ตอนที่ 621: นี่คิดจะหลอกพวกเราหรือ?
ช่วงเอวของผู้อาวุโสหลิ่วบาดเจ็บตั้งแต่ที่เดินทางมารับโทษแล้ว จนถึงตอนนี้ยังรักษาไม่หายสักที ขณะทรมานอยู่ที่บ่อเกลือ เขาก็ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เป็นเวลานานถึงจะลุกขึ้นมาได้สักครั้ง ถ้าไม่ได้รับการดูแลจากแม่ทัพเฉา เกรงว่าสังขารอันร่วงโรยนี้ต้องฝังไว้ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือตั้งนานแล้ว
ท่านหมอว่านจับชีพจรให้คนพวกนี้ทีละคน…ร่างกายของพวกเขามีปัญหาไม่มากก็น้อย เบาหน่อยแค่พักรักษาตัวก็ได้แล้ว แต่หนัก…ก็คือชายชราอายุ70ปีที่กำลังนอนไข้สูงไม่ลดอยู่บนเตียง หมอว่านส่ายหน้าให้ครอบครัวของชายชรา “ได้แต่ให้สวรรค์ลิขิตแล้ว !”
หลังจากหมอว่านสั่งยาแล้ว ภรรยานายอำเภอก็ให้คนไปซื้อที่ร้านขายยา ขณะมาส่งยาก็เอาอาหารเย็นมาให้พวกเขาด้วย…หมั่นโถวสองกล่องและผัดวุ้นเส้นผักกาดขาวใส่เนื้อหมูก็เพียงพอให้พวกเขากินจนอิ่มท้อง ผู้สูงอายุและเด็กยังได้กินไข่ไก่คนละหนึ่งฟองอีกด้วย
ได้ยินว่าอาหารที่มาจากห้องครัวของที่ว่าการอำเภอล้วนเป็นฝีมือของฝูเหรินนายอำเภอและนางกำนัลคนสนิทของหมินหวางเฟย ยังไม่พูดถึงเรื่องฐานะของพวกเขา แต่จำนวนคนของพวกเขาเช่นนี้ ไฉนเลยจะกล้ารบกวนให้คนอื่นมาลำบากเพื่อตนไปได้ตลอด ? ด้วยเหตุนี้ผู้อาวุโสหลิ่วจึงไปหาหลินเว่ยเว่ยเพื่อบอกว่าพวกเขาจะเก็บกวาดพื้นที่ด้านหลังแล้วทำเป็นห้องครัว
ผ่านไปไม่นาน ณ มุมกำแพงปูนของเรือนหลังก็มีเตาถูกก่อขึ้น3เตา กระทะเหล็กก็ถูกส่งมาด้วย นอกจากนี้ยังมีถ้วยชามต่างๆ…ส่วนข้าวสารและวัตถุดิบก็กองจนเต็มห้องครัว ขณะมองของเหล่านี้แล้ว ลูกสะใภ้ของผู้อาวุโสหลิ่วและผู้อาวุโสหู นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนก็รู้สึกสบายใจหายห่วงสักที
หลังจัดการคนพวกนี้เสร็จแล้ว การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มต้นขึ้น หลินเว่ยเว่ยยังใช้ธัญพืชเป็นค่าแรงเหมือนเดิม นางจ้างคนงานชั่วคราวมาพรวนดินและหว่านเมล็ด คลองยังไม่เสร็จ สำหรับที่ดินเพิ่งถางใหม่เหล่านี้ หลินเว่ยเว่ยใช้ปลูกข้าวโพดครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งปลูกข้าวสาลี ส่วนข้าวขาวต้องรอให้ถึงปีหน้าแล้วค่อยคิดอีกที !
หน้าประตูที่ว่าการอำเภอมีคนมาเข้าแถวยาวเหยียด พวกเขาต่างเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่มาขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด การแจกเพิ่งเริ่มขึ้น ชาวบ้านพวกนี้จึงอดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว พวกเขาไม่ได้กังวลว่าภรรยานายอำเภอจะผิดสัญญา แต่กลัวว่าตอนเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงมีคนมาช่วยงานมากเกินไป แล้วเมล็ดพันธุ์จะไม่เพียงพอหรือชื่อของตนจะตกหล่น…
“ที่ดินหนึ่งหมู่ใช้เมล็ดพันธุ์แค่5ชั่ง มันจะพอหรือ ? ตอนฝูเหรินนายอำเภอปลูกข้าวสาลี ข้าไปช่วยงานมาด้วย พื้นที่หนึ่งหมู่ต้องใช้ถึง20ชั่ง !” ทันใดนั้นทางด้านหน้าก็มีเสียงชาวบ้านตะโกนว่า “เพราะเมล็ดพันธุ์ไม่พอ ฝูเหรินนายอำเภอจึงใช้เมล็ดพันธุ์แค่นี้มาหลอกพวกเรา ?”
ผู้อาวุโสหลิ่วและหลานชายรับหน้าที่ช่วยแจกเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน พวกตนก็คิดว่าเมล็ดพันธุ์5ชั่งต่อหนึ่งหมู่น้อยเกินไป ได้ยินว่าฝูเหรินนายอำเภอปลูกข้าวโพดออกมาได้ผลผลิตหมู่ละ500ชั่ง จนพวกเขาเองก็ยังตื่นเต้นไปพร้อมคนอื่นด้วย ! เมล็ดพันธุ์5ชั่งสามารถแลกด้วยธัญพืชหยาบจำนวน500ชั่งได้จริงหรือ ? พูดออกไปใครจะเชื่อ ? ภรรยานายอำเภอทำแบบนี้ คงจะทำให้ใจของราษฎรที่คว้ามาได้ต้องพังทลายในคราวเดียว !
หลิวว่ายจื่ออธิบาย “จะเอาข้าวสาลีมาเทียบกับข้าวโพดได้อย่างไร ที่ดินของท่านฝูเหรินใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดแค่4ชั่งต่อหนึ่งหมู่เท่านั้น ! ถ้าไม่เชื่อ พวกเจ้าก็ไปถามพวกชาวบ้านที่มาช่วยหยอดเมล็ดข้าวโพดในฤดูร้อนเหล่านั้น ที่ดินของฝูเหรินซึ่งกำลังแผ้วถางก็จะปลูกข้าวโพดเช่นกัน พวกเจ้าลองไปดูว่าปลูกอย่างไร…ถ้าปลูกไม่เป็นก็อย่าเอาเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงพวกนี้ไปทำให้เสียของ !”
สตรีในชุดมอมแมมคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ปีก่อน ตอนที่ปลูกข้าวโพด ข้าก็ไปด้วย หลุมที่ใช้ปลูกข้าวโพดค่อนข้างกว้าง แต่ด้านในมีเมล็ดข้าวโพดแค่สองเมล็ดเท่านั้น ที่ดินหนึ่งหมู่ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เท่าไรจริงๆ…”
มีคนจดจำนางได้ “เจ้าไม่ได้มาจากหมู่บ้านคนบาปนั่นหรือ ? หมู่บ้านคนบาปเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่เมื่อใดกัน ? เจ้ามารับเมล็ดพันธุ์แทนใคร ?”
สตรีนางนั้นมองไปยังหลิวว่ายจื่อด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพูดอธิบายเบาๆว่า “ท่านฝูเหรินนายอำเภอบอกว่าใครแผ้วถาง ที่ดินก็เป็นของคนนั้น บ้านเราบุกเบิกพื้นที่5หมู่และได้ขึ้นทะเบียนกับที่ว่าการอำเภอแล้ว ใบรายชื่อของท่านฝูเหรินนายอำเภอก็มีชื่อของข้าอยู่ ถ้าไม่เชื่อพวกเจ้าถามผู้ดูแลหลิวก็ได้”
หลิวว่ายจื่อจ้องคนที่พูดกับสตรีนางนั้น “เจ้าสงสัยการตัดสินใจของท่านนายอำเภอและท่านภรรยานายอำเภออย่างนั้นหรือ ? เป็นคนจากหมู่บ้านคนบาปแล้วอย่างไร ? ขอแค่พวกเขาพึ่งพาตัวเอง ทุกอย่างก็เป็นของพวกเขา อย่าพูดจาเหลวไหลอีก ฟังชื่อของตนแล้วเข้ามารับเมล็ดพันธุ์ ! หมู่บ้านซานหวา หลิวเถี่ยถัว หวังหมาจื้อ หลี่เสี่ยวซาน พวกเจ้าสามคนเอาโฉนดที่ดินและทะเบียนบ้านออกมา !”
“มาแล้ว มาแล้วขอรับ !” คนพวกนี้ออกมาจากฝูงชนด้วยความดีใจ หลังรับเมล็ดพันธุ์ของตัวเองแล้วก็ประทับรอยนิ้วมือลงในหนังสือสัญญา ที่ดินของบ้านถูกไถพรวนไว้พร้อมแล้ว รอเพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเท่านั้น ดินทรายอันแห้งแล้งซึ่งในตอนนั้นปลูกข้าวสาลีออกมาและนำไปจ่ายภาษี พวกเขาก็แทบไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ให้ปลูกในครั้งถัดไป เมื่อมีเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชั้นดีของท่านฝูเหรินนายอำเภอ หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาก็ไม่ต้องหิวโหยอีกต่อไป !!
ในที่ว่าการอำเภอ เจียงโม่หานเรียกผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดของอำเภอหนิงซีมาประชุม วัตถุประสงค์ของการประชุมก็คือ ‘หลังหว่านเมล็ดแล้ว ในแต่ละหมู่บ้านจะต้องจัดคนลาดตระเวนขึ้นมาเพื่อคอยเดินดูที่ดินของพวกชาวบ้านในยามค่ำคืน ไม่อย่างนั้นเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งปลูกก็อาจถูกคนขุดขึ้นมาได้ ต้องทราบก่อนว่ามีคนไม่น้อยกำลังจับจ้องเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงเหล่านี้ !’
ห่างจากหมู่บ้านคนบาปไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ30ลี้ มีหมู่บ้านที่ชื่อว่าหมู่บ้านหงฮัวตั้งอยู่และขึ้นตรงกับอำเภออานซี ไม่รู้ว่าชาวบ้านที่นั่นไปทราบเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงของอำเภอหนิงซีมาจากที่ใด แค่ช่วยงานฝูเหรินไม่กี่วันก็จะมีสิทธิ์ซื้อหรือลงบัญชีค่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไว้ก่อน ในฤดูเพาะปลูกนั้นพวกชาวบ้านจากหมู่บ้านหงฮัวจึงมาช่วยกันไถพรวนที่ดินเกือบทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านเหล่านี้เป็นเกษตรกรฝีมือดี เมื่อมีพวกเขาอยู่แล้วการไถที่ดินก็เร็วกว่าเดิม
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยนำหมั่นโถวไปให้ พวกเขาก็พากันปฏิเสธและกินหมั่นโถวจากธัญพืชหยาบที่นำมาเอง พอหลินเว่ยเว่ยเห็นแบบนั้นก็ถามผู้ใหญ่บ้านว่า “พวกเจ้าคือ…”
ผู้ใหญ่บ้านหงฮัวมีอายุประมาณ30ปี เขาตอบอย่างสงวนท่าที “ได้ยินมาว่า…คนที่มาช่วยงานท่านจะมีสิทธิพิเศษในการขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ไม่ทราบว่ายังยึดตามนี้หรือไม่ขอรับ ?”
“แน่นอน ! แต่ว่าเมล็ดพันธุ์ในปีนี้หมดแล้ว ต้องรอปีหน้า…”
“ปีหน้าก็ได้ขอรับ ! แต่…พวกเราไม่ใช่คนอำเภอหนิงซีก็ขอรับได้หรือขอรับ ?” ผู้ใหญ่บ้านหงฮัวมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความประหม่า แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความหวัง
“แน่นอน ! ขอแค่มีเมล็ดพันธุ์มากพอ ถ้าพวกเจ้าลงทะเบียนไว้ก็จะมีสิทธิพิเศษในการขอรับเมล็ดพันธุ์ก่อน ถ้าไม่มีเงินก็ลงบัญชีไว้ก่อนได้ จากนั้นค่อยจ่ายคืนหลังฤดูเก็บเกี่ยว” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าราษฎรในภาคตะวันตกเฉียงเหนือล้วนมีสภาพชีวิตไม่แตกต่างกับคนอำเภอหนิงซี ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เกินขอบเขตความสามารถของตน นางก็หวังว่าจะช่วยชาวบ้านที่ยากลำบากพวกนี้ให้ได้มากที่สุด
พอชาวบ้านหงฮัวได้ยินแบบนั้นก็มีแรงทำงานมากกว่าเดิมทันที แม้พวกเขาจะมาช่วยงานเพราะอยากได้สิทธิพิเศษในการขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชั้นดี แต่ก็ยังได้เรียนรู้วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงไปด้วย ถือว่าได้รับโชคสองชั้น !
ชาวบ้านหงฮัวอยู่ค่อนข้างไกล พวกเขาจึงหาหญ้าแห้งมาปูบนพื้นแล้วใช้ที่นอนปูทับอีกชั้น ก่อนจะล้มตัวลงนอนกันทั้งอย่างนั้น ค่ำคืนแห่งฤดูใบไม้ผลิยังมีสายลมเย็นพัดมาบ้างเป็นครั้งคราว หลินเว่ยเว่ยกลัวชาวบ้านพวกนี้จะล้มป่วยจึงให้มานอนในบ้านที่กำลังก่อสร้าง ตัวบ้านถูกสร้างไปได้พอสมควรแล้ว แม้จะยังไม่มีประตูหน้าต่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ช่วยกันลมได้
ถ้าเอ่ยถึงสภาพอากาศของภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว สิ่งที่ทำให้หลินเว่ยเว่ยไม่คุ้นชินก็คือลมแรง อากาศแห้ง นางทำครีมทาผิวขึ้นมาเองจากการใช้น้ำพุวิญญาณเป็นส่วนผสม ได้ผลลัพธ์ไม่เลว แม้แต่หมินหวางเฟยก็ยังชมว่าใช้ดี !
ตอนที่ 622: เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่างไม่ถูกหลักการ
หลังปลูกข้าวสาลีและข้าวโพดในฤดูใบไม้ผลิเสร็จแล้ว หลีชิงก็พาองครักษ์กับลูกจ้างประจำออกเดินลาดตระเวนรอบไร่และจับโจรที่มาขโมยเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้หลายรายตามคาด ! คนที่ทำแบบนี้ หากไม่ได้ทำเพราะเกียจคร้านงานหนัก แต่มีใจโลภอยากได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชั้นดี ก็เป็นเพราะเศรษฐีในท้องที่อยากได้เมล็ดพันธุ์ชั้นดีพวกนี้กลับไปปลูกเอากำไร
เจียงโม่หานจัดการคนพวกนี้อย่างโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นใคร พอจับได้แล้วก็ส่งไปเป็นแรงงานที่บ่อเกลือนานหนึ่งปี ! ซึ่งทุกหมู่บ้านในอำเภอก็มีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฎขึ้นเหมือนกันหมด
พวกผู้ใหญ่บ้านต้องเอ่ยชมแผนการของนายอำเภอ หลังมีคนลาดตระเวนแล้ว โจรขโมยเมล็ดพันธุ์ล้วนประสบความล้มเหลวทุกราย ตรงกันข้ามยังเป็นการส่งตัวเองไปเป็นแรงงานที่บ่อเกลืออีกด้วย…ต่อจากนั้นก็ไม่มีใครพุ่งเป้ามาที่เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของอำเภอหนิงซีอีกต่อไป !
ในเวลาเดียวกัน เมื่อภาพเขื่อนกั้นน้ำของเจียงโม่หานถูกผู้อาวุโสหูและผู้อาวุโสจางช่วยวิจารณ์แล้วก็ถูกปรับเปลี่ยนอีกเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มก่อสร้าง ในด้านการสร้างกลไกสำหรับเปิดปิดประตูควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านนั้นเป็นความคิดของหลินเว่ยเว่ย
ผู้อาวุโสหูและผู้อาวุโสจางมองภาพวาดในมือ แล้วหันไปมองสิ่งก่อสร้างกลางแดดแผดเผา ทันใดนั้นพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ‘คนหนุ่มสาวสมัยนี้ ช่างคิดจริงๆ ! เมื่อมีประตูกั้นน้ำนี้แล้วก็จะสะดวกในการควบคุมระดับน้ำ โดยเฉพาะเวลาที่มีน้ำหลากก็สามารถปิดประตูเพื่อกั้นน้ำได้ ราษฎรไม่ต้องทุกข์ทรมานเพราะน้ำท่วมกันอีก !’
นายอำเภอหนุ่มคนนี้มีความสามารถอย่างแท้จริง คนผู้นี้ไม่ใช่บัวใต้ตม อนาคตจะต้องสดใสแน่นอน !
ขุดร่องน้ำ ขุดคลอง ซ่อมคลองส่งน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างเขื่อนกั้นน้ำ แทบจะถูกสร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน อีกทั้งสิ่งที่ไม่ขาดแคลนคือแรงงาน ในยามที่ผลผลิตเก็บเกี่ยวไม่ทันเช่นนี้ก็มีชาวบ้านจำนวนมากยอมออกมาใช้แรงงานแลกกับอาหารสองมื้อต่อวัน ส่วนเรื่องข้าวสารก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะหมินหวางเฟยให้คนขนข้าวสารมาจากทางใต้ เรือลำแล้วลำเล่าล่องสู่น่านน้ำอำเภอหนิงซี
เจียงโม่หานยังร่วมมือกับแม่ทัพเฉาเพื่อกวาดล้างกองโจรสลัดกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางน้ำก็ปลอดภัยขึ้นมาก พ่อค้าที่ต้องเดินทางล้วนซาบซึ้งใจในการทำงานของนายอำเภอคนปัจจุบัน พวกเขาจึงร่วมบริจาคทรัพย์สินและเสบียงเพื่อสนับสนุนการสร้างระบบชลประทานของอำเภอหนิงซี…
“หืม! คึกคักกันเหลือเกิน!” องค์ชายเจ็ดในท่วงท่าสง่างามกำลังอยู่บนหลังอาชา ขณะทอดพระเนตรชาวบ้านที่กำลังถอดเสื้อแล้วช่วยกันขุดคลองอย่างขยันขันแข็ง ทรงมุ่ยพระโอษฐ์พลางตรัสว่า “จอหงวนคนนี้เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปีก็เกณฑ์คนมามากมายขนาดนี้แล้ว ไม่กลัวกระแสตีกลับของชาวบ้านหรืออย่างไร?”
นับตั้งแต่สมัยโบราณ การเรียกเกณฑ์คนของทางการมักกลายเป็นการบีบให้ชาวบ้านกลายเป็นกบฏ เดิมทีภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ไม่ค่อยสงบอยู่แล้ว ตอนที่พระองค์ขนอาหารบรรเทาทุกข์มาแจกจ่ายก็เกือบโดนโจรสลัดปล้นไปเช่นกัน!
“กินข้าว !! มาเข้าแถวให้เรียบร้อย หมั่นโถวคนละสองลูก หัวไชเท้าดองเค็มคนละหนึ่งหัว ! วันนี้ยังมีโจ๊กข้าวโพดเพิ่มอีกคนละหนึ่งชาม !” หมั่นโถวตะกร้าแล้วตะกร้าเล่าและหม้อโจ๊กข้าวโพดหม้อแล้วหม้อเล่าถูกยกเข้ามา ชาวบ้านที่ขุดคลองอยู่ก็พากันมาเข้าแถวรับอาหารของวันนี้ตามปกติ
หลังรับอาหารเสร็จแล้วก็ไปนั่งบนพื้น จากนั้นเริ่มกินหมั่นโถวคำโต ชายผิวดำคนหนึ่งที่พอกินโจ๊กข้าวโพดไปคำหนึ่งแล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “โจ๊กนี้อร่อยมาก ! คงไม่ได้ทำมาจากข้าวโพดให้ผลผลิตสูงของอำเภอหนิงซีเราหรอกกระมัง ?”
“ต้องใช่แน่นอน ! เพราะนอกจากอำเภอหนิงซีของเราแล้วยังจะหาข้าวโพดที่อร่อยขนาดนี้จากที่ไหนได้อีก ? เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ท่านภรรยานายอำเภอนำมา ทั้งให้ผลผลิตสูงและรสชาติดี ต่อไปชาวบ้านในอำเภอหนิงซีจะได้มีลาภปากแล้ว” หลังชายหนุ่มอีกคนพูดจบก็ยกชามโจ๊กขึ้นซดคำใหญ่ โจ๊กข้าวโพดไม่ได้เหนียวหนืด ทั้งอร่อยและอยู่ท้อง !
“พอได้กินโจ๊กข้าวโพดนี้แล้วร่างกายก็เต็มไปด้วยพละกำลัง ! แม้จะให้ทำงานอีกสองชั่วยาม ข้าก็ยังไหว !” ชายคนหนึ่งคุยโว
เจ้าหน้าที่แจกอาหารให้ชาวบ้านพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม “ระเบียบของนายอำเภอคือให้มีเวลาพักกินข้าวหนึ่งชั่วยาม เจ้าวิ่งไปทำงานแบบนั้นก็เท่ากับว่าพาพี่น้องของพวกเราไปทำผิดกฎด้วยไม่ใช่หรือ ? คนที่ไม่รู้ก็จะเข้าใจผิดว่านายอำเภอใช้แรงงานเจ้าเหมือนทาส !”
“สมัยก่อน เจ้าหน้าที่แทบอยากจะฆ่าแรงงานให้ตาย ทำงานช้าหน่อยก็ใช้แส้เฆี่ยนตี แต่ในเวลานี้แรงงานอย่างพวกเราอาสาทำงานเพิ่ม เจ้าหน้าที่อย่างพวกท่านกลับไม่ยอมให้ทำ” ชายผู้นั้นสนิทกับเจ้าหน้าที่แล้วจึงกล้าพูดติดตลก
เจ้าหน้าที่พูดด้วยรอยยิ้ม “นี่ไม่ถือว่าเป็นความเมตตาของนายอำเภอเจียงหรอกหรือ ? นายอำเภอและฝูเหรินที่ดีขนาดนี้จะไปหาจากที่ไหนได้อีก ? พวกเจ้าเพลิดเพลินกับความสุขไปเถิด !”
องค์ชายเจ็ด.ลงจากหลังอาชาพลางดำเนินมาคุกพระชานุลงข้างแรงงานคนหนึ่งแล้วตรัสถามว่า “เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่ ได้ผลผลิต500ชั่งต่อหมู่จริงหรือ ? คงไม่ได้สร้างตัวเลขเท็จขึ้นมาหรอกกระมัง ?”
แรงงานคนนั้นเช็ดปากแล้วหันไปมองพระองค์ด้วยความหวาดระแวง “เจ้าคงไม่ได้คิดจะมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากท่านฝูเหรินนายอำเภอใช่หรือไม่ ? ข้าแนะนำเจ้าว่ามาจากทางไหนก็กลับไปทางนั้น เพราะท่านฝูเหรินนายอำเภอพูดไว้แล้วว่าเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้เก็บไว้ให้ชาวบ้านอำเภอหนิงซีก่อน ถ้ามีเหลือก็ขายในอำเภอที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนที่อื่นนั้น…งดพิจารณาชั่วคราว !”
แรงงานหนุ่มที่อยู่ด้านข้างก็พูดกับองค์ชายเจ็ดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เมล็ดข้าวโพดของท่านฝูเหรินนายอำเภอ อย่างน้อยจะได้ผลผลิตประมาณ500ชั่ง แต่นี่ยังเป็นปริมาณที่ได้จากการปลูกในที่ดินเพิ่งแผ้วถางและเป็นดินทราย ถ้าเปลี่ยนเป็นดินอุดมสมบูรณ์ ปริมาณก็ต้องมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ! ไม่ปิดบังเจ้า เพราะปีก่อนข้าไปช่วยเก็บข้าวโพดจึงพบว่าข้าวโพดหนึ่งหมู่กองเป็นภูเขาลูกเล็กๆน่าดีใจมากเลย ! ปีนี้บ้านข้าปลูกไว้8หมู่…เสี่ยวซวนจื่อ รีบช่วยข้าคำนวณหน่อยว่าหลังเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วจะได้ธัญพืชหยาบมาเท่าไหร่ ?”
เสี่ยวซวนจื่อที่อยู่ด้านข้างเป็นเพียงเด็กอายุ10กว่าขวบ เขานับนิ้วอยู่นานสองนานก่อนจะพูดขึ้นว่า “เหมือนจะ…4พันชั่ง ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! 4พันชั่ง ! แม้จะให้ครอบครัวข้าทั้งหกคนกินแล้วก็ยังกินไม่หมด !” แรงงานหนุ่มคนนั้นดีใจจนมือไม้อยู่ไม่สุข ราวกับว่าในเวลานี้มีกองข้าวโพดสีเหลืองทองมากองอยู่ตรงเบื้องหน้า
องค์ชายเจ็ดใช้เงินซื้อโจ๊กข้าวโพดมาจากแรงงานที่เพิ่งได้รับมาหนึ่งชาม หลังลองชิมแล้วก็พบว่ามันอร่อยอย่างที่พวกชาวบ้านพูด ขอบอกตามตรงว่าข้าวโพดในนั้นมีอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาวเสียมากกว่า แต่ข้าวโพดก็ให้ความรู้สึกเหนียวหนึบในปากและยังเพิ่มรสสัมผัส ทำให้รสชาติดียิ่งกว่าเดิม !
องค์ชายเจ็ดตรัสด้วยโทสะ “เมล็ดพันธุ์ที่ล้ำค่าขนาดนี้ หลินเว่ยเว่ยกลับเอามาใช้ต้มโจ๊กให้แรงงานกิน ! ทำตัวฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว !!”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งมองสำรวจพระวรกายตั้งแต่บนจรดล่างเพื่อคาดเดาฐานะ เนื่องจากกลัวอีกฝ่ายเข้าใจท่านภรรยานายอำเภอผิดไปจึงอธิบายว่า “ข้าวโพดพวกนี้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ แค่ราษฎรในอำเภอหนิงซีก็ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไม่เพียงพอแล้ว ท่านฝูเหรินนายอำเภอจะเอามาต้มโจ๊กได้อย่างไร ?”
“หืม ? ถ้าเช่นนั้นเหตุใดท่านฝูเหรินนายอำเภอของพวกเจ้าไม่ปลูกให้มากหน่อย ?” องค์ชายเจ็ดตรัสถามเจ้าหน้าที่คนนั้น
เจ้าหน้าที่รีบพูดว่า “ตอนท่านนายอำเภอมาถึงก็เข้าสู่เดือนเจ็ดแล้ว สายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่คอยใคร จึงทำได้แค่แผ้วถางที่ดินเท่านั้น ตอนเข้าฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ก็ถางอีกหลายร้อยหมู่ ทั้งหมดล้วนเอามาใช้ปลูกข้าวโพด และปีหน้าชาวบ้านในอำเภอหนิงซีก็จะได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แบบนี้แล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าข้าวโพดที่ทุกคนต่างดูแคลนจะให้ผลผลิตมากมายถึงขนาดนี้กันเล่า ?”
เจ้าหน้าที่อีกคนพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม “มีชาวบ้านไม่น้อยในอำเภอหนิงซีที่พูดกันว่าท่านฝูเหรินนายอำเภอเป็นเทพธิดาผู้เชี่ยวชาญการเกษตรลงมาจุติ ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ !”
ตอนที่ 623: เทพเหวินฉวี่ซิงกับเทพธิดาตัวน้อยของพระองค์
ตอนที่องค์ชายเจ็ดเสด็จถึงเขตเริ่นอันก็ได้รู้ว่าการเพาะปลูกที่ฉือหลี่โกวหรือที่ดิน100หมู่นอกเขตเริ่นอันนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ทำผลผลิตออกมาได้มากกว่าชาวบ้านปกติ ในสายพระเนตรคือนางก็แค่บังเอิญไปเจอเมล็ดพันธุ์ชั้นดีมาเท่านั้น นางเป็นแค่เด็กอายุสิบกว่าขวบแล้วจะเพาะปลูกได้ดีเหมือนเกษตรกรมืออาชีพได้อย่างไร ?
ทรงแย้มพระสรวลเบาๆ “ฝูเหรินนายอำเภอของพวกเจ้าเป็นเทพธิดาลงมาจุติ แล้วนายอำเภอเป็นอะไร?”
“ท่านนายอำเภอไม่ใช่จอหงวนหรอกหรือ ? เช่นนั้นเขาจะต้องเป็นเทพเหวินฉวี่ซิง (เทพแห่งการศึกษา) บนสรวงสวรรค์แน่นอน ! เทพธิดากับเทพเหวินฉวี่ซิงตกหลุมรักกันตั้งแต่อยู่บนสวรรค์ ทว่าโดนกีดกันจากโชคชะตา ดังนั้นจึงแอบลงมาครองรักกันบนแดนมนุษย์…” ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าสมองของพวกชาวบ้านเพ้อฝันใช้ได้ พวกเขาถึงขั้นแต่งนิทานให้หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานกันเลยทีเดียว
องค์ชายเจ็ดเสวยโจ๊กข้าวโพดในชามหมดภายในไม่กี่คำ หลังยื่นชามให้ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังแล้วก็กลับขึ้นหลังอาชาอีกครั้งเพื่อห้อตะบึงตรงไปยังที่ว่าการอำเภอหนิงซี แต่ต้องพบกับที่ว่าการอันว่างเปล่า คนเฝ้าประตูบอกว่าฝูเหรินนายอำเภอไปที่ไร่นอกเมือง เขื่อนกั้นน้ำสร้างเสร็จแล้ว ท่านนายอำเภอจึงออกไปตรวจงาน ด้านหมินหวางเฟยและมารดาแท้ๆของนายอำเภอกับภรรยาก็ไปชมทิวทัศน์ของหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง
องค์ชายเจ็ดครุ่นคิด จากนั้นก็หันหัวอาชามุ่งตรงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอหนิงซีซึ่งเป็นที่ตั้งของไร่ที่หลินเว่ยเว่ยแผ้วถาง แค่มองจากระยะไกลก็เห็นทุ่งอันกว้างใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในละแวกบ้านเรือนบริเวณนี้ ในไร่ก็ปรากฏภาพข้าวสาลีฤดูหนาวออกรวง ใบข้าวโพดมีสีเขียวสด ข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิก็เติบโตได้ดี พระองค์ดึงรวงข้าวสาลีฤดูหนาวมาหนึ่งร่วง แต่สังเกตไม่เห็นความผิดปกติที่แตกต่างจากข้าวสาลีทั่วไปเลย ?
“เฮ้ ! เจ้าเป็นใคร ! เหตุใดมาดึงพืชผลของคนอื่นโดยพลการ ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าวสาลีในมือ พอสุกงอมแล้วมันจะช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งได้ในช่วงเวลาวิกฤต !” หลิวว่ายจื่อพาคนงานประจำสองคนเข้ามาใกล้แล้วมององค์ชายเจ็ดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า…คนผู้นี้สวมใส่อาภรณ์เนื้อดี รัศมีเปล่งประกายไม่ธรรมดา ดูเหมือน…หน้าตาคุ้นๆ
ผู้ติดตามขององค์ชายเจ็ดทำเสียงดุ “ห้ามเสียมารยาท ! ท่านนี้คือองค์ชายเจ็ด ที่เสด็จมาเพราะฮ่องเต้มีราชโองการให้มาติดตามผลการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ !”
หลิวว่ายจื่อตกใจ ‘สวรรค์ นี่คือโอรสมังกรตัวน้อย น้ำเสียงที่ตนใช้เมื่อครู่ฟังไม่สุภาพหรือเปล่า คงไม่โดนจับไปตัดศีรษะหรอกกระมัง ?’
องค์ชายเจ็ดเพียงโบกพระหัตถ์ให้หลิวว่ายจื่อที่รีบคุกเข่าลง ก่อนจะตรัสถามว่า “องค์หญิงเว่ยเว่ยอยู่ที่ใด ? เหตุใดจึงไม่เห็นนางอยู่ที่นี่ ?”
หลิวว่ายจื่อรีบทูลตอบ “ฝูเหรินของพวกเราอยู่ที่ ‘ฟาร์ม’ กำลังสอนชาวบ้านทำปุ๋ยคอกพ่ะย่ะค่ะ !”
องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรตามทิศทางที่เขาชี้แล้วเห็นเข้ากับบ้านกลุ่มหนึ่ง…ทรงเข้าพระทัยผิดว่ามันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ แต่คาดไม่ถึงว่านั่นคือ ‘ฟาร์ม’ ที่เอาไว้เลี้ยงสัตว์
พระองค์จึงรีบทรงม้าเร็วไปที่ฟาร์ม เพิ่งเข้าไปได้แค่สองในสามส่วนก็ได้กลิ่นเหม็นที่ยากจะดอมดม…อี๋ ! องค์ชายเจ็ดจำได้รางๆ ว่าปุ๋ยคอกก็คือมูลสัตว์ใช่หรือไม่ ?
ฟาร์มของหลินเว่ยเว่ยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ นางหาซื้อลูกหมูมาได้ประมาณ50ตัว นอกจากนี้ยังซื้อลูกแกะมาจากชนเผ่าในทุ่งหญ้าอีก50ตัว ส่วนวัวที่ซื้อมาเมื่อปีกลายก็คลอดลูกวัวเพิ่มมา3ตัว รวมกับวัวที่ซื้อมาอีก20ตัวในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงสามารถใช้ไถพรวนที่ดินของตนเท่านั้น แต่ยังปล่อยเช่าให้ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนี้ด้วย…แน่นอนว่าเงินค่าเช่าคือการลงบัญชีไว้ก่อน เฮ้อ ราษฎรทางตะวันตกเฉียงเหนือช่างยากจนเกินไปจริงๆ การที่ได้ยินผู้คนพูดว่าพวกเขายากจนก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง
เมื่อรวมกับกระต่ายในคอกของเจ้าหนูน้อยแล้ว สัตว์ในฟาร์มก็เรียกได้ว่าล้นหลาม คึกคักกันสุดๆไปเลย ! องค์ชายเจ็ดบีบพระนาสิก ก่อนจะเห็นหลินเว่ยเว่ยในชุดผ้าเนื้อหยาบท่ามกลางฝูงชน…เด็กคนนี้กลมกลืนมากเวลาอยู่กับสามัญชน
เวลานี้หลินเว่ยเว่ยกำลังสอนวิธีทำปุ๋ยสูตรต่างๆให้พวกเกษตรกร “เมื่อครู่พูดถึงปุ๋ยคอกจบแล้ว ต่อไปจะพูดเรื่อง ‘ปุ๋ยหมัก’ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่ใช้ฟาง พืชและมูลสัตว์มากองซ้อนกันเป็นชั้น เรียกว่า ‘วิธีเหยียบมูล’ ที่บันทึกไว้ในตำราโบราณ ปุ๋ยที่ผ่านการย่อยสลายแล้วจะอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหารและช่วยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ได้ดีมาก !”
จากนั้น นางก็เริ่มอธิบายวิธีทำปุ๋ยหมัก โดยพื้นฐานแล้วเป็นการกองหญ้าในคอกวัว จากนั้นก็คลุมด้วยดินแล้วใช้ประโยชน์จากการเหยียบของวัวในคอกช่วยย่อยสลาย…
“ถ้าในบ้านไม่เลี้ยงสัตว์ก็นำกากตะกอนมาทำปุ๋ยได้ เช่น บ่อน้ำทิ้งทางตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านคนบาป ในนั้นมี ‘เชื้อจุลินทรีย์’ อยู่มากมาย ก็คือสารอาหารนั่นเอง…มีอย่างอุดมสมบูรณ์เชียวล่ะ หลังขุดตะกอนขึ้นมาแล้วก็ตากให้แห้งบนหน้าดิน จากนั้นค่อยนำไปผสมกับมูลสัตว์อื่นๆ นี่คือวิธี ‘เพาะเลี้ยงในน้ำ’ (Aquaculture)” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกดีที่มีความจำไม่เลว นางยังจำวิธีหมักปุ๋ยของคนสมัยโบราณที่ได้เรียนรู้จากชาติก่อนได้
“หลินเว่ยเว่ย !” องค์ชายเจ็ดเห็นนางพูดไม่จบสักที ดูท่าทางแล้วไม่สังเกตเห็นการมาถึงของพระองค์จึงตะโกนออกไป
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองตามทิศทางของเสียง ทันใดนั้นนางก็ต้องตกใจแล้วหันไปพูดกับพวกชาวบ้านที่อยู่โดยรอบว่า “วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ! อากาศค่อนข้างร้อน สามารถทำปุ๋ยหมักจากตะกอนในบ่อน้ำทิ้งได้ รอให้ข้าวโพดของพวกเจ้าเก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อใดก็สามารถเลี้ยงสัตว์บางชนิดได้ จากนั้นค่อยทำปุ๋ยหมักแบบเหยียบมูลต่อ…รับรองว่ามีปุ๋ยพอใช้ พืชผลจะโตไวกว่าเดิม อาหารก็มีมากยิ่งขึ้น นี่คือวงจรชีวิตที่ดีแบบหนึ่ง !”
พวกชาวบ้านขอบคุณอย่างสุดซึ้งแล้วพากันกลับบ้านของตน หลังจากล้างมือจนสะอาดแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เดินมาหาองค์ชายเจ็ด นางคารวะพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไอโหยว ลมอะไรหอบองค์ชายเจ็ดมาหรือเพ.คะ”
“จะมีลมอะไรได้อีก ? ก็ต้องเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว ! ถ้าเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงเหนือจะไม่ยิ่งพัดเปิ่นหวางให้ไกลออกไปเรื่อยๆหรอกหรือ ?” องค์ชายเจ็ดบีบพระนาสิกพลางตรัสด้วยสุรเสียงอู้อี้น่าขบขัน
หลินเว่ยเว่ยพาอีกฝ่ายไปยังสถานที่มีลมพัดเข้าออกได้ดี แล้วชี้ไปทางบ้านทรงเตี้ยที่เรียงแถวกันอยู่ “เห็นพวกนั้นหรือไม่เพคะ ? เป็นเตาอิฐสำหรับทำปุ๋ย นอกจากรักษาสารอาหารในปุ๋ยได้แล้ว ยังคงสภาพของปุ๋ยไว้ได้ด้วย องค์ชายเจ็ดคิดว่ากลิ่นนี้เหม็นไม่น่าดม แต่นี่เป็นสิ่งที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของราษฎร ! พระองค์เห็นไร่ข้าวโพดทางนั้นหรือไม่ ? องค์ชายเจ็ด ทรงคิดว่าข้าวโพดพวกนั้นของหม่อมฉันเป็นอย่างไรบ้างเพคะ ?”
“ก็ดี !” องค์ชายเจ็ดทำงานอยู่ในกรมคลังมาได้สักพักจึงพอเข้าพระทัยเรื่องพืชผลอยู่บ้าง ข้าวโพดหนึ่งพันกว่าหมู่นี้เติบโตได้ดีทีเดียว มองไม่ออกเลยสักนิดว่าปลูกในพื้นที่รกร้างเพิ่งแผ้วถางใหม่
หลินเว่ยเว่ยพูดต่อ “ปลูกบนดินทรายยังเติบโตได้ดีกว่าดินอุดมสมบูรณ์ ใช่ว่าข้าวโพดไม่เลือกดิน แต่เพราะผลงานของปุ๋ยคอกเหล่านี้ด้วยเพ.คะ ! รอให้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อใด หม่อมฉันจะหว่านเมล็ดหญ้าลงในไร่แล้วพลิกหน้าดินก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว หลังผ่านฤดูหนาวอันเนิ่นนานไปแล้ว หญ้าพวกนี้จะกลายเป็นปุ๋ยที่อุดมสมบูรณ์ สร้างสารอาหารแก่พืชผลในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อรอให้ผ่านไปอีกสองสามปี ดินทรายพวกนี้ก็จะกลายเป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ แล้วปริมาณผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม…”
พูดถึงเรื่องการเพาะปลูก หลินเว่ยเว่ยก็พูดได้ชนิดน้ำไหลไฟดับพร้อมหน้าตาที่เปล่งประกายออกมา องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรเงียบๆ…บางทีบนที่ดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้อาจเหมาะสมกับนางยิ่งกว่าตำหนักหลังใหญ่! การที่หมินอ๋องไม่ให้นางแต่งงานกับลูกหลานขุนนางในเมืองหลวงก็ถือว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว
“จริงสิ องค์ชายเจ็ดเพคะ พระองค์คงไม่ได้แอบหนีออกจากเมืองหลวงใช่หรือไม่ ?” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาพลางมององค์ชายเจ็ดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาสงสัย
ตอนที่ 624: เห็นวิธีใช้ชีวิตของนางแล้วก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจน
องค์ชายเจ็ดถลึงดวงเนตรใส่นาง “เปิ่นหวางเป็นคนไม่เอาไหนขนาดนั้นหรือ ? เปิ่นหวางทำตามพระราชโองการของฟู่หวง มาทำงานที่อำเภอหนิงซีต่างหาก”
หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างมีความสุข “คงไม่ได้มาเพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหรอกนะเพคะ ?”
“บัณฑิตน้อยของเจ้าก็รายงานผลผลิตข้าวโพดไปแล้วไม่ใช่หรือ ? ขุนนางมากมายในราชสำนักล้วนไม่เชื่อว่าจะได้ผลผลิตมากขนาดนั้น บอกว่าเขาอยากสร้างผลงาน โลภในตำแหน่งลาภยศ…หรือแม้แต่เรื่องที่เขาซ่อมแซมคลองก็พูดว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบราษฎรภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ฟู่หวงจึงส่งเปิ่นหวางมาดูการเพาะปลูกและคลองส่งน้ำ” องค์ชายเจ็ดออกจากเมืองหลวงพร้อมพระราชโองการจึงมีความมั่นพระทัยเต็มเปี่ยม
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “นี่ยังห่างจากฤดูเก็บเกี่ยวอีกเกือบ2เดือนเพ.คะ ! องค์ชายเจ็ดเดินทางมาไกล คงลำบากมาตลอดทาง เรากลับไปพักผ่อนยังที่ว่าการอำเภอ แล้วหม่อมฉันจะทำอาหารต้อนรับองค์ชายเจ็ดเพคะ !”
องค์ชายเจ็ดเห็นนางดูมั่นอกมั่นใจ จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของเจ้าจะให้ผลผลิตได้ถึง500ชั่งจริงหรือ ?”
“500ชั่งยังน้อยไปเพ.คะ ! ปีก่อนที่ดินเพิ่งแผ้วถาง ฝนก็ตกน้อยและยังขาดแคลนปุ๋ย ปีนี้หลังเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วฝนก็ตกลงมาเรื่อยๆ ปุ๋ยก็มีใช้จนเพียงพอ จะต้องไม่หยุดอยู่แค่500ชั่งแน่นอนเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความตื่นเต้นและมั่นใจ
หลังกลับขึ้นมาบนหลังอาชาแล้ว องค์ชายเจ็ดก็ควบคุมจังหวะให้อยู่ในระดับเดียวกับนาง ทรงตรัสด้วยความสงสัยเล็กน้อย “ราษฎรส่วนใหญ่เกลียดการเกณฑ์คนของทางการที่สุด แล้วเหตุใดตลอดทางมานี้จึงเห็นชาวบ้านที่กำลังขุดคลองเหล่านั้นไม่บ่นกันเลยสักคำ ?”
“ต้องยกความดีให้วิธีการ ‘ปกครองราษฎร’ ของสามีหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าภาคภูมิใจ “ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีฝนตกน้อย อากาศก็แห้งแล้ง เผชิญกับภัยแล้งทุกปี การขุดคลองส่งน้ำเป็นประโยชน์ต่อราษฎร พอบัณฑิตน้อยติดประกาศเกณฑ์คนแล้ว ราษฎรในภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็คิดได้…”
“เจ้าพูดแบบนี้ให้มันน้อยๆหน่อย !” องค์ชายเจ็ดทนฟังต่อไม่ได้แล้ว “ชาวบ้านภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นคนหัวแข็ง โดยเฉพาะอำเภอหนิงซีแห่งนี้ นายอำเภอถูกเปลี่ยนมาหลายต่อหลายคนแล้ว นอกจากสร้างผลงานอะไรไม่ได้ ยังมีบางคนที่เอาชีวิตมาทิ้งด้วย เจ้าบอกว่าราษฎรภาคตะวันตกเฉียงเหนือคิดได้ ? จะเอามาหลอกคนโง่หรือไร ?”
“คนในใต้หล้าล้วนแสวงหาผลประโยชน์ พวกชาวบ้านก็แค่อยาก ‘อิ่มท้อง’ เท่านั้น งานซ่อมแซมคลองมีอาหารให้วันละสองมื้อ ถ้าขยันทำงานแล้วยังได้หมั่นโถวกลับไปให้คนในครอบครัวอีกลูก แล้วพระองค์คิดว่าราษฎรที่อดอยากหิวโหยของอำเภอหนิงซีอยากใช้แรงงานแลกอาหารอันล้ำค่าหรือไม่เล่าเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มที่มุมปาก
ตั้งแต่อดีต ทุกครั้งที่ถึงช่วงเสบียงอาหารขาดแคลน ชาวบ้านในอำเภอหนิงซีที่หาทางออกไม่ได้อีกต่อไปก็จะผันตัวเป็นโจรและถูกพวกโจรตัวจริงฉกฉวยโอกาสจึงกลายเป็นหายนะอย่างหนึ่ง แต่ปีนี้อำเภอหนิงซีเงียบสงบ เหตุการณ์นี้ย่อมเป็นผลจากการสร้าง ‘ระบบชลประทานต้าซิง’ ของสามีนางอยู่แล้ว !
“แรงงานมากมายขนาดนั้น พวกเจ้าไปเอาอาหารมาจากที่ใด ? คงไม่โง่เอาเงินตัวเองมาขุดคูคลองให้ทางการหรอกกระมัง ?” องค์ชายเจ็ดทำสีพระพักตร์เหมือนกำลังมองคนโง่ พระองค์ก็ไม่คิดบ้างว่าถึงจะออกเงินขุดคลองเอง มันก็ช่วยสร้างความมั่นคงให้บ้านเมืองของตน!
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังซุ้มประตูเชิดชูเกียรติที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “เห็นนั่นหรือไม่เพ.คะ? รายชื่อบนซุ้มประตูนั้นและเงินที่บริจาคล้วนเขียนไว้อย่างชัดเจน! จนถึงตอนนี้ยังมีพ่อค้าที่มาร้องไห้ตะโกนอยากบริจาคกันอยู่เลย ขอแค่ชื่อตัวเองได้อยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ตลอดไปก็พอ!”
“เรือขนส่งสินค้าภายใต้ชื่อตำหนักหมินอ๋องแล้วก็ยังมีเรือขนส่งสินค้าสกุลลู่แห่งเมืองหลวงได้จัดซื้อข้าวสารจากภาคใต้มายังภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อทางการทั้งสิ้น อำเภอหนิงซีจะลำบากแค่สองปีนี้เท่านั้น ต่อไปที่นี่จะกลายเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์หลายพันหมู่ พืชผลที่ราษฎรผลิตได้จะมีกินมีใช้ไม่หมดสิ้น! และเมื่อถึงเวลานั้น ใครยังกล้าพูดว่าอำเภอหนิงซีของพวกเราเป็นอำเภอห่างไกลความเจริญอีกเพ.คะ?” มือของหลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังผืนดินรกร้างอันไร้ขอบเขต…ที่นั่นมีชาวบ้านไม่น้อยกำลังแผ้วถางอยู่!
ขณะทอดพระเนตรนาง องค์ชายเจ็ดก็ตรัสถามเรื่องที่สงสัยออกมา “เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงนี้ เจ้าไปเอามาจากที่ใด?”
“มาจากที่ใด? ก็ต้องมาจากพ่อค้าต่างแคว้นคนหนึ่งอยู่แล้วเพ.คะ ตอนนั้นคิดว่าเป็นแค่เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดธรรมดา แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะให้ผลผลิตที่ดีมาก กอปรกับที่หม่อมฉันปรับปรุงพันธุ์พืชเก่ง เมล็ดพันธุ์จึงค่อยๆพัฒนาขึ้น สุดท้ายก็ให้ผลผลิตสูงจริงๆไม่ใช่หรือเพ.คะ?” หลินเว่ยเว่ยประกาศว่าตนชำนาญในงานเกษตร เพราะนางสามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ได้จริง…ทว่าต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน
องค์ชายเจ็ดสำรวจตัวนางอย่างจริงจัง “รู้แล้วว่าเหตุใดเสด็จอาหมินอ๋องถึงชอบตรัสว่าเจ้าเป็นดาวนำโชค ! ถ้าเจ้าทำเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นมาได้มากกว่าเดิมจริงๆ เช่นนั้นเจ้าก็จะเป็นดาวนำโชคและวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของต้าเซี่ย !”
หลินเว่ยเว่ยกำหมัดน้อยๆ ขณะพูดอย่างมีปณิธานสูงส่ง “ชีวิตยังไม่สิ้น ก็เพาะปลูกกันต่อไป! เป้าหมายของหม่อมฉันคือ…ไม่มีความอดอยากในต้าเซี่ย ราษฎรได้กินจนอิ่มท้อง!”
“ดี! เจ้าต้องการอะไรก็บอกเปิ่นหวางได้เลย เปิ่นหวางจะพยายามหาแรงสนับสนุนและสวัสดิการอย่างดีที่สุดมาจากฟู่หวงให้พวกเจ้า!” องค์ชายเจ็ดรู้สึกหทัยพองโต…ราษฎรเป็นสุข ทุกหนทุกแห่งสงบสุข คือความปรารถนาของเจ้าแผ่นดินผู้ชาญฉลาดทุกพระองค์เช่นเดียวกับฟู่หวง
ความลำบากหลังจากฟู่หวงขึ้นครองราชย์แล้วนั้น องค์ชายเจ็ดได้เห็นเองกับสองเนตรทั้งหมด แม้หทัยจะลุกเป็นไฟแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากเด็กน้อยคนนี้มีความสามารถเช่นนั้นจริง พระองค์ก็จะคอยปกป้องนางให้ดี ไม่ว่านางอยากได้อะไร พระองค์ก็จะทำให้นางสมปรารถนาโดยไม่ลังเล…
หลินเว่ยเว่ยหันไปมององค์ชายเจ็ดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้คลังหลวงของแผ่นดินไม่ได้มั่งคั่ง อย่าทำให้ฮ่องเต้ต้องใช้เงินเลยเพ.คะ รอให้ต้าเซี่ยมีอาหารเหลือกินเหลือใช้ ราษฎรเป็นสุข ต่างแคว้นมาเยี่ยมเยือนจากทุกทิศทุกทางแล้วก็คือรางวัลดีที่สุดสำหรับหม่อมฉัน!” ถุยถุยถุยถุย ปวดใจจริงๆ เครื่องประดับ เงินทอง ไร่นา ร้านค้าของนาง…
องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรนางอยู่นานสองนาน ทรงคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่เกิดในชนบทจะมีจิตสำนึกและความทะเยอทะยานเช่นนี้ เมื่อเทียบกับนางแล้ว ในฐานะที่พระองค์เป็นโอรสของฟู่หวง ทว่าเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดความสงสัยจึงแสร้งทำเป็นองค์ชายเจ้าสำราญที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ออกไปเที่ยวเตร่ทั้งวัน…พอเห็นวิธีใช้ชีวิตของนางแล้วก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจน!
“หลินเว่ยเว่ย เปิ่นหวางเรียนทำการเกษตรกับเจ้าได้หรือไม่?” องค์ชายเจ็ดตัดสินพระทัยแล้ว…ขอแค่มีจิตใจที่มุ่งมั่น ก็จะไม่ถูกดึงเข้าไปแย่งชิงบัลลังก์อีก
พระอนุชารัชทายาทเป็นคนหทัยกว้างขวาง แม้พระองค์ทำผลงานได้ดี รัชทายาทก็ไม่ระแวงแต่อย่างใด…หากรัชทายาทระแวงในพระองค์จริงๆ ก็ช่างเถิด…ขอเพียงรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว!
“ได้เพ.คะ! ปุ๋ยต้องพลิกกลบแล้ว พรุ่งนี้พระองค์ก็มาช่วยแล้วกัน!” หลินเว่ยเว่ยกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะสั่งให้องค์ชายเจ็ดทำงานที่สกปรกและเหม็นที่สุด…ใครใช้ให้เขาชอบข่มขู่นางและหาเรื่องนางบ่อยๆเล่า?
ตอนที่องค์ชายเจ็ดใช้ผ้าปิดพระนาสิกและพับชายฉลองพระกรขึ้นเพื่อจะพลิกกองปุ๋ย จู่ๆก็ดำริได้ว่านี่เป็นงานสกปรกที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไร พวกลูกน้องหรือคนงานสามารถทำได้ พระองค์เป็นถึงองค์ชายแล้วเหตุใดต้องมาทำเอง? ถ้าไม่รู้ว่าหลินเว่ยเว่ยกำลังแกล้งอยู่ องค์ชายเจ็ดก็คงไม่มีสมองแล้ว! ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น…นี่เป็นการตัดสินพระทัยและก็เป็นการทดสอบตัวเองด้วย! ถ้าแม้แต่เรื่องเล็กๆแค่นี้ยังทนไม่ไหว แล้วจะพูดถึงเรื่องบ้านเมืองได้อย่างไร?
พอเห็นองค์ชายเจ็ดกลับมายังที่ว่าการอำเภอพร้อมกลิ่นเหม็นทุกวัน หมินหวางเฟยก็ตำหนิหลินเว่ยเว่ยว่า “เจ้าช่างใจกล้าจริงๆ ถึงขั้นกล้าใช้องค์ชายเจ็ดทำงานที่สกปรกแบบนั้น! ถ้าเจ้าขาดแคลนเงินจ้างคนงาน แม่จะช่วยจ่ายให้เจ้าเอง!”
ตอนที่ 625: องค์ชายเจ็ดชื่นชมคนอื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา
แต่องค์ชายเจ็ดแย้มโอษฐ์อย่างไม่ใส่พระทัย “เป็นหลานที่เสนอตัวจะทำเอง! ถ้าไม่ลองทำด้วยตัวเองแล้วจะรับรู้ถึงความลำบากของราษฎรได้อย่างไร? ราษฎรอายุตั้ง50ปีเหล่านั้นยังทำได้ แล้วเหตุใดหลานจะทำไม่ได้? อาสะใภ้เสวี่ย ท่านอย่าตำหนิน้องเว่ยเว่ยเลย ประเดี๋ยวนางโกรธแล้ว จะไม่สอนหลานทำการเกษตร!”
หมินหวางเฟยตรัสกับพระองค์ “พระองค์อย่าไปฟังที่นางพูด นางเพิ่งอายุเท่าไรเอง จะเข้าใจเรื่องทำเกษตรอะไรเล่า? ถ้าจะเรียนรู้ก็ไปเรียนกับพวกชาวนาชาวไร่ที่ทำมานานแล้วดีกว่า พวกเขามีประสบการณ์มากมาย!”
แต่องค์ชายเจ็ดไม่ได้คิดแบบนั้น “อาสะใภ้เสวี่ยตรัสผิดแล้ว พวกเกษตรกรที่เพาะปลูกกันมาตลอดชีวิตยังทำผลผลิตได้แค่ครึ่งเดียวของน้องเว่ยเว่ยเท่านั้น บางคนมีพรสวรรค์เฉพาะตัว…ยกตัวอย่างเช่น สามีน้องเว่ยเว่ยก็แล้วกัน คนอื่นอ่านตำรากันทั้งชีวิตก็ยังสอบไม่ติดจอหงวน แต่เขาเพิ่งอายุเท่าไรก็สอบติดแล้ว? บ่งบอกว่าเขามีพรสวรรค์ในการเรียนหนังสือ! ส่วนน้องหญิงก็มีพรสวรรค์ในการทำเกษตร แม้ว่าน้องเว่ยเว่ยจะเพาะปลูกเหมือนคนอื่น แต่พืชผลที่โตขึ้นมากลับดีกว่าพวกเขา…มีชาวบ้านบางคนพูดว่าน้องเว่ยเว่ยเป็นเทพธิดาผู้ชำนาญในการทำเกษตรลงมาจุติ หลานเองก็เริ่มเชื่อแล้วเหมือนกัน!”
หลินเว่ยเว่ยเห็น.องค์ชายเจ็ดที่เคยชอบหาเรื่องมาโดยตลอดกลายเป็นคนที่ชื่นชมนางอย่างไม่ลืมหูลืมตา นางจึงรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย หลังทดสอบหลักการทำปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักแบบเหยียบมูลกับพระองค์แล้ว นางก็ไม่ทรมานพระองค์ด้วย ‘ก๊าซพิษ’ อีก
นางเริ่มพาองค์ชายเจ็ดเข้าไร่ สอนว่าต้องพรวนดินอย่างไร ปรับระดับหน้าดินแบบไหน ใส่ปุ๋ยครั้งแรกเมื่อใด หว่านเมล็ดพืชแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร…องค์ชายเจ็ดคาดไม่ถึงว่าการทำเกษตรจะมีวิธีหลากหลายถึงขนาดนี้ พระองค์ถือสมุดและใช้พู่กันขนห่านของหลินเว่ยเว่ยจดบันทึกทุกวันเหมือนกับนักเรียนที่กำลังตั้งใจเรียนคนหนึ่ง
ตอนที่องค์ชายเจ็ดเรียนรู้ ‘เทคนิค’ ในการเพาะปลูกได้พอสมควร ฤดูร้อนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว องค์ชายเจ็ดอยู่ในฉลองพระองค์แบบพระกรสั้น สวมพระมาลาปีกกว้างและถือเคียวมายืนอยู่กลางทุ่งข้าวสาลีสีเหลืองทองเพื่อสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุขของการเก็บเกี่ยว!’
หลินเว่ยเว่ยตะโกนเรียกอยู่บนคันนา “องค์ชายเจ็ดลองเกี่ยวแค่สองครั้งก็ได้แล้ว ระวังจะโดนแดดเผา! ถ้าผิวโดนความคมของรวงข้าวสาลีแล้ว ตอนนั้นจะทั้งคันทั้งปวดมากเลยเพ.คะ!”
องค์ชายเจ็ดหันไปทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยที่ห่อตัวแน่นหนาและยังใส่หมวกฟางไว้ด้วย จึงตรัสด้วยรอยแย้มโอษฐ์ว่า “เจ้าเห็นข้าเป็นคนเดียวกับเมื่อสองเดือนที่แล้วหรือไร! วางใจได้ ตอนนี้ข้าทำไหว!”
ข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมีผลผลิตถึง240ชั่งต่อหนึ่งหมู่! หลินเว่ยเว่ยพอใจกับมันมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นข้าวสาลีจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้วอย่างน้อยก็ต้องเพิ่มเป็นเท่าตัว!
องค์ชายเจ็ดดีพระทัยยิ่งกว่าอะไร “ข้าอ่านรายงานผลผลิตของอำเภอหนิงซีมาก่อน ผืนดินหนิงซีแห้งแล้งและเมื่อก่อนได้ผลผลิตถึง200ชั่งก็ถือว่าสูงมากแล้ว! เจ้าเพิ่งบุกเบิกที่ดินก็ได้ตั้ง240ชั่ง ยังมีอะไรไม่พอใจอีก?”
ชาวบ้านที่มาช่วยเกี่ยวข้าวสาลีเหล่านี้ก็ยังเหมือนฤดูใบไม้ร่วงของปีก่อนคือไม่ต้องการค่าตอบแทนใดๆ แต่แย่งกันลงทะเบียนชื่อเอาไว้ เพราะหวังว่าตนจะได้มีสิทธิ์ในเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี…พวกเขาเชื่อมั่นว่าเมล็ดพันธุ์ของฝูเหรินนายอำเภอเป็นของชั้นยอด!
หลินเว่ยเว่ยยังจ้างคนมาไถที่ดินอีกรอบ พื้นที่ทั้งหมดถูกหว่านเมล็ดพืชตระกูลให้สารอาหารแก่ดินลงไป นางอธิบายให้องค์ชายเจ็ดฟัง “แม้ว่าดินดำของฝั่งนี้จะอุดมสมบูรณ์กว่าดินทราย แต่พื้นที่มีจำกัด หากปลูกพืชให้สารอาหารในดินลงไป ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาหญ้าซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ในฟาร์ม หากพลิกหน้าดินกลบหญ้าที่เหลือจากการกินของปศุสัตว์ก็ยังช่วยเพิ่มสารอาหารแก่ดินด้วย ถือว่าได้โชคสองชั้น หลังรอให้ดินอุดมสมบูรณ์แล้วเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จก็ยังปลูกถั่วเหลืองได้อีก หนึ่งปีเก็บผลผลิตสองรอบเพ.คะ!”
องค์ชายเจ็ดรีบเขียนแนวคิด ‘เก็บผลผลิตสองรอบต่อปี’ ลงในสมุดจดบันทึก จากนั้นก็.อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหทัยออกมา “เดิมทีคิดว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตสองรอบจะมีแค่ทางใต้เท่านั้น คาดไม่ถึงว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเป็นแบบนี้พวกราษฎรก็มีรายได้เพิ่มอีกหนึ่งอย่างแล้ว!”
ผ่านไปอีกสองเดือนก็เข้าสู่การเก็บเกี่ยวข้าวโพด มีราษฎรจากนอกอำเภอไม่น้อยที่นำเครื่องนอนมาช่วยหักข้าวโพดและตัดต้นข้าวโพด เรื่องราวของฝูเหรินนายอำเภอหนิงซีค่อยๆเลื่องลือไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือ…แค่ออกแรงก็สามารถยืมเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงมาก่อนได้!
คนพวกนี้หอบความหวังมาที่อำเภอหนิงซีและได้เห็นข้าวโพดฝักยาวในไร่ด้วยตาตัวเอง ดูท่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดีใช่ย่อย ย้อนไปมองทางฝั่งของตน…เก็บผลผลิตได้เพียง200ชั่งเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าจะผ่านฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิที่ขาดแคลนอาหารได้หรือเปล่า พวกเขาต่างอิจฉาราษฎรในอำเภอหนิงซีที่นอกจากจะมีนายอำเภอที่คิดทำเพื่อราษฎร แล้วยังมีภรรยานายอำเภอที่ชำนาญในการทำเกษตรอีกคน พวกเขานึกเกลียดตัวเองที่ไม่ใช่ราษฎรในอำเภอหนิงซี!
หันไปมองหมู่บ้านคนบาปที่ทั้งยากจนและยากลำบากที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนืออีกรอบ ตอนนี้พวกเขาก็กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างมีความสุข หลังนายอำเภอคนใหม่เข้ารับตำแหน่งแล้วการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือหมู่บ้านคนบาป สามารถแผ้วถางพื้นที่รกร้างให้เป็นของตน เวลาออกไปทำงานนอกบ้านก็ไม่โดนขับไล่หรือดูถูกเหมือนอดีตแล้ว ถูกปฏิบัติเหมือนสามัญชนทั่วไป…อ้อ จริงสิ นายอำเภอและฝูเหรินยังบอกว่าพวกเขาเป็นสามัญชน ไม่มีอะไรแตกต่างจากชาวบ้านคนอื่น พอผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านคนบาปได้ยินอย่างนั้นก็น้ำตานองหน้าทันที…ในที่สุดพวกเขาก็จะได้ยืนหลังตรง ไม่ต้องทำตัวเหมือนหนูท่อและปล่อยให้คนมาทุบตีได้ตามใจชอบอีกแล้ว!
ขณะมองสีหน้าและจิตใจของชาวบ้านในอำเภอหนิงซีที่แตกต่างไปจากพวกตนอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านที่มาจากนอกอำเภอเหล่านั้นก็หวังในเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงสุดๆ แต่ก็ยังกังวลด้วยเช่นกัน ‘ฝูเหรินนายอำเภอจะให้พวกตนซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จริงหรือ?’
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ปฏิเสธราษฎรต่างอำเภอเหล่านี้ ประการแรกคือราษฎรในอำเภอหนิงซีต่างปลูกข้าวโพดให้ผลผลิตสูงเองพอสมควรแล้ว ในเวลานี้ก็กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของตน ประการที่สองคือปีนี้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจำนวนมาก การแบ่งให้ราษฎรต่างอำเภอก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
ผู้อาวุโสเฉิน (ปู่ของเฉินหยุน) กำลังนั่งลงทะเบียนรายชื่อพวกชาวบ้านที่มาช่วยงาน ชื่อแซ่ ที่อยู่ สมาชิกในครอบครัว ที่ดินของครอบครัว ล้วนถูกจดลงในตารางทีละคน สำหรับด้านฟาร์มปศุสัตว์นั้น เขาพาพวกเด็กฝึกงานและคนที่ฝูเหรินนายอำเภอสอน ‘เทคนิคการเพาะพันธุ์ปศุสัตว์’ ไปดูแลพวกปศุสัตว์เหล่านั้น
คนที่มาช่วยงานมีจำนวนมาก ผ่านไปไม่ถึง5วัน ข้าวโพดในไร่ก็ถูกเก็บเข้าโกดัง รวมถึงต้นข้าวโพดในไร่ก็ถูกตัดมาเป็นอาหารสัตว์ แม้แต่รากข้าวโพดในดินก็ถูกขุดออกมาตากแดดบนพื้นไร่เพื่อเก็บไว้ใช้ทำฟืนอุ่นเตียงเตาให้พวกสัตว์ที่เกิดใหม่ในฤดูหนาว…
หลังจากข้าวโพดแห้งแล้วก็ยังมีการจ้างคนงานชั่วคราวมาแกะเมล็ดออกจากฝัก คนส่วนใหญ่มาจากต่างอำเภอ เป็นประเภทขอแค่ได้ลงทะเบียนไม่เอาค่าแรงทั้งสิ้น ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็มีความรู้สึกว่าตนกำลัง ‘จับเสือมือเปล่า’ ขึ้นมา…เพราะคนที่มารับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในปีนี้จะต้องเอาธัญพืชมาคืนในราคาสิบเท่า พวกเขาทำงานหนักตั้งหลายวัน แต่ก็แค่อยากให้ตนได้ลงทะเบียนมีสิทธิ์รับเมล็ดพันธุ์ก่อนใครเท่านั้น…
มีคำกล่าวว่าภูผาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้านนั้นไม่ใช่เพราะความยากจนเป็นต้นเหตุหรืออย่างไร? ถ้ามีทางรอดให้บ้างแล้วใครยังจะยอมเสี่ยงเป็นศัตรูกับทางการ? ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดของพวกชาวบ้านนั้นเรียบง่ายมาก ขอแค่พวกเขามีความหวังเล็กน้อยก็สามารถทำงานหนักโดยไม่ตัดพ้ออันใด…
แน่นอนว่ามีคนจิตใจไม่บริสุทธิ์แฝงกายอยู่ด้วย แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่ช่วยงานได้ก็มีสิทธิ์เท่าเทียม! เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงเหล่านี้ใช่ว่าใครก็สามารถปลูกได้ เพราะ…
ตอนที่ 626: ราษฎรสร้างรายได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง
เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่เพาะปลูกแล้วยังไม่ค่อยเสถียร ถ้าปราศจากคุณสมบัติพิเศษของน้ำพุวิญญาณแล้ว การเพาะปลูกในครั้งต่อไปจะทำให้ผลผลิตลดลงแน่นอน! อีกอย่างคือหลินเว่ยเว่ยก็เชื่อมั่นว่าจะปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้มีผลผลิตสูงยิ่งกว่าเดิมไปเรื่อยๆ นางจึงไม่กลัวว่าจะโดนแย่ง ‘การค้าเมล็ดพันธุ์’ ไปจากมือ!
องค์ชายเจ็ดก็ทรงงานหนักมาเกือบสี่เดือน พอเห็นยุ้งฉางของที่ว่าการอำเภอสองสามแห่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ดวงพักตร์จึงเปื้อนยิ้มทันที ขณะเดียวกันพระองค์ก็เหมือนดำริอะไรบางอย่างออก จึงหันไปตรัสถามผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้างว่า “ผลผลิตที่ให้เจ้าบันทึกไว้ ได้ข้อสรุปหรือยัง?”
ผู้ติดตามรีบเปิดสมุดจดบันทึกของตนอย่างรวดเร็วแล้วรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ที่ดิน10หมู่ซึ่งกระหม่อมสุ่มตรวจ หมู่ที่ได้ผลผลิตต่ำสุดอยู่ที่530ชั่ง สูงสุดทำลายสถิติอยู่ที่600ชั่งพ่ะย่ะค่ะ! องค์หญิงเว่ยเว่ยตรัสว่าหมู่ที่ให้ผลผลิต600ชั่งนี้เป็นไร่ทดลองของนาง ปีหน้าปรับปรุงพันธุ์ต่อไปแล้วเป้าหมายคือทำลายสถิติที่650ชั่งพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วของชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเป็นอย่างไร? พวกเขาก็ปลูกข้าวโพดไม่ใช่หรือ?” องค์ชายเจ็ดอยากรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ผ่านการปรับปรุงเหล่านี้จะให้ผลผลิตสูงเหมือนกันหมดหรือไม่!
ผู้ติดตามพลิกเปิดสมุดอีกหน้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “หมู่บ้านคนบาปที่อยู่ใกล้กันนั้น ส่วนใหญ่เพิ่งแผ้วถางใหม่ ปุ๋ยมีจำกัด แต่ก็ได้ถึง500ชั่งพ่ะย่ะค่ะ ส่วนหมู่บ้านอื่นๆ ผู้ที่ได้ผลผลิตน้อยก็เทียบเท่ากับหมู่บ้านคนบาปอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ ส่วนระดับกลางอยู่ที่520-530ชั่ง ระดับสูงสุดอยู่ประมาณ550ชั่งพ่ะย่ะค่ะ…”
“ดี! ดี! เปิ่นหวางจะเขียนฎีกาถึงฟู่หวงเดี๋ยวนี้เพื่อให้ประทานอนุญาตให้ส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ปรับปรุงแล้วไปทั่วทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือ!” องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรไปโดยรอบและเห็นรอยยิ้มที่สดใสของราษฎรทั่วทุกหนแห่ง ทั้งเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา เมื่อสองปีที่แล้วพระองค์มาเยือนภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อแจกจ่ายอาหารบรรเทาภัยพิบัติ สภาพจิตใจของผู้คนได้รับการเยียวยาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ!
“กระหม่อมฝูหรง ขอถวายพระพรองค์ชายเจ็ดและองค์หญิงเว่ยเว่ยพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีวัยกลางคนที่ดูใจดีถือบัญชีเล่มหนึ่งลงจากรถม้า แม้ว่าจากเมืองหนิงโจวใช้เวลาเดินทางมายังอำเภอหนิงซีไม่ถึงสองวัน แต่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อนี้ก็ทำให้คนทรมานใช้ได้ ทว่าคลองของอำเภอหนิงซีกำลังจะสร้างเสร็จ เมื่อถึงเวลานั้นถ้านั่งเรือมาจากเมืองหนิงโจวก็จะประหยัดเวลามากขึ้นกว่าเดิม!
ฝูหรงคือคนที่ฮ่องเต้บัญชาลงมาดูแลการก่อสร้างตำหนักองค์หญิงที่เมืองหนิงโจว แต่ตำหนักองค์หญิงยังไม่ทันสร้างเสร็จ เขาก็ถูกองค์หญิงรับสั่งให้ไปดูการแผ้วถางที่ดินเพาะปลูก! ไอโหยว เข้าวังตั้งแต่เด็ก ในแต่ละวันรู้จักแค่การดูแลเจ้านาย ไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องการเกษตร? โชคดีที่องค์หญิงส่งคนมาชี้แนะเขา นอกจากนี้เขายังได้รับคำแนะนำมากมายจากชาวบ้านแถวนั้นจึงพอปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงไปได้บ้าง
ลูกน้องเก่าของหมินอ๋องกระโดดลงจากหลังม้า เขาเหลือบมองฝูหรงด้วยความดูแคลนแวบหนึ่ง…ไร้ประโยชน์จริงๆ นั่งรถม้ามาตลอดทางก็ยังบ่นว่าไม่สบายตัว ก็แค่บ่าวรับใช้เจ้านาย คิดว่าตนเป็นคนโปรดขึ้นมาจริงๆแล้วหรือ!
ฝูหรงก็ไม่ชอบตาเฒ่ามือเดียวคนนี้มานานแล้ว…เห็นว่าตนเป็นทหารร่วมเป็นร่วมตายมากับหมินอ๋องแล้วชอบมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูก ทำไมหรือ? ข้าเองก็เป็นคนที่ฝ่าบาทส่งมา จะตีสุนัขต้องดูเจ้านายก่อน! เจ้าน่ะ…กำลังไม่เคารพต่อฮ่องเต้!
หลินเว่ยเว่ยเบื่อจะเข้าไปยุ่งเรื่องของสองคนนี้ ช่วงที่นางกลับไปยังเมืองหนิงโจวทั้งสองรอบ พวกเขาทั้งสองชอบทำเหมือนไม่พอใจกันตลอดเวลา เจ้าจ้องข้า ข้าก็จ้องเจ้า…ทำไม? ผูกแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนหรือไร?
“ฝูหรงกงกง ทางเมืองหนิงโจวเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง?” หลินเว่ยเว่ยขัด ‘การจ้องหน้ากัน’ ของทั้งสองคน
ฝูหรงรีบพูดว่า “องค์หญิงทรงยกย่องบ่าวเกินไปแล้ว อย่างไรเรียกบ่าวว่า ‘ฝูหรง’ ก็พอพ่ะย่ะค่ะ…คำสั่งขององค์หญิง ฝูหรงไม่กล้าไม่ทำตาม…ทางฝั่งเมืองหนิงโจวเมื่อนับรวมกันแล้วมีที่ดินรกร้างถูกแผ้วถางประมาณ1,200หมู่ แบ่งเป็นดินดำ400หมู่ ดินทราย800หมู่ ทั้งหมดล้วนปลูกข้าวโพด ผลผลิตโดยรวมอยู่ที่600ชั่ง…”
พอนึกถึงภาพของพวกชาวบ้านที่ดีใจจนน้ำมูกน้ำตาไหลแล้ว ฝูหรงก็รีบสรรเสริญ “ราษฎรหนิงโจวต่างรู้ว่าต่อไปเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงเหล่านี้จะถูกขายให้พวกตนในราคาที่ยุติธรรม พวกเขาต่างคุกเข่ามาทางอำเภอหนิงซีเพื่อสรรเสริญองค์หญิงและเรียกพระองค์ว่าพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์…”
“พอแล้ว บัญชีนั้นท่านเอากลับไป พอการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วท่านก็แจกจ่ายให้ราษฎรที่ยากจนก่อน ส่วนพวกที่มีทรัพย์สินส่วนตัวนั้น…ค่อยว่ากันอีกที!” หลินเว่ยเว่ยคำนวณประชากรในเมืองหนิงโจวและจำนวนที่ดินซึ่งพวกชาวบ้านลงทะเบียนไว้ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพวกนี้มีเพียงพอ ส่วนพ่อค้าที่มาขอซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาสูงเหล่านั้น นางปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด…ในที่ดินศักดินาของตน นางจะยุติการผูกขาดเมล็ดพันธุ์และสินค้าอื่นๆอย่างเด็ดขาด!
ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเคลื่อนห่างออกไป ต้นฤดูหนาวกำลังจะเข้ามาแทนที่ ราษฎรในอำเภอหนิงซีต่างมารวมตัวที่ริมคลองเพื่อเตรียมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาที่ ‘คลองหนิงเหอ’ เปิดทำการ ประตูเขื่อนกั้นน้ำทั้งสามถูกเปิดพร้อมกัน ปากทางคลองหนิงเหอเป็นประตูเขื่อนกั้นน้ำใหญ่ที่สุดและงดงามที่สุด ราษฎรที่มีรูปร่างสูงใหญ่และพละกำลังมากกว่าคนธรรมดาหลายสิบคนออกแรงเปิดประตูเขื่อนกั้นน้ำ ฟันเฟืองค่อยๆขยับ โซ่เหล็กค่อยๆเลื่อน…
สายน้ำพุ่งผ่านประตูเขื่อนกั้นเหมือนม้าศึกที่ดุดัน สายน้ำค่อยๆไหลออกไปอย่างอิสระ…คลองหนิงเหอไหลวนรอบอำเภอหนิงซีและเชื่อมต่อกับโครงการขุดคลองของเมืองหนิงโจวที่จะเริ่มดำเนินการในเร็ววันนี้ เมื่อไหลผ่านไร่นาหลายพันหมู่แล้ว สุดท้ายก็ไหลลงแม่น้ำสายย่อยต้าถง
ขณะมองสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ราษฎรในอำเภอหนิงซีก็กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นยินดี คลองหนิงเหอไม่เพียงช่วยเรื่องการบริโภคน้ำของชาวบ้านในอำเภอหนิงซี แต่ยังสะดวกในการใช้ทำไร่ทำนาด้วย…ท่านนายอำเภอทำเรื่องมีประโยชน์ให้อำเภอหนิงซีอย่างแท้จริง!
หลังจากคลองหนิงเหอเชื่อมกับแม่น้ำแล้ว แผ่นหินตั้งตระหง่านสองฟากฝั่งคลองก็สลักชื่อราษฎรที่มาช่วยกันขุดคลองหนิงเหอเอาไว้ แผ่นหินถูกตั้งขึ้นตามจำนวนหมู่บ้าน อำเภอหนิงซีมีทั้งหมด11เขต 68หมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจากทุกเขตมีส่วนช่วยในการสร้างคลองหนิงเหอ ดังนั้นจึงมีแผ่นหินจารึกทั้งหมด68แผ่น โครงสร้างเป็นเหมือนศิลา แม้ผ่านลมผ่านฝน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ศิลาจารึกนี้ก็ยังคงเป็นอมตะ…
ปีแรกที่นายอำเภอเข้ารับตำแหน่งก็สร้างระบบชลประทานให้อำเภอหนิงซีและทำให้ชาวบ้านดีใจกันถ้วนหน้า ปีที่สองของการรับตำแหน่ง ชาวบ้านทั่วทั้งอำเภอหนิงซีได้ปลูกข้าวโพดให้ผลผลิตสูง ดับความหิวโหยที่เกิดขึ้นมาเนิ่นนาน เมล็ดข้าวสาลีที่ภรรยานายอำเภอปรับปรุงพันธุ์ก็ได้ผลผลิตเฉลี่ยแล้วมากถึง300ชั่ง
เมื่อมาถึงปีที่สามของการเข้ารับตำแหน่ง ไม้ผลที่ภรรยานายอำเภอตอนกิ่งครานั้นก็เริ่มออกผล ‘โรงงานแปรรูปผลไม้’ จึงกำเนิดขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็มีผลไม้เชื่อม ผลไม้อบแห้ง ผลไม้แช่อิ่ม แยมผลไม้ ผลไม้ในโถกระเบื้องเคลือบ ของพวกนี้มีอายุการเก็บรักษายาวนานกว่าครึ่งปี จึงสามารถจำหน่ายให้เมืองต่างๆในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ หรือแม้แต่ทั่วเมืองหลวงได้ด้วย
โรงงานแปรรูปผลไม้เปิดรับสมัครพนักงานเป็นราษฎรในอำเภอหนิงซีกว่า100อัตราและคนส่วนใหญ่เป็นสตรี เพื่อปรับปรุงตำแหน่งในครอบครัวของสตรีทั้งหลาย
ภรรยานายอำเภอยังสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง…โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์โดยใช้ผลิตเนื้อหมูแผ่น เนื้อหมูแดดเดียว ล่าฉาง (กุนเชียง) เนื้อกระต่ายเส้น เนื้อกระต่ายรสเผ็ด…เดิมทีหลินเว่ยเว่ยอยากทำเนื้อวัวแดดเดียวและเนื้อวัวตุ๋นอีกด้วย แต่โดนสามีห้ามไว้
ในสายตาชาวบ้านคือวัวเป็นสัตว์ทุ่นแรง ล้ำค่ายิ่งกว่ามนุษย์ มีครอบครัวสามัญชนตั้งเท่าไรที่ต้องประหยัดกินประหยัดใช้กว่าค่อนชีวิต แต่ยังไม่สามารถซื้อวัวสักตัวมาครองด้วยซ้ำ ส่วนนางจะทำตัวออกนอกกรอบแล้วฆ่ามันเพื่อเอาเนื้อ…เด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ อยากทำลายชื่อเสียงดีๆของตนหรือไร ?
ตอนที่ 627: เลือกปฏิบัติเกินไปหน่อยกระมัง
เอาเถิด ! ฆ่าไม่ได้ก็ไม่ฆ่า ถ้าวัวเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยขายให้พวกชาวบ้านในราคายุติธรรม สมัยก่อนต้องใช้เงินเกือบ20ตำลึงถึงจะซื้อวัวได้หนึ่งตัว แต่ทางฝั่งฝูเหรินนายอำเภอ แค่10ตำลึงก็ซื้อได้หนึ่งตัวแล้ว…ประหยัดเงินไปตั้งครึ่งหนึ่ง ! ถ้าซื้อลูกวัวก็จะยิ่งถูกลงอีก
พวกแกะตัวอวบอ้วนได้รับความนิยมจากชนชั้นสูง คนที่มีปัญญาหน่อยก็จะซื้อแกะจากฟาร์มฝูเหรินนายอำเภอแล้วนำไปขายที่ตัวเมืองหรือตัวอำเภอ กำไรต่อรอบได้เยอะใช่เล่น !
สำหรับผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้ในโถกระเบื้อง ล่าฉาง เนื้อแผ่นและสินค้าอื่นๆของอำเภอหนิงซีจะมีรสชาติดีแถมเก็บรักษาได้นาน ชื่อเสียงจึงค่อยๆโด่งดัง มีพ่อค้าต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยมาสั่งจอง
อำเภอหนิงซีที่เคยล้าหลังจึงได้กลับมามี ‘ชีวิต’ อย่างสมบูรณ์
ณ ตัวอำเภอ พ่อค้าแห่แหนมาจากทั่วทุกสารทิศ คนเดินกันขวักไขว่ รถม้าก็ต่อขบวนกันเข้ามาไม่ขาดสาย เมื่อมีพ่อค้าแม่ขายมาเยือนมากมาย กิจการโรงเตี๊ยมและร้านอาหารก็เริ่มเปิดตัว เมื่อกิจการร้านอาหารเริ่มต้นขึ้น ผู้คนก็กระตือรือร้นที่จะเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดและปลูกผักไปขาย…ชีวิตของชาวบ้านในอำเภอหนิงซีจึงเปลี่ยนไปจากสามปีก่อนโดยสิ้นเชิง
ในเวลาเดียวกัน ที่ดินศักดินาเมืองหนิงโจวของหลินเว่ยเว่ยก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเพราะนาง…เมืองหนิงโจวกลายเป็นศูนย์กลางการค้าเมล็ดพันธุ์ของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ข้าวโพด600ชั่งต่อหมู่ ข้าวสาลีมีผลผลิตถึง300ชั่ง ข้าวขาวที่สามารถปลูกในแดนเหนือ…ก็สามารถหาซื้อได้ในเมืองหนิงโจว!
ขันทีฝูหรงกลายเป็นคนฝีมือดีในการทำการเกษตร ไม่ว่าจะพูดถึงการเพาะปลูกอะไร เขาก็พูดได้อย่างคล่องแคล่ว นับตั้งแต่ไถพรวนที่ดินไปจนถึงหว่านเมล็ด ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช…เขาก็อธิบายได้หมด
เดิมที ตอนถูกส่งมาจากวังหลวง เขายังไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร แต่ตอนนี้ขณะมองท้องทุ่งอันเต็มไปด้วยผลผลิตและท้องฟ้าสีครามเหนือศีรษะ…เมื่อเทียบกับวังหลวงที่มีเพียงท้องฟ้าสี่มุมภายใต้กำแพงและยังต้องคอยเอาใจเจ้านายทั้งหลาย เพียงเดินผิดแค่ก้าวเดียวก็ถลำลึกจนยากจะแก้ไขแล้ว ชีวิตอันตรายกว่ากันเยอะ !
น่าเสียดายที่สุดท้ายชีวิตแบบนี้มาถึงจุดสิ้นสุด…องค์หญิงเว่ยเว่ยตรัสว่าจะคืนเมืองหนิงโจวให้ฮ่องเต้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว สิ่งที่นางทำมาทั้งหมดในเมืองหนิงโจวจะไม่เท่ากับสร้างผลงานแทนคนอื่นหรอกหรือ?
“เมียจ๋า ลูกจ๋า! เก็บของกันถึงไหนแล้ว? รถม้าพร้อมแล้ว!” หมินอ๋องยืนตะโกนอยู่หน้าประตูใหญ่ คนยังไม่ทันเข้าไปในที่ว่าการอำเภอ เสียงก็มาก่อนแล้ว
หมินหวางเฟยกลอกดวงเนตรใส่ “รอเดี๋ยวเพคะ ขอคิดก่อนว่ายังมีอะไรไม่ได้เอาไปด้วย? อย่าเร่ง เพราะยิ่งรีบยิ่งลืม!”
“ขอแค่ครอบครัวอยู่ครบ ของอะไรจะลืมก็ลืมไปเถิด!” หมินอ๋องทอดพระเนตรสัมภาระคันแล้วคันเล่าจึงรู้สึกเริ่มปวดหัวและบ่นในหทัยว่า ‘ผู้หญิงนี่ยุ่งยากกันจริงๆ ไม่เหมือนพวกผู้ชาย เสื้อผ้าสองชุดและพกเงินอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางได้แล้ว’
“ดอกไม้สองสามต้นนั้น เว่ยเว่ยขุดมาให้หม่อมฉันจากป่าลึก…ไม่ได้ จะต้องเอาพวกมันไปด้วย!” หมินหวางเฟยชอบกล้วยไม้ป่าเหล่านี้มาก นางไม่อยากให้ฝูเหรินนายอำเภอหรือนายอำเภอคนถัดไปได้ครอบครองง่ายๆ
หมินอ๋องปวดหัวทันที ‘ว่าอย่างไรนะ ? แม้แต่ดอกไม้ก็ยังจะเอาไปด้วย ? เรือนหลังที่ว่าการอำเภอก็จะขุดไปด้วยหรือเปล่า ?’ พระองค์รีบตรัส “ก็แค่ดอกกล้วยไม้ธรรมดาไม่กี่ต้น พอไปถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะซื้อดอกไม้ล้ำค่าให้เจ้า ปลูกให้ตำหนักเราเต็มไปด้วยดอกไม้เลย !”
“พระองค์ซื้อ จะเหมือนของที่เว่ยเว่ยให้พวกเราหรือเพ.คะ ? หลีกไป อย่ามาขวางทางคนอื่น !” หมินหวางเฟยพำนักอยู่ในเรือนหลังที่ว่าการอำเภอเกือบ3ปี จากตอนแรกที่ไม่เคยชิน บัดนี้กลายเป็นเหมือนปลาได้น้ำไปแล้ว…ตอนนี้ต้องย้ายออกไป นางยังรู้สึกทำใจไม่ค่อยได้อยู่ดี !
หมินอ๋องสั่งให้คนย้ายดอกไม้พวกนั้นใส่กระถาง ก่อนจะอดเตือนไม่ได้ “ดอกไม้พวกนี้เพิ่งย้ายใส่กระถาง กอปรกับการเดินทางอีก มันอาจจะไม่รอด เจ้ายืนยันจะทำแบบนี้จริงหรือ ?”
“หมู่เฟย ฟู่หวาง เรียบร้อยกันหรือยังเพ.คะ ?” หลินเว่ยเว่ยรับกระถางดอกไม้มาจากหมินหวางเฟย ก่อนจะนำไปวางไว้ที่หลังรถม้า “ออกเดินทางกันได้หรือยัง? ถ้ายังไม่ไปอีก ฟ้ามืดแล้วเราก็ยังไม่ถึงท่าเรือเมืองหนิงโจวนะเพ.คะ”
“ได้ ไปกันเถิด !” หมินหวางเฟยถูกหลินเว่ยเว่ยประคองขึ้นรถม้า หมินอ๋องปวดหทัยทันที ‘ข้าพูดอยู่ค่อนวัน นางไม่ฟัง บุตรสาวมาถามแค่ประโยคเดียว ภรรยาก็ยอมออกเดินทางแล้ว…พระชายา เจ้าเลือกปฏิบัติเกินไปหน่อยกระมัง !’
เมื่อรถม้าของเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยมาถึงท่าเรือ พวกนางก็ต้องตกใจเพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนจากหมู่บ้านคนบาป…ไม่สิ ตอนนี้เรียกว่าหมู่บ้านอันหนิง (สุขสงบ) แล้ว ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ก็คือ…ผู้อาวุโสเฉิน “นายอำเภอเจียง พวกเรามาส่งท่านขอรับ!” ขณะพูด เขาก็เดินเข้ามาจะคุกเข่าคารวะเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานเดินเข้าไปประคองตัวเขาไว้แล้วทำมือคารวะราษฎรที่อยู่โดยรอบ “น้ำใจของทุกท่าน ข้ารับไว้แล้ว ตรงท่าเรือลมแรง พวกท่านรีบกลับไปเถิด!”
ผู้อาวุโสเฉินเป็นผู้นำ ‘ปวงชนล้นหลาม’ มาส่งเขา “ท่านนายอำเภอเจียง ท่านเป็นดาวนำโชคของหมู่บ้านอันหนิงของพวกเรา เป็นนายเหนือหัวของพวกเราชาวตะวันตกเฉียงเหนือทั้งปวง ท่านส่งเสริมให้แผ้วถางที่ดิน ขุดคลองสร้างระบบชลประทาน ปรับปรุงเครื่องมือการเกษตร…ทำให้คนที่เคย.อดมื้อกินมื้อได้มีที่นาเป็นของตัวเอง มีอาหารไว้ประทังชีวิตและไม่ต้องทนหิวโหยอีกต่อไป…พวกเราชาวตะวันตกเฉียงเหนือไม่มีอะไรจะตอบแทน มีเพียงหัวใจที่บริสุทธิ์ ขอน้อมส่งท่านนายอำเภอเดินทางไกลหลายพันลี้และขอให้ท่านได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปขอรับ!”
ภายใต้แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิยังมีลมหนาวอยู่พอสมควร เจียงโม่หานจึงบอกให้พวกชาวบ้านกลับไปอีกครั้ง แต่ยังไม่มีใครขยับตัวเลยสักคน ไม่เพียงแค่ราษฎรของอำเภอหนิงซีเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านจากอำเภออื่นก็เดินทางมาส่งด้วยเช่นกัน เนื่องจากในใจของพวกราษฎรคือขุนนางตงฉินและมีใจทำเพื่อราษฎรอย่างนายอำเภอเจียงมีอยู่ไม่มากนัก เขาและภรรยานำความมีชีวิตชีวาและความหวังมาให้ชาวตะวันตกเฉียงเหนือ !
“ท่านฝูเหรินนายอำเภอ ท่านไปแล้ว ฟาร์มปศุสัตว์และศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ในอำเภอหนิงซีจะยังเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่ขอรับ ?” สิ่งที่ชาวบ้านเหล่านี้คิดเห็นตรงกันคือภรรยานายอำเภอทำการเกษตรได้เก่งจริงๆ เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาจากทางการก็ให้ผลผลิตสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ที่พวกชาวบ้านเก็บไว้เองมาก และยังไม่โดนแมลงกินหรือเป็นโรคง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ราคายังใกล้เคียงกับท้องตลาด…พวกเขาจึงกังวลว่าถ้านายอำเภอคนใหม่มาเข้ารับตำแหน่งแล้ว ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์จะกลายเป็นช่องทางหากำไรอย่างหนึ่ง
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังองค์ชายเจ็ดที่รั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือนานกว่าครึ่งปีแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้ ! ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์เป็นของต้าเซี่ยและของราษฎรเช่นกัน ! ต่อไปราชสำนักจะส่งคนมาดูแลโดยเฉพาะ หลังจากข้าและนายอำเภอกลับไปแล้ว องค์ชายเจ็ดจะยังอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือต่อ ไม่มีใครกล้าทำตัววางอำนาจในอำเภอหนิงซีแน่นอน !”
พอชาวบ้านได้ยินกันแบบนั้นแล้ว หัวใจก็เหมือนหลุดพ้นจากพันธนาการของหินก้อนโต พวกเขาต่างแสดงความเคารพต่อหลินเว่ยเว่ยและองค์ชายเจ็ดอย่างสูงสุด
“ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ที่อำเภอหนิงซีและเมืองหนิงโจวเป็นเลือดเนื้อของข้ากับนายอำเภอ ต่อไปนี้ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ขอแค่มีเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่ก็จะถูกส่งมาจัดจำหน่ายที่ศูนย์หนิงซีและหนิงโจว ราคายังเหมือนเดิม !” คำพูดของหลินเว่ยเว่ยสร้างเสียงปรบมือแห่งความอุ่นใจและมีความสุขของราษฎรไปอีกนานแสนนาน…
แม้เรือที่เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยเคลื่อนออกจากฝั่งจนแล่นไปไกลและไม่เห็นเงาแล้ว ราษฎรที่อยู่บนท่าเรือก็ยังไม่ยอมจากไป…
องค์ชายเจ็ดทอดถอนหทัย “หากต้าเซี่ยมีขุนนางที่เก่งเหมือนเจียงโม่หานเพิ่มอีกหลายคน ไฉนเลยจะต้องกังวลว่าต้าเซี่ยไม่เจริญรุ่งเรืองอีก ? แต่ถึงแม้ขุนนางคนอื่นจะเก่งกาจเพียงใดก็เป็นเหมือนเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีภรรยามากความสามารถคอยช่วยเหลือ ทั้งสองช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า!”
ตอนที่ 628: ความฝันมีได้ เพราะอาจเป็นจริงในสักวัน
“บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าถึงยอมทิ้งซัวถัวไว้ที่อำเภอหนิงซี?” ซัวถัวฝึกฝนอยู่ข้างกายเจียงโม่หานในที่ว่าการอำเภอมานาน3ปี จึงถือว่าเป็นผู้ติดตามที่ดีคนหนึ่ง เมื่อมีเขาอยู่ด้วย เจียงโม่หานก็จะหมดภาระไปหลายเรื่อง!
เจียงโม่หานมองนางแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็ทำใจไม่ได้หรอก! แต่ใครบางคนแถวนี้ให้ภรรยาของเขาอยู่ดูแลฟาร์มและโรงงานแปรรูปที่อำเภอหนิงซี แล้วข้าจะให้สองสามีภรรยาแยกจากกันเหมือนหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้นคือหลงจู๊หญิงผู้เก่งกาจของเจ้าก็เพิ่งคลอดบุตรชายของพวกเขา เจ้าคิดว่าถ้าซัวถัวตามข้ากลับเมืองหลวง แล้วหัวใจจะอยู่กับเนื้อกับตัวหรือไม่?”
หลินเว่ยเว่ยยักไหล่ “ข้าไม่ได้คิดจะให้หยาเอ๋อร์อยู่ที่อำเภอหนิงซี แต่นางอยากอยู่เอง…เดิมทีข้าคิดจะยอมแพ้เรื่องฟาร์มกับโรงงานแปรรูปเหล่านั้นแล้วด้วยซ้ำ…”
เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “เจ้าช่างคิดอะไรง่ายๆ แต่หลงจู๊หญิงของเจ้าทำใจทิ้งสวนผลไม้หลายร้อยหมู่แล้วก็ฟาร์มกับโรงงานแปรรูปของเจ้าไม่ลง!”
ไม่พูดคงไม่ได้ว่าภรรยาของเขาเป็นคนหาเงินเก่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์หรือรายได้จากโรงงานทั้งสองก็ค่อนข้างน่าประทับใจทั้งสิ้น ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกว่าได้กินข้าวนิ่มในชามของตน…
หลินเว่ยเว่ยตบกระเป๋าเงินของตนแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เก็บฟาร์มปศุสัตว์กับโรงงานแปรรูปสองแห่งนั้นไว้ก็ดี เพราะนั่นเป็นบ่อเงินของพวกเรา! กลับไปคราวนี้ ไม่ว่าเจ้าจะถูกส่งไปทำงานที่ใด พวกเราก็มีเงินซื้อที่ดินแล้วสานต่อกิจการเพาะเมล็ดพันธุ์ของข้าต่อไป! เป้าหมายของข้าคือ…ผลผลิต1พันชั่ง !!”
หมินอ๋องออกจากห้องโดยสารบนเรือเป็นเพื่อนพระชายา ขณะทอดพระเนตรบุตรสาวที่มีความทะเยอทะยานก็ส่ายดวงพักตร์พลางตรัสว่า “กลางวันแสกๆก็เพ้อฝันแล้ว! ผลผลิต1พันชั่งเชียวหรือ? เจ้ากล้าคิดเหลือเกิน!”
“มีเหตุผลใดต้องไม่กล้าคิดเพ.คะ?” หมินหวางเฟยให้ท้ายบุตร “เมื่อก่อนพระองค์เคยคิดว่าจะได้ผลผลิตข้าวโพดหมู่ละ600ชั่งหรือไม่? เมื่อ3ปีก่อน ตอนมาอำเภอหนิงซี พระองค์กล้าคิดว่าในเวลาสั้นๆแค่3ปีก็จะทำให้ราษฎรผู้ยากไร้ในตะวันตกเฉียงเหนือมีการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงถึงขนาดนี้หรือเปล่า? บุตรสาวพูดไว้แล้วว่า…ใจใหญ่เท่าไร ฟ้าก็กว้างเท่านั้น! ไม่แน่ว่าผ่านไปอีกไม่กี่ปี บุตรสาวของพระองค์อาจทำผลผลิตหมู่ละพันชั่งออกมาได้จริง!”
“แม้ว่าข้าวโพดจัดเป็นธัญพืชหยาบ แต่ถ้าได้หมู่ละพันชั่งจริงๆ ราษฎรทั่วหล้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีก!” สองสามปีแรกที่ต้าเซี่ยเพิ่งถูกสถาปนาขึ้นก็ถือเป็นช่วงที่ยากลำบากจริงๆ แดนใต้น้ำท่วม ภาคเหนือเจอภัยแล้ง พวกโจรเดินกันในว่อน แถมยังมีกบฏราชวงศ์ก่อนที่คิดจะก่อกวนอีก…
ไม่ว่าเป็นช่วงเวลาใด การที่ราษฎรได้กินอิ่มท้องก็เป็นรากฐานที่ทำให้แผ่นดินมั่นคง! หมินอ๋องอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหทัย “คาดไม่ถึงเลยว่าบุตรที่ไม่ได้เติบโตมากับเราจะมีพรสวรรค์เช่นนี้! ดูท่าทางแล้วเวลา15ปีที่พรากจากกันนั้น…ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว!”
ถ้าเด็กคนนี้เติบโตมากับพวกพระองค์ มีท่านย่าและหมู่เฟยคอยให้ความรัก ฟู่หวางและพี่ชายดูแลเอาใจใส่ก็อาจกลายเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ในหมู่สตรีพวกนั้นที่แต่งออกไปแล้ว ได้แต่อยู่เรือนหลัง…
ขณะมองชายหนุ่มรูปงามที่นั่งเคียงข้างหลินเว่ยเว่ย หมินหวางเฟยกลับคิดในหทัยว่า ‘ใช่! ถ้าบุตรชายไม่ได้หายตัวไป ก็ไม่มีทางไปปักหลักที่ฉือหลี่โกวและได้รู้จักกับตระกูลหลิน ส่วนนางก็ไม่มีทางได้ลูกสะใภ้ที่ทำเกษตรเก่งกาจขนาดนี้ นางจึงอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้ “บางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นชะตาฟ้าลิขิต!”
หมินอ๋องมองตามสายตาภรรยา เมื่อเห็นเป็น ‘บุตรเขย’ พระองค์ก็เก็บรอยแย้มพระโอษฐ์ทันที ‘เจ้าเด็กแสบคนนี้ บุตรสาวที่แสนดีของเปิ่นหวางต้องไปเป็นของเจ้า!’ แต่เจ้าเด็กคนนี้ถือว่ายังมีความสามารถอยู่บ้าง เพราะในระยะเวลาสั้นๆ แค่สามปีก็สร้างผลงานที่อำเภอหนิงซีมากมายขนาดนั้นแล้ว ปรับปรุงคันไถล้อคู่ ขุดคลองสร้างระบบชลประทาน สร้างเขื่อนกั้นน้ำ…ไม่ว่าหยิบจับเรื่องใดออกมาก็เป็นประโยชน์ต่อราษฎรและผลงานชิ้นใหญ่ทั้งสิ้น! ดูท่าแล้วพอกลับเมืองหลวงในคราวนี้ เจ้าเด็กหน้าขาวจะต้องได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน!
ฮึ! เจ้าตัวแสบ ถ้าแม้แต่ความสามารถนี้ยังไม่มี พระองค์ก็ไม่วางใจจะยกบุตรสาวให้หรอก
ทว่าไม่ใช่บุตรเขยมีความสามารถอยู่คนเดียว พ่อตาอย่างพระองค์ก็ไม่เลวเช่นกัน! ในช่วงสามปีนี้ทรงปราบพวกหุยเหอจนราบคาบ! กอปรกับหลุมพรางที่ขุดไว้ให้ราชวงศ์หุยเหอ ต่อจากนี้อีก10ปีเผ่าหุยเหอจะวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายใน ไฉนเลยยังมีเวลามารุกรานภาคตะวันตกเฉียงเหนือของต้าเซี่ยได้อีก?
ตอนเดินทางกลับ พวกนางยังแวะพักที่เขตเริ่นอันอีกสองสามวัน โรงเลี้ยงหนอนไหมและโรงงานทอผ้าของพี่สาวคนโตขยับขยายไปอีกหลายเท่าตัว แค่แรงงานหญิงก็มีถึง20กว่าคน ส่วนกิจการทำเนื้อแผ่นของบ้าน เนื่องจากไม่มีหมูให้ซื้อ ปีก่อนจึงหยุดทำการ ทว่ากิจการผลไม้อบแห้งและแยมยังทำอยู่ ทุกฤดูใบไม้ร่วงเหล่าผู้หญิงและเด็กในหมู่บ้านจะขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่ามาขายให้บ้านสกุลหลินเพื่อหารายได้เข้าครอบครัว
โรงงานแปรรูปเมล็ดสนและเมล็ดคั่วต่างๆ ก็กิจการรุ่งเรืองมาก! เมล็ดสนปากอ้าและเมล็ดคั่วหลากรสชาติถูกส่งขายทั่วภาคเหนือ กระเป๋าเงินของทุกคนในฉือหลี่โกวจึงหนักกันถ้วนหน้า กลับมาคราวนี้บ้านแทบทุกหลังถูกสร้างใหม่หมดจนหลินเว่ยเว่ยเกือบเข้าใจผิดว่าเข้ามาผิดหมู่บ้าน…ฉือหลี่โกวให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่แต่ก็คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน…
ฉือหลี่โกวมีชื่อเสียงมากในภาคเหนือ! ไม่เพียงขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านร่ำรวยที่สุดในภาคเหนือแล้ว ยังเป็นเพราะมี ‘หงส์ทอง’ สองตัวบินออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย…องค์หญิงเว่ยเว่ยและจอหงวนหนุ่มสามีของนาง! นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าทางตะวันตกเฉียงเหนือที่แวะพักในเขตเริ่นอันต่างพูดถึงเรื่องการกระทำของนายอำเภอเจียงและฝูเหรินของเขาไปทั่วทุกหนทุกแห่ง…
ขณะฟังพวกป้าๆในหมู่บ้านชื่นชม หลินเว่ยเว่ยก็ตอบด้วยความเขินอาย “ข้าวิเศษขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อใด? ก็แค่บังเอิญไปเจอเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงและมีพรสวรรค์ในการเพาะปลูกเท่านั้น!”
“ข้าคิดว่าข้างนอกพูดยังไม่เท่าความจริงด้วยซ้ำ เสี่ยวเว่ย เจ้าคือเทพธิดาที่ถูกส่งมาช่วยเหลือพวกเรา ตอนแรกยังมีพลังจำกัด ฉือหลี่โกวของพวกเราจึงเจริญรุ่งเรืองอยู่แห่งเดียว แต่ตอนนี้พลังค่อยๆฟื้นคืน ส่งผลให้ภาคเหนือของพวกเราได้รับพรจากเจ้าอย่างถ้วนทั่ว!” ป้ากุ้ยฮวาปรบมือพร้อมรอยยิ้มชอบใจ
หลินเว่ยเว่ยยืนตัวแข็งทื่อพลางก้มหน้ามองหลานชายตัวน้อยในอ้อมแขนแล้วฝืนยิ้มให้เขา “ป้ากุ้ยฮวาช่วยด้วย เทพธิดาน้อยของท่านโดนเจ้าตัวน้อยฉี่รด!”
บุตรชายตัวน้อยของพี่สาวคนโตเพิ่งอายุได้5เดือน ทั้งน่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน ตอนมาถึงหลินเว่ยเว่ยจึงหลงเขามาก เอาไปอุ้มไว้ตลอดราวกับทากาวติดมือไว้ แม้แต่พี่สาวและหนอนหนังสือเผิงที่เป็นพ่อแม่แท้ๆ ก็ยังแย่งไปจากนางไม่ได้
ทว่าเจ้าถั่วงอกอายุ5เดือนจะไปเข้าใจอะไร? เขามักปัสสาวะใส่น้าหญิงบ่อยครั้งจนหลินเว่ยเว่ยเริ่มสงสัยว่าถ้าพักอยู่ที่บ้านต่ออีกสักสองสามวัน เสื้อผ้าที่นางเอามาด้วยคงไม่พอใส่!
ป้ากุ้ยฮวารีบรับเจ้าตัวน้อยออกจากอ้อมแขนนางแล้วเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขาอย่างชำนาญ ขณะมองรองเท้าที่เปียกโชกของหลินเว่ยเว่ย ป้ากุ้ยฮวาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด…เสี่ยวตงตงของพวกเราสนิทกับน้ารองแล้วล่ะ การที่เด็กฉี่ใส่ก็ช่วยขับไล่โรคภัยและโชคร้ายได้ด้วย!”
พี่สาวคนโตรีบวิ่งเข้ามาอุ้มลูกแล้วกลอกตาใส่หลินเว่ยเว่ย “สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้เจ้ามาแล้วแย่งลูกไปจากข้า? ลูกจ๋า ทำดีมาก! เมื่อก่อนน้ารองชอบแกล้งแม่บ่อยๆ เจ้าถือว่าได้ระบายความแค้นแทนแม่แล้ว! น่ารักจริงๆเลย!”
หลินเว่ยเว่ยใช้น้ำพุวิญญาณมาโดยตลอด บนร่างกายจึงมีกลิ่นที่น่าผ่อนคลายซึ่งเป็นกลิ่นที่อ่อนไหวต่อเด็กที่สุด พอตงตงออกจากอ้อมแขนนางแล้วก็เริ่มย่นใบหน้าน้อยๆ พลางดิ้นไปมาในอ้อมแขนมารดา เมื่อเด็กน้อย5เดือนไม่อยู่สุขขึ้นมา พี่สาวคนโตก็ยังอุ้มไม่ไหว
[1] กินข้าวนิ่ม เปรียบเปรยได้กับผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน
ตอนที่ 629: พอถึงเวลานั้นเจ้าได้ร้องไห้แน่
หลินเว่ยเว่ยกลัวพี่สาวจะทำบุตรชายหล่นจากอ้อมแขนจึงรีบเดินไปแย่งมาอุ้ม เมื่อตงตงเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนนางแล้ว เขาก็ทำตัวเหมือนลูกแมวน้อยน่ารัก อ้าปากหาวด้วยความเกียจคร้านแล้วจากนั้นก็นอนหลับในอ้อมแขนหลินเว่ยเว่ยทันที
แม่ซัวถัวเข้ามาร่วมวง “พี่กุ้ยฮวาพูดถูก เด็กคนนี้สนิทกับน้ารองของเขา ดูสิ รู้ว่าน้ารองจะอยู่ในหมู่บ้านไม่กี่วันจึงไม่อยากห่างจากน้ารองสักอึดใจเดียว!”
พี่สาวคนโตมองที่หน้าท้องของหลินเว่ยเว่ยแล้วขมวดคิ้ว “ชอบเด็ก เจ้าก็คลอดเองสิ! เจ้าแต่งงานมาตั้ง3ปีแล้ว ท้องยังไม่โตสักที? แม่สามีเจ้าไม่กระตุ้นเลยหรือ?”
หลินเว่ยเว่ยโวยขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ เจ้ายังอายุไม่ถึง20ปีก็เร่งให้คนอื่นมีลูกอย่างกับยายแก่? ชอบบ่นน่ารำคาญ มีแต่หนอนหนังสือเผิงของเจ้าเท่านั้นแหละที่ทนได้!”
“นางเด็กนี่ ข้าก็พูดเพื่อเจ้าไม่ใช่หรือ!” พี่สาวคนโตมองออกไปข้างนอกแล้วพูดขึ้นมาเบาๆว่า “พอสามีเจ้ากลับเมืองหลวงแล้วจะต้องได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน ขุนนางเฒ่าในเมืองหลวงพวกนั้น มีคนไหนไร้เมียรองสามอนุสี่บ้าง? สามีเจ้ามีหน้าตาและความสามารถแบบนี้ อนาคตก็ดี หากต้องรับอนุเพราะไม่มีบุตรเป็นเหตุ พอถึงเวลานั้นเจ้าได้ร้องไห้แน่!”
“ถ้าเขามีความคิดแบบนั้น ข้าก็จะหย่าสามี! ข้าเป็นถึงองค์หญิงเว่ยเว่ยและบุตรสาวหมินอ๋อง ไฉนเลยจะต้องกังวลเรื่องหาบ้านหลังถัดไป? คางคกสามขาหายาก แต่ผู้ชายสองขามีให้เห็นอยู่ทั่วไป!” หลินเว่ยเว่ยไม่ใช่สตรีที่อ่อนโยนประเภทนั้น ถ้าไม่รักกันแล้วข้าก็จะหย่า…แค่เลิกกัน ใครจะทำไม่ได้?
“ชู่ว เจ้าเบาๆหน่อย ประเดี๋ยวน้องเขยก็ได้ยินหรอก!” พี่สาวคนโตรีบหันไปมองข้างนอกแล้วกดเสียงลงต่ำ “เจ้านี่นะ! อย่าทำตัวแข็งกระด้างแบบนี้ ผู้ชายของเจ้าจะเสียหน้าเอาได้ รู้หรือไม่?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เดิมทีผู้หญิงไม่ต้องลดศักดิ์ศรีลงให้ผู้ชายประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เขาต้องสร้างเอง พี่ใหญ่ ชีวิตเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ดูจากท่าทางชื่นมื่นนี้แล้ว คงไม่เลวกระมัง?”
ป้ากุ้ยฮวาเป็นคนตอบ “ใช่ไหมเล่า! บ้านแม่สามีหลังข้างๆของเจ้าก็ถูกบ้านแม่สามีของนางซื้อไว้แล้ว นางต้องดูแลโรงงานทอผ้าแล้วต้องดูแลเรื่องการค้าขายผลไม้อบแห้งอีก แต่ละวันทำงานหัวหมุน แม่สามีของนางจึงมาซื้อบ้านหลังข้างๆ เพราะจะได้ย้ายมาอยู่แล้วช่วยดูแลลูกให้นาง ยังช่วยดูแลเรื่องการรับซื้อผลไม้ป่าด้วยล่ะ! ส่วนผู้ชายของนางก็เปิดสำนักศึกษาอยู่ในหมู่บ้าน เจ้าเองก็รู้ว่าตอนนี้หมู่บ้านเราไม่ขาดแคลนเงิน เด็กที่ถึงเกณฑ์จึงถูกส่งเข้าสำนักศึกษา…”
พี่สาวคนโตยิ้มด้วยความเขินอาย ก็ใช่จริงๆ เพราะนางพอใจกับชีวิตในเวลานี้มาก ตอนเพิ่งแต่งเข้าไป นางยังกลัวว่าโรงเลี้ยงหนอนไหมและโรงงานทอผ้าจะต้องหยุดกิจการ! แม้ว่าหมู่บ้านที่สามีอาศัยอยู่จะใช้เวลาเดินทางมาถึงที่นี่แค่วันเดียว แต่ผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว ไฉนเลยจะมาบ้านมารดาได้ตามใจชอบ?
แต่เจ้าหนอนหนังสือกลับพูดจนพ่อแม่และพี่สะใภ้ยอมฟังและสร้างสำนักศึกษาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ทั้งยังช่วยนางปรับปรุงบ้านของย่าเถียนเพื่อใช้เป็น ‘เหตุผล’ สนับสนุนการกระทำของนาง บ้านของย่าเถียนมีขนาดไม่ใหญ่ เขาจึงสร้างห้องขึ้นมาสองห้องที่ด้านหลังเพื่อใช้เลี้ยงหนอนไหมโดยเฉพาะ ส่วนเรือนด้านหน้า ห้องหนึ่งใช้สำหรับอยู่อาศัย ส่วนห้องอื่นก็ใช้วางเครื่องปั่นด้าย ตอนกลางวันเขาจะอยู่ที่สำนักศึกษา พอตกเย็นหลังจากพวกคนงานกลับกันหมดแล้ว เขาถึงจะกลับบ้านมาพักผ่อน
หลังนางตั้งครรภ์ เพื่อความสะดวกในการดูแลพวกนาง แม่สามีจึงซื้อบ้านของน้าเฝิงแล้วสร้างเป็นบ้านอิฐหลังใหม่ พ่อสามีและแม่สามีพักอยู่ที่เรือนหลัก พวกนางอยู่ที่เรือนปีกตะวันออก ทั้งนี้ในบ้านยังมีพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่และหลานชายอยู่ด้วย ในบางวันพวกนางก็จะไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง…
คนในหมู่บ้านต่างบอกว่าบ้านสกุลเผิงจะกลายเป็นคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว พ่อสามียังเคยไปปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าคิดจะย้ายทะเบียนบ้านมาที่ฉือหลี่โกว!
ได้แต่งกับสามีจู่เหรินที่รักนางและยังมีพ่อแม่สามีที่เห็นนางเป็นเหมือนลูกสาวแท้ๆอีก พอหลังแต่งงานไปแล้วยังไม่ต้องห่างจากหมู่บ้านและคนในหมู่บ้านที่คุ้นเคย พวกสหายในหมู่บ้านจึงพากันอิจฉานางมาก
พี่สาวคนโตยิ้มอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็วกกลับเข้าหัวข้อเมื่อครู่ “น้องรอง พอเจ้ากลับถึงเมืองหลวงแล้วก็ให้หมอตรวจหน่อย…ท่านหมอเหลียงก็ไปเมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าเจ้าไม่กล้าไปหาคนอื่นก็ให้เขาตรวจสิ”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตา “ตรวจอะไร? ข้าไม่ได้ป่วยเสียหน่อย! ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีพายุทรายบ่อยครั้ง อากาศไม่ดี ข้ากับบัณฑิตน้อยกลัวว่าลูกจะลำบากจึงตั้งใจว่ากลับถึงเมืองหลวงแล้วค่อยคิดเรื่องมีลูกกันใหม่ เจ้าน่ะ เลิกกังวลได้แล้ว!”
พี่สาวคนโตย้อนถาม “เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าครั้งนี้สามีจะได้อยู่เมืองหลวง?”
“ได้อยู่หรือไม่ ก็ไม่เห็นมีอะไร! ทองคำวางที่ใดก็เปล่งประกาย บัณฑิตน้อยของบ้านข้ามีความสามารถ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ปล่อยความทะเยอทะยานออกมาได้ทั้งนั้น” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าการไปอยู่ข้างนอกเมืองหลวงจะอิสระกว่าหน่อย เนื่องจากในเมืองหลวงมีขุนนางที่ตำแหน่งใหญ่กว่าบัณฑิตน้อยมากเกินไป ไม่ว่าเขาทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าเบื้องบน จึงมักมีข้อจำกัด
พี่สาวคนโตมุ่ยปากพลางรับบุตรชายที่หลับสนิทมาจากอ้อมแขนของนางแล้วให้สาวใช้ที่อยู่บ้านหลังข้างๆดูแล ต่อจากนั้นก็กลับบ้านสกุลหลินมาดูแลเรื่องอาหารการกิน บ้านแม่สามีมีสาวใช้คอยทำอาหารให้แล้ว แต่นางก็มักจะทำอาหารเองด้วยความเคยชินมากกว่า…เพราะฝีมือของแม่ครัวยังห่างชั้นจากนางมาก บ้านของนางไม่มีใครชอบอาหารของแม่ครัวจึงมักจะให้ทำเก็บไว้สำหรับครอบครัวของพี่ชายหนอนหนังสือเผิง
หลังจากหลินเว่ยเว่ยสนทนากับพวกป้าๆได้พักหนึ่งแล้ว รอให้อีกฝ่ายกลับออกไป นางก็เดินเข้าครัวเช่นกัน สองพี่น้องช่วยกันเด็ดผัก ล้างผัก หั่นผักและช่วยกันทำอาหารเหมือนตอนที่ยังไม่ได้ออกเรือน
“ท่านพ่อนำทหารกลับเมืองหลวง ใช้เวลาประมาณ2เดือน ท่านพ่อบอกว่ากลับเมืองหลวงคราวนี้น่าจะได้รับตำแหน่งใหม่ที่เมืองหลวงและก็จะปักหลักที่นั่นเลย เจ้าอยากไปอยู่ที่เมืองหลวงหรือเปล่า? หนอนหนังสือเผิงมีตำแหน่งจู่เหรินก็อาจหางานเป็นอาจารย์ได้ในสำนักศึกษาของเมืองหลวง” หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ถ้าทุกคนในครอบครัวไปอยู่เมืองหลวงหมดแล้ว มีแต่พี่สาวถูกทิ้งไว้ที่ฉือหลี่โกว จึงกลัวว่าอีกฝ่ายจะน้อยใจ
พี่สาวคนโตกลอกตาใส่นาง “ไปอยู่เมืองหลวงน่ะหรือ? แล้วกิจการทางนี้ของข้าจะทำอย่างไร? โยนทิ้งง่ายๆหรือ? ปีหนึ่งโรงทอผ้าทำกำไรให้ตั้งหลายร้อยตำลึง ข้าทำใจไม่ได้หรอก! อีกอย่างคือแม่สามีกับพ่อสามีก็เป็นคนภาคเหนือ ถ้าข้ากับพี่เขยของเจ้าไปมีความสุขที่เมืองหลวงแล้วจะเหมาะสมหรือไร? เจ้านี่นะ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย! ข้าอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว!”
“ทว่า…ต่อไปเราอยู่ห่างกันถึงขนาดนั้น ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้เจอหน้ากันสักครั้ง ถ้าข้าคิดถึงเจ้าแล้วจะทำอย่างไร?” หลินเว่ยเว่ยมองพี่สาวด้วยรอยยิ้ม
พี่สาวคนโตยกมือลูบต้นแขนแล้วมองนางด้วยความรังเกียจ “อี๋…เจ้าจะคิดถึงข้า? มีครั้งใดที่ข้าพบหน้าเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่รังแกบ้าง? คิดว่าเจ้าอยู่ห่างๆไว้ดีกว่า ไม่อย่างนั้นต้องมีสักวันที่ข้าโมโหจนตายแน่!”
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน! แม้ในเวลาปกติจะทะเลาะกันขนาดไหน สายเลือดก็ตัดไม่ขาด” หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “โชคดีที่ตอนนั้นมีเจ้าอยู่เพื่อล่อให้ข้าขึ้นเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข้าในวันนี้”
ทันใดนั้นสีหน้าของพี่สาวคนโตก็เปลี่ยนไป นางรีบโยนถั่วลงพื้น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? สงสัยว่าข้าจงใจลวงเจ้าไปฆ่าบนเขาใช่หรือไม่?”
“ฆ่า? คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่ว่าทิ้งน้องสาวสติไม่ดีเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามให้ตัวเอง กำจัดภาระให้ครอบครัวก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ถมไป!” หลินเว่ยเว่ยชิมไก่ผัดเผ็ด…เผ็ดชาหอมหวน อร่อยมาก!
ตอนที่ 630: เจ้าเกลียดข้า ข้าก็ไม่ชอบเจ้า
“เรื่องที่เห็นได้ถมไป? ที่แท้เจ้าก็คิดกับข้าแบบนี้มาโดยตลอด?” พี่สาวคนโตมีดวงตาแดงก่ำ “ใช่ ข้าเห็นเจ้าตามมา จึงจงใจทิ้งเจ้าไว้ แต่ข้าก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะวิ่งไปกระโดดหน้าผาแล้วตกไปในแม่น้ำ…ข้าอยากโยนตัวภาระอย่างเจ้าทิ้งจริงๆ แต่ก็แค่คิด หรือเจ้าคิดว่าที่ตกหน้าผาไปนั้น เป็นแผนที่ข้าวางไว้จริงๆ?”
หลินเว่ยเว่ยจ้องนางแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น แม้เจ้าจะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวจนถึงขั้นนั้นหรอก ถ้าข้าคิดว่าเจ้าเคยอยากเอาชีวิตจริงๆ ข้าจะช่วยเจ้าเลี้ยงหนอนไหมและสร้างโรงงานทอผ้าขึ้นมาหรือ? ข้าก็แค่อยากฟังความในใจจากปากเจ้าเท่านั้น!”
พี่สาวคนโตตอบกลับด้วยดวงตาแดงก่ำ “แม้ข้าจะสาปแช่งเจ้าหลายต่อหลายครั้งในใจ แต่ไม่เคยคิดทำเรื่องเอาชีวิตเจ้ามาก่อน! เจ้า…อย่างไรก็ยังน่าเกลียดอยู่ดี!”
“เจ้าเกลียดข้า ข้าก็ไม่ชอบเจ้า! รีบทำงาน อย่าอู้!” หลินเว่ยเว่ยนำปลาที่วางบนเขียงไปจัดการให้เสร็จสรรพ นางเตรียมจะทำปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน
นางหวงได้ยินเสียงดังมาจากครัว จึงขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก? แค่ครู่เดียวก็ทะเลาะกันอีกแล้ว! หม่อมฉันจะไปดูหน่อย…”
หมินหวางเฟยจับมือนางไว้ก่อน “เรื่องของเด็กๆ พวกเราเป็นผู้ใหญ่อย่าเข้าไปยุ่งเลย เจ้าก็เคยพูดไว้ว่าพี่น้องสองคนทะเลาะกันมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่เห็นกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกนางใช่หรือไม่? ถ้าเจ้าเข้าไปแล้วไม่ว่าจะพูดเข้าข้างใคร อีกฝ่ายก็รู้สึกว่าเจ้าลำเอียง พอนานวันเข้าแล้ว ความแค้นในใจของพี่น้องทั้งสองก็จะยิ่งมากกว่าเดิม น้องสาว ถ้าไม่แสร้งโง่หรือไม่ทำหูหนวกบ้างก็ไม่เรียกว่าคนในครอบครัวหรอก”
หลังจากเจียงโม่หานและพวกหลินเว่ยเว่ยพักกันที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวได้5วันแล้วก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง หลิวเอ้อร์ล่ายลากตัวหลิวว่ายจื่อไปด้านข้างแล้วกระซิบเบาๆว่า “พี่ว่ายจื่อ ตอนนี้ท่านเป็นผู้ดูแลใหญ่ขององค์หญิงแล้ว ไม่ลากข้าไปด้วยคนหรือ?”
หลิวว่ายจื่อมองเขาแล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ้าก็เป็นผู้ดูแลใต้บัญชาองค์หญิงไม่ใช่หรือ? องค์หญิงตรัสแล้วว่าให้เจ้าซื้อที่ดินในเขตนี้เพิ่มอีกหน่อยแล้วทำเป็นศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ขึ้นมา ต่อไปศูนย์เพาะเมล็ดนี้ก็ให้เจ้าดูแล แล้วยังมีร้านค้าที่เขตอวี้อันก็ให้เจ้าเป็นคนเก็บค่าเช่า ส่วนเงินเดือนของเจ้าก็ได้เท่าข้า! ตั้งใจทำงานให้ดี ติดตามองค์หญิงแล้วอนาคตสดใสแน่นอน!”
หลิวเอ้อร์ล่ายรู้สถานะและอำนาจในการดูแลศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ แค่ดูหลิวว่ายจื่อในเวลานี้ก็ทราบแล้ว จะเดินไปไหนก็มีแต่คนเข้าหา หากเขาได้ดูแลศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ของภาคเหนือก็ดูมีเกียรติและศักดิ์ศรีเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
หลิวว่ายจื่อกลัวเขาจะดีใจจนลืมตัว จึงรีบเตือนสติ “เจ้าไม่ค่อยได้ใกล้ชิดองค์หญิงน้อย จึงอาจไม่รู้ว่านางเป็นคนอย่างไร ถ้าเจ้าภักดี นางไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าแน่นอน แต่ถ้าเจ้ามีความคิดในทางที่ไม่ควร ทำเรื่องฉ้อฉลขึ้นมา…เจ้าต้องคิดให้ดี นั่นคือองค์หญิงที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง แค่ขยับโอษฐ์ก็เอาชีวิตเจ้าได้แล้ว”
หัวใจที่กำลังพองโตของหลิวเอ้อร์ล่ายเหมือนโดนคนราดน้ำเย็นใส่ในวันที่อากาศหนาวจัด เขาได้สติขึ้นมาทันทีจึงรีบพูดว่า “วางใจได้พี่ว่ายจื่อ ข้าไม่มีทางทรยศความไว้วางใจที่องค์หญิงมีต่อข้าแน่นอน!”
หลิวว่ายจื่อตบบ่าเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เจ้านึกถึงเมื่อก่อนเข้าไว้ เรามีชีวิตอย่างไรแล้วดูตอนนี้…เอ้อร์ล่าย เจ้าห้ามเลอะเลือนเด็ดขาด!”
“ขอรับ ไม่มีทางแน่นอน!” หลิวเอ้อร์ล่ายพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แสดงให้เห็นความภักดีที่มี
“เจ้าไปดูยังที่ว่าการเขตว่ามีประกาศขายที่ดินผืนใหญ่หรือไม่ ดีที่สุดเอาที่ติดกัน ถ้าไม่มีจริงๆ ก็จ้างคนแผ้วถางแล้วถึงเวลานั้นค่อยใช้เมล็ดข้าวโพดให้ผลผลิตสูงจ่ายค่าแรง” หลิวว่ายจื่อฝึกฝนอยู่ข้างกายหลินเว่ยเว่ยที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือถึง3ปี จึงเป็นธรรมดาที่จะทำอะไรได้เอง
ต่อจากนั้นหนึ่งเดือนกว่าๆ ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็ได้เหยียบผืนดินของเมืองหลวง หมินอ๋องพาพระชายากลับตำหนักหมินอ๋อง นางหวงและบุตรชายทั้งสองกลับจวนพร้อมแม่ทัพหลิน ส่วนนางเฝิงพาบุตรชายและลูกสะใภ้ผลักประตูเข้าไปใน ‘เรือนสกุลเจียง’
ในเรือนมีพวกบ่าวรับใช้คอยดูแลจึงเหมือนเมื่อ3ปีก่อนที่พวกนางจะจากไป หลินเว่ยเว่ยสูดกลิ่นหอมของดอกกุหลาบอันหอมหวนเข้าปอดลึกๆแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน!”
นางเฝิงก็รู้สึกแบบเดียวกัน “ใช่ แม้จะอยู่ในที่ว่าการอำเภอหนิงซีมาสามปี แต่ก็ไม่เหมือนอยู่บ้านหลังนี้ซึ่งเคยพักแค่ไม่กี่เดือน มีความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านอย่างแท้จริง!”
มือข้างหนึ่งของหลินเว่ยเว่ยจับมือนางเฝิงไว้ ส่วนอีกข้างควงแขนสามี “สำหรับข้าแล้ว ไม่ว่าพวกท่านจะไปอยู่ที่ใด ที่นั่นก็เป็นบ้านสำหรับข้าเสมอ! พวกเราเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว! บัณฑิตน้อย คราวนี้เจ้าลองหาตำแหน่งว่างๆ แถบภาคใต้ดูสิ ข้าโตขนาดนี้แล้วยังไม่เคยไปทางใต้สักครั้ง! พวกเราไปชมทิวทัศน์อันงดงามของเมืองแห่งสายน้ำแดนใต้ด้วยกันเถิด!”
“จะได้อยู่เมืองหลวงหรือไปที่ใด พวกเราเป็นคนตัดสินใจได้หรือ!” เจียงโม่หานมีลางสังหรณ์ว่าฮ่องเต้จะต้องไม่ให้เขาออกจากเมืองหลวง ส่วนจะให้ครองตำแหน่งอะไรนั้นก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เลย!
คนอื่นพอกลับเมืองหลวงแล้วต้องรอเป็นเดือนหรือแม้แต่ครึ่งปีถึงจะได้ตำแหน่งที่เหมาะสม แต่เจียงโม่หานเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้สองวันก็ถูกเรียกเข้าวัง และคนที่ถูกเรียกไปพร้อมเขายังมีหลินเว่ยเว่ยซึ่งเป็นฝูเหรินนั่นเอง
ณ ห้องทรงพระอักษร นอกจากฮ่องเต้หยวนชิงก็ยังมีองค์รัชทายาทด้วย ขณะทอดพระเนตรเจียงโม่หานแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็แย้มพระสรวลออกมาดังลั่น “เจิ้นมองคนไม่ผิดจริงๆ! ใต้เท้าเจียงเป็นขุนนางมากความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก! ภาพเขื่อนกั้นน้ำที่เจ้าส่งมากับความคิดสร้างประตูระบายน้ำท่วมนั้น เจิ้นสั่งให้คนไปลองทำที่แดนใต้แล้วก็ประสบความสำเร็จในขั้นต้น! เมื่อมีเขื่อนกั้นน้ำและประตูระบายน้ำแล้ว เราก็จะช่วยลดภัยน้ำท่วมได้มาก ไม่อย่างนั้นชาวบ้านได้เดือดร้อนกันถ้วนหน้าแน่นอน!”
เจียงโม่หานรีบพูด “ขอบพระทัยในคำชมของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แต่เรื่องเขื่อนกั้นน้ำกับประตูระบายน้ำนี้ไม่ใช่ผลงานของกระหม่อมคนเดียว ภรรยาของกระหม่อมก็มีส่วนด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจิ้นทราบแล้ว ในฎีกาของเจ้าก็ไม่ได้เขียนไว้แล้วหรือ? ได้แรงบันดาลใจมาจากอ่างเก็บน้ำของเสี่ยวเว่ย? เจิ้นเคยพูดไว้แล้วว่าเสี่ยวเว่ยเป็นดาวนำโชคของเจิ้น แต่เจ้าก็เป็นขุนนางที่สร้างคุณประโยชน์ให้ต้าเซี่ย! จริงสิ ได้ยินแม่ทัพเฉาบอกว่าภาพหน้าไม้นั้นก็เป็นเจ้าวาด?” สายพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงที่มีต่อเจียงโม่หานนั้นเหมือนคนที่มองเนื้อก้อนโตด้วยความกระหาย…แค่ก แค่ก เจิ้นแค่กระหายในความสามารถของเขาเท่านั้น!
เจียงโม่หานนำตำราเก่าๆ และขาดที่พกติดตัวออกมาวางบนโต๊ะ “กระหม่อมแค่เห็นคำบรรยายเกี่ยวกับคันธนูและหน้าไม้ในตำราเล่มนี้โดยบังเอิญพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทก็ทรงทราบว่าเวลากระหม่อมว่างงานจะชอบทำของเล็กๆน้อยๆ คิดไม่ถึงว่าพอทำออกมาแล้วจะใช้เป็นอาวุธสังหารที่ร้ายกาจได้ ประจวบเหมาะกับที่กระหม่อมกำลังร่วมปราบโจรกับแม่ทัพเฉาพอดี จึงยกภาพวาดแผ่นนั้นให้เขาพ่ะย่ะค่ะ…”
ฮ่องเต้หยวนชิงยังชี้ไปที่คันไถล้อคู่บนพื้นของห้องทรงพระอักษรด้วย “ได้ยินว่าหากใช้สิ่งนี้ไถพรวนดิน ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและยังไถดินได้ลึกด้วยใช่หรือไม่?”
“ทูลฝ่าบาท สิ่งนี้…เป็นเพราะหม่อมฉันบ่นว่าคันไถธรรมดาทำงานช้าเกินไป กลัวจะทำให้เลยเวลาเพาะปลูก จึงไปออดอ้อนบัณฑิตน้อยให้ทำคันไถล้อคู่ให้หม่อมฉัน ถึงแม้เจ้านี่จะดี แต่ต้องมีสัตว์ทุ่นแรงคอยช่วย ดังนั้นสำหรับพวกราษฎรแล้ว มันไม่ค่อยใช้ประโยชน์ได้จริงสักเท่าไรเพ.คะ!” ในเวลานี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินซื้อสัตว์ทุ่นแรงจึงได้แต่ใช้คนลากคันไถ เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว คันไถล้อคู่ก็โดนลดประสิทธิภาพในการทำงานลงทันที!
จบตอน
Comments
Post a Comment