ตอนที่ 651: ลูกอกตัญญู ถึงขั้นกล้ารับโจรเป็นพ่อ
คาดไม่ถึงว่ารองผู้ตรวจการท่านนี้ ไม่เพียงไม่กดราคาสินค้าของเขา แต่ยังช่วยจัดการเรื่องขนส่งสินค้าให้ด้วย ใต้เท้าหนุ่มรูปงามเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ! มาร์คเริ่มรู้สึกตั้งตาคอยกับการร่วมทำการค้าในครั้งนี้แล้ว!
ผ่านไปประมาณ2-3วัน ‘สินค้าแปลกประหลาด’ ก็เริ่มเปิดตัววางจำหน่ายที่ฝั่งตะวันตกอันเป็นพื้นที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง พวกมันล้วนเป็นของหายากที่ไม่มีในต้าเซี่ย มีของหลายอย่างที่เห็นได้ในบันทึกทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แม้ราคาจะแพงผิดปกติ แต่มีคนเข้ามาซื้อไม่ขาดสาย! โดยเฉพาะเหล่าฝูเหรินและคุณหนูตระกูลชนชั้นสูงที่ต่างชื่นชอบในเครื่องประดับและอัญมณีทั้งนั้น พวกอัญมณีสีแดง สีน้ำเงินและเขียวเหล่านั้นมีสีสันงดงามสะดุดตา เครื่องเพชรแวววาวส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์ แม้จะงดงามอยู่แล้วก็ยังเด่นสะดุดตาขึ้นอีกเมื่ออยู่กับสินค้าคุณภาพต่ำ !
ธูปหอมที่ทำจากเครื่องเทศปั๋วซื่อให้ความรู้สึกสดชื่น มีระดับและกลิ่นหอมเข้มข้น…หากจุดไว้ในห้องก็จะทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลาย หากนำไปอบเสื้อผ้า เวลาสะบัดเสื้อผ้าก็จะส่งกลิ่นหอมออกมา ธูปหอมกล่องเล็กๆนี้มีคำกล่าวอยู่ว่า ‘หนึ่งตำลึงหนึ่งกลิ่น’ แสดงให้เห็นถึงมูลค่าของมัน แม้จะเป็นแบบนั้นสินค้าก็ยังมีไม่พอขายอยู่ดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผลิตภัณฑ์แก้วใส (คริสตัล) ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตเลย เพิ่งวางบนชั้นก็ถูกซื้อไปหมดแล้ว แถมตอนซื้อยังแทบแย่งกันด้วยซ้ำ !
ทว่ากระจกใสไร้สีจำนวนสองคันรถม้านั้น เจียงโม่หานไม่นำออกมาขายสักชิ้น หรือจะบอกให้ชัดเจนกว่านั้นคือไม่นำไปวางแสดงที่ร้านค้าเลยด้วยซ้ำ เขาหาช่างก่อสร้างมานำกระจกพวกนี้ไปทำหน้าต่าง เมื่อทำแบบนั้นแล้ว ภรรยาก็จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ยามหิมะตกผ่านหน้าต่างกระจกนี้ได้
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสร้างเรือนกระจกขึ้นในลานบ้านอีกหลัง ผนังสามทิศเป็นกระจกแต่กำแพงทิศเหนือสร้างเป็นกำแพงอิฐสำหรับทำเตาผิงได้ แม้ในวันที่หิมะตก ด้านในเรือนกระจกก็ยังอบอุ่นเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนกระจกที่เหลืออยู่ เขานำไปเปลี่ยนให้เรือนฝูหรงของท่านย่าและสวนจื่อถงของหมินอ๋องสองสามีภรรยา ทั้งยังเปลี่ยนหน้าต่างของจวนสกุลหลินให้เป็นกระจกทั้งหมดด้วย ส่วนที่เหลืออีกครึ่งรถม้า เจียงโม่หานครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วส่งพวกมันเข้าวัง…ห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็มีแสงไม่เพียงพอจึงสามารถปรับใหม่ได้ ส่วนกระจกที่เหลือนั้นฮ่องเต้จะพระราชทานให้ตำหนักใดก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาแล้ว
ความพยายามของเขาไม่เสียเปล่า ภรรยาดูดีใจมาก เป็นอย่างที่คิดว่านางชอบที่สุดยังเป็นเรือนกระจก ด้านในไม่ได้ปลูกดอกไม้ไว้สักต้น เพราะพื้นที่ทั้งหมดเต็มไปด้วยผักที่นางโปรดปรานเรียบร้อยแล้ว สวนผักจะเหลือที่โล่งไว้จุดหนึ่ง ด้านบนถูกวางด้วยเก้าอี้ ฤดูหนาวมีแดดออกน้อย แต่พอแดดออกแล้วนางก็จะนอนอาบแดดตรงนั้น ไม่อยากจะพูดเลยว่าสบายสุดๆ !
ทว่า… “น้องหญิง ผักที่เจ้าปลูกจะโตเร็วเกินไปหน่อยหรือเปล่า ?” เจียงโม่หานไม่ใช่คนโง่ ขณะมองผักแตกใบเขียว เขาก็คิดว่านี่เพิ่งปลูกได้เท่าไรเอง แต่ก็โตได้แบบนี้แล้ว? ไม่ถูกหลักทางการเกษตรเลยสักนิด!
หลินเว่ยเว่ยดึงตำราที่ปิดหน้าเอาไว้ออกมา หลังจากอ้าปากหาวแล้วนางก็เหลือบมองสามีและพูดอย่างเกียจคร้านว่า “ข้าเป็นใคร ? บุตรสาวแท้ๆของสวรรค์เชียวนะ ! ผักที่คนอื่นปลูกจะเทียบกับของข้าได้อย่างไร วางใจได้ ไม่มีพิษหรอก !”
“ใคร ? เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นลูกแท้ๆของใคร ? ลูกอกตัญญู ถึงขั้นกล้ารับโจรเป็นพ่อเชียวหรือ ? พ่อจะไปคุยกับเจ้าแซ่หลินนั่น !” หมินอ๋องกำลังประคองภรรยาไว้และเพิ่งเดินเข้ามาในเรือนกระจกก็ได้ยินคำพูดเหล่านั้นแบบขาดๆหายๆ จึงโมโหจนควันออกหูทันที
“ฟู่หวางอย่าพลิกขาวเป็นดำสิเพคะ ! ลูกบอกว่าตัวเองเป็นบุตรสาวแท้ๆของสวรรค์ ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรแล้วออกมาราบรื่นขนาดนี้ได้หรือเพ.คะ ?” หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นนั่ง
“นั่งต่อเถิด ไม่ต้องลุกขึ้นมา ! ระวังเอว !” หมินหวางเฟยห้ามไม่ให้นางยืนขึ้น พอประทับเก้าอี้ตัวข้างๆนางแล้วก็ทอดพระเนตรผลไม้และขนมที่อยู่บนโต๊ะน้ำชาขนาดเล็ก ก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้ม “ชีวิตของเจ้าคงไม่มีอะไรสุขสบายไปกว่านี้แล้ว ! หานเอ๋อร์ช่างใส่ใจเหลือเกิน !”
“ฮึ ! สามีเอาใจภรรยาก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ ? ยิ่งไปกว่านั้นคือเสี่ยวเว่ยของพวกเรายังตั้งครรภ์ลูกของเขาอยู่ด้วย !” หมินอ๋องไม่ค่อยพอพระทัยสักเท่าไร…นางกำนัลคนสนิทของพระชายา (นางเฝิง) จะได้เลี้ยงหลานแล้ว แต่หลานของพระองค์ยังไม่รู้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ! เจ้าตัวแสบเฉิงเอ๋อร์นั่นไม่ยอมแต่งงานสักที ไม่ได้การ ! พระองค์ต้องให้เจ้านั่นกลับเมืองหลวงแล้วมาจัดการเรื่องแต่งงาน !
หมินอ๋องซื่อจื่อที่กำลังบัญชาการพวกทหารไล่ตามชาวตงหูก็จามออกมาอย่างแรง…เฮอะ ฟู่หวางต้องตำหนิอะไรเขาอีกแล้วแน่นอน โชคดีที่อยู่ไกลกันมาก ถึงจะด่าอย่างไรเขาก็ไม่ได้ยิน !
“ท่านพ่อตาตรัสได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ !” เจียงโม่หานปอกเปลือกแอปเปิลให้หลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้ไม้จิ้มเพื่อป้อนให้นาง
เหมือนหมินอ๋องจะอารมณ์เสียจึงแค่นสุรเสียงตรัสว่า “เจ้าไปผิดใจอะไรกับเฝิงชิวฟานคนโฉดนั่น ? ประชุมเช้าวันนี้เขาหาว่าเจ้า ‘แย่งผลประโยชน์กับราษฎร’ เรื่องไร้สาระทั้งเพ ! มีขุนนางคนใดที่ไม่มีร้านค้าเป็นของตัวเองบ้าง ? พวกเจ้าไม่ได้มาจากที่เดียวกันหรือ ? แล้วเหตุใดเขาถึงกัดเจ้าไม่ยอมปล่อย ?”
“อาจเพราะ…เขาอิจฉาในความสามารถของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ !” บางคนคิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า แต่โดนคนอื่นกดหัวไว้ เฝิงชิวฟานไม่ใช่คนใจกว้างอะไรอยู่แล้ว พอมีอำนาจถ้าไม่หันมากัดเขาก็แปลก !
“ฮึ ! คนผู้นี้เป็นหมาบ้า เวลากัดใครแล้วจะไม่ปล่อย มีขุนนางในราชสำนักจำนวนมากที่โดนจัดการเพราะน้ำมือเขา ต่อไปเจ้าจะพูดจะทำอะไรหรือติดต่อกับใครก็ระวังตัวไว้หน่อย !”
หมินอ๋องตรัสถูก เพราะตำแหน่ง ‘ผู้ตรวจราชการแห่งฝ่ายตรวจการ’ ของเฝิงชิวฟาน ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาก็เคยนั่งในชาติก่อนหรอกหรือ ? งานและวิธีการของฝ่ายตรวจการนั้น เจียงโม่หานคุ้นเคยอย่างกับอะไรดี ! พูดง่ายๆ คือดาบเล่มหนึ่งของฮ่องเต้ ฮ่องเต้ชี้ไปทางไหนก็ต้องเข้าห้ำหั่นทางนั้น ! การที่เฝิงชิวฟานใช้เวลาไม่ถึง4ปีก็ปีนขึ้นมาถึงตำแหน่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ ขั้นสี่ได้ ก็แสดงให้เห็นว่าในปีที่ผ่านมาได้กำจัดขุนนางกังฉินให้ฮ่องเต้ได้มากเท่าไร !
ทว่ายิ่งเฝิงชิวฟานจัดการงานได้ดีและตำแหน่งสูงมากเท่าไร ก็จะล้มเร็วเท่านั้น ! ตอนเจียงโม่หานถูกเพชฌฆาตมัดไว้และดาบกำลังจะบั่นคอ เขาก็เห็นเฝิงชิวฟานที่เป็นจวิ้นอ๋องอยู่ในฝูงชนและกำลังยิ้มเหยียดหยัน เจือความสมเพชเวทนา เมื่อชะตาชีวิตในชาตินี้พลิกผัน คนที่ถูกสมเพชนั้นควรถูกเปลี่ยนเป็นเฝิงชิวฟานบ้าง !
ตำแหน่งในเวลานี้ของเฝิงชิวฟานคือผู้ตรวจราชการประจำฝ่ายตรวจการ แต่ฮ่องเต้รับสั่งให้เขาทำอะไรก็ต้องไปทำอย่างนั้น การที่เขาอยากจะลงมือกับเจียงโม่หานคนนี้ยังต้องประเมินความสามารถของตนเสียก่อน !
ฎีกาของเจียงโม่หานถูกนำไปวางบนโต๊ะทรงพระอักษรของฮ่องเต้หยวนชิง อีกทั้งยังมีกระจกจำนวนครึ่งรถม้าและอัญมณีล้ำค่าอีกหลายหีบที่นำขึ้นทูลถวายด้วย
ฮ่องเต้หยวนชิงชี้กระจกครึ่งคันรถม้านั้นแล้วตรัสกับฮองเฮาว่า “ดู ดูสิ ! บ้านตัวเองและบ้านพ่อตาทำใหม่หมดแล้วจึงเพิ่งคิดถึงเจิ้นในตอนที่ของเหลืออยู่ ! ฮึ ! ช่างเป็นขุนนางที่ดีของเจิ้นเสียจริง !!”
ฮองเฮาหยิบแก้วเนื้อใสขึ้นมาทอดพระเนตรแล้วสั่งให้ขันทีไปนำสุราองุ่นที่เจียวเจียวหมักเองเข้ามา หลังได้ยินแบบนั้นพระนางก็ตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “เวลาองค์รัชทายาทกับเจียวเจียวได้ของดีมา ก็คิดถึงฟู่หวงเป็นคนแรกไม่ใช่หรือ ? หานเอ๋อร์ไปติดหนี้อะไรฝ่าบาทเพ.คะ ? คิดถึงพระองค์ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ยังจะเรื่องมากอยู่ได้เพคะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงบ่นแค่เล็กน้อยเท่านั้น หลังเปิดฎีกาขึ้นทอดพระเนตรอย่างละเอียดแล้วก็แย้มพระสรวลออกมาดังลั่น “เจ้าเด็กนี่ ! ต้องทราบเรื่องฎีกาฟ้องร้องของเฝิงชิวฟานจากหยูอันแล้วแน่นอน เขาจึงส่งเงินมาให้เจิ้น !”
“ส่งเงินให้ฝ่าบาท ? ใครมอบความกล้ากับเด็กคนนั้น ถึงขั้นกล้าติดสินบนฮ่องเต้เชียวหรือเพ.คะ ?” หลังจากทอดพระเนตรขันทีรินสุราองุ่นลงในแก้วใส ฮองเฮาก็ยกแก้วขึ้นมาแกว่งแล้วสูดดมกลิ่นของสุราหมัก
ตอนที่ 652: กระเป๋าเงินจะสะอาดกว่าใบหน้าได้อย่างไร?
สุราองุ่นที่เจียวเจียวเรียนหมักจากเว่ยเว่ยนั้นทำออกมาได้ดีมาก ! กลิ่นหอมเข้มข้น รสหวานสดชื่น รสเลิศยิ่งกว่าสุราบรรณาการของตะวันตกเสียอีก !
ฮ่องเต้หยวนชิงชี้ไปที่ฎีกา “เจ้าเด็กนี่ใช้ ‘สินค้าแปลกประหลาด’ ของตนมายกตัวอย่าง โดยเขียนกำไรของสินค้าแต่ละชนิดมาอย่างละเอียดและยังบอกข้อดีของการทำการค้ากับต่างแดนด้วย นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้ง ‘กรมการค้า’ ขึ้นมา เพื่อไว้ใช้ติดต่อกับชาวต่างแคว้นโดยเฉพาะ…เขายังได้รู้จากปากชาวต่างชาติว่าทางตะวันตกมีอาวุธชนิดหนึ่งที่ยิงได้ไกลกว่าหน้าไม้อีก แถมแสนยานุภาพยังมากกว่า หลังจากราชสำนักทำเงินได้จากต่างแดนจนพอใจแล้วก็ค่อยเอากำไรไปแลกกับอาวุธของพวกตะวันตก เรียนรู้จากคนเถื่อนเพื่อควบคุมคนป่าเถื่อน ! พูดได้ดีจริงๆ !!”
ฮองเฮาเหนียงเหนียงตรัสด้วยรอยยิ้ม “สมกับที่เป็นสายเลือดของหยูอัน ในสายเลือดมีความจงรักภักดีและไม่เห็นแก่ตัวไหลเวียนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ‘สินค้าแปลกประหลาด’ ที่เขาพูดถึง เขาเองก็จะขายต่อไม่ได้แล้วสิเพคะ ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวล “เจ้าเด็กคนนี้ใช่ว่าไม่เห็นแก่ตัวเสียทีเดียวหรอก ! เจ้าดูนี่สิ เขาเสนอให้สินค้าแปลกประหลาดของตนกลายเป็นแหล่งทำเงินของราชสำนัก สินค้าที่กรมการค้าติดต่อลงทุนกับคนต่างแดนล้วนมาจากฝีมือเขา แค่ปันผลส่วนเดียวที่เขาได้รับก็สร้างเม็ดเงินมหาศาลได้แล้ว !”
ฮองเฮาพยักดวงพักตร์ “หม่อมฉันคิดว่าดีเพ.คะ ! ราชสำนักได้กินเนื้อ แต่จะให้คนต้นคิดอย่างเขาดื่มแต่น้ำแกงก็ไม่ได้ ? อย่างไรเราจะให้อาชาวิ่งอย่างเดียวโดยไม่กินหญ้าเลยก็ไม่ได้ใช่หรือไม่เพ.คะ !”
วันรุ่งขึ้น ฮ่องเต้ก็เริ่มตรัสถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอจากรองผู้ตรวจการเจียงในท้องพระโรง ราชวงศ์ต้าเซี่ยสถาปนามาได้10ปีแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงทำอะไรเด็ดขาดมาโดยตลอด ทำให้ขุนนางในราชสำนักต้องกดข่มความคิดไม่ดีของตนเอาไว้ โดยเฉพาะการให้ฝ่ายตรวจการเก็บรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับขุนนางแต่ละฝ่ายเอาไว้ ส่งผลให้ขุนนางในราชสำนักต้องระวังคำพูดและการกระทำเพราะกลัวจะโดนดึงหางเปียเข้าสักวัน
ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเสนอของเจียงโม่หานจะโดนขุนนางบางคนต่อต้านอยู่บ้าง แต่เจียงโม่หานก็มีเหตุผลค้านข้อโต้แย้งเหล่านั้นได้ทั้งหมด เพราะการทำสงครามหลายปีส่งผลให้ท้องพระคลังของต้าเซี่ยว่างเปล่าและขาดดุลในทุกปี ยากนักที่จะได้มีโอกาสเติมเต็มท้องพระคลังแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงจะปล่อยโอกาสไปได้อย่างไร ? ทรงทอดพระเนตรเจียงโม่หานที่กำลังโต้เถียงกับ ‘กลุ่มขุนนาง’ ด้านล่างด้วยความพอพระทัยราวกับเห็นสมบัติที่หายากอย่างไรอย่างนั้น…มีผู้ช่วยมือดีเช่นนี้ ไฉนเลยจะต้องกังวลว่าต้าเซี่ยยังไม่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้อีก ?
หลังจากนั้น ‘กรมการค้าต่างแดนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ’ หรือเรียกสั้นๆว่า ‘กรมการค้า’ จึงถูกก่อตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีหัวหน้ากรมการค้าขั้นสี่อย่างเจียงโม่หานเป็นคนรับผิดชอบ ระดับล่างกว่านั้นยังต้องการขุนนางขั้นห้า หกและเจ็ดอีกเป็นโขยง ขุนนางขั้นห้าและหกถูกเลือกจากจิ้นซื่อที่เพิ่งสอบได้ในช่วง2-3ปีนี้ ถ้าใกล้ตัวเขามีคนที่โดดเด่นก็สามารถรับสิทธิพิเศษในการเข้ารับตำแหน่งขุนนางกรมการค้าขั้นเจ็ดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อำนาจในกรมการค้าของเจียงโม่หานก็ดูยิ่งใหญ่เทียมฟ้าขึ้นมาทันที !
มีขุนนางในราชสำนักจำนวนไม่น้อยที่อยากได้ตำแหน่งในกรมการค้า…เพราะการติดต่อกับต่างแดน อย่างไรอีกฝ่ายก็ทำอะไรมากไม่ได้อยู่แล้ว ! นี่คือเนื้ออันโอชะ ! ทันใดนั้นเทียบเชิญก็ถูกส่งมายังตำหนักหมินอ๋องมากมาย ยังมีคนที่ ‘บังเอิญ’ เจอกับเจียงโม่หานในเวลาเลิกงานและยังมีคนที่มายืนรอหน้าที่ทำงานเพื่อเชิญเขาไปดื่มชา…
เจียงโม่หานรำคาญคนเหล่านี้มาก กรมการค้าเป็นบ่อเงินของราชสำนัก ถ้าเลือกขุนนางไม่ดี เงินนี้ก็ไม่รู้จะไหลเข้ากระเป๋าใคร ! เขาจึงรวบรวมรายชื่อผู้ที่มาตีสนิทกับตนเอาไว้ ขณะที่หมินอ๋องเข้าวัง เขาก็ฝากไปถวายฮ่องเต้และยังมีรายชื่อคนหนุ่มมากความสามารถซึ่งเขาได้ลองคัดกรองออกมาแล้วเช่นกัน
หลังจากฮ่องเต้หยวนชิงเห็นรายชื่อทั้งสองฉบับแล้วก็ขมวดพระขนงก่อน จากนั้นตรัสชมขึ้นมาว่า “หยูอัน ไม่พูดก็คงไม่ได้จริงๆ ว่าสายตาในการมองคนของบุตรเขยเจ้าดีใช้ได้เลย !”
รองหัวหน้ากรมขั้นห้า เจียงโม่หานแนะนำเป็นหยานจิงหยู คนผู้นี้เคยต่อสู้กับเขามาหลายสิบปีในชาติก่อน นิสัยซื่อตรงไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวผู้มีอำนาจ เหมาะกับกรมการค้ามาก เจียงโม่หานคิดจะให้อีกฝ่ายเรียนรู้งานจากตนสักสองปี แล้วถึงจะยกตำแหน่งหัวหน้ากรมให้สานต่อ
ส่วนคนอื่นที่เขาแนะนำไปก็เป็นคนซื่อสัตย์เห็นแก่ส่วนรวมเช่นกัน บางคนเป็นคนที่เขาเคยจัดการในชาติก่อน เนื่องจากตำแหน่งในชาติที่แล้วของตน หากใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแล้ว การจัดการคนที่ต่อต้านเขาไปหลายคนหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร…บางที อาจเพราะเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ฮ่องเต้ปฏิเสธเขาในเวลาต่อมากระมัง ?
สำหรับเจ้าหน้าที่ในกรมการค้าขั้นเจ็ด เขาเสนอเฉินหยุนและขุนนางระดับต่างๆที่เคยภักดีต่อเขาในชาติก่อน คนพวกนี้ต่างได้เป็นจู่เหรินที่พยายามกันอย่างหนักแต่ก็สอบจิ้นซื่อไม่ผ่านสักที เมื่อตกอับเขาจึงกล้าเรียกใช้ บางคนเป็นนักปฏิบัติและมีความสามารถในการทำงาน แต่ไม่มีโชคในการสอบเท่านั้นเอง คนพวกนี้ล้วนเหมาะสมกับสายงานของกรมการค้าทั้งนั้น
ผ่านไปไม่นาน กรมการค้าก็เริ่มออกมาปฏิบัติหน้าที่ ในที่สุดคนต่างแดนที่ออกมาสำรวจและเริ่มการค้าในแดนตะวันออกก็ได้มีที่รวมตัวและไม่ต้องออกไปประกาศขายสินค้าของตนอีกแล้ว แม้ราคาที่กรมการค้าให้จะไม่ได้สร้างกำไรอย่างมหาศาล แต่ก็ยังมีกำไรให้จับต้อง จากนั้นยังได้ซื้อสินค้าพิเศษของต้าเซี่ยในราคาที่ยุติธรรมจากกรมการค้า เมื่อกลับไปตะวันตกแล้วยังทำกำไรได้อีกก้อน
คนต่างแดนที่มาเยือนต้าเซี่ยเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาเมืองตามชายฝั่งและชายแดนต่างๆ ก็มีการสร้างสำนักงานกรมการค้าขึ้น ขุนนางที่ผ่านการฝึกฝนจากกรมการค้าในเมืองหลวงและได้รับอนุมัติจากฮ่องเต้แล้วจะถูกย้ายไปประจำยังสำนักงานกรมการค้าในเมืองต่างๆ ส่วนกรมการค้าที่เมืองหลวงก็เหมือนเป็นแหล่งกำเนิดของขุนนางกรมการค้า เมื่อเข้าไปแล้วใช้เวลากว่าสองสามปีก็จะได้เลื่อนขั้นอีก1-2ขั้น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผลประโยชน์ที่กรมการค้าได้รับเลย !
เฝิงชิวฟานก็นำขุนนางฝ่ายตรวจการทั้งหลายเริ่มลงมือเช่นกัน พวกเขาจดจ้องกรมการค้าชนิดตาเขม็ง เพราะอยากหาการทุจริต ติดสินบนหรือใช้อำนาจหาผลประโยชน์ส่วนตัวให้ได้ จากนั้นก็จะได้โยนความผิดให้เจียงโม่หาน แต่พวกเขาต้องคว้าน้ำเหลวเสมอ
ตำแหน่งในกรมการค้าดีขนาดนี้ ปกติได้ปันผลหนึ่งส่วนจากการค้าเพื่อถือเป็นกองทุนสำรอง เงินพิเศษรายปี (โบนัส) สูงยิ่งกว่าเงินเดือน คงมีแต่คนหน้ามืดเท่านั้นถึงจะทำชั่วจนปล่อยให้ตัวเองหลุดออกจากถังข้าวสารได้ !
เจียงโม่หานกระจายสินค้าแปลกประหลาดไปตามหัวเมืองต่างๆในเดือนแรก เพียงปันผลของตัวเองก็เหยียบหลักหลายหมื่นตำลึงเงินแล้ว ตอนเขาเอาตั๋วแลกเงินไปไว้ตรงเบื้องหน้าหลินเว่ยเว่ย ภรรยาตัวน้อยก็ตาโตทันที “เหตุใดจึงมากมายขนาดนี้ ? เจ้าไปขโมยเงินของราชสำนักมาหรือ ?”
เจียงโม่หานกลอกตาใส่นาง “นี่เป็นของที่ข้าควรได้และได้มาอย่างขาวสะอาดด้วย ! เจ้าเก็บได้อย่างสบายใจ…ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นแล้ว !” หลายปีมานี้ เพื่อเขาและบ้านหลังนี้แล้วเว่ยเอ๋อร์ต้องเสียสละอย่างมากมาย…
หลินเว่ยเว่ยเผยท่าทางของนักโลภตัวน้อย นางพูดด้วยน้ำเสียงแหลมสูงว่า “ว้าว! 5หมื่นตำลึงเงิน ! ท่านพี่ ท่านร้ายกาจจริงๆ !”
หลังจากพูดจบ นางก็ทำหน้าจริงจังแล้วเดินเข้ามาหาเจียงโม่หาน จากนั้นก็เริ่ม ‘ปากว่ามือถึง’ กับเขา เจียงโม่หานรีบจับมือที่อยู่ไม่สุขของนางแล้วกระซิบเบาๆว่า “ไม่ได้ ท่านหมอบอกว่าต้องรออีก3เดือนถึงจะ…”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่ “คิดอะไรอยู่ ! ข้ากำลังดูว่าเจ้าซ่อนเงินไว้อีกหรือเปล่าต่างหาก !”
ใบหน้าของเจียงโม่หานร้อนผ่าว เขารีบยืนตัวตรงและกางแขนออกเพื่อให้ภรรยาพลิกแขนเสื้อและกระเป๋าเสื้อได้ตามใจชอบ “ก่อนแต่งก็ไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือ ? ของข้าคือของเจ้า…หรือในใจเจ้าเห็นข้าเป็นคนไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้น ?”
หลังลูบกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่าของเขาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็หยิบตั๋วแลกเงิน500ตำลึงออกมาสองใบเพื่อยัดใส่กระเป๋าเขา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ภรรยาที่ดีจะปล่อยให้กระเป๋าเงินของสามีสะอาดกว่าใบหน้าได้อย่างไร ? พกเงินติดตัวไว้หน่อย เวลากินข้าวกับคนอื่นจะปล่อยให้พวกเขาจ่ายอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก ?”
ตอนที่ 653: นี่เรียกว่ายอมเปิดเผยความลับแก่กันและกันหรือไม่?
เจียงโม่หานเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ…เพราะเวลาซื้อของขวัญให้ภรรยา เขาต้องมีเงินอยู่ในมือบ้างเช่นกัน เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มีใครหลายคนเข้าแถวอยากเชิญสามีของเจ้าไปดื่มชาจริงๆ !”
“เฉินหยุนทำงานที่กรมการค้าเป็นอย่างไรบ้าง ? ครอบครัวของเขากลับมาฟื้นฟูดังเดิมแล้ว ด้วยความสามารถของเขานั้นการสอบให้ผ่านก็คงไม่ใช่ปัญหา เขาจะอยากเป็นขุนนางระดับเล็กๆในกรมการค้าหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างประหลาดใจว่าเหตุใดสามีถึงยอมปล่อยผู้ช่วยคนนี้ไปได้
เจียงโม่หานประคองนางมานั่งเก้าอี้แล้วแกะส้มให้นาง “คนที่มีความสามารถโดดเด่น ไม่จำเป็นต้องสอบให้ได้ลำดับดีๆ เขาอายุมากกว่าพวกเราสองปี ถ้าให้เขาเข้าสอบทีละสนาม เขาไม่มีความเชื่อมั่นและความอดทนขนาดนั้นหรอก ส่วนใหญ่งานที่กรมการค้ารับผิดชอบก็เป็นงานที่เขาเคยทำกับข้ามาโดยตลอด เวลาปฏิบัติงานจริงก็จัดการง่ายจะตาย ด้วยความสามารถของเขาแล้วผ่านไปอีกสองสามปีจะเลื่อนไปอีกขั้นก็ไม่ใช่ปัญหา
เจ้าอย่าดูแคลนขุนนางขั้นเจ็ดในกรมการค้า พวกที่สอบได้จิ้นซื่อเหล่านั้นยังเป็นแค่นายอำเภอขั้นเจ็ดของบางพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นกรมการค้าเป็นบ่อเงินบ่อทองในสายตาของคนไม่น้อย คนอื่นอยากจะเข้ายังไม่ได้เข้าเลย !”
“เฉินหยุนติดตามเจ้ามาตั้งแต่อำเภอหนิงซี เจ้าแนะนำเขาเข้าทำงานก็พอเข้าใจได้ แต่อีก5คนที่เหลือนั่นเล่า ? เจ้าไปรู้จักพวกเขาตั้งแต่เมื่อใด ?” หลินเว่ยเว่ยกินส้มรสเปรี้ยวหมดเกลี้ยงอย่างไม่รู้ตัว
ตอนคิดจะหยิบอีกลูก มือก็โดนสามีห้ามไว้ “กินส้มมากไปแล้วจะเสียวฟัน วันหนึ่งกินได้แค่ลูกเดียวเท่านั้น…ส่วนเรื่องที่รู้จักกับพวกเขาก็เป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแบบมากมากแล้ว !”
ผ่านมานานมากแบบมากมากแล้ว ? ต้องผ่านไปนานเท่าไร ? คนพวกนั้นมาจากทุกพื้นที่ แต่ไม่เคยมาที่ภาคเหนือ ส่วนบัณฑิตน้อยก่อนจะอายุ16ปี สถานที่ไกลที่สุดก็คือตามนางไปที่เขตเล็กๆตรงชายแดน เวลาออกจากเขตเริ่นอันก็อยู่กับนางตลอด ทว่านางไม่เคยเห็นคนพวกนั้นมาก่อน แล้วที่ว่านานมากแล้วมันคือเมื่อใดกัน…
“นานมากนั้น…คือชาติก่อนอย่างนั้นหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบเปลือกตาที่ค่อนข้างง่วงงุนของตนแล้วเอนตัวนอนด้วยความเกียจคร้าน
“…” เจียงโม่หานก้มหน้ามองภรรยาที่พูดเรื่องชาติภพ ก่อนจะพึมพำขึ้นมาเบาๆว่า “บางที อาจเป็นชาติก่อนกระมัง ?”
“ถ้าเช่นนั้น…ชาติก่อนของเจ้ามีข้าอยู่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเริ่มไม่ค่อยเหลือสติแล้ว นางพยายามจะลืมตาแต่ก็ยังยากจะปฏิเสธคำเชิญของเทพแห่งความฝัน สภาพเหมือนลูกแมวผล็อยหลับ ทั้งน่าเอ็นดูและดูโง่เขลา
เจียงโม่หานลูบเส้นผมของนางแล้วถอนหายใจออกมา “ชาติก่อนจะมีเจ้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่ความสุขที่สุดในชาตินี้คือการมีเจ้าอยู่เคียงข้างข้า”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดอย่างสะลึมสะลือ ‘หมายความว่าไม่มี ? ชีวิตของบัณฑิตน้อยในชาติก่อน ไม่มีตัวนางที่ทะลุมิติมา บางทีหลินเว่ยเอ๋อร์ตัวจริงคงตายอยู่ที่แอ่งน้ำนั้นแล้ว…เพียงแต่ไม่รู้ว่าต่อมาบัณฑิตน้อยแต่งงานกับใคร ? เขาหน้าตาดีขนาดนี้จะต้องเป็นที่หมายปองของคุณหนูมากมายในเมืองหลวงแน่นอน ?’
“บัณฑิตน้อย ข้าอยากกินเฉ่าเหมย (สตรอเบอร์รี่)…” หลังพ่นประโยคนี้ออกมาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มกรน…ตั้งแต่ตั้งครรภ์ นางก็กลายเป็นแมวขี้เซา อยากนอนก็นอนหลับขึ้นมาเสียดื้อๆ
เจียงโม่หานมองหิมะที่ปลิวอยู่ด้านนอก…ในฤดูกาลแบบนี้จะให้เขาไปหาเฉ่าเหมยจากที่ใด ? แม้แต่ผลที่โตอยู่ในเรือนกระจกเวลานี้ก็ต้องรออีกหลายเดือนถึงจะกินได้ !
“ไม่มีเฉ่าเหมย.สดๆ…เป็นแยมเฉ่าเหมยได้หรือไม่ ?” เจียงโม่หานกระซิบข้างหูหลินเว่ยเว่ย
ก่อนที่สติของหลินเว่ยเว่ยจะหายไปอย่างสมบูรณ์ นางพ่นคำพูดประโยคหนึ่งออกมา “มีสิ…นี่ไงเล่า ?” หลังจากพูดจบ นางก็หลับไปอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็เห็นเฉ่าเหมยสดใหม่หนึ่งจานอยู่ข้างมือนางและด้านบนยังชุ่มไปด้วยน้ำอีกด้วย !
กล้ามเนื้อของเจียงโม่หานหยุดทำงานทันที หลินเว่ยเว่ยขยับตัวเพราะรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย เขาจึงรีบทำตัวให้ผ่อนคลาย หลังจากภรรยาหลับสนิทแล้ว เขาก็ค่อยๆจับมือนางอย่างระมัดระวังแล้วพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางบ่นในใจว่า ‘ก็ปกติ ? แล้วเฉ่าเหมยออกมาจากที่ใด ?’
แต่ไหนแต่ไรมา เจียงโม่หานก็รู้ว่าในตัวภรรยามีความลับบางอย่างซ่อนอยู่และยังไม่พูดถึงความคิดประหลาดเหล่านั้นของนางที่รอบรู้ยิ่งกว่าเขา ยกตัวอย่างเช่นตอนอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่นางให้ยืมก็เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับผลผลิตในไร่ของนาง แล้วจะปิดบังเขาได้อย่างไร ? ทว่าดูเหมือนนางจะไม่ค่อยอยากปิดบังเขามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว !
นอกจากนี้ ตอนอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ในบ้านแทบไม่เคยขาดแคลนผลไม้สดๆเลย มีบางชนิดที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ออกผลในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ กอปรกับเหตุการณ์ในวันนี้ที่ภรรยาสร้าง ‘เฉ่าเหมย’ ออกมาต่อหน้าต่อตาเขาเพราะความสะลึมสะลือ…หรือว่านางเป็นเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ รู้สรรพสิ่งในใต้หล้านับสหัสวรรษ สามารถเด็ดผลไม้จากสวนบนสวรรค์ได้ ?
วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส ขณะมองสตรอเบอร์รี่ที่โดนล้างจนสะอาดแล้วในจานข้างเตียง นางก็พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นพยาธิในท้องข้าหรือเปล่า รู้ว่าข้าอยากกินเฉ่าเหมย…แต่ในฤดูกาลแบบนี้ เจ้าเอาเฉ่าเหมยมาจากที่ใด ? คงราคาแพงมากกระมัง ?”
“พูดไปเจ้าคงไม่เชื่อ เช้านี้ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา ในห้องก็มีจานเฉ่าเหมยวางอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าแปลกหรือไม่?” เจียงโม่หานตีมือที่เอื้อมจะไปหยิบสตรอเบอร์รี่ของนาง “กินข้าวเช้าแล้วค่อยกินเฉ่าเหมย! สาวใช้เตรียมน้ำไว้แล้ว เจ้าลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเถิด!”
หลินเว่ยเว่ยตกใจพลางย้อนนึกเข้าไปในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ ทันใดนั้นนางก็พบว่าสตรอเบอร์รี่ที่ตนเพิ่งเก็บได้เมื่อวานหายไปหนึ่งจาน นางแกล้งทำเป็นงุนงง “เฉ่าเหมยไม่รู้ที่มาที่ไป จะกินได้หรือเปล่า !”
“ข้าลองชิมแล้ว เหมือนเฉ่าเหมยธรรมดาแต่หวานกว่าของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเสียอีก !” เจียงโม่หานมองดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของนาง…เสแสร้ง เสแสร้งต่อไปเถิด !
พืชผลในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณถูกรดด้วยน้ำพุวิญญาณ ถ้าไม่หวานก็แปลกแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยบ้วนปาก...บัณฑิตน้อยฉลาดถึงขนาดนี้จะต้องเดาอะไรออกบ้างแล้วกระมัง ? เขาไม่พูด นางก็แกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นต่อไป!
“ท่านพี่ พวกเราปลูกเฉ่าเหมยและเซียงกวา (แคนตาลูป) ในเรือนกระจกไม่ใช่หรือ ? รอให้ถึงสิ้นปีที่ไม่มีผลไม้อะไรให้กิน หากเรานำไปมอบให้คนอื่นก็ถือเป็นหน้าเป็นตาให้เราทั้งนั้น” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าเรือนกระจกเริ่มมีขนาดเล็กไปหน่อยแล้ว พืชผักและผลไม้ในห้วงมิติของนางมีมากเกินไป เรือนกระจกนั้นไม่มีทางปลูกได้หมดแน่นอน !
“ได้ ! แต่เจ้าห้ามลงมือปลูกเอง ถ้าหาต้นกล้าได้แล้วก็รอให้ข้ากลับมาช่วยเจ้าปลูก” คนท้องนั่งยองไม่ได้ ถ้าเบียดทารกในครรภ์แล้วจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงลังเล “ท่านพี่ เจ้ารู้อะไรมาหรือเปล่า ?”
“เจ้าเองก็ไม่ได้เดาบางอย่างออกแล้วหรือ ?” เจียงโม่หานมองนางด้วยความเข้าใจแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น
ตื่นเต้นเหลือเกิน ! นี่บัณฑิตน้อยจะสารภาพกับนางแล้วหรือ ? บัณฑิตน้อยกลับชาติมาเกิดใช่หรือไม่ ? ฮ่าฮ่าฮ่า กลับชาติมาเกิดกับทะลุมิติ พวกนางเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างจริงๆเหมาะสมกันมาก !
หลินเว่ยเว่ยพยายามควบคุมมารที่กำลังกรีดร้องในใจเอาไว้แล้วมองเจียงโม่หานด้วยดวงตาเป็นประกาย “เจ้ากลับชาติมาเกิดใหม่หรือเปล่า ? กลับมาเกิดตอนไหน ? รอเดี๋ยวนะ อย่าเพิ่งเฉลย ให้ข้าเดาก่อน…คงไม่ใช่ตอนที่โดนคนแซ่อู๋ตีหัวหรอกกระมัง ? เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ท่าทีที่เจ้าปฏิบัติต่อข้าก็ต่างไปจากเดิม เมื่อก่อนจมูกเชิดขึ้นฟ้า เหมือนไก่ตัวผู้ที่เย่อหยิ่ง เห็นข้าแล้วก็เหมือนเห็นก้อนอุจจาระอย่างไรอย่างนั้น !”
ตอนที่ 654: เจ้านายทั้งสองรักกันเหลือเกิน
เจียงโม่หานหัวเราะลั่นทันที “เจ้าพูดเกินไปหน่อยหรือไม่ ? แต่ข้ายอมรับว่านิสัยในอดีตของข้าไม่น่ารักสักเท่าไร” ที่แท้นางก็สังเกตเห็นความผิดปกติในตัวเขานานแล้ว เป็นเด็กน้อยที่ฉลาดอย่างที่คิดจริงๆ
“การค้าของสกุลอู๋ เจ้าเป็นคนทำลายใช่หรือไม่ ? แล้วยังมีการทุจริตข้อสอบของคนแซ่อู๋ เจ้าก็มีส่วนด้วยกระมัง ? ชาติก่อนเขาเคยรังแกเจ้าใช่หรือไม่ ? พอกลับชาติมาเกิดแล้วต้องตบหน้าเขาสินะ !” หลินเว่ยเว่ยพูดไม่หยุดเหมือนนกกระจิบตัวน้อย ราวกับคนที่เซื่องซึมเมื่อครู่ไม่ใช่นาง !
ถ้ารู้ก่อนว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ เขาคงสารภาพกับนางตั้งนานแล้ว ปล่อยให้นางอารมณ์ไม่ดีมานานขนาดนั้น เป็นเขาที่ผิดเอง !
เจียงโม่หานปอกเปลือกไข่ต้มแล้วยื่นให้นาง “เจ้า…ไม่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อเลยหรือ ?”
“ไม่ ! ข้าเห็นมันในละครโทรทัศน์และหนังสือนิยายของชาติก่อนถมเถไป…คิดว่ามันเจ๋งดี !” หลินเว่ยเว่ยกินไข่ต้มที่สามีป้อนพร้อมดวงตาเป็นประกาย
“หืม ? โทรทัศน์ ? เจ๋ง ?” เจียงโม่หานจับคำศัพท์ใหม่ๆได้จากปากนางอีกแล้ว
“ใช่! ละครโทรทัศน์…ก็เหมือนเอาเนื้อเรื่องจากในหนังสือหรือนิยายมาแสดงแล้วออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้คนเห็นละครเรื่องนั้นได้นับแสนนับล้านคน !” หลังจากกินไข่ต้มหมดแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ดื่มนมในแก้วจนหมดภายในชั่วอึดใจ ทำให้ปากเลอะคราบนมเหมือนเด็ก
เจียงโม่หานใช้มือเช็ดปากให้นางจนสะอาด ก่อนจะพูดเบาๆว่า “นั่นไม่เหมือนคณะละครงิ้วของพวกเราที่นี่หรือ มันก็สร้างมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันใช่หรือไม่ ?”
“อือ…จะพูดว่าคล้ายก็ได้กระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยค่อยๆยื่นมือไปหาสตรอเบอร์รี่…อื้อ! หวานมาก !
ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็ดีทั้งนั้น ติดตรงที่สาวใช้ข้างกายมีมากไปหน่อย คอยจับจ้องนางอยู่ได้ อยากขโมยกินผลไม้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณหน่อยก็ต้องเปลืองแรงสุดๆ…หรือจะบอกเรื่องมิติน้ำพุวิญญาณของตนให้บัณฑิตน้อยรู้ดี ?
“เล่าเรื่องฝั่งนั้นของพวกเจ้าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ?” หลังจากนางกินไป5ลูกแล้ว เจียงโม่หานก็หยิบจานสตรอเบอร์รี่ไปวางอีกด้านหนึ่งแล้วยื่นขนมให้นางหนึ่งชิ้น
หลินเว่ยเว่ยเหมือนกระรอกตัวน้อยที่คว้าจับขนมมาแทะด้วยมือทั้งสองข้าง “ฝั่งของข้า ? ก็มีเครื่องมือไถพรวนแบบอัตโนมัติ ข้าวสารให้ผลผลิตสูง เดินทางจากเมืองหลวงไปถึงเมืองจงโจวโดยการบินแค่ครึ่งชั่วยามกว่าๆเท่านั้น…”
“บิน ?” เจียงโม่หานตกตะลึงทันที หรือว่าภรรยาของตนจะเป็นเทพธิดาลงมาจุติจริง ?
ราวกับหลินเว่ยเว่ยอ่านความคิดของเขาออก นางหัวเราะเสียงดังลั่น “ไม่ใช่บินแบบนั้น แต่หมายถึงนั่งเครื่องบินซึ่งเป็นยานพาหนะที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วใช้บรรทุกคนให้สามารถเดินทางบนท้องฟ้าได้ เวลาเดินทางบนบกก็ไม่ต้องใช้ม้า แต่เร็วกว่ารถม้าถึงสี่ห้าเท่า มันเรียกว่า ‘รถยนต์’ นอกจากนี้ยังมีรถไฟ รถไฟฟ้าความเร็วสูง…เวลาจะออกไปไหนคือสะดวกสบายมากเลย !”
ดวงตาของเจียงโม่หานค่อยๆเบิกโตขึ้นเรื่อยๆ ราวกับได้ยินนิทานพันหนึ่งราตรี หลังจากเงียบไปสองสามช่วงลมหายใจเข้าออกแล้วเขาก็ถามขึ้นมาอีกครั้งว่า “เครื่องมือไถพรวนแบบอัตโนมัติคืออะไร ?”
“ก็คือ…เวลาไถดินไม่ต้องใช้วัวเทียมคันไถ สามารถสตาร์ทเครื่องแล้วขับผ่านแปลงนา ดินที่ไถได้ก็ทั้งลึกและสม่ำเสมอ ตอนหว่านเมล็ดก็มีเครื่องหว่าน เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลงมีโดรนบินบนท้องฟ้าโดยไม่ต้องใช้แรงคน สามารถเกี่ยวข้าวและสีข้าวได้ในเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน ข้าวสาลี ข้าวโพดแค่ใช้กระสอบใส่ก็เก็บเข้าโกดังได้แล้ว…ผลผลิตของเราที่นั่นสูงกว่าที่นี่มาก ข้าวขาวให้ผลผลิตประมาณ1,500ชั่ง สูงสุดได้ถึง2พันชั่งต่อหมู่ ข้าวสาลีก็ได้ประมาณหนึ่งพันกว่าช่าง ข้าวโพดก็ไม่ต่างอะไรกันมาก…”
หลินเว่ยเว่ยพูดแบบไม่ค่อยปะติดปะต่อ คิดอะไรได้ก็พูด ส่วนศัพท์เฉพาะทางเหล่านั้น นางก็พยายามเลี่ยงที่จะพูดออกมาตรงๆ เพราะกลัวบัณฑิตน้อยไม่เข้าใจ
เจียงโม่หานฟังด้วยความตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะบ่นขึ้นมาว่า “ผลผลิตสูงถึงขนาดนั้น…ราษฎรของฝั่งพวกเจ้าคงไม่มีใครอดอยาก…เกิดที่โลกของเจ้าจะต้องมีความสุขมากแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า ไม่เพียงกินอิ่ม แต่ยังกินดีอยู่ดีอีกด้วย ! เหมือนกับว่านางอดทนมานานและในที่สุดก็มีคนให้คุยได้สักที หลินเว่ยเว่ยเล่าไม่หยุดอยู่นาน เล่าถึงตึกสูง30กว่าชั้น ห้างสรรพสินค้าที่หาซื้อของได้อย่างสะดวกสบาย พูดถึงประชากรที่แออัดในเมืองใหญ่และรถติดที่นางเกลียดที่สุด พูดถึงวิชาเอกที่นางศึกษา…
ผ่านไปไม่ทันรู้ตัว เวลายามสายของวันก็ผ่านพ้นไปแล้ว เจียงโม่หานหยุดคำพูดพล่ามของนางแล้วประคองนางออกไปเดินเล่นที่ระเบียงโดยมีพรมปูรองพื้นสองสามชั้น เขายังอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เว่ยเอ๋อร์ เจ้าบอกว่าตัวเองเรียนด้านเกษตรมา เช่นนั้น…แผ่นดินต้าเซี่ยของพวกเราพอจะสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึงพันชั่งได้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ถ้าได้รับปุ๋ยมากพอและกำจัดศัตรูพืชกับโรคได้…มันก็อาจจะเป็นไปได้ บัณฑิตน้อย ข้าจะนำการปรับปรุงพันธุ์พืชมาเป็นงานวิจัยตลอดชีวิตของข้า !”
นางไม่เชื่อว่าด้วยความเป็นมืออาชีพของตนและห้วงมิติน้ำพุวิญญาณรวมถึงสูตรโกงอย่างน้ำพุวิญญาณ นางจะสร้างเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตถึงพันชั่งออกมาไม่ได้
เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องรีบร้อน พวกเรามีเวลาทั้งชีวิต อย่าให้ตัวเองเหนื่อยเกินไปเพราะสุขภาพสำคัญที่สุด ข้าจะยืนอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ เมื่อเจ้าหันมาก็จะเห็นข้ายืนอยู่ตรงนั้น !”
“แต่ตอนนี้เจ้าเดินไปข้างหน้าสักสองก้าวแล้วช่วยประคองข้าหน่อยได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือตัวเองออกไป…ไม่มีตาหรือไร ไม่เห็นระเบียงตรงหน้าดูลื่นหรอกหรือ ? อย่าให้ข้ากับลูกในครรภ์ล้มลงไปเชียว !
วันแล้ววันเล่าผ่านพ้นไป สองสามีภรรยาที่ยอมเปิดเผยความลับของตนออกมาแล้วยิ่งสนิทกันมากกว่าเดิม ในสายตาของพวกสาวใช้คือเจ้านายทั้งสองรักกันเหลือเกิน สายตาแทบจะตรึงกันไว้ คำพูดที่ออกมาก็ทำให้คนอื่นได้ฟังแล้วหน้าแดงไม่หยุด
ในระหว่างที่ว่างจากงาน เจียงโม่หานทำตามที่หลินเว่ยเว่ยเอ่ยขอคือปรับปรุงเรือนกระจกโดยเสริมชั้นวางขนาดสามชั้นเข้าไป ผักตามฤดูกาลล้วนถูกปลูกอยู่บนชั้นวาง ลังไม้ใบแล้วใบเล่าเต็มไปด้วยผักกาดขาว ปวยเล้ง ผักกาดหอม โหยวม่ายฉ้าย…
บนพื้นเรือนกระจกปลูกแตงกวา มะเขือ มะเขือเทศและผักอื่นๆครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งปลูกเซียงกวา แตงโม เฉ่าเหมยและผลไม้ต่างๆ…
ไม่รู้ว่าเพราะเขามองผิดไปไหม แต่ผักและผลไม้ในเรือนกระจกดูต่างออกไปในแต่ละวัน ผักกาดขาวและปวยเล้งรอแค่ครึ่งเดือนก็กินได้แล้ว ส่วนเฉ่าเหมยก็โตขึ้นจนเห็นได้ด้วยตา…เจียงโม่หานเริ่มสงสัยว่าภรรยาใช้พลังวิเศษกับผักและผลไม้เหล่านี้
ฤดูหนาวผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ตอนถอดเสื้อกันหนาวออก ครรภ์ของหลินเว่ยเว่ยก็โตไปถึง5เดือนแล้ว ในวันไถพรวนดินช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สำคัญเช่นนี้ นางไม่มีทางนั่งอยู่ในตำหนักได้แน่นอน ท่านหมอเหลียงบอกว่าขอแค่นางไม่ทำงานหนักจนเกินไปก็ได้ หลินเว่ยเว่ยจึงออกไปเหมือนพยัคฆ์กลับเข้าป่าโดยนั่งรถม้าจากตำหนักหมินอ๋องไปที่ไร่ทุกวัน…อันที่จริงนางไม่ได้ทำอะไรมากเป็นพิเศษ แต่นางกลับหวงแหนช่วงเวลาที่ได้ไป ‘ปลดปล่อย’ จิตวิญญาณนี้มากเหลือเกิน
เจียงโม่หานตามไปสองรอบเพราะไม่วางใจ หลังพบว่าภรรยาแค่ย้ายเก้าอี้ของเรือนไปไว้ที่ไร่แล้วงานต่างๆ ก็แค่ขยับปากพลางชี้นิ้วสั่งเท่านั้น เขาจึงเริ่มวางใจ
เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเริ่มต้นขึ้น หลายหมู่บ้านแถบชานเมืองหลวงส่งคนไม่น้อยมา ‘สังเกตการณ์’ และยังมีเศรษฐีในชนบทที่มีค่อนข้างมาก รวมถึงพวกพ่อบ้านของตระกูลชนชั้นสูง…คาดไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทก็เสด็จมาด้วย ทรงอยากเห็นการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีฤดูหนาวครั้งแรกของเมืองหลวง…เนื่องจากที่ผ่านมามีไม่กี่คนปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวในพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองหลวง เนื่องจากหนึ่ง ใช้เวลาปลูกนานและสอง เพราะกลัวไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเนื่องด้วยอากาศที่เหน็บหนาวเกินไป
[1] โหยวม่ายฉ้าย คือ ผักใบเขียวสด อวบน้ำ ชาวจีนนิยมผัดหรือลวกกินกับหม้อไฟ
ตอนที่ 655: หวังว่าชาติหน้าจะได้พบกันอีก
การทดลองของหลินเว่ยเว่ยทำให้ราษฎรทั่วทั้งภาคเหนือเห็นความหวัง…ความหวังในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละสองครั้ง ! สำหรับราษฎรแล้วแม้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จะน้อยนิด แต่นั่นก็เป็นข้าวขาวที่ช่วยให้อิ่มท้องได้ !
หลินเว่ยเว่ยยืน ‘ท้องโต’ พลางโบกมือน้อยๆของตนแล้วตะโกนด้วยเสียงอันทรงพลังว่า “เริ่มเกี่ยวได้ !”
ทันใดนั้นเกษตรกรผู้เช่าก็เริ่มพับแขนเสื้อพลางกวัดแกว่งเคียวในมืออย่างรวดเร็ว แม้แต่ชาวบ้านที่พากันมาดูรอบแปลงนาก็ซึมซับบรรยากาศและพากันไปหยิบเคียวที่เหลือแล้วเริ่มช่วยคนอื่นๆเกี่ยวข้าวด้วย
เจียงโม่หานที่คอยยืนอยู่ข้างกายหลินเว่ยเว่ยเพื่อช่วยประคองเอวของนางเอาไว้ก็มองเหตุการณ์ที่คึกคักนี้แล้วถามว่า “ข้าวสาลีหลายร้อยหมู่ต้องใช้เวลาเกี่ยวเท่าไรในโลกของเจ้า ?”
หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มที่มุมปาก “ถ้าใช้รถเกี่ยวข้าวสักห้าหกคัน วันเดียวก็เกี่ยวเสร็จแล้ว !”
เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง ‘ขอแค่มีเครื่องจักรเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตกี่หมู่ก็สามารถเก็บเกี่ยวหมดได้ภายในวันเดียว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าพืชผลที่ปลูกมาด้วยความยากลำบากจะเสียหายจากฝนที่ตกหนักในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว…’
หลังฟังเสียงพึมพำของเขาแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะออกมา “โลกของเรายังมีการพยากรณ์อากาศอีกด้วย สามารถพยากรณ์อากาศได้ล่วงหน้าเกือบครึ่งเดือนเชียวล่ะ !”
“พยากรณ์คืออะไรหรือ ?” หลินจื่อเหยียนเข้ามาพร้อมเคียวในมือ เขารินน้ำต้มถั่วเขียวอันแสนหวานและเย็นหนึ่งแก้วแล้วดื่มหมดภายในอึดใจเดียว เจ้าเด็กคนนี้จะถูกพ่อหลินเรียกไปฝึกวิชาต่อสู้ทุกเช้า ช่วงหลายเดือนมานี้จึงมีร่างกายกำยำขึ้นมาก ส่วนสูงก็จะเท่าเจียงโม่หานได้แล้ว
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเขา “ไม่มีอะไรหรอก แค่คุยกับพี่เขยรองของเจ้าเรื่องสัตว์ที่คาดเดาสภาพอากาศและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้เท่านั้น ! เช่น แสงเช้าไม่ควรออกจากบ้าน แสงเย็นแล้วถึงเดินทางได้นับพันลี้ หากมดย้ายรังเดินเป็นทางยาว พรุ่งนี้จะต้องมีฝนตกหนักแน่นอน…เห็นก้อนเมฆบนท้องฟ้าหรือไม่ ? มันบ่งบอกว่าในช่วง2วันนี้จะมีแดดจัด !”
“พี่รอง ท่านรอบรู้เหลือเกิน ! พวกเขาต่างบอกว่าเกษตรกรที่เพาะปลูกเก่งที่สุดยังไม่มีประสบการณ์เท่ากับท่านเลย พี่รอง ท่านมีความลับอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ?” หลินจื่อเหยียนยกเสื้อขึ้นเพื่อนำมาเป็นพัดให้ตัวเอง
หลินเว่ยเว่ยยื่นพัดในมือให้เขาแล้วชี้ไปบริเวณข้างกายเจียงโม่หาน “ถึงแม้ชาวบ้านพวกนั้นจะมีประสบการณ์มากขนาดไหนก็ยังไม่มากไปกว่าในตำราด้านการเกษตร ข้าสามารถมองได้ไกล ก็เพราะข้ายืนอยู่บนไหล่ของยักษ์และได้โชคดีเสริมอีกเล็กน้อย เจ้าเตรียมตัวสอบฮุ่ยซื่อของปีหน้าไปถึงไหนแล้ว ?”
“ท่านไม่เชื่อใจข้าและยังไม่กล้าเชื่อในตัวพี่เขยของข้าหรือ ? ข้าได้รับการสอนสั่งจากเขา ถึงจะเป็นเหมือนต้นแบบไม่ได้ แต่ก็ไม่ทำให้เขาขายหน้าแน่นอน ! พี่รอง ข้าไม่คิดจะอยู่ที่เมืองหลวงต่อ อยากไปทำงานต่างเมือง พอถึงเวลานั้นแล้วท่านจะต้องสนับสนุนงานของน้องชายให้มากๆด้วย !” หลินจื่อเหยียนวางแผนในอนาคตไว้แล้ว…เขาจะทำเหมือนพี่เขยรองคือทำให้ตัวเองยกระดับจากคนยากจนไปสู่คนร่ำรวยที่ใครต่างก็ใฝ่ฝัน
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “พอถึงตอนนั้นแล้วข้าจะพยายามหาตำแหน่งนายอำเภอทางภาคใต้ให้เจ้า เมล็ดพันธุ์ข้าวขาวให้ผลผลิตสูงพวกนั้นของข้าจะได้มีโอกาสแพร่กระจายออกไป !” หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจแล้วว่าจะพัฒนาผลผลิตของข้าวขาวในปีหน้าขึ้นไปอีก !
หลินจื่อเหยียนยิ้มยิงฟันขาว หลังคืนพัดให้หลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ข้าจะไปเกี่ยวข้าวสาลี !” เขาจะนั่งเป็นนายอำเภอไร้สมองเฉยๆ โดยไม่เข้าใจเรื่องการเพาะปลูกไม่ได้ !
หลินเว่ยเว่ยยิ้มอ่อน “ดูท่าทางแล้วคู่มือการปลูกข้าวขาวของข้าคงถึงเวลาได้เรียบเรียงสักที !”
“จะเขียนแต่วิธีปลูกข้าวขาวไม่ได้หรอก ข้าแนะนำให้เจ้าเขียนตำราทางการเกษตรขึ้นมาเลย รวบรวมวิธีทำการเกษตรแบบผสมผสานของเจ้าไปด้วย มันจะเป็นประโยชน์ต่อราษฎรทั่วหล้า !” เจียงโม่หานกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้ภรรยาจึงรีบพูดเสริม “ประเดี๋ยวข้าช่วยเจ้าเอง !”
เขียนตำรา ? จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่ายังมีหนทางอีกยาวไกลให้เดิน มันไม่ได้แปลว่าเป็นการสะสมบุญไว้ชาติหน้าหรอกหรือ ? หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานที่กำลังช่วยปอกเปลือกลูกท้อให้นางอยู่ข้างๆ…หวังว่าชาติหน้าจะได้พบกันอีก !
ข้าวสาลีฤดูหนาวยังคงให้ผลผลิตสูงอย่างไม่ต้องสงสัย หลังไถพรวนดินแล้วก็ปลูกถั่วลงไป หลังเก็บเกี่ยวถั่วในฤดูใบไม้ร่วงเสร็จก็ค่อยปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวต่อ…หลังทดลองปลูกแล้วพื้นดินแถวชานเมืองหลวงก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละสองครั้ง แน่นอนว่าปุ๋ยจะต้องมีเพียงพอด้วย
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้เข้าร่วมการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเพราะเจ้าตัวน้อยในครรภ์ถึงเวลาคลอดแล้ว บางทีอาจเพราะนางไม่รู้สึกผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์และเดินออกกำลังกายบ่อยครั้ง กอปรกับร่างกายที่แข็งแรงจึงทำให้ตอนคลอดเจ้าตัวน้อยใช้เวลาไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำ !
เพื่อนสนิทของนางและองค์หญิงเจียวเจียวที่เป็นหุ้นส่วนต่างมาหานางทันที ขณะมองเจ้าตัวน้อยที่นอนตัวแดงอยู่ข้างนาง องค์หญิงเจียวเจียวก็ตรัสด้วยความอิจฉา “ช่างเป็นเสื้อบุนวมฝ้ายตัวน้อยที่น่ารักจริงๆ ไม่อยากให้ท่านแม่ทรมานจึงยอมออกมาโดยง่าย แต่เจ้าตัวแสบของบ้านข้าทำให้ข้าทรมานอยู่ตลอดทั้งคืน รอให้เขาโตอีกหน่อยก่อนเถิด ข้าจะทรมานเขาให้เข็ด !”
แม้องค์หญิงเจียวเจียวจะออกเรือนช้ากว่าหลินเว่ยเว่ย แต่กลับคลอดลูกก่อนหน้าถึง2เดือน ขณะมองเจ้าตัวน้อยที่กำลังนอนทำหน้าตาน่ารักน่าชังอยู่ในห่อผ้าอ้อม จู่ๆองค์หญิงเจียวเจียวก็ตรัสขึ้นมาว่า “พี่เว่ยเว่ย พวกเราสองบ้านมาดองกันหรือไม่ ? ข้าจะต้องรักนางหนูเสี่ยวหมี่ลี่เหมือนบุตรสาวแท้ๆของตนแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยตั้งชื่อให้บุตรนานแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายชื่อเสี่ยวโต้วโต้ว (ถั่วแดงน้อย) เป็นผู้หญิงชื่อเสี่ยวหมี่ลี่ ( ข้าวฟ่างน้อย) หลังได้ยินแบบนั้นนางก็.อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่องค์หญิงเจียวเจียว “ข้าไม่สนับสนุนการแต่งงานแบบคลุมถุงชน ! ถ้าวันหน้าเด็กทั้งสองคนมีวาสนาต่อกัน ข้าก็จะไม่ห้าม แต่จะไม่บังคับว่าต้องทำตามคำสั่งพ่อแม่เด็ดขาด เพราะชีวิตเป็นของลูกๆไม่ใช่ของพวกเรา !”
“เฮอะ เฮอะ แต่ถ้าท่านอยากย้ายไปอยู่ตำหนักองค์หญิงด้วยกัน ข้าก็ไม่ขัด อยากเห็นบัณฑิตน้อยบ้านท่านไปตามทวงภรรยาคืนเหลือเกิน !” องค์หญิงเจียวเจียวแย้มพระสรวลเสียงดังลั่น ขณะทอดพระเนตรเสี่ยวหมี่ลี่ที่ตัวแดงเหมือนก้นลิง นางก็รู้สึกเสียดาย…ถ้าพี่เว่ยเว่ยดองกับบ้านนางก็คงจะดี ใครต่างก็บอกว่าบุตรสาวมักหน้าเหมือนบิดา ต่อไปเสี่ยวหมี่ลี่อาจกลายเป็นสตรีงามล่มเมืองเลยก็ได้ !
หยานชิงชิงที่เพิ่งตรวจพบว่าตั้งครรภ์ก็เดินเข้ามา หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้ม “พี่เขยเจียงต้องไปรื้อประตูตำหนักของพระองค์แน่ เชื่อหรือไม่เพ.คะ ? ไอโหยว นี่ก็คือเสี่ยวหมี่ลี่ของพวกเรา เกิดมาหน้าตาดีจริงๆ ดูดวงตา.กลมโตคู่นี้ ดูจมูกโด่งๆนั่น…ข้าไม่สนแล้ว พี่เว่ยเว่ย ข้าจะรับเสี่ยวหมี่ลี่เป็นบุตรสาวบุญธรรม !”
หลินเว่ยเว่ยก้มมองบุตรสาวที่กำลังนอนหลับเหมือนหมูตาย…ดวงตาปิดสนิท ใบหน้ายับย่น…ไม่รู้ว่าน้องชิงชิงเห็นเป็นทารกตาโตได้อย่างไร !
นางยังไม่ทันเอ่ยปากปฏิเสธ องค์หญิงเจียวเจียวก็ช่วยตรัสแทนนางว่า “ชิงชิง เจ้ามั่นใจว่าจะรับเสี่ยวหมี่ลี่เป็นบุตรสาวบุญธรรมจริงหรือ ? เจ้าไม่กลัวว่าต่อไปบุตรชายจะโกรธเจ้าหรือไร ?”
หยานชิงชิงเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายทันที นางจึงพูดด้วยน้ำเสียงลังเล “ถ้าเช่นนั้น…ค่อยว่ากันทีหลัง” ถ้าท้องแรกของนางเป็นบุตรชายก็อาจมีโอกาสได้เกี่ยวดองกับบ้านพี่เว่ยเว่ย !
หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย ‘เหตุใดมีแต่คนคิดอยากได้เสี่ยวหมี่ลี่ของนาง ?’
ตอนที่ 656: หลินเว่ยเว่ยสูญเสียความโปรดปราน
ตกกลางคืน นางเล่าเรื่องอันน่าขำขันนี้ให้สามีฟัง แต่ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายครุ่นคิดด้วยความจริงจัง “ขอพูดตามตรงว่านิสัยของพี่น้องสองคนนี้ของเจ้าจัดว่าไม่เลว ต่อไปน่าจะไม่มีเรื่องบาดหมางระหว่างแม่สามีลูกสะใภ้เกิดขึ้น ถ้ามองจากภาพลักษณ์ของครอบครัว ในครอบครัวราชบุตรเขยเหมิงและครอบครัวสกุลหยวนไม่มีเรื่องน่าปวดหัวอะไร เหลือแค่ดูนิสัยของเด็กทั้งสองบ้านเท่านั้นเอง !”
หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าหดหู่ทันที “บุตรสาวเพิ่งลืมตาดูโลก เจ้าก็อยากให้นางแต่งออกไปแล้วหรือ ? ระวังนางได้ยินเข้าแล้วจะไม่ชอบท่านพ่ออย่างเจ้า !”
เจียงโม่หานมองบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังมีเหงื่อออกตรงหน้าผากแล้ว.อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นางเพิ่งคลอดได้เท่าไรเอง จะรู้เรื่องอะไรได้ ? อีกอย่างคือข้าคิดเผื่อนางตั้งแต่เนิ่นๆ บุตรเขยและบ้านสามีที่ดีนั้นไม่ได้หาง่ายๆเลย ต้องลงมือก่อนถึงจะดี !”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าบุตรสาวเราฟังไม่รู้เรื่อง ? ไม่แน่ว่านางอาจเป็นคนที่ทะลุมิติเวลามาก็ได้ ! ทะลุมิติเข้าใจหรือไม่ ? เหมือนกับที่ข้าทะลุมิติเวลามาพร้อมความทรงจำเดิม…”
“ไม่หรอกกระมัง? แบบพวกเราน่าจะมีกันแค่สองคน ไฉนเลยจะมีคนแบบเรามากมาย น่ากลัวจะตายไป!” แม้ปากของเจียงโม่หานจะพูดแบบนั้น แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าตัวน้อยซึ่งกำลังออกแรงดิ้นจนทำให้หน้าแดงอยู่ ไม่รู้ว่าเขาคิดมากไปหรือเปล่า เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าเสี่ยวหมี่ลี่เพิ่งเหลือบมองบิดาด้วยสายตาเหยียดหยามขั้นสุด ?
พอคิดว่าในตัวบุตรสาวมีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่คนหนึ่งสถิตอยู่ เจียงโม่หานก็ใกล้จะขนหัวลุกอยู่แล้ว
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “ดูสภาพเจ้าเถิด! เจ้าลองคิดดูว่าถ้าตนเองไปเกิดเป็นเด็กทารกคนหนึ่ง เจ้าจะกินนมคนอื่นลงโดยไม่คิดอะไรหรือ? โดยเฉพาะมารดาผู้นั้นอายุน้อยกว่าเจ้ามาก เจ้าจะกินลงหรือเปล่า?”
เจียงโม่หานคิดตามนาง ทันใดนั้นก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้วรีบส่ายศีรษะเหมือนปอล่างกู่ (กลองป๋องแป๋ง) ขณะก้มมองบุตรสาวที่กำลังดูดนมมารดาอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก !
ทว่าหลังผ่านไปสองสามเดือน เขาก็ยังสังเกตบุตรสาวตัวเองอย่างใกล้ชิด ยิ่งมองเท่าไรก็ยิ่งสบายใจ…เพราะเจ้าตัวน้อยที่ตกใจแม้ตนเองผายลมจนร้องไห้ได้นี้ ไม่มีทางเป็นผู้ที่ทะลุมิติเวลาหรือกลับชาติมาเกิดใหม่แน่นอน !
ตั้งแต่เสี่ยวหมี่ลี่คลอดออกมา หลินเว่ยเว่ยก็สูญเสียความโปรดปรานจากฟู่หวางของนาง หมินอ๋องรักหลานสาวตัวน้อยคนนี้มาก แค่กลับมาจากค่ายทหารที่ชานเมืองแล้วก็เข้ามาอุ้มหลานชนิดไม่ยอมวาง มักขโมยหลานสาวไปที่สวนจื่อถงอยู่บ่อยครั้ง หลังวางไว้ที่แท่นบรรทมของพระชายาแล้วก็บ่นพึมพำว่า “เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าตอนที่บุตรสาวเราเกิด นางงดงามและน่ารักแบบนี้หรือไม่ ?”
ไม่ได้เกินจริงเลย เพราะหลังจากเสี่ยวหมี่ลี่เติบโตขึ้นมาอีกหน่อย ใบหน้าอันงดงามก็เริ่มปรากฏให้คนในใต้หล้าได้รับรู้ นางหนูตัวน้อยคิ้วโค้งมน ดวงตาสองชั้น ขนตางอนยาว ปากน้อยๆก็แดงระเรื่อเหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด แถมเจ้าตัวน้อยยังเลี้ยงง่าย นอกจากหิวหรือถ่ายแล้วถึงจะร้องออกมา โดยปกติก็จะนอนหลับอย่างว่าง่ายเหมือนลูกหมูน้อย
“ก็ต้องเหมือนสิเพ.คะ” หมินหวางเฟยทอดพระเนตรหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน ขณะลูบเส้นผมอันนุ่มนิ่มของหลานสาว นางก็เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง…ตอนอยู่ท่ามกลางสนามรบ นางไม่ทันได้ดูให้ดีก็บอกให้ปิงเจี๋ยอุ้มบุตรออกไปแล้ว ตอนเด็กๆ หานเอ๋อร์ของนางก็คงงดงามและน่ารักเหมือนเสี่ยวหมี่ลี่กระมัง
หมินอ๋องเห็นนางมีความสุขจึงตรัสว่า “เราอุ้มหลานมาเลี้ยงที่นี่ดีหรือไม่ ? เจ้าคิดดูนะ บุตรสาวกับบุตรเขยยุ่งกันถึงขนาดนั้น ยกให้สาวใช้ดูแลแล้วจะวางใจได้อย่างไร จริงไหม ?”
“ถ้าไม่กลัวเสี่ยวเว่ยสู้กับพระองค์สุดชีวิต ก็ตรัสออกไปสิเพ.คะ !” หมินหวางเฟยเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากบุตรที่นางตั้งครรภ์มากว่า9เดือนต้องถูกแม่สามีอุ้มไป นางจะต้องหัวเสียแน่นอน
หมินอ๋องยังตรัสด้วยความลังเล “เราไม่ได้ทำเพื่อพวกนางกับหลานหรอกหรือ ? ถ้าอย่างไร…ตอนกลางวันให้มาอยู่ที่เรือนเรา แล้วตอนกลางคืนก็อุ้มกลับไปที่เรือนพวกนาง ดีหรือไม่ ?”
หมินหวางเฟยถลึงดวงเนตรใส่คนขี้ขลาด ตัวเองไม่กล้าพูดกับเสี่ยวเว่ย แต่ให้นางไปรับบทตัวร้ายแทน ! ตอนรับประทานอาหารเย็น นางตรัสเรื่องนี้กับสองสามีภรรยา หลินเว่ยเว่ยไม่ได้คัดค้าน เพราะแม้ตอนอยู่ไฟ นางก็งานยุ่งมากจริงๆ นอกจากต้องดูแลเรื่องโรงงานแปรรูปเนื้อแผ่นแล้ว นางยังต้องสร้างโรงเรือนปลูกผักขนาดใหญ่ขึ้นมา แม้จะปลูกจำนวนมากไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็แก้ปัญหาเรื่องผักในฤดูหนาวของครอบครัวตนเองและพวกญาติมิตรทั้งหลายได้
ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอีกครา หลินจื่อเหยียนเดินเข้าสู่สนามสอบด้วยความมั่นใจเพื่อเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่ออันโหดร้ายถึง9วันติด เขาโชคดีกว่าเจียงโม่หานมากเพราะอากาศดี แสงแดด.อบอุ่น แผ่นแปะเพิ่มความร้อนที่หลินเว่ยเว่ยเตรียมให้เขาจึงไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที
ข้าวสำเร็จรูปและหม้อไฟถ้วยร้อนกลายเป็นของจำเป็นสำหรับผู้เข้าสอบ แม้ราคาค่อนข้างสูง แต่เพื่อได้รับประทานอาหารร้อนๆเวลาสอบแล้ว หากเป็นไปตามที่กฎการสอบกำหนด พวกบัณฑิตก็นำเข้าไปด้วยหลายถ้วย หนิงตงเซิ่งถึงขั้นลงทุนเช่าร้านใกล้สนามสอบเพื่อขายอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเดินทางไปต่างเมืองหรือออกไปท่องเที่ยว หรือพวกที่ไม่อยากก่อเตาทำอาหารเองก็จะมาซื้ออาหารตุนจากร้านนี้เพื่อพกพาไว้รับประทานระหว่างทาง หลินเว่ยเว่ยเองก็พลอยได้เงินก้อนโตไปด้วย
ช่วงสองสามปีนี้หนิงตงเซิ่งไม่เพียงเปิดร้านขนมสามสาขาที่เมืองหลวงเท่านั้น เขายังเปิดร้านสาขาตามหัวเมืองต่างๆอีกด้วย นอกจากนี้สินค้าที่ผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อแผ่นแถบชานเมืองหลวง เช่น เนื้อไก่แผ่น เนื้อหมูแผ่น เนื้อกระต่ายเส้น หมูฝอย เนื้ออบและสินค้าอื่นๆก็มีเขาเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดจำหน่าย
ยังไม่รู้ว่าหนิงตงเซิ่งหาวัวมาจากที่ใดอีก เขาเลี้ยงพวกมันในฟาร์มเพื่อรีดนมวัวมาแปรรูปแล้วใช้เป็นวัตถุดิบในการทำขนมต่างๆ หลินเว่ยเว่ยจึงรู้สึกว่าเขาดูพึ่งพาได้มากกว่าเดิมเล็กน้อย
เพราะชื่อเสียงขององค์หญิงเว่ยเว่ยและวิธีทำการค้าของเขา แม้หนิงตงเซิ่งจะยังอายุไม่มาก แต่กลับมีชื่อเสียงในเมืองหลวงสุดๆ ตอนนี้แม้แต่เรือนหลักของตระกูลหนิงที่เมืองเหอโจวก็ให้ความเคารพยำเกรงเขามากกว่าเดิม…หนิงตงเซิ่งไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวออกจากบ้านสาขาสกุลหนิงอีกต่อไป ตรงกันข้ามคือบ้านสาขาสกุลหนิงยังต้องพึ่งพาเขาอีกด้วย !
เมื่อผลสอบฮุ่ยซื่อถูกแปะป้ายประกาศ หลินจื่อเหยียนก็มีรายชื่ออยู่ในนั้นจริงๆ หลังผ่านพ้นการสอบหน้าพระที่นั่งไปแล้ว เขาก็ถูกฮ่องเต้คัดเลือกให้เป็นทั่นฮวา (สอบได้อันดับที่สาม) ใช่ว่าความรู้ของเขาจัดอยู่ในสามอันดับแรก แต่เพราะใน10อันดับแรกมีเพียงเด็กหนุ่มอย่างเขาคนเดียว นอกนั้นเป็นคนที่อายุเกือบจะเท่าแม่ทัพหลินได้อยู่แล้ว !
ตอนที่ขบวนแห่จอหงวนเคลื่อนไปตามถนน ขณะมองหลินทั่นฮวาบนหลังม้าแล้ว ติงหลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ตอนสมัยยังเยาว์ บางคราทั้งสองคนอาจมีความรู้สึกดีๆให้แก่กัน แต่หลินจื่อเหยียนตามไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยและกินเวลานานกว่า3ปี ตอนที่เขากลับมาเมืองหลวง ทางครอบครัวก็ได้หมั้นหมายนางกับคนอื่นไว้นานแล้ว ถ้าตอนนั้นเขามีความกล้าสักหน่อย นางเองก็เด็ดขาดอีกนิด ทั้งสองคนก็อาจมีตอนจบที่แตกต่างออกไปกระมัง ?
ทว่าชีวิตในเวลานี้ของนางก็ไม่เลว สามีเกิดในครอบครัวชาวนา แม่สามีเป็นคนอบอุ่นใจดี สามีก็ช่างเอาอกเอาใจ สมาชิกในครอบครัวเป็นคนเรียบง่าย ไม่มีเรื่องน่าปวดหัวอะไร ทำให้นางมีน้ำหนักมากขึ้นไม่หยุดหลังคลอด แม่สามีและสามีกลับบอกนางว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ดูมีความเปล่งปลั่งดี !
หลังจากหลินจื่อเหยียนได้ตำแหน่งทั่นฮวามาครองแล้วก็มีเทียบเชิญให้นางหวงไปเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ แม้แต่แม่ทัพหลินก็ได้รับเชิญตามไปด้วย สหายที่ชวนเขาไปดื่มสังสรรค์เริ่มมีมากขึ้นกว่าเดิม พวกนางและพวกเขาคิดจะถามถึงเรื่องคู่ครองของทั่นฮวา เนื่องจากอีกไม่นานบุตรชายคนโตก็จะเข้าพิธีสวมกวานแล้ว ดังนั้นเรื่องคู่ครองจึงต้องไตร่ตรองไว้หน่อย
ตอนที่ 657: หลินทั่นฮวามีความรักเหมือนคนอื่นแล้ว
แต่ในช่วงหลายปีนี้ความคิดของหลินจื่อเหยียนจดจ่ออยู่ที่การอ่านตำรามาโดยตลอด ทุกครั้งที่นางหวงพูดเรื่องนี้ เขาก็จะบ่ายเบี่ยงไปโดยให้เหตุผลว่าอยากประสบความสำเร็จก่อนเสมอ ตอนนี้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงแล้วจึงถึงเวลาที่จะคิดเรื่องคู่ครอง
หลินจื่อเหยียนแอบไปหาหลินเว่ยเว่ยแล้วพูดถึงสตรีที่อยู่ในดวงใจออกมาด้วยความเขินอาย หลินเว่ยเว่ยตาโตทันที “เจ้า…แอบไปเกี้ยวพาใครมา ?”
“ไม่มี ยังไม่มี ! ข้าแอบชอบนาง แต่นางยังไม่รู้…” หลินจื่อเหยียนกลัวจะทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายจึงโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
สุดท้ายก็แอบชอบชาวบ้าน ! หลินเว่ยเว่ยมองน้องชายด้วยสายตารังเกียจ “บอกมา เจ้าไปแอบชอบใครเข้า ? ข้าจะให้หมู่เฟยช่วยสืบท่าทีของคนบ้านนางให้”
“เสี่ยวหมี่ลี่ น้าชิงหลีมาหาเจ้าแล้ว !” โม่ชิงหลียังไม่ทันมาถึง เสียงก็ดังมาก่อนตัวแล้ว
หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นความลนลานและสายตาที่เขินอายของน้องชายได้…เวรล่ะ! เจ้าเด็กนี่ไปชอบจวิ้นจู่น้อยบ้านนั้นตั้งแต่เมื่อใด ? แต่ก็นะ ถือว่าสายตาดีใช้ได้ !
“หืม ? หลินทั่นฮวาก็อยู่ด้วยหรือ ! พอดีเลย ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย !” โม่ชิงหลีที่อายุ16ปี กำลังงดงามราวกับดอกฝูหรง แม้จะมีรูปโฉมงดงามแต่ก็ไม่อวดดี ทั้งร่าเริงและเป็นธรรมชาติ ตามวัยของนางควรได้หมั้นหมายแล้ว แต่ในกายนางมีสายเลือดของราชวงศ์ก่อนไหลเวียนอยู่จึงไม่มีใครมาสู่ขอสักที
หลินจื่อเหยียนถูมือด้วยความเขินอาย หลังจากเหลือบมองอยู่นานสองนาน เขาก็ตอบกลับเบาๆว่า “ขอบใจมาก…” ในเวลานี้เด็กสาวเข้าไปอยู่ข้างเตียงของพี่รองแล้ว นางเข้าไปแหย่เสี่ยวหมี่ลี่ที่เพิ่งดื่มนมเสร็จและกำลังจับเท้าตัวเองเล่นด้วยความสนุกสนาน
หลินจื่อเหยียนเห็นเด็กสาวไม่ได้สนใจเขาจึงกล้ามองนางตรงๆ เฮอะ ขี้ขลาดชะมัด ! ไม่ได้ความกล้าจากพี่รองไปเลยสักนิด…ชอบก็เกี้ยว ! จะอายอะไร ? !
“น้องหลีเอ๋อร์ หมู่เฟยของเจ้ายังกระตุ้นให้ไปดูตัวอยู่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยและโม่ชิงหลีเปลี่ยนสรรพนามเรียกแทนกันแล้ว บัดนี้นางช่วยถามแทนน้องชายเพื่อดูว่าจะมีศัตรูหัวใจของเขาอยู่หรือเปล่า
โม่ชิงหลีหยิบกระดิ่งเงินขึ้นมาเล่นกับนางหนูเสี่ยวหมี่ลี่ หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดว่า “พี่เว่ยเว่ย เราไม่พูดถึงเรื่องน่ารำคาญนี้ได้หรือไม่ ? ตอนอยู่ที่ตำหนัก ข้าก็โดนหมู่เฟยบ่นใส่ไม่หยุดแล้ว จนต้องหนีมาซ่อนตัวที่บ้านท่าน ใครจะคิดว่ายังหลบหัวข้อนี้ไม่พ้นอีก !”
“บุรุษแต่งงาน สตรีออกเรือน ! หมู่เฟยของเจ้าก็แค่เป็นห่วงเท่านั้น !” หลังได้เป็นแม่คนแล้ว หลินเว่ยเว่ยถึงได้เข้าใจว่าการ ‘เลี้ยงลูก100ปี กังวลไปแล้ว99ปี’ นั้นเป็นอย่างไร
โม่ชิงหลีมุ่ยปาก “พวกที่ยอมเกี่ยวดองกับบ้านข้าจะมีคนดีๆอยู่กี่คนเชียว ? คนที่หมู่เฟยชอบ เขาก็พยายามเลี่ยงพวกเราอย่างกับเห็นเป็นอสรพิษ แล้วเหตุใดยังต้องเร่งรีบกับมันอีก ? ใครบอกว่าสตรีจะต้องออกเรือนอย่างเดียว ? อย่างมากข้าก็แค่โกนผมบวชชี !”
‘พรืด…’ หลินเว่ยเว่ยสำลักน้ำชาที่ดื่มเข้าไป “แม่ชีกินเนื้อไม่ได้ เจ้ารู้หรือไม่ !”
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็จะย้ายไปอยู่ในไร่ ! พี่เว่ยเว่ย ท่านช่วยไปหาข้อมูลให้ข้าหน่อยว่าใกล้กับไร่ของท่านพอจะมีที่ดินประกาศขายหรือไม่ อันที่จริงข้าคิดว่าการทำไร่ทำนา เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ชีวิตแบบนี้ก็ไม่เลว !” โม่ชิงหลีไม่คิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องดี ได้แต่นั่งเบื่ออยู่ในเรือนหลังและยังโดนแม่สามีกับพวกพี่สะใภ้หาเรื่องอีก…
หลินเว่ยเว่ยเห็นบุตรสาวที่กำลังเล่นสนุกนั้นหยุดขยับตัวไปเสียดื้อๆ จึงรีบเข้าไปอุ้ม หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เปื้อนปัสสาวะอุ่นๆแล้วก็ยัดทารกน้อยกลับเข้าอ้อมอกของโม่ชิงหลี “น้องหลีเอ๋อร์ ข้ามีบุรุษที่เหมาะสมอยู่ ไม่ทราบว่าเจ้าอยากลองศึกษาหรือไม่ ?”
“บุรุษที่เหมาะสม ? ถ้าเช่นนั้นก็อย่าถามว่าข้ายินดีหรือไม่ ควรถามอีกฝ่ายดีกว่า” โม่ชิงหลีพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันและดูถูกตัวเอง
หลินเว่ยเว่ยพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ขอแค่เจ้าเต็มใจ ทางฝั่งบุรุษนั้น ข้าจะรับประกันให้เอง !”
หลังจากโม่ชิงหลีได้ยินแบบนั้นนางก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ใครหรือ ? พี่เว่ยเว่ย แตงที่ฝืนเด็ดจะไม่หวานหรอกนะ เราอย่าบังคับใจเขาดีกว่า !”
หลินเว่ยเว่ยลากหุ่นกระบอก…ซึ่งก็คือหลินจื่อเหยียนที่อยู่ข้างๆเข้ามาแล้วทุบหน้าอกของเขาเหมือนเหล่าหวางขายแตง “เจ้าคิดว่าน้องชายผู้โง่เขลาของข้าเป็นอย่างไร ? เจ้าดูตัวเขานะ แม้จะเทียบกับพี่เขยรองของเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าบุรุษคนอื่น ดูใบหน้ารูปไข่อีกทีสิ ถึงแม้จะดูดีไม่เท่าพี่เขยรองของเขา แต่คิ้วและดวงตาก็หล่อคม แถมยังพาไปโอ้อวดคนอื่นได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีด้านความรู้ แม้จะห่างชั้นกับพี่เขยรองอีกไกล แต่อย่างน้อยก็สอบได้ทั่นฮวาเชียวนะ หากดูที่ครอบครัวอีกรอบ พ่อแม่รักใคร่ น้องชายรู้ความ ครอบครัวเรียบง่ายไม่ถือตัว…”
โม่ชิงหลีเห็นหลินเว่ยเว่ยประเดี๋ยวก็ตบหน้าอกทั่นฮวา อีกประเดี๋ยวก็บีบแก้มทั่นฮวาจนทำให้ใบหน้าของทั่นฮวาเริ่มแดงและดูอึดอัด “ฮ่าฮ่า” นางจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ทำให้หลินทั่นฮวาของเราหน้าแดงกว่าเดิมทันที เรียกว่าแดงยันคอเลยก็ได้ !
“หัวเราะอะไร ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะถือว่าเจ้าตกลงแล้วนะ พอกลับไปแล้วข้าจะให้คนหาฤกษ์ดีแล้วหาแม่สื่อไปสู่ขอเจ้า ตกลงตามนี้แล้วกัน !”
“พี่เว่ยเว่ย ทำแบบนี้ไม่ได้ !” โม่ชิงหลีเหลือบมองหลินทั่นฮวาด้วยแววตาเศร้าสร้อยเล็กน้อย…ตอนนี้เขากำลังเนื้อหอม สตรีที่มีฐานะดีและนิสัยดีกว่านางก็ชื่นชอบเขาอยู่มากมาย !
สีแดงบนใบหน้าของหลินจื่อเหยียนจางลงทันที เขาอดถามไม่ได้ว่า “เหตุใดจึงไม่ได้ ?”
“ท่านเองก็ทราบสถานการณ์ของบ้านข้าแล้ว มันจะส่งผลต่ออนาคตของท่าน !” แม้ว่าโม่ชิงหลีจะมีความรู้สึกช้า แต่ก็สัมผัสได้ถึงสายตาเปี่ยมความหมายของอีกฝ่าย แม้นางใจเต้นแรงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาคลอเบ้า
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “เจ้านี่นะ ! คิดมากเกินไปแล้ว ! ทองคำแม้จะไปอยู่ที่ใดก็ยังส่องประกาย ขอแค่เขามีปัญญามากพอ ไฉนเลยฮ่องเต้จะไม่เรียกใช้คนมีความสามารถ ? น้องหลีเอ๋อร์ หากเจ้าไม่รังเกียจน้องชายผู้โง่เขลาของข้า พวกเราก็มาเกี่ยวดองกันเถิด !”
หลังจากเหลือบมองใบหน้าเปื้อนด้วยความหวังของหลินจื่อเหยียนแล้ว ใบหน้าของโม่ชิงหลีก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ นางก้มหน้าลง ฟองแห่งความสุขในใจกำลังผุดขึ้นมาฟองแล้วฟองเล่า…
ต่อจากนั้นข่าวการแต่งงานของทั่นฮวาคนปัจจุบันกับจวิ้นจู่ตำหนักหนิงอ๋องก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง สตรีในเมืองหลวงถึงขั้นใจสลายกันเลยทีเดียว…พวกนางสู้ ‘เศษสวะ’ ที่มีสายเลือดราชวงศ์ก่อนอยู่ในกายไม่ได้เลยหรือ ? มีคนรู้จักแม่ทัพหลินไม่น้อยที่รู้สึกเศร้าใจแทนเขา เพราะคิดว่าอนาคตของบุตรชายเขาต้องพังย่อยยับแล้ว !
ตอนที่จวนสกุลหลินไปสู่ขอยังตำหนักหนิงอ๋อง ฝ่ายหนิงหวางเฟยทั้งแตกตื่นและดีพระทัย…พระนางเคยเจอนางหวงสองสามครั้ง พบว่าอีกฝ่ายเป็นคนอ่อนโยนและจิตใจดี เด็กๆในสกุลหลินก็โดดเด่นกันทั้งนั้น เป็นบุตรเขยที่ใครในเมืองหลวงก็อยากได้ แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องดีๆเช่นนี้จะตกมาอยู่กับพวกตน พระนางรู้สึกเหมือหทัยจะหยุดเต้นไม่มีผิด
หลังได้รู้ว่าบุตรเขยในอนาคตคิดจะออกไปทำงานต่างเมืองและหวังให้จัดงานแต่งทันก่อนได้รับมอบหมายตำแหน่งคือจัดงานแต่งกันที่เมืองหลวงเลย หลังจากลังเลพักหนึ่ง หนิงหวางเฟยก็เห็นด้วย เนื่องจากบุตรสาวเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ถ้าให้รอต่อไปก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด !
ผ่านไปไม่นาน ตำแหน่งงานของหลินจื่อเหยียนก็ถูกกำหนด เป็นไปตามที่หวังคือเขาได้เป็นนายอำเภอที่อยู่ใต้ปกครองของเมืองหนึ่งทางภาคใต้…แต่สถานที่แห่งนั้นอยู่ในหุบเขา สภาพแวดล้อมย่ำแย่และผู้คนยากจนอย่างกับอะไรดี
ขุนนางที่เคยคิดจะเกี่ยวดองกับจวนสกุลหลินต่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นทันที ‘ไม่ชอบบ้านพวกเรา แต่ไปดองกับตำหนักหนิงอ๋องแทน เป็นอย่างไรบ้างเล่า ? โดนฮ่องเต้รังเกียจแล้วสิท่า ? เข้าทำงานในสำนักบัณฑิตฮั่นหลินไม่ได้ก็พอว่า แต่ถูกส่งไปยังสถานที่รกร้างห่างไกลความเจริญนั่นอีก สมน้ำหน้า !’
[1] เหล่าหวางขายแตง เปรียบเปรยว่า ขายเองชมเอง
ตอนที่ 658: ขุนนางขั้นสองรูปงาม
แต่ยังมีคนที่สติดีอยู่เหมือนกัน ‘ไปทำงานในชนบทแล้วอย่างไร ? ไม่มองบ้างว่าพี่สาวและพี่เขยของเขาเป็นใคร ? ตอนเป็นนายท่านจอหงวนนั้นพี่เขยรองของเขาก็ถูกส่งไปยังอำเภอยากจนในตะวันตกเฉียงเหนืออันแสนแร้นแค้น พวกเจ้าก็คิดแบบนี้ต่อเขาเหมือนกัน แล้วผลลัพธ์เล่า ? อำเภอหนิงซีกลายเป็นอำเภอมีชื่อเสียงที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือและหลังจากที่พัฒนาการเกษตรกับเศรษฐกิจของตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วเขาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นสี่ในชั่วพริบตา !
เมล็ดพันธุ์ข้าวขาวให้ผลผลิตสูงที่พี่สาวของเขาพัฒนาขึ้นในฟาร์มหลวงยังไม่มีโอกาสได้ไปทดลองและป่าวประกาศที่แดนใต้อยู่พอดี ถ้าเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวให้ผลผลิตสูงพวกนี้เข้ากับสภาพอากาศของแดนใต้ได้ เกรงว่าชนบทในสายตาพวกเจ้าก็อาจกลายเป็นอำเภอหนิงซีแห่งที่สองก็ได้ ! และการไปทำงานในพื้นที่แร้นแค้นก็ไม่ใช่การถูกเนรเทศ แต่เป็นเพราะเห็นคุณค่าและอยากทดสอบตัวเขาต่างหาก หากทั่นฮวาอดทนกับบททดสอบได้ ในอนาคตเวลากลับมายังเมืองหลวงแห่งนี้ ฮึ ไม่ต้องใช้สมอง ใครก็คงมองออก !’
ตอนที่หลินจื่อเหยียนแต่งงานก็กำลังอยู่ในช่วงเกี่ยวข้าวขาวของฟาร์มหลวงพอดี ผลผลิตสูงถึง500ชั่งต่อหมู่ หลังรอให้เขาแต่งงานและกลับไปอยู่บ้านได้3วัน ทั้งสองสามีภรรยาก็ขนเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวลงใต้เพื่อไปรับตำแหน่งแล้ว
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าน้องชายต้องไปรับตำแหน่งในเขตหุบเขาจึงให้เจ้าดำและเจ้าพยัคฆ์ดำ (ลูกของเจ้าดำ) ตามไปดูแล ตอนที่หลินจื่อเหยียนไปเยือนหมู่บ้านบนหุบเขา แม่ทัพอย่างเจ้าดำและเจ้าพยัคฆ์ดำก็คอยปกป้องขนาบข้างเขาไว้ตลอด พูดกันว่าเวลาหมาป่าทั้งสองตัวร่วมมือกันยังสามารถฆ่าเสือที่ดุร้ายจนตายได้ !
หลินจื่อเหยียนได้กินของป่าเสมอและยังชวนเพื่อนร่วมงานกับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชามารับประทานอาหารเย็นที่บ้านบ่อยๆด้วย อาหารและขนมสองสามอย่างที่โม่ชิงหลีเรียนทำจากหลินเว่ยเว่ยจึงมีประโยชน์สุดๆ นอกจากนี้หลินจื่อเหยียนยังใช้เนื้อหมูป่าแผ่นและเนื้อกวางแผ่นจากเมืองหลวงมาเป็นของขวัญเพื่อผูกมิตรกับขุนนางคนอื่นในที่ว่าการอำเภอ เวลาทำงานจึงราบรื่นกว่าเดิม
เขาสร้างนาขั้นบันได สร้างอ่างเก็บน้ำ ใช้กังหันน้ำชักน้ำลงจากภูเขา รวมกับเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวให้ผลผลิตสูงจึงได้ใจของราษฎรอย่างรวดเร็ว…
หลังจากพี่ชายสอบจิ้นซื่อได้แล้ว เสี่ยวเอ้อร์ฮว๋าก็ขยันอ่านตำรามากกว่าเดิม เพราะเดิมทีเขาก็เป็นคนฉลาดอยู่แล้ว สามารถเชื่อมโยงจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งได้ง่าย ในขณะที่เขาอายุได้12ปีก็เดินทางกลับไปสอบระดับเซี่ยนซื่อโดยมีแม่ทัพหลินเดินทางไปเป็นเพื่อนและยังสอบเซี่ยนซื่อ ฝู่ซื่อ เยวี่ยนซื่อผ่านได้ในปีเดียวจึงกลายเป็นซิ่วไฉได้อย่างสมเกียรติ ทำตามคำมั่นสัญญาในเวลานั้นของตนได้สำเร็จ…ทำลายสถิติที่พี่ชายเป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดได้สำเร็จอีกด้วย เขายังกลายเป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองจงโจว…
เมื่อช่วงเวลาทำงาน2ปีในเขตปกครองซุ่นเทียนของเจียงโม่หานจบลงแล้ว ช่างชูกรมคลังและช่างชูกรมโยธาธิการก็ต้องทะเลาะกันเกือบเลือดอาบเพราะอยากให้เขามาเข้าทำงานที่กรมของตน แล้วจะได้เป็นผู้ช่วยให้แก่ตน
ชื่อหลางกรมคลังและชื่อหลางกรมโยธาธิการ “…” พวกท่านยังเห็นหัวพวกข้าอยู่หรือไม่ ?
ต่อจากนั้นไม่นาน ชื่อหลางกรมคลังก็ถูกเฝิงชิวฟานกล่าวโทษและถูกปลดจากตำแหน่งพร้อมยึดทรัพย์ทั้งตระกูล เจียงโม่หานในช่วงอายุ21ปีจึงได้เลื่อนขั้นเป็นครั้งที่สอง โดยเข้ารับตำแหน่งชื่อหลางกรมคลังขั้นสาม
ชื่อหลางกรมโยธาธิการใจสั่นพลางมองหน้าเจ้านายด้วยความโล่ง.อก ‘โชคดีที่ท่านไม่ได้แย่งชนะช่างชูกรมคลัง เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าข้าจะได้รับโทษสถานใดเพื่อสร้างตำแหน่งว่างให้เจียงโม่หานคนนั้น !’
อนาคตของเจียงโม่หานเหมือนทางที่ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ได้รับไฟเขียวตลอดทาง ไร้อุปสรรคใดๆ ระหว่างที่เขาอยู่ในตำแหน่งชื่อหลางกรมคลังได้3ปี พื้นที่ทางภาคเหนือและภาคกลางต่างปลูกข้าวสาลีและข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงแผ่นดินต้าเซี่ยที่กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารไปแล้ว
การปลูกข้าวขาวให้ผลผลิตสูงของภาคใต้ก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้น เทคนิคการปลูกแบบขั้นบันไดเริ่มเข้าที่เข้าทาง อีกไม่นานก็จะถูกส่งเสริมให้พื้นที่ในแถบภูเขาได้เพาะปลูกบ้าง
องค์หญิงเว่ยเว่ยภรรยาที่ดีของชื่อหลางกรมคลังก็ทำตามการเกษตรแบบผสมผสาน นางเสนอว่าดินแดนแห่งสายน้ำอย่างแดนใต้เหมาะแก่การเพาะพันธุ์ ‘หนอนไหม ข้าวขาวและปลา’ สามารถขุดบ่อเก็บน้ำ เลี้ยงหนอนไหมเป็นพื้นฐานโดยใช้ใบหม่อนเป็นอาหาร ในบ่อก็เลี้ยงปลา พอหนอนไหมกินใบหม่อนแล้วปลาก็กินมูลหนอน โคลนในบ่อเป็นสารอาหารให้นาข้าวและต้นหม่อน น้ำที่เหลือในบ่อยังนำมาทำเป็นระบบชลประทานได้ วงจรหมุนเวียนมีแต่ประโยชน์
ฮ่องเต้หยวนชิงจึงย้ายหลินจื่อเหยียนที่เป็นนายอำเภออยู่ในหุบเขานานถึงสี่ปีมาเป็นจือโจว (ตำแหน่งรองจากเจ้าเมือง) แห่งเมืองฉวีโจว นอกจากนี้ยังประทานอนุญาตให้นำพื้นที่กว่า800หมู่มาใช้เป็นฟาร์มทดลองเพื่อทดลองการเพาะพันธุ์ ‘หนอนไหม ข้าวขาวและปลา’ โดยเฉพาะ เจียงโม่หานและภรรยาจึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมญาติ…เพื่อช่วยชี้แนะวิธีสร้างฟาร์มหลวง ณ แดนใต้
เสี่ยวหมี่ลี่ที่อายุเกือบห้าขวบแล้วก็ตามบิดามารดาไปเที่ยว แต่อย่าคิดว่านางจะได้เที่ยวสมใจ ! เพราะต้องอยู่แต่ในที่ว่าการเมืองฉวีโจวเท่านั้นเพื่อคอยดูแลลูกพี่ลูกน้องอย่างหลินกว่างหง (บุตรชายของหลินจื่อเหยียน) ที่เพิ่งหัดคลาน แต่ความเร็วในการคลานนั้นสูงมาก ในแต่ละวันเสี่ยวหมี่ลี่ต้องคอยตามหลังน้องชาย ระวังไม่ให้เขาคลานออกไปจากบ้านหรือไม่ให้เขาคลานลงบันได…ช่างน่าเหนื่อยใจเหลือเกิน
หลังรอให้วิธีเพาะพันธุ์ ‘หนอนไหม ข้าวขาวและปลา’ แบบหมุนเวียนนี้เป็นที่พิสูจน์และยอมรับแล้ว ข้าวพันธุ์ผสมของหลินเว่ยเว่ยก็ให้ผลลัพธ์ จากผลผลิตข้าวขาว500ชั่งขึ้นไปถึง800ชั่งต่อหมู่ คาดว่าในอีกสองปีข้างหน้าก็คงทะลุ1พันชั่งแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงดีพระทัยมากจึงพระราชทานรางวัลให้จวนสกุลเจียงอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่เจียงโม่หานเข้ารับตำแหน่งชื่อหลางกรมคลังได้สามปีแล้ว ช่างชูกรมโยธาธิการก็.ลงจากตำแหน่ง เขาจึงได้กระโดดขึ้นไปอีกรอบโดยนั่งในตำแหน่งช่างชูขุนนางขั้นสอง ตอนเข้าประชุมราชสำนัก ในหมู่ขุนนางผมขาวทั้งหลายกลับมีขุนนางหนุ่มรูปงามยืนอยู่อย่างสะดุดตา ทั้งดูน่าเหลือเชื่อและเข้ากันได้ดี
ขุนนางขั้นสองที่อายุไม่ถึง25ปีและยังหล่อเหลาเหมือนเทพบุตร จึงทำให้สตรีในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยอยากโดนเขารับเป็นอนุ แต่บ้านที่เปิดเผยว่าจะส่งบุตรสาวมาเป็นอนุเหล่านั้น ไม่บิดาก็พี่ชายของพวกนางมักจะต้องโดนกระสอบคลุมศีรษะแล้วโดนรุมทุบตีทุกรายไป
บางครั้งเป็นฝีมือของหมินอ๋อง บางครั้งเป็นแม่ทัพหลินและยังมีบางครั้งที่พวกเขาร่วมมือกัน…กล้าคิดทำลายชีวิตคู่ของบุตรสาวพวกตน ดังนั้นการปกป้องบุตรสาวโดยทุบตีพวกมันก็ถูกต้องแล้ว !
ขุนนางบางคนบอกว่าองค์หญิงเว่ยเว่ยไร้คุณธรรม แต่งงานจะครบ10ปีแล้วแต่คลอดบุตรสาวออกมาแค่คนเดียวและยังไม่อนุญาตให้เจียงช่างชูรับอนุ สร้างชื่อเสียง ‘สตรีขี้อิจฉาริษยา’ ออกมา…
หลินเว่ยเว่ยโมโหจนซื้อตัวอาชาผอมแห้งหยางโจวมาจำนวนหลายคน จากนั้นก็ส่งไปให้บุตรเขยของขุนนางเหล่านั้น…เจ้าไม่ได้บอกว่าข้าขี้อิจฉาริษยาอย่างนั้นหรือ ? ได้ ! ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ทนกับบุตรเขยที่โปรดปรานอนุแล้วทำลายภรรยาหลวงอย่างบุตรสาวพวกเจ้าไปเถิด ! นับแต่นั้นเป็นต้นมา ด้านข้างของขุนนางเหล่านั้น หากไม่มีภรรยามาร้องไห้ให้ฟัง ก็เป็นบุตรสาวมาโวยวายจึงไม่มีเวลามาหาเรื่องนางพักใหญ่
หลินเว่ยเว่ยโกรธจนมึนหัวตาลาย ข้าวก็กินไม่ลง…ขุนนางพวกนี้ว่างกันจริงๆ เอาแต่จ้องเรือนหลังของคนอื่น เก่งจริงก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์สิ สร้างคุณให้แผ่นดิน ทำเป็นหรือไม่ !
เมื่อภรรยาอารมณ์เสียก็เป็นธรรมดาที่หัวใจของเจียงโม่หานก็จะลุกเป็นไฟเช่นกัน เขารวบรวมสิ่งที่ขุนนางเหล่านั้นกระทำทุจริตและติดสินบนเจ้าหน้าที่ รังแกชาวบ้านและยังมีเรื่องสกปรกต่างๆ ส่งไปให้ผู้ตรวจราชการอย่างเฝิงชิวฟานโดยไม่เปิดเผยชื่อของตน
เฝิงชิวฟานเป็นเหมือนหมาบ้าที่ได้กลิ่นเหม็นเน่า เขาเพ่งเล็งขุนนางเหล่านั้นทันที ท้ายที่สุดขุนนางพวกนั้นก็ต้องมีจุดจบแบบร่วงหล่นจากตำแหน่ง ทรัพย์สินโดนริบ…ฮ่องเต้หยวนชิงโปรดการลงโทษแบบยึดทรัพย์สมบัติที่สุด เพราะสามารถเอาผลประโยชน์ที่ได้มาโดยไม่ชอบของอีกฝ่ายเข้าคลังหลวง!
ฮ่องเต้หยวนชิงยังแต่งตั้งให้เสี่ยวหมี่ลี่เป็นเสี้ยนจู่เพื่อบ่งบอกถึงความรักอันแสนลำเอียงที่มีต่อองค์หญิงเว่ยเว่ย…เจียงโม่หานจะรับอนุหรือไม่ก็เป็นเรื่องในครอบครัว คนนอกไม่ต้องยุ่ง !
ผ่านไปไม่นาน ข่าวที่องค์หญิงเว่ยเว่ยตั้งครรภ์ก็กระจายออกไปและก็ตั้งครรภ์ได้3เดือนแล้วด้วย หมี่ลี่เสี้ยนจู่โอ้อวดคนอื่นน่าดู…ข้าจะมีน้องแล้ว ! นางถามมารดาด้วยความไร้เดียงสาว่า “น้องชอบคลานไปไหนมาไหนเหมือนน้องชายที่บ้านท่านน้าหรือเปล่าเจ้าคะ ? ลูกใช้เชือกมัดน้องไว้ได้หรือไม่ ? ไม่อย่างนั้นลูกได้เอาแต่คอยดูน้องทั้งวันแน่นอน แบบนั้นลูกต้องเหนื่อยมากไม่ใช่หรือเจ้าคะ ?”
[1] อาชาผอมแห้งหยางโจว หมายถึง หญิงสาวชาวหยางโจวที่ได้รับการฝึกอบรมพิเศษและพร้อมที่จะแต่งงานกับผู้มั่งคั่งในฐานะอนุภรรยา
ตอนที่ 659: คนที่กลับชาติมาเกิดใหม่มักมีสูตรโกงติดตัวกันหมด
หลินเว่ยเว่ย “…” นี่เจ้ากำลังเลี้ยงน้องหรือเลี้ยงสุนัขกันแน่ ?
ในชาตินี้ เมื่อเจียงโม่หานขึ้นไปถึงตำแหน่งโฉวฝู่ (หัวหน้าเหล่าขุนนาง) เขาเพิ่งจะอายุ30ปีต้นๆเท่านั้นซึ่งเร็วกว่าชาติก่อนถึง10ปี
ในชาติที่แล้ว ตำแหน่งโฉวฝู่ของเขาทำให้ผู้คนหวาดกลัว นอกราชสำนักยิ่งแล้วไปใหญ่ ในจวนหนาวเหน็บจนเขารู้ดีแก่ใจว่าปลายดาบพร้อมจ่ออยู่ที่ลำคอตลอดเวลา ชีวิตจะสุขสบายได้ก็แปลกแล้ว !
ในชาตินี้ ชีวิตของเขาถูกเขียนด้วยคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ เบื้องบนมีบิดามารดา ข้างกายมีภรรยา เบื้องล่างมีบุตรสาวคอยออดอ้อน ฮ่องเต้ให้ความสำคัญ ขุนนางในราชสำนักให้ความเคารพ ราษฎรเลื่อมใส…ความโศกเศร้าจากชาติก่อนถูกเติมเต็ม เพียงเพราะมีนางเข้ามา…
หลินเว่ยเว่ยอ้าปากหาว ขณะจัดชุดขุนนางใหม่ของเขา นางก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ตำแหน่งขุนนางของเจ้าขึ้นเร็วเหมือนติดจรวด ฟิ้ว ! ตำแหน่งที่คนอื่นใช้ทั้งชีวิตก็ยังขึ้นไปไม่ถึง แต่เจ้ากลับนั่งได้ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น คนที่กลับชาติมาเกิดใหม่มักมีสูตรโกงติดตัวกันหมด !”
เจียงโม่หานยิ้มแล้วก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนาง “ก็ไม่ใช่เพราะมีภรรยาอย่างเจ้าหรือ ?” ที่เขาพูดเช่นนี้ไม่ได้เพราะถ่อมตนและไม่ใช่คำชมเกินเหตุ ตำแหน่งโฉวฝู่ของเขานี้อย่างน้อยก็เป็นผลงานจากนางครึ่งหนึ่ง เพราะความดีของนางแล้ว ราชสำนักจึงพระราชทานรางวัลให้ไม่หยุด ให้จนไม่รู้จะให้อะไรนางแล้ว มันจึงย้ายมาตกที่ศีรษะเขาจนหมดไม่ใช่หรือ ?
“นั่นเป็นเพราะเจ้าก็ลงมือทำงานแบบจริงจัง บางเรื่องข้าแค่พูดโดยยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ แต่เจ้าก็ทำออกมาจนได้ โฉวฝู่หน้าหยกแบบเจ้าสมควรได้รับมันแล้ว !” คนที่อยู่ด้านนอกเอาแต่บอกว่าบัณฑิตน้อยฟันไม่ดีชอบกินข้าวนิ่ม…พวกขี้อิจฉา ! สามีของข้ามีฟันที่แข็งแรงและเป็นฟันทองคำต่างหาก !!
ในช่วงไม่กี่ปีที่อยู่กรมโยธาธิการนั้น เจียงโม่หานใช้ศูนย์ปฏิบัติงานของกรมสร้างเครื่องนวดข้าวแบบมือหมุนและเครื่องหว่านเมล็ดขึ้นมา สามารถช่วยประหยัดแรงให้ชาวบ้านได้มาก ซีเมนต์ที่เขาเป็นผู้คิดค้นก็ทำให้ปราการป้องกันเมืองแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หรือแม้แต่ดินปืนที่เขาผสมออกมาก็ถูกนำไปทดลองใช้ในกองทัพ เมื่อปืนใหญ่หงอีปรากฏขึ้นในสนามรบ ศัตรูฝ่ายตรงข้ามก็พ่ายแพ้ไปโดยปริยาย…
ในเวลานี้ แม้เขาจะขึ้นนั่งในตำแหน่งโฉวฝู่แล้วก็ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานผลิตอาวุธสงครามซีซานอีกด้วย อันที่จริงในชาติก่อนปืนใหญ่หงอีก็ถูกสร้างออกมาจนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว เจียงโม่หานจึงแค่ปรับปรุงเพิ่มเท่านั้น เขาค่อนข้างสนใจกับปืนพกที่ภรรยาเอ่ยถึง ถ้านายทหารในกองทัพต้าเซี่ยพกไว้สักกระบอกก็คงทำให้ยิงศัตรูร่วงเป็นว่าเล่น !
เพราะเรื่องนี้ เขาจึงกลายเป็นคนเนื้อหอมในกรมกลาโหมอีกแห่ง แม้แต่ช่างชูกรมกลาโหมก็แทบจะยกตำแหน่งแก่เขาเพื่อให้เขาศึกษาและพัฒนาเจ้าสิ่งนี้ต่อไป !
ในเวลานี้ฮ่องเต้หยวนชิงกำลังนั่งร่ำสุราอยู่กับหมินอ๋อง ฝ่ายหมินอ๋องตะโกนเสียงดังลั่น “ตรัสว่าอย่างไรนะ ? พระองค์จะสละบัลลังก์ ? ฝ่าบาท พระวรกายก็แข็งแรงอยู่ไม่ใช่หรือ ? ยังทำต่อไปได้ตั้งสิบยี่สิบปี แล้วเหตุใดถึงจะเลิกทำพ่ะย่ะค่ะ ?”
“ชู่ว ! เบาเสียงหน่อย! เจ้านี่นะ ชาตินี้แก้นิสัยชอบเอะอะโวยวายไม่ได้จริงๆ !” ฮ่องเต้หยวนชิงที่สูงวัยแล้วคีบกระต่ายผัดเผ็ดขึ้นมาเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะตรัสต่อ “คนเราน่ะ ! จะไม่ยอมรับว่าตัวเองแก่แล้วไม่ได้ ! ตอนนี้เวลาเจิ้นอ่านฎีกา พออ่านไปได้ไม่กี่เล่มก็ตาลาย เมื่อก่อนทำงานจนดึกดื่น แถมตอนเช้ายังต้องมากำราบพยัคฆ์มังกรในราชสำนักอีก ตอนนี้เจิ้นไม่ไหวแล้ว…”
หมินอ๋องขมวดพระขนง “ฎีกาก็ไม่ได้มีรัชทายาทช่วยอ่านหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
“ใช่ ตอนนี้งานส่วนใหญ่มีรัชทายาทเป็นผู้จัดการ ทุกคนเห็นความสามารถของเขาแล้ว เจิ้นยกบัลลังก์ให้เขาก็ไม่มีอะไรให้ห่วงอีก ?” องค์รัชทายาทมีพระชนมายุ30ชันษาแล้ว ส่วนพวกน้องชายของเขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่หมดแล้วด้วย บางคนเริ่มมีความคิดไม่ซื่อ การที่พระองค์สละบัลลังก์ในเวลานี้ยังช่วยรัชทายาทกดคนที่อยู่เบื้องล่างได้ด้วย
หลังจากนั้นอีก2-3ปี องค์รัชทายาทก็จะได้นั่งในตำแหน่งได้อย่างมั่นคง มีเจียงโฉวฝู่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยช่วยเหลือ มีจ้าวซื่อจื่อเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ พระองค์ก็จะได้มีชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบ !
ใต้หล้านี้เป็นแผ่นดินที่พี่น้องและพระองค์ร่วมกันต่อสู้เพื่อแลกมาด้วยเลือดเนื้อ ในช่วง20ปีมานี้พระองค์ไม่กล้าประมาทแม้แต่อึดใจเดียว เพียรพยายามทั้งวันทั้งคืนและในที่สุดก็สามารถสร้างแผ่นดินอย่างปัจจุบันนี้ขึ้นมา พระองค์กล้าตรัสได้เลยว่าไม่มีฮ่องเต้สร้างแผ่นดินพระองค์ใดจะทำได้เทียบเท่า สามารถสร้างแผ่นดินที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา !
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องข้าวปลาอาหารก็แล้วกัน เสบียงในคลังของพื้นที่ต่างๆ แม้จะข้ามปีแล้วก็ยังกินไม่หมด แต่ของใหม่ก็เข้ามาเพิ่มแล้ว ภาษีที่ดินเก็บ15ต่อ1 ลดมาจาก30ต่อ1 ทว่าข้าวปลาอาหารที่เก็บมาก็ยังเต็มคลังอยู่ดี เมื่อก่อนมีภัยพิบัติที่ใดก็ต้องรวบรวมเสบียงอาหารทั้งแคว้นไปช่วย แต่ตอนนี้แค่คลังของหัวเมืองต่างๆที่อยู่รอบข้างก็พอให้แจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์แก่ราษฎรได้แล้ว
เมื่อข้าวปลาอาหารมีพอ เสบียงอาหารของกองทัพก็เพิ่มขึ้นด้วย กรมคลังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการทำสงครามว่าจะไปรวบรวมอาหารจากที่ใด แค่ทุ่งนาของกองทัพตรงชายแดนก็เพียงพอให้พวกเขากินไปถึง2ปีแล้ว
ชายแดนเปิดตลาดการค้าข้ามเขตแดนขึ้นมา โดยใช้อาหารแลกวัวม้าของอีกฝ่าย ใช้สัตว์พวกนั้นมาเป็นกำลังเสริมของกองทัพ ส่งผลให้พวกตงหู หุยเหอและแคว้นทางใต้ล้วนให้ความเคารพยำเกรง ไม่กล้ามารุกรานอีก
ส่วนเศษเสี้ยวของกบฏราชวงศ์ก่อนยิ่งไม่มีโอกาสปลุกปั่นราษฎรเข้าไปใหญ่ ราษฎรอยากได้อะไร ? ก็แค่ปัจจัยสี่เท่านั้น ราชวงศ์ก่อนเพิ่งถูกล้มล้างไป20ปี จึงเป็นธรรมดาที่ราษฎรจะยังจดจำได้ว่าในเวลานั้นพวกตนมีชีวิตอย่างไร ภาษีและการขูดรีดต่างๆนานา ขุนนางทุจริตอย่างเปิดเผย ข้าวปลาอาหารที่สร้างมาด้วยความยากลำบากตลอดปีก็มีไม่พอให้จ่ายภาษีด้วยซ้ำ ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นมาราษฎรก็จะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกันมากกว่าเดิม !
ในเวลานี้ หากครอบครัวหนึ่งเพาะปลูกกันเองประมาณ2-3หมู่ก็เพียงพอจะเลี้ยงพวกเขาได้ทั้งครอบครัวแล้ว ถ้าขยันหน่อยก็บุกเบิกพื้นที่รกร้าง สามปีแรกไม่ต้องจ่ายภาษี หลังบำรุงด้วยปุ๋ยตามที่คู่มือของราชสำนักบอกแล้วอย่างน้อยในหนึ่งฤดูก็จะได้ข้าวขาวกลับมา400-500ชั่ง ส่วนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เหล่านั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้าจัดการดีๆแล้วอย่างน้อยก็ได้ผลผลิต700-800ชั่งหรืออาจมากกว่านั้น เมื่อราษฎรได้กินอิ่มนอนอุ่น มีวิถีชีวิตที่ดี ใครจะอยากไปเสี่ยงชีวิตให้โดนตัดหัวเสียบประจานกับพวกเจ้า ?
ตอนที่ทางการออกตามล่ากบฏราชวงศ์ก่อน ราษฎรยังให้ความร่วมมือสุดๆอีกด้วย บ้านใครมีแขกแปลกหน้ามาเยือนหรือตรอกใดมีคนแปลกหน้าเพิ่มเข้ามา พวกเขาก็จะไปรายงานกับทางการ…พวกราษฎรไม่อยากให้ชีวิตอันมั่นคงที่สร้างมาด้วยความยากลำบากต้องย่อยยับอีกครา และหลังจากยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้ว พวกเขาก็จะได้เงินรางวัลนำจับอีกด้วย
กรมการค้าที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องยังช่วยเติมเงินเข้าคลังหลวง เมื่อในคลังมีเงินแล้ว กรมโยธาธิการก็มีเงินทุนมากกว่าเดิม พวกเขาพัฒนาอาวุธ เครื่องมือการเกษตรและเรือเดินสมุทร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้วงจรชีวิตที่ดีขึ้นมา กองทัพต้าเซี่ยแข็งแกร่งกว่าเดิม เกษตรกรกระตือรือร้นในการเพาะปลูกมากกว่าเดิม การคุ้มกันทางทะเลยังช่วยให้การค้าทางทะเลเจริญรุ่งเรืองมากไปอีก…
“ในแผ่นดินไม่มีราษฎรหิวโหย นอกแผ่นดินไม่มีศัตรูกล้ารุกราน” คงเป็นอุดมคติสูงสุดของฮ่องเต้พระองค์นี้กระมัง ? ในที่สุดฮ่องเต้หยวนชิงก็สละอำนาจในพระหัตถ์ ทรงหันไปแย้มโอษฐ์กับหมินอ๋อง “ท่านแม่ทัพ”
ในรัชสมัยหยวนชิงปีที่20 ฮ่องเต้หยวนชิงสละราชบัลลังก์ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้วเปลี่ยนชื่อปีเป็นรัชสมัยจิ่งหมิง
รัชสมัยจิ่งหมิงปีที่28 เจียงโฉวฝู่ลาออกจากตำแหน่ง ฮ่องเต้จิ่งหมิงยื้อแล้วยื้ออีก ทว่าเจียงโฉวฝู่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว “ฝ่าบาท กระหม่อมอายุมากแล้ว รับภาระหนักๆไม่ไหว อย่างไรก็เก็บโอกาสไว้ให้คนหนุ่มไฟแรงเถิดพ่ะย่ะค่ะ…”
ตอนที่ 660: ในวัยหกสิบแล้วยังไปฮันนีมูน?
ฮ่องเต้จิ่งหมิงทอดพระเนตรเจียงโฉวฝู่ที่ยังมีเส้นผมดกดำและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดฝาดด้วยสายพระเนตรเหนื่อยหน่าย แม้อายุได้60ปีแล้วยังไม่ดูแก่แม้แต่น้อย เหตุใดถึงกล้าเอา ‘อายุมากแล้ว’ มาอ้าง ? ดูอย่างรองโฉวฝู่นั่นสิ อายุเกือบ70ปีแล้วยังไม่อยากลงจากตำแหน่งเลย แต่เจ้าอายุแค่60ปีก็อยากลาออกแล้ว คนที่ไม่รู้ก็จะคิดว่าเจิ้นกดขี่เจ้า !
“เอาเถิด ! ความจริงเพราะองค์หญิงเว่ยเว่ยอยากไปเที่ยวพ่ะย่ะค่ะ” เจียงโฉวฝู่ทูลตามตรง “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้กระหม่อมไปไหนก็จะมีนางตามไปด้วยตลอด ไม่เคยห่างกันเกินครึ่งเดือน กระหม่อมกลัวว่าถ้าไม่มีกระหม่อมอยู่เคียงข้างแล้ว นางจะดูแลตัวเองได้ไม่ดี…”
ดังนั้น…พวกเจ้าสองสามีภรรยาบอกว่าจะไปก็ไปกันเลยสิท่า ทิ้งให้เจิ้นเผชิญหน้ากับราชกิจที่แสนน่าเบื่อและเหนื่อยหน่ายคนเดียว ? ฮ่องเต้จิ่งหมิงลูบพระหนุ (คาง) ถ้าอย่างไร…ทรงสละราชบัลลังก์ให้รัชทายาทแล้วออกไปท่องเที่ยวชมดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์กับฟู่หวงดีหรือไม่ ?
องค์รัชทายาทที่กำลังช่วยฟู่หวงสะสางฎีกาอยู่ที่ห้องทรงพระอักษรพลันรู้สึกเย็นวาบและอดไม่ได้ที่จะวรกายสั่นสะท้าน ขันทีที่รับใช้อยู่จึงรีบไปหยิบเสื้อคลุมมาให้ทันที
ฮ่องเต้จิ่งหมิงพระองค์นี้ไม่ได้บอกว่าจะสละก็สละเลยหรอก ทว่าเจียงโฉวฝู่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งให้ได้ทันที ภายใต้ความจนปัญญาจึงทำให้ฮ่องเต้จิ่งหมิงต้องเขียนหนังสืออนุมัติให้เขา…ไม่เขียนก็ไม่ได้ ! เนื่องจากองค์หญิงเว่ยเว่ยยืนจ้องอยู่ด้านข้างพร้อมดาบยาว40หมี่ !
….....
หลินเว่ยเว่ยกำลังกวัดแกว่งกระบองเหล็กนิลประดับพู่แดงหนักหลายร้อยชั่งของนางเพื่อแสดงกระบวนท่าหอกสกุลจ้าวให้หลานดู ! นางมีบุตรสาวหนึ่งและบุตรชายสองคน เสี่ยวหมี่ลี่บุตรสาวคนโตเพิ่งผ่านวันเกิดอายุครบ40ปี ตอนนี้นางก็ได้เป็นย่าและยายเรียบร้อยแล้ว
บุตรชายคนโตของนางอายุ35ปี ตอนนี้เป็นช่างชูกรมโยธาธิการ ตอนเขาเด็กมากๆ ก็แสดงความสามารถในการลงมือทำสิ่งต่างๆออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อโตขึ้นอีกหน่อยเจียงโม่หานที่ดำรงตำแหน่งช่างชูกรมโยธาธิการในเวลานั้นก็ให้เขาคอยอยู่ใกล้ๆตลอด สั่งสอนด้วยตัวเอง เรียกว่าคัดลอกสำเนามาจากบิดาเลยก็ว่าได้
บุตรชายคนเล็กอายุ33ปี เขาฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่อายุ10ขวบคือสอบได้เสี่ยวซานหยวน (ได้อันดับ1ทุกสนาม หมายถึง เซี่ยนซื่อ ฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อ) พออายุ13ปีก็สอบเซียงชื่อได้อันดับหนึ่ง เดิมทีตอนอายุ15ปีจะเข้าสอบฮุ่ยซื่อแล้ว แต่โดนบิดาห้ามไว้ก่อน โดยให้เลื่อนไปอีก3ปี เขาจึงไม่ได้ทำลายสถิติสอบได้อันดับหนึ่ง6สนามติด
สาเหตุที่เจียงโม่หานไม่ให้เขาสอบตอนอายุ15ปี ใช่เพราะกังวลในความรู้ความสามารถของเขา แต่กลัวเรื่องจิตใจของเขาแทน เพราะการมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุน้อยและถูกคนห้อมล้อม มันไม่ใช่เรื่องดีกับอนาคตของเขา หลังสอบได้ตำแหน่งจอหงวนแล้ว เจียงโม่หานก็ให้เขาไปดำรงตำแหน่งนายอำเภออยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่เพิ่งแย่งชิงมาจากแคว้นหนานซือได้
เมื่อมีต้นแบบอย่างเจียงโฉวฝู่และน้าชายใหญ่ของเขาแล้ว ในราชสำนักก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าการส่งจอหงวนออกไปทำงานต่างเมืองเป็นเพราะไม่ได้รับความสำคัญอีก ดูเถิดว่าบิดาของเขาเป็นใคร ตอนนั้นก็เป็นจอหงวนและถูกส่งไปยังอำเภอห่างไกลทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือเช่นกัน แต่อายุยังเยาว์ก็ได้เป็นโฉวฝู่แล้ว ดูน้าชายใหญ่ของเขานั่นอีก หลินทั่นฮวาในเวลานั้นก็ถูกส่งไปอยู่ในป่าในเขา แต่ตอนนี้ได้เป็นจ่งตู (ผู้ตรวจการระดับมณฑล) ของทั้งมณฑลเจียงซีและเจียงซู
มีคนสรุปเส้นทางแห่งชื่อเสียงของพวกเขาไว้ว่า…สถานที่ยากลำบากเท่าไรก็ยิ่งสร้างศักยภาพและผลงานให้ง่ายกว่า เป็นไปตามที่คาดไว้เพราะบุตรชายคนรองผู้น่าทึ่งของเจียงโฉวฝู่เพิ่งอายุ30ต้นๆ ก็ได้รับตำแหน่งจ่งตูของทั้งมณฑลเจียงซีและเจียงซูแล้ว
สำหรับตระกูลเจียงแล้ว ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมาก เจียงโฉวฝู่เป็นขุนนางขั้นหนึ่งไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งเป็นราชครูขององค์รัชทายาทด้วย บุตรชายทั้งสองก็เป็นขุนนางขั้นสอง แม้แต่น้องชายทั้งสองของภรรยาก็ได้เป็นขุนนางขั้นหนึ่งและขั้นสอง ลือกันว่าหลังจากเจียงโฉวฝู่ลงจากตำแหน่งแล้ว การลงคะแนนเสียงเก้าในสิบส่วนของการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งโฉวฝู่คนต่อไปล้วนตกมาที่หลินจื่อถิง เนื่องจากน้องชายภรรยาคนนี้มีเจียงโม่หานสอนมากับมือ สอนแบบใส่ใจยิ่งกว่าลูก !
ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้จิ่งหมิงได้อย่างไร ฮ่องเต้จิ่งหมิงกลอกดวงเนตรทันทีพลางนินทาในหทัยว่า ‘ถ้าพวกเจ้ามีความสามารถได้เหมือนคนสกุลหลินและสกุลเจียง เจิ้นก็จะโปรดปรานพวกเจ้าเหมือนกัน !’
บุตรชายคนโตของหลินเว่ยเว่ยมีบุตรชาย2คนและบุตรสาว2คน บุตรชายคนโตอายุ16ปีและสอบได้จู่เหริน บัดนี้กำลังเตรียมตัวสอบฮุ่ยซื่อในปีหน้า ส่วนบุตรชายคนรองอายุ14ปี แม้จะสอบซิ่วไฉติดแล้วก็ไม่ได้อยากเดินต่อในเส้นทางนี้ เพราะเขามีความสนใจด้านการค้ามากกว่า เขาวิ่งไปยังร้านค้าต่างแดนเร็วยิ่งกว่าอะไรดี !
บิดาของเขาโมโหจนอยากจะคว้าไม้มาฟาด แต่โดนท่านปู่หรืออดีตเจียงโฉวฝู่ห้ามไว้…ในบรรดา360อาชีพล้วนมีจอหงวนซ่อนอยู่ในนั้น เนื่องจากตอนนี้ฐานะของพ่อค้าสูงขึ้นมากแล้ว ไม่มีกฎเกณฑ์ห้ามลูกหลานพ่อค้าสอบรับราชการอยู่อีก แล้วเหตุใดยังต้องไปบังคับให้บุตรชายคนรองทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ? อีกอย่างคือร้านค้าต่างแดนก็อยู่ภายใต้การดูแลของกรมการค้า ฝึกฝนไปสักสองสามปีแล้วอาจมีงานในกรมการค้าให้เขาทำก็ได้ !
บุตรสาวสองคนเป็นฝาแฝด เกิดมาหน้าตาดีทั้งคู่ งดงามสุดๆไปเลย เด็กสาวทั้งสองตัวติดกับท่านย่ามากๆ และยังมีพรสวรรค์ในการทำอาหารกับขนมต่างๆ หลินเว่ยเว่ยคุยกับสามีรูปงามว่า จะยก ‘ร้านเถียนมี่ฉือกวง’ และ ‘ร้านอาหารชาววัง’ ให้เป็นสินเดิมแก่หลานสาวทั้งสอง
บุตรชายคนรองของหลินเว่ยเว่ยแต่งงานช้า บัดนี้ในบ้านมีบุตรชายสองคนที่อายุ9ขวบและ6ขวบ คนโตได้ความฉลาดมาจากบิดา อายุยังน้อยก็อ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์ได้แล้ว ส่วนเจ้าคนเล็กได้พละกำลังมหาศาลมาจากท่านย่า เพิ่งอายุ6ขวบก็เผยความสามารถด้านการต่อสู้ออกมา ตอนนี้หมินอ๋อง…พี่ชายของหลินเว่ยเว่ยก็เหมือนได้สมบัติไปครอง ในแต่ละวันให้คนมารับเจ้าตัวน้อยไปที่ตำหนักอ๋องเพื่อฝึกการต่อสู้กับพวกหลานๆของพระองค์ แม้เจ้าตัวน้อยจะมีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่เรียนได้เร็วที่สุด ตอนนี้พวกญาติผู้พี่อายุมากกว่าเขาสามสี่ปีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแล้ว !
“ท่านย่า ท่านพาข้าไปเที่ยวนอกเมืองกับท่านและท่านปู่ได้ไหมขอรับ ? ข้าจะเป็นคนคุ้มกันให้ท่านเอง !” เจ้าตัวน้อยใช้หอกของตนมาร่ายรำกระบวนท่าหอกสกุลจ้าว ท่าทางน่าเกรงขามมากเลย เขาวางหอกลงแล้วเช็ดเหงื่อ จากนั้นวิ่งเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะฉีกยิ้มหวานเพื่อประจบ
หลินเว่ยเว่ยส่ายนิ้วชี้ใส่เขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนว่าไม่ได้ ! นี่คือทริปฮันนีมูนของย่ากับท่านปู่ เจ้าตามไปก็เสียเรื่องแล้วยังขัดหูขัดตาย่าพอดี ! อีกอย่างคือย่าแค่ใช้นิ้วเดียวก็ยกเจ้าได้แล้ว ใครจะปกป้องใครกันแน่ ?”
เจ้าตัวน้อยกลอกตา ก่อนจะเข้าไปเกาะแขนนาง “ท่านย่า ข้าคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว ท่านกับท่านปู่ไม่ได้ไปที่กูซู (เขตเมืองเก่าของซูโจว) หรือขอรับ ? จะได้พาข้าไปส่งไว้ที่นั่น ท่านวางใจได้ ข้าจะไม่รบกวนโลกของท่านทั้งสองแน่นอน !”
“แบบนั้นก็ไม่ได้ ! เจ้าต้องเรียนต่อสู้กับเสด็จลุงทุกวัน ! วิชาต่อสู้นี้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไฉนจะหยุดไปดื้อๆเช่นนี้ ? เจ้ายังอยากเป็นแม่ทัพใหญ่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยหยิบสตรอเบอร์รี่เข้าปาก…หวานมาก !
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! เจ้าเด็กนี่ คำพูดที่เจ้าใช้นั้นท่านน้าของเจ้าเคยใช้ตอนเป็นเด็กหมดแล้ว ย่าของเจ้าชินชาเช่นกัน นางไม่หลงคารมเจ้าหรอก !” เสี่ยวเอ้อร์ฮว๋า…หลินจื่อถิงหรือนักปราชญ์หลินลูบเคราพลางมองหลานชายพร้อมรอยยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาแล้วพูดด้วยความรังเกียจ “อายุไม่มากแต่กลับไว้หนวดไว้เครา แถมยังหลงคิดว่ามันสง่างามอยู่ได้ทุกวัน เจ้าไม่กลัวตอนกินข้าวอยู่แล้วเผลอกินเคราเข้าไปบ้างหรือ ?”
นักปราชญ์หลินปล่อยมือจากเคราตัวเองด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น ทั่วทั้งราชสำนักมีใครไม่อิจฉาที่เขามีเคราสวยๆบ้าง แต่พอมาอยู่กับพี่รองกลับโดนรังเกียจเสียได้ หลินจื่อถิงหัวเราะกลบเกลื่อน “พี่รอง ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนพี่เขยรองที่แก่แล้วยังดูดีหรอกนะ พี่เขยรองอายุมากกว่าข้า9ปี แต่ยังดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าข้า ท่านบอกมานะ ท่านแอบให้เขากินยาอายุวัฒนะใช่หรือไม่ ?”
[1] ดาบยาว40หมี่ มีที่มาจากสำนักข่าวเขียนรายงานข่าวผิด เดิมทีจะเขียนว่าดาบยาว40เซนติเมตร ( หลีหมี่ ) แต่เขียนเป็น40เมตร ( หมี่ ) ชาวโซเชียลจึงหยิบยกมาเป็นมุกตลก
จบตอน
Comments
Post a Comment