weiwei ep581-590

ตอนที่ 581: กังวลว่าท่านจะรังแกพี่เขยรอง


“พี่หลิน อย่าให้ข้าเป็นต้นเหตุทำความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกท่านมีปัญหาเลย หลายปีมานี้ต้องขอบคุณท่านที่คอยดูแล ข้าขอลาเจ้าค่ะ…” ซ่งเหนียงจื่อยกมือปิดหน้าและเตรียมจะวิ่งออกไปด้านนอกพร้อมน้ำตานองหน้า


มุมปากของหลินเว่ยเว่ยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาพลางเอ่ยรั้งนางไว้ “ช้าก่อน ที่บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของเราจะมีปัญหานั้นหมายถึงอะไร ? ท่านสำคัญตัวผิดไปแล้วกระมัง อีกอย่างคือหากท่านตั้งใจจะไปจริงๆ อย่างน้อยก็ควรไปเก็บเสื้อผ้าข้าวของก่อนไม่ใช่หรือ ? ท่านทำท่าทางเช่นนี้ก็แค่ต้องการให้แม่ทัพหลินรั้งไว้เท่านั้น คิดว่าแสดงละครให้ใครดูอยู่หรือ ? แม่ทัพหลินคิดว่าอย่างไร ?”


“หลินกู่เหนียง ข้าเคารพพี่หลินดังพี่ชายแท้ๆ เหตุใดท่านต้องบิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วย ? เหตุใดต้องบีบบังคับกันเช่นนี้ ?” ซ่งเหนียงจื่อร้องไห้ฟูมฟาย ร่างบอบบางโงนเงนราวกับจะล้มลง


“ภายในใจท่านคิดเช่นไร ตัวท่านย่อมรู้ดีที่สุด ! แม่ทัพหลิน หญิงม่ายที่ยังสาวยังสวยเช่นนี้มาอยู่ร่วมกับแม่ทัพตัวคนเดียว นานวันเข้าย่อมเลี่ยงการตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านไม่ได้ ! ท่านดูแลนางก็เพราะความรับผิดชอบ แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้วเกรงว่าจะไม่ถูกใจเอาได้” หลินเว่ยเว่ยอยากหาค้อนมาทุบให้บิดาผู้ใสซื่อได้สติจริงๆ


เจียงโม่หานเห็นเด็กน้อยของตนโมโหจึงเงยหน้าขึ้นมองแม่ทัพหลินพลางเอ่ยเสียงเรียบ “แม่ทัพหลิน คำพูดของเว่ยเอ๋อร์หาใช่เพราะคิดตื้นเขิน ท่านลองคิดสิว่าการที่นางปรากฏตัวต่อหน้าลูกๆของท่านราวกับเป็นนายหญิงของบ้านเช่นนี้ หากอยู่ในสถานการณ์อื่นจะเป็นอย่างไร ? สหายของท่าน ลูกน้องของท่านจะมองความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับนางเช่นไร ?”


แม่ทัพหลินนึกถึงทุกครั้งที่สหายของตนเห็นซ่งเหนียงจื่อก็มักจะส่งสายตามีเลศนัยแกมหยอกล้อมาให้เขา อีกทั้งเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาก็เรียกซ่งเหนียงจื่อว่าพี่สะใภ้อีก เดิมทีคิดว่าทำเพราะน้องจางที่ตายจากไป…แต่ความจริงแล้วเขาช่างโง่เขลายิ่งนัก !


“อีกอย่างแม่ทัพหลินเคยคิดหรือไม่ว่าคนที่ท่านส่งไปยังฉือหลี่โกว เหตุใดจึงกลับมาบอกว่าบ้านของท่านย้ายออกกันหมดแล้ว ? หากท่านและลูกเมียไม่สามารถอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ใครที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ?” เจียงโม่หานชี้ให้เห็นถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา


หลินเว่ยเว่ยเห็นเต็มสองตาถึงประกายตื่นตระหนกในแววตาของซ่งเหนียงจื่อ นางจึงหมดอารมณ์ที่จะรับแม่ทัพหลินเป็นบิดาขึ้นมาทันใด “แม่ทัพหลิน ท่านต้องเข้าใจจิตใจของคนเป็นลูกด้วย ท่านแม่มีจิตใจอ่อนโยนและบริสุทธิ์ยิ่งนัก ข้าจะทนเห็นนางเผชิญหน้ากับการแก่งแย่งชิงดีในเรือนหลังที่นางไม่คุ้นเคยและตกเป็นเบี้ยล่างให้ผู้อื่นรังแกได้อย่างไร ?”


แม่ทัพหลินหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ‘เจ้ายอมไม่ได้แล้วข้าจะยอมได้อย่างนั้นหรือ ? เจ้าเป็นลูกกตัญญูและห่วงมารดาเช่นนี้ เหตุใดกับบิดาถึงได้ห่างเหินนักเล่า ? แม้แต่คำว่าพ่อก็ยังไม่ยอมเรียก…’


“พ่อรู้ เรื่องนี้พ่อจะตัดสินใจเอง !” แม่ทัพหลินไม่ใช่คนโง่ เขาจะไม่ทราบถึงความไม่ชอบมาพากลได้อย่างไร ?


“แม่ทัพหลิน วันนี้พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน วันหน้าค่อยมาใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยมองไปทางหลินจื่อเหยียนพลางส่งสายตาถามเขาว่าจะกลับด้วยกันหรือว่าจะอยู่ต่อ ?


หลินจื่อเหยียนมองซ่งเหนียงจื่อด้วยแววตาสับสน ก่อนจะเดินตามหลังหลินเว่ยเว่ยออกไปอย่างไม่ลังเลและขึ้นไปบนรถม้าของตำหนักหมินอ๋องอีกครั้ง


“พี่รอง ซ่งเหนียงจื่อผู้นั้นต้องการเป็นภรรยารองของท่านพ่ออย่างนั้นหรือ ?” หลินจื่อเหยียนมาที่นี่ด้วยความดีใจแต่ต้องกลับไปพร้อมความผิดหวัง เมื่อคืนเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเกือบตลอดทั้งคืน ใครจะไปคิดว่ามีซ่งเหนียงจื่อโผล่ขึ้นมา


หลินเว่ยเว่ยยักไหล่แล้วเอ่ยว่า “นางไม่สนใจตำแหน่งภรรยารองหรอก นางสนใจตำแหน่งนายหญิงของจวนแม่ทัพหลินมากกว่า !”


หลินจื่อเหยียนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “แม่ม่ายสามีตายเช่นนางช่างกล้าจริงๆ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าท่านพ่อยังมีท่านแม่กับพวกเราอยู่ ต่อให้ไม่มีครอบครัว แล้วแม่ทัพขั้นสี่เช่นเขาจะแต่งแม่ม่ายคนหนึ่งมาเป็นภรรยาเอกได้อย่างไร ?”


“จะได้หรือไม่ได้ก็ต้องดูว่าผู้ชายคนนี้ตาสว่างได้หรือเปล่า !” ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดี นางจึงเอาศีรษะไปพิงที่ไหล่ของเจียงโม่หานเบาๆ และคล้ายกำลังพึมพำกับตัวเองแต่ก็เหมือนเอ่ยถามอยู่ในที “ผู้ชายแยกระหว่างชาเขียวกับดอกบัวขาวไม่ออกจริงหรือ ?”


แม้เจียงโม่หานไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของ ‘ชาเขียว’ และ ‘ดอกบัวขาว’ แต่เขารู้ดีว่าเหตุใดนางถึงไม่มีความสุข เขาจึงตบไปที่หลังมือของเด็กน้อยเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้สตรีคนใดมีโอกาสทำร้ายเจ้าได้แน่นอน”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมากจึงยื่นมือไปคล้องลำคอของเขาไว้แน่นพลางถูไถใบหน้ากับบ่าของเขา โดยไม่สนใจหลินจื่อเหยียนและเอ่ยพึมพำว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าดีกับข้าเหลือเกิน !”


หลินจื่อเหยียนจากเดิมที่อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ “พี่รอง ท่านควบคุมตัวเองหน่อยจะได้หรือไม่ ! มิน่าเล่า ก่อนออกเดินทางท่านแม่ถึงได้เรียกข้าเข้าไปพบและให้จับตามองท่านดีๆ เพราะท่านแม่กังวลว่าท่านจะรังแกพี่เขยรองนี่เอง !”


หลินเว่ยเว่ยคล้องคอบัณฑิตน้อยเอาไว้พลางหันไปมอง “เฮอะ ! หากข้าต้องการรังแกเขาจริงๆ เจ้าจะขวางข้าได้อย่างนั้นหรือ ? ข้าอยากกอดว่าที่สามีก็ไม่ผิดกฎหมายสักหน่อย !”


“ใช่ ไม่ผิดกฎหมายหรอก เช่นนั้นก็เชิญท่านกอดต่อไปเถิด !” หลินจื่อเหยียนเห็นคนทั้งสองต่างยินยอมพร้อมใจ ไม่มีใครรังแกใครจริงๆ ก็ได้แต่กลอกตาใส่พวกนาง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่รอง ท่านคิดว่าท่านพ่อจะจัดการเรื่องผู้หญิงคนนั้นได้หรือไม่ ?”


“หากเขาจัดการให้พวกเราพอใจได้ พวกเราก็ค่อยรับเขาเป็นพ่อ แต่หากยังพัวพันกับหญิงเสแสร้งคนนั้นไม่เลิก…พวกเราก็ใช่ว่าจะเลี้ยงดูท่านแม่ไม่ได้ !” ท่าทางของหลินเว่ยเว่ยเด็ดขาดยิ่งนัก ผู้หญิงคนนั้นเป็นพวกมารยา นางจะไม่ยอมให้ท่านแม่ต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องนี้เด็ดขาด !


หลินจื่อเหยียนเอ่ยออกมาอย่างลังเล “แต่…อย่างไรเขาก็เป็นท่านพ่อของพวกเรา…”


“หลินต้าฮว๋า หากเจ้ารับโจรเป็นพ่อ ข้าก็ไม่มีน้องชายอย่างเจ้า ข้าเลี้ยงท่านแม่คนเดียวได้ !” หลินเว่ยเว่ยไม่พอใจต่อท่าทางลังเลของเขาจึงใช้เท้าเตะเขาไปเบาๆ และยังรู้สึกโมโหอยู่เล็กน้อย


หลินจื่อเหยียนลูบน่องที่ถูกเตะป้อยๆ ก่อนจะรีบเอ่ยว่า “พี่รอง ข้าต้องยืนอยู่ข้างท่านอยู่แล้ว ท่านพูดถูก เพราะหลายปีมานี้ท่านแม่ลำบากเพื่อพวกเราไม่น้อยเลย ข้าจะทนเห็นนางถูกหญิงชั่วคนนั้นรังแกได้อย่างไร ! แต่ข้าก็ยังเชื่อว่าท่านพ่อต้องให้คำตอบที่พวกเราพอใจได้อย่างแน่นอน !”


คืนนั้น หลินหย่งอวี้ได้นำตัวลูกน้องที่เคยใช้ไปส่งจดหมายออกมาจากค่ายทหารและเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ซ่งเหนียงจื่อให้อะไรจึงทำให้เจ้ายอมโกหกว่าครอบครัวข้าไปจากฉือหลี่โกวแล้ว ? นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะมีให้เจ้า ดังนั้นคิดให้ดีแล้วค่อยตอบ !”


ตอนแรก ทหารนายนั้นยังคิดจะเล่นลิ้น หลินหย่งอวี้จึงเอ่ยอย่างหมดความอดทนว่า “ข้าเจอลูกๆแล้ว พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวง ! เจ้ายังมีอะไรอยากจะพูดอีกหรือไม่ ?”


ในที่สุดคนผู้นั้นก็สารภาพออกมาว่าที่จริงแล้วเขาเป็นญาติห่างๆของซ่งเหนียงจื่อ นางสัญญากับเขาว่าหากได้เป็นหลินฝูเหรินแล้ว จะช่วยพูดให้เขาได้เป็นลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพหลิน ตอนนั้นหลินหย่งอวี้ได้รับรางวัลจากแม่ทัพตู้และหมินอ๋องซื่อจื่อ อนาคตจึงยาวไกล…


เช้าวันต่อมา หลินหย่งอวี้ก็ส่งซ่งเหนียงจื่อไปยังเมืองถงโจวทันที ที่นั่นมีบ้านซึ่งเขาซื้อเอาไว้ นางสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งยังมีคนคอยปรนนิบัติ จึงไม่นับว่าเขาทรยศต่อคำสั่งเสียสุดท้ายของผู้มีพระคุณแล้ว…


การตัดสินใจของแม่ทัพหลินทำให้หลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียนพอใจไม่น้อย หลินจื่อเหยียนจึงยอมรับเขาเป็นบิดา ทั้งยังยอมย้ายออกจากตำหนักหมินอ๋องแล้วกลายเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนแม่ทัพหลิน แต่เวลาส่วนใหญ่ของเขายังอยู่กับเจียงโม่หานที่ถนนหย่งอันเพื่อให้ว่าที่พี่เขยรองสะดวกในการชี้แนะบทเรียน


ตอนที่ 582: ข้าไม่ตื่นเต้น เจ้าก็ไม่ต้องตื่นเต้น


ไม่ทราบว่าเจียงโม่หานไปพูดกับแม่ทัพหลินอย่างไร สายตาของแม่ทัพหลินที่มักจะมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความรักจึงแฝงไว้ด้วยความละอายใจอยู่ไม่น้อย เขาแทบจะขนของล้ำค่าทั้งหมดในจวนแม่ทัพหลินส่งมาที่ตำหนักหมินอ๋อง แม้ว่าฐานะของเขาไม่สามารถเทียบเท่าตำหนักหมินอ๋องได้ แต่ความรักที่มีต่อบุตรไม่ด้อยไปกว่าหมินอ๋องเลย !


หมินอ๋องเห็นว่าพ่อบุญธรรมของบุตรสาวทำเพื่อนางถึงขนาดนี้ก็ยิ่งไม่ยอมน้อยหน้า ทำให้หลินเว่ยเว่ยต้องรับของขวัญจนมือไม้อ่อนไปหมด ห้องเก็บของในเรือนเต็มไปด้วยของล้ำค่า กลายเป็นเศรษฐีคนหนึ่งไปแล้ว ความรู้สึกของการทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณจึงไม่แย่สักเท่าไร !


ไม่ทันรู้ตัว เดือนแรกก็ผ่านพ้นไปจนย่างเข้าเดือนสองแล้ว เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับบัณฑิตภาคเหนือ เจียงโม่หานจึงเข้าไปพักที่ถนนหย่งอัน เดิมทีหลินเว่ยเว่ยก็คิดจะย้ายไปอยู่เป็นเพื่อนเขา แต่บิดาทั้งสองมีความคิดตรงกันว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง อย่างไรพวกนางก็ยังเป็นแค่คู่หมั้นกันเท่านั้น ยังไม่ได้แต่งงานแล้วจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ?


ส่งผลให้ว่าที่สามีภรรยาคู่นี้กลายเป็นสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวที่ถูกหวางหมู่เหนียงเหนียงกีดกันจนต้องแยกจากกัน คนหนึ่งอยู่ที่ตำหนักหมินอ๋อง ส่วนอีกคนอยู่ที่ถนนหย่งอัน โชคดีที่ระหว่างพวกนางไม่มีแม่น้ำกว้าง ( ทางช้างเผือก ) มาขวางกั้น หลินเว่ยเว่ยจึงคอยแวะเวียนไปหาที่ถนนหย่งอันเพื่อทำอาหารให้บัณฑิตน้อยอยู่เสมอ เขาจะได้ไม่หิวจนทนกับการสอบฮุ่ยซื่อทั้งเก้าวันที่เหมือนนรกนั้นไม่ไหว


บนถนนหย่งอัน หลินเว่ยเว่ยได้พบคนคุ้นหน้าคุ้นตามากมาย ที่ได้พบบ่อยครั้งหน่อยก็คือปลาพระจันทร์ผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบเยวี่ยนซื่อหรือเซียงซื่อก็ล้วนเป็นรองให้เจียงโม่หานและที่บังเอิญยิ่งกว่าก็คือกู่เหนียงน้อยที่หลินเว่ยเว่ยเคยช่วยเอาไว้ตอนเทศกาลโคมไฟก็คือน้องสาวของหยานจิงหยูนั่นเอง


กู่เหนียงน้อยรู้จากพี่ชายว่าหลินเว่ยเว่ยมักจะมาที่ถนนหย่งอันบ่อยๆ จึงตามมาเพื่อขอบคุณหลินเว่ยเว่ยด้วยตัวเอง หลังจากได้ทานขนมที่หลินเว่ยเว่ยทำมาให้เจียงโม่หานแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ได้ผู้ติดตามมาอีกหนึ่งคน


บิดาของพี่น้องตระกูลหยานเป็นช่างชูแห่งกรมโยธาธิการนับเป็นขุนนางขั้นสอง กังหันน้ำกระดูกมังกรที่เจียงโม่หานทำออกมาก็ถูกหยานช่างชูจดจำเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะเขาจะสอบขุนนางแล้วล่ะก็ หยานช่างชูคงถวายฎีกาต่อฝ่าบาทให้เจียงโม่หานมาอยู่กรมโยธาธิการเป็นกรณีพิเศษไปแล้ว ดังนั้นหยานช่างชูจึงพึงพอใจที่เห็นหยานจิงหยูและเจียงโม่หานไปมาหาสู่กัน


ผู้เข้าสอบจากภาคเหนือที่หลินเว่ยเว่ยรู้จักอย่างเฝิงชิวฟานก็อยู่ในนั้นเช่นกัน การสอบเซียงซื่อที่เมืองเหอโจว เขาเองก็ติดอันดับเพียงแต่อยู่อันดับท้ายๆ ทำให้ตอนอยู่ที่เขตเริ่นอันนั้นเฝิงชิวฟานเริ่มห่างกับเจียงโม่หานมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากสอบเป็นซิ่วไฉแล้ว เขาก็ไปเรียนที่สำนักศึกษาในตัวอำเภอ บุรุษทั้งสองจึงแทบจะขาดการติดต่อจากกันไปเลย


หลังจากที่ในเมืองหลวงมีข่าวว่าหลินเว่ยเว่ยกลายเป็น ‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ แล้ว เฝิงชิวฟานที่มารอสอบอยู่ในเมืองหลวงก็ได้เชิญบัณฑิตภาคเหนือสี่ห้าคนมาหาเจียงโม่หาน โดยใช้ข้ออ้างว่าต้องการขอคำชี้แนะจาก ‘เจี้ยหยวน’…คนผู้นี้เป็นพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์ นิสัยแก้ไม่หายจริงๆ !


เจียงโม่หานยังไม่คิดจะฉีกหน้าอีกฝ่ายตอนนี้ เพราะชาติที่แล้วเฝิงชิวฟานก้าวหน้าในราชสำนักได้เพราะตำหนักหมินอ๋องคอยสนับสนุน แต่ในชาตินี้ได้สูญเสียแรงสนับสนุนจากตำหนักหมินอ๋องไปแล้วคงไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อีก !


ฮ่องเต้ต้องการดาบสักเล่มไม่ใช่หรือ ? เจียงโม่หานไม่รังเกียจที่จะผลักดันคนแซ่เฝิงผู้นี้ ชาติที่แล้วตนต้องก้าวเดินไปพร้อมความหวาดหวั่นบนคมดาบ ชาตินี้สมควรให้คนแซ่เฝิงได้ลิ้มรสดูบ้าง !


การสอบฮุ่ยซื่อจัดขึ้นในปลายเดือนสอง สภาพอากาศจึงไม่ค่อยดีสักเท่าไร อากาศที่เดิมทีอุ่นขึ้นกลับลดลงอย่างรวดเร็วก่อนการสอบ และก่อนวันสอบเพียงหนึ่งวันก็มีหิมะตกลงมาเสียได้


หลินเว่ยเว่ยที่ช่วยเจียงโม่หานจัดข้าวของสำหรับใช้ในการเข้าสนามสอบถึงขั้นขมวดคิ้วมุ่นพลางพร่ำบ่นว่า “สวรรค์บ้า จู่ๆก็หนาวเหน็บขึ้นมา ไม่อยากให้พวกเจ้าที่เข้าสอบในรอบนี้ได้สอบอย่างสบายเลยหรือ ?”


เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยที่ยิ่งเข้าใกล้การสอบก็ยิ่งกังวล เจียงโม่หานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ปีนี้สามารถสวมชุดหนาๆ เข้าสอบได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทำได้เพียงสวมเสื้อบางๆเพียงไม่กี่ชั้นเท่านั้น มีหลายครั้งที่บัณฑิตมากมายล้มป่วยก่อนสิ้นสุดการสอบด้วยซ้ำ”


หลินเว่ยเว่ยยัดถุงใบเล็กที่มีขนาดเท่าฝ่ามือหลายใบลงในตะกร้าเข้าสอบของเขาพลางเอ่ยเตือนว่า “นี่คือถุงร้อน หากเจ้ารู้สึกหนาวขึ้นมาก็ให้ยัดถุงนี้เข้าไปใต้เสื้อผ้าหนึ่งใบ จำไว้ว่าต้องมีเสื้อช่วยกั้นระหว่างผิวกับถุงร้อนอีกชั้นหนึ่งด้วย ไม่เช่นนั้นจะโดนลวกเอาได้”


“นี่คือผลงานที่เจ้าคิดค้นมาหลายเดือนอย่างนั้นหรือ ?” เจียงโม่หานหยิบขึ้นมาหนึ่งใบ ก่อนยัดเอาไว้ที่บริเวณเข็มขัด ไม่นานก็รู้สึกว่าตรงนั้นร้อนวูบวาบ ราวกับยัดที่อุ่นมือหนึ่งอันเข้าไปในเสื้ออย่างไรอย่างนั้น เขาถึงขั้นหยิบถุงร้อนออกมาพิจารณาด้วยความตกใจเลยทีเดียว


หลินเว่ยเว่ยเผยท่าทางภูมิใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะย่นจมูกและเอ่ยว่า “ถุงร้อนเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ ‘หม้อไฟสำเร็จรูป’ ต่างหาก !”


หลินเว่ยเว่ยหยิบผลงานที่น่าภาคภูมิใจของตนออกมาและแสดงวิธีใช้งานให้เจียงโม่หานดู สอนเขาใช้งานพลางบ่นเรื่องการสอบว่า “อากาศหนาวเช่นนี้ นอกจากเทียนแล้วไม่ให้จุดกองไฟ สวมเสื้อผ้าไม่อุ่น กินไม่อิ่ม ปฏิบัติราวกับผู้เข้าสอบไม่ใช่มนุษย์ !”


เจียงโม่หานจึงเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจว่า “การสอบขุนนางไม่เพียงอาศัยความรู้ความสามารถ แต่ยังต้องอาศัยโชคไม่น้อยด้วย มีคนเก่งหลายคนที่ได้เลขนั่งสอบไม่ดีหรือมีปัญหาสุขภาพจนทำให้สอบตก”


“บัณฑิตน้อย หากเจ้ารู้สึกไม่สบายขึ้นมาก็ไม่ต้องฝืน ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ย่อมมีความหวัง รออีกสามปีเท่านั้นเอง !” หลินเว่ยเว่ยเคยได้ยินเจียงโม่หานพูดว่าทุกปีจะมีผู้เข้าสอบป่วยแต่ฝืนทน หากโชคร้ายก็เสียชีวิตทั้งที่ยังไม่ทันออกจากสนามสอบด้วยซ้ำ นางมองร่างบอบบางของบัณฑิตน้อยแล้วอย่างไรก็ไม่อาจวางใจได้ !


หลินจื่อเหยียนที่อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยว่า “พี่รอง พวกเราพูดสิ่งที่เป็นมงคลจะดีกว่าหรือไม่ ? พรุ่งนี้พี่เขยรองต้องเข้าสนามสอบแล้ว ท่านพูดจาเช่นนี้ช่างอัปมงคลยิ่งนัก !”


หลินเว่ยเว่ยรีบถุยน้ำลายลงพื้นหลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยกับเจียงโม่หานด้วยรอยยิ้มหวาน “มีถุงร้อนและหม้อไฟสำเร็จรูปของข้าแล้ว บัณฑิตน้อยจะต้องทำสำเร็จ ได้รับชัยชนะและติดอันดับเป็นจอหงวนแน่นอน…มา ข้าจะสอนวิธีใช้งานหม้อไฟสำเร็จรูปให้เจ้า ขั้นแรกให้นำถุงตาข่ายใส่ลงในกล่องเหล็กขนาดใหญ่ จากนั้นก็เติมน้ำลงไปแล้วนำกล่องเหล็กที่มีขนาดเล็กกว่ามาวางซ้อนไว้ด้านในอีกชั้น กล่องเหล็กขนาดเล็กสามารถเติมข้าวและน้ำลงไป…”


ขณะที่หลินเว่ยเว่ยอธิบายอยู่นั้น เจียงโม่หานก็ทำตามอย่างไม่อิดออด นางคอยเตือนบัณฑิตน้อยให้ระวังดีๆ อย่าเผลอทำลวกมือตนเองเด็ดขาด มือของผู้เข้าสอบนับว่าล้ำค่ายิ่งนัก หากบาดเจ็บขึ้นมาก็ต้องเสียเวลาไปอีกสามปี…ถุย ถุย ถุย ! สวรรค์ได้โปรดคุ้มครองบัณฑิตน้อย ได้โปรดอวยพรให้การสอบครั้งนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นด้วยเถิด…


วันต่อมา หิมะหยุดตกแล้ว แต่อากาศก็ยังคงหนาวเหน็บและใช่ว่าผู้เข้าสอบจะสามารถซื้อผ้าขนแกะมาทำเสื้อตัวนอกได้ทุกคน ผู้เข้าสอบที่สวมชุดบางๆเหล่านั้นล้วนตัวสั่นท่ามกลางลมหนาว หลินเว่ยเว่ยที่มาส่งเจียงโม่หานเข้าสนามสอบแค่มองก็ยังรู้สึกหนาวแทน


นางหยิบถุงร้อนออกมาให้เจียงโม่หานยัดเข้าอกเสื้อและแผ่นหลัง “แถวเข้าสนามสอบทางด้านหน้ายาวเพียงนั้น ต้องใช้ถุงร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้ อย่าปล่อยให้ตัวเองหนาวเด็ดขาด !”


เจียงโม่หานเขย่าเสื้อคลุมตัวหนาแล้วลูบศีรษะน้อยๆของนางพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่หนาวแล้ว แต่เหตุใดรู้สึกว่าเจ้าตื่นเต้นกว่าข้าเสียอีก ?”


“ข้าไม่ตื่นเต้น เจ้าก็ไม่ต้องตื่นเต้น ! ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสอบผ่านแน่นอน !” หัวใจของหลินเว่ยเว่ยเหมือนมีบางอย่างมากดทับเอาไว้ นางสูดหายใจเข้าลึก พยามยามระงับความตื่นเต้นภายในใจเพราะเกรงว่าจะแพร่ไปสู่เจียงโม่หาน


ในที่สุดก็ถึงเวลาที่บัณฑิตน้อยเข้าสู่สนามสอบ หลินเว่ยเว่ยยืนมองส่งเขาเข้าสนามสอบจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายลับไปหลังประตูที่เปิดกว้าง…


ตอนที่ 583: ใครกันแน่ที่ทรมาน


เจียงโม่หานเข้ารับการตรวจสอบสัมภาระและยืนยันตัวตน ในตอนแรกก็ราบรื่นดี แต่เมื่อพบว่าในตะกร้าเข้าสอบของเขามีถุงร้อนและหม้อไฟสำเร็จรูป จู่ๆก็ถูกผู้คุมสอบเรียกเอาไว้ “ช้าก่อน สิ่งนี้คืออะไร ?”


เจียงโม่หานหยิบถุงร้อนที่ปล่อยความร้อนจากอกเสื้อออกมาพลางเอ่ยกับผู้คุมสอบว่า “สิ่งนี้เอาไว้ให้ความอบอุ่น ด้านในเป็นผงเหล็ก แร่ ( เวอร์มิคูไลท์ ) และผงถ่าน ( ถ่านกัมมันต์ )…”


ผู้คุมสอบจึงให้ผู้ช่วยฉีกออกหนึ่งใบก็พบว่าด้านในล้วนเป็นผงสีดำ จากนั้นก็ได้ทำการบีบถุงทุกใบว่ามีสิ่งใดแอบแฝงมาด้วยหรือไม่ เมื่อเห็นว่าในตะกร้าเข้าสอบของเขามีวัตถุดิบทำอาหารด้วย ผู้คุมสอบก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “ในห้องสอบไม่สามารถจุดไฟทำอาหารได้ เจ้าไม่รู้หรือไร ?”


เจียงโม่หานพยักหน้าและเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้พกอุปกรณ์จุดไฟมาด้วยและอาหารก็ไม่ได้จัดอยู่ในสิ่งของต้องห้ามใช่หรือไม่ ?”


ผู้คุมสอบขมวดคิ้วมุ่น…ไม่มีไฟแล้ว เจ้าจะจัดการวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไร ? กินดิบอย่างนั้นหรือ ? ผู้เข้าสอบตรงเบื้องหน้ามีอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์นัก เห็นได้ชัดว่ายังไม่เคยประสบกับสังคมที่โหดร้ายมาก่อน ฮึ ! คิดว่าสนามสอบเป็นสถานที่อย่างไร ? เจ้ามาพักผ่อนหรือ ? ช่างเถิด ไม่พูดให้เปลืองน้ำลายอีกน่าจะดีกว่า หากเข้าไปในสนามสอบแล้ว เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้ก็จะได้รับบทเรียนเอง !


หลังจากตรวจสอบตะกร้าเข้าสอบและเสื้อผ้าของเขาอย่างละเอียดโดยมั่นใจว่าไม่มีการโกงใดๆ แล้วก็โบกมือปล่อยเขาเข้าไปด้านใน ผู้ช่วยที่ถือถุงร้อนเอาไว้ก็พบว่าถุงผ้าเล็กๆนี้สามารถให้ความร้อนออกมาราวกับที่อุ่นมือก็ไม่ปาน


ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวมานาน หนาวจนจับขั้วหัวใจอยู่แล้ว เขาก็นึกขึ้นได้ว่าผู้เข้าสอบหนุ่มคนเมื่อครู่หยิบของสิ่งนี้ออกมาจากอกเสื้อ ดังนั้นเขาจึงยัดถุงร้อนเข้าในอกเสื้อของตนอย่างเงียบๆ…‘เฮ้อ ! อุ่นดีจริงๆ ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เมื่อครู่น่าจะหยิบออกมาอีกสักใบ !’


แม้ห้องสอบของเจียงโม่หานไม่ได้อยู่ใกล้ห้องน้ำและไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน แต่ก็ยังมืดและหนาวเย็นอยู่บ้าง เขาจึงใช้ผ้าใบกันน้ำที่เตรียมมาตอกกับหลังคาของห้องสอบอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันน้ำรั่วยามที่ฝนตก จากนั้นหยิบผ้าผืนหนาที่อยู่ก้นตะกร้าเข้าสอบมาปูที่พื้นห้อง จัดวางเครื่องเขียนให้เรียบร้อยแล้วหลับตาเพื่อพักผ่อน


หลังจากได้รับกระดาษข้อสอบแล้ว สำหรับเจียงโม่หานไม่ได้ยากอะไรเลย คำตอบของเขาในช่วงเช้าจึงราบรื่นเป็นอย่างมาก เขาเก็บกระดาษคำตอบที่หมึกแห้งแล้วไว้อย่างดี จากนั้นก็หยิบหม้อไฟสำเร็จรูปที่คู่หมั้นเตรียมให้ออกมา


ผ่านไปไม่นานผู้เข้าสอบทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาต่างก็ได้กลิ่นหอมของข้าวอบล่าฉาง ( กุนเชียง ) ‘ใคร ? ใครมาทำอาหารในสนามสอบ ? ไม่ถูกสิ เพราะนอกจากเทียนแล้วไม่อนุญาตให้จุดไฟแบบอื่นไม่ใช่หรือ ? แล้วกลิ่นหอมนี้มาจากที่ใด ?’


ผู้คุมสอบที่เดินตรวจตราก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเช่นกัน ผู้ตรวจการมองไปยังผู้คุมสอบที่รับผิดชอบตรวจของต้องห้ามด้วยความโมโห ‘มีคนทำอาหารในสนามสอบ ของต้องห้ามที่เห็นได้ชัดอย่างถ่าน พวกเจ้ายังตรวจไม่พบ แล้วจะมีพวกเจ้าไว้ทำไม ?’


ผู้คุมสอบหลายคนเดินตามกลิ่นหอมนั้นไปจนมาเจอห้องสอบของเจียงโม่หาน พวกเขายืดคอเข้าไปสอดส่องด้านใน แต่ไม่พบถ่านหรือไฟอะไรเลย ทว่าข้าวอบล่าฉางอุ่นๆบนพื้นมาได้อย่างไร ?


ในขณะที่สงสัยกันอยู่นั้นก็เห็นบัณฑิตหนุ่มทางด้านในค่อยๆวางถุงตาข่ายใบหนึ่งลงในกล่องเหล็ก ก่อนจะเทน้ำลงไป จากนั้นก็นำกล่องเหล็กอีกใบที่ใส่น้ำและผักสองสามชนิดวางซ้อนด้านในอีกชั้น ก่อนจะใช้กระดาษน้ำมันห่อคลุมให้แน่น…เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เหล่าผู้คุมสอบก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากกระดาษน้ำมัน หลังจากค่อยๆเย็นแล้วเปิดกระดาษน้ำมันออกก็พบว่าผักด้านในสุกได้ที่แล้ว


หากไม่ใช่เพราะว่ามีกฎห้ามพูดคุยกับผู้เข้าสอบยามที่อยู่ในสนามสอบแล้วล่ะก็ ผู้คุมสอบทั้งหลายจะต้องเข้าไปถามผู้เข้าสอบคนนี้ว่าทำได้อย่างไร ไม่มีไฟแต่สามารถต้มผักให้สุกได้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก !


เจียงโม่หานเงยหน้าขึ้นพลางเหลือบมองเหล่าผู้คุมสอบที่ห้อมล้อมอยู่นอกห้องเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆโรยเครื่องปรุงบนผักและเริ่มกินอาหารกลางวัน อืม เหมือนจะใส่น้ำในข้าวมากไปหน่อย ล่าฉางนี้ว่าที่ภรรยาของเขาเป็นคนทำเองกับมือ รสชาติย่อมไม่ต้องพูดถึง กินผักอีกสักหน่อยเพื่อเพิ่มวิตามินอะไรสักอย่าง ? คำพูดแปลกๆจากปากของเด็กน้อยไม่มีสิ้นสุด จนบางทีเขาต้องยอมแพ้ !


ผู้เข้าสอบที่อยู่ติดกับห้องของเขาทั้งด้านซ้ายและขวาก็สูดดมกลิ่นล่าฉางหอมๆไปพลางแทะอาหารแห้งที่เย็นชืดในมือไปด้วย… ‘ในมือมีหมั่นโถว ในกับข้าวไม่มีน้ำมันสักหยด…ที่จริงไม่มีกับข้าวเลยด้วยซ้ำ ผู้คุมสอบมัวทำอะไรอยู่ ? เหตุใดไม่ไปจับเขา ? สิทธิพิเศษ ต้องมีการใช้สิทธิพิเศษแน่นอน !’


กลางคืน สายลมด้านนอกห้องสอบส่งเสียงหวีดหวิว ภายในห้องสอบหนาวเย็นราวกับถ้ำน้ำแข็ง เมื่อมองอาหารแห้งที่แข็งกระด้างแล้ว ผู้เข้าสอบหลายคนฝืนกัดได้เพียงคำสองคำก็เลือกที่จะม้วนตัวลงนอนใต้ผ้าห่มทันที


“บัดซบ ! ข้าเหมือนได้กลิ่นบะหมี่ !” ผู้เข้าสอบทางด้านซ้ายของเจียงโม่หานกุมท้องที่ร้องโครกคราก เขาก็ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของร้านหนิงจี้มาด้วยและรู้ว่าบะหมี่ชนิดนี้สามารถใช้น้ำร้อนต้มกินได้ แต่ในสนามสอบไม่มีน้ำร้อนให้…ไม่ใช่สิ ใครกำลังกินบะหมี่ต่างหาก ? หลังออกไปแล้วเขาจะต้องร้องเรียนผู้คุมสอบฐานปกปิดความผิดให้ได้ !


เจียงโม่หานต้มน้ำในหม้อไฟสำเร็จรูป ใส่บะหมี่อบแห้งลงไป จากนั้นก็ใส่ไข่ ใส่ผงปรุงรส หลังกินอิ่มแล้วก็ยัดถุงร้อนเข้าไปที่อกเสื้อและแผ่นหลัง วางกระดานไม้เพื่อทำเป็นเตียงนอนง่ายๆ พลางขดตัวลงนอนด้านบน แต่เพราะเขาขายาวเกินไปจึงนอนไม่ค่อยสบายสักเท่าไรนัก…


การสอบตลอดหลายวันนี้อากาศเลวร้ายมาก เพิ่งจะวันที่สามก็มีผู้เข้าสอบไม่สบายจนถูกหามออกนับสิบคน หลินเว่ยเว่ยจองห้องหนึ่งของโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามสนามสอบเอาไว้ ทุกวันพอฟ้าสางก็จะมานั่งจนถึงเวลาห้ามออกนอกบ้านยามวิกาลจึงกลับตำหนักอ๋อง ทุกครั้งที่มีผู้เข้าสอบถูกหามออกมา นางจะเป็นกังวลมาก แม้ได้รับคำยืนยันจากซัวถัวแล้วก็ยังไม่สามารถวางใจเรื่องคู่หมั้นหนุ่มที่อยู่ในสนามสอบได้อยู่ดี


หลังต้องทนกับความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนจนครบเก้าวัน ในวันสุดท้ายหลินเว่ยเว่ยก็มารอที่หน้าประตูสนามสอบตั้งแต่เช้าตรู่ บัณฑิตน้อยเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาจากสนามสอบ คนที่ออกมาพร้อมเขาหลายคนล้วนถูกหามออก บางคนออกจากประตูสนามสอบได้ไม่ทันไรก็ล้มลงกับพื้นและหมดสติไปเลย


หลินเว่ยเว่ยพุ่งเข้าไปที่หน้าประตูสนามสอบเป็นคนแรก ก่อนใช้มือข้างหนึ่งรับตะกร้าในมือของเจียงโม่หานมาถือไว้และใช้มืออีกข้างประคองแขนของเขาพลางเอ่ยถามเป็นชุด “เป็นอย่างไรบ้าง ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ? เหตุใดสีหน้าถึงดูย่ำแย่เช่นนี้ ? เหนื่อยหรือไม่ ? พิงข้าไว้ แล้วข้าจะประคองเจ้าเอง…”


ส่วนหลินจื่อเหยียนช่วยประคองเอาไว้อีกข้าง “รถม้าอยู่ตรงโน้น พี่รองเชิญหมอหลวงมาให้ท่านแล้ว…พวกท่านต้องประหลาดใจมากแน่ !”


ทุกครั้งที่มีการสอบขุนนาง บรรดาหมอในเมืองหลวงล้วนมีไม่เพียงพอ ตระกูลที่อยู่ในเมืองหลวงหากมีผู้เข้าสอบในครอบครัวก็มักจะไปเชิญหมอเอาไว้ล่วงหน้า อีกทั้งด้วยสภาพอากาศที่เลวร้ายในปีนี้ก็ยิ่งทำให้หมอขาดแคลน หลินเว่ยเว่ยที่น้อยครั้งจะเข้าวังด้วยตัวเอง แต่เพื่อคู่หมั้นของนางแล้วถึงขั้นเข้าวังไปขอพระราชทานอนุญาตจากฮองเฮาเหนียงเหนียงเพื่อเชิญหมอหลวงมารออยู่บนรถม้าเรียบร้อยแล้ว


หลินเว่ยเว่ยกึ่งประคองกึ่งอุ้มเจียงโม่หานเข้าไปในรถม้าคันนั้น ก่อนจะส่งกระบอกน้ำที่บรรจุน้ำพุวิญญาณอุ่นๆให้เขา “ดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นก่อน”


เจียงโม่หานดื่มน้ำไปหลายอึก สีหน้าจึงดีขึ้นเล็กน้อย เขาส่งยิ้มปลอบประโลมให้แก่หลินเว่ยเว่ยพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล !”


หมอหลวงที่รออยู่ด้านข้างก็หันมาทางพวกนาง เจียงโม่หานจึงมองด้วยความตกใจ ที่แท้ก็เป็นท่านหมอเหลียงแห่งฉือหลี่โกว…หลินจื่อเหยียนจึงขยิบตาให้เขา “แปลกใจใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยก็คาดไม่ถึงว่าหมอหลวงที่นางให้มารออยู่จะเป็นท่านหมอเหลียงซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และสหายของตน


ตอนที่ 584: บัณฑิตน้อยผู้เย็นชาถูกหลอมละลายกลายเป็นผู้ชายอบอุ่น


ตามที่ท่านหมอเหลียงบอกมาคือหลังจากที่พวกหลินเว่ยเว่ยจากมาได้ไม่นาน คนที่ฮ่องเต้ส่งไปก็ตามหาเขาจนพบและเชิญเขากลับเมืองหลวงเพื่อทำงานในสำนักหมอหลวง ท่านหมอเหลียงบอกว่าแท้จริงแล้วบรรพบุรุษของตนเป็นหมอหลวง ไม่ได้คุยโวโอ้อวดเพราะบิดาของท่านหมอเหลียงยังเคยถวายการรักษาฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอีกด้วย !


ท่านหมอเหลียงตรวจชีพจรให้เจียงโม่หานเสร็จเรียบร้อยก็ลูบเคราแล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็นอะไรมาก แค่เป็นไข้เล็กน้อย ดื่มยาสักสองเทียบและพักผ่อนไม่กี่วันก็หายแล้ว”


“หมอ มีหมอหรือไม่ !” น้ำเสียงโศกเศร้าเสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอกของรถม้า


หลินจื่อเหยียนจึงกระโดดลงจากรถม้าเพื่อเข้าไปดู ก่อนจะกลับมาพลางส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ผู้เข้าสอบที่ถูกหามออกมาเมื่อครู่มีไข้จนหมดสติไปแล้ว ครอบครัวของเขาไม่ได้เชิญหมอเอาไว้ล่วงหน้า…”


หลินเว่ยเว่ยใจอ่อนจึงขอให้หมอเหลียงช่วยไปดูอาการให้ หมอเหลียงตรวจชีพจรคนผู้นั้นเสร็จก็ส่ายหน้าและเอ่ยอย่างเศร้าหมองว่า “ความเย็นแล่นเข้าสู่ปอด…สายไปแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยไม่ค่อยรู้เรื่องการแพทย์สักเท่าไร นางมองว่าผู้เข้าสอบคนนั้นคงมีไข้สูงจนเป็นปอดบวม การแพทย์ยุคนี้แย่มากจริงๆ แค่เป็นหวัดก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโรคปอดบวมเฉียบพลันเช่นนี้


ไม่รู้ว่าเจียงโม่หานลงจากรถม้าตั้งแต่เมื่อใด เขาจับข้อมือของหลินเว่ยเว่ยเอาไว้และพานางออกห่างจากผู้เข้าสอบที่ไม่สบายคนนั้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “การสอบทุกครั้งล้วนมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ทั้งที่สามารถทิ้งการสอบแล้วออกจากสนามสอบก่อนได้ แต่กลับฝืนอยู่จนจบ…”


“หรือการสอบขุนนางสำคัญกว่าชีวิต ?” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกหดหู่เหลือเกิน


เจียงโม่หานลูบศีรษะของนางแล้วนึกถึงตัวเองในชาติที่แล้ว หากไม่ได้พบเถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้แสนใจดี เขาคงจะแย่ยิ่งกว่าผู้เข้าสอบคนนั้นเสียอีก เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็มีบ่าวรับใช้คอยติดตาม แต่เขาหัวเดียวกระเทียมลีบ ตายไปยังไม่มีแม้แต่คนเก็บศพด้วยซ้ำ…


ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสครั้งที่สอง การเข้าเมืองหลวงมาสอบครั้งหนึ่งต้องใช้เงินหลายร้อยตำลึง บัณฑิตที่ด้อยโอกาสมากมายและเพราะความจนจึงถูกตัดขาดจากเส้นทางการศึกษา…หากไม่สำเร็จก็หมดสิ้นทุกอย่าง เรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้กับโชคชะตาครั้งสุดท้ายของเหล่าบัณฑิตยากจน


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นและเห็นความเหนื่อยล้าในแววตาของเจียงโม่หาน นางก็เพิ่งจำได้ว่าเขาเพิ่งผ่านพ้นเก้าวันอันโหดร้ายมา จึงรีบประคองเขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าลงมาทำไม ? รีบขึ้นไปพักบนรถม้าเร็วเข้า !”


เจียงโม่หานส่ายหน้าเล็กน้อย ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าไม่เป็นอะไร โชคดีที่มีถุงร้อนของเจ้ากับหม้อไฟสำเร็จรูปและยังมีเสื้อขนแกะตัวนี้ที่เจ้าซื้อให้ จึงทำให้ข้าไม่ต้องทรมานจากความหนาวเหน็บและความหิว”


เอ่ยจบ เขาก็จับมือหลินเว่ยเว่ยขึ้นมาพลางลูบเบาๆที่รอยแผลเป็นซึ่งถูกไฟลวก การทำถุงที่สามารถให้ความร้อนเองได้ ไฉนเลยจะสามารถทำสำเร็จโดยง่าย ? ผู้หญิงคนนี้ได้รับบาดเจ็บแต่ยังจงใจปิดบังจนแผลหายแล้วเขาถึงได้รู้…เขาช่างเป็นคู่หมั้นที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย !


“พูดกันว่าสามีภรรยาคือคนเดียวกัน นี่ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ ? อีกอย่างข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า เพราะข้าทำเพื่อตำแหน่งฝูเหรินของจอหงวนต่างหาก !” หลินเว่ยเว่ยดึงมือออกแล้วไพล่ไว้ด้านหลัง รอยแผลเป็นใกล้จะหายแล้ว ทว่าบัณฑิตน้อยยังโทษตัวเอง ! บัณฑิตน้อยผู้เย็นชาถูกนางหลอมละลายจนกลายเป็นสุดยอดผู้ชายอบอุ่นไปแล้ว !


บัณฑิตน้อยขยันยิ้มบ่อยขึ้นเรื่อยๆ…หืม ! มองอะไรกัน ? เจ้าเป็นบุตรสาวบ้านไหน ? สงวนท่าทีหน่อยได้หรือไม่ ? จ้องคู่หมั้นคนอื่นเช่นนี้ ช่างหน้าไม่อาย ! บัณฑิตน้อย เจ้าก็หล่อเหลาเกินไป บางครั้งทำให้ข้าหงุดหงิดไม่น้อยเลย โชคดีที่คู่หมั้นของข้าซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยนแปลง…


“น้องเจียง เจ้าออกมาเร็วมาก ! เจ้ารอข้าอยู่หรือ ?” หยานจิงหยูมีบ่าวช่วยประคองออกมา สายตาของเขาค่อนข้างสั้น ทำให้เวลามองหน้าใครก็มักจะต้องหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว สมกับที่หลินเว่ยเว่ยตั้งฉายาให้ว่า ปลาพระจันทร์ !


ผู้เข้าสอบทยอยออกจากสนามสอบมากขึ้นเรื่อยๆ หน้าประตูสนามสอบจึงเต็มไปด้วยครอบครัวและบ่าวรับใช้ของเหล่าผู้เข้าสอบ หยานจิงหยูจึงเบียดเสียดผู้คนออกมาด้วยความยากลำบากแต่หารถม้าของตนไม่เจอ จนถูกเบียดมาถึงหน้ารถม้าของพวกหลินเว่ยเว่ย เขาจำได้เพราะรูปลักษณ์กับสัญลักษณ์ของรถม้าตำหนักหมินอ๋องช่างสะดุดตาอย่างมาก


เจียงโม่หานจำได้ว่าคนที่โดนประคองออกมาพร้อมหยานจิงหยูคือหยวนเจี๋ยบุตรชายของบัณฑิตหยวน คนผู้นั้นเคยเป็นผู้ตรวจการประจำการสอบของเมืองจงโจว นับว่าเป็นอาจารย์ของเขาเช่นกัน ! เขาเห็นสีหน้าของทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีและมีท่าทางการยืนไม่มั่นคง จึงรีบให้หลินจื่อเหยียนและซัวถัวประคองทั้งสองขึ้นไปนอนบนรถม้า


หมอหลวงอย่างท่านหมอเหลียงเชิญมาไม่เสียเปล่าจริงๆ เขาช่วยตรวจชีพจรให้หยานจิงหยูและหยวนเจี๋ย อาการของทั้งสองหนักกว่าเจียงโม่หานเล็กน้อย ร่างกายอ่อนแอกว่า ทว่าภายในรถม้าอบอุ่นอย่างมากเพราะด้านล่างมีเครื่องนอนที่หนานุ่มปูเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะยังมีสติอยู่ล่ะก็ ทั้งสองคงหลับไปนานแล้ว


หลินเว่ยเว่ยชงชาผลไม้ด้วยน้ำร้อนให้ทั้งสองคนพลางมองพวกเขาดื่มลงไปแล้วก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ “การสอบขุนนางของพวกท่านช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน !”


ทั้งสองได้สวมเสื้อคลุมขนแกะจากร้านตระกูลลู่ซึ่งดีกว่าเหล่าบัณฑิตที่สวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดา หยานจิงหยูดื่มชาผลไม้ไปหนึ่งแก้วแล้วก็ค่อยๆถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกพลางพิงรถม้าด้วยท่าทีสบายขึ้น “ถุงร้อนที่หลินกู่เหนียงมอบให้นับเป็นของดีจริงๆ ตอนกลางคืนหนาวจนนอนไม่หลับ แค่เอามายัดไว้ที่อกเสื้อกับแผ่นหลังก็เหมือนได้ผิงเตาไฟอย่างไรอย่างนั้น ตอนที่ตอบคำถาม มือของข้าแข็งมากก็ยังสามารถนำมาทำให้มืออุ่นได้อีกด้วย !”


เจียงโม่หานถลึงตาใส่เขา ‘มอบให้อย่างนั้นหรือ? เจ้าขโมยไปจากโต๊ะของข้าอย่างหน้าด้านๆไม่อายหรือไร?’


หยวนเจี๋ยรู้สึกเหมือนตัวเองตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “พี่หยาน สิ่งใดคือถุงร้อน ?”


หยานจิงหยูเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “สิ่งนี้เป็นของที่หลินกู่เหนียงคิดค้นขึ้นมา คือผงสีดำๆ ถูกบรรจุลงในถุงผ้าอย่างดี ใส่ไว้ใต้เสื้อผ้าที่กั้นผิวหนังไว้อีกหนึ่งชั้นก็สามารถสร้างความอบอุ่นขึ้นได้ เจ้าคิดว่ามันวิเศษหรือไม่ ? ข้าเอามาจากน้องเจียง แต่ข้าใช้หมดแล้ว หากเจ้าอยากเห็นล่ะก็ลองถามเขาสิว่ายังมีอีกหรือไม่ !”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินดังนั้นก็ส่งถุงร้อนให้หยวนเจี๋ยที่ใช้มือทั้งสองข้างกุมเอาไว้ เพียงครู่เดียวมือที่เย็นเฉียบก็รู้สึกอุ่นขึ้น เขาจึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “นี่เป็นของดีจริงๆด้วย หลินกู่เหนียง เหตุใดท่านไม่ทำออกมาเยอะๆหน่อยเล่า จากนั้นก็เอาไปวางขายที่ร้านเถียนมี่ฉือกวง !”


หากสามารถหาซื้อสิ่งนี้ได้ เขาคงไม่ต้องตัวแข็งราวกับซากสุนัขตายอยู่ในสนามสอบหรอกกระมัง ? ในบรรดาทั้งสามคนนี้ ตัวเขาอาการหนักที่สุด หมอหลวงจึงเอ่ยว่าต้องรักษาตัวให้ดีเพื่อจะไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง


“สิ่งนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ หากไม่ระวังอาจโดนลวกและเป็นอันตรายได้ สัดส่วนต้องชั่งตวงให้พอดี เพราะถ้าผิดพลาดก็อาจเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นได้” แค่คู่หมั้นทำถุงร้อนให้เขาคนเดียว เจียงโม่หานยังรู้สึกสงสาร ไฉนเลยจะให้นางลำบากทำขาย ? อีกอย่างคือตอนนี้พวกตนก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง !


ตำราคำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์และชุดแบบทดสอบคณิตศาสตร์เก้าบทของเจียงโม่หานเหล่านั้น ก่อนการสอบก็สามารถทำเงินได้จำนวนมาก ในมือของเขาจึงมีตั๋วแลกเงินอยู่หลายพันตำลึง เขาจึงคิดว่าจะทำธุรกิจในเมืองหลวงดีหรือไม่…รอให้การสอบผ่านพ้นไปแล้วถ้ายังอยู่ที่เมืองหลวงต่อก็ค่อยหาบ้านสักหลังที่อยู่ใกล้ตำหนักหมินอ๋อง ทว่าบ้านทางเมืองฝั่งตะวันตกไม่ใช่ราคาถูก เรือนสี่ประสานแบบสามวงยังพอซื้อไหว แต่หากต้องการซื้อเรือนสี่ประสานแบบห้าวงก็ไม่รู้ว่าเงินในมือเขาจะพอหรือไม่…


ทันใดนั้นก็ได้ยินหยวนเจี๋ยบ่นขึ้นมาว่า “เดิมทีคิดว่ามีชุดอาหารเข้าสอบจากร้านเถียนมี่ฉือกวงแล้วจะสบาย ที่ไหนได้กลับมีตัวอัปมงคลหน้าไหนไม่รู้ทำอาหารในห้องสอบ พวกผู้คุมสอบก็ไม่ห้ามปราม ทำให้พยาธิในกระเพาะของข้าเกิดประท้วงขึ้นมาจนไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย !”


ตอนที่ 585: ไม่ทรยศรักนี้ตลอดกาล


เมื่อเจียงโม่หานลองสอบถามจึงรู้ว่าแท้จริงห้องสอบของหยวนเจี๋ยตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาโดยเยื้องออกไปเพียงสองห้องเท่านั้น เอ่อ…เพราะความหิวกลับส่งผลกระทบต่อคะแนนสอบ เช่นนั้นก็หมายความว่ายังมีความรู้ไม่มากพอ ไม่หนักแน่นพอ !


เจียงโม่หานพักผ่อนอยู่ที่บ้านเช่าได้เพียงวันเดียวก็ถูกเรียกตัวไปที่ศาลต้าหลี่ สาเหตุเพราะผู้เข้าสอบที่ถูกกลิ่นอาหารจากหม้อไฟสำเร็จรูปทำพิษได้พากันไปฟ้องร้องเขาและเหล่าผู้คุมสอบ


แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังร้อนพระทัยเพราะเรื่องนี้ด้วย !


ผู้คุมสอบสมรู้ร่วมคิดกับผู้เข้าสอบเพื่อละเมิดกฎของสนามสอบอย่างโจ่งแจ้ง ? มันใช้ได้แล้วหรือ ? เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้เสด็จมาที่ศาลต้าหลี่เพื่อทำการสอบสวนคดีนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อจำเลยมาขึ้นศาลพร้อมกล่องเหล็กใบหนึ่ง ฮ่องเต้ก็ต้องเบิกดวงเนตรให้กว้างขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ “เจียงโม่หาน เหตุใดถึงกลายเป็นเจ้า ?”


จากนั้นพระองค์ก็ดำริขึ้นได้ว่า ‘หรือหมินอ๋องกังวลว่าบุตรเขยจะลำบากในห้องสอบจึงเตรียมเส้นสายเอาไว้ ? ไม่ใช่กระมัง เพราะผู้ตรวจการในการสอบครานี้ไม่ถูกกับหมินอ๋อง ไม่ใช่หรือ ? ผู้ตรวจการคือใต้เท้าหลิ่วซึ่งเป็นขุนนางตงฉินผู้มีชื่อเสียง เขารับไม่ได้ที่พระองค์โปรดปรานหมินอ๋องจึงถวายฎีกาวิพากษ์วิจารณ์หมินอ๋องอยู่หลายครั้ง…แล้วสองคนนี้ไปรวมหัวกันตั้งแต่เมื่อใด ?’


คดีความที่ไร้สาระเช่นนี้ พอเจียงโม่หานสาธิตวิธีใช้งานหม้อไฟสำเร็จรูป ความจริงปรากฏและทำให้ผู้เข้าสอบทั้งด้านในและด้านนอกศาลพากันตกตะลึง…นี่มันวิธีการน่าอัศจรรย์อันใดกัน ? ว่าอย่างไรนะ ? องค์หญิงเว่ยเว่ยแห่งตำหนักหมินอ๋องทรงคิดค้นขึ้นมาอย่างนั้นหรือ ? หากหม้อไฟสำเร็จรูปนี้เป็นที่นิยมแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อเหล่าผู้เข้าสอบมากเพียงใด !


ฮ่องเต้ก็คิดว่าสิ่งนี้ไม่เลว ทั้งยังลองชิมข้าวที่ทำจากหม้อไฟสำเร็จรูปด้วยพระองค์เองอีกด้วย ก่อนจะตรัสถามออกมาอย่างประหลาดพระทัยว่า “เวลาสั้นๆเพียง1เค่อ เหตุใดจึงทำให้ข้าวสุกได้ ?”


เจียงโม่หานอธิบายว่าข้าวนี้ไม่ใช่ข้าวธรรมดา ทว่าต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น การล้างน้ำ – การหุงสุก – ล้างน้ำอีกรอบ – การแช่แข็ง – การละลายน้ำแข็ง – การอบแห้ง เป็นต้น


ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรเขาอย่างแฝงความนัยแล้วตรัสว่า “องค์หญิงเว่ยเว่ยใส่ใจเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าอย่าทำให้นางเสียใจเด็ดขาด !”


เจียงโม่หานประสานมือคาราวะพลางทูลอย่างหนักแน่นว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่ทำให้องค์หญิงเว่ยเว่ยเสียใจตลอดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ !”


ตอนนี้เจียงโม่หานนับว่ามีชื่อเสียงในหมู่ผู้เข้าสอบขุนนาง ด้านองค์หญิงเว่ยเว่ยในช่วงนี้ก็เป็นที่พูดถึงในเมืองหลวงว่าเป็นบุตรีที่หมินอ๋องเพิ่งตามหาเจอ อีกทั้งยังเป็นคู่หมั้นของบัณฑิตยากจนผู้นี้!


“หืม? จำเลยที่โดนฟ้องร้องในศาลต้าหลี่เมื่อครู่ชื่อว่าอะไร?” บัณฑิตผู้หนึ่งได้สติขึ้นมาจึงเอ่ยถามบัณฑิตที่อยู่ด้านข้าง


“ชื่อเจียงโม่หาน! เจ้าคงไม่ได้ทำข้อสอบจนสมองเลอะเลือนหรอกกระมัง? แค่ชั่วอึดใจก็จำไม่ได้แล้วหรือ?” คนตอบอยากจะยื่นมือไปแตะหน้าผากของคนถาม คงไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหม?


“เจียงโม่หาน…เจียงโม่หาน…” บัณฑิตผู้นั้นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “ชื่อนี้ช่างคุ้นมาก…”


“เจียงโม่หาน?!!” ทั้งสองตะโกนออกมาพร้อมกันพลางสบตากันด้วย “เจียงโม่หานก็ไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่เขียนตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ และ ‘ชุดแบบทดสอบคณิตศาสตร์เก้าบท’ หรอกหรือ?”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เจ้าดูสิ ข้าพกตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ ติดตัวมาด้วย ชื่อผู้เขียนคือเจียงโม่หานไม่ผิดแน่!” บัณฑิตอีกคนนำตำราเล่มหนึ่งออกมา


ทั้งสองมองไปที่ชื่อในบทนำ “เจ้าช่างขยันจริงๆ สอบเสร็จแล้วยังจะพกตำราคณิตศาสตร์ติดตัวมาอีก!”


บัณฑิตผู้นั้นยิ้มแห้งพลางเอ่ยว่า “ใช่ที่ไหนกันเล่า! ในการสอบฮุ่ยซื่อมีคำถามข้อหนึ่งตรงกับในตำรานี้ไม่ใช่หรือ? ข้าเรียนไม่เก่ง ทำข้อสอบไม่ได้ การสอบครั้งนี้ข้าจึงหมดหวังแล้วตัดสินใจจะกลับไปเรียนอีกสามปีและค่อยลงสอบใหม่อีกครั้ง!”


“ข้อที่เจ้าเอ่ยถึง ข้าตอบได้ด้วยและยังมีข้อหนึ่งที่เหมือนในแบบทดสอบโดยเปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น โชคดีที่ข้าประหยัดค่าอาหารและเสื้อผ้าเพื่อไปซื้อแบบทดสอบนี้!”


“ใช่ ใช่แล้ว…พวกเราเคยคาดเดากันว่าผู้เขียนตำราทั้งสองเล่มนี้เป็นปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์ไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงกลายเป็นบัณฑิตที่ร่วมสอบฮุ่ยซื่อกับเราเสียได้?”


“หรือจะเป็นคนชื่อเหมือน?” บัณฑิตผู้หนึ่งพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะบัณฑิตในศาลต้าหลี่ผู้นั้นเพิ่งอายุเท่าไรกันเอง ยังไม่เข้าพิธีสวมกวานเลยกระมัง? จะเอาความแตกฉานด้านคณิตศาสตร์ชั้นสูงขนาดนี้มาจากที่ใด?


“เจ้าคิดว่าชื่อเจียงโม่หานเหมือนผักกาดขาวที่มีชื่อเรียกหลากหลายหรือไร? จะมีชื่อที่ซ้ำกันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?”


“แต่ว่า…เขาเป็นเพียงบัณฑิตที่ยากจนไม่ใช่หรือ ? ไปเรียนศาสตร์ตัวเลขมาจากที่ใดกัน มีทวยเทพมาเบิกเนตรให้รู้แจ้งอย่างนั้นหรือ ?” บัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยเย้ยหยัน


“จะใช่เขาหรือไม่ ข้าก็ขอบคุณเจียงโม่หานผู้นั้น เพราะหากไม่มีเขาแล้ว โจทย์คณิตศาสตร์ในการสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้ ข้าคงทำไม่ได้แน่นอน”


“ใช่ ใช่ ! เช่นนั้นเกรงว่าการสอบในปีนี้คงถูกลูกหลานตระกูลขุนนางยึดครองอำดับไปหมด ส่วนบัณฑิตยากจนอย่างพวกเรา…คงทำได้แค่มองตาปริบๆเป็นแน่ !”

……

การเปิดศาลต้าหลี่ครั้งนี้มีที่มาประหลาดมาก ทั้งยังจบลงในระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่ชื่อเสียงของเจียงโม่หานกลายเป็นที่กล่าวถึงของเหล่าบัณฑิตมากมายตั้งแต่ก่อนจะประกาศรายชื่อเสียแล้ว


หลังจากนั้น ระหว่างที่เจียงโม่หานรอการประกาศผลสอบก็ได้ไปเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนความรู้ของบัณฑิตในเมืองหลวงพร้อมหยวนเจี๋ยและหยานจิงหยูประมาณสามสี่ครั้ง เขาสามารถประพันธ์บทกวีจนทำให้เหล่าบัณฑิตตกตะลึงได้หลายบท ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก !


วันที่ประกาศผลสอบคือวันที่หก เดือนสี่ เจียงโม่หานได้รับเชิญไปที่หอจอหงวน หลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียนย่อมไม่พลาดวันสำคัญเช่นนี้จึงลุกขึ้นมาแต่งตัวเต็มยศตั้งแต่เช้า ก่อนจะทำการจองโต๊ะมุมในโถงของหอจอหงวนเอาไว้ ทั้งยังนำของว่างและชาที่เตรียมมาเองขึ้นไว้บนโต๊ะอีกด้วย


เจียงโม่หานไปรวมตัวกับหยานจิงหยู หยวนเจี๋ย บัณฑิตจากภาคเหนือรวมถึงบัณฑิตของเมืองหลวงที่เพิ่งรู้จักกัน จากนั้นจึงไปที่หอจอหงวนพร้อมกัน พวกเขาได้จองห้องที่หอจอหงวนเอาไว้หนึ่งห้อง


ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา หลินเว่ยเว่ยก็จำคู่หมั้นหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มบัณฑิตรูปร่างสูงใหญ่และท่าทางโดดเด่นได้ทันที นางลุกขึ้นยืนพลางโบกมือแรงๆ “บัณฑิตน้อย ทางนี้ ทางนี้ !!”


หยานจิงหยูและหยวนเจี๋ยมองเจียงโม่หานด้วยสายตาหยอกล้อ “น้องเจียง เจ้าจะไปที่ห้องกับพวกเรา หรือจะอยู่ที่ห้องโถงเป็นเพื่อน…น้องสะใภ้?”


สีหน้าของเจียงโม่หานไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เพียงยิ้มเบาบางแล้วเอ่ยกับเหล่าบัณฑิตว่า “ห้องโถงนี้มีมุมที่ดีและสามารถทราบอันดับได้ทันที ไม่ทราบว่าพี่ชายทั้งหลายจะนั่งรอการประกาศผลด้วยกันหรือไม่?”


หยานจิงหยูไม่รอให้คนอื่นเอ่ยปากก็แสดงความเห็นทันที “ถูกต้อง! ห้องโถงนี้คึกคักจะตายไป!” เขาหรี่ดวงตาที่สั้นระดับ – 200 ของตน ก่อนที่สายตาจะหยุดลงที่ของว่างซึ่งวางอยู่เต็มโต๊ะของหลินเว่ยเว่ย เมื่อประเมินด้วยสายตาแล้วก็พบว่าเป็นของที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านเถียนมี่ฉือกวง!


บัณฑิตภาคเหนือส่วนใหญ่เคยพบหลินเว่ยเว่ยมาก่อน บัณฑิตจากเมืองหลวงต่างก็สบตากัน ท่านนี้คือองค์หญิงเว่ยเว่ยผู้โด่งดังอย่างนั้นหรือ? ช่างสมกับที่เกิดในตระกูลแม่ทัพ ช่างแตกต่างยิ่งนัก ไม่มีท่าทางเขินอายเหมือนสตรีทั่วไปแม้แต่น้อย


เหล่าบัณฑิตทยอยนั่งลง หลินเว่ยเว่ยเอ่ยทักทายทุกคนอย่างกระตือรือร้น “เมื่อวานนี้ในวังได้พระราชทานกวางมาครึ่งตัว ข้าจึงเอามาทำเป็นเนื้อกวางแผ่น พวกท่านลองชิมสิว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”


หยานจิงหยูและหยวนเจี๋ยเคยกินเนื้อแผ่นของร้านหนิงจี้ตอนอยู่ทางเหนือ จึงรู้ว่าของกินชนิดนี้เป็นสิ่งที่หลินเว่ยเว่ยถนัดที่สุด จึงหยิบคนละแผ่นอย่างไม่เกรงใจ หยานจิงหยูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เนื้อแผ่นเช่นนี้ไม่ได้กินมาครึ่งปีแล้ว คิดถึงจริงๆ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ !”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยว่า “เดือนหน้าร้านเถียนมี่ฉือกวงจะมีเนื้อหมูแผ่นออกมาใหม่ ไม่นานชาวเมืองหลวงก็จะสามารถซื้อเนื้อแผ่นได้แล้ว”


บัณฑิตเมืองหลวงที่สนิทสนมกับหยานจิงหยูและหยวนเจี๋ย ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชนชั้นขุนนาง หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ร้านเถียนมี่ฉือกวงเพิ่งเปิดได้สามเดือนก็ขึ้นมาแทนที่เจ้าเก่าของเมืองหลวงอย่าง ‘ร้านเต้าเซียง’ จนกลายเป็นร้านขนมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน”


ตอนที่ 586: เสี่ยวซานหยวนไม่ใช่แค่ฝันอีกต่อไป


หยานจิงหยูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็ช่างไม่ดูเลยว่าเถ้าแก่เนี้ยของร้านเถียนมี่ฉือกวงเป็นใคร!”


“ใครหรือ ?” บัณฑิตท่านนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“ไกลสุดขอบฟ้า ใกล้อยู่แค่ตา !” หยานจิงหยูทำท่าทางพยักพเยิดไปทางหลินเว่ยเว่ย “ขนมรูปแบบใหม่ทั้งหมดของร้านเถียนมี่ฉือกวงล้วนมาจากฝีมือขององค์หญิงเว่ยเว่ย !”


เอ่ยจบก็ยื่นมือไปยังขนมอีกชนิดที่ไม่เคยชิมมาก่อน…‘อืม อร่อยมาก !’


เหล่าบัณฑิตที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ต่างก็หันไปมองทางกู่เหนียงน้อยที่ยิ้มอย่างเจิดจ้า ร้านเถียนมี่ฉือกวงเป็นกิจการขององค์หญิงเว่ยเว่ยอย่างนั้นหรือ ?


นับตั้งแต่ร้านเถียนมี่ฉือกวงเปิดกิจการในวันที่ยี่สิบหก เดือนสิบสอง เป็นต้นมา ภายในระยะเวลาแค่สามเดือนก็สามารถเอาชนะร้านขนมเก่าแก่ของเมืองหลวงจำนวนมากมายลงได้ และกลายเป็นร้านขนมเจ้าใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นที่กล่าวถึงในงานพิธีปักปิ่นขององค์หญิงเว่ยเว่ย ดึงดูดสตรีสูงศักดิ์และเหล่าฝูเหรินในเมืองหลวงได้เป็นจำนวนมาก…


ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปเยี่ยมญาติสนิทมิตรสหายหรือต้อนรับแขก หากไม่มีขนมของร้านเถียนมี่ฉือกวงก็ถือเป็นเรื่องเสียหน้าอย่างมากเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้


ของที่นิยมใช้ในการเยี่ยมญาติสนิทมากที่สุด ไม่ใช่อัญมณีหรือผ้าไหมล้ำค่า แต่เป็นขนมของร้านเถียนมี่ฉือกวง เพราะขนมของร้านนี้ในทุกวันจะวางขายจำนวนจำกัด แต่ละชนิดมีเพียง200ชิ้นเท่านั้น ขายหมดแล้วไม่มีการทำเพิ่ม หากอยากกินก็ทำได้เพียงรอวันถัดไปเท่านั้น


กลยุทธ์ด้านการตลาดเช่นนี้ทำให้ร้านเถียนมี่ฉือกวงโด่งดังขึ้นอีกหลายเท่า สิ่งที่ต้องการแต่ไม่สามารถครอบครองได้ย่อมล้ำค่าที่สุด หากนำขนมของร้านเถียนมี่ฉือกวงไปเยี่ยมแล้วก็จะได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความจริงใจ ดังนั้นจึงทำให้ร้านเถียนมี่ฉือกวงได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก


การผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของร้านเถียนมี่ฉือกวงทำให้คนจำนวนไม่น้อยคาดเดาไปต่างๆนานาว่าใครอยู่เบื้องหลังร้านขนมนี้กันแน่ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นบุตรสาวที่ตำหนักหมินอ๋องเพิ่งหาตัวพบ องค์หญิงเว่ยเว่ยที่ฮ่องเต้เป็นผู้แต่งตั้ง!


เหล่าบัณฑิตเมืองหลวงกินขนมไปหนึ่งคำ ‘อืม’ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดร้านเถียนมี่ฉือกวงจึงสามารถเป็นที่นิยมในเมืองหลวงได้รวดเร็วเช่นนี้ ช่างอร่อยจริงๆ!’


“ประกาศผลแล้ว ประกาศผลสอบแล้ว!!” เมื่อเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา สายตาของทุกคนในหอจอหงวนก็ล้วนมองไปยังกระดานที่ติดประกาศยังฝั่งตรงข้าม ทหารกลุ่มหนึ่งคุ้มกันเจ้าหน้าที่ฝ่าฝูงชนเข้าไปเพื่อนำรายชื่อมาติดบนกระดานประกาศผล


ทันใดนั้น กลุ่มคนที่รออยู่บริเวณป้ายประกาศก็ราวกับน้ำหนึ่งหยดตกสู่น้ำมันร้อนๆในกระทะ ทุกคนกรูเข้าไปยังกระดานประกาศผล หนึ่งในนั้นมีซัวถัวและหลินจื่อเหยียนที่ไม่ยอมนั่งรออยู่เฉยๆด้วยกัน


หากไม่ใช่เพราะเจียงโม่หานกุมมือของหลินเว่ยเว่ยที่ใต้โต๊ะเอาไว้แน่น นางคงอดใจรอไม่ไหวแล้วพุ่งตัวไปที่กระดานประกาศผลตั้งนานแล้ว พลังของนางแข็งแกร่งกว่าผู้ใดย่อมสามารถแหวกเข้าไปถึงหน้ากระดานได้ในทันที และกลับมายังหอจอหงวนได้อย่างรวดเร็ว นางหวังว่าจะได้เป็นคนบอกอันดับรายชื่อของบัณฑิตน้อยด้วยตัวนางเอง!


บนเก้าอี้ราวกับมีตะปูตอกเอาไว้ หลินเว่ยเว่ยจึงลุกๆนั่งๆแบบอยู่ไม่สุข แต่ไม่ใช่มีเพียงนางคนเดียวเพราะเหล่าบัณฑิตในหอจอหงวนแม้จะฝืนข่มใจให้สงบเพียงใด ทว่าก็ยังกุมถ้วยชาในมือแน่นจนสั่นเล็กน้อยอีกด้วย การรอคอยนับเป็นความทรมานรูปแบบหนึ่ง…


เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แต่สำหรับพวกเขายาวนานยิ่ง…


ในที่สุดก็มีคนพุ่งตัวออกมาจากกลุ่มคนที่กระจุกกันอยู่ตรงหน้าป้ายประกาศพร้อมวิ่งมาที่หอจอหงวนอย่างรวดเร็ว สายตาของบัณฑิตทั้งหมดจดจ้องไปที่เขา เด็กน้อยรูปร่างแข็งแกร่งผู้นี้วิ่งเข้ามาในหอจอหงวนอย่างรวดเร็ว ปากก็ตะโกนเสียงดังว่า “ข่าวดี! ขอแสดงความยินดีกับเจียงโม่หานแห่งอำเภอเป่าชิง ได้อันดับหนึ่งของการสอบ!”


“ติดแล้ว! บัณฑิตน้อยเจ้าสอบติดแล้ว! แถมได้ที่หนึ่งอีกด้วย!” หลินเว่ยเว่ยดึงมือออกจากการเกาะกุมของเจียงโม่หานด้วยความดีใจ ก่อนจะกระโดดจนตัวลอยแล้วหมุนตัวไปรอบๆเขาถึงสองรอบ พลางกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข


มุมปากของเจียงโม่หานโค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่มองหลินเว่ยเว่ยเปล่งประกายระยิบระยับ ใช่แล้ว เขาสอบติดแล้ว สมความปรารถนาในชาติก่อนของเขาแล้วเช่นกัน เกียรติยศนี้ไม่ใช่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว ทว่าต้องยกความดีความชอบให้คู่หมั้นครึ่งหนึ่งด้วย!


“ยินดีด้วยน้องเจียง!” หยานจิงหยูเป็นคนแรกที่เข้ามาแสดงความยินดี นับตั้งแต่การสอบเยวี่ยนซื่อ เขาก็มักจะถูกเจ้าเด็กอัจฉริยะที่อายุน้อยกว่าสี่ปีผู้นี้เอาชนะอยู่เสมอ ความเก่งกาจที่น่าตกตะลึงเช่นนี้เกิดมาเพื่อเอาชนะจริงๆ โชคดีที่เขาชินกับอันดับที่สองตลอดกาลเสียแล้ว…แค่ก แค่ก คำพูดนี้ยังเร็วเกินไป บัณฑิตของเมืองหลวงและภาคใต้ที่เก่งกาจมีมากมาย เขาจะสามารถรักษาอันดับที่สองเอาไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่เลย


ขณะที่เหล่าบัณฑิตกำลังแสดงความยินดีต่อเจียงโม่หานอยู่นั้น หลินเว่ยเว่ยก็รับถุงเงินมาจากมือของชุนซิ่ง ก่อนยัดใส่มือให้คนที่มาแจ้งข่าว เพราะการสอบจอหงวนจึงทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้น คนแจ้งข่าวดีเหล่านี้โดยปกติแล้วเป็นคนหนุ่มที่มีรูปร่างแข็งแรง เมื่อแจ้งข่าวดีกับบัณฑิตสำเร็จแล้วจะได้ค่าตอบแทนห้าตำลึง เทียบเท่ากับคนธรรมดาที่ต้องทำงานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว!


แน่นอนว่ามีคนที่จ่ายหนักยิ่งกว่านั้น ตัวอย่างเช่นผู้ที่ได้อันดับหนึ่งคนใหม่ตรงหน้าผู้นี้ คนแจ้งข่าวลองชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ เกรงว่าจะมีถึงยี่สิบตำลึงเลยทีเดียว!


แต่การทำอาชีพเช่นนี้ของพวกเขาก็ไม่ง่ายเลย ดูได้จากผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและรองเท้าที่หายไปข้างหนึ่งก็พอจะยืนยันได้แล้ว


“พี่รอง! ติดแล้ว! พี่เขยรองสอบได้อันดับหนึ่ง!” หลินจื่อเหยียนที่หมวกบิดเบี้ยวก็รีบวิ่งเข้ามาในหอจอหงวนเพื่อแจ้งข่าวดีให้พี่สาวได้ทราบ


หลินเว่ยเว่ยกลอกตามองบนใส่เขาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าทำอะไรชักช้าเสียจริง รอเจ้ามาแจ้งข่าวดี ดอกไม้จีน ( จำฉ่าย ) เย็นหมดแล้ว!” สายตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลน แขนขาเล็กเช่นนี้คงทำได้เพียงตวัดพู่กันเท่านั้น ช่างเป็นบัณฑิตที่ไร้ประโยชน์จริงๆ!


เหล่าบัณฑิตในหอจอหงวน “…”


หลินจื่อเหยียนหัวเราะแฮะแฮะ แล้วมองไปทางหยานจิงหยู “พี่หยาน ท่านได้อันดับสอง” ฮี่ฮี่ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาแพ้ให้กับพี่เขยรอง สมกับเป็นที่สองตลอดกาลจริงๆ


ทว่าที่สองตลอดกาลอย่างหยานจิงหยูรู้สึกดีใจมาก เขามองไปยังหลินจื่อเหยียนด้วยสายตาหยอกล้อ “ข้าต้องให้เงินค่าแจ้งข่าวดีกับเจ้าหรือไม่?”


การเขียนบทความของบัณฑิตภาคเหนือไม่โดดเด่น อย่าว่าแต่สู้กับงานของบัณฑิตทางใต้เลย แม้แต่ของบัณฑิตเมืองหลวงก็ยังสู้ไม่ได้ การสอบครั้งก่อนๆในบรรดาสามร้อยคน หากบัณฑิตภาคเหนือสามารถติดอันดับได้สามถึงห้าคนก็นับว่าไม่เลวแล้ว การจะติดสามอันดับแรกยิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่คาดไม่ถึงว่าปีนี้ทั้งสองอันดับแรกล้วนมาจากเมืองจงโจว ช่างเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้แก่บัณฑิตภาคเหนืออย่างมาก ดังนั้นบัณฑิตภาคเหนือที่ร่วมโต๊ะด้วยกัน แม้จะรู้สึกอิจฉาแต่ก็รู้สึกดีใจแทนพวกเขาอย่างมาก


“ข่าวดี ยินดีกับหยานจิงหยูจากเมืองจงโจว สอบได้อันดับสอง!” ผู้แจ้งข่าวดีเห็นหลินจื่อเหยียนไปรับถุงเงินในมือของหยานจิงหยูด้วยสายตาหยอกล้อแล้ว เขาก็นิ่งไปทันที เจ้าเด็กคนนี้เป็นใคร? โผล่มาจากที่ใด? ถึงได้มาแย่งอาชีพเขาเช่นนี้ ช่างไร้จรรยาบรรณจริงๆ!


บ่าวรับใช้ของหยานจิงหยูจึงนำถุงเงินวางใส่มือของเขา พลันสายตาเกรี้ยวกราดของผู้แจ้งข่าวดีก็มลายหายไปแล้วจากไปอย่างดีใจ เหล่าบัณฑิตร่วมโต๊ะก็แสดงความยินดีกันอีกครั้ง


อันดับสามและอันดับสี่ก็เป็นผู้ที่เข้าร่วมสอบหน้าใหม่เช่นกัน มือทั้งสองข้างของหยวนเจี๋ยจับกันแน่น ภายในใจตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ รอบนี้มีผู้เข้าสอบที่โดดเด่นเช่นเจียงโม่หาน บัณฑิตหยวนจึงอยากให้บุตรชายรอไปอีกสักสามปีเพื่อจะได้สอบติดอันดับหนึ่ง แต่หยวนเจี๋ยยืนยันที่จะเข้าร่วมให้ได้


เป็นบัณฑิตแล้วหากไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อนาคตจะยืนหยัดเป็นขุนนางได้อย่างไร ? ยังไม่ทันลงแข่งก็ยอมแพ้เสียแล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่นิสัยของเขา


[1] ดอกไม้จีนเย็นหมดแล้ว หมายถึง ช้าเกินไป สายเกินไปแล้ว


ตอนที่ 587: โดนตบหน้าไม่ทันตั้งตัว


หลายเดือนมานี้หยวนเจี๋ยมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม แม้แต่หยวนฝูเหรินก็ยังรู้สึกสงสาร กอปรกับได้รับคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ปู่ เขาจึงคิดว่าการสอบติดหนึ่งในสามอันดับแรกคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ใครจะคิดว่าผลที่ออกมาทำให้เขาตกใจมากเพียงนี้


มองผู้แจ้งข่าวทยอยเดินเข้ามา แต่ไม่มีชื่อของเขาถูกเอ่ยถึง หัวใจของหยวนเจี๋ยจึงรู้สึกหนักอึ้งเรื่อยๆ อันดับของเขาคงไม่ร่วงลงจากสิบสองอันดับแรกหรอกกระมัง ? หากเป็นเช่นนั้นเขาจะมีหน้าไปพบอาจารย์ปู่กับท่านพ่อได้อย่างไร ?


“หยวนเจี๋ยแห่งเมืองซูโจว ได้อันดับห้า…” ผู้แจ้งข่าวมาถึงล่าช้า หยวนเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังดีที่ติดสิบอันดับแรก เขาได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์ปู่นานเกือบครึ่งปียังทำได้แค่อันดับห้าเท่านั้น การสอบรอบนี้เหมือนที่บิดากล่าวไว้ไม่มีผิด มียอดฝีมือเข้าร่วมมากมาย ! แต่สามารถรวมรุ่นกับเหล่าผู้เก่งกาจมากมายเช่นนี้ได้ ก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ ?


บนโต๊ะนี้มีบัณฑิตภาคเหนืออีกสองคนสอบติด หนึ่งในนั้นก็คือเฝิงชิวฟานซึ่งได้อันดับที่162 เดิมทีการสามารถผ่านเข้าไปสอบเป็นจิ้นซื่อก็คือสิ่งที่บัณฑิตทุกคนถวิลหา แต่พอเห็นเจียงโม่หานที่ยากจนและเขาเคยดูถูกสอบได้อันดับหนึ่ง ความยินดีภายในใจของเฝิงชิวฟานก็ลดลงทันที


โต๊ะนี้มีผู้แจ้งข่าวดีอย่างต่อเนื่อง มีบัณฑิตติดอันดับทั้งหมด7คน เหล่าบัณฑิตโต๊ะอื่นๆในห้องโถงต่างก็มองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยา บัณฑิตที่ติดอันดับล้วนกินขนมอันหอมหวานอย่างเอร็ดอร่อย องค์หญิงเว่ยเว่ยจองโต๊ะในห้องโถง ช่างเป็นการตัดสินใจถูกต้องจริงๆ ช่างมีความสุขยิ่งนัก !


บัณฑิตที่นั่งริมหน้าต่างคนหนึ่งเอ่ยด้วยความอิจฉาว่า “บัณฑิตเจียงได้อันดับหนึ่งแล้วไม่เลี้ยงอะไรสักหน่อยหรือ ? พวกเราจะได้โชคดีตามไปด้วย”


ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ได้ยินมาจากไหนว่าเจียงโม่หานเป็นบัณฑิตยากจนของภาคเหนือ ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจที่บัณฑิตจากภาคเหนือเอาชนะบัณฑิตจากภาคใต้อย่างพวกเขาและได้อันดับหนึ่งไปครอง เขาจึงอยากให้เจียงโม่หานอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เพราะวันนี้หอจอหงวนมีบัณฑิตมารวมตัวกันหลายร้อยคน ต่อให้เลี้ยงน้ำชาคนละถ้วยก็ไม่ใช่สิ่งที่บัณฑิตยากจนสามารถจ่ายไหว !


หลินเว่ยเว่ยเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว นางจึงปรบมือและเอ่ยกับเหล่าบัณฑิตในห้องโถงว่า “บัณฑิตเจียงจากอำเภอเป่าชิงขอเลี้ยงของหวานจากร้านเถียนมี่ฉือกวง !”


หยาเอ๋อร์ที่รออยู่ด้านนอกตั้งแต่ต้นก็พาบ่าวรับใช้ของตำหนักหมินอ๋องให้ยกตะกร้าขนมเข้ามา ขนมทั้งหมดล้วนบรรจุในกล่องที่ประณีต ภายในมีขนมสี่ชนิดไม่ซ้ำกัน ล้วนเป็นขนมขายดีของร้านเถียนมี่ฉือกวงทั้งสิ้น


คนที่เคยซื้อก็ล้วนรู้ดีว่าขนมในกล่องของขวัญเช่นนี้ของร้านเถียนมี่ฉือกวงมีราคาถึงห้าตำลึงเลยทีเดียว ในห้องโถงของหอจอหงวนแค่เฉพาะบัณฑิตที่รอการประกาศผลก็มีสองร้อยหกสิบกว่าคนแล้ว คนละหนึ่งกล่องนับรวมกันก็เป็นเงินหนึ่งพันสามร้อยกว่าตำลึงเลยทีเดียว ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ได้อันดับหนึ่งคนใดใจป้ำขนาดนี้มาก่อน ที่สำคัญคือขนมนี้มีเงินก็ใช่ว่าจะสามารถซื้อได้ !


“มีส่วนของพวกเราด้วยหรือ ?” บัณฑิตที่นั่งโต๊ะเดียวกับหลินเว่ยเว่ยก็ได้รับกล่องขนมด้วยเช่นกัน ส่งผลให้บัณฑิตที่ไม่ติดอันดับเหมือนได้รับการปลอบโยนไปด้วย…ขนมหวานช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของพวกเขาได้เป็นอย่างดี


เรื่องที่หลินเว่ยเว่ยเตรียมขนมมานั้น เจียงโม่หานไม่รู้มาก่อน เช่นนั้นเขาคงห้ามนางไปแล้ว นี่เป็นการโอ้อวดเกินไปกระมัง ผลสอบก็ได้ทราบแล้ว เจียงโม่หานจึงไม่อยากนั่งที่นี่ต่อเพื่อให้ถูกมองอีก จึงเอ่ยลาเหล่าบัณฑิตที่นั่งร่วมโต๊ะพลางนัดแนะว่าวันหน้าค่อยพบกันใหม่ จากนั้นก็ลากหลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียนออกมาจากหอจอหงวน


“หืม ! ฮุ่ยหยวน (ผู้สอบได้อันดับหนึ่ง) ในการสอบครั้งนี้ชื่อเจียงโม่หานอย่างนั้นหรือ? เป็นผู้เขียนตำรา ‘คำอธิบายเก้าบทสำหรับศิลปะคณิตศาสตร์’ และ ‘ชุดแบบทดสอบคณิตศาสตร์เก้าบท’ ใช่หรือไม่ ? คาดไม่ถึงว่าผู้เขียนตำราสองเล่มนี้จะเป็นผู้เข้าสอบปีเดียวกับพวกเรา ไม่น่าล่ะ เขาถึงได้อันดับหนึ่ง !”


“จริงหรือ ? เมื่อครู่เหตุใดข้าไม่ทันคิดว่าสองคนนี้คือคนเดียวกัน ? ที่สำคัญเขายังอายุน้อยมาก ดูไม่เหมือนคนที่สามารถเขียนตำราออกมาได้…”


แม้แต่บัณฑิตที่ได้อันดับสามและอันดับสี่ก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย หากทราบว่าผู้ที่ได้อันดับหนึ่งเป็นผู้เขียนตำราคณิตศาสตร์ทั้งสองเล่มนี้ตั้งแต่แรก พวกเขาคงจะเข้าไปขอบคุณ หากไม่เป็นเพราะตั้งใจอ่านตำราสองเล่มนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการสอบของพวกตนจะออกมาเป็นเช่นไร !


“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เนื่องจากพรสวรรค์ด้านบทกวีของเขาก็ยังโดดเด่นไม่แพ้กัน บทกวีที่เขาแต่งยังถูกนักประพันธ์กวีชื่อดังอย่างอาจารย์หลิ่วยกย่อง ! บทกวีที่เขาประพันธ์ในงานชุมนุมบัณฑิตทุกครั้ง เมื่อคัดลอกออกมาเผยแพร่ก็ล้วนได้รับผลตอบรับจากเหล่าบัณฑิตอย่างมาก !”


“ตำราคณิตศาสตร์สองเล่มของเขาก็ขายดีทั้งในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียง ถึงขั้นตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง ได้ยินว่าเขายังได้รับส่วนแบ่งด้านยอดขายจากร้านโม่เซียงอีกด้วย เมื่อครู่ใครบอกว่าเขาเกาะองค์หญิงเว่ยเว่ยกิน ? แค่ยอดขายตำราของเขาก็สามารถเลี้ยงขนมทุกคนได้เหลือเฟือแล้ว !”


“พวกเจ้าคงไม่ทราบกระมัง ? เขาก็คือปราชญ์ชนบท ภาพวาดของเขาได้รับความนิยมในเมืองหลวงเป็นอย่างมาก แค่ภาพบนพัดหนึ่งอันก็ขายได้ห้าสิบตำลึงแล้ว มีคนไม่น้อยถือเงินไปขอซื้อภาพวาดของเขา แต่ซื้อไม่ได้ก็มี ตอนนี้มาคิดแล้วเขาเก็บตัวเพื่อเตรียมสอบ ไฉนเลยจะมีเวลามาวาดภาพกัน ?”

..……

บัณฑิตจากแดนใต้ที่ต้องการกลั่นแกล้งเจียงโม่หานผู้นั้นก็อับอายจนหน้าแดงก่ำไปหมด เขาจึงรีบจ่ายเงินแล้วหลบออกไปทันทีราวกับโดนตบหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว !


เหล่าบัณฑิตที่ผ่านการสอบครั้งนี้ หลังจากมีความสุขอยู่ไม่กี่วันก็กลับสู่ความสงบอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวในการสู้ครั้งสุดท้าย โดยจะต้องแสดงความสามารถของตนออกมาอย่างเต็มที่ในการสอบรอบสุดท้ายนี้


การสอบเตี้ยนซื่อจัดขึ้นในปลายเดือนสี่ การสอบครอบคลุมความรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ เพื่อให้เหมาะสมต่อการเป็นขุนนางรับใช้ฮ่องเต้ การตอบคำถามต่อหน้าพระพักตร์จะต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งอย่างมาก โดยเฉพาะผู้เข้าสอบที่ได้ยี่สิบอันดับแรก เพราะต้องตอบคำถามอย่างชิดใกล้สายพระเนตร ฉะนั้นพวกเขาจะตื่นเต้นมากเพียงใด !


ไม่ ! ไม่ตื่นเต้น ! มือห้ามสั่นเด็ดขาด ! ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อผลคะแนนได้ ไม่แน่ว่าฮ่องเต้อาจตรวจกระดาษคำตอบของพวกตนด้วยพระองค์เอง จึงต้องนิ่งเข้าไว้ แสดงด้านดีที่สุดของตัวเองออกมา !


ตำแหน่งที่นั่งของเจียงโม่หานอยู่ใกล้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางมากที่สุด เขาเพียงมองไปรอบกายเล็กน้อย ล้วนเป็นเพื่อนร่วมงานของเขาในชาติที่แล้วจึงไม่มีอะไรน่าตกใจ เมื่อกระดาษถูกแจกมาให้ เขาก็จรดปลายพู่กันลงไปทันทีด้วยความสงบนิ่ง…


ช่างชูแห่งกรมโยธาธิการและช่างชูแห่งกรมคลังมองเขาด้วยสายตาราวกับหมาป่าหิวโหยที่จ้องตะครุบเหยื่อ ทั้งยังถลึงตาใส่กันเป็นระยะอีกด้วย ‘ห้ามมาแย่งข้า !’ ขุนนางที่อยู่ด้านข้างก็ทำเพียงปรายตามองพวกเขาเท่านั้น ‘คนผู้นี้คือฮุ่ยหยวน ต้องเข้าสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน แล้วพวกท่านจะแย่งกันทำไม ?’


ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นผู้เข้าสอบด้านข้างเจียงโม่หานต่างมีท่าทางตื่นเต้นและทำอะไรไม่ถูก ทว่ามีเพียงเจียงโม่หานเท่านั้นที่ยังสงบนิ่งเหมือนอยู่ในห้องหนังสือของบ้านตัวเอง จึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมอยู่ในหทัย ‘สมกับที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหยูอัน แค่ความหนักแน่นก็ไม่มีใครเทียบได้แล้ว คาดไม่ถึงว่าเจ้าคนไร้สมองอย่างหยูอันจะมีบุตรชายเรียนเก่งเช่นนี้ เจ้าคนไร้สมองดื้อรั้นรับองค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นบุตรสาว แต่ไม่ยอมรับบุตรชายแท้ๆของตน !’


ฮ่องเต้หยวนชิงค่อยๆลุกขึ้นพลางไพล่สองหัตถ์ไว้ด้านหลัง ก่อนจะดำเนินลงไปตรงกลางเหล่าผู้เข้าสอบ บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินนี้คงเป็นบุตรของช่างชูแห่งกรมโยธาธิการกระมัง ? เฮอะ ! สมาธิยังไม่ดีพอ พระองค์เพิ่งมายืนข้างกายเด็กคนนี้ อีกฝ่ายก็ทำน้ำหมึกหยดบนกระดาษร่างคำตอบเสียแล้ว


อันดับห้า บุตรชายของบัณฑิตหยวนแห่งสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน ? เฮอะ เฮอะ ! มือจะสั่นไปถึงไหนกัน ? เจิ้นไม่ได้จะงับศีรษะเจ้าเสียหน่อย !


ฮ่องเต้หยวนชิงค่อยๆดำเนินมายังข้างกายของเจียงโม่หาน เมื่อเงาของพระองค์ปกคลุม หนุ่มน้อยอายุ16ปีผู้นี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรกับฮ่องเต้หยวนชิงเล็กน้อย จากนั้น…เจ้าเด็กคนนี้ก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก้มหน้าตอบคำถามต่อ ตัวอักษรที่จรดลงไปไม่มีการแก้ไขแม้แต่น้อย !


ตอนที่ 588: ข้าชอบการสารภาพรักเช่นนี้


ภายในหทัยของฮ่องเต้หยวนชิงรู้สึกไม่พอพระทัยสักเท่าไรนัก…ทำไม ? ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเหมือนบิดาของเจ้าอย่างนั้นหรือ !


ฮ่องเต้ชราพระองค์นี้ก็เจ้าโทสะเหลือเกิน็ คนที่ตื่นเต้นยามเห็นพระองค์ก็บ่นว่าไร้สมาธิ ส่วนคนที่ไม่รู้สึกอะไรยามเห็นพระองค์ก็ตำหนิว่าไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา…ช่างเอาพระทัยยากยิ่งนัก !


หลังจากการสอบหน้าพระที่นั่งจบลง ก็มาถึงขั้นตอนการตรวจข้อสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน คำตอบของเจียงโม่หานทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือดในหมู่ขุนนางผู้ตรวจข้อสอบ แนวความคิดของเขารุนแรงเกินไปในสายตาของขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคน แต่ในสายตาของกลุ่มคนทำงานและนักปฏิรูปแล้วเหมือนทองคำที่เปล่งประกายอย่างไรอย่างนั้น ทุกถ้อยคำล้วนยอดเยี่ยมยิ่งนัก !


จนสุดท้ายฮ่องเต้หยวนชิงก็พยายามหักล้างข้อโต้แย้งต่างๆ และทำให้เจียงโม่หานได้เป็นจอหงวน (ผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของการสอบเตี้ยนซื่อ)! ภายในหทัยของฮ่องเต้หยวนชิงดำริว่า ‘ด้วยหน้าตาเฉยชาอย่างเขา อย่างมากก็เป็นได้แค่ทั่นฮวา (ผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับสาม รองจากตำแหน่งปั้งเหยี่ยน) เท่านั้น แต่บทความที่เขาตอบมานั้นถูกใจเจิ้นยิ่งนัก หากไม่ให้เขาเป็นจอหงวน เจิ้นคงรู้สึกผิดแน่นอน’


การให้เจียงโม่หานขึ้นเป็นจอหงวน นับเป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้หยวนชิงยอมขัดแย้งกับขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยมและแสดงออกอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของพระองค์ที่จะทำให้แผ่นดินต้าเซี่ยกลายเป็นแคว้นมหาอำนาจทางตะวันออก ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหา !


ส่วนตำแหน่งปั้งเหยี่ยน (ผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับสอง รองจากตำแหน่งจอหงวน) ได้แก่ ผู้สอบได้อันดับสองในการสอบฮุ่ยซื่อ นามหยานจิงหยู ส่วนตำแหน่งทั่นฮวา…ได้แก่บุตรชายของบัณฑิตหยวนซึ่งหน้าตาก็นับว่าไม่เลว การตอบคำถามนับว่าโดดเด่น ให้ครองตำแหน่งทั่นฮวาไปแล้วกัน !


การสอบขุนนางของราชวงศ์ต้าเซี่ย ประจำรัชสมัยหยวนชิงปีที่หก ผู้สอบได้สามอันดับแรกล้วนเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลา หยานจิงหยูที่มีอายุมากสุดก็เพิ่งจะผ่านพิธีสวมกวานเมื่อไม่นานมานี้เอง !


ตอนที่ขบวนแห่เคลื่อนไปบนท้องถนน เหล่าสตรีบนร้านอาหารตลอดสองฝั่งถนนก็แทบคลั่ง ! ดอกไม้ ถุงหอม ผ้าเช็ดหน้า ป้ายหยก…ต่างก็ถูกโยนลงมาให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งทั้งสามราวกับสายฝนก็ไม่ปาน


ผู้ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดย่อมเป็นจอหงวนผู้มีใบหน้าหล่อเหลากว่าใคร ! ไม่ว่าจะเป็นสตรีทั่วไปหรือสตรีในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงที่อยู่สองฟากของถนนล้วนไม่สงวนท่าทีแม้แต่น้อย พวกนางตะโกนร้องเรียก ‘ท่านจอหงวน’ หวังว่าจะได้รับความสนใจจากเขา


ทว่าท่านจอหงวนที่อายุยังน้อยและมีใบหน้างดงามกลับทำตัวเหมือนพระโพธิสัตว์ที่แสนสงบนิ่ง เอาแต่นั่งอยู่บนหลังม้าและมองตรงไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ หยานจิงหยูและหยวนเจี๋ยรับดอกไม้ที่ไม่รู้ว่าใครโยนมาแล้วทัดหูเอาไว้พลางขยิบตาเป็นเชิงหยอกล้อให้แก่กัน


“มาแล้ว มาแล้ว !” ในห้องมุมดีที่สุดบนชั้นสองของโรงน้ำชาจวินเยว่ หลินจื่อเหยียนยื่นลำตัวครึ่งหนึ่งออกมาจากหน้าต่างโดยมีติงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างคอยชำเลืองมองเขาเป็นระยะ เพราะกังวลว่าเขาจะไม่ทันระวังแล้วตกหน้าต่างลงไป


หลินเว่ยเว่ยที่เฝ้ารออย่างร้อนใจมานาน เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบพุ่งไปยังริมหน้าต่างพลางผลักน้องชายไปอยู่อีกด้านแล้วยื่นศีรษะของตัวเองออกไป “หมู่เฟย ขบวนแห่มาแล้วเพคะ ทอดพระเนตรตรงนั้นสิ คนที่อยู่บนหลังม้าตัวสีน้ำตาลเข้มก็คือบัณฑิตน้อยของเราไม่ใช่หรือเพคะ ?”


หลินจื่อเหยียนถูกห้อมล้อมไปด้วยเหล่ากู่เหนียงน้อย หน้าต่างบานหนึ่งถูกหลินเว่ยเว่ยยึดเอาไว้ อีกบานหนึ่งมีหมินหวางเฟยยืนอยู่ ส่วนสองบานที่เหลือก็มีติงหลิงเอ๋อร์ ชิงหลีจวิ้นจู่ องค์หญิงเจียวเจียวและหยานชิงชิง (น้องสาวของหยานจิงหยู) ยึดครอง หลินจื่อเหยียนจึงได้แต่หลบอยู่ข้างกายพี่สาวอย่างน่าสงสารพลางยื่นคอออกไปด้านนอก…


ขบวนแห่ค่อยๆเข้าใกล้โรงน้ำชาจวินเยว่ ห้องทั้งด้านซ้ายและด้านขวาต่างก็มีเสียงแหลมที่เต็มไปด้วยความดีใจดังออกมา หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ยอมแพ้ นางส่งเสียงตะโกนไปยังท่านจอหงวนที่นำขบวนอยู่ “ท่านจอหงวนหล่อเหลือเกิน ! ท่านจอหงวน ข้าชอบท่าน ! ท่านจอหงวน ข้าจะแต่งงานกับท่าน !!”


เสียงแหลมเล็กของห้องด้านข้างพลันเงียบลง ส่วนจิ้นซื่อ (บัณฑิตชั้นสูง) หลายคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังขบวนต่างเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่ดังลงมาอย่างพร้อมเพรียง สวรรค์ ! สตรีสมัยนี้ใจกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? นี่จะตรงเกินไปหน่อยกระมัง ?


หยานจิงหยูและหยวนเจี๋ยจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของใคร จึงกลอกตามองบนแบบไม่ได้นัดหมาย ‘สองคนนี้แสดงความรักต่อกันอีกแล้ว ! องค์หญิงเว่ยเว่ย ท่านอยากอภิเษกกับคู่หมั้นก็กลับไปบอกที่บ้าน อย่ามาทำร้ายคนไร้คู่บนถนนเช่นนี้จะได้หรือไม่ ?’


เจียงโม่หานก็ได้ยินเสียงของคู่หมั้นเช่นกัน แม้ภายในใจจะรู้สึกเอือมระอาอยู่บ้าง แต่สายตากลับเปล่งประกายอ่อนโยนออกมา ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยสงวนท่าที แต่ข้าชอบการสารภาพรักเช่นนี้ !


เมื่อมาถึงด้านล่างของโรงน้ำชาจวินเยว่ เขาก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้น ในสายตาและหัวใจของเขามีเพียงร่างระหงร่างนั้นที่โผล่ออกมานอกหน้าต่างครึ่งหนึ่ง


“กรี๊ด…” ห้องของโรงน้ำชาจวินเยว่ที่อยู่ติดกับถนนอีกหลายห้องก็พลันมีเสียงแหลมสูงของเหล่าสตรีดังขึ้น “ท่านจอหงวนมองข้าแล้ว ! ท่านจอหงวนรูปงามมาก ! ท่านจอหงวนได้โปรดรับดอกไม้ของข้าด้วย…”


หลินเว่ยเว่ยเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะทำท่าทางเกรี้ยวกราดใส่สตรีนางหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าต่างบานข้างๆ “พูดเหลวไหลอะไร ? ท่านจอหงวนกำลังมองเจ้าหรือ ? เขากำลังมองข้าต่างหาก ! พวกเจ้าเป็นบุตรสาวบ้านไหน ระวังจะโดนเปิ่นกงจู่ทุบเข้าให้ !”


องค์หญิงเจียวเจียวก็ชะโงกพระพักตร์ออกไปพลางตรัสสำทับว่า “ใช่ ใช่ ! กล้าอยากได้พี่เขยของข้า พี่เว่ยเว่ยทุบให้นางเสียโฉมจนมารดาที่บ้านจำไม่ได้ไปเลย !!”


“พวกเจ้าตะโกนอะไร ? ไม่รู้หรือว่าท่านจอหงวนมีเจ้าของแล้ว ? เขาต้องทัดดอกไม้ที่คู่หมั้นอย่างข้ามอบให้เท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยพูดข่มสตรีห้องข้างๆ เสร็จก็ก้มลงไปส่งยิ้มหวานให้เจียงโม่หานที่อยู่ด้านล่างและเอ่ยว่า “ท่านจอหงวน ท่านกำลังมองข้าใช่หรือไม่ ?”


“ใช่ !” เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อย เรียกเสียงกรีดร้องด้วยความหลงใหลได้ทันที


หลินเว่ยเว่ยโยนดอกกุหลาบสีแดงในมือให้เขาพลางมองเขาเอาดอกไม้ทัดบนหมวกจอหงวน ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านจอหงวนได้โปรดหยุดก่อน ฟังข้าร้องเพลงสักเพลงเถิด ?”


เจียงโม่หานกระตุกบังเหียนเบาๆ เหล่าจิ้นซื่อที่ตามมาทางด้านหลังก็ชะลอฝีเท้าลง ด้านบนมีเสียงร้องเพลงอันไพเราะดังขึ้น “ถอนใจอย่างไร เมื่อภูผามีต้นไม้ ต้นไม้มีกิ่งก้าน ยามดวงใจข้ามีท่าน ไยท่านจึงไม่รู้ ชาติก่อนข้าทำผิดต่อท่านมากเหลือเกิน ข้าถอนใจท่องบทกวีพลางเหม่อมองจันทรา สายเกินไปที่จะอยู่เคียงข้างท่าน เหลือเพียงพบเจอกันอีกคราในความฝัน…” ( เพลงถอนใจอย่างไร ศิลปิน เจิ้งอวี่ )


เมื่อฟังเพลงที่หลินเว่ยเว่ยร้องจนจบแล้ว เจียงโม่หานก็ตะโกนตอบนางว่า “ใจข้าก็เช่นกัน ! ”


ชาติก่อนเขาคลาดจากนาง ชีวิตจึงมีแต่ความมืดมนและหนาวเหน็บ ชาตินี้ต่อให้มีชีวิตที่ดีอย่างไรก็สู้การได้รู้จักและอยู่เคียงข้างนางไม่ได้ ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องพบกันในความฝันอีกแล้ว เหลือเพียงจับมือและก้าวผ่านไปด้วยกัน !


หลินเว่ยเว่ยที่ได้รับคำตอบแล้วจิตใจพลันสงบลง ก่อนประกาศความเป็นเจ้าของ “ว่าที่สามี ชีวิตที่เหลือได้โปรดชี้แนะข้าด้วย !”


เจียงโม่หานจึงตอบนางว่า “ว่าที่ภรรยา ชาตินี้ข้าจะรักเจ้าเพียงคนเดียว !”


ท่านจอหงวนเอ่ยสารภาพรักกับว่าที่ภรรยาต่อหน้าหญิงสาวมากมายในเมืองหลวง เพียงพริบตาเดียวก็ทำให้ทั่วทั้งถนนเจิ้งหยางเต็มไปด้วยความริษยา ทุกคนพากันอิจฉาตาร้อนไปหมด !


เจียงโม่หานไม่สามารถล่าช้าไปกว่านี้ได้อีก เขาจึงมองหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนกระตุกบังเหียนเพื่อเดินหน้าต่อ หยานจิงหยูที่อยู่เยื้องไปด้านข้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาทันที ‘น้องชาย เจ้าก็ไม่เลวทีเดียว ปกติเห็นทำตัวเย็นชา คาดไม่ถึงว่าจะเกี้ยวพาสตรีเก่งเช่นนี้ คนเราตัดสินกันที่หน้าตาไม่ได้จริงๆ !’


หยานชิงชิงมองกลุ่มจิ้นซื่อที่เดินผ่านด้านล่างอย่างครึกครื้น ก่อนจะก้มมองดอกไม้ในมือของตน พลางนึกขึ้นได้ว่า “เฮ้อ ลืมโยนดอกไม้ให้พี่ชายของข้าเลย พี่เว่ยเว่ย เป็นเพราะท่าน ข้าถึงลืมไปเสียสนิท !”


ติงหลิงเอ๋อร์ทำสีหน้าเพ้อฝันพลางกุมใบหน้าของตัวเอง ดวงตาเป็นประกาย “เฮ้อ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรักสินะ ตอนนี้ข้าเชื่อในเรื่องความรักแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างโมโหว่า “เจ้าเพิ่งอายุเท่าไรเอง ? พูดราวกับตัวเองเคยผิดหวังจากความรักมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น !”


ตอนที่ 589: คำถามที่ยากจะตอบ


ติงหลิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “หากผู้ชายล้วนมีนิสัยโง่เขลาเหมือนเจ้า ข้าไม่เพียงผิดหวัง แต่ยังสิ้นหวังอีกด้วย !”


หยานชิงชิงที่มองคนทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างสนุกสนานอยู่ด้านข้างก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่า ฟังบทสนทนาของพวกท่านแล้ว ข้าก็คิดถึงคำหนึ่งขึ้นมาได้…คู่รักคู่กัด !”


ใบหน้าของติงหลิงเอ๋อร์พลันแดงก่ำขึ้นมา ก่อนจะยื่นมือไปจี้เอวหยานชิงชิง “เด็กตัวแสบ หยุดพูดไร้สาระเดี๋ยวนี้ ข้าแก่กว่าเขาตั้งหนึ่งปี ! เขาควรเรียกข้าว่าพี่สาวด้วยซ้ำ !”


“หนึ่งปีที่ไหนกัน แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น อย่าคิดวางท่าเป็นพี่สาวต่อหน้าข้าเชียว !” หลินจื่อเหยียนมีท่าทางเขินอาย ไม่รู้ว่าควรเอาสายตาไปมองที่ไหนดี


“ผู้ชายได้คบผู้หญิงแก่กว่า มักจะโชคดี ช่างเหมาะสมกันพอดีเลย !” หยานชิงชิงหลบกรงเล็บของติงหลิงเอ๋อร์พร้อมหัวเราะออกมา ก่อนจะไปหลบอยู่ด้านหลังของหลินเว่ยเว่ย “ท่านมีพี่สามีอย่างพี่เว่ยเว่ยแล้วโชคดีจะตายไป ไม่มีปัญหาระหว่างพี่สามีกับน้องสะใภ้ด้วย !”


ติงหลิงเอ๋อร์โมโหจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา นางกระทืบเท้าแล้วเอ่ยว่า “อย่าพูดเหลวไหล ถ้าพูดอีก ข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว !”


แต่องค์หญิงเจียวเจียวกลับครุ่นคิดแล้วจู่ๆก็ปรบพระหัตถ์หนึ่งครั้งพลางตรัสว่า “จริงด้วย ! เหตุใดข้าคิดไม่ถึง ? หลินจื่อเหยียน เจ้ามาเป็นสามีข้าเถิด แบบนี้ข้าก็สามารถอยู่กับพี่เว่ยเว่ยตลอดไปได้แล้ว !”


หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนแข้งขาอ่อนแรงเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ปากก็เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “อะ…อะไรนะ? องค์หญิงเจียวเจียว…ตรัสว่าอะไรนะ? กระหม่อมฟังผิดไปใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


“ฟังไม่ผิด ! ข้าจะให้เจ้ามาเป็นสามี…อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าทั้งนั้น ข้าเพียงเห็นแก่หน้าพี่เว่ยเว่ยจึงจะฝืนรับเจ้าไว้แล้วกัน !” องค์หญิงเจียวเจียวกอดแขนหลินเว่ยเว่ยเอาไว้พลางตรัสอย่างเบื่อหน่าย


หมินหวางเฟยทอดพระเนตรกลุ่มกู่เหนียงน้อยโวยวายอยู่ที่โต๊ะ ก็.อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหทัย ‘เป็นหนุ่มสาวช่างดีจริงๆ ดูสิว่ามีชีวิตชีวาเพียงใด ?’


พอเห็นติงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย หมินหวางเฟยก็อดไม่ได้ที่จะส่ายดวงพักตร์ ‘สตรีมักปากไม่ตรงกับใจ’ พระนางจึงเตือนองค์หญิงเจียวเจียวว่า “เจียวเจียว พี่เว่ยเว่ยของเจ้าต้องออกเรือน ต่อให้เจ้าได้จื่อเหยียนมาเป็นสามีก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายเว่ยเว่ยตลอดไปได้ !”


“จริงด้วย !” องค์หญิงเจียวเจียวขมวดพระขนงเป็นปม “เช่นนั้นก็ช่างเถิด ! ถือว่าข้าไม่ได้พูดแล้วกัน…พี่เว่ยเว่ย พี่เขยของข้ามีพี่ชายน้องชายอีกหรือไม่ ?”


‘พี่ชายน้องชาย ? มีสิ ! ก็หมินอ๋องซื่อจื่อนั่นไง แม้ทั้งสองจะมีอายุห่างกันมากไปหน่อย แต่ยุคนี้สามีแก่กว่าก็มีถมไป ! ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะยอมให้องค์หญิงน้อยอภิเษกกับคนตระกูลจ้าวที่มีอำนาจมากมายทั้งยังกุมอำนาจทหารหรือไม่ !’


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าพลางยิ้ม “ไม่มี บัณฑิตน้อยของข้าเป็นลูกคนเดียว !”


องค์หญิงเจียวเจียวราวกับกระต่ายที่หูลู่ลงทันใด “เช่นนั้นก็น่าเสียดาย !”


หลังจากขบวนแห่และงานเลี้ยงฉลองในอุทยานหลวงฉงหลินผ่านพ้นไป จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการมอบตำแหน่งให้แก่บรรดาจิ้นซื่อ เดิมทีคิดว่าจอหงวนจะได้อยู่ที่สำนักบัณฑิตฮั่นหลินเหมือนในอดีต ซึ่งคนมีความสามารถจะถูกเก็บไว้ภายในเพื่อรับช่วงต่อเป็นโฉวฝู่แห่งราชสำนัก…คาดไม่ถึงว่าจอหงวนหนุ่มที่มีตำหนักหมินอ๋องหนุนหลังจะถูกส่งไปเป็นนายอำเภอขั้นหกของอำเภอที่ห่างไกลแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือ กระนั้นแม้ว่าจะเป็นขุนนางขั้นหกเท่ากัน แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นจะมีอำนาจเทียบเท่าเจ้าหน้าที่จากเมืองหลวงได้อย่างไร ?


คนจำนวนไม่น้อยพากันคาดเดาว่าหรือจะเป็นเพราะฝ่าบาทไม่ชอบหน้าจอหงวนหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาผู้นี้ หมินอ๋องถึงขนาดอยากจะเข้าวังไปทูลคัดค้านฮ่องเต้ด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว ‘ฝ่าบาทชื่นชมเจ้าหนุ่มแซ่เจียงนักไม่ใช่หรือ ? แล้วเหตุใดจึงส่งไปอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ? หรือเพราะเจ้าเด็กคนนี้เป็นบุตรเขยของเปิ่นหวาง ?’


มีเพียงเจียงโม่หานเท่านั้นที่รู้ดีว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุนี้ เนื่องจากก่อนประทานตำแหน่งนั้นฮ่องเต้เคยตรัสกับเขาด้วยพระทัยจริงว่าอำเภอหนิงซีเป็นอำเภอที่มีความพิเศษมาก เป็นสถานที่สำหรับใช้เนรเทศนักโทษของราชวงศ์ก่อน ชาวบ้านที่นั่นจึงมีความเข้มแข็งมาก แต่บางครั้งก็มีพวกอันธพาลมาคอยรุกราน ขุนนางที่ส่งไปถ้าไม่ตายก็ถูกจับตัวไป จึงไม่มีใครสามารถทำงานได้


หมู่บ้านนักโทษที่มีชื่อเสียงของอำเภอหนิงซี นับเป็นที่อยู่ของนักโทษเนรเทศจึงควบคุมดูแลได้ยาก หากไม่มีกองทหารที่คอยเฝ้านักโทษประจำการอยู่ คงเกิดเหตุจลาจลขึ้นนานแล้ว ! ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กองทหารรักษาการณ์นั้นมีความทะนงตนและไม่เกรงกลัวขุนนางที่ทางราชสำนักส่งไป


สถานที่ยิ่งวุ่นวายจึงยิ่งใช้ชีวิตลำบาก แต่จะสร้างผลงานได้ง่ายเช่นกัน ฮ่องเต้จึงฝากความหวังไว้ที่เจียงโม่หานอย่างมาก แผนการที่พระองค์วางไว้ให้เจียงโม่หานคือดำรงตำแหน่งนายอำเภอขั้นหกนานสามปี จากนั้นเป็นจือโจวขั้นห้าแล้วค่อยเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองขั้นสี่ แล้วกลับมาเมืองหลวงเพื่อรับตำแหน่งชื่อหลาง ( ผู้ช่วยของช่างชู ) ขั้นสามของหนึ่งในหกกรม…เพราะช่างชูแห่งกรมคลังและกรมโยธาธิการแทบจะตีกันเพื่อเขาอยู่แล้ว !


ฮ่องเต้หยวนชิงไตร่ตรองแล้วว่าก่อนสละบัลลังก์ จะต้องฝึกฝนมือขวาที่มากความสามารถให้แก่ฮ่องเต้องค์ต่อไปให้ได้ และเจียงโม่หานก็คือโฉวฝู่คนต่อไปที่พระองค์วางเอาไว้ ! ส่วนผู้บัญชาการทหารนั้นบุตรชายของหมินอ๋องก็ไม่เลวทีเดียว มีนิสัยเหมือนบิดาย่อมทำการใหญ่ได้ดี ! แต่การที่ฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ล้วนมาจากครอบครัวเดียวกันนั้น ฮ่องเต้หยวนชิงไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพราะบุตรที่หมินอ๋องเลี้ยงมาย่อมมีความจงรักภักดี


ส่วนเจียงโม่หานที่หมินอ๋องไม่เคยทำหน้าที่บิดาเลยนั้น…มีนางหนูเว่ยเว่ยอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ? เด็กคนนั้นมีความยุติธรรม จิตใจดีงาม ไม่มีทางปล่อยให้สามีกระทำเรื่องไม่ดีจนทำให้บ้านเมืองโกลาหลแน่นอน !


เรื่องนี้ทำให้เจียงโม่หานกลายเป็นจอหงวนเพียงคนเดียวนับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเซี่ยสถาปนาขึ้นมาที่ถูกส่งไปประจำการนอกเมืองหลวง หลังจากบรรดาจิ้นซื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วจะได้รับวันหยุดระยะหนึ่งเพื่อกลับไปกราบไหว้บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่บ้านเกิด โดยบ้านเกิดของเจียงโม่หานอยู่ที่อำเภอเป่าชิงเมืองจงโจว ดังนั้นจึงมีวันหยุดนานเกือบสามเดือน


ณ ตำหนักหมินอ๋อง หลินเว่ยเว่ยเก็บข้าวของอย่างเพลิดเพลินก่อนจะไปทูลลาหมินอ๋องและหมินหวางเฟย เพราะนางจะกลับบ้านแล้ว ! นางจะได้เจอท่านแม่และเจ้าหนูน้อยที่น่ารัก ! นางคิดถึงพวกเขามาก รวมถึงเพื่อนบ้านที่แสนเรียบง่ายและจิตใจดีแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วย !


บางทีอาจเพราะส่วนลึกในจิตใจ แม้ว่าหมิงอ๋องและหมินหวางเฟยจะดีกับนางมากเพียงใด แม้ว่าตำหนักหมินอ๋องสะดวกสบายกว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวร้อยเท่า แต่ภายในใจของนางก็ยังคงคิดว่านางหวงคือมารดาแท้ๆ ส่วนหมู่บ้านฉือหลี่โกวนั้นเป็นบ้านของตน !


“ฟู่หวาง หมู่เฟย ลูกมาทูลลาเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยก้าวเข้ามาในโถงของสวนจื่อถงด้วยความตื่นเต้น บนบ่ายังสะพายสัมภาระที่เก็บเรียบร้อยแล้วมาด้วย


“ลา ? เว่ยเอ๋อร์ เจ้าจะไปไหน ?” หมินหวางเฟยประทับอยู่ที่โต๊ะพลางยกถ้วยชาขึ้นมาอย่างสง่างาม ก่อนจะค่อยๆจิบลงไปหนึ่งอึก


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ แฮะ แฮะ แล้วทูลว่า “ลาไปหมู่บ้านฉือหลี่โกวเพคะ ! บัณฑิตน้อยได้วันหยุดสามเดือนเพื่อไปเยี่ยมญาติ ลูกจะไปเป็นเพื่อนเขา แล้วรับท่านแม่กับเอ้อร์ฮว๋ามาด้วยเลยเพคะ !”


“แม่ ? ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้าหรืออย่างไร ?” หมินหวางเฟยแสร้งตรัสอย่างแง่งอน


หลินเว่ยเว่ยวางสัมภาระลงแล้วเดินเข้าไปกอดไหล่ของหมินหวางเฟยพลางเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “พระองค์คือท่านแม่ผู้ยิ่งใหญ่ของลูก พระองค์และท่านแม่ล้วนเป็นคนที่ลูกรักที่สุดเพคะ !”


หมินหวางเฟยยังแกล้งนางต่อ “เช่นนั้น หากแม่คนนี้กับแม่คนนั้นของเจ้าตกน้ำ เจ้าจะช่วยใครก่อน ?”


หลินเว่ยเว่ยถึงขั้นไปไม่เป็น นางมีสีหน้าลำบากใจพลางเอ่ยอย่างลังเลว่า “เรื่องนี้…ควรทำเช่นไรดีเพคะ ลูกว่ายน้ำไม่เป็น หากลงน้ำไปแล้วยังต้องลำบากหมู่เฟยมาช่วยลูกอีก หมู่เฟยเพคะ รอให้ลูกว่ายน้ำเป็น แล้วพระองค์ค่อยมาถามคำถามนี้ใหม่ ดีหรือไม่เพคะ ?”


“เด็กเจ้าเล่ห์ ฉลาดนักนะ !” หมินหวางเฟยปัดที่ปลายจมูกของนาง “ดูสิว่าใครมา ?”


ตอนที่ 590: คนอื่นอย่าคิดแตะต้องบัณฑิตน้อยของข้า


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองแล้วก็เห็นเงาร่างของคนสองคนเดินออกมาจากด้านหลังฉากกั้นห้อง พอมองชัดๆ…นางก็ต้องอุทานด้วยความดีใจพลางพุ่งเข้าไปหาคนทั้งสอง “ท่านแม่ ! น้าเฝิง ! พวกท่านมาได้อย่างไร ? เหตุใดไม่ส่งข่าวบอกข้าก่อน ข้าจะได้ไปรับพวกท่าน !”


เมื่อนางหวงเห็นบุตรสาวแล้ว ความอึดอัดบนใบหน้าก็มลายหายไปโดยพลัน นางกอดบุตรสาวคนรองเอาไว้แน่น “เจ้ารอง เจ้าสบายดีใช่หรือไม่ ? ให้แม่ดูหน่อยสิ ผอมลงไปหรือเปล่า ?”


“ไม่ผอมเจ้าค่ะ ท่านลองจับเนื้อที่เอวของข้าสิ ลำบากมากกว่าจะลดลงได้ แต่กินจนอ้วนขึ้นอีกแล้ว ! ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเลย !” หลินเว่ยเว่ยกอดนางหวงที่ตัวเตี้ยกว่าครึ่งศีรษะ นางใช้ศีรษะถูไถราวกับแมวตัวหนึ่ง


“พี่รอง พี่รอง ! ท่านคิดถึงเอ้อร์ฮว๋าหรือไม่ ?” ขาของหลินเว่ยเว่ยมีบางอย่างมาเกาะเอาไว้


“เอ้อร์ฮว๋า ? เอ้อร์ฮว๋าเป็นใครกัน ?” หลินเว่ยเว่ยแกล้งเขาเล่น


เจ้าหนูน้อยร้องห่มร้องไห้ออกมาทันที “ท่านแม่ขอรับ พี่รองลืมข้าแล้ว เพิ่งจะครึ่งปีกว่าๆ พี่รองก็จำข้าไม่ได้…ท่านแม่ หรือว่าโรคของพี่รองกำเริบอีก ? ท่านหมอเหลียงก็ย้ายออกไปแล้ว จะเชิญใครมารักษาพี่รองดีเล่า ?”


หลินเว่ยเว่ยโน้มกายลงไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาพลางโยนขึ้นไปกลางอากาศสองสามครั้ง ก่อนจะจี้เอวของเขาเล่น “พี่รองจะลืมเจ้าหนูน้อยได้อย่างไร ? ทั้งเชื่อฟัง ฉลาดและน่ารักขนาดนี้ จะหาที่ไหนได้อีก ?”


เจ้าหนูน้อยหยุดร้องไห้และยิ้มออกมาทันที เขาเอ่ยอย่างขัดเขินว่า “พี่รอง รีบปล่อยข้าลงก่อนเถิด ข้าอายุแปดขวบแล้ว ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆแล้วนะ !”


“ต่อให้โตกว่านี้ก็เป็นน้องชายของข้าอยู่ดี ! ตัวเจ้าก็ไม่หนัก…” หลินเว่ยเว่ยจับตัวเขาหมุนไปมา “น้องสี่ เจ้าผอมลงอีกแล้วหรือ !”


เจ้าหนูน้อยถอนหายใจออกมาราวกับเป็นผู้ใหญ่พลางเอ่ยว่า “นับตั้งแต่มีคนผู้หนึ่งมาบอกว่าพี่รองไม่ใช่พี่สาวแท้ๆของข้า ข้าก็เสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับจึงผอมลง ! พี่รอง เหตุใดท่านจึงกลายเป็นบุตรสาวของหมินอ๋องได้ ?”


“ไม่ว่าพี่รองจะเป็นลูกของใคร แต่ก็ยังเป็นพี่รองของน้องสี่ตลอดไปอยู่ดี ! ทำไม ? เจ้าคิดจะถอยห่างจากพี่รองอย่างนั้นหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยตบที่ก้นนุ่มนิ่มของเขา


ใบหน้าของเด็กน้อยพลันแดงก่ำ “พี่รอง ท่านจะเป็นพี่รองของข้าตลอดไป…แต่ท่านเลิกตีก้นข้าได้หรือยัง ? ข้าโตแล้วนะ !”


หลินเว่ยเว่ยวางเขาลงพลางเอ่ยพร้อมหัวเราะออกมา “รับทราบเจ้าค่ะ นายน้อยเสี่ยวเอ้อร์ฮว๋า !”


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็วิ่งมาตรงเบื้องหน้าของนางเฝิงพร้อมกอดแขนหญิงสูงวัยเอาไว้ “น้าเฝิง ท่านคิดถึงเว่ยเอ๋อร์ที่น่ารักของท่านหรือไม่ ?”


“ไม่ เว่ยเอ๋อร์เป็นใคร ? มีคนชื่อนี้ด้วยหรือ ?” นางเฝิงเลียนแบบท่าทางเมื่อครู่ของหลินเว่ยเว่ยที่มีต่อเจ้าหนูน้อยแล้วมองนางด้วยรอยยิ้ม


หลินเว่ยเว่ยตื่นตกใจ “สวรรค์ ! น้าเฝิงเป็นโรคความจำเสื่อมแล้วหรือ ? ได้เชิญท่านหมอมาตรวจหรือยัง ? ฮ่าฮ่า มาพูดตามตรงกันเถิดว่าท่านแม่กับน้าเฝิงมาได้อย่างไร ? เหตุใดไม่เขียนจดหมายมาบอกข้าสักคำ ? แล้วเดินทางเรียบร้อยดีหรือไม่เจ้าคะ ?”


นางเฝิงตบที่หลังมือของนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกเราก็อยากทำให้พวกเจ้าประหลาดใจอย่างไรเล่า ! พระชายาส่งคนไปรับพวกเรา และตอนนั่งเรือมาก็มีองครักษ์คอยคุ้มกันจึงได้รับความปลอดภัยดี !”


หลินเว่ยเว่ยดึงนางหวงและนางเฝิงให้นั่งลง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เจียงโม่หานสอบได้จอหงวนและถูกส่งไปประจำการในอำเภอห่างไกลให้อาวุโสฟังอย่างละเอียด จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความดีใจว่า “อำเภอที่บัณฑิตน้อยจะไปรับตำแหน่งต้องผ่านท่าเรือเขตเริ่นอันพอดี เดิมทีข้าและบัณฑิตน้อยปรึกษากันว่าอีกไม่กี่วันจะกลับบ้านเพื่อพักผ่อนที่ฉือหลี่โกวสักช่วงหนึ่ง จากนั้นค่อยพาพวกท่านไปรับตำแหน่งด้วยกัน คาดไม่ถึงว่าพวกท่านจะมาที่นี่เสียก่อน !”


หมินหวางเฟยตรัสอย่างน้อยพระทัยว่า “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าเด็กใจร้าย แผนของเจ้ามีแต่พวกนาง ไม่นึกถึงความรู้สึกของแม่คนนี้เลยสักนิด !”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว !” หมินอ๋องดำเนินเข้ามาด้านใน ดวงพักตร์เต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย “เจ้ายังไม่ทันแต่งงานก็เข้าข้างคนอื่นเสียแล้ว ! อีกอย่างเจ้ากับคนแซ่เจียงยังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงานกันเลย มีอย่างที่ไหนจะไปประจำการแล้วต้องพาคู่หมั้นไปด้วย ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ยังไม่ได้แต่งงานก็แต่งให้สิ้นเรื่องสิเพคะ ตอนนี้ไม่ต้องกลับบ้านไปเยี่ยมญาติแล้วจึงมีเวลาเตรียมงานแต่งอีกสามเดือน เพียงพอแน่นอนเพคะ !”


“ว่าอย่างไรนะ ? พ่อไม่ตกลง !” หมินอ๋องโวยวายขึ้นมาทันที “เจ้าเพิ่งอายุเท่าไร ? บุตรสาวตำหนักหมินอ๋องของเราอายุสิบแปดจึงจะออกเรือนได้ ! ให้เจ้าหนุ่มนั่นรอไปก่อน ส่วนเจ้าก็อยู่เมืองหลวงเป็นเพื่อนหมู่เฟย !”


หมินหวางเฟยและนางเฝิงสบตากันเล็กน้อย จากนั้นก็ถลึงดวงเนตรใส่พระสวามีอย่างระอา ‘ล้มงานมงคลของบุตรชายตัวเอง คงมีแต่ท่านเท่านั้น !’


หลินเว่ยเว่ยแค่คิดว่าต้องห่างจากบัณฑิตน้อยสามปีหรือนานกว่านั้นก็ไม่พอใจขึ้นมา ใช่ว่านางไม่ไว้ใจบัณฑิตน้อย แต่นางไม่ไว้ใจพวกสตรีไร้ยางอายเหล่านั้นต่างหาก พูดกันว่าชาวบ้านภาคตะวันตกเฉียงเหนือแข็งแกร่งไม่ใช่หรือ ? หากบัณฑิตผู้อ่อนแอถูกผู้หญิงคนใดคนหนึ่งบังคับขืนใจ…ไม่ได้ ไม่ได้เลย ! นางยังไม่เคยแตะต้องเขามาก่อน แล้วจะให้คนอื่นแตะต้องได้อย่างไร ?


หมินอ๋องเห็นบุตรสาวยืนเท้าสะเอวพลางจ้องพระพักตร์ก็รีบตรัสว่า “ผู้หญิงออกเรือนตอนอายุสิบแปดปี พ่อไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่หมอหลวงเป็นคนพูดต่างหาก ผู้หญิงแต่งงานเร็วเกินไปจะทำให้ร่างกายที่ยังไม่โตพร้อมจะเป็นมารดาได้รับอันตรายเอาได้ !”


หลินเว่ยเว่ยก็มีวิธีประนีประนอมเช่นกัน “เรื่องนี้ลูกรู้เพคะ ลูกคุยกับบัณฑิตน้อยเอาไว้แล้วว่าแต่งงานกันก่อนแต่ยังไม่เข้าหอ เท่านี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว ?”


หมินอ๋องยังค้านหัวชนฝา “คำสัญญาของบุรุษเชื่อถือไม่ได้ ! เว่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าเชื่อคำโกหกของบุรุษเด็ดขาด พวกบุรุษล้วนควบคุมร่างกายส่วนล่างของตนไม่ได้ทั้งนั้น พ่อกลัวว่าเจ้าจะโดนเอาเปรียบ”


หลินเว่ยเว่ยเบ่งกล้ามทั้งสองข้างพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฟู่หวางคิดมากเกินไปแล้ว หากลูกไม่ยินยอมแล้ว ใครจะมาบังคับลูกได้เพคะ ? พระองค์ก็รู้ว่าคนภาคตะวันตกเฉียงเหนือล้วนป่าเถื่อน หากลูกไม่ตามไปปกป้องก็ไม่รู้ว่าบัณฑิตน้อยจะถูกพวกเขารังแกอย่างไร ดังนั้นลูกต้องตามไปปกป้องคุ้มครองเขาเพคะ !”


“เรื่องนี้ง่ายมาก พ่อจะส่งองครักษ์ที่มีวรยุทธสูงส่งหลายๆคนไปคอยคุ้มครองเขาเอง !” หมินอ๋องรักบุตรสาวคนนี้ที่สุดแล้วจะทนเห็นนางไปลำบากที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้อย่างไร !


หลินเว่ยเว่ยเดินไปหยุดข้างพระวรกายพลางดึงชายฉลองพระองค์พร้อมส่ายหน้าเบาๆ “ฟู่หวางเพคะ ลูกรู้ว่าพระองค์ไม่อยากให้ลูกไป แต่ลูกมีวิธี เพราะก่อนหน้านี้พระองค์ตรัสว่าชาวหุยเหอทางตะวันตกเฉียงเหนือก่อความไม่สงบ ดังนั้นจึงจะไปปราบปรามพวกมันเพื่อแสดงแสนยานุภาพของต้าเซี่ยไม่ใช่หรือเพคะ ? ลูกเคยดูแผนที่ของบัณฑิตน้อย พบว่าชาวหุยเหอตั้งรกรากห่างจากอำเภอหนิงซีไม่ไกลนัก การเดินทางของม้าเร็วใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น ถึงตอนนั้นพวกเราก็พาหมู่เฟยไปด้วย ทีนี้ก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวแล้วไม่ใช่หรือเพคะ ?”


หมินอ๋องถูกโน้มน้าว…จริงสิ ! พระองค์ตั้งใจเอาไว้อยู่แล้วว่าผ่านไปสักช่วงหนึ่งก็จะไปทูลขอฝ่าบาทเพื่อออกรบ แต่สิ่งที่อาลัยอาวรณ์ที่สุดทั้งสองสิ่งก็คือ พระชายาที่เพิ่งจะแข็งแรงและบุตรสาวที่พลัดพรากไปกว่าสิบห้าปีซึ่งเพิ่งจะหาตัวเจอ หากพระองค์ต้องไปประจำการที่ตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วพระชายากับบุตรสาวต้องตามไปด้วย…ช่วงที่ว่างจากการรบ พระองค์ยังสามารถกลับไปกินข้าวกับภรรยาและบุตรได้ตลอด เยี่ยมไปเลย !


เมื่อเห็นว่าหมินอ๋องไม่โต้แย้ง หลินเว่ยเว่ยจึงนั่งลงเพื่อปรึกษาเรื่องการออกเรือนกับหมินหวางเฟย นางหวงและนางเฝิงอย่างสนุกสนาน ชุดแต่งงาน งานเลี้ยง สินสอดและขั้นตอนต่างๆ…หมินอ๋องที่โดนหลงลืม จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง การที่บุตรสาวออกเรือนแล้วกลายเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงทำให้พระองค์ได้สติขึ้นมา ในเมื่อทั้งครอบครัวต้องไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพราะหน้าที่การงานอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องแต่งกับเจ้าเด็กนั่นอีก? หมดกัน ตกหลุมพรางของบุตรสาวที่หันศอกเข้าหาเด็กแซ่เจียงนั่นแล้ว!



จบตอน

Comments