ตอนที่ 611: คนโง่มักกระเป๋าหนัก
หลังออกจากที่ว่าการอำเภอแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ตรงไปที่คอกเลี้ยงวัวทันที ตอนนี้คอกวัวเป็นแค่เพิงไม้ธรรมดาเท่านั้น คอกวัวกำลังสร้างเหมือนคอกหมูและคอกกระต่าย โดยพวกมันถูกสร้างโดยอิฐ…ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างพูดอย่างติดตลกว่า ‘คอกเลี้ยงวัวของที่ว่าการอำเภอยังดีกว่าบ้านของคนมากโข ! บ้านเรือนในอำเภอหนิงซีต่างสร้างด้วยดินทั้งนั้น และนับตั้งแต่ภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันเข้ามาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหางานทำอีกแล้ว’
เนื่องจากภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันยังทุ่มเงินซื้อต้นลูกท้อ ต้นสาลี่ ต้นผลซิ่ง เถาองุ่น ต้นซานจาและต้นผลไม้อื่นๆ อย่างมากสุดก็ปลูกไปสามปีถึงจะออกผลให้เห็น ด้วยเหตุนี้พวกชาวบ้านจึงพากันขุดต้นผลไม้ที่ไม่ออกผลในบ้าน หรือต้นที่ให้ผลรสชาติไม่ดีออกมาทั้งหมด เพื่อลองดูว่าพวกมันจะหาเงินกลับเข้าบ้านได้หรือไม่
คาดไม่ถึงว่าภรรยานายอำเภอจะไม่ปฏิเสธ เพราะไม่ว่ารสชาติอย่างไรก็รับซื้อไว้ทั้งหมด…จนมีคนนินทาลับหลังนางว่า ‘คนโง่มักกระเป๋าหนัก’ ผ่านไปไม่นาน ในสวนผลไม้ของหลินเว่ยเว่ยก็มีต้นผลไม้มากกว่า200ต้นแล้ว ซึ่งในบรรดาพวกมันดูเหมือนต้นลูกท้อ ต้นสาลี่และต้นผลซิ่งจะมีมากที่สุด
ขณะมองต้นผลไม้ที่ยืนต้นคดเคี้ยวไปมาต้นแล้วต้นเล่า หลิวว่ายจื่อก็.อดไม่ได้ที่จะถามว่า “นายหญิง ต้นไม้พวกนี้พอเห็นก็รู้แล้วว่ารสชาติไม่ดี แล้วรับซื้อมาทำไมหรือ ?”
“รสชาติไม่ดีก็เอาไปทำผลไม้อบแห้งหรือผลไม้เชื่อมในโถกระเบื้องเคลือบได้ !” หลินเว่ยเว่ยคำนวณไว้ในใจแล้วว่าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะต้องตอนกิ่งส่วนหนึ่งให้เสร็จ ส่วนที่ออกผลแล้วก็ส่งไปที่โรงงานแปรรูป แค่นี้กิ่งตอนชุดแรกก็น่าจะออกผลได้ในอีกสามปีข้างหน้า นอกจากนี้นางไม่เชื่อว่าผลไม้ที่รดด้วยน้ำพุวิญญาณจะมีรสชาติแย่ ! ผลไม้ในห้วงมิติก็มีรสชาติดีหมดไม่ใช่หรือ ? ขนาดผลก็ใหญ่ ! สวนผลไม้แห่งนี้จะไม่ใช่สวนผลาญเงิน แต่ต้องทำเงินเพิ่มได้กว่าเดิมแน่นอน !
“พี่รอง พี่รอง! ต้าไป๋ของข้าคลอดลูกกระต่ายออกมาหนึ่งครอก กระต่ายขาว8ตัว แล้วก็มีสีผสมกันถึง5ตัว!” เจ้าหนูน้อยวิ่งออกมาจากเรือนหลังที่ว่าการอำเภอด้วยความตื่นเต้น
แม้เดินทางมายังอำเภอหนิงซีก็ไม่ลืมที่จะขยายกิจการเพาะเลี้ยงกระต่ายของตน เขาเลือกกระต่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ออกมาจากคอกสองสามคู่แล้วใส่กรงมาด้วย ตอนนี้อยู่ในกรงของเรือนหลังที่ว่าการอำเภอ รอให้คอกกระต่ายเสร็จเมื่อใด เขาก็จะย้ายกระต่ายมาไว้ !
หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะน้อยๆของเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งสนใจลูกกระต่ายเหล่านั้นของเจ้า พรุ่งนี้ต้องไปเข้าสำนักศึกษาแล้ว กระเป๋าหนังสือกับพวกเครื่องเขียนเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง ?”
“เตรียมไว้หมดแล้ว พี่รอง ข้าอายุ8ขวบแล้วนะ ท่านอย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็กน้อยได้หรือไม่ !” เจ้าหนูน้อยดึงกระโปรงของพี่สาวแล้วแกว่งเบาๆ…เจ้าตัวน้อยชอบทำตัวขี้อ้อน แล้วยังกล้าบอกว่าตัวเองไม่ใช่เด็กน้อยอีกหรือ ?
“เจ้ากับเสี่ยวร่างไปเรียนกันหมด แล้วกิจการเลี้ยงกระต่ายจะทำอย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยขยี้ผมเจ้าหนูน้อยพร้อมถามเขา
เจ้าหนูน้อยวางแผนไว้แล้ว “สำนักศึกษาของฝั่งนี้เรียนแค่ครึ่งวัน ข้าคุยกับเด็กไม่กี่คนในหมู่บ้านคนบาปไว้แล้ว พวกเขาจะเกี่ยวหญ้าให้กระต่าย ส่วนข้าเป็นคนรับซื้อ ! ตอนเช้าข้าไปให้อาหารหนึ่งครั้ง ตอนกลางวันพอเลิกเรียนมาแล้วค่อยให้อีกรอบและทำความสะอาดคอกกระต่าย ตอนบ่ายออกไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายแล้วตอนเย็นค่อยกลับมาให้อีกรอบ…ตอนกลางคืนค่อยอ่านตำรากับพี่เขยรอง1ชั่วยาม…พี่รอง แผนของข้าไม่เลวใช่ไหม ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนกลางคืนนั้นคอกกระต่ายของเจ้าไม่มีคนอยู่ดู กลัวว่าจะมีคนขโมยไปหมดคอกกระมัง !”
เจ้าหนูน้อยตกตะลึงทันใด เขาเกาศีรษะขณะพูด “ถ้าเช่นนั้น…ข้าจะจ้างคนมาช่วยเฝ้าคอกกระต่ายสักสองคนดีหรือไม่ ? แล้วก็เลี้ยงสุนัขฉลาดอย่างเจ้าดำอีกสักสองตัว น่าจะ…ไม่มีปัญหาอะไรแล้วกระมัง ?”
ตอนที่คอกกระต่ายของเจ้าหนูน้อยสร้างเสร็จก็มีข่าวเรื่องการทำลายรังโจรภูเขาสำเร็จ ใครจะไปคาดคิดว่า หมู่บ้านทรุดโทรมบนหุบเขาจะเป็นที่ซ่องสุมของพวกโจรมือฉมัง ? พูดกันว่าเมื่อสตรีในหมู่บ้านนั้นหันมาจับดาบก็ดุดันยิ่งกว่าบุรุษเสียอีก แม้แต่เด็กน้อยก็ยังสามารถทำร้ายขาของเจ้าหน้าที่ทางการซึ่งไม่ทันระวังได้เลย…
ในถ้ำที่ห่างออกไปไม่ไกลจากหมู่บ้านแห่งนั้นได้ซุกซ่อนทรัพย์สมบัติที่พวกโจรภูเขาปล้นชิงมามากมายและยังมีข้าวสารที่พวกพ่อค้าหาซื้อส่งให้ที่ว่าการอำเภอด้วย ตามการตรวจสอบแล้วพบว่ามีโจรแฝงอยู่ในทุกสายอาชีพของอำเภอหนิงซี รวมถึงหัวหน้างานในที่ว่าการอำเภอคนหนึ่งด้วย…มีคนวงในอยู่นี่เอง เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเวลาออกไปทำลายรังโจรถึงได้ล้มเหลวทุกที !
หลังกำจัดโจรภูเขาได้แล้ว ชาวบ้านหนิงซีก็ปรบมือชื่นชมดังสนั่น เพราะโจรภูเขาพวกนี้ไม่เพียงปล้นทรัพย์สินของพ่อค้าเท่านั้น แม้แต่หมู่บ้านที่อยู่รอบๆ ก็ยังไม่ปล่อยไปด้วย โดยเฉพาะภัยแล้งเมื่อสองปีก่อน มีข้าวสารบรรเทาทุกข์ที่ทางการแจกของบางหมู่บ้านถูกขโมยไป ทำให้ผู้คนต้องอดตายเป็นจำนวนมาก ในมือของโจรภูเขาพวกนี้มีชีวิตผู้บริสุทธิ์อยู่แทบทั้งสิ้น ส่งตัวไปทำงานหนักที่บ่อเกลือ ถือว่าทำให้พวกมันสบายเกินไปด้วยซ้ำ !
คราวนี้นายอำเภอเป็นคนริเริ่มความคิดในการปราบปราม เขาร่วมมือกับกองทหารรักษาการณ์เมืองหนิงซี รังโจรก็เป็นท่านนายอำเภอที่พบก่อน พวกชาวบ้านต่างพูดว่านายอำเภอกำจัดภัยร้ายให้ราษฎร ! ชื่อเสียงของนายอำเภอจึงเริ่มโด่งดังขึ้นในเขตอำเภอหนิงซี ! คำสั่งของเขาก็ค่อยๆได้รับการยอมรับและปฏิบัติตามอย่างราบรื่น
โดยเฉพาะเรื่องแผ้วถางที่ดิน ตอนแรกพวกชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือกันสักคน แต่ตอนนี้เริ่มถางพื้นที่รกร้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่หมู่บ้านคนบาป
เฉินหยุนออกเช้ากลับดึกทุกวันและเขามักจะต้องผ่านแปลงปลูกข้าวโพดของภรรยานายอำเภอคนปัจจุบันทั้งสิ้น อำเภอหนิงซีฝนน้อยพายุทรายเยอะ หนึ่งเดือนที่ผ่านมามีฝนห่าเดียวในตอนที่เพิ่งหว่านข้าวโพดเสร็จเท่านั้น แต่เมล็ดข้าวโพดของท่านภรรยานายอำเภอกลับมีใบเขียวสด ลำต้นหนาอวบจนมองไม่ออกว่ากำลังปลูกอยู่ในดินทราย
นายอำเภอบอกว่าใครเป็นคนบุกเบิก ที่ดินก็จะเป็นของคนนั้นและภายในสามปีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษีที่ดิน เมื่อเป็นเช่นนี้คนในหมู่บ้านคนบาปก็จะได้มีที่ดินเป็นของตัวเองเช่นกัน ! นอกจากซ่อมคลองแล้ว นายอำเภอยังคิดจะขุดอ่างเก็บน้ำด้วย ที่ดินของฝูเหรินอยู่ใกล้หมู่บ้านคนบาป นายอำเภอรักใคร่ภรรยา ดังนั้นอ่างเก็บน้ำนี้จะต้องสร้างให้ภรรยาสะดวกใช้และอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านคนบาปแน่นอน ! ทุกอย่างเอื้ออำนวยขนาดนี้แล้วเหตุใดพวกเขาถึงจะไม่แผ้วถางที่ดินบ้างเล่า ?
หมู่บ้านคนบาปไม่มีผู้ใหญ่บ้าน แต่ในหมู่บ้านตะวันออกและตะวันตกก็ถือว่ามีไม่กี่ครัวเรือนที่จะเป็นผู้นำได้บ้าง ในเย็นวันหนึ่งเฉินหยุนเรียกครอบครัวไม่กี่หลังในหมู่บ้านคนบาปมารวมตัวกันแล้วเล่าเรื่องแผ้วถางที่ให้ทุกคนฟัง ก่อนจะตัดสินใจในวันนั้นเลย…ทุกอย่างเอื้ออำนวย มาลงมือกันเถิด !
คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคนบาปล้วนออกไปเป็นแรงงานช่วยซ่อมแซมคลอง พวกผู้หญิงในหมู่บ้านจึงพาเด็กๆออกไปแผ้วถางที่ดินด้วยความยากลำบาก พวกนางเลียนแบบวิธีของภรรยานายอำเภอคือถางหญ้าในที่ดินก่อน จากนั้นค่อยเผาแล้วพรวนดินฝังกลบ
งานยากที่สุดในการถางที่ดินคือการพรวนดิน แม้ว่าจะเป็นแรงของผู้ชาย แต่อย่างมากสุดก็พรวนได้วันละหนึ่งถึงสองหมู่เท่านั้น แล้วนับประสาอะไรกับผู้หญิงที่อ่อนแอ ?
พอหลินเว่ยเว่ยเห็นแบบนั้นแล้วก็ชื่นชมในความกล้าที่จะดิ้นรนพลิกชะตาชีวิตของชาวหมู่บ้านคนบาป นางจึงพูดกับชายชราที่เลี้ยงวัวอยู่ว่า “วัวในคอกเรายังว่างงานอยู่ ถ้าอย่างไรเอาออกไปปล่อยเช่าให้พวกชาวบ้านไถพรวนที่ดินกันเถิด…”
เฉินเหล่าฮั่น ท่านปู่ของเฉินหยุนถอนหายใจ “ฝูเหริน ไฉนเลยในมือของพวกชาวบ้านจะมีเงินมาเช่าสัตว์ทุ่นแรงขอรับ…”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “ไม่มีเงินก็ลงบัญชีไว้ก่อนได้ พอเก็บเกี่ยวในปีหน้าแล้วค่อยใช้พวกข้าวสารอาหารแห้งคืนมา ! เช่าวัวหนึ่งตัวต่อหนึ่งวันจ่ายเป็นธัญพืชหยาบ2ชั่ง ท่านปู่เฉิน ท่านเขียนอักษรเป็นใช่หรือไม่ ? ถ้าอย่างไรเรื่องเช่าวัวคงต้องรบกวนท่านแล้ว !”
ตอนที่ 612: แลกกับป้ายทองอาญาสิทธิ์เว้นโทษตาย?
ตอนนี้คนในสกุลเฉินมีบุตรชายของเฉินเหล่าฮั่นกับหลานชายอีกสองคน จึงนับเป็นแรงงานสามคน บุตรชาย หลานชายคนโตและเฉินหยุนหลานชายคนเล็กล้วนไปทำงานซ่อมแซมคลองของทางการในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนยังต้องใช้เวลามาแผ้วถางที่ดินอีก2ชั่วยาม หากไม่เช่าสัตว์ทุ่นแรง พื้นที่รกร้างไม่กี่หมู่นั้นก็ต้องบุกเบิกไม่เสร็จก่อนฤดูหนาวแน่นอน !
หลังครุ่นคิดแล้วเฉินเหล่าฮั่นก็กัดฟันยอมเช่าวัว ! ธัญพืชหยาบวันละ2ชั่ง เช่าสิบวันถึงครึ่งเดือนก็ต้องใช้ธัญพืชหยาบแค่ไม่กี่สิบชั่ง สามปีหลังจากนี้ไม่ต้องจ่ายภาษีอีกด้วย แล้วยังจ่ายคืนไม่ไหวอีกหรือ ?
บ้านของเฉินเหล่าฮั่นถางที่ดินทั้งหมด10หมู่ บุตรชายและหลานชายคนโตลาหยุดสองวัน หลังเช่าวัว2ตัวมาจากภรรยานายอำเภอแล้วก็ใช้คันไถล้อคู่พรวนดินในไร่ ภายใต้การแนะนำของหลินเว่ยเว่ยคือในที่ดิน10หมู่ให้แบ่งมาปลูกผักกาดขาว3หมู่ หัวไชเท้า2หมู่…พอฤดูหนาวมาถึง แม้ยังเป็นต้นอ่อนของผักกาดขาวหรือหัวไชเท้าก็ยังช่วยประหยัดอาหารได้มาก…
หลังปลูกข้าวโพดแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เปิดพื้นที่ดินดำเพิ่มอีก100กว่าหมู่เพื่อปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวลงไป
เป็นอย่างที่เฉินหยุนคาดไว้ว่าอ่างเก็บน้ำถูกขุดใกล้ที่ดินของหลินเว่ยเว่ยและยังอยู่ใกล้หมู่บ้านคนบาปฝั่งตะวันออกด้วย หลินเว่ยเว่ยใช้โอกาสนี้แผ้วถางที่ดินรกร้างใกล้อ่างเก็บน้ำ เพื่อเตรียมไว้ลองปลูกข้าวขาวในปีหน้า…นางเป็นมารดาแห่งข้าว ดังนั้นต้องรีบลงมือหน่อย !
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไป ฤดูหนาวมาเยือน ขณะที่อ่างเก็บน้ำบริเวณใกล้หมู่บ้านคนบาปกำลังจะสร้างเสร็จ ข้าวโพดเกือบหนึ่งพันหมู่ที่หลินเว่ยเว่ยปลูกไว้ก็เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว พวกหมู่บ้านหลายแห่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียงล้วนมองดูฝักข้าวโพดที่อวบและยาวด้วยแววตาอิจฉาริษยาและตื่นเต้น…
อิจฉาริษยาที่ผลผลิตข้าวโพดได้ออกมาสูงถึงขนาดนี้ พื้นที่นับพันหมู่ผลิตอาหารออกมาได้ตั้งเท่าไร ! ถ้าเป็นพวกตน ชาติหนึ่งก็ยังกินไม่หมด ! อย่างน้อยผลผลิตในหนึ่งหมู่ก็น่าจะมีถึงสี่ร้อยห้าร้อยชั่งได้กระมัง ? พวกเขาไม่เคยเห็นพืชผลที่ให้ผลผลิตสูงขนาดนี้มาก่อน !
ส่วนเรื่องที่ตื่นเต้นคือท่านฝูเหรินนายอำเภอบอกว่าต่อไปข้าวโพดพวกนี้จะถูกแบ่งขายเมล็ดพันธุ์ หากบ้านไหนสถานการณ์ยากลำบากจริงๆ ก็ลงบัญชีไว้ก่อนได้ หลังจากเก็บเกี่ยวในปีหน้าเสร็จแล้วค่อยเอามาคืนเป็นธัญพืชหยาบ !
นี่คือผลผลิตของที่ดินเพิ่งบุกเบิก ถ้าเป็นพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ผลผลิตจะต้องสูงกว่าเดิมแน่นอน ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรอบๆ ต่างพากันมาเป็นแรงงานชั่วคราว พอรู้ว่าในหนึ่งไร่ไม่จำเป็นต้องใช้เมล็ดข้าวโพดมากสักเท่าไร พวกเขาก็คิดว่าใช้ธัญพืชหยาบไม่กี่ชั่งสำหรับได้ผลผลิตหลายร้อยชั่งก็ช่างคุ้มค่า…เหมือนพวกเขาจะเห็นภาพที่ตัวเองได้กลิ้งอยู่บนกองธัญพืชหยาบอย่างสนุกสนานแล้วด้วย
ภรรยานายอำเภอเป็นพระโพธิสัตว์เดินดินอย่างแท้จริง เอาเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงมาด้วย แต่ไม่เก็บไว้ใช้คนเดียว ยังยอมแบ่งให้พวกเขา! เมื่อมีเมล็ดพันธุ์เช่นนี้แล้ว ต่อไปพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง!
ตอนเก็บเกี่ยวข้าวโพด หลินเว่ยเว่ยพบว่านอกจากคนงานชั่วคราวที่นางจ้างแล้ว ยังมีคนแปลกหน้าอีกไม่น้อย หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วทันที…หรือจะมาเพื่อแย่งธัญพืชหยาบ ?
หลีชิงพาทหารองครักษ์ตำหนักหมินอ๋องสองสามนายไปจับชาวบ้านคนหนึ่งมาสอบถาม จึงได้รู้ว่าคนพวกนี้อาสามาช่วยงาน เพราะหวังว่าจะได้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของภรรยานายอำเภอและผู้ดูแลหลิว จากนั้นตอนต้นฤดูใบไม้ผลิจะได้มีเมล็ดพันธุ์ของพวกตนด้วย…
เมื่อมีคนพวกนี้แล้ว ข้าวโพดพันหมู่ของหลินเว่ยเว่ยก็เก็บเกี่ยวไปได้อย่างราบรื่น ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีสภาพอากาศร้อนจัด มันมีประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือธัญพืชตากแล้วแห้งเร็ว ซ้ำยังไม่ต้องกังวลว่าจะขึ้นรา…
เพราะตอนเก็บเกี่ยวข้าวโพดมีชาวบ้านอาสาช่วยงาน ฝูเหรินนายอำเภอจึงให้คนจดชื่อแซ่กับหมู่บ้านของพวกเขาไว้และถามว่าคิดจะปลูกข้าวโพดกี่หมู่ ด้วยเหตุนี้ตอนแกะเมล็ดข้าวโพดจึงมีพวกสาวๆป้าๆ และหญิงชราจากหมู่บ้านข้างเคียงมาแสดงตัวว่าอยากช่วยทำงาน
หลินเว่ยเว่ยคัดข้าวโพดพิเศษมา5หมู่ หลังจากข้าวโพดแต่ละหมู่ถูกเก็บมาแล้วก็จะแบ่งกองกันไว้ คนมาช่วยงานเยอะจึงแกะเสร็จในวันเดียว เมื่อนำตราชั่งใหญ่มาชั่งแล้วพบว่าหนึ่งหมู่จะได้ผลผลิตอยู่ที่500ชั่ง ต้องทราบก่อนว่าในภาคตะวันตกเฉียงเหนือถ้าได้200ชั่งก็ถือว่าเป็นผลผลิตที่สูงมากแล้ว !
ข่าวแพร่ไปทั่วอำเภอหนิงซี คนที่มาช่วยงานจึงมีมากกว่าเดิม ! ข้าวโพดที่ถูกเก็บกลับมา ไม่จำเป็นต้องใช้คนงานชั่วคราวแล้ว หลังทุกอย่างเสร็จแล้วก็ลากเข้าเก็บไว้ในคลังของที่ว่าการอำเภอและมีผู้คุ้มกันของทางการคอยเฝ้า…นี่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงซึ่งเป็นความหวังอันไร้ขีดจำกัดของอำเภอหนิงซี ดังนั้นความรับผิดชอบจึงหนักอึ้งทันที !
หลังจากหมินอ๋องรบชนะหนึ่งสนามศึกกลับมาแล้วก็ขอลาหยุดสองสามวันเพื่อมาขอคำชมจากหมินหวางเฟย…หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ชาวหุยเหอก็เริ่มทำตัวไม่ดี ภายในหนึ่งเดือนกองทัพทั้งสองจึงทำศึกกันไม่น้อยกว่า5รอบแล้ว
หลินเว่ยเว่ยได้ยินฟู่หวางคุยโวว่าพระองค์รบเก่งขนาดไหน จึง.อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ฟู่หวาง เหตุใดพระองค์ถึงไม่กำราบพวกมันในคราเดียวเลยล่ะเพคะ ?”
หมินอ๋องเบิกดวงเนตรกว้างในทันที “หากทำพวกมันขลาดกลัวภายในสนามเดียว แล้วจะใช้พวกมันมาฝึกทหารของเราได้อย่างไร ? พวกหุยเหอก็มีประโยชน์ที่ตรงนี้ ! จริงสิ พ่อได้ยินว่าเจ้าทำการเกษตรได้ร้ายกาจมาก พื้นที่หนึ่งหมู่ได้ผลผลิตถึง500ชั่ง เป็นเรื่องจริงหรือ ? จำนวนนี้คงไม่ได้คุยโวขึ้นมาหรอกกระมัง ?”
หลินเว่ยเว่ยแยกเขี้ยวใส่ “ฟู่หวาง ในสายพระเนตรเห็นลูกเป็นคนชอบคุยโวโอ้อวดหรือเพคะ ? ปลอมแปลงตัวเลขไม่ไหวหรอก มันคือความจริงสุดๆไปเลยเพคะ ! ปีนี้ฝนตกน้อย จำนวนนี้ยังถือว่าต่ำ ! พระองค์รอดูเถิด ปีหน้าลูกจะต้องทำให้ได้เกิน600ชั่งเลยเพคะ !!”
หมินอ๋องยกนิ้วหัวแม่มือให้นาง “มีความทะเยอทะยาน ! จริงสิ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นของเจ้าไม่ต้องขายแล้ว เก็บไว้ให้กองทัพดีกว่า พ่อเขียนฎีกาถึงฮ่องเต้แล้ว ขอพระองค์อนุญาตให้ค่ายทหารและครอบครัวทหารมาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ พอปัญหาปากท้องของคนในกองทัพคลี่คลายแล้ว มันก็จะช่วยบรรเทาแรงกดดันให้คลังหลวงไม่ใช่หรือ ?”
หมินหวางเฟยทอดพระเนตรนางเฝิงที่กำลังปักชุดกระโปรงให้ลูกสะใภ้ด้วยรอยยิ้ม หลังได้ยินแบบนั้นแล้ว นางก็เงยดวงพักตร์เพื่อทอดพระเนตรสวามี “กองทัพตั้งรกรากที่นี่ ? พระองค์ไม่กลัวฮ่องเต้หวาดระแวงหรือเพคะ ?”
หมินอ๋องแย้มพระสรวล “คราวนี้ข้ามาเพื่อคุมทหาร แต่จุดประสงค์หลักคือมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้ากับบุตรสาว และยังถือโอกาสฝึกทหารให้ฮ่องเต้ด้วย หลังรอให้บุตรเขยได้กลับเมืองหลวงแล้ว ข้าก็ค่อยคืนตราอาญาสิทธิ์เคลื่อนทัพแล้วกลับไปมีชีวิตรุ่งเรืองที่เมืองหลวง ! ส่วนเรื่องให้ทหารมาตั้งรกรากและทำนา ก็แค่ทำแทนฮ่องเต้เท่านั้น ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองสักหน่อย ขุนนางดีๆที่ยอมทำงานหนักและไม่ยึดติดกับอำนาจอย่างข้า แม้พระองค์จะจุดตะเกียงตามหาก็ยังหาคนที่สองได้ยากยิ่ง ! ระแวงก็ระแวงไปสิ อย่างมากสุดก็วางอาวุธแล้วไปทำนา ชีวิตที่มีภรรยาและลูกๆอยู่ด้วยก็ดีจะตายไป !”
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “รอให้ลูกปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ให้ผลผลิต1พันชั่งต่อหมู่ขึ้นมาได้เมื่อใด ลูกจะใช้มันแลกกับป้ายทองอาญาสิทธิ์เว้นโทษตาย ! พอถึงเวลานั้นขอแค่ตระกูลเราไม่คิดกบฏ ก็รักษาความปลอดภัยให้วงศ์ตระกูลได้แล้วเพคะ !”
หมินอ๋องแย้มพระสรวลดังลั่น “เจ้าคุยโวไปเถิด ! 1พันชั่งต่อหมู่ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่กล้าคิด !”
“ความฝันจำเป็นต้องมี ถ้ามันสำเร็จขึ้นมาล่ะเพคะ ?” ชาติก่อน ข้าวโพดมีผลผลิต1พันชั่งได้อย่างไร ? พอนึกถึงปุ๋ยและเทคโนโลยีที่เวลานี้เทียบไม่ติดแล้ว นางต้องคิดทำให้ได้ ! นางไม่เพียงจะปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเท่านั้น แต่ข้าวสาลีและข้าวขาวก็ยังจะปรับปรุงด้วยเช่นกัน ด้วยความเชี่ยวชาญของนางและตัวโกงอย่างน้ำพุวิญญาณแล้ว ความฝันของนางจะต้องเป็นจริงแน่นอน !
ทางฝั่งที่ว่าการอำเภอ หย่งโจวจือโจว (ขุนนางขั้นห้า) มากดดันเจียงโม่หาน “นายอำเภอเจียง เจ้าได้เมล็ดพันธุ์ดีๆมา แต่กลับซ่อนเอาไว้ใช้เอง มันจะดูผิดธรรมเนียมเกินไปหน่อยกระมัง !”
อำเภอหนิงซีขึ้นตรงกับเมืองหย่งโจว เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้านายแล้ว เจียงโม่หานก็ไม่ทำตัวต้อยต่ำหรือสูงศักดิ์แต่อย่างใด เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบาย “ข้าน้อยไม่เข้าใจเรื่องที่หยางจือโจวกำลังพูดถึงขอรับ !”
หยางจือโจววางถ้วยชาในมือลงแล้วมองเขาพร้อมรอยยิ้มคลุมเครือ “นายอำเภอเจียงคงไม่ได้จะบอกว่าไม่ทราบเรื่องที่ภรรยาของเจ้าบุกเบิกที่ดินปลูกข้าวโพดแล้วได้ผลผลิตมาเท่าไรหรอกกระมัง ?”
ตอนที่ 613: เด็กน้อย ดูสิว่าเจ้าจะหาข้ออ้างอย่างไร
“หยางจือโจว ท่านเองก็พูดว่านั่นเป็นที่ดินซึ่งภรรยาของข้าน้อยบุกเบิกเพื่อหาเงินเล็กๆน้อยๆ แม้ข้าน้อยจะมีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องเอาทรัพย์สินภรรยามาเป็นของตัวเอง…” ความหมายของเจียงโม่หานก็ประมาณว่าเมล็ดข้าวโพดนี้ได้มาจากงานอดิเรกของภรรยา ดังนั้นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด
หยางจือโจวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “นายอำเภอเจียง ผู้มีอำนาจไม่พูดเป็นนัย ! ข้าจะขอซื้อเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้ !”
“ท่านอยากซื้อ ข้าก็ต้องขายให้งั้นหรือ ! ในฐานะขุนนางของราชสำนักแล้ว หยางจือโจวคงไม่อยากฝ่าฝืนกฎหมาย ทำเรื่องบีบบังคับให้ค้าขายหรอกกระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยถือขนมที่เพิ่งอบใหม่เข้ามา เดิมทีขนมพวกนี้จะใช้ต้อนรับแขก แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว แม้จะต้องเอาไปให้เจ้าดำ นางก็ไม่มีทางยกให้ขุนนางปากสุนัขกินแน่นอน !
หยางจือโจวพูดด้วยท่าทางสง่างาม “ข้าเหมาซื้อเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อราษฎรในหย่งโจว…”
“บังเอิญเสียจริง ! เมล็ดข้าวโพดพวกนี้ข้าก็ไม่ได้คิดจะเก็บไว้ใช้เอง ทั้งหมดนี้จะถูกยกให้ราษฎรในอำเภอหนิงซี ผู้ดูแลหลิว เอาบัญชีจองเมล็ดพันธุ์ของพวกเราให้หยางจือโจวดู…” หางตาของหลินเว่ยเว่ยเห็นหลิวว่ายจื่อเดินเข้ามาจากข้างนอกพอดี นางจึงออกคำสั่งกับเขาทันที
เจียงโม่หานเห็นหยางจือโจวดูอารมณ์เสีย จึงพูดว่า “ภายในอำเภอหนิงซีกำลังแผ้วถางที่ดินเพาะปลูก ข้าน้อยได้ส่งม้าเร็วไปถึงเมืองหลวงแล้ว เชื่อว่าภายในอีกไม่กี่วันต้องมีพระราชโองการลงมาแน่”
“ถ้าเช่นนั้น…ก็ดี !” หยางจือโจวแอบกัดฟันแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปทันที
หลินเว่ยเว่ยพูดกับเจียงโม่หานว่า “หยางจือโจวมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร เหตุใดจึงกล้าพุ่งเป้ามาที่ข้า !”
เจียงโม่หานหัวเราะอย่างเย็นชา “ตั๊กแตนในฤดูใบไม้ร่วง กระโดดได้อีกไม่กี่วันหรอก ! เว่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องโมโห การมาอารมณ์เสียเพราะคนแบบนี้ช่างไม่คุ้มค่าเลย !”
ชาติก่อน เขาดึงขุนนางระดับสูงลงสู่ดินด้วยมือตัวเอง ในบรรดาผู้ที่โดนหางเลขก็มีหยางจื้อปินอยู่ด้วย หยางจื้อปินคือชื่อของหยางจือโจว ในเวลานั้นหยางจื้อปินได้เป็นเจ้าเมือง (ขุนนางขั้น4) แล้ว
สำหรับคนผู้นี้ ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยมานานแล้วเช่นกัน ดังนั้นก็เอาหยางจื้อปินผู้นี้มาเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ถวายแด่ฮ่องเต้ดีกว่า !
ขณะมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังก้มดูบัญชีด้วยความปวดใจ เจียงโม่หานก็ยิ้มออก…นับตั้งแต่มาที่หนิงซี แผ้วถางที่ดิน หว่านเมล็ดพันธุ์ เก็บเกี่ยวหรือจะเป็นการสร้างคอกวัว คอกหมู คอกกระต่าย…เงินไหลออกเป็นสายน้ำ เมล็ดข้าวโพดให้ผลผลิตสูง สามารถขายออกได้ในราคาสูง แต่นางเลือกเก็บไว้ให้ราษฎรในอำเภอหนิงซี สามารถพูดได้ว่านับตั้งแต่มาถึงหนิงซี นางไม่มีรายได้เข้าเลยสักอีแปะ เด็กหน้าเงินตัวน้อยจะไม่ปวดใจก็คงแปลก
พูดถึงข้าวโพดให้ผลผลิตสูง เจียงโม่หานก็นึกถึงข้าวสาลีฤดูหนาวหลักร้อยกว่าหมู่ของภรรยา จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ฝูเหริน ข้าวสาลีที่เจ้าปลูกนั้นคงไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงเหมือนกันหรอกกระมัง ?”
“ไม่ใช่หรอก ! ก็แค่เมล็ดข้าวสาลีที่ซื้อได้ตามตัวเมือง ถ้าดูแลดีๆก็น่าจะได้ผลผลิตหมู่ละ200-300ชั่งได้กระมัง ? เพราะบุกเบิกที่ดินเป็นปีแรก สารอาหารในดินก็ยังไม่อุดมสมบูรณ์…” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความเศร้าใจเล็กน้อย นางไม่ได้ไร้สมองเสียหน่อย สิ่งที่ทำอยู่ก็สะดุดตามากแล้ว ถ้ายังเอาเมล็ดข้าวสาลีจากมิติน้ำพุวิญญาณมาปลูกอีก…คนอื่นคงมองนางเป็นปิศาจแน่ !
ข้าวสาลีฤดูหนาวร้อยกว่าหมู่นี้ นางแค่รดน้ำพุวิญญาณลงไปครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อปรับให้เมล็ดข้าวสาลีต้านโรคและศัตรูพืชได้ ส่วนด้านปริมาณของผลผลิต อย่าไปพูดถึงจะดีกว่า !
เจียงโม่หาน “…”
นางเข้าใจในปริมาณผลผลิต ‘ทั่วไป’ ผิดหรือเปล่า ? ข้าวสาลีที่ไม่เคยได้ผลผลิตเกิน200ชั่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แต่นางปลูกออกมาได้200-300ชั่ง แล้วยังพูดว่าไม่สูงอีก ? เอาเถิด รอให้ฤดูร้อนของปีหน้ามาถึงแล้ว เขาค่อยคิดหาวิธีปกปิดให้นางแล้วกัน ผู้ที่มีเจตนาร้ายจะได้ไม่พุ่งเป้ามาที่นาง
หลังเข้าสู่ฤดูหนาว ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็ได้พักสักที แม้คอกเลี้ยงสัตว์จะสร้างเสร็จแล้วแต่ตอนนี้ยังมีเพียงวัว20ตัวและลูกวัวน้อย3ตัวที่เพิ่งคลอดออกมาเท่านั้น แต่คอกกระต่ายของเจ้าหนูน้อยกลับมีลูกกระต่ายหลายครอกแล้ว ทำให้นางต้องจับกระต่ายที่โตเต็มวัยแล้วมาทำเป็นกระต่ายเส้น !
หยาเอ๋อร์ฝึกงานกับนางได้สองสามเดือนแล้วจึงมีคุณสมบัติของหลงจู๊หญิง หยาเอ๋อร์เข้าไปหาหลินเว่ยเว่ยเพื่อบอกว่าตนอยากเปิดร้านขายเมล็ดคั่ว ยังเหลือเวลาอีกสองเดือนก็จะปีใหม่แล้วจึงเป็นเวลาที่จะขายเมล็ดคั่วได้ปริมาณสูงพอดีจึงไม่อยากพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้ไป !
หลินเว่ยเว่ยนึกถึงกระเป๋าเงินที่แห้งเหี่ยวของตน คิดว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไม่ได้แล้ว ! นางส่งจดหมายถึงหลิวเอ้อร์ล่ายเพื่อให้เขาหาซื้อเมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตง ถั่วลิสงและเมล็ดสน จากนั้นก็ขนส่งมาทางเรือ ส่วนคอกเลี้ยงสัตว์ที่สร้างเสร็จแล้วก็ถูกนางยืมมาใช้ชั่วคราวเพื่อทำเป็นสถานที่แปรรูปพวกเมล็ดคั่วต่างๆ
ผ่านไปไม่นาน ทำเลดีที่สุดในอำเภอหนิงซีก็มีร้านเมล็ดคั่วเปิดขึ้น นามว่า ‘ร้านเมล็ดคั่วหนิงซี’ ด้านในมีเมล็ดแตงหลากรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นรสห้าเครื่องเทศ รสนม รสสมุนไพรทั้งสิบสามชนิด รสถั่วสมอง รสคาราเมล…นอกจากถั่วลิสงคั่วธรรมดาแล้วก็ยังมีถั่วลิสงห้าเครื่องเทศ ถั่วลิสงชุบแป้งทอด ถั่วลิสงรสประหลาดและอื่นๆอีกมากมาย
สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจที่สุดคือเมล็ดสนคั่วในร้านนี้เพราะมันเป็นแบบปากอ้า แค่บิเล็กน้อยก็ได้กินเมล็ดสนอันหอมหวนแล้ว…พูดกันว่าวิธีคั่วแบบนี้มาจากเขตเริ่นอัน !
ผ่านไปไม่นานร้านเมล็ดคั่วก็มีสินค้าใหม่เข้ามา…กระต่ายเส้นรสห้าเครื่องเทศหรือรสหม่าล่าก็มีทั้งสิ้น เนื่องจากรสชาติดีมากจึงเป็นที่นิยมของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในอำเภอหนิงซี ก่อนวันปีใหม่ก็ถึงขั้นมี ‘ภาพ’ คนมาเข้าแถวซื้อเนื้อกระต่ายเส้นที่หน้าร้านเมล็ดคั่วตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เจ้าหนูน้อยที่กลับมาจากสำนักศึกษาแล้วหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กของตนขึ้นมาดู และนับรายได้ที่เข้ามาในเดือนนี้กับเสี่ยวร่างอย่างมีความสุข…ได้ถึง500ตำลึง !
แม่ทัพหลินมองบุตรชายคนเล็กนับตั๋วแลกเงินรอบแล้วรอบเล่า หน้าตามีความสุขนั้นเหมือนหนูที่ไปขโมยน้ำมันมาไม่มีผิด บุตรชายคนโตพูดอย่างไม่สบอารมณ์อยู่ด้านข้าง “น้องสี่กลายเป็นคนหน้าเงินอันดับสองของบ้านเราแล้ว !”
“แล้วอันดับหนึ่งคือใคร ?” แม่ทัพหลินได้หยุดพักสองวัน สนามรบครั้งนี้เทพสงครามเป็นผู้นำทัพ ตอนนี้เขาจึงกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้ามภรรยาพลางคอยจับเส้นไหมพรมให้และมองนางพันเก็บเส้นไหมพรม
หลินจื่อเหยียนหันไปมองทางห้องนายอำเภอ “ยังจะเป็นใครได้อีก ? พี่รองไงเล่าขอรับ !”
“เจ้าตัวแสบ นินทาอะไรข้า ? ในปากเจ้าจะต้องไม่มีคำพูดดีๆออกมาแน่นอน ! ระวังข้าจะฟ้องพี่เขยรองให้เขาเพิ่มการบ้านเจ้าเยอะๆเลย !” หลินเว่ยเว่ยยกขนมที่เพิ่งอบใหม่เข้ามา หลังย่อตัวลงนั่งบนเตียงเตาแล้วนางก็หยิบกางเกงไหมพรมที่นางหวงถักได้ครึ่งหนึ่งขึ้นมาถักต่ออย่างรวดเร็ว
“พี่รอง พี่สามบอกว่าท่านหน้าเงิน !” ตัวขี้ฟ้องอย่างเจ้าหนูน้อยรีบทำหน้าที่ทันที เขาหันไปแลบลิ้นใส่พี่สาม จากนั้นก็กลับมายัดตั๋วแลกเงินของตนใส่อ้อมแขนของหลินเว่ยเว่ย “พี่รอง เงินพวกนี้ให้ท่าน !”
หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดให้เงินข้า ? ให้ข้าเก็บแทนเจ้าเพื่อเอาไว้แต่งภรรยาในวันหน้าหรอกหรือ ?”
แม่ทัพหลินพูดด้วยรอยยิ้ม “เงินแต่งภรรยาของเจ้าสามกับเจ้าสี่ พ่อเก็บให้พวกเขาแล้ว ! เงินที่พวกเจ้าหามาก็เก็บไว้ให้ตัวเองใช้เถิด ไม่ต้องประหยัดหรอก !”
เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “แต่งภรรยายังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับข้าขอรับ ! พี่รอง ช่วงหลายเดือนมานี้ ท่านไม่ได้ใช้เงินเป็นเทน้ำเทท่าหรอกหรือ เมล็ดข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวมาได้ก็ให้พวกชาวบ้านไปหมด…เงินในมือยังมีพอใช้อยู่หรือไม่ ? ถ้าไม่พอ ข้ามี !”
ตอนที่ 614: ช่างเป็นภาระอันแสนหวาน
หลินเว่ยเว่ยดึงเจ้าหนูน้อยเข้ามากอด “เหตุใดน้องสี่ของบ้านเราถึงเอาใส่ใจผู้อื่นขนาดนี้ ! ข้ารักเจ้ามากเลย !”
เจ้าหนูน้อยดิ้นออกจากอ้อมแขนของพี่รองแล้วพูดด้วยสีหน้าแดงก่ำ “พี่รอง ข้าโตแล้ว ท่านจะเข้ามากอดแล้วกอดอีกเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้แล้วนะ !”
“จริงสิ เจ้าหนูน้อยของพวกเราเป็นหนุ่มน้อยแล้ว รู้จักหาเงินให้พี่สาวใช้แล้วด้วย ! ต่อไปพี่รองคนนี้จะสนับสนุนเจ้าเอง !” หลินเว่ยเว่ยยังเข้าไปลูบใบหน้ารูปไข่ของเจ้าหนูน้อยอีกรอบ…นางอยากจะหอมแก้มด้วยซ้ำ !
เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าจะเลี้ยงกระต่ายให้มากกว่าเดิมแล้วเอาเงินที่หามาได้ให้พี่รองใช้อีก วันหน้าข้าจะสอบเป็นจอหงวนและร้ายกาจกว่าพี่เขยรองด้วย ทำให้เขาไม่กล้ารังแกข้า !”
“คุยโวไปเถิดเจ้าน่ะ !” หลินจื่อเหยียนไม่คิดว่าเจ้าหนูน้อยจะเหนือกว่าพี่เขยรองได้…เจ้าตัวแสบแค่พูดไม่กี่คำก็ทำให้พี่รองมีความสุขได้แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วทำให้ดูเป็นเรื่องใหญ่โต “วันหน้าน้องชายทั้งสองทางบ้านมารดาของข้าจะเป็นขุนนาง ถ้าใครกล้ารังแกข้าก็จับมันมาโบยแล้วโยนเข้าคุกไปเลย !”
“ไอโหยว ! คึกคักกันเชียว !” หมินหวางเฟยและนางเฝิงเดินจูงมือกันเข้ามา หลังแม่ทัพหลินเห็นแบบนั้นแล้วก็วางเส้นไหมพรมลงและกวักมือเรียกบุตรชายคนโต ก่อนจะพากันเดินออกไป เจ้าหนูน้อยมองบิดาและพี่ชาย ก่อนจะหันมามองมารดาและพี่รองอีกครั้ง ท้ายที่สุดเขาก็อาศัยที่ตัวเองอายุยังน้อยขออยู่กินขนมต่ออย่างหน้าไม่อาย
หลินเว่ยเว่ยเชิญแม่สามีทั้งสองมานั่งที่เตียงเตา ส่วนตัวเองก็ออกไปยกขนมเข้ามาอีก2ถาด “หมู่เฟย แม่สามี ท่านแม่ ลองชิมสินค้าใหม่ที่ข้าจะวางขายในร้านเมล็ดคั่วเจ้าค่ะ…ถั่วลันเตาอบกรอบกับโมจิสอดไส้ (ลั่วหมี่ฉือ) !”
หมินหวางเฟยเหมือนกับเจียงโม่หานคือชอบกินขนมหวาน ก่อนอื่นนางหยิบโมจิไส้ถั่วขึ้นมา รสสัมผัสนุ่ม หอม หวาน อร่อยกำลังพอดี ถือว่าถูกปากนางสุดๆ “สิ่งนี้เป็นขนมไม่ใช่หรอกหรือ ? เว่ยเอ๋อร์เตรียมจะเปิดร้านขนมหวานที่หนิงซีอีกหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางส่ายหน้า “ถึงแม้อำเภอหนิงซีจะใหญ่ แต่รายได้ของชาวบ้านยังไม่เท่าอำเภอเป่าชิงเลยเพ.คะ ลูกยังไม่มีแผนจะเปิดร้านขนมหวานตอนนี้ แค่จะขายขนมเล็กๆน้อยๆในมุมหนึ่งของร้านเมล็ดคั่วเท่านั้นเพคะ โมจิที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวก็ยังมีไส้งาดำ ไส้ซานจาและไส้ถั่วแดงอีกด้วย โมจิย่อยยาก หมู่เฟยกเสวยได้อีกแค่ชิ้นเดียวเพคะ !”
พระหัตถ์ที่ยื่นออกไปของหมินหวางเฟยหยุดลงอย่างกะทันหัน นางหยิบไส้ถั่วแดงขึ้นมาแล้วกลอกดวงเนตรใส่อย่างแรง “ฟู่หวางของเจ้ายังไม่กล้าคุมแม่เลย แต่เจ้ากล้าคุมเข้มนัก !”
นางหวงกังวลว่าพระชายาจะโมโหหลินเว่ยเว่ย จึงรีบพูด “เว่ยเอ๋อร์ก็ทำไปเพราะพลานามัยของพระองค์ รอให้พระชายาหายดีแล้ว ถึงเวลานั้นอยากเสวยอะไรก็ได้หมด ไม่มีใครห้ามหรอกเพคะ”
“จะได้อย่างไรเจ้าคะ ! หมู่เฟยเสวยไปทั่วไม่ได้ ต้องทำให้สารอาหารมีความสมดุลเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก ในสายตานางคือหมินหวางเฟยเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่ง การควบคุมตัวเองแย่ยิ่งกว่าเจ้าหนูน้อย ถ้าตามพระทัยแล้ว ถึงแม้ร่างกายจะดีขนาดไหนก็พังเพราะน้ำมือของตนได้
นางเฝิงพูดด้วยรอยยิ้ม “เว่ยเอ๋อร์เป็นเด็กขี้กังวล เมื่อก่อนอยู่ฉือหลี่โกวก็คอยเป็นห่วงร่างกายของพี่สะใภ้หลิน พอถึงตำหนักหมินอ๋องก็ยังกังวลเรื่องพระวรกายของพระชายา แต่ถ้าไม่มีเว่ยเอ๋อร์คอยคุมพระชายา เรื่องพระพลานามัย จะฟื้นตัวเร็วได้ขนาดนี้หรือเพคะ ?”
“ยังเป็นน้าเฝิงที่เข้าใจข้าและรักข้าที่สุด !” หลินเว่ยเว่ยโอบกอดนางเฝิง ทำตัวสนิทสนมอย่างกับอะไรดี หมินหวางเฟยและนางหวงจึงอารมณ์เสียขึ้นมาทันที
หมินหวางเฟยคิดว่าโมจิในพระหัตถ์ไม่อร่อยอีกต่อไป นางแค่นสุรเสียงดัง ฮึฮึ “บุตรสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปเช่นกัน ! เพิ่งกลายเป็นคนบ้านสกุลเจียงได้ไม่เท่าไรก็พูดเข้าข้างแม่สามีแล้ว ? เด็กไม่มีหัวใจ แม่กับแม่แท้ๆไม่รักเจ้าหรือไร ?”
“ดังนั้น ชาติก่อนลูกจะต้องไปช่วยชีวิตราษฎรทั้ง9แคว้นไว้แน่นอน ชาตินี้ถึงได้มีมารดาที่รักลูกถึง3คน ! หมู่เฟยช่วยรักลูกอีกหน่อย ร่วมมือกับลูกอีกนิด รีบทำให้พระวรกายกลับมาเหมือนคนปกติและให้ลูกได้เพลิดเพลินกับความอบอุ่นและความรักของมารดาไปอีกนานๆเพ.คะ !” ถ้าพูดถึงเรื่องความปากหวานย่อมไม่มีใครสู้หลินเว่ยเว่ยได้
ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังเพลิดเพลินกับขนมและสนทนากับ ‘มารดา’ ทั้งสามอยู่บนเตียงเตา ฮ่องเต้หยวนชิงที่อยู่ในเมืองหลวงก็ยื่นฎีกาจากอำเภอหนิงซีให้องค์รัชทายาททอดพระเนตร “เจียงโม่หานเพิ่งไปอำเภอหนิงซีได้แค่ครึ่งปีก็สร้างผลงานมากมายขนาดนี้แล้ว รัชทายาท เจ้าคิดอย่างไร ?”
หลังอ่านฎีกาของเจียงโม่หานจบแล้ว องค์รัชทายาทก็ตรัสด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับฟู่หวงที่ได้โชคก้อนโตพ่ะย่ะค่ะ !”
ในสายพระเนตรขององค์รัชทายาทไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ้วถางที่ดินหรือซ่อมคลองในอำเภอหนิงซีก็เป็นเรื่องดีของแผ่นดิน อีกอย่างคือการซ่อมคลองในอำเภอหนิงซีไม่ได้ใช้เงินจากคลังอำเภอสักอีแปะเดียว ขุนนางดีๆเช่นนี้ หากมีเพิ่มอีกหลายคนหน่อย จะยังต้องกังวลว่าต้าเซี่ยไม่เจริญรุ่งเรืองอีกหรือ ?
“โชคก้อนโตอะไรกัน ! เจิ้นให้เจ้าดูจำนวนฎีกาที่เขาส่งมา ! !” ฮ่องเต้หยวนชิงจิบชาผลไม้เพื่อปกปิดความตื่นเต้นที่อยู่ในหทัย ถางที่ดินปีแรกก็ได้ผลผลิตข้าวโพด500ชั่งต่อหมู่แล้ว ซ้ำยังปลูกอยู่บนพื้นที่ดินทรายแห้งแล้งอีกด้วย ถ้าเปลี่ยนเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ปริมาณจะไม่ยิ่งสูงกว่าเดิมหรือ ? ถ้าขยายออกไปแล้ว ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่เผชิญกับปัญหาความอดอยากทุกปีก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกใช่หรือไม่ ?
ฎีกาชุดนี้ ช่างชูกรมคลังได้อ่านแล้วยังอดขมวดคิ้วไม่ได้…จอหงวนยังเยาว์วัยก็ต้องมีความทะเยอทะยานในการสร้างผลงานอยู่บ้าง แต่รายงานปริมาณผลผลิตเท็จมาเช่นนี้ก็ต้องรู้จักคิดบ้าง…นี่มันจะเกินจริงไปหน่อย !
องค์รัชทายาทเงียบไปสักพัก ก่อนจะตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนโยน “ทูลฟู่หวง เอ๋อร์เฉินคิดว่านายอำเภอเจียงไม่จำเป็นต้องรายงานปริมาณผลผลิตเท็จพ่ะย่ะค่ะ ! อีกอย่างคือในฎีกาก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นคนแผ้วถางที่เพาะปลูก นางโกหกเพื่อให้ผลผลิตสูงแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไรพ่ะย่ะค่ะ ?”
ผลประโยชน์อะไร ? แน่นอนว่าสร้างผลงานแทนสามีไงเล่า ! เรื่องนี้เจียงโม่หานอาจทำไม่ได้ แต่ด้วยความเลือดร้อนของสกุลจ้าวก็ไม่แน่ !
องค์ชายเจ็ดพลิกฎีกาไปมา ก่อนจะตรัสอย่างไม่ใส่พระทัย “ผลผลิตเป็นอย่างไรกันแน่ แค่ส่งคนไปสืบก็รู้แล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ? ฟู่หวง เอ๋อร์เฉินยินดีแบ่งเบาภาระนี้ให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ !”
“เจ้า ? อยากวิ่งออกไปให้ไวที่สุดกระมัง ! ในราชสำนักมีปัญหามากมายขนาดนี้ ไม่เห็นเจ้าจะเอามาใส่ใจ ?” ดวงเนตรคมกริบของฮ่องเต้หยวนชิงเชือดเฉือนองค์ชายเจ็ด แต่ในหทัยยังพอฝากความหวังได้อยู่ “เอาเถิด ! รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วเจ้าค่อยเดินทางไปตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่หว่านเมล็ดถึงตอนเก็บเกี่ยวต้องจับตาดูให้ดี หากได้ปริมาณนี้จริงๆ…ก็เป็นโชคของต้าเซี่ย !”
พระขนงขององค์ชายเจ็ดเริ่มขมวดเข้าหากัน…ยังต้องรอถึงปีหน้า ? เอาเถิด ได้ออกไปก็ดีกว่าอุดอู้อยู่ในเมืองหลวง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับพวกชอบหยั่งเชิงและคอยหาพรรคพวกทั้งในที่ลับและที่แจ้งเหล่านั้น ! อุตส่าห์ทำตัวเป็นองค์ชายเจ้าสำราญถึงขนาดนี้แล้ว ยังมีคนคอยสนับสนุนให้แย่งชิงบัลลังก์อยู่นั่น น่ารำคาญจะตาย !
ณ ที่ว่าการอำเภอหนิงซี ในห้องหนังสือของเจียงโม่หานมีหลินเว่ยเว่ยครองมุมหนึ่งของโต๊ะหนังสือเอาไว้ นางใช้พู่กันขนห่านเขียนและวาดภาพในสมุดส่วนตัว เจียงโม่หานที่ทำงานเสร็จแล้วก็เห็นนางกัดด้ามพู่กันพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างเหมือนเจอปัญหาใหญ่มา จึงถามด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไมหรือ ? มีปัญหาก็เล่ามาให้ข้าฟังเพื่อจะได้ช่วยเจ้าคิดหาทางแก้ไข”
หลินเว่ยเว่ยวางพู่กันในมือลง แล้วเงยหน้ามองเขา “บัณฑิตน้อย เจ้าทำงานของตัวเองเสร็จแล้วหรือ ?”
ตอนที่ 615: ชดเชยสิ่งที่ขาดหายในชาติก่อน
เจียงโม่หานลุกขึ้นแล้วอุ้มตัวนางออกจากเก้าอี้ จากนั้นยกนางมานั่งบนหน้าตักของตัวเอง หลังพลิกดูสมุดบันทึกแสนพิลึกของนางแล้วเขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “งานเล็กๆน้อยๆ ข้าให้ปลัดอำเภอกับพวกเจ้าหน้าที่ไปทำแล้ว เรื่องที่จำเป็นให้ข้าต้องทำก็มีการสร้างซุ้มประตูเชิดชูเกียรติและความคืบหน้าในการซ่อมแซมคลองเท่านั้น พอมีเมล็ดข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงของเจ้าแล้ว การสร้างระบบชลประทานของฝั่งข้าก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น ก่อนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า คูน้ำก็คงไปถึงหมู่บ้านคนบาปแล้ว”
หลินเว่ยเว่ยดีใจสุดๆ…หากเป็นเช่นนี้ ที่ดิน1,600หมู่ ณ ปัจจุบันนี้ของนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำแล้ว นางดีใจจนลืมตัว “เราสร้างเขื่อนกั้นน้ำหลายเขื่อนได้หรือไม่ ในเวลาปกติที่ไม่ขาดแคลนน้ำก็ปิดเอาไว้ พอถึงฤดูเพาะปลูกที่ต้องใช้น้ำก็ค่อยเปิด แน่นอนว่าสูบน้ำจากแม่น้ำสายย่อยต้าถงก็ต้องซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำไว้รองรับด้วย เพราะอย่างน้อยต้องเก็บน้ำให้ได้ในปริมาณที่ราษฎรหนิงซีเผชิญกับภัยแล้งขั้นรุนแรงในปีนั้น”
“เขื่อนกั้นน้ำ ?” เจียงโม่หานไม่ได้พูดแทรกนาง เพียงพลิกสมุดในมือไปยังหน้าที่ว่างแล้วใช้พู่กันขนห่านเขียนอักษรลงไป
หลินเว่ยเว่ยตกตะลึงในทันที หลังลังเลไปพักหนึ่งนางก็อธิบายโครงสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ตัวเองรู้…ให้เจียงโม่หานฟังทั้งหมด นางมองบัณฑิตน้อยถือสมุดไว้ด้วยมือข้างหนึ่งและใช้มืออีกข้างเขียนไปด้วย…ผ่านไปไม่นาน...ต้นแบบเขื่อนกั้นน้ำก็ถือกำเนิดขึ้นในมือของเขา
“บัณฑิตน้อย เจ้าร้ายกาจมาก !” นางก็เข้าใจเรื่องเขื่อนกั้นน้ำเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงว่าคำพูดแสนธรรมดาของนางจะถูกบัณฑิตน้อยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจนวาดภาพเขื่อนกั้นน้ำออกมาได้
เจียงโม่หานพูด “ในตำราโบราณก็บันทึกไว้ว่าคนสมัยก่อนเคยลองสร้างเขื่อนกั้นน้ำเช่นกัน แต่เครื่องไม้เครื่องมือไม่เอื้ออำนวย พอมี ‘ความคิดแสนวิเศษ’ ของเจ้าแล้วก็ช่วยชดเชยข้อบกพร่องของรุ่นก่อนได้มาก แต่…วัสดุก่อสร้างที่มีอยู่ตอนนี้ อาจจะต้านแรงกระแทกของน้ำไม่ได้ !”
“เราเทปูนกับ…” หลินเว่ยเว่ยอยากจะกัดลิ้นตัวเองในเวลานั้นทันที…บัณฑิตน้อยฉลาดถึงขนาดนี้ นางพูดของที่ไม่มีอยู่ในยุคนี้มากมาย เขาจะต้องสงสัยแน่นอน
“ปูน ?” เจียงโม่หานนิ่งไปสักพักเพื่อรอให้เด็กน้อยพูดต่อ…จบแล้ว ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นเจียงโม่หานมองมา จึงหัวเราะเสียงแห้ง “ปูนอะไร ? ข้าพูดหรือ ?”
“ปูนก็มีได้!” เจียงโม่หานเห็นท่าทางวิตกกังวลของนาง…คิดจะปกปิดตอนนี้มันจะไม่สายเกินไปหน่อยหรือ?
หลินเว่ยเว่ยเกาหน้าผาก…บัณฑิตน้อยผู้ชาญฉลาดจนแทบจะเป็นปิศาจคนนี้ เขาจะไม่ถามนางต่อหรือว่าไปรู้จักคำผิดแปลกมาจากที่ใด หรือหมายความว่าเขารู้ความลับในตัวนางอยู่แล้ว ? แปลกดี เหตุใดเขาถึงไม่ถาม ?
“เอาเถิด ปูนก็คือการใช้ซีเมนต์ ทราย หินและน้ำผสมเข้าด้วยกันตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น มันถูกนำมาใช้ในเวลาก่อสร้าง แข็งแรงยิ่งกว่าอิฐ ส่วนซีเมนต์ที่เอ่ยถึง ข้ารู้แค่ว่ามันทำมาจากหินปูน ดินเหนียวและแร่เหล็ก นำมาบดเป็นผงตามสัดส่วน ตัวซีเมนต์นี้จะมีคุณสมบัติเหนียวและทนทานมาก…” ความลับของหลินเว่ยเว่ยรั่วออกมาหมด ถึงแม้เขาถาม นางก็จะบอกว่ามีเซียนมาบอกในฝัน เขาจะทำอะไรนางได้ ?
เด็กน้อยที่หลอกคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย นอกจากนางก็คงหาคนที่สองไม่เจอแล้ว !
เจียงโม่หานบันทึกต่ออย่างละเอียด แล้ววันรุ่งขึ้นก็ไปหาช่างก่อสร้างอย่างลับๆ จากนั้นก็ให้แม่ทัพเฉาออกไปหาวัตถุดิบเหล่านี้มา แม้ว่าแม่ทัพเฉาจะรับปากแต่ก็เลี่ยงยากที่จะไม่ไปโอ้อวดกับหมินอ๋อง ‘ดูเถิด ธุระของบุตรเขยเจ้า แต่กลับไม่ไปหาเจ้า เขามาหาข้าแทน ดูท่าแล้วในใจของเขาจะเห็นข้าร้ายกาจกว่าพ่อตาอย่างเจ้า !’
หมินอ๋องกลับมาจากชายแดนด้วยความโมโหแล้วไปถามหาเหตุผลจากเจียงโม่หานทันที เจียงโม่หานตอบแค่สี่คำ ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ ก็ทำให้พระองค์สงบลงได้แล้ว ! ใช่สิ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือผลงานของพระองค์ก็อยู่เบื้องล่างเพียงคนผู้เดียว ถ้าแบกผลงานไว้บนบ่าอีก ชื่อเสียงในหมู่ราษฎรก็คงขึ้นไปถึงศีรษะฮ่องเต้ นี่ไม่ใช่เรื่องดี !
“ต้องยกให้ตาเฒ่าเฉานั่นแล้ว !” หมินอ๋องถามแผนการของเจียงโม่หานอย่างละเอียด ต่อมาสายพระเนตรเปี่ยมคำตำหนิก็กลายเป็นชื่นชมทันที…ไม่เลว เจ้าหนู ! สายตาของบุตรสาวดีจริงๆ !
หลังเข้าเดือนสิบสอง คลองสายหลักก็เกือบจะเสร็จแล้ว อีกทั้ง ‘สถาบันวิจัย’ ชั่วคราวที่ก่อตั้งโดยเจียงโม่หานก็ก้าวหน้าเช่นกัน เขาสร้างคอนกรีตบล็อกออกมาได้ มันแข็งแรงยิ่งกว่าอิฐ ต่อจากนั้นเขาก็ใช้ปูนซีเมนต์เชื่อมระหว่างคอนกรีตบล็อกซึ่งพังทลายได้ยาก…ด้วยเหตุนี้แผ่นดินต้าเซี่ยจึงมีวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อยๆ ต่อมาทางราชสำนักใช้วัสดุชนิดนี้สร้างกำแพงเมืองอย่างแพร่หลาย มันช่วยปรับปรุงความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองได้อย่างมาก แต่นี่ยังเป็นเรื่องในอนาคต !
เนื่องจากปูนไม่เหมาะกับการก่อสร้างในอุณหภูมิต่ำกว่า5องศาเซลเซียส ด้วยเหตุนี้หลังเข้าเดือนสิบสองแล้ว แรงงานกว่าครึ่งจึงได้หยุดยาวและกลับบ้านนานนับเดือน หลังฤดูใบไม้ผลิของปีหน้าแล้วที่ว่าการอำเภอยังเรียกเกณฑ์คนงานใหม่เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อนกั้นน้ำ
แม้ภาระของแรงงานชุดนี้จะหนัก แต่ในหนึ่งวันมีอาหารให้สองมื้อ สามารถเติมกระเพาะได้จนอิ่ม ต่อมายังมีผักดองแจกให้กินกับข้าวอีกด้วย เมื่อเทียบกับการเกณฑ์คนในสมัยก่อนของทางการแล้ว มันต่างกันราวฟ้ากับเหวชัดๆ ต้องทราบก่อนว่าแรงงานที่ทางการเกณฑ์มาจะต้องเหนื่อยตาย หรือไม่ก็ล้มป่วยจำนวนมาก ในปีนี้นายอำเภอยังเชิญท่านหมอมาตรวจโรค หากป่วยแล้วไม่เพียงได้ยาไปแบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ยังได้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน…
ชาวบ้านที่มาร่วมกันทำงานจึงทุ่มเทอย่างสุดกำลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นพลเมืองดี เพื่อให้ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะได้มีสิทธิ์ทำงานให้กับทางอำเภออีก เนื่องจากปกติฤดูใบไม้ผลิก็ปลูกไม่ได้ผลผลิตอะไรอยู่แล้ว จึงเป็นช่วงที่ทุกข์ทรมานที่สุดของราษฎร หากทำงานให้ทางการยังได้กินข้าวอิ่มสองมื้อ ช่วยประหยัดอาหารให้ครอบครัวได้ไม่น้อย !
วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก และแล้วก็มาถึงวันขึ้นปีใหม่ ปีนี้บ้านแม่สามีและบ้านฝั่งมารดาของหลินเว่ยเว่ยอยู่ฉลองด้วยกันที่อำเภอหนิงซี ราวกับว่าหลินเว่ยเว่ยที่ออกเรือนแล้วยังพาหมู่เฟยกับมารดาแท้ๆ ตามมารับตำแหน่งของสามีด้วย ทั่วทั้งใต้หล้านี้คงหาคนที่สองไม่เจอแล้ว
สิ่งที่ทำให้ผู้คนอิจฉาที่สุดคือบ้านแม่ บ้านแม่สามีและบ้านแม่เลี้ยงของหลินเว่ยเว่ยเป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน สามารถพูดได้ว่านางได้รับความรักจากมารดาทั้งสาม บางทีสวรรค์อาจจะอยากชดเชยความรักจากครอบครัวที่นางขาดหายในชาติก่อน ถึงให้นางมีโอกาสได้ออกมาท่องโลกต่างมิติเช่นนี้กระมัง
อาหารในวันส่งท้ายปีเก่าเป็นอาหารที่หลินเว่ยเว่ยกำหนด แต่ก็เป็นนางและเหมยหยิงที่ร่วมกันทำออกมา โต๊ะอาหารนี้เปรียบได้กับอาหารห้าดาวในชาติก่อน แต่รสชาติของอาหารมีตั้งแต่เหนือจรดใต้
แม้ในคืนส่งท้ายปีเก่าจะคึกคัก แต่ก็มีความเศร้าอยู่บ้าง…บิดาทั้งสองออกไปเฝ้าชายแดน ไม่ได้มาร่วมฉลองด้วย ไม่รู้ว่าพวกหุยเหอจงใจหรือเปล่า เพราะยิ่งใกล้ปีใหม่ก็ยิ่งกวนประสาท ระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งเดือน กองทัพทั้งสองก็ปะทะกันไม่ต่ำกว่า5ครั้งแล้ว…ทุกครั้งจะก่อชนวนสงครามขึ้นแล้วก็ถอนกำลัง วิธีรบอันแสนเหลวไหลของแม่ทัพหุยเหอก็เหมือนกับแมลงวันในกระท่อม…ไม่กัดคน แต่น่ารำคาญ !
หลินเว่ยเว่ยกัดเนื้อกระต่ายย่างที่ทั้งเผ็ดและชาลิ้น ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “อาหารจานนี้เป็นของโปรดฟู่หวาง น่าเสียดาย…พระองค์ไม่ได้เสวย…จริงสิ ถ้ารีบขี่ม้าจากที่นี่ไปยังชายแดนก็ใช้เวลาเพียง2ชั่วยามเท่านั้น ข้ารีบขี่ม้าเอาไปส่งก็ยังพอจะให้ฟู่หวางและท่านพ่อได้กินก่อนเที่ยงคืน !”
หมินหวางเฟยค้านเป็นคนแรก “ชายแดนกำลังมีศึกสงคราม ถ้าเจอทหารหุยเหอขึ้นมาก็อันตรายจะตายไป อีกอย่างเจ้าก็อย่าไปเพิ่มความวุ่นวายเลย !”
หลังเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ว่างยิ่งกว่าอะไร นางไม่อยากพลาดโอกาสแสนคึกคักนี้ “ไม่หรอกเพ.คะ ลูกจะอ้อมไปจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอหนิงซี หากพวกหุยเหอสามารถเจาะเข้ามาจนถึงหลังค่ายทหารของเราได้ แม่ทัพอย่างฟู่หวางจะปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลวขนาดนั้นเชียวหรือเพคะ ?”
ตอนที่ 616: ก่อเตาเล็กก่อนปีใหม่
นางหวงก็ไม่เห็นด้วย “อากาศหนาวขนาดนี้ ตากลมอยู่บนหลังม้าตั้ง2ชั่วยาม ประเดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก…”
“ข้าใส่เสื้อกันหนาวกับกางเกงขายาวแล้วค่อยคลุมด้วยเสื้อคลุมเตียวผี (ขนมิงค์) หนาๆอีกตัว…นี่คือปีใหม่ปีแรกที่ข้าจะได้ฉลองกับฟู่หวางและท่านพ่อ ทั้งสองคนรักข้าถึงขนาดนี้ หากข้าไม่ทำอะไรให้พวกเขาบ้างก็จะรู้สึกไม่สบายใจเจ้าค่ะ หมู่เฟย ท่านแม่ ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะเอาอาหารในคืนส่งท้ายปีเก่าไปให้ท่านพ่อทั้งสอง…ของขวัญแม้จะด้อยค่าแต่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ !” หลินเว่ยเว่ยรีบแทะขากระต่ายในมือ
นางหวงรู้นิสัยบุตรสาว นางพูดมากกว่านั้นก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาจึงหันไปมองเจียงโม่หาน “หานเอ๋อร์ ช่วยพูดหน่อยเถิด…”
เจียงโม่หานก็รีบกินข้าวเช่นกัน “ท่านแม่ยายโปรดวางใจ บุตรเขยคนนี้จะคอยจับตาดูนางไว้ ไม่ให้นางทำสิ่งที่ไม่เข้าท่าแน่นอนขอรับ !”
นางหวงเข้าใจผิดว่าเขาจะห้ามหลินเว่ยเว่ย แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากทั้งสองสามีภรรยาเติมท้องจนอิ่มแล้วก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกันราวกับนัดหมายไว้อย่างไรอย่างนั้น…หลินเว่ยเว่ยเข้าครัวไปห่อกระต่ายย่าง ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน หมูตุ๋นน้ำแดงและอาหารที่บิดาทั้งสองชอบลงกล่อง ส่วนเจียงโม่หานก็ให้คนไปเตรียมม้าและของที่จำเป็นเวลาออกเดินทาง
นางหวง “…” เมื่อก่อนหานเอ๋อร์เป็นคนเยือกเย็นและสุขุมถึงขนาดนั้น เขาโดนบุตรสาวครอบงำจนเสียคนแล้วกระมัง เหตุใดถึงเปลี่ยนเป็นคนไม่รู้จักคิดไปด้วย ?
หลินเว่ยเว่ยถือกล่องอาหารด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือกระบองเหล็กนิลประดับพู่แดง บนหลังยังมีธนูสุริยันอีกหนึ่ง จากสภาพของนางแล้วนางหวงไม่คิดว่านั่นเป็นสภาพของคนเอาอาหารไปให้เลยสักนิด เห็นอยู่ชัดๆว่าจะไปออกรบ ! นางหวงยกมือกุมหน้าอก รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงเล็กน้อย หลินจื่อเหยียนเห็นแล้วจึงรีบเข้ามาประคองทันที
เจ้าหนูน้อยอิจฉาสุดๆ “พี่รอง ข้าก็อยากไปส่งอาหารให้ท่านพ่อกับท่านอ๋องเหมือนกัน !”
หลินเว่ยเว่ยปักกระบองเหล็กนิลลงที่พื้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “รอให้เจ้ายกกระบองนี้ขึ้นมาได้เมื่อใดค่อยพูด !”
เจ้าหนูน้อย “…” ช่างเถิด กระบองเหล็กนิลแม้แต่ท่านพ่อยังยกขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเขาไม่ต้องคิดเลย เจ้าตัวน้อยครุ่นคิดว่าจะหาเวลาไปเรียนศิลปะการต่อสู้กับหลีชิง…เรียนแบบเอาจริงเอาจัง !
เจียงโม่หานเหลือบมองกระบองเหล็กนิลในมือหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะพูดกับนางว่า “กระบองนั้นวางไว้เถิด ประเดี๋ยวม้าก็เหนื่อยหอบกันพอดี !”
จริงสิ กระบองเหล็กนิลอย่างน้อยก็หนักเกือบสองร้อยชั่ง พกไปด้วยจะทำให้ม้าวิ่งช้าลงแน่
หมินหวางเฟยเห็นว่าห้ามสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้แล้วจึงเลือกองครักษ์ฝีมือดีที่สุดในตำหนักหมินอ๋องมาสองคนแล้วให้ตามไปด้วย ตัวหลินเว่ยเว่ยไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะมีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิด แถมยังเรียนวิชาต่อสู้มาอีก ดังนั้นองครักษ์สองคนนี้มีไว้เพื่อปกป้องนายอำเภอ เนื่องจากอำเภอหนิงซีเพิ่งหลุดพ้นจากความมืดมิดได้ไม่นาน นายอำเภอจะเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด !
ต่อจากนั้นคนทั้งห้า…หลินเว่ยเว่ยสองสามีภรรยา องครักษ์สองคนและยังมีหลีชิงอีกคนก็รีบห้อตะบึงม้าเร็วไปยังกองทัพเพื่อให้ถึงก่อนเที่ยงคืน
หลินเว่ยเว่ยหยิบป้ายตำหนักหมินอ๋องออกมาแสดง ทางจึงสะดวกตลอดสาย กระทั่งถึงกระโจมที่พักของหมินอ๋อง ขณะที่ยังไม่ถึงกระโจมพวกนางก็ได้ยินหมินอ๋องกำลังระเบิดสุรเสียงอันเต็มไปด้วยโทสะ “ไอ้พวกหุยเหอขี้ขลาด จะรบก็รบ ชอบทำเป็นเล่นไล่จับแล้วก็วิ่งหนี ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจ ?”
ในกระโจม กุนซือและพวกแม่ทัพต่างมองหน้ากันไปมา…ตอนนี้หมินอ๋องเป็นเหมือนลูกระเบิดที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหตุใดหมินอ๋องจึงเสนอตัวมาปกป้องชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ลูกเมียอยู่ใกล้เพียงเอื้อม แต่ไม่อาจไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาได้ ด้วยนิสัยของหมินอ๋องหากไม่โมโหก็แปลกแล้ว ! เมื่อครู่ตอนอยู่ที่เขตชายแดนถ้าไม่ได้กุนซือและแม่ทัพหลินห้ามไว้ หมินอ๋องก็คงตามไปถึงแผ่นดินหุยเหอเลยทีเดียว !
“ทูลท่านแม่ทัพใหญ่ มีคนในครอบครัวนำอาหารคืนส่งท้ายปีเก่ามาให้พ่ะย่ะค่ะ !” ทหารองครักษ์ที่เฝ้าหน้ากระโจมได้ขวางพวกหลินเว่ยเว่ยไว้แล้วเข้ามารายงานก่อน ทันใดนั้นความเห็นอกเห็นใจของกุนซือและแม่ทัพนายอื่นๆก็แปรเปลี่ยนเป็นความอิจฉาทันที…มีครอบครัวอยู่ใกล้ก็ดีแบบนี้
จากนั้นชนวนระเบิดอย่างหมินอ๋องก็ถูกดับลง ทรงมีรอยแย้มโอษฐ์เปื้อนดวงพักตร์ทันที “เร็ว ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา !”
“ฟู่หวาง ท่านพ่อ อาหารส่งท้ายปีเก่ามาแล้วเพ.คะ !” ตัวคนยังไม่ทันเข้ามา เสียงของหลินเว่ยเว่ยก็มาก่อนแล้ว นางเพิ่งเดินเข้ามาก็เห็นคนมากมายในกระโจม นางจึงตกตะลึงแล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุงท่านอาทุกท่าน สวัสดีปีใหม่เจ้าค่ะ…ถ้าไม่รังเกียจก็มากินด้วยกันสิเจ้าคะ”
“พวกเขากินอิ่มหมดแล้ว !” หมินอ๋องดีพระทัยที่ได้เจอบุตรสาว โทสะจึงมลายหายไปทันทีและยังเอ็นดูนางมาก “เจ้านี่นะ อาหารเหล่านี้ให้คนส่งมาก็ได้แล้ว ที่นี่ทั้งหนาวและห่างไกล เหตุใดยังมาส่งด้วยตัวเองอีก ?”
หลินเว่ยเว่ยวางกล่องอาหารไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็สั่งให้ทหารส่วนตัวของหมินอ๋องก่อไฟ หลังวางหม้อนึ่งลงไปแล้วก็เริ่มอุ่นอาหารให้ร้อนทีละจาน
กลิ่นหอมยั่วยวนดึงดูดกุนซือและแม่ทัพทั้งหลายให้หันมาสนใจ พวกเขาลอบกลืนน้ำลายพร้อมยื่นคอไปมองบนเตา…นี่มันอาหารอะไรกัน เหตุใดจึงหอมขนาดนี้ !
หมินอ๋องขมวดพระขนงและถลึงดวงเนตรใส่แม่ทัพเหล่านั้นทันที “ไม่รู้ว่าพวกหุยเหอจะมาโจมตีเมื่อใด พวกเจ้ายังไม่รีบกลับไปพักผ่อนที่กระโจมตัวเองอีก ? จริงสิ แม่ทัพอู๋ เจ้าไปเปลี่ยนเวรกับแม่ทัพหลิน !”
แม่ทัพทุกนายไม่อยากละสายตาออกจากเตาไฟ แม่ทัพอู๋ขุ่นเคืองทันที…ไม่ให้กินแล้วยังห้ามดมกลิ่นด้วยหรือ ? แถมยังให้เขาไปคอยเฝ้าระวังที่สนามรบอีก…
เมื่อเปิดม่านกระโจมเข้ามา แม่ทัพหลินก็ได้กลิ่นหอมเผ็ดร้อนทันที “ท่านอ๋อง เรียกกระหม่อมมามีอะไรจะบัญชาหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
หมินอ๋องไม่อยากแบ่งบุตรสาวให้เขาแม้แต่น้อย จึงตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ไม่มีอะไรจะสั่ง เจ้าออกไปเถิด !”
“ท่านพ่อ มากินข้าวสิเจ้าคะ ! กระต่ายย่างนี้ เมื่อครู่ข้าอุ่นให้แล้ว ข้าย่างด้วยตัวเองเลยล่ะ ลองชิมสิเจ้าคะ” หลินเว่ยเว่ยหันไปเรียกแม่ทัพหลิน
แม่ทัพหลินตาโตทันที “เจ้ารอง เจ้ามาได้อย่างไร ? หานเอ๋อร์ เจ้าก็ทำตัวเหลวไหลไปกับนางด้วยหรือ ?”
เจียงโม่หานนั่งอยู่ข้างเตา เขากำลังเอามือผิงไฟ “ท่านพ่อตาทั้งสอง พวกท่านก็รู้ว่าเวลาเว่ยเอ๋อร์ตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว วัวแปดตัวก็ยังรั้งนางไว้ไม่ได้ แล้วข้าจะห้ามนางได้หรือ…” ดังนั้นจึงต้องถอยโดยการตามนางมาด้วย
หมินอ๋องทอดพระเนตรเจียงโม่หานด้วยสายพระเนตรซับซ้อน ‘บุตรสาวทำอะไรตามใจตัวเองเกินไป แม้พ่อคนนี้หวังให้บุตรเขยคุมนางบ้าง แต่ก็กลัวว่าจะคุมจนทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจ เฮ้อ! สับสน ทำตัวไม่ถูก!’
“อาหารอุ่นเสร็จแล้ว รีบทานสิเจ้าคะ!” หลินเว่ยเว่ยยกอาหารออกจากหม้อนึ่ง “นี่เป็นซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานที่ฟู่หวางโปรดที่สุด หมูตุ๋นน้ำแดงที่ท่านพ่อชอบแล้วยังมีหัวสิงโตน้ำแดง ไก่ผัดเผ็ด…หัวกระต่ายผัดหม่าล่าที่ลูกชอบที่สุด ลูกก็กินไม่ลงจึงเก็บมาให้พวกท่านหมดเลยเจ้าค่ะ!”
เจียงโม่หานมองนาง ‘ไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวแทะเนื้อกระต่ายจนเลยเวลาแล้วจะพลาดเวลาเที่ยงคืนหรอกหรือ?’
พอหมินอ๋องได้ยินแบบนั้นก็ซาบซึ้งทันที พระองค์รีบยื่นตะเกียบให้บุตรสาว “มา เจ้าเองก็หนาวมาตลอดทาง รีบกินอะไรร้อนๆเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นหน่อย”
หลินเว่ยเว่ยหยิบหัวกระต่ายขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “กินเจ้านี่ไม่ต้องใช้ตะเกียบเพคะ ใช้มือ ใช้ฟันแทะถึงจะอร่อย!”
หมินอ๋องแย้มพระสรวลดังลั่นเช่นกัน “ไม่เลว ! สมกับที่เป็นสายเลือด…ตระกูลจ้าว ไม่ทำตัวมีจริตมากมาย ! แม้แต่ชอบกินอาหารเผ็ดๆก็เหมือนพ่อ !”
แม่ทัพหลินหยิบขากระต่ายขึ้นมาแล้วฉีกกินอย่างดุดันพลางบ่นในใจว่า ‘ใครเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวของพระองค์กันแน่ ? เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นคนตระกูลหลินของพวกเรา !’
ตอนที่ 617: คนทั่วหล้าตื่นรู้ มีเพียงท่านยังเมามาย
แม่ทัพหลินครุ่นคิดอย่างไม่สบอารมณ์ ‘ที่เจ้ารองชอบกินเผ็ด เพราะเหมือนบิดาอย่างข้าต่างหาก ! ไม่พูดเรื่องอื่น แค่เรื่องหน้าตาก็เหมือนข้าตั้งเจ็ดในสิบส่วนแล้ว เฮ้อ และก็เป็นเพราะแบบนี้ ฮ่องเต้ถึงได้มีรับสั่งไม่ให้ข้าโกนหนวด เมื่อก่อนภรรยารักข้าจะตาย แต่ตอนนี้ไม่สนใจเพราะหนวดเคราส่งผลต่อความหล่อเหลาของข้า !’
หลินเว่ยเว่ยคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้ ‘พ่อสามี’ “บัณฑิตน้อยก็ชอบกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเหมือนกัน หรือว่าบุตรเขยก็ได้แบบอย่างจากพ่อตา ?”
หมินอ๋องหันไปทอดพระเนตรร่างกายอัน ‘ผอมแห้ง’ ของเจียงโม่หานด้วยความคิดเล็กคิดน้อย ก่อนจะมุ่ยโอษฐ์พลางตรัสว่า “ได้ยินแค่ว่าบุตรชายบุตรสาวมักเหมือนบิดา ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าบุตรเขยก็เหมือนพ่อตาได้ด้วย หลายปีนี้เจ้ากินเนื้อไปอย่างเสียเปล่าหรือไร ร่างกายดูไม่มีกล้ามเนื้อแม้แต่น้อย !”
เจียงโม่หาน “…” เขาเองก็เพิ่งได้กินเนื้ออย่างอิสระในช่วงสองปีมานี้ไม่ใช่หรือ ? ชีวิตก่อนหน้านี้ลำบากมาก…คนเป็นบิดาอย่างท่านช่างไม่เหมาะสมกับตำแหน่งจริงๆ จนถึงตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าใครกันแน่ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆของตน ! คนทั่วหล้าตื่นรู้ มีเพียงท่านยังเมามาย ! ไม่มีอันดับสองแล้ว ! !
หลังจากแทะน่องกระต่ายเสร็จแล้ว แม่ทัพหลินก็หันไปคีบหัวสิงโตน้ำแดง “ร่างกายของบุตรเขยยังพอดูได้ ไม่เหมือนบัณฑิตทางใต้ที่สอบเข้ามาเหล่านั้น แต่ละคนเหมือนสตรีไม่มีผิด ดูเป็นบุรุษน้อยกว่าบุตรสาวเราด้วยซ้ำ !”
หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ด้วยความเห็นด้วย แต่ดวงเนตรที่มองเจียงโม่หานก็ยังเต็มไปด้วยความจับผิดอยู่ดี “ร่างกายยังพอฝืนใจให้ผ่านได้ แต่ผอมเกินไป เหมือนต้นไผ่ลู่ลม หน้าตาก็ดูงดงามเกินไป เวลาเดินไปไหนดึงดูดสายตาพวกป้าๆน้าๆ แม้แต่ยายแก่ก็ยังต้องมองเขา !”
เจียงโม่หาน “…” หน้าตาดีแล้วมันเป็นความผิดของข้าหรือ ?
แม่ทัพหลินรินสุราให้หมินอ๋อง หลังทั้งสองผลัดกันรินสุราแล้วแม่ทัพหลินก็ดื่มด่ำอย่างสุขสม “ถ้าบุตรเขยไม่หน้าตาดี บุตรสาวของเราก็คงไม่ชอบเขา ! ในเมืองหลวงมีใครไม่ชมบุตรเขยเราว่ามีทั้งหน้าตาและความสามารถบ้างพ่ะย่ะค่ะ บุตรสาวเราสายตาแหลมคม ! ลงมือก็ว่องไว !”
“ใครเป็น ‘เรา’ กับเจ้า ! นั่นคือบุตรสาวเปิ่นหวาง บุตรเขยเปิ่นหวาง !” หลังดื่มสุราหมดแล้วหมินอ๋องยังจะเอื้อมพระหัตถ์ไปคว้าไหสุรา แต่โดนหลินเว่ยเว่ยมือเร็วคว้าไปก่อน
“ตกลงกันแล้วว่าดื่มได้แค่คนละจอก! นี่ยังรบกันอยู่ ถ้าดื่มมากไปก็อาจทำให้เสียการใหญ่เพคะ!” หลินเว่ยเว่ยทำเป็นไม่เห็นท่าทางโมโหของหมินอ๋อง จากนั้นก็ชงชาผลไม้ให้แทน “ดื่มอันนี้เพคะ ยิ่งดื่มยิ่งมีสติ!”
“หวานอย่างกับอะไรดี นั่นมันของสตรีดื่มกัน ! เปิ่นหวางไม่ดื่ม !” ตอนอยู่ในตำหนักหมินอ๋องโดนพระชายาควบคุม คาดไม่ถึงว่ามาถึงสนามรบแล้วบุตรสาวยังตามมาคุมอีก…ตำแหน่งในบ้านนี้ เฮ้อ…
“ไม่ดื่มก็เสวยอาหารเยอะๆเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยหลบพระหัตถ์ที่จะคว้าไหสุราของหมินอ๋องแล้วหันไปถลึงตาใส่… ‘ทำไม ? ยังอยากลงมือกับลูก ? ระวังลูกจะกลับไปฟ้องหมู่เฟย !’
หมินอ๋องได้แต่กลับมานั่งอย่างเศร้าสร้อยแล้วคีบหมูตุ๋นน้ำแดงเสวย “ก็แค่พวกหุยเหอไม่ใช่หรือ ! ถ้าไม่ได้เป็นเพราะกังวลในการฝึกเจ้าทหารพวกนั้น พ่อก็ปราบไปนานแล้ว ! แม้พ่อจะดื่มจนเมามายก็ยังรบกับกองทัพหุยเหอได้แน่ !”
สุรเสียงเพิ่งเงียบลง ด้านนอกก็มีเสียงกลองศึกดังขึ้น…ทัพหุยเหอบุกอีกแล้ว !
“ไอ้เดรัจฉานพวกนี้ ! แม้แต่อาหารคืนส่งท้ายปีเก่ายังให้เปิ่นหวางกินอย่างสงบไม่ได้ คอยดูเถิดว่าเปิ่นหวางจะทุบพวกเจ้าอย่างไร !” หมินอ๋องคว้ากระต่ายย่างครึ่งตัวที่เหลือในจานแล้วคว้าหอกเหล็กกระโดดขึ้นหลังอาชาและห้อตะบึงไปยังแนวหน้าด้วยโทสะ
‘พรึบ’ หลินเว่ยเว่ยลุกพรวด พอสะพายธนูสุริยันและลูกธนูได้แล้วนางก็รีบวิ่งออกไปนอกกระโจมทันที เจียงโม่หานอยากจะเข้าไปดึงนางไว้ แต่คว้าได้เพียงมุมเสื้อที่ขาดติดมือ เขาจึงรีบตะโกนว่า “เว่ยเว่ย เจ้าจะออกไปทำอะไร ?”
“เจ้าอยู่ในกระโจม ประเดี๋ยวข้าจะออกไปดูหน่อย…” เสียงของนางเพิ่งเงียบลง เสียงเกือกม้าก็ดังขึ้นแล้ว…เด็กน้อยขี่ม้าไล่ตามหลังบิดาทั้งสองไปแล้ว
หมินอ๋องทรงม้าเร็วมายังแนวหน้าแล้วตรัสถามรองแม่ทัพของพระองค์ว่า “เป็นอย่างไร ? กำราบไอ้ลูกเต่าพวกนั้นได้หรือไม่ ?”
หลังจากรองแม่ทัพมองด้านหลังของพระองค์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ทูลรายงานว่า “เหมือนเดิมพ่ะย่ะค่ะ บุกแล้วก็ถอย หลังจากปะทะแล้วก็เปลี่ยนตำแหน่ง ทำให้คาดการณ์ไม่ได้ ! ทอดพระเนตรเอาเถิด พอไอ้ลูกเต่าเหล่านั้นเห็นท่านแม่ทัพใหญ่มาแล้วก็จะหนีอีก…”
หมินอ๋องกัดกระต่ายย่างดุดันหนึ่งคำโตแล้วโยนให้รองแม่ทัพ “เปิ่นหวางจะไปหยุดไอ้ลูกเต่าเหล่านั้นไว้ให้หมด !”
กุนซือตกใจทันที “ท่านอ๋อง ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ ! สุนัขจนตรอกจะสู้อย่างไม่คิดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ !”
ดึกดื่นค่อนคืนขนาดนี้ ทุ่งหญ้ายังเป็นบ้านของพวกหุยเหออีก หากท่านอ๋องตามไปแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา จะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร ?
“ถ้าหยุดไว้ทั้งหมดไม่ได้ ก็กำจัดผู้นำของพวกมัน !” หลินเว่ยเว่ยโมโหขั้นสุด…ชาวหุยเหอเห็นทหารต้าเซี่ยเบาปัญญามากหรือ ? ปั่นหัวฟู่หวางของนางก็เท่ากับปั่นหัวนางเอง เป็นสิ่งที่ทนไม่ได้แล้ว ! ลุย !
นางยกธนูสุริยันออกมาจากด้านหลัง หยิบลูกธนูขึ้นมาหนึ่งดอกแล้วเหนี่ยวสายธนูจนสุด…
“หืม ? เหตุใดเจ้าจึงตามมาด้วย ?” หมินอ๋องเห็นนางเล็งเป้าหมายอย่างเอาจริงเอาจังจึงตรัสถามว่า “มืดขนาดนี้เจ้าจะยิงถูกหรือ ?”
อย่าทำเป็นท่าดีทีเหลว ยิงโดนความว่างเปล่า…
หืม ? เหตุใดบุตรสาวยิงไปดอกเดียวแล้วจู่ๆกองทัพอีกฝ่ายถึงได้วิ่งหนีกันอย่างชุลมุน ? แถมยังเหมือนจะร้องตะโกนอะไรบางอย่างด้วย ? เหมือนว่า…
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามโดนยิงตกจากหลังม้าพ่ะย่ะค่ะ !” ผ่านไปไม่นาน นายทหารที่อยู่แนวหน้าสุดก็มารายงานข่าวดี นายทหารอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ‘ในกองทัพมีพลธนูฝีมือดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? เหตุใดเขาถึงไม่เคยรู้มาก่อน ?’
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นร่างแสนองอาจที่ไม่รู้ว่าชายหรือหญิงกำลังยืนอยู่ข้างหมินอ๋องในชุดคนธรรดาและในเวลานี้กำลังเหนี่ยวสายธนูอยู่ด้วย ในขณะที่เสียงวัตถุบางอย่างพุ่งผ่าอากาศดังขึ้น ลูกธนูก็พุ่งออกไป…ไกลขนาดนี้ยิงโดนก็แปลกแล้ว ! นายทหารชั้นผู้น้อยมุ่ยปาก !
สำหรับสายตาของหลินเว่ยเว่ย ค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้ปิดกั้นการมองเห็นของนางเลย ในขณะที่นางกำลังเล็ง เป้าก็เห็นตัวทหารในกองทัพฝั่งตรงข้ามชัดเต็มสองตาขึ้นเรื่อยๆ…นี่ทำให้นางนึกถึงนิทาน ‘จี้ชางเรียนยิงธนู’ ในบทเรียนสมัยชั้นประถมศึกษาของชาติก่อน จี้ชางฝึกฝนการเพ่งมองวัตถุเล็กๆ จนสามปีให้หลังก็สามารถเห็นเห็บเหาบนตัวโคกระบือมีขนาดใหญ่เท่าล้อเกวียน หรือจะเป็นหลักการเดียวกัน ?
ต่อจากนั้นกองทัพของอีกฝ่ายก็สูญเสียนักรบเพิ่มอีกนาย ความโกลาหลจึงรุนแรงมากกว่าเดิม พวกเขาวิ่งหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่าย หลินเว่ยเว่ยยังยิงธนูไปอีกสองสามดอก ทว่าลูกธนูยิงโดนเพียงนายทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ด้านหลังแม่ทัพเท่านั้น
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ ! ทหารใต้บัญชาของกระหม่อมจับตัวแม่ทัพของอีกฝ่ายได้…ตั้วหลัวหวูเฉียง ฝ่ายตรงข้ามโดนธนูยิงพ่ะย่ะค่ะ !”
ในฐานะทัพหน้า แม่ทัพหลินต้องวิ่งฝ่าความโกลาหลเข้าไปและสังหารศัตรูได้อีกมากมาย อีกฝ่ายรีบหนีเกินไป แม้แต่แม่ทัพที่โดนยิงตกจากหลังม้าจึงไม่สนใจช่วยเหลือ !
“ดี ! ในที่สุดก็จับเต่าตัวนี้ได้เสียที ความอัดอั้นในใจของเปิ่นหวางได้ระบายออกมาแล้ว !” หมินอ๋องทอดพระเนตรตั้วหลัวหวูเฉียงที่มีสภาพอัปยศและมีลมหายใจรวยริน…ไอ้ลูกเต่าตัวนี้ลื่นอย่างกับปลาไหล “วิ่งสิ เจ้าวิ่งอีกสิ !”
จากนั้นก็เลื่อนสายพระเนตรไปทางบาดแผลจากลูกธนูที่ปักทะลุไหล่ซ้ายของตั้วหลัวหวูเฉียง ฮึ ฝีมือยิงธนูของบุตรสาวช่างเหนือชั้นจริงๆ ถ้าขยับไปอีกนิดก็จะทะลุหัวใจเจ้านี่แทน วิถีการยิงนี้แม้จะยิงคนร่วงได้ก็ยังเหลือลมหายใจอยู่…บุตรสาวเข้าสนามรบครั้งแรกก็เยือกเย็นและอาจหาญได้ถึงขนาดนี้แล้ว สมกับเป็นเมล็ดพันธุ์ตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง !
ตอนที่ 618: สามีเด็กโมโหแล้วควรทำอย่างไร ? ลองหยั่งเชิงไปก่อน...
“สูญเสียแม่ทัพใหญ่คราเดียวสองนาย พวกลูกเต่าหุยเหอจะต้องตกใจจนเสียขวัญแน่นอน วันนี้เราได้นอนหลับสนิทแล้ว ! หมิงจิน ถอนทัพ !” หมินอ๋องแย่งกระต่ายย่างในมือของรองแม่ทัพมากัดสองสามคำ…เย็นชืดหมดแล้ว ! แม้จะเย็นแค่ไหนก็เป็นน้ำใจจากบุตรสาว ! หมินอ๋องแทะกระต่ายย่างต่อ ส่วนรองแม่ทัพและนายทหารที่อยู่โดยรอบก็ได้กลิ่นแล้วแทบน้ำลายไหล !
เมื่อไปถึงกระโจม แม่ทัพหลินถึงได้รู้ว่าแม่ทัพสองนายของหุยเหอโดนบุตรสาวยิงตกจากหลังม้า จึง.อดไม่ได้ที่จะเบิกตาโต…ถ้าพูดว่าบุตรสาวแรงเยอะ ทว่านั่นก็มีมาแต่กำเนิด แต่ทักษะยิงธนูสามารถเรียนได้ภายในชั่วข้ามคืนหรือไร เขาเพิ่งหายไปไม่กี่ปี ? ไม่สิ ถ้าให้พูดตามจริงคือบุตรสาวเพิ่งกลับมาเป็นปกติได้กี่ปีก็ยิงธนูได้ดีขนาดนี้แล้วหรือ ? หรือว่า…บุตรสาวจะมีสายเลือดของหมินอ๋องจริง ? มีสายเลือดนักยิงธนูที่แม่นยำประเภทนั้น ? แม่ทัพหลินจมสู่ภวังค์ความสงสัยของตน…
หลินเว่ยเว่ยวางธนูสุริยันไว้ด้วยความระมัดระวังแล้วบิดหัวไหล่ไปมา “อย่างไรก็ใช้เจ้านี่ไม่ชินอยู่ดี สู้ปาลูกศรด้วยมือยังสบายกว่า…แต่ระยะยิงวันนี้ค่อนข้างไกล ปาลูกศรไปแล้วจะโดนหรือเปล่าไม่รู้ !”
หมินอ๋องรีบตรัส “ประเดี๋ยวกลับไปแล้วจะให้คนทำลูกศรที่ใช้สำหรับปาให้เจ้า ธนูสุริยันนี้คันใหญ่เกินไป พกพาไปไหนมาไหนไม่สะดวก !”
เจียงโม่หานถามหลินเว่ยเว่ยเบาๆ “เจ้าออกไปทำเรื่องน่าตกตะลึงมาอีกแล้วหรือ ?”
“เปล่า ! ก็แค่ยิงทหารหุยเหอไม่กี่นายเท่านั้น !” แววตาของหลินเว่ยเว่ยสั่นไหว ขณะแสดงท่าทางสำนึกผิด
หมินอ๋องครุ่นคิดก่อนจะตรัสว่า “เว่ยเอ๋อร์แค่ยืนมองอยู่ด้านข้างเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเลย แม่ทัพกับนายทหารหุยเหอพวกนั้น เปิ่นหวางเป็นคนยิงเอง ! บุตรสาวผู้แสนน่ารักของเปิ่นหวางจะมือเปื้อนเลือดได้อย่างไร ?”
ทรงกังวลว่าหากเรื่องฝีมือยิงธนูขั้นเทพของบุตรสาวแพร่ออกไปแล้วจะทำให้ชาวหุยเหอมาแก้แค้น เรื่องความแค้นต่างๆ อย่างไรก็ให้บิดาอย่างพระองค์แบกรับไว้เอง ส่วนบุตรสาวแค่เป็นฝูเหรินนายอำเภอก็พอแล้ว !
จับแม่ทัพของอีกฝ่ายได้และยังยิงแม่ทัพใหญ่อีกนาย แบบนี้ชาวหุยเหอคงไม่กล้าโอหังแล้วกระมัง ? หมินอ๋องยกทหารให้รองแม่ทัพและแม่ทัพหลินดูแล ก่อนจะพาบุตรสาวและบุตรเขยกลับมาที่อำเภอหนิงซี…แม้จะเลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้ว แต่พระองค์ก็ยังมาทันได้เสวยเกี๊ยวกับพระชายา !
แม่ทัพหลิน “…” เหตุใดโยนทหารมาให้กระหม่อม ? กระหม่อมก็อยากฉลองปีใหม่พร้อมภรรยาและลูกๆเหมือนกัน ! หมินอ๋องจะต้องอยากล้างแค้นแน่นอน ! แก้แค้นที่บุตรสาวฉีกน่องกระต่ายมาให้เขาก่อน !!
หลินเว่ยเว่ยกลับบ้านแสนอบอุ่นในที่ว่าการอำเภออีกครั้ง เวลานี้ฟ้าใกล้สางแล้ว หลังจากอาบน้ำอย่างง่ายๆ แล้วนางก็ปีนขึ้นไปกอดสามีบนเตียง…
“ทำไม ? ยังโกรธอยู่หรือ ?” แขนของหลินเว่ยเว่ยถูกเจียงโม่หานผลักออก ขณะมองแผ่นหลังที่ดูมีโทสะของบัณฑิตน้อย นางก็เกาศีรษะ…ทำให้สามีเด็กผู้สูงส่งโมโหแล้วควรทำอย่างไร ? ลองหยั่งเชิงไปก่อนแล้วกัน…
หลินเว่ยเว่ยไตร่ตรองอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งแล้วเอ่ยแก้ตัวว่า “ข้าไม่ได้ไปที่แนวหน้าจริงๆ ข้ายืนอยู่ข้างฟู่หวางตลอด ข้าแค่ยิงธนูไม่กี่ดอกเท่านั้น…”
“‘แค่’ ยิงธนูไม่กี่ดอก ? เจ้ายังคิดจะทำอะไรอีก ? พุ่งออกไปแนวหน้าแล้วสังหารศัตรูอย่าง ‘กล้าหาญ’ กระมัง ?” เจียงโม่หานพลิกตัวกลับมาอย่างกะทันหัน แต่เขาคาดไม่ถึงว่านางจะอยู่ใกล้ขนาดนี้ ใกล้จนเกือบชนกับส่วนอ่อนไหวในร่างกายของนางแล้ว เขาจึงขยับตัวออกห่างเล็กน้อย แต่พบว่าตนก็อยู่จนสุดขอบเตียงแล้วเช่นกัน จึงได้แต่ลุกขึ้นมานั่งด้วยความโมโห “เจ้ารู้หรือไม่ ถ้าพวกหุยเหอรู้ว่าเจ้าเป็นคนยิงแม่ทัพของพวกเขา แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?”
อำเภอหนิงซีตั้งอยู่แถบชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ยากที่ในเมืองจะไร้สายลับของอีกฝ่ายแฝงตัวอยู่ แม้เด็กน้อยมีฝีมือไม่เลว แต่พยัคฆ์ก็มีวันหลับใหล ถ้าเกิด…เจียงโม่หานเกลียดที่ตัวเองต่อสู้ไม่เป็นและกลัวว่าจะปกป้องนางได้ไม่ดีพอ
หลินเว่ยเว่ยก็ลุกขึ้นนั่งแล้วพูดกับบัณฑิตน้อยด้วยท่าทางสำนึกผิด “บัณฑิตน้อย ท่านพี่ ท่านสามี…ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษได้หรือไม่ ? ท่านอย่าโมโหเลยนะ !”
เจียงโม่หานรู้สึกจนปัญญา…นางมักทำตัวแบบนี้เสมอ เวลายอมรับผิดช่างทำได้ดีจริงๆ ทว่าคราวหน้าก็ยังทำอีก ! เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วถามว่า “คนที่รู้ว่าเจ้าเป็นคนยิง มีใครบ้าง ?”
“ตอนนั้นฟ้ามืด…นอกจากรองแม่ทัพของฟู่หวางกับหลีชิงแล้วก็น่าจะไม่มีใครเห็นอีก อ้อ ตอนยิงทหารสองสามนายสุดท้ายมีทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งเห็น แต่ฟู่หวางบอกกับกุนซือและแม่ทัพนายอื่นๆ ว่าข้าศึกไม่กี่นายนั้นพระองค์เป็นคนยิงเอง !” หลินเว่ยเว่ยตอบคำถามอย่างว่านอนสอนง่าย
พอเจียงโม่หานได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นพอสมควร แต่เขาก็ยังหันไปถลึงตาใส่ภรรยา “ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าอยู่แต่ในตัวอำเภอเท่านั้น หากมีธุระจำเป็นให้ออกไปก็ต้องพาหลีชิงและองครักษ์ไปด้วย ! เข้าใจหรือไม่ ?”
“เข้าใจ แต่ว่า…เจ้ายกหลีชิงกับองครักษ์ให้ข้าแล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า…” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าตำแหน่งนายอำเภอของบัณฑิตน้อยไม่ได้มั่นคง ยังมีการหยั่งเชิงและลอบสังหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ช่วงหลายเดือนมานี้ก็เผชิญไม่น้อยเลย
เจียงโม่หานถอนหายใจแล้วจับมือนางไว้ “ทางข้า เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง มีอู๋หยงห่าวจากหมู่บ้านคนบาปอยู่ด้วย วรยุทธของเขาไม่แพ้หลีชิงเลย…”
“หืม ? อู๋หยงห่าวจากหมู่บ้านฝั่งตะวันตกน่ะหรือ ? คนผู้นี้จะเชื่อใจได้หรือไม่ ? คนในหมู่บ้านคนบาปต่างพูดว่าหมู่บ้านตะวันตกมีแต่ชนรุ่นหลังของพวกโทษกระทำความผิดร้ายแรงอยู่ทั้งนั้น…” หลินเว่ยเว่ยไม่วางใจจะยกให้คนพวกนั้นมาดูแลบัณฑิตน้อย
เจียงโม่หานลูบเส้นผมของนางแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “บรรพบุรุษมีโทษสถานหนักก็จริง แต่คนรุ่นหลังต้องเป็นคนเลวด้วยหรือ ? ถึงแม้อู๋หยงห่าวจะมีความพยศอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องไม่ดีมาก่อน ถ้าเขาอยากทำชั่วขึ้นมาจริงๆ ด้วยฝีมือและความสามารถของเขา หมู่บ้านคนบาปไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้หรอก !”
“ถ้าเช่นนั้น…ก็ตามใจเจ้า ! แต่พวกเราแบ่งองครักษ์กันคนละหนึ่งนาย…อย่าเพิ่งพูด ฟังข้าพูดให้จบก่อน…ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง แต่ข้าก็เป็นห่วงเจ้าเช่นกัน !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของสามี
เจียงโม่หานกอดเอวนางไว้หลวมๆ เขาปฏิเสธไม่ออก “ถ้าเช่นนั้น…เจ้าต้องรับปากข้าว่าจะไม่ออกไปนอกอำเภอหนิงซี โดยเฉพาะห้ามไปที่ค่ายทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด”
“ได้…แต่ข้าต้องไปที่เมืองหนิงโจวสักหน่อย คนที่ฮ่องเต้ส่งมาให้ข้า แค่ดูแลเรื่องสร้างตำหนักองค์หญิงให้เท่านั้น แต่ข้าอยากซื้อที่ดินในอำเภอหนิงซีเพิ่มอีกหน่อยเพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูกข้าวโพด สร้างเมล็ดข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงวางขายไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคเหนือ !” ต้องทราบก่อนว่าราคาเมล็ดพันธุ์สูงยิ่งกว่าราคาข้าวสาร เมล็ดข้าวโพดสีเหลืองทองจึงกลายเป็นภูเขาเงินภูเขาทองในสายตาของหลินเว่ยเว่ย !
เจียงโม่หานหัวเราะ “ได้ ! เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ให้เพียงพอสำหรับที่ดินศักดินาของเจ้า ส่วนที่เหลือค่อยแบ่งให้ชาวบ้านที่ใช้แรงงานแลกกับเมล็ดพันธุ์ ถ้าไม่พอก็ให้ครอบครัวที่ยากลำบากก่อน…”
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจเบาๆ “ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีมีใครไม่ลำบาก ? โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านคนบาป…ไม่รู้จริงๆว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันมาได้อย่างไร…”
เจียงโม่หานลูบเส้นผมของเด็กสาวด้วยจิตใจอันสงบนิ่ง ตอนที่ภาคเหนือเผชิญภัยแล้งเมื่อชาติก่อน ชาวบ้านที่มีชีวิตน่าอนาถกว่าหมู่บ้านคนบาปยังมีอีกมาก หมู่บ้านฉือหลี่โกวต้องเผชิญกับภัยแล้งและโจรบุกปล้น ชาวบ้านเหลือแค่หนึ่งในสิบส่วน…หลังจากเด็กน้อยหายเป็นปกติแล้ว ไม่เพียงช่วยทำให้ชีวิตคนตระกูลหลินดีขึ้น ยังทำให้คนทั้งหมู่บ้านมีกินมีใช้ตามไปด้วย นอกจากนี้ยังบรรเทาภัยพิบัติในภาคเหนือได้อย่างทันท่วงที พอลองคิดแล้วเด็กน้อยจึงยังไม่เคยเห็นสภาพที่น่าอนาถกว่านี้จริงๆ
ตอนที่ 619: ฝูเหริน ท่านจะทำให้ใต้เท้าโกรธอีกแล้ว
กลางดึก เนื่องด้วยหลินเว่ยเว่ยใช้เวลาอยู่บนหลังม้าจากค่ายทหารตะวันตกเฉียงเหนือมายังอำเภอหนิงซีกว่าค่อนคืนจึงเหนื่อยมาก มือของสามีลูบศีรษะนางเป็นจังหวะ ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายยิ่งกว่าอะไร สติค่อนข้างเลือนราง ท้ายที่สุดก็เข้าสู่ห้วงนิทรา…
วันนี้ นางต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงประทัด นางขยี้ตาด้วยความหงุดหงิด หลังจากอ้าปากหาวแล้วหาวอีก หลินเว่ยเว่ยก็ห่อตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา เหมือนว่าสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ นางได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้น…
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมเสียงเจ้าหนูน้อยที่ดังตามมาติดๆ “พี่รอง ตื่นหรือยัง ? เกี๊ยวต้มเสร็จแล้ว…” จากนั้นก็เป็นเสียงเจ้าดำที่เอาตัวกระแทกประตู
หลินเว่ยเว่ยใส่ชุดที่นางเฝิงเย็บให้ใหม่…เสื้ออ่าวฉวิน (เสื้อแจ็คเก็ตที่มักสวมใส่พร้อมกระโปรง ) สีแดงปักลายบุปผาดูหรูหรา พร้อมกับคอเสื้อที่มีลูกเล่นเป็นขนจิ้งจอกสีขาว กระโปรงเป็นสีน้ำเงินคราม พอสวมใส่แล้วนอกจากแสดงถึงความมงคลในวันปีใหม่ ยังดึงความน่ารักสดใสของนางออกมาได้ด้วย
หลังล้างหน้าเสร็จ นางก็ไปคารวะผู้อาวุโสทั้งหลายพร้อมฝีปากที่หวานปานน้ำผึ้ง…ทำให้ฟู่หวาง หมู่เฟย แม่สามีและแม่แท้ๆ แจกอั่งเปาซองหนา นางยังถือซองอั่งเปาของตนไปอวดน้องชายอีกสองคนด้วยความภาคภูมิใจ !
หลินจื่อเหยียน “…” ข้าไม่อิจฉาเลยสักนิด !
เจ้าหนูน้อย “…” พี่รอง ข้ายกเงินอั่งเปาของตนให้ท่าน !
เจียงโม่หานยืนยันตำแหน่งในครอบครัวด้วยการกระทำ…เขายกซองอั่งเปาของตนให้ภรรยาทั้งหมด เพราะอำนาจทางการเงินของบ้านมีฝูเหรินคอยจัดการ !
แม่ทัพใหญ่หุยเหอที่โดนจับมาคือองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานพอสมควร ฮ่องเต้หุยเหอส่งพระองค์ออกมาหาประสบการณ์ในสนามรบ เพื่อให้ได้ฝึกฝนตัวเองและถือเป็นการแสดงออกว่าทรงให้ความสำคัญต่อโอรสองค์นี้ แต่ฮ่องเต้คาดไม่ถึงว่าจะโดนคนจากต้าเซี่ยยิงจนตกจากหลังม้า !
ถ้าจะแลกตัวพระโอรสกลับก็ต้องแลกด้วยราคามหาศาล แม้ฮ่องเต้หุยเหอจะรักพระโอรส แต่ก็ไม่อยากสละผลประโยชน์ของแผ่นดินจึงพุ่งเป้ามาที่ครอบครัวของหมินอ๋อง สายลับในอำเภอหนิงซีส่งสารลับว่าพระชายาและบุตรสาวของหมินอ๋องล้วนอยู่ในอำเภอหนิงซี พระชายาไม่ค่อยออกนอกที่พำนัก แต่บุตรสาวของหมินอ๋องมักเดินทางไปตรวจที่ดินนอกตัวอำเภอบ่อยครั้ง…
“ดังนั้น…พวกเขาจึงคิดจับตัวลูกเพื่อแลกกับองค์ชายอะไรนั่น ?” หลินเว่ยเว่ยกะพริบตากลมโต หลังจากมองหมินอ๋องแล้วก็หันไปมองสามีตัวเอง “เรา…ใช้แผนซ้อนแผน ทำให้สายลับหุยเหอมาแล้วไม่ได้กลับ ดีหรือไม่ ?”
“ไม่ได้ ! อันตรายเกินไป !” หมินอ๋องและเจียงโม่หานพูดประสานเสียง เห็นได้ชัดว่ามีความเห็นตรงกัน
“หากมีโจรร้อยวัน ไฉนเลยจะป้องกันโจรขโมยได้ทั้งร้อยวัน ? เว้นแต่ว่าต่อจากนี้ลูกจะไม่ออกไปไหนเลย อุดอู้อยู่แต่ในอำเภอ ถ้าจะเอาแต่ป้องกันก็โจมตีกลับไปเลยไม่ดีกว่าหรือเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าทั้งสองเป็นห่วงนาง แต่วิธีแก้ไขดีที่สุดก็คือล่อศัตรูในที่มืดออกมา แล้วปิดประตูตีแมว ! ส่วนนางเป็นแค่เหยื่อล่อเท่านั้น…นางเชื่อว่าสามารถป้องกันตัวเองได้ !
เจียงโม่หานรู้นิสัยนางดี หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เขาก็หันไปมองหมินอ๋อง “ตอนนี้เราจำเป็นต้องวางแผนกันก่อน…”
หลังขึ้นปีใหม่ผ่านมาแล้ว อากาศในฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ การเจรจาของทั้งสองทัพมาถึงทางตัน แต่เห็นได้ชัดว่าเผ่าหุยเหออยากถ่วงเวลา…
เมื่อฤดูแห่งการเพาะปลูกมาถึง หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มเดินทางจากอำเภอหนิงซีมายังบริเวณหมู่บ้านคนบาปบ่อยครั้งขึ้น หลินเว่ยเว่ยที่อยู่ในชุดสาวใช้กำลังตะโกนใส่ชิงหลิ่วที่ปลอมตัวเป็นนางว่า “ฝูเหริน ใต้เท้าเจียงสั่งไว้ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยปลอดภัย ให้บ่าวจับตามองท่านเอาไว้ ไม่ให้ท่านวิ่งไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่านแอบออกจากบ้านโดยไม่บอกท่านใต้เท้า เกรงว่าใต้เท้าต้องโกรธแน่นอนเจ้าค่ะ !”
ชิงหลิ่วเป็นหนึ่งในองครักษ์เงาของตำหนักหมินอ๋อง ในเวลาปกติรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของพระชายา แต่ช่วงนี้เผ่าหุยเหอมีการเคลื่อนไหว หมินอ๋องจึงส่งนางมาคุ้มกันหลินเว่ยเว่ย ส่วนเรื่องที่ชิงหลิ่วสลับฐานะกับหลินเว่ยเว่ยก็เป็นความคิดของเจียงโม่หาน
ชิงหลิ่วพูดเสียงดัง “ไม่เป็นไร ! ใต้เท้าของบ้านเจ้าไม่กล้าทำอะไรเปิ่นกงจู่หรอก !”
หลินเว่ยเว่ยบ่นเบาๆ “เจ้าแสดงไม่เหมือนสักนิด ปกติข้าแทนตัวเองว่า ‘เปิ่นกงจู่’ น้อยมาก ! แล้วข้าไม่พูดว่า ‘ใต้เท้าของบ้านเจ้า’ แต่เรียก ‘บัณฑิตน้อย’ ต่างหาก…”
ชิงหลิ่วก็ลดเสียงลง “ชาวหุยเหอไม่รู้มากถึงขนาดนั้นหรอกเพคะ ? ที่หม่อมฉันพูดแบบนี้ก็เพื่อให้อีกฝ่าย ‘แน่ใจ’ ในฐานะของเป้าหมายเท่านั้นเพคะ !”
หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองรอบกายแล้วพูดเสียงแผ่ว “ชาวหุยเหอจะลงมือในอีกไม่กี่วันนี้จริงหรือ ? เหตุใดข้าไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลย ?”
จากอำเภอหนิงซีมายังไร่ของหลินเว่ยเว่ย จำเป็นต้องผ่านดงป่าเล็กๆก่อน ในเวลาปกติมีคนผ่านไปผ่านมาไม่มากนัก จึงเป็นสถานที่ดีที่สุดในการลงมือ
ชิงหลิ่วหวาดระแวง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงบางอย่าง จึงพูดว่า “มาแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยกำกระบองเหล็กนิลในมือแน่น เงาร่างของมนุษย์เงาแล้วเงาเล่ากระโดดออกมาจากป่า ในมือมีอาวุธอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าหุยเหอและพุ่งเข้ามาหาชิงหลิ่วอย่างดุดัน
ชิงหลีและองครักษ์ตำหนักหมินอ๋องอีกสองนายที่ตามมาด้วยก็ชักกระบี่ออกจากฝักที่เหน็บเอวไว้ แล้วเริ่มสู้แบบหนึ่งต่อสาม หลินเว่ยเว่ยสะบัดมือที่ชิงหลิ่วจับเอาไว้แล้วเริ่มร่ายรำกระบองเหล็กนิลในมืออย่างชำนาญ ความเร็วของนางรวมกับน้ำหนักของกระบองเหล็กนิลทำให้นักฆ่าเผ่าหุยเหอที่โดนซัด หากดาบไม่ปลิวก็แขนหัก นี่หลินเว่ยเว่ยยังยั้งแรงไว้บ้าง ถ้าใช้แรงทั้งหมดแล้วอีกฝ่ายได้มีสภาพเหมือนโดนรถชนแน่นอน…คือ เลือดอาบ !
ชิงหลิ่วกวัดแกว่งกระบองเหล็กในมืออย่างว่องไว หลังเห็นหลินเว่ยเว่ยลงมือหนักจนจะเอาชีวิตคนได้ ก็รีบเตือนว่า “จับเป็น ! คนพวกนี้ยังมีประโยชน์กับข้า !”
หลีชิงและชิงหลิ่วล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งคู่ ส่วนองครักษ์อีกสองนายของตำหนักหมินอ๋องก็ฝีมือดีที่สุดในบรรดาองครักษ์ แม้หลินเว่ยเว่ยจะเรียนกระบวนท่ามาไม่มาก แต่วิชาหอกของสกุลจ้าวนั้นยอดเยี่ยมมาก แม้นักฆ่าหุยเหอมีจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไปทีละคน
ในเวลานี้ หมินอ๋องพาทหารนับร้อยนายมาล้อมพวกนักฆ่าเอาไว้ นักฆ่าหุยเหอจึงรู้ทันทีว่าตกหลุมพรางของอีกฝ่ายแล้ว แต่จะหนีก็หมดหนทาง จึงเข้ามาโจมตีชิงหลิ่วที่ปลอมตัวเป็น ‘องค์หญิงเว่ยเว่ย’ อย่างบ้าคลั่ง เพราะคิดจะจับบุตรสาวหมินอ๋องมาเป็นตัวประกัน
กระบองเหล็กนิลในมือของหลินเว่ยเว่ยกวาดไปทางอาวุธของอีกฝ่ายและโจมตีไปทางไหล่หรือขาของศัตรูเพื่อไม่ให้อันตรายถึงชีวิต หมินอ๋องเป็นห่วงบุตรสาวจึงรีบเข้ามาในวงล้อม สังหารอีกฝ่ายจนมาถึงตรงเบื้องหน้าบุตรสาว ก่อนจะเริ่มร่ายรำหอกคู่พระวรกายพร้อมกับหลินเว่ยเว่ย
ขณะที่นักฆ่าทุกคนโดนจับ หัวหน้ากลุ่มเห็นหมินอ๋องถามสาวใช้คนหนึ่งด้วยความห่วงใย ไฉนเลยเขาจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอีก…ที่แท้พวกตนก็เล็งเป้าหมายผิดตั้งแต่แรก ! นี่เป็นอุบายที่สร้างขึ้นมาหลอกพวกตน !
ขณะที่หมินอ๋องกำลังจะนำตัวนักโทษออกไปก็ถูกหลินเว่ยเว่ยรั้งไว้ก่อน “ฟู่หวาง ‘โจร’ พวกนี้มีประโยชน์กับลูก ! ทิ้งไว้ให้ลูกเถิดเพคะ ?”
หมินอ๋องทอดพระเนตรนางด้วยความสงสัยพร้อมถามว่า “เจ้าจะเอา ‘นักโทษ’ พวกนี้ไปทำอะไร ?”
“นักโทษพวกนี้กล้าบุกลักพาตัวกลางวันแสกๆ แน่นอนว่าจะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้อยู่แล้วเพ.คะ ! ตอนนี้ที่บ่อเกลือไม่ได้ขาดคนงานอยู่หรือ ? ลูกอยากใช้พวกมันไปแลกคนกลุ่มหนึ่งที่บ่อเกลือ…” หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่าง ‘บริสุทธิ์ใจ’…นางเหมือนคนที่จะก่อเรื่องได้หรือ ?
หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ ก่อนจะระบุให้นักฆ่าพวกนี้มีสถานะเป็น ‘โจร’ “ได้ ! ขอแค่พวกมันไม่ไปทำชั่วต่อ เอาไปส่งที่บ่อเกลือก็ถือว่าได้ทำประโยชน์เพื่อต้าเซี่ยเช่นกัน ! ”
ตอนที่ 620: แม้เป็นมังกรก็มีวันต้องจำศีล
หมินอ๋องพานักฆ่าที่กลายเป็นโจรจำนวน50คนมายังที่ว่าการอำเภอแทนนาง เจียงโม่หานให้หมอช่วยพันแผลพวกเขาอย่างง่ายๆ แล้วจึงพาตัวไปยังบ่อเกลือ
แม่ทัพเฉาเห็นนายอำเภอพา ‘เชลยศึกไม่สมประกอบ’ มากลุ่มใหญ่ จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “น้องเจียง นี่เจ้า…”
เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ข้าน้อยอยากใช้คนพวกนี้แลกกับคนงานเก่าที่อ่อนแอในบ่อเกลือสักหน่อย…” ขณะพูดก็นำรายชื่อคนที่อยากแลกมายื่นให้แม่ทัพเฉา
หลังจากอ่านแล้วแม่ทัพเฉาก็ขมวดคิ้วพลางถาม “นี่เป็นความคิดของเจ้า หรือว่า…” ขณะพูด เขาก็ชี้นิ้วขึ้นด้านบน
เจียงโม่หานไม่ได้ตอบคำถาม แต่พูดว่า “คนพวกนี้ต่างเป็นปัญญาชนที่อ่อนแอไร้พละกำลัง สตรีและเด็ก อยู่ในบ่อเกลือก็ช่วยงานอะไรไม่ได้ ข้าน้อยจะพาคนพวกนี้ไป ส่วนนักโทษที่ข้าน้อยพามา แม้จะบาดเจ็บบ้างแต่พอรักษาหายแล้วก็เป็นแรงงานที่แข็งแรง แม่ทัพเฉา ท่านไม่เสียเปรียบหรอกขอรับ !”
“เป็นบัณฑิตหยวนขอร้องเจ้าอย่างนั้นหรือ ? หืม แต่เจ้าเป็นบัณฑิตจากภาคเหนือ บัณฑิตหยวนเป็นคนทางใต้ เจ้าสองคนไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร ?” แม่ทัพเฉาพับรายชื่อในมืออย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันมามองเจียงโม่หานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เจียงโม่หานเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธ จึงรู้ว่าอาจสำเร็จแล้ว “คนพวกนี้เป็นขุนนางที่มีความสามารถของราชวงศ์ก่อน เพียงแต่อดีตฮ่องเต้โง่เขลาเบาปัญญา ริษยาผู้ที่มีความสามารถเหนือตนจึงสั่งเนรเทศพวกเขามายังที่นี่ บัดนี้ราชสำนักต้องการผู้มีความสามารถ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีการอภัยโทษลงมาและให้เรียกใช้พวกเขาอีกครั้ง…”
ชาติก่อน ตอนที่ฮ่องเต้มีพระราชโองการลงมา อดีตขุนนางมากความสามารถเหล่านี้ก็เหลือรอดเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งยังสุขภาพย่ำแย่สุดๆ ผ่านไปไม่กี่ปีก็เสียชีวิต ฮ่องเต้หยวนชิงคร่ำครวญถึงคนพวกนี้ยามประชุมราชสำนักหลายต่อหลายครั้ง…
แม้ว่าแม่ทัพเฉาจะเป็นคนแข็งกระด้าง แต่สำหรับปัญญาชนที่มีสมองเฉียบแหลมก็ยังพอให้ความยกย่องอยู่บ้าง หลังครุ่นคิดแล้วเขาก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “ได้ ! เขื่อนกั้นน้ำทางนั้นก็ต้องการคนเช่นกัน ในบรรดาคนพวกนี้มีคนที่เคยอยู่กรมโยธาธิการมาก่อน ถ้าอย่างไร…ให้เจ้ายืมใช้ก่อนก็ได้ ! แต่หากเบื้องบนตำหนิลงมา ข้าจะไม่ช่วยปกปิดแทนเจ้าหรอก ! ทหาร ! พาคนที่ใต้เท้าเจียงนำมาลงไปในบ่อเกลือ ให้พวกมันได้ใช้ชีวิตตามที่ควรจะเป็น !”
ในบ่อเกลือมีนักโทษที่กระทำความผิดมากมาย ลูกน้องของแม่ทัพเฉาจึงมีวิธีจัดการกับคนพวกนี้อย่างชำนาญ เมื่อมาถึงถิ่นของเหล่าเฉาผู้นี้แล้ว แม้แต่มังกรก็ยังต้องเปลี่ยนเป็นหนอนผีเสื้อตัวหนึ่งที่ให้เขาได้บีบเค้นตามใจชอบ !
คนส่วนใหญ่ในใบรายชื่อของเจียงโม่หานเป็นอดีตขุนนางที่ถูกเนรเทศจากราชวงศ์ก่อน มีขุนนางขั้นหนึ่งและขั้นสองไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีคนชรากับสตรีอ่อนแอที่ต้องเสียชีวิตในขณะเดินทางมาชายแดนและยังมีคนที่จบชีวิตลงเพราะป่วยในบ่อเกลือ…คนที่เหลือรอด พอรวมกับครอบครัวของพวกเขาแล้วก็ยังมีแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น
ทว่าจากสภาพของพวกเขาแล้ว แม่ทัพเฉาน่าจะปฏิบัติดีด้วยเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นในบ่อเกลือที่มีงานหนักเช่นนี้ ปัญญาชนผู้อ่อนแอก็คงยากที่จะรอดมาจนถึงตอนนี้ได้
แม่ทัพเฉาพูดกับพวกเขาว่า “ท่านนี้คือนายอำเภอหนิงซี เป็นจอหงวนของปีก่อน อำเภอหนิงซีของเขากำลังสร้างระบบชลประทาน แต่คนในมือไม่พอ ในบรรดาพวกเจ้ามีใครเคยทำงานให้กรมโยธาธิการมาก่อนบ้าง ?”
เสียงของเขาเพิ่งเงียบลง ก็มีชายชราร่างกายอ่อนแอเดินออกมาจากฝูงชน เจียงโม่หานจำได้ว่าอีกฝ่ายคือศิษย์คนที่ห้าของผู้อาวุโสเซวีย อายุมากกว่าบัณฑิตหยวนเพียง7-8ปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนชายชราจริงๆ ผมขาวหมดทั้งศีรษะ ใบหน้าเหี่ยวย่น แสดงออกให้เห็นถึงความลำบากที่ได้เผชิญ
ต่อจากนั้นยังมีชายอายุประมาณสามสิบปีต้นๆ เดินออกมาอีกคน เขาทำมือคารวะเจียงโม่หาน “ท่านพ่อเคยรับหน้าที่ซ่อมแซมระบบชลประทานทางใต้มาก่อนและทำอยู่หลายสิบปีขอรับ”
เจียงโม่หานกวาดตามองฝูงชน เหมือนกำลังตามหาคนที่อีกฝ่ายเอ่ยถึง ชายผู้นั้นพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ท่านพ่อไม่สบาย ได้แต่นอนติดเตียง…ข้าน้อยขอวิงวอนต่อใต้เท้า ได้โปรดเชิญหมอมาดูอาการท่านพ่อด้วยเถิดขอรับ”
หลังสอบถามถึงตำแหน่งและสังกัดในสมัยก่อนของคนที่เหลือแล้ว เจียงโม่หานก็หันมาพูดกับแม่ทัพเฉาว่า “ข้าน้อยสามารถใช้ประโยชน์จากคนพวกนี้ได้ ต้องขอบคุณในความช่วยเหลือของท่านแม่ทัพเฉามากขอรับ !”
แม่ทัพเฉาโบกมือ “พวกเขาจะไปทำงานที่ไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ? หาเกลือหรือขุดคลองก็ทำเพื่อแผ่นดินทั้งสิ้น ! จริงสิ บุตรสาวข้าชอบขนมที่ฝูเหรินเจ้าทำมาก…”
“…” บุตรสาวท่านไปที่ว่าการอำเภออยู่บ่อยครั้งเพื่อกินขนมของภรรยาข้าไม่ใช่หรือ? ท่านอยากกินเองก็ไม่ต้องโยนไปให้บุตรสาว ! เจียงโม่หานพยักหน้า “เมื่อกลับไปยังที่ว่าการแล้ว ข้าน้อยจะสั่งให้ฝูเหรินห่อให้นางเอากลับมาเยอะๆหน่อย”
หลังจากพอใจแล้ว แม่ทัพเฉาก็โบกมือเพื่อส่งสัญญาณให้เขาพาคนออกไปได้
ในบรรดา36คนนี้ มี3คนเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเซวียและยังมีอีก4คนที่เป็นขุนนางมากความสามารถของราชวงศ์ก่อน ส่วนที่เหลือต่างเป็นญาติของพวกเขาหรือคนในครอบครัวขุนนางที่เสียชีวิตไปแล้ว
ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ก่อนช่างโง่เขลา หลงเชื่อคำยุยงของขุนนางกังฉินแล้วหันมาทำร้ายขุนนางตงฉินแทน หากราชวงศ์ไม่ล่มสลายก็แปลก !
เจียงโม่หานให้พวกเขาพักอยู่ที่เรือนหลังที่ว่าการแล้วเปิดประตูที่สามารถออกไปข้างนอกได้ทิ้งไว้ เจียงโม่หานพูดกับชายชราที่มีอายุประมาณ50กว่าปีว่า “ใต้เท้าหลิ่ว ในราชวงศ์ก่อน ท่านเคยรับหน้าที่ในกรมคลัง ดูแลเรื่องไร่นามาก่อนด้วย รอให้ฝูเหรินสร้างบ้านไร่เสร็จเมื่อใด ท่านก็พาครอบครัวไปอยู่ที่นั่นเถิด ! ใต้เท้าหู ใต้เท้าจาง รอให้อากาศอบอุ่นกว่านี้หน่อย พวกท่านก็ตามข้าไปสำรวจแม่น้ำ ข้ามีความคิดบางอย่างที่อยากให้ใต้เท้าทั้งสองช่วยออกความเห็น”
อดีตขุนนางเฒ่าที่มีวัยเกือบ60ปีทั้งสามคนนี้ ทำงานอยู่ในบ่อเกลือมาหลายสิบปีจึงทรมานจนไม่เหลือสภาพดีๆแล้ว สภาพในตอนนี้เหมือนชาวบ้านธรรมดาไม่มีผิด พวกเขาพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวว่า “ข้าน้อยไม่กล้ารับคำเรียกว่าใต้เท้าจากท่านนายอำเภอหรอกขอรับ…”
หลินเว่ยเว่ยพาชุนซิ่งและชิงหลิ่วมาดู นางพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น…เรียกพวกท่านว่าผู้อาวุโสหลิ่ว ผู้อาวุโสหูและผู้อาวุโสจางก็แล้วกัน ท่านพี่ ห้องครัวเตรียมน้ำร้อนไว้แล้ว พวกท่านทั้งหลายอาบน้ำกันก่อน แล้วข้าจะให้คนเชิญหมอมาตรวจสุขภาพ !”
ผู้อาวุโสหลิ่ว…ก็คือศิษย์คนที่ห้าของผู้อาวุโสเซวีย เขาพูดด้วยความสุภาพและดูเหินห่างเล็กหน่อย “ขอบคุณท่านนายอำเภอและฝูเหรินมากขอรับ”
หลังจัดการเรื่องคนพวกนี้เสร็จแล้ว เจียงโม่หานก็ออกไปพร้อมภรรยา จางว่านหลี่เห็นหลังบ้านไม่มีทหารคอยเฝ้าไว้ จึงหันไปมองหลิ่วจงเทาหรือผู้อาวุโสหลิ่วแล้วพูดด้วยความสงสัยว่า “เจ้าคิดว่า…นายอำเภอเจียงจะมาไม้ไหน ? ถ้าจะขุดคลองก็ต้องเอาคนหนุ่มที่มีแรงเยอะๆสิ เอาคนแก่อ่อนแออย่างพวกเรามาจะมีประโยชน์อะไร ?”
“ท่านพ่อขอรับ นายอำเภอก็พูดแล้วไม่ใช่หรือว่าเขาอยากได้ประสบการณ์ในการสร้างระบบชลประทานจากท่านกับท่านลุงหู…” บุตรชายคนที่สองของจางว่านหลี่มองชุดเครื่องนอนครบครันในห้อง แม้ห้องมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ดีกว่าที่พักในบ่อเกลือมากแล้ว “แม้จะแย่แค่ไหนก็ไม่แย่เท่าบ่อเกลือหรอกขอรับ…”
แม้ว่าแม่ทัพเฉาจะดูแลพวกเขาเป็นกรณีพิเศษ แต่งานหนักของทุกวันก็ไม่อาจเลี่ยงได้ งานที่บ่อเกลือไม่ใช่งานที่คนจะทำไหว งานที่พวกคนแก่อ่อนแออย่างผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสหลิ่วได้ทำยังถือว่าดีหน่อย แต่คนรุ่นหลังของพวกเขาไม่ได้โชคดีแบบนั้นด้วย ทว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว ความลำบากของพวกเขายังถือว่าลดลงไปมาก
“ในเมื่อมาเเล้วก็จงอยู่อย่างมีความสุข…” ผู้อาวุโสหลิ่วใช้มือทุบเอวตัวเอง หลานชายของเขาจึงรีบเข้ามานวดให้ทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment