ตอนที่ 631: ยอมเป็นภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังสามี
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มโอษฐ์พลางทอดพระเนตรนาง “เจ้าได้สร้างคอกเลี้ยงวัวไว้ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือไม่ใช่หรือ ? ทุกครั้งที่ถึงฤดูเพาะปลูกก็จะปล่อยเช่าให้ชาวบ้านในราคาต่ำจนไม่มีเงินจ้างคนมาเลี้ยงสัตว์…ถ้าต้าเซี่ยมีฝูเหรินที่ไม่เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นนี้เพิ่มอีกหลายคนก็คงดี !”
หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “ฝ่าบาทเพคะ ไม่ว่าพระองค์จะส่งบัณฑิตน้อยไปอยู่ที่ใด หม่อมฉันก็จะสร้างฟาร์มปศุสัตว์ขึ้นที่นั่น และหม่อมฉันไม่ใช่ผู้ที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอย่างที่พระองค์ตรัสขนาดนั้น…พระองค์ลองดำรินะเพ.คะ มูลวัวสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยคอกได้ พอได้ปุ๋ยในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ผลผลิตก็จะสูงขึ้น ผลผลิตมวลรวมจะเพิ่มมากขึ้น นมวัวที่รีดออกมาก็ยังสามารถนำมาทำเนย ลูกอมรสนม…ของพวกนี้ราคาสูงมากด้วยเพ.คะ ในฟาร์มของหม่อมฉันไม่ได้มีแค่วัว เพราะยังมีหมู กระต่าย…เจ้าพวกนี้ล้วนนำรายได้มาให้หม่อมฉัน อันที่จริงหม่อมฉันไม่ได้ขาดทุนเลยสักนิด !” ไม่เพียงไม่ขาดทุน แถมยังทำเงินได้มหาศาลอีกด้วย !
“ถ้าเช่นนั้น…ให้เจ้าสร้างฟาร์มปศุสัตว์ที่เมืองหลวง เจ้าจะยินดีหรือไม่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรนางด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์…เท่าที่ทรงเข้าพระทัยคือเด็กคนนี้หาเงินเก่ง แม้แต่ที่ดินรกร้างของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พอไปอยู่ในมือนางแล้วก็กลายเป็นศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง แค่รายได้จากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในแต่ละปีก็มากกว่าที่ผู้อื่นทำได้นับ10เท่า !
หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเจียงโม่หานแล้วทูลตอบเบาๆว่า “ฝ่าบาททรงดำริ…ให้บัณฑิตน้อยอยู่รับตำแหน่งในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือเพ.คะ?”
“ทำไม? สามีเจ้าอยู่ที่เมืองหลวงต่อ เจ้าก็จะไม่สร้างฟาร์มให้เจิ้นแล้วหรือ?” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรนางด้วยดวงพักตร์เปื้อนยิ้มแสนคลุมเครือ
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงลังเล “เอ่อ คือ…การเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าแทนฝ่าบาทก็ไม่ได้มีกองไท่ผู (ควบคุมโรงม้า เพาะพันธุ์ม้า เลี้ยงม้าพันธุ์ดีและดูแลเรื่องราชรถ) ทำหน้าที่อยู่แล้วหรือเพ.คะ? หม่อมฉันเป็นแค่ภรรยาของขุนนางขั้นหกตัวเล็กๆ เข้าไปยุ่งด้วยก็คงไม่เหมาะสมหรอกเพคะ…”
“ทำไม? หรือเจ้าอยากเป็นขุนนางหญิงคนแรกของต้าเซี่ย! ย่อมได้ ถ้าเจ้าอยากเป็น เจิ้นจะให้เป็นเจ้าหน้าที่กรมไท่ผูขั้นเจ็ด เจ้าว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสด้วยแววพระเนตรขี้เล่น
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจัง อีกประการคือนางสนใจเงินก้อนโตมากกว่า เพราะเป็นขุนนางต้องโดนคนอื่นควบคุมและต้องออกไปทำงานทุกวัน…ได้เงินไม่คุ้มค่าแรง
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้มีคุณสมบัติจะเป็นขุนนางหรอกเพ.คะ! ฟาร์มปศุสัตว์เหล่านี้หม่อมฉันสร้างได้ แต่ตำแหน่งขุนนางนี้ พระองค์เก็บไว้เถิดเพ.คะ!” หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธอย่างไม่ลังเล…นางคิดว่าตนเองเหมาะกับการเป็นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังบัณฑิตน้อยดังเดิมมากกว่า
ฮ่องเต้หยวนชิงเผยนัยน์เนตรแต้มยิ้ม “เจ้าคิดให้ดี ถ้าเป็นขุนนางแล้ว ไม่เพียงได้กินเงินหลวง ตอนอยู่ในบ้านยังได้นั่งระดับเดียวกับสามีอีกด้วย ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็มีคนเคารพ เจ้าไม่อยากเป็นจริงหรือ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หม่อมฉันคิดดีแล้วเพคะ ขอพระองค์ทรงเรียกกลับคืนไปเถิดเพ.คะ”
เงินหลวง? ขุนนางขั้นเจ็ดจะได้เงินเบี้ยหวัดสักเท่าไรกันเชียว ? เงินเดือนรวมกันทั้งปียังไม่ได้เท่าเงินที่นางหาแค่ครึ่งเดือนในเวลานี้เลย ! นอกจากนี้ตอนอยู่ในบ้านนางก็ใหญ่สุด แล้วยังต้องการที่นั่งระดับเดียวกันอีกทำไม ? นางคือบุตรสาวหมินอ๋องและองค์หญิงเว่ยเว่ยที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง แม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนางก็มีคนเคารพ…แล้วจะเอาตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดไปทำอะไร ?
“เอ่อ คือ…ฝ่าบาท หม่อมฉันใช้ตำแหน่งขุนนางนี้แลกกับตำแหน่งงานใกล้เมืองหลวงของบัณฑิตน้อยแทนได้หรือไม่เพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยลองถามหยั่งเชิง
ฮ่องเต้หยวนชิงแกล้งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “เดิมทีเจิ้นคิดจะให้สามีเจ้าดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองซูโจว แต่ในเมื่อเจ้าพูดแล้ว ก็ให้เขาเป็นรองผู้ตรวจการเขตปกครองซุ่นเทียนแล้วกัน ดูแลที่ดิน เครื่องบรรณาการและเงินตราในเขตปกครองซุ่นเทียน !”
องค์รัชทายาทเงยดวงพักตร์เพื่อทอดพระเนตรฟู่หวง ‘เรื่องตำแหน่งของเจียงโม่หาน ฟู่หวงตัดสินพระทัยไว้ตั้งนานแล้ว โดยให้เขาย้ายไปทำความคุ้นเคยกับระบบการปกครองในเขตปกครองซุ่นเทียนก่อน จากนั้นก็ให้ไต่เต้าจากตำแหน่งนี้ หลังรอให้ชื่อหลางของกรมคลังลาออกก็ค่อยให้เขาไปทำงานในกรมคลัง ส่วนเรื่องให้เป็นเจ้าเมืองซูโจว…เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ที่ฟู่หวงตรัสไปแบบนั้นคงอยากจะแกล้งองค์หญิงเว่ยเว่ยมากกว่า !’
หลินเว่ยเว่ยเกาศีรษะ ก่อนจะหันไปมองเจียงโม่หานแล้วบ่นพึมพำออกมาว่า “ที่จริง…เจ้าเมืองซูโจวก็ดี”
แม้ตำแหน่งเจ้าเมืองและรองผู้ตรวจการจะเป็นขุนนางขั้น4เหมือนกัน แต่เจ้าเมืองคือผู้ปกครองหนึ่งเมืองจึงอยู่เหนือกว่ารองผู้ตรวจการที่มีผู้ตรวจการ (ขุนนางขั้น3) อยู่เบื้องบนอีกขั้น…นางคงไม่ได้ทำเรื่องดีให้เป็นเรื่องแย่หรอกกระมัง ?
“เอาเถิด ตกลงตามนี้แล้วกัน ! รองผู้ตรวจการขั้นสี่ แค่ครู่เดียวก็เลื่อนไปอยู่ขั้นสี่แล้ว เจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก ?” ฮ่องเต้หยวนชิงไม่เปิดโอกาสได้นางได้เปลี่ยนใจ ทรงโบกพระหัตถ์ให้สามีภรรยาคู่นี้ออกไป
หลินเว่ยเว่ยเหมือนภรรยาตัวน้อยที่กำลังสำนึกผิด ขณะเดินตามหลังเจียงโม่หาน นางก็เงยหน้ามองเขาเป็นระยะอยู่อย่างนั้น…
“เหตุใดต้องทำท่าทางประหลาดด้วย ?” เจียงโม่หานชะลอฝีเท้าลง แล้วใช้แขนเสื้อขนาดใหญ่ปกปิดการจับมือกับหลินเว่ยเว่ยพลางเดินออกจากวังหลวง
“เมื่อครู่ข้าไม่น่าพูดจาเหลวไหลเลย ! เจ้าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าเมืองซูโจวมากกว่ารองผู้ตรวจการซุ่นเทียนหรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยเริ่มตาแดง…ตอนอยู่ที่อำเภอหนิงซี บัณฑิตน้อยทั้งทำงานหนัก อดทนกับความลำบากจนผอมลงด้วยซ้ำ แต่ผลงานที่แลกมาได้กลับโดนนางทำลายด้วยคำพูดประโยคเดียว ตอนนี้นางอยากหยิบเข็มขึ้นมาเย็บปากตัวเองเหลือเกิน !
เจียงโม่หานหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้ภรรยา “เจ้าเชื่อคำพูดของฮ่องเต้จริงหรือ ? ถ้าพระองค์อยากให้ข้าเป็นเจ้าเมืองซูโจวจริงๆ แค่คำพูดประโยคเดียวของเจ้าจะเปลี่ยนพระทัยได้หรือ ? เจ้าเมืองซูโจวเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ตอนอยู่ที่ซูโจวก็ทำผลงานออกมาได้ดี แล้วข้าจะไปทำอะไร ? หรือซูโจวแค่เมืองเดียวจะต้องมีเจ้าเมืองถึงสองคน ?”
หลินเว่ยเว่ยสูดน้ำมูกพลางรับผ้าเช็ดหน้ามาจากสามีแล้วเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ “เจ้าหมายความว่า…เดิมทีตำแหน่งที่ฮ่องเต้เตรียมไว้ให้เจ้าก็คือรองผู้ตรวจการซุ่นเทียนอยู่แล้ว ? เหตุใดฮ่องเต้ทรงทำแบบนี้ ? แกล้งคนโง่หรืออย่างไร ?”
“ก็มีแต่คนโง่อย่างเจ้าเท่านั้นที่เชื่อ !” เจียงโม่หานเกาปลายจมูกน้อยๆของนาง
“เฮ้อ ! สังคมนี้ช่างอันตรายจริงๆ ต้องโทษที่ข้าไร้เดียงสาเกินไป !” หลินเว่ยเว่ยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูวังหลวง จู่ๆก็มีร่างของผีเสื้อน้อยตัวหนึ่งกระโจนเข้ามา “พี่เว่ยเว่ย เหตุใดท่านเพิ่งออกมา ? ปล่อยให้เจียวเจียวรอตั้งนาน”
เรื่องนี้จะโทษนางได้หรือ ? ถ้าจะโทษก็ต้องโทษฮ่องเต้ที่เอาคนอื่นมาสร้างความสุขให้ตัวเองสิ ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
สามปีผ่านไป เจียวเจียวได้เติบโตเป็นสาวน้อยร่างผอมเพรียว ทั้งตัวมีประกายของสาวแรกแย้ม หลังกอดหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางก็หย่อนกายนั่งบนรถม้าสกุลเจียงด้วยความเกียจคร้าน “พี่เว่ยเว่ยรีบขึ้นรถม้าเถิด ! ข้ามีเรื่องมากมายจะคุยกับท่าน !”
หลินเว่ยเว่ยขึ้นมานั่งข้างนาง “คุยกับข้า ? คุยเรื่องว่าที่ราชบุตรเขยหรือเปล่า ?”
“มีสิ่งใดให้พูดถึงเขากัน ? พี่เว่ยเว่ย ที่ท่านเขียนจดหมายมาบอกข้าว่าใช้ธนูสุริยันสังหารแม่ทัพศัตรูได้แล้วยังมีเรื่องที่ไปปราบโจรกับแม่ทัพเฉาด้วย รีบเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ !” องค์หญิงเจียวเจียวกอดแขนนางไว้แล้วพูดกระตุ้นไม่หยุด
เจียงโม่หานส่ายหน้า ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่นอกตัวรถ แต่กลับได้ยินเสียงสนทนาของเด็กสาวเต็มรูหู ภายในสามปีนี้ ภรรยาของเขาได้เขียนจดหมายถึงองค์หญิงเจียวเจียวและพี่น้องอีกสองสามคนในเมืองหลวงตลอดเวลา น้องสะใภ้ที่นางคิดว่าจะได้ดองกันในอนาคตอย่างติงหลิงเอ๋อร์…ออกเรือนไปแล้ว โดยแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ปีก่อนสามีของติงหลิงเอ๋อร์สอบได้จิ้นซื่อ ติงหลิงเอ๋อร์จึงตามไปรับตำแหน่งกับเขา
น้องสาวของหยานจิงหยูอย่างหยานชิงชิงก็ออกเรือนแล้ว โดยแต่งกับหยวนเจี๋ย ทั้งสองตระกูลเป็นขุนนางจึงถือว่าฐานะเหมาะสมกัน แม้แต่โม่ชิงหลีที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็เริ่มดูตัวแล้ว…
ตอนที่ 632: ควรเข้าหอได้แล้วหรือไม่ ?
เจียงโม่หานลูบหนวดเคราอ่อนนุ่มบนคางของตน…ภรรยาของเขาอายุ19ปีแล้ว ควรพูดเรื่องเข้าหอได้หรือยัง ? พอคิดว่าได้กอดร่างนุ่มนิ่มของภรรยาทุกวัน แต่ต้องยับยั้งความปรารถนาในใจเอาไว้…วันเวลาเช่นนี้ช่างทรมานเขาจริงๆ !
องค์หญิงเจียวเจียวอยู่เรือนสกุลเจียงจนถึงเวลาก่อนห้ามออกนอกบ้านในยามค่ำคืน โดยมีองค์รัชทายาทมารับกลับไปและสิ่งที่นำกลับไปด้วยยังมีกล่องอาหารขนาดใหญ่ ด้านในเป็นขนมรสเลิศที่ทำร่วมกับพี่เว่ยเว่ย
แม้ว่าขนมที่ขายในร้าน ‘เถียนมี่ฉือกวง’ ของเมืองหลวงจะมีรูปแบบแปลกใหม่และรสชาติดี ทว่าเมื่อเทียบกับฝีมือของพี่เว่ยเว่ยก็ยังห่างชั้นอีกไกล !
องค์รัชทายาทเห็นน้องสาวถือกล่องอาหารราวกับของรักของหวง จึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งหยอกเย้า “พี่ชายรัชทายาททิ้งงานที่ยุ่งเหยิงเพื่อมารับเจ้ากลับวัง เจ้าควรจะตอบแทนด้วยอะไรบางอย่างหรือไม่ ?”
องค์หญิงเจียวเจียวหยิบขนมชิ้นเล็กที่สุดและน่าเกลียดที่สุดออกมาจากกล่องอาหารด้วยความอาลัยอาวรณ์ “พี่ชายรัชทายาท มีใครเป็นพี่ชายแบบพระองค์บ้าง ? ถือโอกาสผ่านทางมารับน้องสาว แถมยังอยากได้ผลประโยชน์อีก นี่เป็นขนมที่หม่อมฉันทำเองกับมือ พระองค์เอาไปเสวยสิเพ.คะ !”
องค์รัชทายาททอดพระเนตรกล่องอาหารด้วยความโมโหและรู้สึกอยากขำ “อาการร้อน ทิ้งขนมไว้นานไม่ดี ขนมมากมายขนาดนี้ เจ้ากินคนเดียวหมดหรือ ?”
“ใครบอกว่าหม่อมฉันจะเก็บไว้กินคนเดียวเพ.คะ ? ส่งให้ฟู่หวง2ชิ้น ให้หมู่โฮ่วอีกสักหน่อย แล้วก็…ไม่ว่าอย่างไรก็เหลือให้ตัวเองแค่ไม่กี่ชิ้นหรอก !” องค์หญิงเจียวเจียวมุ่ยโอษฐ์
“ยังมีใครอีก ? เจ้าเด็กเหมิงชิงเหอนั่นหรือ ? เฮอะ ยังไม่ทันแต่งออกไปก็เห็นคนนอกดีกว่าคนในบ้านแล้ว ! เจ้าเด็กนั่นยังได้กิน แต่ไม่มีส่วนของพี่ชายอย่างข้าอยู่คนเดียวกระมัง ?” องค์รัชทายาทยื่นพระหัตถ์จะไปแย่งกล่องอาหาร
“ใครบอกว่าไม่มีของพระองค์ ? หม่อมฉันจะเอาไปให้พี่สะใภ้หนึ่งชุด สามีภรรยาถือเป็นคนเดียวกัน ให้พี่สะใภ้ก็เท่ากับให้พระองค์แล้วเพ.คะ !” องค์หญิงเจียวเจียวเหมือนลูกสุนัขเฝ้าชามอาหาร นางใช้ร่างกายบังกล่องอาหารไว้
“ค่อยน่าฟังหน่อย ! สมแล้วที่พี่สะใภ้ไม่ได้รักเจ้าอย่างสูญเปล่า !” ฤดูใบไม้ร่วงของปีก่อน องค์รัชทายาทก็อภิเษกแล้วเช่นกัน ตอนนี้พระชายาเพิ่งตรวจพบว่าตั้งครรภ์ เสวยอะไรไม่ค่อยลง บางทีขนมขององค์หญิงเว่ยเว่ยอาจทำให้นางเสวยได้บ้าง
“พี่เว่ยเว่ยบอกแล้วว่าแยมโรลสตรอเบอร์รี่มีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถเรียกน้ำย่อยได้ดีที่สุด อีกประเดี๋ยวพระองค์นำไปที่ตำหนักบูรพา2ชิ้น แล้วยังมีมูสบลูเบอร์รี่ที่รสสัมผัสเนียนนุ่ม หวานแต่ไม่เลี่ยน อย่ามองว่ามันไม่ค่อยสวยงาม แต่หม่อมฉันทำเองเลยนะเพคะ !” องค์หญิงเจียวเจียวชี้ขนมที่อยู่ในกล่องอาหาร
“เป็น…เจียวเจียวใช่หรือไม่ ?” ด้านนอกรถม้ามีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“เหมิงชิงเหอ !” องค์หญิงเจียวเจียวเลิกม่านแล้วมองออกไปด้านนอก “วันนี้เจ้าเป็นผู้นำหน่วยลาดตระเวนหรอกหรือ ! พอดีเลย ข้าเรียนทำขนมกับพี่เว่ยเว่ยมาสองสามชนิด เจ้าเอากลับไปชิมสิ !”
เหมิงชิงเหอคือบุตรชายคนเล็กของหยงหวู่โหว เดิมทีหยงหวู่โหวเป็นแม่ทัพใต้บัญชาของหมินอ๋องซึ่งได้สร้างชื่อในสนามรบ เหมิงชิงเหอก็มีฝีมือไม่เลว ปีก่อนได้ช่วยองค์หญิงเจียวเจียวที่ออกมาเดินเล่นในงานวัดเอาไว้ ทั้งสองจึงเกิดชอบพอกันขึ้นมา ฮ่องเต้ได้พระราชทานสมรสให้ทั้งสอง ซึ่งในเดือน9นี้ก็จะเข้าพิธีกันแล้ว !
องค์หญิงเจียวเจียวหยิบขนมออกจากกล่องสองสามชิ้นแล้วใส่ลงในกล่องอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านเถียนมี่ฉือกวง ก่อนจะพูดด้วยความเขินอายว่า “เอ่อ คือ…ขนมที่ข้าทำจะน่าเกลียดหน่อย…”
เหมิงชิงเหอเห็นนางถือกล่องกระดาษไว้และไม่ยอมยื่นให้สักที เขาจึงเข้าไปรับเอง หลังกวาดตามองแล้วก็เอ่ยชมทันที “เจียวเจียวเก่งมาก ถึงขั้นทำขนมเป็นด้วยหรือ ? น่าเกลียดที่ไหนกัน ข้าคิดว่าดูดียิ่งกว่าขนมร้านเถียนมี่ฉือกวงเสียอีก !”
เจียวเจียวยกยิ้มที่มุมปาก “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยเห็นขนมที่พี่เว่ยเว่ยทำ พวกมันเหมือนภาพวาด สวยจนไม่กล้ากิน !”
“ขนมทำมาไว้เพื่อกิน หากไม่กล้ากินแล้วจะทำมาเพื่ออะไร ? ในสายตาข้าเห็นว่าขนมที่เจียวเจียวทำเป็นขนมที่ดีที่สุดแล้ว !” เหมิงชิงเหอเก็บขนมอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หยิบตุ๊กตาแม่ลูกดกที่ได้มาจากชนเผ่าออกจากกระเป๋าอกเสื้อ “เจ้าคิดว่าตุ๊กตานี้น่ารักหรือไม่ ? เหมือนเจ้าหรือเปล่า ?”
“อะแฮ่ม !” องค์รัชทายาทแค่นสุรเสียงดังมาจากในรถม้า…เจ้าเหมิงชิงเหอมีรูปร่างสูงใหญ่ คาดไม่ถึงว่าเวลาสนทนากับคู่หมั้นแล้วจะหวานเยิ้มได้ขนาดนี้ ! พระองค์ทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว !
เหมิงชิงเหอรีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วทำมือคารวะเข้าไปในรถม้า “กระหม่อม เหมิงชิงเหอ รองผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ ขอถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ !”
“ไม่ต้องมากพิธี…เจียวเจียว ใกล้ถึงเวลาห้ามออกนอกบ้านแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถิด !” องค์รัชทายาทก็เป็นเหมือนพี่ชายทั่วไป พระองค์ไม่ชอบหน้าคนที่จะมาแย่งน้องสาวไปหรอก
เหมิงชิงเหอส่งตุ๊กตาแม่ลูกดกให้องค์หญิงเจียวเจียว หลังขยิบตาให้นางแล้วก็ตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “น้อมส่งเสด็จองค์รัชทายาทและองค์หญิงเจียวเจียว…”
องค์รัชทายาท “…” เจ้าเหมิงชิงเหอเห็นข้าตาบอดหรือไร ?
วันนี้นายอำเภอเจียงได้เลื่อนขั้นทีเดียวถึงสองขั้น จากนายอำเภอขั้นหกไปเป็นรองผู้ตรวจการขั้นสี่ภายในพริบตา เมื่อข่าวถูกแพร่ออกไป พวกขุนนางอาวุโสก็นั่งไม่ติดทันที…เจ้าเด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งได้ขึ้นไปอยู่เหนือกว่าขุนนางอาวุโสที่ทำงานอยู่ในราชสำนักมานานหลายสิบปีได้เชียวหรือ ?
ด้วยเหตุนี้บนโต๊ะทรงพระอักษรของฮ่องเต้หยวนชิงจึงเต็มไปด้วยฎีกาขอให้พระองค์ทบทวน เมื่อเข้าสู่ท้องพระโรง ช่างชูกรมขุนนางก็ออกมาร้องเรียนก่อนใคร “ทูลฝ่าบาท นายอำเภอเจียงเพิ่งรับตำแหน่งขุนนางได้เพียง3ปี แม้จะทำผลงานไว้บ้าง แต่ยังเยาว์วัยนัก ประสบการณ์ไม่เพียงพอ ไม่ควรได้รับตำแหน่งรองผู้ตรวจการพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ “แล้วผู้ใดเหมาะสม ? น้องภรรยาผู้ไม่เอาไหนของเจ้าหรือ ? อย่าคิดว่าเจ้าเป็นช่างชูกรมขุนนางแล้วจะสร้างพรรคพวกหาผลประโยชน์ให้ญาติตัวเองได้ เจ้าลองนับดู ตั้งแต่ตัวเองเข้ารับตำแหน่งได้เลื่อนตำแหน่งให้ญาติมิตรของตนกี่คนแล้ว ? เริ่นกั๋วเฉา แผ่นดินต้าเซี่ยไม่ใช่แผ่นดินของตระกูลเริ่น ! ทหาร ! มาถอดหมวกขุนนางของเขาออกแล้วส่งตัวไปที่ศาลต้าหลี่ ส่วนตำแหน่งช่างชูกรมขุนนางก็ให้ชื่อหลางดำรงตำแหน่งชั่วคราวไปก่อน !”
“ฝ่าบาท ! กระหม่อมถูกปรักปรำ ! ฝ่าบาท !” การนั่งในตำแหน่งช่างชูกรมขุนนางนี้ไม่มีทางบริสุทธิ์ได้ตลอดไปหรอก การเก็บตำแหน่งสำคัญไว้ให้ญาติตัวเอง เรียกร้องสินบนจากขุนนางคนอื่น…ขอแค่สืบสวนออกมาก็อย่าว่าแต่ตำแหน่งช่างชูกรมขุนนางเลย แม้แต่หมวกขุนนางบนศีรษะก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ !
พอขุนนางคนอื่นที่ร่วมถวายฎีกาเห็นแบบนั้นแล้วก็รีบทำตัวสงบเสงี่ยมทันที…ตำแหน่งรองผู้ตรวจการ ถึงจะไม่ใช่ของเจียงโม่หานก็ไม่มีทางตกมาถึงพวกตน จากเรื่องของช่างชูกรมขุนนางก็สามารถเห็นได้ว่าฝ่าบาทตัดสินพระทัยจะส่งเสริมบัณฑิตจากครอบครัวยากไร้คนนี้ หากพวกตนยังเสนอความเห็นออกไปก็คงมีจุดจบเหมือนช่างชูกรมขุนนาง ! เพราะพวกเขาเองก็ไม่สามารถโดนตรวจสอบจากศาลต้าหลี่ได้ !
ทว่าทางขุนนางฝ่ายบู๊กลับมีแม่ทัพนายหนึ่งก้าวออกมา ฉางหลงโหวมองไปทางหมินอ๋องด้วยสายตามีเลศนัยปราดหนึ่ง “ทูลฝ่าบาท ในเมื่อพระองค์ไม่โปรดที่ช่างชูกรมขุนนางดึงญาติมารับตำแหน่ง แล้ว…ที่ทรงสนับสนุนนายอำเภอเจียง ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าสหายเก่าอย่างหมินอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
หมินอ๋องกวาดดวงเนตรไปทางเขาเบาๆ แล้วแย้มโอษฐ์ออกมาอย่างเย็นชา “หลิวโกวต้าน ! ถ้าบุตรเขยของ เปิ่นหวางต้องพึ่งความสัมพันธ์กับตำหนักหมินอ๋องเพื่อเลื่อนตำแหน่ง บุตรเขยแบบนี้เปิ่นหวางไม่เอาก็ได้ ! เจ้าช่วยใช้แผนสกปรกให้น้อยหน่อย เปิ่นหวางเป็นลูกผู้ชายมากพอ !”
ตอนที่ 633: เน่าตั้งแต่รากเหง้า
“เจ้า…เจ้า…เจ้าคนไร้เหตุผล !” ฉางหลงโหวเกิดในชนบท ส่วนหลิวโกวต้านคือชื่อในอดีตของเขา เพราะฉางหลงโหวรบชนิดไม่กลัวตายและยังได้โชคดีบางส่วนจึงค่อยๆไต่เต้าจากนายทหารชั้นผู้น้อยมาเป็นแม่ทัพ ต่อมาได้สร้างผลงานในสนามรบของเมืองหลวงจึงถูกแต่งตั้งเป็น ‘ฉางหลงโหว’ หลังได้ขึ้นเป็นแม่ทัพแล้ว ชื่อของเขาก็ถูกเปลี่ยนเป็นหลิวฉางหรง แต่หมินอ๋องกลับเรียกชื่อเดิมอันต่ำต้อยของเขาออกมาต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย เขา…เขาไม่มีทางเลิกราวีอีกฝ่ายแน่ !
ขณะทอดพระเนตรพยัคฆ์สองตัวในราชสำนักกำลังใกล้ทะเลาะกัน ฮ่องเต้หยวนชิงก็ตบโต๊ะด้วยโทสะ “ทำไม ? แม้แต่อิสระในการเลื่อนขั้นขุนนางขั้นสี่คนหนึ่ง เจิ้นก็ยังไม่มีหรือ ? ในสายตาของพวกเจ้าเห็นเจิ้นเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว โง่เขลาเบาปัญญา ไม่แยกแยะถูกผิดใช่หรือไม่ ?”
ยามทอดพระเนตรขุนนางเบื้องล่างที่พากันหลบสายพระเนตร ฮ่องเต้หยวนชิงก็แสยะมุมโอษฐ์อย่างเย็นชา “ในบรรดาพวกเจ้ามีใครปรับปรุงเครื่องมือทำการเกษตรได้ ทำให้การพรวนดินเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว ? ใครไม่ต้องใช้เงินหลวงแม้แต่อีแปะเดียวก็สามารถขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้ ? ใครสามารถออกแบบเขื่อนกั้นน้ำ ช่วยต้านภัยน้ำหลากจากแม่น้ำได้บ้าง ? ใครสามารถกระตุ้นให้ราษฎรแผ้วถางที่ดินเพาะปลูก เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรให้อำเภอได้มากถึง3เท่าในเวลา3ปีบ้าง ? ใครสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูง ทำให้ราษฎรทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้ลืมตาอ้าปากจากความอดอยาก ? ถ้าทำได้ ! เจิ้นจะให้พวกเจ้าเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสี่ !!!”
“ในช่วงเวลาระยะสั้นๆเพียง3ปี ใต้เท้าเจียงก็ทำให้อำเภอหนิงซีที่ต้องพึ่งพาอาหารบรรเทาทุกข์จากราชสำนักทุกปีกลายเป็นอำเภอที่ผลิตธัญพืชได้มากที่สุดในแคว้น ธัญพืชของอำเภอหนิงซีถูกแบ่งขายไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือ สามารถแก้ปัญหาความอดอยากที่ราษฎรภาคตะวันตกเฉียงเหนือต้องเผชิญทุกปี แล้วขุนนางที่มีความสามารถเช่นนี้ เจิ้นไม่สามารถเลื่อนขั้นให้เขาได้ หรือจะต้องให้พวกขุนนางไร้ประโยชน์อย่างพวกเจ้าได้เลื่อนตำแหน่งเพียงฝ่ายเดียว ? ถ้าแบบนั้นต้าเซี่ยจะต่างอะไรจากราชวงศ์ก่อน ? ถ้าใครยังคัดค้านอีกก็เดินออกมา ! เมื่อเทียบกับใต้เท้าเจียงแล้ว ใครสามารถช่วยแก้ปัญหาท้องพระคลังที่ว่างเปล่าของเจิ้นได้เร็วกว่า ใครสามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของราษฎรได้เร็วกว่า !”
ฮ่องเต้หยวนชิงเสด็จออกจากบัลลังก์มังกรพลางก้มดวงพักตร์เพื่อทอดพระเนตรขุนนางนับร้อยของต้าเซี่ย…คนพวกนี้มีครึ่งหนึ่งเป็นขุนนางเก่าจากราชวงศ์ก่อนและยังมีอีกครึ่งที่ติดตามร่วมรบเคียงข้างพระองค์ แต่ขุนนางจากราชวงศ์ก่อน เน่าตั้งแต่รากเหง้า หากไม่ได้เป็นเพราะราชสำนักขาดแคลนคน พระองค์ก็ไม่มีทางให้คนพวกนี้มายืนอยู่ในท้องพระโรงแน่นอน
สิ่งที่ทำให้ปวดหทัยที่สุดก็คือ หลังได้นั่งในตำแหน่งสูงศักดิ์แล้ว บรรดาพี่น้องที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันกลับทำตัวเหมือนขอทาน เข้าไปเป็นพรรคพวกกับพวกราชวงศ์ก่อน !
พระองค์ประสงค์คนอย่างเจียงโม่หานที่สุด คนที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวและทำเพื่อราษฎร เป็นขุนนางมากความสามารถของราชสำนัก ! บัณฑิตรุ่นเดียวกับเจียงโม่หานพวกนั้นก็ใช้ได้อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับจอหงวนแล้วยังห่างชั้นอีกไกล ยังต้องฝึกฝนไปก่อน ถึงจะกลายเป็นดาบเล่มคมช่วยพระองค์เชือดเฉือนตัวอุปสรรคและสร้างต้าเซี่ยที่เจริญรุ่งเรืองได้ !
สามวันต่อจากนั้น เจียงโม่หานไปรายงานตัวที่เขตปกครองซุ่นเทียน ผู้ตรวจการซุ่นเทียนดีต่อเขามาก ทั้งสุภาพและดูอบอุ่น หลังพูดให้กำลังใจเขาสองสามประโยคแล้วก็ให้คนพาเขาไปทำความคุ้นเคยกับตำแหน่ง
เจ้าหน้าที่จาง คนสนิทของผู้ตรวจการซุ่นเทียนถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้า เขาก็แค่ใช้ประโยชน์จากพ่อตามาเลื่อนตำแหน่งไม่ใช่หรือขอรับ เหตุใดท่านต้องทำตัวสุภาพกับเขาขนาดนั้น ? ท่านไม่กลัวว่าต่อไปเขาจะอยากนั่งตำแหน่งของท่านแทนหรือขอรับ ?”
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนจิบน้ำชาก่อนหนึ่งอึกแล้วหันมามองเจ้าหน้าที่จาง “ตำแหน่งของข้า ? เขาไม่อยากจะได้ด้วยซ้ำ ! พระประสงค์ของฮ่องเต้คือให้เขาดูแลที่ดินและเครื่องบรรณาการ ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือว่าต่อไปเขาจะต้องไปที่กรมคลัง !”
“กรมคลัง ? ท่านหมายความว่า…ต่อไปรองผู้ตรวจการเจียงจะได้ตำแหน่งชื่อหลางกรมคลังหรือขอรับ ?” นั่นเป็นถึงขุนนางขั้นสาม เทียบเท่ากับผู้ตรวจการ…เฮอะ…เขามีสิทธิ์อะไร เพียง3ปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าคนที่ขยันทำงานตั้งหลายสิบปี เจ้าหน้าที่จางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ มีคนคอยหนุนหลังก็สามารถขยันได้น้อยกว่าคนอื่นเป็น10ปี !
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนมองเจ้าหน้าที่จางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้เห็นแก่หน้าหมินอ๋องจึงเลื่อนเขาเป็นขุนนางขั้นสี่จริงหรือ ? ผลงานที่รองผู้ตรวจการเจียงทำไว้ให้อำเภอหนิงซี เจ้าไม่ได้ยินมาหรือไร ? แค่เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ให้ผลผลิตหมู่ละ600ชั่ง ก็เพียงพอให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งสองสามขั้นแล้ว !”
“600ชั่งต่อหมู่ ? ใครจะไปรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าขอรับ ? อีกอย่างคือผลงานของเขาที่อำเภอหนิงซีก็ไม่ใช่ของเขาคนเดียวสักหน่อย !” เจ้าหน้าที่จางกำลังเจ็บใจสุดๆ เขาอายุใกล้40ปีแล้ว แต่โดนเด็กที่ยังไม่สวมกวานมากดหัว ในใจจึงมีแค่สองคำ…ไม่ยอม !
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนโยนตำราใส่เขา “เหตุใดเจ้าจึงคิดเล็กคิดน้อยในตัวเขาขนาดนี้ ? เรื่องเมล็ดพันธุ์จะปลอมแปลงขึ้นมาได้อย่างไร ? หากทำไม่ดีก็เท่ากับหลอกลวงเบื้องสูง…เขามีปัญญาทำเรื่องนี้จริงหรือไม่ ประเดี๋ยวเราก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ? พอเถิด ควรทำอะไรก็ออกไปทำ ! อยากเลื่อนตำแหน่งก็ขยันสร้างผลงานหน่อย ใช้แค่ปากไม่สำเร็จหรอก !”
เจียงโม่หานไม่ได้ไปที่ห้องทำงานของตน แต่ตรงไปที่ห้องเก็บเอกสารแทน พอเข้าไปแล้ว เขาก็อยู่ในนั้นตลอดเช้าจนชุดเครื่องแบบเปื้อนฝุ่น ใบหน้าอันหล่อเหลาก็เต็มไปด้วยฝุ่นเช่นกัน เขารวบรวมเอกสารที่บอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในราชวงศ์ก่อนออกมา ไร่นา ประชากร ผลผลิต ภาษีของเมืองหลวงและเขตปกครองที่อยู่โดยรอบ…รวมถึงเอกสารต่างๆ เพื่อนำไปเปรียบเทียบและวิเคราะห์ปลายราชวงศ์ก่อนกับต้นราชวงศ์ต้าเซี่ย จากนั้นค่อยคิดหาวิธีปรับปรุงขึ้นมา !
ในเขตปกครองของเมืองหลวงจะทำเหมือนตอนอยู่อำเภอหนิงซีไม่ได้ เขากำราบเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอได้นานแล้ว ดังนั้นเขาพูดอย่างไรก็คืออย่างนั้น ! แม้รองผู้ตรวจการจะเป็นขุนนางขั้นสี่ แต่เบื้องบนก็ยังมีขุนนางคนอื่นอยู่ด้วย ขุนนางอาวุโสในราชสำนักพวกนั้นก็ไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็ต้องหยิบข้อมูลและเหตุผลที่พวกเขายอมรับได้ออกมา !
เจ้าหน้าที่หลี่ซึ่งผู้ตรวจการซุ่นเทียนสั่งให้พารองผู้ตรวจการคนใหม่ไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ตอนนี้ก็กำลังหอบเอกสารออกมาด้วยเส้นผมเปื้อนฝุ่นเช่นกัน เขาถามเจียงโม่หานว่า “ใต้เท้าเจียง ท่านจะเอาเอกสารเก่าพวกนี้ไปทำอะไรหรือขอรับ ?”
“ไม่มีอะไร ก็แค่เอาข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน ใต้เท้าหลี่ หากท่านมีงานต้องทำก็ไปทำเถิด !” เจียงโม่หานเปิดกระบอกน้ำที่พกติดตัวมาด้วยแล้วใช้น้ำล้างหน้าล้างตา
เพิ่งล้างหน้าเสร็จ ยังไม่มีเวลาได้ปัดฝุ่นบนเส้นผมก็ได้ยินเสียงของภรรยาดังมาจากลานด้านนอกแล้ว
หลินเว่ยเว่ยขวางใต้เท้าหลี่ที่เพิ่งออกจากห้องแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “ใต้เท้าท่านนี้พอจะรู้หรือไม่ว่าห้องทำงานของรองผู้ตรวจการเจียงอยู่ที่ใด ?”
เจ้าหน้าที่หลี่มองเด็กสาวตรงเบื้องหน้าและกล่องอาหารที่มีตราสัญลักษณ์ตำหนักหมินอ๋องอยู่…หรือว่าท่านนี้คือบุตรสาวที่เพิ่งตามหาเจอของตำหนักหมินอ๋อง ? ฝูเหรินของรองผู้ตรวจการเจียง ?
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนก็ได้ยินจึงเดินเข้ามาพูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้ม “หลิวเทียนหงขอถวายพระพรองค์หญิงเว่ยเว่ย…องค์หญิงมาส่งอาหารกลางวันให้รองผู้ตรวจการเจียงหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้านายของสามีได้จากชุดที่สวมใส่ นางพูดด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง…รองผู้ตรวจการเจียงเพิ่งเข้าทำงาน ต้องขอให้ใต้เท้าช่วยดูแลด้วย”
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนยังพอจดจำหลินเว่ยเว่ยได้บ้าง เพราะในวันงานเลี้ยงต้อนรับนาง ตัวเขาก็ไปเข้าร่วมด้วย
ตอนที่ 634: โดนรังแกมาหรือ? ข้าช่วยอัดเขาแทนเจ้า
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ใต้เท้าเจียงเป็นคนหนุ่มมากความสามารถ องค์หญิงไม่ต้องถ่อมตนหรอกพ่ะย่ะค่ะ…กล่าวถึงโจโฉ โจโฉก็มา ใต้เท้าเจียง นี่ท่าน…ไปคลุกเตาถ่านมาหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยก็เห็นผมเผ้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นของเจียงโม่หานจึงพูดด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไป ? โดนคนรังแกมาหรือ ? ผู้ใด ? บอกข้ามา ประเดี๋ยวข้าช่วยอัดเขาแทนเจ้า !” หลังจากพูดจบ นางก็กวาดสายตาไม่สบอารมณ์ไปยังเจ้าหน้าที่ของเขตปกครองซุ่นเทียนที่ออกมาดูเรื่องสนุกกันที่ลาน
เจียงโม่หานใช้ผ้าขนหนูในมือปัดผมสองสามครั้ง ก่อนจะหันไปมองภรรยาด้วยรอยยิ้ม “สหายในที่ทำการซุ่นเทียนใจดีกับข้าทั้งนั้น ไม่มีใครรังแกข้าเลย ข้าเพิ่งไปหาพวกเอกสารเก่ามา ! เหตุใดเจ้าจึงมาด้วยตัวเอง ? คราวหน้าให้บ่าวในเรือนมาส่งก็ได้แล้ว”
“ข้าว่างจึงมาอยู่เป็นเพื่อนกินข้าวเที่ยงกับเจ้า วันนี้ข้าทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานกับผัดหมูทอดกรอบที่เจ้าชอบมาให้ หิวแล้วกระมัง ? รีบไปล้างมือ…” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถือกล่องอาหารไปที่ห้องทำงานของเจียงโม่หาน
ในเวลานี้ พวกบ่าวรับใช้ของขุนนางคนอื่นก็นำอาหารมาส่งเช่นกัน เจียงโม่หานพยักหน้าให้ผู้ตรวจการซุ่นเทียน ก่อนจะเดินตามภรรยาไปยังห้องทำงาน…ทำงานมาทั้งเช้า เริ่มหิวแล้วจริงๆนั่นแหละ !
ทางจวนของผู้ตรวจการซุ่นเทียนก็นำอาหารกลางวันมาส่งเช่นกัน…อาหารแบบนั้น เขากินจนเบื่อแล้ว พ่อครัวทำอาหารไม่ค่อยได้เรื่อง หลังปรับเปลี่ยนให้หลากหลายแต่ก็ยังเป็นอาหารไม่กี่อย่างนั้นอยู่ดี แม้อาหารจะอร่อยขนาดไหน แต่ถ้ากินมาหลายสิบปีแล้วก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ! เขาอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเรียกน้ำย่อยและอยากกินผัดหมูทอดกรอบที่กรอบนอกนุ่มใน…อยู่ห่างกันขนาดนี้ เขายังได้กลิ่นอาหารที่องค์หญิงเว่ยเว่ยนำมาเลย !
หลินเว่ยเว่ยมองเอกสารที่กองเต็มโต๊ะทำงาน หลังวางกล่องอาหารยังมุมหนึ่งอย่างระมัดระวังแล้วก็เริ่มเก็บเอกสารพร้อมชุนซิ่งให้เหลือที่ว่าง ก่อนจะนำอาหารออกมาวางทีละจาน “รองผู้ตรวจการเจียง เป็นอย่างไรบ้าง ? ทำงานในเขตปกครองซุ่นเทียนวันแรก รู้สึกอย่างไร ?”
“เช้าวันนี้ก็มัวแต่หาเอกสารพวกนี้ เจ้าคิดว่าจะเป็นอย่างไร ?” เจียงโม่หานตักข้าวใส่ชาม หลังวางชามไว้ตรงเบื้องหน้าหลินเว่ยเว่ยแล้วเขาก็ตักให้ตัวเอง
หลินเว่ยเว่ยล้างมือ จากนั้นคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้บัณฑิตน้อยพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ของพวกนี้เป็นเอกสารอะไรกัน เหตุใดต้องรีบหาขนาดนี้ ? ถ้าอย่างไร…ตอนบ่ายให้เฉินหยุนมาช่วยดีหรือไม่ ?”
บรรพบุรุษของเฉินหยุนเป็นขุนนางขั้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมหรือศาสตร์ตัวเลขก็ไม่เลวทั้งนั้น ตอนอยู่ที่อำเภอหนิงซียังได้เรียนเลขอารบิกและการเขียนสถิติแบบตารางกับเจียงโม่หาน เวลาเรียกใช้งานจึงสะดวกยิ่งกว่าซัวถัว ก่อนกลับมาเจียงโม่หานได้ถามความเห็นจากเขาถึงได้พามาด้วย
“ไม่ต้องหรอก รอให้ข้าจดบันทึกข้อมูลเสร็จแล้วค่อยกลับไปทำเป็นตารางสถิติอีกที” ในที่ทำการซุ่นเทียนมีคนว่างงานไม่น้อย อย่างไรเขาก็ไม่ควรพาคนนอกมาทำงาน…คนที่ไม่รู้คงได้เข้าใจผิดว่าเขาอยากให้ท้ายเฉินหยุนมาแย่งงานของพวกเจ้าหน้าที่ในซุ่นเทียน !
หลินเว่ยเว่ยใช้ช้อนตักยำเต้าหู้ขาวไข่เยี่ยวม้าให้เขา จากนั้นค่อยคีบผักกวางตุ้งที่ผัดใส่เห็ดเข้าปากตัวเอง หลังกลืนลงไปแล้วนางก็พูดกับเจียงโม่หานต่อ “เช้าวันนี้ฮองเฮาเรียกข้าเข้าวัง ถามว่าอยากสร้างศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อะไรที่เมืองหลวงหรือเปล่า และยังตรัสถึงไร่ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้พระนางว่ามีเนื้อที่หลายพันหมู่ ด้านหลังยังมีภูเขารกร้างและยังเน้นว่าภูเขาลูกนี้อยู่ติดกับไร่ที่หมู่เฟยยกให้เป็นสินเดิมแก่ข้า…บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าฮองเฮาหมายความเช่นไร ? คิดอยากทำการค้าเมล็ดพันธุ์กับข้าหรือ ?”
เจียงโม่หานเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เจ้าไม่ได้ขนเมล็ดพันธุ์พวกนั้นมาจากตะวันตกเฉียงเหนือด้วยหรือ ? เช่นนั้นก็ขายให้เกษตรกรผู้ดูแลไร่ ส่วนเรื่องปลูกกับเรื่องดูแล เจ้าหาคนไปดูหน่อย นอกนั้นไม่ต้องไปยุ่งอะไร”
ถ้าเขาเดาไม่ผิด ที่ดินเหล่านั้นน่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่ฮองเฮาหมายจะยกให้รัชทายาท ต้าเซี่ยอยู่ในช่วงต้นรัชสมัย มีปัญหานับพันนับหมื่นให้แก้ไข ไม่เพียงคลังหลวงว่างเปล่า แต่เงินในกระเป๋าขององค์ชายเหล่านั้นก็ยังไม่มี ! ฮองเฮากำลังทำเพื่อองค์รัชทายาท !
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “น่าเสียดาย ! หากที่ดินผืนนั้นไม่ใช่ของฮองเฮา พวกเราจะได้ซื้อไว้แล้วสร้างศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ให้เหมือนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ! แต่ไม่เป็นไร ข้าวต้องกินทีละคำ ที่ดินก็ค่อยๆซื้อทีละหมู่ ! ข้าคิดว่าจะปลูกข้าวสาลีที่ปรับปรุงพันธุ์ใหม่แล้ว แม้ข้าวโพดจะให้ผลผลิตสูง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่ธัญพืชหยาบ ในเมืองหลวงมีคนรวยมากมาย หากปลูกข้าวสาลีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีช่องทางขาย !”
เจียงโม่หานยกยิ้มมุมปาก แต่ไม่ได้ทำลายความฝันอันงดงามของนาง…ถ้านางสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีให้ผลผลิตสูงขึ้นมาได้จริง ฮ่องเต้จะปล่อยให้นางเอาไปขายแบบเมล็ดพันธุ์ทั่วไปได้อย่างไร ? แต่ก็ดีเหมือนกัน ราคาเมล็ดพันธุ์แพงกว่าราคาข้าวสารนับ10เท่า หัวใจของเด็กหน้าเงินตัวน้อยจะได้พองโตอีกครั้ง !
เขามองเด็กน้อยด้วยความรักใคร่ พร้อมกันนั้นยังเผยรอยยิ้มที่ทำให้หลินเว่ยเว่ยลุ่มหลงอีกด้วย “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเลย ข้าจะคอยเป็นโล่กำบังให้เจ้าเอง !”
“บัณฑิตน้อย เจ้าดีเหลือเกิน ! เจ้าเองก็ทำงานได้อย่างสบายใจ เพราะข้าจะพยายามเป็นสตรีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุรุษ ทำให้เจ้าประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องกังวลเรื่องใด !…ชน !” หลินเว่ยเว่ยคีบซี่โครงหมูขึ้นมาชนกับชิ้นที่อยู่ในตะเกียบของเขา
เจียงโม่หานกินซี่โครงหมูชิ้นนั้นด้วยรอยยิ้ม อาหารสี่แกงหนึ่งอย่างที่หลินเว่ยเว่ยเอามา ไม่ถือว่ามีปริมาณมากสักเท่าไร สองสามีภรรยาคุยไปพลางกินไปด้วย ไม่นานก็กินจนหมด หลินเว่ยเว่ยนำจานอาหารใส่กล่องอีกครั้ง ก่อนจะกลับออกไปก็ยังพูดว่า
“เมื่อวานข้าเจอกุ้งมังกรน้อยแถวลำธารข้างที่ดินตั้งมากมายเชียวล่ะ ตอนบ่ายไม่มีอะไรแล้วข้าว่าจะไปจับกลับมา…จริงสิ กุ้งมังกรน้อยก็คือกุ้งก้ามแดงที่เรากินในภาคเหนือ สามารถเอาไปทำเป็นรสหม่าล่า รสห้าเครื่องเทศและรสกระเทียมได้ด้วย ประเดี๋ยวเย็นนี้จะทำให้เจ้ากิน เจ้าอยากกินแบบไหน ?”
“แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่เจ้าเป็นคนทำ ข้าชอบทั้งหมด !” ตอนอยู่ที่ฉือหลี่โกว เจียงโม่หานเคยกินกุ้งก้ามแดงผัดไฟแดงครั้งหนึ่ง รสชาติสุดยอดไปเลย
หลังจากหลินเว่ยเว่ยออกไปแล้ว เจียงโม่หานก็เริ่มก้มหน้าก้มตาอยู่กับกองเอกสารพวกนั้น พู่กันขนห่านในมือขยับตลอดทั้งบ่าย แค่ข้อมูลต่างๆ ก็.จดไปหลายหน้ากระดาษแล้ว ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าการจดบันทึกสถิติในสมัยก่อนยุ่งยากเกินไป ไม่เพียงอ่านแล้วเนื้อหาไม่ค่อยชัดเจน แต่คนที่มาตรวจสอบยังต้องเปลืองแรงมากด้วย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนึกถึงแรงบันดาลใจที่ได้จากภรรยา วิธีสรุปออกมาเป็นสถิติ แม้ว่าเขาเคยเสนอมันในราชสำนักแต่ไม่ได้รับความสำคัญ ไม่เป็นไร ถ้าเช่นนั้นเขาจะเป็นคนผลักดันให้แพร่หลายเอง !
หลินเว่ยเว่ยพาชุนซิ่งและชิงหลิ่วขี่ม้าไปที่ไร่ซึ่งหมินหวางเฟยยกให้นางเป็นสินเดิม มันตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกลนัก พูดกันว่าไร่นี้กับไร่ของฮองเฮาที่อยู่ติดกันเป็นของขุนนางโฉดในราชวงศ์ก่อนคนหนึ่ง เมื่อฮ่องเต้ยกทัพมายึดเมืองหลวงแล้วก็สั่งประหารขุนนางคนนั้นแล้วริบทรัพย์สินทั้งหมด ที่ดินผืนนี้จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกพระราชทานให้หมินหวางเฟย ส่วนที่สองถูกเก็บไว้ให้ฮองเฮา…
เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง หลินเว่ยเว่ยก็ออกคำสั่งให้คนดูแลไร่ไถพรวนที่ดินนับพันหมู่ นางวางแผนว่าจะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าวโพด อีกส่วนแบ่งปลูกข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิ ! จากนั้นก็ลำเลียงน้ำลงจากบนเขาแล้วทดลองปลูกข้าวขาวสักสองสามหมู่…ข้าวอันหอมกรุ่นในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณของนางต้องถูกนำออกมาให้เพลิดเพลินบ้างแล้ว !
ตอนที่ 635: โอ้! กลัวจะทำให้พระสวามีหิวอย่างนั้นหรือ ?
ผู้ดูแลไร่คืออดีตลูกน้องของหมินอ๋อง หลังจากแขนขาดหนึ่งข้างแล้ว เขาก็ออกจากกองทัพและถูกส่งตัวมาที่ไร่แห่งนี้ เขาเกิดในชนบท บิดามารดาทำการเกษตรเก่ง แม้ว่าตัวเขาจะแค่ดูแลผู้ที่มาเช่าไร่แห่งนี้ก็ตาม แต่เพื่อตอบแทนหมินอ๋องและพระชายาที่ช่วยเขาในยามยากลำบากแล้ว จึงลงมาทำไร่เองอยู่หลายปีติด เรียนการทำไร่ทำนาจากบิดาและผู้ที่มาเช่า
การที่ผลผลิตจากไร่ของหมินหวางเฟยได้จำนวนไม่เลวมาโดยตลอด จะไม่นับเป็นผลงานของเขาได้อย่างไร นอกจากนี้เขายังเลี้ยงไก่ เป็ด หมู แกะและปลูกพืชผักตามฤดูกาลในไร่อีกด้วย ไม่เพียงให้ตำหนักหมินอ๋องพอกินพอใช้ แต่ยังนำออกไปขายสร้างรายได้เข้าไร่อีกทาง
หลังจากไร่นี้กลายเป็นสินเดิมของหลินเว่ยเว่ยแล้วเขาก็ยังจงรักภักดีเหมือนเดิม แม้ครอบครัวเจ้านายจะไม่อยู่ที่เมืองหลวง ตัวเขาก็ยังขยันดูแลไร่นาเสมอมา เมื่อรอให้พวกหลินเว่ยเว่ยกลับมาแล้วเขาก็นำบัญชีและรายได้ของไร่ในช่วงหลายปีนี้ไปให้เจ้านายตรวจสอบ
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยบอกว่าจะทำอะไรกับไร่แห่งนี้บ้าง ผู้ดูแลฉูก็ไม่ได้พูดอะไรสักอย่าง เพียงทำตามที่นางบอกเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยบอกให้ใช้คันไถล้อคู่ เขาก็ใช้ หลินเว่ยเว่ยบอกว่าตรงนี้ปลูกอะไร เขาก็ทำตาม หลินเว่ยเว่ยบอกว่าต้องใส่ปุ๋ยอย่างไร เขาก็ทำโดยไม่เถียงสักคำเดียว…
“ผู้ดูแลฉู ที่ดินทางฝั่งนั้นเป็นของใคร ?” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังที่ดินขนาดใหญ่ข้างไร่ของตนและเนินเขาเล็กๆด้านหลังพลางถามฉูจื่อลี่
ผู้ดูแลฉูตอบกลับ “ที่ดินผืนนั้นเป็นของราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ ยังไม่ได้ถูกพระราชทานให้ใคร !” จากคำบอกเล่าของผู้ดูแลฉูแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงได้รู้ว่าที่ดินพื้นนั้นเป็นของที่ขุนนางราชวงศ์ก่อนถวายให้ฮ่องเต้หลังจากยอมสวามิภักดิ์เพื่อแลกกับความปลอดภัยของคนทั้งครอบครัว…ช่วงเริ่มสถาปนาราชวงศ์ ของที่อยู่ในท้องพระคลังมาจากพวกขุนนางราชวงศ์ก่อนทั้งนั้น !
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาไปมา ก่อนจะตัดสินใจพุ่งเป้าไปยังที่ดินผืนนั้น
ยามบ่าย นางพาเด็กๆในไร่ออกไปจับกุ้งก้ามแดงได้ทั้งหมด30ชั่ง ก่อนจะถือกลับมาที่เมืองหลวงด้วยมือข้างเดียว
ฉูฉีจินบุตรชายผู้ดูแลฉูมองการจากไปของนายหญิง หลัง.อดทนอยู่พักหนึ่งแล้ว ท้ายที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว “ท่านพ่อ พวกเราจะเพาะปลูกตามที่นายหญิงสั่งจริงหรือขอรับ ! เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนั้นมีน้อยจะตาย หนึ่งหมู่ใช้แค่4ชั่ง แล้วเราจะได้ผลผลิตกันเท่าไรขอรับ ? แล้วก็ข้าวขาวไม่ได้ปลูกกันที่แดนใต้หรือขอรับ ในแถบเมืองหลวงของพวกเราก็ปลูกข้าวขาวได้หรือ ?”
ผู้ดูแลฉูใช้มือข้างที่เหลืออยู่ตบท้ายทอยบุตรชาย “เจ้าไม่ได้ยินเรื่องที่นายหญิงของพวกเราอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนืออันแสนแห้งแล้งแล้วปลูกข้าวโพดได้หมู่ละ600ชั่งหรือ ? ใครมอบความกล้ากับเจ้า ถึงได้กล้าสงสัยในพรสวรรค์ด้านการเกษตรของนายหญิง ? จำไว้ว่าบ่าวอย่างพวกเรามีพรสวรรค์ไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำตามคำสั่ง !”
ฉูฉีจินลูบท้ายทอยที่แสนเจ็บปวดของตนแล้วบ่นเบาๆว่า “ท่านพ่อ ท่านเชื่อเรื่องข้าวโพด600ชั่งต่อหมู่นั่นจริงหรือขอรับ ?”
100-200ชั่งต่อหมู่ถือว่าปกติ หาก200-300ชั่งต่อหมู่ก็นับว่าเป็นผลผลิตสูงของสมัยโบราณแล้ว ดังนั้น600ชั่งต่อหมู่จึงเป็นเหมือนเทพนิยาย ได้แต่กล้าฟังโดยไม่กล้าเชื่อ !
“ข้าเชื่อ !” ผู้ดูแลฉูพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฮ่องเต้ส่งองค์ชายเจ็ดไปตรวจสอบการเก็บเกี่ยวที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พระองค์คงไม่กล้าร่วมมือกับนายหญิงมาหลอกลวงเบื้องสูงหรอกกระมัง ? อย่าพูดจาเหลวไหลที่นี่ รีบไปต้อนวัวกับม้ามา แล้วใส่คันไถให้พวกมัน !”
หลังจากหลินเว่ยเว่ยและสาวใช้ในเรือนทำความสะอาดกุ้งก้ามแดงแล้ว นางก็แบ่งมันออกเป็นสามส่วนเพื่อทำกุ้งก้ามแดงสามรสชาติ พอทำเสร็จแล้วก็แบ่งไปที่ตำหนักหมินอ๋องและจวนสกุลหลินรสชาติละ3ชั่ง
ผ่านไปไม่นาน ผู้ติดตามของเจียงโม่หานก็กลับมาจากที่ทำงาน เขาบอกว่าวันนี้หัวหน้าและสหายในที่ทำงานของนายท่านชวนนายท่านออกไปดื่มสุราที่หอเต๋อเยว่ ขอให้ฝูเหรินผู้เฒ่าและฝูเหรินไม่ต้องรอ
ขณะหลินเว่ยเว่ยมองกุ้งก้ามแดงสามจานใหญ่ นางก็ถอนหายใจออกมา นางเฝิงรู้ว่าเพื่ออาหารมื้อนี้แล้วหลินเว่ยเว่ยต้องลงแรงไปกว่าค่อนวัน จึงกลัวนางจะรู้สึกเสียใจขึ้นมา “เจ้าตัวแสบไม่มีลาภปาก กุ้งก้ามแดงอร่อยขนาดนี้ เขาไม่มีบุญได้กิน !”
“แม่สามี ข้าไม่ได้ถอนหายใจเพราะเรื่องนี้หรอก ถ้ากินกุ้งก้ามแดงที่ค้างคืนก็จะทำให้ปวดท้องได้ง่าย กุ้งก้ามแดงพวกนี้ แม้พวกเราจะกินจนพุงกางก็ไม่หมดหรอก !” ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เปล่งประกาย นางแบ่งกุ้งก้ามแดงแต่ละรสชาติออกมาอย่างละครึ่ง จากนั้นก็จัดใส่กล่องอาหารแล้วให้ซุ่นจื่อนำไปที่หอเต๋อเยว่เพื่อเป็นการเพิ่มกับแกล้มให้พวกบัณฑิตน้อย !
ตอนซุ่นจื่อถือกล่องอาหารใบใหญ่ขนาดสามชั้นมาที่ห้องอาหารส่วนตัวของหอเต๋อเยว่ ผู้ตรวจการซุ่นเทียนก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกว่า “โอ้ ! องค์หญิงกลัวว่าพวกเราจะปล่อยให้พระสวามีหิวจึงส่งอาหารมาให้ด้วยหรือ ?”
ซุ่นจื่อรีบพูดว่า “นายหญิงของพวกเราเพิ่งทำอาหารจานใหม่ บอกว่านำมาให้ใต้เท้าทุกท่านได้ลองชิม…”
ตอนที่กุ้งก้ามแดงทั้งสามจานถูกยกขึ้นโต๊ะแล้วผู้ตรวจการซุ่นเทียนและเจ้าหน้าที่สองสามคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็หันมองหน้ากันไปมา “นี่…เป็นของใหม่จริงๆ รองผู้ตรวจการเจียงช่วยแนะนำหน่อยว่าเราต้องกินอย่างไร ?”
“สัตว์ชนิดนี้เรียกว่ากุ้งก้ามแดง นี่คือกุ้งก้ามแดงรสหม่าล่า รสห้าเครื่องเทศและรสกระเทียมขอรับ” เจียงโม่หานผู้สง่างามพับแขนเสื้อขึ้นต่อหน้าเจ้านายและสหายร่วมงาน จากนั้นหยิบกุ้งก้ามแดงขึ้นมาตัวหนึ่ง “กินเนื้อด้านในกุ้งก่อน จากนั้นค่อยดูดกินมันที่หัวกุ้งแล้วแกะเนื้อตรงหางกุ้งออกมาจิ้มน้ำแกง ก็จะให้รสชาติที่เข้มข้นกว่าเดิม ท่านผู้ตรวจการหลิวและใต้เท้าทุกท่าน ลองชิมสิขอรับ…”
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนก็เป็นนักกินจึงกล้าชิมอาหารแปลกใหม่ เขาหยิบกุ้งก้ามแดงรสหม่าล่าขึ้นมาหนึ่งตัว หลังแกะหัวกุ้งออกแล้วก็ใช้ปากดูดเบาๆ ทันใดนั้นรสชาติเผ็ดชาก็พุ่งสู่ลำคอ ผู้ตรวจการหลิวไอออกมาทันที ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเช่นกัน
“ใต้เท้าหลิว หากท่านกินเผ็ดไม่ได้ก็ลองกินรสห้าเครื่องเทศกับรสกระเทียมสิขอรับ” เจียงโม่หานรินน้ำอุ่นให้เขาแล้วเอ่ยเตือนเบาๆ
ผู้ตรวจการยกน้ำขึ้นดื่มสองอึกแล้วโบกมือให้เขา “ไม่เป็นไร เจ้านี่ทั้งชาทั้งเผ็ด กินแล้วทำให้หยุดกินไม่ได้”
หลังแกะเนื้อกุ้งออกมาแล้ว เขาก็เลียนแบบเจียงโม่หานคือจุ่มลงในน้ำแกง ทันใดนั้นเขาก็.อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “ไม่เลว ได้รสชาติสุดๆ! กุ้งก้ามแดงก็เป็นกุ้งชนิดหนึ่งหรือ? เหตุใดในเวลาปกติไม่เห็นมีขายเลย”
“สัตว์ชนิดนี้อาศัยอยู่ตามคูน้ำหรือในทุ่งนา เปลือกหนาเนื้อน้อย คนจึงไม่นิยมกินขอรับ” เจียงโม่หานชอบอาหารรสหวานและเผ็ด เขาจึงกินกุ้งก้ามแดงรสหม่าล่า…นี่เป็นของที่ภรรยาทำให้เขาโดยเฉพาะ ถ้าไม่โดนสหายร่วมงานลากมาร่วมวงด้วย ตอนนี้เขาก็คงแกะกุ้งให้ภรรยาอยู่ที่บ้านแล้ว เฮ้อ ของดีๆต้องมาเสียเปล่าเพราะคนพวกนี้!
เมื่อเขากลับถึงบ้านแล้วก็พบว่าไฟในห้องหนังสือยังสว่างอยู่ เมื่อเข้าไปดูจึงได้เห็นภรรยากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างอยู่ เขาจึงเข้าไปดู ‘แผนกลยุทธ์’ เมื่ออ่านให้ละเอียดแล้วถึงได้รู้ว่าภรรยาตัวน้อยพุ่งเป้าไปยังที่ดินในพระหัตถ์ของฮ่องเต้
หลินเว่ยเว่ยใช้ภาษาจีนกลางเขียนแผนกลยุทธ์เกี่ยวกับ ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ อธิบายง่ายๆคือการเลี้ยงไก่…หมู…วัว…ปลาแบบห่วงโซ่อาหาร หลังจัดการกับมูลไก่แล้วสามารถนำไปให้หมูกินได้ มูลของหมูก็สามารถนำไปให้วัวกิน ส่วนมูลวัวก็ให้ปลากินได้ แล้วท้ายที่สุดดินตะกอนรอบบ่อเลี้ยงปลาจะสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยเพิ่มสารอาหารในดินได้อีก ซังข้าวโพด ลำต้นพืชและใบรวมถึงรำข้าวสาลีและก้างปลาป่นยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารไก่ได้ต่อ…
ตอนที่ 636: ไสหัวออกไป
นางเน้นย้ำในแผนกลยุทธ์ ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ ว่าจำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และที่ดินบนเขา…เห็นได้ชัดว่ากำลังบ่งชี้ถึงที่ดินและหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ของฮ่องเต้ผืนนั้น
หลังฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตรแผนกลยุทธ์ที่เข้าใจง่ายและไม่ปิดบังจุดมุ่งหมายของผู้เขียนแล้ว พระองค์ก็มีความสุขขึ้นมาทันที…เอาล่ะ ถึงขั้นพุ่งเป้ามาถึงศีรษะของพระองค์แล้ว ! ทว่าเป้าหมายที่โจ่งแจ้งและกล้าแสดงออกนี้ทำให้คนอื่นยากจะปฏิเสธได้จริงๆ โดยเฉพาะการเกษตรแบบผสมผสานตามแผนกลยุทธ์ได้ทำให้พระองค์เปิดมุมมองใหม่ว่าที่แท้การเกษตรก็ยังสามารถทำเช่นนี้ได้ !
ฮ่องเต้หยวนชิงตวัดพู่กัน “อนุญาต !” ที่ดินรกร้าง800หมู่และที่ดินเนินเขาอีก200หมู่ข้างไร่ของหลินเว่ยเว่ยนั้นทรงพระราชทานให้เป็นที่ดินทดลองแก่นางทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นฮ่องเต้ยังพระราชทานทหารราชองครักษ์ให้นางกว่าหลายร้อยนายเพื่อให้เรียกใช้ได้ตามใจชอบ
หลินเว่ยเว่ยสั่งให้ราชองครักษ์ลงมือขุดบ่อปลาและทำไร่ให้ตนอย่างมีความสุขทันที ลูกหลานในเมืองหลวงที่ไม่เคยทำงานหนักก็ถูกสั่งให้มาทำงานหนักหลายวันติดและยังไม่อาจละทิ้งหน้าที่ได้ เพราะหลินเว่ยเว่ยพูดไว้ว่าถ้าใครไม่อยากทำก็ต้องเอาชนะนางให้ได้ก่อน
มีคนไม่เชื่อแล้วไปท้าทายนางจริง สุดท้ายก็ต้องลงไปนอนหมอบพลางร้องขอชีวิตบนพื้นเพราะมือข้างเดียวของนาง พวกเขาจึงไร้ทางเลือกและทหารราชองครักษ์ที่มาจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์พวกนี้จึงได้แต่ทำตามคำสั่งหลินเว่ยเว่ยอย่างว่านอนสอนง่าย…เมื่ออยู่ต่อหน้าความเผด็จการ การต่อต้านทั้งหมดก็เป็นเพียงเมฆหมอก !
ขันทีฝูหรงซึ่งเคยรับหน้าที่ดูแลไร่นาประจำเมืองหนิงโจวก็ถูกฮ่องเต้เรียกกลับเข้าวังได้ไม่ถึง2วันแล้วโดนหลินเว่ยเว่ยใช้คำว่า ‘ขอยืมตัว’ ออกมาอีกแล้ว คราวนี้เขาได้รับหน้าที่ดูแล ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ ขันทีรูปร่างขาวอวบคนนี้จึงยิ้มดีใจเหมือนพระศรีอริยเมตไตรย (พระสังกัจจายน์) ไม่มีผิด
ขณะมองเขาเก็บข้าวของอย่างมีความสุขราวกับทนไม่ไหวที่จะติดปีกแล้วบินออกจากวังหลวงทันที หัวหน้าขันทีเต๋อฉวนคนสนิทของฮ่องเต้ก็ถามเขาว่า “ได้ออกจากวังหลวงดีขนาดนั้นเลยหรือ ?”
ขันทีฝูหรงรีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วอธิบายราวกับเป็นเรื่องใหญ่ “การที่ข้าน้อยสามารถทำประโยชน์ให้ฮ่องเต้และราชสำนักได้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดขอรับ ! ท่านหัวหน้าขันที ท่านวางใจได้ ฝูหรงไม่มีทางทำให้เจ้านายขายหน้าแน่นอนขอรับ !”
เต๋อฉวนแค่นเสียงดัง “เฮอะ”…เล่นลิ้นเก่งเสียจริง ! แต่คิดไปคิดมาก็จริง องค์หญิงเว่ยเว่ยไม่ใช่คนชอบใช้ความรุนแรง ขอแค่ทำตามที่นางสั่ง หลังทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้วก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ไม่ต้องเอาแต่กังวลถึงชะตาชีวิตตัวเองทั้งวัน อันตรายไม่มีอยู่อีกต่อไป ตัวอย่างก็มีให้เห็น เจ้าฝูหรงไปอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือแค่3ปีก็อ้วนขึ้นขนาดนี้แล้ว ?
เต๋อฉวนแอบอิจฉาอยู่บ้าง คิดว่าแค่เห็นอีกฝ่ายเพียงหางตาก็รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมดจึงโบกมือรีบไล่ “ไสหัวออกไป !”
“ข้าน้อยจะออกไปเดี๋ยวนี้ขอรับ !” ฝูหรงหอบสัมภาระพลางถอยออกมาสองสามก้าว จากนั้นก็หมุนตัวอย่างรวดเร็วและรีบเดินออกจากวังหลวงทันที ร่างที่เดินห่างออกไปนั้นดูตื่นเต้นดีใจพอสมควร…ฮ่าฮ่า ท้องฟ้าอันสว่างไสวนอกวัง ข้ามาหาแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยนำแผนกลยุทธ์โดยละเอียดยัดใส่มือขันทีฝูหรง “ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ไปปรึกษาผู้ดูแลไร่ก่อน ถ้าแม้แต่เขายังไม่เข้าใจก็ค่อยไปหาข้าที่เรือนสกุลเจียง !” ต่อจากนั้นนางก็ทิ้งแผนงานอันยิ่งใหญ่ไว้ให้เขา
ขันทีฝูหรงใช้มือข้างหนึ่งจับสัมภาระตัวเอง อีกข้างก็จับแผนกลยุทธ์ปึกหนาเอาไว้พร้อมใบไม้ที่ปลิวผ่านศีรษะเขาไป…เหตุใดองค์หญิงเว่ยเว่ยทำแบบนี้อีกแล้ว ? ลากเขาออกมาก็เพื่อให้เป็นผู้ดูแลไร่ ? เฮ้อ ! โชคดีที่ตอนอยู่เมืองหนิงโจว เขาเคยฝึกมาครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นมีอะไรให้ต้องกลัวอีก ?
รับสมัครคนงาน ซื้อไก่ ซื้อหมู ไถพรวน หว่านเมล็ด ซื้อปลา หาวัวทุ่นแรง…ขันทีฝูหรงจัดการได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนเจ้านายที่ไร้หัวใจอย่างหลินเว่ยเว่ย ทุกครั้งที่มาเดินสำรวจก็จะชื่นชมเขายกใหญ่และให้รางวัลเขาเป็นขนมกับเนื้อแผ่นที่ทำเองหนึ่งกล่อง ขันทีฝูหรงดีใจจนตัวลอย…ข้อดีที่สุดในการทำงานกับองค์หญิงเว่ยเว่ยคือได้ขนมเลิศรสแบบใหม่ที่หาซื้อหรือหากินที่ไหนไม่ได้เป็นระยะ !
ส่วนเจียงโม่หานที่กำลังรวบรวมข้อมูลก็ทั้งยุ่งยากและลำบาก ออกเช้ากลับดึกทุกวันและยังนำเอกสารกลับมาที่บ้านด้วยเพื่อให้เฉินหยุนช่วยวาดแผนภูมิและทำข้อมูลเชิงสถิติออกมา…
“บัณฑิตน้อย เจ้าอยากได้แผนภูมิแบบนี้มากมายขนาดไหน ถ้าอย่างไรให้ร้านโม่เซียงช่วยตีพิมพ์สำเนาออกมาสักสองสามชุดดีหรือไม่” หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาวาดแผนภูมิภายใต้แสงเทียนด้วยความตั้งอกตั้งใจจึงรู้สึกว่าท่าทางตอนทำงานของบัณฑิตน้อยดูหล่อเหลามากจริงๆ ! แต่ก็ยังเอ็นดูที่งานของเขามีเยอะถึงขนาดนี้เช่นกัน
เจียงโม่หานครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ข้าต้องการแผนภูมิสองสามแบบ ภาพรวมส่วนใหญ่จะคล้ายกัน…รอให้ทำมันออกมาอย่างละเอียดอีกหน่อยก็ค่อยทำแผนภูมิแบบทั่วไปออกมา…ขอบใจภรรยาที่เตือน !”
หลินเว่ยเว่ยทำมือคารวะกลับ “ท่านพี่ เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงขั้นนี้…” หลังจากพูดจบ นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่น
เจียงโม่หานวาดแผนภูมิออกมาในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะเป็นสถิติไร่นา ภาษีหรือบัญชีการค้าก็สามารถประยุกต์ใช้ได้หมด เขาครุ่นคิดแล้วจากนั้นก็เขียนตัวเลขอารบิกกับตัวอักษรสามัญลงในหน้าแรก รวมถึงวิธีนับตัวเลขอารบิกอย่างง่ายด้วย หลังเลิกงานในวันถัดไปแล้วเขาก็ไปหาเจ้าของร้านโม่เซียง…ท่านลุงขององค์รัชทายาทเพื่อให้ช่วยตีพิมพ์ออกมา100ฉบับ
กั๋วจิ้วเย่เห็นโอกาสทำการค้าจากสมุดบัญชีเล่มนี้จึงเสนอการตีพิมพ์ให้เขาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีเงื่อนไขแค่ว่าให้เขาวางจำหน่าย ‘สมุดบัญชี’ เล่มนี้ที่ร้านโม่เซียง
เจียงโม่หานรู้ว่าเมื่อแผนภูมิประเภทนี้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้วใครก็สามารถเลียนแบบได้ ดังนั้นการมีคนตีพิมพ์สมุดบัญชีแบบนี้ให้เขาใช้ตลอดชีวิตก็ช่วยประหยัดเงินไม่น้อยเลย !
วันรุ่งขึ้น ร้านโม่เซียงส่ง ‘สมุดบัญชี’ 10เล่มมาให้ เจียงโม่หานจึงรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับ ‘พื้นที่ไร่นาของในอดีตและปัจจุบัน’ ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นยังเขียนฎีกาอธิบายถึงเงื่อนไขและกลยุทธ์ในการสนับสนุนเกษตรกรอย่างละเอียด
เมื่อมีทั้งข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ เนื้อหาโดยละเอียดและกลยุทธ์ที่ดูเป็นไปได้สูงมาวางอยู่ตรงเบื้องหน้าฮ่องเต้หยวนชิงแล้วพระองค์ก็ยื่นให้องค์รัชทายาททอดพระเนตร “รัชทายาท ผู้ช่วยที่เจิ้นเลือกไว้ให้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?”
องค์รัชทายาททอดพระเนตรแผนภูมิเปรียบเทียบที่แสดงข้อมูลให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วก็ละสายพระเนตรออกมาไม่ได้เสียที “ทูลฟู่หวง ถ้าต่อไปเขาบันทึกข้อมูลหรือทำบัญชีรูปแบบนี้อีก ไม่เพียงสะดวกในการอ่านสำหรับพระองค์ แต่ยังช่วยประหยัดแรงงานและเวลาในการสรุปข้อมูลปลายปีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ! เอ๋อร์เฉินจำได้ ว่าตอนที่รองผู้ตรวจการเจียงยังเป็นบัณฑิตถงเซิงอยู่ เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับสถิติออกมาแล้วยังมีตัวเลขแบบย่อเหล่านี้เช่นกัน น่าเสียดายที่ขุนนางเฒ่าอวดดีพวกนั้นไม่ให้ความสำคัญ แถมยังมีบางคนต่อต้านอย่างหนักจึงไม่ได้เผยแพร่ออกไป !”
ฮ่องเต้หยวนชิงแค่นสุรเสียงฮึฮึ “ตาเฒ่าพวกนั้น…ไม่ควรค่าพอให้เอ่ยถึง !” ก่อนที่พระองค์จะส่งต่อบัลลังก์ให้องค์รัชทายาทก็ต้องช่วยทำความสะอาดราชสำนักแทนโอรส ทำให้โอรสได้ปกครองราชสำนักที่ใสสะอาด !
องค์รัชทายาทก้มดวงพักตร์เพื่ออ่านฎีกาของเจียงโม่หานอย่างจริงจัง หลังเห็นประเด็นสำคัญที่อยู่ด้านในแล้วก็พยักดวงพักตร์ด้วยความชื่นชม “รองผู้ตรวจการเจียงใช้วิธีจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือโดยการนำเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงมากระตุ้นให้ราษฎรแผ้วถางที่ดิน ในพื้นที่รกร้างจะละเว้นภาษี3ปี เมื่อการถางที่ดินถึงจำนวนที่กำหนดก็จะสามารถละเว้นภาษีของคนได้หนึ่งคน…เอ๋อร์เฉินคิดว่าวิธีนี้ใช้ได้ เนื่องจากคนทั่วหล้าล้วนแสวงหาผลประโยชน์กันอยู่แล้ว ความกระตือรือร้นของราษฎรถึงจะถูกกระตุ้นขึ้นมา ! ฟู่หวงมีสายพระเนตรเฉียบคม รองผู้ตรวจการเจียงคนนี้ใช้งานได้จริงพ่ะย่ะค่ะ !”
ตอนที่ 637: เขาเปรียบเสมือนดาบสองคม
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลดังลั่น “รองผู้ตรวจการเจียงเป็นผู้มีความสามารถอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งสำคัญคือเขายังมีภรรยาที่ดีคอยหนุนหลัง ! เจ้าลองคิดดู ตอนทำงานอยู่ที่อำเภอหนิงซี เหตุใดงานจึงออกมาราบรื่นขนาดนั้น ? ไม่ใช่ภรรยาของเขาใช้เมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงมาซื้อใจราษฎรให้สามีหรือไร ? เมื่อได้ใจราษฎรแล้ว งานของทางการก็จะราบรื่นขึ้นมาก !”
เหมือนดำริอะไรบางอย่างได้จึงหยิบฎีกาที่เขียนด้วยตัวอักษรสามัญตรงมุมโต๊ะให้รัชทายาท “เจ้าดูนี่สิ ! ถ้านางหนูคนนั้นเป็นผู้ชายล่ะก็ ไม่ว่าด้านพรสวรรค์ พรแสวงหรือความกล้าหาญก็ไม่เป็นรองสามีของนางเลย !”
หลังอ่านแล้วองค์รัชทายาทก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “ยอดเยี่ยม ! ถ้าราษฎรได้เรียนรู้วิธีทำ ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ ล่ะก็ ไม่เพียงจะทำอาหารเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้เอง แต่ยังมีปุ๋ยไว้ใส่ไร่นาจนเพียงพอด้วย ผลผลิตในไร่ก็จะเพิ่มสูงขึ้น…ล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ! ถ้าน้องเว่ยเว่ยเป็นผู้ชายและได้รับตำแหน่งในกรมคลังจะต้องสร้างเสบียงให้ราชสำนักอย่างมากมายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ “เราควรมีความสุข เพราะนางหนูคนนี้ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงปกติ แทนที่จะรังเกียจการเกษตร ตรงกันข้ามยังมีความสุขกับมันได้ และก็โชคดีที่ใต้เท้าเจียงไม่ใช่คนหัวโบราณผู้ชอบอวดดี จึงยอมสนับสนุนการทำเกษตรของภรรยา เจียงโม่หานผู้นี้ฉลาดผิดมนุษย์ ความสามารถอยู่เหนือคนทั่วไป วิธีจัดการปัญหาก็ไม่ธรรมดา ถ้าใช้ให้ดีจะต้องเป็นเสาหลักของแผ่นดินแน่นอน แต่ถ้าถูกคนอื่นใช้งานผิดก็จะกลายเป็นตัวหายนะ !”
องค์รัชทายาทเห็นฟู่หวงลูบนิ้วพระหัตถ์จึงรู้ว่าทรงกำลังวุ่นวายอยู่กับความคิด สำหรับเจียงโม่หานแล้ว องค์รัชทายาทยังชื่นชมอยู่พอตัวจึงตรัสว่า “ฟู่หวง กระบี่คมย่อมไร้เทียมทาน แต่ก็สามารถทำร้ายเจ้าของได้เช่นกัน แต่เราจะมัวหวาดระแวงเพราะอันตรายที่ยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าแล้ววางมันทิ้งไว้บนหิ้งตลอดหรือพ่ะย่ะค่ะ ?
แล้วฟู่หวงอย่าลืมว่ารองผู้ตรวจการเจียงคนนี้เป็นบุตรเขยผู้ใด ! พระองค์ไม่รู้จักเสด็จอาหมินอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ ? หากใต้เท้าเจียงมีใจคิดคดจริง ไม่ต้องให้พระองค์ลงมือ หมินอ๋องก็ช่วยจัดการแทนแน่นอน ! นอกจากนี้น้องเว่ยเว่ยยังไร้เดียงสา จิตใจบริสุทธิ์และซื่อสัตย์ หากมีนางอยู่แล้ว รองผู้ตรวจการเจียงไม่มีทางเดินบนทางที่ผิดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรผู้สืบทอดบัลลังก์ด้วยความพอพระทัย แต่ก็ยัง.อดไม่ได้ที่จะเตือน “เจ้ามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ต่อไปจะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง แต่ความใจดีต้องมีขอบเขต ฮ่องเต้ต้องรู้จักใช้ความเมตตาและความน่าเกรงขามพร้อมกัน ไม่อาจปล่อยให้ขุนนางปีนขึ้นศีรษะได้ !”
องค์รัชทายาทเผยสีพระพักตร์ยอมรับคำสั่งสอน “เอ๋อร์เฉินจะจำไว้และไม่ทำให้ฟู่หวงทรงผิดหวังแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ !”
แม้ว่าที่ดินจำนวน2พันหมู่กำลังไถพรวนให้ทันฤดูใบไม้ผลิอยู่ แต่เมื่อมีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่อย่างผู้ดูแลฉูและขันทีฝูหรง หลินเว่ยเว่ยจึงเดินทางไปตรวจงานช่วงสายวันละหนึ่งรอบเท่านั้น นางแค่แนะนำและเตรียมการบางอย่างเล็กๆน้อยๆก็สามารถวางมือจากงานได้แล้ว !
ตอนเที่ยงยังมีเวลาเอาอาหารกลางวันไปส่งให้สามี แม้ในเรือนจะมีแม่ครัวอยู่ แต่อาหารของสามีนั้นหลินเว่ยเว่ยลงมือทำด้วยตัวเอง แต่ละวันเปลี่ยนอาหารไม่ซ้ำกันให้เขา แม้งานของเจียงโม่หานจะหนักแต่ในช่วงครึ่งเดือนถัดมาเขากลับอ้วนขึ้นด้วย
มีครั้งหนึ่ง ใต้เท้าหลิวหรือผู้ตรวจการซุ่นเทียนเดินมาที่ห้องทำงานของเจียงโม่หานในเวลากินอาหารกลางวันพอดี เมื่อเห็นอาหารหลากสีสันบนโต๊ะแล้ว เขาก็ยืนตกตะลึงในทันที เจียงโม่หานเอ่ยปากชวนเขาด้วยความสุภาพ แม้ปากใต้เท้าหลิวจะเอ่ยปฏิเสธ แต่เท้าไม่เดินออกไปอย่างที่ปากพูด เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยจึงชวนเขาอีกรอบ ใต้เท้าหลิวถึงได้ตอบตกลงอย่าง ‘เลี่ยงไม่ได้’
หลังได้ลองกินอาหารมื้อนี้แล้ว ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ใต้เท้าหลิวก็จะถือกล่องอาหารที่คนในจวนนำมาส่งแล้วมาสานสัมพันธ์อันดีกับรองผู้ตรวจการเจียง แต่ในความเป็นจริงแล้วแค่อยากกินอาหารที่สกุลเจียงส่งมาให้ต่างหาก !
เมื่อมีคนมาแย่งอาหารเพิ่มหนึ่งคน อาหารของเจียงโม่หานก็ไม่พอกินอีกต่อไป ทว่าอาหารที่ใต้เท้าหลิวเอามา เจียงโม่หานกลับไม่กินแม้แต่คำเดียวเพราะลิ้นคุ้นชินกับรสมือของหลินเว่ยเว่ยไปแล้ว อย่าว่าแต่แตะต้องของพวกนั้นเลย แต่ละครั้งอาหารที่สกุลเจียงส่งมาจะถูกแย่งกินจนหมด แต่อาหารสกุลหลิวถูกแตะแค่สองคำเท่านั้น…
ช่วงสองสามวันนี้หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างยุ่ง เรื่องนำอาหารมาส่งจึงให้บ่าวรับหน้าที่ แต่เมื่อถึงเวลากินอาหารเย็น นางต้องตกใจกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของบัณฑิตน้อย ราวกับว่าเขาทนหิวมานานอย่างไรอย่างนั้น พอสอบถามจึงได้รู้ว่ามื้อเที่ยงสามีจะได้กินข้าวแค่ครึ่งถ้วยเท่านั้น
หลินเว่ยเว่ยก่นด่าผู้ตรวจการซุ่นเทียนว่า “หน้าด้าน” แต่ก็ยังเอ็นดูสามีตัวเอง…ถ้าไม่พอกินแล้วเหตุใดไม่บอกนาง ? ตอนบ่ายทำงานแบบท้องร้อง ทรมานจะตายไป ! วันรุ่งขึ้น อาหารที่ให้สามีจึงถูกเพิ่มปริมาณเป็นเท่าตัวและในตอนบ่ายยังมีบ่าวเอาขนมไปให้ด้วย…
ทว่าส่วนใหญ่ขนมพวกนี้จะเข้าไปอยู่ในท้องสหายร่วมงานของเจียงโม่หาน…เพราะคนพวกนี้ไม่ได้หน้าหนาเท่าผู้ตรวจการจึงไม่กล้าไปขอกินข้าวด้วย เมื่อพวกเขาเห็นบ่าวสกุลเจียงเข้ามาในที่ทำการยามบ่าย พวกเขาก็คำนวณเวลาแล้วหาเหตุผลไปเดินเล่นที่ห้องทำงานของเจียงโม่หานและขอขนมมาสองชิ้น…
เจียงโม่หานหมดคำจะพูด ‘คนพวกนี้นี่มันอย่างไร !’
ทว่ากินของคนอื่นแล้วต้องสุภาพกับอีกฝ่ายด้วย ผ่านไปไม่นานเจียงโม่หานก็ได้พบว่าผู้คนในเขตปกครองซุ่นเทียนเริ่มดีกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่6คน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่จางที่เคยไม่พอใจในตัวเขาตั้งแต่ตอนแรกก็ยังสุภาพด้วย ตอนคนอื่นมาขอขนมก็ยังช่วยงานเล็กๆน้อยๆให้เขา…จึงบังเกิดความสามัคคีขึ้นในเขตปกครองซุ่นเทียน…
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูร้อนมาเยือน ต้นกล้าข้าวโพดสูงเท่าตัวคนแล้ว ใบเขียวราวกับมรกต เมื่อลมพัดผ่าน ใบไม้ก็จะเสียดสีกันจนเกิดเสียงไพเราะ ข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิกำลังออกรวงสร้างเกลียวคลื่นอันเขียวขจี รวงข้าวกลิ่นหอมชวนดม เมื่อสายลมพัดผ่านกลิ่นหอมของรวงข้าวก็จะถูกพัดออกไปด้วย
ผู้ดูแลฉูเดินตามหลังนายหญิง ขณะมองรวงข้าวในทุ่งด้วยความตื่นเต้น เขาก็พูดว่า “นายหญิง ข้าน้อยทำเกษตรมานานขนาดนี้ยังไม่เคยเห็นรวงข้าวที่ออกรวงได้ยาวเท่านี้เลยขอรับ ข้าน้อยลองคำนวณดูแล้วว่าอย่างน้อยหนึ่งหมู่จะให้ผลผลิต100ชั่งขึ้นไป !”
หลินเว่ยเว่ยหยิบยกข้ออ้างที่คิดไว้แล้วออกมา “นี่เป็นเมล็ดพันธุ์อย่างดีที่เราเลือกมาจากตะวันตกเฉียงเหนือ ในเนื้อที่พันกว่าหมู่ แยกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่ให้รวงยาวที่สุดและเต็มรวงที่สุด สามปีที่เก็บเกี่ยวมาจึงมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีอยู่เท่านี้”
ผู้ดูแลฉูจดจำไว้ในใจ ก่อนที่จะเกี่ยวข้าวสาลีได้ เขาเองก็รวบรวมผู้เช่ามาหารวงข้าวคุณภาพดีตามที่ดินแปลงต่างๆอย่างระมัดระวัง…เลือกออกมาแบบนี้แล้ว ผลผลิตข้าวสาลีในปีถัดไปจะเพิ่มสูงขึ้นหรือเปล่า ?
ผู้ดูแลฉูจัดการพืชผลในไร่ได้ดีมาก หลินเว่ยเว่ยเดินดูรอบไร่หนึ่งรอบ จากนั้นก็ไปดู ‘ไร่ทดลองการเกษตรแบบผสมผสาน’ ขันทีฝูหรงตื่นมานั่งใต้ร่มไม้ข้างบ่อปลาแต่เช้า มือข้างหนึ่งถือคันเบ็ด อีกข้างถือพัด ข้างกายยังมีขันทีน้อยคอยรินชาอุ่นๆให้ดื่ม เขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขสุดๆ
เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามา เขาก็รีบวางคันเบ็ดในมือลงแล้วลุกออกไปต้อนรับ หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองป้ายอีกด้านของคันเบ็ดแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ฝูหรงกงกงกำลังเลียนแบบเจียงไท่กงตกปลา…ปลาตัวไหนตกลงใจว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ ก็มากินเบ็ดคันนี้เอาเองเถิดอย่างนั้นหรือ ?”
ขันทีฝูหรงยิ้ม “ปลาในบ่อยังเล็กอยู่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำใจให้ลูกปลาตายได้อย่างไร ? คนตกเบ็ดมีจิตใจอยู่ที่เบ็ด ไม่ได้อยู่ที่ปลา…องค์หญิง วิธีทำเกษตรแบบผสมผสานของพระองค์ช่างวิเศษไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ! ให้เลี้ยงไก่บนเขา แต่ละวันให้อาหารแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว เพราะมีไก่คอยกินหนอนแมลงให้และยังได้มูลจากไก่เป็นปุ๋ยอีก ต้นกล้าผลไม้บนเขาจึงเติบโตดีสุดๆไปเลย ! มูลหมู มูลวัวนำมาทำตามวิธีที่พระองค์ชี้แนะก็ทำปุ๋ยคอกออกมาได้ไม่น้อยเลย พอได้ปุ๋ยเพียงพอ แม้ไร่นี้จะหว่านเมล็ดช้ากว่าไร่ของพระองค์หลายสิบวัน แต่ก็เติบโตดียิ่งกว่าไร่ฝั่งนั้นอีกพ่ะย่ะค่ะ…”
ตอนที่ 638: ตอนกลางวันทำงานแล้วตอนกลางคืนพวกเจ้าทำอะไรกัน
ผู้ดูแลฉูที่เดินตามมาข้างหลังจึงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “ฝูหรงกงกง ตอนพูดถึงไร่ตัวเองก็อย่าลากทางฝั่งพวกเราไปเหยียบย่ำได้หรือไม่ ? พืชผลของเราสู้ของท่านไม่ได้ตรงไหน ? ตอนเก็บเกี่ยวแล้วพวกเราค่อยมาพิสูจน์กัน !”
“ผู้ดูแลฉู ท่านอย่าเพิ่งโมโห ! ข้าไม่ได้เหยียบย่ำ ข้าแค่หยิบยกมาพูดเท่านั้น ! แล้วยังมีปลาในบ่อนี้อีก ข้าใช้มูลไก่ มูลวัวที่ทำความสะอาดแล้วมาทำอาหารปลา มันจึงตัวอ้วนเชียวล่ะ…” ขันทีฝูหรงยิ้มเหมือนพระศรีอริยเมตไตรย ดวงตาของเขาแทบจะกลายเป็นเส้นตรงอยู่แล้ว
ผู้ดูแลฉูทนเห็นใบหน้าชั่วร้ายของเขาไม่ได้ จึงเผลอพูดว่า “การเกษตรแบบผสมผสานเป็นความคิดของนายหญิงบ้านเรา แล้วท่านภูมิใจทำไม ?”
“นี่ก็พิสูจน์ว่าข้ามีแววตาหลักแหลม เลือกตามเจ้านายถูกคน แล้วจะไม่ภูมิใจได้อย่างไร ? ผู้ดูแลฉู ท่านดูแลไร่สินเดิมขององค์หญิง ส่วนข้าดูแลการเกษตรแบบผสมผสาน น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง แล้วท่านจะวางท่าทางหาเรื่องข้าทำไม ?” สมแล้วที่ขันทีฝูหรงมาจากวังหลวง ตอนเริ่มแรกพูดเอาใจเจ้านายอย่างหลินเว่ยเว่ย จากนั้นยังวางอุบายต่อหน้าเจ้านายอีก ความหมายแฝงคือ…ผู้ดูแลฉูกำลังหาเรื่องตนเพื่อทำลายความสามัคคี !
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกท่านทำงานกันได้ไม่เลว ! ตอนสิ้นปีเอาอั่งเปาซองใหญ่ๆไปเลย ! สถานการณ์ของทั้งสองไร่เป็นอย่างไร ข้ารู้ดีแก่ใจ ! ฝูหรงกงกง ตอนนี้ในฟาร์มวัวมีวัวอยู่กี่ตัว ?”
ขันทีฝูหรงเหลือบมองผู้ดูแลฉูด้วยสายตาได้ใจแวบหนึ่งแล้วหันมาตอบคำถาม “ทูลองค์หญิง ตอนนี้มีวัวโตเต็มวัย30ตัว ลูกวัว18ตัว เติบโตดีทุกตัว พระองค์จะไปดูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”
“ไม่ดีกว่า ฝูหรงกงกงเป็นคนจัดการ ข้าก็วางใจ แต่จำนวนวัวยังมีน้อยไปหน่อย เป้าหมายของข้าคือเมื่อถึงสิ้นปีแล้ววัวในฟาร์มจะต้องมีเพิ่มเป็นสี่เท่า !” วัว48ตัว แค่ที่ดินสองผืนนี้ยังไม่พอใช้แล้ว จะปล่อยเช่าให้ราษฎรได้อย่างไร ?
มุมปากขันทีฝูหรงกระตุก…สี่เท่า ? ก็เท่ากับเกือบสองร้อยตัว…เขายังสร้างวัวออกมาจากอากาศไม่ได้สักหน่อย ‘องค์หญิงเว่ยเว่ยทรงไม่พอพระทัยในตัวกระหม่อมหรือเปล่า ถึงได้จงใจสร้างความลำบากให้กัน ?’
ทว่าคำพูดประโยคถัดไปของหลินเว่ยเว่ยก็ทำให้หัวใจที่เต้นรัวของเขากลับมาสงบอีกครั้ง “ข้าส่งจดหมายไปยังภาคเหนือแล้ว บอกให้พวกเขาส่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์วัวมาหนึ่งชุด เดือนหน้าก็ใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้วล่ะ ฝูหรงกงกงอย่าลืมให้คนไปรับสินค้าที่ท่าเรือด้วย…”
หลังกลับจากไร่ หลินเว่ยเว่ยก็คิดว่าช่วงหลายวันนี้ตนไม่ค่อยได้กลับไปบ้านมารดาเลย นางจึงทำขนมเล็กน้อยแล้วแบ่งใส่กล่องสามใบ ใบแรกให้คนนำไปส่งที่เขตปกครองซุ่นเทียนเพื่อเป็นอาหารว่างแก่สามี ส่วนอีกสองกล่องที่เหลือนางหอบไปที่ตำหนักหมินอ๋องก่อนแล้วค่อยไปจวนสกุลหลิน…
เมื่อไปถึงตำหนักหมินอ๋องก็เห็นนางหวงกำลังสนทนาอยู่กับหมินหวางเฟย ! ทั้งสองเข้ากันได้ดีตั้งแต่สามปีก่อนในที่ว่าการอำเภอหนิงซีแล้ว หมินหวางเฟยผู้มีอารมณ์ขันกับนางหวงผู้อ่อนโยนจึงกลายเป็นพี่น้องที่รู้ใจกัน แม้จะกลับมาที่เมืองหลวงแล้ว ทั้งสองก็ยังติดต่อกันเหมือนเดิม
หมินหวางเฟยไม่ได้เสวยขนมของหลินเว่ยเว่ยนานแล้ว…นางคิดบ่อยๆว่าไม่ควรสนใจสายตาคนอื่นเลย แต่ควรยืนกรานให้สองสามีภรรยาคู่นี้อยู่ในตำหนักอ๋องต่อไป ถึงแม้บ้านทั้งสองจะอยู่ห่างกันไม่ไกล แต่ก็ไม่สะดวกเท่าเวลาอยู่ด้วยกันหรอก
นางหวงอยู่ด้วยพอดี หลินเว่ยเว่ยจึงไม่ต้องไปจวนสกุลหลินอีกรอบ ขณะอยู่คุยเป็นเพื่อนมารดาทั้งสอง จู่ๆหมินหวางเฟยก็หันไปถามนางหวงว่า “ปีนี้เว่ยเอ๋อร์จะอายุ19ปีแล้วใช่หรือไม่ ?”
นางหวงพยักหน้า “ใช่แล้ว ! เข้าเดือนสิบสองนี้ก็ครบ19ปีแล้วเพคะ…”
มารดาทั้งสองมองหน้ากันไปมาแล้วจู่ๆก็หันมามองหน้าท้องของหลินเว่ยเว่ยพร้อมกัน หมินหวางเฟยถามขึ้นมาตามตรง “เว่ยเอ๋อร์ ตอนคนอื่นอายุเท่านี้ ลูกของพวกเขาวิ่งเต็มบ้านแล้ว ตอนแม่อายุ19ปี พี่ชายของเจ้าก็เรียกแม่ได้แล้วนะ !”
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้น ขนมที่กินอยู่ก็แทบติดคอทันที หลังจากไอเสร็จแล้วก็รีบรับถ้วยน้ำชาที่นางหวงยื่นให้ “หมู่เฟย นี่พระองค์…กำลังเร่งให้หม่อมฉันมีลูกหรือเพ.คะ ?”
หมินหวางเฟยตรัสด้วยน้ำเสียงสมเหตุสมผล “อายุขนาดนี้ก็มีได้แล้ว ! จริงสิ เจ้ากับหานเอ๋อร์ร่วมหอกันหรือยัง ?”
“หมู่เฟย…พระองค์ช่วยถามให้อ้อมค้อมหน่อยได้ไหมเพ.คะ ? ช่วยรักษาท่าทีหน่อยได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยดูไม่เขินอายแม้แต่น้อย เพียงกลอกตาให้หมู่เฟยเท่านั้น
หมินหวางเฟยพยักดวงพักตร์ “ได้ เช่นนั้นแม่ถามใหม่ เว่ยเอ๋อร์ เจ้ากับสามีทำกิจกรรมในห้องนอนกันแล้วหรือยัง ?”
หลินเว่ยเว่ยถูจมูกและหัวเราะเสียงแห้งสองครั้ง “ยังเพ.คะ…นี่ก็เพราะ…เพราะพวกเราต่างยุ่งกันมากจึงไม่ได้สนใจมันเพ.คะ !”
“ตอนกลางวันพวกเจ้าทำงานแล้วตอนกลางคืนยังยุ่งด้วยหรือ ?” หมินหวางเฟยจ้องนางด้วยความไม่พอพระทัย “หานเอ๋อร์เล่า ? เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลยหรือ ?”
“บัณฑิตน้อยเป็นคนค่อนข้างขี้อายเพ.คะ…” หลินเว่ยเว่ยช่วยพูดแทนสามี
หมินหวางเฟยขมวดพระขนง “พวกเจ้ายังอยู่ห้องเดียวกันและนอนเตียงเดียวกันหรือไม่ ?”
เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยพยักหน้า นางก็ตรัสด้วยความสงสัย “ไม่ถูก ! ตามหลักแล้ว วัยของหานเอ๋อร์น่าจะเลือดร้อน อยากแสดงพลัง ภรรยาก็.งดงามขนาดนี้มานอนอยู่ข้างๆ จะไม่แสดงท่าทีได้อย่างไร ? หรือว่า…เขาป่วยเป็นโรค ? ถ้าเป็นอะไรก็ต้องรีบรักษา ! จะเก็บซ่อนไม่ได้เด็ดขาด !”
นางหวงเอื้อมมือมาดึงหมินหวางเฟยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ “เว่ยเอ๋อร์ยังเด็ก พระองค์ตรัสเรื่องพวกนี้ต่อหน้านางจะเหมาะสมหรือเพคะ ?”
“มีอะไรไม่เหมาะสม ? นางแต่งงานมาสามปีแล้ว น่าจะรู้เรื่องบนเตียงของสามีภรรยาได้แล้วเช่นกัน” ทันใดนั้นนางก็ลุกขึ้นแล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกจากกล่องสินเดิมของตน จากนั้นยัดใส่มือหลินเว่ยเว่ย “เอาไปแล้วค่อยๆอ่าน !”
เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยพลิกอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น หมินหวางเฟยก็รีบจับมือนางไว้ด้วยสีพระพักตร์แดงก่ำพร้อมดุว่า “อย่าเพิ่งอ่านตอนนี้ กลับไปอ่านกับสามีของเจ้าโน้น !”
หลินเว่ยเว่ยมีลางสังหรณ์บางอย่างจึงแอบหัวเราะในใจ ‘หนังสือที่หมู่เฟยให้นางมา คงไม่ใช่หนังสือผู้ใหญ่ของคนสมัยโบราณหรอกกระมัง ? ไม่รู้ว่าหนังสือของคนสมัยโบราณจะเผ็ดร้อนเหมือนหนังสือ ‘…’ ของยุคอนาคตหรือไม่ !’
นางแกล้งทำเป็นใสซื่อแล้วเก็บหนังสืออย่างคนไม่รู้ความ หลังรับประทานอาหารเย็นเป็นเพื่อนมารดาทั้งสองแล้วถึงได้นำหนังสือลึกลับเล่มนั้นกลับมาที่เรือนหลังน้อยอันแสนอบอุ่นของตนกับบัณฑิตน้อย
ช่วงบ่าย เจียงโม่หานออกไปเดินสำรวจหมู่บ้านสองสามแห่งในแถบชานเมืองแล้วกลับมาจดบันทึกที่ห้องหนังสือ เมื่อมีสมุดบัญชีที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว งานของเขาก็เสร็จเร็วขึ้นมาก
นับตั้งแต่ที่เขานำข้อมูลของอดีตและปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันด้วยรูปแบบตารางให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร มันก็ได้รับการสนับสนุนจากฮ่องเต้ การจดบันทึกในรูปแบบแผนภูมินี้จึงกลายเป็นที่นิยมในหมู่สำนักและกรมต่างๆ ผ่านไปไม่นานทุกคนก็เริ่มเล็งเห็นถึงความสะดวกสบายและความใช้งานง่ายของการจดบันทึกประเภทนี้ แม้แต่นักบัญชีของตระกูลต่างๆ ยังเริ่มศึกษาและใช้วิธีจดบันทึกรูปแบบนี้เช่นกัน ! ตอนแรกเริ่มสมุดบัญชีของร้านโม่เซียงถูกถามซื้อตามปกติจนไปถึงแย่งซื้อ ทำให้ก่อเกิดกำไรอย่างมหาศาล
ทว่าแผนภูมิประเภทนี้ถูกเลียนแบบได้ง่าย ผ่านไปไม่นานจึงมีร้านอื่นเริ่มทำเลียนแบบ กั๋วจิ้วเย่จึงไปหาเจียงโม่หาน ทั้งสองคนร่วมมือกัน คนหนึ่งออกแบบ คนหนึ่งตีพิมพ์จำหน่ายและยังออกสมุดบัญชีที่ให้ประโยชน์สูงมาอีกสองสามแบบ แม้ผ่านไปไม่นานก็มีของเลียนแบบออกมาอีก แต่กิจการร้านโม่เซียงกลับดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน
ตอนที่ 639: หรือยังต้องรอฤกษ์งามยามดีด้วย ?
วันนี้เจียงโม่หานเลิกงานค่อนข้างเย็น หลังเก็บเอกสารบนโต๊ะแล้วจู่ๆเขาก็พบว่าเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป หืม? เหตุใดคืนนี้ภรรยาตัวน้อยของเขาถึงไม่มาที่ห้องหนังสือ ?
เมื่อเห็นว่าห้องนอนยังมีแสงไฟอยู่ เขาก็ผลักประตูเข้าไปด้วยความสงสัยและเห็นเพียงภรรยาตัวน้อยกำลังนั่งพิงหัวเตียงและอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอย่างออกรส
เจียงโม่หานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม…เด็กน้อยไปได้หนังสือเล่มใหม่มาจากที่ใดอีกจึงอ่านเพลินขนาดนี้ แม้แต่เขาเดินเข้ามา นางก็ยังไม่รู้ตัว
รองผู้ตรวจการเจียงผู้โดนเมินจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เมื่อเข้าไปนั่งข้างภรรยาแล้ว นางก็ยังอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างตั้งใจ เจียงโม่หานรู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเดิมจึงชะโงกหน้าไปดู…
เท่านั้นเอง ใบหน้าอันหล่อเหลาของรองผู้ตรวจการเจียงก็เป็นเหมือนปูต้มทันที คือ…แดงไปหมด เขาทำตัวเหมือนโดนน้ำร้อนลวกและกระโดดออกจากเตียงพลางถอยห่างไปหลายก้าวจนทำให้กระถางต้นไม้ข้างเตียงล้มกลิ้ง
ในที่สุดเสียงของกระถางต้นไม้ล้มก็ทำให้หลินเว่ยเว่ยหันมาสนใจโดยละสายตาจากหนังสือเล่มนั้น เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเจียงโม่หานเป็นเหมือนก้นลิง ภายใต้แสงเทียน บุรุษที่งดงามดั่งเทพเซียนกำลังยืนเขินอายอยู่แบบนั้น ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะดึงเทพเซียนองค์นี้ลงมายังโลกมนุษย์
นางกะพริบดวงตากลมโตขณะชี้ภาพชายหญิงกำลังคลอเคลียกันในหนังสือ จากนั้นนางก็พุ่งไปตรงเบื้องหน้าของบัณฑิตน้อยแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านพี่ ท่านดูภาพแปลกๆนี่สิ ชายหญิงกำลังต่อสู้กัน ! ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดีสุดๆ ถึงขั้นกดผู้หญิงไว้ด้านล่าง…”
ใบหน้าของเจียงโม่หานแดงกว่าเดิมทันที ทั้งตัวร้อนเหมือนไฟ เขาถอยไปด้านหลังอีกสองก้าวพลางหลบสายตาไม่กล้ามองหนังสือเล่มนั้นแล้วพูดอย่างติดอ่างว่า “นะ…นั่นไม่ใช่การต่อสู้…ใครให้หนังสือเล่มนี้กับเจ้า ?” มีอย่างที่ไหนกัน ในเรือนถึงขั้นมีคนกล้าทำเรื่องแบบนี้ใต้เปลือกตาของเขา ถึงช่วงนี้จะงานยุ่งไปหน่อย แต่ก็ยังหาเวลาออกมาสั่งสอนพวกบ่าวได้ !
“ไม่ได้สู้กันแล้วทำอะไร ?” หลินเว่ยเว่ยยังพลิกไปอีกหน้าแล้วร้อง ไอโหยว ออกมา “ท่านพี่ ท่านรีบดูเร็ว เจ้าคนชั่วกำลังทรมานผู้หญิงอยู่ล่ะ…ดูท่าทางนางเจ็บปวดมาก !”
“…” เจียงโม่หานอยากบอกว่านั่นไม่ใช่ท่าทางของคนเจ็บ !
เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงเลี่ยงไม่ตอบดีกว่า เจียงโม่หานถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เจ้ายังไม่ได้ตอบเลยว่าใครให้หนังสือนี้แก่เจ้า !”
“หมู่เฟย ! จะเป็นใครได้อีก ?” หลินเว่ยเว่ยพลิกหนังสือ เมื่อคิดว่าไม่มีอะไรน่าดูแล้วนางก็โยนทิ้งไปด้านข้าง ก่อนจะเงยหน้ามาชื่นชมสีหน้าแดงก่ำของสามี “วันนี้ข้าทำขนมไปเยี่ยมหมู่เฟยที่ตำหนัก นางตรัสถามข้าว่าอายุ19ปีแล้วใช่หรือไม่…เป็นมารดาแล้วจะไม่รู้อายุของบุตรได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าจงใจถาม !”
คิ้วของเจียงโม่หานค่อยๆคลายออก…นี่หมู่เฟยคิดกระตุ้นให้พวกเขาร่วมหอ ! แต่เขายังมีความไม่พอใจอยู่พอสมควร ‘อยากอุ้มหลานไวๆ ก็ไม่ควรเอาหนังสือนี้มาให้ภรรยาของข้าดู ! ประเดี๋ยวก็ทำให้ภรรยาเสียคนหมด…’
ไม่สิ ! ในเวลาปกติเด็กน้อยใจกล้าจะตาย ชอบปากว่ามือถึงกับเขาอยู่บ่อยครั้ง แล้วจะไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสือนั้นได้อย่างไร…ชายหญิงต่อสู้อะไรกัน ! นางจงใจแน่นอน ! อยากเห็นเขาเขินจนหน้าแดง เด็กตัวแสบไร้จิตสำนึก !
เมื่อเผชิญหน้ากับสตรีไร้ยางอายก็ต้องทำหน้าให้หนากว่านางเข้าไว้! เจียงโม่หานทำใจแข็งแล้วก้าวเข้าไปใกล้ภรรยาพลางเผยแววตาระยิบระยับน่าหวั่นไหวออกมา “ฝูเหรินอยากรู้จริงหรือว่า…ภาพในหนังสือคืออะไร ? ประเดี๋ยวข้าจะใช้ร่างกายสาธิตให้เจ้าดูอย่างละเอียด ก่อนอื่น…ต้องถอดเสื้อผ้าให้หมดก่อน…”
ขณะพูดก็เริ่มปลดเข็มขัดของตน ต่อด้วยเสื้อชั้นนอกแล้วเหลือไว้แต่ผ้าเนื้อบาง…
หลินเว่ยเว่ยกลืนน้ำลายลงคอ รูปร่างของบัณฑิตน้อยภายใต้ชุดด้านในที่โปร่งบางนี้ดูมีทรวดทรง เป็นรูปร่างในแบบที่นางชอบที่สุด…ดูเหมือนผอมแต่ไม่ได้เสียความงามไป ไอโหยว น้ำลายจะไหลแล้ว !
หรือว่า…บัณฑิตน้อยจะรู้แจ้ง วันนี้จึงคิดเผด็จศึกนาง ? หลินเว่ยเว่ยมีทั้งความรู้สึกรอคอยและประหม่า แม้ว่าชาติก่อนนางจะอ่านฉากอีโรติกของนิยายทะลุมิติมาแล้วหลายเล่ม แต่ก็ไม่เคยทำจริงสักครั้ง ทฤษฎีพอมีอยู่บ้าง แต่ยังขาดประสบการณ์จริง บัณฑิตน้อยก็ดูขาดประสบการณ์เช่นกัน ทั้งสองจะทำจนเหงื่อออกแต่ไม่เข้าถึงบทสักทีหรือเปล่า ?
“ดูดีหรือไม่ ?” ขณะมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจ้องตาเขม็ง เจียงโม่หานก็หุบยิ้ม ความกระหายในแววตาของเจ้าน่ะ ช่วยเก็บหน่อยได้ไหม !
“ดูดี ! ผู้ชายที่ข้าเลือกจะไม่ดูดีได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยจงใจเผยท่าทางลามกออกมา แต่ศีรษะกลับโดนเจียงโม่หานตี นางลูบศีรษะแล้วเผลอพูดว่า “บัณฑิตน้อย วันนี้…เจ้าจะเข้าหอกับข้าหรือ ?”
สีหน้าของเจียงโม่หานดูแข็งค้างในทันทีและแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ก่อนจะมองภรรยาอย่างเสน่หา “เจ้าอยาก…เข้าหอกับข้าวันนี้หรือ ?”
“อยาก !” หลินเว่ยเว่ยยอมจำนนต่อความงดงามและรีบพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสารทันที
เจียงโม่หานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนาง “อยากก็ต้องทนไว้ ! วันนี้ไม่ได้ การร่วมหอของพวกเราจะทำแบบรีบร้อนได้อย่างไร ?”
“แล้วอย่างไร ? เข้าหอยังต้องเลือกฤกษ์งามยามดีแล้วต้องจัดพิธีอย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่มือไม่อยู่สุขเพราะเอื้อมไปจับกล้ามหน้าท้องของบัณฑิตน้อย ดูเหมือนนิ่มแต่ที่จริงแล้วแข็ง…หืม ? บัณฑิตน้อยที่อ่อนแอก็มีกล้ามหน้าท้องด้วย
เจียงโม่หานรีบตีมือที่อยู่ไม่สุขของนาง จากนั้นหยิบเสื้อผ้าบนเก้าอี้มาสวมใส่อีกรอบเพื่อปกปิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย เขากระแอมไอขึ้นมาเบาๆสองครั้ง “อย่างไรก็ต้องจัดแบบง่ายๆ !”
สายตาของหลินเว่ยเว่ยกวาดมองบางจุดของบัณฑิตน้อย “ในเมื่อจัดแบบ ‘ง่ายๆ’ เช่นนั้นต้องการอะไรก็สั่งให้พวกบ่าวไปทำสิ วันดีไม่สู้วันนี้ บัณฑิตน้อย เจ้ายอมเป็นของข้าเถิด !” คำพูดประโยคสุดท้ายนางเลียนแบบมาจากคำพูดนางมารในเรื่อง ‘การเดินทางสู่ทิศตะวันตก’ ทำให้การเปลี่ยนแปลงของบัณฑิตน้อยดูรุนแรงกว่าเดิมทันที !
ลูกกระเดือกเจียงโม่หานขยับขึ้นลง หลินเว่ยเว่ยกลอกตา ก่อนจะออกคำสั่งต่อชุนซิ่งที่อยู่ด้านนอกว่า “ไปเอาเทียนแดงคู่ที่ห้องเก็บของ ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มและผ้าม่านเปลี่ยนเป็นสีมงคล ยังมีผ้าปูโต๊ะก็เปลี่ยนเป็นสีแดงให้หมด…บัณฑิตน้อย เจ้ายังต้องการอะไรอีก ? จริงสิ เตรียมสุราอีกสองจอก ถ้าพูดถึงพิธีมงคลแล้ว จะขาดสุราได้อย่างไร !”
เจียงโม่หานห้ามไม่ทัน เพราะชุนซิ่งออกไปเตรียมของขณะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ผ่านไปไม่นานห้องนอนของทั้งสองก็ถูกเปลี่ยนเป็นสีมงคล…เหมือนวันที่เข้าพิธีแต่งงานกันไม่ผิดเพี้ยน
หลังจากพวกสาวใช้ถอยออกไปแล้ว ชุนซิ่งยังปิดประตูให้ทั้งสองอย่างเอาใจใส่ด้วย หลินเว่ยเว่ยดึงเสื้อบัณฑิตน้อยออกแล้วผลักเขาให้ล้มบนเตียงเบาๆ ก่อนจะขึ้นไปทาบทับตัวเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่นว่า “มาเถิด ! ท่านพี่จอหงวน ค่ำคืนเข้าหอมีค่ามากกว่าพันตำลึงทอง…”
ตอนที่ 640: อาภรณ์ร่วงหล่น ม่านแดงซ่อนมวลบุปผางามแห่งวสันตฤดู
เสียงของนางเพิ่งเงียบลงก็รู้สึกว่าเวลากำลังหยุดหมุน พอรู้ตัวอีกทีนางก็โดนเขาพลิกกายขึ้นมาทาบทับไว้แล้ว บัณฑิตน้อยเงยหน้ามองนางด้วยสายตาที่ดูอันตราย “ในเมื่อน้องหญิงเชื้อเชิญ สามีก็คล้อยตาม…”
“ช้าก่อน !” พอเห็นเจียงโม่หานจะเอาจริง หลินเว่ยเว่ยก็ไม่เล่นอีกต่อไป นางกวาดตามองโดยรอบก่อนจะหาข้ออ้างให้ตนเอง “เอ่อ คือ…สุรายังไม่ได้แลกกันดื่มเลย…”
เจียงโม่หานยื่นมือไปหยิบจอกสุรา หลังยกจอกทั้งสองขึ้นมาถือไว้แล้วเขาก็กระดกดื่มคนเดียว จากนั้นโน้มตัวลงมาป้อนนางด้วยปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเมามาย “น้องหญิง แลกสุรากันเช่นนี้ เจ้าพอใจหรือไม่ ? ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรืออะไรกันแน่ หลินเว่ยเว่ยจึงรู้สึกเวียนศีรษะไปหมด ขณะกะพริบตาอันพร่ามัว นางก็เลียสุราบนริมฝีปาก “รสชาติดีสุดๆไปเลย !”
แววตาของเจียงโม่หานดูลึกล้ำกว่าเดิมทันที ตัวเขาว่องไวดุจพยัคฆ์พลางกดจูบสาวน้อยอย่างดูดดื่ม…
เสื้อผ้าค่อยๆร่วงหล่นสู่พื้น แสงเทียนพลิ้วไหว ม่านแดงซ่อนมวลบุปผางามแห่งวสันตฤดู…
เมื่อหลินเว่ยเว่ยตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น สามีก็ออกไปทำงานแล้ว นางข่มความรู้สึกไม่สบายตัวเอาไว้ ขณะสวมใส่เสื้อผ้าที่ถูกเตรียมไว้ข้างเตียง…ปกตินางไม่ให้สาวใช้คนไหนเข้าห้องง่ายๆ ดังนั้นเสื้อผ้าชุดใหม่นี้จะต้องเป็นสามีเตรียมให้แน่นอน
พอลองคำนวณดูแล้ว นางแต่งงานกับบัณฑิตน้อยมาสามปีเต็ม ในที่สุดเมื่อคืนก็ได้เป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์…นางคำนวณวันที่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา…ยังดีที่ช่วงสองสามวันนี้เป็นระยะปลอดภัยของนางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์ ใช่ว่านางไม่อยากมีลูก แต่สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้ยังมีมากเกินไป รออีกหน่อยแล้วกัน !
นางเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของชาติก่อนจึงหวังว่าจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ตอนนี้มีพ่อแม่ที่รักนางแล้วแถมยังมีถึงสองเท่า สามีที่น่ารักก็มี ขาดแค่เด็กน้อยตัวอวบอ้วนเท่านั้น ! ร่างกายของนางแข็งแรงยิ่งกว่าอะไร ลูกจะต้องมีแน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่รีบ…
ก่อนออกไปทำงาน เจียงโม่หานยังไปที่เรือนของนางเฝิงแล้วแอบพูดในเชิงที่ว่าเมื่อคืนพวกตนทั้งสองเหนื่อยกันมาก อย่าให้สาวใช้ไปกวนหลินเว่ยเว่ย ปล่อยให้นางได้นอนพักเยอะๆหน่อย
นางเฝิงเข้าใจได้ทันที นางรีบส่งคนไปแจ้งข่าวดีนี้แก่ตำหนักหมินอ๋องและยังให้ห้องครัวต้มยาบำรุง หลังรอให้หลินเว่ยเว่ยตื่นแล้ว ค่อยให้คนไปส่งถึงห้อง
หลังดื่มยาบำรุงแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปคุยเป็นเพื่อนนางเฝิงที่เรือน ก่อนจะออกไปที่ไร่…ตอนนี้อยู่ในช่วงใส่ปุ๋ย ดังนั้นนางต้องไปคุมงานเสียหน่อย
โดยเฉพาะข้าวขาวไม่กี่หมู่นั้น นางให้คนปล่อยลูกปลาลงในนาข้าวด้วย ชาติก่อนนางได้ยินเรื่อง ‘การเลี้ยงปลาในนาข้าว’ และ ‘การเลี้ยงกุ้งในนาข้าว’ มาบ้าง ไม่รู้ว่าลองเลี้ยงครั้งแรกจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร !
วันนี้นางมาถึงค่อนข้างช้า ขันทีฝูหรงออกมาเดินรอบคันนาก่อนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวอันบอบบางของเขาโดนแดดเผา ด้านหลังจึงมีขันทีน้อยคอยถือร่มให้ เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยวิ่งไปวิ่งมารอบไร่โดยไม่ใส่หมวกเลยสักวันแต่ผิวพรรณยังขาวเหมือนเดิม ขันทีฝูหรงก็รู้สึกอิจฉามาก ! ไม่เหมือนเขาที่แค่โดนแดดก็รู้สึกแสบผิว แถมยังผิวไหม้ด้วย…
หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่ข้างแปลงข้าวขาว พอมองออกไปก็เห็นรวงข้าวสีเขียวอมเหลืองพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ถ้าแหวกรวงข้าวออกก็ยังเห็นปลาตัวแล้วตัวเล่ากำลังว่ายไปมาในน้ำ
ความสนใจของขันทีฝูหรงกลับมาอยู่ที่ข้าวขาวเช่นกัน เขาพูดด้วยความระมัดระวัง “องค์หญิง ปลาครึ่งหนึ่งที่เลี้ยงในนาข้าวดูจะเติบโตดีกว่าปลาในบ่อ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
“เหตุผลง่ายมาก เพราะได้กินแมลงและหญ้าในนาข้าวจึงช่วยลดการเกิดศัตรูพืชและวัชพืชของข้าวได้อย่างดี มูลที่ปลาขับออกมาก็กลายเป็นปุ๋ยจากธรรมชาติ และนาข้าวก็สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้ปลาด้วยเช่นกัน สองสิ่งส่งเสริมซึ่งกันและกัน นอกจากนี้พวกหอยขมยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมของนาข้าว ช่วยลดการเกิดโรคในข้าวได้ด้วย !”
ถ้าครั้งนี้ประสบความสำเร็จ หลินเว่ยเว่ยยังคิดจะทดลองเลี้ยงกุ้งในนาข้าวและเมื่อถึงเวลานั้นนางจะมีกุ้งมังกรน้อยให้กินได้ตามใจชอบและยังสร้างรายได้อีกด้วย ! ขณะพูดนางก็ใช้โอกาสที่คนรอบตัวไม่ทันสังเกตยื่นมือเข้าไปในทุ่งแล้วเทน้ำจากห้วงมิติออกมา…ทดลองปีแรกจะทำให้เสียของไม่ได้ ประเดี๋ยวจะทำลายความเชื่อมั่นของคนรอบข้าง
เมล็ดพันธุ์ของฤดูกาลนี้ นางหว่านเมล็ดที่มาจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณและเมล็ดพันธุ์ที่ขนมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เนื่องจากไม่กล้าทำให้มันดูเกินจริงมากไป กลัวจะสร้างความโกลาหล…ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์จำเป็นต้องค่อยๆขยับขยาย ! ตอนนี้ความเสถียรของเมล็ดพันธุ์จากห้วงมิติพัฒนาขึ้นมากแล้ว หากนำพืชผลที่เก็บเกี่ยวจากในนั้นออกมาทำเป็นเมล็ดพันธุ์ ผลผลิตที่ได้ก็จะไม่ลดลงจนน่าตกใจ แต่รุ่นสามและรุ่นสี่จะค่อยๆลดลง ดังนั้นเพื่อปริมาณพืชผลที่สูง ชาวบ้านจึงยังต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ต่อไป
ตอนนี้ก็ยังต้องเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ ? เมล็ดพันธุ์ที่ดีต้องมีการหาซื้อกลับไปทุกปี !
หลังจากเข้าหอกันคืนนั้นแล้ว สองสามีภรรยาก็หวานใส่กันสุดๆ ในแต่ละคืนจะเติมเต็มความหวานให้กันเสมอ นางเฝิงเห็นที่ตา สุขที่ใจ ตอนไปสนทนากับพระชายาที่ตำหนัก นางก็หุบยิ้มไม่ได้ “เกรงว่าประเดี๋ยวในเรือนก็จะมีเด็กเพิ่มแล้ว พระชายาจะกลายเป็นเสด็จยายแล้วนะเพคะ”
หมินหวางเฟยลูบดวงพักตร์รูปไข่ของตน ก่อนจะแสร้งถอนหายใจออกมา “แท้จริงสิ่งที่ทำให้คนแก่ขึ้นก็ไม่ใช่อายุ แต่เป็นลูกหลานนี่เอง !”
นางกำนัลข้างกายเข้ามาร่วมสนุก “พระชายาไม่แก่เลยเพ.คะ หากพาหลานออกนอกตำหนักก็อาจมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ลูกกันก็ได้เพ.คะ !”
พระชายาแค่นสุรเสียงประชดนางกำนัล “ในเมืองหลวงแห่งนี้มีใครไม่รู้จักใครบ้าง ? หรือร่างกายอย่างข้ายังจะมีลูกเพิ่มได้อีก ? ผู้ใดจะเชื่อ ? ตอนนี้ข้ากำลังรอให้บุตรชายไม่รักดีคนนั้นแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้าน ! เว่ยเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ที่อายุน้อยกว่าเขา3ปีจะเป็นพ่อคนแม่คนกันอยู่แล้ว แต่เขายังไม่เห็นการแต่งงานของตนเป็นเรื่องสำคัญเลย เฮ้อ…ไม่ว่าจะมีลูกชายลูกสาวก็เป็นกรรมทั้งนั้น !”
“เลี้ยงลูก100ปี กังวล99ปี ไม่ใช่คำพูดนี้หรือเพ.คะ ?” นางหวงนึกถึงบุตรชายคนโตที่กลับไปยังเขตเริ่นอันเพื่อเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อ เขามีพี่รองดูแลมาตั้งแต่ต้น อีกแค่เดือนเดียวก็จะสอบแล้ว ไม่รู้ว่าอยู่คนเดียวจะไหวหรือเปล่า ?
เมื่อหมินหวางเฟยเห็นแบบนั้นก็ตบหลังมือของนาง “มีหานเอ๋อร์คอยชี้แนะ การสอบได้จู่เหรินไม่ใช่ปัญหาแน่นอน แต่บุตรชายคนเล็กของเจ้าคนนั้นต่างหาก เขาตะโกนบอกว่าปีหน้าจะเข้าร่วมการสอบถงเซิง เขาเพิ่งจะอายุเท่าไรก็รีบจะเข้าสู่เส้นทางขุนนางแล้วหรือ ?”
นางหวงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เด็กคนนี้จะแข่งกับพี่ชายเพื่อให้ได้เป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในอำเภอเป่าชิง ! เจ้าตัวแสบเพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่กี่ปีก็ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เห็นซิ่วไฉเป็นแค่ผักกาดขาวที่อยากกินเมื่อใดก็ได้หรือไร ?”
“หานเอ๋อร์ไม่ได้ชมเอ้อร์ฮว๋าแค่ครั้งเดียว แต่บอกว่าเขามีพรสวรรค์ในการอ่านตำรา ท่าทางจะฉลาดกว่าหานเอ๋อร์ตอนเป็นเด็กด้วยซ้ำ เอ้อร์ฮว๋าโดนพี่สาวพาไปที่ไร่บ่อยๆ ไม่ใช่หนอนหนังสือที่เอาแต่เพ่งตำราหรอก ต่อไปต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน !” นางเฝิงหันไปพูดกับนางหวงที่อยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม
จบตอน
Comments
Post a Comment