณฑิตคนอื่นออกไปตามหาตำราศาสตร์ตัวเลขจากทุกหนทุกแห่ง หรือแม้แต่แย่งตำราศาสตร์ตัวเลขเพียงเล่มเดียวจนแทบจะตีกันอยู่แล้ว ทว่าเจ้าเด็กนั่นแตกต่างออกไป เขียนตำราศาสตร์ตัวเลขขึ้นมาอย่างเงียบๆ และยังได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านตัวเลขอีกด้วย !


พระองค์ไปสืบมาแล้วว่าผู้อาวุโสที่คนแซ่เจียงไปเยี่ยมที่ชานเมืองคือนักปราชญ์เซวียผู้เลื่องชื่อของราชวงศ์ก่อนจริงๆ เจ้าเด็กนั่นคงไม่ใช่ลูกศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเซวียหรอกกระมัง ? ตำราศาสตร์ตัวเลขเล่มนี้ไม่เหมือนตำราที่เด็กอายุสิบกว่าขวบจะเขียนออกมาได้ ! หรือว่า…ผู้อาวุโสเซวียจะเขียนตำราเล่มนี้ออกมาโดยยืมมือเจ้าเด็กคนนี้ ?


หมินอ๋องยังไม่ทันหาเวลาไปถามเจียงโม่หาน ผ่านไปไม่ถึง2วัน ร้านโม่เซียงก็ตีพิมพ์ ‘ชุดแบบทดสอบคณิตศาสตร์เก้าบท’ ออกมา แบบทดสอบด้านในก็มาจากความรู้ที่พวกบัณฑิตได้อ่านตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ และบรรลุจนถึงความเข้าใจขั้นสูง


ณ ชานเมืองหลวง ในไร่ที่เงียบสงบและมีทิวทัศน์อันงดงาม ผู้อาวุโสเซวียกำลังพลิกอ่านชุดแบบทดสอบในมือด้วยความจริงจัง ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าชมเชยโดยมีหยวนเจี๋ยกำลังนั่งทำแบบทดสอบอยู่ด้านข้างด้วยความขยันขันแข็ง


หลังทำโจทย์ที่แสนยากจบไปหนึ่งข้อ หยวนเจี๋ยก็ยื่นกระดาษคำตอบให้อาจารย์ปู่ตรวจสอบ ผู้อาวุโสเซวียก็ไม่เข้าใจโจทย์ข้อนี้ จึงพลิกดูเฉลยที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นคำตอบแล้วก็เข้าใจทันที เขาอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอีกครั้ง “ข้อนี้สหายเจียงเขียนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ มุมมองของคำตอบก็แยบยลมาก แต่ทำให้เนื้อหาที่ซับซ้อนดูเข้าใจง่ายได้ด้วย ทำให้คนอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ! วิเศษ ! วิเศษมาก !”


หยวนเจี๋ยรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างเจียงโม่หานกับตัวเอง เขาถามผู้อาวุโสเซวียอย่างไม่ยอมแพ้ “ท่านอาจารย์ปู่ ตอนอยู่ที่เขตเริ่นอัน เจียงเจี้ยหยวนเคยถกเถียงศาสตร์ตัวเลขกับท่านบ้างหรือไม่ขอรับ ?”


ผู้อาวุโสเซวียเงยหน้ามองเขา ก่อนจะส่ายหน้าให้ “อาจารย์ปู่รู้ว่าความหมายของเจ้าคือ อยากถามว่าอาจารย์ปู่ได้ชี้แนะด้านศาสตร์ตัวเลขให้เขาหรือไม่ ! อาจารย์ปู่บอกเจ้าได้เลยว่า…ไม่เคย ! ! ระดับความรู้ด้านศาสตร์ตัวเลขของสหายเจียงล้ำหน้ากว่าอาจารย์ปู่มากแล้ว ! ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าพรสวรรค์และความสามารถที่สหายเจียงมีอยู่ ถือว่าหาตัวจับยากในรอบหลายร้อยปี !”


หยวนเจี๋ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ…เทียบกันแล้วช่างน่าโมโหนัก ! เจียงเจี้ยหยวนไม่เพียงได้คำชมจากอาจารย์ปู่ ทว่าตัวอักษรและภาพวาดที่เป็นฝีมือของอีกฝ่ายก็ได้ขึ้นแท่นผลงานล้ำค่า ถูกบุคคลโด่งดังยกย่อง แม้แต่ศาสตร์ตัวเลขที่โดนเมินเฉยมาโดยตลอดก็ยังชำนาญสุดๆ เขาอยากรู้จริงๆว่ายังมีอะไรที่เจียงเจี้ยหยวนทำไม่ได้บ้าง ?


หยวนเจี๋ยเริ่มรู้สึกท้อแท้ เขาหันไปขอความเห็นจากผู้อาวุโสเซวีย “ท่านอาจารย์ปู่ จู่ๆก็มีโจทย์คณิตศาสตร์เพิ่มเข้ามาในการสอบฮุ่ยซื่อ ท่านคิดว่าศิษย์หลานจะลงสนามสอบปีนี้ดีหรือไม่ขอรับ ?”


“หากเป้าหมายของเจ้าอยู่ที่ตำแหน่งจอหงวน อาจารย์ปู่ขอแนะนำให้รอไปอีก3ปี เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านสี่ตำราห้าคัมภีร์ ทฤษฎีเชิงนโยบายหรือศาสตร์ตัวเลข เจ้าก็สู้สหายเจียงไม่ได้ ! แต่ถ้าเจ้าสนแค่ให้สอบติดก็พอ ยังอาจมีความหวังว่ารายชื่อจะอยู่บนป้ายประกาศ !” ความสามารถในการเรียนรู้ของศิษย์หลานคนนี้ ผู้อาวุโสเซวียเคยทดสอบอยู่หลายครั้ง ยังถือว่ารอบรู้อยู่พอตัว ทว่าเรื่องนิสัยยังต้องขัดเกลาอีก เพราะยังสุขุมไม่พอ !


ย้อนไปมองสหายเจียงที่ไม่เหมือนเด็กหนุ่มอายุเพียง16ปี เพราะเชี่ยวชาญการเขียนบทความที่ซับซ้อนและมีมุมมองด้านความคิดบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีด้วย ผู้อาวุโสเซวียเริ่มยกย่องเจียงโม่หานมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว !


หยวนเจี๋ยครุ่นคิด ก่อนที่แววตาจะดูเด็ดเดี่ยว เขาพูดด้วยน้ำเสียงฮึกเหิมพอสมควร “ท่านอาจารย์ปู่ ศิษย์หลานอยากลองดู ! อาจารย์ปู่ได้โปรดช่วยชี้แนะด้วย…”


ผู้อาวุโสเซวียพยักหน้า “ได้ ! คนหนุ่มต้องมีความกล้าและมีแรงสู้ ! สองเดือนต่อจากนี้อาจารย์ปู่จะเน้นสอนด้านศาสตร์ตัวเลข ห้าคัมภีร์และทฤษฎีเชิงนโยบายให้เจ้าเอง อย่าสร้างแรงกดดันให้ตัวเองมากเกินไป ด้วยความรู้ที่เจ้ามีในเวลานี้การสอบได้อันดับสองไม่ใช่ปัญหา !”


ด้วยเหตุนี้หยวนเจี๋ยจึงเข้าสู่การฝึกฝนแบบเข้มข้น แม้แต่ช่วงปีใหม่เขาก็ไม่หยุดพัก พอบัณฑิตหยวนเห็นแบบนั้นก็เกิดความชื่นชม !


และแล้วก็มาถึงพิธีปักปิ่นของหลินเว่ยเว่ย แม้จะมีเวลาเตรียมงานทั้งหมด20วัน แต่พิธีปักปิ่นนี้ก็ออกมาได้ยิ่งใหญ่มาก


แขกที่ถูกเชิญมาร่วมงานล้วนเป็นขุนนางตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไปทั้งสิ้น ประธานในพิธีปักปิ่นคือฮองเฮาเหนียงเหนียง ผู้ทำพิธีคือองค์หญิงเจียวเจียว ส่วนผู้ช่วยอีกสองคนแบ่งเป็นติงหลิงเอ๋อร์บุตรสาวของผู้อำนวยการสำนักกั๋วจื่อเจียนและโม่ชิงหลีจวิ้นจู่น้อยแห่งตำหนักหนิงอ๋อง


ของที่ใช้ในพิธีปักปิ่นล้วนเป็นของชั้นดีทั้งหมด หมินอ๋องและพระชายาแทบกว้านซื้ออัญมณีและหยกเนื้องามที่ล้ำค่าที่สุดจากทั่วทั้งแผ่นดินต้าเซี่ยเพื่อนำมาทำของใช้ในพิธีปักปิ่น ชุดใหม่ทั้งสามชุดที่ใช้เปลี่ยนในงานพิธีก็ใช้วัสดุดีที่สุด รูปแบบใหม่ที่สุดและสีที่เข้ากัน…ทุกอย่างบ่งบอกได้ถึงความสำคัญที่ตำหนักอ๋องมีแด่องค์หญิงเว่ยเว่ยพระองค์นี้ แม้ฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แต่ก็พระราชทานของขวัญมาไม่น้อยและยังส่งองค์รัชทายาทมาร่วมงานอีกด้วย


สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในงานนี้ก็คือ ปิ่นเว่ยหลิง…ที่ลือกันว่าได้รับพรจากทวยเทพก็มาปรากฎในพิธีปักปิ่นขององค์หญิงเว่ยเว่ย หมินหวางเฟยทอดพระเนตรปิ่นเว่ยหลิงที่วางอยู่ในถาดด้วยความตกตะลึง ไม่ผิดแน่นอน หยกใสแวววาว งานแกะสลักระดับถึงแก่นของจิตวิญญาณและการออกแบบอันวิจิตร…


แม้จะสืบทอดกันมานับร้อยปีแล้วก็ยังมีประกายแวววาวอยู่ ทั้งยังเปี่ยมความหมายในตัวมันเองด้วย…ฮองเฮาเหนียงเหนียงหยิบปิ่นเว่ยหลิงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นพลางทอดพระเนตรอักษรคำว่า ‘เว่ย’ ที่สลักไว้อย่างมีชั้นเชิงผสานเข้ากับลวดลายที่สลักบนตัวปิ่น หากไม่มองให้ละเอียดก็อาจเข้าใจว่ามันคือลวดลายสลักที่ถูกออกแบบมา ไม่ใช่ตัวอักษร !


ฮองเฮาเหนียงเหนียงหันมาตรัสกับหมินหวางเฟยด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์ “เจ้าช่างพยายามอย่างหนักเพื่อบุตรสาวสุดที่รัก ตอนมีข่าวว่าปิ่นเว่ยหลิงปรากฏในใต้หล้าอีกครั้ง เปิ่นกงก็ส่งคนไปตามหาเช่นกัน แต่ได้รับข่าวว่าปิ่นเว่ยหลิงมีเจ้าของใหม่แล้ว คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะแย่งไปได้ !”


ดวงพักตร์ตกตะลึงของหมินหวางเฟยพลันเรียบนิ่งอีกครั้ง นางได้แต่แย้มพระสรวลเพื่อกลบเกลื่อน ทว่าในหทัยแอบบ่น ‘ตอนที่ตนเองตามหาปิ่นเว่ยหลิง ผลที่ออกมาก็เหมือนฮองเฮาเหนียงเหนียงคือคว้าน้ำเหลว คาดไม่ถึงว่าปิ่นเว่ยหลิงนี้จะมาปรากฎในพิธีปักปิ่นของบุตรสาว…’


ตอนที่ 575: เลิกมองได้แล้ว เขาไม่หนีไปไหนหรอก


หรือจะเป็นฝีมือท่านอ๋อง ? ไม่ถูก เพราะนี่เป็นเรื่องดี พระสวามีจึงไม่มีเหตุผลให้ปิดบังนาง ! ด้วยนิสัยของท่านอ๋องแล้ว ถ้าได้ปิ่นเว่ยหลิงมาครองก็จะต้องเอามาอวดนางแน่นอน…


หรือว่า…เป็นบุตรชาย ? แต่เฉิงเอ๋อร์ก็ให้ของขวัญก่อนวันพิธีปักปิ่นแก่น้องสาวไปแล้ว หากมีปิ่นเว่ยหลิงอยู่ในมือ แค่ของขวัญของคนวัยหนุ่มสาวก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เหตุใดยังต้องทำให้มันยุ่งยากด้วยเล่า ? ปิ่นเว่ยหลิงนี้เป็นใครนำมาให้เว่ยเอ๋อร์เกิดความประหลาดใจกันแน่ ?


ฮองเฮาเหนียงเหนียงปักปิ่นเว่ยหลิงลงที่มวยผมของหลินเว่ยเว่ย หลังจัดมันเบาๆ แล้วก็ตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “องค์หญิงเว่ยเว่ยของพวกเรามีวาสนากับปิ่นเว่ยหลิงจริงๆ แม้แต่อักษรที่ปักอยู่บนปิ่นก็ยังเชื่อมโยงกับชื่อเว่ยเว่ย ปิ่นเว่ยหลิงนี้คงไม่ใช่ของขวัญที่สวรรค์ประทานแก่เว่ยเอ๋อร์หรอกกระมัง ?”


องค์หญิงเจียวเจียวแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข “หมู่โฮ่ว ไม่ใช่สวรรค์ประทานให้พี่เว่ยเว่ยหรอกเพคะ แต่เป็นคู่หมั้นของพี่เว่ยเว่ยที่อยากทำให้นางประหลาดใจ ! พี่เว่ยเว่ย เมื่อครู่ข้าเห็นว่าคู่หมั้นรูปงามของท่านนำปิ่นเว่ยหลิงมาใส่ถาดที่น้องหลีเอ๋อร์ถืออยู่ด้วย !”


บัณฑิตน้อย ? ปิ่นแสนล้ำค่านี้เป็นของที่บัณฑิตน้อยให้นาง ? หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาประหลาดใจหันไปมองเจียงโม่หานที่กำลังมองมาทางนางอย่างอ่อนโยน สายตาที่แสนอบอุ่นและจำเพาะเจาะจงนี้ ราวกับว่านอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครอื่นได้รับอีก


หลังคำว่า ‘เสร็จพิธี’ ดังขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็ลุกขึ้นแล้วไปยืนข้างหมินอ๋องกับหมินหวางเฟย แต่สายตาคล้ายแม่เหล็กที่เอาแต่จ้องไปทางเจียงโม่หาน…ถ้าประเมินจากพระสุรเสียงของฮองเฮาแล้วก็เหมือนว่าปิ่นเว่ยหลิงนี้จะเป็นของล้ำค่ามาก ? บัณฑิตน้อยยังไม่ได้เงินปันผลจากตำราที่ตีพิมพ์แล้วเขาเอาเงินมาจากที่ใด ? คงไม่ได้ไปกู้เงินดอกเบี้ยสูงมาหรอกกระมัง ?


หมินหวางเฟยเหลือบมองบุตรสาว ก่อนจะตีมือนางเบาๆ แล้วตรัสหยอกล้อว่า “นัยน์ตาจะไปติดกับตัวหานเอ๋อร์อยู่แล้ว ? เจ้าน่ะเก็บอาการต่อหน้าแขกมากมายหน่อยเถิด ! แต่การที่เขาหาซื้อปิ่นเว่ยหลิงมาให้เจ้าได้ก็ถือว่าได้แสดงความจริงใจที่มีต่อเจ้า ดังนั้นเจ้าห้ามทำให้เขาเสียความรู้สึกเด็ดขาด !”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า แต่สายตายังไม่เปลี่ยนตำแหน่ง นางพูดเบาๆว่า “หมู่เฟย นอกจากเขาแล้วยังจะไปหาคนดีขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก ? คนที่คู่ควรกับคนดีแบบลูกก็มีแต่เขาเพคะ” เอาสิ เรื่องความหลงตัวเองก็ไม่มีใครเทียบนางได้เช่นกัน


หมินหวางเฟยเคาะที่หน้าผากของนางด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะแกล้งทำเป็นรังเกียจ “พอได้แล้ว ไปดูพวกพี่น้องของเจ้าเถิด ! เลิกมองได้แล้ว เขาไม่หนีไปไหนหรอก !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างโง่งม ก่อนจะเดินไปหาพวกองค์หญิงเจียวเจียว ระหว่างทางที่เดินผ่านคุณหนูสองสามคน นางก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูจากใครบางคนซึ่งกำลังพูดด้วยความหมายคลุมเครือ “ปิ่นเว่ยหลิงอะไรกัน คงจะเป็นของปลอมเสียมากกว่า ? ใช้ของปลอมในพิธีปักปิ่น ต้องเป็นเรื่องตลกของคนทั่วหล้าแน่นอน !”


หลินเว่ยเว่ยหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองสตรีสูงศักดิ์ที่เหมือนเคยแช่ในถังน้ำส้มสายชูมาก่อน…อ้อ ฝูหรงเสี้ยนจู่ คนรู้จักมักคุ้นกันนี่เอง !


นางมองฝูหรงเสี้ยนจู่ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นมาเบาๆว่า “ที่แท้ก็เป็นเสี้ยนจู่นี่เอง ! ไม่ได้พบกันนาน…ฝีปากของเจ้ายังต่ำตมเหมือนเดิม !”


“ท่าน !” ฝูหรงเสี้ยนจู่คาดไม่ถึงว่าในงานพิธีปักปิ่น อีกฝ่ายก็ยังไม่เก็บเขี้ยวเล็บ ไม่กลัวการทะเลาะจนเป็นเรื่องใหญ่แล้วทำลายวันสำคัญของตนหรอกหรือ ?


“ฝูหรงเสี้ยนจู่ เจ้าบอกว่าปิ่นที่อยู่บนศีรษะของข้าเป็นของปลอม หรือเจ้าคิดว่าสายพระเนตรของฮองเฮาเหนียงเหนียง…ยังสู้เจ้าไม่ได้ พระนางมองผิดไปหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยก็คาดไม่ถึงว่าฝูหรงเสี้ยนจู่จะโง่เขลาเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าหาเรื่องนางในวันพิธีปักปิ่น !


องค์หญิงเจียวเจียวเห็นหลินเว่ยเว่ยยังไม่มาสักทีจึงเดินมาหาแทน นางเข้ามาก็ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายพอดี องค์หญิงเจียวเจียวไม่ใช่คนนิสัยดีอะไรอยู่แล้ว นางหันไปทอดพระเนตรฝูหรงเสี้ยนจู่ด้วยความโกรธแล้วแค่นเสียงตำหนิทันที


“เจ้ากล้าสงสัยในสายพระเนตรของหมู่โฮ่วเชียวหรือ ? ปิ่นเว่ยหลิงนี้จะเป็นของจริงหรือปลอม แค่ให้คนที่สายตาเฉียบแหลมมองก็รู้แล้ว…ถ้าปิ่นเว่ยหลิงสามารถทำเลียนแบบได้ง่ายขนาดนั้น ใต้หล้าก็คงมีปิ่นเว่ยหลิงเกลื่อนตลาด ! ยังไม่พูดถึงเรื่องอื่น แค่หยกบนนี้ เจ้าสามารถหาชิ้นที่ใสแวววาวและยังมีความอุ่นจากหยกเป็นชิ้นที่สองได้หรือเปล่า ?”


“องค์หญิง โปรดอย่าฟังคำยุยงของนาง หม่อมฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นเพคะ !” ฝูหรงเสี้ยนจู่แทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว นางอยากอธิบายกับองค์หญิงเจียวเจียว…เพราะการสงสัยฮองเฮาเช่นนี้ แม้จะมอบความกล้าแก่นาง ก็ไม่กล้าหรอก…เป็นเพราะหลินเว่ยเว่ยคนใจดำ ทำให้นางพลอยแปดเปื้อนไปด้วย ฝูหรงเสี้ยนจู่เกลียดหลินเว่ยเว่ยเข้ากระดูกดำทันที !


“ใครจะสนว่าเจ้าหมายความอย่างไร ! พูดจาเหลวไหลในพิธีปักปิ่นของอีกฝ่าย นี่เป็นมารยาทที่จวนตงผิงโหวของเจ้าสั่งสอนมาหรือ ? เจ้าเป็นแค่เสี้ยนจู่ตำแหน่งเล็กๆ แต่กล้าดูหมิ่นองค์หญิงที่ฟู่หวงแต่งตั้ง ใครมอบความกล้าแก่เจ้า ?” ไฉนเลยเวลานี้องค์หญิงเจียวเจียวจะเหมือนตอนที่คบหากับหลินเว่ยเว่ยและโม่ชิงหลี เนื่องจากคำพูดและการกระทำของนางดูน่าเกรงขามพอสมควร


คุณหนูอีกสองสามคนที่อยู่ข้างฝูหรงเสี้ยนจู่พากันถอยออกไปทันที เช่นนั้นอาจโดนไฟโทสะจากองค์หญิงเจียวเจียวและองค์หญิงเว่ยเว่ยเล่นงานเอาได้ พวกนางเป็นผู้บริสุทธิ์ ใครจะคิดว่าฝูหรงเสี้ยนจู่พูดให้ร้ายเจ้าของงานพิธีปักปิ่นเช่นนี้และยังพูดให้เจ้าตัวได้ยินอีกด้วย องค์หญิงเว่ยเว่ยจะเข้าพระทัยผิดว่าพวกนางก็ร่วมพูดให้ร้ายเหมือนกันหรือเปล่า ? หากเป็นเช่นนั้น ต่อไปพวกนางจะเชิญองค์หญิงเว่ยเว่ยมาร่วมงานเลี้ยงได้ยากกว่าเดิม ! คุณหนูไม่กี่คนนี้มองฝูหรงเสี้ยนจู่ด้วยสายตาไม่ได้รับความเป็นธรรมทันที


ฝูหรงเสี้ยนจู่กำลังอธิบายแบบร้อนรนอยู่ ไฉนเลยจะมีเวลาสนใจพวกนาง ? ท้ายที่สุดนางก็ต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีแล้วหันไปขอโทษหลินเว่ยเว่ยอย่าง ‘จริงใจ’…อย่างน้อยตอนนี้ก็มีแค่ทางเลือกเดียว !


ทว่าหลังจากทะเลาะกันในครั้งนี้แล้ว ตำแหน่งของฝูหรงเสี้ยนจู่ในสายตาเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงก็ตกต่ำลง นอกจากบุตรสาวขุนนางเล็กๆขั้นสี่และห้าก็แทบไม่มีใครเข้ามาคบหากับนางอย่างจริงใจอีก…


เพราะการปรากฏของปิ่นเว่ยหลิงทำให้พิธีปักปิ่นของหลินเว่ยเว่ยถูกเล่าลือไปทั่วเมืองหลวง ความต้องการจัดพิธีปักปิ่นอย่างยิ่งใหญ่ให้นางของเจียงโม่หานจึงบรรลุจุดประสงค์ด้วยเหตุนี้ !


หลังจากเรื่องนี้จบลง หลินเว่ยเว่ยที่ได้ยินเรื่องราวของปิ่นเว่ยหลิงก็เข้าไปสอบถามบัณฑิตน้อยด้วยความสงสัยว่าได้สมบัตินี้มาอย่างไร หลังสอบถามแล้วเจียงโม่หานกลับให้คำตอบนางว่า ‘ได้มาโดยบังเอิญ’ แม้หลินเว่ยเว่ยใช้การขู่ว่าจะจูบเขา แต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา…แค่กแค่ก เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการข่มขู่นั้นจะเป็นจริง !


ชาติก่อน การปรากฎของปิ่นเว่ยหลิงก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนเช่นกัน เจียงโม่หานก็แค่เข้าไปหาก่อนโดยใช้ ‘ความรักอันหวานชื่น’ ของตนที่มีต่อหลินเว่ยเว่ยทำให้เจ้าของปิ่นเว่ยหลิงประทับใจ ส่งผลให้ปิ่นในตำนานกลายมาเป็นช่วงเวลาที่เปล่งประกายที่สุดในงานพิธีปักปิ่นของนาง


หลังพิธีปักปิ่นของหลินเว่ยเว่ยจบลงได้ไม่กี่วันก็เป็นวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว นี่เป็นการฉลองปีใหม่ครั้งที่สองของหลินเว่ยเว่ยบนแผ่นดินต้าเซี่ย ปีก่อนนางอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวและร่วมฉลองปีใหม่กับนางหวง นางเฝิง ต้าฮว๋า เอ๋อร์ฮว๋าและบัณฑิตน้อยด้วยความคึกคักอบอุ่น


ในเวลานั้นนางเข้าใจว่าจะเป็นอย่างนี้ไปทุกปี ทั้งเรียบง่ายและอบอุ่น แต่คาดไม่ถึงว่าปีนี้นางจะได้รับความรักและความอบอุ่นแบบเดียวกันที่เมืองหลวง หมินอ๋อง หมินหวางเฟย หมินอ๋องซื่อจื่อล้วนเป็นชนชั้นสูงที่เกินเอื้อมสำหรับนาง ทว่ากลายมาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเสียได้ ? สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปคือบัณฑิตน้อยยังอยู่ข้างนาง…


หลินจื่อเหยียน ‘ยังมีข้าอีกคน พี่รอง ในสายตาท่านจะมีแต่พี่เขยรองไม่ได้ หันมามองน้องชายบ้างเถิด !’


หลินจื่อเหยียนมึนงง…เขากำลังฝันไปหรือเปล่า ? ความฝันนี้ช่างยาวนานแถมยังดูเหนือจินตนาการมากด้วย


ตอนที่ 576: หากเป็นความฝัน ก็หวังว่าจะไม่ตื่นขึ้นมาตลอดกาล


หลินจื่อเหยียนกลัวจริงๆ ว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน การที่เขาร่ำเรียนมาอย่างยากลำบาก เหนื่อยจนแทบจะยอมแพ้ แต่เขากลับฝันว่าพี่รองที่โง่เขลาฟื้นจากอุบัติเหตุแล้วกลายเป็นอัจฉริยะผู้ทำได้ทุกอย่าง นำพาให้ครอบครัวร่ำรวย


ฝันว่าเจียงถงเซิงอัจฉริยะข้างบ้านกลายเป็นว่าที่สามีของพี่รอง คอยชี้แนะการเรียนให้แก่เขา ทำให้เขาได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่การสอบครั้งแรก นี่คือสิ่งที่เมื่อก่อนเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ !


ฝันว่าพี่เขยรองสามารถเลื่อนขั้นจากเจียงถงเซิงเป็นเจียงอั้นโฉ่วและเจียงเจี้ยหยวน แล้วพาเขากับพี่รองมาเป็นเพื่อนสอบที่เมืองหลวง ทำให้เขาได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง


ฝันว่าแท้จริงพี่รองของเขาเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปหลายปีของหมินอ๋อง เพราะช่วยฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเอาไว้จึงถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิงเว่ยเว่ย กลายเป็นหนึ่งในองค์หญิงเพียงสองพระองค์ของราชวงศ์ต้าเซี่ย


เขายังฝันอีกว่าตนได้เข้าวังไปกับพวกเจ้านายตำหนักหมินอ๋องเพื่อร่วมงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าอันยิ่งใหญ่ แม้ว่าอาหารในงานเลี้ยงจะเทียบชั้นกับฝีมือของพี่รองไม่ได้ แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้และฮองเฮาผู้สูงส่ง เห็นเหล่าขุนนางขั้นสามขึ้นไปที่มาพร้อมกับฝูเหรินและบุตร ได้เห็นการแสดงอันยอดเยี่ยมของเหล่านางรำแห่งวังหลวง…


เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นทุกสิ่งตรงหน้า เขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจนจากชนบทคนหนึ่ง ทว่ามีวันที่ได้นั่งอยู่ในอุทยานหลวง นั่งอยู่ข้างกายหมินอ๋อง กินอาหารที่พ่อครัวจากห้องเครื่องจัดเตรียม ไม่ใช่ความฝันแล้วจะเรียกว่าอะไร ? พูดไปใครจะเชื่อ ?


นับตั้งแต่กลับจากวังหลวงมายังตำหนักอ๋องก็ได้นั่งร่วมโต๊ะกับหมินอ๋องและพระชายารวมถึงซื่อจื่อเพื่อกินหม้อไฟที่พี่รองเป็นคนทำ เขาจึงค่อยๆได้สติขึ้นมาว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋องจริงๆ และเคยเข้าไปในวังหลวงแล้วด้วย !


หลินเว่ยเว่ยสงบนิ่งกว่าเขามาก เพราะงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าไม่ใช่การเข้าวังหลวงครั้งแรกของนาง หลังจากที่นางถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิงและต้องเข้าวังไปขอบพระทัย องค์หญิงเจียวเจียวก็ได้เชิญนางเข้าไปเที่ยวชมอุทยานหลวงและไม่ใช่เพียงครั้งเดียว


นอกจากนี้นางยังมีป้ายพระราชทานของฮ่องเต้ที่ทำให้สามารถเข้าออกวังหลวงได้อย่างอิสระ สิ่งนี้สำหรับคนอื่นเป็นพระมหากรุณาธิคุณมากเพียงใด แต่สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าไปในวังเองแม้แต่ครั้งเดียว บางทีอาจเพราะชาติที่แล้วนางเคยดูละครโทรทัศน์ที่มีการแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงมากเกินไป นางจึงกลัวว่านิสัยไม่แยแสสิ่งใดของตนจะถูกคนในวังหลวงเอาไปหาประโยชน์และก่อให้เกิดหายนะขึ้นได้ นางพอใจกับชีวิตของตัวเองในเวลานี้ที่สุดแล้ว ไม่อยากให้ชีวิตมีเรื่องพลิกผันใดอีก ดังนั้นสถานที่อันตรายอย่างวังหลวงควรอยู่ห่างไว้เป็นการดีที่สุด !


ทว่าเมื่อหลินเว่ยเว่ยไม่เข้าไปในวังหลวง องค์หญิงเจียวเจียวจึงต้องเป็นฝ่ายมาหานางเอง ความถี่ในการมาที่ตำหนักหมินอ๋องขององค์หญิงเจียวเจียวทำให้ฮ่องเต้ถึงขั้นน้อยพระทัย เพราะแม้แต่วันสำคัญอย่างเทศกาลโคมไฟ องค์หญิงน้อยของพระองค์ก็ยังไม่อยู่เป็นเพื่อนในวังหลวง แต่ไปเดินชมงานเทศกาลโคมไฟกับพี่เว่ยเว่ยของนางเสียได้ !


ฮ่องเต้หยวนชิงรู้สึกเสียพระทัยที่ให้องค์หญิงเว่ยเว่ยปรากฎตัวต่อหน้าเจียวเจียวของพระองค์ เพราะนับตั้งแต่ได้พบกับหลินเว่ยเว่ยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือสายตาขององค์หญิงเจียวเจียวล้วนมีเพียงพี่เว่ยเว่ย บิดาอย่างพระองค์ในสายตาขององค์หญิงน้อยจึงไม่มีค่าอีกต่อไป !


ฮ่องเต้หยวนชิงข่มหทัยแล้วทำงานราชกิจจนเสร็จ ก่อนจะวางพู่กันบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรง พลางตรัสกับเต๋อฉวนที่โค้งตัวคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างว่า “ไป ! ไปเดินชมงานเทศกาลโคมไฟเป็นเพื่อนเจิ้น !”


เต๋อฉวนกงกงตกใจขึ้นมาทันที ‘สวรรค์ ! งานเทศกาลโคมไฟมีผู้คนมากมาย เป็นโอกาสเหมาะในการลอบสังหาร ฝ่าบาทคงคิดว่าพระองค์มีพระชนมายุยืนนาน จึงจะพาองค์เองไปอยู่ในที่อันตรายเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ ?’


เต๋อฉวนกงกงกลอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ทูลฝ่าบาท ให้ไปทูลถามหมินอ๋องว่าสนพระทัยจะไปชมงานเทศกาลโคมไฟก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”


“ไปถามเขาทำไม ? คนหยาบกระด้างอย่างเขาจะไปรู้อะไร ? ตอนนี้ในสายตาของเขาคงมีเพียงพระชายาเท่านั้น จะมีเวลามาสนใจเจิ้นได้อย่างไร ?” ตรัสถึงหมินอ๋องแล้วฮ่องเต้หยวนชิงก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา เมื่อก่อนเจ้านั่นเข้าวังแทบทุกวัน ตอนนี้มีครอบครัวสุขสันต์ ไฉนเลยจะยังจำคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างพระองค์ได้ ?


ไม่ใช่สิ ความอิจฉาตาร้อนเช่นนี้ของพระองค์ เหตุใดจึงเหมือนเหล่าสตรีในวังหลัง ? เพียงแค่หยูอันมีภรรยาอย่างนั้นหรือ ? แต่พระองค์ก็มีเช่นกัน ? !


“จงไปตำหนักคุนหนิงเพื่อทูลถามฮองเฮาว่าสนใจไปเดินชมงานเทศกาลโคมไฟกับเจิ้นหรือไม่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงนึกถึงปีที่พระองค์และฮองเฮาเพิ่งอภิเษกสมรสกัน แทบทุกปีเมื่อถึงเทศกาลโคมไฟ ทั้งสองจะพากันออกไปเที่ยวเล่น ทายปัญหา ชมโคมไฟและทำเรื่องสนุกสนานต่างๆด้วยกัน คิดถึงช่วงเวลานั้นเหลือเกิน !


ผ่านไปไม่นานฮองเฮาก็เปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดธรรมดา แต่งกายเหมือนตอนที่ทั้งสองไปเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟทางเหนือไม่ผิดเพี้ยน ดวงพักตร์ของฮ่องเต้หยวนชิงเผยรอยแย้มพระโอษฐ์ออกมา ทว่าเมื่อเห็นองค์รัชทายาทที่อยู่ทางด้านหลังของฮองเฮาแล้วก็พลันเปลี่ยนเป็นรังเกียจขึ้นมาทันที


องค์รัชทายาท “…”


‘ฟู่หวง แววพระเนตรที่แสนรังเกียจและสีพระพักตร์ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้เอ๋อร์เฉินสงสัยเหลือเกินว่ายังใช่โอรสแท้ๆของพระองค์หรือไม่ !’


ส่วนหมินอ๋องที่เดิมทีคิดจะอยู่กับพระชายาเพียงลำพังนั้น เมื่อเห็นฮ่องเต้ ฮองเฮาและองค์รัชทายาทปรากฎตรงเบื้องหน้าก็พลันนิ่งงันไปทันที ‘เทศกาลสำคัญเช่นนี้ ครอบครัวของพวกพระองค์จะหยุดสร้างปัญหาให้ตำหนักหมินอ๋องหน่อยไม่ได้หรือ ?’


หลังจากเห็นหมินอ๋องแล้ว เต๋อฉวนกงกงจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก ‘มีเทพสงครามของต้าเซี่ยอยู่ด้วย ในที่สุดตนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของฝ่าบาทแล้ว อามิตตาพุทธ สหายย่อมร่วมเผชิญความลำบากไปพร้อมกัน หมินอ๋องก็เสียสละสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ ?’ 


ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นว่ามีเพียงหมินอ๋องและหมินหวางเฟยจึงตรัสถาม “เจียวเจียวกับเว่ยเว่ยอยู่ที่ใด ?”


หมินอ๋องกลอกดวงเนตรเล็กน้อยพลางตอบไปว่า “พระธิดาของฝ่าบาทลากบุตรสาวของกระหม่อมไปชมโคมไฟแล้ว ส่วนบุตรชายของกระหม่อมเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกนางจึงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีเจ้าแซ่เจียงกับน้องชายของเว่ยเว่ยไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ !”


ฮองเฮาดึงมือของหมินหวางเฟยมากุมเอาไว้พลางตรัสอย่างคิดถึงว่า “จะว่าไปแล้วพวกเราสองพี่น้องก็ไม่ได้มาเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟด้วยกันสิบกว่าปีได้แล้วกระมัง มารำลึกความหลังกันหน่อยดีหรือไม่ ?”


หมินอ๋องที่ปฏิเสธคำชวนของพวกเด็กๆ เดิมทีตั้งพระทัยที่จะเดินเที่ยวกับหมินหวางเฟยเพียงสองต่อสอง แต่คาดไม่ถึงว่าจู่ๆจะมีแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสามโผล่เข้ามา จึงรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก


แต่หมินหวางเฟยที่ชอบความครึกครื้นกลับรู้สึกว่าคนยิ่งเยอะยิ่งสนุก เป็นผลให้จากที่วางแผนเอาไว้เพียงสองคนก็กลายเป็นห้าคนทันที


ตลอดสองข้างทางของถนนเจิ้งหยางที่แสนพลุกพล่านล้วนประดับประดาไปด้วยโคมไฟระยิบระยับ โคมไฟกระต่ายขนาดเล็ก โคมไฟดอกบัวที่เสมือนจริง โคมไฟหมุนได้ที่วิจิตรงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โคมวังหลวง (โคมไฟหกหรือแปดเหลี่ยม) ที่วิจิตรตระการตาจนทำให้ตาลายไปหมด


ท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินไหล่กระทบไหล่กันไปมา มีคนที่รู้หนังสือคอยทายปริศนาเพื่อปลุกความอยากรู้ของเหล่ากู่เหนียงน้อย มีคนธรรมดาที่พาภรรยา บุตรชาย บุตรสาว และครอบครัวออกมาเที่ยวเล่น มีสหายสามสี่คนเดินเที่ยวตามประสาคนหนุ่มและมีเหล่าพี่ชายที่คอยปกป้องน้องสาว…


ฮองเฮาและหมินหวางเฟยเดินจูงมือกันอยู่ด้านหน้าพลางชี้ไปยังโคมไฟตลอดสองข้างทางเป็นระยะ พร้อมพยักหน้าสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ฮ่องเต้และหมินอ๋องเดินเคียงข้างภรรยาของตน โดยเฉพาะหมินอ๋องที่คอยปกป้องพระชายาอยู่ตลอดเวลาเพราะเกรงว่านางจะถูกคนเบียด ส่วนองค์รัชทายาทก็คอยดำเนินตามหลังผู้อาวุโสและมีองครักษ์ของทั้งสองครอบครัวเดินรั้งท้าย ท่ามกลางฝูงชนที่แสนคึกคัก มีองครักษ์เงาแฝงตัวอยู่มากมายเท่าไรก็ไม่อาจทราบได้ !


หมินหวางเฟยหยุดฝีเท้าลงตรงเบื้องหน้าโคมไฟหมุนดวงหนึ่ง นางดูเหมือนสนพระทัยโคมไฟที่วิจิตรดวงนี้มาก หมินอ๋องจึงเอ่ยโดยไม่กะพริบดวงเนตรว่า “เถ้าแก่ โคมไฟนี้ข้าขอซื้อ !”


เถ้าแก่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา แต่เขาก็ยังเผยสีหน้าลำบากใจออกมา “ต้องขออภัยด้วย โคมไฟดวงนี้เป็นรางวัลสำหรับทายปัญหา ดังนั้นจึงขายให้ไม่ได้ขอรับ !


ตอนที่ 577: ฮือฮือฮือ ท่านทำเช่นนี้อาจเสียข้าไปได้


พระขนงที่คมเข้มของหมินอ๋องขมวดมุ่นพลางตรัสด้วยท่าทางดุดันว่า “ไม่ต้องพูดมาก เสนอราคามาเท่าไร ข้าก็จ่ายไหว !”


เถ้าแก่ยิ้มแห้งออกมา ก่อนจะโค้งคำนับแล้วเอ่ยว่า “ขออภัยจริงๆขอรับ โคมไฟที่แขวนบนชั้นนี้ล้วนเป็นของรางวัลสำหรับทายปัญหา ไม่ใช่ของซื้อของขาย หากท่านต้องการแล้วล่ะก็…ต้องทายปัญหาให้ถูกต้องเท่านั้นขอรับ !”


หมินอ๋องที่กำลังจะตรัสต่อก็ถูกหมินหวางเฟยดึงชายฉลองพระองค์เอาไว้เบาๆ พร้อมกับส่ายดวงพักตร์ให้เล็กน้อย องค์รัชทายาทจึงทอดพระเนตรไปยังปัญหาที่ใช้ทาย “เปรียบดั่งแม่ม่าย ที่ชายชื่นชอบ ยามแห้งเหลืองกรอบ แก้หอบยาดี” เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง ทว่าเมื่อคิดไปคิดมาก็รู้สึกสับสนไม่น้อย


ฮองเฮาและหมินหวางเฟยสบดวงเนตรกันเล็กน้อยพลางตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้ชายอย่างพวกท่านจะไปรู้เรื่องดอกไม้ได้อย่างไร ? พวกเราทายกันเองดีกว่า !”


หมินหวางเฟยแย้มพระสรวลเบาๆ แล้วตรัสว่า “เปรียบดั่งแม่ม่าย ที่ชายชื่นชอบ คือ กระดังงา ?”


ฮองเฮาจึงตรัสเสริมว่า “ยามแห้งเหลืองกรอบ แก้หอบยาดี ใช่แล้ว หมายถึงดอกกระดังงาจริงๆด้วย !”


ฮ่องเต้และหมินอ๋องมองหน้ากันไปมา เดิมทีต้องการจะแสดงฝีมือเพื่อนำโคมไฟหมุนมามอบให้ภรรยาของตน แต่คาดไม่ถึงว่าการทายปัญหาต้องพ่ายแพ้ให้แก่วีรสตรีทั้งสองเสียได้


หมินอ๋องปลื้มหทัยยิ่งนัก เดิมทีพระชายาก็ฉลาดกว่าพระองค์อยู่แล้ว เนื่องจากพระองค์เป็นที่รู้จักเพราะความแข็งแกร่งหาใช่สติปัญญา เมื่อก่อนอยู่ในสนามรบ เสวี่ยเอ๋อร์ยังเป็นกุนซือให้อีก นางทายถูกแล้ว พระองค์ย่อมรู้สึกมีความสุขไปด้วย !


เวลานี้หลินเว่ยเว่ยและองค์หญิงเจียวเจียวที่อยู่บนถนนสายเดียวกันกับพวกผู้อาวุโส ทั้งสองมือเต็มไปด้วยโคมไฟและทั้งหมดล้วนเป็นรางวัลที่ได้มาจากการทายปัญหา


“พี่เว่ยเว่ย ดูโคมวังหลวงนั่นสิ สี่ยอดหญิงงามที่วาดอยู่ด้านบนสวยมากเลย !” องค์หญิงเจียวเจียวลากหลินเว่ยเว่ยฝ่าฝูงชนเข้าไปพลางชี้ไปยังโคมไฟดวงหนึ่งพร้อมรอยยิ้มกว้าง แสงไฟสว่างไสวราวกับกลางวัน ขับให้ใบหน้าของคนเกิดความนวลผ่องขึ้นมา เพิ่มความงามให้ดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น


หลินเว่ยเว่ยเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อมองคำถามให้ชัดเจน “หัวแหลมตัวบางขาวดุจเงิน ไร้น้ำหนักบนตาชั่ง ดวงตาอยู่บนก้น ยอมแค่อาภรณ์ไม่ยอมคน”


ข้อนี้นางรู้คำตอบแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเกาะไหล่องค์หญิงเจียวเจียวราวกับคู่รักพร้อมกับเลิกคิ้วแล้วเอ่ยว่า “ทำไมหรือ ? เจ้าชอบโคมไฟดวงนี้ ? เช่นนั้นพี่สาวจะเอามาให้เจ้าเอง เถ้าแก่ คำตอบข้อนี้ก็คือ เข็ม !”


เถ้าแก่จึงนำโคมวังหลวงดวงนั้นลงมาแล้วส่งให้องค์หญิงเจียวเจียวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ถูกต้อง คำตอบคือ เข็ม !”


องค์หญิงเจียวเจียวนำโคมที่อยู่ในพระหัตถ์ส่งให้องครักษ์ จากนั้นก็หยิบโคมที่ได้มาใหม่พลางชมด้วยรอยยิ้ม “พี่เว่ยเว่ยเก่งมาก !”


บุรุษทั้งสามคนทางด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็น หมินอ๋องซื่อจื่อ เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนกลายเป็นตัวประกอบภายในพริบตา เพราะพวกเขายังไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถเลยด้วยซ้ำ !


“จับหัวขโมย จับตัวมันไว้ !!” ทว่าจู่ๆก็เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างกะทันหันท่ามกลางฝูงชนที่แออัดยัดเยียด ฝูงชนที่ดูเป็นระเบียบจึงเริ่มกระจายตัวทันใด


หลินเว่ยเว่ยเอาโคมไฟในมือของตนยัดใส่มือของเจียงโม่หาน ก่อนจะกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อปกป้ององค์หญิงเจียวเจียวและเจียงโม่หานเอาไว้


หลินจื่อเหยียน “…”


ตำแหน่งของเขาถูกลดความสำคัญลงอีกแล้ว ก่อนหน้านี้สู้ว่าที่พี่เขยรองไม่ได้ก็ยังไม่เท่าไร ทว่าตอนนี้แม้แต่องค์หญิงเจียวเจียวก็ยังเหยียบหลังเขาขึ้นไปแล้ว ฮือฮือฮือ พี่รอง ข้ายังเป็นต้าฮว๋าที่ท่านรักอยู่หรือไม่ ?


เสี้ยวอึดใจที่หลินจื่อเหยียนถูกฝูงชนเบียดเข้ามา มือที่เต็มไปด้วยพลังข้างหนึ่งก็จับแขนของเขาเอาไว้และดึงเข้าไปอยู่ข้างกายของหลินเว่ยเว่ย เขารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรพี่รองก็ต้องเป็นห่วง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือข้างนั้นกลับเป็นหมินอ๋องซื่อจื่อไปเสียได้ หลินจื่อเหยียนห่อเหี่ยวทันใด ก่อนจะกัดผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ พี่รอง ท่านทำเช่นนี้อาจเสียข้าไปได้


หลินเว่ยเว่ยคุ้มกันองค์หญิงเจียวเจียวและเจียงโม่หาน คอยกันกระแสคนที่หลั่งไหลเข้ามาและค่อยๆถอยไปยังริมถนน ไม่ไกลจากตรงเบื้องหน้าของนางมีกู่เหนียงน้อยอายุไล่เลี่ยกันคนหนึ่งกำลังถูกคนเบียดจนเดินโซซัดโซเซ ห่างออกไปประมาณห้าหรือหกช่วงคนก็พบว่ามีคนในครอบครัวนางกำลังร้องเรียกด้วยความกังวลใจ


“หลีกไป !” ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าตื่นตระหนกผลักกู่เหนียงน้อยคนนั้นอย่างแรง ก่อนจะหายเข้าไปในฝูงชน ส่วนกู่เหนียงน้อยที่เสียหลักก็กำลังจะล้มลงกับพื้น เวลานี้ฝูงชนพลุกพล่านยิ่งนัก หากกู่เหนียงน้อยล้มลงกับพื้นจะต้องถูกเหยียบอย่างแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้จึงเอ่ยกับหมินอ๋องซื่อจื่อว่า “ท่านพี่ ท่านไปจับตัวคนทำผิด ส่วนข้าจะไปช่วยนางเอง !”


จากนั้นนางก็ใช้มือข้างหนึ่งแหวกฝูงชนทางด้านหลังของกู่เหนียงน้อยที่แสนแออัดออกไป จากนั้นก็เข้าไปหยุดอยู่ที่ข้างกายของอีกฝ่ายพร้อมดึงกู่เหนียงน้อยที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นมา


กู่เหนียงน้อยรู้สึกว่าหมวกที่ติดกับเสื้อคลุมของตนมีความตึงขึ้น จากนั้นร่างทั้งร่างก็ลอยขึ้นตามแรงดึงบางอย่าง เมื่อนางถูกหลินเว่ยเว่ยยกขึ้นมาราวกับกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความตื่นตกใจราวกับเวลาหยุดเดินไปเสียดื้อๆ…


ส่วนฝูงชนที่เบียดเสียดทางด้านหลังของกู่เหนียงน้อย ก่อนหน้านี้ก็ถูกอะไรบางอย่างผลักไปยังริมถนนพร้อมการยืนที่ไม่มั่นคงและสีหน้าราวกับว่าข้าเป็นใคร ข้าอยู่ที่ใด…ข้าทำอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น


“น้องหญิง !”


“คุณหนูเจ้าคะ !” ครอบครัวและสาวใช้ของกู่เหนียงน้อย ในที่สุดก็สามารถเข้ามาถึงตัวของนางได้ หลินเว่ยเว่ยจึงปล่อยหมวกที่ติดกับเสื้อคลุมซึ่งจับอยู่ในมือลง พร้อมทั้งปลีกตัวออกมาโดยไม่ได้แสดงตัวแต่อย่างใด


นางเห็นว่าเวลานี้กู่เหนียงน้อยกำลังถูกครอบครัวถามไถ่และปลอบโยน นางจึงเอ่ยกับองค์หญิงเจียวเจียวที่ดวงเนตรเป็นประกายว่า “ไปกันเถิด ไปดูว่าท่านพี่จับหัวขโมยได้หรือไม่ !”


เอ่ยจบ มือข้างหนึ่งก็คอยจูงพระหัตถ์ขององค์หญิงเจียวเจียว ส่วนอีกข้างก็ดึงแขนเสื้อของเจียงโม่หานเอาไว้ ก่อนจะพากันมุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนที่แสนพลุกพล่าน ส่วนหลินจื่อเหยียนก็ได้แต่เดินตามทางด้านหลัง โคมไฟแม้ให้แสงสว่างกว่านี้ก็ไม่สามารถสาดส่องไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเขาได้หรอก หดหู่ยิ่งนัก ‘ฮือฮือฮือ ข้าคือคนน่าสงสารและไม่มีใครรัก…’


กลุ่มคนที่เดินแออัดยัดเยียดกันอยู่นั้นก็ถูกแหวกออก ถ้ามีหลินเว่ยเว่ยอยู่แล้ว ไม่มีที่ใดซึ่งนางจะฝ่าเข้าไปไม่ได้ ท่ามกลางฝูงชนปรากฏบุรุษรูปร่างสูงใหญ่สองคนยืนอยู่ คนหนึ่งก็คือหมินอ๋องซื่อจื่อพี่ชายที่พลัดพรากของหลินเว่ยเว่ย ส่วนอีกคนเป็นบุรุษร่างกายกำยำ ไว้หนวดไว้เครา (ผู้ชายสมัยโบราณเหตุใดถึงชอบไว้หนวดเช่นนี้ ?) ดูแปลกหน้า เวลานี้ในมือของบุรุษที่ไว้หนวดได้จับหัวขโมยที่เพิ่งจะผลักกู่เหนียงน้อยจนเกือบโดนเหยียบเอาไว้


“ซื่อจื่อก็มาเดินเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟด้วยหรือ ?” เห็นได้ชัดว่าบุรุษที่ไว้หนวดรู้จักกับหมินอ๋องซื่อจื่อ


หมินอ๋องซื่อจื่อพยักหน้าพลางเอ่ยกับบุรุษผู้นั้นว่า “ใช่ ข้ามาเดินชมงานเทศกาลโคมไฟเป็นเพื่อนน้องสาว…แม่ทัพหลินมาคนเดียวหรือ ?”

..........

ตอนที่หลินเว่ยเว่ยฝ่าฝูงชนเข้าไปถึงข้างกายของหมินอ๋องซื่อจื่อ บุรุษที่พูดน้อยทั้งสองคนก็กำลังสนทนากันด้วยท่าทีที่น่าอึดอัด…


บุรุษคนนั้นเห็นว่ามีคนเข้ามาก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก เขาจับหัวขโมยได้แล้วกำลังคิดที่จะเอ่ยลาหมินอ๋องซื่อจื่ออยู่พอดี เมื่อเห็นใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยชัดๆแล้ว เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย กู่เหนียงน้อยผู้นี้ เหตุใดถึงได้ดูคุ้นตายิ่งนัก ?


บุรุษผู้นั้นเดิมทีก็ไม่ใช่คนชอบสอดรู้สอดเห็น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “ซื่อจื่อ ท่านนี้คือ…”


หมินอ๋องซื่อจื่อมองไปยังหลินเว่ยเว่ยพลางเอ่ยด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มว่า “คือน้องสาวของข้าเอง !”


ที่แท้กู่เหนียงน้อยรูปร่างสูงโปร่งคนนี้ก็คือ ‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ ที่คนทั้งเมืองหลวงให้ความเกรงใจ และพอมองไปยังกู่เหนียงน้อยอีกคนที่อยู่ข้างกายของนาง หืม ? องค์หญิงเจียวเจียวออกมานอกวังด้วยหรือ ? เหตุใดถึงพาผู้ติดตามมาเพียงเท่านี้เองเล่า ?


ตอนที่ 578: ช่วยด้วย มีคนต้องการเอาชีวิตข้า


“พี่รอง รอข้าด้วย !” หลินจื่อเหยียนใช้แรงทั้งหมดที่มีและในที่สุดก็สามารถฝ่าฝูงชนและแทรกตัวมาจนได้ เขาหอบหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างกายของหลินเว่ยเว่ยพลางก้มลงจัดระเบียบเสื้อผ้าของตน


“หืม? ต้า…ต้าฮว๋า ?” บุรุษผู้นั้นได้เห็นใบหน้าของหลินจื่อเหยียนชัดๆแล้ว ดวงตาก็พลันเบิกกว้างขึ้นมา มือที่จับตัวหัวขโมยไว้ก็อดไม่ได้ที่จะคลายออก…


หมินอ๋องซื่อจื่อจึงคว้าตัวหัวขโมยที่คิดจะหนีเอาไว้ได้ด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไวพลางมองแม่ทัพหลินด้วยความประหลาดใจ แม่ทัพหลินเป็นคนสุขุม นิ่งสงบ เหตุใดจู่ๆถึงได้ใจลอยเช่นนี้ ? หรืออีกฝ่ายมีความเกี่ยวข้องอันใดกับน้องชายที่ติดสอยห้อยตามน้องหญิงมา ?


หลินจื่อเหยียนได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อเล่นของตนก็เงยหน้าขึ้นมองทันทีและพบกับแม่ทัพหลินที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา จึงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาประหลาดใจ จากนั้นก็เบนสายตาไปทางอื่น ไม่รู้จัก คงไม่ได้เรียกเขากระมัง !


แม่ทัพหลินจึงก้าวไปด้านหน้าพลางจ้องมองใบหน้าของหลินจื่อเหยียนด้วยสีหน้าเพ้อฝัน ก่อนถามออกไปด้วยเสียงที่สั่นเทาว่า “เจ้า…แซ่หลินใช่หรือไม่ ?”


“ใช่ ท่านรู้ได้อย่างไร ?” หลินจื่อเหยียนเห็นแม่ทัพหนวดยาวมีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมาก็ตกใจจนถอยหลังไปสองก้าวเพื่อไปหลบอยู่ด้านหลังพี่รองอย่างไม่อายทันที


“เจ้า…ชื่อว่าหลินจื่อเหยียนใช่หรือไม่ ?” แม่ทัพหลินก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกสองก้าว


หลินจื่อเหยียนก็เริ่มรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่างจากส่วนลึกของความทรงจำ จึงทำให้ครั้งนี้เขาไม่ได้หลบหน้าอีกฝ่าย แต่ขยับเข้าไปพินิจพิจารณาด้วยความสงสัย “ใช่ ข้าชื่อหลินจื่อเหยียน ท่าน…รู้จักข้าด้วยหรือ ?”


“ต้าฮว๋า ! พ่อตามหาเจ้าด้วยความยากลำบากเหลือเกิน !” แม่ทัพหลินเอ่ยพร้อมกับร้องไห้ออกมาพลางลากหลินจื่อเหยียนออกจากด้านหลังของหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะสวมกอดเอาไว้แน่น


“พ่อ ? เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อน !” หลินจื่อเหยียนที่มีรูปร่างยังไม่โตมากนัก เมื่อถูกกอดเอาไว้แน่น จมูกจึงถูกเสื้อช่วงอกของแม่ทัพหลินกดทับเอาไว้ เขาพยายามขัดขืนอย่างเต็มแรง พี่รองช่วยข้าด้วย มีคนสวมรอย แถมยังต้องการจะเอาชีวิตข้าด้วย !


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปจับแขนของแม่ทัพหลินและดึงออก ก่อนจะดึงน้องชายออกจากอ้อมอกของอีกฝ่าย “แม่ทัพหลินโปรดใจเย็นก่อน มีเรื่องอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันได้ !”


หลินจื่อเหยียนพยักหน้าราวไก่จิกข้าวเปลือกพลางเอ่ยว่า “ถูกต้อง ! แม้ว่าท่านแม่ทัพจะแซ่หลิน แต่เรื่องบุตรนั้นเราจะพูดส่งเดชไม่ได้ อีกอย่างคือท่านพ่อของข้าก็ตายไปตั้งแต่หกปีที่แล้ว…”


“เด็กโง่ ข้านี่แหละคือพ่อของเจ้า เจ้าชื่อหลินจื่อเหยียน มีชื่อเล่นว่าต้าฮว๋า และเจ้ายังมีน้องชายชื่อหลินจื่อถิง ชื่อเล่นเอ้อร์ฮว๋า รวมถึงพี่สาวอีกสองคนคือเจ้าใหญ่กับเจ้ารอง ชื่อของพวกนางคือหลินเฉียงเอ๋อร์และหลินเว่ย…” แม่ทัพหลินจ้องมองบุตรชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ผ่านไปหกปีแล้วเจ้าตัวเล็กที่เชื่อฟังซึ่งปรากฏในความทรงจำผู้นั้นได้เติบโตเป็นหนุ่มน้อย…


“ช้าก่อน ! ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่า…ท่านเป็น…ท่านเป็นพ่อของข้าจริงๆ ?” ดวงตาของหลินจื่อเหยียนแทบถลนออกมาจากเบ้า ไม่ใช่สิ ท่านแม่บอกว่าพี่รองมีหน้าตาเหมือนท่านพ่อ ทว่าแม่ทัพที่หนวดเครารกรุงรังตรงหน้าผู้นี้แค่จะมองหาเครื่องหน้าที่ชัดเจนท่ามกลางหนวดเครายังยาก อย่างไรก็มองไม่เห็นเค้าโครงใบหน้าที่หล่อเหลาและมีเมตตาเหมือนในความทรงจำเลยสักนิด


แม่ทัพหลินหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะกอดรัดเขาเต็มแรงอีกครั้ง “ใช่สิ ข้าเป็นพ่อของเจ้า เป็นพ่อตัวจริงเสียงจริงของเจ้า !”


“พ่อ ! ท่านพ่อ !” หลินจื่อเหยียนหวนนึกถึงตอนที่ท่านพ่อเพิ่งหายตัวไป ทั้งบ้านเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสิ้นหวัง หกปีแห่งความลำบากและอนาคตที่แสนเลือนราง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดของแม่ทัพหลินด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา


หลินเว่ยเว่ยค่อยๆขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้เจียงโม่หานพลางกระซิบถามเสียงเบาว่า “เขาเป็นท่านพ่อของข้าจริงหรือ ?”


“ไม่ใช่ ! บิดาของเจ้าคือหมินอ๋อง !” เจียงโม่หานตอบอย่างหนักแน่น


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของเขาอีกครั้งว่า “อย่ามาเล่นลิ้น ข้าเป็นบุตรของใครกันแน่ คนอื่นไม่รู้ แล้วเจ้าก็ไม่รู้หรือไร ? ข้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับท่านพ่อแม้แต่น้อย เจ้าอยู่ข้างบ้านมาตั้งหลายปีต้องจำได้ไม่ใช่หรือ ?”


“บุตรชายแท้ๆอย่างน้องชายของเจ้ายังจำไม่ได้ นับประสาอันใดกับข้าที่ปกติไม่ค่อยได้พบหน้าเพื่อนบ้านกันเล่า ?” การหายตัวไปของท่านลุงหลินสำหรับคนอื่นแล้วอาจเป็นระยะเวลาสั้นๆแค่6ปีเท่านั้น ทว่าสำหรับเจียงโม่หานที่มีชีวิตอยู่มาแล้วสองชาติภพ เวลาได้ผ่านไปสี่สิบปีแล้ว ในความทรงจำคือท่านลุงหลินตัวสูงใหญ่ มีนิสัยตรงไปตรงมาและเป็นคนมีน้ำใจ…ทว่าใบหน้าช่างเลือนรางจนจำไม่ได้แล้ว !


หลินเว่ยเว่ยกระซิบคุยกับเจียงโม่หานต่อ “เพื่อนบ้านอะไรกัน ? บุตรเขยทั้งคน เจ้าเป็นถึงบุตรเขยคนเก่งของเขาเชียวนะ !”


“อย่าว่าแต่บุตรเขยเลย แม้แต่บุตรชายแท้ๆ ยังไม่สามารถมองใบหน้าที่แท้จริงใต้หนวดเคราของเขาออกด้วยซ้ำ !” เจียงโม่หานลอบบีบมือของหลินเว่ยเว่ย


องค์หญิงเจียวเจียวขยับเข้ามาอย่างเงียบๆ “พี่เว่ยเว่ย พวกท่านกระซิบอะไรกัน ?”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัย พร้อมเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเรื่องซุบซิบย่อมไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของว่าที่สามีภรรยา เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากจะฟัง ?”


องค์หญิงเจียวเจียวย่นจมูกเล็กน้อยแล้วตรัสว่า “ชอบอวดว่ามีสามีอีกแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “ใช่ ! ใครใช้ให้บัณฑิตน้อยของข้ายอดเยี่ยมเช่นนี้เล่า ? ถ้าไม่โอ้อวดบ้าง ข้าคงอึดอัดใจไม่น้อย !”


“เว่ยเอ๋อร์ สงวนท่าทีหน่อย พวกเราอยู่ข้างนอกกันนะ !” ในที่สุดหมินอ๋องซื่อจื่อก็เข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของการที่ฟู่หวางให้เขามาคอยปกป้องน้องหญิง ไม่ใช่เพื่อกันคนนอก แต่เพื่อป้องกันคนใน !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะชอบใจพลางแลบลิ้นออกมาแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ ถ้ากลับถึงตำหนักแล้วก็ไม่ต้องสงวนท่าทีอีกใช่หรือไม่ ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อรู้ว่าฝีปากของนางร้ายกาจเพียงใดและตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงรีบเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น !”


“เว่ยเอ๋อร์ ? ต้าฮว๋า นี่คือพี่รองของเจ้าหรือ ?” แม่ทัพหลินเห็นความคุ้นเคยบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ย แม้นางจะผอมลงไปมาก แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสดใส ท่าทางคล่องแคล่ว แต่เขาจำได้ทันทีว่านี่คือบุตรสาวคนรองของตน ทว่า…เหตุใดนางจึงเรียกซื่อจื่อว่าท่านพี่ ? แล้วเหตุใดซื่อจื่อจึงแนะนำว่านางเป็นน้องสาวของตน ? หรือเจ้ารองก็คือองค์หญิงเว่ยเว่ยที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง ? แม่ทัพหลินรู้สึกสับสน ใครก็ได้ช่วยบอกเขาทีว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ?


เจียงโม่หานมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังมุงดูอยู่รอบกาย คนจำนวนมากกำลังมองมาที่พวกตนด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ เขาจึงดึงหลินเว่ยเว่ยเบาๆ พลางเอ่ยกับแม่ทัพหลินว่า “ซื่อจื่อ แม่ทัพหลิน ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับการพูดคุยกัน เชิญไปคุยกันที่อื่นจะดีกว่าขอรับ”


โรงน้ำชาในละแวกนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย องครักษ์ของตำหนักหมินอ๋องหายไปนานมากแล้วก็ยังไม่พบสถานที่ซึ่งสามารถนั่งพูดคุยกันได้ หลินเว่ยเว่ยจึงสะบัดมือเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “ตามข้ามา !”


องค์หญิงเจียวเจียวดึงชายเสื้อของนางเอาไว้แล้วเดินตามไปด้วยความร่าเริง “พี่เว่ยเว่ย ท่านจองห้องที่ใดเอาไว้หรือ ? ช่างมองการณ์ไกลยิ่งนัก…”


คนทั้งกลุ่มเดินไปได้ไม่ไกลก็เห็นคำว่า ‘เถียนมี่ฉือกวง’ ไม่รู้ว่าองค์หญิงเจียวเจียวมองผิดไปหรือเปล่า เพราะตรงด้านหน้าประตูของร้านนี้เหมือนจะมีคนเยอะกว่าโรงน้ำชาเสียอีก


“หืม ? เถียนมี่ฉือกวง ? นี่คือร้านขนมที่พี่เว่ยเว่ยร่วมลงทุนไม่ใช่หรือ ?” องค์หญิงเจียวเจียวเขย่งปลายเท้าพลางทอดพระเนตรเข้าไปด้านใน “ว้าว ! คนเยอะมาก พี่เว่ยเว่ย กิจการร้านขนมของท่านไปได้สวยเชียวล่ะ !”


หลินเว่ยเว่ยพาพวกเขามาที่ประตูด้านหลังแล้วเดินเข้าไป ในสวนด้านหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานและมีเหล่าสตรีสิบกว่าคนสวมชุดเหมือนกัน กำลังวุ่นวายกับการทำขนมอยู่ !


ตอนที่ 579: ใช่จะรับใครเป็นพ่อได้ง่าย


หลงจู๊ที่รับผิดชอบการทำขนมของร้าน พอเห็นหลินเว่ยเว่ยก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที “เถ้าแก่เนี้ย ลมอันใดหอบท่านมาถึงนี่ได้ ? เถ้าแก่หนิงกำลังยุ่งอยู่หน้าร้าน ให้ไปตามเขามาดีหรือไม่ขอรับ ?”


“ไม่ต้องไปรบกวนเขาหรอก แต่หลงจู๊หวังช่วยเตรียมห้องสะอาดให้พวกเรานั่งพักหน่อยเถิด” ร้านขนมแห่งนี้ นอกจากจะมีขนมหลากหลายรูปแบบแล้วยังมีชานมและชาผลไม้ให้บริการ ดังนั้นด้านบนจึงสร้างห้องเอาไว้ประมาณห้าถึงหกห้อง ส่วนห้องโถงใหญ่ก็มีโต๊ะตั้งเอาไว้หลายตัวเช่นกัน


หลงจู๊หวังพานางไปยังห้องพิเศษสำหรับเจ้านาย ทั้งยังจัดเตรียมชาหอมกรุ่นหนึ่งกาและขนมสามสี่จานมาให้อย่างพิถีพิถัน “เถ้าแก่เนี้ยยังต้องการสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่ขอรับ ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยว่า “เอาชานมถั่วแดงหวานปกติ เพิ่มพุดดิ้งมาให้เจียวเจียวอีกหนึ่งแก้ว”


หลินจื่อเหยียนได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยทันที “พี่รอง ข้าด้วย ข้าเอาชานมเผือกหวานน้อยเพิ่มพุดดิ้งถั่วแดง…”


หลินเว่ยเว่ยนึกขึ้นได้ว่าเจียงโม่หานชอบของหวานจึงหันไปถามเขา “เจ้าล่ะ ? ดื่มชานมหรือชาธรรมดา ?”


เจียงโม่หานครุ่นคิดสักพักก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาชานมถั่วแดงหวานน้อยก็พอ !”


หลินเว่ยเว่ยสั่งชานมให้พวกเขา แต่ตัวเองสั่งแค่ชาธรรมดาหนึ่งแก้วเท่านั้น เนื่องจากปีใหม่กินเต็มที่เกินไป นางรู้สึกว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่น้อย ดังนั้นจึงต้องควบคุมน้ำหนักเสียหน่อย !


แม่ทัพหลินมองบุตรสาวและบุตรชายของตนอย่างมีความสุข อดไม่ได้ที่จะถามหลินจื่อเหยียนว่า “ต้าฮว๋า เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่เมืองหลวงได้ ? ท่านแม่ พี่ใหญ่และน้องสี่ของเจ้าล่ะ ? อาการป่วยของเว่ยเอ๋อร์ดีขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ? เหตุใดนางถึงได้กลายเป็นน้องสาวของซื่อจื่อ ?”


หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกมาปรามความสงสัยที่พรั่งพรูของอีกฝ่าย ก่อนจะมองไปทางหลินจื่อเหยียน “เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาคือพ่อของพวกเรา ?”


หลินจื่อเหยียนมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครารกรุงรังพลางเอ่ยอย่างลังเลว่า “ข้า…ก็ไม่แน่ใจ เพราะท่านพ่อในความทรงจำของข้าไม่มีหนวด…พี่รอง คงจะ…ไม่มีใครต้องการรับคนอื่นเป็นลูกอย่างไร้เหตุผลหรอกกระมัง ?”


แม่ทัพหลินมองไปยังหลินเว่ยเว่ย…‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ รูปร่างสูงโปร่งและนิสัยร่าเริงพระองค์นี้จะเป็นบุตรสาวคนรองที่มีรูปร่างอ้วนท้วน แววตาเฉื่อยชาผู้นั้นของตนจริงหรือ ? นอกจากใบหน้าที่ดูละม้ายคล้ายคลึงแล้ว หากไม่มีต้าฮว๋าอยู่ด้วยล่ะก็ เขาคงไม่เชื่ออย่างแน่นอน !

  

เขาเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาออกมา “สงสัยอะไรกัน ? ใครจะไปทึกทักว่าบุตรคนอื่นเป็นบุตรตัวเองง่ายๆกันเล่า ? แต่ข้าคือพ่อของพวกเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย !”


หลินเว่ยเว่ยปรายตามองเขาเล็กน้อยพลางเอ่ยกับหลินจื่อเหยียนว่า “บางที…จุดประสงค์ของเขาอาจไม่ใช่เจ้า แต่เป็น…” พูดแล้วก็ชี้มาที่ตัวเอง


หลินจื่อเหยียนอาจไม่มีผู้ใดสนใจก็จริง แต่เพราะมีคนอยากก่อกบฏและต้องการกระชับความสัมพันธ์กับหมินอ๋องจึงพุ่งเป้ามาที่นางก็ได้ ? อิทธิพลของหมินอ๋องในกองทัพหาใช่ธรรมดาไม่ !


หมินอ๋องซื่อจื่อที่นั่งอยู่ด้านข้าง จู่ๆก็เอ่ยขึ้นมาว่า “แม่ทัพหลินเหมือนจะไม่ใช่คนเช่นนั้น !”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะใช้สายตามองสำรวจแม่ทัพหลินต่ออีกครั้ง แม่ทัพหลินจึงยิ้มแห้งออกมา เหตุใดถึงใช้คำว่า ‘เหมือนจะ’ กันเล่า ? หรือเพราะหนวดของเขายาวและรกรุงรังเกินไป!


แม่ทัพหลินจึงบอกวันเดือนปีเกิดของสี่พี่น้องออกมา แต่ก็เห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเหมือนยังสงสัยอยู่จึงเอ่ยอีกว่า “ที่ก้นของต้าฮว๋ามีปานแดงขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ตอนเขายังเด็ก ข้าเปลี่ยนผ้าอ้อมให้และยังคิดว่าเป็นรอยยุงกัดจึงบ่นกับแม่ของเจ้าว่ายุงตัวนี้ช่างเลือกกัดบริเวณเนื้อเยอะจริงๆ…”


หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะลูบตรงก้นของตัวเองพลางเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ท่าน…พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ? ที่นี่มีกู่เหนียงน้อยอยู่ด้วย !” เอ่ยจบ สายตาก็ประสานกับดวงเนตรแห่งความสงสัยขององค์หญิงเจียวเจียวเข้าพอดี แก้มของเขาพลันแดงก่ำราวกับก้นลิง


“ยังมีเจ้ารอง…เจ้า…” แม่ทัพหลินเอ่ยถึงตรงนี้ก็ถูกเสียงกระแอมไอเสียงหนึ่งขัดขึ้น แม่ทัพหลินมองเจียงโม่หานที่ส่งเสียงเตือนเล็กน้อยจึงนึกขึ้นได้และรีบเปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงหลินจื่อเหยียนและเสี่ยวเอ้อร์ฮว๋าแทน บุตรสาวของเขาโตแล้ว ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของนาง


ทุกสิ่งที่เขาพูดมาล้วนถูกต้อง หลินจื่อเหยียนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้รีบยอมรับเขาเป็นบิดาในทันที พลางส่งสายตาที่คลอไปด้วยน้ำใสไปทางพี่รอง


แม่ทัพหลินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ดูเหมือนว่าตอนนี้คนที่ต้องตัดสินทุกอย่างในบ้านจะเป็นบุตรสาวคนรองที่หายป่วยได้หนึ่งปีกว่าๆ แล้วหนึ่งปีกว่ามานี้นางไปทำอะไรมา ? จึงทำให้ต้าฮว๋าที่อ่อนกว่านางเพียงปีเดียวเชื่อฟังได้ถึงเพียงนี้ ?


หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วเคาะบนโต๊ะเบาๆ พร้อมจ้องมองไปทางแม่ทัพหลิน ก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมาว่า “ตอนนี้ข้าจะคิดว่าท่านเป็นท่านพ่อที่หายตัวไปเมื่อหลายปีของพวกเราแล้วกัน ! แต่ข้ามีคำถามหนึ่ง…ไม่ทราบว่าท่านจะตอบพวกเราได้หรือไม่ เพราะเหตุใดตลอดหกปีที่ผ่านมาท่านถึงไม่ส่งจดหมายมาหาพวกเราแม้แต่ฉบับเดียว ?”


นางจินตนาการไปถึงบิดาที่นิสัยไม่ดีและดันไปเข้าตาบุตรสาวแม่ทัพจึงละทิ้งลูกเมียเพื่อไปแต่งงานกับหญิงอื่นราวกับละครโทรทัศน์ ฮึ ! บิดาเช่นนี้ต่อให้มีตำแหน่งสูงส่งเพียงใด พวกนางก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด !


แต่ใครจะไปรู้ว่าชีวิตของเขายิ่งกว่าละครโทรทัศน์เสียอีก ! เดิมทีแม่ทัพหลินถูกสัตว์ป่าไล่ล่าบนภูเขาจึงตกจากหน้าผาและได้รับการช่วยเหลือจากพรานหนุ่มท่านหนึ่ง หลังจากฟื้นขึ้นมาก็สูญเสียความทรงจำ จากนั้นเมื่อเขารักษาตัวอยู่ที่บ้านพรานหนุ่มจนหายดีแล้วก็ได้มีการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้น ทั้งสองจึงเข้าร่วมกับกองทัพเพื่ออนาคต และความทรงจำของแม่ทัพหลินเพิ่งจะฟื้นคืนเมื่อปีก่อนนี้เอง


“ในเมื่อหนึ่งปีก่อนความทรงจำฟื้นคืนมาแล้ว เหตุใดจึงไม่เคยกลับไปที่บ้านเลย ? ต่อให้อยู่ในกองทัพและไม่สามารถลาหยุดได้ แต่ให้คนช่วยส่งจดหมายก็ได้นี่ ?” หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย


แม่ทัพหลินค่อยๆระงับความตื่นเต้นภายในใจลงพลางมองหลินเว่ยเว่ยและเอ่ยว่า “ใครบอกว่าพ่อไม่เคยส่งจดหมายไป ? ตอนที่ความทรงจำฟื้นคืนมา สงครามก็เริ่มตึงเครียดจนไม่สามารถปลีกตัวได้จริงๆ จึงให้คนนำจดหมายและเงินกลับไป แต่คนส่งจดหมายได้กลับมารายงานว่าที่เขตเริ่นอันเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง ในหมู่บ้านไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว พวกเจ้าไปจากฉือหลี่โกวกันหมดแล้ว…”


หลินจื่อเหยียนตบโต๊ะด้วยความโมโหและเอ่ยว่า “เหลวไหว ! ฉือหลี่โกวของเรา เนื่องจากมีกังหันน้ำกระดูกมังกรที่พี่เขยรองสร้างขึ้น อีกทั้งพี่รองยังได้พาคนทั้งหมู่บ้านช่วยกันขุดร่องส่งน้ำจึงทำให้เราไม่ประสบภัยพิบัติ พี่รองยังพาคนหนุ่มสาวทั้งหมู่บ้านขึ้นเขาไปเก็บเมล็ดสนและของป่าเพื่อนำมาขายแลกเงิน จนทำให้หมู่บ้านฉือหลี่โกวกลายเป็นหมู่บ้านที่มั่งคั่งของเขตเริ่นอัน…ครอบครัวเราแปรรูปเนื้อแผ่น ผลไม้อบแห้ง เนื้อกระต่ายเส้นและเปิดโรงงานแปรรูปเมล็ดสน มีชีวิตที่ดีกว่าใคร ! แต่พวกเรากลับไม่ได้รับข่าวคราวใดๆจากท่านเลย ท่านพ่อ ท่านให้ใครไปส่งจดหมายกันแน่ ? ท่านคงถูกหลอกแล้วกระมัง !!”


แม่ทัพหลินค่อยๆขมวดคิ้ว “เรื่องนี้พ่อจะไปตรวจสอบอีกที !”


จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “แม่ทัพหลิน ช่วงที่ท่านความจำเสื่อมได้แต่งภรรยาหรือภรรยารองหรือไม่ ? ข้างกายมีสตรีเคียงข้างหรือเปล่า ?”


แม่ทัพหลินถลึงตาใส่นาง เจ้าเด็กคนนี้คิดว่าเขาเป็นคนอย่างไร ? เขาจึงตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่มี ! ตอนนั้นพ่อเริ่มจากการเป็นนายทหารระดับล่าง กระบี่ไร้ตา และทุกวันล้วนเสี่ยงอันตราย อาจตายได้ทุกเมื่อแล้วจะไปดึงบุตรสาวของชาวบ้านมาลำบากได้อย่างไร ?”


“อีกอย่างคือแม้พ่อจะความจำเสื่อมแต่ไม่ได้โง่ ด้วยอายุของพ่อแล้วไม่มีทางที่จะยังไม่แต่งภรรยา ตอนนั้นก็คิดว่าหลังจากประสบความสำเร็จแล้วค่อยไปสืบหาชาติกำเนิดของตน บางทีอาจจะง่ายกว่า ดังนั้นจนถึงตอนนี้พ่อยังเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ !”


“ไม่ใช่สิ หลังจากพบพวกเจ้าแล้ว พ่อก็ไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบอีกต่อไป มีภรรยาและบุตรอยู่เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ต้าฮว๋า เจ้ารอง แล้วแม่ของพวกเจ้าอยู่ที่เมืองหลวงด้วยหรือไม่ ?”


ตอนที่ 580: เป็นหนุ่มผู้นี้เองที่มาเกี้ยวพาบุตรสาวของข้า


หลินจื่อเหยียนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างคนโง่งม “ท่านแม่ยังอยู่ที่ฉือหลี่โกว ส่วนข้ากับพี่รองติดตามพี่เขยรองมาสอบที่เมืองหลวง !”


“พี่เขยรอง ? พี่รองของเจ้าแต่งงานแล้วหรือ ?” แม่ทัพหลินพินิจพิเคราะห์หลินเว่ยเว่ยอย่างละเอียด ‘ไม่ใช่สิ เจ้ารองของเขายังแต่งกายด้วยชุดของหญิงที่ยังไม่ออกเรือนอยู่เลย !’


อีกอย่างเจ้ารองเพิ่งอายุเท่าไรกันเชียว คงเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่นกระมัง…เขาเคยได้ยินว่าตำหนักหมินอ๋องจัดงานพิธีปักปิ่นอย่างยิ่งใหญ่ ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เหตุใดถึงไม่เจอบุตรให้เร็วกว่านี้ ? จะได้ไม่พลาดวันสำคัญที่สุดของบุตรสาวคนรองไป !

  

หลินจื่อเหยียนมองเจียงโม่หานที่เอาแต่ยิ้มไม่พูดไม่จา “ท่านพ่อ ท่านยังจำบัณฑิตน้อยที่เรียนเก่งข้างบ้านเราได้หรือไม่ขอรับ ? พี่รองได้หมั้นหมายกับเขาแล้ว ท่านคงคาดไม่ถึงกระมัง ?”


“เจ้าหมายถึงเด็กหนุ่มตระกูลเจียงที่หน้าตาหล่อเหลา เรียบร้อยราวกับสตรีน่ะหรือ ?” เมื่อก่อนแม่ทัพหลินเคยช่วยบ้านหลังข้างๆ ทำงานใช้แรงเป็นประจำ ย่อมจดจำแม่ม่ายและเด็กชายที่กำพร้าบิดาข้างบ้านได้ดี ปกติเจ้าเด็กคนนั้นพอเห็นเจ้ารองก็มักจะรีบหลบหน้าตลอดไม่ใช่หรือ ? เหตุใดสองคนนี้ถึงมาอยู่ด้วยกัน…แค่ก แค่ก ปรองดองกันได้ ?


“โม่หานคาราวะแม่ทัพหลินขอรับ !” เมื่อเอ่ยถึงตนแล้ว เจียงโม่หานย่อมไม่สามารถทำไม่รู้ไม่เห็นได้อีก ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นคำนับแม่ทัพหลิน


แม่ทัพหลินมองบุรุษหนุ่มที่มีรูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางโดดเด่นตรงเบื้องหน้าผู้นี้ด้วยแววตาสับสน ‘ที่แท้ก็เป็นหนุ่มผู้นี้เองที่มาเกี้ยวพาบุตรสาวของข้า เด็กคนนี้จะหล่อเหลาเกินไปแล้วกระมัง หน้าตาดีกว่าตอนเด็กๆมากโข อีกทั้งอายุยังน้อยก็ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑลแล้ว…ใครเกี้ยวพาใครกันแน่ก็ยังไม่รู้เลย !’


ในเมื่อมารดาของเด็กๆ เป็นคนหมั้นหมายให้…เขาจะยอมรับก็แล้วกัน ! แม่ทัพหลินเอ่ยกับหลินจื่อเหยียนและหลินเว่ยเว่ยว่า “พวกเจ้าพักที่ใด ? อีกประเดี๋ยวไปเก็บข้าวของแล้วกลับบ้านกับพ่อเถิด !”


อันที่จริงหมินอ๋องซื่อจื่อก็ไม่อยากขัดฉากครอบครัวได้หวนพบหน้ากันสักเท่าไร แต่น้องสาวกำลังจะถูกชิงตัวไป เขาจำเป็นต้องพูดอะไรสักอย่าง “พวกเขาพักอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋อง ตระกูลหลินช่วยเลี้ยงดูน้องหญิงแทนตำหนักหมินอ๋องมาหลายปี บุญคุณนี้ข้าจะสลักเอาไว้ในใจ แต่…ตอนนี้เว่ยเอ๋อร์เป็นคนของตำหนักหมินอ๋องแล้ว คงไม่ต้องรบกวนแม่ทัพหลินอีก”


‘ไม่ถูกต้อง เจ้ารองของตนเหตุใดถึงกลายเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปหลายปีของตำหนักหมินอ๋องได้ ?’ แม่ทัพหลินได้แต่งุนงง เจียงโม่หานกังวลว่าอีกฝ่ายจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาจึงรีบอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ฮ่องเต้ประสงค์ให้แม่ทัพหลินฟัง…ทั้งยังเน้นย้ำว่าตัวตนของหลินเว่ยเว่ยได้ผ่านการตรวจสอบจากฮ่องเต้แล้ว !


มาบอกว่านางเฝิงสับเปลี่ยนตัวทารก เขาไม่เชื่อแม้แต่น้อย ! เขาเห็นบุตรสาวคนรองคลอดออกมากับตา เป็นบุตรสาวของตนอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุใดถึงกลายเป็นบุตรสาวของตำหนักหมินอ๋องไปได้ แม่ทัพหลินที่เดิมทีเป็นคนมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ในเมื่อฮ่องเต้ยืนยันเช่นนั้นก็แสดงว่าย่อมมีเหตุผล เขาพูดอะไรไปก็คงเปล่าประโยชน์

  

เขามองหลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง บุตรคนรองเกิดมาก็ไม่เหมือนคนปกติ ดังนั้นในบรรดาลูกทั้งหมด เขาจึงใส่ใจนางมากเป็นพิเศษ ต่อให้นางไม่เหมือนเด็กคนอื่นและถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะก็ไม่สามารถบั่นทอนความรักของบิดาที่มีต่อนางได้


แม่ทัพหลินเอ่ยด้วยความสะเทือนใจ “เจ้ารอง ไม่ว่าเจ้ามีแซ่หลินหรือแซ่จ้าว แต่ประตูบ้านตระกูลหลินเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ เจ้าจะเป็นบุตรสาวของพ่อ หลินหย่งอวี้ตลอดไป !”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าใช้แซ่เดียวกับฝ่ายมารดา ยังคงแซ่หลินเจ้าค่ะ” หมินหวางเฟยแซ่หลิน แม้นางจะถูกบันทึกเข้าลำดับวงศ์ตระกูลแล้วยังคงรักษาชื่อเดิม แซ่เดิมเอาไว้ ดังนั้นนางจึงยังใช้ชื่อว่า…หลินเว่ยเว่ย !


แม่ทัพหลินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดียิ่งนัก…แซ่หลินดี แซ่หลินดีจริงๆ พวกเขายังเป็นครอบครัวเดียวกัน !


เนื่องจากคืนนี้ก็ดึกมากแล้ว หลินจื่อเหยียนจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ค่อยย้ายไปจวนตระกูลหลิน


หลินเว่ยเว่ยจำแม่ทัพหลินได้ เขาคือคนแรกที่พุ่งออกมาขวางด้านหน้าในวันที่ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทโดนลอบปลงพระชนม์ หลายปีมานี้แม่ทัพหลินมีผลงานมากมาย ในระยะเวลาสั้นๆเพียงหกปีก็ได้เลื่อนขั้นจากทหารระดับเล็กๆขึ้นมาเป็นแม่ทัพขั้นสี่และเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์เมืองหลวง มีความดีความชอบจนได้รับพระราชทานจวนส่วนตัว


วันต่อมา หลินเว่ยเว่ยได้พาหลินจื่อเหยียนไปที่จวนตระกูลหลินตามนัดหมาย แม่ทัพหลินรออยู่ที่หน้าประตูนานแล้ว เมื่อเห็นหน้าพวกนางแล้วสีหน้ากังวลใจก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้างทันที “ต้าฮว๋า เจ้ารอง โม่หาน เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่ ?” ส่วนแม่ทัพหลินนั้นเมื่อคืนแทบจะนอนไม่หลับ เพราะเกรงว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน พอฟ้าสางแล้วก็จะตื่นจากฝันดี…


“พี่หลิน นี่คือลูกๆที่ท่านได้พบเมื่อวานหรือ ? รีบเชิญพวกเขาเข้ามาเถิด ต้าฮว๋า พ่อของเจ้าจัดห้องให้ตลอดทั้งคืน รีบเข้าไปดูว่ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่…หากมีสิ่งใดที่ต้องการอีกก็บอกสาวใช้ได้เลย อย่าได้เกรงใจ…” คนที่พูดคือสตรีที่แต่งกายด้วยอาภรณ์และทรงผมของสตรีที่ออกเรือนแล้ว อายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีและดูจากการแต่งกายก็ไม่เหมือนสาวใช้เลยสักนิด


รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยมลายหายไปทันที นางจ้องสตรีคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา “แม่ทัพหลินเป็นบิดาของพวกเรา ที่นี่เป็นบ้านของพวกเราแล้วยังต้องเกรงใจด้วยหรือ ! เจ้าเป็นใครถึงมาเอ่ยเช่นนี้กับพวกเรา ?”


เอ่ยจบ นางก็มองไปทางแม่ทัพหลินด้วยความไม่พอใจ… ‘ท่านบอกว่าไม่ได้แต่งภรรยาและภรรยารองไม่ใช่หรือ ? แล้วผู้หญิงที่มาต้อนรับราวกับนายหญิงผู้นี้เป็นใคร ?’


แม่ทัพหลินรีบอธิบายทันทีว่า “เจ้ารอง…เว่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด นางเป็นภรรยาของผู้มีพระคุณของพ่อ ชื่อว่า ซ่งเหนียงจื่อ ก่อนที่สามีของนางจะตายก็ได้ฝากให้พ่อช่วยดูแลนาง…”


“ที่แท้ก็เป็นแขกของจวน ! ท่านป้าควรรู้ฐานะว่าเป็นแขก อย่ามาอาศัยที่นี่ในฐานะนายหญิงจะได้หรือไม่ ? ใครไม่รู้จะเข้าใจผิดว่าท่านกับแม่ทัพหลินเป็นอะไรกันได้ !” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยกับซ่งเหนียงจื่ออย่างไม่เกรงใจ


ซ่งเหนียงจื่อมีสีหน้าเปลี่ยนไป คิ้วขมวดเล็กน้อย ดวงตาหม่นแสงพลางมองแม่ทัพหลิน “พี่หลิน ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น…ข้าเพียงรู้สึกดีใจแทนท่านเท่านั้น อยากต้อนรับคุณชายหลินและหลินกู่เหนียงให้ดี…”


“ท่านป้า ! ท่านยังไม่เข้าใจฐานะของตน มีเพียงเจ้าของบ้านปฏิบัติต่อแขกจึงจะเรียกว่าต้อนรับ จวนนี้ใครเป็นเจ้าของและใครเป็นแขกกันแน่ ?” หลินเว่ยเว่ยมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่านิสัยของอีกฝ่ายเป็นเช่นไร อยากยั่วยวนท่านพ่อก็ต้องมาดูว่าหลินเว่ยเว่ยผู้นี้จะยอมหรือไม่ !


“หลินกู่เหนียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว…พี่หลิน เหมือนว่าหลินกู่เหนียงไม่ชอบข้า ดังนั้นข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุทำให้พวกท่านพ่อลูกไม่สบายใจ ข้าย้ายออกไปจะดีกว่า…” ซ่งเหนียงจื่อมองออกว่าหลินเว่ยเว่ยไม่อาจหลอกได้ง่ายๆ จึงแสร้งทำเป็นปาดน้ำตายอมหลีกทางเพื่อหยั่งเชิงท่าทีของแม่ทัพหลิน


แม่ทัพหลินขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยอย่างลำบากใจว่า “ข้ารับปากน้องจางเสียนว่าจะดูแลเจ้าให้ดี อีกทั้งเจ้าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวแล้วจะย้ายไปที่ใด ?”


“แม่ทัพหลิน ท่านบอกว่าข้างกายไม่มีสตรีมาวุ่นวายไม่ใช่หรือ ? ท่านทำเช่นนี้แล้วข้าจะวางใจให้ท่านแม่มาอยู่กับท่านได้อย่างไร ?” เทียบกันแล้วหลินเว่ยเว่ยเกลียดผู้ชายที่ไม่รู้จักแยกแยะมารยาหญิงยิ่งกว่าอะไร


แม่ทัพหลินยังคงอธิบายต่อ “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาในใจพ่อมีเพียงแม่ของเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ซ่งเหนียงจื่อเป็นเพียงความรับผิดชอบต่อสหายและผู้มีพระคุณ…”


ซ่งเหนียงจื่อมองบุรุษที่ไม่เข้าใจความรู้สึกผู้นี้ด้วยใบหน้าโศกเศร้า ห้าปีที่นางคอยดูแลข้างกายเขาอย่างภักดี ทว่าสายตาของเขาไม่เคยเหลียวมองนางเลยสักครั้ง เดิมทีคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป สักวันหนึ่งนางจะสามารถละลายหัวใจที่แข็งแกร่งให้อ่อนลงได้ แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะได้พบกับลูกๆในเมืองหลวงแห่งนี้…



จบตอน

Comments