ตอนที่ 641: มีคำว่าวัง เบื้องหลังเป็นผู้ใดคงไม่ต้องเดา
แม้ว่านางหวงจะมีนิสัยอ่อนโยนและไร้ความทะเยอทะยาน แต่บุตรชายบุตรสาวกลับมากด้วยความสามารถ สามีก็ยังเป็นถึงขุนนางขั้นสาม ! ฮ่าฮ่า คนโง่ย่อมมีโชคของคนโง่จริงๆ !
นางหวงหัวเราะเบาๆ ขณะถักไหมพรมไปพลางพูดไปด้วย “ขอให้เป็นดั่งที่น้องสะใภ้เฝิงพูดก็แล้วกัน”
หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าหลังจากบรรดาผู้อาวุโสกระตุ้นให้นางเข้าหอแล้วยังอยากให้นางมีลูกทันที ชีวิตของนางค่อยๆเลื่อนไปข้างหน้าระหว่างไร่และสกุลเจียง ในบางครั้งบางคราว ตัวนาง ติงหลิงเอ๋อร์ หยานชิงชิงและโม่ชิงหลีก็มารวมตัวกัน ในสามปีที่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกนางจืดจางลงเลย ในวันที่องค์หญิงเจียวเจียวอภิเษกสมรส พี่น้องกลุ่มนี้ต่างถูกเรียกมารวมตัวกันเพื่อเป็นผู้หนุนหลัง…ราชบุตรเขยที่เพิ่งออกจากเตาจึงทำสีหน้าหมดอารมณ์ทันที นี่คิดจะข่มเขาหรืออย่างไร ?
หลังจากองค์หญิงเจียวเจียวออกเรือนแล้วก็ย้ายมาพำนักที่ตำหนักองค์หญิงนอกวังหลวง เพื่อจะได้สะดวกในการไปมาหาสู่กับเรือนสกุลเจียงด้วย เหมิงชิงเหอรู้ว่าภรรยาสนิทกับองค์หญิงเว่ยเว่ยจึงไม่ได้ห้าม เพราะทุกครั้งที่องค์หญิงเจียวเจียวกลับจากสกุลเจียง เหมิงชิงเหอก็ได้ลาภปากไปด้วย เขาได้ลิ้มรสอาหารและขนมเลิศรสมากมายที่หาซื้อไม่ได้จากที่ใด
เขาถอนหายใจพลางกล่าว “เจียวเจียว ฝีมือของพี่สาวเจ้าคนนี้ หากเปิดร้านอาหารจะต้องล้มร้านอาหารหรือโรงเตี๊ยมเก่าแก่เหล่านั้นในเมืองหลวงได้แน่นอน แล้วคนตะกละที่อยู่รอบกายข้าก็จะได้มีลาภปากไปด้วย !”
องค์หญิงเจียวเจียวมีดวงเนตรเปล่งประกายทันที นางเข้าไปกอดแขนราชบุตรเขยแล้วตรัสด้วยดวงเนตรพราวระยับ “เหมิงชิงเหอ เจ้าคิดว่าหากข้าร่วมลงทุนเปิดร้านอาหารกับพี่เว่ยเว่ยจะเป็นอย่างไร ?”
เหมิงชิงเหอคุ้นชินกับการที่ภรรยาเรียกชื่อพร้อมแซ่อย่างเต็มยศแล้ว หลังครุ่นคิดเขาก็ส่ายหน้า “คงไม่เหมาะสม ! เจ้าลองคิดดูสิ อาหารเป็นของที่องค์หญิงเว่ยเว่ยทำ นางยังมีร้านค้าและคนงานจากตำหนักหมินอ๋องพร้อมสรรพ…ถ้าเจ้าจะเข้าไปร่วมด้วย ก็ไม่เท่ากับอยากเอาเปรียบคนอื่นหรือ ? แม้จะเป็นพี่น้องแท้ๆ และสนิทสนมกันขนาดไหนก็ไม่ทำแบบนั้น !”
องค์หญิงเจียวเจียวสะบัดแขนของเขาออกด้วยความโมโห “พี่เว่ยเว่ยไม่ใช่คนอย่างที่เจ้าเอ่ยถึง ! ข้าเองก็ไม่ได้จะไปเอาผลประโยชน์จากนางเปล่าๆ พี่สาวมีคนช่วยมากมาย นางแค่ทำเรื่องฝึกคนงานในครัว ส่วนเรื่องอื่นพวกเราเป็นคนจัดการเอง ส่วนแบ่งก็ง่ายนิดเดียวคือนางได้ไปมากกว่า…ข้าไม่ได้ทำเพราะอยากได้ผลประโยชน์จากร้านอาหารเสียหน่อย พี่สาวงานเยอะเกินไป อย่างไรข้าจะไปกวนทุกวันก็ไม่ได้ใช่ไหมเล่า พอต่อไปอยากกินอะไรขึ้นมาก็จะได้มีที่เอาไว้หาของกินต่างหาก !”
เหมิงชิงเหอครุ่นคิดแล้วพูดกับนางว่า “คราวหน้าเจ้าไปหานางก็ลองถามดูว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยมีความคิดจะเปิดร้านอาหารหรือเปล่า ถ้ามี เจ้าก็ค่อยถามเรื่องลงทุน ! จริงสิ เจ้ามีหลงจู๊ที่เก่งกาจแล้วหรือยัง ? อยากให้ข้าช่วยหาสักคนหรือไม่ ?”
องค์หญิงเจียวเจียวตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ในวังหลวงมาโดยตลอด คนที่ใกล้ชิดหากไม่ใช่นางกำนัลก็เป็นขันที แล้วคนพวกนั้นจะเข้าใจอะไรได้ ? ถ้าพี่เว่ยเว่ยยินดีร่วมลงทุนกับเรา เรื่องอื่นจะยกให้เจ้าจัดการแล้วกัน ! เจ้าเป็นราชบุตรเขย พวกเราเป็นสามีภรรยาแล้วจะแบ่งแยกอะไรกันทำไม จริงหรือไม่ ?” พี่เว่ยเว่ยบอกไว้แล้วว่าของเจ้าก็คือของข้า ของข้าก็ยังเป็นของข้า ฮึฮึ !!
เหมิงชิงเหอเข้าไปโอบรอบเอวขององค์หญิงน้อยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะก้มลงจุมพิตใบหูของนาง “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำตามบัญชาขององค์หญิงอย่างสุดความสามารถ…”
ผ่านไปไม่นาน ภายในเมืองหลวงก็มีร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างหรูหราผุดขึ้น โดยมีนามว่า ‘ร้านอาหารชาววัง’ ในเขตเมืองหลวงชั้นในมีคนร่ำรวยอยู่มากมาย การที่กล้าใช้คำว่า ‘ชาววัง’ เบื้องหลังจะต้องเป็นคนในราชวงศ์แน่นอน !
‘ร้านอาหารชาววัง’ มีอาหารตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ เมนูแนะนำมีอยู่ในอาหารแทบทุกภาค คนไม่รู้ก็เกือบเข้าใจผิดว่าย้ายอาหารมาจากห้องเครื่องวังหลวงด้วยซ้ำ ! ประเด็นสำคัญคืออาหารทุกชนิดของ ‘ร้านอาหารชาววัง’ ล้วนเป็นของชั้นเลิศ รสชาติดีสุดๆ ทำให้คนที่ได้ลิ้มลองยากจะลืมเลือน
‘ร้านอาหารชาววัง’ มีขนาดสามชั้นสามห้องโถง ห้องอาหารส่วนตัวขนาดเล็กใหญ่มีถึง30ห้อง มื้อเที่ยงและมื้อเย็นต่างอัดแน่นไปด้วยผู้คนและยังไม่รับจองด้วย หรือจะพูดว่าการได้กินอาหารของร้านนี้ต้องขึ้นอยู่กับวาสนา !
ส่วนเจ้าของ ‘ร้านอาหารชาววัง’ เป็นใคร ? คนฉลาดต่างรู้กันทั้งนั้น…แม้แต่คุณชายเจ้าสำราญผู้เกเรที่สุดในเมืองหลวงก็ยังไม่กล้ามาหาเรื่องร้านอาหารแห่งนี้เลย ยังไม่พูดว่าองค์หญิงทั้งสองเป็นคนสำคัญของฮ่องเต้ เพราะแค่กิตติศัพท์ขององค์หญิงเว่ยเว่ยและเบื้องหลังอย่างตำหนักหมินอ๋อง คนที่กล้ามาหาเรื่อง ‘ร้านอาหารชาววัง’ ก็คงคิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่นานเกินไปแล้ว !
ถ้าอยากกินอาหารเลิศรสของ ‘ร้านอาหารชาววัง’ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น…ต้องเข้าแถวรอต่อไป !
ต่อจากนั้นก็เป็นการปฏิรูปเรื่องเก็บภาษีร้านค้า เมื่อก่อนไม่ว่าขนาดของร้านหรือรายได้เท่าไรต่างยึดตามภาษีรูปแบบเดียว มีร้านค้าเล็กๆมากมายที่โดนภาษีกดจนหายใจไม่ออก ส่วนร้านค้าขนาดใหญ่ก็ต้องอยู่ภายใต้บุคคลทรงอำนาจเพราะจะช่วยเลี่ยงภาษีหรือลดหย่อนภาษีให้ได้
มีร้านค้าไม่กี่แห่งในเมืองหลวงที่มีรายได้1หมื่นตำลึงเงินต่อเดือน แต่เก็บภาษีร้านค้าสู้ภาษีธัญพืชไม่ได้…เจียงโม่หานผู้เป็นรองผู้ตรวจการซุ่นเทียน รับผิดชอบเรื่องเก็บภาษีร้านค้าในเมืองหลวงและหัวเมืองโดยรอบ หลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้วก็ทูลฮ่องเต้ว่า ‘ปฏิรูปภาษีร้านค้า !’
การปฏิรูปภาษีร้านค้าจำเป็นต้องไปแตะผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม แต่ตำหนักหมินอ๋อง ตำหนักหนิงอ๋อง ตำหนักองค์หญิงน้อยก็ออกมาเป็นผู้นำในการใช้ระบบภาษีร้านค้ารูปแบบใหม่ก่อนใครเพื่อน หนิงตงเซิ่งและตระกูลลู่ที่ได้ลืมตาอ้าปากในเมืองหลวงก็ออกมาแสดงท่าที…ใครไม่รู้บ้างว่าสองตระกูลนี้อยู่บนเรือขององค์หญิงเว่ยเว่ย ?
ฮ่องเต้ก็ไม่สนใจคำคัดค้านของขุนนางอาวุโสทั้งหลาย ทรงผลักดันการเก็บภาษีรูปแบบใหม่และพระราชทานรางวัลให้ตระกูลหนิงและตระกูลลู่ที่ช่วยกันผลักดันระบบภาษีใหม่ โดยให้คนรุ่นหลังของพวกเขาได้รับเงื่อนไขพิเศษในการเข้าร่วมการสอบขุนนางได้
บรรดาพ่อค้ารายอื่นในเมืองหลวงได้เห็นแบบนั้นแล้วก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป…ต้องทราบก่อนว่าตั้งแต่โบราณมาพ่อค้าเป็นชนชั้นต่ำที่สุดในสังคม แม้จะมั่งคั่งแต่ไม่ว่าเจอใครก็ต้องก้มหัวให้ทั้งนั้นเพื่อขอที่หลบภัยหรือแม้แต่ยอมสละเงินก้อนโตให้ผู้มีอำนาจ ถ้าคนในตระกูลสอบจอหงวนได้ก็อาจมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่สร้างความเจริญรุ่งเรือง เชิดชูวงศ์ตระกูล เปลี่ยนชนชั้นครอบครัวได้ด้วย…
ด้วยเหตุนี้ การเก็บภาษีร้านค้ารูปแบบใหม่จึงได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้าทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ครอบครัวที่มั่งคั่งเหล่านั้นเห็นองค์หญิงทั้งสองเปิด ‘ร้านอาหารชาววัง’ กิจการเพิ่งเริ่มได้แค่เดือนเดียวก็มีการถือสมุดบัญชีออกมาประกาศว่ายอมเสียภาษีการค้าสองในสิบส่วน…หากผลประกอบการรายเดือนเกิน5หมื่นตำลึงเงินจะต้องจ่ายภาษีสองส่วน
ขณะที่พวกชนชั้นสูงศักดิ์ตกใจกับความรวดเร็วในการทำเงินของ ‘ร้านอาหารชาววัง’ พวกเขาก็ยังแอบด่าองค์หญิงทั้งสองว่าเป็นคนโง่เขลาด้วย…ผลประกอบการเกิน5หมื่นตำลึงเงิน ต้องจ่ายภาษี1หมื่นตำลึงเงิน โง่จนไม่เหลือสมองแล้วหรือไร ?
ถ้าไม่ยอมจ่าย รองผู้ตรวจการเจียงที่สมควรตายคนนั้นก็จะดึงข้อมูลออกมาจากทะเบียนการค้าว่ามีร้านใดเกี่ยวข้องอีกบ้าง จากนั้นคำนวณรายได้ต่อเดือน…สิ่งสำคัญคือตัวเลขที่เขาคำนวณออกมาจะตรงกับข้อมูลจริงที่ร้านค้าพยายามปกปิดสุดๆ
คนที่ไม่ยอมจ่าย เมื่อเข้าสู่ท้องพระโรงแล้วก็จะโดนฮ่องเต้ขานชื่อ หากไม่อ้างว่าลูกหลานในตระกูลไร้ความสามารถจนก่อเรื่องขึ้นมา ก็มักกล่าวหาว่าโดนฝ่ายตรวจการใส่ร้าย ผู้นำตระกูลจึงโดนฮ่องเต้ด่าทอสารพัด…จนพวกเขาต้องยอมจ่ายภาษี…
หลินเว่ยเว่ยผู้เป็นคนหน้าเงินคนหนึ่งจะไม่ปวดใจกับเงินของตนได้อย่างไร ? แต่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะมาถึงแล้ว จิตใจของหลินเว่ยเว่ยจึงจดจ่ออยู่ที่ไร่ทั้งสองจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้ ฮ่องเต้ก็ให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเช่นกันจึงส่งองค์รัชทายาทมาดูการเก็บเกี่ยวของ ‘ไร่ทดลองการเกษตรแบบผสมผสาน’
ตอนที่ 642: สักขีพยานแห่งช่วงเวลาปาฏิหาริย์
ธัญพืชที่ถูกเก็บเกี่ยวเป็นชนิดแรกคือข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิ คนที่มาเกี่ยวข้าวสาลีคือกลุ่มทหารจากค่ายที่ชานเมืองหลวง เมื่อเทียบกับราชองครักษ์แล้ว ส่วนใหญ่ทหารที่ชานเมืองจะมีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน หลังฝึกเสร็จแล้วหมินอ๋องก็พามาเกี่ยวข้าวที่ไร่และแน่นอนว่าได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้แล้ว
ไร่หลายร้อยหมู่ดูเหมือนจะกว้างใหญ่ แต่เมื่อมีทหารนับร้อยนายร่วมกันเกี่ยวข้าวก็ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เช้าวันต่อมาก็เปลี่ยนทหารชุดใหม่มาช่วยเกี่ยวข้าวขาว
“ไอโหยว ในนามีปลามากมาย แถมยังตัวใหญ่ไม่น้อย อ้วนเชียว !” นายทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งเห็นปลาขนาดครึ่งชั่งว่ายผ่านเท้าไปหลังเกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้ว เขาจึงวางเคียวในมือลงเพราะคิดจะหันไปจับปลาแทน
ขันทีฝูหรงมองเขาด้วยสีหน้าเหมือนมองกบในกะลา “นี่เป็นวิธีเลี้ยงปลาในนาข้าวที่องค์หญิงเว่ยเว่ยทดลอง เจ้าเลิกทำเป็นตื่นเต้นได้แล้ว ปลาพวกนี้ต้องเลี้ยงไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ดังนั้นระวังกันหน่อย อย่าทำให้พวกมันตายเชียวล่ะ ! แล้วข้าจะย้ำอีกรอบว่าเหลือลำต้นข้าวเอาไว้หน่อย องค์หญิงกำชับมาเป็นพิเศษ !”
ลูกปลาที่ปล่อยไว้ในนาข้าวมีแค่ครึ่งเดียวของพื้นที่เท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนมาก คือทุ่งนาที่มีปลาเติบโตดีกว่าจะมีแมลงน้อย ข้าวก็เติบโตสวยกว่า ส่วนปริมาณมากกว่ากันหรือไม่ ต้องรอให้นวดข้าวและชั่งออกมาก่อนถึงจะรู้
ช่วงสองสามวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูใบไม้ร่วง อากาศดีเป็นพิเศษ ข้าวสาลีและข้าวขาวใช้เวลาตากสองวัน นวดข้าว ใส่กระสอบ ขนเข้ายุ้งฉาง…เครื่องมือนวดข้าวของยุคสมัยนี้ล้าหลังมาก หลินเว่ยเว่ยจึงครุ่นคิดว่าวันใดที่สามีว่างแล้วนางจะไปคุยกับเขา ดูว่าพอจะสร้างเครื่องมือที่มีประโยชน์ออกมาได้หรือไม่
“ข้าวสาลีได้ผลผลิตหมู่ละ400ชั่ง ? น้องเว่ยเว่ย เจ้าเป็นดาวนำโชคของต้าเซี่ยอย่างแท้จริง ไม่เพียงสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงออกมา แม้แต่ปริมาณของข้าวสาลีก็เพิ่มเป็นเท่าตัว !” องค์รัชทายาทปลื้มปีติสุดๆ “เปิ่นหวางจะนำข่าวดีนี้ไปทูลฟู่หวง !”
ขณะมองแผ่นหลังบนหลังอาชาขององค์รัชทายาท หลินเว่ยเว่ยก็ลูบปลายคางของตนพลางบ่นพึมพำว่า “หากข้าจำไม่ผิด เดือนประสูติขององค์รัชทายาทน่าจะช้ากว่าข้า ? คำเรียก ‘น้อง’ ของพระองค์นี้กำลังผิดลำดับขั้นหรือเปล่า ?”
พอคำนวณให้ละเอียดแล้ว บัณฑิตน้อยเกิดก่อนองค์รัชทายาทหนึ่งเดือน ตอนนี้แค่ยึดตามฐานะของบัณฑิตน้อยแล้วองค์รัชทายาทควรจะเรียกนางว่า ‘พี่’ ถึงจะถูก ! หรือว่าที่นางจัดงานวันเกิดในเดือนสิบสองของทุกปีจะทำให้องค์รัชทายาทเข้าพระทัยผิด คิดว่าพระองค์แก่กว่านาง ?
ขันทีฝูหรงถอยหลังออกไป ‘มีคนมากมายที่อยากเป็นน้องสาวขององค์รัชทายาท องค์หญิงเว่ยเว่ยอย่าสนเรื่องเดือนอะไรนั่นเลยพ่ะย่ะค่ะ !’
เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ทูลองค์หญิง นาข้าวที่เลี้ยงปลาเอาไว้ได้ปริมาณของข้าวมากกว่าข้าวขาวในนาปกติตั้ง30-50ชั่งพ่ะย่ะค่ะ !”
ตั้งแต่ชานเมืองหลวงไปจนถึงภาคเหนือ เกษตรกรมักจะปลูกข้าวสาลี ข้าวฟ่างและถั่วเหลืองเป็นหลัก ข้าวขาวแทบไม่มีใครปลูก ความพยายามในการปลูกข้าวขาวครั้งแรกของหลินเว่ยเว่ยจึงประสบความสำเร็จ ผลผลิตข้าวขาวพุ่งขึ้นไปถึง400ชั่งต่อหมู่ แม้จะห่างจากเป้าหมายที่หลินเว่ยเว่ยตั้งไว้มาก แต่สร้างความหมายให้ยุคสมัยนี้ได้ อย่างน้อยก็ช่วยพิสูจน์ว่าแม้จะอยู่ในภาคเหนือก็สามารถปลูกข้าวขาวได้เช่นกัน
ในภาคเหนือฝนตกน้อย ดังนั้นการปลูกข้าวขาวจึงต้องเลือกสถานที่ใกล้แหล่งน้ำเข้าไว้ บางทีอาจเป็นสาเหตุที่คนภาคเหนือทดลองปลูกข้าวขาวกันน้อยกระมัง ? หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด บางทีนางอาจปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวที่ทนแล้งขึ้นมาได้ เพราะแบบนั้นจะเหมาะกับสภาพอากาศและภูมิประเทศของภาคเหนือมากกว่า
ค่อยๆทำก็แล้วกัน ! ข้าวยังต้องกินทีละคำ ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะวิจัยเรื่องนี้ไปทั้งชีวิตอยู่แล้ว ชาติก่อนแม้จะตกอยู่ในฐานะคนยากจนที่ไม่มีอะไรเลย ปู่หยวนก็ยังปรับปรุงข้าวพันธุ์ผสมขึ้นมาได้ ดังนั้นไม่มีทางที่บัณฑิตดีเด่นของมหาวิทยาลัยเกษตรจีนอย่างนางจะทำไม่ได้ ! ยิ่งไปกว่านั้นคือนางยังมีอาวุธสุดโกงอย่างมิติน้ำพุวิญญาณ !
“ผลผลิตข้าวสาลีและข้าวขาวในปีหน้าจะต้องเพิ่มถึง500ชั่ง !” หลินเว่ยเว่ยบ่นพึมพำกับตัวเอง
ขันทีฝูหรงตาโตทันที…ตอนนี้ผลผลิตข้าวสาลีและข้าวขาวก็มากกว่าปกติเป็นเท่าตัวแล้ว แต่นางยังไม่พอใจ ? ก็จริง ! ความทะเยอทะยานขององค์หญิงเว่ยเว่ยไม่ใช่สิ่งที่บ่าวอย่างตนจะเข้าใจได้ ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้คือเชื่อฟังคำสั่งเจ้านาย หรือบางทีเขาอาจจะได้เป็นสักขีพยานแห่งช่วงเวลาปาฏิหาริย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต !
“องค์หญิง เหตุใดจึงเก็บลำต้นของข้าวขาวพวกนี้ไว้ ? จะนำไปใช้ทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ?” ขันทีฝูหรงสงสัยในเรื่องนี้มาก เขาอยากถามนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสมาโดยตลอด
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เพราะสภาพอากาศของภาคเหนือไม่มีข้าว2ฤดู แต่มีอีกอย่างที่เรียกว่า ‘ข้าวงอกใหม่’ ไม่ทราบว่าฝูหรงกงกงเคยได้ยินหรือเปล่า ?”
ขันทีฝูหรงหันมามองหน้าผู้ดูแลฉู ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน “ข้าวงอกใหม่คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ? กระหม่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน !”
“ข้าเห็นมันจากหนังสือเน่าๆเล่มหนึ่งของบัณฑิตน้อย ด้านในพูดถึงข้าวงอกใหม่ ก็คือการเก็บต้นข้าวไว้หนึ่งส่วนสามแล้วเพิ่มปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม เติมน้ำเข้านา พรวนดิน กำจัดวัชพืชแล้วอีกประมาณ2เดือนก็จะได้เกี่ยวข้าวงอกใหม่อีกรอบ แต่ว่าผลผลิตที่ได้จะน้อยกว่าครั้งแรกมาก…” หลินเว่ยเว่ยหยิบโล่กำบังอย่างเจียงโม่หานขึ้นมาใช้อย่างชำนาญ
ผู้ดูแลฉูดีใจผิดปกติ เขาพูดต่อทันที “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็เยี่ยมไปเลยขอรับ ! แม้ผลผลิตจะน้อย แต่ก็ไม่เสียเปล่า ข้าวขาวเก็บเกี่ยวได้สองครั้ง จะหาเรื่องดีๆแบบนี้ได้จากที่ใดอีก ? นายหญิง ปีหน้าไร่ของเราปลูกข้าวขาวให้มากหน่อยดีหรือไม่ขอรับ ?”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ดี ! เราจะได้พิสูจน์ว่าชานเมืองหลวงสามารถปลูกข้าวขาวได้ ปีหน้าปลูกข้าวขาวมากหน่อย ข้าจะได้วิจัยเรื่องข้าวพันธุ์ผสมให้ละเอียด !”
“ข้าวพันธุ์ผสม ? คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ? เป็นข้าวขาวพันธุ์ใหม่หรือพ่ะย่ะค่ะ ?” ขันทีฝูหรงและผู้ดูแลฉูมองหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตางุนงง พวกเขาเชื่อมั่นในตัวองค์หญิงเว่ยเว่ยอย่างมาก…ขอแค่นางคิดจะทำ ไม่มีพืชชนิดใดที่นางปลูกขึ้นมาไม่ได้ !
หลินเว่ยเว่ยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงพูดว่า “เป็นข้าวขาวที่ให้ผลผลิตสูงพันธุ์หนึ่ง ผลผลิตต่อหมู่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว…”
“โอ้…” ทั้งสองคนสูดหายใจเข้าลึก ผลผลิต400ชั่งก็ถือว่าสูงแล้ว ถ้าเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว…ราวกับพวกเขาได้เห็นภาพราษฎรได้กินข้าวสีขาวนวลและมีชีวิตเปี่ยมสุขด้วยหมั่นโถวแป้งขาวๆทุกมื้อ !
องค์รัชทายาทได้นำทุกสิ่งที่ได้เห็นในไร่ไปทูลต่อฮ่องเต้หยวนชิงแล้ว “…บนเขาเป็นสวนผลไม้ แม้จะปลูกได้ไม่นานจึงไม่มีผลไม้ให้เห็น แต่2-3ปีต่อจากนี้จะต้องมีกลิ่นผลไม้หอมตลบอบอวลแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ใต้ต้นไม้มีฝูงไก่ฝูงเป็ดอยู่ ปลาในบ่อก็ตัวโตขึ้นพอสมควรแล้ว แถมยังไม่ตื่นคนแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำให้เอ๋อร์เฉินประหลาดใจที่สุดก็คือปลาตัวโตในทุ่งนามีความอวบอ้วนยิ่งกว่าในบ่อเสียอีก
นอกจากนี้ วัวเทียมคันไถตัวแล้วตัวเล่าเดินเต็มไร่ไปหมด ได้ยินว่าวัวในไร่มีให้ใช้งานจนเหลือเฟือ ยังสามารถนำไปปล่อยเช่าให้ราษฎรที่อยู่บริเวณนั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ ข้าวสาลีมีเม็ดอวบอ้วนจนรวงข้าวโค้งลงสู่พื้น…ฟู่หวงลองเดาว่าผลผลิตของข้าวสาลีและข้าวขาวอยู่ที่เท่าใดต่อหนึ่งหมู่สิพ่ะย่ะค่ะ ?”
“ข้าวสาลี…น่าจะประมาณ300ชั่งกระมัง ? ส่วนข้าวขาว…ปลูกปีแรกถ้าได้200ชั่งก็ถือว่าไม่เลวแล้ว !” ฮ่องเต้หยวนชิงดำริเรื่องการปลูกข้าวสาลีในภาคเหนือ ดังนั้นตัวเลขหมู่ละ300ชั่งในเมืองหลวงก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะลดลงไปกว่านี้…
องค์รัชทายาทถูฝ่าพระหัตถ์ด้วยความยินดี “ได้400ชั่งพ่ะย่ะค่ะ ! ฟู่หวง ปริมาณข้าวสาลีและข้าวขาวที่ได้ต่างขึ้นไปถึง400ชั่ง ! เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่น้องเว่ยเว่ยเก็บไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเหล่านั้นยังขึ้นไปถึง500ชั่งต่อหมู่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ !!”
ตอนที่ 643: ฮ่องเต้ยังไม่ล้มเลิกความคิดเยี่ยงหัวขโมย
“ว่าอย่างไรนะ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงถลันพระวรกายลุกขึ้นยืน “ข้าวสาลีได้ถึง500ชั่ง ? เว่ยเว่ยเป็นดาวนำโชคของเจิ้นอย่างแท้จริง !!”
“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นดาวนำโชค ! ดาวนำโชคที่หล่นมาจากฟากฟ้าเพื่ออวยพรให้กับต้าเซี่ยของเรา !” คาดไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทที่ยังทรงพระเยาว์ก็เริ่มเชื่อเรื่องโชคลางขนาดนี้แล้ว !
ฮ่องเต้หยวนชิงอยากเสด็จไปที่ไร่ตอนนี้ เพื่อให้เห็นช่วงเวลาน่าอัศจรรย์กับดวงเนตร ! ข้าวโพดเป็นธัญพืชหยาบ แม้ผลผลิตถึง500ชั่งจะทำให้ทรงประหลาดพระทัย แต่ก็ไม่ได้ดีพระทัยเหมือนในเวลานี้ ใครจะไปคาดคิดว่าข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตได้แค่ร้อยสองร้อยชั่งจะเพิ่มไปถึง500ชั่งได้…เป็นอย่างที่องค์รัชทายาทตรัสว่านี่เป็นโชคอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน !
“ไม่ได้การ ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปจะต้องมีคนนั่งไม่ติดแล้วพุ่งเป้ามาที่เว่ยเว่ยแน่นอน ความปลอดภัยของนางหนูเว่ยเว่ยจะต้องดูแลให้ดี !” ฮ่องเต้หยวนชิงรีบบัญชาองค์รักเงา4นายไปคุ้มครองหลินเว่ยเว่ยทันที
“อันที่จริง สถานที่ปลอดภัยที่สุดก็คือวังหลวง…” ฮ่องเต้หยวนชิงหันไปทอดพระเนตรพระโอรสเหมือนเห็นคนไม่เอาไหน ‘เจ้าลูกไม่ได้เรื่อง ! ตอนนั้นบอกให้เจ้าเกี้ยวพาเว่ยเว่ยให้ติด ถ้าอยู่ที่ตำหนักบูรพาแล้ว ใครจะทำร้ายนางได้ ?’
องค์รัชทายาทแย้มโอษฐ์อย่างขมขื่น ‘ฟู่หวงยังไม่ล้มเลิกความคิดเยี่ยงหัวขโมยนั้นออกไปสิท่า ! ก่อนมาที่เมืองหลวง น้องเว่ยเว่ยก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว พระองค์ไปแย่งคนรักของคนอื่นมาครอง จะดูเหมาะสมหรือไร ? อีกอย่างคือน้องเว่ยเว่ยก็ไม่ใช่สตรีที่จะอยู่แต่ในเรือนหลังได้เสียหน่อย ? อินทรีไม่ควรโดนหักปีกแล้วจำกัดการบินขึ้นฟ้าใช่หรือไม่ ? ’
ผ่านไปไม่นาน ทฤษฎีข้าวงอกใหม่ของหลินเว่ยเว่ยก็ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้หยวนชิง ข้าวขาวรอบแรกได้ผลผลิต400ชั่ง แม้ข้าวงอกใหม่จะให้ผลผลิตต่ำ อย่างไรก็น่าจะได้ถึง100ชั่งอยู่ดี…ถ้าแบบนั้นก็ไม่ได้แปลว่าปลูกข้าวขาวหนึ่งรอบจะได้ผลผลิตถึง500ชั่งหรอกหรือ ? ฮ่าฮ่า ! มีเสบียงให้กองทัพแล้ว พอกองทัพแข็งแกร่งแล้วยังต้องกลัวการรุกรานจากต่างแดน ต้องกลัวพวกกบฏราชวงศ์ก่อนอีกหรือ ?
ผ่านไปอีกไม่นาน คนที่รู้ข่าวเร็วกว่าชาวบ้านก็มาเยือนถึงเรือนเพื่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีและข้าวขาว สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวขาว ปีหน้าหลินเว่ยเว่ยยังต้องใช้ในการปรับปรุงข้าวพันธุ์ผสมจึงเป็นธรรมดาที่จะขายไม่ได้ ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีสามารถแบ่งขายได้บางส่วน แต่จะขายให้ชนชั้นสูง พ่อค้าผู้มั่งคั่งหรือขุนนางเรืองอำนาจไม่ได้…
นางบอกไปแค่ว่าได้ปรับปรุงพันธุ์พืชแทนราชสำนัก ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ย่อมไม่ใช่ของนาง แต่เป็นของฮ่องเต้ผู้หนุนหลังแสนยิ่งใหญ่ ! หลังจากไล่คนพวกนี้ออกไปแล้ว นางก็คำนวณเมล็ดพันธุ์ที่ตนจะใช้ในปีหน้า ก่อนจะยกส่วนที่เหลือให้สามีจัดการ
ผ่านไปอีกพักหนึ่งก็มาถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ท้องไร่เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว กอปรกับได้ปุ๋ยอย่างเพียงพอ ปริมาณข้าวโพดที่ได้จึงเป็นธรรมดาที่จะสูงกว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย ผลผลิตขึ้นไปเกือบ700ชั่งต่อหนึ่งหมู่ ส่วนไร่ของฮองเฮาได้ข้าวโพดปริมาณถึง600กว่าชั่ง
เขตปกครองซุ่นเทียนมีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พวกเจ้าหน้าที่แบ่งกันไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อประกาศเรื่องเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงของราชสำนัก แต่ละครอบครัวสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้20ชั่งตามโฉนดที่ดินในครอบครอง…หรือก็คือปลูกได้ประมาณ4-5หมู่นั่นเอง
ในที่สุดงานที่เจียงโม่หานทำมา2-3เดือนก็ได้ใช้ประโยชน์ ชาวบ้านที่มาซื้อเมล็ดพันธุ์หน้าที่ทำการซุ่นเทียนต้องแจ้งชื่อหมู่บ้านของตัวเองก่อน จากนั้นถึงจะหาชื่อจากสมุดบัญชีเล่มนั้น หลังตรวจทะเบียนบ้านและโฉนดที่ดินแล้วก็สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์1ชั่งได้ในราคา5อีแปะ
มีชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ท่านเจ้าหน้าที่ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ปลูกได้600-700ชั่งจริงหรือขอรับ ?” เมล็ดพันธุ์ชั่งละ5อีแปะ ถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ชาวบ้านที่อยู่แถบชานเมืองหลวงยังพอหาเงินก้อนนี้ได้อยู่บ้าง แต่ผลผลิต600-700ชั่งต่อหมู่ ดูเกินจริงไปหน่อย จึงมีหลายคนไม่กล้าเชื่อ !
เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ฟาร์มหลวงปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาได้ แล้วราชสำนักจะโกหกพวกเจ้าทำไม ? จำไว้ว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้ต้องเอาไปปลูกเองเท่านั้น ถ้าขายให้คนอื่น จะโดนโบยแล้วถูกส่งตัวไปทำงานหนักที่ชายแดน !”
“ไม่ขาย ไม่ขายขอรับ !” ต่อจากนั้นชาวบ้านคนนั้นก็จ่ายเงินแล้วเก็บเมล็ดพันธุ์ซ่อนไว้ในอกเสื้อด้วยความระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์20ชั่งนี้เป็นความหวังของคนทั้งบ้าน ! อย่าว่าแต่ผลผลิต600-700ชั่งเลย แม้จะได้500ชั่ง หลังจ่ายภาษีแล้วพวกเขาก็ยังเหลือไว้ตั้งหมู่ละ400ชั่ง…
ต้องรวมเวลาสามปีก่อนเข้าด้วยกันถึงจะได้ผลผลิตมากขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ก็บอกแล้วว่านี่เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับพื้นที่5หมู่ กลับบ้านไปแล้วก็รีบแผ้วถางที่ดินสักสองหมู่เพื่อทดลองปลูกข้าวโพดให้ผลผลิตสูงนี้ลงไป ปีหน้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะ.อดอยาก !
สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี เนื่องจากพื้นที่หนึ่งหมู่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่าและราคาค่อนข้างสูง จึงมีคนซื้อไปค่อนข้างน้อย แต่แบบนี้ก็เป็นไปตามที่หลินเว่ยเว่ยคาดหวัง…เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีมีน้อยกว่าข้าวโพด นางจึงกังวลว่าจะหมดในชั่วพริบตา !
สุดท้ายก็เป็นคนที่มีไร่อยู่ค่อนข้างมากตามหมู่บ้านต่างๆ และคนฐานะค่อนข้างดีที่ซื้อกลับไป เนื่องจากเป็นปีแรกในการส่งเสริมให้เพาะปลูก ดังนั้นพวกชาวบ้านจึงยังไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร
หลินเว่ยเว่ยกินข้าวที่ปลูกเอง…แม้รสชาติแย่กว่าข้าวในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ แต่ถ้าเทียบกับข้าวขาวในตลาดแล้วรสชาติถือว่าดีกว่ามาก นางเชื่อว่าเมื่อไปถึงปากที่ช่างเลือกของพวกชนชั้นสูง ข้าวขาวชนิดนี้จะต้องเป็นที่นิยมแน่นอน
ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็สามารถนำข้าวในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณออกมารับประทานได้อย่างเปิดเผยแล้ว เมื่อก่อนเวลาจะกินสักครั้งต้องหาข้ออ้างจนปวดหัว บัณฑิตน้อยฉลาดถึงขนาดนั้น ไม่รู้ว่าดูออกบ้างหรือยัง…แต่ในเมื่อเขาไม่ถาม นางก็แกล้งโง่ต่อไป แสร้งไม่รู้อะไรทั้งนั้น
เจียงโม่หานชิมข้าวหนึ่งคำแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามหลินเว่ยเว่ยว่า “นี่เป็นข้าวขาวชนิดใหม่ที่มาจากไร่ ?”
หลินเว่ยเว่ยเครียดขึ้นมาทันที แต่นางแกล้งตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ใช่แล้ว ! คาดไม่ถึงว่าดินและน้ำของไร่จะเหมาะกับการปลูกข้าวขาว มันมีรสชาติดีมาก !”
“อืม ! เทียบกับข้าวพันธุ์จิงซานเฉียวกับข้าวพันธุ์จูซี่กงแล้วดีกว่า ยังมีข้าวขาวที่กะเทาะเปลือกเหลืออีกหรือไม่ ? ส่งไปให้ตำหนักหมินอ๋องและพวกพี่ๆน้องๆของเจ้า…” ส่วนในวัง ! ด้วยนิสัยของหมินอ๋อง หากบุตรสาวปลูกข้าวรสชาติดีออกมาได้ขนาดนี้จะต้องเข้าวังไปคุยโวแล้วแน่นอน ดังนั้นพวกเขาไม่ต้องนำไปถวายด้วยตัวเองหรอก !
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ปีนี้ปลูกข้าวขาวไม่มาก กะเทาะเปลือกมาลองชิมแค่1พันชั่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ ประเดี๋ยวส่งให้ตำหนักหมินอ๋อง300ชั่ง องค์หญิงเจียวเจียว100ชั่ง ส่วนคนที่สนิทกันก็ส่งไปให้บ้านละหนึ่งกระสอบ ในบ้านเราก็จะเหลือไว้ประมาณ300-400ชั่ง เพียงพอจนถึงข้าวงอกใหม่ในรอบถัดไปพอดี…พูดกันว่ารสชาติของข้าวงอกใหม่จะดีกว่าด้วย !”
“พูดกันว่า…ข้าวงอกใหม่นี้มาจากตำราของข้าอย่างนั้นหรือ ? ฮึ” เจียงโม่หานเลิกคิ้วพลางยิ้มเหมือนไม่ได้ยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงกวนเล็กน้อย
หลินเว่ยเว่ยรีบทำหน้าประจบแล้วเข้าไปหอมแก้มเขา “ใช่ ! แต่หลังกลับมาที่เมืองหลวงแล้วหนังสือเล่มนั้นก็หายไป คงไม่ได้หายไประหว่างเดินทางจากตะวันตกเฉียงเหนือหรอกกระมัง ?”
เสแสร้ง ! เสแสร้งไปเถิด ! หนังสือพวกนั้นของข้ามีเล่มไหนที่อ่านต่ำกว่า3-5รอบบ้าง ? แล้วเหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็น ‘ข้าวงอกใหม่’ อะไรนั่นมาก่อน ? ทว่าความลับของเด็กคนนี้เคยหลุดมาให้เขาเห็นอยู่บ่อยครั้งและยังมีหลายครั้งที่เขาต้องช่วยนางปกปิดไม่ให้คนนอกสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เขาทั้งดีใจและกังวล…ภรรยาคงไม่ใช่เทพธิดาตกสวรรค์จริงหรอกกระมัง ? ไม่อย่างนั้นเหตุใดถึงเข้าใจเรื่องราวต่างๆมากกว่าคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่อย่างเขาเสียอีก ?
ตอนที่ 644: ด้านหน้ามีคนตะโกนเปิดทาง ด้านหลังมีคนคุ้มกัน ยิ่งใหญ่จะตายไป
เจียงโม่หานแกล้งถามอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเช่นนั้น…หนังสือที่เจ้าอ่านเจอได้บอกไว้หรือไม่ว่าข้าว.งอกใหม่จะให้ผลผลิตเท่าไร ?”
หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างไม่ลังเล “ตอนนี้ข้าวขาวให้ผลผลิตต่ำ ข้าวงอกใหม่ก็น่าจะได้ประมาณครึ่งหนึ่งของรอบแรกกระมัง ? น่าจะประมาณ200ชั่ง !”
เฮอะ…400ชั่งต่อหมู่ยังเรียกว่าผลผลิตต่ำ ? ถ้าเช่นนั้น200ชั่งต่อหมู่ของภาคใต้จะเรียกว่าอะไร ? แค่ข้าวงอกใหม่ก็ได้ผลผลิตเท่าข้าวขาวปกติของภาคใต้แล้วยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีก ?
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข “ถึงแม้ข้าวงอกใหม่จะรสชาติดี แต่เมล็ดเล็กจึงไม่เหมาะเอาไปเป็นเมล็ดพันธุ์ ข้าว.งอกใหม่ไม่กี่หมู่นั้นพวกเราเก็บไว้กินเองแล้วกัน! กินไม่หมดก็เอาไปขาย ส่วนเรื่องราคา…ก็เท่ากับข้าวบรรณาการ คิคิคิ ปีหน้าเราปลูกเพิ่มอีกร้อยหมู่พันหมู่ แค่ข้าวงอกใหม่ก็ทำเงินก้อนโตแล้ว!”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง ‘เจ้ามีกิจการมากมายในเมืองหลวงขนาดนั้น แต่ไม่มีกิจการใดถึงเกณฑ์จ่ายภาษีขั้นสูงสุด หากจะพูดว่าใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองก็ไม่ผิด แล้วยังสนใจเงินก้อนเล็กๆจากการขายข้าว? เอาเถิด ข้าวบรรณาการมีราคาต่อหนึ่งชั่งก็หลักร้อยตำลึงขึ้นไป แม้ที่ดินหนึ่งหมู่จะได้ผลผลิต200ชั่ง แต่ก็เป็นเงินถึง20ตำลึง…พอลองคำนวณแบบนี้แล้วถ้าเป็นพันหมู่ก็2หมื่นตำลึง…รวมกับเงินขายเมล็ดพันธุ์…ทำนาแล้วรวยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? เด็กคนนี้ชอบทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นจริงได้ตลอด!’
หลินเว่ยเว่ยกำลังคำนวณรายได้จากไร่อย่างมีความสุขก็ได้ยินสาวใช้เข้ามารายงานว่าหมินอ๋องเสด็จ สองสามีภรรยาต่างหันไปมองสีของท้องฟ้าด้านนอกกันอย่างพร้อมเพรียง…มาในเวลานี้จะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน
เมื่อทั้งสองออกมาที่เรือนหน้าแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เข้าไปคารวะแล้วถามว่า “ฟู่หวางเพิ่งกลับจากค่ายทหารชานเมืองหรือเพ.คะ? เสวยมื้อเย็นมาหรือยัง? ถ้ายัง ลูกจะเข้าครัวทำอาหารให้พระองค์สักสองอย่าง…”
หลังกลับมาจากค่ายทหารที่ชานเมืองและยังไม่ทันได้นั่งติดเก้าอี้ก็โดนฮ่องเต้เรียกเข้าวังแล้วจะเอาเวลาที่ไหนมารับประทานอาหารเย็น? ผ่านไปไม่เท่าไร พระองค์ก็เสวยขนมในถาดจนหมดแล้วเช็ดโอษฐ์ จากนั้นตรัสว่า “ไม่ต้อง พ่อกลับไปกินที่ตำหนักก็ได้แล้ว หมู่เฟยคิดถึงเจ้า รีบไปเก็บของ พ่อมารับเจ้ากลับไปอยู่ที่ตำหนักสักระยะ”
เจียงโม่หานเงยหน้ามองหมินอ๋อง คนฉลาดอย่างเขาจะไม่รู้เจตนาที่แฝงอยู่ได้อย่างไร? พอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็หันไปยิ้มให้ภรรยา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่ตำหนักหมินอ๋องสักระยะหนึ่งก็แล้วกัน?”
‘???’ เหนือศีรษะของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เมื่อไม่นานมานี้นางเพิ่งไปที่ตำหนักหมินอ๋องแล้วเล่นไพ่นกกระจอกกับหมู่เฟยตลอดทั้งบ่าย เอาหมู่เฟยมาอ้าง คิดจะทำอะไรกันแน่? ทว่าในเมื่อบัณฑิตน้อยให้นางกลับไปได้ เขาก็ต้องมีเหตุผลของตัวเองแน่นอน “ได้ ประเดี๋ยวลูกไปเก็บเสื้อผ้าแล้วออกเดินทางได้เลยเพ.คะ”
ตำหนักหมินอ๋องเก็บเรือนไว้ให้นางและสามี แถมยังให้ใช้ประตูที่ลับตาคนเพื่อให้สะดวกในการไปมาหาสู่กันในเวลาปกติ เพื่อเลี่ยงบรรดาพวกขี้อิจฉาตาร้อนจนคิดว่าบัณฑิตน้อยพึ่งพาบารมีพ่อตา ทั้งสองคนจึงเข้ามาพักในตำหนักน้อยครั้งมาก คราวนี้…อาจมีศัตรูแทรกซึมเข้ามาถึงเมืองหลวง ทุกคนจึงห่วงความปลอดภัยของนาง?
บ้านทั้งสองหลังอยู่ห่างกันไม่ไกล รถม้าแล่นมาได้ไม่เท่าไรก็หยุดที่หน้าตำหนักหมินอ๋องแล้ว หลินเว่ยเว่ยเข้าไปคารวะท่านย่าและหมู่เฟย จากนั้นก็อยู่ในสวนจื่อถงไม่ยอมออกมา “หมู่เฟย มีคนคิดจะลงมือกับบัณฑิตน้อยหรือเพ.คะ? ถ้าเช่นนั้นระหว่างทางไปที่ทำการของเขาจะปลอดภัยหรือเปล่า? ถ้าอย่างไรเราส่งองครักษ์ไปคุ้มกันเขาสักสองสามคนดีหรือไม่เพ.คะ?”
หมินหวางเฟยจิ้มหน้าผากนางสองสามครั้ง “ไม่ใช่หานเอ๋อร์มีอันตราย แต่เป็นเจ้า!”
“ลูก? ลูกเป็นแค่สตรีบรรดาศักดิ์ขั้นสี่ผู้ต่ำต้อย ปกติก็ไม่ได้ไปหาเรื่องใคร ทำงานเสร็จก็กลับเข้าบ้าน แล้วจะมีอันตรายอะไรได้เพ.คะ?” หลินเว่ยเว่ยลากเก้าอี้มานั่งข้างแท่นบรรทมของหมินหวางเฟยพร้อมสีหน้างุนงง
หมินหวางเฟยตรัสด้วยรอยยิ้ม “ทำไมหรือ? รังเกียจที่เป็นสตรีบรรดาศักดิ์ขั้นสี่แล้วต้อยต่ำเกินไป? เช่นนั้นก็เร่งให้สามีเจ้าเลื่อนตำแหน่งสิ!”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “หมู่เฟยก็รู้ว่าลูกไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้! บัณฑิตน้อยยังไม่เข้าพิธีสวมกวานก็ได้เป็นขุนนางขั้นสี่แล้ว ทั่วราชสำนักมีคนที่สองอีกหรือไม่เพ.คะ? ลูกภูมิใจแล้วก็พอใจมากแล้ว หมู่เฟยเพ.คะ ฟู่หวางดูร้อนพระทัยจนดวงพักตร์ซีดเซียวแล้วรีบรับลูกกลับมาด้วยเหตุใดหรือเพ.คะ?”
“ตอนนี้เจ้ากลายเป็นคนดังไปแล้ว! ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วผลผลิตที่ได้ยังสุดยอดอีกต่างหาก! ได้กำราบเจ้าย่อมจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า แล้วเจ้าคิดว่า…ควรลงมือกับเจ้าหรือไม่?” หมินหวางเฟยทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า…เหตุใดนางถึงได้เก่งขนาดนี้?
“กบฏราชวงศ์ก่อนยังลอยนวลกันอยู่ ยังมีคนเถื่อนรอบแผ่นดินอีก ถ้าต้าเซี่ยของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา พวกเขาจะทำอะไรได้อีก? คนพวกนี้…หากไม่ได้ครอบครองก็ต้องทำลาย มนุษย์โอสถที่พี่ชายของเจ้าเผชิญในภาคเหนือก็ไม่ได้มาจากเหตุผลนี้หรือ?” หมินหวางเฟยนั่งตัวตรง ก่อนจะขมวดพระขนงพลางตรัสต่อ “เจ้าอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กเชียว อีกประเดี๋ยวฟู่หวางของเจ้ากลับมาแล้ว ให้เขาเลือกองครักษ์ฝีมือดีให้สักสองสามคน!”
แต่หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเช่นนั้นต่อไปเวลาลูกออกไปข้างนอกก็จะมีคนตะโกนเปิดทางอยู่ด้านหน้า แล้วมีคนคุ้มกันอยู่ด้านหลัง แบบนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเชื้อพระวงศ์กับบุตรขุนนางอีกเพ.คะ”
หมินหวางเฟย.กลอกดวงเนตรใส่นาง “เจ้าเป็นองค์หญิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ ออกจากบ้านอย่างยิ่งใหญ่ก็สมควรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แม่คิดว่าฮ่องเต้ก็ดำริเรื่องนี้ได้ ไม่แน่ว่าอาจส่งองครักษ์เงามาคุ้มครองเจ้าแล้ว!”
หลินเว่ยเว่ยรีบวิ่งไปที่หน้าต่างแล้วเปิดออกดูด้านนอกพร้อมพูดว่า “องครักษ์เงา? ลูกสงสัยมาตลอดว่าองครักษ์เงาจะซ่อนอยู่ที่ใด! หมู่เฟยคิดว่าบนต้นไม้นั้นจะมีคนซ่อนตัวอยู่หรือไม่เพ.คะ?”
องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ “…” ขณะองค์หญิงเว่ยเว่ยชี้มาที่เขาก็ได้ทำลายตำแหน่งของเขาแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะบังเอิญหรือเห็นตัวเขาจริงๆ พอนึกถึงวรยุทธ์ขององค์หญิงเว่ยเว่ยและเรื่องที่เคยช่วยฮ่องเต้จากห่าฝนธนูไว้แล้ว บางทีนางอาจมีความสามารถนี้จริง…
หมินหวางเฟยหันไปทอดพระเนตรข้างนอกปราดหนึ่ง “ใครจะรู้! เพื่อปกป้องเจ้านายแล้ว องครักษ์เงาไม่มีทางอยู่ห่างเกินไป ในสวนของเรามีที่ซ่อนมากมาย อาจไม่ได้ซ่อนอยู่บนต้นไม้ก็ได้…”
“ลูกคิดว่าพอตกกลางคืนแล้วบนหลังคาจะต้องเป็นที่ซ่อนชั้นดีแน่นอนเพคะ ชุดสีดำเหมือนสีท้องฟ้า คนปกติไม่มีทางสังเกตเห็นโดยง่าย” หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองหลังคาคล้ายกำลังฟังว่าจะมีเสียงฝีเท้าดังจากทางนั้นหรือเปล่า
องครักษ์เงาที่หมอบอยู่บนหลังคา “…” หรือเขาจะโดนพบตัวเข้าแล้ว? เหตุใดเขาถึงทำให้อีกฝ่ายระบุตำแหน่งได้เล่า?
“ถ้าลูกเป็นองครักษ์เงาจะต้องกระโดดเข้าไปหลังภูเขาจำลองหรือซ่อนบนคานของโถงทางเดินแน่นอนเพ.คะ” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงฉากในละคร นักฆ่าพวกนั้นชอบซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งตามคำพูดของนาง ทันใดนั้นนางก็เกิดสงสัย…อยากจะไปดูว่ามีคนซ่อนตัวอยู่บริเวณนั้นจริงหรือเปล่า
หมินหวางเฟยส่ายดวงพักตร์พร้อมรอยยิ้ม “เจ้าเลิกสงสัยได้แล้ว จะมีองครักษ์เงาหรือเปล่า เจ้าสรุปเอาเองได้ที่ไหนกัน แม้ตำหนักหมินอ๋องของพวกเราไม่จัดว่าเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่ง แต่พวกศัตรูฝีมือต่ำต้อยไม่มีทางเข้ามาได้ง่าย ต่อไปนี้เจ้ากับหานเอ๋อร์ก็อยู่ในตำหนักกันให้สบายใจ ส่วนตอนที่ออกนอกตำหนักก็พาคนไปด้วยมากๆหน่อย!”
ตอนที่ 645: พวกเจ้าหน้าตาอัปลักษณ์กันทั้งบ้าน
ผู้ดูแลฉูและขันทีฝูหรงอยู่ดูแลที่ไร่ เมื่อข้าวขาวเริ่มแตกยอดขึ้นใหม่ คนงานในไร่ก็ทำตามรูปแบบเดิมที่เคยทำมา หลินเว่ยเว่ยจึงได้มีเวลาว่างสักที ส่วนเจียงโม่หานกำลังติดตามการแผ้วถางที่ดินของชาวบ้านและมีเวลาช่วยภรรยาทำเครื่องแกะเมล็ดข้าวโพด
ฝักข้าวโพดผ่านเข้าไปตามช่อง โดยมีฟันเฟืองจากแรงคนหมุนทำให้ฝักข้าวโพดผ่านไปตามรางเลื่อนแล้วโดนใบมีดด้านในทำให้เมล็ดข้าวโพดหลุดออก ขั้นตอนสุดท้ายคือเมล็ดแต่ละขนาดจะผ่านตะแกรงด้านล่างเพื่อคัดแยกเมล็ดข้าวโพดที่อวบอ้วนออกมา
หลินเว่ยเว่ยรับหน้าที่แค่ออกความคิดเห็น ในส่วนเฉพาะทางมีเจียงโม่หานเป็นผู้ดูแล เจียงโม่หานออกไปตามหาช่างไม้และช่างตีเหล็กที่ฝีมือไม่เลวเพื่อมารวมตัวเป็น ‘ทีมวิจัยและพัฒนา’ หลังผ่านการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็ทำเครื่องแกะเมล็ดข้าวโพดที่ทั้งสะดวกและประหยัดเวลาได้สำเร็จ
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใช้ซังข้าวโพด รำข้าวสาลี กากถั่วและก้างปลาป่นมาทดลองผสมเข้าด้วยกันเพื่อทำอาหารไก่และอาหารหมู อาหารชนิดนี้ไม่เพียงเป็นที่โปรดปรานของพวกสัตว์ แต่ยังมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและลดโรคที่จะเกิดกับพวกมันด้วย…
ไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ ต้องรอถึงครึ่งปีกว่าจะโต ฟาร์มปลอดเชื้ออย่างสวนผลไม้ให้อาหารไก่เพิ่มทุกคืน ผ่านไปเพียง4เดือนก็มีน้ำหนัก4-5ชั่งแล้ว หมูที่ได้กินอาหารชนิดนี้ หลังจากเลี้ยงได้ครึ่งปีก็สามารถนำออกมาเชือดได้ แต่ละตัวยังมีน้ำหนักมากกว่า200ชั่งขึ้นไปอีกด้วย
พวกเกษตรกรผู้เช่าในไร่ต่างรู้สึกประหลาดใจ พวกเขาก็เคยเลี้ยงหมูมาก่อน ต้องเลี้ยงถึง1ปีกว่าจะนำออกมาเชือดตอนสิ้นปีได้และน้ำหนัก150ชั่งก็ถือว่าอ้วนมากแล้ว!
ไร่ทั้งสองเลี้ยงสัตว์ปีกและปศุสัตว์เหมือนกัน! ทว่าพวกไก่ เป็ด ห่าน หมูและแกะในไร่ของหลินเว่ยเว่ยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีตลาดรับซื้อเพราะแค่ร้านอาหารที่นางร่วมลงทุนกับองค์หญิงเจียวเจียวก็ใช้ไปกว่าครึ่งแล้ว
หลังจากทำตามคำเรียกร้องของญาติมิตร ในเมนูของร้านก็มีอาหารประเภทย่างและตุ๋นเพิ่มขึ้นมา มีทั้งไก่ย่าง เป็ดย่าง หมูตุ๋น ไส้ตุ๋น ในแต่ละวันขายหมดเกลี้ยงจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงวัตถุดิบต่างๆที่ร้านอาหารต้องการ!
การเกษตรแบบผสมผสานของหลินเว่ยเว่ย นอกจากลงทุนต่ำแล้วผลผลิตที่ได้ยังมากกว่าปกติ แม้การทดลองในปีแรกจะทำให้เห็นผลเลยก็ตาม ภายใต้ความช่วยเหลือของเจียงโม่หาน นางยังเขียนฎีกาเกี่ยวกับประสบการณ์ในการเพาะปลูกขึ้นถวายฮ่องเต้หยวนชิงอีกเล่มหนา
แน่นอนว่าไร่ของชาวบ้านจะเหมือนไร่ของผู้มีอำนาจไม่ได้ การจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่และเลี้ยงสัตว์ได้จำนวนมากอะไรทำนองนั้น หลินเว่ยเว่ยยังยกตัวอย่างของชาวบ้านและออกแบบการทำเกษตรที่เหมาะสมที่สุดเพื่อช่วยประหยัดต้นทุนในการทำไร่ทำนาของราษฎร หรือแม้แต่สูตรอาหารสัตว์ก็ยังเขียนแบ่งปันแก่ราษฎรด้วย
ฮ่องเต้หยวนชิงทรงพระเกษมสําราญพลางมีพระราชโองการไปยังเขตปกครองซุ่นเทียนทันที…บอกว่าเจียงโม่หานสามีของหลินเว่ยเว่ยเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดนี้ออกมา คนทั่วซุ่นเทียนต่างอิจฉาตาร้อนกันทันที…นี่ไม่เท่ากับยัดผลงานใส่มือรองผู้ตรวจการเจียงหรือไร?
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าวิธีทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้ถูกสร้างขึ้นโดยภรรยาของรองผู้ตรวจการ เพราะในสายตาของพวกเขาคือเด็กสาวที่มาจากชนบทคนหนึ่งจะมีความสามารถสักเท่าไรกันเชียว สุดท้ายแล้ว ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ ต้องมีรองผู้ตรวจการคอยชี้แนะแน่นอน? ต้องทราบก่อนว่ารองผู้ตรวจการเป็นคนมากความสามารถ ความรู้กว้างขวาง แถมตอนที่ยังเป็นบัณฑิตถงเซิงอยู่ก็สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรและวิธีกรองน้ำให้กองทัพออกมาได้แล้ว…
อย่ามองว่ารองผู้ตรวจการมีหน้าตาดีแล้วจะนิสัยแย่ เพราะสำหรับภรรยาที่หน้าตาอัปลักษณ์ของเขาคนนั้น (หลินเว่ยเว่ย “เจ้านั่นแหละหน้าตาอัปลักษณ์ พวกเจ้าหน้าตาอัปลักษณ์กันทั้งบ้าน!”) เขากลับรักนางดั่งแก้วตาดวงใจ
ลือกันว่าเพราะกลัวสาวน้อยจะขึ้นไปตักน้ำบนเขาทุกวันจนเหนื่อย เขาจึงสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรขึ้นมา วิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ของกรมคลังก็คิดเพื่อนาง ตอนอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็เหมือนกัน ภรรยาต้องการแผ้วถางที่ดินเพาะปลูก เขาจึงสร้างคันไถล้อคู่ขึ้นมา จากนั้นกังวลว่านางจะไม่สะดวกสบายในการใช้น้ำจึงขุดคลองสร้างระบบชลประทาน สร้างปูนขึ้นมาโดยหมายจะทำเขื่อนกั้นน้ำเพราะนาง…
เฮอะเฮอะ! ตอนนี้ยังได้ผลงานการทำเกษตรแบบผสมผสานไปอีก กระนั้นทุกอย่างเขาก็ยกให้เป็นผลงานของภรรยาทั้งนั้น ฮ่องเต้ต้องอ่านใจเขาออกจึงยกรีบผลงานนี้ให้เขาก่อน ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าเจ้าหนุ่มมีทั้งความสามารถและโชคลาภจริงๆ!
แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าทุกอย่างจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่คิด นอกจากกังหันน้ำกระดูกมังกรแล้ว ผลงานอย่างอื่นล้วนมีความคิดแรกเริ่มมาจากหลินเว่ยเว่ย แม้นางจะทำเพื่อสนับสนุน ‘ความปรารถนา’ ของตนก็ตามเถิด ส่วนการทำเครื่องไม้เครื่องมือเฉพาะทางล้วนเป็นผลงานของเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ เดิมทีคิดจะไม่ทำตัวให้สะดุดตา ค่อยๆก้าวสู่ตำแหน่งเหนือคนนับหมื่นอยู่เบื้องล่างเพียงคนผู้เดียวอย่างไม่หวือหวา แต่ใครจะไปคิดว่าภรรยาของเขาจะคอยผลักดันเขาไปข้างหน้าเรื่อยๆ…เขาเองก็อยากทำตัวให้ไม่สะดุดตาอยู่หรอก แต่สภาพความเป็นจริงไม่เอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้น!
จากวันที่ข้าวงอกใหม่ออกรวงอีกครั้ง ไร่ของหลินเว่ยเว่ยก็เหมือนทิวทัศน์แดนตะวันตก ราษฎรที่อยู่ในละแวกนั้นต่างได้ยินข่าวลือว่าไร่ทดลองการเกษตรแบบผสมผสานเป็นของราชสำนัก พวกเขาจึงไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆเท่านั้น
ขันทีฝูหรงพาผู้เช่าและคนคุ้มกันเดินตรวจตราโดยรอบไร่อย่างเข้มงวดเพราะกลัวจะมีชาวบ้านชอบริษยาคนอื่นมาทำให้เสียเรื่อง หลังรู้สถานการณ์นี้แล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปคุยกับเจียงโม่หานว่า
“ปิดกั้นแย่กว่าเปิดเผย ฮ่องเต้ไม่ได้รับสั่งให้เจ้าส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสานหรอกหรือ? เจ้าเรียกนายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน รองผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มรักษาความปลอดภัยระดับหมู่บ้านต่างๆในละแวกนี้มารวมกลุ่มกันแล้วไปดูการทำเกษตรที่ฟาร์มหลวง พอถึงเวลานั้นข้าจะให้ผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายวิธีทำเกษตรและประโยชน์ของมันให้พวกเขาฟัง คู่มือการทำเกษตรนั้นแต่ละหมู่บ้านมีไว้สักหนึ่งชุดและยังสามารถเลือกคนสักกลุ่มหนึ่งมานำร่องในการทำเกษตรสำหรับหมู่บ้านต่างๆได้ด้วย พอคนพวกนี้ได้สัมผัสประสบการณ์จริงแล้ว เจ้าก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายต่อไป ประเดี๋ยวพวกเขาก็ลงมือทำกันเอง ไฉนเลยยังจะต้องหาวิธีส่งเสริมอีก?”
เจียงโม่หานมองเข้าไปในแววตาของนางแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เจ้าเป็นภรรยาที่ดีของข้าจริงๆ! รู้แล้วว่าเหตุใดเจ้าชอบพูดบ่อยๆ ว่าเบื้องหลังของบุรุษที่ประสบความสำเร็จต่างมีสตรีที่โดดเด่นคอยหนุนหลังเสมอ ตอนนี้ข้าเริ่มมั่นใจแล้วว่า…ในใต้หล้านี้ไม่มีสตรีคนใดโดดเด่นกว่าภรรยาของข้า! ถ้าเจ้าเป็นบุรุษ จะต้องกลายเป็นขุนนางผู้ทรงอำนาจแน่นอน!”
“เอาน้ำแกงเพ้อฝันให้ข้าน้อยหน่อยเถิด!” แม้หลินเว่ยเว่ยจะพูดแบบนั้น แต่มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม “เวลาเขียนหนังสือเหล่านั้นข้าง่วงนอนจะตาย ตัวอักษรยังไม่ทันเขียนเสร็จ การสอบบัณฑิตครั้งแรกก็จบลงแล้ว จะเป็นขุนนางผู้ทรงอำนาจได้อย่างไร? ข้าก็แค่โชคดีไปหน่อย มีไหวพริบบ้างเล็กน้อย เทียบกับสามีอย่างเจ้าไม่ได้หรอก!”
“อย่างเจ้าเรียกมีไหวพริบเล็กน้อย? เรียกว่าอัจฉริยะต่างหาก! ได้ภรรยาเช่นนี้ ข้ายังปรารถนาอะไรอีก…” เจียงโม่หานดึงตัวภรรยาเข้ามาแล้วให้นางนั่งบนตักของเขา
หลินเว่ยเว่ยยกมือโอบรอบคอเขาแล้วหัวเราะคิกคัก “เราสองคนชมกันไปกันมาแบบนี้ไม่รู้สึกแปลกบ้างหรือ?”
“นี่เรียกว่ายกยอปอปั้นซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างรักใคร่…” เมื่อมีหยกเนื้องามอยู่ในอ้อมกอด รองผู้ตรวจการเจียงไม่ใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย (ตัวแทนของชายที่มีคุณธรรมและมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง) จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง สองสามีภรรยาแลกจุมพิตกันไปมาจนย้ายมาถึงเตียง หลังจากปลดม่านและเป่าเทียนให้ดับ ทั้งสองก็เริ่มทำเรื่องไร้ยางอาย…
เนื่องด้วยเทศกาลไหว้พระจันทร์ในวันที่15เดือน8 ร้านเถียนมี่ฉือกวงจึงเปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขนมไหว้พระจันทร์แบบซูซื่อ ขนมไหว้พระจันทร์แบบกว่างตง ขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ ไส้ลาวา…แป้งแบบขนมเปี๊ยะก็มี ไส้หวานและไส้เค็มก็มาทุกแบบ โดยรวมแล้วมีมากกว่า20ชนิด กล่องของขวัญสุดแปลกตากับขนมไหว้พระจันทร์แสนเลิศรส ไม่ว่าจะเอาไปฝากใครหรือใช้ต้อนรับแขกก็ได้หน้าได้ตาทั้งนั้น แน่นอนว่าเก็บไว้กินเองก็รสชาติถูกปากเช่นกัน
ตอนที่ 646: พบองค์หญิงเว่ยเว่ยได้โดยบังเอิญ
โรงงานแปรรูปขนมไหว้พระจันทร์ที่อยู่ด้านหลังมีแรงงานหญิงกำลังทำงานตลอดทั้งสามช่วงเวลาเพื่อผลิตขนมไหว้พระจันทร์ชนิดข้ามวันข้ามคืน แต่ก็ยังขายหมดจนสินค้าขาดตลาดอยู่ดี ขนมไหว้พระจันทร์ของตำหนักหมินอ๋อง จวนสกุลหลินและวังหลวงล้วนมาจากฝีมือของหลินเว่ยเว่ย วัตถุดิบที่ใช้คือของที่นำมาจากมิติน้ำพุวิญญาณและยังมีน้ำพุวิญญาณเป็นส่วนประกอบ รสชาติจึงดีเป็นพิเศษ
หลังจากองค์หญิงเจียวเจียวได้ชิมจากในวังแล้วก็เข้ามาในตำหนักหมินอ๋องด้วยความโมโห โดยบอกว่าหลินเว่ยเว่ยไม่เห็นนางเป็นพี่น้อง มีของดีอะไรก็ไม่ให้นาง! ก่อนออกไปยังหอบขนมไหว้พระจันทร์สองถาดที่เพิ่งออกจากเตาอบในครัวและขนมต่างๆไปด้วย! หมินหวางเฟยก่นด่านางเป็นโจรสาว ทั้งกินทั้งห่อกลับบ้าน ไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกสักนิด!
ภายใต้คำแนะนำของหลินเว่ยเว่ย องค์หญิงเจียวเจียวได้จัดจำหน่ายชุดอาหาร ‘งานเลี้ยงไหว้พระจันทร์’ ที่ร้านอาหารชาววัง ราคามีตั้งแต่ชุดละ20ตำลึงไปจนถึง200ตำลึง นอกจากนี้ยังมอบ ‘ขนมไหว้พระจันทร์รวมรสจากร้านเถียนมี่ฉือกวง’ ให้เป็นของขวัญด้วย เดิมทีกิจการของร้านอาหารชาววังก็ดีอยู่แล้ว ก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ยังดีขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเงินไหลมาเทมาไม่ขาดสาย
เทศกาลไหว้พระจันทร์เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ข้าวงอกใหม่ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว หลังเกี่ยวและกะเทาะเปลือกเสร็จแล้ว ผลผลิตที่ออกมาก็ได้ประมาณ200เกือบ300ชั่งต่อหมู่ พอรวมกับข้าวชุดแรกแล้ว ผลผลิตที่ได้จึงขึ้นไปเกือบ700ชั่ง !! ฮ่องเต้ทรงปลื้มปีติและพระราชทานสมบัติล้ำค่ารวมถึงภาพวาดสมัยโบราณให้องค์หญิงเว่ยเว่ยมากมาย…ของพวกนี้ล้วนมาจากคลังสมบัติส่วนพระองค์ซึ่งได้มาจากตอนทำสงคราม!
ฮ่องเต้หยวนชิงยังมีพระประสงค์อยากรับนางเป็นธิดาบุญธรรมอีกด้วย แต่โดนหมินอ๋องคัดค้านหัวชนฝา…ฮึ คิดจะแย่งบุตรสาวอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถิด!
ปลูกข้าวขาวแค่ครั้งเดียวแต่ได้เก็บเกี่ยวถึงสองครั้งและผลผลิตยังเกือบ700ชั่ง หากข่าวนี้ถูกแพร่ออกไปจะสร้างคลื่นลมอะไรขึ้นนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ ธรณีประตูตำหนักหมินอ๋องเกือบโดนชนชั้นสูงของเมืองหลวงเหยียบจนราบเป็นหน้ากลอง…ต่างมาเพื่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งสิ้น
ภาคเหนือมีฝนตกน้อย สถานที่สามารถปลูกข้าวขาวได้มีไม่มาก แต่บ้านผู้มีอำนาจคนใดในเมืองหลวงบ้างที่จะไม่มีไร่อยู่ในแดนใต้สักสองสามแห่ง? ในภาคใต้นั้นข้าวขาวสามารถปลูกได้สองครั้ง หากนำข้าวขาวให้ผลผลิตสูงสองครั้งมารวมกัน ผลผลิตที่ได้ก็จะมากจนน่าตกตะลึงเชียวล่ะ
เทียบเชิญที่หมินอ๋องและหมินหวางเฟยได้รับล้วนถูกวางลงในตะกร้า ส่วนหลินเว่ยเว่ยที่ออกจากตำหนักก็จะได้พบกับคุณหนูหรือฝูเหรินบางคนโดยบังเอิญเสมอ…นางไม่ชอบความยุ่งยากพวกนี้จึงปิดประตูกลายเป็นภรรยาผู้อยู่ติดเรือน จากนั้นก็ส่งเทียบเชิญไปให้หมินหวางเฟยจัดการแทน
ไม่ว่าอย่างไรการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็ผ่านพ้นไปแล้ว เมล็ดข้าวสาลีฤดูหนาวก็หว่านเรียบร้อยเช่นกัน หากมีปัญหาอะไรผู้ดูแลฉูและขันทีฝูหรงก็จะมาขอคำแนะนำที่ตำหนัก หลินเว่ยเว่ยจึงได้กลายเป็นเศรษฐีนีผู้ว่างงานโดยสมบูรณ์!
ผ่านไปไม่นาน ‘สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ของตำหนักหมินอ๋องก็ถูกราชโองการจากฮ่องเต้หยวนชิงทำลาย…เมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงจะถูกจำกัดสิทธิ์ให้แก่ราษฎรผู้แผ้วถางที่ดินใหม่และราษฎรที่อยู่ในแถบชานเมืองหลวงเท่านั้น
คราวนี้ครอบครัวผู้มั่งคั่งเหล่านั้นก็เดือดร้อนกันทันที เพราะเกษตรกรผู้เช่า คนงานชั่วคราวและคนงานประจำของไร่ต่างมาขอลาออกเพื่อกลับไปบุกเบิกที่ทำการเกษตรของบ้าน ต้าเซี่ยมีสงครามติดต่อกันมายาวนานสิบกว่าปี ราษฎรจึงพลัดถิ่นไปทั่ว แล้วสิ่งใดมีเยอะที่สุด? ก็พื้นที่รกร้างอย่างไรเล่า!
พื้นที่รกร้างเพิ่งแผ้วถางใหม่ ไม่เพียงแต่กได้ละเว้นภาษีสองปี อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์ซื้อเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงก่อนใคร การได้มีที่ดินเป็นของตัวเองคือความฝันของเกษตรกรตั้งเท่าไร? ส่วนผู้มีที่ดินเป็นของตัวเองก็แค่จ่ายภาษีตามที่ราชสำนักกำหนดเท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้ว แน่นอนว่าการบุกเบิกใหม่ย่อมคุ้มกว่า!
ด้วยเหตุนี้ บ้านนี้จึงมีที่ดินสามหมู่ บ้านโน้นมีห้าหมู่ คนทั้งบ้านไม่ว่าจะแก่ ผู้ใหญ่หรือเด็กก็ช่วยกันแผ้วถางชนิดข้ามวันข้ามคืน ถ้าโชคดียังสามารถไปเช่าวัวจากฟาร์มหลวงแล้วถางที่เพิ่มเติมได้อีกหลายหมู่เชียวล่ะ!
พวกที่แผ้วถางที่ดินเสร็จแล้วก็ไปเข้าแถวหน้าที่ทำการซุ่นเทียนเพื่อเริ่มซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี พวกเขาต่างปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวโดยยึดตามคู่มือเพาะปลูกที่ทางการจัดทำขึ้น ทั้งยังเปิดประชุมเรื่องการแผ้วถางที่ดินขึ้นมา มีครอบครัวที่มั่งคั่งมากมายซื้อพวกสัตว์ปีกและปศุสัตว์กลับไปด้วย จากนั้นก็เริ่มทำปุ๋ยคอกตามที่คู่มือบอก
คู่มือบอกไว้แล้วว่าขอแค่มีปุ๋ยเพียงพอ พื้นที่รกร้างในปีแรกก็จะให้ผลผลิตไม่ต่ำจนเกินควร แต่ถึงจะลดลงก็ไม่เป็นไร เพราะพื้นที่รกร้างไม่ต้องจ่ายภาษี ผลผลิตที่ได้ล้วนเป็นของตัวเองทั้งหมด! ไม่ว่าคำนวณอย่างไรก็คุ้มค่ากว่าการเช่าไร่นาคนอื่นทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ที่ดินของชนชั้นสูงก็ต้องเผชิญปัญหาไม่มีใครมาเช่าทำการเพาะปลูกใช่หรือไม่? หากราษฎรมีที่ดินเป็นของตัวเองหมดแล้ว ข้าวขาวที่พวกเศรษฐีผลิตได้จะเอาไปขายให้ใคร? พวกที่มีไร่นับพันหมู่จึงเริ่มวิตกกังวล เมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงก็ซื้อไม่ได้ แถมยังไม่มีคนมาทำไร่ไถนาให้อีก ที่ดินมากมายจึงกลายเป็นภาระและทำให้เกิดการเทขายที่ดินแถบชานเมืองหลวงขึ้น อีกทั้งราคายังโดนกดให้ต่ำลงเรื่อยๆ
เรื่องนี้ทำให้หลินเว่ยเว่ยดีใจสุดๆ เพราะนางกำลังกังวลว่าพื้นที่ไร่ของตนมีน้อยเกินไป ไม่อาจขยายได้ พอสถานการณ์เป็นเช่นนี้นางจึงเริ่มซื้อที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินแปลงติดกันจะชอบมากที่สุด…เมื่อฤดูใบไม้ผลิของปีหน้ามาถึง ไร่ของนางก็ถูกขยายไปถึง5พันหมู่แล้ว
พื้นที่5พันหมู่ นอกจากจะมีข้าวสาลีฤดูหนาว1พันหมู่ ที่เหลือยังเป็นข้าวโพด2พันหมู่ ข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิ1พันหมู่ และยังมีที่ดินติดแม่น้ำติ้งย่ง1พันหมู่ ซึ่งพวกมันต่างถูกนำมาใช้ในการปลูกข้าวขาวทั้งหมด
ฟาร์มหลวงที่อยู่ติดกัน นางเก็บไว้เป็นแปลงทดลองหลายสิบหมู่เพื่อใช้วิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ผสม…พืชผลที่ให้ผลผลิตสูงจะเอาแต่พึ่งพาพันธุ์พืชจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณไม่ได้ นางต้องคำนึงถึงคนรุ่นหลังด้วย!
พืชผลให้ผลผลิตสูงค่อยๆกระจายตัวจากชานเมืองหลวงไปยังพื้นที่ห่างไกล ผ่านไปไม่นานภาคใต้ก็ได้ยินเรื่องการเลี้ยงปลาในนาข้าว มีเกษตรกรมากมายเริ่มทดลองทำตาม ราษฎรทางใต้กำลังตั้งตาคอยให้ราชสำนักผลักดันพันธุ์ข้าวขาวให้ผลผลิตสูงเข้ามาโดยเร็ว
หลังจากฝนในฤดูใบไม้ร่วงสองสามห่าผ่านไปแล้ว อากาศในเมืองหลวงก็เริ่มเย็นขึ้น ผ่านไปอีกโดยไม่รู้ตัวฤดูหนาวก็มาเยือน หลินเว่ยเว่ยพาราชองครักษ์ตำหนักหมินอ๋องหลายนายออกไปสำรวจรอบไร่อีกครั้งและในเวลานี้ปลาในบ่อก็ถึงเวลาตกขึ้นมารับประทานได้แล้ว
ตอนซื้อลูกปลา หลินเว่ยเว่ยเลือกขนาดเท่าฝ่ามือ ตอนนี้มันโตจนมีน้ำหนักกว่า2ชั่ง หากนำมาทำปลาราดพริกหรือปลากระรอกทอดจะให้ขนาดกำลังดี ก่อนจะทำการยกยอขึ้นมา นางให้คนทำแหที่ค่อนข้างใหญ่ ปลาตัวใหญ่ที่จับขึ้นมาได้จะเก็บเข้าถัง ส่วนปลาตัวเล็กจะถูกโยนลงบ่อดังเดิม ปลาตัวใหญ่ต้องถูกเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์บ้าง ก่อนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ลูกปลาในบ่อก็จะกลับมามีจำนวนมากอีกครั้ง
ระหว่างเดินอยู่ในไร่ องครักษ์เงาช่วยกำจัดนักฆ่าเป็นโขยง ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มที่เท่าไรแล้ว นักฆ่าพวกนี้มีบางคนไม่ห่วงชีวิตอยากลักพาตัวนางไปอย่างสุดกำลัง บางคนก็ทำเหมือนในวันนี้คือมาลงมือสังหารโดยเฉพาะ ตอนที่นักฆ่ากลุ่มแรกมาถึง หลินเว่ยเว่ยก็ได้เห็นความสามารถแท้จริงขององครักษ์เงาซึ่งฮ่องเต้ส่งมาให้นางแล้ว วรยุทธแบบแมวสามขาของนางเทียบไม่ได้เลย วิธีสังหารศัตรูขององครักษ์เงาโหดเหี้ยมกว่าหลีชิงเสียอีก
หลินเว่ยเว่ยถือกระบองเหล็กนิลประดับพู่แดงไว้ตลอด แต่นักฆ่ายังไม่มาถึงตรงเบื้องหน้าก็โดนองครักษ์เงาสังหารแล้ว แม้แต่องครักษ์ที่หมินอ๋องส่งมาคุ้มกันนางก็ยังกลายเป็นแค่เครื่องประดับ
หลังจับปลาจากนาข้าวออกมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็ถูกส่งไปที่ห้องแช่แข็งของร้านอาหารชาววัง แน่นอนว่าหลินเว่ยเว่ยต้องเก็บไว้กินเองที่ตำหนักหมินอ๋องบางส่วน จวนสกุลหลินก็ส่งไปให้เล็กน้อยและยังมีบ้านของคนที่สนิทกันด้วย ทุกคนต่างได้รับปลาจากองค์หญิงเว่ยเว่ย และก็เหมือนเดิมคือแม้ว่าปลาพวกนี้จะดูไม่ต่างอะไรจากปลาทั่วไป แต่เวลานำมาบริโภคแล้วให้รสชาติที่อร่อยกว่ามาก
ตอนที่ 647: แจ้งข่าวดีว่าตั้งครรภ์แล้ว!
ในช่วงที่หิมะตกหนัก หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มทำรังในเรือนหลัง แต่ละวันนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียง พอเบื่อก็ถักเสื้อไหมพรมให้ฟู่หวาง หมู่เฟย พี่ชายและยังมีสามีของตนเอง หมินอ๋องซื่อจื่อเฝ้าอยู่ที่ชายแดนตอนเหนือ ที่นั่นเข้าสู่ฤดูหนาวเร็วกว่า นางจึงให้คนไปส่งชุดกันหนาวให้เขาสองชุดตั้งนานแล้ว
ถ้าเบื่อมากอีกหน่อย นางจะเข้าครัวทำอาหารและขนมอย่างละสองสามอย่างแล้วส่งไปให้สามี คนทั่วทั้งเขตปกครองซุ่นเทียนรอเวลาอาหารเที่ยงและช่วงพักดื่มชาในยามบ่ายของทุกวัน บ่าวของรองผู้ตรวจการซุ่นเทียนมักนำอาหารกล่องใหญ่มาส่งให้เสมอ ส่วนอาหารและขนมด้านในก็มักทำให้คนมองอดน้ำลายไหลไม่ได้
เจียงโม่หานเหนื่อยหน่ายสุดๆ เพราะเมื่อถึงเวลาอาหารเที่ยงหรือเวลาพักดื่มชายามบ่ายของทุกวัน ผู้ตรวจการซุ่นเทียนและเจ้าหน้าที่สองสามคนมักแกล้งมาเดินเตร่ที่ห้องทำงานของเขาเสมอ ถ้าเขาพูดอะไรออกมาเพียงประโยคเดียว พวกเขาก็จะเข้ามานั่งร่วมโต๊ะพร้อมกล่องอาหารที่บ่าวส่งมาให้ทันทีแล้วบอกว่ามาแบ่งกันกินเถิด…อาหารของพวกเขาน่ะหรือ เจียงโม่หานไม่ชอบเลยสักนิด !
เจียงโม่หานเล่าเรื่องนี้ให้หลินเว่ยเว่ยฟังแล้วให้นางไม่ต้องเปลืองแรงทำอาหารอีก มื้อเที่ยงเขาค่อยหาอะไรง่ายๆกินดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะสิ้นเปลืองแรงของเราแล้วไปเติมท้องคนอื่นเปล่าๆ หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดว่าแค่ใช้อาหารก็ช่วยผูกสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานให้บัณฑิตน้อยได้แล้ว ดีจะตายไป!
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเตรียมอาหารของแต่ละวันมากขึ้น บางครั้งทำอาหารพิเศษสองสามอย่าง บางครั้งส่งชุดหม้อไฟไปให้เพื่อให้พวกเขาได้นั่งล้อมวงกินหม้อไฟด้วยกัน…กินหม้อไฟในฤดูหนาวเป็นเรื่องที่มีความสุขที่สุด!
วันนี้นางเตรียมจะทำปลาต้มที่สามีชอบ แต่ในขณะที่กำลังจะแล่ปลา จู่ๆนางก็ได้กลิ่นคาวแล้วอาเจียนออกมาไม่หยุด…หืม? หรือว่าปลาไม่สดแล้ว?
หลังจากชุนซิ่งที่เป็นลูกมือได้เห็นเหตุการณ์แบบนั้นแล้วก็คำนวณในใจพักหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าชื่นตาบาน “นายหญิง เหมือนว่าเดือนก่อนระดูของท่านจะไม่มา? ถ้าอย่างไร…เราเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการของท่านดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หลินเว่ยเว่ยวางปลาลงแล้วล้างมือให้สะอาด หลังจิบน้ำอุ่นสองอึกเพื่อลดความรู้สึกคลื่นไส้แล้ว นางก็พูดกับชุนซิ่งว่า “บางทีอาจเพราะกินอะไรไม่ดีเข้าไปจึงรู้สึกไม่สบายท้องกระมัง?”
‘ฟับ ฟับ ฟับ’ ชิงหลิ่วถือมีดมาแล่ปลาเป็นแผ่นแล้วยกให้แม่ครัวทำเมนูปลาต้มต่อไป หลังจากได้ยินแบบนั้น นางก็พูดด้วยรอยยิ้ม “นายหญิง ถ้าไม่ทำตามที่ชุนซิ่งพูด ก็เชิญหมอหลวงเหลียงมาตรวจชีพจรตามปกติก็ได้เจ้าค่ะ!”
หลินเว่ยเว่ยลองคำนวณ นางเข้าหอกับบัณฑิตน้อยมาได้ครึ่งปีแล้ว ทั้งสองคนได้น้ำพุวิญญาณปรับสมดุลร่างกายเป็นอย่างดีและยังไม่ได้ป้องกันอะไรเป็นพิเศษ การตั้งครรภ์จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย นางจึงให้ชุนซิ่งหยิบป้ายหยกไปเชิญหมอหลวงเหลียงมาตรวจชีพจร
ชุนซิ่งเพิ่งออกจากตำหนัก หมินหวางเฟยก็ได้รับข่าวแล้วรีบมาเยือนเรือนของหลินเว่ยเว่ย เพิ่งเข้ามาเท่านั้นก็เห็นหลินเว่ยเว่ยกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงพร้อมใบหน้าที่ดูซีดเซียวเล็กน้อย นางจึงรีบเข้าไปจับมือลูกสะใภ้ “เป็นอะไรไป? รู้สึกไม่สบายตรงไหน? สองวันนี้อุณหภูมิลดลง หรือว่าจะเป็นหวัด?”
นางเฝิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงพลางยื่นมือเข้าไปแตะหน้าผากลูกสะใภ้พร้อมถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าเป็นหวัดจะฝืนไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นโรคเล็กๆ จะลุกลามเป็นโรคร้ายแรงได้…”
เมื่อชิงหลิ่วเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปช่วยแก้สถานการณ์ให้นายหญิง “เมื่อครู่ตอนแล่ปลา นายหญิงอาเจียนออกมาหลายครั้ง ชุนซิ่งบอกว่าเดือนที่แล้วระดูของนายหญิงขาดไป…”
เมื่อหมินหวางเฟยและนางเฝิงได้ยินแบบนั้นก็ดีใจทันที หมินหวางเฟยดีพระทัยจนไม่รู้จะตรัสอะไร “ดี ดี! นี่เป็นเรื่องดีมากๆ…เจี๋ยเอ๋อร์ พวกเราจะได้เป็นย่าเป็นยายแล้ว…เจ้าเฉิงเอ๋อร์นั่น น้องสาวแย่งแต่งงานก่อนแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย…ชักช้า ไม่รู้จะช้าไปถึงไหนแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงเขินอายเล็กน้อย “หมู่เฟย แม่เฝิง! ยังไม่แน่เลยเพ.คะ! บางทีอาจเป็นแค่ความรู้สึกไม่สบายท้องก็ได้…”
“ตามหมอหลวงมาหรือยัง? ให้หมอหลวงตรวจดีๆ นี่เป็นบุตรคนแรกของเจ้าสองคน จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด! นอกจากอาการคลื่นไส้ในวันนี้แล้วยังมีอาการอื่นอีกหรือเปล่า? หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ ?” หมินหวางเฟยมีน้ำตาคลอเบ้า…บุตรที่พลัดพรากจากนางในสนามรบจะได้เป็นพ่อคนแล้ว!
แม้นางเฝิงจะตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ยังกลั้นเอาไว้และพูดปลอบพระชายาว่า “พระชายาเพ.คะ ช่วงหลายวันมานี้เว่ยเอ๋อร์กินข้าวกับพวกเราตลอด หม่อมฉันไม่เห็นนางชอบอะไรเป็นพิเศษ อาจเพราะอายุครรภ์ยังน้อยเกินไปจึงไม่รู้สึกอะไรเพ.คะ!”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วตีหน้าท้องของตน “ช่วงนี้ลูกกินดีอยู่ดีตลอด ไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยตรงไหน ดูสิเพ.คะ ลูกแข็งแรงอย่างกับแม่วัว ทรงเลิกกังวลเถิดเพ.คะ!”
หมินหวางเฟยและนางเฝิงตกใจจนรีบจับมือนางไว้ทันที “อย่าตี! ช่วงสามเดือนแรกต้องระวังเป็นพิเศษ เจ้านี่นะ จะทำตัววู่วามเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว รู้หรือไม่!”
เมื่อมือทั้งสองข้างของหลินเว่ยเว่ยถูกจับไว้ รอยยิ้มบนใบหน้านางก็หายไปทันที “นี่ยังไม่แน่ใจกันเลยเพ.คะ”
ผ่านไปไม่นาน หมอหลวงเหลียงก็เข้ามาพร้อมสาวใช้ หลังปัดหิมะบนตัวที่นอกเรือนเสร็จแล้ว เขาก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วถึงจะเดินเข้ามา เมื่อคารวะหมินหวางเฟยแล้ว เขาก็มองมายังหลินเว่ยเว่ยที่กำลังถูกแม่สามีทั้งสองจับตัวไว้บนเตียง เขาถามด้วยความงุนงงว่า “เจ้าเป็นคนเชิญข้ามาหรือ รู้สึกไม่สบายตรงไหน”
หมินหวางเฟยชิงตรัสก่อน “หมอหลวงเหลียง เมื่อครู่นางหนูคนนี้อาเจียนตอนแล่ปลา เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ท่านรีบเข้ามาตรวจเถิด!”
หมอหลวงเหลียงมองท่าทางเขินอายของหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ววางมือจับชีพจรนางอย่างระมัดระวัง ต่อจากนั้นพักหนึ่งเขาก็ยกมือคารวะแสดงความยินดี “ยินดีด้วย ยินดีด้วย เป็นชีพจรมงคลจริงๆ อายุครรภ์ยังไม่มาก น่าจะประมาณหนึ่งเดือน ชีพจรขององค์หญิงดีมาก ต่อไปแค่ระวังการกระทำและอาหารในชีวิตประจำวันก็พอพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าท้องเบาๆ ภายใต้ท่าทางเขินอายดูมีความดีใจพอสมควร นางพูดกับหมอเหลียงว่า “ขอบคุณท่านหมอเหลียง ในวันที่หิมะตกหนักขนาดนี้ยังให้ท่านลำบากเดินทางมา เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้เขากวางมาคู่หนึ่ง ท่านเอากลับไปดูว่าพอจะใช้ได้หรือไม่?”
เมื่อก่อนตอนอยู่ฉือหลี่โกว ถ้านางเก็บสมุนไพรหายากอะไรได้จากบนเขาก็จะนำกลับมาเสมอ เช่น เขากวาง ดีหมี กระดูกเสือที่เป็นสมุนไพรล้ำค่าทางยา นางจะยกให้โดยไม่ลังเล เพราะในช่วงเวลาที่บ้านนางยากลำบากที่สุด แม้แต่เงินค่ายา นางหวงยังหาไม่ได้ ต้องติดค่ายาจากหมอเหลียงหลายตำลึง เขาไม่เคยทวงถามสักครั้ง ทุกครั้งที่เชิญมาดูอาการ เขาก็จะยอมเสียทั้งเวลาและสมุนไพร เรื่องพวกนี้หลินเว่ยเว่ยล้วนจดจำได้ขึ้นใจ!
เขากวางคู่นี้ นางได้มาจากกวางที่เลี้ยงไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา มันเป็นของคุณภาพชั้นยอด เขากวางพวกนี้นางเก็บไว้หลายคู่! ห้วงมิติที่เคยมีกวางเพียงสองสามตัว หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วก็มีมากถึง20กว่าตัว สำหรับคนอื่นแล้ว เขากวางเป็นสิ่งล้ำค่า แต่สำหรับนางแล้วเป็นแค่ของธรรมดาทั่วไป
ตั้งแต่หมอเหลียงมาที่เมืองหลวง ทั้งสองครอบครัวก็ติดต่อกันเสมอ ทุกครั้งที่ถึงช่วงเทศกาล หลินเว่ยเว่ยจะส่งขนมที่ทำเองไปให้พวกเขา หมินหวางเฟยก็เชิญภรรยาหมอเหลียงมาเป็นแขกที่ตำหนักอยู่บ่อยครั้ง หลินเว่ยเว่ยเรียก ‘หมอเหลียง’ เหมือนตอนยังอยู่ฉือหลี่โกวเสมอมา ทำให้หมอเหลียงรู้สึกอบอุ่นใจมาก
หมอเหลียงก็ไม่เกรงใจโดยรับเขากวางเอาไว้แล้วเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม “ช่วงสามเดือนแรกเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด จะทำตามนิสัยเดิมของเจ้าไม่ได้แล้ว ประเดี๋ยวกลับไปข้าจะเขียนข้อห้ามเวลาตั้งครรภ์แล้วให้คนนำมาส่ง ข้าขอตัวก่อน!”
ตอนที่ 648: ฮ่าฮ่าฮ่า! จะได้เป็นพ่อคนแล้ว!
หมินหวางเฟยให้คนส่งหมอหลวงเหลียงออกจากตำหนัก จากนั้นก็หันมาตรัสกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ได้ยินหรือยัง? ไร่ห้ามไป ฤดูหนาวนี้เจ้าต้องอยู่ในเรือนอย่างสงบ แม่ให้เจ้ายืมเหมยหยิง อยากกินอะไรก็ให้นางทำ ไม่ต้องลงมือทำอาหารเองรู้ไหม คนอื่นคิดว่าตำหนักหมินอ๋องของพวกเราขาดแม่ครัวดูแลอาหารหมดแล้ว!”
หลินเว่ยเว่ยยิ้ม “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกเพ.คะ เวลาคนในชนบทตั้งครรภ์ก็ยังลงไปทำนาอยู่เลย ถ้าไม่เชื่อก็ตรัสถามแม่หวงสิเพ.คะ ตอนนางตั้งครรภ์เอ้อร์ฮว๋ายังรับจ้างซักผ้าให้คนอื่นอยู่เลย!”
หมินหวางเฟยขมวดพระขนง “นิสัยไม่อยู่สุขของเจ้า แม่รู้สึกไม่วางใจจริงๆ แม่พูดสู้เจ้าไม่ได้ ให้บัณฑิตน้อยของเจ้าจับตาดูเองแล้วกัน! เซี่ยเถา ชิวหลี นับตั้งแต่วันนี้ไป พวกเจ้าติดตามองค์หญิง ก่อนสิ้นปีนี้ห้ามนางออกจากเรือนเด็ดขาด!”
“หมู่เฟยกำลังจำกัดเสรีภาพของลูกเพ.คะ ลูกไม่เห็นด้วย!” หลินเว่ยเว่ยไม่ยอม
หมินหวางเฟยแค่นสุรเสียง ฮึฮึ แล้วเถียงกลับทันที “ไม่เห็นด้วย เจ้าก็ทำอะไรไม่ได้!”
ณ ที่ทำการซุ่นเทียน ผู้ตรวจการและเจ้าหน้าที่สามสี่คนกำลังชะโงกดูที่หน้าประตู…หืม? เหตุใดวันนี้ภรรยาของใต้เท้าเจียงถึงให้บ่าวมาส่งอาหารช้ากว่าปกติ? หรือจะมีการถ่วงเวลา? หรือว่า…
“มาแล้ว มาแล้วขอรับ!” เจ้าหน้าที่จางเข้ามาสมทบพลางยกมือลูบกล่องอาหารที่บ่าวในบ้านเอามาให้…อาหารเย็นหมดแล้ว ผิวหน้าของอาหารมีน้ำมันชั้นหนา ทำให้ไม่อยากกินแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าวันนี้ภรรยารองผู้ตรวจการทำของดีอะไรมา…
เจียงโม่หานลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ขณะมองเตาบนโต๊ะและปลาต้มในหม้อที่อยู่ด้านบน เขาก็.อดคลี่ยิ้มไม่ได้…ภรรยาช่างเอาใจใส่จริงๆ ยังจำได้ว่าเขาชอบกินเจ้านี่
“วันนี้ที่จวนส่งอาหารมาให้ช้าหน่อย” ผู้ตรวจการซุ่นเทียนถือกล่องอาหารเข้ามา ด้านหลังยังตามมาด้วยเจ้าหน้าที่4-5คน
บ่าวที่มาส่งอาหารก็พูดด้วยสีหน้ามีความสุข “บ่าวยังไม่ทันได้รายงานใต้เท้าเลยขอรับ นายหญิง นาง…ตั้งครรภ์แล้วขอรับ !!”
เจียงโม่หานที่กำลังจะพูดประชดเพื่อนร่วมงานก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที เขาเข้าไปจับตัวบ่าวคนนั้นแล้วถามว่า “เจ้าพูดว่าอย่างไร? ฝูเหริน นาง…ฝูเหรินเป็นอะไรนะ?”
“นายหญิงตั้งครรภ์ขอรับ! ท่านหมอหลวงเหลียงมาตรวจชีพจรให้แล้ว ไม่ผิดแน่ขอรับ!” ตรงที่โดนจับไว้รู้สึกเจ็บสุดๆ จนบ่าวต้องฝืนยิ้มออกมา นายท่านแต่งงานกับนายหญิงมาสามปีแล้ว เวลาออกมาแจ้งข่าวดีจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องทำให้ตัวเองดูดีใจมากๆหน่อย!
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย!” ผู้ตรวจการแสดงความยินดีกับเขาก่อน “ยินดีที่ฝูเหรินของท่านตั้งครรภ์แล้ว ท่านเองก็คงไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ข้าให้ท่านลาครึ่งวัน กลับไปอยู่เป็นเพื่อนองค์หญิงเถิด!”
เมื่อรองผู้ตรวจการเจียงออกไปแล้วก็จะมีคนแย่งอาหารเขาน้อยลงอีกหนึ่ง ผู้ตรวจการจึงให้ลางานด้วยความเต็มใจสุดๆ
เจียงโม่หานมองไปทางเพื่อนร่วมงานที่กำลังทำมือคารวะแสดงความยินดี ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากเขตปกครองซุ่นเทียนทันที ภายใต้วันที่หิมะตก บนพื้นมีหิมะกองเป็นชั้น เพราะเขาเดินด้วยความเร่งรีบจึงเกือบลื่นล้มที่หน้าประตู
ผู้ตรวจการซุ่นเทียนหยิบตะเกียบของตนออกมา นั่งเก้าอี้แล้วเริ่มคีบเนื้อปลาใส่ชาม “นี่เป็นครั้งแรกที่ใต้เท้าเจียงจะได้เป็นพ่อคน จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่เหมือนปกติ ตอนนั้นที่ภรรยาข้าตั้งครรภ์บุตรคนโต ข้าเองก็ดีใจจนแทบจะบินได้เชียวล่ะ!”
เจ้าหน้าที่จางพยักหน้า แต่มือที่คีบอาหารกลับไม่ช้าลงเลย “ใช่ไหมเล่าขอรับ! นี่แต่งงานมานานแล้วเพิ่งตั้งครรภ์ ไม่ดีใจก็แปลกแล้วขอรับ! แต่ใต้เท้าเจียงคนนี้ก็มีความรักลึกซึ้งใช้ได้เลย องค์หญิงเว่ยเว่ยไม่ตั้งครรภ์นานสามปี แต่เขาไม่มีบ้านเล็กบ้านน้อยสักหลัง!”
“เจ้าก็ไม่ดูบ้างว่าภรรยาของเขาเป็นใคร! ถ้าเขากล้าแต่งอนุ หมินอ๋องไม่หักแขนหักขาเขาสิแปลก!” ผู้ตรวจการไม่รู้สึกอิจฉาเลยสักนิด ดูเขานี่สิ ในจวนมีอนุมากมายไปหมด ได้โอบกอดเนื้อนวลมีความสุขจะตายไป!
“ข้าน้อยคิดว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยก็ดีกับใต้เท้าเจียงมากเลยขอรับ ท่านดูสิ ไม่ว่านางจะยุ่งขนาดไหนก็ยังทำอาหารและขนมด้วยตัวเอง ปรับเปลี่ยนอาหารไม่ซ้ำกันให้ใต้เท้าเจียง ช่วงหลายวันมานี้ท่านไม่สังเกตเห็นหรือว่ารองผู้ตรวจการเจียงเป็นคนเรื่องมาก อาหารที่ใต้เท้าหลิวจองไว้ที่ ‘หอจุ้ยเซียน’ เมื่อคราวก่อน เขาแตะแค่สองสามคำเท่านั้น!” เจ้าหน้าที่อีกคนต้องสำลักเพราะฤทธิ์เผ็ดร้อนของปลาต้ม
หลังออกจากที่ทำงานแล้ว เจียงโม่หานก็แย่งม้าของซุ่นจื่อ เขารีบหันหัวม้าแล้วควบกลับไปที่ตำหนักหมินอ๋องอย่างบ้าคลั่ง ซุ่นจื่อตกตะลึงไปพักหนึ่ง หลังหันมาสบตากับคนขับรถม้าแล้ว เขาก็รีบขึ้นรถม้าพลางตะโกนไปทางแผ่นหลังของนายท่านที่กำลังไกลออกไป “ใต้เท้า ท่านช้าๆหน่อยขอรับ! ลุงหลี่ เร็ว รีบตามไปเร็ว!”
ในถนนที่เต็มไปด้วยหิมะยังมีคนหาบเร่เดินตะโกนขายของให้วุ่น คนเดินกางร่มก็มีให้เห็น แม้คนจะไม่เยอะ แต่ทำให้รถม้าเคลื่อนตัวได้ไม่เร็วพอ ซุ่นจื่อได้แต่ร้อนใจและภาวนาต่อแผ่นหลังนายท่านที่หายไปจากสายตาว่าขอให้เขาไปถึงตำหนักได้อย่างปลอดภัย !
หน้าประตูตำหนักหมินอ๋อง เจียงโม่หานโยนเชือกบังเหียนทิ้งพลางยกมุมเสื้อตัวยาวขึ้นแล้วรีบวิ่งที่เรือนของภรรยา
“ใต้เท้า บ่าวกำลังจะไปบอกข่าวดีที่ซุ่นเทียนพอดีเจ้าค่ะ…”
‘ฟึบ’ แม่นมในเรือนของนางเฝิงเห็นนายท่านวิ่งผ่านไปราวกับสายลม นางจึงรีบหยุดเดินแล้วหันหลังไล่ตามเขาไป
“เว่ยเอ๋อร์ !” ตอนเข้ามา เจียงโม่หานสะดุดธรณีประตูจนแทบจะล้มหัวกระแทกพื้น หมินหวางเฟยและนางเฝิงอยู่กันพร้อมหน้า พวกหลินเว่ยเว่ยทั้งสามคนก็หันไปมองรองผู้ตรวจการเจียงอย่างประหลาดใจ
แววพระเนตรของหมินหวางเฟยเปื้อนด้วยรอยยิ้ม ‘คาดไม่ถึงว่าคนที่สุขุมและเยือกเย็นจะมีสภาพประมาทเลินเล่อเช่นนี้ได้ ภรรยาแค่ตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่ได้ป่วยอะไรสักหน่อย ! ความรักของคนสกุลจ้าวเป็นแบบนี้จริงๆ !’
เจียงโม่หานไม่สนอย่างอื่น เขารีบเดินเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ยแล้วประคองให้นางนอนลงที่เตียง “ข้าได้ยินว่า…เจ้า…เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ? ให้คนไปตามหมอมาดูอาการดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางดึงมือสามีมาจับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “เหตุใดเจ้ามาทั้งที่ไม่ใส่เสื้อคลุมแบบนี้ ? มือเย็นเหมือนน้ำแข็งไม่มีผิด เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วแท้ๆ ยังทำตัวสะเพร่าแบบนี้อีก !”
เจียงโม่หานรีบดึงมือกลับแล้วรับที่อุ่นมือมาจากชุนซิ่ง หลังทำให้อุ่นแล้วเขาก็กลับมาจับมือภรรยาอีกครั้ง “เจ้า…ตั้งครรภ์จริงหรือ ? เราเพิ่งเข้าหอไม่ถึงครึ่งปีก็ท้องเร็วขนาดนี้เลยหรือ ?”
ขะ…เขายังไม่ได้เตรียมใจแม้แต่น้อย เขาเพิ่งได้เป็นพ่อคนครั้งแรก ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย ชาติก่อนเป็นเพราะรู้จุดจบของตัวเองนานแล้วจึงไม่อยากทำร้ายสตรีบ้านใดและไม่กล้ามีลูกสืบสกุลเพราะกลัวพวกเด็กๆ จะต้องตกตายไปกับเขาด้วย เมื่อกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง ครอบครัวยังอยู่รอบกาย ภรรยาจิตใจดีและเป็นคนเก่ง ตอนนี้…เขาจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ?!
ฮ่าฮ่าฮ่า…เขาจะได้เป็นพ่อคนแล้ว !! เจียงโม่หานมีความสุขจนอยากประกาศให้คนทั่วหล้าได้รับรู้
ขณะมองท่าทางโง่งมของเขา นางเฝิงก็.อดหัวเราะไม่ได้ “ครึ่งปียังว่าเร็วไปหรือ ? คนอื่นแต่งงานได้เดือนเดียวก็ท้องแล้ว มีคนได้เป็นพ่อภายในปีที่แต่งงานตั้งมากมาย !”
หลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะเช่นกัน นางดึงมือสามีมาลูบหน้าท้องน้อยๆของตน “บัณฑิตน้อย พวกเราจะได้เป็นพ่อแม่คนแล้วนะ ! ปีหน้าในช่วงเวลานี้พวกเราจะมีเจ้าตัวน้อยเพิ่มมาอีกคน เด็กน้อยกินนมเก่งด้วยล่ะ !”
ตอนที่ 649: พ่อของลูก เหตุใดเจ้าถึงน่ารักได้ขนาดนี้
เจียงโม่หานทำจิตใจให้สงบแล้วตั้งใจฟังที่นางพูดพร้อมกับดวงตาที่เปียกชื้น…ปีหน้าเขาจะมีเจ้าตัวน้อยคลานเล่นกับพื้น ปีถัดไปลูกก็จะเรียกท่านพ่อได้แล้ว ในปีถัดไปอีกก็หาอาจารย์คนแรกให้ลูก ในบ้านจะมีเสียงอ่านตำราของเด็กเพิ่มขึ้นมา !!
แค่ก แค่ก รองผู้ตรวจการผู้แสนดีใจที่จะได้เป็นพ่อคน เจ้าคิดไกลไปหน่อยกระมัง ทำให้คนอื่นรู้สึกเห็นใจเด็กที่ยังไม่เกิดมาคนนี้ ยังไม่ทันคลอดก็โดนบิดาจัดการชีวิตให้ทุกอย่างแล้ว
“บัณฑิตน้อย เจ้า…ร้องไห้หรือ ? เจ้าไม่ชอบเด็กหรือไร ?” หลินเว่ยเว่ยใช้มือเช็ดน้ำตาที่หางตาให้เจียงโม่หาน…หรือว่า…หรือว่าลูกของบัณฑิตน้อยในชาติก่อนจะเสียชีวิตแบบไม่ดี ?
“ชอบ ! ชอบอยู่แล้ว ! ชอบมากๆเลยล่ะ ! ขอแค่เป็นลูกของเจ้า ข้าก็ชอบหมดเลย !!” เจียงโม่หานกลัวเด็กในครรภ์จะได้ยินคำพูดของมารดาแล้วพาลไม่ชอบบิดาคนนี้ เขาพูดต่ออีก “ข้ากำลังดีใจต่างหาก ! ดีใจจนร้องไห้ ใช่ ดีใจจนร้องไห้ !”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงดังลั่น “บัณฑิตน้อย เจ้าน่ารักจริงๆ…หืม เหตุใดเจ้ากลับมาในเวลานี้ ? ทิ้งงานมาหรือ ? คาดไม่ถึงเลยว่าคนบ้างานอย่างเจ้าก็จะทิ้งงานเป็นกับเขาด้วย ?”
เจียงโม่หานผละมือออกจากหน้าท้องของนางอย่างอาลัยอาวรณ์ “ใต้เท้าผู้ตรวจการให้ข้าลางานครึ่งวัน…เทียบกับเจ้าแล้วงานจะนับว่าเป็นอะไรได้ มันต้องยืนอยู่ห่างๆโน้น !”
ขณะมองท่าทางนี้ของเจียงโม่หาน ความรู้สึกไม่สบายใจของหลินเว่ยเว่ยก็หายไปทันที นางที่ในสองชาตินี้อายุรวมกันมากกว่า40ปี ก็เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก ในขณะดีใจ นางเองก็กังวลไปด้วย…เทคโนโลยีทางการแพทย์ในสมัยโบราณมีจำกัด นางกังวลเกี่ยวกับลูกในครรภ์ กลัวการคลอดลูก กลัวว่าระหว่างนี้ลูกจะเป็นอะไรไป…
แต่เมื่อเห็นคนตรงเบื้องหน้าแล้ว จู่ๆนางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา นางรู้ว่าเขาจะอยู่คอยกันลมพายุให้นางตลอดไป
ในขณะที่รองผู้ตรวจการรูปงามกำลังพูดว่า “เชิญหมอมาดูอาการอีกรอบดีไหม” นางก็จับมือเขาไว้แน่น ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้ ข้าแข็งแรงอย่างกับแม่วัว ลูกก็ต้องแข็งแรงเหมือนลูกวัวแน่นอน ท่านหมอเหลียงมาตรวจให้แล้ว ข้าแข็งแรงดีทุกอย่าง”
“ตอนเจ้าแล่ปลาไม่ได้อาเจียนหรอกหรือ ? ต่อไปไม่ต้องส่งอาหารให้ข้าแล้ว ข้ากินอาหารของร้านสองสามีภรรยาตรงข้ามที่ทำงานก็ได้ ของที่เจ้าทำไปพวกนั้น ไม่รู้ลงกระเพาะใครบ้าง !” เจียงโม่หานแอบตัดสินใจว่าจะให้ห้องครัวเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับภรรยา ห้ามเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว…แต่น่าเสียดาย…คำพูดของเขาจะใช้ได้หรือ !
หลินเว่ยเว่ยรับปาก แต่ในใจลอบคิดว่า…ด้วยความเลือกกินของสามี ผ่านไปไม่ถึงเดือนต้องผอมเป็นไม้เสียบผีแน่นอน ! วัตถุดิบมีสาวใช้คอยจัดการ นางยืนขยับปากสั่งอยู่ห่างๆ อย่างไรก็คงไม่อาเจียนเพราะกลิ่นคาวปลาอีกหรอก ?
ในเวลานี้ นางกำนัลเข้ามารายงานว่าแม่ทัพหลิน ภรรยาและคุณชายทั้งสองมาถึงตำหนักแล้ว หลังกลับจากตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว แม่ทัพหลินก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์เมืองหลวง สำหรับการวางตัวของเขาที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั้น หลินเว่ยเว่ยพอใจมากจึงอนุญาตให้พาท่านแม่กลับไปอยู่ที่จวนด้วยกันได้
แต่เสี่ยวเอ้อร์ฮว๋าไม่พอใจสุดๆ…นักกินตัวน้อยคนนี้ไม่อยากไปจากพี่รองและยิ่งไม่อยากห่างจากฝีมือทำอาหารของพี่รอง ! ตอนอยู่ที่เรือนสกุลเจียง เขามักเห็นบ้านพี่เขยและพี่สาวเป็นบ้านของตัวเองและยังครอบครองเรือนที่อยู่ใกล้พี่รองที่สุดด้วย หลังกลับมาเมืองหลวงในช่วงครึ่งปีนี้ เขาแทบใช้เวลากว่าครึ่งอยู่ที่สกุลเจียงจนพวกเพื่อนบ้านต่างเข้าใจผิดว่าเขาเป็นน้องชายแท้ๆของรองผู้ตรวจการเจียง !
“พี่รอง ได้ยินว่าท่านตั้งครรภ์แล้ว ! ประเดี๋ยวข้าก็จะกลายเป็นน้าชายแล้วใช่หรือไม่ ?” ตัวเอ้อร์อว๋ายังไม่ทันมาถึง เสียงก็มาก่อนแล้ว พอเขาเข้ามาก็รีบวิ่งมาที่ขอบเตียงทันที
เจียงโม่หานรีบเข้าไปขวางแล้วแค่นเสียงดุเขา “โตขนาดนี้แล้วยังทำตัวไม่สำรวมแบบนี้อีกหรือ ?”
หลินจื่อถิงที่กลายเป็นหนุ่มน้อยรูปงามแล้ว แม้จะไม่กลัวบิดาตัวเอง แต่ไม่กล้าขึ้นเสียงกับพี่เขยรองคนนี้เลย…ด้านหนึ่งเป็นเพราะเคารพ อีกด้านคือมีความน่าเกรงขามมาเกี่ยวข้อง ตัวเขาที่เพิ่งโดนสั่งสอนจึงเข้าไปอยู่ข้างเตียงอย่างว่าง่าย เมื่อกลับมาเผชิญหน้ากับพี่รองแล้ว ใบหน้าของเขาก็เปื้อนยิ้มอีกครั้ง “พี่รอง ข้ามาหาหลานแล้ว !”
“หลานของเจ้าอยู่ที่ฉือหลี่โกวโน้น ! ถ้าเจ้าคิดถึงเขาขนาดนั้นก็กลับไปหาสิ !” คนพูดคือหลินจื่อเหยียนที่อายุ18ปีแล้ว เขาได้รูปร่างสูงใหญ่มาจากแม่ทัพหลินและน่าจะสูงเกิน1.80หมี่แล้วกระมัง
แต่เมื่อเทียบกับบิดาของเขาแล้ว ร่างกายยังผอมไปหน่อย หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าน้องชายคนโตไม่ใช่บัณฑิตที่อ่อนแอ เพราะเรียนวรยุทธกับหลีชิงมาหลายปีจึงต่อสู้กับคนธรรมดาได้สบาย
“ไอโหยว ! หลินจู่เหรินของพวกเรากลับมาแล้วหรือ ? มาถึงเมื่อใด ? ไม่เห็นแจ้งให้ทราบสักคำ ในสายตายังมีพี่สาวคนนี้อยู่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยหยอกหลินจื่อเหยียน
หลินจื่อเหยียนรีบอธิบาย “ข้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อคืน ตอนเช้าเผลอนอนหลับจนเพลิน เพิ่งตื่นได้ไม่นานก็ได้ข่าวจากตำหนักหมินอ๋อง บอกว่าพี่รองจะเป็นแม่คนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะรอท่านแม่ ข้าก็ขี่ม้ามาก่อนตั้งนานแล้วล่ะ !”
“ข้างนอกหิมะตก เจ้ายังคิดจะขี่ม้าบนถนน ? ไม่กลัวตกมาคอหักหรือไร ?” หลินเว่ยเว่ยมองน้องชายคนโตตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า…อืม ดูสุขุมขึ้นมาก ดูท่าแล้วตอนเดินทางกลับไปร่วมการสอบจะทำให้เขาได้รับประสบการณ์บางอย่าง
หลินจื่อเหยียนสอบเซียงซื่อได้อันดับสาม เขาจึงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร มักรู้สึกว่าทำให้พี่เขยรองผิดหวัง เขากำม้วนกระดาษไว้ในแขนเสื้อเงียบๆ โดยไม่ได้เอาออกมา…การพบกันครั้งนี้ ไฉนเลยพี่เขยรองจะมีกะจิตกะใจมาชี้แนะบทความให้เขา
หลังจากนางหวงสนทนากับหมินหวางเฟยและนางเฝิงเสร็จแล้วก็มานั่งข้างหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะมองบุตรสาวด้วยใบหน้าเบื้อนยิ้ม “ตอนเที่ยงนี้รู้สึกคลื่นไส้หรือไม่ อยากอาเจียนหรือเปล่า ? อยากกินอะไรก็บอก แม่จะทำให้เจ้ากินเอง”
หลินเว่ยเว่ยพูด “ท่านแม่ ที่เรือนก็มีแม่ครัวเจ้าค่ะ ถ้าไม่ไหวก็ยังมีเหมยหยิงอีกคน ตอนนี้ฝีมือนางไม่แพ้ลูกแม้แต่น้อย ! ไฉนเลยจะให้ท่านต้องแสดงฝีมือเจ้าคะ ? อีกอย่างถ้าลูกกล้าใช้ท่าน แม่ทัพหลินจะไม่หยิบแส้มาเฆี่ยนลูกเลยหรือเจ้าคะ !”
แม่ทัพหลินที่ยืนอยู่นอกฉากกั้นก็รีบพูดว่า “เจ้ารอง เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ! แม้แต่ด่าเจ้า พ่อยังไม่เคยทำเลยสักครั้ง แล้วจะลงมือกับเจ้าได้ลงคอหรือไร ? พูดก็พูดเถิด เมื่อใดเจ้าจะเลิกกวนโดยเรียกพ่อว่าแม่ทัพหลินสักที ? ก่อนพ่อตายจะมีวันนั้นหรือไม่ ?”
“ท่านแม่ ดูเขาสิเจ้าคะ! ในวันมงคลเช่นนี้กลับพูดอะไรก็ไม่รู้!” หลินเว่ยเว่ยตัวขี้ฟ้องกำลังยืมมือมารดาผู้อ่อนโยนไปจัดการบิดาที่หยาบกระด้าง!
นางหวงถลึงตาไปทางฉากกั้นลม ก่อนจะหันมาพูดกับบุตรสาวว่า “กลับไปแล้วแม่จะจัดการเขาเอง! เมื่อครู่แม่หมายความว่าตอนตั้งครรภ์ สตรีจะเรื่องเยอะ แม้คนอื่นทำได้ดีขนาดไหนก็กินได้แค่คำเดียว แต่ถ้าเป็นของที่คนในครอบครัวทำก็ยังพอจะกินได้มากหน่อย ตอนที่แม่ตั้งครรภ์เจ้า ไม่ว่าได้กลิ่นอาหารอะไรในช่วงสามเดือนแรกก็อาเจียนหมด แม้แต่น้ำดีก็ยังอาเจียนออกมาเลย ต่อมาพ่อเจ้าทำบะหมี่ไข่ที่ง่ายมากๆให้กิน เรื่องรสชาติใช้คำธรรมดามาบรรยายไม่ได้ แต่แม่กินแล้วไม่อาเจียน ส่วนอย่างอื่นแม้จะเป็นอาหารทะเลหรือของป่า แม่ก็กินไม่ลงทั้งนั้น!”
หลินเว่ยเว่ยกะพริบตา “ท่านแม่เจ้าคะ ตอนพวกท่านหนีภัยสงครามยังมีอาหารทะเลหรือของป่าให้กินด้วยหรือ?”
นางหวงยิ้มขณะเอานิ้วจิ้มหน้าผากนาง “แม่พูดเปรียบเปรยเท่านั้น เจ้าเด็กคนนี้จะซื่อไปถึงไหน!”
ตอนที่ 650: ตั้งครรภ์แล้วเริ่มดื้อ
“ท่านแม่ ลูกรู้ว่าท่านหมายถึงอะไร ! คนในครอบครัวทำให้ย่อมกินแล้วมีความสุขกว่า อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะจิตใจ ลูกเข้าใจเจ้าค่ะ ตอนนี้ลูกยังไม่ได้แพ้ท้อง มื้อเที่ยงก็กินข้าวไปตั้งสองชาม แทะน่องไก่ไปเกินครึ่ง กินจนพุงกางเจ้าค่ะ !”
หลินเว่ยเว่ยคิดจะตบหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว แต่มือก็ถูกสามีหยุดไว้กลางอากาศ จริงสิ ตอนนี้ในท้องของนางมีก้อนเลือดเพิ่มขึ้นมาหนึ่งก้อน ต่อไปจะทำอะไรวู่วามไม่ได้อีก
ทว่าผ่านไปไม่นาน นางก็กลับมาหดหู่อีกรอบ…เพราะนางรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นหุ่นกระบอก ถูกควบคุมอิสรภาพ ข้างนอกลมแรง นางออกไปไม่ได้…เพราะถ้าเป็นหวัดขึ้นมา ผู้ใหญ่ทรมาน เด็กในครรภ์ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ด้านนอกหิมะตก ก็ออกไปไม่ได้…เพราะถ้าเกิดลื่นล้ม สะโพกได้รับบาดเจ็บจะส่งผลดีตอนคลอดลูกได้อย่างไร ? ถ้าเกิดล้มขึ้นมา ผู้ใหญ่หนังหนาไม่เป็นอะไร แต่เด็กในครรภ์จะต้องไม่เหลือแน่นอน
แม้แต่ในวันที่อากาศดี นางก็เคลื่อนไหวอย่างอิสระไม่ได้ ทำได้แค่เดินอยู่ในเรือนและยังมีสาวใช้วรยุทธสูงอีกสองคนเดินตามตลอด แล้วเจ้าคิดว่าในฤดูหนาวเช่นนี้ พืชหญ้าเหี่ยวแห้งกันหมด แล้วจะมีอะไรให้นางชมแก้เบื่อ ?
อีกทั้งปีนี้ในเมืองหลวงยังมีหิมะตกหนักกว่าเดิม หลินเว่ยเว่ยจึงได้แต่เปิดหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอกด้วยความเศร้าสร้อย น่าเบื่อยิ่งกว่าติดคุกเสียอีก ทุกครั้งที่เจียงโม่หานเข้ามาก็มักจะเห็นเด็กสาวน่าสงสารคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่างพลางมองออกไปด้วยความเศร้าหมอง…
รองผู้ตรวจการปวดใจ เขาเปลี่ยนจากคนบ้างานกลายมาเป็นคนที่ทุกวันหลังรายงานหน้าที่เสร็จแล้วก็รีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาผู้กำลังตั้งครรภ์ บางครั้งในยามบ่ายก็จะกลับมาเยี่ยม แม้ได้อยู่ข้างกายภรรยาแค่หนึ่งเค่อ เขาก็อยากอยู่สนทนากับนางสัก2-3ประโยคก็ยังดี
“เสี่ยวเว่ย ลมแรงเช่นนี้รีบปิดหน้าต่างเถิด ประเดี๋ยวจะไม่สบาย !” วันนี้ พอกลับมาแล้วเจียงโม่หานก็ได้ยินเสียงพูดกล่อมของนางเฝิง แต่ภรรยาของเขาไม่อยากปิดหน้าต่าง แม้หน้าต่างจะคลุมด้วยกระดาษน้ำมันโปร่งแสง แต่ในห้องก็ยังมืดอยู่พอสมควร
ขณะมองท่าทางหดหู่ของภรรยา เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา…เมื่อก่อนภรรยายิ้มเก่งจะตายไป ดวงตาทั้งสองเป็นเสี้ยวพระจันทร์เสมอ…เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางมานานมากแล้ว !
ทันใดนั้นเอง หัวใจของเขาก็เกิดเต้นแรงขึ้นมา…กระจกใสไร้สีของชาติก่อนนำเข้ามาเมืองหลวงเวลาใด ? เหมือนจะเป็นปีที่สองของการสอบติดขุนนางของเขา ได้ยินจากชนชั้นสูงบางคนว่าซื้อของชนิดนี้มาจากต่างแดน ถ้าเอามาทำหน้าต่าง ทั้งห้องก็จะสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน…
ก็ไม่ใช่ปีนี้หรอกหรือ ? เจียงโม่หานไม่ได้อยู่ในห้องต่อ เขากลับไปยังเขตปกครองแล้วพาเจ้าหน้าที่สองสามคนออกไปตามหาพ่อค้าจากโพ้นทะเลทุกโรงเตี๊ยม…โดยอ้างว่ามา ‘ตรวจตราการค้า’ !
ผ่านไปไม่ถึงสองวัน เขาก็หาพ่อค้านัยน์ตาสีฟ้าที่ต้องหยุดพักอยู่ในเมืองหลวงเพราะหิมะตกหนัก ลือกันว่าอีกฝ่ายมาจากอาณาจักรปั๋วซื่อ (เปอร์เซีย) โดยนำสินค้ามาทั้งหมด10คันรถม้าเต็มๆ มีทั้งเครื่องเทศ อัญมณี งาช้าง…และกระจกใสไร้สีอีก2คันรถม้า
เพราะลักษณะพิเศษของคนต่างแดนพวกนี้จึงทำให้คนที่อยากทำการค้าด้วยนั้นมีน้อย แม้จะมีก็ชอบกดราคาให้ต่ำที่สุด คนต่างแดนรู้สึกผิดหวัง คิดว่าครั้งนี้จะต้องกลับไปทั้งที่ไม่ได้แม้แต่ต้นทุนคืนมา…แต่คาดไม่ถึงว่าจะเจอเข้ากับโอกาสทำการค้าที่ดีกว่าเดิม
“ท่านเป็นขุนนางที่ดูแลการค้าในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ?” เด็กหนุ่มผมทองคนหนึ่งถามด้วยภาษาต้าเซี่ยแบบขอไปที เห็นได้ชัดว่าเขาก็คือหัวหน้ากลุ่ม แต่ก็สมเหตุสมผล เพราะมีเพียงคนหนุ่มไฟแรงจึงกล้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้
เจียงโม่หานพยักหน้า แต่พูดว่า “คราวนี้ข้าไม่ได้มาหาเจ้าในฐานะขุนนาง แต่ข้าอยากร่วมลงทุนกับเจ้า ให้ข้าดูของที่เจ้าขนมาได้หรือไม่ ?”
“แน่นอน !” มาร์คหรือเด็กหนุ่มผมทองดีใจสุดๆ แต่เขาก็ยังกังวลเหมือนกัน เพราะกลัวขุนนางหนุ่มคนนี้จะเขมือบสินค้าที่ตนขนมาด้วยความยากลำบากภายในพริบตาเดียว
หลังดูสินค้าแล้ว เจียงโม่หานก็พอใจมาก…พ่อค้าหนุ่มคนนี้นำสินค้าที่เป็นของขาดตลาดในชาติก่อนมาทั้งหมด ไม่พูดถึงเรื่องอื่น แค่เครื่องเทศและอัญมณีก็เป็นของที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นสูง ทะเลที่ถูกปิดกั้นมานานในราชวงศ์ก่อนทำให้สินค้าพวกนี้ปรากฏอยู่ในเพียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ถังที่เจริญรุ่งเรืองเท่านั้น
โชคดีที่เขามาทันเวลา ไม่อย่างนั้นได้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นแน่นอน ! หลังตรวจดูจนละเอียดแล้ว เจียงโม่หานก็พูดกับมาร์คว่า “ข้าต้องการสินค้าพวกนี้ทั้งหมด บอกราคามาได้เลย !”
มาร์คหันไปสบตากับสหายร่วมเดินทางของตนแล้วพูดด้วยความระมัดระวังว่า “พวกเรามาทางทะเล ต้องเสี่ยงชีวิตจนเกือบไม่รอด ใช้เวลาเดินทางนานเกือบปี…ดังนั้นพวกเราจะขายแบบขาดทุนไม่ได้”
ตอนมองหาผู้ซื้อก่อนหน้านี้ สิ่งที่มาร์คได้ยินมากที่สุดก็คือเรื่องของรองผู้ตรวจการคนนี้และภรรยาของเขาด้วย รู้ว่ารองผู้ตรวจการดูแลการค้าในเมืองหลวงและหัวเมืองโดยรอบ จึงจะผิดใจด้วยไม่ได้เด็ดขาด แต่ถ้าให้เดินทางมาเสียเปล่า พวกตนก็ไม่ยอมเช่นกัน !
มาร์คจึงลองเสนอราคาหนึ่งออกไป…นี่เป็นราคาที่ตัดเรื่องต้นทุนและค่าขนส่งออกไปแล้ว ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำมาก ถ้ายังน้อยกว่านี้อีกพวกตนจะไม่ได้กำไรเลย !
จากท่าทางและแววตาของอีกฝ่าย เจียงโม่หานมองออกว่าราคานี้ได้กำไรไม่เท่าไร สิ่งที่เขาจะทำย่อมไม่ใช่การค้าขายเพียงครั้งเดียว ดังนั้นต้องให้อีกฝ่ายลิ้มรสความหอมหวานบ้าง เขาครุ่นคิดก่อนจะพูดกับมาร์คว่า “ตกลง ! ตอนนี้ข้าไม่มีเงินสดในมือ…เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าจะให้ใบชา ผ้าไหมและเครื่องลายครามที่ราคาเท่ากันเป็นของแลกเปลี่ยน คิดเห็นอย่างไร ?”
มาร์คย่อมยินดียิ่งกว่าอะไร ! ในสมุดจดบันทึกทางการค้าของบรรพบุรุษ ของสามชนิดนี้ถือเป็นไพ่ตายทางตะวันออก ! แต่เขายังกังวลว่ารองผู้ตรวจการคนนี้จะนำของด้อยคุณภาพมาแลก จึงลังเลอยู่พักหนึ่ง
พอเจียงโม่หานเห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “เจ้ายังไม่ต้องให้คำตอบข้าก็ได้ รอให้เจ้าคิดดีๆแล้วค่อยให้คนไปบอกข้าที่ตำหนักหมินอ๋องแล้วกัน !”
จริงสิ ! นอกจากคนผู้นี้จะเป็นบัณฑิตจากครอบครัวฐานะยากจนและเป็นขุนนางผู้ดูแลการค้าทั้งหมดในเมืองหลวงแล้ว ยังมีฐานะสูงศักดิ์อีกอย่างคือบุตรเขยตำหนักหมินอ๋อง ใครต่างก็บอกว่าหมินอ๋องมีอุปนิสัยเถรตรง คงไม่ปล่อยให้บุตรเขยออกมาทำเรื่องหลอกลวงผู้อื่นหรอกกระมัง ?
มาร์คกัดฟันพูด “ไม่ต้องคิดแล้ว ! ข้าตกลง !”
เจียงโม่หานพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ดี ! เยี่ยมไปเลย ! ต่อไปหากสินค้าที่เจ้านำมาเป็นแบบนี้ทั้งหมด ข้าจะเหมาซื้อไว้เอง !!”
พอมาร์คได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมา…ในเมื่อคิดจะทำการค้าระยะยาว อีกฝ่ายก็คงจะรักษาสัจจะอยู่กระมัง ? รองผู้ตรวจการคนนี้กำลังปฏิรูประบบภาษีการค้าในเมืองหลวง คงไม่ใช้กฎหมายของตนมาทำร้ายพ่อค้าใช่หรือไม่ ?
รองผู้ตรวจการออกโรงแล้วจะมีพ่อค้าคนไหนไม่ให้เกียรติบ้าง นายท่านคนนี้ใช่ว่าใครอยากจะเอื้อมถึงก็ทำได้เลย ! เจียงโม่หานเลือกร้านค้าสามแห่งที่มีศักยภาพที่สุดในเมืองหลวงแล้วให้หลิวว่ายจื่อเป็นคนออกหน้าเจรจากับอีกฝ่าย หลังจากได้ราคาที่ค่อนข้างยุติธรรมแล้วค่อยส่งสินค้าให้มาร์ค
ตอนตรวจสอบสินค้าที่อีกฝ่ายนำมาแลก มาร์คตื้นตันจนแทบร้องไห้ เขาเป็นตัวแทนของคนทั้งอาณาจักรที่เดินทางมายังแดนตะวันออกอันแสนลึกลับพร้อมสมุดบันทึกของบรรพบุรุษ แต่ใครจะไปรู้ว่าต้องมาเจออุปสรรค สินค้าที่นำมานั้นไม่โดนยอมรับจากคนอื่น พออยากซื้อของที่ต้องการกลับไป พ่อค้าพวกนั้นก็ทำเหมือนเขาเป็นคนโง่ นำสินค้าที่ขายไม่ออกมาทำเป็นของดีเพื่อขายให้เขา แถมราคายังสูงจนน่าใจหาย !
จบตอน
Comments
Post a Comment