ตอนที่ 591: องค์หญิงเว่ยเว่ยลดตัวลงมาอภิเษกกับจอหงวนจากตระกูลต่ำศักดิ์
หลังฮ่องเต้ทรงทราบว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยจะอภิเษกกับเจ้าบ่าวจอหงวนก่อนย้ายไปรับตำแหน่ง พระองค์จึงได้พระราชทานเรือนให้เป็นเรือนหอแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว เรือนหลังนี้ตั้งอยู่ห่างจากตำหนักหมินอ๋องเพียงถนนสายเดียวเท่านั้น หากเดินเท้าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ นั่นคือเรือนสี่ประสานแบบห้าวงซึ่งถูกริบมาจากขุนนางขั้นหนึ่งผู้กระทำการทุจริตในราชวงศ์ก่อน และปล่อยทิ้งร้างจนถึงตอนนี้
จวนขุนนางขั้นหนึ่งถูกพระราชทานให้เป็นเรือนของขุนนางขั้นหก ส่งผลให้พวกขุนนางในเมืองหลวงเกิดความสับสนขึ้นมาทันที…สรุปว่าฮ่องเต้โปรดปรานจอหงวนคนนี้หรือไม่โปรดปรานกันแน่ ถ้าบอกว่าไม่โปรดปรานแต่พระราชทานที่อยู่อาศัยซึ่งเกินกว่าฐานะให้ ถ้าบอกว่าโปรดปรานแล้วส่งเขาไปรับตำแหน่งยังต่างถิ่นทำไม ? ฮ่องเต้ชอบทำอะไรตามพระทัยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ถูกแล้ว
หมินหวางเฟยได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากปากของนางเฝิงแล้ว สายพระเนตรที่มีต่อเจียงโม่หานจึงมักเต็มไปด้วยความชื่นชมและรักใคร่ บุตรชายคนเล็กจะแต่งงาน คนเป็นมารดาอย่างพระนางกลับไม่ได้เลี้ยงดูมากว่า15ปี ดังนั้นงานสำคัญที่สุดในชีวิตเขาจึงต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ !
ด้วยเหตุนี้ สินเดิมจำนวนมหาศาลที่อยู่ในมือของพระนางมานานหลายปี อย่างเช่น ร้านค้า บ้านเรือน ไร่นา…จึงตกเป็นสินเดิมของหลินเว่ยเว่ยกว่าครึ่ง หลังได้ยินสิ่งที่บุตรชายต้องเผชิญในช่วงวัยเด็กจากปากนางเฝิงแล้ว หมินหวางเฟยก็ปวดหทัยยิ่งกว่าอะไร
โดยเฉพาะตอนที่บุตรชายคนเล็กโดนบีบให้ออกจากสำนักศึกษา เขาพยายามเล่าเรียนและยังรู้ความอย่างมาก ทำงานคัดลอกตำราหาเงินเข้าบ้านไปพร้อมกัน…หมินหวางเฟยไม่อยากให้บุตรชายคนเล็กต้องเผชิญกับปัญหาด้านการเงินอีกต่อไป อย่างอื่นอาจไม่สามารถมอบให้อย่างโจ่งแจ้งได้ จึงยัดตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ใส่มือนางเฝิงและส่งเสวี่ยยวี่ซึ่งเป็นแม่นมผู้มีความสนิทสนมกับนางเฝิงไปช่วยงานที่เรือนพระราชทานอีกด้วย โดยกำชับพวกนางว่า ‘ขาดเหลืออะไรก็ซื้อ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน !’
แม้จวนของอดีตขุนนางขั้นหนึ่งแห่งราชวงศ์ก่อนจะสู้ตำหนักหมินอ๋องไม่ได้ แต่เหมือนกับอุทยานขนาดเล็กอย่างไรอย่างนั้น มีทั้งศาลาริมน้ำ สะพานไม้และหมู่มวลบุปผา งดงามเกินคำบรรยาย เดิมทีจวนหลังนี้ฮ่องเต้หยวนชิงจะเก็บไว้ให้องค์หญิงน้อยของพระองค์ แต่ละปีจึงมักนำเงินในคลังส่วนพระองค์ออกมาซ่อมแซม นอกจากยังไม่มีเครื่องเรือนครบครันแล้ว ส่วนอื่นก็สามารถย้ายสัมภาระเข้ามาอยู่ได้เลย
ฮ่องเต้หยวนชิงกลัวว่าเวลากระชั้นชิดเกินไปแล้วจะบรรลุเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ จึงส่งเจ้าหน้าที่ของกรมโยธาธิการมาช่วยอีกแรง แต่ภายนอกกลับมีข่าวลือว่าฮ่องเต้ไม่โปรดปรานจอหงวนคนใหม่แพร่สะพัดไปทั่ว
ทางด้านหลินเว่ยเว่ยยิ่งไม่ต้องกังวลเข้าไปใหญ่ เนื่องจากมารดาทั้งสองถึงขั้นลงทุนลงแรงไปกับสินเดิมและชุดแต่งงานของนาง ดังนั้นนางแค่ต้องทำตัวให้เหมือนนางแบบในชาติที่แล้วคือปล่อยให้คนอื่นวัดตัวเท่านั้น…ส่วนเรื่องอื่นแค่รอให้คู่หมั้นขี่อาชามารับตัว !
งานแต่งของนางถูกกำหนดไว้ปลายเดือนห้า ด้านสามหนังสือหกพิธีการที่ทำไว้ในฉือหลี่โกวถือเป็นโมฆะ หมินอ๋องยืนกรานว่าจะจัดพิธีนี้อีกรอบ ตอนที่ขบวนสินเดิมเคลื่อนตัวออกไป แทบเรียกได้ว่า ‘งานมงคลลอยล่องยาวสิบลี้’ ตอนที่หัวขบวนเข้าสู่ประตูเรือนจอหงวนแล้ว ท้ายขบวนยังไม่ออกจากตำหนักหมินอ๋องเลย !
ตอนออกสู่สนามรบ หมินอ๋องปล้นทรัพย์สมบัติของฝ่ายศัตรูมาได้มากมายและเก็บไว้ในคลังจำนวนหลายแห่ง พระองค์นำสินทรัพย์กว่าครึ่งมาเป็นสินเดิมให้บุตรสาว หีบที่ใช้บรรจุสินเดิมล้วนถูกสั่งทำมาเป็นพิเศษจึงมีขนาดใหญ่กว่าหีบบรรจุสินเดิมแบบทั่วไปถึงหนึ่งเท่าตัว นอกจากนี้ด้านในยังเต็มไปด้วยเงินทองและอัญมณี พวกนายทหารที่ถูกเลือกให้มาขนสินเดิม แม้จะใช้สองคนแบกต่อหนึ่งหีบก็ยังเหนื่อยเอาเรื่อง
หลินเว่ยเว่ยกราบลาบิดามารดา ตอนถูกพี่ชายแบกขึ้นหลังเพื่อพาออกจากตำหนัก หมินอ๋องก็น้ำพระเนตรไหลลงมาและนึกก่นด่าเจียงโม่หานซ้ำไปซ้ำมาในหทัยว่า ‘บุตรสาวสุดที่รักของเปิ่นหวางเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้ครึ่งปีก็ถูกเจ้าหน้าขาวสมควรตายล่อลวงไปแล้ว !’
แต่หมินหวางเฟยกลับมีความสุข…บุตรชายคนเล็กแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ! ดีเหลือเกิน ! นางยังทอดพระเนตรตามแผ่นหลังของหมินอ๋องซื่อจื่อที่แบกหลินเว่ยเว่ยออกไปด้วยความรังเกียจ…จนจะเข้าพิธีสวมกวานอยู่แล้วยังไม่รู้จักไปขโมยกินผักกาดขาวบ้านอื่น เขามัวแต่วิ่งไปวิ่งมาในค่ายทหารทั้งวัน แล้วค่ายทหารจะเอาภรรยามาให้เจ้าได้หรือ จะทำให้พระนางได้อุ้มหลานหรือไร ? เฮ้อ ! ยังสู้แม้แต่น้องชายที่อายุน้อยกว่าตั้ง4ปีไม่ได้ !!
เช้าวันนี้ ผู้คนในเมืองหลวงล้วนกำลังพูดถึงขบวนสินเดิมขององค์หญิงเว่ยเว่ยและเรื่องเจ้าบ่าวจอหงวนจากตระกูลต่ำศักดิ์ ซึ่งองค์หญิงเว่ยเว่ย ‘ลดตัว’ ลงมาอภิเษกด้วย ทั้งยังปล่อยข่าวเรื่องบุตรเขยเกาะองค์หญิงเว่ยเว่ยกินอีก…
ห้องหอสุขสกาวและรายชื่อบนป้ายทอง เพียงระยะเวลาสั้นๆแค่หนึ่งเดือนกว่า เจียงโม่หานก็ทำเรื่องมงคลสี่ประการของชีวิตสำเร็จไปถึงสองเรื่องแล้ว ถือว่าได้รับชัยชนะในการใช้ชีวิต !
ตอนที่กราบไหว้ฟ้าดิน…นางเฝิงลากนางหวงมานั่งข้างกัน เพราะตอนอยู่ที่ฉือหลี่โกวพวกนางเป็นเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือด กอปรกับที่นางหวงช่วยตำหนักหมินอ๋องเลี้ยงบุตรสาวนานถึง15ปี แล้วในวันแต่งงานเช่นนี้ ผู้เป็นมารดาจะไม่มีส่วนร่วมได้อย่างไร ?
แม่ทัพหลินนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสงบ…เนื่องจากโดนบุตรสาวยุยง ภรรยาจึงยังไม่ให้อภัยที่เขาโดนผู้หญิงคนอื่นหลอก…ใครใช้ให้เขานอกใจก่อน ? ทว่าบุตรสาวคนรองแต่งงานและยังแต่งกับจอหงวนของราชวงศ์นี้ เขาจึงตื่นเต้นยิ่งกว่าเจ้าบ่าวเสียอีก ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ตอนที่บุตรสาวจะกราบไหว้ผู้อาวุโส ก็ขอมีส่วนร่วมไปด้วยเล็กน้อย !
หลินจื่อเหยียนช่วยดูแลและต้อนรับแขกด้านนอก แขกส่วนใหญ่ที่มาเป็นคนรุ่นเดียวกับเจียงโม่หาน วันนี้เจียงโม่หานแต่งงาน เพื่อนเจ้าบ่าวของเขามี…หยานจิงหยู หยวนเจี๋ย ติงหยูเฉิงและหลีชิง ล้วนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักทั้งนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับด่านประตูเงินประตูทองสุดหินของตำหนักหมินอ๋อง ก็ไม่มีใครหลบเลี่ยงสักคนเดียว วรยุทธของหลีชิงไม่ด้อยไปกว่าหมินอ๋องซื่อจื่อ แม้กระบวนท่าดุร้ายมาก แต่ผลที่ได้ก็ออกมาน่าพอใจ !
เมื่อเสียง “ส่งตัวเข้าหอ” ดังขึ้น เจียงโม่หานก็จับมือหลินเว่ยเว่ยเข้าไปในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ หลังจากดึงผ้าคลุมหน้าออกแล้วพวกนางก็ดื่มสุรามงคล ส่วนพวกสหายวัยเดียวกันกับเจียงโม่หานก็มาโวยวายจะสร้างบรรยากาศในห้องหอ เช่นให้พวกนางกินเกี๊ยวชิ้นเดียวกัน หรือให้บ่าวสาวกัดแอปเปิลลูกเดียวกัน…สร้างบรรยากาศได้สนุกสนานมาก ทว่าไม่ได้สมปรารถนาเพราะถูกหลีชิงที่อ้างว่าเป็นครอบครัวฝั่งมารดาของหลินเว่ยเว่ยไล่ออกมาก่อน
เจียงโม่หานช่วยหลินเว่ยเว่ยถอดเฟิ่งกวาน (มงกุฎหงส์) บนศีรษะออกและช่วยนวดคอที่เคล็ดของนางพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าให้ทางห้องครัวทำอาหารให้เจ้าไว้แล้ว เจ้ากินอะไรก่อนเถิด ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องรอข้า นอนก่อนได้เลย !”
ตอนที่เจียงโม่หานกลับเข้ามาในห้องหอพร้อมกลิ่นสุราเต็มกาย หลินเว่ยเว่ยก็ลบเครื่องประทินโฉมออกหมดแล้ว นางกำลังอยู่ในชุดนอนสีแดง กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆด้วยท่าทางเกียจคร้านและอ่านหนังสือในมืออย่างสนุกสนาน
เจียงโม่หานดื่มชารสเข้มเพื่อล้างคอ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งข้างภรรยาแล้วหยิบหนังสือที่นางอ่านอยู่มาดูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมาก “อ่านอะไรอยู่ ?”
เพิ่งเห็นแวบแรกเท่านั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีและใบหูก็เริ่มแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…เด็กน้อยของเขากำลังอ่านหนังสือที่มีภาพและข้อความประกอบ เอาเถิด ไม่ถือว่าเป็นหนังสือลามกเสียทีเดียว แต่สตรีที่ออกเรือนแล้วทุกคนจะเก็บ ‘คู่มือการเข้าห้องหอ’ ไว้เป็นความลับส่วนตัวเท่านั้น
เจียงโม่หานรู้สึกว่าบางอย่างในร่างกายกำลังเคลื่อนไหวจึงรีบโยนหนังสือออกไปให้ไกลที่สุดแล้วหันมามองหลินเว่ยเว่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เจ้าจะอ่านไปทำไม ? คืนนี้ไม่ได้ใช้เสียหน่อย ?”
หลินเว่ยเว่ยบีบใบหูที่เริ่มแดงของเขาแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “ศึกษาไว้ก่อน อย่างไรก็ได้ใช้ ไม่ถูกหรือ ?”
ตอนที่ 592: ถูกกำหนดไว้แล้ว
เจียงโม่หานจับมือน้อยๆที่อยู่ไม่สุขของนางแล้วยกขึ้นกัดเบาๆ “เจ้านี่นะ ! เป็นตัวแสบที่ไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ !”
หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียง ฮึ “ใครเป็นตัวแสบกันแน่ ? เจ้าโกหกเรื่องอายุ แถมยังทำตัวเป็นพี่ต่อหน้าข้า ! เห็นอยู่ชัดๆว่าเราเกิดปีเดียวกัน !”
“ข้าไม่ได้อายุมากกว่าเจ้าสี่เดือนหรอกหรือ ?” เจียงโม่หานพรมจุมพิตบนมือของนางแล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ตัวข้ามีแต่กลิ่นสุรา ขอตัวไปอาบน้ำก่อน”
ภายใต้ความประสงค์ของหลินเว่ยเว่ย ห้องอาบน้ำและห้องสุขาของเรือนจอหงวนจึงถูกปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ในห้องอาบน้ำมีฝักบัวและอ่างอาบน้ำ ห้องสุขาเป็นส้วมที่สามารถกดน้ำได้…แน่นอนว่าการกดน้ำได้ก็ยังไม่ใช่ระบบอัตโนมัติเหมือนชาติที่แล้ว
หลังจากเจียงโม่หานอาบน้ำเสร็จแล้วเข้าไปนอนข้างหลินเว่ยเว่ย นางกลับกลิ้งมาใกล้และเข้ามาโอบเขาไว้ “นับตั้งแต่วันนี้ เจ้าจะเป็นของข้าโดยสมบูรณ์ ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เจียงโม่หาน “…” เจ้าสาวที่แต่งงานใหม่ ไม่จำเป็นต้องเขินอายหรือไร ? เจ้าสาวของเขาไม่เหมือนคนอื่นเกินไปหน่อยกระมัง ?
เจียงโม่หานกระแอมไอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เว่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าแย่งบทพูดของข้าไป รู้หรือไม่ ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…เช่นนั้นข้าเปลี่ยนใหม่ นับตั้งแต่วันนี้ พวกเราจะเป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์!” หลินเว่ยเว่ยโอบลำคอบัณฑิตน้อย ใบหน้าซุกเข้าไปแล้วสูดกลิ่นกายของเขา…บนตัวบัณฑิตน้อยมีกลิ่นหอมสดชื่นเหมือนกลิ่นดอกเหมยท่ามกลางหิมะ นางชอบมาก !
เจียงโม่หานถอนหายใจ “เจ้าจะทำตัวสงบไม่ได้เลยหรือ ? ถ้ายังทำแบบนี้ ข้าไม่รับประกันว่าจะทำอะไรกับเจ้าบ้าง !”
ร่างกายอันหอมกรุ่นและนุ่มนิ่มของเด็กสาวเข้ามาแนบชิดกับตัวเขาถึงขนาดนี้ ลมหายใจอบอุ่นจรดลงที่ลำคอของเขา…เขาไม่ใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย ที่นั่งอยู่เฉยๆได้สักหน่อย ยากนักที่ในสมองจะไม่มีภาพ ‘คู่มือการเข้าห้องหอ’ ที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ผุดขึ้นมา…
“มาสิ…เร็วสิ…ไม่ว่าอย่างไร…ก็มีเวลาทั้งคืน…”
“หุบปาก !” เจียงโม่หานขัดเสียงปิศาจของนางแล้วแอบกัดฟัน เด็กตัวแสบ เกิดมาเพื่อเป็นบททดสอบของเขากระมัง…นี่เพิ่งวันแรกเขาก็จะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอีกสองปีข้างหน้าเขาจะควบคุมตัวเองอย่างไร !
เหมือนว่าหลินเว่ยเว่ยจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเขา จึงทำตัวเหมือนลูกแกะขี้ขลาด รีบกลับไปนอนอย่างว่าง่าย ก่อนจะนำมือไปทาบหน้าอกแล้วบ่นพึมพำว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าทรมานมากหรือเปล่า ? ให้ข้าช่วยหรือไม่ ?”
“หุบปาก นอนได้แล้ว !” พอเจียงโม่หานได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งกายทันที…ช่วยเขา ? จะช่วยอย่างไร ? เหมือนในคู่มือนั้นน่ะหรือ ? หยุดเลย ! จะคิดอีกไม่ได้ ตรงนั้นเริ่มมีเลือดลมสูบฉีดเกินไปแล้ว !
“ช่างเถิด !” หลินเว่ยเว่ยนอนหลับอย่างว่าง่าย อันที่จริงแม้จะไม่ร่วมหอ นางก็สามารถช่วยเขาคลายความอึดอัดได้ แต่พอคิดว่าบัณฑิตน้อยเป็นแค่เด็กอายุ16ปี จะให้ร่างกายของเขาแก่เกินวัยก็คงไม่ดี…
เดิมทีหลินเว่ยเว่ยคิดว่าตนจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ แต่ใครจะรู้ว่าเพิ่งหลับตาลงไม่นาน ในห้องก็เริ่มมีเสียงกรนของนางเบาๆแล้ว วันนี้โดนทรมานด้วยพิธีการตั้งแต่เช้าตรู่ โดนคนจัดแจงทั้งวัน ไม่เหนื่อยก็แปลก !
“เด็กไม่มีหัวจิตหัวใจ !” เจียงโม่หานเห็นความสามารถในการนอนได้เพียงไม่กี่อึดใจของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น ต่อจากนั้นเขาก็พยายามสงบจิตใจ แต่ในขณะที่กำลังจะหลับ เด็กน้อยที่อยู่ข้างๆกลับพลิกตัวมาแล้วพาดขาบนตัวเขา…เขายกขานางออกเบาๆ แต่คาดไม่ถึงว่าผ่านไปไม่นานเด็กน้อยจะเข้ามากอดแขนอีก…ช่างเถิด ไม่ยุ่งกับนางแล้ว นอนดีกว่า !
เช้าวันต่อมา เจียงโม่หานถูกปลุกให้ตื่น เขารู้สึกปวดไปทั้งกาย พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าภรรยาเป็นเหมือนหนวดปลาหมึกที่กำลังกอดตัวเขาไว้แน่น ขาก็พาดบนตัวเขาด้วย…รู้แล้วว่าเหตุใดเขาจึงฝันว่าโดนเถาวัลย์รัดเอาไว้ !
เขาพยายามแกะแขนแกะขาของเด็กน้อยออกเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย กระดูกบนตัวส่งเสียงดังกรอบแกรบ…นอนหลับแต่เหนื่อยยิ่งกว่าสู้รบเสียอีก !
“อือ…” เด็กสาวที่กำลังนอนอยู่บนเตียงค่อยๆลืมตาขึ้น นางเริ่มมองรอบกาย…นี่ไม่ใช่ห้องนอนของนาง ! หรือนางฝัน ? หรือโดนโจรชั่วลักพาตัวมา ? น่าตกใจชะมัด !
“ตื่นแล้วหรือ ?” เสียงของเจียงโม่หานดังขึ้นข้างหูของนาง หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าลูบตาพลางลุกขึ้นนั่ง ดวงตาจับจ้องที่เจียงโม่หานสามช่วงลมหายใจเข้าออกแล้วถึงได้คิดออกว่าตนแต่งงานแล้ว…นางได้ผักกาดขาวหัวที่งดงามอย่างเจ้าบ่าวจอหงวนมาครอง…เยี่ยม !
“ยิ้มโง่งมอะไรอยู่ ? ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เดี๋ยวเราต้องไปร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับท่านแม่ !” เจียงโม่หานเลือกชุดสีแดงชุดหนึ่งออกมาจากหีบเสื้อผ้าของนาง…เพิ่งแต่งงานใหม่ต้องใส่ชุดสีแดงเป็นเวลาหนึ่งเดือน ! เด็กน้อยของเขาถือว่าเข้ากับสีแดงอยู่พอตัว เมื่อรวมกับดวงตาเปื้อนยิ้มรูปเสี้ยวพระจันทร์ของนางแล้วจึงเห็นได้ชัดว่าดูน่ารักมาก เหมือนกับ…เด็กสาวบริสุทธิ์ในภาพเหนียนฮว่า
จริงสิ ต้องไปยกน้ำชาคารวะแม่สามีด้วย ! นางมองสีท้องฟ้า ยังไม่ถือว่าสายมาก ยังโชคดี ยังโชคดีที่ทันเวลา ! หลินเว่ยเว่ยรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทาเครื่องประทินโฉมสีอ่อนๆ แล้วเดินควงแขนเจ้าบ่าวจอหงวนของตนไปที่เรือนของนางเฝิง
นางเฝิงและนางหวงนั่งอยู่ด้วยกัน พวกนางกำลังสนทนากันเรื่องงานปัก เมื่อคืนแม่ทัพหลินก็หน้าด้านขอพักที่นี่ จึงได้พักอยู่ที่เรือนหน้าร่วมกับหลินจื่อเหยียนและเจ้าหนูน้อย…ขอแค่ได้อยู่กับภรรยา เขาทำหน้าหนาหน่อยจะเป็นอะไรไป ?
“หลานเอ๋อร์ เจ้าจะไปอยู่กับเจ้ารองและสามีของนางจริงหรือ ? อากาศทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ค่อยดี แดดแรง มีพายุทรายพัดมาบ่อยครั้ง มีบางครายังขาดแคลนน้ำอย่างหนัก อย่าว่าแต่อาบน้ำเลย แม้แต่จะดื่มน้ำก็ยังต้องประหยัด ถ้าอย่างไร…เจ้าอยู่ที่เมืองหลวงต่อเถิด ?”
ดวงตาของแม่ทัพหลินจับจ้องที่ใบหน้าขาวสะอาดของภรรยา…เวลาหกปีไม่ได้มีผลต่อภรรยา แถมนางยังดูอ่อนเยาว์และงดงามมากกว่าเมื่อหกปีก่อนเสียอีก เขาอดไม่ได้ที่จะลูบใบหน้าอันสูงวัยของตน ถ้ายืนอยู่กับภรรยาแล้ว เขาจะเหมือนบิดาของนางหรือเปล่า ?
ทว่าพอฮ่องเต้ได้ทราบว่าเจ้ารองมีหน้าตาเหมือนเขามาก พระองค์ก็ตกตะลึงแล้วรับสั่งห้ามเขาโกนหนวดเคราเด็ดขาด ! ฝ่าบาท ทรงทำเกินไปแล้ว ! ขโมยบุตรสาวของกระหม่อมไปยังไม่ว่า ยังจะควบคุมเคราของกระหม่อมอีก…เฮ้อ ใครใช้ให้อีกฝ่ายเป็นฮ่องเต้ ? ขุนนางฝ่ายบู๊อย่างตนจะทำอะไรได้ ? ก็ได้แต่ทำตามเท่านั้น !
นางหวงมองเคราของสามีแล้วมักรู้สึกไม่คุ้นชิน เทียบกันแล้วนางยังเชื่อใจบุตรสาวคนรองมากกว่า ช่วงสองปีนี้เจ้ารองคนเก่งกลายเป็นกระดูกสันหลังของนางไปแล้ว !
“ท่าน…ท่านถามเจ้ารองเองเถิด ข้าเชื่อฟังนาง !” นางหวงมองงานปักในมือที่ยับย่นเพราะความประหม่า
แม่ทัพหลินรู้สึกหดหู่ทันที…ภรรยาของเขาหัวอ่อน ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเสมอ เขาเพิ่งห่างไปได้เท่าไรก็โดนเจ้ารองตัวแสบควบคุมแล้ว ใครก็บอกว่าหญิงที่ออกเรือนต้องเชื่อฟังสามี สิ้นสามีเชื่อฟังบุตรชาย ไม่เคยได้ยินว่าต้องเชื่อฟังบุตรสาว ! บุตรสาวแต่งงานออกไปแล้วยังต้องติดตามสามีไปรับตำแหน่งต่างเมือง เห็นสามีอย่างเขาเป็นของตายไปแล้วหรือ ?
เจ้าหนูน้อยมองแม่ทัพหลินด้วยสายตาหวาดระแวง…ตอนที่พ่อหลินหายตัวไป เขายังเด็กมากจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบิดาเลยสักนิด เจ้าตัวน้อยแสดงจุดยืนของตนอย่างแข็งขัน “ข้าจะไปกับพี่รอง ! ถึงแม้ที่นั่นจะลำบากมากเพียงใด คงไม่ลำบากได้เท่ากับสองปีที่ผ่านมาของพวกเราหรอกกระมัง ? พี่รองสามารถทำให้บ้านเรากลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง ภายใต้สถานการณ์แบบที่ท่านพูดมาแล้ว พี่รองจะยังดูแลพวกเราไม่ได้อีกหรือ ?”
[1] หลิ่วเซี่ยฮุ่ย คือ ตัวแทนของชายที่มีคุณธรรมและมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง
[2] ภาพเหนียนฮว่า คือ ภาพวาดอวยพรเทศกาลปีใหม่
ตอนที่ 593: เหตุใดยังกัดไม่ปล่อย
แม่ทัพหลินหดหู่กว่าเดิมทันที เขายกความหวังสุดท้ายไปฝากไว้ที่หลินจื่อเหยียน… ‘ต้าฮว๋า ตอนเด็กๆ พ่อรักเจ้าที่สุด เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของบ้าน ช่วยแสดงความเห็นออกมาหน่อยเถิด !’
หลินจื่อเหยียนหลบสายตาของบิดาพร้อมบ่นออกมาเบาๆว่า “ท่านอาจารย์บอกว่าการเรียนของข้าพอใช้ได้ แต่วิสัยทัศน์ยังไม่กว้าง ข้าอายุน้อย พี่รองกับท่านแม่ไม่อยากให้ข้าออกไปเผชิญใต้หล้าคนเดียว ข้าจึงจะไปหาประสบการณ์ที่โน้นด้วยอีกคน มีพี่เขยรองคอยช่วยชี้แนะ ก็ไม่ต้องกลัวเสียการเรียนด้วย…”
การอยู่ในเมืองหลวงต่อ เขาจะเป็นแค่บุตรขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นสี่เท่านั้น ในเมืองหลวงมีขุนนางขั้นสองและขั้นสามมากมายบนท้องถนน บุตรขุนนางขั้นสี่มีเยอะจนเห็นได้ทั่วไป หากตามพี่รองไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีนางคอยปกป้อง เขาไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น ท่านพ่อ ข้าขอโทษ…
แม่ทัพหลิน “…” มีความรู้สึกเหมือนโดนทรยศ !
ทันใดนั้น คู่บ่าวสาวหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็เข้ามาพอดี เพิ่งเดินเข้ามาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็สัมผัสได้ถึงสายตาขุ่นเคือง นางจึงหันไปมองและทันใดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว “แม่ทัพหลิน เหตุใดท่านก็อยู่ด้วย ? ไม่ต้องไปทำงานหรอกหรือ ?”
แม่ทัพหลินพูดอย่างแผ่วเบา “บุตรสาวออกเรือน จะไม่ให้บิดามีส่วนร่วมได้อย่างไร ?”
“แม่ทัพหลิน เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับหรือเปล่า ? เหตุใดจึงดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ? ข้ามีชาผลไม้เพิ่มความสดชื่นอยู่ ขายโถ.ละ10ตำลึง ท่านจะรับไปดื่มสักสองสามโถหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยใช้โอกาสนี้โฆษณาสินค้าของตน
“ข้าเป็นพ่อของเจ้า เงินแค่10ตำลึงก็ยังกล้ามาเรียกเก็บกับพ่อ ?” แม่ทัพหลินเริ่มเสียดายสินเดิมจำนวนมหาศาลที่ตัวเองส่งมา ข้าเอามาให้สุนัขกินสิท่า ! ของดีที่ได้มาจากตงหูก็ถูกยกให้เด็กคนนี้ทั้งหมด แต่เงินก้อนน้อยจำนวนแค่10ตำลึงยังกล้าเรียกเก็บจากบิดาตัวเอง ?
หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมยิ้มแก้มปริ “ข้าแค่พูดถึงประโยชน์ของชาผลไม้ให้ท่านฟังเท่านั้น ถ้าข้างกายท่านมีสหายหรือสหายร่วมงานที่เหนื่อยล้าจากการนอนไม่พอก็จะได้ช่วยข้าแนะนำสินค้าแล้ว ข้าจะให้เงินส่วนแบ่งท่านโถละ1ตำลึง !”
“เจ้ารอง เจ้าต้องบอกพ่อให้ชัดเจนขนาดนี้เลยใช่หรือไม่ ?” เสียงของแม่ทัพหลินเจือด้วยความเศร้าเล็กน้อย ก็แค่ไปหลงเชื่อผู้หญิงผิดคนไม่ใช่หรือ ? เขาไม่ได้มีอะไรกับนางจริงๆ แค่ดูแลภรรยาม่ายของสหายเท่านั้น แล้วเหตุใดยังกัดไม่ปล่อยแบบนี้ ?
“พี่รอง เมื่อครู่เขาใช้โอกาสที่ท่านไม่อยู่มายุยงให้ท่านแม่อยู่ต่อที่เมืองหลวง !” เจ้าหนูน้อยฟ้องต่อหน้าแม่ทัพหลินด้วยความมั่นอกมั่นใจ หากมารดาเลือกจะอยู่ต่อ เขาก็ไม่ได้ไปอำเภอหนิงซีกับพี่รองแน่นอน ไม่ได้ เขาต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับพี่รอง
แม่ทัพหลินยื่นมือออกไปดึงตัวเจ้าหนูน้อยเข้ามาหาแล้วตีก้นเขาเบาๆ “เด็กขี้ฟ้อง ! สิ่งใดเรียกว่า ‘ยุยง’ ? แม่ของเจ้าเป็นภรรยาของพ่อ จะอยู่ข้างกันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ !”
“ท่านมีหลักฐานอะไร ? ท่านมีทะเบียนสมรสหรือไม่ ?” เจ้าหนูน้อยพยายามดิ้นแล้วเข้าไปหลบหลังกระโปรงของพี่รอง ก่อนจะยื่นหน้ามาแลบลิ้นให้แม่ทัพหลิน อย่างไรแม่ทัพหลินก็สู้พี่รองไม่ได้ พี่รองเป็นยันต์คุ้มภัยของเขา !
ทะเบียนสมรส ? ทะเบียนสมรสหายไปตั้งแต่หนีภัยสงครามแล้ว จะให้เขาไปหาทะเบียนสมรสมาจากที่ไหน ? เจ้าเด็กแสบ เป็นพวกเดียวกันกับเจ้ารอง หากสามวันไม่ตี เด็กซนจะปีนหลังคาเลาะกระเบื้อง…แม่ทัพหลินเริ่มม้วนแขนเสื้อขึ้น
“พี่รอง ช่วยข้าด้วย !” เจ้าหนูน้อยเข้าไปซ่อนด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
นางหวงพูดขึ้นมาอย่างเรียบนิ่ง “เลิกทะเลาะกันเสียที เจ้ารองควรยกน้ำชาคารวะแม่สามีได้แล้ว…”
ทันใดนั้นสาวใช้ในเรือนก็ยกม่านประตูขึ้นแล้วทำความเคารพ “หมินอ๋องและหมินหวางเฟยเสด็จเจ้าค่ะ !”
นี่บุตรสาวเพิ่งออกเรือนมาแค่คืนเดียว หมินอ๋องกับหมินหวางเฟยก็ตามมาเยี่ยมบ้านลูกเขยแล้ว รักบุตรสาวแต่ก็ไม่ควรรักแบบนี้ ! ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง !
นางเฝิงรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ…คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตัวนางเองจะไม่รู้หรือ ? หมินหวางเฟยมาเพราะอยากดื่มชาของลูกสะใภ้ต่างหาก !
ท้ายที่สุด ‘บิดา’ ‘มารดา’ ทั้งห้าก็นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ห้องโถง จากนั้นเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ย…ก็เริ่มยกน้ำชาคารวะทีละคน
“ฟู่หวาง หมู่เฟยเชิญดื่มชาเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ !”
“แม่สามีเชิญดื่มชาเจ้าค่ะ/ขอรับ !”
“ท่านแม่…ท่านพ่อ เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ/ขอรับ !!”
คู่หนึ่งเป็นบิดามารดาแท้ๆของเจียงโม่หาน คนหนึ่งคือมารดาที่เลี้ยงเขามาและยังมีบิดามารดาของหลินเว่ยเว่ยอีกคู่ คนเหล่านี้ให้ความรักเอ็นดูแก่พวกนางจริงๆ จึงทำให้หลินเว่ยเว่ยคารวะน้ำชาด้วยความเต็มใจ
หมินอ๋องถลึงดวงเนตรใส่เจียงโม่หาน ก่อนจะหันไปทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาแห่งรัก “เว่ยเอ๋อร์ คนแซ่เจียงไม่ได้รังแกเจ้าใช่หรือไม่ ? ถ้าเขาทำตัวไม่ดี เจ้าบอกพ่อได้เลย พ่อจะจัดการเขาเอง !”
หมินหวางเฟย นางเฝิงและแม่ทัพหลินเป็นคนที่รู้ความจริง จึงหันไปมองเจียงโม่หานด้วยความเห็นใจ หมินหวางเฟยไม่อยากให้บุตรชายคนเล็กได้รับความอยุติธรรมจึงถลึงดวงเนตรใส่พระสวามี “โม่หานรู้ที่หนักที่เบา ยังต้องให้พระองค์สั่งสอนอีกหรือเพคะ ? วันดีๆของบุตรสาว พระองค์อย่าก่อเรื่อง !”
หมินอ๋องหันไปถลึงดวงเนตรใส่เจียงโม่หานอีกรอบ…ตัวแสบ ทำให้เปิ่นหวางต้องโดนภรรยาตำหนิ ฝากไว้ก่อนเถิด !
เจียงโม่หาน “…”
แม้จะหลบก็โดนอยู่ดี! จะทำอย่างไรกับความไม่ชอบหน้าที่บิดาแท้ๆมีต่อตนเองดีเล่า? ทำได้แค่เงียบต่อไป!
คู่บ่าวสาวมาอยู่เรือนหอได้ไม่นานก็ต้องออกเดินทางไปที่อำเภอหนิงซีแล้ว เนื่องจากมีหมินหวางเฟยและนางหวงที่ร่างกายอ่อนแอ ทุกคนจึงเลือกนั่งเรือไป
เรือโดยสารของทางราชการอันแข็งแรงและสง่างามถูกหมินอ๋องใช้เงินก้อนโตเหมายกลำ ก่อนออกเดินทางมีคนมาส่งจำนวนมาก องค์หญิงเจียวเจียวยังคงจับมือหลินเว่ยเว่ยไม่ปล่อยพลางตรัสด้วยน้ำตานองหน้า “ฟู่หวงนิสัยไม่ดีที่สุด พระองค์ไม่เห็นด้วยที่จะให้ข้าไปอำเภอหนิงซีกับพี่เว่ยเว่ย มิหนำซ้ำยังส่งราชองครักษ์มาคอยควบคุม เพราะกลัวข้าจะแอบหนีไป !”
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกว่าฝ่าบาททรงพระปรีชามาก ตอนนี้อำเภอหนิงซีเป็นอย่างไรบ้างจะยังไม่มีใครรู้เลยหรือ แล้วองค์หญิงผู้บอบบางอย่างเจ้า หากตามไปด้วยจะไม่เป็นการสร้างปัญหาหรือไร !
“จากลาเพื่อพานพบในวันที่ดียิ่งกว่า วางใจเถิด ใช้เวลาไม่นานหรอก ประเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว ! พอถึงเวลานั้นพวกเราค่อยมาทำขนมด้วยกันใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยปลอบองค์หญิงน้อยที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่
กว่าจะปลอบองค์หญิงเจียวเจียวสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ชิงหลีจวิ้นจู่แห่งตำหนักหนิงอ๋องก็เข้ามาพร้อมดวงตาแดงก่ำอีกคน “อาหญิงหลิน อำเภอหนิงซีอยู่ห่างจากเมืองหนิงโจวแค่1วัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีโจรชุกชุม ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไร ท่านรับป้ายหยกชิ้นนี้ไว้ แล้วเรียกใช้องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องได้ตามใจชอบเลย !”
เดิมทีเมืองหนิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของหนิงอ๋อง ตอนนี้ฮ่องเต้พระราชทานให้หลินเว่ยเว่ย แต่นางไม่อยากได้ ไม่ว่าจะถวายฎีกาขึ้นไปกี่ฉบับก็โดนปฏิเสธทั้งหมด ได้ยินว่าผืนดินของเมืองหนิงโจวแห้งแล้ง การเก็บภาษีที่ดินประจำปีก็ขาดทุนตลอด หลินเว่ยเว่ยจึงสงสัยว่าฮ่องเต้ตั้งพระทัยพระราชทานให้นางเพื่อโยนภาระมาให้หรือเปล่า !
แม้หนิงอ๋องจะคืนเมืองหนิงโจวให้แล้ว แต่ราชสำนักไม่ได้รับตำหนักหนิงอ๋องเอาไว้ ข้ารับใช้ที่จงรักภักดีจึงยังเฝ้าอยู่ที่นั่น ป้ายหยกชิ้นนี้เป็นของที่หนิงอ๋องให้บุตรสาวนำมาที่นี่ ถ้าเห็นป้ายหยกก็เหมือนเห็นตัวหนิงอ๋อง นี่เท่ากับยกตำหนักหนิงอ๋องให้แก่หลินเว่ยเว่ย
“จะทำแบบนี้ได้อย่างไร ?” ราวกับถือมันเผาที่ลวกมือ หลินเว่ยเว่ยรีบดันป้ายหยกกลับไป
แต่โม่ชิงหลีก็ยังดันกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยพอสมควร “มีอะไรไม่ได้กันเล่า ? ชาตินี้พวกเราคงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นให้พวกเขาติดตามท่านก็ถือว่าได้เดินบนเส้นทางใหม่ ฟู่หวางของข้ากังวลว่าพวกเขาจะโดนคนจิตใจไม่บริสุทธิ์หลอกใช้จนไปก่อเหตุที่ไม่อาจละเว้นโทษได้ คนพวกนั้นติดตามฟู่หวางมานานตั้งแต่สิบถึงยี่สิบปี ฟู่หวางจึงทนเห็นพวกเขากระโดดเข้ากองไฟไม่ได้”
ตอนที่ 594: จ้องจนภรรยาจะกลายเป็นหิน
เจียงโม่หานนึกถึงเหตุการณ์หลังจากหนิงอ๋องสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อชาติก่อน คนของพระองค์ถูกพวกกบฏราชวงศ์ก่อนยุยงให้ลุกขึ้นมาก่อกบฏ ท้ายที่สุดต้องจบชีวิตด้วยการโดนประหาร แม้แต่ศพก็ยังไม่มีคนตามเก็บให้เลย…
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยหันมามอง เขาก็พยักหน้าให้นาง “ในเมื่อเป็นเจตนาดีของหนิงอ๋อง เจ้าก็รับไว้เถิด !”
สหายมากมายของหลินเว่ยเว่ยต่างมาส่งนางที่ท่าเรือ ติงหลิงเอ๋อร์ หยานชิงชิงและยังมีหลินฉานเอ๋อร์อีกด้วย คาดไม่ถึงว่าแท้จริงหลินฉานเอ๋อร์ลูกแมวตะกละตัวนี้จะเป็นญาติฝั่งมารดาของหมินหวางเฟย !
คนที่เดินทางมาส่ง ณ ท่าเรือ นอกจากสหายของหลินเว่ยเว่ย สหายรุ่นเดียวกับเจียงโม่หานและสหายสนิทของหมินหวางเฟยแล้วยังมีลูกน้องผู้เคยผ่านความเป็นความตายมากับแม่ทัพหลินอีกด้วย…ทุกคนต้องคาดไม่ถึงแน่นอนว่าแม่ทัพหลินผู้นี้ยอมทิ้งความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงแล้วทูลขอไปอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือจากฮ่องเต้หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการไปเรียนศิลปะการต่อสู้จากหมินอ๋อง
และเขาก็ทำสำเร็จด้วยสิ หมินอ๋องต้องนำทหารไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก่อนโดยใช้ทางบก แม่ทัพหลินจึงรับหน้าที่คุ้มกันหมินหวางเฟย องค์หญิงเว่ยเว่ยและนายท่านจอหงวนไปที่อำเภอหนิงซีทางเรือ เรียกได้ว่าหมินอ๋องอิจฉาจนดวงเนตรแดงก่ำ !
แม่ทัพหลินคิดว่า ภรรยา บุตรชายและบุตรสาวล้วนไปที่อำเภอหนิงซีกันหมด แล้วจะขาดเขาได้อย่างไร ? แม้ว่าบุตรสาวคนรองจะยังไม่ยอมรับ แต่เขาจะพยายามสุดความสามารถ ต้องมีสักวันที่นางเข้าใจว่าเขารักหลานเอ๋อร์ (นางหวง) จากใจจริง !
“ท่านแม่ทัพ ท่านสำรวมกิริยาหน่อย ไม่เห็นใต้เท้าหมินอ๋องขุ่นเคืองจนอยากขึ้นมาลากท่านลงจากเรือแล้วตีแรงๆสักรอบหรือขอรับ ?” ด้านข้างของแม่ทัพหลินคือสหายสองสามคนที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา หรือจะเรียกได้ว่าเป็นรองแม่ทัพที่คอยระวังหลังให้แก่กันเลยก็ได้
หมินอ๋องที่อยู่บนท่าเรือก็ทำตัวเหมือนสุนัขผู้จงรักภักดีคอยเฝ้าอยู่ข้างกายหมินหวางเฟยไม่ยอมห่าง หมินหวางเฟยกำลังบอกลากับฝูเหรินที่สนิทสนมกัน พระองค์จึงเข้าไปตรัสแทรกไม่ได้และได้แต่ใช้ดวงเนตรขมขื่นจ้องพระชายาอยู่แบบนั้น…จากกันวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้เจอภรรยานานถึงหนึ่งเดือนกว่า มองไว้ให้มากหน่อยก็ยังดี !
ฝูเหรินไม่กี่คนนั้นซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ หลังบอกลากับพระชายาไม่กี่ประโยคแล้วก็คืนหมินหวางเฟยให้บุรุษของนาง หมินหวางเฟยยื่นพระหัตถ์ไปบิดหูของพระสวามี “พระองค์ทำให้พวกนางหัวเราะล้อเลียนหม่อมฉัน !”
“ใครหัวเราะเจ้า ข้าจะไปอัดสามีของพวกนางให้ ! ยึดตัวภรรยาของข้าไว้ยังพอทน แต่กล้าหัวเราะเสวี่ยเอ๋อร์ของข้าอีก ใครมอบความกล้านี้แก่พวกนางกัน ?” หมินอ๋องตรัสด้วยสุรเสียงหยาบกระด้าง
หมินหวางเฟยกลอกดวงเนตร “เหตุใดเมื่อครู่พระองค์ถึงไม่ทำตัวแกร่งแบบนี้เพคะ ?”
ฝูเหรินเหล่านั้นไม่ได้เป็นแค่ศรีภรรยาทั่วไป เพราะล้วนเป็นเหมือนหมินหวางเฟยที่เคยขี่ม้าสังหารศัตรูในสนามรบมาแล้วทั้งนั้น ถ้าเมื่อครู่พระองค์กล้าตรัสแบบนั้น จะไม่โดนพวกนางฉีกเป็นชิ้นๆก็แปลกแล้ว
หมินอ๋องมีสีพระพักตร์ขมขื่น “เสวี่ยเอ๋อร์ พอคิดว่าจะไม่ได้พบเจ้าอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ หัวใจของข้าก็เหมือนโดนมีดกรีด ฮ่องเต้ก็เลอะเลือนจริงๆ เหตุใดไม่ให้เจ้าแซ่หลินนำทหารไป แล้วให้ข้าคอยปกป้องดูแลพวกเจ้า ?”
“หยุดเรียกแม่ทัพหลินว่าเจ้าโน้นเจ้านี่ได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าพระองค์สักเท่าใด !” ช่วงหลายวันมานี้หมินหวางเฟยได้มีโอกาสทำความรู้จักกับนางหวง ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีพอสมควรและยังอยู่กับนางเฝิงบ่อยๆด้วย ทั้งสามแบ่งปันเรื่องราวสนุกสนานต่างๆของพวกลูกๆให้กันและกันฟัง ความรักของแม่ทัพหลินที่มีต่อนางหวงจึงทำให้พระนางซาบซึ้งไม่น้อย…เพราะบ้านตนไปแย่งบุตรสาวเขามา ดังนั้นต้องทำดีกับบ้านเขาหน่อย !
เรือใกล้จะออกแล้ว หมินอ๋องยังคอยวนเวียนอยู่ทางด้านหลัง หมินหวางเฟยก็ทำใจไม่ค่อยได้เช่นกัน “ถ้าอย่างไร…หม่อมฉันขี่ม้าไปกับพระองค์ดีหรือไม่ ?”
“ไม่ได้ ! ร่างกายเจ้าเพิ่งดีขึ้น ถ้าเหนื่อยจนล้มป่วยระหว่างทางขึ้นมา ข้าจะไปร้องไห้กับใคร ?” หมินอ๋องรู้ว่าเพื่อการเดินทางในครั้งนี้บุตรสาวเตรียมตัวไว้อย่างดี นางและเหมยหยิงชำนาญในการทำอาหาร ถ้าพระชายาโดยสารเรือไปก็จะลำบากน้อยหน่อย ช่างเถิด ก็แค่ความคิดถึงหนึ่งเดือนกว่าไม่ใช่หรือ ? พระองค์ต้องอดทน ! อย่างไรก็จะให้พระชายาไปลำบากนำทัพกับพระองค์ไม่ได้เด็ดขาด !
เรือค่อยๆแล่นออกจากท่า หมินอ๋องโบกพระหัตถ์อยู่ที่ท่าเรือ จนกระทั่งเรือเคลื่อนตัวออกไปพ้นสายตาแล้วหมินอ๋องซื่อจื่อจึงพูดขึ้นมาเบาๆว่า “ฟู่หวาง พวกเรากลับกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เฮ้อ ! หมู่เฟยของเจ้าหนีไปกับน้องสาวแล้ว พวกนางไม่ต้องการพวกเราแล้ว !” หมินอ๋องตรัสด้วยความเศร้าสร้อย
หมินอ๋องซื่อจื่อ “…” พวกพระองค์ทิ้งลูกไว้ แล้วไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยกันหมด ลูกสามารถพูดอะไรได้บ้าง ? ใครกันแน่ที่ไม่ต้องการใคร ? เว่ยเอ๋อร์เป็นบุตรแท้ๆของพวกพระองค์ แต่ลูกเป็นบุตรที่พวกท่านเก็บมาเลี้ยงกระมัง ?
จากเมืองหลวงไปยังอำเภอหนิงซีโดยทางน้ำต้องผ่านเขตเริ่นอันด้วย หลินเว่ยเว่ยจึงปรึกษากับหมินหวางเฟยว่าจะอยู่พักที่นั่นสักสองสามวัน หมินหวางเฟยก็อยากไปเห็นสถานที่ที่บุตรชายเติบโตขึ้นมา พระนางจึงไม่ได้คัดค้าน
หนึ่งเดือนต่อจากนั้น เรือของทางราชการลำมหึมาก็ค่อยๆหยุดเทียบท่าที่เขตเริ่นอัน การเดินทางราบรื่นมาโดยตลอด เรือก็ยังสะดวกสบายจึงใช้เวลาเดินทางเร็วกว่าตอนไปเมืองหลวงตั้งหลายวัน
หลิวเอ้อร์ล่ายกำลังยืนถือสมุดบัญชีอยู่ที่ท่าเรือเพื่อเตรียมถามว่ามีใครต้องการเช่าโกดังเก็บสินค้าบ้างหรือเปล่า เพราะท่าเรือฝั่งนี้หลิวว่ายจื่อยกให้เขาเป็นผู้ดูแลทั้งหมด
เมื่อเห็นบุรุษท่าทางเหมือนเป็นพ่อบ้านแล้วหลิวเอ้อร์ล่ายก็เดินเข้าไปหา ขณะกำลังจะเอ่ยปากถาม เขาต้องตกตะลึงเพราะเป็นคนรู้จัก “ซัวถัว ? ซัวถัว ! เป็นเจ้าจริงหรือ ? เจ้ากลับมาแล้ว ? แล้วนายหญิงกับเจียงเจี้ยหยวนเล่า ?”
ซัวถัวลงมาแล้วสวมกอดเขาอย่างอบอุ่น “เจียงเจี้ยหยวนอะไรกัน ? ตอนนี้เป็นนายท่านจอหงวนแล้ว ! แน่นอนว่าเจ้าก็สามารถเรียกเขาว่าท่านเขยได้ด้วย !”
หลิวเอ้อร์ล่ายตาโตในทันที “ว่าอย่างไรนะ ? นายหญิงกับนายท่านจอหงวนแต่งงานกันแล้ว ?” เรื่องที่เจียงเจี้ยหยวนได้เป็นจอหงวน เขารู้อยู่แล้ว เพราะข่าวดีก็ถูกส่งมาถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกวเช่นกัน ส่วนเงินที่จ่ายให้คนส่งข่าวดีก็ต้องเป็นบุตรสาวคนโตตระกูลหลินจ่ายอยู่แล้ว !
ซัวถัวพยักหน้าแล้วพูดกับเขาว่า “รีบไปเถิด ไปหารถม้าที่ดีหน่อยมาสักสองสามคัน นายท่านจอหงวนและภรรยาต้องการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด !”
หลิวเอ้อร์ล่ายรีบสั่งคนไปหาเช่ารถม้า ก่อนจะเข้าไปกระซิบข้างหูซัวถัวด้วยท่าทางลับๆล่อๆ “ซัวถัว นายหญิงของพวกเราเป็นจวิ้นจู่ตำหนักหมินอ๋องจริงหรือ ?”
ซัวถัวดันศีรษะเขาออกห่าง “ข่าวของเจ้านับว่าเก่าไปหน่อย ! เพราะช่วยเหลือเบื้องบนเอาไว้จึงถูกฮ่องเต้แต่งตั้งเป็นองค์หญิงและยังพระราชทานที่ดินศักดินาของเมืองหนิงโจวให้พระองค์ด้วย !”
“สวรรค์ ! ถ้าเช่นนั้นก็เหมือนที่เขียนไว้ในบทละคร เมืองหนิงโจวทั้งเมืองเป็นของนายหญิง ?” ขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองหนิงโจวทั้งหมดก็ต้องคอยฟังคำสั่งนายหญิงด้วย ? หลิวเอ้อร์ล่ายจะไม่ได้กลายเป็นแม่ทัพใหญ่ขององค์หญิงเว่ยเว่ยไปด้วยหรือ ? ทำอย่างไรดี เหมือนตัวจะลอยได้เลย…
ซัวถัวตบบ่าเขาแรงๆ แล้วพูดเตือนว่า “หมินหวางเฟย พระมารดาแท้ๆของนายหญิงก็อยู่ด้วย เจ้าต้องทำตัวให้ดี !”
“วางใจได้ !” หลิวเอ้อร์ล่ายยืดอกตั้งตรง ตอนนี้ท่าเรือเขายังพอคุมได้อยู่ จะต้องไม่ทำให้เจ้านายขายหน้าแน่นอน ! ทันใดนั้นเขาก็รีบวิ่งไปหาหน่วยงานในพื้นที่และไปขอยืมรถม้าที่ดีที่สุดมาจากครอบครัวใหญ่สองสามแห่งที่อยู่ในเขต
พอเจ้าหน้าที่จ้าวได้ยินว่านายท่านจอหงวนและ ‘จวิ้นจู่’ กลับมา อีกทั้งจำเป็นต้องใช้รถม้า เขาจึงส่งรถม้า ‘สุดหรู’ ของบ้านตัวเองมายังที่นี่ รถม้าคันนี้เป็นของมีค่าที่สุดในบ้านเขาแล้ว ปกติจะจอดไว้เฉยๆ ไม่กล้าเอาออกมาใช้ด้วยซ้ำ !
เมื่อมาถึงท่าเรือถึงได้รู้ว่ายังมีบุคคลทรงอำนาจอีกสองคนคือหมินหวางเฟยและแม่ทัพหลินอีกด้วย แข้งขาของเขาจึงแทบจะทรุดลงไปทันที เขายืนตัวสั่นอยู่ข้างรถม้า หากหลิวเอ้อร์ล่ายไม่ได้เป็นคนแนะนำ หมินหวางเฟยก็คงเข้าพระทัยผิดว่าเขาเป็นคนขับรถม้าไปแล้ว !
หมินหวางเฟยประทับรถม้าคันเดียวกับหลินเว่ยเว่ย เดิมทีเจียงโม่หานอยากนั่งคันเดียวกับนางเฝิง แต่โดนลากมานั่งเป็นเพื่อนภรรยาและ ‘มารดา’ ของตน จากนั้นนางเฝิงก็ลากเสวี่ยยวี่และเหมยหยิงไปนั่งรถม้าคันเดียวกัน
ตอนที่ 595: กลับบ้านเกิดพร้อมเกียรติยศ
แม่ทัพหลินพาภรรยาและบุตรทั้งสองไปนั่งรถม้าอีกคัน ส่วนซัวถัว หยาเอ๋อร์ ชุนซิ่ง สาวใช้และนางกำนัลที่หมินหวางเฟยพามาด้วยก็นั่งเบียดกันในรถม้าสองคัน นอกจากนี้ยังมีรถม้าขนของอีกสองคัน มันบรรทุกของขวัญที่หลินเว่ยเว่ยเตรียมให้คนสนิทที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว
ขบวนรถม้าอันยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวสู่ถนนบนหุบเขาแสนคดเคี้ยว หลิวต้าซวนและเหลยหยู่ที่ออกมาส่งสินค้าในเขตเริ่นอันก็มองขบวนรถม้านี้ ก่อนจะบ่นในใจว่า คนพวกนี้เหมือนกำลังไปที่ฉือหลี่โกว เป็นแขกของบ้านใครกัน ? ตั้งแต่เสี่ยวเว่ยไปที่เมืองหลวงก็ไม่มีขบวนรถม้าอลังการเช่นนี้มาที่ฉือหลี่โกวอีกเลย !
“ท่านลุง ข้าเห็นคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันสุดท้าย เหมือนว่าเป็นพี่เขยของข้า !” เหลยหยู่ตาดี แค่มองออกไปก็เห็นร่างอันคุ้นตาบนรถม้าแล้ว
หลิวต้าซวนหรี่ตามอง หลังมองดีๆแล้วเขาก็มีดวงตาเบิกกว้างทันที “ใช่จริงๆด้วย ! ถ้าอย่างนั้น…เสี่ยวเว่ยก็กลับมาแล้ว ?”
เหลยหยู่รีบเตือน “จะเรียกเสี่ยวเว่ยตรงๆไม่ได้แล้ว ตอนนี้นางเป็นจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋อง…” ใครบอกว่าพี่รองหลินไม่คู่ควรกับพี่โม่หานกันเล่า ? จวิ้นจู่กับจอหงวน นับเป็นคู่ที่เหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก !
หลิวต้าซวนตบปากตัวเอง “เป็นจวิ้นจู่แห่งตำหนักหมินอ๋องจริงๆด้วย ดูความเปล่งประกายของขบวนรถม้าแล้วช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ! คนที่ขี่ม้าขนาบสองข้างนั้นคงไม่ใช่องครักษ์ตำหนักอ๋องหรอกกระมัง ? สวรรค์ มีตั้งสิบกว่าคน ! เวลาฮ่องเต้กับองค์ชายหรือองค์หญิงทั้งหลายออกเดินทางก็คงประมาณนี้ใช่หรือไม่ ?”
ทันใดนั้นขบวนรถม้าก็หยุดลง ก่อนที่ร่างเพรียวบางของใครบางคนจะกระโดดลงจากรถม้า…ที่แท้หลินเว่ยเว่ยก็เห็นพวกเขาแล้ว
หลินเว่ยเว่ยพาหยาเอ๋อร์วิ่งเข้ามาหาพวกเขา ก่อนจะกระโดดขึ้นรถม้าของหลิวต้าซวนอย่างคนที่ทำจนเคยชิน “ลุงต้าซวน ไม่ได้เจอกันนานเลย ท่านกับป้ากุ้ยฮวาสบายดีหรือไม่ ?” ส่วนรถม้าอีกคัน หยาเอ๋อร์และเหลยหยู่สองพี่น้องก็เริ่มสนทนากันแล้ว
คำเรียก ‘ลุงต้าซวน’ ที่ฟังดูสนิทสนมนี้ทำให้ความตึงเครียดและความคิดมากในใจของหลิวต้าซวนหายไปทันที เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “สบายดีทุกคน สบายดีทุกคนนั่นแหละ ! ป้าของเจ้าดูแลโรงงานแปรรูป ทำงานแต่ละวันแบบมีความสุขสุดๆ ปีก่อนเมล็ดทานตะวันหลากหลายรสชาติของพวกเราได้รับความนิยมมาก ร้านขายเมล็ดถั่วคั่วที่อยู่รอบเมืองหรืออำเภอเราต่างมาซื้อของถึงในหมู่บ้าน ! พอสรุปบัญชีตอนสิ้นปีแล้วแทบทุกบ้านมีรายได้เกือบ100ตำลึง !”
“ส่วนเนื้อแผ่นกับผลไม้อบแห้งของบ้านเจ้า เสี่ยวเฉียงเป็นคนดูแล หมู่บ้านเรากับหมู่บ้านใกล้เคียงพากันเลี้ยงหมูบ้านละหลายตัว เจ้าไม่ต้องกลัวว่าเนื้อแผ่นจะขาดวัตถุดิบ ส่วนกระต่ายที่หลังบ้านของเจ้า เสี่ยวร่างพาโก่วเชิ่งเอ๋อร์และมู่เกินเอ๋อร์มาช่วยกันเลี้ยงได้ดีเชียวล่ะ ! ส่วนโรงงานทอผ้าไหมของพี่สาวเจ้าก็มีช่างทอผ้าเพิ่มอีกหลายคน หนอนไหมที่เลี้ยงในปีนี้จึงมีเยอะขึ้นเป็นเท่าตัว !”
จากคำพูดของลุงต้าซวน หลินเว่ยเว่ยจึงได้รู้ว่าแม้ตัวนางไม่ได้อยู่ที่ฉือหลี่โกว แต่กิจการทั้งหมดของครอบครัวก็ยังดำเนินต่อไป ก่อนนางหวงจะถูกรับไปที่เมืองหลวง เดิมทีก็คิดว่าจะหยุดกิจการเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้ง แต่พวกป้าๆสองสามคนที่จ้างมาทำงานล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน ถ้าหยุดกิจการ ชีวิตของพวกนางก็จะมีผลกระทบตามไปด้วย หลังจากลองครุ่นคิดแล้ว นางหวงก็สอนสูตรทำเนื้อแผ่นและกระต่ายเส้นให้บุตรสาวคนโต จึงรักษากิจการในบ้านไว้ได้
ระหว่างสนทนากัน ขบวนรถม้าก็ขับเข้ามาถึงหน้าหมู่บ้านฉือหลี่โกว พวกเด็กน้อยจอมซนที่เล่นกันอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านก็เห็นรถม้าขบวนใหญ่เข้ามา จึงมาห้อมล้อมอย่างไม่กลัวคนแปลกหน้า มู่เกินเอ๋อร์ถือตะกร้าหญ้าสดใบเขียว ขณะก้าวเข้าไปถามด้วยความใจกล้า “พวกท่านมาจากไหน แล้วมาหาใคร ?”
“มู่เกินเอ๋อร์ ! โก่วเชิ่งเอ๋อร์ ! เสี่ยวหนี่ชิว เสี่ยวถู่โต้ว…” เจ้าหนูน้อยกระโดดลงจากรถม้า ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหาบรรดาสหาย
“อ้าว ! เอ้อร์ฮว๋ากลับมาแล้ว ! ยังมีหลินซิ่วไฉ…น้าหวงกับน้าเฝิงก็กลับมาด้วย !!” กลุ่มถั่วงอกน้อยเข้ามาล้อมรอบนางหวงและเจ้าหนูน้อยเอาไว้พลางพูดทักทายด้วยความดีใจ
วังตงเฉียงสายตาดีจึงเห็นหลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากรถม้าคันหลังสุด เขารีบตะโกนว่า “พี่รองหลิน ! เป็นพี่รองหลิน ! พี่รองหลินกลับมาแล้ว !!”
เขาวิ่งเข้าไปประจบหลินเว่ยเว่ยเป็นคนแรก “พี่รองหลิน ท่านไปตั้งครึ่งปี ข้าคิดถึงท่านจะตายอยู่แล้ว !!”
เจ้าหนูน้อยใช้ไหล่กระแทกเขาพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “คิดถึงพี่รองของข้า หรือคิดถึงขนมฝีมือพี่รองกันแน่?”
“ออกไปเลย ! ข้าต้องคิดถึงพี่รองหลินอยู่แล้ว ! อยากกินขนม ข้าไม่มีปัญญาหาซื้อที่เขตหรือไร ?” วังตงเฉียงใช้แขนรัดคอเจ้าหนูน้อยเบาๆ “เอ้อร์ฮว๋า เจ้าเป็นสหายคนเดียวในกลุ่มที่เคยไปเยือนเมืองหลวง รีบเล่ามาเลยว่าเมืองหลวงมีหน้าตาเป็นอย่างไร ? ใหญ่มากหรือไม่ ? คนเยอะหรือเปล่า…”
ตอนรถม้ามาหยุดที่หน้าบ้านสกุลหลิน ผู้ใหญ่บ้านและพวกชาวบ้านที่ได้ทราบข่าวก็พากันมาต้อนรับและทักทายพวกนางอย่างสนิทสนม
ประตูบ้านตระกูลหลินถูกเปิดออก พี่สาวคนโตเดินออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นแม่ทัพหลินกำลังจะผลักประตูเข้ามา นางก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วผ่านไปไม่นานก็จำเขาได้จากคิ้วที่แสนคุ้นตา “ท่านพ่อ ? เป็นท่านพ่อหรือเจ้าคะ ?”
หลินจื่อเหยียนเขียนจดหมายมาให้ที่บ้านแล้ว บอกว่าเขาตามหาบิดาเจอ เพราะไม่อย่างนั้นแม่ทัพหลินที่มีหนวดเคราเต็มหน้าเช่นนี้ พี่ใหญ่ก็คงไม่กล้ายอมรับว่าเป็นบิดาตัวเอง !
“เฉียงเอ๋อร์ เป็นพ่อเอง ! พ่อกลับมาแล้ว !!” แม่ทัพหลินฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ…บุตรสาวเหมือนกัน แต่เจ้ารองไม่อ่อนโยนและช่างเอาใจเหมือนบุตรสาวคนโตเลย
ตอนที่แม่ทัพหลินหายตัวไป หลินเฉียงเอ๋อร์อายุใกล้ครบ10ขวบแล้ว เมื่อนำร่างสูงสง่าในความทรงจำมาซ้อนทับกับชายเคราหนาตรงเบื้องหน้าแล้ว นางก็ตาแดงก่ำขึ้นมาทันที “ท่านพ่อ ท่านยังมีชีวิตอยู่…วิเศษเหลือเกินเจ้าค่ะ !”
หลินเว่ยเว่ยเบียดเข้ามา เมื่อเห็นดวงตาสีเหมือนตากระต่ายของพี่สาวแล้วนางก็แกล้งหยอกล้อว่า “ไอโหยว! เห็นข้ากลับมาแล้วตื้นตันขนาดนั้นเลยหรือ? มาสิ อ้อมกอดของพี่รอเจ้าอยู่เสมอ!”
“ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ เรียก ‘พี่’ กับใครกัน!” หลินเฉียงเอ๋อร์ถูกขัดจังหวะ ความซาบซึ้งใจจึงลดลงกว่าครึ่ง นางกลอกตาใส่หลินเว่ยเว่ยแรงๆ
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็อุ้มนางขึ้นมาแล้วตบแผ่นหลังของนาง ก่อนจะพูดด้วยใจจริง “ลำบากเจ้าแล้ว!”
หลินเฉียงเอ๋อร์ร้องด้วยความเจ็บปวดและรีบผลักน้องสาวออกทันที “เจ้าแรงเยอะขนาดไหน ยังไม่รู้ตัวอีกหรือ ? นี่เจ้ากำลังขอบคุณหรือฆ่ากันแน่ ?”
นางเฝิงคอยเตือนอยู่ด้านข้าง “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าเบามือหน่อย พี่สาวแต่งงานได้ครึ่งปีแล้ว ถ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ เจ้าอาจทำให้หลานหลุดออกมาได้ !”
หลินเว่ยเว่ยตาโตทันที “ว่าอย่างไรนะ ? พี่ใหญ่ เจ้าท้องหรือ ?”
“ใครท้อง ? ไม่มีเรื่องนี้สักหน่อย อย่างพูดจาเหลวไหล !!” หลินเฉียงเอ๋อร์อายจนหน้าแดงแล้วผลักหลินเว่ยเว่ยอีกรอบ ตอนนี้นางต้องดูแลกิจการสองอย่าง งานยุ่งจนไม่มีเวลาว่างกินข้าวด้วยซ้ำแล้วจะเอาเรื่องลูกมาจากที่ใด ? นางปรึกษากับหนอนหนังสือที่บ้านแล้วว่าอีกสองปีค่อยมีลูก อย่างน้อยก็รอให้โรงงานทอผ้ามั่นคงแล้วค่อยคิดเรื่องอื่นอีกที
ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังสนทนากับแม่ทัพหลินก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ของอีกฝ่าย จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “หย่งอวี้ บ้านพวกเจ้าจะพักกันพอหรือ ?”
ยังไม่ทันรอให้แม่ทัพหลินได้พูดอะไร หลิวต้าซวนก็พูดขึ้นมาว่า “ที่พักไม่พอก็ยังมีพวกพ้องอย่างพวกเราอยู่ไม่ใช่หรือ ? บ้านข้าสร้างเสร็จแล้ว ปล่อยให้สีแห้งมาหลายเดือนแล้วยังไม่ได้ย้ายเข้าอยู่เลย…ในหมู่บ้านก็มีหลายคนที่สร้างบ้านหลังใหม่ วางใจได้ อย่างไรก็มีที่ให้อยู่แน่นอน !” พวกชาวบ้านก็พากันเอ่ยสนับสนุน
ตอนที่ 596: ฮ่าฮ่า ได้เข้าห้องนอนแล้ว !
แม่ทัพหลินกำหมัดคารวะ “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่เกรงใจสหายทั้งหลายแล้ว ! ข้านำของเล็กๆน้อยๆจากเมืองหลวงมาฝากทุกท่าน เพื่อขอบคุณที่พวกท่านช่วยเหลือภรรยาของข้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ !”
ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยความละอายใจ “ไม่กล้ารับ ไม่กล้ารับหรอก ! พูดแล้วก็ละอาย นางหนูรองของบ้านเจ้าเป็นคนช่วยเหลือหมู่บ้านเราไว้มากกว่า หากไม่มีนางแล้ว พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะผ่านพ้นปีแห่งภัยพิบัตินั้นมาได้หรือไม่ !”
พ่อซัวถัวพุ่งเข้ามา ก่อนจะมองความเปล่งประกายที่ไม่เหมือนคนปกติของแม่ทัพหลินแล้วถามด้วยความตื่นเต้นว่า “พ่อเอ้อร์ฮว๋า ได้ยินซัวถัวบอกว่าหลายปีนี้ท่านไปเข้าร่วมกับกองทัพและได้เป็นถึงแม่ทัพ แม่ทัพคงเป็นตำแหน่งที่ใหญ่มากใช่หรือไม่ ?”
คราวก่อนแม่ทัพกัวเป็นคนนำทัพมาช่วยพวกตนไว้ ชาวบ้านในฉือหลี่โกวจึงรู้สึกชื่นชมคนในตำแหน่งแม่ทัพอย่างอธิบายไม่ถูก พอได้ยินว่าหลินหย่งอวี้เป็นแม่ทัพ แต่ละคนก็แห่เข้ามาแสดงความดีใจ มีท่านป้าบางคนรู้สึกว่าในที่สุดนางหวงก็ได้หลุดจากความทุกข์ บุตรชายบุตรสาวก็รักดีกันทั้งนั้น แม้แต่สามีที่หายตัวไปหลายปีก็ยังได้เป็นขุนนางใหญ่ !
หลิวต้าซวนมองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้หญิงในหมู่บ้าน แล้วอดไม่ได้ที่จะถามว่า “หย่ง…แม่ทัพหลิน เหตุใดเสี่ยวเว่ยจึงกลายเป็นบุตรสาวของตำหนักหมินอ๋องไปได้ ?”
แม่ทัพหลินหันไปมองสหายเก่าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่หลิว ท่านเรียกหย่งอวี้เถิด ! เจ้ารอง นาง…” ต่อจากนั้นแม่ทัพหลินก็นำเรื่องที่ฮ่องเต้และเจียงโม่หานแต่งขึ้นมาอธิบายให้ทุกคนฟัง
พ่อซัวถัวตกใจจนอ้าปากค้างทันที “บุตรสาวของท่านอ๋อง อย่างนั้นก็ไม่ใช่จวิ้นจู่หรอกหรือ ?”
“ท่านพ่อ เป็นองค์หญิงต่างหาก ! นายหญิงช่วยชีวิตฝ่าบาทและองค์รัชทายาทจึงถูกแต่งตั้งเป็น ‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ และยังมีที่ดินศักดินาด้วย !” ซัวถัวกำลังย้ายสัมภาระลงจากรถม้า ขณะเดินผ่านบิดาตัวเอง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
สวรรค์…หมู่บ้านฉือหลี่โกวที่อยู่ในหุบเขาเล็กๆของพวกตน ถึงขั้นมีหงส์บินออกมาจากต้นอู๋ถง ! องค์หญิง…พวกเขาต้องไปคุกเข่าทำความเคารพองค์หญิงเว่ยเว่ยหรือเปล่า ?
ทางฝั่งหลินเว่ยเว่ยกำลังสนทนากับพี่สะใภ้ ป้าๆน้าๆ และผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้าน “องค์หญิงอะไรกัน ? อย่างไรข้าก็ยังเป็นนางหนูรองที่พวกท่านเห็นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนเรียกกันอย่างไร ตอนนี้ก็เรียกกันอย่างนั้น ใครกล้าแบ่งชนชั้นกับข้า ข้าจะโกรธ ! มา ข้าจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักสักหน่อย ท่านนี้คือหมู่เฟยของข้า พระองค์ร่างกายอ่อนแอและเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ข้าขอพาเข้าไปพักให้ห้องก่อน…”
“พระชายา ?” องค์หญิงสามัญชนอย่างหลินเว่ยเว่ยก็เป็นเหมือนที่พูด คือเติบโตขึ้นมาภายใต้เปลือกตาของทุกคน พวกนางจึงไม่ได้กลัวอะไรมาก แต่ฝูเหรินที่ดูสูงส่งตรงเบื้องหน้าท่านนี้กลับทำให้พวกนางรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
ป้ากุ้ยฮวาพูดติดขัด “ระ…รีบพาแม่…หมู่เฟยของเจ้าเข้าไปเถิด พวกเรา…หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ !”
“พวกท่านกลับบ้านกันดีๆ หากมีเวลาว่างแล้วข้าจะไปเยี่ยมพวกท่านที่บ้าน เราจะได้มาคุยกันต่อ !” หลังส่งพวกนางออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ราวกับว่าเหนื่อยมากอย่างไรอย่างนั้น
ต่อจากนั้นหมินหวางเฟยก็ถูกนางประคองเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นท่าทางดังกล่าวของลูกสะใภ้แล้ว พระนางก็อดแย้มโอษฐ์ออกมาไม่ได้ “ด้วยฐานะในเวลานี้ของเจ้า ไม่จำเป็นต้องไปสนทนากับพวกนางเลย ? ดูเถิดว่ามันยากขนาดไหนสำหรับเจ้า !”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะฮ่าฮ่า “ป้าๆพี่ๆพวกนี้ เมื่อก่อนคอยให้ความช่วยเหลือครอบครัวลูกเสมอเพคะ โดยเฉพาะป้ากุ้ยฮวา นางเป็นคนมีน้ำใจมาก ! ใครต่างก็บอกว่าญาติที่อยู่ห่างไกล อย่างไรก็สู้เพื่อนบ้านชิดใกล้ไม่ได้ ต่อไปพี่ใหญ่ยังต้องดูแลโรงงานทอผ้าที่นี่ต่อ แล้วยังมีกิจการเนื้อแผ่นในบ้านที่ยังต้องให้พวกนางช่วยเหลือ การพูดคุยเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยากเพคะ”
หมินหวางเฟยพยักดวงพักตร์แล้วหันไปสนใจบ้านที่เว่ยเอ๋อร์อยู่มาสิบกว่าปี บ้านหลังนี้ก่อด้วยดินและไม้ ปีกทั้งสองฝั่งมีสองห้องเล็ก นอกจากหลังคาจะปูกระเบื้องแล้วกำแพงทั้งหมดก็ถูกก่อขึ้นมาด้วยดิน…เมื่อหันไปมองบ้านหลังข้างๆ ก็สร้างจากดินเหมือนกัน นางจึงรู้สึกปวดหทัยขึ้นมาทันที ‘ลูกชายคนเล็กและลูกสะใภ้ต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ขนาดนี้ ! เรือนของนางกำนัลยังดีกว่าหลายเท่า !’
ก่อนออกเรือน หมินหวางเฟยเป็นบุตรของครอบครัวใหญ่ทางตอนเหนือ เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีฐานะคู่ควรกับหมินอ๋อง หลังจากสามีและฮ่องเต้หยวนชิงสถาปนาราชวงศ์สำเร็จแล้วก็ถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องและได้จวนขุนนางเก่าที่ดีที่สุดในเมืองหลวงเป็นของรางวัลพระราชทาน ไฉนเลยจะเคยเห็นบ้านเช่นนี้มาก่อน ?
แต่ภายในห้องเก็บกวาดไว้อย่างสะอาดสะอ้าน ทว่าผ้านวมและเสื่อบนเตียงเตาถูกนางหวงใช้จนเก่าแล้ว สาวใช้และนางกำนัลตำหนักหมินอ๋องจึงนำผ้าห่มและผ้าปูใหม่เอี่ยมมาปูแทนของเดิม โต๊ะที่เป็นสีเทาก็ถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะผืนใหม่เช่นกัน
หมินหวางเฟยประทับบนเตียงเตาที่ไม่ได้ใช้งานมานานพลางตรัสกับพวกนางกำนัลว่า “พอแล้ว ไม่ต้องจุกจิกจู้จี้ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ! หลานเอ๋อร์ เจี๋ยเอ๋อร์ พวกเจ้าก็หยุดทำงานกันได้แล้ว มานั่งพักเถิด”
หลินเว่ยเว่ยชงน้ำชามาให้พวกนางและหยิบเนื้อหมูป่าแผ่นกับกระต่ายเส้นจากห้องครัวมาด้วยอีกเล็กน้อย “หมู่เฟย ท่านแม่ ท่านแม่สามี พวกท่านพักกันอยู่ที่เตียงเตา ประเดี๋ยวลูกจะออกไปทำอาหารให้ !”
“ให้เหมยหยิงกับพวกสาวใช้ทำกันเถิด เจ้าเองก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว…” หมินหวางเฟยเห็นนางหนูคนนี้ไม่ยอมพักเลยตลอดทาง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ นางก็เป็นคนจัดการทั้งหมด แค่มองก็รู้สึกเป็นห่วงแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ฝีมือของเหมยหยิงจะสู้ลูกได้อย่างไรเพคะ ?”
เหมยหยิงยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง “ใช่ ใช่เพคะ ! แต่ถึงแม้ฝีมือของหม่อมฉันจะไม่ดี ทว่าก็พอจะมีคุณสมบัติเป็นลูกมือองค์หญิงได้อยู่กระมัง ?”
หลังจากเจ้าหนูน้อยไปทักทายเสี่ยวร่างแล้ว เด็กทั้งสองก็เลือกกระต่ายตัวอ้วนที่สุดของคอกหลังบ้านมาให้พวกนาง คนในหมู่บ้านยังเอาผักตามฤดูกาลมาให้อีก เมื่อรวมกับเนื้อหมูและซี่โครงหมูที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินแล้วหลินเว่ยเว่ยก็สามารถทำอาหารเย็นที่อุดมสมบูรณ์โต๊ะหนึ่งออกมาได้
เดิมทีหลินเว่ยเว่ยจะให้หมู่เฟยไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ของตระกูลหลิน ทว่าหมินหวางเฟยยืนกรานจะอยู่บ้านหลังข้างๆกับนางเฝิง…พระนางอยากสัมผัสบรรยากาศที่บุตรชายเติบโตมาและฟังนางเฝิงพูดถึงเรื่องของบุตรชายด้วย
หลินเว่ยเว่ยจึงให้สาวใช้และนางกำนัลของตำหนักหมินอ๋อง รวมถึงลูกน้องแม่ทัพหลินกับองครักษ์ตำหนักหมินอ๋องไปพักอยู่ที่บ้านหลังใหม่ของผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าจะเบียดกันหน่อยแต่ก็พออยู่กันได้ !
หลังดูแลเรื่องของหมินหวางเฟยเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เดินกลับมาพักบ้านสกุลหลินหลังข้างๆด้วยความเคยชิน แต่โดนเจียงโม่หานจับไว้ก่อน “จะไปไหน ? เจ้าคงไม่ได้ลืมหรอกว่าตัวเองแต่งงานแล้ว ? แต่งตามสามี เจ้าพูดมาสิว่าควรจะอยู่บ้านไหน ?”
หลินเว่ยเว่ยแสร้งดึงใบหูตัวเอง “บัณฑิตน้อย เจ้าว่าอะไรนะ ? ใครตามใคร ?”
“ข้าตามเจ้า พอใจหรือยัง?” เจียงโม่หานใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากของนาง “น้ำต้มเสร็จแล้ว เจ้าไปอาบน้ำเถิด!”
มีสาวใช้ตามมาด้วยก็ดีแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองทุกอย่าง หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็มานอนกลิ้งไปมาบนเตียงของเจียงโม่หาน…เมื่อก่อนตอนมาที่ห้องของบัณฑิตน้อย นางแค่ยกชาหรือไม่ก็ยกอาหารมาให้เท่านั้น เหมือนว่าการมาพักในห้องแบบนี้เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก ฮ่าฮ่า! ต่อไปที่นี่ก็จะเป็นรังของนางแล้ว!!
เจียงโม่หานบีบจมูกน้อยๆของนาง “รู้ไหมว่าท่าทางซุกซนของเจ้าเหมือนใครกัน ? เหมือนเจ้าดำไม่มีผิด ! จริงสิ เจ้าคิดจะจัดการพวกสัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัวนั้นอย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด แม้จะทำใจไม่ได้สักเท่าไร แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ “เจ้าดำเป็นหมาป่าไม่ใช่หมาบ้าน ข้าอยากให้มันกลับเข้าฝูงหมาป่าเหมือนเดิม ส่วนต้าจิน ข้าเห็นมันใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาอย่างมีความสุขดีและยังขู่ไม่ให้พวกนกประเภทต่างๆออกมาทำลายพืชผลและหนอนไหมของพี่ใหญ่ จึงจะให้มันอยู่ที่นี่ตามเดิม ส่วนเจ้าหงส์แดงไปกับข้า เวลาเบื่อก็เอามาเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ ! เจ้าคิดว่าอย่างไร ?”
ตอนที่ 597: อย่าลงมือกับ คนกันเอง
“เจ้าจัดการได้ดีมาก ! พรุ่งนี้เจ้าจะขึ้นเขาหรือเปล่า ?” เจียงโม่หานถอดเสื้อชั้นนอกออกแล้วล้มตัวลงนอนข้างหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยกลิ้งเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขาด้วยความเคยชิน “อืม ข้าจะไปดูพวกเจ้าเทาแล้วก็จะได้บอกลามันด้วย ! จากนั้นค่อยดูว่ามีของป่าอะไร จะได้เอากลับมาให้หมู่เฟยลองชิม !”
ต่อจากนั้นสองสามีภรรยาก็หลับตาลงพร้อมกัน เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึง หลินเว่ยเว่ยก็เดินทางขึ้นเขาแล้ว แม่ทัพหลินไม่วางใจให้บุตรสาวไปคนเดียวจึงบอกว่าจะตามไปด้วย ส่วนเจ้าตัวหนอนที่คอยคลานตามก้นอย่างเจ้าหนูน้อยก็ก่อเรื่องให้หลินเว่ยเว่ยปวดหัว ท้ายที่สุดจึงต้องพาเขาไปด้วย เจ้าหนูน้อยเดินไปได้แค่ครึ่งทางก็ตามไม่ทันคนอื่นแล้ว แม่ทัพหลินจึงแบกเขาขึ้นหลังแล้วเดินต่อไปด้านหน้าอย่างทรงพลัง
เจ้าหนูน้อยจดจำใบหน้าบิดาไม่ได้แล้ว สำหรับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของบิดา นอกจากความสงสัยก็ยังมีความหวาดระแวงอยู่บางส่วน เขากลัวว่าการปรากฏตัวของบิดาจะทำให้ครอบครัวเลวร้ายลง เจ้าหนูน้อยจึงไม่ค่อยเข้าใกล้บิดาสักเท่าไร แต่ยังสนิทสนมกับหลินเว่ยเว่ยเหมือนเดิม
“เอ่อ คือ…ท่านวางข้าลงเถิด ข้ายังเดินไหว !” เจ้าหนูน้อยอยู่บนแผ่นหลังที่กว้างของแม่ทัพหลิน เขาจึงรู้สึกเขินเล็กน้อย ที่แท้ความรู้สึกของการโดนบิดาแบกขึ้นหลังก็เป็นแบบนี้เอง…รู้สึกปลอดภัยและมีพลังมากๆ ไหล่ของท่านพ่อเหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่สามารถแบกรับได้ทุกสิ่ง !
แม่ทัพหลินพูดอย่างอารมณ์ดี “เมื่อก่อนพ่อเคยแบกพี่สาวทั้งสองและพี่ชายของเจ้ามาก่อนแล้ว มีแค่เจ้าสี่ที่ยังไม่เคยแบก เจ้าก็ให้พ่อแบกเพื่อดื่มด่ำความเป็นบิดาอีกหน่อยเถิด !”
พอเจ้าหนูน้อยได้ยินแบบนั้นก็เอามือกอดคอเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกังวลว่า “ท่านพ่อ ประเดี๋ยวท่านคงไม่หายตัวไปดื้อๆอีกใช่หรือไม่ ? ท่านไม่ต้องการพวกเราหรือเปล่า ? ตอนอยู่เมืองหลวงข้าได้ยินพวกเขาบอกว่าคนเป็นขุนนางใหญ่ต้องมีอนุ พอมีอนุแล้วก็จะไม่ชอบภรรยาเอกและบุตรของภรรยาเอก แถมอนุยังจะทำร้ายบุตรของภรรยาเอกด้วย…ท่านพ่อ อนุไม่ใช่เรื่องดี ท่านไม่มีอนุได้ไหมขอรับ ?”
“ไม่มี ! นอกจากแม่เจ้าแล้ว พ่อจะไม่มีใครอีก ! เจ้าพูดถูก อนุไม่ใช่เรื่องดี บ้านเจ้าจะมีเรื่องแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด !” แม่ทัพหลินตบก้นเจ้าตัวน้อยแล้วหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดด้วยความจริงจัง “เอาเถิด ข้าจะยอมรับท่านเป็นบิดาชั่วคราวก็แล้วกัน! แต่หากท่านผิดคำพูดและทำให้ท่านแม่เสียใจ ข้าจะพาท่านแม่ไปอยู่ด้วย แล้วข้าจะดูแลท่านแม่เอง !”
หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะเขา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มีข้ากับพี่ชายของเจ้าอยู่ ไม่ต้องให้เจ้ามาดูแลท่านแม่จนแก่หรอก ! ถ้าเขาทำให้ท่านแม่เสียใจ เราไม่ต้องยอมรับเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว !”
“แบบนั้นพ่อไม่ต้องกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรหรอกหรือ ? พ่อบอกไปแล้วว่าไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อแม่ของพวกเจ้า เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ยอมเชื่อ ? หรือพ่อมีใบหน้าไม่น่าเชื่อถือ ?” แม่ทัพหลินใช้มือจับก้นลูกชายไว้ข้างหนึ่งแล้วใช้อีกข้างลูบใบหน้าตัวเอง
เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคัก “ท่านพ่อ รู้หรือไม่ว่าท่านเหมือนอะไร ? ท่านเหมือนโจรที่ในตำราเอ่ยถึง ดูไม่เหมือนคนดีสักเท่าไร !”
“ทำไมหรือ ? มีแค่คนหน้าตาอย่างพี่เขยรองของเจ้าเท่านั้นที่ดูเหมือนคนดี ? เจ้าสี่ เหตุใดเจ้าถึงตัดสินคนที่หน้าตา ?” แม่ทัพหลินตบก้นบุตรชาย
สองพ่อลูกสนทนากันได้ไม่นานก็มาถึงเขตป่าสนแดงแล้ว ทันใดนั้นแม่ทัพหลินก็หยุดฝีเท้าพลางหันมองสำรวจรอบๆ แล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “อย่าไปข้างหน้าต่อ ที่นี่เป็นเขตของพวกหมาป่า พวกเราต้องเดินอ้อม !”
เจ้าดำก็ตามขึ้นเขามาด้วย เมื่อก่อนมันขึ้นเขาทีไรก็จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตลอด แต่วันนี้กลับคอยเดินอยู่ข้างๆหลินเว่ยเว่ย…ไม่ได้พบเจ้านายมานานมาก มันแทบทำตัวติดกับนางตลอดเวลา
“โฮ่ว…” จู่ๆ เจ้าดำก็หอนเสียงหมาป่า ทำให้แม่ทัพหลินตกใจทันที เขายังเข้าใจผิดว่ามีหมาป่าเข้ามาประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว ขณะมองเจ้าดำแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว “เหตุใดเสียงหอนของเจ้าหมาตัวนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้ ?”
ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงหอนของหมาป่ายาวๆ คล้ายกำลังขานรับเสียงของเจ้าดำ แม่ทัพหลินจ้องป่าบริเวณใกล้ตัวทันทีและพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ที่นี่ไม่ปลอดภัย”
โฮ่ว…
เสียงเขายังไม่ทันเงียบลงก็มีร่างขนาดยักษ์สีเทาพุ่งเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ยด้วยความเร็วแสง แม่ทัพหลินรีบเข้าไปขวางหน้าบุตรสาวและยกเท้าถีบไปที่ร่างนั้น
จ่าฝูงหมาป่าเจ้าเทาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของแม่ทัพหลิน อุ้งเท้าหน้ายันพื้น ขาหลังก็ออกแรงยึดติดกับพื้น ปากแยกออกเป็นทางยาวและเผยให้เห็นคมเขี้ยวขาวสะอาดของมัน…
“หยุด !” ก่อนที่สงครามจะเริ่ม หลินเว่ยเว่ยก็เข้าไปขวางระหว่างมนุษย์กับหมาป่าเอาไว้ “อย่าลงมือกับคนกันเอง !”
เจ้าหนูน้อยลงจากหลังแม่ทัพหลินแล้ววิ่งเข้าไปหาหมาป่าตัวสูงกว่าคน เขามองแม่ทัพหลินพร้อมหัวเราะออกมา “ท่านพ่อ ขอแนะนำอย่างทรงเกียรติ นี่คือเจ้าเทา เป็นจ่าฝูงหมาป่า !”
เจ้าดำก็วิ่งเข้าไปด้วย มันเดินวนรอบตัวเจ้าเทาด้วยความดีใจ แม่ทัพหลินเพิ่งรู้สึกผ่อนคลายก็เห็นว่าโดยรอบมีหมาป่าหลายสิบตัวมาล้อมพวกเขาเอาไว้แล้ว เขามองฝูงหมาป่าด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร
หมาป่าสีเทาตัวหนึ่ง (ต้าเหล่าฮุย) เข้ามาเดินวนรอบตัวหลินเว่ยเว่ยด้วยความประจบสอพลอ เจ้าเทาจึงอ้าปากจะเข้ามากัดมัน…ข้ายังไม่ทันได้กินน้ำ แล้วจะไปถึงตาเจ้าได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยหยิบหม้อกระเบื้องที่แตกออกมา เทน้ำใส่ด้านในแล้วนำไปวางตรงเบื้องหน้าเจ้าเทาที่มองนางด้วยความภาคภูมิใจแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มกินอย่างสง่างาม ทว่าท่าทางเลียกินน้ำดูรีบร้อนไปหน่อย แม้ต้าเหล่าฮุยใจร้อนแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาท้าทายจ่าฝูงหมาป่า
เจ้าเทากินน้ำในหม้อไปครึ่งหนึ่งก็ถอยออกมา มันหันไปมองหมาป่าตัวเมียร่างเล็กกว่าด้วยสายตาค่อนข้างอบอุ่น หมาป่าตัวเมียจึงเดินเข้ามาใช้ตัวถูไถมันแล้วเลียกินน้ำที่อยู่ในหม้อจนหมด
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปเทน้ำพุวิญญาณลงในหม้ออีกรอบ แล้วหันไปถามเจ้าเทาด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเทา นี่คือฮองเฮาของเจ้าหรือ ? ตัวใหญ่ใช้ได้ ! คาดไม่ถึงว่าเจ้าเทาของพวกเราก็มีภรรยากับเขาด้วย !”
เจ้าเทาเหลือบมองเจียงโม่หานที่อยู่ข้างๆ คล้ายกำลังบอกว่า ‘เจ้าไก่อ่อนนี่ยังมีภรรยาได้ แล้วข้าจะต้องอยู่รั้งท้ายเขาหรือ ?’
หลังบอกลาเจ้าเทาแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังไปที่ฝูงหมูป่าอีกรอบ เมื่อสองปีก่อนนางล่าหมูป่าโตเต็มวัยมาเกือบหมดและทิ้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้เพียงสองสามตัว หมูป่ายังถือว่าขยายพันธุ์ค่อนข้างไว เพิ่มจำนวนมาถึง20กว่าตัวแล้ว
หลินเว่ยเว่ยทำให้หมูป่าตัวอ้วนที่สุดสลบแล้วแบกมันลงจากภูเขา ขณะมองหมูป่าหนักหลายร้อยชั่ง นอกจากอึ้งงันแล้ว แม่ทัพหลินก็ยังรู้สึกอิจฉาด้วย ‘ถ้าพละกำลังนี้มาอยู่ที่ตัวเอง เขาก็จะต้องเป็น ‘เทพสงคราม’ อันดับสองแห่งสนามรบแน่นอน !’
ระหว่างทางลงเขายังเจอฝูงกวางอีกด้วย แม่ทัพหลินใช้ธนูยิงได้หนึ่งตัว จากนั้นก็แบกมันขึ้นไหล่…เรื่องล่าสัตว์ เขาเองก็เป็นมืออาชีพเช่นกัน !
สองพ่อลูกแบกสัตว์ที่ล่ามาได้เดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนเจียงโม่หานจับมือเจ้าหนูน้อยอยู่ด้านหลัง เมื่อเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านก็มีชาวบ้านบางคนเห็นพวกเขาจึงหัวเราะแล้วพูดกับสหายว่า “ตอนนางหนูรองไม่อยู่ ข้ารู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป ที่แท้ก็ขาดซากสัตว์ที่นางไปล่ามาจากบนเขานี่เอง !”
“ยังเรียกนางหนูรองอีก ? ตอนนี้นางเป็นถึงองค์หญิงแล้ว ! ไม่กลัวองค์หญิงจะสั่งตัดหัวเจ้าหรือ ?” ชาวบ้านอีกคนพูดหยอก
ชาวบ้านพูดด้วยรอยยิ้ม “นางหนูรองบอกแล้วว่าให้เรียกนางเหมือนเมื่อก่อน เจ้าคิดว่าสองพ่อลูกคู่นี้เก่งกันขนาดไหน คนหนึ่งคือแม่ทัพที่ออกศึกมาหลายปี อีกคนเป็นบุตรสาวเทพสงครามหมินอ๋อง ฮึ ฮึ ! หากข้าเล่าเรื่องนี้ออกไป คนอื่นต้องคิดว่าข้ากำลังคุยโวอยู่แน่ !”
ตอนที่ 598: ถุยถุย เจ้าช่างปากเสีย!
ชาวบ้านอีกคนพูดว่า “ตอนนั้นสหายหลินก็ล่าสัตว์เก่งอยู่แล้ว แม้จะไม่มีพละกำลังเหมือนนางหนูรอง แต่ข้าก็รู้สึกว่าเขามีวรยุทธ ไม่อย่างนั้นจะปกป้องภรรยาที่อ่อนแอและลูกๆในยุคสงครามที่วุ่นวายได้อย่างไร ? แล้วคนที่ถูกคัดไปเกณฑ์ทหารทุกปีเหล่านั้น เหตุใดไม่มีใครกลับมาพร้อมกับตำแหน่งแม่ทัพเหมือนเขาเล่า?”
…...
ช่วงห้าวันที่พวกหลินเว่ยเว่ยอยู่ในฉือหลี่โกว นายอำเภอหวางแห่งอำเภอเป่าชิง , ปลัดอำเภอ , ผู้ดููแลเอกสารและตราประทับ , เจ้าหน้าที่ดูแลราษฎรเขตเริ่นอัน , เจ้าหน้าที่ดูแลหมู่บ้านฉือหลี่โกวและยังมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้แสดงหาความก้าวหน้าก็ล้วนพากันมาคารวะนายท่านจอหงวนหนุ่มอย่างเจียงโม่หาน…อ้อ ตอนนี้เป็นใต้เท้านายอำเภอหนิงซีไปแล้ว
แม้เจียงโม่หานและนายอำเภอหวางจะมีตำแหน่งเหมือนกัน แต่เจียงโม่หานเป็นขุนนางขั้น6 ซึ่งมีขั้นสูงกว่านายอำเภอหวางถึง2ขั้น กอปรกับที่หลินเว่ยเว่ยเป็นองค์หญิงที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งและยังเป็นบุตรสาวตำหนักหมินอ๋อง จึงเป็นธรรมดาที่นายอำเภอหวางจะต้องมาทำความรู้จักเอาไว้
นายอำเภอหวางผู้นี้ถือว่าเป็นขุนนางตงฉินที่ทำเพื่อราษฎร เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยจึงดีกับสองสามีภรรยามากหน่อย
ภายในช่วงห้าวันนี้ เจียงโม่หานยังไปหาอาจารย์ฟ่านที่เขตเริ่นอัน ร่วมถึงอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ท่านอื่นของสำนักศึกษาด้วย อาจารย์ฟ่านกลัวว่าเขาโดนส่งไปทำงานในอำเภอห่างไกลแล้ว เขาจะรู้สึกไม่พอใจ จึงบอกว่าฮ่องเต้ต้องการฝึกฝนเขาและในอนาคตจะต้องเรียกใช้เขาอีกแน่นอน ขณะมองลูกศิษย์คนนี้แล้ว อาจารย์ฟ่านก็คิดว่าไม่ว่าจะเป็นจังหวะเวลาหรือโอกาส เขาก็ได้เปรียบไปเสียทุกอย่าง คุนเผิง.สยายปีก ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม !
ตอนที่พวกหลินเว่ยเว่ยจะเดินทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือต่อ บนท่าเรือก็เบียดเสียดไปด้วยผู้คนที่มาส่ง อย่างเช่น ชาวบ้านจากฉือหลี่โกว คนใหญ่คนโตในเขต เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอหรือแม้แต่อาเถียนก็ยังมาจากร้านหนิงจี้ที่หัวเมืองเพื่อมาส่งพวกนาง !
หลิวว่ายจื่อก็เข้าร่วมการเดินทางในครั้งนี้ด้วย ช่วงห้าวันนี้เขามาเสนอหน้าให้หลินเว่ยเว่ยเห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะกลัวว่านางมีลูกน้องคนอื่นแล้วจะลืมลูกน้องที่ทำงานเก่งอย่างเขาไป องค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นเสาหลักที่มั่นคง อย่างไรก็ต้องกอดไว้ให้แน่น !
หลิวว่ายจื่อก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง ไม่เพียงดูแลโกดังที่ท่าเรือได้อย่างดี แต่ร้านขายของขบเคี้ยวที่ฝูอันก็ทำออกมาได้อย่างมีระเบียบและยังเลี้ยงลูกน้องมากฝีมือไว้อีกด้วย แม้แต่ร้านไม่กี่หลังที่หลินเว่ยเว่ยสร้างไว้ที่ชายแดนเขตอวี้อัน เขาก็ดูแลเรื่องปล่อยเช่าและเก็บค่าเช่าเอง ตลาดการค้าข้ามเขตแดนที่เขตอวี้อันเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีก ร้านค้าที่หลินเว่ยเว่ยสร้างไว้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของตลาดการค้าข้ามเขตแดน ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการปล่อยเช่าและค่าเช่าที่ได้ยังสูงที่สุดในย่านด้วย !
ช่วงหนึ่งปีกว่าๆที่ผ่านมา เขายังขยันจดจำตัวอักษรจนสามารถใช้อักษรที่ใช้กันบ่อยในเวลานี้ได้อย่างชำนาญ ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าแม้เมื่อก่อนหลิวว่ายจื่อไม่ค่อยเอาไหน แต่ถือว่าเป็นคนฉลาดหรือแม้แต่ปราดเปรื่องเลยก็ว่าได้ ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยขาดลูกน้อง จึงจำเป็นต้องใช้คน !
หลิวเอ้อร์ล่ายมองเรือค่อยๆแล่นออกจากท่า หลิวว่ายจื่อได้ยกงานที่ดูแลให้เขาทั้งหมดแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานแทนพี่ว่ายจื่อ กลายเป็นผู้ดูแลงานต่างๆในเขตเริ่นอันของหลินเว่ยเว่ย ทว่าพี่ว่ายจื่อกลับได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลใหญ่ ตามนายหญิงไปทำงานใหญ่ที่อำเภอหนิงซี ! เขาเองก็อยากเป็นลูกน้องคนสนิทขององค์หญิงเว่ยเว่ยบ้าง มีนางคอยหนุนหลังก็อุ่นใจจะตาย !
หลิวว่ายจื่อเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน ภรรยาคือน้องสาวคนนั้นที่แม่ซัวถัวแนะนำ ภรรยาที่เขาแต่งด้วยเป็นคนเก่งแถมยังกตัญญูต่อย่าหลิว หน้าตาก็ดี…ต้องทราบก่อนว่าหลิวว่ายจื่อเป็นชายโสดที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดในละแวกนี้ คนที่ทำให้เขาชอบได้จะต้องมีคุณสมบัติไม่เลวอยู่แล้ว
หลินเว่ยเว่ยหยอกเขาว่า “อาว่ายจื่อ เหตุใดท่านถึงทำใจปล่อยให้อาสะใภ้อยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวได้ ?”
หลิวว่ายจื่อพูดด้วยรอยยิ้ม “เดินทางไกลเพื่อประสบความสำเร็จ ไฉนเลยยังติดอยู่กับความรู้สึกชายหญิงได้อีก…แต่ก็นะ ข้าคิดว่ารอให้ทุกอย่างที่โน้นเรียบร้อย แล้วค่อยรับท่านแม่กับภรรยาไปที่นั่น อย่างไรท่านแม่ก็รออุ้มหลานอยู่ !”
ต่อมา เขายังถามว่า “เรือบรรทุกสินค้าด้านหลังนั้นขนข้าวโพดไปมากมายเพื่ออะไร…นายหญิงคิดจะทำกิจการค้าธัญพืชด้วยหรือ ?”
“ไม่ใช่หรอก เมล็ดข้าวโพดพวกนั้นข้าคิดจะเอาไปปลูก ข้าได้ยินว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือทั้งแห้งแล้งและมีดินทรายมาก ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ ข้าคิดว่าจะลองปลูกเจ้าพวกนั้นก่อน ถ้ามันเหมาะกับสภาพอากาศทางโน้น เราก็จะทำการค้าเมล็ดข้าวโพดกัน แบบนั้นจะได้มีความหมายมากกว่า”
หลินเว่ยเว่ยคำนวณไว้แล้วว่าตอนไปถึงอำเภอหนิงซีก็น่าจะเข้ากลางเดือนเจ็ด ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีแดดจัด เมล็ดข้าวโพดในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณยังใช้เวลาสั้นๆในการปลูก อย่างไรปีนี้ก็น่าจะปลูกทัน !
เรือของทางราชการเดินทางต่อไปอีกสามวัน ก่อนจะเลี้ยวเข้าลำน้ำสายย่อย ลำน้ำค่อนข้างแคบ กระแสน้ำก็เชี่ยว เรือทางราชการจึงต้องเดินทางด้วยความเชื่องช้า หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานกำลังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่บนเรือ สองฟากฝั่งเขียวขจี หินขรุขระแปลกตามีให้เห็นอยู่เรื่อยไปและยังได้ยินเสียงนกแปลกๆร้องเป็นครั้งคราว
หลินเว่ยเว่ยพูดล้อเล่น “บัณฑิตน้อย ถ้าข้าเป็นโจรสลัดจะต้องเลือกทำเลแบบนี้ในการซุ่มโจมตีแน่นอน และพวกเราก็คือแกะตัวอ้วนของพวกโจรพอดี !”
เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “ปกติพวกโจรสลัดจะลงมือกับพวกพ่อค้าหรือไม่ก็เรือชาวบ้าน เรือทางราชการอย่างพวกเราไม่อยู่ในขอบข่ายของพวกมันหรอก เจ้าคงต้องผิดหวังแล้ว…”
เสียงของเขายังไม่ทันเงียบ เรือเร็วที่พรางตาไว้อย่างดีหลายสิบลำก็พุ่งเข้ามาที่เรือทางราชการ หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่เรือเร็วลำหน้าสุดแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “บัณฑิตน้อย เรื่องพวกนี้คงไม่ได้มาต้อนรับนายอำเภอคนใหม่อย่างเจ้าหรอกกระมัง ?”
เจียงโม่หานเผยแววตาเย็นชาขึ้นเล็กน้อย เขาดึงตัวหลินเว่ยเว่ยให้กลับเข้าไปในห้องโดยสาร “ระวัง ในมือพวกมันมีธนู”
หลินเว่ยเว่ยกลับเข้าไปในห้องโดยสารแล้วหยิบธนูสุริยันที่มีน้ำหนักกว่าหลายร้อยชั่งออกมา จากนั้นก็ง้าวเหนี่ยวคันศรเล็งเป้าไปยังโจรที่อยู่หน้าสุดพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา “พูดเหมือนคนอื่นไม่มีธนู !”
แม่ทัพหลินพาลูกน้องหลายคนที่มีอาวุธครบมือมายืนที่กาบเรือ เขาเห็นบุตรสาวเล็งธนูไปที่เรือลำหน้าสุดของพวกโจร จึงเอ่ยเตือนว่า “เว่ยเอ๋อร์ อย่าเพิ่งรีบร้อน อีกฝ่ายยังอยู่นอกระยะยิง…เอาเถิด ถือว่าพ่อไม่ได้พูดก็แล้วกัน!”
เพราะในขณะที่เขากำลังพูด หลินเว่ยเว่ยก็ยิงธนูออกไปแล้ว ธนูสุริยันเป็นธนูศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษหมินอ๋อง หากไม่มีแรงเท่าหินสิบก้อนก็ไม่อาจดึงคันศรได้ หมินอ๋องใช้งานไม่ไหวจึงได้แต่วางไว้เป็นของตกแต่งบ้านเท่านั้น
หลินเว่ยเว่ยมีพละกำลังมหาศาล หมินอ๋องจึงให้นางลองถือธนูนี้ นางสามารถง้าวคันศรออกมาได้อย่างสบายและยิงทะลุหินข้างสนามฝึกซ้อมด้วย ภายใต้ความดีพระทัย หมินอ๋องจึงยกธนูคันนี้ให้นาง ครั้งนี้นางก็เอามาด้วย แม้ว่าโจรจะอยู่นอกระยะยิง แต่หลินเว่ยเว่ยก็ยังยิงทะลุคนที่ยืนอยู่บนหัวเรือคนนั้น…ความแม่นยำนี้ แม้แต่ตัวเองก็ยังต้องชื่นชม !
“หัวหน้า !” คาดไม่ถึงว่าในระยะห่างหลายร้อยหมี่เช่นนี้ หัวหน้าใหญ่จะโดนคนยิงตาย “ทุกคนระวัง บนเรือมีนักยิงธนู ! พวกพี่น้องทั้งหลาย ลุย ! แก้แค้นให้หัวหน้าใหญ่ !”
เจียงโม่หานหูดีกว่าคนปกติ เขาก็คาดไม่ถึงว่าคนที่ภรรยายิงตายจะเป็นถึงหัวหน้าของโจรสลัด เมื่อเขามองขึ้นไปก็เห็นเพียงใบหน้าที่เคร่งขรึมของเด็กน้อย นางกำลังหยิบลูกธนูออกมาอีกสองดอกแล้ววางฟาดไว้บนธนูสุริยันพร้อมกัน คราวนี้นางไม่ได้เล็งไปที่โจรบนเรือ แต่เป็นลำเรือของอีกฝ่ายเลย…
หลินเว่ยเว่ยง้าวเหนี่ยวคันธนูจนสุดแล้วก็ปล่อยสายอย่างรวดเร็ว ลูกธนูสองดอกพุ่งทะลุอากาศจนเกิดเป็นเสียงหวีดร้องขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่สันท้องเรือด้านหน้าของอีกฝ่าย
[1] คุนเผิง คือปลาที่กลายเป็นนกในปรัชญาของจวงจื่อ หมายถึงผู้ยิ่งใหญ่
ตอนที่ 599: สหายเก่า เราต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกแล้ว
ได้ยินเพียงเสียงดัง ปัก เรือของอีกฝ่ายคล้ายแล่นมาโดนเข้ากับระเบิด โดนยิงทะลุสันท้องเรือด้านหน้าจนเป็นรูขนาดใหญ่และน้ำก็ไหลทะลักเข้าเรืออย่างรวดเร็ว
“เรือรั่ว ! รีบหาสิ่งใดมาอุดเร็ว เร็ว !!” รูใหญ่ขนาดเท่าท่อน้ำจะเอาสิ่งใดมาอุด ? ผ่านไปไม่นานเรือลำแรกก็ค่อยๆจมสู่ก้นแม่น้ำ
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มพลางหยิบลูกศรยิงเรืออีกฝ่ายต่อไป ผ่านไปไม่นานเรือโจรสลัดก็จมไปถึงเจ็ดแปดลำ หลินเว่ยเว่ยยังเอื้อมมือมาหยิบลูกศรอีก…แต่ในนั้นกลับว่างเปล่า ที่แท้ลูกศรที่นางนำมาก็ถูกใช้จนหมดแล้ว
ในเวลานี้เอง เรือของอีกฝ่ายได้เข้าสู่ระยะยิงตามปกติแล้ว องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องกลุ่มหนึ่งถือโล่ขึ้นป้องกัน ส่วนอีกกลุ่มก็ง้าวธนูยิง องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องคือทหารในกองทัพที่ถูกฝึกฝนมานับร้อยนับพันครั้งจึงเป็นธรรมดาที่ยิงธนูแม่นยำ พวกโจรสลัดล้วนโดนยิงกันถ้วนหน้า
เจียงโม่หานเห็นโจรสลัดกว่าครึ่งกระโดดลงจากเรือ จึงรีบพูดว่า “แย่แล้ว ! พวกมันคิดจะจมเรือเรา !”
หลินเว่ยเว่ยแย่งลูกธนูมาจากองครักษ์นายหนึ่งแล้วเล็งไปที่โจรในน้ำ นางอยากฉวยโอกาสตอนที่พวกโจรอยู่ใต้น้ำเพื่อเอาชีวิตพวกมัน ทว่าโจรพวกนี้ว่ายน้ำเก่ง หลังรอมาพักใหญ่แล้วสุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ
เจียงโม่หานเข้ามาอยู่ข้างหลังนางและเบียดตัวจนหน้าอกชนกับแผ่นหลังของนาง มือทั้งสองข้างก็โอบนางไว้จากทางด้านหลัง…นะ นะ นะ นี่…มันเวลาใด ยังจะทำตัวชิดใกล้แบบนี้ ? ดูไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง ?
“ตั้งใจหน่อย เล็งธนูไปทางที่ข้าบอก…” เสียงของเจียงโม่หานดังขึ้นข้างหูของนาง…เอาเถิด ถือว่านางคิดมากไปเอง !
บัณฑิตน้อยมีสายตาเฉียบคมมากจนหลินเว่ยเว่ยเคยสงสัยว่าเขาสายตายาว แต่การมองในระยะใกล้ก็ไม่ได้มีปัญหากับเขา น่าสงสัยจริงๆ
“คิดอะไรอยู่ รีบยิง !” เจียงโม่หานชี้นิ้วข้างหนึ่งไปที่แม่น้ำ ส่วนอีกข้างก็ยกมาสะกิดหลังของหลินเว่ยเว่ย…เด็กคนนี้ นี่มันเวลาใดแล้วยังใจลอยได้อีก !
หลินเว่ยเว่ยยิงธนูออกไป…จุ๋ม ยิงพลาดอย่างนั้นหรือ ? ทันใดนั้นก็มีหลักการหักเหของคลื่นผิวน้ำผุดขึ้นมาในสมองของนาง ระหว่างที่บัณฑิตน้อยชี้บอก ‘ภูตน้ำ’ อีกตัวให้ นางก็เอียงธนูเล็กน้อยและเป็นอย่างที่คิดว่ามีของเหลวสีแดงผุดขึ้นมา เรื่องก็เป็นแบบนี้ นางเก็บชีวิต ‘ภูตน้ำ’ ได้อีกจำนวนไม่น้อย…
แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นในอากาศ หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่ามีพละกำลังมหาศาลบางอย่างพุ่งมาจากด้านหลัง นางเดินเซไปด้านข้างสองสามก้าว ทันใดนั้นก็มีลูกธนูเฉียดใบหูของนางไปและปักลงที่พื้นเรือด้านหลังของนาง อันตรายมาก ! เกือบโดนระเบิดสมองแล้วไหมเล่า !
องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องรีบถือโล่เข้ามาป้องกันให้หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หาน ทันใดนั้นลูกธนูราวกับห่าฝนก็พุ่งเข้าหาโล่จนเกิดเสียง ตึง ตึง ตึง ผ่านไปไม่นานก็มีคนได้รับบาดเจ็บ !
ด้านล่างเรือก็เริ่มสั่น แม่ทัพหลินจึงพาลูกน้องที่ว่ายน้ำเก่งสองสามนายกระโดดลงจากเรือ นางหวงที่อยู่ในห้องโดยสารก็เฝ้ามองฉากนี้ด้วยความรู้สึกกังวล…ถึงแม้สามีจะว่ายน้ำเป็น แต่เทียบกับโจรสลัดที่ใช้ชีวิตอยู่กับผืนน้ำมานานหลายปีจึงยังห่างชั้นอีกไกล สามีของนาง…คงไม่เป็นอะไรหรอกกระมัง ?
“เว่ยเอ๋อร์ !” ทันใดนั้นนางหวงก็ลุกขึ้นยืน เพราะนางเห็นหลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเรือเช่นกัน…เว่ยเอ๋อร์ไม่เคยลงน้ำมาก่อน แล้วเหตุใดจึงกระโดดลงไปด้วย…ไม่ได้การ นางต้องลงไปช่วยบุตรสาว !
นางเฝิงเข้าไปคว้าตัวนางหวงเอาไว้ “เว่ยเอ๋อร์ไม่ใช่คนโง่ ในเมื่อนางกล้าลงไปย่อมมีเหตุผล พวกเราช่วยอะไรไม่ได้ก็อย่าเข้าไปเพิ่มความวุ่นวายเลย !”
หมินหวางเฟยลูบกระบี่ของนางเบาๆ กระบี่เล่มนี้ติดตามนางมากว่า20ปี นางทอดพระเนตรไปที่บันไดเรือ เมื่อเห็นโจรสลัดกำลังจะบุกขึ้นมาบนเรือ นางก็ยกยิ้มที่มุมโอษฐ์เล็กน้อย ‘สหายเก่า เจ้าพักผ่อนมานานมากพอแล้ว เราต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกแล้ว !’
หลังกระโดดลงน้ำแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ทำแขนเหมือนเป็นไม้พายและทำความคุ้นเคยกับความรู้สึกตอนอยู่ใต้น้ำได้อย่างรวดเร็ว ชาติก่อนนางว่ายน้ำเป็น ถ้าสู้กันใต้น้ำนางอาจถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง…เพียงแต่ชาติที่แล้วนางจะไปสู้กับใคร ?
นางดำดิ่งลงสู่สายน้ำ พยายามว่ายไปหาเรือของทางราชการจนอากาศในปอดแทบหมด นางจึงแอบเข้าไปในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณแล้วสูดอากาศเข้าปอดอีกยกใหญ่ จากนั้นค่อยออกมาว่ายน้ำต่อ แต่แล้วดวงตาของนางก็ต้องเบิกกว้าง เพราะเห็นโจรสลัดคนหนึ่งกำลังว่ายน้ำผ่านมา…
โจรสลัดเห็นนางจึงกำมีดสั้นในมือขณะมองนางด้วยรอยยิ้มอำมหิต โจรสลัดจำนางได้แล้วว่าเป็นตัวแสบที่สังหารพวกพ้องของตน หากเป็นบนบก เขาอาจสู้นางไม่ได้ แต่ในน้ำ…ต้องไม่ปล่อยให้นางได้กลับไป !
ตอนที่มีดสั้นของโจรสลัดตวัดเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นสตรีตรงหน้าของเขาก็หายตัวไป โจรสลัดตกใจจนสำลักน้ำออกมาสองสามครั้ง เขารีบหันมองรอบๆทันที…นางอยู่ที่ใด ? เมื่อครู่ยังอยู่ตรงหน้า แล้วเหตุใดจู่ๆจึงหายตัวไปได้ ? หรือว่า…เขาเจอกับภูตน้ำตัวจริงที่กำลังหาตัวตายตัวแทน ?
หนึ่งช่วงลมหายใจเข้าออกต่อมา หลินเว่ยเว่ยก็ออกจากมิติน้ำพุวิญญาณ ประจวบเหมาะกับอยู่ด้านหลังโจรสลัดพอดี นางจึงคว้าลำคอของโจรสลัดแล้วออกแรงจนคอของอีกฝ่ายหัก จากนั้นนางก็หยิบมีดสั้นออกจากศพโจรแล้วว่ายไปหาเป้าหมายอื่นต่อไป…
อยู่ใต้น้ำ นางก็เปรียบเสมือนปลาน้อยคืนถิ่น แต่ทำให้คนบนเรือกังวลกันยกใหญ่ เจียงโม่หานไม่สนใจความปลอดภัยของตน เขาชะโงกตัวลงไปที่ผิวน้ำ ถ้าไม่มีหลีชิงคอยดึงไว้เขาก็คงกระโดดลงไปแล้ว…เขารู้สึกผิดจริงๆ เหตุใดชาติก่อนถึงไม่เรียนว่ายน้ำ ?
“ฮือ ฮือ ฮือ…” ชุนซิ่ง.อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา นางเข้าไปฟ้องหมินหวางเฟย “จวิ้นจู่ลงไปในน้ำจะครบ2เค่อแล้วเพ.คะ แต่ไม่ขึ้นมาบนผิวน้ำเลยสักครั้ง ลูกเรือบอกว่าแม้จะว่ายน้ำเก่งขนาดไหนก็ไม่มีทางทนอยู่ใต้น้ำได้นานขนาดนี้เพ.คะ พระชายา…จวิ้นจู่…คงจะไม่ คงจะไม่…”
พอนางหวงได้ยินแบบนั้นยังไม่ทันได้โมโหก็สลบไปก่อนแล้ว นางเฝิงยกแท่งโลหะในมือขึ้นแล้วเงยหน้ามองด้วยความโกรธ ก่อนจะหันไปพูดกับหมินหวางเฟยว่า “พระชายา หม่อมฉันจะออกไปดู ! เสวี่ยยวี่ เจ้าคุ้มครองพระชายาให้ดี !”
นางเฝิงและเสวี่ยยวี่เรียนศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็กพร้อมกับหมินหวางเฟย แม้ด้านวรยุทธจะเทียบกับพระชายาไม่ได้ แต่ก็สามารถใช้คุ้มครองตัวเองได้ ปกป้องเด็กทารกคนหนึ่งในแผ่นดินที่วุ่นวายแล้วพาไปปักหลักที่ฉือหลี่โกว หากไม่มีความสามารถแล้วจะทำได้อย่างไร ?
หมินหวางเฟยก็นั่งไม่ติดแล้ว…ถ้าเว่ยเอ๋อร์เป็นอะไรไป ต้องกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่สำหรับโม่หานแน่นอน ความรู้สึกที่เด็กทั้งสองมีให้กัน นางเห็นมาด้วยสองเนตร นางจึงลุกขึ้นพร้อมกระบี่คู่กาย “ข้าจะไปกับเจ้า!”
ในเวลานี้ ที่ดาดฟ้าเรือได้มีโจรสลัดปรากฏตัวขึ้นมากมายแล้ว องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องและลูกน้องที่ว่ายน้ำไม่เป็นของแม่ทัพหลินกำลังร่วมกันสู้กับพวกโจรสลัดอยู่ ส่วนทางหลีชิงไม่เพียงต้องสู้กับศัตรู แต่ยังต้องคอยห้ามไม่ให้เจียงโม่หานกระโดดลงน้ำด้วย…เขาช่างลำบากจริงๆ !
คราวนี้ หลีชิงก็ตามมาด้วย เขารวบรวมหลักฐานที่ศัตรูคู่แค้นอย่างจงอี้โหวมีส่วนร่วมกับกบฏราชวงศ์ก่อนได้แล้ว เรื่องสงครามในภาคเหนือก็เกี่ยวข้องกับจงอี้โหวและพวกราชวงศ์ก่อนเช่นกัน ในส่วนของหลักฐานนั้นเจียงโม่หานได้ช่วยส่งให้ถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้ ดังนั้นจงอี้โหวไม่มีทางรอดพ้นโทษกบฏไปได้แน่นอน ส่วนความแค้นเรื่องโดนฆ่าล้างตระกูลก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ภายใต้การชี้แนะของเจียงโม่หาน หลีชิงก็ตามหาน้องสาวเจอแล้ว น้องสาวของหลีชิงถูกคนดีช่วยชุบเลี้ยงและแต่งงานกับสหายวัยเด็กในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งสองคนมีชีวิตคู่ที่ไม่เลวเลย
ตอนที่ 600: ขึ้นชื่อว่าสตรี ทั้งเสแสร้งและโลเล
พอเห็นแบบนั้นแล้ว หลีชิงก็ไม่ได้ไปรบกวนโลกอันสงบสุขของน้องสาว…ขอเพียงน้องสาวยังมีชีวิตอยู่และมีความสุข เขาก็พอใจ !
หลีชิงที่หมดห่วงแล้วจึงเดินทางมาหาผู้มีพระคุณและสามีของนางที่เมืองหลวง เดิมทีคิดจะมาเป็นองครักษ์ให้ผู้มีพระคุณ…แต่เอาเถิด ผู้มีพระคุณไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์หรอก ถ้าเช่นนั้น…เขาจะถอยออกมาหน่อย ลดตัวอีกเล็กน้อย แล้วคอยคุ้มกันสามีของนางแทนแล้วกัน !
หลินเว่ยเว่ยยังจัดการโจรสลัดได้อีกคนและช่วยแม่ทัพหลินที่บาดเจ็บเอาไว้ ทั้งสองว่ายน้ำอยู่รอบหนึ่ง เมื่อไม่เห็นโจรสลัดที่ไหนอีก นางจึงโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ
หลินเว่ยเว่ยรีบสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ จากนั้นก็ดึงแขนแม่ทัพหลินที่บาดเจ็บมาที่เรือของทางราชการ พวกโจรได้รับความเสียหายอย่างหนัก…ไม่เพียงเสียเรือไป7-8ลำ แต่ยังสูญเสียพวกพ้องไปหลายสิบคน ผู้ให้ข้อมูลของอำเภอหนิงซีไม่ได้บอกพวกเขาว่าบนเรือมีแค่ใต้เท้านายอำเภอที่ยากจนหรอกหรือ ? แล้วเหตุใดถึงมีองครักษ์ยอดฝีมือ ? แล้วยังมีคนตะโกนว่า ‘จวิ้นจู่’ ‘พระชายา’ อะไรนั่นอีก หรือคนให้ข้อมูลจะให้มาผิด ?
“อีกฝ่ายรับมือยาก รีบถอย !” โจรสลัดที่เหลือจึงรีบกระโดดลงจากเรือของทางราชการ หลังปีนกลับขึ้นเรือตัวเองแล้วก็รีบหันเรือหนีกันอย่างรวดเร็ว
หลังจากหลินเว่ยเว่ยขึ้นมาจากน้ำและเห็นเหตุการณ์นี้แล้วก็โยนมีดสั้นใส่เรือโจรลำที่ใกล้สุด “คืนพวกเจ้า!” สุดท้ายมีดสั้นก็ปลิดชีวิตโจรคนหนึ่งได้สำเร็จ
ตอนที่นางถูกดึงตัวขึ้นเรือ นางก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้และรีบโผเข้าหาบัณฑิตน้อยพลางขอให้เขากอดปลอบใจ “วันนี้ข้าสังหารคนไปตั้งมากมาย พอตายไปแล้วจะตกนรกหรือเปล่า? ข้ากลัวมาก ทำอย่างไรดี?”
หลีชิงกลอกตามองบน เมื่อครู่เป็นเหมือนเทพสังหารไม่ผิดเพี้ยน ดุดันสุดๆ แต่ตอนนี้แกล้งทำเป็นสตรีตัวเล็ก ขึ้นชื่อว่าสตรี ทั้งเสแสร้งและโลเล !
“ไม่หรอก โจรพวกนี้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์มานับไม่ถ้วน เจ้าฆ่าพวกมันก็เท่ากับได้ช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ในวันหน้า นี่เป็นเรื่องดี ต่อไปเจ้าต้องได้เกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แน่นอน !” เจียงโม่หานไม่สนสายตาของคนรอบข้าง เขาสวมกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมอก…เขาเริ่มกลัวแล้ว กลัวว่านางจะไม่โผล่มาจากน้ำแล้วกลับมาหาเขาอีก ถ้าสูญเสียนางไป ชีวิตเขาจะมีความหมายอะไร ?
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะขึ้นมาทันที นางเงยหน้าขึ้นแล้วมองเขาด้วยดวงตารูปเสี้ยวพระจันทร์ “หากข้าไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ แล้วเจ้าล่ะ ? พวกเราไม่ต้องแยกจากกันหรอกหรือ ?”
“เขาคือเทพเหวินฉวี่ซิง (เทพแห่งการศึกษา) ก็ต้องกลับสวรรค์เช่นกัน พวกเจ้าจะได้อยู่ด้วยกันไปอีกนาน คนอยู่ด้วยมากมายขนาดนี้ พวกเจ้าเลิกหวานใส่กันก่อนได้หรือไม่ ?” แม่ทัพหลินรับผ้าเช็ดตัวมาจากหลินจื่อเหยียน ขณะเช็ดผมก็มองร่างที่เปียกน้ำของหลินเว่ยเว่ย “รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องได้แล้ว ร่างกายสตรีจะโดนไอเย็นไม่ได้”
หลินเว่ยเว่ยไม่เห็นด้วย “ท่านพ่อ ฤดูร้อนแบบนี้ข้าร้อนจนแทบอยากกระโดดลงไปว่ายอีกสักสองสามรอบด้วยซ้ำ แล้วจะโดนไอเย็นได้อย่างไร ?”
หลีชิงพูดอย่างตั้งใจ “ด้านล่างมีศพมากมายขนาดนั้น หรือเจ้าอยากจะลงไปแช่น้ำกับพวกศพ ?”
“เฮอะ รู้หรือไม่ว่าเจ้าเหมือนอะไร ? แมลงวันไม่กัดคน…แต่มันขัดหูขัดตา…ฮัดชิ้ว !” หลินเว่ยเว่ยจามออกมาอย่างแรง
สีหน้าของเจียงโม่หานเปลี่ยนไปทันที ขณะที่เขากำลังจะถอดเข็มขัดเพื่อถอดเสื้อนอกมาคลุมตัวภรรยา หลินเว่ยเว่ยก็รีบห้ามเขาเอาไว้ “อย่า ด้านในเจ้าใส่แค่เสื้อผ้าบางๆไว้ ปิดอะไรไม่อยู่ ถ้าเจ้าถอดเสื้อนอกออกมาจะไม่ทำให้คนอื่นเห็นเรือนร่างหรอกหรือ? ข้าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ เจ้า…ห้ามถอดเด็ดขาด!”
เจียงโม่หานกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที เขาเป็นบุรุษ ถอดเสื้อเล็กน้อยแล้วจะเป็นอะไรไป ? บนเรือนี้ นอกจากพวกสาวใช้กับนางกำนัลก็เป็นผู้อาวุโส แล้วใครจะอยากเห็นกันเล่า ? เด็กน้อยชอบผิดประเด็นตลอด !
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องโดยสาร นางก็ได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามา พอหันไปมองก็เห็นเจียงโม่หาน นางจึงรีบสวมเสื้อชั้นนอกพลางกำเสื้อตัวเองแน่น และทำท่าทางเหมือนกระต่ายน้อยโดนลวนลาม “เจ้า…เจ้าคิดจะทำอะไร ? อย่าเข้ามานะ…ถ้าเข้ามาอีก ข้าจะตะโกนเรียกคนช่วย !!”
เจียงโม่หานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “เจ้ากำลังเล่นบทบาทใดอีก ?”
“เฮอะ” หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียงแล้วพูดกับเขาว่า “เจ้าควรจะพูดว่า ‘เจ้าตะโกนสิ ถึงแม้ตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก !’ อะไรทำนองนี้”
“ก็จริง ถึงแม้เจ้าตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีใครช่วยเจ้าแต่ช่วยข้า เพราะทุกคนกังวลว่าเจ้าจะทำอะไรข้าหรือเปล่า !” เจียงโม่หานถอดเสื้อออกต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยมองผ่านเสื้อตัวบางก็เห็นร่างกายผอมเพรียวของบัณฑิตน้อย…อย่ามองว่าบัณฑิตน้อยอ่อนแอ แต่รูปร่างถือว่าดีเลย เป็นประเภท ‘ใส่เสื้อผ้าแล้วดูผอม แต่ถอดแล้วมีเนื้อ’ เนื้อที่ว่าก็คือ กล้ามเนื้อ !
“หืม เจ้าถอดเสื้อทำไม ? คงไม่คิดจะทำอะไรข้าจริงๆหรอกกระมัง ? รีบใส่เร็ว น่าอายจะตาย !” แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ดวงตากลับจดจ้องไปที่เรือนร่างของเจียงโม่หาน…สามีตัวเอง ไม่มองก็เสียเปล่า ! อย่างไรเราก็ทำถูกกฎหมาย !
นางหวงฟื้นขึ้นมาแล้ว พอได้ยินเสียงของสองสามีภรรยาห้องข้างๆ พูดกันแบบนั้น นางก็หันไปมองหมินหวางเฟยด้วยความกังวล “หานเอ๋อร์…คงไม่ได้คิดจะทำอะไรเจ้ารองหรอกกระมัง ? นางยังเด็ก ! ท่านหมอเหลียงบอกว่าผู้หญิงอายุครบ18ปีแล้วค่อยมีลูก ถึงจะดีต่อร่างกายเพคะ !”
หมินหวางเฟยตรัสพร้อมรอยยิ้ม “ไม่หรอก หานเอ๋อร์เป็นเด็กที่รู้จักแยกแยะ !” สำหรับจุดนี้ของบุตรชาย หมินหวางเฟยถือว่าพอพระทัยมาก นางหันไปทอดพระเนตรนางเฝิง…เป็นเพราะปิงเจี๋ยสั่งสอนมาดี !
“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าคิดจะแต่งงานหรือไม่ ? ลูกน้องของท่านอ๋องก็ยังไม่ได้แต่งภรรยาอีกหลายคน !” ปิงเจี๋ยอายุเข้าเลขสามมานานแล้ว บุตรของเสวี่ยยวี่อายุ10ขวบแล้วด้วย แต่นางยังเป็นโสด เรื่องนี้เป็นความผิดของพระนางเอง !
นางหวงตาโตด้วยความประหลาดใจ เหตุใดพระชายาจึงถามแบบนี้ ? ชักชวนให้ออกเรือน มันจะไม่ดูหยาบคายเกินไปหน่อยหรือ ?
นางเฝิงพูดด้วยรอยยิ้ม “อายุหม่อมฉันถึงวัยจะอุ้มหลานได้แล้วเพคะ แค่คิดว่าต้องแต่งออกไปดูแลคนในครอบครัวอื่น หม่อมฉันก็กลัวแล้ว ! จึงคิดว่าแบบนี้ดีอยู่แล้วเพคะ !”
นางหวงก็เห็นด้วย “เหมือนคนอายุรุ่นเรา แม้จะหาบ้านสักหลังได้ อย่างมากอีกฝ่ายก็มีครอบครัวที่น่าปวดหัวหรือมีบุตรอยู่แล้ว การเป็นแม่เลี้ยงยากจะตาย ! หานเอ๋อร์กตัญญู เจ้ารองก็เหมือนเป็นแม่ลูกแท้ๆกับเจ้า พวกเขาต้องกตัญญูต่อเจ้าแน่นอน !”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น…พระชายาเพคะ พระองค์คงไม่ได้เห็นว่าเว่ยเอ๋อร์สนิทกับหม่อมฉันแล้วเกิดริษยาขึ้นมาหรอกนะเพคะ ?” นางเฝิงพูดหยอก
หมินหวางเฟยทอดพระเนตรนาง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจต่อการตัดสินใจในวันนี้ !”
ระหว่างสนทนากัน สองสามีภรรยาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยเดินไปยังห้องครัวที่อยู่ท้ายเรือเพื่อวางแผนกับเหมยหยิงว่าวันนี้จะทำอะไรกิน การมีแม่ครัวสองคนนี้อยู่ แม้ตลอดทางจะลำบากไปบ้าง แต่ทุกคนก็ยังอารมณ์ดีเหมือนเดิม แม้แต่นางหวงที่อ่อนแอและหมินหวางเฟยที่เคยประชวรมานานก็ยังมีเลือดฝาดบนใบหน้าและดูจะอ้วนขึ้นด้วย !
หลังเดินทางในแม่น้ำสายย่อยต้าถงได้ไม่กี่วัน เรือก็แล่นเข้าสู่อาณาเขตเมืองหนิงโจว ตอนนี้อยู่ห่างจากอำเภอหนิงซีอีกไม่ถึงสองวัน เจียงโม่หานจึงตัดสินใจจะหยุดซ่อมแซมเรือที่ตัวเมืองหนิงโจวประมาณสองวัน
“องค์หญิงเว่ยเว่ย เมืองหนิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของพระองค์ ดังนั้นพระองค์ไม่ออกไปสำรวจอาณาจักรของตนหน่อยหรือ ?” เจียงโม่หานถามพลางมองนางด้วยสีหน้าขี้เล่น
จบตอน
Comments
Post a Comment