ตอนที่ 601: ถ่อมตน เรียบง่าย !
หลินเว่ยเว่ยเกาศีรษะ “สำรวจอะไร ? ตำหนักองค์หญิงยังสร้างไม่เสร็จเลย แล้วจะไปอยู่ที่ใด ? ข้าเป็นถึงองค์หญิงเว่ยเว่ย มาเยือนอาณาเขตใต้ปกครองของตัวเองแต่ต้องไปพักโรงเตี๊ยม มันจะขัดกับฐานะเกินไปหน่อยหรือไม่ ? แต่ถ้าพวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเดินเล่นในเมือง ซื้อของที่จำเป็นหน่อยก็ยังพอไหว !”
จากท่าเรือมายังตัวเมืองหนิงโจวใช้เวลานั่งรถม้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ผู้อาวุโสบนเรือไม่กี่คนเหนื่อยจะขยับร่างกายไปไหน ท้ายที่สุดเจียงโม่หานสองสามีภรรยาก็พาหลินจื่อเหยียนและเจ้าหนูน้อยมาเช่ารถม้าสองคันและไปเดินเล่นกันที่ตัวเมือง
“นี่ก็คือเมืองหนิงโจวแล้วหรือ ? อย่าว่าแต่หัวเมืองที่อยู่ละแวกนี้เลย แม้แต่เมืองจงโจวของพวกเราก็ยังดีกว่า ดูบ้านเรือนเหล่านี้สิ ส่วนมากทำจากดินทั้งนั้น…ส่วนถนนนี้ก็ฝุ่นตลบ แม้แต่ตอนเดินก็ยังสำลักได้…” ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีพายุทะเลทรายบ่อยครั้ง บนถนน บนหลังคาบ้านจึงมีทรายเกาะเป็นชั้น จนทำให้ทั้งเมืองดูเป็นสีฝุ่นไปหมด ร้านค้าทั้งสองข้างทางก็ดูจะทำการค้าได้ไม่ดีสักเท่าไร…
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ “ตอนนี้ขอคืนที่ดินศักดินากลับไปจะยังทันหรือไม่ ?”
“ไม่ทราบว่า…ใช่องค์หญิงเว่ยเว่ยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าไม่ได้ทำตัวให้สะดุดตามากแล้ว แต่ยังมีคนในเมืองหนิงโจวทราบฐานะของนางได้อีก
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองคนแปลกหน้าผู้นั้น นางไม่ได้ตอบกลับ แต่ย้อนถามว่า “ท่านคือ…”
ชายชราพูดด้วยความเคารพ “กระหม่อมคือพ่อบ้านแห่งตำหนักหนิงอ๋อง เมื่อครึ่งเดือนก่อนเจ้านายของพวกเราเขียนจดหมายมาบอกว่าองค์หญิงจะมาที่หนิงโจว องค์หญิงยังไม่มีที่พำนักใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ? ขอทูลเชิญองค์หญิงมาพำนักที่ตำหนักหนิงอ๋อง นายของพวกเราบอกว่าให้ต้อนรับองค์หญิงและคนในครอบครัวอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ !”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ! หนิงอ๋องใช้ได้ ! หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานเพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจ…ตอนนางตัดสินใจอะไรไม่ได้ก็จะโยนสิทธิ์ในการตัดสินใจไปให้สามีเสมอ
เจียงโม่หานพยักหน้าให้ หลินเว่ยเว่ยจึงหันกลับมาพูดกับชายชราว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ท่านช่วยนำทางด้วย”
คนกลุ่มนี้จึงติดตามพ่อบ้านตำหนักหนิงอ๋องมายังใจกลางเมือง ขณะมองสิ่งปลูกสร้างตรงเบื้องหน้าแล้วหลินเว่ยเว่ยก็พูดว่า “นี่คือตำหนักหนิงอ๋องอย่างนั้นหรือ ?”
หากเป็นที่เมืองหลวง อย่าเพิ่งเทียบกับตำหนักหมินอ๋องเลย แม้แต่จวนของขุนนางขั้นสองแล้วเรือนสี่ประสานแบบสามวงตรงเบื้องหน้าก็ยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ…พูดได้แค่ว่าหนิงอ๋องช่างใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจริงๆ
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบ้านที่กำลังก่อสร้างอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยถามว่า “แล้วบ้านของใครกำลังสร้างอยู่?”
พ่อบ้านมองนางอย่างยากจะเอ่ย “เป็นตำหนักขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ !”
“หืม ? ฮ่าฮ่า…ฮ่าฮ่าฮ่า !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะด้วยความเขินอาย ก่อนจะพูดแก้ขัดเขินว่า “ไม่คิดเลยว่าข้ากับหนิงอ๋องและชิงหลีจวิ้นจู่จะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน !”
ขณะมองบ้านฝั่งตรงข้ามที่กำลังทำงานไม้ใหญ่โตแล้วหันมามองตำหนักหนิงอ๋องที่ทั้งเรียบงานในแบบโบราณ นางก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย…แม้ว่าการสร้างตำหนักองค์หญิงจะไม่ต้องให้นางออกเงิน แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เนื่องจากในเวลานี้คลังหลวงกำลังขาดดุลขั้นร้ายแรง ! ไฉนเลยนางจะทราบว่าตำหนักองค์หญิงแห่งนี้ฮ่องเต้และหมินอ๋องใช้เงินส่วนพระองค์มาสร้าง ไม่ได้แตะต้องเงินของราชสำนักสักอีแปะเดียว ไม่อย่างนั้นขุนนางอาวุโสในกรมคลังได้มาร้องไห้ต่อฮ่องเต้หยวนชิงทุกวันแน่ !
หลินเว่ยเว่ยนำป้ายหยกส่วนพระองค์ออกมาแล้วเดินไปหาผู้ดูแลฝั่งตรงข้าม เพื่อให้พวกเขาสร้างบ้านออกมาเหมือนตำหนักหนิงอ๋อง ไม่จำเป็นต้องทำออกมาให้อลังการ…นางกลัวว่าอายุขัยจะสั้นลง !
ผู้คุมงานก่อสร้างเป็นลูกน้องเก่าของหมินอ๋อง เนื่องด้วยแขนหักจึงออกจากกองทัพ นับจากนั้นเป็นต้นมาก็ทำงานให้หมินอ๋องมาโดยตลอด หลังได้ยินองค์หญิงตรัสแบบนั้นแล้ว ผู้คุมงานก่อสร้างก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที ‘สมกับที่เป็นบุตรสาวแท้ๆของหมินอ๋อง รู้จักช่วยบิดาประหยัดเงิน ! เงินส่วนพระองค์ที่หมินอ๋องเก็บไว้ช่างได้มาด้วยความยากลำบาก !’
หลินเว่ยเว่ยเชื่อว่าต่อไปนางจะไม่ค่อยได้มาพักที่ตัวเมืองหนิงโจวสักเท่าไร ดังนั้นสร้างให้ใหญ่โตไปก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ การประหยัดมัธยัสถ์เป็นคุณธรรมที่ดีอย่างหนึ่ง ส่วนความฟุ่มเฟือยไม่ใช่ทางที่ควรเดิน !
หลังได้ยินนางออกคำสั่งเช่นนั้นแล้ว พ่อบ้านและองครักษ์ไม่กี่นายที่อยู่หน้าประตูตำหนักหนิงอ๋องก็สบายใจขึ้นมาพอสมควร…ตอนที่อีกฝั่งประกาศว่าจะสร้างตำหนักองค์หญิงให้ออกมาเป็นตำหนักที่ดีที่สุดในเมืองหนิงโจว พวกเขาก็คิดว่าตำหนักหนิงอ๋องเก่าจนแทบไม่เหลืออะไรดีแล้ว นี่ต้องการข่มตำหนักหนิงอ๋องกระมัง
องค์หญิงสามัญชนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ ช่างกล้าไม่เห็นหนิงอ๋องอยู่ในสายตา ! ข้ารับใช้ในตำหนักหนิงอ๋องจึงคิดกันไว้ว่ารอให้องค์หญิงเว่ยเว่ยอะไรนั่นมาถึงเมื่อไร พวกเขาจะเล่นงานนางให้ยับไปเลย !
แต่หลังจากพ่อบ้านได้รับจดหมายจากท่านอ๋องแล้ว ในจดหมายกลับเขียนไว้ว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยพระองค์นี้ไม่เพียงคอยดูแลระหว่างที่ครอบครัวท่านอ๋องทั้งสี่เดินทางกลับเมืองหลวง แต่ยังเป็นสหายสนิทกับชิงหลีจวิ้นจู่อีกด้วย นอกจากนี้องค์หญิงเว่ยเว่ยยังทำอาหารที่มีสรรพคุณทางยาและชาสมุนไพรให้เสวย หลังได้รับการรักษาจากอาหารและชาสมุนไพรของนางแล้ว ร่างกายของท่านอ๋องก็ดีขึ้นมาก จนตอนนี้สามารถออกไปทรงม้าและเล่นหม่าฉิว (โปโล) ได้แล้ว…
พ่อบ้านดีใจจนน้ำตาไหล เขาติดตามท่านอ๋องตั้งแต่ยังเด็ก รู้ว่าหนิงอ๋องพระวรกายอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด การสามารถสมรสมีบุตรได้ก็มาจากการเสวยโอสถทั้งนั้น มีท่านหมอชื่อดังคนหนึ่งเคยยื่นคำขาดไว้ว่า ‘หนิงอ๋องจะอยู่ได้ไม่ถึง30ชันษา !’
ขณะมองหนิงอ๋องอายุใกล้ถึงเลขสามเข้าไปทุกที พ่อบ้านก็ใจแทบแหลกสลายทุกวัน ! โดยเฉพาะตอนที่ท่านอ๋องไม่สนคำคัดค้านของข้ารับใช้แล้วพาพระชายากับท่านหญิงท่านชายทั้งสองไปที่เมืองหลวง พ่อบ้านก็ใจลอยมาโดยตลอด กลัวว่าจะเกิดอะไรกับเจ้านายระหว่างทาง จนกระทั่งท่านอ๋องไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว ถึงได้สบายใจขึ้น…คาดไม่ถึงว่าตลอดทางนั้นจะได้องค์หญิงเว่ยเว่ยคอยดูแลจึงไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย !
พอร่างกายท่านอ๋องดีขึ้นแล้วก็สามารถทรงม้า เล่นหม่าฉิวและพาพระชายากับบุตรทั้งสองไปเที่ยวชมทิวทัศน์…พ่อบ้านรู้สึกซาบซึ้งในตัวองค์หญิงเว่ยเว่ยที่ยังไม่เคยพบหน้าพระองค์นี้ยิ่งนัก เขาประกาศข่าวดีนี้ให้แก่ข้ารับใช้ในตำหนักหนิงอ๋องได้ทราบกันหมดทุกคน ท่าทีของข้ารับใช้กลายเป็น…แม้องค์หญิงจะสร้างตำหนักให้ออกมาหรูหราเหมือนวังหลวง พวกเขาก็จะไม่ไปหาเรื่องนางแล้ว !
ในเวลานี้องค์หญิงเว่ยเว่ยมาพำนักอยู่ที่ตำหนักหนิงอ๋องชั่วคราว ข้ารับใช้ทุกคนในตำหนักล้วนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี หน้าประตูตำหนักหนิงอ๋องมีองครักษ์แทบทุกนายในตำหนักออกมาต้อนรับ…
หลินเว่ยเว่ยอยู่ที่เมืองหนิงโจวสองวัน หลังกลับขึ้นเรือแล้วนางก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “ที่ดินศักดินาของข้าจะยากจนข้นแค้นไปตลอดแบบนี้ไม่ได้ รอก่อนเถิด ข้าจะต้องทำให้เมืองหนิงโจวกลายเป็นฐานการค้าที่เจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตชีวาที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ !”
เจียงโม่หานลูบศีรษะเด็กน้อย “ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้แน่ !”
สองวันต่อจากนั้น คนกลุ่มนี้ก็เดินทางมาถึงอำเภอหนิงซี…อำเภอหนิงซีไม่ได้ดีกว่าเมืองหนิงโจวสักเท่าไร แต่บ้านพักของทางการถือว่าไม่เลว เทียบกับตำหนักหนิงอ๋องแล้วไม่มีอะไรต่างกันมาก อดีตนายอำเภอหนิงซีทุ่มเทกับการสร้างบ้านพักไม่น้อยเลย ! หลินจื่อเหยียนบ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่าไปขูดเลือดขูดเนื้อราษฎรมาเท่าไร !”
ขณะมองนายท่านจอหงวนที่ ‘ขนยังไม่ขึ้น’ ตรงเบื้องหน้าคนนี้ ปลัดอำเภอหนิงซี ผู้ดููแลเอกสารและตราประทับรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ ก็นึกดูแคลนในใจ เจียงโม่หานออกระเบียบข้อบังคับมาหลายฉบับ พวกเขาก็ทำต่อหน้าเสแสร้งเชื่อฟัง แต่พอลับหลังก็ต่อต้าน ต่อมาเจียงโม่หานจึงหาโอกาสสั่งสอนพวกเขาแรงๆหนึ่งยก อีกฝ่ายจึงค่อยๆทำตัวดีขึ้น
อำเภอหนิงซียากจนอย่างแท้จริง ! พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย ภาคตะวันตกเฉียงเหนือฝนตกน้อย พืชผลทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้ก็ไม่พอจ่ายภาษีด้วยซ้ำ กอปรกับภัยแล้งที่รุนแรงในช่วง2ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดที่ดินรกร้างไปกว่าครึ่ง
นายอำเภอคนใหม่เข้ารับตำแหน่งเพื่อส่งเสริมให้ราษฎรทำการเกษตร ทำที่ดินรกร้างให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่รุนแรง ทางราชสำนักจึงยกเว้นภาษีของภาคตะวันตกเฉียงเหนือนานหนึ่งปี พื้นที่รกร้างที่ได้กลับมาฟื้นฟูใหม่จะยกเว้นนานถึง3ปี รวมกันแล้วก็ไม่ต้องจ่ายภาษีถึง4ปีเลยทีเดียว
ตอนที่ 602: ความหวังของหมู่บ้านคนบาป
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่พวกราษฎรชนชั้นรากหญ้าก็ยังไม่มีความกระตือรือร้นในการแผ้วถางอยู่ดี…เพราะผลผลิตที่ได้ต่ำเกินไป แม้จะไม่จ่ายภาษีก็ยังมีไม่พอให้อิ่มท้อง สู้ไปทำงานหนักในบ่อเกลือยังจะดีกว่า !
ในอำเภอหนิงซีมีบ่อเกลือ คนที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านพลัดถิ่นหรือผู้ต้องหาของทางการ เกลือในสมัยโบราณเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องมีทุกครัวเรือนอยู่แล้ว บ่อเกลือแห่งนี้จึงกลายเป็นเสมือนไข่ทองคำ…น่าเสียดายที่มันอยู่ภายใต้อำนาจราชสำนัก ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับอำเภอหนิงซี
เจียงโม่หานหาข้อมูลมาแล้วว่าในอำเภอหนิงซีมีหมู่บ้านพิเศษอยู่แห่งหนึ่ง…หมู่บ้านคนบาป ! หรือหมู่บ้านนักโทษที่ฝ่าบาทตรัสถึง เป็นที่อยู่อาศัยของลูกหลานขุนนางที่โดนเนรเทศ กฎของราชสำนักคือหากผู้ที่โดนเนรเทศไม่ได้กระทำการทุจริตผิดอาญาแผ่นดินภายในสามชั่วอายุคน ลูกหลานรุ่นที่สามจะได้อยู่ในชนชั้นสามัญชน แต่พวกชาวบ้านทั่วไปไม่ให้การยอมรับลูกหลานของ ‘คนบาป’ เหล่านี้ ไม่ว่าหมู่บ้านไหนก็ไม่ยินดีต้อนรับพวกเขาทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงปลีกตัวออกไปอยู่ให้ห่างไกลผู้คนและตั้งหมู่บ้านของตนขึ้นมา
ชาวบ้านในหมู่บ้านคนบาปทุกข์ระทมกว่าชาวบ้านธรรมดามาก คนที่ผ่านภัยแล้งในช่วง2ปีที่แล้วมาได้ ถือเป็นพวกดวงแข็งทั้งหมด ! คนพวกนี้ไม่มีที่นาและยึดอาชีพทำงานหนักในบ่อเกลือเหมือนคนอื่นๆ ความหนักของงานในบ่อเกลือไม่ได้เป็นแค่คำว่าหนักธรรมดาเหมือนอย่างที่คนอื่นให้คำนิยาม ผู้ดูแลบ่อเกลือปฏิบัติต่อลูกจ้างเหมือนไม่ใช่คน มีหลายคนต้องล้มตายเพราะงานในบ่อเกลือ…มีคนพูดว่าบ่อเกลือทำมาจากกองกระดูกของหมู่บ้านคนบาปและคำพูดนี้ก็ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
สองสามีภรรยาสนับสนุนให้คนแผ้วถางที่ดิน แต่พวกชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ หลินเว่ยเว่ยจึงพับแขนเสื้อแล้วเข้าไปสนับสนุนสามีด้วยตัวเอง ที่ดินผืนใหญ่ซึ่งนางชอบก็ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านคนบาป ตรงนั้นมีดินดำอันอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มีดินทรายที่แห้งแล้งอยู่ด้วย เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับนาง ขอแค่มีพื้นที่กว้างๆก็พอแล้ว!
ที่ดินรกร้างไม่มีคนแผ้วถางแล้วจะทำอย่างไร? ก็จ้างสิ! ในอำเภอหนิงซีมีคนออกมาขายแรงงานมากมาย!
หลินเว่ยเว่ยไปยังที่ว่าการ…สามีของนางใช้เงินเล็กน้อยเพื่อเช่าที่ดินรกร้างมา1พันหมู่ เมื่อได้หนังสือสัญญาเช่ามาครองแล้ว นางก็ให้หลิวว่ายจื่อไปจ้างชายฉกรรจ์มาทำงาน5ชั่วยามต่อหนึ่งวัน ค่าแรงวันละ20อีแปะและเปิดรับลูกจ้างชั่วคราวอีก100ตำแหน่ง
นอกจากนี้นางยังส่งจดหมายถึงหลิวเอ้อร์ล่าย ให้เขาเดินทางไปที่เขตอวี้อันเพื่อซื้อวัวกลับมา10ตัว…เขตอวี้อันอยู่ติดกับทุ่งหญ้า ที่นั่นจึงมีทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวและมีผู้คนจำนวนมากไปหาซื้อทุกปี ! ขณะมองแผ่นดินรกร้างไร้ที่สิ้นสุดใกล้กับหมู่บ้านคนบาป หลินเว่ยเว่ยก็ชี้ไปที่แผ่นดินแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ที่นี่จะเป็น ‘ฟาร์ม’ วัวใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ !”
นางเป็นนักศึกษาของภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรจีน ดังนั้นนางจึงเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชได้อย่างมืออาชีพ !
หลินเว่ยเว่ยนั่งคุมงานอยู่ใน ‘ตลาดค้าแรงงาน’ ด้วยตัวเอง นางมองหลิวว่ายจื่อซักประวัติ ‘ผู้สมัคร’ ถามชื่อ อายุ ที่อยู่และประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือสัญญาอย่างผู้ชำนาญงาน
ในหนังสือสัญญาเขียนระยะเวลาทำงาน ค่าแรงและโทษที่ลูกจ้างขโมยหรือมีการคดโกงใดๆเกิดขึ้นไว้อย่างชัดเจน…ค่าแรงวันละ20อีแปะ ตอนกลางวันยังมีอาหารกลางวันให้ ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีต่างรู้ว่าแม้พวกตนจะจุดตะเกียงตามหาก็ยังหางานแบบนี้ได้ยาก ! กลอุบายต่างๆหายไปโดยพลัน ! พวกเขาแทบอยากจะทำงานในไร่ถึงวันละ10ชั่วยาม แต่ก็กลัวนายจ้างจะไล่ออกเสียก่อน !
ในประกาศของทางการเขียนไว้ว่า รับสมัครลูกจ้างชั่วคราว100ตำแหน่งเท่านั้น ราษฎรในอำเภอหนิงซีที่เห็นประกาศจึงรีบตรงไปทางหมู่บ้านคนบาป เพราะกลัวว่าจะไปช้าแล้วพลาดโอกาส พวกเขาไม่ได้ไปคนเดียวแต่ยังส่งข่าวสารไปบอกญาติมิตรทั้งหลายที่มีสิทธิ์ด้วย ผ่านไปไม่นาน หน้าเพิงที่พักชั่วคราวของหลิวว่ายจื่อก็มีคนมาต่อแถวยาวเหยียดแล้ว
ณ หมู่บ้านคนบาป ชายในอาภรณ์ไม่เรียบร้อยคนหนึ่งพูดกับปู่และมารดาที่อ่อนแอว่า “ข้าได้ยินว่าที่ดินรกร้างละแวกนี้ถูกภรรยานายอำเภอเช่าไว้และนางกำลังเปิดรับสมัครคนแผ้วถางที่ดิน ! ค่าแรงวันละ20อีแปะและยังมีอาหารกลางวันให้ด้วย ข้าคิดว่าจะไปลองเสี่ยงดวงขอรับ !”
“หยุนเอ๋อร์ พวกเราเป็นคนในหมู่บ้านคนบาป แล้วภรรยานายอำเภอจะจ้างหรือ ?”
เฉินหยุนตัดสินใจแล้ว “จ้างไม่จ้าง ก็ต้องลองไปดูก่อน อย่างมากสุดก็โดนซ้อมกลับมาเท่านั้น !”
ผ่านไปไม่นาน เรื่องที่เฉินหยุนเตรียมตัวจะไปเข้าแถวสมัครงานของภรรยานายอำเภอก็แพร่ไปทั้งหมู่บ้านคนบาป มีคนที่ตรงตามเกณฑ์บางคนรู้สึกหวั่นไหวเช่นกัน ทว่า…ทางการและชาวบ้านในอำเภอหนิงซีต่างหวาดระแวงและพากันคิดร้ายต่อคนในหมู่บ้านคนบาป ถ้าไปแล้วก็อาจไม่ได้กลับมาทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนในหมู่บ้านคนบาปไปหางานที่ตัวอำเภอและท่าเรือมาเช่นกัน แต่โดนชาวบ้านที่บอกว่าเป็นคนดีซ้อมจนเหลือแค่ลมหายใจรวยริน แบกกลับมาได้แค่2วันก็จากไปแล้ว…พอคิดได้แบบนั้น คนพวกนี้ก็หยุดหวังทันที
เฉินหยุนหอบความหวังครึ่งๆกลางๆ มายืนต่อหลังฝูงชนอย่างเงียบๆ พอหลินเว่ยเว่ยเห็นแบบนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย…อย่างไรก็ต้องมีคนออกมาให้เห็นก่อน นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่ใช่หรือ ?
หลินเว่ยเว่ยทำความเข้าใจมาแล้วว่าชาวบ้านในหมู่บ้านคนบาปเป็นชนรุ่นหลังของขุนนางที่โดนเนรเทศ อดีตฮ่องเต้ผู้โง่เขลาจึงมีขุนนางมากมายถูกใส่ความ ชนรุ่นหลังก็เคารพกฎหมาย แม้ชีวิตจะยากลำบากขนาดไหนก็ไม่เคยออกไปทำเรื่องลักขโมยมาก่อน
แต่สำหรับพวกชั่วช้าจริงๆ หากชนรุ่นหลังของพวกเขาไม่ได้กลายเป็นขโมยก็กลายเป็นนักโทษประหาร…ก่อนหน้านี้กฎของทางการถึงขั้นรุนแรงกับพวกในหมู่บ้านคนบาป การจัดการไม่จำเป็นต้องขึ้นศาล แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ทำเอกสารหรือเจ้าหน้าที่เล็กๆก็สามารถยัดข้อหาอะไรสักอย่างมาประหารพวกเขาได้แล้ว !
“เขาเป็นคนในหมู่บ้านคนบาป !” ชาวบ้านในแถวจำเฉินหยุนได้ พวกเขาต่างพูดด้วยความโกรธเคือง “แม้แต่นักโทษก็ยังกล้ามาปะปนอยู่ในฝูงชน เขาต้องมีเจตนาไม่บริสุทธิ์แน่นอน อยากทำลายการแผ้วถางที่ดินของฝูเหริน ซ้อมเขา ! ตีเขาให้ตายไปเลย !!!”
หากชาวบ้านธรรมดาทุบตีคนในหมู่บ้านคนบาปจะไม่ได้รับโทษอันใด ชาวบ้านหนิงซีพวกนี้เชื่องยิ่งกว่าแกะเมื่ออยู่ต่อหน้าทางการ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินหยุนกลับกลายเป็นหมาป่าที่หิวกระหาย !
องครักษ์ตำหนักหมินอ๋องที่ดูแลรักษาความปลอดภัยก็เห็นกลุ่มคนพยายามก่อความวุ่นวาย จึงรีบเข้าไปห้ามไว้ทันที “จะทำอะไร ! ผู้ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการจ้างงานสักคนเดียว พวกเจ้าไม่กี่คนนี้ ใครเป็นคนลงมือก่อน ?”
เฉินหยุนเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วชี้ไปยังคนที่ลงมือกับเขา “เป็นเขาขอรับ !”
“เหลวไหลสิ้นดี ! นายท่าน ท่านอย่าไปเชื่อเขาเด็ดขาด เขาเป็นลูกหลานนักโทษ เป็นคนเลวโดยสันดาน เพราะเขาอยากทำลายงานของภรรยานายอำเภอ รีบจับเขาไปเร็วขอรับ !” คนที่ลงมือดูไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด
หลินเว่ยเว่ยเดินเอามือไพล่หลังเข้ามา นางชี้ไปยังพวกที่ลงมือและคนที่เอ่ยพลิกขาวเป็นดำ “ลากคนพวกนี้ออกไป ! วาดรูปลักษณ์และชื่อสกุลพวกเขาไว้ ต่อไปงานที่เกี่ยวข้องกับทางการ ข้าจะไม่จ้างคนพวกนี้ !”
“ฝูเหริน! เขาเป็นคนในหมู่บ้านคนบาปนะขอรับ! ท่านอย่าโดนเขาหลอก จิตใจเขาไม่ดีนะขอรับ !” ชาวบ้านที่ถูกไล่ออกมาแกล้งพูดอย่างคนใจกล้า
“เขาเคยฆ่าคนหรือเคยวางเพลิงที่ไหนมาก่อน ? ขโมยไก่หรือสุนัข ? เจ้าเคยเห็นเขากระทำความผิดกับตาตัวเองหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองชายหนุ่มร่างผอมบางตรงหน้าแล้วหันไปเอ่ยถามผู้ลงมือด้วยรอยยิ้มเย็นชา
ผู้นำคนนั้นพูดจาตะกุกตะกัก ภายใต้สายตาบีบบังคับของหลินเว่ยเว่ย ท้ายที่สุดเขาก็ต้องส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว
“ตามกฎของแผ่นดิน ลูกหลานรุ่นที่สามของขุนนางต้องโทษและเป็นลูกหลานที่ไม่เคยทำผิดกฎหมายใดๆ ก็สามารถเปลี่ยนชนชั้นกลับมาเป็นสามัญชนเหมือนเดิมได้ ไม่ทราบว่าเจ้ามีชนชั้นอะไร ?” หลินเว่ยเว่ยค่อยๆเดินเข้าไปกดดันอีกฝ่าย
ตอนที่ 603: เติมเต็ม ‘ศักดิ์ศรี’ ของพวกเจ้า
หลังจากเฉินหยุนได้ยินหลินเว่ยเว่ยพูดแบบนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นทันทีพร้อมประกายแห่งความหวังในดวงตาทั้งสองข้าง…บางทีนายอำเภอหนุ่มและภรรยาท่านนี้ อาจไม่เหมือนกับนายอำเภอคนอื่นๆที่ผ่านมาก็ได้…
ชาวบ้านคนนั้นรีบพูดว่า “ข้าน้อยเป็นสามัญชน บรรพบุรุษก็เป็นสามัญชน…จริงๆขอรับ !”
“เจ้าเป็นสามัญชน เขาเองก็เป็นเหมือนกัน แถมยังไม่มีประวัติกระทำความผิดอะไรด้วย เป็นราษฎรที่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง แล้วเหตุใดเขาถึงมาปรากฎตัวในฝูงชนไม่ได้ ?” หลินเว่ยเว่ยมองไปทางหมู่บ้านคนบาป…การปฏิวัติอำเภอหนิงซีขั้นแรก เริ่มจากที่นั่นแล้วกัน !
“แต่เขาเป็นราษฎรโฉด ! ท่านฝูเหรินนายอำเภอ ท่านจะโดนเขาหลอกไม่ได้ขอรับ พวกลูกหลานอาชญากรเชื่อถือได้ที่ไหนกันขอรับ !” ชาวบ้านผู้นั้นตีหน้าเศร้า ราวกับว่าที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อภรรยานายอำเภอ
หลินเว่ยเว่ยกระตุกยิ้ม “หรือแท้จริงเจ้าไม่ได้กังวล แต่กลัวคนจากหมู่บ้านคนบาปมาแย่งงานพวกเจ้าแทน?”
ชาวบ้านในหมู่บ้านคนบาปไม่มีที่นา ได้แต่เลี้ยงชีพด้วยการทำงานหนักในบ่อเกลือ เพราะคนที่ตัวอำเภอและท่าเรือต่างไม่ยอมจ้างพวกเขา ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีกลัวว่าพวกเขาจะแย่งงาน จึงจงใจทำให้พวกเขาดูเป็นคนเลว…หากภรรยานายอำเภอทำตัวเป็นแบบอย่าง พ่อค้าในอำเภอหนิงซีก็จะทำตามทางการ ไม่กีดกันการจ้างคนจากหมู่บ้านคนบาปอีก เมื่อมองในระยะยาวแล้ว ชาวบ้านอำเภอหนิงซีก็จะเสียโอกาสไปเยอะเลยไม่ใช่หรือ ?
แกนนำกลอกตาไปมา ก่อนจะหันไปตะโกนใส่ชาวบ้านที่ต่อแถวอยู่ว่า “คนของหมู่บ้านคนบาปเป็นคนชั่วทั้งนั้น ท่านฝูเหรินนายอำเภอที่ปฏิบัติต่อพวกมันเท่าเทียมกับพวกเราเพราะอยากทำให้พวกเราอับอายใช่หรือไม่ ? เราไม่อยากคบหากับพวกคนเลว ! ถึงแม้พวกเราราษฎรหนิงซีจะยากจน แต่ก็มีศักดิ์ศรี ! ถ้าฝูเหรินนายอำเภอจ้างพวกมัน พวกเราก็ไม่เอาด้วยแล้ว !”
“ใช่ ! พวกเราจะไม่ทำ !”
“พวกเรามีแรง ยังต้องกลัวว่าจะหางานไม่ได้อีกหรือ ?”
“แม้จะต้องอดตาย เราก็ไม่ทำงานร่วมกับคนจากหมู่บ้านคนบาป !!” พวกที่รวมหัวทำร้ายคนอื่น รู้ว่าตนจะไม่โดนจ้างงานแล้วจึงช่วยกันประท้วงเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนมาเข้าพวกกับตนให้มากกว่าเดิม จะได้บีบให้ภรรยานายอำเภอเป็นฝ่ายยอม ภูผาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน ก็คือคนเหล่านี้ !
ชาวบ้านไม่กี่คนที่หัวร้อนก็เข้าร่วมกับพวกเขาเพื่อต่อว่าให้ภรรยานายอำเภอไล่คนจากหมู่บ้านคนบาปออกไป ไม่อย่างนั้นพวกตนจะไม่สมัครงานด้วย !
หลินเว่ยเว่ยมองพวกเขาโวยวายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม (ยิ้มก็เหมือนไม่ยิ้ม) ท้ายที่สุดจู่ๆสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาและพูดว่า “ทหาร ! จับคนที่สร้างความวุ่นวายเหล่านี้ส่งทางการ ได้ยินว่าในอำเภอหนิงซีแห่งนี้มีกบฏราชวงศ์ก่อนและสายลับหุยเหอคอยยุยงราษฎร บอกเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบอย่างละเอียด !”
แกนนำอ้าปากค้างในทันที ถ้าโดนโทษฐานกบฏจะต้องโดนประหารชีวิต พวกเขาไม่มีความกล้าแบบเมื่อครู่อีกต่อไปและรีบร้องขอความเมตตาทันที
ขณะมองพวกเขา หลินเว่ยเว่ยก็พูดกับชาวบ้านที่เงียบเป็นเป่าสากพวกนั้นว่า “นายอำเภอเจียงไม่มีทางใส่ความราษฎรคนไหน แน่นอนว่าจะไม่ยอมปล่อยคนที่กระทำผิดไปด้วย ! เมื่อครู่คนพวกนี้ก่อกวนการแผ้วถางที่ดินของข้า เราจะแผ้วถางพื้นที่รกร้างเหล่านี้เพื่ออำเภอหนิงซี หลังสัญญาเช่า4ปีครบแล้ว ที่ดินเหล่านี้ก็จะกลับไปเป็นของราชสำนักดังเดิม !”
ดวงตาของเฉินหยุนเป็นประกาย เขาอดถามไม่ได้ “ฝูเหริน ถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่เท่ากับว่าท่านฟื้นคืนที่ดินให้ราชสำนักเปล่าๆหรือขอรับ ?” ทั้งออกเงินลงแรง ที่ดินยังไม่ใช่ของตัวเอง นี่ไม่ใช่การค้าที่ขาดทุนหรือไร?
“ที่ข้าทำแบบนี้ย่อมมีเหตุผลของตน ! วางใจได้ ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีทางค้างจ่ายค่าแรงพวกเจ้าแน่นอน ตอนนี้เราจะจ่ายค่าแรงเป็นรายวัน ไม่มีทางปล่อยให้ติดค้างพวกเจ้าเด็ดขาด ! ถ้าใครยังอยากออกไปอีก ข้าก็จะไม่ห้าม !”
หลินเว่ยเว่ยเรียกองครักษ์เข้ามาแล้วให้พาพวกที่ยุยงชาวบ้านออกไปจากฝูงชนทีละคน…พวกเจ้าไม่อยากทำงานกับคนจากหมู่บ้านคนบาปใช่หรือไม่ ? ได้ เช่นนั้นข้าจะเติมเต็ม ‘ศักดิ์ศรี’ ของพวกเจ้า !
ชาวบ้านที่เหลือไม่กล้าพูดอะไรอีก…เมื่อเทียบกับงานค่าแรงวันละ20อีแปะและยังมีอาหารกลางวันให้ด้วย ศักดิ์ศรีจะเทียบกับอะไรได้ ? กินได้หรือ ?
ขณะมองทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในใจของเฉินหยุนก็มีประกายแห่งความหวังผุดขึ้น…บางทีนายอำเภอคนใหม่คงไม่เหมือนกับขุนนางคนอื่นจริงๆ ทัศนคติของนายอำเภอจะส่งผลโดยตรงต่อการกระทำของราษฎร หมู่บ้านคนบาปของพวกเรามีทางรอดแล้ว !! พวกเราไม่จำเป็นต้องเหมือนซากศพเดินได้ที่รอคอยความตายไปวันๆอีกต่อไป !!
“ชื่อ อายุ ที่อยู่…” เฉินหยุนระงับความตื่นเต้นในใจเอาไว้ ผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาใจเย็นได้อีกครั้ง จึงรีบตอบคำถามของหลิวว่ายจื่อ
หลิวว่ายจื่อเห็นเขาดูเป็นคนสุภาพ ไม่ว่าพูดจาหรือการกระทำก็ไม่เหมือนชาวบ้านคนก่อนหน้านี้ จึง.อดไม่ได้ที่จะถามเพิ่ม “รู้หนังสือหรือไม่ ?”
เฉินหยุนตกตะลึง แต่ก็รีบตอบกลับ “เคยเรียนหนังสือกับท่านปู่มาสองสามปีขอรับ…” ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคนบาปล้วนเป็นเหมือนเขา คือเป็นชนรุ่นหลังของขุนนางราชวงศ์ก่อน คนส่วนใหญ่จึงสอนให้บุตรหลานอ่านเขียนได้
หลิวว่ายจื่อสะบัดมือที่ปวดร้าวของตนแล้วถอยออกจากตำแหน่งที่นั่ง “มา ลองเขียนสักสองคำให้ข้าดูหน่อย !”
ครอบครัวของเฉินหยุนมีฐานะยากจน ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียน บิดาจึงทำพู่กันให้เขาเองและใช้น้ำผสมสีเพื่อเขียนอักษร ทักษะการจับพู่กันของเขาจึงดีกว่าหลิวว่ายจื่อมาก
หลิวว่ายจื่อนำหนังสือสัญญาอีกฉบับออกมาจากด้านล่างแล้วถามคนถัดไปว่า “ชื่อ อายุ ที่อยู่…อย่าเอาแต่ตกตะลึง รีบเขียนเข้าสิ !”
เฉินหยุนค่อนข้างสับสน…นี่เขาถูกจ้างงานแล้วหรือ ? เขาหยิบพู่กันขึ้นแล้วเริ่มเขียนข้อมูลของผู้ที่มาสมัคร ครั้งแรกที่ใช้พู่กันจริงๆ มันดูไม่ค่อยถนัดสักเท่าไรสำหรับตน แต่หลังจากสัญญาฉบับแรกผ่านไปแล้ว เขาก็เริ่มคุ้นชินและเขียนได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ
หลิวว่ายจื่อเห็นอีกฝ่ายเขียนได้ดีกว่าตนถึงหลายเท่า จึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก…ในที่สุดก็หลุดพ้นจากงานเขียนที่ยากลำบากนี้ได้ ข้าฉลาดจริงๆเลย !
ต่อจากนั้นเฉินหยุนก็เป็นคนนั่งอยู่ในเพิงเพื่อจดข้อมูลของผู้มาสมัครและทำสัญญาจ้างให้พวกเขา
“ชื่อ หวงต้าจวง อายุ20ปี มาจากหมู่บ้านคนบาป !” เฉินหยุนเงยหน้า ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลานชายของบ้านสกุลหวง อีกฝ่ายมีรูปร่างเหมือนปู่ของตระกูล คือเป็นคนที่ช่วงไหล่กว้างและตัวสูง…แค่ผอมไปหน่อย เพราะคนในหมู่บ้านคนบาปไม่มีใครไม่ผอม !
“ภายในสามชั่วอายุคนไม่มีใครก่ออาชญากรรม !” จนถึงตอนนี้หวงต้าจวงถึงได้พบว่าคนที่เขียนกลับเป็นสหายเฉินหยุนที่อยู่บ้านข้างๆ…ใช้ได้ ! เพิ่งมาไม่นานก็ได้งานแล้ว เก่งใช้ได้เลย ! ทันใดนั้นเขาก็เริ่มมั่นใจว่าตนจะได้รับการจ้างงานขึ้นมาพอสมควร !
เฉินหยุนพยักหน้าให้เขา “ประทับรอยนิ้วมือตรงนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็มาเริ่มงานตามเวลาในสัญญา !”
“น้องเฉินหยุน ท่านภรรยานายอำเภอไม่ถือสาฐานะของพวกเราจริงหรือ ?” หวงต้าจวงกำหนังสือสัญญาไว้ เขามีความรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ นี่พวกตน…จะได้เป็นเหมือนชาวบ้านคนอื่น ไม่ต้องโดนขับไล่ ไม่โดนทำร้ายและสามารถทำงานที่นอกเหนือจากบ่อเกลือได้จริงหรือ ?
ขณะมองดวงตาอันแดงก่ำของอีกฝ่าย เฉินหยุนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแสบตา เขาออกแรงพยักหน้า “ท่านภรรยานายอำเภอพูดแล้วว่าพวกเราก็เป็นสามัญชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายคนหนึ่ง สมควรได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น พี่ต้าจวง ตั้งใจทำงาน อย่าทำให้คนหมู่บ้านคนบาปเสียหน้า !”
“วางใจได้ ! ด้วยคำพูดนี้ของท่านภรรยานายอำเภอ แม้ข้าหวงต้าจวงจะต้องถวายชีวิตนี้ให้นาง ข้าก็ไม่รู้สึกเสียดาย !” ทันใดนั้นคนตัวโตอย่างหวงต้าจวงก็เริ่มร้องไห้โฮเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง…ในที่สุดก็มีคนยอมรับชาวหมู่บ้านคนบาปอย่างพวกตนแล้ว !
[1] ภูผาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน หมายถึง สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีก็จะส่งผลต่อนิสัยของผู้อยู่อาศัยให้แย่ไปด้วย
ตอนที่ 604: การกลายเป็นลูกจ้างประจำคือฝันยิ่งใหญ่ที่สุด
หวงต้าจวงเหมือนคนดื่มสุราเข้าไปหนึ่งไหเต็มๆ เขามึนศีรษะไปหมด แต่หัวใจกำลังโบยบิน ‘นี่ตนกับน้องเฉินหยุนโดนจ้างงานแล้วหรือ ? ! ค่าจ้างได้เท่ากับคนทั่วไป ไม่โดนเอาเปรียบหรือโดนทุบตี หรือแม้แต่หักค่าแรงก้อนเล็กๆของพวกตน ! ท่านฝูเหรินนายอำเภอคนปัจจุบันเป็นคนดีจริงๆ ! ท่านนายอำเภอก็จะต้องเป็นคนดีแน่นอน !’
หลิวว่ายจื่อที่อยู่ด้านข้างก็มองหวงต้าจวงที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งด้วยความรังเกียจ ก่อนจะพูดกับเขาว่า “ภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันจะเอาชีวิตเจ้าไปทำไม ? เจ้าติดตามนายหญิงของพวกเราอย่างวางใจเถิด ! รับรองไม่เสียใจภายหลังแน่นอน ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อก่อนข้าเป็นคนอย่างไร ?”
“ท่าน…เป็นผู้ดูแลใหญ่ของฝูเหรินนายอำเภอคนปัจจุบันไงเล่าขอรับ !” หวงต้าจวงตอบกลับด้วยความเคารพ พร้อมดวงตาคู่น้อยที่ฉายแววสั่นสะท้าน
หลิวว่ายจื่อหัวเราะเสียงดัง “ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ว่าตอนนั้นข้าหลิวว่ายจื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคนไม่เอาไหนในหมู่บ้าน ใช้ชีวิตเป็นคนว่างงาน ขโมยข้าวของชาวบ้าน เล่นพนัน ต่อยตี ทำเรื่องผิดบาปทุกอย่าง ! แต่เพราะฝูเหรินนายอำเภอคนปัจจุบันไม่รังเกียจในอดีตของข้าจึงหยิบยื่นโอกาสให้ข้าปรับปรุงตัว จ้างข้าดูแลโกดังที่ท่าเรือให้นาง…จากนั้นก็เป็นหลงจู๊ที่ร้านค้าในตำบลและร้านค้าที่เขตชายแดน…ถ้าไม่มีนายหญิงก็ไม่มีข้าในวันนี้ ! นายหญิงของเราไม่มีทางปล่อยให้คนขยันอดตายแน่นอน !”
หวงต้าจวงยืดอกตั้งตรง ดวงตาแน่วแน่และพูดด้วยน้ำเสียงมีพลัง “วางใจได้ขอรับ ท่านผู้ดูแลใหญ่หลิว ข้าน้อยจะต้องขยันทำงาน ไม่เกียจคร้านแม้แต่น้อย ข้า หวงต้าจวง อาจไม่มีอะไรดีเลย แต่มีแรงทำงานแน่นอนขอรับ…”
“พอได้แล้ว !” หลิวว่ายจื่อตบบ่าของเขา “ตั้งใจทำงาน ท่านฝูเหรินนายอำเภอคนปัจจุบันพูดไว้แล้วว่าต่อไปโอกาสงานแบบนี้ยังมีอีกมาก ค่าจ้างและสวัสดิการก็เหมือนแรงงานระยะสั้นกลุ่มนี้เลย ถ้าทำดีแล้วการได้เปลี่ยนเป็นลูกจ้างประจำก็ยังมีหวัง !”
ลูกจ้างประจำ ? ถ้าแบบนั้นก็แปลว่าต่อไปจะไม่ต้องกังวลเรื่องตกงานแล้ว ? ค่าแรงวันละ20อีแปะ หนึ่งเดือน…ก็600อีแปะ ! ฮือฮือฮือ…หากท่านนายอำเภอคนปัจจุบันและภรรยามาเร็วกว่านี้สักสองสามปี ท่านปู่และท่านพ่อของเขาก็คงไม่ต้องทำงานหนักจนเหนื่อยตายอยู่ในบ่อเกลือ ท่านย่าก็คงไม่ต้องประหยัดอาหารไว้ให้เขากินจนทำให้นางต้องอดตายอยู่บนเตียง…ฮือฮือฮือ…
การประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว100ตำแหน่ง เนื่องจากการบอกเล่าแบบปากต่อปากจึงทำให้คนที่มาสมัครมีเกือบ200คน ตอนแรกชาวบ้านจากหมู่บ้านคนบาปได้แต่ยืนมองอยู่ไกลๆ พอเห็นว่าเฉินหยุนผ่านการคัดเลือก พวกเขาก็มาเข้าแถว แต่น่าเสียดายที่นอกจากสหายผู้เสี่ยงโดยรุมทำร้ายก่อนหน้านั้นแล้ว คนอื่นก็ไม่ได้งาน จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินกลับหมู่บ้านด้วยความสิ้นหวัง
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน หวงต้าจวงเห็นอู๋หยงห่าวที่มาจากหมู่บ้านฝั่งตะวันตกก็มาเข้าแถวด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะพูดเสียงดังว่า “ท่านภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันเป็นคนดีมากเลย ไม่เลือกปฏิบัติและกีดกันคนจากหมู่บ้านคนบาปของพวกเรา ทว่ามีอย่างหนึ่งก็คือคนที่มีประวัติกระทำผิดกฎหมาย จะไม่โดนจ้างงาน!”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่หมู่บ้านคนบาปแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือหมู่บ้านตะวันตกและตะวันออกอย่างชัดเจน อารมณ์ประมาณว่าคนทั้งสองฝั่งหมู่บ้านไม่มีทางคบค้าสมาคมกันได้ ส่วนมากผู้อาวุโสทางฝั่งตะวันตกจะเป็นนักโทษร้ายแรง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในฝั่งนั้นก็มีรัศมีของโจรผู้ร้าย ถือว่าจัดการยากมากและยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนฐานะตัวเองเป็นโจร ! ส่วนทางหมู่บ้านฝั่งตะวันออก ถ้าบรรพบุรุษไม่ได้ถูกใส่ร้ายหรือใส่ความก็จำใจต้องตกอยู่ในสภาพนักโทษก่ออาชญากรรม…พวกตนรังเกียจที่จะคบหากับชาวบ้านฝั่งตะวันตก…คำพูดเหล่านั้นของหวงต้าจวงคือต้องการพูดให้อู๋หยงห่าวได้ยิน
อู๋หยงห่าวทำตาขวางใส่เขา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดบางอย่าง พอหวงต้าจวงเห็นแบบนั้นก็คิดว่าเจ้าตัวแสบต้องวางแผนร้ายอะไรแน่นอน ! คงไม่ได้คิดจะร่วมมือกับพวกคนชั่วๆในหมู่บ้านตะวันตกแล้วทำลายแผนการแผ้วถางที่ดินของท่านภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันหรอกกระมัง ? ไม่ได้การ รออีกประเดี๋ยวเขาต้องเล่าให้น้องเฉินหยุนฟัง เพราะในใจหวงต้าจวงแล้ว เฉินหยุนเป็นคนเก่งมาก นี่ยังผ่านไปไม่ถึงวันก็สนทนากับผู้ดูแลใหญ่ของท่านภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันได้แล้ว
เฉินหยุนจัดการสัญญาในมือ ตามความต้องการของท่านฝูเหรินนายอำเภอคือเขาต้องทำสำเนารายชื่อลูกจ้างทุกคนขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับแล้วมอบให้ผู้ดูแลอย่างหลิวว่ายจื่อ
ขณะมองตัวอักษรที่เรียบร้อยในหน้ากระดาษ หลิวว่ายจื่อก็คลี่ยิ้มพลางจ่ายค่าตอบแทนสำหรับวันนี้…เงิน20อีแปะแล้วยังมีหมั่นโถวจากแป้งข้าวโพดอีกสองลูกให้เฉินหยุน หลิวว่ายจื่อตบบ่าเขา “พรุ่งนี้มาเช้าๆหน่อย ต่อไปเจ้ารับผิดชอบดูแลการจดบันทึกเวลาเข้าออกงานของพวกคนงาน”
งานจดบันทึกแค่ต้องขยับพู่กันไม่ใช่หรือ เมื่อเทียบกับงานหนักอย่างการแผ้วถางที่ดินแล้วก็เบากว่าตั้งเท่าไร จึงเป็นธรรมดาที่เฉินหยุนจะรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง เขามองหมั่นโถวจากแป้งข้าวโพดในมือ มันใหญ่กว่ากำปั้นเขาเสียอีก ทั้งหนาทั้งแน่น มันช่าง…หลังจากหันไปมองเหรียญทองแดงในมือแล้ว เขาก็ถามด้วยความลังเลว่า “ผู้ดูแลหลิว ขอแลกเปลี่ยนเงินเป็นธัญพืชหยาบได้ไหมขอรับ ?”
คนที่บ้านอดอาหารมา2วันแล้ว ข้าวสารในอำเภอยังมีจำนวนจำกัด ใช่ว่าจะหาซื้อได้ทุกครั้ง ถ้าเปลี่ยนเงินค่าแรงเป็นอาหารได้ก็คงวิเศษไปเลย !
หลิวว่ายจื่อครุ่นคิด ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อเจ้าพูดแล้ว ข้าก็จะตามใจ” หลังพูดจบ เขาก็ไปเอาแป้งข้าวโพดในรถม้าออกมาประมาณ3ชั่ง แล้วยัดใส่มือเฉินหยุน เขาไปสืบมาแล้วว่าราคาธัญพืชหยาบของอำเภอหนิงซีอยู่ที่ชั่งละ10อีแปะ ที่เพิ่มมาถือเป็นรางวัลสำหรับเฉินหยุน…ถ้าไม่ได้เฉินหยุนช่วย วันนี้มือของเขาก็คงหักไปแล้ว ! ไม่ทราบว่าบัณฑิตเหล่านั้นอดทนเขียนอักษรสิบกว่าแผ่นได้อย่างไรทุกวัน !
วันรุ่งขึ้น ลูกจ้างชั่วคราวล้วนมารวมตัวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เฉินหยุนรับหน้าที่จดรายชื่อและเวลาเข้างาน งานในวันนี้ของหลิวว่ายจื่อคือ…ถางหญ้า ! คนงานได้พื้นที่รกร้างคนละประมาณ2หมู่ หลังถางหญ้ากองไว้บนพื้นแล้วก็เริ่มทำแนวกันไฟทั้ง4ด้าน
อากาศในเดือนเจ็ด แสงแดดแผดเผาเหมือนเปลวไฟ หญ้าที่ถางออกมาจึงแห้งภายในวันเดียวเพราะแสงแดด วันรุ่งขึ้นทุกคนยังถูกแบ่งงานเป็นสองหมู่เหมือนเดิมและเริ่มทำแนวกันไฟตามที่นายสั่ง…
ก่อนถูกจ้างงาน คนส่วนใหญ่เคยทำงานหนักมาก่อน บางคนอยากอู้แล้วโกงเอาค่าแรงในวันนั้นจึงโดนยกเลิกสัญญาและไล่ออกในวันนั้นเลย เมื่อคนอื่นเห็นตัวอย่างแล้วก็ทุ่มเทแรงกายทำงานกันยิ่งกว่าเดิมเพราะกลัวตนเองจะโดนไล่ออก
เที่ยงวันอากาศร้อนจัด ทุกคนได้หยุดพักหนึ่งชั่วยาม คนงานชั่วคราวพากันมาเข้าแถวเพื่อรับหมั่นโถว จากนั้นก็พากันไปอยู่ใต้ร่มไม้และเริ่มกินอาหารกลางวันคำโต
หลังได้หมั่นโถวสองลูกแล้ว หวงต้าจวงก็ไปหาเฉินหยุน เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีหัวไชเท้าดองเค็มสองหัวอยู่ด้านข้าง เขาก็หน้าด้าน ‘ขโมย’ มาหนึ่งหัวแล้วเริ่มกัดกินพร้อมหมั่นโถว เขากินไปพลางพูดไปด้วย “ท่านฝูเหรินนายอำเภอคนปัจจุบันเป็นคนใจดีจริงๆ ในหมั่นโถวนี้ไม่มีผักป่าปนอยู่เลยสักนิด ทำจากแป้งข้าวโพดแท้ๆ ไม่รู้ว่าต่อไปอาหารที่ได้จะเป็นแบบนี้ทุกมื้อหรือเปล่า !”
นอกจากเฉินหยุนแล้วหมู่บ้านคนบาปยังมีผู้โชคดีอีก5คนที่ถูกจ้างงาน เฉินหยุนเห็นพวกเขากินหมั่นโถวไปแค่ลูกเดียวแล้วเอาอีกลูกซ่อนไว้ คงคิดจะเอาของที่เหลือกลับไปให้คนที่บ้านกิน เขาจึงรีบเตือนว่า “พวกเจ้ากินไม่อิ่มแล้วตอนบ่ายทำงานไม่ดี ถ้าโดนไล่ออกเพราะอู้งานขึ้นมา พวกเจ้าจะไม่เหลืออะไรอีกเลย !”
พอทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้ารับ ชายร่างผอมคนหนึ่งลูบหางตาตัวเองแล้วถอนหายใจออกมา “ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ เชิงเอ๋อร์ของบ้านข้ายังไม่เคยกินหมั่นโถวที่ดีขนาดนี้มาก่อนเลย…ข้า ข้าเลย ข้าคิดจะเก็บไปให้เขาชิม เฉินเอ๋อร์ ข้าไม่ทำให้เสียงานตอนบ่ายแน่นอน !!”
ตอนที่ 605: ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง
พวกชาวบ้านไม่กี่คนจากหมู่บ้านคนบาปจึงหวงแหนโอกาสในการทำงานครั้งนี้มาก แต่ละคนทำงานอย่างไม่หวงพละกำลัง แต่ละครั้งจะอยู่ใน10อันดับแรกของคนที่ทำงานสำเร็จเสมอ
พวกเขาไม่เหมือนคนอื่น หลังทำงานเสร็จแล้วก็จะไปพักด้านข้าง และยิ่งไม่เหมือนใครบางคนที่พอผู้ดูแลไม่เห็นก็จะแอบอืดอาดยืดยาด แต่ในเวลาที่คนอื่นพัก ตัวเองกลับทำงานเพื่อแสดงให้เห็นว่าขยันถึงขนาดไหน
หลังจากชาวหมู่บ้านคนบาปทำงานเสร็จแล้วก็จะไปรวมตัวกับพวกพ้องแล้วเริ่มแผ้วถางที่ดินอีกแห่ง เท่ากับว่าพวกเขาแต่ละคนทำงานมากกว่าคนอื่นถึง5เท่า
หลิวว่ายจื่อเห็นภาพนี้กับตา ค่าแรงให้เพิ่มไม่ได้ ดังนั้นตอนถึงเวลาแจกอาหารกลางวัน เขาจึงจงใจเพิ่มหมั่นโถวให้ทั้ง5คนนี้อีกคนละหนึ่งลูก ถือเป็นของรางวัลที่อีกฝ่ายทำงานล่วงเวลา…เสี่ยวเว่ยเคยพูดว่าผู้ดูแลต้องรู้จักแยกแยะเรื่องการให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน ทำแบบนี้แล้วถึงจะกระตุ้นคนงานได้ !
หลังจากหวังหลิวเกินชายร่างผอมได้หมั่นโถวไปแล้วก็รีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน…‘เชิงเอ๋อร์ แม่เชิงเอ๋อร์ มีหมั่นโถวกินแล้ว !’ พวกเรามีหมั่นโถวกินแล้ว !! หมั่นโถวขนาดเท่าไข่ไก่ที่เขาเอากลับมาเมื่อวานนี้ เชิงเอ๋อร์ก็กินมันอย่างเอร็ดอร่อย หรือแม้แต่เศษที่ตกบนเสื้อผ้าก็ยังเก็บขึ้นมากินอย่างระมัดระวัง…
หมู่บ้านคนบาปอยู่ห่างจากพื้นที่กำลังแผ้วถางเพียง1เค่อเท่านั้น หวังหลิวเกินวิ่งไปตลอดทาง หลังผลักประตูเข้าไปแล้วเขาก็เห็นเด็กผู้ชายอายุ5ขวบ กำลังช่วยมารดาเด็ดผัดอยู่ใต้ร่มไม้ ! คนในหมู่บ้านคนบาปจะรับประทานอาหารกันเพียง2มื้อเท่านั้นและยังเป็นแค่แกงจากผักป่า…ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ เด็ก ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ต้องหิวโหยจนรู้สึกไม่สบายไปทั้งวัน
พอแม่เชิงเอ๋อร์ได้ยินเสียงก็รีบหันไปมองแล้วถามด้วยความตกใจว่า “ท่านพี่ เหตุใดท่านกลับมาอีกแล้ว ? ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเอาหมั่นโถวกลับมา เช้านี้ข้าออกไปเข้าแถวซื้อธัญพืชหยาบในตัวอำเภอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้ว…ท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา น้องเฉินพูดถูก ท่านควรกินให้อิ่มถึงจะมีแรงและหาเงินกลับมาให้ได้มากกว่าเดิม !”
หวังหลิวเกินปาดเหงื่อออกจากใบหน้าแล้วหยิบห่อผ้าที่ซักจนสะอาดเอี่ยมออกมาจากอกเสื้อ หลังเปิดออกก็เผยให้เห็นหมั่นโถวลูกใหญ่ถึง3ลูก เขาคลี่ยิ้มจนเห็นฟันหน้าเรียงครบทุกซี่ “ดูสิ ! นี่คืออะไร !”
“ไม่ได้บอกว่าคนหนึ่งได้หมั่นโถวสองลูกหรอกหรือ ? แล้วเหตุใดถึงมีเพิ่มมาอีกลูก ?” แม่เชิงเอ๋อร์มองสามีด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้รับหมั่นโถวมาถือไว้แต่อย่างใด
หวังหลิวเกินพูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้ดูแลหลิวเห็นพวกเราทำงานอย่างขยัน จึงให้รางวัลพวกเรา ! ข้ากินแค่สองลูกก็อิ่มแล้ว ที่เหลืออีกลูกนี้เจ้ากับเชิงเอ๋อร์แบ่งกันกินเถิด !”
แม่เชิงเอ๋อร์ดีใจมาก นางลุกขึ้นแล้วนำผักป่าที่ล้างจนสะอาดแล้วมาใส่จาน จากนั้นเติมเกลือลงไปแล้วยกมาวางบนโต๊ะขาหัก หมั่นโถว3ลูกที่สามีเอากลับมา นางวางสองลูกตรงเบื้องหน้าเขา ส่วนอีกลูกนั้นนางกัดกินคำเล็กๆ แล้วก็ยกที่เหลือทั้งหมดให้บุตรชาย “ท่านพี่ ท่านฝูเหรินนายอำเภอเป็นคนใจดีมาก ! ตอนบ่ายข้าไม่มีงานอะไรต้องทำแล้ว ถ้าอย่างไร…ข้าไปช่วยงาน ท่านก็จะได้สบายขึ้นมาบ้าง !”
หวังหลิวเกินครุ่นคิด ก่อนจะพูดอย่างลังเล “ถ้าอย่างไร…ข้าไปถามน้องเฉินก่อนดีหรือไม่ ?”
เฉินหยุนก็กินหมั่นโถวแค่สองลูก เขาไม่ต้องทำงานหนักเหมือนคนอื่นจึงแบ่งหมั่นโถวหนึ่งลูกไปให้คนที่บ้าน ตอนนี้พี่ชายและบิดาของเฉินหยุนไปทำงานที่บ่อเกลือ ในบ้านเหลือแค่ท่านปู่คนเดียว ส่วนมารดาก็ออกไปเก็บผักป่ายังพื้นที่ห่างไกลกับผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้าน
ตอนนี้ชายชรากำลังสานตะกร้าอย่างชำนาญอยู่ หลังเงยหน้าแล้วเห็นหมั่นโถวในมือหลานชาย เขาก็พูดว่า “ปู่ไม่ต้องทำงานใช้แรงอะไร เก็บไว้ให้พ่อกับพี่ชายเจ้าเถิด”
“อากาศร้อน ถ้าเก็บไว้ถึงเย็นก็จะเสียได้ขอรับ ท่านปู่ ท่านกินเถิด แป้งข้าวโพดที่เอากลับมาเมื่อวานก็ไม่ต้องประหยัดกิน เย็นนี้บอกให้ท่านแม่ทำอาหารเยอะๆ จนทุกคนกินอิ่มท้องนะขอรับ !” เฉินหยุนลองคำนวณดู ‘ถ้าเป็นเหมือนที่ผู้ดูแลหลิวพูด ต่อไปค่าแรงจะเปลี่ยนเป็นอาหารทั้งหมด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีอยู่มาก’
ปู่เฉินวางตะกร้าสานในมือลง แล้วไปล้างมือเพื่อฉีกหมั่นโถวที่เฉินหยุนนำกลับมาออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปตากแดด ของแห้งอย่างไรก็ไม่เสีย ตอนเย็นใส่หม้อต้มกับผักป่าก็จะอิ่มยิ่งกว่ากินแค่แกงผัก
ส่วนแป้งข้าวโพดที่หลานชายคนเล็กนำกลับมา เขาจะเก็บไว้ให้หลานชายคนโตแต่งภรรยา…ในหมู่บ้านคนบาป ธัญพืชหยาบจำนวน5ชั่ง สามารถขอภรรยาแต่งเข้าบ้านได้ หลานชายคนโตอายุเกือบ20ปีแล้ว แต่ยังเป็นท่อนไม้เกลี้ยงอยู่เลย ! หมู่บ้านคนบาปมีสตรีที่ขายไม่ออกมากมายและต้องเป็นโสดไปทั้งชีวิต
เฉินหยุนรู้ว่าท่านปู่เป็นคนดื้อรั้น จึงได้แต่ถอนหายใจ ช่วงสองวันนี้เขาลองสังเกตดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภรรยานายอำเภอหรือผู้ดูแลหลิวก็ปฏิบัติต่อคนในหมู่บ้านคนบาปอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น ภรรยานายอำเภอถางที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นถางหญ้า พรวนดิน หว่านเมล็ด เก็บเกี่ยว…ก็ต้องใช้คนงานทั้งนั้น เขาจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้มั่น !
พอออกมาจากบ้านก็เห็นหวังหลิวเกิน หลังฟังคำพูดของเขาแล้วเฉินหยุนก็เงียบไปพักหนึ่ง “ได้มันก็ได้อยู่หรอก แต่…พี่สะใภ้จะไม่ได้ค่าแรง !”
“ข้ารู้ พวกเราไม่ต้องการค่าแรง พี่สะใภ้ของเจ้าแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระข้าเท่านั้น” หวังหลิวเกินให้เชิงเอ๋อร์มาอยู่ที่บ้านสกุลเฉินเพื่อให้ชายชราช่วยดูแลแล้วพาแม่เชิงเอ๋อร์ไปที่ไร่
เมื่อมีแม่เชิงเอ๋อร์มาช่วยงาน ผ่านไปไม่นานหญ้าในพื้นที่ที่เขารับผิดชอบก็ถูกตัดจนหมด แนวป้องกันไฟรอบๆ ก็ถูกทำขึ้นเช่นกัน ในขณะที่เขาจะไปของานจากผู้ดูแลหลิวเพิ่มอีกหมู่ สาวใช้ข้างกายฝูเหรินนายอำเภอคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
หยาเอ๋อร์กวักมือเรียกให้แม่เชิงเอ๋อร์เข้าไปหา แม่เชิงเอ๋อร์รีบเหลือบมองผู้ชายของตน หวังหลิวเกินคิดว่าภรรยานายอำเภอต้องการตำหนิ จึงรีบเข้าไปคารวะแล้วโยนความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่ตัวเอง “ข้าน้อยผิดเอง ข้าน้อยเป็นคนให้นางมาทำงาน นางแค่ช่วยเท่านั้น ไม่ต้องการค่าแรงหรือข้าวสารอะไรเลย ! ถ้าท่านเห็นนางแล้วขัดตา ข้าน้อยจะบอกให้นางไปเดี๋ยวนี้ขอรับ !”
หยาเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเขา แต่ถามแม่เชิงเอ๋อร์แทน “ต้มน้ำถั่วเขียวเป็นหรือไม่ ?”
แม่เชิงเอ๋อร์มองสามี หลังได้รับสายตาให้กำลังใจจากเขาแล้วนางก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “เป็นเจ้าค่ะ แต่ไม่ค่อยได้ทำ ไม่รู้จะออกมาอร่อยหรือเปล่า…”
“แค่ทำเป็นก็พอแล้ว ! มาช่วยทำหน่อย !” ช่วงสองวันนี้หยาเอ๋อร์พาสาวใช้ไม่กี่คนของตำหนักหมินอ๋องมาทำหมั่นโถวจนมือของพวกนางบวมไปหมดแล้ว หลินเว่ยเว่ยสงสารพวกนางจึงให้นางจ้างสตรีที่ทำงานคล่องแคล่วมาช่วยสักสองสามคน
ต้มน้ำถั่วเขียวไม่มีอะไรยาก ที่ยากก็คือต้องต้มออกมาให้คนนับร้อยดื่ม ! อ่างไม้ที่ใช้บรรจุน้ำต้มถั่วเขียว หลินเว่ยเว่ยเอามาถึง5ใบ ด้านในเต็มไปด้วยน้ำต้มถั่วเขียวและยังทำน้ำต้มถั่วเขียวแบบใส่น้ำแข็งลงไปด้วย
หลินเว่ยเว่ยโบกมือเรียกคนงานที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น “มาดื่มน้ำต้มถั่วเขียวแก้ร้อนกันก่อน !” ลูกจ้างชั่วคราวพวกนี้ทำงานดีเกินไปแล้ว ตอนเที่ยงแดดแรงถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้จักพัก นางเห็นแขนของคนงานชั่วคราวถูกแดดเผา จึงกลัวว่าจะมีคนล้มป่วยเพราะไข้แดดขึ้นมาแล้วเป็นอันตรายถึงชีวิต !
หวงต้าจวงที่ถูกเรียกก็วิ่งเข้ามาข้างอ่างไม้ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะถามขึ้นมาเบาๆว่า “น้ำต้มถั่วเขียวนี้ทำให้พวกเราดื่มจริงหรือขอรับ ?”
หลิวว่ายจื่อหัวเราะฮ่าฮ่า “ไม่ให้พวกเจ้าดื่ม แล้วน้ำต้มถั่วเขียวมากมายขนาดนี้ใครจะดื่มหมด ? ของที่พวกเจ้าเอาไว้ใช้ดื่มน้ำอยู่ไหน ? ไปเอามา !”
หวงต้าจวงหยิบกระบอกไม้ไผ่เนื้อหยาบมาจากไร่ มันมีขนาดยาวถึงปลายแขนได้เลย เขาหัวเราะแฮะแฮะด้วยความเขินอาย “ตักให้ข้าน้อยแค่ครึ่งเดียวก็ได้แล้วขอรับ…”
ตอนที่ 606: แฮะแฮะ ข้าคือฝูเหรินนายอำเภอ!
หลิวว่ายจื่อพูดว่า “ครึ่งหนึ่งอะไรกัน? เพียงพอให้เจ้าดื่มในชั่วอึดใจหรือเปล่า? ภรรยาหลิวเกิน เจ้ามาตักน้ำต้มถั่วเขียวให้สามีด้วย ตักจนเต็มล่ะ…น้ำต้มถั่วเขียวมีมากพอ !”
ภรรยาของหวังหลิวเกินถือกระบวยตักน้ำมาตักน้ำต้มถั่วเขียวให้พวกคนงานชั่วคราว ตอนนี้นางกำลังตื่นเต้นสุดๆไปเลย ! เดิมทีคิดว่าจะโดนเรียกมาช่วยงานแค่ชั่วคราว แต่คาดไม่ถึงว่าหยาเอ๋อร์กู่เหนียงคนเมื่อครู่จะบอกว่าต่อไปให้นางมาทำงานที่นี่ ค่าแรงได้เท่ากับพวกผู้ชาย นางแค่ทำหมั่นโถว ต้มน้ำถั่วเขียว ก็ได้ค่าแรงคุ้มกว่าพวกผู้ชาย !
หยาเอ๋อร์กู่เหนียงยังบอกว่าพรุ่งนี้ให้นางหาผู้หญิงที่ทำงานคล่องแคล่วและสะอาดมาจากหมู่บ้านอีก2คน ไม่ว่านางจะเลือกใคร คนผู้นั้นก็ซาบซึ้งในพระคุณทั้งสิ้น
ภรรยาหลิวเกินก็เป็นคนในหมู่บ้านคนบาป ตอนเย็นหลังจากนางกลับไปพร้อมค่าแรงแล้วนางก็ปรึกษากับสามี ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจไม่ปล่อยปุ๋ยชั้นดีนี้ให้คนนอก เย็นวันนั้นนางไปหาสะใภ้บ้านมารดาและบุตรสาวของท่านลุงบ้านฝั่งสามี หลังจากเล่าเนื้องานดีๆนี้ให้ฟังแล้ว พวกนางก็ดีใจจนร้องไห้กอดกัน…
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนออกไปรายงานตัวยังที่ว่าการอำเภอหนิงซีเร็วยิ่งกว่าสามีของตนออกไปทำงานเสียอีก แม้จะเห็นพวกนางใส่เสื้อผ้าเก่าๆ แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านมาก หยาเอ๋อร์ยังให้พวกนางลองนวดแป้ง แม้ตอนแรกฝีมือจะดูขึ้นสนิมเล็กน้อย แต่ผ่านไปไม่นานก็กลับมาคุ้นชินอีกครั้ง หยาเอ๋อร์ให้สาวใช้อยู่คุมไฟสองคน ส่วนตัวเองก็ได้หลุดพ้นจากงานทำหมั่นโถวแล้ว
ต่อจากนั้นอีก4วัน หญ้าในที่ดินหนึ่งพันหมู่ก็ถูกแผ้วถางออกจนหมด ต่อจากนี้ก็เป็นช่วงของการเผาหญ้า วันที่ห้ามีสายลมอ่อนๆพัดเข้าสู่พื้นที่ เป็นอากาศที่เหมาะกับการเผาไร่พอดี หลินเว่ยเว่ยจึงให้ลูกจ้างชั่วคราวเตรียมไม้กวาดมาคนละหนึ่งด้ามแล้วคอยยืนอยู่ข้างๆกองไฟ ทุก50หมี่จะมีคนยืนคุมอย่างเข้มงวด เพราะหลังจุดไฟขึ้นมาแล้ว ถ้าตรงไหนลุกแรงเกินไปจนจะข้ามแดน คนงานที่อยู่ใกล้ๆ ก็จะเข้าไปใช้ไม้กวาดดับไฟเพื่อไม่ให้เกิดเหตุควบคุมไฟยากขึ้นมา
เผาแค่วันเดียวก็เสร็จแล้ว วันที่หก ทางอำเภอส่งอุปกรณ์ไถหน้าดินมาให้…คันไถที่ถูกปรับปรุงและยังมีวัวที่ถูกซื้อเพิ่มเป็น20ตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อคันไถที่ถูกปรับปรุงนี้ หลินเว่ยเว่ยต้องทุ่มเทความคิดอย่างมาก
เย็นวันนั้น นางจงใจเดินวนเวียนบริเวณด้านหน้าของเจียงโม่หานที่กำลังอ่านเอกสารทางราชการอยู่ หลังดึงดูดความสนใจเขาสำเร็จแล้ว นางก็ชี้ไปที่คันไถในตำราด้านการเกษตรแล้วแสร้งทำเป็นพูดด้วยความอยากรู้อยากเห็น “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าถ้ามีใบมีดติดที่ใบไถ ความเร็วในการพรวนดินจะเร็วขึ้นหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานเงยหน้ามองนางพร้อมรอยยิ้ม “หากคันไถนี้หนักเกิน พวกสัตว์จะลากไม่ไป”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตา “ใช้วัวสองตัวลากพร้อมกันก็ได้ ! หน้าคันไถพวกนี้ยังใส่ล้อได้ เวลาพวกสัตว์ลากจะได้เหนื่อยน้อยหน่อย…”
พอเจียงโม่หานเห็นแบบนั้นก็รู้ทันทีว่านางมีแบบคันไถในใจอยู่แล้ว จึงวางงานในมือลงแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาวาดคันไถตามที่นางบอก หลังปรับปรุงแล้วในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็พอใจกับมัน…นี่ก็คือคันไถล้อคู่ที่นางต้องการ !
นางกะพริบตาเป็นประกายแล้วหันไปมองเจียงโม่หานด้วยความชื่นชม “บัณฑิตน้อย เจ้าเก่งมาก ! ถ้าคันไถล้อคู่นี้ถือกำเนิดขึ้น จะต้องยิ่งใหญ่กว่ากังหันน้ำกระดูกมังกรแน่นอน ! เจ้าทำเรื่องที่ช่วยเหลือราษฎรและแผ่นดินไว้อีกแล้ว !”
“เจ้า…จะยกผลงานนี้ให้ข้า ?” เจียงโม่หานค่อนข้างหดหู่ แต่จนปัญญามากกว่า…เขาเป็นโฉวฝู่มา20ปี แต่กลับแพ้ให้ภรรยาตัวเอง เขาสงสัยจริงๆว่าเด็กน้อยมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ แผ่นดินที่นางเคยเผชิญมาเป็นอย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยทำหน้าสับสน “คันไถนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนปรับปรุงหรอกหรือ ? ข้าแค่ออกความเห็นเล็กน้อย เพราะอย่างไรสามีข้าก็ร้ายกาจ แค่แรงบันดาลใจเล็กๆก็ทำให้เป็นจริงได้ !”
ต่อจากนั้นนางยังเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเอ่ยถึงเรื่องที่พวกลูกจ้างชั่วคราวเรียกนางว่า ‘ฝูเหรินนายอำเภอ’ ด้วยท่าทางโอ้อวด ราวกับคำว่าฝูเหรินนายอำเภอดูน่าภาคภูมิใจมาก !
เจียงโม่หานเขียนภาพโครงสร้างคันไถล้อคู่ให้ออกมาละเอียดกว่าเดิมภายในคืนนั้นเลย เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงก็ให้คนนำไปส่งที่เมืองหลวง…เขายังไปพบช่างตีเหล็กและให้สร้างคันไถนี้ออกมาโดยที่ช่างไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว…
วัวสองตัวเทียมคันไถหนึ่งคัน มีคนคอยจับคันไถอีกหนึ่งคน คันไถล้อคู่ทำงานได้มากกว่าคันไถทั่วไปถึงหนึ่งเท่า ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน วันที่คันไถเริ่มลงพื้นที่ เจียงโม่หานพาพวกขุนนางในอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆมาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นนี้
เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดภาพวัวที่เกียจคร้าน หลินเว่ยเว่ยจึงแขวนหญ้าสดชุบน้ำพุวิญญาณไว้ที่ด้านหน้าของวัว เมื่อวัวทั้งสองอยากเคี้ยวหญ้าสด พวกมันก็ต้องเดินไปข้างหน้า ส่วนคนที่ทำงานไถ่ดินล้วนเป็นมืออาชีพทั้งสิ้น
คันไถที่ถูกปรับปรุงแล้ว ไม่เพียงไถดินได้กว้างแต่ยังลึกด้วย ชาวบ้านที่มาดูต่างเห็นประโยชน์จากมันได้ในชั่วพริบตาเดียว หลังพวกเขารู้ว่าคันไถนี้ถูกปรับปรุงโดยนายอำเภอเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาก็ชื่นชมว่าอีกฝ่ายเป็นขุนนางที่ดีและทำงานเพื่อราษฎรอย่างแท้จริง
วัว20ตัว ลากคันไถได้แค่10คันเท่านั้น แล้วหนึ่งพันหมู่จะถูกไถพรวนเสร็จเมื่อใด ? หลินเว่ยเว่ยเริ่มร้อนใจจนมุมปากของนางมีตุ่มใสขึ้นเพราะความเครียด…พวกสัตว์หายาก นางจะไปหาวัวม้าที่ไหนมาลากคันไถ ? ช้าก่อน…อำเภอหนิงซีอยู่ติดชายแดน แล้วมีสิ่งใดมากที่สุด ? กองทัพไงเล่า! แล้วในกองทัพไม่ขาดแคลนอะไรที่สุด ? ม้าศึก ! ทว่า…ตอนนี้ฟู่หวางของหลินเว่ยเว่ยกำลังเดินทางมา จึงหวังพึ่งไม่ได้ !
เด็กน้อยกำลังร้อนใจ เจียงโม่หานก็ทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่เอ็นดูภรรยาและกล่อมนางให้ใจเย็นลงหน่อย อย่างมากสุดปีนี้พวกตนก็จะไม่ปลูกอะไร แล้วค่อยๆแผ้วถางที่ทาง แล้วต้นฤดูใบไม้ผลิค่อยหว่านเมล็ด แต่หลินเว่ยเว่ยอยากปลูกข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงเร็วๆ ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีจะได้กระตือรือร้นในการถางที่เพาะปลูก งานแรกตั้งแต่สามีเข้ารับตำแหน่ง จะได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น…
วันนี้ ที่ว่าการอำเภอมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน…แม่ทัพเฉาผู้ดูแลบ่อเกลือ ! ด้านหลังของเขายังมีเด็กสาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีอีกหนึ่งคน นางอยู่ในชุดขี่ม้า มือถือกระบี่ ผมมัดรวบทรงหางม้า แววตาก็ดูฉลาดหลักแหลม
พอแม่ทัพเฉาเข้ามาก็มองเจียงโม่หานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไร้มารยาท ก่อนจะเผยแววตาที่สิ้นหวังออกมา “เจ้าก็คือบุตรเขยที่เพิ่งออกจากเตาของหมินอ๋อง ?”
เจียงโม่หาน “…” อะไรคือเพิ่งออกจากเตา ? เจ้าเห็นข้าเป็นขนมอบหรือไร ?
“ข้าน้อยเจียงโม่หาน คารวะแม่ทัพเฉา !” เจียงโม่หานคารวะด้วยความสุภาพ
แม่ทัพเฉาเดินวนดูรอบตัวเขาแล้วเหยียดมุมปากขึ้น “เหตุใดแม่ทัพจ้าวถึงชอบบัณฑิตอ่อนแออย่างเจ้าได้ ? แขนขาดูไม่มีเรี่ยวแรง…นอกจากจับพู่กันและพูดเก่ง ยังทำอะไรได้อีก ? จริงสิ คันไถล้อคู่นั้นเจ้าเป็นคนวาด ? สมองยังถือว่าดีอยู่บ้าง ไม่ได้เลอะเลือนไปหมดทุกอย่าง !”
เจียงโม่หาน “…” ตนกับแม่ทัพเฉาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเหตุใดชายสูงวัยคนนี้ถึงได้เข้ามาก็ดูถูกกันแล้ว…ขอใช้คำพูดของภรรยาตัวเองว่า ‘ข้าไปขุดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษเจ้ามาหรือ ?’
สาวน้อยที่อยู่ข้างแม่ทัพเฉาก็เลิกคิ้วมองเขาด้วยความรังเกียจ พร้อมถามว่า “ได้ยินว่าภรรยาของเจ้าต่อสู้เป็น ? เรียนกระบวนท่ารำหอกจากสกุลจ้าวมาหรือไม่ ? ข้าอยากประลองกับนางสักหน่อย !”
เอาล่ะงานนี้ สมกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ ไร้สมองและขาดความอดทนทั้งคู่ ! เจียงโม่หานตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าน้อยยังมีงานต้องทำ หากทั้งสองท่านไม่มีเรื่องสำคัญอะไร ข้าน้อยขอตัวก่อน !”
ตอนที่ 607: ยกบัณฑิตน้อยให้เจ้า !
สาวน้อยในชุดขี่ม้าคนนั้นเข้าไปจับไหล่ของเจียงโม่หาน “ช้าก่อน ! เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลย…”
“เอามือของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ !” เมื่อหลินเว่ยเว่ยเข้ามาก็เห็นเด็กสาวหน้าตาดีกำลังฉุดรั้งสามีตัวเองอยู่ จึงรีบพุ่งเข้าใส่แล้วปัดมืออีกฝ่ายทิ้ง ก่อนจะพูดตาขวางว่า “นายอำเภอมีเจ้าของแล้ว ดึงๆรั้งๆเช่นนี้เหมาะสมที่ไหนกัน !”
คุณหนูเฉาโดนตีจนเจ็บหลังมือ พอมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้ว นางก็เชิดคางขึ้นพูดด้วยความเย่อหยิ่งว่า “เจ้าก็คือบุตรสาวหมินอ๋อง ? เจ้าใช้กระบวนท่ารำหอกสกุลจ้าวเป็นหรือไม่ ? ข้าอยากท้าประลองกับเจ้า !”
แม่ทัพเฉาและหมินอ๋องล้วนเป็นขุนนางอาวุโสที่ติดตามทำสงครามสร้างแผ่นดินมากับฮ่องเต้ หมินอ๋องกล้าหาญ รบไม่เคยแพ้จนได้ฉายาว่าเป็น ‘เทพสงคราม’ แม่ทัพเฉาไม่ยอมรับจึงเคยท้าประลองด้วยถึงหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้
พอคุณหนูเฉาได้ยินว่าบุตรสาวหมินอ๋องมาอยู่ที่อำเภอหนิงซี นางก็อยากเอาชนะหลินเว่ยเว่ยเพื่อพิสูจน์ว่าเพลงกระบี่ของสกุลเฉาดีกว่ากระบวนท่ารำหอกของสกุลจ้าว
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพลางมองเด็กสาวผู้งดงามตรงเบื้องหน้า เมื่อเห็นแววตาอีกฝ่ายดูไม่มีกิเลสใดเจือปนอยู่ นางก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “อยากท้าประลองกับข้า ได้สิ ! มีรางวัลหรือไม่เล่า ?”
คุณหนูเฉาขมวดคิ้ว “เจ้าอยากได้รางวัลอะไร ?”
หลินเว่ยเว่ยมองนางอย่างขี้เล่นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเจ้าแพ้ ต้องยอมรับข้าเป็นลูกพี่ ! ถ้าข้าแพ้…ข้าจะยกบัณฑิตน้อยให้เจ้า !” ขณะพูด นางก็ผลักเจียงโม่หานให้เดินไปด้านหน้าสองสามก้าว
เจียงโม่หานเหลือบมองนางอย่างไม่สบอารมณ์…เด็กคนนี้ หากสามวันไม่ตี เด็กซนจะปีนหลังคาเราะกระเบื้อง…เฮ้อ ภรรยาที่แต่งเข้ามาด้วยความยากลำบาก เขาจะตีนางลงได้อย่างไร ? อีกอย่างก็สู้นางไม่ได้ด้วย…
คุณหนูเฉาทำหน้ารังเกียจทันที “เจ้าก็ฉลาดคิดเสียจริง ! ข้าจะเอาสามีเจ้าไปทำอะไร ? ถ้าข้าแพ้ ข้าเชื่อฟังเจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าก็ต้องเชื่อฟังข้า !”
“ตกลง !” หลินเว่ยเว่ยหยิบอาวุธออกมาจากห้องส่วนตัว…กระบองเหล็กนิลประดับพู่แดง มันถูกสร้างมาเพื่อนางโดยเฉพาะ เวลาใช้จึงถนัดมือสุดๆ
หลินเว่ยเว่ยกวัดแกว่งกระบองเหล็กนิลไปมาสองรอบ ขณะจับไว้ด้วยมือข้างเดียว นางก็ใช้มืออีกข้างชี้ไปทางคุณหนูเฉา “เข้ามา ! เราจะตัดสินกันในกระบวนท่าเดียว !”
คุณหนูเฉาโมโหจนหน้าแดง คิดว่าคำพูดของหลินเว่ยเว่ยเป็นการดูถูก นางชักกระบี่ออกมาแล้วฟาดเข้าหาหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยไม่หลบแต่อย่างใด นางยกกระบองเหล็กนิลขึ้นกันคมกระบี่ของคุณหนูเฉา ไม่รู้ว่าคุณหนูเฉาผู้นี้มีวรยุทธระดับไหน นางกลัวจะทำร้ายอีกฝ่ายจึงใช้แรงแค่สามส่วนเท่านั้น แต่อาวุธของนางมีน้ำหนักถึง180ชั่ง แค่น้ำหนักนี้ก็พอจะทำร้ายอีกฝ่ายได้แล้ว
คุณหนูเฉาปวดฝ่ามือมาก กระบี่ในมือกระเด็นออกไปทันที เด็กสาวก็ตกตะลึงเช่นกัน ‘เป็นไปไม่ได้ ! นี่นาง…แพ้แล้วหรือ ? อีกฝ่ายยังไม่ทันสู้กับนางด้วยซ้ำ ! เพลงกระบี่ที่นางเรียนมาสิบกว่าปี เปราะบางขนาดนี้เลยหรือ ?’ ดวงตาของเด็กสาวเริ่มแดงขึ้นทีละนิด…
จบเห่ ! เหมือนว่าจะรังแกจนอีกฝ่ายร้องไห้แล้ว หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาอย่างลนลาน นางค่อยๆปลอบเด็กสาวที่ถูกทำร้ายคนนี้ว่า “เอ่อ คือ…เรื่องนี้จะโทษที่เจ้าไม่ตั้งใจเรียนให้ดีก็คงไม่ได้…เพราะตัวข้ามีพละกำลังมหาศาลโดยกำเนิด ! อาวุธในมือข้าดูเหมือนของธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้วมันหนักเกือบ200ชั่ง อย่าว่าแต่เจ้าเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นใคร ถ้าปะทะกันตรงๆ ก็ต้องแพ้ทั้งนั้น เวลาฟู่หวางสู้กับข้าก็ยังไม่กล้าปะทะด้วยตรงๆเลย…เจ้าอย่าร้อง ข้ากลัวเด็กผู้หญิงร้องไห้ที่สุดแล้ว !”
“เจ้าพูดจริงหรือ ? ที่ข้าแพ้ก็เพราะมีพละกำลังไม่เท่าเจ้า ? ไม่ได้แพ้เพราะกระบวนท่าการต่อสู้ ? ถ้าเช่นนั้น…เจ้าลองสู้กับท่านพ่อของข้า เพราะข้าอยากเห็นกระบวนท่ารำหอกของสกุลจ้าวด้วยตาสักครั้ง !”
แม่ทัพเฉา “…” บุตรสาววางหลุมพรางบิดา ! เจ้าไม่ได้ยินที่องค์หญิงเว่ยเว่ยตรัสหรือไร แม้แต่หมินอ๋องก็ยังไม่กล้าปะทะกับนางโดยตรง ? อยากเห็นบิดาของเจ้าขายหน้าหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ถ้าอย่างไร…ข้ารำหอกสกุลจ้าวให้เจ้าดูอยู่ข้างๆก็ได้แล้วใช่หรือไม่ ?”
คุณหนูเฉามุ่ยปากพร้อมตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไร “ถ้าเช่นนั้น…ก็ได้ !”
จากนั้นนางก็ตั้งใจดูท่ารำหอก แต่ผ่านไปไม่นานก็ต้องเมามายเพราะมัน…การร่ายรำลื่นไหลดั่งมังกรเล่นน้ำ พายุฝนฟ้าคะนองพัดผ่านเข้ามา เพิ่งผ่อนคลายไม่นานก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง หยินหยางแปรเปลี่ยน แยบยลจนไร้สิ้นสุด ไม่ว่าจะความมีชีวิตชีวาหรือความแข็งแกร่งก็ทำออกมาได้เหมือนพายุฝนทั้งสิ้น
“ดี !” แม่ทัพเฉาเอ่ยชม ทำให้คุณหนูเฉาตื่นจากภวังค์ “วิเศษไปเลย ! กระบวนท่ารำหอกนี้เจ้าทำออกมาได้ดีกว่าพ่อของเจ้าเสียอีก เข้าใจถึงแก่นแท้ของกระบวนท่ารำหอกสกุลจ้าว ! เป็นสีครามที่กลั่นออกมาจากต้นครามอย่างแท้จริง !”
บนใบหน้าของคุณหนูเฉาไม่มีความหยิ่งยโสอยู่อีกต่อไป นางเหมือนกับ ‘แฟนคลับ’ ตัวน้อยที่วิ่งเข้าหาหลินเว่ยเว่ยแล้วประเคนยื่นผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้ “พี่จ้าว ท่านเช็ดเหงื่อก่อน ! พี่จ้าว ท่านเหนื่อยหรือไม่ ? พี่จ้าว ข้าช่วยถือกระบองให้ท่าน…”
หลินเว่ยเว่ยพบว่าตัวเองดึงดูดแฟนคลับมาได้อีกหนึ่งคน อย่างไรรอบกายก็ชอบมีเด็กสาวน่ารักมาวนเวียนเสมอ คุณหนูเฉาคนนี้ภายนอกดูเย็นชา คาดไม่ถึงว่าจะติดคนอื่นแบบนี้
“คุณหนูเฉาอายุเท่าไร ?” หากเรียงตามลำดับอาวุโส ทั้งสองคนเกิดปีเดียวกัน แต่อายุเดือนของคุณหนูเฉามากกว่าเล็กน้อย แต่ทั้งสองประลองกันว่าถ้าใครแพ้ต้องเรียกอีกฝ่ายลูกพี่ คุณหนูเฉาเรียกคำว่า ‘พี่’ โดยไร้ซึ่งความกดดันใดๆ
หลินเว่ยเว่ยซัดกระบองเหล็กนิลลงพื้น ทันใดนั้นพื้นก็กลายเป็นร่องลึกและกระบองเหล็กนิลก็ตั้งตรงอยู่แบบนั้น นางเช็ดเหงื่อบนใบหน้าพลางพูดกับคุณหนูเฉาว่า “ข้าไม่ใช่คุณหนูจ้าว ข้าแซ่เดียวกับหมู่เฟย เจ้าเรียกข้าว่าเว่ยเว่ยแล้วกัน”
คุณหนูเฉาพูดด้วยความดีใจ “เว่ยเว่ย ข้าชื่อเฉาอันหราน เจ้าเรียกข้าว่าอันหรานหรือหรานหรานก็ได้ เว่ยเว่ย ข้าชอบนิสัยของเจ้า เพราะเจ้าไม่เหมือนคุณหนูจวนขุนนางพวกนั้นที่ทำตัวมีจริต แต่ในใจเต็มไปด้วยเล่ห์กล…เว่ยเว่ย นี่พวกเราเรียกว่าไม่ต่อสู้ไม่รู้จักกันหรือเปล่า !”
ต่อสู้ ? เจ้ามั่นใจว่านั่นเรียกต่อสู้ ? แต่ไม่ใช่โดนต่อยตีเสียเอง ? เอาเถิด ให้เกียรติเจ้าหน่อย ไม่อย่างนั้นเจ้าได้เล่นใหญ่แน่
แม่ทัพเฉาเข้าไปให้ห้องหนังสือกับเจียงโม่หาน ทั้งสองสนทนากันเรื่องคันไถล้อคู่ เจียงโม่หานหยิบพู่กันขนห่านที่ภรรยาใช้จดบันทึกมาวาดภาพหน้าไม้…หน้าไม้ชนิดนี้ ก่อนที่เขาจะถูกประหารในชาติก่อนมันเพิ่งถูกใช้ในกองทัพ
แม่ทัพเฉาร่วมรบกับฮ่องเต้มาหลายสิบปีจึงยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าอาวุธชนิดนี้ไม่ใช่ของธรรมดา เขาเงยหน้ามองเจียงโม่หานแล้วถามว่า “ใต้เท้าเจียง หมายความว่าอย่างไร ?”
“ไม่ได้มีความหมายอะไร ก็แค่อยากมอบผลงานชิ้นนี้ให้ท่านแม่ทัพเฉาเท่านั้น” เจียงโม่หานรินชาให้อีกฝ่ายพร้อมมองด้วยรอยยิ้ม
แม่ทัพเฉาเผยสีหน้าเคร่งขรึม “ผลงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ เหตุใดไม่มอบให้พ่อตาของเจ้า ? ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน…พูดมา มีเรื่องใดอยากไหว้วานข้าหรือ ?”
“แม่ทัพเฉาไม่ต้องเครียด ภรรยาของข้าน้อยกำลังแผ้วถางที่ดินบริเวณใกล้กับหมู่บ้านคนบาป แต่ขาดแคลนสัตว์มาช่วยทุ่นแรง…ตอนนี้กองทัพไม่มีสงคราม ม้าศึกในกองทัพของแม่ทัพเฉาว่างอยู่…” เจียงโม่หานเป็นสามีดีเด่นแห่งชาติจริงๆ เขาไม่อยากให้ภรรยาเป็นกังวลเพราะเรื่องสัตว์สำหรับงานไร่
แม่ทัพเฉาพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “แค่เรื่องเล็กๆเท่านี้ ?”
“เพื่อเรื่องม้าเท่านั้นหรือ ? เว่ยเว่ย เจ้าบอกข้าตามตรงก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ ?” เฉาอันหรานพยายามขยับกระบองเหล็กนิลสองสามครั้ง แต่มันไม่ขยับเลยสักนิด นางจึงชื่นชมหลินเว่ยเว่ยยิ่งกว่าเดิม…นี่เป็นสตรีแข็งแกร่งที่น่าเคารพที่สุด
[1] สีครามที่กลั่นออกมาจากต้นคราม หมายถึง ศิษย์เหนือกว่าอาจารย์ คนรุ่นหลังเหนือกว่าคนรุ่นก่อน
ตอนที่ 608: ที่ว่าการอำเภอขึ้นตรงกับนายอำเภอ ส่วนนายอำเภอขึ้นตรงกับภรรยา
เฉาอันหรานจับมือหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามา นางพูดกับบิดาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเว่ยเว่ย ! ต่อไปนางคือพี่สาวแท้ๆของข้า ! ธุระของพี่สาวแท้ๆก็คือธุระของบ้านเรา เรื่องม้าศึกนั้นท่านหาวิธีเอาก็แล้วกันเจ้าค่ะ !”
แม่ทัพเฉาขมวดคิ้วพลางมองบุตรสาว “เรื่องพี่น้องร่วมสาบานนั้น องค์หญิงเว่ยเว่ยเห็นด้วยหรือยัง ? เจ้าคิดเองเออเองให้น้อยหน่อยได้หรือไม่ ?”
“องค์หญิงเว่ยเว่ย ? จริงสิ เว่ยเว่ยเป็นองค์หญิง ! องค์หญิงเป็นสตรีคนแรกที่เอาชนะหม่อมฉันได้ ! หม่อมฉันอยากเป็นพี่น้องกับพระองค์ตั้งแต่แรกพบ พวกเรามาเป็นพี่น้องกันได้หรือไม่ ? เฉาอันหรานอยากจุดธูปและกรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องกับหลินเว่ยเว่ย”
หลินเว่ยเว่ย “…” จุดธูปก็ได้อยู่หรอก แต่กรีดเลือดนี้ช่างมันเถิด !
“เรียกองค์หญิงอะไรกัน เรียกพี่สาว !” แม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าตนหลายเดือน แต่เมื่อเทียบตนเองที่อายุยี่สิบกว่าปีในชาติก่อนกับเด็กมัธยมปลายอายุ16ปีคนนี้แล้ว นางอายุมากกว่า ดังนั้นคำเรียก ‘พี่’ จึงไม่มีสิ่งใดน่าตะขิดตะขวงใจ…หืม ? เหมือนนางจะอายุมากกว่าสามีด้วยสิ นี่ถือว่านางเคี้ยวหญ้าอ่อนได้หรือเปล่า ?
ตอนเจียงโม่หานสั่งให้โรงตีเหล็กของตัวอำเภอ บริเวณรอบอำเภอหรือแม้แต่ทั้งเมืองหนิงโจวทำคันไถล้อคู่อีก40คัน เฉาอันหรานก็พาม้าศึกกว่า80ตัวมาช่วย !
เมื่อมีสัตว์ช่วยทุ่นแรงและคันไถแล้ว การเปิดรับสมัครงานใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะหมู่บ้านคนบาปอยู่ใกล้ จึงแย่งตำแหน่งคนงานชั่วคราวไปทีเดียว30ตำแหน่ง หนึ่งในนั้นยังมีคนจากหมู่บ้านตะวันตกอีก2คนด้วย
หวงต้าจวงชี้อู๋หยงห่าวด้วยดวงตาเบิกกว้าง “เจ้า…เหตุใดเจ้าจึงผ่านเข้ามาได้ ? คงไม่ได้ปกปิดชาติกำเนิดตัวเองหรอกกระมัง ?”
อู๋หยงห่าวถลึงตาใส่เขาแล้วตะโกนออกไปว่า “ปัญญาอ่อน !” ท่านภรรยานายอำเภอพูดแล้วว่าคนเราเลือกชาติกำเนิดไม่ได้ แต่เลือกเส้นทางที่ตัวเองจะเดินได้ แม้เขามีรูปร่างสูงใหญ่ แต่ไม่เคยทำร้ายหรือรังแกคนอื่น…แล้วเหตุใดเขาจะมาทำงานไม่ได้ ?
สัตว์ทุ่นแรง100ตัวและคันไถ50คันลงสู่พื้นดินบุกเบิก พวกมันทำงานได้อย่างแข็งแรงดุดัน ดินที่พลิกขึ้นมากลบขี้เถ้าจากหญ้า ถือเป็นสารอาหารอย่างหนึ่งสำหรับดินที่แห้งแล้ง
“ว้าว ! พี่เว่ยเว่ย ที่ดินกว้างขนาดนี้ ท่านเป็นคนถางเองทั้งหมดเลยหรือ ? แต่จะปลูกอะไรไม่ได้ ต้องรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิก่อนหรือ ? แผ้วถางที่ดินตอนนี้จะไม่เร็วเกินไปหน่อยกระมัง ?” เฉาอันหรานเห็นหลินเว่ยเว่ยลงแรงไถที่ดินด้วยตัวเอง จึงเข้ามาช่วยคุมม้าเทียมคันไถ
พอม้าทั้งสองตัวลากคันไถจนครบพื้นที่แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ให้รางวัลพวกมันเป็นหญ้าสดหนึ่งกำมือ หลังจากตบท้องพวกมันแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าหรอก ปีนี้ยังปลูกข้าวโพดได้อีกหนึ่งรอบ !”
อาหารสามมื้อของวัวและม้าพวกนี้คือถั่วและหญ้าที่มาจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ แถมในระหว่างนั้นยังได้ดื่มน้ำจากห้วงมิติด้วย กอปรกับคันไถล้อคู่แล้ววัว ( ม้า ) สองตัวสามารถไถที่ดินได้ถึง5หมู่ต่อวัน ! พื้นที่รกร้างหนึ่งพันหมู่จึงใช้เวลาไถพรวนดินไม่ถึง4วันด้วยซ้ำ
ชาวบ้านที่มาดูก็ตกตะลึง เพราะต้องทราบก่อนว่าในสถานการณ์ปกติแล้วอย่างมากสุดวัวหนึ่งตัวก็พรวนดินได้แค่1หมู่กว่าๆเท่านั้น คันไถใหม่นี้เพิ่มความเร็วในการทำการเกษตรได้ถึงหลายเท่าตัว ! ทว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินซื้อวัวสักตัว ได้แต่พึ่งแรงของตัวเอง แม้จะอยากใช้คันไถแบบใหม่ก็ไม่มีปัญญาอยู่ดี !
คันไถล้อคู่ไม่เพียงทำงานได้ดี แต่ยังไถได้ลึกด้วย โดยเฉพาะที่ดินดำ20กว่าหมู่ที่หลินเว่ยเว่ยเป็นคนไถ มันลึกกว่าที่อื่น…ดินดำพวกนี้หลินเว่ยเว่ยคิดจะพรวนดินให้ลึกเข้าไป แล้วเอาไว้ปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว ในที่สุดข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตไม่เลวของห้วงมิติน้ำพุวิญญาณก็มีที่ให้ทดลองแล้ว
พื้นที่ดินทราย900กว่าหมู่ที่เหลือจะเอามาใช้ปลูกข้าวโพด หลินเว่ยเว่ยยังจ้างคนเพิ่มอีก200คน เพียงสองวันก็จัดการเรื่องการรับสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกที่ภรรยานายอำเภอรับสมัครคนงานถางที่ดิน ผู้คนยังกังวลอยู่ว่านางจะหาข้ออ้างต่างๆนานามากดค่าแรงหรือค้างค่าแรง แต่ช่วงเวลาสองสามวันแรกที่พวกคนงานถางที่ดินเริ่มทำงาน มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายวัน นอกจากนี้ถ้าทำงานดีก็ยังได้รางวัลเป็นอาหารด้วย ต้องทราบก่อนว่าในอำเภอหนิงซี อาหารมีค่ายิ่งกว่าเหรียญทองแดง !
ภรรยานายอำเภอจ่ายค่าแรงดี อาหารมื้อหนึ่งที่มีให้ก็ปริมาณเพียงพอ ในอำเภอหนิงซีนางกลายเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และมีเมตตา เมื่อเทียบกับนายอำเภอที่มี ‘หน้าตาสะดุดตา’ ท่านนั้นแล้ว นางยังดูมีความหวังในสายตาราษฎรมากกว่าอีก ! ขอแค่นางลงประกาศรับสมัครงาน พวกชาวบ้านก็จะรีบเข้าไปรายงานชื่อตัวเองจนไม่มีสภาพที่หาคนมาสมัครไม่ได้ให้เห็นเลย
หลังจากเมล็ดข้าวโพดเพิ่งหว่านเสร็จไม่นาน อำเภอหนิงซีที่ไม่มีฝนตกมาเกือบเดือนก็มีฝนตกลงมาในคืนนั้นทันที อย่ามองว่าเป็นแค่หยาดฝนเล็กน้อย แต่มันตกทั้งวันทั้งคืนติดกันถึง3วัน ทำให้พื้นที่เพิ่งเพาะปลูกเปียกชุ่มไปหมด ชาวบ้านต่างพากันพูดว่าภรรยานายอำเภอมีจิตใจดีจนทำให้สวรรค์รับรู้…คนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง !
ผ่านไปไม่นาน ที่ว่าการอำเภอยังติดประกาศว่า ‘เกณฑ์แรงงานซ่อมแซมคลอง ! อย่างน้อยทุกครัวเรือนต้องส่งแรงงานผู้ใหญ่มาหนึ่งคน ซ่อมแซมคลองในอำเภอหนิงซี มีอาหารให้วันละสองมื้อ’
ข้างป้ายประกาศมีพวกชาวบ้านอำเภอหนิงซีกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ “ว่าอย่างไรนะ ? มีอาหารให้วันละสองมื้อ ? จริงหรือเท็จ ? เมื่อก่อนก็พูดแบบนี้ แต่พอไปทำงานแล้ว มื้อหนึ่งก็ให้เรากินแค่หมั่นโถวกับผักต้มนิดเดียวเท่านั้น ไม่พอให้ขัดฟันด้วยซ้ำ กินไม่อิ่มก็ไม่มีแรงทำงาน ยังถูกทางการเอาแส้เฆี่ยนอีก…”
“ถ้าเป็นเหมือนที่ภรรยานายอำเภอรับสมัครคนงาน มื้อหนึ่งได้กินหมั่นโถวจากแป้งข้าวโพดลูกใหญ่สองลูก อย่าว่าแต่ไปคนเดียวเลย พวกข้าจะไปช่วยซ่อมแซมกันทั้งบ้าน !”
“บ้าไปแล้วหรือ ! งานทางการจะเป็นเหมือนงานแผ้วถางของภรรยานายอำเภอได้อย่างไร ? ทางการจะมีอาหารมากมายขนาดนั้นเชียว ? อีกอย่างภรรยานายอำเภอจิตใจดี นางยังต้มน้ำถั่วเขียวให้พวกคนงานด้วย ได้ยินมาว่ายังเป็นน้ำต้มถั่วเขียวแบบใส่น้ำแข็งด้วย…”
“ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่ใส่น้ำแข็งลงไปด้วยจริงๆ ได้ดื่มในวันที่อากาศร้อนจัด วิเศษไปเลย…ไม่อยากจะพูด ! ตอนถางที่และเผาหญ้า ข้าก็ไปด้วย…ท่านภรรยานายอำเภอเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์เดินดิน !”
ในเวลานี้ หลินเว่ยเว่ยขี่ม้าผ่านมาที่ป้ายประกาศ มีชาวบ้านใจกล้าคนหนึ่งถามว่า “ท่านฝูเหรินนายอำเภอ ทางการจะเลี้ยงอาหารสองมื้อตอนซ่อมคลองจริงหรือขอรับ ?”
“นี่เจ้าไม่ได้จงใจอยากให้ท่านฝูเหรินนายอำเภอลำบากใจหรือ ? นางไม่ได้ดูแลที่ว่าการอำเภอสักหน่อย !”
“ที่ว่าการอำเภอ นางไม่ได้ดูแล แต่นางดูแลนายอำเภอ !” มีชาวบ้านปากไวคนหนึ่งสร้างเสียงหัวเราะขึ้นในฝูงชน
หลินเว่ยเว่ยดึงสายบังเหียนพลางมองชาวบ้านเบื้องล่างด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นเฉาอันหรานก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยสีหน้าเยือกเย็น “พี่เว่ยเว่ย ท่านอย่าไปสนใจพวกเขา แค่ชาวบ้านนิสัยไม่ดีกลุ่มเดียวเท่านั้น !”
หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้นางแล้วพูดกับพวกชาวบ้านว่า “ในเมื่อให้พวกเจ้าทำงานแล้ว ไฉนเลยจะไม่ดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร ? วางใจเถิด ถ้าทางการไม่เลี้ยง ภรรยานายอำเภออย่างข้าจะเลี้ยงเอง อย่างไรก็ต้องทำให้คนที่มาร่วมกันซ่อมแซมคลองได้กินจนอิ่ม ! ท่านนายอำเภอยังบอกว่าหลังจากรอให้คลองซ่อมเสร็จแล้ว รายชื่อคนที่ช่วยกันซ่อมคลองก็จะถูกสลักบนแผ่นจารึกผู้สร้าง ให้ชื่อของพวกเจ้าอยู่คู่กับคลองสายนี้ตลอดไป !”
หลังพูดเรื่องพวกนี้จบแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ควบม้าออกไป แต่นางไม่รู้ว่าคำพูดของตนได้สร้างระลอกคลื่นอะไรขึ้น…ชาวบ้านที่มาร่วมกันซ่อมแซมคลอง ไม่เพียงมีอาหารกิน แต่ชื่อยังถูกสลักบนแผ่นจารึก สืบทอดกันไปจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับพวกชาวบ้านแล้วนี่ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ !
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาพูดเรื่องพวกนี้ ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีก็คงไม่เชื่อ แต่พอออกมาจากปากภรรยานายอำเภอแล้ว ความน่าเชื่อถือของนางมีผลต่อหัวใจพวกชาวบ้าน มันได้ผลยิ่งกว่าป้ายประกาศของทางการสิบแผ่นเรียงติดกันเสียอีก !
ตอนที่ 609: เจ้าเป็นภรรยาที่ดีของข้า
เจียงโม่หานมองรายชื่อเกณฑ์คนที่ถูกส่งมา เขาพบว่ามีหลายครัวเรือนที่ส่งแรงงานมาเกิน2คนขึ้นไป…เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาในชาติก่อนหรือชาตินี้ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เมื่อก่อน เวลาเกณฑ์คนมาทำงานให้ทางการ หากบ้านไหนมีเงินก็ออกเงิน บ้านไหนไม่มีก็ซ่อนตัว ถ้าซ่อนไม่ได้จริงๆ ก็จะยอมรับชะตากรรมไปทำงานหนักเหล่านั้น เนื่องจากในขอบเขตอำนาจของเขาเคยมีชาวบ้านล้มตายเพราะงานของทางการครอบครัวละ2-3สามคนให้เห็น
เขาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งไม่นาน จึงไม่ได้คิดว่าพวกชาวบ้านจะให้เกียรติเขาถึงขนาดนี้ เขาเริ่มพลิกดูภูมิลำเนาที่อยู่ด้านหลัง…อ้อ ! เข้าใจแล้ว หมู่บ้านที่ส่งแรงงานมามากกว่าปกติคือหมู่บ้านที่กระจุกตัวอยู่รอบที่ดินซึ่งฝูเหรินเริ่มแผ้วถางนั่นเอง
หรือจะพูดให้ชัดคือครอบครัวที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวให้ภรรยาตัวเอง ! โดยเฉพาะหมู่บ้านคนบาปซึ่งแทบจะส่งแรงงานออกมาหมดหมู่บ้าน !
ก่อนมาลงชื่อในการเกณฑ์คน หัวหน้าครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคนบาปต่างพากันไปรวมตัวที่บ้านเฉินหยุน…ใครใช้ให้บ้านสกุลเฉินได้บัตรผ่านจากภรรยานายอำเภอ ไม่เพียงจ้างเฉินหยุนเป็นลูกจ้างประจำ แต่ยังจ้างตาเฒ่าเฉิน (ปู่ของเฉินหยุน) ไปช่วยเลี้ยงสัตว์อีกด้วย
ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษของปู่เฉินเคยดูแลทุ่งหญ้าเลี้ยงม้าให้แก่ฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อน (ไท่ผูซื่อชิง ขุนนางขั้นสาม) ฝีมือนี้สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ! นอกจากเขาแล้ว ผู้อาวุโสแซ่ซุนจากหมู่บ้านตะวันตกก็เคยดูแลวัวให้คนอื่นในสมัยที่ยังเด็กอีกด้วย
ชายชราอายุห้าหกสิบปีสองคนกลายเป็นคนที่ได้งานมั่นคงที่สุดในหมู่บ้านคนบาป พูดกันว่าได้เงินเดือนถึง800อีแปะต่อเดือน ! เมื่อเทียบกับค่าแรงลูกจ้างชั่วคราวแล้วยังได้สูงกว่า จึงตกเป็นที่อิจฉาของชาวหมู่บ้านคนบาปทันที !
เจียงโม่หานไม่คาดคิดมาก่อนว่าการถางที่ดินของภรรยาจะสร้างประโยชน์ถึงขนาดนี้ ! เขาให้คนออกไปสำรวจเส้นทางซ่อมคลองที่ดีที่สุดไว้นานแล้ว โดยหมู่บ้านที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นจะเป็นคนรับผิดชอบส่วนที่ใกล้กับหมู่บ้าน หากตรงไหนไม่มีหมู่บ้านก็เลือกคนจากหมู่บ้านที่เสนอตัวมาเยอะที่สุดไปทำ
พวกแรงงานกังวลมากที่สุดก็คือเรื่องอาหารเช้าและอาหารกลางวัน มันเป็นผักก้อนนึ่งแป้งสองลูกที่ใหญ่กว่ากำปั้น ธัญพืชหยาบ ผักป่าน้อย แม้จะเทียบกับหมั่นโถวแป้งข้าวโพดที่ภรรยานายอำเภอควักเงินจ่ายเองไม่ได้ แต่พวกคนหนุ่มก็กินอิ่มไปกว่าครึ่งกระเพาะ ตอนเช้าทำงาน3ชั่วยาม ช่วงบ่ายอีก3ชั่วยาม คนที่อยู่ใกล้บ้านไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับงาน เพราะตอนเที่ยงสามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ เมื่อเทียบกับแรงงานที่ถูกเกณฑ์และให้ทำงานอย่างอดอยากจนหิวตายในสมัยก่อน การปฏิบัติต่อคนงานพวกนี้ยังดีกว่าหลายเท่า
ในคลังของอำเภอหนิงซีมีเสบียงอยู่ไม่มากนัก เจียงโม่หานจึงทำเรื่องขอยืมจากนายอำเภอหวางแห่งอำเภอเป่าชิงโดยมีองค์หญิงเว่ยเว่ยและหมินหวางเฟยรับประกัน นายอำเภอหวางก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล ทว่าอย่างไรก็ต้องเดินเรื่องถวายฎีกาขึ้นรายงานฮ่องเต้ก่อน
ผักป่าเป็นของที่ซื้อมาจากคนในละแวกนั้น แค่เงินอีแปะเดียวก็ซื้อได้ตะกร้าใหญ่แล้ว ! ขณะมองเงินเล็กน้อยในที่ว่าการอำเภอ เจียงโม่หานก็เริ่มกลัดกลุ้ม…ไม่ว่าอาหารหรือเงินก็ไม่เพียงพอสำหรับการซ่อมคลองจนเสร็จ เฮ้อ เงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ !
หลินเว่ยเว่ยกำลังนอนฟุบอยู่อีกข้าง นางเขียนแผนการในช่วงนี้อยู่…ถางที่ดินเพื่อปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว สร้างคอกวัว จับพวกหมูน้อยกลับมาเลี้ยงเป็นฟาร์มหมู เจ้าหนูน้อยอยากเลี้ยงกระต่ายก็สร้างคอกกระต่ายให้เขา…ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอะไรมากที่สุด…พื้นที่รกร้าง ! และในพื้นที่รกร้างมีอะไรมากที่สุด…หญ้า ! ถ้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีก20ลี้ ก็เป็นเขตทุ่งหญ้าแล้วยังต้องกังวลเรื่องอาหารของพวกสัตว์อีกหรือ ? ถ้าไม่ได้จริงๆ นางสามารถขนเมล็ดพืชที่เหมาะกับพวกสัตว์มาได้ นางจะเป็นคนสร้างฟาร์มปศุสัตว์เองทั้งหมด !
มูลสัตว์ยังเอามาทำปุ๋ยคอกได้ ในมือนางมีสูตรปุ๋ยธรรมชาติอยู่หลายสูตร แม้จะเทียบไม่ได้กับปุ๋ยเคมีในชาติก่อน แต่มันก็ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม !
รอให้ขุดร่องน้ำเสร็จเมื่อใด นางจะลองปลูกข้าวขาวอีกสัก10กว่าหมู่…หืม ! ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเคยมีตัวอย่างข้าวขาวมาก่อนหรือไม่ ? ช่างเถิด ถึงแม้ไม่มี นางก็จะเป็นคนเริ่มเอง !
หืม ? เหตุใดบัณฑิตน้อยจึงขมวดคิ้วมากขนาดนั้น หรือว่าไปเจอปัญหาหนักใจอะไรมา ? นางเก่งเรื่องสอนแก้ปัญหา ก็แค่เรื่องง่ายๆ หลินเว่ยเว่ยวางพู่กันขนห่านในมือลงแล้วถามเจียงโม่หานว่า “นายอำเภอเจียงไปเจอปัญหาหนักใจมาหรือ ? ระบายมาสิ แม้ข้าจะไม่ฉลาดเหมือนเจ้า หรือเข้าใจวิถีขุนนางเหล่านั้น แต่ ‘สามคนเขลา เทียบเท่าหนึ่งจูกัดเหลียง’! ดูเจ้าสิ ขมวดคิ้วจนจะกลายเป็นเฒ่าทารกอยู่แล้ว !”
เจียงโม่หานคลายคิ้วออกแล้วหันไปพูดกับนาง “ถ้าข้ากลายเป็นเฒ่าทารกแล้ว เจ้าจะไม่ชอบหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “จะเป็นไปได้อย่างไร ! ถ้าเจ้ากลายเป็นเฒ่าทารก ก็ต้องเป็นเฒ่าทารกรูปหล่อที่สุด ยายแก่อย่างข้าคนนี้ยังจะเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีของเจ้าเหมือนเดิม !”
เจียงโม่หานเล่าถึงปัญหาของที่ว่าการอำเภอในเวลานี้ให้นางฟัง หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เรื่องนี้ง่ายมาก ! เจ้าลองคิดดูนะ ใครได้เงินมาง่ายที่สุด ? ก็ต้องเป็นพวกพ่อค้าอยู่แล้ว ! ไม่มีเงินก็ขอบริจาคจากพวกพ่อค้าในอำเภอหนิงซีหรือทั่วทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือ !”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “การบริจาคที่เจ้าพูดถึงทำราวกับพวกเขาจะยอมบริจาคง่ายๆอย่างไรอย่างนั้น ? เจ้าเห็นว่าพวกเขาพูดด้วยง่ายหรือไร !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้ม “พ่อค้าชอบผลประโยชน์ เช่นนั้นก็ให้ผลประโยชน์พวกเขาหน่อย ! เช่นบริจาคเท่าไรจึงจะสามารถลดหย่อนภาษีได้หนึ่งปี ! บริจาคเท่าไรสามารถรับภาพลายพระหัตถ์ของหมินอ๋อง ! บริจาคเท่าไรชื่อของพวกเขาถึงจะได้อยู่ในซุ้มประตูเชิดชูเกียรติที่ราชสำนักจัดทำขึ้น…ชื่อเสียง ลาภยศ พ่อค้าหลายคนไม่ขาดเงิน แต่ที่ขาดคือสร้างชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ !”
เจียงโม่หานคิดตกทันที เขาเคาะศีรษะน้อยๆของนางด้วยความชอบใจ “เจ้าว่าเหตุใดสมองน้อยๆของเจ้าถึงโตขึ้นได้ ? โชคดีที่สุดในชาตินี้ของข้า เจียงโม่หาน ก็คือได้แต่งกับภรรยาที่ดีอย่างเจ้า !”
ใช่ว่านางฉลาด แต่เพราะชาติก่อนนางอ่านนิยายแนวทะลุมิติมาเยอะ เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่นางยืมคนอื่นมาทั้งสิ้น แต่ที่บัณฑิตน้อยบอกว่าการได้แต่งกับนางถือเป็นโชคดีที่สุดสำหรับเขา ทำให้หลินเว่ยเว่ยดีใจจนตัวลอย นางรีบกระโดดเข้าไปจุมพิตเขา ถ้าไม่ใช่เพราะนางกำนัลของหมินหวางเฟยยกอาหารมื้อดึกมาส่งให้ พวกนางก็อาจเป็นถ่านติดไฟ ทำอะไรในห้องหนังสือ…แค่ก แค่ก ทุกคนคงรู้ดี !
เจียงโม่หานส่งเทียบเชิญไปให้พ่อค้าหลายสิบคนที่มีเงินทุนค่อนข้างหนาในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นอย่างที่หลินเว่ยเว่ยพูดไว้ว่าพ่อค้าบางคนในกลุ่มนี้พุ่งเป้ามาที่การลดหย่อนภาษี บางคนอยากทิ้งชื่อไว้ให้คนรุ่นหลังรับรู้ และมีบางคนอยากได้ภาพลายพระหัตถ์หมินอ๋อง พูดกันว่าหมินอ๋องเคยช่วยชีวิตพวกตนจากมือกบฏราชวงศ์ก่อน ! ในเมื่อบุตรเขยของพระองค์มารับตำแหน่ง จึงต้องสนับสนุน !!
ลู่เหวินจวินขนเครื่องเคลือบลายครามมาที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนืออย่างแข็งขัน เมื่อมาถึงอำเภอหนิงซีแล้วเขาก็ลงเรือ ส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้ลูกน้องเป็นคนจัดการ พอได้ยินว่าหากบริจาคมากพอจะมีชื่อในซุ้มประตูเชิดชูเกียรติ เขาก็รีบควักเงินบริจาคมากถึงสองหมื่นตำลึงเงิน ทำให้ตัวเองได้สลักชื่อไว้ในซุ้มประตูเชิดชูเกียรติได้สำเร็จ !
เจ้าเด็กคนนี้ร่วมลงทุนทำการค้าเมล็ดสนปากอ้าและเมล็ดถั่วคั่วต่างๆกับหลินเว่ยเว่ย ช่วงปีใหม่จึงทำเงินได้ก้อนโต ! รวมกับเงินที่ขายสินค้าจากทุ่งหญ้าได้แล้ว เงินสองหมื่นตำลึงนี้จึงเป็นเงินก้อนเล็กสำหรับเขา ! เงินไม่มีก็สามารถหาใหม่ได้ แต่เสาหลักอย่างหลินเว่ยเว่ยต้องเกาะให้แน่น แบบนี้แล้วต่อไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาเงินอีก
‘ซุ้มประตูเชิดชูเกียรติ’ ยังไม่เริ่มสร้าง ที่ว่าการอำเภอหนิงซีก็ได้รับเงินบริจาคมากกว่า3เเสนตำลึงเงินแล้ว ไม่ใช่แค่พ่อค้าในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะแม้แต่พ่อค้าที่ผ่านไปผ่านมาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ยังพากันบริจาคเพื่อคว้าโอกาสดีๆที่จะได้สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลนี้ไว้ !
[1] ผักก้อนนึ่งแป้ง คือ การนำผักป่าไปคลุกกับแป้งข้าวโพดหยาบ ปั้นเป็นก้อนแล้วนึ่ง
[2] เงินหนึ่งอัฐสร้างความลำบากให้วีรบุรุษ หมายถึง ความลำบากเล็กน้อยกลับทำให้เรื่องสำคัญไม่อาจดำเนินต่อไปได้
ตอนที่ 610: กำลังสัปหงกก็มีคนส่งหมอนมาให้
ส่วนเรื่องที่ซุ้มประตูเชิดชูเกียรติจะสร้างขึ้นได้หรือไม่ เจียงโม่หานและพวกพ่อค้าไม่กังวลกันแต่อย่างใด ในสายตาเจียงโม่หานคือแค่พระราชโองการประทานอนุญาตลงมาก็ช่วยประหยัดเงินหลายแสนตำลึงในการซ่อมคลองของราชสำนักได้แล้ว เหตุใดฮ่องเต้จะไม่ช่วย ?
ในใจพวกพ่อค้าคือตอนนี้องค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ ‘โปรดปราน’ ยิ่งกว่าฟู่หวางของนางเสียอีก ขอเพียงนางเอ่ยปากก็แค่ซุ้มประตูไม่ใช่หรือ แล้วฮ่องเต้จะยังปฏิเสธอีกหรือไร ? อีกอย่างคือพวกเขาก็ทำเรื่องชอบธรรม แล้วเหตุใดรายชื่อจะขึ้นไปอยู่บนซุ้มประตูเชิดชูเกียรติไม่ได้ ?
เรื่องเงินแก้ปัญหาได้แล้ว แต่การขาดแคลนเสบียงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือยังคงอยู่ในสภาวะรุนแรง แม้นายอำเภอเป่าชิงจะให้ยืมเสบียงมาแล้วก็ตาม ทว่าเรื่องซ่อมแซมคลองก็ไม่ใช่งานที่จะทำเสร็จภายในชั่วข้ามคืน หรือแม้แต่หนึ่งปีก็อาจยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ อาหารสำหรับผู้คนนับหมื่นทุกวัน วัตถุดิบที่ต้องใช้ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆแน่นอน !
พวกพ่อค้ารายย่อยกำลังอิจฉาพ่อค้ารายใหญ่ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะพวกเขาอาสาจะออกไปหาซื้อข้าวสารตามเมืองหรือตัวอำเภอต่างๆให้แก่ทางการและไม่คิดกำไรแม้แต่ส่วนเดียว ความต้องการของพวกเขาง่ายมาก ซุ้มประตูเชิดชูเกียรติอะไรนั่นพวกเขาไม่กล้าอาจเอื้อม แต่ใน ‘อนุสาวรีย์คุณธรรม’ ยังพอหารือกันได้
ส่วนบรรดาตระกูลเศรษฐีในชนบทที่มีข้าวสารอยู่ก็เลียนแบบโดยออกมาบริจาคข้าวสาร…เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วปัญหาเรื่องอาหารก็คลี่คลายไปได้เช่นกัน
แรงงานที่เคยกังวลว่าทางการจะหาอาหารมาไม่ได้มากพอแล้วลดปริมาณอาหารของพวกตนก็สบายใจได้เสียที แถมยังขยันทำงานยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ! เดิมทีก็มีแรงงานพออยู่แล้ว แต่ครอบครัวที่ส่งแรงงานมาคนเดียวก็ส่งมาทำเพิ่มอีกหลายคน…อย่างไรก็ว่างอยู่ ทำงานหนึ่งวันได้อาหารกินอิ่มท้องไปหนึ่งวัน แม้ไม่ได้ค่าแรง แต่ไม่ต้องกินของในบ้านตัวเองก็ช่วยประหยัดอาหารไว้กินในฤดูหนาวได้…
เงิน เสบียงและแรงงานต่างครบถ้วนแล้ว การซ่อมแซมคลองจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่น เฉินหยุนที่เคยทำงานให้ภรรยานายอำเภอก็ถูกย้ายมาทำงานยังที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆในที่ว่าการ เขาต้องนับจำนวนคนที่เข้าและเลิกงานในทุกวันเพื่อคำนวณปริมาณอาหารที่ต้องใช้ แต่ละวันงานยุ่งจนหัวหมุน แต่ยังเต็มไปด้วยความหวัง !
ชาวหมู่บ้านคนบาปมีความรู้สึกเหมือนในเพลง ‘เหรินหมิน จวินตุ้ย จ้ง ยวี๋ ตั่ง ( กองทหารประชาชนภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ) เพราะคนจากหมู่บ้านคนบาปอย่างพวกตนก็สามารถเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอได้เช่นกัน ! หมายความว่าต่อไปลูกหลานของพวกตนอาจได้เป็นเหมือนชาวบ้านทั่วไป เรียนหนังสือ สอบจอหงวนและเป็นขุนนาง ? มีผู้อาวุโสหลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ…ในที่สุดความมืดมิดก็ผ่านพ้นไป รุ่งอรุณกำลังใกล้มาเยือนแล้ว !
แม่ทัพเฉามาหาเรื่องเจียงโม่หาน “ดูเจ้าสิ แค่ซ่อมคลองก็ลากคนที่บ่อเกลือของพวกเราไปด้วย ! มันจะเสียมารยาทเกินไปแล้ว !!”
“คนที่บ่อเกลือ? ไม่ใช่พวกนักโทษเนรเทศที่โดนบังคับมาทำงานหนักหรือขอรับ ?” เจียงโม่หานไม่คิดว่านักโทษพวกนั้นจะหลบหนีมาจากเงื้อมมือแม่ทัพเฉาได้ เพราะวิธีจัดการคนของแม่ทัพเฉาโหดเหี้ยมมาก ! ชาติก่อนอีกฝ่ายถูกขนานนามว่าเป็นยมทูตแห่งขุมนรก ไม่ว่านักโทษคนนั้นจะดุร้ายขนาดไหน เมื่อถึงมือแม่ทัพเฉาแล้วผ่านไปไม่กี่วันก็จะถูกกำราบได้อย่างง่ายดาย !
แม่ทัพเฉาโมโหจนตบโต๊ะ “ในบ่อเกลือมีงานมากมายขนาดนั้น แค่พวกนักโทษไม่กี่คนจะไปพอใช้ได้อย่างไร ? แรงงานหลักในบ่อเกลือคือพวกชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านคนบาปแล้วก็ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ แต่ตอนนี้ถูกเจ้าลากไปซ่อมคลองขุดร่องน้ำหมดแล้ว หากปริมาณเกลือในปีนี้ไม่ถึงตามเกณฑ์ ข้าไม่เลิกราวีเจ้าแน่ !”
“ไม่เลิกราวีอย่างไร ? สู้กันสักยก ? มา มา มา ! เราสองคนมาสู้กัน !” หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามา พอได้ยินว่ามีคนขู่สามี นางก็อารมณ์เสียทันที ! ถึงแม้คนผู้นั้นจะเป็นบิดาของน้องสาวคนใหม่ก็เถิด !
เฉาอันหรานมองด้วยความสนุกสนานโดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร นางส่งเสียงกระตุ้น “ดี ดีเลย! ท่านพ่อสู้กับพี่เว่ยเว่ย ดูสิว่าเพลงกระบี่ของสกุลเฉากับกระบวนท่ารำหอกของสกุลจ้าว อะไรจะร้ายกาจกว่ากัน!”
“ไป ไป ไปให้ไกล !” แม่ทัพเฉากลอกตาใส่บุตรสาวที่เข้าข้างคนนอก คนแรงเยอะหนึ่งคนสามารถเอาชนะยอดฝีมือได้ถึง10คน นางเข้าใจหรือเปล่า ? ตอนหมินอ๋องสู้กับบุตรสาวยังไม่กล้าเผชิญหน้าตรงๆเลย แล้วนางอยากเห็นบิดาขายหน้าหรือไร ?
ในเวลานี้ จู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามารายงานว่าขบวนบรรทุกข้าวสารที่ส่งมายังที่ว่าการอำเภอโดนพวกโจรภูเขาปล้นไปทั้งคนและเสบียง !
เจียงโม่หานคลี่ยิ้มและพูดกับแม่ทัพเฉาว่า “กำลังสัปหงกก็มีคนส่งหมอนมาให้ นี่ไม่ได้มีคนส่งแรงงานบ่อเกลือมาให้แล้วหรือขอรับ !!”
แม่ทัพเฉาเข้าใจทันที “เจ้าหมายความว่า…ไปทำลายรังโจรภูเขา ? เจ้าคงไม่รู้ว่าโจรทางตะวันตกเฉียงเหนือลื่นอย่างกับปลาไหล ซ่อนรังไว้ลึกเชียวล่ะ ! เมื่อก่อนก็ใช่ว่าไม่เคยไปทำลาย แต่ทุกครั้งที่กองทัพไปถึงก็ไม่เห็นแม้แต่ขนเส้นเดียว !”
เจียงโม่หานครุ่นคิดสักพักหนึ่ง “เป็นแบบนี้ได้หรือไม่…ว่าชาวบ้านก็คือโจรภูเขา เดิมทีโจรภูเขาเหล่านี้ก็คือชาวบ้านในอำเภอหนิงซี ตอนพวกท่านไปบุกรังโจร พวกเขาเป็น ‘คนดี’ ที่อยู่ในคราบชาวนา พอได้ข่าวเรื่องขบวนขนเสบียงก็หยิบอาวุธปลอมตัวมาเป็นโจรอีกรอบ ?”
“เป็นไปได้ ! เหตุใดข้าจึงคิดไม่ถึง ?” แม่ทัพเฉาตบหน้าขา รู้แล้วว่าเหตุใดเวลาที่ขึ้นเขาถึงไม่พบร่องรอยพวกโจรเลย ไม่แน่ว่าพวกมันอาจอยู่ใต้จมูกและกำลังหัวเราะเยาะพวกตนอยู่ แม่ทัพเฉาโมโหขึ้นมาทันที…ต้องกำจัดโจรพวกนี้ให้ได้ !
เฉาอันหรานมีดวงตาเป็นประกาย นางเข้าไปอ้อนบิดา “ท่านพ่อ คราวนี้พาข้าไปทำลายรังโจรด้วยเถิด ! ท่านไม่ได้บอกว่าฝีมือข้าดีกว่าลูกน้องที่ไม่ได้เรื่องพวกนั้นมากหรือเจ้าค่ะ ?”
“ไม่ได้ ! เจ้าไม่มีประสบการณ์จริง…ถ้าเจ้าประมือกับองค์หญิงเว่ยเว่ยได้เกิน3กระบวนท่าเมื่อใด พ่อจะพาเจ้าไปด้วย !” แม่ทัพเฉาโยนภาระไปให้หลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าเลี้ยงสุนัขผสมหมาป่าไว้ตัวหนึ่ง มันดมกลิ่นเก่งมาก ท่านพี่ ตอนที่ท่านไปทำลายรังโจร มันอาจช่วยท่านได้ !” แน่นอนว่าที่นางเอ่ยถึงคือ เจ้าดำ
เดิมทีก่อนเดินทางมานางคิดจะปล่อยเจ้าดำกลับสู่ผืนป่า แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากเจ้าหมาป่าน้อยอยู่ในภูเขาได้ไม่กี่วัน มันก็แอบมาขึ้นเรือตอนที่พวกนางออกเดินทางตอนไหนก็ไม่รู้ จนเรือออกเดินทางมาได้หนึ่งวันแล้ว มันถึงค่อยๆแอบมาหาอะไรกินที่ห้องครัว หลินเว่ยเว่ยถึงได้เจอมันเข้า
เจ้าดำคงคิดว่าเจ้านายไม่ต้องการมันแล้วถึงได้แอบขึ้นเรือมาด้วย แม้จะหิวขนาดไหนก็ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวจะโดนไล่กลับไป
เฉาอันหรานมีดวงตาเป็นประกายอีกครั้ง “พี่เว่ยเว่ย ท่านฝีมือดีขนาดนี้ วันทั้งวันเอาแต่อยู่ที่เรือนหลังก็น่าเสียดายจะตายไป ! พวกเราไปทำลายรังโจรด้วยกันเถิด !”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่นางแล้วปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “เห็นข้าเป็นเหมือนเจ้าหรือไร คนที่ไม่มีอะไรทำทั้งวัน ! ข้ายุ่งจะตายไป ! คอกหมูของข้าก็เพิ่งสร้างได้แค่ครึ่งเดียว คอกกระต่ายก็ต้องมีคนคอยดู แล้วก็…ข้าคิดจะทำสวนผลไม้ ต่อไปเวลาคนในภาคตะวันตกเฉียงเหนือพูดถึงผลไม้ก็ต้องคิดถึงอำเภอหนิงซี !”
แม่ทัพเฉาเอ่ยขึ้นมาสั้นๆ “มีความทะเยอทะยาน! ทว่าความฝันเป็นสิ่งที่ดี แต่พอทำจริงแล้วอาจไม่ประสบความสำเร็จ เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าผลไม้บางชนิดต้องใช้เวลาปลูกหลายปีถึงจะเห็นผล สามีของเจ้าจะได้นั่งทำงานอยู่ในนี้สักกี่ปีกันเชียว ?”
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มให้เขา แต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น แม้นางไม่ได้ตอบรับคำชวนของเฉาอันหราน แต่ก็ให้เจ้าดำและหลีชิงไปคุ้มกันนายอำเภอผู้เป็นสามี…แม้จะไปทำลายรังโจรภูเขา แต่จะขาดนายอำเภออย่างเจียงโม่หานได้อย่างไร นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างผลงานและชนะใจราษฎร ! หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจแล้วว่าในขณะที่บัณฑิตน้อยดำรงตำแหน่ง นางจะช่วยเขาแก้ปัญหาเรื่องโจรโฉดในดินแดนให้สิ้นซาก
[1] กำลังสัปหงกก็มีคนส่งหมอนมาให้ หมายถึง อยากได้สิ่งใดก็ได้ตามนั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment