weiwei ep61-70

ตอนที่ 61: ขอให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี


ปู่เถียนกำลังจะบอกว่าทานแล้ว แต่ย่าเถียนตอบ.ตก.ลงว่า ดีเลย ข้าจะได้ชิมรสมือของต้านเอ๋อร์


พี่ใหญ่ ท่านไปนวดแป้ง น้องสี่ไปเด็ดกุยช่ายมา… หลินเว่ยเว่ยเริ่มแบ่งหน้าที่


พี่สาวจึงกลอกตาแล้วถามว่า แล้วเจ้าจะทำอันใด ?


แน่นอนว่าแม่ครัวย่อมทำหน้าที่ปรุงรสให้อร่อยที่สุด ! หลินเว่ยเว่ยกล่าวอย่างมั่นใจ


หลินเว่ยเว่ยนำไข่ไก่ทั้งหมด5ฟองที่เหลืออยู่ในบ้านออกมา จากนั้นก็ใส่น้ำมันหมูลงผัดแล้วคลุกเคล้ากับกุยช่ายที่หั่นมาเรียบร้อยแล้ว นางยังกล่าวด้วยความมั่นใจอีกว่า ดูท่าต้องเลี้ยงไก่เพิ่มอีกหน่อยเพราะไข่ไก่ไม่พอทานแล้ว…


ต้านเอ๋อร์ ที่บ้านแม่ยังมีไข่ไก่อยู่อีกหลายฟองเพื่อเอาไว้ต้มให้เจ้าทาน ตอนเด็กเจ้าชอบทานไข่ต้มที่สุด ! ย่าเถียนรับไม้นวดแป้งมาจากพี่สาวคนโต นางนวดแป้งออกมาได้บางกลมและสม่ำเสมอ ไม่เหมือนคนขี้หลงขี้ลืมเลยแม้แต่น้อย


ที่บ้านของข้าเลี้ยงไก่2ตัว มีไข่เพียงพอที่จะทาน ย่าเถียน ท่านเก็บไว้ทานเองเถิด ! หลินเว่ยเว่ยหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาแล้วยัดไส้เข้าไปจำนวนมาก นางใช้นิ้วมือบีบคลึงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดแป้งห่อกลมๆก็ถูกปั้นออกมาเรียบร้อย


ย่าเถียนยิ้มแก้มปริกว่าเดิม ต้านเอ๋อร์ของบ้านเราโตแล้ว ช่างเป็นเด็กกตัญญูเหลือเกิน…


หลินเว่ยเว่ยให้เจ้าหนูน้อยตั้งหม้อด้วยไฟอ่อน จากนั้นนางก็เทน้ำมันลงไปแล้วใส่แป้งห่อที่ปั้นเสร็จแล้วลงทอดจนเหลืองกรอบ


หอมจัง ! อาหารที่พี่รองทำช่างน่าอร่อยเสียจริง ! เจ้าหนูน้อยนั่งยองเหงื่อท่วมตัวอยู่หน้าเตายกมือปาดเหงื่อบนใบหน้า เขากลายเป็นลูกแมวน้อยแสนเชื่องในทันทีที่ได้กลิ่นหอมๆของแป้งห่อกุยช่ายทอด


หลินเว่ยเว่ยแบ่งอาหารที่เย็นและแห้งแล้วให้เขาชิมไปหนึ่งชิ้น เจ้าหนูน้อยบิแป้งห่อกุยช่ายทอด จากนั้นก็ส่งไปที่ปากของหลินเว่ยเว่ยที่กำลังยุ่งอยู่พลางกล่าวว่า พี่รองชิมก่อนสิ !


หลินเว่ยเว่ยกัดคำใหญ่โดยไม่เกรงใจ รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกุยช่ายผสมกับกลิ่นหอมของไข่ไก่และกากหมูที่ละเอียดทำให้หอมและสดใหม่อย่างเกินบรรยายเลย !


เจ้าหนูน้อยทานเข้าไปคำใหญ่แล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า อร่อยมาก ! พี่รอง น้ำมันของบ้านเราเหลือไม่มากแล้ว กากหมูก็ทานหมดไปแล้ว ดังนั้นมื้อต่อไปทานให้น้อยลงกว่านี้ดีหรือไม่ ?


อีกประเดี๋ยวหากมีผู้ใดไปในเมืองก็ให้เขาถือโอกาสซื้อมันหมูกลับมาสักสองชั่ง คืนนี้เราจะทำซาลาเปาไส้ผักป่าผัดกากหมูทานกัน เจ้าชอบหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยทำอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนางก็ยกแป้งห่อกุยช่ายออกจากหม้อและยังได้ต้มโจ๊กหอมกรุ่นอีกหนึ่งหม้อด้วย !


นางและน้องชายคนเล็กต่างวุ่นวายเบียดเสียดกันอยู่ในครัว ปู่เถียนเดินวนรอบๆลานบ้าน เขารู้สึกเกรงใจเกี่ยวกับเรื่องที่ภรรยาเข้าใจผิดว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเป็นบุตรสาวของตน เขาคิดที่จะพาภรรยากลับไป แต่พอได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าและความสุขที่มาจากใจจึงใจไม่แข็งพอ ภรรยาเลอะเลือนมาเจ็ดแปดปีเห็นจะได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนางสดใสเช่นนี้ !


อายุของพวกเขานับวันก็มากขึ้นเรื่อยๆ ในวันเวลาที่เหลืออีกไม่มากนี้ หากเขาสามารถทำให้ภรรยาเบิกบานใจขึ้นได้บ้างก็ถือเป็นความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ ขอให้เขาเห็นแก่ตัวสักครั้งเพื่อภรรยาที่ร่วมทุกข์กันมากว่าครึ่งชีวิตเถิด


เจียงโม่หานนั่งพลิกตำราเงียบๆ ใต้ต้นลูกพลับพลางเหลือบตามองปู่เถียนหนึ่งครั้งแล้วมองกลับลงมาอีกครั้ง ‘เด็กอ้วนคนนี้จิตใจดีใช้ได้ หวังว่าจิตใจที่ดีจะทำให้นางได้รับผลตอบแทนที่ดี ! เพราะถึงอย่างไรถ้าปีแห่งหายนะมาเยือน แม้จะเป็นสายเลือดเดียวกันก็ย่อมทอดทิ้งกันได้ จะมีผู้ใดบ้างที่คอยดูแลกันได้เช่นนี้?’


ตาแก่ ทานข้าวได้แล้ว ! นางหนูทำแป้งห่อกุยช่ายทอด หอมมากเลย ! ย่าเถียนยิ้มตาหยีพร้อมยกถาดใส่แป้งห่อกุยช่ายเดินออกมาจากครัว ด้านหลังของนางมีน้องสี่คอยเดินตามด้วยสีหน้ากังวลเพราะกลัวว่านางจะไม่ระวังจนทำมื้อเช้าที่พี่รองตั้งใจทำหกเสียหาย


ทั้งทอดด้วยน้ำมันหมูและใส่ไข่ลงไปจำนวนมาก ด้านในของแป้งห่อกุยช่ายยังเหลือกากหมูที่ส่งกลิ่นหอม บวกกับโจ๊กข้าวฟ่างที่เข้มข้น นี่ต้องเป็นมื้อเช้าอันยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแน่นอน


ย่าเถียนที่ทานข้าวเช้ามาแล้วได้ทานโจ๊กข้าวฟ่างไปหนึ่งถ้วยและทานแป้งห่อกุยช่ายที่หอมฉุยไป1ชิ้น ส่วนเจียงโม่หานที่ถูกย่าเถียนตำหนิว่าผอมเกินไปก็ได้ทานแป้งห่อกุยช่ายขนาดใหญ่กว่ากำปั้นไปถึง4ชิ้นและโจ๊กถ้วยใหญ่อีกหนึ่งถ้วย


หลายคนเจริญอาหาร แป้งห่อกุยช่ายทอดที่ห่อไว้เมื่อเช้ากว่ายี่สิบลูกถูกทานหมดไม่เหลือสักชิ้น พี่สาวคนโตจึงอดเป็นทุกข์ไม่ได้ นางลอบบ่นในใจว่า ‘นับวันข้าวปลาอาหารยิ่งแพง หากทานขนาดนี้เงินในบ้านคงไม่พอถึงสองเดือนเป็นแน่’


มนุษย์หากไม่มองการณ์ไกล ความยุ่งยากก็จะเข้ามาใกล้ เจียงโม่หานเองก็มองเหมือนนาง เขาลังเลอยู่เล็กน้อยแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า ได้ยินมาว่าหลังต้นฤดูใบไม้ผลิที่อำเภอจิงหยุนฝนตกไปสองสามครั้ง ภัยแล้งไม่ร้ายแรง ราคาอาหารน่าจะถูกกว่าในเขตเริ่นอัน


ชาติก่อน อำเภอจิงหยุนไม่มีภัยพิบัติ ทว่าเกิดเรื่องการจลาจลของผู้ลี้ภัย ภายใต้การนำของผู้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงกายบุกเข้ามาเผาบ้านเมือง หลายครอบครัวแตกแยกและสูญหาย ต่อมาทางราชสำนักได้ส่งกองทัพมาปราบปราม อำเภอจิงหยุนในเวลานั้นจึงได้สงบลง


หลินเว่ยเว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ข้าจะไปจัดของในอุโมงค์ใต้ดินให้เรียบร้อยแล้วจะไปซื้ออาหารที่อำเภอจิงหยุน…


เจียงโม่หานจึงกล่าวเตือนนางว่า จากหมู่บ้านฉือหลี่โกวไปอำเภอจิงหยุนมีระยะทางร้อยกว่าลี้ ทางที่ดีจ้างเกวียนสักคันหรือไม่ก็รถม้าเถิด แต่หากซื้อไม่มากก็ไม่คุ้มสักเท่าไร


ทันใดนั้นปู่เถียนก็เอ่ยว่า หลายปีก่อนทางหมู่บ้านของเรามีเส้นทางภูเขาที่ทะลุไปอำเภอจิงหยุนอยู่เส้นหนึ่ง จากนี่ข้ามเขาไปสองลูกใช้เวลาเดินหนึ่งวันก็ถึง ต่อมาในหุบเขามีสัตว์ป่าออกล่าอาหารมากขึ้น มีคนถูกหมาป่ากัดตายบนเขา เส้นทางนั้นจึงถูกทิ้งให้รกร้าง


หลินเว่ยเว่ยตาลุกวาวทันทีที่ได้ยิน นางจึงถามว่า ปู่เถียน ท่านเคยใช้เส้นทางนั้นหรือ ? เช่นนั้นช่วยเขียนแผนที่ให้ข้าได้หรือไม่ ?


ปู่เถียนพยักหน้า แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า ข้าเคยใช้เส้นทางนั้นเดินทางอยู่หลายครั้ง สิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีคนใช้ คงถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด ข้ารู้ว่าเจ้าเคยฆ่าหมูป่าตายมาแล้ว แต่หมาป่าเคลื่อนไหวกันเป็นฝูง ใช่ว่ามีแรงเยอะแล้วจัดการมันได้ ส่วนภาพของเส้นทางนั้น ข้าไม่สามารถช่วยวาดให้เจ้าได้ ! ข้าทำร้ายเจ้าไม่ได้หรอก !


เจียงโม่หานก็ไม่สนับสนุนให้นางเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ เขาจึงกล่าวว่า ที่ปู่เถียนจะบอกก็คือเจ้าอย่าคิดว่าตนมีแรงเยอะแล้วไร้ศัตรู คนจมน้ำตายล้วนเป็นคนที่ว่ายน้ำเป็นทั้งนั้น เจ้าอย่าได้ประมาทไป !


หลินเว่ยเว่ยเป็นคนหนึ่งที่เชื่อฟังการโน้มน้าว นางสลัดความคิดที่จะข้ามภูเขาออกจากหัว หากต้องซื้ออาหารสามร้อยถึงห้าร้อยชั่ง ค่าเช่าเกวียนไปกลับก็หลายร้อยตำลึง เช่นนั้นมันก็ไม่คุ้ม


ได้ยินมาว่าที่บ้านผู้ใหญ่บ้านมีเกวียน… หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเราต่างก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ยืมมาใช้คงไม่น่ามีปัญหาอันใด


แต่นึกไม่ถึงว่าปู่เถียนจะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า เกวียนของบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ปล่อยให้เช่าง่ายๆ ภรรยาของเขาคิดแต่เรื่องเงิน ค่าเช่าแพงเสียยิ่งกว่าในเมืองด้วยซ้ำ ! ที่บ้านข้ามีรถลากอยู่หนึ่งคัน ซ่อมสักหน่อยคงพอใช้ได้ เจ้าลากคันนั้นไปดีหรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยตามชายชราไปที่บ้าน นางเห็นรถลากที่ชำรุดอยู่ในลานบ้านแล้วพบว่าล้อทั้งสองกับตัวรถนับว่าสมบูรณ์ดี ส่วนแผ่นกระดานบนรถหักหมดแล้ว หลินเว่ยเว่ยลองเข็นเล็กน้อย นางคิดว่าหากเปลี่ยนแผ่นกระดานก็ยังพอใช้ได้


ปู่เถียนที่ได้ยินความคิดของนางก็ออกตัวอาสาขึ้นว่า ตอนข้ายังเด็กเคยเรียนช่างไม้มาก่อน รถลากคันนี้ข้าเป็นคนทำมันขึ้นมาเอง ขอเพียงมีไม้ ข้าสามารถช่วยซ่อมให้เจ้าได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน



ตอนที่ 62: เจ้าอ่านหนังสือลามกหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยแบกไม้สนลำหนาเท่าถังน้ำมาจากภูเขาด้านหลัง ปู่เถียนตบลำต้นอย่างดีใจพลางหัวเราะแล้วกล่าวว่า ซ่อมรถลากเสร็จ ไม้ที่เหลือข้าจะทำโต๊ะให้เจ้าอีกหนึ่งตัว !


ปีนี้พืชพันธุ์ธัญญาหารได้ผลผลิตไม่มากนัก เขากับภรรยาได้ทานข้าวเช้าที่บ้านตระกูลหลิน ดังนั้นเขาจึงไม่อาจทานข้าวบ้านผู้อื่นโดยเสียเปล่าได้ เขาเห็นว่าที่ลานบ้านตระกูลหลินมีโต๊ะหินเพียงตัวเดียว และเมื่อมีไม้เหลือมากพอ เขาจึงอยากทำโต๊ะให้บ้านอีกฝ่ายเก็บไว้ใช้ตอนฤดูหนาว !


วันนี้หลินเว่ยเว่ยยังขลุกตัวอยู่กับกลุ่มหญิงสาวและเด็กในหมู่บ้านเช่นเคย นางออกไปล่าสัตว์บริเวณใกล้กับที่เก็บผักป่า ตอนนี้นางมีเสบียงตุนไว้เพียงพอทั้งผักป่าและเนื้อสัตว์ เมื่อในมือมีอาหารแล้วในใจก็ย่อมไม่ร้อนรน ตอนนี้เนื้อสัตว์ในมิติน้ำพุวิญญาณมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ใจที่กระวนกระวายเนื่องจากภัยแล้งของหลินเว่ยเว่ยสงบขึ้น


ทุกครั้งที่ลงมาจากบนเขา หลินเว่ยเว่ยมักอ้อมไปแถวป่าที่บัณฑิตหนุ่มอ่านตำรา ป่าที่นั่นทั้งสงบและร่มรื่น น้อยมากที่จะมีคนมารบกวนซึ่งที่นั่นถือว่าเป็นสถานที่ไม่เลวในการอ่านตำรา


เจียงโม่หานมีเจตนาที่จะทดสอบนาง เมื่อเห็นว่านางเข้ามาใกล้ สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังตำราส่วนปากก็อ่านออกเสียงดังๆว่า ฤดูใบไม้ผลิกว่าสิบปีของราชวงศ์หยวน มหาภัยแล้งทางภาคเหนือผู้คนอดอยากนับสิบลี้ ประชาชนที่ปลอมตัวเป็นทหารก่อกบฏ ปล้น ฆ่าและเผาทำลายบ้านเมือง ณ ภูเขาอันซิ่ง…


หลินเว่ยเว่ยเดินผ่านจากบริเวณด้านข้างไปโดยไม่เหลียวมอง บนหลังของนางยังแบกกระบุงไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยผักป่า พลั่วในมือโบกสะบัดร่ายรำไปมาอย่างอารมณ์ดี


เจียงโม่หานคอยลอบสังเกตอีกฝ่าย หากว่านางกลับชาติมาเกิดเหมือนตน นางย่อมรู้เรื่องภัยแล้งและการก่อกบฏสามปีของภาคเหนือ ตอนนี้ภัยแล้งและการก่อกบฏยังมาไม่ถึง หากเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดจริง พอได้ฟังเรื่องพวกนี้ก็ต้องมีการตอบสนองบ้าง


ฝีเท้าของหลินเว่ยเว่ยหยุดลง ในใจของเจียงโม่หานจึงเต้นรัว ‘นางโดนเขาเดาออกจริงหรือ ?’


หลินเว่ยเว่ยถอยกลับมาแล้วขยิบตาให้เขา บัณฑิตน้อย เจ้าอ่านตำราอันใด ?


เจียงโม่หานมองนางด้วยแววตาสับสนแล้วกล่าวอย่างเก็บอาการว่า ตำรานักปราชญ์ !


คิดจะหลอกข้าหรือ ? บ้านข้าก็มีคนที่เรียนหนังสือนะ ! น้องชายข้าก็เรียน เขาเอาแต่พูดสำนวนกลอนพลางส่ายศีรษะไปมาเหมือนเด็กน้อย เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องปิดบังแล้ว ข้ารู้และเข้าใจได้…ผู้ชายน่ะ บางครั้งที่ดูหนังสืออย่างว่าก็จะผ่อนคลาย ดีต่อร่างกายใช่หรือไม่ ! หลินเว่ยเว่ยแสดงท่าทีว่ารู้อยู่แก่ใจ


หนังสืออย่างว่า ? หนังสืออันใด ? ในหัวของเจียงโม่หานเกิดคำถาม


หลินเว่ยเว่ยขยับเข้ามาพลางใช้ไหล่ชนเขาเบาๆ นางเหล่ตา.มองเขาแล้วกล่าวว่า ก็เช่นนั้นไงเล่า…ที่ผู้ชายชอบอ่านกันน่ะ หนังสือที่ครบถ้วนไปด้วยข้อความและรูปภาพที่เรียกว่าหนังสือลามก…


เจียงโม่หานถูกนางทำเช่นนี้ใส่บ่อยๆจนชินชาไปหมด แต่การทดสอบของเขาครั้งนี้ดูเหมือนจบลงด้วยความล้มเหลวอีกครั้งเพราะนางซ่อนมันไว้ลึกมากหรือเพราะว่าสิ่งที่นางซ่อนไว้ไม่เหมือนกับที่เขาคิด ? แต่…


เจ้าไปได้ยินคำว่าหนังสือลามกมาจากที่ใด ? แล้วยังรู้อีกว่ามันมีเนื้อหาและรูปภาพที่สมบูรณ์ เจ้าเคยดูหรือ ? เจียงโม่หานไม่ได้สังเกตว่าตนกำลังกล่าวด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


ไม่เคย ที่บ้านข้าจะมีหนังสือเช่นนั้นได้อย่างไร ? หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธ เมื่อชาติก่อนอย่าว่าแต่หนังสือลามกเลย แม้แต่หนังลามกนางก็แอบดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นมาก่อน แต่นางไม่มีทางยอมรับต่อหน้าบัณฑิตหนุ่มอย่างแน่นอน


เจียงโม่หานกัดฟันลุกขึ้นพลางเพ่งมองนางแล้วกล่าวว่า ดีแล้วที่ไม่มี !


ไอหยา ไม่มีหรอก ! ไม่มีจริงๆ วางใจเถิด ข้าไม่ฟ้องแม่เจ้าเรื่องที่เจ้าอ่านหนังสือเช่นนั้นหรอก ข้าไม่ใช่คนที่ไร้ความซื่อสัตย์ต่อสหายมากเพียงนั้น ! หลินเว่ยเว่ยตีหน้าซื่อพลางรับประกัน


เจียงโม่หานเอาตำราในมือเคาะหน้าผากนาง หลินเว่ยเว่ยเห็นตัวอักษรตัวใหญ่บนหน้าปกเขียนว่า ‘คัมภีร์หลุนอวี่’…เฮอะเฮอะ ดูเหมือนว่านางจะคิดมากไป แต่ในคัมภีร์หลุนอวี่มีประโยคที่เขาเพิ่งอ่านออกมาด้วยหรือ ? ราชวงศ์หยวน…ในประวัติศาสตร์มีชื่อนี้ด้วยหรือ ? ไอหยา เหตุใดข้าไม่สนใจเรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรก ?


แต่เดาว่าเรียนไปก็ไร้ประโยชน์เพราะนี่คงเป็นยุคโบราณกว่านั้น ซึ่งแตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่นางเรียนไปไกลโข แต่ก็เป็น ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ เหมือนกัน


มีมิตรจากแดนไกลมาหา ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ… หลินเว่ยเว่ยพลิกดูหนึ่งหน้า แม้ว่าเป็นตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิมก็ยังดูออกว่า ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ เล่มนี้เหมือนเล่มที่นางเคยอ่านในชาติก่อนไม่มีผิด


เจ้ารู้หนังสือด้วยหรือ ? เจียงโม่หานหันกลับมาจ้องนางอย่างมีเลศนัย


ก็ข้าฉลาดอย่างไรเล่า ! ตอนเด็กอ่านแค่รอบเดียวข้าก็รู้แล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเชิดริมฝีปากขึ้นอย่างภูมิใจ แต่เจ้าถึงขั้นเข้าร่วมการสอบระดับเยวี่ยนซื่อแล้วยังอ่าน ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ อยู่อีกหรือ !


อ่านตำราร้อยรอบจึงจะเข้าใจความหมายของมัน ! คัมภีร์หลุนอวี่เนื้อหากว้างขวางลึกซึ้งครอบจักรวาล อย่าว่าแต่การสอบขุนนางระดับซิ่วไฉเลย ต่อให้เป็นการสอบบัณฑิตขั้นสูงก็ไม่อาจเลินเล่อได้ เจียงโม่หานละสายตากลับมา แต่ในใจยังมีคำถามในตัวของนาง ทว่าข้อสงสัยเรื่องที่ว่านางกลับชาติมาเกิดได้เบาบางลงมาก


หลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังบัณฑิตหนุ่มลงจากเขาอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นนางใช้นิ้วมือจิ้มไปที่เอวด้านหลังของเขาพลางกล่าวว่า บัณฑิตน้อย ดูสิ นั่นคือพวกที่ชื่นชอบเจ้า !


บนเส้นทางที่เดินขึ้นลงเขาในทุกวัน มักมีเด็กสาวน้อยใหญ่กลุ่มหนึ่งทำท่าทางว่ากำลังยุ่งแต่แอบมองเขาอยู่ไม่ไกลเป็นระยะ


เจียงโม่หานเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวมองแต่ได้ยินเด็กสาวกลุ่มนั้นถกเถียงกันว่า ลูกสาวคนรองของตระกูลหลินช่างหน้าไม่อายเสียจริง นางมายุ่มย่ามกับบัณฑิตเจียงอีกแล้ว !


ใช่ ! พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่านางเพิ่งจิ้มเอวบัณฑิตเจียง !


คางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า บัณฑิตเจียงจะเห็นหัวนางโง่นั่นได้เช่นไร ?


จริงด้วย จริงด้วย ! แม้ว่านางหน้าหนาก็ควรสำเหนียกตนบ้าง หากเป็นผู้อื่นก็คงรู้ว่าควรถอยแต่แรก !


พอได้ยินคำว่า ‘คางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า’ เจียงโม่หานก็อดนึกถึงคำวิจารณ์ที่เกี่ยวกับเด็กอ้วนคนนี้ที่ว่า ‘คางคกมีปณิธานและความฝัน’ นางเองก็มีความทะเยอทะยานที่จะกินเนื้อห่านฟ้าด้วยหรือ ?


แค่ก แค่ก ! เหตุใด เขาจึงนึกถึงสิ่งนี้ขึ้นมา ? นางจะเป็นคางคกหรือไม่ อยากหรือไม่อยากกินเนื้อห่านฟ้าแล้วเกี่ยวอันใดกับเขาด้วยเล่า ? จริงสิ ไม่เกี่ยวอันใดสักนิด จริง จริง ! !


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้ามาใกล้เขาอีกสองสามก้าว นางทำทีเดินเคียงไหล่เจียงโม่หานแล้วหันมาเล่นหูเล่นตาใส่เขาหลายครั้ง ‘ราวกับลิงขี้เล่นซุกซน’


เจียงโม่หานถามด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า พวกนางด่าเจ้าถึงเพียงนั้น เจ้าไม่โกรธหรือ ?


โกรธเช่นนั้นหรือ ? พวกนางก็แค่อิจฉาข้า ! แสดงว่าข้ามีคุณสมบัติเหมาะสมให้น่าภูมิใจ ฮ่าฮ่า ! ข้าไม่โกรธหรอก ข้าจะเข้าใกล้เจ้าอีกหน่อยเพื่อให้พวกนางอิจฉาตาร้อนตายไปเลย…อย่าขยับนะ !


สายตาของหลินเว่ยเว่ยหยุดลงตรงแก้มของเขาแล้วยื่นมือไปที่เส้นผมบนแก้มนั้น นางช่วยหยิบใบไม้ออกมาหนึ่งใบ ทว่าหากมองจากระยะไกลจะดูเหมือนว่านางกำลังลูบแก้มของเจียงโม่หาน เพื่อยั่วยุให้เด็กสาวชาวบ้านเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นอีก หลินเว่ยเว่ยยังตั้งใจหันไปยิ้มอย่างภูมิใจใส่พวกเด็กผู้หญิงที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันไปหนึ่งที ‘แน่จริงก็มากัดข้าสิ !’


เจียงโม่หานแอบส่ายหน้า เด็กอ้วนคนนี้เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ไม่เหมือนคนที่เพิ่งกลับชาติมาเกิดเลยจริงๆ หรือบางทีเขาอาจคิดมากไป ! แต่ว่าความแปลกและการพูดอ้อมค้อมของนางนั้นทำให้เขาประหลาดใจอยู่ไม่น้อย


ทั้งสองคนเดินคู่กันมาจนถึงบริเวณใกล้บ้านตระกูลหลินก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่ายืนนิ่งอยู่เป็นปีกำลังประคองย่าเถียนด้วยสีหน้าจนปัญญาขณะยืนอยู่หน้าบ้านของนาง


[1] คัมภีร์หลุนอวี่ เป็นคัมภีร์พื้นฐานที่สำคัญสำหรับการศึกษาปรัชญาขงจื่อ


ตอนที่ 63: สามีรูปร่างผอมซีด


เมื่อย่าเถียนเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้วดวงตาของนางก็ลุกวาวพร้อมก้าวเท้าเล็กๆเดินมาหาอย่างรวดเร็ว ต้านเอ๋อร์มาเร็ว พี่ชายของเจ้ากลับมาแล้ว เขาเอาขนมที่เจ้าชอบมาให้ด้วย ยังมีเนื้ออีกนะ คืนนี้แม่จะตุ๋นเนื้อให้เจ้าทาน !


เถียนฟู่กุยรีบเดินตามมาประคองแขนของหญิงชราแล้วพูดเกลี้ยกล่อมว่า ท่านแม่ขอรับ นี่คือบุตรสาวคนรองของตระกูลหลิน ไม่ใช่ต้านเอ๋อร์ของเรา !


ย่าเถียนโกรธทันทีที่ได้ยินบุตรชายกล่าวเช่นนี้ นางจึงสะบัดแขนของเขาออกแล้วตีไปที่ตัวของเขาหลายที เจ้าเด็กคนนี้มีเงินเสียเปล่า ทว่าจำน้องสาวตนเองยังไม่ได้ ! ไป ต่อไปนี้ข้าไม่มีบุตรชายเช่นเจ้าอีก !


หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าหญิงชราจะโกรธจนส่งผลเสียต่อร่างกาย นางจึงรีบเข้าไปประคองหญิงชราแล้วกล่าวว่า ย่าเถียน ท่านอย่าโกรธจนส่งผลเสียต่อสุขภาพเลย…


ย่าเถียนส่งเสียงไม่พอใจใส่บุตรชาย นางยังเป็นต้านเอ๋อร์ที่รู้ใจแม่ที่สุด ไม่เหมือนเจ้าที่เป็นพี่ใหญ่ วันๆ รู้แต่ทำให้ข้าโกรธ ไป กลับบ้านกับแม่ แม่จะเอาของอร่อยให้ !


เดิมทีวันนี้ในหมู่บ้านมีคนเข้าเมืองและบอกข่าวกับเถียนฟู่กุยว่ามารดาของเขาเดินหลงทางบนภูเขาจนเกือบถูกหมาในกิน เถียนฟู่กุยจึงรีบนั่งรถม้ากลับมาอย่างร้อนใจ ไม่ทานแม้แต่ข้าวกลางวัน เมื่อเขาเห็นว่าร่างกายของมารดาไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งยังมีชีวิตชีวาขึ้นมากจึงวางใจ เขานึกถึงเรื่องเดิมๆขึ้นมาอีกคือต้องพาสองเฒ่าไปอยู่ในเมืองให้ได้


ในใจของปู่เถียนไม่ได้คิดอันใดแล้ว เขายังมีท่าทีโอนอ่อนไปตามบุตรชายอีกด้วย ทว่าย่าเถียนเป็นตายร้ายดีก็ไม่ยอมไป นางบอกว่าจะอยู่กับบุตรสาวของตน บุตรสาวทั้งกตัญญูและรู้ความ มิหนำซ้ำยังทำแป้งห่อกุยช่ายทอดให้นางอีก รสชาติดีด้วย…


เถียนฟู่กุยจนปัญญาเพราะน้องสาวคนเล็กเป็นปมของมารดา หากไม่ใช่เพราะว่าน้องเล็กหายตัวไป มารดาก็คงไม่เลอะเลือนเช่นนี้ แต่การเข้าใจผิดว่าบุตรสาวบ้านข้างๆเป็นน้องเล็กก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี !


ต้านเอ๋อร์ รีบทานเร็ว ! อย่าให้พี่สาวเจ้าเห็น ! ย่าเถียนเอาขนมข้าวถั่วแดงออกมาหนึ่งชิ้น นางยิ้มจนตาหยีพลางมองไปยังหลินเว่ยเว่ยพร้อมเร่งให้ทานเข้าไป


หลินเว่ยเว่ยรับขนมข้าวถั่วแดงมาอย่างเกรงใจ นี่คือของที่อาเถียนซื้อมาให้ย่าเถียน นางจะกล้าแย่งของกินคนชราได้เช่นไร ?


ท่านทานก่อนเถิด หากท่านไม่ทาน ข้าก็ไม่ทาน ! หลินเว่ยเว่ยแบ่งออกเป็นชิ้นแล้วยื่นไปทางปากของย่าเถียน


ลูกน้อยของเราช่างรู้ความ มีอันใดก็คิดถึงแม่เสมอ แม่ทานแล้ว เจ้าก็ทานสิ ! ย่าเถียนทานขนมข้าวถั่วแดงเข้าไป รสหวานมาก ! หวานไปถึงหัวใจเลย !


หลินเว่ยเว่ยกัดไปเล็กน้อยแล้วแบ่งออกมาอีกชิ้นเพื่อป้อนไปที่ปากของย่าเถียน ทั้งสองป้อนกันคนละคำ ไม่นานก็ทานขนมข้าวถั่วแดงจนหมด


ปู่เถียนจึงกล่าวอย่างปลื้มใจ ปกติขนมที่ฟู่กุยส่งมาให้ ย่าเถียนของเจ้าไม่ทานมันด้วยซ้ำจนเสียต้องทิ้งหมด พอข้าแอบเอาไปทิ้ง นางก็โกรธ !


ย่าเถียนถลึงตาใส่เขาแล้วกล่าวว่า ข้าก็ว่าเหตุใดขนมที่เก็บไว้ให้ต้านเอ๋อร์จึงหายไปหมด ที่แท้เจ้าเป็นคนเอาไปนี่เอง ! เจ้าแก่ถึงเพียงนี้แล้วยังจะมาขโมยของกินของลูกอีก


ชายชราไม่เถียงกับคนที่สมองเลอะเลือน เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าผิดเอง พอใจหรือไม่ ?


ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ พวกท่านก็แก่ขึ้นเรื่อยๆ ข้างกายไม่มีผู้ใดคอยปรนนิบัติ ข้าไม่สบายใจเลย เช่นนั้นไปอยู่กับข้าในเมืองดีหรือไม่ ? เถียนฟู่กุยนึกถึงเรื่องที่มารดาหลงทางบนเขาอย่างคาดไม่ถึง การหลงทางไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเจอเข้ากับสัตว์ป่า แม้แต่ใบหน้าของผู้เป็นมารดาในวาระสุดท้าย เขาคงไม่ได้เห็น แบบนั้นเขาคงเสียใจไปตลอดชีวิตแน่นอน


ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ต้านเอ๋อร์ของข้าอยู่ที่ไหน ข้าก็จะอยู่ที่นั่น ! ย่าเถียนกล่าวออกมาอย่างแน่วแน่และสายตาที่มองไปยังบุตรชายก็ทำราวกับว่าเขาเป็นคนเลวที่จะมาแยกเลือดเนื้อของนางออกจากกัน


เถียนฟู่กุยกลอกตาไปมาแล้วพูดหลอกย่าเถียนว่า ท่านแม่ขอรับ ต้านเอ๋อร์แต่งงานไปแล้ว มีมารดาที่ไหนอยู่กับบุตรสาวที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วบ้าง ? ท่านไปอยู่กับข้าในเมือง ต่อไปนี้เวลาที่ต้านเอ๋อร์ไปตลาดซื้อของก็สามารถเจอท่านได้แล้วมิใช่หรือ ?


ว่าอย่างไรนะ ? ต้านเอ๋อร์ของเราออกเรือนแล้วหรือ ? เมื่อใดกัน ? เหตุใดข้าไม่รู้เรื่องเลย ? ย่าเถียนจับมือหลินเว่ยเว่ยแน่นพลางทำสีหน้าประหลาดใจ


ท่านลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นต้านเอ๋อร์ของเราหายตัวไป นางก็ถูกมารดาคนปัจจุบันเก็บมาเลี้ยง ตอนนี้นางอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว หากยังไม่แต่งงานคงเป็นหญิงแก่ไปแล้ว เถียนฟู่กุยเรียบเรียงคำโกหกอย่างสละสลวยและแยบยล


ย่าเถียนจึงเช็ดน้ำตา ไอหยา ! หลายปีมานี้ต้านเอ๋อร์ของเราได้รับความทุกข์ยากลำบากเสียแล้ว…


ไม่ลำบากเลย ท่านแม่ดีต่อข้ามาก ! หลินเว่ยเว่ยรีบหลอกให้หญิงชราดีใจ


ย่าเถียนดึงมือหลินเว่ยเว่ยแล้วถามว่า ครอบครัวสามีของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ? คงมิใช่เด็กหนุ่มตัวผอมซีดเมื่อครู่ใช่หรือไม่ ? แค่มองก็เหมือนว่าจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ วันข้างหน้าต้านเอ๋อร์ของเราไม่ควรต้องมาลำบาก…ฟู่กุย เจ้าช่วยน้องเขยหางานในเมืองหน่อยสิ


เอ่อ…ท่านแม่ขอรับ สามีของต้านเอ๋อร์จะสอบซิ่วไฉในวันข้างหน้า ต้องให้เราหางานไปเพื่อเหตุใด ? ท่านอย่าห่วงไปเลย ! เถียนฟู่กุยส่งสายตาขอโทษมายังหลินเว่ยเว่ยพร้อมกล่าวปลอบใจมารดา


ย่าเถียนคลายหว่างคิ้วแล้วหัวเราะร่า เช่นนั้นวันข้างหน้าต้านเอ๋อร์ของเราก็ได้เป็นฮูหยินใช่หรือไม่ ? ต้านเอ๋อร์ของเรามีวาสนาเสียจริง !


ย่าเถียน ท่านคุยกับปู่เถียนเถิด ข้าจะกลับไปห่อซาลาเปาไส้ผักป่า อีกประเดี๋ยวท่านต้องมาทานนะ ! หลินเว่ยเว่ยคิดหาข้ออ้างออกมาได้ นางเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากพลางคิดในใจว่า ‘สวรรค์ หากสนทนาอีกต่อไป นางกับบัณฑิตน้อยคงได้มีลูกด้วยกันแน่ ! ’


วันนี้พรานหวังเข้าไปส่งสัตว์ป่าที่ล่าได้ในเมือง หลินเว่ยเว่ยจึงถือโอกาสให้เขาซื้อเนื้อติดมันมาให้2ชั่ง นางหยิบหม้อแล้วกลั่นน้ำมันออกมา จากนั้นตักกากหมูให้น้องสี่ครึ่งถ้วยแล้วนำไปคลุกกับน้ำตาลสีขาว น้ำตาลคลุกกากหมูเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบมากที่สุด แต่คนทั่วไปไม่ค่อยทำให้เด็กทานสักเท่าไรเพราะมันมีราคาแพงมาก !


เจ้าหนูน้อยเห็นเช่นนั้นก็ร้องอย่างชอบใจว่า พี่รองใจดีที่สุด ! ข้ารักท่านมากที่สุดเลย !


นางหวงยิ้มอยู่ด้านข้างแล้วกล่าวว่า แล้วแม่ล่ะ ? เจ้าไม่รักแม่หรือ ?


ท่านแม่คือคนที่ข้ารักมากมากมากมากที่สุดขอรับ ! เจ้าหนูน้อยคีบกากหมูใส่ปากของนางหวงแล้วถามว่า ท่านแม่ อร่อยหรือไม่ ?


อร่อย ไปเถิด ไปทานเถิด ไม่เห็นหรือว่าแม่กำลังเด็ดผักป่าอยู่ ? นางหวงตีก้นเล็กๆของเขาและยิ้มอย่างสบายใจ เด็กน้อยอ้วนขึ้นมาเล็กน้อย ก้นเล็กแลดูมีไขมัน สัมผัสที่มือไม่เลวเลยทีเดียว !


นางมองไปยังบุตรสาวที่กำลังวุ่นอยู่ในครัว รู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนฝัน บุตรสาวที่สติไม่ดีมาสิบกว่าปี จู่ๆก็หายดี คนในบ้านไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป ทั้งยังได้ทานอาหารดีๆเกือบทุกวัน ไม่ต้องคอยเป็นกังวลถึงค่าเล่าเรียนของบุตรชายคนโต หากนี่เป็นฝัน นางก็หวังว่าตนจะฝันโดยไม่ตื่นไปทั้งชีวิต


หลินเว่ยเว่ยนำผักป่าที่ล้างแล้วไปลวก จากนั้นก็แช่น้ำเย็น นางกังวลว่าผักป่าจะมีรสขมจึงลวกอีกหลายรอบ จากนั้นก็สับกากหมูออกเป็นชิ้นเล็กๆผสมกับผักป่าแล้วตักน้ำมันหมูลงไปหนึ่งช้อนเติมเครื่องปรุงแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน นางชอบทานเผ็ดจึงใส่น้ำมันพริกเผาลงไปด้วย


เวลาเที่ยงวัน พี่สาวคนโตก็กลับมาช่วยทำอาหาร เมื่อมีคนมาร่วมวงทานข้าวเยอะขึ้น คนในบ้านก็ต้องรังสรรค์เมนูเยอะขึ้นด้วย พวกนางช่วยกันนวด ช่วยกันห่อ ไม่นานก็ห่อเสร็จ


ใช้เวลานึ่งไม่นานซาลาเปาขาวๆอ้วนๆออกจากหม้อแล้ว ! มันเป็นซาลาเปาลูกใหญ่จริงๆ หนึ่งลูกมีขนาดใหญ่จะเท่าใบหน้าของน้องสี่อยู่แล้ว ทั้งยังมีกลิ่นหอมของผักป่าคลุกเคล้ากับกลิ่นหอมของกากหมู เมื่อทานเข้าไปก็หอมติดลิ้นแบบถึงใจ ทำให้เจ้าหนูน้อยที่ทานซาลาเปาลูกใหญ่หมดแล้วนอนพุงกางและให้นางหวงช่วยลูบท้อง


ตอนที่ 64: ทำตัวเป็นบุตรกตัญญู


ซาลาเปาที่ไส้เติมน้ำมันพริกลงไปและแป้งซาลาเปาที่นุ่มเป็นพิเศษ กลิ่นหอมเผ็ดของไส้อร่อยถูกปาก แม้ว่าจะเป็นซาลาเปาไส้ผักป่าธรรมดาทั่วไป แต่เจียงโม่หานก็หยุดทานไม่ได้ เขาทานซาลาเปาใหญ่เท่าขอบชามใบนี้ลงไปถึงสามลูกในไม่กี่อึดใจ หลินเว่ยเว่ยที่แอบลดน้ำหนักอยู่ยังทานมากกว่าเขาไปหนึ่งลูก !


นางเฝิงเห็นแล้วก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า ทานลงไปมากเพียงนี้ อาหารที่ตุนไว้ในครัวคงทานได้อีกมากสุดก็สองสามวัน ไม่แปลกเลยที่พูดกันว่าเด็กๆกัดกินคนแก่ที่น่าสงสาร หากทานเช่นนี้ทุกวัน ผู้ใดจะไปเลี้ยงไหว!


น้าเฝิง รอให้ผลชิงป่าอบแห้งของเราทำเสร็จแล้ว เงินที่หามาได้ก็เอาไปซื้ออาหาร ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีกินหรอก ! หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าสองชราข้างบ้านไม่ได้มาทานซาลาเปา นางจึงยกซาลาเปาห้าลูกใหญ่ไปให้


ย่าเถียนกำลังโกรธสามีกับบุตรชายอยู่ นางจึงไม่ยอมทานข้าวเย็นสักคำ แต่พอเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเอาซาลาเปามาให้ สีหน้าของนางก็กลับมาสดใสทันที ยังคงเป็นต้านเอ๋อร์ของเราที่รู้ใจ รู้ว่าแม่กำลังหิว ไม่เหมือนพี่ใหญ่ของเจ้า รู้แต่ทำให้แม่โกรธ !


หลินเว่ยเว่ยใช้ผ้าเช็ดหน้าเปียกเช็ดมือให้อีกฝ่ายพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า ลองชิมซาลาเปาไส้ผักป่าที่ข้าทำสิ ข้างในใส่กากหมูด้วย หอมมากเลย !


ย่าเถียนหยิบซาลาเปาขึ้นมาแล้ววางกลับอีกครั้ง เจ้าเอาซาลาเปาลูกใหญ่ขนาดนี้มาให้มากมาย สามีกับบ้านสามีของเจ้าไม่ว่าหรือ ?


ข้าหาเงินซื้อแป้งเอง ผักป่าข้าก็เป็นคนขึ้นเขาไปเก็บมาเอง ไม่มีผู้ใดกล้าว่าข้าหรอก ท่านวางใจแล้วทานเถิด ! หลินเว่ยเว่ยหยิบซาลาเปาอุ่นกำลังดีขึ้นมาหนึ่งลูกแล้ววางลงในมือของอีกฝ่าย


ย่าเถียนยิ้มแล้วกล่าวว่า ต้านเอ๋อร์ของเราเก่งจริง ! แต่ว่าแม่จะให้เจ้าเสียเปรียบไม่ได้ ในครัวมีแป้งอยู่เยอะ อีกประเดี๋ยวเจ้าก็เอากลับไปด้วย !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มพร้อมส่ายหน้า ไม่ต้องหรอก ที่บ้านเรายังเหลือข้าวกับเสบียงอีกมากเลย !


เมื่อสนทนากับย่าเถียนได้อีกสักพัก หลินเว่ยเว่ยก็บอกลา เถียนฟู่กุยจึงถือโอกาสกล่าวว่า ท่านแม่ขอรับ ท่านอยู่ที่นี่น้องหญิงต้องเลี้ยงดูท่าน ตอนนี้ข้าวยากหมากแพง นานไปทางบ้านสามีของนางคงไม่ยอม ด้วยเหตุนี้อาจมีความขัดแย้งตามมาหรือไม่ ? ท่านไปอยู่กับข้าในเมืองดีกว่า หากคิดถึงก็รับนางกลับมาอยู่ด้วยสักวันสองวัน ท่านว่าอย่างไร ?


ย่าเถียนไม่แสดงสีหน้าใดออกมา นางได้แต่ฟังคำพูดของบุตรชาย เช่นนั้น…ก็ได้ ! พวกเราตกลงกันแล้วว่าต่อไปต้องรับน้องหญิงมาอยู่ในเมืองด้วยบ่อยๆนะ !


บัดนี้หินก้อนใหญ่ในใจของเถียนฟู่กุยได้ร่วงหล่น เขาจึงกล่าวออกมาอย่างสบายใจว่า ได้สิขอรับ ! ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่าน ท่านให้ข้าทำอันใด ข้าก็จะไม่หลบเลี่ยงอย่างแน่นอน


พอถึงในเมือง ไม่แน่ว่าสักสองวันท่านแม่ก็คงลืมทุกอย่างไปหมด ! อีกอย่างถ้าเขามารับจริง หลินเว่ยเว่ยก็อาจจะไม่ไป !


ย่าเถียนตัดสินใจย้ายเข้าไปในเมือง นางรีบเก็บข้าวของโดยเอาของที่ใช้ได้กับใช้ไม่ได้ทั้งหมดส่งมาไว้ที่บ้านของหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยไหนเลยจะกล้ารับไว้ นางปฏิเสธไม่รับของ คนหนึ่งยืนยันจะให้ อีกคนก็ยืนยันว่าจะไม่รับ ทั้งสองยืนกรานไม่ยอมกันอยู่นาน สุดท้ายเถียนฟู่กุยเห็นว่ามารดาเริ่มเช็ดน้ำตาจึงรีบกล่าวว่า เก็บไว้เถิด ! เจ้ามีบุญคุณต่อครอบครัวของเรา หรือว่ามันไม่คุ้มกับธัญพืชไม่กี่ชั่งนี้หรือ ?


ย่าเถียนถลึงตามองเจียงโม่หานที่อยู่ในลานบ้านแล้วกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า เสื้อผ้าของเจ้าขาดหลุดลุ่ยไม่เข้ารูป แม้สีของเสื้อผ้าเหล่านี้ไม่เหมาะกับสตรีเช่นเจ้า แต่ทั้งหมดก็เป็นของใหม่ เจ้าลองเอาไปแก้ทรงและเอาไว้ใส่เวลาออกนอกบ้าน


เจียงโม่หานงุนงงที่โดนถลึงตาใส่ ‘เด็กอ้วนจะใส่อันใดแล้วมันเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร ? ’


หลินเว่ยเว่ยหอบเสื้อผ้าแล้วอธิบายว่า ข้าต้องขึ้นเขาทุกวัน สวมเสื้อผ้าเก่าถ้าขาดเป็นรอยก็ไม่เสียดาย


เอาล่ะ แม่เข้าใจดี ! ต้านเอ๋อร์ เจ้าอย่าเสียดายที่จะทานหรือสวมใส่อะไร อย่าได้อุทิศตนเป็นวัวเป็นม้าให้ผู้ใดจนทำร้ายร่างกายตนเอง แล้วผู้ใดจะเป็นทุกข์กับเจ้า ? ต้านเอ๋อร์ เจ้าต้องเข้าเมืองหาแม่บ่อยๆ แม่จะเก็บของดีไว้ให้เจ้า พูดไปพูดมาย่าเถียนก็สะอึกสะอื้น ทันใดนั้นนางก็กอดหลินเว่ยเว่ยแล้วร้องไห้ ต้านเอ๋อร์ แม่ทำใจจากเจ้าไม่ได้…


หลินเว่ยเว่ยและเถียนฟู่กุยชักแม่น้ำทั้งห้ามาโน้มน้าวจึงสามารถโน้มน้าวนางได้ เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยมอบเค้กที่ทั้งหอมและกรอบเหมาะสำหรับคนแก่ให้ย่าเถียนไปก้อน จากนั้นก็ส่งนางออกจากหมู่บ้าน รอจนลับตาจึงกลับเข้ามา


เจียงโม่หานที่ทานข้าวเช้าเสร็จแล้วตั้งใจว่าจะขึ้นเขา พอเห็นนางจึงหัวเราะเยาะใส่หนึ่งที ทำตัวเป็นบุตรกตัญญูมีคุณธรรมจริงหรือนี่ ?


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขาแล้วกล่าวว่า หากสามารถทำให้สภาพจิตใจของมารดาที่เจ็บปวดจากการคิดถึงลูกสาวมีที่พึ่งพิงและช่วยปลอบใจนางได้ ให้ข้าเป็นบุตรกตัญญูมีคุณธรรมแค่ไม่กี่วันจะเป็นไรไป ? การมอบดอกไม้ให้ใครสักคน มือย่อมมีเหตุผลที่ความหอมยังติดอยู่ หากเจ้าไม่เข้าใจ ตำราที่อ่านคงลงท้องสุนัขไปหมดแล้ว !


เจ้ากล้าว่าข้าเป็นสุนัขหรือ ? เจียงโม่หานมองนางอย่างเอาเรื่องราวกับพร้อมที่จะฆ่านางได้ทุกเมื่อ


หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นออกมาแล้วทำหน้าผี ข้าบอกไปแล้ว เจ้าจะหยอดข้าเช่นไรก็อย่าทำท่าทางวางอำนาจชี้เป็นชี้ตายคนทั้งโลก คนอื่นใจกว้างดั่งมหาสมุทร ส่วนเจ้ายังสอบซิ่วไฉไม่ติด ไม่ทันไรก็อยากทำเหมือนว่าจะฆ่านั่นฆ่านี่แล้ว บัณฑิตน้อย หากเจ้าไม่เปลี่ยนความคิดสักหน่อยแล้วไปเป็นขุนนางขั้นสูง เช่นนั้นคงไม่ดีต่อราษฎร !


เจียงโม่หานสะอึกเล็กน้อย หลินเว่ยเว่ยพูดตรงประเด็น ชี้ถึงจุดอ่อนในจิตวิญญาณของเขาออกมา ชาติก่อนเขาไม่แยแสต่อชีวิตผู้คน มองสรรพชีวิตเป็นเหมือนมดแมลงและมองตนเองเป็นเทพเจ้าที่อยู่เบื้องบน หากเขาต้องการชีวิตผู้ใดก็แค่กระดิกนิ้วเท่านั้น เมื่อกายและจิตวิญญาณแยกจากกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นจุดจบอันน่าอนาถ


เด็กสาวพูดอีกครั้งว่า บัณฑิตน้อย เบื้องบนส่งข้ามาก็เพื่อขัดเกลานิสัยของเจ้า เจ้าเตรียมรับมือต่อข้าได้เลย ! ฮ่าฮ่าฮ่า…


เจียงโม่หานเพ่งสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวไปทางนางอีกครั้ง เจ้าบอกว่า…เจ้าคือคนที่สวรรค์ส่งมาหรือ ? หรือว่าเจ้าไม่ใช่คนโลกนี้ ?


เจ้าไม่รู้หรือ ? เด็กหญิงทุกคนล้วนเป็นนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ ข้าน่ะเป็นนางฟ้าที่ทั้งงามและใจดีที่สุดองค์หนึ่ง ฮิฮิฮิฮิ… หลินเว่ยเว่ยใช้สองมือประคองใบหน้าที่ขาวละเอียดเอาไว้อย่างหลงตัวเอง


เจียงโม่หานจ้องนางอยู่นาน สุดท้ายจึงหัวเราะเยาะ ข้าคิดว่าควรจะเป็นนางฟ้าที่อ้วนและล่ำที่สุดมากกว่า !


เจียง ! โม่ ! หาน ! หลินเว่ยเว่ยโกรธจนถลึงตาใส่ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถจับเจ้าแก้ผ้าแล้วนำไปแขวนต้นไม้ให้สาวแก่แม่หม้ายในหมู่บ้านมาเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเจ้าได้ ?


หน้าไม่อาย ! เจียงโม่หานสะบัดแขนเสื้อเบาๆแล้วเดินดุ่มขึ้นเขาไป ตอนนี้ได้มีโอกาสเดินขึ้นเขาหลายรอบทุกวันเพื่อออกกำลังกาย นับแต่วันนี้ไปเขาต้องเพิ่มการเดินอีกหลายรอบ ! นางเด็กอ้วน คอยดูเถิด เจ้าต้องตกอยู่ในเงื้อมมือข้าแน่ !


สามวันต่อมา ผลชิงอบแห้งชุดแรกก็พร้อมจำหน่าย นางเฝิงไร้พรสวรรค์ในการทำอาหารแต่เชี่ยวชาญในการทำผลไม้อบแห้ง ทำให้ผลชิงอบแห้งมีสีใส ส่องประกายแวววาวดึงดูดผู้คน ทั้งมีกลิ่นหอมหวาน เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว อร่อยและสดชื่นมาก


ตอนที่ 65: บัณฑิตหนุ่มใกล้ระเบิดแล้ว


หลินเว่ยเว่ยจัดผลชิงป่าอบแห้งลงกระบุงไปครึ่งหนึ่งแล้วกล่าวกับนางเฝิงว่า ข้าขอไปสำรวจราคาในเมืองก่อน แล้วจะซื้อน้ำตาลสีแดงกลับมาด้วย อีกไม่กี่วันลูกท้อในป่าท้อคงจะสุกแล้ว หากขายดีพวกเราก็ทำลูกท้ออบแห้งต่อเลย


นางเฝิงมีความเชื่อมั่นในผลชิงอบแห้งของตนเป็นอย่างมาก ทว่าตอนนี้ภัยแล้งรุนแรง ชาวบ้านหลายคนแม้แต่ข้าวยังทานไม่อิ่มท้อง แล้วจะเอาเงินมาซื้อขนมทานได้เช่นไร ?


สำหรับความกังวลใจของนางนั้นหลินเว่ยเว่ยเห็นต่างออกไป ผู้ที่ซื้อผลไม้อบแห้งนั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป เขตเริ่นอันไม่ใช่เล็กๆ คุณหนูคุณชายมีเงินยังเป็นกลุ่มคนที่ใช้เงินเก่ง เช่นนั้นหอซุ่ยเซียนคงไม่มีคนเต็มร้านทุกวันหรอก !


นางเฝิงมาส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วบอกว่า รีบไปรีบกลับ หากขายไม่ได้ก็อย่าดึงดัน


เหตุใดจะขายไม่ได้ ? แม้ผลไม้อบแห้งของพวกนางต้นทุนต่ำกว่าของผู้อื่นหลายเท่า แต่คุณภาพของสินค้าก็ถือว่าเหนือชั้น กลัวว่าจะไม่พอขายเสียมากกว่า ! หากคนในเขตเริ่นอันไม่นิยมสินค้าดีๆเช่นนี้ อีกไม่กี่วันตอนที่นางไปซื้อเสบียงที่อำเภอจิงหยุนก็ค่อยไปเปิดตลาดที่นั่นยังไม่สาย


บัณฑิตน้อย มีของสิ่งใดที่ต้องการฝากซื้อหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยมองไปยังเจียงโม่หานที่เดินผ่านมาแล้วโบกมือแรงๆให้เขา


เจียงโม่หานเดินเข้ามาช้าๆ แล้วทิ้งคำกล่าวไว้ว่า ไม่จำเป็น ข้าจะไปเอง !


อากาศร้อนเช่นนี้ ขยับนิดขยับหน่อยก็เหงื่อท่วมแล้ว ร่างกายเช่นเจ้าหากเป็นลมแดดแล้ว ข้ากับน้าเฝิงก็ต้องมาดูแลอีก เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการจะซื้อก็ให้ข้าช่วยซื้อกลับมาดีกว่า


เสื้อผ้าที่หลินเว่ยเว่ยใส่ยังเป็นเสื้อตัวเก่าของบิดา แต่ว่าไม่มีรอยปะและถูกนางเฝิงแก้จนพอดีตัวไปแล้ว ส่วนผมของนางได้ถูกเกล้าเป็นมวย มองแล้วราวกับชายหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดปี


ข้าไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่เจ้าคิด ! เจียงโม่หานกล่าวพร้อมแยกเขี้ยวยิงฟัน


หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า เอาเถิด หากเจ้าไม่สบายก็บอก ไม่ต้องฝืน น้ำหนักตัวไม่กี่จินเช่นเจ้า ข้าแบกไหวอยู่แล้ว !


เจียงโม่หานกัดฟันกรอดแล้วกล่าวว่า ข้าบอกไปแล้วว่าไม่จำเป็น ! !


แม้ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นได้ไม่นาน ทว่าตอนนี้มันแสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ หลังเดินไปได้ไม่ไกล เจียงโม่หานก็รู้สึกว่าบนหลังเริ่มมีเหงื่อออกและตรงหน้าผากก็มีเหงื่อซึมอีกด้วย


เขาโบกพัดด้วยท่าทางใจร้อนไม่เป็นสุขแล้วมองไปยังเด็กอ้วนที่ทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ นางแบกผลชิงตากแห้งที่หนักตั้งหลายสิบชั่งทว่าท่วงท่าการเดินช่างอ่อนช้อย ส่วนฝีเท้าก็เร็วราวกับลอยได้ นี่นางเป็นสตรีจริงหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงฝีเท้าของบัณฑิตหนุ่มไกลออกไปเรื่อยๆ นางจึงหยุดแล้วหันกลับไปมองเขา จากนั้นนางก็ให้กำลังใจเขาว่า สู้สู้ ! อีกไม่ไกลก็จะได้นั่งเกวียนแล้ว ! หากเจ้าแบกไม่ไหวก็บอก อย่าตายแค่เพราะต้องการรักษาหน้าเอาไว้


เจียงโม่หานหอบเล็กน้อยจากนั้นก็เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ เขากำหมัดแล้วคลายออกพลางกล่าวว่า ข้ายังอยู่ดี ไม่ต้องให้เจ้ามาเป็นห่วงหรอก !


เด็กอ้วนไม่มีเหงื่อตกแม้แต่น้อย ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย คนอ้วนกลัวอากาศร้อนกันทุกคนไม่ใช่หรือ ? เจียงโม่หานมองไปยังหลินเว่ยเว่ย หืม ? เด็กอ้วนดูเหมือนว่าจะไม่ได้อ้วนถึงเพียงนั้นแล้ว นางผอมลงตั้งแต่เมื่อไร ?


เจ้าไหวหรือไม่ ? ให้ข้าแบกเจ้าดีหรือไม่ ? เช่นนั้นคงไปไม่ทันเกวียนของปู่หนิวจากหมู่บ้านเสี่ยวจ้งเอานะ ! หลินเว่ยเว่ยเอากระบุงไม้ไผ่ลงจากหลังแล้วถือไว้ในมือ จากนั้นนางก็ค่อยๆคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา


เขารู้สึกว่าโดนสบประมาท ! เจียงโม่หานจึงเดินฟึดฟัดอ้อมนางไป จากนั้นเขาก็เร่งความเร็วในการเดินแล้วมุ่งตรงไปข้างหน้า ตอนนี้ความเร็วของเขาเร็วกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อยและในยามมาถึงทางแยกพวกเขาก็ทันเกวียนจากหมู่บ้านเสี่ยวจ้งพอดี


บนเกวียนมีคนไม่เยอะมาก เจียงโม่หานที่นั่งอยู่บนเกวียนได้ออกแรงโบกพัดอย่างแรง ไม่ใช่เพราะว่าอากาศร้อนอย่างเดียวแต่ยังเป็นเพราะในใจกำลังมีไฟสุมอยู่


เดิมทีหลินเว่ยเว่ยไม่ชอบใจกับความเร็วของเกวียนที่ช้าและไม่อยากนั่ง แต่พอนางได้เห็นหน้าของบัณฑิตหนุ่มที่แดงก่ำและท่าทางการหายใจติดขัดของเขา นางก็กลัวว่าเขาจะเป็นลมแดดหรือเป็นอะไรไปจริงๆ นางจึงมานั่งเกวียนข้างเขา


เหงื่อออกเยอะเช่นนี้ ดื่มน้ำหน่อยเถิด หลินเว่ยเว่ยนำกระบอกไม้ไผ่ที่พกมาเปิดฝาออกแล้วส่งให้บัณฑิตหนุ่ม


เจียงโม่หานไม่ปฏิเสธแล้วกระดกดื่มลงไป หลังจากดื่มน้ำเสร็จ ความร้อนรุ่มและความกลัดกลุ้มในใจก็เหมือนจางหายไปในชั่วพริบตา รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นเป็นอย่างมาก เขามองกระบอกไม้ไผ่แล้วถามอย่างไม่เต็มใจ นี่คือน้ำอะไร ?


น้ำวิเศษ ! หลินเว่ยเว่ยพูดตามความจริง


เจียงโม่หานเหลือบมองนางเล็กน้อยและมีความรู้สึกที่อยากเอาน้ำสาดใส่หน้านาง หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเอากระบอกไม้ไผ่ของตนกลับมา จากนั้นนางก็ดื่มไปสองอึกแล้วกล่าวว่า สิ่งนี้เรียกว่าน้ำเกลือแร่ มีส่วนผสมของเกลือและน้ำตาล หากดื่มในช่วงฤดูร้อนจะช่วยเพิ่มพละกำลัง ป้องกันการเป็นลมแดด


ตอนที่นางยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่มนั้น เจียงโม่หานพยายามที่จะห้ามไว้ แต่มันก็สายไปแล้ว น้ำนั่น…เขาดื่มไปแล้ว นางเด็กน่าเกลียด ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ? นี่ไม่เท่ากับว่า…จบสิ้นแล้ว เขาจะต้องเป็นลมแดดแน่นอน เหตุใดหูถึงได้ร้อนเช่นนี้เล่า ?


หลินเว่ยเว่ยมองเขาหนึ่งที จากนั้นก็เทน้ำลงผ้าเช็ดหน้าแล้วเช็ดคอให้เขา เหตุใดหูเจ้าแดง ? คงไม่ใช่เพราะร้อนหรอกนะ รีบเช็ดเร็ว !


เจียงโม่หานรีบหลบออกไปด้านข้างแล้วแย่งผ้าเช็ดหน้าของนางมาพลางกล่าวว่า ข้าทำเอง !


ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกวียนไปเหยียบเข้ากับสิ่งใด ตัวรถถึงได้สั่นอย่างรุนแรงทำให้เจียงโม่หานสูญเสียการควบคุมจึงล้มไปบนตัวของหลินเว่ยเว่ย เขารีบใช้มือคว้าจับไม้กระดานของเกวียนและทำให้จมูกเกือบชนเข้ากับจมูกของหลินเว่ยเว่ย


นัยน์ตาของหลินเว่ยเว่ยส่องประกายความตื่นเต้น มีเสียงตะโกนออกมาดังๆในใจว่า ‘ฮ่าฮ่า เจ้าไม้กระดานเกวียน ! เจ้าเป็นไม้กระดานที่มีประโยชน์เสียจริง ! ’


ความร้อนบนใบหน้าของเจียงโม่หานพุ่งสูงขึ้นในพริบตา ผิวขาวใสบัดนี้เหมือนปูโดนต้มไม่มีผิด เขาร้อนรนคิดจะลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง แต่เกวียนก็สั่นอีกรอบ แขนของเขาอ่อนแรงทำเอาทั้งตัวฟุบลงหาหลินเว่ยเว่ยอีกครา


สายตาของหลินเว่ยเว่ยจ้องใบหน้าหล่อเหลาและริมฝีปากแสนเย้ายวนของบัณฑิตหนุ่ม ดูเหมือนว่ามันกำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทันใดนั้นในใจของนางเหมือนมีกระต่ายตัวหนึ่งจะกระโดดออกมา ‘อ่า หรือว่าจุมพิตแรกของนางกำลังจะมาถึงโดยทันตั้งตัว ? ’


ในขณะที่ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะประกบกัน เจียงโม่หานก็เบือนหน้าหลบทันที แก้มของเขาชนเข้ากับปากของหลินเว่ยเว่ย ส่วนหลินเว่ยเว่ยได้แต่แอบเสียดายอยู่ในใจ ‘ไอหยา เสียดายจัง !’


เจียงโม่หานพยายามลุกขึ้น ตอนนี้เขาหน้าแดงไปถึงต้นคอ เขาหันหลังให้หลินเว่ยเว่ยและไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คนอื่นบนเกวียนก็ถูกแรงสั่นทำให้ล้มคว่ำไปคนละทิศละทาง บางคนก็หน้าอกชนกัน บางคนก็ไปดึงแขนของผู้อื่น…โชคดีที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นทั้งสองคน เช่นนั้นเจียงโม่หานอาจระเบิดตนเองก็ได้ !


ทั้งสองเงียบขรึมอยู่นาน หลินเว่ยเว่ยมองไปที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย เมื่อมองจากใบหูที่แดงเถือกของเขา นางก็สามารถจินตนาการได้ถึงความอึดอัดใจของเขาทันที ‘ไอ้หยา คงไม่ได้ทำให้บัณฑิตน้อยอายไปแล้วหรอกนะ ?’


ฮึ่ม ! บัณฑิตน้อย เจ้าอยากดื่มน้ำหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยลองถามหยั่งเชิง


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็นึกถึงกระบอกไม้ไผ่ที่ทั้งสองใช้ร่วมกันโดยริมฝีปากประทับบนที่เดียวกันขึ้นมาอีกรอบ จากนั้นความร้อนผ่าวบนใบหน้าที่เดิมทีได้ลดลงไปแล้วก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง


เขาเถียงตัวเองอยู่ในใจว่า ‘เด็กคนนี้ไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ ? ไม่ถูกต้องสิ หากจะกล่าวไปแล้วก็เป็นฝ่ายหญิงที่เสียเปรียบ เหตุใดเขาจึงคิดกับสตรีเช่นนั้น ? ไอหยา ! เด็กคนนี้โตแล้ว ป้าหลินไม่ได้สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างชายหญิงให้แก่นางหรือ ?’


ตอนที่ 66: รังแกบัณฑิตน้อยของข้าหรือ ? ทนไม่ไหวแล้วนะ


หลินเว่ยเว่ยพยายามชวนคุยอยู่หลายประโยค ทว่าบัณฑิตหนุ่มไม่ยอมหันมามองนางเลยแม้แต่น้อย เขาหันหลังให้นางไปตลอดทางกระทั่งเกวียนเข้าสู่เขตเริ่นอัน


หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเกวียน ในมือข้างหนึ่งถือกระบุงไม้ไผ่ไว้ ส่วนอีกข้างก็ยื่นออกไปเพื่อจะรับบัณฑิตหนุ่ม


ในที่สุดเจียงโม่หานก็มีสีหน้าเป็นปกติอีกครั้ง เขาจ้องไปยังหลินเว่ยเว่ยแล้วลงจากเกวียนเองโดยเมินเฉยต่อมือของนางที่ยื่นมา ‘สตรีจะยื่นมือให้ผู้อื่นจับสุ่มสี่สุ่มห้าได้เช่นไร ? ’


ข้าจำได้ว่าถนนสายนี้มีร้านขายเค้กและขนมตั้งอยู่ เราลองไปถามที่นั่นดีหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยแบกกระบุงแล้วมองไปยังเจียงโม่หาน


เจ้าเด็กอ้วนคนนี้มาในเมืองหลายครั้งแล้ว นางไม่น่าจะโดนพ่อค้าหน้าเลือดหลอกได้ แม้ว่าเจียงโม่หานอยากเดินแยกจากนางเต็มทน แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับและเดินตามนางไป


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาดูในร้านรอบหนึ่ง บางทีอาจเพราะปีนี้เกิดภัยแล้งรุนแรงจึงทำให้ผลไม้ภายในร้านมีไม่มากนัก อีกทั้งคุณภาพของผลไม้อบแห้งในร้านยังเทียบไม่ได้กับของที่พวกนางทำแม้แต่น้อย หลินเว่ยเว่ยจึงเกิดความมั่นใจขึ้นมา ดังนั้นนางจึงไปถามชายหนุ่มในร้านว่า หลงจู๊ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ? ผลไม้อบแห้งในร้านของพวกเจ้ามีเท่านี้เองหรือ ?


ชายคนนั้นเหลือบมองเสื้อผ้าที่นางสวมใส่และคิดว่านางไม่มีกำลังพอที่จะซื้อมันเสียด้วยซ้ำ เขาจึงพูดอย่างหมดความอดทนว่า มีเพียงเท่านี้น่ะสิ หรือยังไม่พอให้เจ้าซื้อ ? เจ้าจะซื้อหรือไม่ ? หากไม่ซื้อก็รีบออกไปจากร้าน อย่ามารบกวนเวลาทำมาค้าขายของผู้อื่น !


ข้าต้องการเจรจาการค้ากับหลงจู๊ของเจ้า รบกวนช่วยไปบอกหลงจู๊ให้ข้าที แม้ปากจะพูดเช่นนี้ ทว่าในใจของหลินเว่ยเว่ยกำลังกล่อมตัวเองว่า ‘สันติภาพนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ไม่โกรธ ไม่โกรธ !’


ชายคนนั้นเบ้ปากแล้วโบกมือไล่นาง เจ้าคิดว่าหลงจู๊ของพวกข้าเป็นคนที่ผู้ใดก็พบได้หรือ ? ไป ไปให้พ้น !


เสี่ยวมู่ เจ้าปฏิบัติกับลูกค้าเช่นนี้หรือ ? หลงจู๊เดินตามหลังชายหนุ่มในอาภรณ์ราคาแพงเข้ามาแล้วหันไปตำหนิลูกจ้างของตน


ชายหนุ่มในอาภรณ์ราคาแพงเห็นรูปร่างหน้าตาของคนที่ยืนอยู่ข้างหลินเว่ยเว่ยอย่างชัดเจน จากนั้นก็กระตุกรอยยิ้มขึ้น ลูกค้าหรือ ? เป็นแค่คนยากจนที่อาศัยการคัดลอกตำราหาเงิน จะมีปัญญามาซื้อขนมในร้านของพวกเราได้อย่างไร ? นี่ เจ้าน่ะ ยังไม่รีบไล่ขอทานสองคนนี้ออกไปอีก ออกไป !


เสี่ยวเว่ย ไม่ว่าที่ใดล้วนมีคนบางกลุ่มที่ชอบใช้สายตาสุนัขประเมินผู้อื่น ! ไปกันเถิด ต่อให้พวกเขามาอ้อนวอนขอร้องให้เราทำการค้าขายด้วย เราก็จะไม่มีวันเข้าร่วมเด็ดขาด ! แม้สีหน้าของเจียงโม่หานดูสงบเยือกเย็นราวกับไม่แยแส แต่ภายในใจของเขาสุมไปด้วยไฟแค้นจนแทบอยากถลกหนังและเลาะกระดูกของอู๋ปัวเสียตอนนี้เลย


ชาติก่อน หากไม่ใช่เพราะคนผู้นี้เขาก็คงไม่ต้องหมดสติไปหลายวันและมารดาก็คงไม่…สาเหตุที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในขุมนรกแห่งความเจ็บปวดมานานแสนนานก็เพราะมันผู้นี้…


หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าบัณฑิตหนุ่มและชายหนุ่มในอาภรณ์ราคาแพงมีความแค้นใดต่อกัน แต่นางฟังจากเสียงที่เขาเคาะพัดในมือแล้วก็พอมองออกถึงความโกรธภายในใจ ดังนั้นนางจึงยกกระบุงขึ้นมาโดยไม่ได้กล่าวอันใดแล้วหันหลังเตรียมเดินออกไปอย่างไม่ลังเล


ทว่าอู๋ปัวคว้ากระบุงของนางเอาไว้แล้วผุดรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา โอ้ ! อัจฉริยะเจียงผู้ครองรูปโฉมงดงามแห่งสำนักศึกษา ปกติแล้วดูแคลนลูกหลานพ่อค้าเยี่ยงพวกข้ามิใช่หรือ ? เหตุใดเจ้าจึงตกอับถึงขั้นต้องมาขอเจรจาทำการค้ากับพวกข้า ?


ปล่อย ! หลินเว่ยเว่ยบีบข้อมือของเขาด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว


สีหน้าของอู๋ปัวค่อยๆแดงก่ำราวตับหมู เขาปวดกระดูกตรงข้อมือเป็นอย่างยิ่งและรู้สึกราวกับว่ามันพร้อมหักได้ทุกเมื่อ ทว่าเขาจะไม่มีวันแสดงความขี้ขลาดให้เจียงโม่หานได้เห็นเป็นอันขาด แม้ว่าเขารู้สึกปวดจนเหงื่อเย็นไหลอาบกาย แต่เขาก็ยังกัดฟันทนแล้วพยายามเอ่ยคำนี้ออกมาอย่างยากเย็น ปล่อย !


เจ้าปล่อยกระบุงของข้าก่อน แล้วข้าจะปล่อยมือเจ้า ! หลินเว่ยเว่ยออกแรงเพิ่มอีกสองส่วน


อู๋ปัวยอมปล่อยมือออก แม้ว่าเขาไม่อยากทำเช่นนั้นก็ตาม ทว่าเขารู้สึกชาทั้งมือราวกับว่ามือข้างนี้ไม่ใช่ของตน


หลินเว่ยเว่ยดึงกระบุงขึ้นมาสะพายที่หลัง ขณะเดียวกันก็ปล่อยข้อมือของเขา จากนั้นนางเอานิ้วมาถูบนเสื้อผ้าอย่างแรงแล้วทำท่าทีรังเกียจเหมือนว่าบนตัวของเขามียาพิษร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น


‘ทำได้ยอดเยี่ยมมาก !’ เจียงโม่หานยกยิ้มขึ้นมา


อู๋ปัวโมโหมากจึงหันไปออกคำสั่งกับลูกจ้างและบ่าวรับใช้ทันที เหตุใดพวกเจ้ามัวยืนบื้อกันอยู่ได้ ? จัดการพวกมันสิ ! หากฆ่ามันตายได้ ข้าจะให้รางวัลแก่พวกเจ้า !


ทันใดนั้นบ่าวรับใช้และลูกจ้างของเขาก็รีบพุ่งเข้าหาหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานราวกับสุนัขดุร้าย


หลินเว่ยเว่ยเอากระบุงให้บัณฑิตหนุ่มอุ้มไว้ หลังเกิดเสียงดัง ‘ผลัวะ ตุบตับ’ ขึ้นมา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาบนท้องถนนก็เห็นว่ามีคน ‘ลอย’ ออกมาจากในร้านขนมทีละคนจนสุดท้ายก็ลงไปนอนทับกันบนพื้น


หลินเว่ยเว่ยปัดมือและบนใบหน้าก็ผุดรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาขณะสาวเท้าเดินไปยังอู๋ปัว


อู๋ปัวตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างหวาดกลัวว่า เจ้า…เจ้าคิดจะทำอันใด ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนเลย…


ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวจบ เขาก็รู้สึกว่าเข็มขัดของตนรัดแน่นขึ้นและเท้าทั้งสองข้างก็ลอยเหนือพื้น จากนั้นเขาก็กระเด็นไปทับพวกบ่าวรับใช้ จึงทำให้พวกที่อยู่ด้านล่างร้องระงมออกมา !


เป็นอย่างไร ? ความโกรธลดลงบ้างหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยรับกระบุงไม้ไผ่มาแล้วเดินไปยังร้านขนมที่อยู่ถัดไป


เจียงโม่หานยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ทว่าปากของเขากลับเอ่ยออกมาว่า น่าเสียดายที่ไม่ได้ทำให้เจ้าคนชั่วอู๋ปัวเห็นเลือด !


หากเจ้ายังระบายความโกรธออกมาไม่หมด พวกเราค่อยหาโอกาสหลบซ่อนตัวในที่มืดแล้วเอาถุงคลุมศีรษะและลากเขาไปจัดการ ! เจ้ามายืนทำหน้าถมึงทึงอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ประเดี๋ยวบ่าวของเขาก็แห่มาแล้ว เหตุใดเราต้องเพิ่มความยุ่งยากให้ตนเองด้วย หลินเว่ยเว่ยมองเขาอย่างแปลกใจ จะว่าไปแล้ว…เหตุใดเจ้าช่างเหมือนนกยูงตัวผู้เช่นนี้ ?


นกยูงตัวผู้ ? อู๋ปัวแต่งชุดหรูหราทั้งตัว ต้องเป็นเขาไม่ใช่หรือที่เหมือนนกยูง เจียงโม่หานคิดได้เช่นนั้นก็อยากหัวเราะออกมาแต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ ครั้งที่แล้วเขาเป็นคนพาลูกน้องมาทำร้ายข้า…


ว่าอย่างไรนะ ? ไม่ได้การ เจ้าถือกระบุงไว้ ประเดี๋ยวข้าจะไปจัดการเขาเอง ให้พ่อแม่ของเขาจำหน้าเดิมลูกชายไม่ได้เลย ! เป็นเจ้าหมอนั่นเองที่ทำร้ายบัณฑิตหนุ่มจนเกือบตาย ทั้งยังทำให้ศีรษะของเขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก หลินเว่ยเว่ยที่ได้รู้เช่นนี้ก็หมดความอดทนทันที !


เจียงโม่หานเกือบรั้งนางไว้ไม่อยู่ ตอนนี้ความโกรธในใจของเขาหายไปเพราะท่าทีโมโหฮึดฮัดสุดเหวี่ยงของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เจ้าบอกว่าไม่อยากให้มีปัญหาเพิ่มมิใช่หรือ ?


แต่เขาทำร้ายเจ้ามากเพียงนั้น ต่อให้เป็นปัญหาที่ยากเกินกว่าจะแก้ ข้าก็จะเอาคืนให้เจ้า รีบปล่อยมือข้า อย่าห้ามข้าเลย ! ข้าอยากถามเขาเหลือเกินว่าเจ้ามีใบหน้าที่งดงามถึงเพียงนี้ เขากล้าลงมือต่อเจ้าได้เช่นไร ! หลินเว่ยเว่ยพับแขนเสื้อขึ้นมาอย่างเอาเรื่องและสีหน้าแลดูโกรธเป็นอย่างมาก


เจียงโม่หานตะลึงไปเล็กน้อย เขาต้องเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้งและยื้อยุดอยู่หลายหนกว่าที่หลินเว่ยเว่ยจะยอมรามือไม่เอาเรื่องอู๋ปัว ‘เฮ้อ เหนื่อยเสียยิ่งกว่าเดินจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวเข้ามาในเมืองเสียอีก’


หลินเว่ยเว่ยเห็นใบหน้าขาวละเอียดของเขาแดงก่ำด้วยความร้อน อีกทั้งเหงื่อยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง นางจึงรีบคว้าพัดในมือของเขาแล้วพัดให้อย่างแรง ข้าจะพาเจ้าไปนั่งที่ร่ม…ดื่มน้ำก่อน ดื่มน้ำเยอะ ๆ


เวลาบัณฑิตหนุ่มเหงื่อออกนี่ช่าง…เย้ายวนใจเหลือเกิน !


เจียงโม่หานดื่มน้ำไปรวดเดียว จากนั้นเขาก็เช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วบอกนางว่า ข้าแค่ดูผอม แต่ไม่ใช่คนป่วย หยุดทำราวกับข้าเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบที่เปราะบางได้หรือไม่ ? เจ้าทำให้ข้ารู้สึกเหมือนตนไม่มีประโยชน์เลย


แต่ในสายตาของข้าเห็นเจ้าเป็นเครื่องลายครามที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าคำนิยามในเพลง ‘เครื่องลายคราม’ ของ เจย์-โจว ยังเทียบไม่ได้กับรูปโฉมของบัณฑิตหนุ่มแม้แต่เสี้ยวเดียว


เครื่องลายครามหรือ ? มันคือสิ่งใด ? มันคือเครื่องกระเบื้องที่มีชื่อเสียงและราคาสูงมากหรือ ? แล้วเหตุใดเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ? เมื่อชาติที่แล้วเขามีสมบัติมากมายยิ่งกว่าท้องพระคลังของแคว้น แต่ไม่เคยได้ยินว่าเครื่องกระเบื้องเคลือบใดจะประเมินค่าไม่ได้


ตอนที่ 67: ผู้มีจิตใจดีย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดี


ขณะที่เจียงโม่หานเดินไปข้างหน้าด้วยความสงสัยใคร่รู้ก็ได้ยินเสียงเด็กอ้วนร้องเพลงด้วยท่วงทำนองประหลาด สีครามรอละอองฝน ส่วนข้าเฝ้ารอเจ้า, ควันจากปล่องเตาเผาม้วนลอยขึ้นสูง แม้อยู่ไกลพันหมื่นลี้จากอีกฝั่งลำน้ำ, อักษรลี่ซูที่ก้นแจกันประทับรอยเอกลักษณ์แห่งยุคสมัยอันผันผ่าน, จงถือว่านั่นเป็นบทเกริ่นนำ สำหรับการที่ข้าจะได้พบเจ้า~…


แม้คำที่นางร้องออกมาดูมีจังหวะที่เคล้าไปด้วยท่วงทำนองมีเสน่ห์…ทว่านางเด็กอ้วนผู้นี้กลับร้องออกมาอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่อายเลยสักนิด !


หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าของเขาก็คิดในใจว่า ‘นี่ข้ายังรู้จักซ่อนความรู้สึกของตนอยู่บ้าง ข้ายังมีสิ่งที่เปิดเผยได้โจ่งแจ้งยิ่งกว่านี้เสียอีก เจ้าอยากฟังหรือไม่ ?’


หืม นี่บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินมิใช่หรือ ? เถียนฟู่กุยทักทายนางด้วยความดีใจ เจ้ามาถึงในเมืองทั้งที เหตุใดไม่แวะไปพักผ่อนที่บ้านของข้า ? ท่านแม่มาอยู่ในเมืองหลายวันแล้ว ในแต่ละวันนางก็มักเรียกหาเจ้าอยู่หลายครั้ง ทำเอาหูข้ามีแต่ชื่อต้านเอ๋อร์ดังระงมไปหมด


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มเผยฟันขาว อาเถียน ช่างบังเอิญเหลือเกิน ! หลังจากที่ข้าขายผลชิงอบแห้งเสร็จแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมย่าเถียน


ผลชิงอบแห้ง ? เจ้าทำเองหรือ ? เอาออกมาให้ข้าดูได้หรือไม่ ? เถียนฟู่กุยเป็นหลงจู๊ร้านขายของกินในเมือง ร้านที่เขาดูแลอยู่ขายของกินจำพวกเมล็ดผลไม้อบแห้ง ลูกอมและขนม…เมื่อก่อนร้านของเขาก็เคยเอาผลไม้อบแห้งมาขายเช่นกัน แต่ตอนนี้ผลไม้อบแห้งที่มีคุณภาพดีก็ราคาสูงเกิน บรรดามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยในเมืองก็ไม่อยากซื้อของไร้คุณภาพ ดังนั้นลูกค้าที่ร้านของเขาจึงลดจำนวนลงและทำให้เขารู้สึกกังวลมาก !


หลินเว่ยเว่ยเอาผลชิงอบแห้งออกมาจากกระบุงแล้วยื่นให้เขา น้าเฝิงเป็นคนทำ ผลชิงป่าบนภูเขาของพวกเรารสชาติไม่เลวเลย อาเถียน ท่านลองชิมสิ !


เถียนฟู่กุยเหลือบมองพลางชื่นชมอยู่ภายในใจ ‘สีของมันเป็นสีทองผ่องใสราวกับเนื้อหยก มันดูแวววาวสดใหม่ ทั้งยังส่งกลิ่นหอมหวานดึงดูดใจผู้คน แค่มองก็รู้แล้วว่ามันเป็นของดี !’


โอ้ ! ใช้น้ำตาลบริสุทธิ์ทำด้วยหรือนี่ ! เถียนฟู่กุยทำการค้าในเมืองมานานหลายปี เขาย่อมเป็นผู้มีสายตาเฉียบแหลมและมองออกเป็นธรรมดา เจ้าตั้งใจจะขายเท่าไหร่หรือ ?


เมื่อก่อน ผลไม้อบแห้งคุณภาพดีที่สุดที่เขาเคยเอาเข้ามาขายในร้านก็ยังไม่เท่าผลชิงอบแห้งในมือของหลินเว่ยเว่ย ตราบใดที่ราคาของมันไม่แพงจนเกินไปก็สามารถเจรจาต่อรองกันได้ ไม่มีปัญหาอันใด


หลินเว่ยเว่ยคำนวณต้นทุนมาตั้งแต่แรกแล้ว นางเก็บผลชิงมาจากบนภูเขาจึงไม่ต้องใช้เงิน ส่วนน้ำตาลนางก็ใช้น้ำตาลไม่ขัดสีมาทำเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ ทำให้ต้นทุนของน้ำตาลถูกลงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ดังนั้นผลชิงอบแห้งของนางจึงมีราคาประมาณชั่งละ50อีแปะ


ทว่าเพื่อให้เป็นไปตามราคาของตลาด นางจึงถามเถียนฟู่กุยก่อนที่จะบอกราคาออกไป อาเถียน โดยปกติแล้วผลไม้อบแห้งในร้านของท่านขายเท่าไหร่ ?


เจียงโม่หานได้ยินนางถามเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว ‘เด็กอ้วนผู้นี้ ไม่รู้จักความไม่จริงใจในการซื้อขายหรืออย่างไร ? เจ้าไปถามราคาคนซื้อเช่นนี้ เขาจะไม่เอาแต่กดราคาลงหรือ ? เจ้าช่างไร้เดียงสายิ่งนัก !’


หากเป็นผู้อื่น เถียนฟู่กุยย่อมไม่มีทางกล่าวความจริงอย่างแน่นอน ทว่าหลินเว่ยเว่ยเคยช่วยชีวิตมารดาของเขาเอาไว้ อีกทั้งเขาก็เป็นบุตรที่กตัญญู แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีวันหลอกหรือทำร้ายผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตมารดาของตนเป็นอันขาด ! อีกอย่างต่อให้เขาทำยอดขายผลไม้อบแห้งได้มากกว่าเดิม เขาก็ไม่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากเท่าไร เหตุใดเขาจึงจะต้องเอาเปรียบผู้ที่เคยช่วยชีวิตมารดาด้วยเล่า ?


เถียนฟู่กุยคิดว่าหากมาพูดเรื่องนี้กันกลางถนนคงไม่สะดวกนัก เขาจึงชวนนางไปที่ร้านของตน ไปเถิด พวกเราไปคุยในร้านกันดีกว่า


ขนาดของร้านขายขนมและเมล็ดผลไม้อบแห้งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าธุรกิจในระยะนี้ซบเซาอยู่ไม่น้อย บรรดาลูกจ้างที่นั่งอยู่ภายในร้านว่างงานจนหาวไปไม่รู้กี่วอดแล้ว !


ข้าไม่ขอปิดบังเจ้าแล้วกัน เมื่อปีที่แล้วราคารับซื้อผลไม้อบแห้งคุณภาพดีเช่นนี้อยู่ที่ราคาชั่งละ200อีแปะ ในเมื่อเจ้าต้องการทำสัญญาซื้อขาย…กอปรกับปีนี้เกิดภัยแล้งรุนแรงจึงทำให้สถานการณ์ค่อนข้างพิเศษอยู่ไม่น้อย ราคาที่ข้าให้เจ้าได้ก็คือชั่งละ280อีแปะ เจ้าคิดว่าอย่างไร ? เถียนฟู่กุยเป็นที่ยอมรับของเถ้าแก่ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเรื่องนี้แทนได้


ว้าว ! แม้แต่ราคาเนื้อหมูชั้นดี 1ชั่งก็ไม่เกิน50อีแปะ แต่ผลไม้อบแห้ง 1ชั่งมีราคามากกว่าเนื้อหมู 5ชั่ง ความคิดของคนรวยไม่ใช่ความคิดที่คนจนเยี่ยงพวกนางจะเข้าใจได้เลย


ไอหยา ! หลงจู๊เถียน ร้านของท่านมีสินค้าใหม่หรือ ? ผลชิงอบแห้งนี้ดูไม่เลวเลย เอามาให้ข้า2ชั่ง ! ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยเดินเข้ามาในร้าน


หวังหยวนว่าย วันนี้ลมอันใดหอบท่านมาหรือ ? เถียนฟู่กุยเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร


ข้าเพิ่งรับอนุภรรยาคนใหม่เข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้นางได้ตั้งครรภ์แล้ว นางบอกว่าพักนี้ทานสิ่งใดก็ไม่อร่อย นางจึงอยากทานผลไม้อบแห้งหวานๆ เมื่อครู่ข้าเพิ่งออกมาจากร้านอู๋จี้ ที่นั่นมีแต่ของคุณภาพไม่ดีแถมยังราคาสูงมาก ชั่งละตั้งครึ่งตำลึง ผลไม้อบแห้งของร้านเจ้าช่างน่าทานยิ่งนัก ดังนั้นเอามาให้ข้า2ชั่ง ! กล่าวจบเขาก็วางเงินตำลึงบนโต๊ะ


เถียนฟู่กุยหันไปมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความเก้อเขิน หลินเว่ยเว่ยจึงหยิบเครื่องชั่งขึ้นมาวางบนโต๊ะให้เขา ส่วนตัวนางก็หันไปช่วยยิ้มรับแขกให้ ผลไม้อบแห้งในร้านของเรามีสีสันสดใหม่ แถมรสชาติก็หอมหวาน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคุณภาพของมันเลย ราคาของมันก็ยังสมเหตุสมผลอีกด้วย ท่านคือลูกค้าเก่าแก่ของร้าน เช่นนั้นทางเราจะคิดท่านแค่ชั่งละครึ่งตำลึงก็พอ…


หวังหยวนว่ายยิ้มกว้าง เขาเอ่ยชมนางไม่หยุดปาก หลงจู๊เถียน นี่คือลูกจ้างคนใหม่ของร้านเจ้าหรือ ? ไม่เลวเลย ค้าขายเก่งมาก !


เถียนฟู่กุยชั่งผลชิงอบแห้งให้หวังหยวนว่าย2ชั่งแล้วยื่นให้เขา จากนั้นหวังหยวนว่ายก็เอาเงินวางไว้บนโต๊ะ 1ตำลึงกับ200อีแปะ ในขณะที่หลงจู๊กำลังจะหยิบเงินที่เกินคืนให้นั้น หวังหยวนว่ายก็โบกมืออย่างใจกว้าง เงินที่เหลือข้าให้ลูกจ้างคนใหม่ของเจ้าแล้วกัน !


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยชมไม่ขาดปากเช่นกัน ท่านเป็นคนมีเงินที่จิตใจดียิ่งนัก เงินตั้ง200อีแปะเชียวนะ !


หลังจากนั้นไม่นานก็มีลูกค้าเข้ามาใหม่อีก2คน ทั้งสองเดินเข้ามาได้ไม่นานก็เอ่ยปากบอกว่าจะขอซื้อผลชิงอบแห้ง เพราะในตอนที่หวังหยวนว่ายออกจากร้านไปได้ไม่นานก็ไปพบสองคนนี้เข้า เขาจึงแนะนำผลชิงอบแห้งคุณภาพดีให้


ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ! ทางนี้ยังไม่ทันเจรจาเรื่องการซื้อขายเสร็จสิ้นก็ขายได้ไปกว่าห้าหกชั่งแล้ว เถียนฟู่กุยยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า เสี่ยวเว่ย ข้าจะให้ราคาผลชิงอบแห้งของเจ้าชั่งละ300อีแปะ เจ้ามีเท่าไร ข้ารับซื้อทั้งหมด !


เจียงโม่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจของเขาลอบบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ‘ปากก็บอกว่าอยากตอบแทนบุญคุณผู้ช่วยชีวิตมารดา ท่านขายผลชิงอบแห้งได้ราคาตั้งชั่งละครึ่งตำลึงแต่ให้ราคารับซื้อแค่ชั่งละ300อีแปะ หากไม่ใช่เพราะพวกข้าไม่ต้องใช้ต้นทุนซื้อผลชิงเข้ามา อีกทั้งน้ำตาลสีขาวก็เป็นน้ำตาลที่ดัดแปลงมาจากน้ำตาลสีแดง เช่นนั้นราคานี้คงขายได้กำไรจากต้นทุนแค่สี่สิบห้าสิบอีแปะเท่านั้น ในขณะที่ร้านของท่านขายได้ราคาสี่ห้าเท่าของต้นทุนที่รับซื้อไป !’


ทว่าหลินเว่ยเว่ยรู้สึกพึงพอใจในราคานี้มากเพราะนางรู้เรื่องกลไกราคาของการค้าขายเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเมื่อชาติที่แล้ว ราคาเสื้อแบบขายปลีกก็เพิ่มกำไรไปจากราคาขายส่งเป็นสองถึงสามเท่าตัว เพราะต่อให้หมดเทศกาลแล้วลดราคาลงก็ยังขายได้กำไร ซึ่งราคาที่อาเถียนให้นางถือเป็นราคายุติธรรมมากแล้ว หากเป็นหลงจู๊จากร้านอู๋จี้ก็อาจไม่ยอมให้ราคานี้ก็ได้ !


วันนี้หลินเว่ยเว่ยเอาผลไม้อบแห้งมาทั้งหมดยี่สิบกว่าชั่งซึ่งเถียนฟู่กุยรับซื้อไว้ทั้งหมด


ดูจากสีของท้องฟ้าแล้วตอนนี้คงเป็นเวลาเที่ยงวัน เถียนฟู่กุยจึงเชื้อเชิญนางมาทานข้าวที่บ้านของตน เฮ้อ ! จะให้ทำเช่นไรได้ ในเมื่อมารดาของเขามองนางเป็นบุตรสาวไปแล้ว วันทั้งวันก็เอาแต่โวยวายคร่ำครวญว่าจะพบ ‘ต้านเอ๋อร์’ ให้ได้ โชคดีเหลือเกินที่บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเข้ามาในเมือง หากไม่พานางไปพบมารดาบ้าง ท่านแม่คงได้โวยวายไม่รู้จบแน่นอน !


ท่านแม่ขอรับ ! ดูสิว่าผู้ใดมา ? เถียนฟู่กุยชั่งลูกอมและเมล็ดแตงโมในร้านแล้วใส่ลงในกระบุงของหลินเว่ยเว่ยเพื่อให้นางเอาไปฝากน้องชาย จากนั้นก็ชวนนางเข้าไปในบ้าน ทันใดนั้นเถียนฟู่กุยก็ตะโกนเรียกมารดาของตนทันที


ภรรยาของเถียนฟู่กุยเดินออกมาจากในครัว เมื่อเห็นว่าด้านหลังของสามีมีหญิงสาวอ่อนวัยเดินตามมาด้วย นางก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที


ตอนที่ 68: ใครเป็นลูกเขยของท่าน ?


ชูเฟิน ท่านแม่อยู่ที่ใด ? เถียนฟู่กุยหันไปถามภรรยา


ภรรยาของเขาถอนหายใจออกมาแล้วชี้ไปที่ห้องของบิดาและมารดาของเขา นางไปโวยวายใส่ท่านพ่ออีกแล้ว นางบอกว่าจะเก็บเสื้อผ้ากลับหมู่บ้านฉือหลี่โกว ตอนนี้ท่านพ่อเองก็จนปัญญาแล้ว !


ท่านแม่ ต้านเอ๋อร์มาเยี่ยมท่านแล้วขอรับ ! เถียนฟู่กุยรีบเปิดประตูเข้าไปหามารดาก็เห็นว่านางกำลังนั่งปาดน้ำตาอยู่ !


ย่าเถียนได้ยินเช่นนั้นก็ลุกจากตั่งไม้ หยดน้ำตาบนใบหน้าของนางยังไม่ทันเหือดแห้งดี ทันใดนั้นมุมปากก็พลันผุดรอยยิ้มออกมา จริงหรือ ? ต้านเอ๋อร์มาจริงหรือ ? บุตรสาวของแม่ช่างกตัญญูเหลือเกิน ไม่เหมือนพี่ใหญ่ของนางที่เอาแต่ชอบทำให้ข้าโมโห !


เถียนฟู่กุยหมดคำจะกล่าวทันที


ย่าเถียน ! ท่านอยู่ในเมืองสบายดีหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยตั้งใจจะมาเยี่ยมย่าเถียนอยู่แล้วจึงนำผลชิงอบแห้งผลนิ่มๆมาฝากโดยเฉพาะ


ย่าเถียนยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเช่นนั้น ลูกคนนี้ มาเยี่ยมแม่ก็ยังมีใจเอาของมาฝากอีกหรือ ? โอ้ นี่คือผลไม้อบแห้ง ! เป็นของราคาแพงเชียวนะ ต้านเอ๋อร์ของเราเป็นลูกกตัญญูเสียจริง !


ทันใดนั้นนางก็หันไปตำหนิบุตรชายว่า อาศัยอยู่ในเมืองไม่เห็นดีอย่างที่เขาว่ากันเลย พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ยอมให้แม่กลับไปเยี่ยมเจ้า แม่บอกเขาส่งของไปให้เจ้า เขาก็มักผลัดวันประกันพรุ่ง มันทำให้แม่โมโหจะตายอยู่แล้ว !


ข้าไม่ได้ขาดแคลนอันใด ท่านแม่ไม่ต้องกังวลหรอก ท่านแม่รีบทานเถิด หากท่านทานก็เท่ากับว่าข้าได้ทานแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าย่าเถียนเอาขนมออกมาจากหัวเตียงก็รีบเอ่ยโน้มน้าว


เถียนฟู่กุยก็ช่วยพูดโน้มน้าวด้วยว่า ท่านแม่ดูสิขอรับ ต้านเอ๋อร์เอ่ยถึงเพียงนี้แล้ว ท่านแม่ของเราก็ไม่ควรเก็บขนมไว้ช่วงอากาศร้อนอีก หากซื้อมาแล้วก็ต้องรีบทานให้หมดเพราะหากขนมเสียคงน่าเสียดายแย่ ส่วนต้านเอ๋อร์น่ะ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะซื้อให้น้องเอง !


เช่นนี้ค่อยสมเป็นพี่ชายของนาง ! ย่าเถียนแบ่งขนมให้หลินเว่ยเว่ยทาน ส่วนตนเองก็ทานไปชิ้นหนึ่งเช่นกัน แต่หลังจากคิดแล้วนางก็เอากระดาษน้ำมันมาห่อพลางยื่นให้เถียนฟู่กุย เอาไปแบ่งให้ลูกๆของเจ้าทาน


แม้ว่าเถียนฟู่กุยเป็นหลงจู๊ในร้านขายขนมมีชื่อเสียง แต่เงินเดือนของเขาก็จำกัด ทว่าเขามีบุตรถึง5คนที่ต้องคอยดูแล ไหนจะต้องส่งเสียบุตรคนโตกับคนรองให้เล่าเรียน ดังนั้นเขาจึงมีภาระรับผิดชอบที่ค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร ทำให้บุตรของเขาไม่ค่อยได้ทานขนมหรือของว่างสักเท่าไร


บุตรคนสุดท้องของเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสี่ของตระกูลหลินและได้วิ่งมารับขนมที่ย่าเถียนแบ่งให้ ย่าเถียนเห็นเช่นนั้นก็บอกเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ต้องขอบคุณอาต้านเอ๋อร์ของพวกเจ้าที่นำผลไม้ตากแห้งมาฝาก เอาไปแบ่งให้พี่ชายพี่สาวของเจ้าทานสิ


เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งออกไป จากนั้นไม่นานบรรดาบุตรของเถียนฟู่กุยก็เข้ามาในห้องเล็ก ๆ นี้จนเต็มพื้นที่ บุตรชายคนโตอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินเว่ยเว่ย เขามองหญิงสาวที่ท่านย่าเอาแต่เรียกใส่พวกเขาว่า ‘ท่านอา’ ไม่ขาดปาก ‘เหตุใดท่านอาถึงได้อายุห่างกับท่านพ่อมากเพียงนี้ ? หรือว่าท่านย่ามีบุตรอีกคนตอนแก่ ? ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดท่านอาหายตัวไปนานเพียงนั้น แต่ท่านย่ายังจำได้ไม่เคยลืม !’


ช่วงเที่ยงวัน เดิมทีหลินเว่ยเว่ยไม่อยากอยู่ทานข้าวที่บ้านตระกูลเถียน ทว่าย่าเถียนและปู่เถียนใจดีต่อนางเหลือเกิน พวกเขายืนกรานจะให้นางและบัณฑิตหนุ่มอยู่ทานข้าวด้วยกันให้ได้


ในระหว่างทานข้าวกันอยู่นั้น ย่าเถียนก็เอาแต่คีบเนื้อให้บัณฑิตหนุ่มไม่หยุด ทานให้มากหน่อย เจ้าเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือ เจ้าควรมีเนื้อมีหนังและร่างกายกำยำให้มากกว่านี้จึงจะหาเงินเลี้ยงดูภรรยาได้ บ้านเจ้ามีที่ดินกี่หมู่ ? มีพี่น้องหรือไม่ ? แยกบ้านกันหรือยัง ?


เจียงโม่หานมองเนื้อที่อยู่ในจานของตนอย่างละเหี่ยใจเพราะสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเถียนทำอาหารรสชาติไม่ต่างจากมารดาของตนเลยสักนิด ต่อให้เป็นวัตถุดิบชั้นดีมากเพียงใด ทว่าเมื่อมาอยู่ในมือของมารดาก็ไร้ราคา ให้เขามาทานเนื้อที่ทั้งมันเยิ้ม หนาเตอะและไร้รสชาติแบบนี้ เขากลืนไม่ลงจริงๆ


ยิ่งไปกว่านั้นคำที่ย่าเถียนใช้เรียกเขาว่า ‘ลูกเขย’ ก็ทำเอาเขาเกือบสวนกลับว่า ใคร…เป็นลูกเขยของท่าน ? ข้าไปเป็นลูกเขยของท่านตั้งแต่เมื่อไร ?


หลินเว่ยเว่ยพยายามกลั้นหัวเราะแล้วหันไปบอกย่าเถียนว่า เขาเป็นผู้มีการศึกษา บัดนี้ก็เรียนอยู่ในสำนักศึกษาของเขตเรานี่เอง ตอนนี้เขาเป็นบัณฑิตถงเซิงแล้ว หากสอบเลื่อนขั้นครั้งหน้าได้ เขาก็จะกลายเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ !


ไอหยา ต้านเอ๋อร์ของแม่ช่างโชคดีเหลือเกิน เจ้าแต่งงานกับบุรุษที่มีความรู้ความสามารถนี่เอง ! ดี ดี ดีมาก ! ย่าเถียนเพ่งมองบัณฑิตหนุ่มอย่างละเอียดอีกครั้ง


เจียงโม่หานตีสีหน้าเคร่งขรึมทันที ‘ข้ากลายเป็นสามีของเด็กอ้วนในตอนที่ไม่รู้ตัวเช่นนั้นหรือ ? พวกเจ้าพูดเองเออเองกันเช่นนี้ได้หรือ ? เคยถามความเห็นข้าหรือไม่ ? ’


หลังเดินออกมาจากบ้านตระกูลเถียนแล้ว เจียงโม่หานก็เอ่ยอย่างหมดความอดทนว่า เหตุใดข้าจึงกลายเป็นลูกเขยของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ?


หลินเว่ยเว่ยรีบชวนเขาเปลี่ยนเรื่องคุยทันที ย่าเถียนเลอะเลือนมิใช่หรือ ? ข้าเองก็ไม่ใช่บุตรสาวของนางเสียหน่อย คิดเสียว่าเป็นการทำดีต่อเพื่อนร่วมโลกแล้วกัน จะได้ช่วยปลอบใจทำให้คนแก่มีความสุข ! ไปกันเถิด เราไปดูแผงขายเนื้อดีกว่า เย็นนี้ข้าจะทำของอร่อยให้ทาน จะได้ปลอบโยนจิตวิญญาณที่เจ็บปวดของเจ้าด้วย ดีหรือไม่ ?


เจียงโม่หานยังคงแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึก แต่เท้ากลับเดินตามนางไปที่แผงขายเนื้อหมูอย่างว่าง่ายโดยไม่กล่าวอันใดสักคำและไม่แสดงความโมโหออกมาเลย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่เพราะเนื้อ แต่เพราะการทำดีต่อเพื่อนร่วมโลกต่างหาก


น่าขันสิ้นดี ขุนนางอาวุโสผู้แสนเลือดเย็นที่เป็นรองเพียงองค์ฮ่องเต้ จะมาทำดีต่อเพื่อนร่วมโลกได้อย่างไร?


บัดนี้เนื้อหมูไม่เหลือแล้ว เหลือเพียงหัวหมูและกระดูกซี่โครงเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยคิดว่าหัวหมูทำความสะอาดยากทั้งยังจัดการยากอีกด้วย ส่วนกระดูกซี่โครงก็มีกระดูกเยอะเนื้อน้อย คนทั่วไปไม่ชอบซื้อ ดังนั้นราคาจึงถูกกว่าเนื้อหมูมาก


เจียงโม่หานเห็นว่านางยัดหัวหมูลงตะกร้าก็ทำสีหน้ารังเกียจแล้วกล่าวว่า ไม่ได้มีพิธีบวงสรวงอันใดเสียหน่อย เหตุใดเจ้าต้องซื้อหัวหมู ?


เอามาทานไงเล่า ! เจ้าไม่รู้เสียแล้วว่าเมนูหัวหมูตุ๋นทั้งหอมทั้งอร่อย ด้วยความที่เป็นเนื้อแทรกมันจึงทำให้มีรสชาตินุ่มละมุนลิ้น ไม่เลี่ยนไม่มันจนเกินไป ทานได้ไม่มีเบื่อเลย ! หลินเว่ยเว่ยบรรยายเสียจนเริ่มหิวเองแล้ว ! ดังนั้นในมื้อเย็นนี้นางจะทำหัวหมูตุ๋น !


หัวหมูดูน่ารังเกียจเสียจนเจียงโม่หานไม่อยากมองมันอีกครั้ง เขาสาบานในใจว่าไม่มีทางลิ้มรสมันเด็ดขาด แม้ว่าเด็กอ้วนจะกล่าวอย่างไรก็ตาม


เจ้าจะไปที่ใด ? เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ตรงไปยังถนนที่จะออกนอกเมือง เจียงโม่หานจึงถามด้วยความสงสัย


หลินเว่ยเว่ยไปซื้อกระดาษน้ำมันมาปิดบนกระบุงไม้ไผ่ซึ่งในความเป็นจริงนางอาศัยการปกปิดจากกระดาษน้ำมันเพื่อแอบเอาหัวหมูและกระดูกซี่โครงเข้าไปเก็บในมิติน้ำพุวิญญาณ ช่วงนี้อากาศร้อนมากหากเก็บช้ากว่านี้สักสองชั่วยามก็มีหวังว่าหัวหมูได้ส่งกลิ่นเหม็นหืนออกมาแน่


เจ้าเทาที่รักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณได้จ้องหัวหมูและกระดูกซี่โครงซึ่งปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน จากนั้นมันก็เดินไปดมตามปกติ ทว่าเมื่อได้กลิ่นหัวหมูแล้ว มันก็เดินออกห่างอย่างรังเกียจ


หลินเว่ยเว่ยมองบัณฑิตหนุ่มด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มจนดวงตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ไปซื้อวัตถุดิบมาทำหัวหมูตุ๋นไงเล่า ! เจ้าปากคอเราะรายถึงเพียงนี้ หากข้าไม่งัดฝีมือออกมา ข้าจะขุนเจ้าให้อ้วนพีได้อย่างไร…


เจียงโม่หานหน้าดำเป็นก้นหม้อทันที อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังหลอกด่าข้าอยู่ !


พูดออกมาได้อย่างไรว่าจะขุนข้าให้อ้วนพี คิดว่าข้าเป็นหมูหรือไร ?


ไอหยา เจ้าฉลาดเหลือเกิน ! แม้ข้าจะพูดเช่นนี้ เจ้าก็ยังแปลออก ! หลินเว่ยเว่ยทำทีเป็นยิ้มอย่างช่วยไม่ได้


นางเด็กอ้วนคนนี้ ! คิดว่าขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุดเยี่ยงข้าไม่กล้าทำอันใดเจ้าหรือ ?


บัณฑิตน้อย เร่งฝีเท้าหน่อยสิ ! ประเดี๋ยวก็ตามเกวียนไม่ทันเอาหรอก หากพวกเราต้องเดินกลับหมู่บ้าน ตัวข้าไม่เป็นไรหรอก ห่วงก็แต่เจ้า… หลินเว่ยเว่ยทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าที่มืดมนของอีกฝ่าย จากนั้นก็กวักมือเรียกเขาราวกับเรียกแมวน้อย


ตอนที่ 69: ข้างามขึ้นใช่หรือไม่?


เจียงโม่หานเก็บความโกรธเอาไว้ในใจ ตอนนี้อารมณ์ของเขาขึ้นๆลงๆ ใจหนึ่งคิดอยากตีนาง แต่ก็รู้ดีว่าคงเอาชนะไม่ได้ ส่วนอีกใจหนึ่งก็อยากด่า…ทว่าเขาเป็นบุรุษ หากต้องให้มาด่าทอสตรีกลางถนนก็ทำไม่ได้จริงๆ สุดท้ายแล้วเขาจึงทำได้เพียงกระฟัดกระเฟียดราวกับนกยูงจอมหยิ่งที่ยืดอกเดินเชิดหน้าไปกับหลินเว่ยเว่ย


ทางนี้ บัณฑิตน้อย เจ้าเดินเลยไปแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเกือบหลุดหัวเราะออกมา


เจียงโม่หานเงยหน้ามองก็พบว่าเด็กอ้วนไปอยู่ตรงหน้าร้านขายยาแห่งหนึ่งจึงถามด้วยความสงสัยว่า เจ้า…เจ้าเพิ่งซื้อยาให้มารดาไปไม่ใช่หรือ ? ผู้ใดป่วยอีก ? เจ้าไม่สบายหรือไร ?


หลินเว่ยเว่ยยิ้มให้เขาแล้วหันไปบอกเถ้าแก่ว่า ข้าเอาโป๊ยกั๊ก6เหลียง, พริกหม่าล่า2เหลียง, โร่วโต้วโค่ว2เหลียง, ใบกระวาน1เหลียง, เปลือกส้มหนึ่งเหลียงครึ่งและเสี่ยวหุยเซียงหนึ่งเหลียงครึ่ง บดมาให้ข้าเลย !


ท่านหมอซึ่งประจำการอยู่ที่ร้านขายยาสมุนไพรแห่งนี้ได้หันมามองแล้วถามว่า เด็กน้อย ผู้ใดเขียนใบสั่งยานี้ให้เจ้า ? มันใช้รักษาโรคอันใดหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบสั่งยานี้ไม่ได้ใช้สำหรับรักษาอาการป่วย…แต่มันคือสูตรที่นำมาใช้สำหรับแช่เท้าเพื่อรักษาสุขภาพ ใช่ ! มันใช้สำหรับบำรุงร่างกาย !


ท่านหมอได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าคงเป็นสูตรยาเฉพาะของตระกูลจึงไม่อยากละลาบละล้วง ทว่าเขาก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่ภายในใจ เอาไปแช่เท้า ? แล้วต้องบดให้ละเอียดด้วยหรือ ? ที่จริงเอาส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปก็ได้แล้วมิใช่หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยยังให้เถ้าแก่ห่อโป๊ยกั๊ก พริกหม่าล่า เปลือกส้มและใบกระวานด้วยผ้าขาวบางซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าจะนำไปแช่เท้าจริง


เนื่องจากใช้เวลานานพอสมควรในการบด ‘สมุนไพร’ เหล่านี้ เจียงโม่หานจึงตั้งใจจะไปเดินดูในร้านหนังสือฝั่งตรงข้าม เดิมทีหลินเว่ยเว่ยอยากเดินไปพร้อมเขา แต่หางตาของนางชําเลืองเห็นคนเมาที่เดินออกมาจากหอสุราฝั่งตรงข้าม นางจึงตามคนเมาคนนั้นไปอย่างเงียบๆ


คุณชาย เดินระวังด้วยขอรับ… บ่าวของอู๋ปัวเห็นว่าเจ้านายเดินเซไปเซมาราวกับงูเลื้อยจึงยื่นมือไปประคองอย่างไม่ไว้ใจ


อู๋ปัวออกแรงสะบัดแขนเสื้อทำให้บ่าวเกือบล้มลงไป ไปให้พ้น ! ข้าจะไปหาเสี่ยวเจียวเจียว อย่ามาขวางหูขวางตาข้า !


จากนั้นเขาก็โยนเศษเงินให้บ่าวของตน เจ้าจะไปที่ใดก็ไป ! อย่ามาทำลายเรื่องดีงามของข้า ไป !


อู๋ปัวชำเลืองมองไปยังสาวน้อยอายุ13ปี ณ ตรอกผิงอี เขาตั้งใจใช้โอกาสตอนเมาคว้าสาวน้อยคนนั้นมาเป็นของตนให้ได้ พอนึกถึงใบหน้าขาวใสละเอียดละออของนาง นึกถึงความขี้อายและน้ำเสียงอ่อนโยนของนาง เขาก็รู้สึกราวกับว่ามีไฟร้อนสุมอยู่บริเวณท้องน้อยทันที


อู๋ปัวที่กำลังอารมณ์ร้อนเดินโซเซไปที่ตรอกลึกทางเหนือของเมือง เขาเดินผ่านตรอกเปลี่ยวและทันใดนั้นดวงตาของเขาก็มืดลง จากนั้นก็เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงขึ้นในร่างกาย เขาพยายามดิ้นรนแต่ถูกกดตัวไว้ที่พื้น เขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะตอบโต้


ในตอนแรกเขายังสบถด่าออกมาด้วยความเย่อหยิ่ง กระทั่งในตอนท้ายเขาพยายามอ้อนวอนอีกฝ่ายอย่างสุดชีวิต ทว่าคนที่ทำร้ายกลับไร้ท่าทีว่าจะยอมปล่อยเขาไป จวบจนฝ่ายนั้นกระทืบเขาจนหนำใจแล้วจึงใช้เท้าเตะขาของเขาและเดินจากไป


อู๋ปัวที่โดนกระทืบนอนอยู่ในตรอกมืดราวกับสุนัขใกล้ตาย กว่าเขาจะอดกลั้นต่อความเจ็บปวดแล้วเอากระสอบออกจากศีรษะได้ คนร้ายก็หายไปจากตรอกนานแล้ว


อู๋ปัวไม่เพียงขาหักเท่านั้น ทว่ากระดูกซี่โครงตรงช่วงอกยังหักไปอีกสองซี่ ส่วนฟันก็หลุดไปสองซี่แถมใบหน้าก็บวมช้ำเป็นสีม่วงอมเขียวราวกับหัวหมู เนื่องจากตรอกที่เขาโดนทำร้ายอยู่ห่างไกลจากที่ชาวบ้านสัญจรจึงทำให้เขาได้แต่นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นเป็นเวลานานสองนาน ทว่าก็ยังไม่มีผู้ใดผ่านมา สุดท้ายเขาจึงต้องคลานกระเสือกกระสนออกจากตรอก จนกระทั่งมีชาวบ้านมาพบถึงได้นำตัวเขาส่งโรงหมอ


เจียงโม่หานทราบข่าวที่อู๋ปัวถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นในตอนที่ทั้งคู่เดินออกจากในเมืองแล้วเขาก็มองไปยังหลินเว่ยเว่ย ช่วงที่เขาออกมาจากร้านหนังสือ หญิงสาวคนนี้ไม่ได้อยู่ที่ร้านขายยาสมุนไพร นางหายไปพักหนึ่งจึงกลับมา หรือว่า…


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองหน้าเขาเช่นกัน นางลูบใบหน้าของตนแล้วกล่าวอย่างหลงตัวเองว่า บัณฑิตน้อย ข้างามขึ้นใช่หรือไม่ ? งามเสียจนเจ้าไม่อาจละสายตาได้เชียวหรือ ?


เจียงโม่หานจึงทำหน้าถมึงทึงทันที ‘เด็กอ้วนคนนี้ช่างหน้าหนาไม่มีผู้ใดเกิน’


กระนั้นเขาก็ยังพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของนาง แม้รูปหน้ายังกลมมนเหมือนเดิม ทว่าดูซูบลงเล็กน้อย ดวงตาของนางเวลายิ้มช่างละม้ายคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ดูร่าเริงยิ่งนัก


ผิวของนางก็ขาวละเอียดไม่หยาบกร้านทั้งที่วิ่งขึ้นลงภูเขาทุกวัน จมูกเล็กๆของนางเชิดขึ้นเหมือนคนหัวรั้น จะว่าไปแล้วนางก็มีเค้าความงามอยู่เหมือนกัน แต่ยังห่างไกลจากความงามระดับล่มเมือง !


เจ้าเป็นคนลงมือหรือไม่ ? เจียงโม่หานถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


ว่าอย่างไรนะ ? หลินเว่ยเว่ยหันไปหาเขาทันที เจ้าหมายถึงเรื่องที่อู๋ปัวโดนทำร้ายใช่หรือไม่ ? เจ้าคิดว่ามันเป็นไปได้หรือ ? เหยื่อก็บอกแล้วว่าคนที่ทำร้ายร่างกายมีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงและทรงพลัง สามารถใช้มือเดียวกดเขาลงกับพื้นได้ ต้องเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูง7ฉื่อแน่นอน เจ้าดูข้าสิ ข้าผอมบางเช่นนี้ จะไปสู้เขาได้เช่นไร ?


รูปร่างผอมบางหรือ ? เจียงโม่หานถึงกับกลอกตามอง เจ้าเพ้อฝันไปแล้ว ! แม้ว่าเจ้าจะผอมลงกว่าแต่ก่อน ทว่ายังห่างไกลจากคำว่า ‘ผอมบาง’ แล้วอีกอย่างพละกำลังของเจ้าสามารถแบกหมูป่าได้ทั้งตัว ลำพังแค่บุรุษอายุน้อยมีหรือเจ้าจะจัดการไม่ได้ ?


ช่างเถิด ในเมื่อนางไม่อยากยอมรับก็ช่วยไม่ได้ เด็กอ้วนคนนี้ไม่มีความแค้นส่วนตัวต่ออู๋ปัวและการที่นางทำเช่นนี้ก็เพื่อออกโรงแทนเขา เจียงโม่หานจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ทว่าเขารู้สึกหงุดหงิดต่อตนเองเป็นอย่างมาก ‘ข้าเป็นถึงขุนนางขั้นสูงสุดผู้เกรียงไกร…ทว่าต้องให้สาวน้อยคนหนึ่งมาออกหน้าปกป้อง’


เขาในตอนนี้ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งข้ารับใช้ ‘เฮ้อ ! ช่างเป็นบัณฑิตที่ไร้ประโยชน์เสียจริง !’


กว่าที่ทั้งสองจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว หลังจากได้ยินเสียงของทั้งสอง นางเฝิงและนางหวงที่กำลังล้างผลชิงป่าอยู่ในครัวก็เดินออกมาพร้อมมองไปที่หลินเว่ยเว่ยด้วยสายตารอคอย เป็นเช่นไรบ้าง ? ราบรื่นดีหรือไม่ ?


ราบรื่นดี! ผลชิงอบแห้งที่น้าเฝิงทำเป็นของคุณภาพดีมากเพียงนั้น คนรับซื้อจึงให้ราคาตั้งชั่งละ300อีแปะ ! ลำพังแค่ที่เอาไปขายวันนี้ก็ได้ราคามากถึง7ตำลึงแล้ว ! เมื่อหักต้นทุนแล้วก็ยังเหลือเงินตั้ง6ตำลึง ! หลินเว่ยเว่ยร่ายให้ฟังอย่างมีความสุข


นางเฝิงรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกเพราะหลายวันมานี้พวกนางทำผลชิงอบแห้งไว้เยอะมาก เกือบร้อยชั่งได้และวันนี้ทั้งวันนางก็เอาแต่เป็นกังวลว่าจะขายไม่ออก ทำให้ถึงขั้นทานข้าวไม่ลงและนอนไม่หลับ แต่เมื่อได้ยินว่าขายหมดแล้วอีกทั้งยังขายได้ราคาดีอีกด้วย นางจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


เวลานี้เจ้าหนูน้อยเดินออกมาจากหลังบ้าน เขากระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจพลางกล่าวว่า พี่รอง ต้าไป๋คลอดลูกกระต่ายแล้ว ! บนตัวของลูกกระต่ายไม่มีขนสักเส้น ตัวพวกมันแดงมาก เหมือนลูกหนูเลย…


หลินเว่ยเว่ยวางกระบุงไม้ไผ่ลงแล้วเดินตามเจ้าหนูน้อยไปที่คอกกระต่าย เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงด้วย แม่กระต่ายที่เจ้าหนูน้อยตั้งชื่อว่าต้าไป๋กำลังนอนให้นมลูกกระต่ายตัวแดงๆหลายตัวอยู่ เมื่อหลินเว่ยเว่ยนับอย่างละเอียดก็พบว่ามีมากถึง8ตัว !


ในคอกกระต่ายนี้เดิมทีมีลูกกระต่ายอยู่หลายตัว และด้วยความเอาใจใส่จากเจ้าหนูน้อยจึงทำให้ตอนนี้พวกมันมีน้ำหนักเกือบ1ชั่งแล้ว เดิมทีพวกมันวิ่งเล่นกระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ทว่าเมื่อพวกมันเห็นเจ้าหนูน้อยเดินเข้ามาก็พากันกระโดดกรูมาทางเขา ในตอนนั้นได้มีลูกกระต่ายแสนซนตัวหนึ่งกระโดดมาบนเท้าของเจ้าหนูน้อยแล้วแทะขากางเกงของเขา


เจ้าหนูน้อยอุ้มกระต่ายแสนซนตัวนั้นขึ้นมาแล้วค่อยๆเปิดคอกกระต่ายและยัดหญ้าสดหนึ่งกำมือให้แม่กระต่าย แม่กระต่ายเห็นเช่นนั้นก็แทะกินหญ้าอย่างเงียบๆ ตอนนี้มันคุ้นเคยกับมนุษย์ทั้งสองที่คอยเฝ้าดูมันและลูกแล้ว


[1] เหลียง คือหน่วยวัดน้ำหนักในยุคโบราณ โดย1เหลี่ยงมีค่าประมาณ50กรัม


[2] โร่วโต้วโค่ว คือ ลูกจันทร์เทศ


[3] เสี่ยวหุยเซียง คือ ผลยี่หร่า


ตอนที่ 70: ข้าจะเค้นเอาความจริงจากเจ้าให้ได้


กระต่ายตัวผู้ขนสีเทาที่มาอยู่เป็นรุ่นแรกถูกขังอยู่ในคอกกระต่ายอีกคอก พอเจ้าหนูน้อยเข้ามามันก็ยื่นหน้ามาที่หน้าประตูไม้ไผ่เพื่อรอให้เจ้าหนูน้อยป้อนอาหารให้ แต่น่าเสียดายที่เขากำลังสนใจลูกกระต่ายน้อยจนทำให้หลงลืมพ่อกระต่ายไปเสียแล้ว


กระต่ายที่พวกเขาเลี้ยงไว้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของเจ้าหนูน้อย หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเล็กๆของเขาด้วยความเอ็นดูแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า เย็นนี้ข้าจะทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้เป็นรางวัล !


ซี่โครงหมูที่หลินเว่ยเว่ยซื้อกลับมาหนักถึง5ชั่ง นางเลือกชิ้นที่มีขนาดกำลังพอดีแล้วตัดเป็นท่อนหนาประมาณ5หลีหมี่ หลังจากล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วนางก็นำซี่โครงหมูไปพักไว้ จากนั้นนำหม้อมาตั้งไฟแล้วใส่เกลือ พริกหม่าล่า เหล้าจีน ขิงและต้นหอมลงเคี่ยวจนได้ที่จึงนำซี่โครงหมูลงไปผัดจนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน


และขั้นตอนสุดท้ายคือการผัดซี่โครงหมูกับน้ำเชื่อมซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดเพราะต้องตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นก็ใส่น้ำตาลสีขาวลงไปแล้วค่อยๆเคี่ยวจนออกสีเหลืองนวลจึงจะใส่น้ำซุป ใส่ซี่โครงที่ผัดกับเครื่องเทศลงไปได้ จากนั้นก็เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนกระทั่งเนื้อซี่โครงดูดน้ำซุปเข้าไปจนเกือบหมด เมื่อเนื้อสุกแล้วจึงใส่น้ำส้มสายชูตามลงไปอีกเล็กน้อย พอสุกได้ที่ก็ตักขึ้นจากกระทะแล้วโรยงาขาว


น้องสี่ อาหารเสร็จแล้ว เจ้าช่วยไปเรียกน้าเฝิงกับท่านแม่มาทานข้าวเร็ว ! หลินเว่ยเว่ยฉีกเนื้อซี่โครงมาเป่าไล่ความร้อนแล้วป้อนใส่ปากเจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยเคี้ยวเนื้อซี่โครงที่มีรสหวานอมเปรี้ยวฉ่ำไปด้วยเครื่องเทศครบรส ทันใดนั้นดวงตาก็เปล่งประกายออกมา ‘ว้าว พี่รองทำอาหารจานใหม่ อร่อยมากเลย !’


เจียงโม่หานช่วยนางเฝิงตากผลชิงที่เชื่อมเสร็จไว้บนหลังคากระเบื้องของตระกูลหลินเพราะด้านบนหลังคามีแสงแดดเพียงพอ สามารถลดเวลาในการตากได้ เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้นกมาจิกกิน


ทั้งสองครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะหิน บนโต๊ะมีซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานจานใหญ่ มะเขือยาวผัดและแตงกวาผัด เจียงโม่หานคีบซี่โครงให้นางเฝิงก่อน จากนั้นตนถึงได้เริ่มทาน


ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเป็นสีน้ำตาลสวยด้วยน้ำมันฉ่ำซอส เฉพาะแค่ ‘สี’ ของมันก็บ่งบอกแล้วว่ารสชาติฉ่ำซอสมากเพียงใด อีกทั้งเนื้อยังดูสดใหม่และหอมอร่อยนุ่มลิ้น ชวนให้ผู้คนอยากอาหาร แม้แต่คนที่ชอบจับผิดเยี่ยงเจียงโม่หานยังหาข้อบกพร่องของซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานจานนี้ไม่เจอ


หืม ? มะเขือยาวนี้…รสชาติแตกต่างออกไป ในไม่ช้าเจียงโม่หานก็พบความพิเศษของมะเขือยาวผัดจานนี้


หลินเว่ยเว่ยจึงทำสีหน้าภาคภูมิใจออกมา ข้าใส่ผงเครื่องเทศห้าชนิดที่เป็นสูตรลับเฉพาะลงในมะเขือยาวและแตงกวาผัด เป็นเช่นไรบ้าง ? อร่อยใช่หรือไม่ ?


พวกเครื่องเทศที่เจ้าซื้อมาจากร้านขายยาใช่หรือไม่ ? ตอนนั้นกว่า ‘เครื่องเทศ’ จะบดเสร็จก็ทำให้พวกเขาเกือบพลาดเกวียนไปแล้ว


ก็ใช่น่ะสิ ! แม้ว่าเครื่องเทศเหล่านั้นขายในร้านด้วยราคาที่สูงไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับอาหารอร่อยที่ได้มาแล้ว เงินที่จ่ายไปก็ถือว่าคุ้มค่า !


เจียงโม่หานอดถามไม่ได้ว่า เจ้าทำอาหารพวกนี้เป็นได้อย่างไร ?


เพราะข้าฉลาดไงเล่า ! หลินเว่ยเว่ยยิ้มกริ่ม


เจียงโม่หานจึงย้อนถามอีก หรือข้าไม่ฉลาด ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องพวกนี้มาก่อน ?


ตำราที่เจ้าร่ำเรียนไม่ได้บอกหรือว่า ‘แต่ละคนมีด้านที่เก่งไม่เหมือนกัน’ ความฉลาดของเจ้าใช้ในการเล่าเรียน ส่วนความฉลาดของข้าอยู่ที่การคิดค้นอาหารอร่อย ! เลิกถามได้แล้ว หากยังถามต่ออีก ข้าได้ฉลาดกว่าเจ้าเป็นแน่ ! ความฉลาดของข้าที่หายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้กลับมาแล้ว ทำให้ข้าฉลาดเป็นทวีคูณ หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาให้เขาเป็นเชิงว่า ‘เจ้าเข้าใจหรือไม่ ? ’


‘ไม่ ข้าไม่เข้าใจ ! คิดจะหลอกผู้ใดหรือ ? คำอธิบายเหล่านี้แม้แต่ตัวเจ้าเองก็เชื่อหรือไร ?’


หลินเว่ยเว่ยยิ้มตาหยี ‘ไม่เชื่อแล้วอย่างไร ? เจ้าจะเค้นข้าได้หรือ ?’


เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาคมกริบ ‘ไม่ช้าก็เร็วข้าจะเค้นเอาความจริงจากเจ้าให้ได้ !’


ทั้งคู่ห้ำหั่นกันทางสายตา แต่ดูเหมือนไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการแทะซี่โครงหมูของพวกเขาเลยสักนิด ไม่นานซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานกว่าสามชั่งและอาหารสองจานก็ถูกทานจนหมดเกลี้ยง


หลินเว่ยเว่ยลูบท้องของตนแล้วถอนหายใจออกมาอย่างพึงพอใจ หากทานมื้อเย็นมากเกินไปอาจทำให้อ้วนได้ ข้าจะไปรดน้ำในแปลงนาแล้ววิ่งขึ้นเขาสักสองรอบ จะได้ย่อยอาหารที่ทานเข้าไป !


นางหวงได้ยินเช่นนั้นจึงบ่นบุตรสาวพร้อมรอยยิ้ม เจ้านี่นะ ! ชอบทำสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่เรื่อย ! ผู้อื่นมีแต่อยากเจ้าเนื้อ ส่วนเจ้าบ่นว่าจะลดน้ำหนักทั้งวัน


นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้อ้วนไงเล่า ! หลินเว่ยเว่ยทำหน้าแง่งอน จากนั้นนางก็บีบแก้มที่เนียนนุ่มเหมือนผิวเด็กของตน


ไอหยา หน้าซาลาเปาของข้ากลายเป็นใบหน้ากลมเรียวเหมือนผลแตงตั้งแต่เมื่อไร ?


แม้แต่พี่สาวคนโตก็ยังอดประชดไม่ได้ ที่เจ้าอ้วนก็มาจากการทานทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ? เจ้าได้ใช้วัตถุดิบมากมายและสิ้นเปลืองไปมากเพียงนั้น แต่จะไปวิ่งลดน้ำหนัก !


ในแต่ละวันเจ้าทำงานไม่เท่าไรแต่ทานเยอะมาก เช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าสิ้นเปลืองวัตถุดิบทำอาหารเช่นกันหรือ ? เหตุใดเจ้าไม่บอกว่าข้าหาเงินได้มากกว่าที่ทานบ้างล่ะ ? วันใดไม่ได้กัดข้า วันนั้นจะไม่มีความสุขหรือไร ? หลินเว่ยเว่ยไม่ยอมโอนอ่อนตามเช่นกัน


ทุกครั้งที่สองพี่น้องปะทะฝีปากกัน ล้วนเป็นพี่สาวที่มาหาเรื่องก่อนทั้งสิ้นและสุดท้ายก็มักจบลงที่ความพ่ายแพ้ของตนเอง เพราะไม่สามารถเถียงสู้หลินเว่ยเว่ยได้ หากจะให้ตีกันก็สู้ไม่ได้อีก ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดกลั้นโทสะเอาไว้ !


นางหวงเห็นบุตรสาวแบกถังน้ำไปที่แปลงนาจึงอยากตามไปช่วย แต่ก็โดนหลินเว่ยเว่ยห้ามไว้ ข้าต้องเดินขึ้นเขาไปหลายลี้เพื่อตักน้ำ หากท่านไปด้วย ข้าก็ต้องมาเป็นกังวลว่าท่านจะหกล้ม มันจะทำให้ท่านเหนื่อยเอาเปล่าๆเจ้าค่ะ แค่ท่านอยู่บ้านอย่างสงบก็ถือว่าช่วยข้ามากแล้ว


ท่านแม่เจ้าคะ ท่านพักผ่อนอยู่บ้านเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปช่วยน้องรองเอง ! พี่สาวคนโตโดนกระตุ้นเพราะหลินเว่ยเว่ยเพิ่งเอ่ยไปว่านางทานเก่งแต่ทำงานน้อย นางจึงยกถังน้ำขึ้นมาแล้วเดินออกไป


หากนางตามไปด้วย แล้วหลินเว่ยเว่ยจะแอบอู้เอาน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณออกมาได้อย่างไร


ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดกับพี่สาวว่า ครั้งที่แล้วตอนข้าช่วยย่าเถียน ข้าพบฝูงหมาในเข้าฝูงหนึ่ง หากตอนนั้นข้าไปช้าอีกก้าวเดียว ย่าเถียนอาจ…บัณฑิตน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมาในชอบกัดตรงส่วนไหนของเหยื่อมากที่สุด ? มันชอบกัดทวารของเหยื่อ ! มันชอบเริ่มกัดบริเวณทวารเพื่อที่จะเอาไส้และเครื่องในของเหยื่อออกมา…


ในระหว่างที่บรรยายอยู่นั้น นางก็ใช้สายตาดุร้ายจ้องมองไปยังก้นของพี่สาว


คำที่เอ่ยออกมาทำให้พี่สาวถึงขั้นหวาดกลัวจนตัวสั่น นางโยนถังน้ำในมือลงพื้นแล้วชี้หน้าหลินเว่ยเว่ยด้วยความโกรธระคนกลัว เจ้า ! เด็ก ! อ้วน ! เจ้าจงใจกลั่นแกล้งข้าใช่หรือไม่ ?


ข้าเตือนเจ้าด้วยความปรารถนาดีต่างหาก ! หลินเว่ยเว่ยปัดนิ้วของอีกฝ่ายออก จากนั้นก็ยกถังน้ำขึ้นมาแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้พี่สาวได้แต่กระทืบเท้าอยู่ตรงนั้น


หลินเว่ยเว่ยฮัมเพลงเดินขึ้นเขาภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง ทันใดนั้นนางก็รู้สึกราวกับว่ามีคนเดินตามมา พอหันไปมองก็พบว่าบัณฑิตหนุ่มรูปงามกำลังเดินตามมานั่นเอง


เหตุใดเจ้าจึงตามข้ามา ? ไป ไป ไป ไป รีบกลับไปเสีย ! หลินเว่ยเว่ยโบกมือไล่เขาราวกับกำลังไล่ลูกไก่


เจียงโม่หานที่มือหนึ่งถือพัดส่วนอีกมือก็เอาไพล่ไว้ด้านหลังได้เดินผ่านนางขึ้นไปทางภูเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน เหตุใดเล่า ? ทีเจ้ายังขึ้นเขาไปตักน้ำเพื่อย่อยอาหารได้แล้วไม่ให้ข้าขึ้นเขาเพื่อเดินย่อยบ้างหรือ ? เจ้าซื้อเขาลูกนี้ไว้เองจึงมีสิทธิ์มาห้ามผู้อื่นหรือไร ?


[1] หลีหมี่ คือ เซนติเมตร



จบตอน

Comments