ตอนที่ 661: เมื่อตัดสินใจแล้ว ใครก็ยากจะเปลี่ยน
“หากข้ามียาอายุวัฒนะ ยังต้องแอบให้พี่เขยเจ้ากินลับหลังด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่น้องชายแล้วใช้เท้าสะกิดหลานชายเบาๆ เพื่อให้เขาไปฝึกวิชาต่อสู้ อย่าแอบอู้ “ที่พวกเจ้าดูแก่ เพราะการกระทำของตัวเองทั้งนั้น ใครใช้ให้พวกเจ้าทำงานทั้งวันทั้งคืน ? ไม่รู้จักจัดสรรเวลาให้ถูกต้อง นอนดึกทำให้แก่ง่ายที่สุด…ทำไม ? เจ้าเองก็มาพูดโน้มน้าวเหมือนกันหรือ ?”
หลินจื่อถิงหัวเราะ “พี่รอง ท่านก็อย่าตำหนิบุตรทั้งสองคนของข้าว่าเข้ามายุ่งวุ่นวายเลย ท่านไม่คิดบ้างว่าตนกับพี่เขยรองอายุเท่านี้แล้ว ยังจะไป ‘ฮันนีมูน’ อะไรนั่นอีก ? ถ้าระหว่างเดินทางเกิดล้มป่วย…จะไม่ให้น้องชายและพวกเด็กๆห่วงได้อย่างไร ?”
“ใช่เจ้าค่ะ ! ท่านแม่ ท่านอย่าทรมานท่านพ่อเลย !” เจียงรั่วเยียนหรือเสี่ยวหมี่ลี่บุตรสาวคนโตของหลินเว่ยเว่ย ตั้งแต่รู้แผนการของอาวุโสทั้งสองแล้ว นางก็กลับบ้านมารดาแทบทุกวัน เฮ้อ ! มารดาคนนี้ของนางอยากจะไปก็ไปทันที ท่านพ่อก็เป็นพวกตามใจภรรยา ไม่ว่าอะไรก็ตามใจท่านแม่ นี่ก็…ไม่ได้ทำเพราะความฝันอยากออกไปท่องเที่ยวทั่วหล้าของท่านแม่จนแม้แต่โฉวฝู่ก็ไม่เป็นแล้วหรือ !
“ใครบอกว่าท่านแม่ของเจ้าทรมานพ่อ ? ออกไปท่องโลกนั้นเป็นความฝันของพ่อ ส่วนแม่เจ้าก็แค่ตามไปเป็นเพื่อนเท่านั้น !” เมื่อไม่มีภาระงานใดๆแล้ว เจียงโม่หานก็เดินได้เร็วราวกับติดปีก
เจียงรั่วเยียนมุ่ยปาก “ท่านพ่อ ท่านเลิกพูดแทนท่านแม่เถิดเจ้าค่ะ ! ใครก็บอกว่าอยู่บ้านสบาย ออกนอกบ้านลำบากกันทั้งนั้น แล้วท่านจะให้ลูกวางใจได้อย่างไรเจ้าคะ ?”
เจียงโม่หานให้บ่าวขับรถม้าแบบพิเศษเข้ามา มันเป็นรถม้าที่เขาปรับปรุงให้กลายเป็นรถม้าที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม ยางที่เคลือบล้อไว้ถูกซื้อมาจากหนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ผ่านกรมการค้า วงล้อทำด้วยเหล็ก เป็นของที่กรมโยธาธิการพัฒนาขึ้นมาใหม่…ล้อแบบนี้ช่วยลดแรงกระแทก ทนทานและทุ่นแรงที่สัตว์ต้องใช้ ตัวรถก็เป็นเหมือนห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นเยอะ…
“พอแล้ว พอแล้ว ! เจ้าเพิ่งอายุเท่าไรก็ทำตัวเป็นป้าแก่ขี้บ่นแล้วหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยขัดคำพูดของบุตรสาว “แม่ตัดสินใจแล้ว ใครก็ยากจะเปลี่ยน !”
ในเช้าของฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่น อดีตเจียงโฉวฝู่อยู่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดาและกำลังขับรถม้าพาคู่ชีวิตออกไปท่องเที่ยว น้องชายทั้งสองของหลินเว่ยเว่ย บุตรสาวคนโตและบุตรชายคนรองก็พาหลานๆมาส่งสองสามีภรรยาเฒ่าคู่นี้ด้วยความเหนื่อยใจและกังวล
เจียงรั่วเยียนกำชับองครักษ์ในจวนว่าจะต้องคุ้มครองนายท่านและนายหญิงให้ดี จากนั้นยังสั่งคนขับรถม้าอีกว่าหากท่านพ่อขับรถเหนื่อยแล้วก็รีบเข้าไปเปลี่ยน อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยมากเกินไป…
เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยสองสามีภรรยากำลังเดินทางลงใต้ ทุกครั้งที่ไปถึงหัวเมืองใดก็ตาม พวกนางมักจะซื้อผลิตภัณฑ์ประจำท้องถิ่นหรือพวกของฝากแล้วส่งกลับเมืองหลวง มีของคนทั้งครอบครัว แม้แต่ตำหนักหมินอ๋องและจวนสกุลหลินก็มีด้วย บางครั้งฮ่องเต้จิ่งหมิงที่อยู่ในวังก็ได้รับของขวัญเช่นกัน
ฮ่องเต้จิ่งหมิง “…” นี่กำลังอยากอวดพระองค์แน่นอน !! สองสามีภรรยาคู่นี้เกิดมาเพื่อทำให้พระองค์มีโทสะ !!
หลินเว่ยเว่ยเดินทางพร้อมชิมอาหารทุกอย่างที่ขวางหน้า นางเขียนถึงอาหารเลิศรสทั่วหล้า แน่นอนว่านางแค่รับผิดชอบในการร่างเท่านั้น ส่วนเรื่องวาดภาพหรือเขียนบรรยายล้วนมีสามีที่วาดภาพเก่งและเขียนบทความได้ดีผู้นี้ลงมือ
ทุกครั้งที่ไปถึงจุดชมวิว พวกนางจะหยุดพักตรงนั้นหลายวัน หลินเว่ยเว่ยขึ้นเขาลงห้วยเป็นเพื่อนสามี กำลังขาและพละกำลังของสองสามีภรรยาคู่นี้ทำให้องครักษ์หนุ่มและสาวใช้ตามไม่ทัน เมื่อเหนื่อยแล้วพวกนางก็หยุดพัก หลินเว่ยเว่ยหยิบกระบอกน้ำออกมา หลังดื่มน้ำแล้วพละกำลังก็กลับมาอีกครั้ง
เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะมองกระบอกน้ำของนาง เหมือนด้านในจะมีน้ำที่ดื่มแล้วไม่มีวันหมด ทำให้เขาสงสัยว่ากระบอกน้ำเป็นเหมือนหีบมหาสมบัติ หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองด้วยรอยยิ้ม นางยื่นกระบอกน้ำให้เขาเพื่อให้พลิกดูตามใจชอบ
หืม ? ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ? เหมือนกระบอกน้ำที่สามารถหาซื้อได้ตามข้างทาง ? เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะเบนสายตาไปยังตัวของภรรยา
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะพลางขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วใช้โอกาสตอนที่ร่างกายของทั้งสองติดกัน หยิบแอปเปิลผลใหญ่ออกมาหนึ่งผล “กินสิ เสริมสร้างวิตามินหน่อย !”
ช่วงหลายวันมานี้พวกนางเดินทางตลอด ผักที่นำมาด้วยจึงหมดนานแล้ว แต่ข้างกายมีพวกสาวใช้และองครักษ์อยู่ด้วยตลอด นางจึงหาจังหวะนำผักจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณออกมาเติมไม่ได้ นางจึงกินอะไรไม่สะดวกสบายเหมือนก่อน
เจียงโม่หานรับแอปเปิลมาถือไว้…นี่คือแอปเปิลที่เพิ่งเด็ดมาจากต้น แต่…เหตุใดถึงมีแอปเปิลสดใหม่ในฤดูกาลนี้ ?
“รีบกิน รีบกิน ! อย่าให้คนอื่นเห็น !” หลินเว่ยเว่ยหยิบองุ่นออกมาหนึ่งพวงแล้วใช้แขนเสื้อป้องปากไว้ นางหยิบองุ่นเข้าปากเหมือนหนูแฮมสเตอร์ สายตายังจ้องพวกข้ารับใช้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลด้วย
เจียงโม่หานจับแขนเสื้อนาง จากนั้นก็เริ่มพลิกดูมือของนางราวกับว่ามันมีอะไร หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์…ตรงหางตามีรอยตีนกาขึ้นแล้ว แต่ท่าทางกลับดูเจ้าเล่ห์และไร้เดียงสาเหมือนตอนยังเป็นสาวน้อยไม่มีผิด
เจียงโม่หานกัดแอปเปิล…ผลไม้ฉ่ำน้ำมาก อร่อยยิ่งกว่าของที่ซื้อได้จากตลาดหรือผลไม้ในไร่เสียอีก เขาเริ่มย้อนนึกถึงช่วงหลายปีนี้ ผลไม้ที่บ้านพวกตนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็รสชาติสุดยอดทั้งนั้น เป็นของที่หาซื้อไม่ได้จากข้างนอก…
“คืออย่างไรกันแน่ ? ในเมื่อวันนี้เจ้ายอมเปิดเผยแล้วก็หมายความว่ายอมเปิดใจคุยกับข้าแล้วใช่หรือไม่ ?” เจียงโม่หานสังเกตเห็นในบางครั้ง แต่นางไม่พูดและเขาเองก็ไม่ถาม
หลินเว่ยเว่ยเข้าไปซบไหล่เขาแล้วป้อนองุ่นให้เขา ก่อนจะพูดเบาๆว่า “ข้ามีห้วงมิติประหลาดชนิดหนึ่ง ด้านในมีแอ่งน้ำพุวิญญาณตั้งอยู่ สามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ พอดื่มไปนานๆก็จะไม่ป่วย ตอนแรกพื้นที่ด้านในปลูกพืชผลไว้แค่5หมู่เท่านั้น ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นร้อยหมู่ พันหมู่…ถ้าใช้น้ำพุวิญญาณรด ผลไม้ก็จะลูกดกและรสชาติดี…”
เจียงโม่หานเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น “ดังนั้น…เมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงที่เจ้าไปพบโดยบังเอิญ ความจริงมาจากห้วงมิติประหลาดนั่นของเจ้า ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “ตอนแรกก็เป็นแบบนั้น เพราะเมล็ดพันธุ์ของโลกนี้ให้ผลผลิตแย่มาก ! แต่เมล็ดพันธุ์จากมิติน้ำพุวิญญาณในแรกเริ่มไม่ค่อยมีความเสถียร หลังผ่านไปสามรุ่นแล้วถึงจะให้ผลผลิตที่เสถียรดังเดิม ข้าจึงคิดว่าจะเอาแต่พึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณไม่ได้ อย่างไรต้องคำนึงถึงพวกลูกหลานบ้าง ดังนั้น20กว่าปีมานี้ข้าจึงวิจัยและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ในไร่มาโดยตลอด…แล้วมันก็สำเร็จด้วยล่ะ !”
พอพูดถึงตรงนี้แล้วแววตาของนางก็เผยความภาคภูมิใจออกมา…ในที่สุดเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิต1พันชั่งต่อหมู่ของนางก็เป็นจริง การวิจัยในโลกยุคโบราณนี้ลำบากสุดๆ ! แต่พวกลูกศิษย์และศิษย์หลานของนางยังคงวิจัยข้าวพันธุ์ผสมกันต่อไป โดยหวังว่าจะสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ผสมชนิดใหม่ขึ้นมาแล้วทำให้ผลผลิตของข้าวขาวสูงขึ้นกว่าเดิม !
เจียงโม่หานจับผมของนางไปทัดข้างหูให้แล้วลูบเส้นผมอันยาวสลวยของนาง “สิ่งที่เจ้าทำให้ต้าเซี่ยเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทุกคนย่อมรู้ดีว่าเจ้าทำอะไร ราษฎรต่างจดจำ ในหนังสือประวัติศาสตร์ก็จะมีชื่อของเจ้าอยู่เช่นกัน”
ตอนที่ 662: คนสูงวัยชอบรำลึกความหลัง
“เจ้าก็มองข้าสูงส่งเกินไป เป้าหมายในเวลานั้นของข้าง่ายมาก…คือทำให้ราษฎรได้กินอิ่มท้อง” ตอนหลินเว่ยเว่ยทะลุมิติเวลามา ในภาคเหนือกำลังประสบภัยแล้ง แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วพอหวนนึกถึงก็ยังทำให้นางปวดใจอยู่ดี
“เป้าหมายนี้เป็นความปรารถนาของคนหลายรุ่นมารวมกัน แต่เจ้าทำสำเร็จ ! ข้าภูมิใจในตัวเจ้าจริงๆ!” หลังจากรับประทานแอปเปิลในมือหมดแล้ว เจียงโม่หานก็ขุดหลุมฝังเมล็ดองุ่นของภรรยาและแกนแอปเปิลที่ตัวเองรับประทานลงไป “ข้างหน้ามีหมู่บ้านอยู่ ถ้าออกเดินทางตอนนี้แล้วตอนเย็นพวกเราน่าจะได้ไปค้างแรมที่นั่นพอดีกระมัง ?”
เนื่องจากสภาพอากาศกำลังดี ทั้งสองคนจึงขี่ม้าตัวเดียวกันออกไปท่องเที่ยวต่อ ระหว่างนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เล่าเรื่องสัตว์ที่นางเลี้ยงไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณให้สามีฟังด้วยเสียงแผ่วเบา นางพูดถึงพืชผลที่ปลูกในนั้น ผลไม้และพืชผักล้วนเพียงพอให้พวกนางกินไปหลายชั่วอายุ สาเหตุที่มีคนบอกว่าพวกนางเหมือนคนอายุ40ปีต้นๆ แต่ความจริงอายุมากถึง60ปีแล้วจะต้องเกี่ยวข้องกับน้ำพุวิญญาณในห้วงมิติแน่นอน…
สองสามีภรรยาขอนอนค้างแรมในหมู่บ้านเล็กๆตรงเบื้องหน้าที่มีอยู่แค่สิบกว่าหลังคาเรือน แม้หมู่บ้านจะเล็กแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและบรรยากาศอบอุ่น คนชรานั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ ส่วนพวกเด็กๆก็วิ่งเล่นกันรอบหมู่บ้าน ไม่รู้นั่นคือลูกหมาของบ้านไหน มันก็กำลังวิ่งตามนายน้อยอย่างมีความสุขและยังเห่าเป็นระยะด้วย…มีชีวิตชีวามากเหลือเกิน
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยมองภาพเหล่านั้น นางก็.อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาเบาๆ…นางคิดถึงวันเวลาตอนอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว
“ทั้งสองท่านมาขอพักแรมกระมัง ?” ในเส้นทางหลายร้อยลี้มีเพียงหมู่บ้านนี้แห่งเดียวจึงมีคนมาขอพักในหมู่บ้านบ่อยครั้ง ชายชราสองสามคนที่สนทนากันอยู่ใต้ต้นไม้จึงไม่แปลกใจเมื่อเห็นสองสามีภรรยาลงจากหลังม้า พวกเขาทักทายด้วยความสุขุม
ลูกหมาน้อยที่ดูจะอายุครบเดือนได้ไม่นานก็ทำใจกล้าแล้วเดินเข้ามาดมรองเท้าของหลินเว่ยเว่ยพร้อมหางที่สั่นระรัว เด็กน้อยไม่กี่คนที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็มองรถม้าและม้าด้านหลังของพวกนางกับบรรดาบ่าวรับใช้…
เจียงโม่หานพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่ขอรับ เดินทางผ่านมาฟ้าก็มืดแล้วจึงอยากขอพักค้างแรมสักคืน ขอท่านผู้อาวุโสได้โปรดเมตตาด้วย…”
หลินเว่ยเว่ย “…” บทสนทนานี้ทำให้นางอดนึกถึงละครการเดินทางสู่ทิศตะวันตกเวอร์ชั่นปี1983 ไม่ได้ ตอนเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) ขอพักค้างแรมก็เหมือนจะพูดแบบนี้ ? นางเหลือบมองสามีตัวเอง แม้อายุมากแล้วสำหรับนางยังเห็นว่าเขารูปงามยิ่งกว่าเสวียนจั้ง !
ชายชราผมขาวคนหนึ่งเคาะกระบอกยาสูบที่รองเท้า หลังลุกขึ้นแล้วก็พยักหน้าให้พวกนาง “บ้านข้าเพิ่งสร้างใหม่ ส่วนบ้านเก่ามีห้องว่าง เพียงพอให้พวกท่านนายบ่าวเข้าพักได้…ตามข้ามาเถิด !”
หลังจากเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังชายชราคนนั้นไปแล้ว พวกนางก็เริ่มหาเรื่องสนทนา “ท่านผู้อาวุโสดูแข็งแรงมาก !”
“แต่ผ่านปีนี้ไปก็อายุ60แล้ว !” ชายชราเดินเอามือไพล่หลัง ทันใดนั้นก็มีเด็กน้อยตัดผมทรงฝากาน้ำชาครอบเดินเข้ามาจับมือเขา ชายชราจึงลูบศีรษะเด็กคนนั้นด้วยรอยยิ้ม
เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยหันมามองหน้ากัน ‘เยี่ยม ! อายุรุ่นเดียวกันเลย’
หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาบอกเจียงโม่หาน ‘ท่านเจียงโฉวฝู่ ท่านดูหนุ่มกว่ามาก !’
เจียงโม่หานเผยแววตาแห่งรอยยิ้ม ก่อนจะดึงมือนางมาจับโดยใช้แขนเสื้อบังไว้ เขาพูดต่อ “ท่านผู้อาวุโส ผลผลิตในไร่ช่วงสองปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?”
ชายชรามีใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที “ดี ดีมาก! ปีก่อนบ้านข้าปลูกข้าวสาลี5หมู่ ข้าวโพด3หมู่ พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ได้ข้าวสาลีมา4พันกว่าชั่ง ข้าวโพดอีก3พันชั่ง! ต้องขอบคุณเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงของจ่างกงจู่ (องค์หญิงขั้นหนึ่ง) นี่เป็นเรื่องที่ข้าไม่เคยคิดฝันแม้แต่ตอนยังหนุ่มก็ตาม !”
หลินเว่ยเว่ยผู้เป็นจ่างกงจู่พูดว่า “อาหารมากมายขนาดนี้ บ้านพวกท่านกินกันหมดหรือ?”
“กินไม่หมดอยู่แล้ว !” ชายชราพูด “ที่เขตมีคนรับซื้อ ข้าวสาลีชั่งละ4อีแปะ ข้าวโพด2อีแปะ ในหนึ่งปี นอกจากได้กินแล้วก็ยังทำเงินได้หลายสิบตำลึง !”
สำหรับราษฎรแล้ว งานที่ทำมาตลอดทั้งปีสามารถทำให้อิ่มท้องได้นั้นก็ถือว่าดีมากแล้ว ดังนั้นยิ่งไปต้องพูดถึงว่ายังหารายได้เพิ่มอีกเลย
“ตอนสมัยข้ายังหนุ่ม หลังจากใช้พืชผลส่งจ่ายภาษีและค่าเช่าที่แล้วก็แทบไม่เหลือ วันหนึ่งกินได้2มื้อก็มีแต่บ้านที่ฐานะดีหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังต้องคอยประหยัดตลอดทั้งปี พอลองคิดดูแล้ว…ความรู้สึกอดมื้อกินมื้อช่างทรมานเหลือเกิน ! สมัยนั้นแย่สุดๆ เปลือกไม้รากไม้ถูกคนอื่นขุดกินหมด แม้แต่ดินก็ยังกิน…” คนสูงวัยชอบรำลึกความหลังเป็นธรรมดา
หลานชายคนเล็กก็แกว่งแขนเขาไปมา ขณะถามด้วยความสงสัย “ท่านปู่ ดินอร่อยหรือขอรับ ?”
“อร่อยอะไรกัน ? กินมากไปก็ท้องอืด ท้องเสีย ได้แต่ตายทั้งเป็น…” ชายชราลูบศีรษะหลานชายแล้วถอนหายใจออกมา “พวกเจ้าเกิดมาในยุคสมัยนี้ก็เหมือนตกมาในรังแห่งความสุข !”
หลานชายพยักหน้าแล้วพูดด้วยท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ “ข้ารู้ ! ชีวิตดีๆของพวกเราเป็นสิ่งที่จ่างกงจู่สร้างให้ ! ท่านปู่ เหตุใดจ่างกงจู่ถึงสร้างเมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงออกมาได้ขอรับ ? แล้วเมื่อก่อนไม่มีคนสร้างออกมาได้หรือ ?”
ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความเคารพ “จ่างกงจู่เป็นพระโพธิสัตว์ลงมาช่วยเหลือมนุษย์ ในปีนั้นภาคเหนือประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง ผู้คนไม่มีข้าวสารหรือน้ำให้ดื่มเลย ในขณะที่กำลังจะอดตายแล้ว พระโพธิสัตว์บนสวรรค์ก็บังเอิญลงมาแดนมนุษย์และทนเห็นผู้คนทุกข์ทรมานไม่ได้จึงจำแลงกายเป็นหญิงชาวบ้าน…เมล็ดพันธุ์ให้ผลผลิตสูงนี้จะต้องเป็นของที่พระนางนำมาจากสวรรค์ด้วยแน่นอน”
หลานชายยังถามต่อ “แต่ท่านปู่ขอรับ หากพระโพธิสัตว์จำแลงกายเป็นหญิงชาวบ้าน แล้วเหตุใดถึงกลายเป็นจ่างกงจู่ได้อีกขอรับ ?”
“พระโพธิสัตว์ในร่างหญิงชาวบ้านบังเอิญเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากของเทพสงครามแห่งต้าเซี่ย หลังตามหากันจนเจอแล้ว พระนางยังได้ช่วยชีวิตฮ่องเต้และองค์รัชทายาทไว้ อดีตฮ่องเต้จึงแต่งตั้งนางเป็นองค์หญิง” สิ่งที่ชายชราพูดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ได้ยินมาจากคนในเมืองทั้งสิ้น
จ่างกงจู่ตัวจริง “…” เหตุใดนางถึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาจุติ ? ที่แท้ต้นฉบับนิทานพื้นบ้านและตำนานต่างๆก็เกิดขึ้นเพราะแบบนี้เอง !
ระหว่างสนทนากัน พวกนางก็มาถึงบ้านหลังใหม่ของชายชรา เขาพูดกับบุตรชายคนโตที่กำลังทำงานอยู่ในแปลงผักว่า “มีแขกมา รีบไปจัดการบ้านหลังเก่า !”
บุตรชายคนโตหัวเราะ “ท่านพ่อ วันนี้เครื่องนอนของบ้านเก่าเพิ่งซักเสร็จ น้องชาย น้องสาว ตามข้ามา !”
น้องชาย ? น้องสาว ? พวกเราอายุเท่าบิดาของเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องเรียกท่านลุงกับท่านป้าต่างหาก ! มีตาแต่ไร้แววจริงๆ !
บ้านหลังเก่าของชายชราเหมือนบ้านในหมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่มีผิด ห้องหลักสามห้อง ห้องปีกอีกด้านละหนึ่งห้อง แม้พวกเขาจะย้ายออกจากบ้านเก่าแล้ว แต่บ้านหลังนี้ไม่ได้ดูทรุดโทรม เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้ามาทำความสะอาดบ่อยเพียงใด
บุตรชายคนโตอธิบาย “นี่ไม่ใช่เพราะมีแขกมาขอพักค้างแรมบ่อยหรอกหรือ ! อย่างไรก็ต้องดูแลไว้หน่อย ไม่เช่นนั้นได้ทำให้แขกต้องรอแน่ !”
หลินเว่ยเว่ยถึงได้เข้าใจว่า ‘นี่ก็คือโฮมสเตย์แบบยุคโบราณ ! คนที่มาขอพักย่อมเกรงใจเกินกว่าจะพักโดยไม่จ่ายเงิน ? อย่างไรนี่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางหารายได้กระมัง !’
นางมองหุบเขาตรงหลังบ้าน คิดว่าภูเขาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว.งดงามกว่า นางส่ายหน้าก่อนจะถามว่า “ในหุบเขามีสัตว์ให้ล่าหรือไม่ ?”
ตอนที่: 663 จู่ๆก็…หายตัวไป ?
“ทำไม ? หรือเจ้ายังอยากแสดงความสามารถเหมือนในวันวาน ? ไม่ดูตัวเองบ้าง เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ? คิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กสาวตัวเล็กๆอยู่หรือ ?” เจียงโม่หานอ่านความคิดนางออกจึงได้แต่คลี่ยิ้มและส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ
บุตรชายผู้อาวุโสส่ายหน้า “ปีก่อนยังมีฝูงหมาป่าลงมาบ้าง แต่ทางการช่วยขับไล่ให้พวกเราหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่โดนกำจัด พวกมันก็หนีไปอยู่หุบเขาลูกอื่นแล้ว ช่วงนี้ไม่ได้ยินว่ามีสัตว์ใหญ่อะไรให้ล่า แต่คนในหมู่บ้านก็ยังได้พวกไก่ป่าหรือกระต่ายป่ามาบ้าง หากพวกท่านอยากกินอะไรแปลกใหม่ ข้าจะไปหาจากคนในหมู่บ้านมาให้พวกท่านก็ได้ !”
“ไม่ต้องหรอก อีกประเดี๋ยวพอจัดการอะไรเสร็จแล้ว ข้ากับสามีจะขึ้นไปเดินเล่นบนหุบเขาสักหน่อย ลองเสี่ยงโชคดูบ้าง ตอนนั้น ข้า…พวกเราก็เป็นนายพรานที่มีชื่อเสียงของหมู่บ้านเช่นกัน !” หลินเว่ยเว่ยคิดถึงขุนเขาของบ้านเกิด นางคิดถึงจ่าฝูงหมาป่าเจ้าเทาและฝูงหมาป่าของมัน ยังมีหมีควายขี้ขลาดตัวนั้น…
ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว พวกมันจะต้องไม่อยู่บนโลกนี้แล้วแน่นอน ลูกหมาน้อยเจ้าดำที่จ่าฝูงหมาป่าเจ้าเทายกให้นางก็แก่ตายไปเมื่อ30ปีก่อน ส่วนรุ่นหลังของเจ้าดำก็ไม่รู้เกิดมากี่รุ่นแล้ว แทบไม่หลงเหลือสายเลือดของหมาป่าอยู่เลย แม้แต่เจ้านกแก้วหงส์แดงที่อายุยืนก็เพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน…
วันเวลาล่วงเลย การเวียนว่ายตายเกิดก็เช่นเดียวกัน พวกนางสองคนอายุ60ปีแล้ว ในสมัยโบราณแบบนี้ถือว่าเป็นคนอายุยืนมาก อาจมีสักวันที่พวกนางต้องกลับเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิดก็ได้…หลินเว่ยเว่ยหันมาสบตากับสามีพลางกุมมือเขาไว้แน่น…นางหวงแหนช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้มาก
ในขณะที่พวกบ่าวรับใช้กำลังทำความสะอาดห้อง สาวใช้ก็นำชุดเครื่องนอนที่นำมาด้วยปูพื้นที่ของตน หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็ไปเดินเล่นรอบภูเขาที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน ยังนำกระต่ายป่าตัวอ้วน3ตัวและไก่ป่าอีกสองตัวกลับมาด้วย…‘เอาออกมาจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ’
พอชายชราและบุตรชายของเขาเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ…ดูจากท่าทางสูงส่ง รัศมีไม่ธรรมดาของสองสามีภรรยาคู่นี้แล้วก็รู้ว่าเป็นผู้มั่งคั่ง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพวกนางล่าสัตว์เก่งขนาดนี้ หรือเกิดในครอบครัวนายพรานจริง ? ไม่ถูก ! ครอบครัวนายพรานที่ไหนจะออกจากบ้านทีหนึ่งแล้วยกขบวนกันมาเป็นคาราวานขนาดนี้ ไหนจะคนคุ้มกัน สาวใช้และยังมีพวกบ่าวรับใช้อีก ?
“ผู้ชายที่ดูอ่อนแอนั้นคงไม่ได้เกิดมาในตระกูลแม่ทัพหรอกกระมัง ?” ทำให้คนอื่นอดมองแต่รูปร่างภายนอกไม่ได้จริงๆ !
อดีตเจียงโฉวฝู่ที่โดนคนสงสัยว่าเกิดมาในตระกูลแม่ทัพก็อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น นอกจากนี้สองสามีภรรยายังลงแปลงนาเพื่อช่วยชายชราถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย…หลินเว่ยเว่ยให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ ตอนพวกเขาเพาะปลูกและยังมอบหนังสือเกษตรกรรมเล่มใหม่ให้แก่หมู่บ้านด้วย เนื้อหาด้านในครอบคลุมทุกด้าน !
ในวันรุ่งขึ้นที่พวกหลินเว่ยเว่ยจากไป บุตรชายผู้ใหญ่บ้านที่เข้าไปเรียนหนังสือในเขตก็กลับมา เมื่อเห็นหนังสือเกษตรกรรมเล่มนี้รวมถึงลายเซ็นพระนามบนหน้าปก เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “นี่เป็นหนังสือเล่มใหม่ของจ่างกงจู่ ! ยังมีลายเซ็นพระนามด้วย ! ท่านพ่อขอรับ ท่านได้หนังสือเล่มนี้มาจากไหน ? เวลาอ่านจะต้องระวังนะขอรับ หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นมรดกตกทอดของตระกูลเรา !”
ผู้ใหญ่บ้านเล่าที่มาของหนังสือให้บุตรชายฟัง จากนั้นยังเรียกชายชรามาสอบถามอย่างละเอียด บุตรชายผู้ใหญ่บ้านหลั่งน้ำตาด้วยความตื่นเต้น “เป็นจ่างกงจู่กับใต้เท้าโฉวฝู่ ! ข้าได้ยินอาจารย์ใหญ่ที่สำนักศึกษาบอกว่าหลังลงจากตำแหน่งแล้ว ท่านโฉวฝู่ก็ออกมาท่องเที่ยวเป็นเพื่อนจ่างกงจู่ คาดไม่ถึงว่าพวกพระนางจะมาเยือนหมู่บ้านของพวกเรา ! ท่านพ่อขอรับ ข้าจะคัดลอกหนังสือเล่มนี้ออกมา ส่วนเล่มต้นฉบับพวกเราเก็บไว้เป็นสมบัติเถิดขอรับ !”
อดีตเจียงโฉวฝู่และองค์หญิงเว่ยเว่ยเดินทางลงใต้ของแม่น้ำแยงซีก่อน ทั้งสองไปยังพื้นที่ที่จ่งตูอย่างบุตรชายคนรองปกครองอยู่ พวกนางแทบจะเดินจนทั่ว นายอำเภอคนไหนสูบเลือดสูบเนื้อราษฎร เจ้าหน้าที่คนไหนทำงานขยันหมั่นเพียรหรือเจ้าหน้าที่คนไหนทำงานลวกๆ…พวกนางต่างจดไว้อย่างละเอียดแล้วส่งไปให้บุตรชายจัดการ
หลินเว่ยเว่ยเน้นการพัฒนาพื้นที่การเกษตรในแถบนี้ ตรงไหนต้องปรับปรุง จุดไหนต้องปรับให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศในท้องถิ่น นางต่างให้คำแนะนำได้ทั้งนั้นและให้คนนำไปส่งให้บุตรชายเช่นกัน…
เมื่อมีการดูแลและคำแนะนำของพวกนางแล้ว บุตรชายคนรองของบ้านสกุลเจียงก็ปกครองพื้นที่ได้ดีกว่าเดิมและตามมาด้วยผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ส่วนพื้นที่ที่หลินจื่อเหยียนดูแลอยู่ พวกนางก็ทำเหมือนกัน…สามีภรรยาคู่นี้เหมือนสายฝนที่ตกทันเวลา ไปที่ไหนก็ร่มเย็น สร้างประโยชน์บางอย่างให้แก่ราษฎรและขุนนางที่สุจริตก็ได้สร้างชื่อเสียงจากพวกนางด้วย
มีขุนนางไม่น้อยที่อยากให้พวกนางมายังเขตปกครองของตนบ้างเพื่อมอบคำแนะนำอันแสนล้ำค่าออกมา แน่นอนว่าขุนนางกังฉินเหล่านั้นก็ไม่อาจหลบซ่อนอยู่ภายใต้สายตาอันเฉียบคมของพวกนางได้ ทั้งสองส่งฎีกาไปถึงเมืองหลวง ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจการก็ลงมา หลังรวบรวมหลักฐานได้แล้ว ขุนนางกังฉินก็โดนปลดจากตำแหน่ง ริบทรัพย์หรือประหารชีวิตก็ว่ากันไปตามความผิด…
ด้วยเหตุนี้ขุนนางชั้นผู้น้อยจึงเริ่มหวาดกลัวและควบคุมความประพฤติของคนในครอบครัวเพราะกลัวว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะจับจุดอ่อนได้
และก็มีขุนนางบางคนที่สืบหาร่องรอยของสองสามีภรรยา แต่พวกนางกลับล่องหนได้เหมือนวิญญาณ ไม่เดินทางในเส้นทางปกติและยังคอยสวมบทบาทต่างๆด้วย ประเดี๋ยวปลอมตัวเป็นพ่อค้าผ่านทาง ซื้อของประจำท้องถิ่นจากเมืองนี้แล้วส่งไปขายอีกเมืองหนึ่ง ประเดี๋ยวก็แต่งตัวเป็นคู่สามีภรรยาจากชนบทที่ขับเกวียนเทียมวัวไปขายผักผลไม้ในเมือง อีกเดี๋ยวแต่งตัวเป็นสำนักคุ้มกันสิ่งของ หลินเว่ยเว่ยในชุดบุรุษและรองเท้าเสริมความสูงยิ่งดูเหมือนบุรุษมากกว่าบุรุษแท้ๆเสียอีก ส่วนเจียงโม่หานโดนภรรยาแปะเคราให้ เรื่องความสูงพอแล้ว แต่ผอมไปหน่อยสำหรับผู้ชายดิบเถื่อน…
สถานที่ที่พวกนางจะไปเที่ยวก็ไม่แน่นอน บางคนบอกว่าเห็นพวกนางที่ตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี แต่ผ่านไปไม่นานที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ก็มีคนเห็นพวกนางสองคน…สองสามีภรรยาคู่นี้เป็นหน่วยสืบราชการลับหรือไร ? ยังหาคนมาแต่งตัวเป็นพวกตนในทุกหนทุกแห่ง ระหว่างนั้นมีเรื่องราวของทั้งสองเกิดขึ้นมากมาย ยังมีคนที่ไม่เคยเจอแล้วเข้าไปทักผิดคนจนทำให้เกิดเรื่องขำขันขึ้นไม่น้อย !
เรื่องก็เป็นเช่นนี้ สองสามีภรรยาเดินทางไปทั่วหล้า ฮ่องเต้จิ่งหมิงยังให้ฐานะพวกนางว่า ‘ผู้ตรวจการแทนสวรรค์’ เพราะแม้ว่าทั้งสองจะเดินทางไปท่องเที่ยว แต่ก็มีส่วนร่วมกับราชกิจในราชสำนักไม่น้อย
ทั้งสองคนแทบจะไปเที่ยวทุกที่ที่มีชื่อเสียงของแผ่นดินแล้ว หากเจอสถานที่ชอบก็จะเช่าบ้านพักอยู่กันระยะหนึ่ง แต่มีเพียงทั้งสองคนเท่านั้น ข้ารับใช้อะไรต่างๆไม่ได้อยู่ด้วย นางทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า…ใช้ชีวิตที่แสนจะธรรมดา เรียบง่ายและเป็นชีวิตคู่ที่อบอุ่นที่สุด แน่นอนว่าด้วยฐานะและความมั่งคั่งของทั้งสองคนจึงไม่แตกตื่นกับเงินจำนวนไม่กี่ตำลึงที่คนธรรมดามักจะหวงแหน…
พวกลูกหลานในเมืองหลวงได้รับจดหมายและของฝากประจำท้องถิ่นจากพวกนางทุกเดือน หลังได้ทราบเรื่องราวต่างๆจากพวกองครักษ์และข้ารับใช้ว่าสองสามีภรรยาสุขสบายดี ซ้ำยังดูอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย พวกลูกหลานก็วางใจ…ขอแค่พวกนางมีความสุขก็พอ
แต่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าในฤดูใบไม้ร่วงที่พวกนางทั้งสองอายุ68ปีนั้น จู่ๆจวนสกุลเจียงก็ได้รับข่าวร้าย…องค์หญิงเว่ยเว่ยและเจียงโฉวฝู่…หายตัวไป !
คนในจวนสกุลเจียง จวนสกุลหลินและตำหนักหมินอ๋องต่างกรีดร้องคร่ำครวญกันทันที แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังตกพระทัยตามไปด้วย ถึงขั้นเสด็จออกจากวังมาตรัสถามเรื่องราวจากจวนสกุลเจียง…จดหมายฉบับก่อนบอกว่าทั้งสองคนกลับไปเยี่ยมญาติที่ฉือหลี่โกวแล้วอยู่ดีๆจะหายไปได้อย่างไร ?
ตอนที่ 664: ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว จ่างกงจู่ของข้า
พวกข้ารับใช้และองครักษ์ที่ตามไปด้วย กว่าจะกลับมาก็ผ่านไปนานและบัดนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ที่ลานบ้าน พวกเขาไม่ยอมลุกขึ้นมา จากปากพวกเขาคืออดีตเจียงโฉวฝู่และองค์หญิงเว่ยเว่ยสองสามีภรรยาขับเกวียนเทียมล่อไปตามถนนเขตเริ่นอันเพื่อมุ่งหน้าสู่หุบเขา
หลายปีมานี้ถนนระหว่างฉือหลี่โกวและเขตเริ่นอันถูกซ่อมแซมแล้วซ่อมแซมอีก จึงถือว่าเป็นถนนที่ไม่เลว เป็นถนนสองเลนเหมือนยุคอนาคตที่รถม้าสองคันสามารถสวนทางกันไปมาได้ สองสามีภรรยาชำนาญทางและขับเกวียนเทียมล่อเก่งมากด้วย ตัวรถและตัวล้อถูกออกแบบใหม่ รถจึงวิ่งได้อย่างนิ่มนวลและมั่นคง รถม้าขององครักษ์และข้ารับใช้ด้านหลังกำลังขับตามพวกนางอยู่ห่างๆ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในระหว่างทางโค้งหนึ่งบนหุบเขาจะบังเอิญพบกับคุณชายเจ้าสำราญกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ควบม้าบนเส้นทางหุบเขาที่ขรุขระอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าพอเลี้ยวมาก็จะเจอเกวียนเทียมล่อจึงลดความเร็วไม่ทัน โชคดีที่ผู้นำกลุ่มมีทักษะขี่ม้าค่อนข้างดีจึงเลี่ยงตอนกำลังจะชนเกวียนเทียมล่อได้
ทว่าล่อของเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยตื่นตกใจ มันวิ่งเบี่ยงไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ อย่างไรก็ตามด้านข้างเป็นหุบเหวลึกจนมองไม่เห็นเบื้องล่าง ทันใดนั้นล่อก็เสียการทรงตัวจึงทำให้เกวียนและสองสามีภรรยาร่วงตกเหว…
ซุ่นจื่อที่บัดนี้ผมขาวเต็มศีรษะเรียบร้อยแล้วก็ตกใจจนหายใจแทบไม่ออก “เดิมทีนายท่านที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับสามารถกระโดดออกมาได้ แต่พอหันไปดูที่เกวียนด้านหลังแล้ว ก่อนที่เกวียนจะร่วงลงไป ท่านก็ยังพยายามดึงเชือกเพื่อควบคุมล่อ…ถ้าบ่าวไม่ฟังคำพูดของฝูเหรินคือเปลี่ยนม้าของเราเป็นล่อที่เพิ่งซื้อมา เรื่องนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้น…เป็นความผิดของบ่าว เป็นความผิดของบ่าวทั้งหมด !”
“ท่านปู่ ท่านย่า…”
“ท่านตา ท่านยาย…”
“ท่านพ่อ ท่านแม่…”
“ท่านลุง ท่านป้า…”
…....
จวนสกุลเจียงดังระงมไปด้วยเสียงสะอื้น หลินจื่อถิงสนิทกับพี่รอง ข้าวของที่ถูกส่งกลับมาทุกเดือนจะมีส่วนของเขาด้วยเสมอ เวลาเขาเขียนจดหมายหาพี่สาวก็จะเป็นซองกระดาษปึกหนาๆทั้งนั้น หลังได้ยินข่าวร้ายนี้แล้วเขาก็แทบยืนไม่ไหว ด้านหน้ามืดมิด หายใจไม่ออก แทบล้มลงไปทันที บุตรชายทั้งสองคนเข้ามาประคองเขาไว้พร้อมน้ำตานองหน้า…ท่านป้าท่านลุงจากไปแล้ว ท่านพ่อก็จะตามไปด้วย !
บุตรสาวของหลินเว่ยเว่ยร้องไห้จนหมดสติไปหลายรอบ เมื่อวานนางยังได้รับเครื่องประดับทำจากงาช้างและสร้อยข้อมือมรกตจากมารดาอยู่เลย แต่วันนี้คนในจวนสกุลเจียงกลับมารายงานว่าบิดามารดาร่วงตกเหว เป็นหรือตายยังไม่รู้ ถ้าผู้รายงานที่ไปด้วยนั้นไม่ใช่คนสนิทฝีมือดีที่สุดของน้องชาย นางจะต้องทุบคนผู้นั้นจนตายแน่นอน ตอนแรกเขามารายงานว่าพวกท่านจากไปแล้วด้วยซ้ำ…สาปแช่งใครกัน ? ท่านพ่อท่านแม่ก็แค่หายตัวไป ! แล้วจะ…
บุตรชายคนโตของหลินเว่ยเว่ยกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำ พยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้แล้วปลอบใจพี่สาวกับพวกเด็กๆ…
จ้าวจินเฉิงที่ดำรงตำแหน่งหมินอ๋องคนปัจจุบันกำหมัดแน่นและตรัสด้วยสุรเสียงเด็ดขาดว่า “ไม่ได้บอกว่าหาตัวไม่พบหรอกหรือ ?…ไม่แน่ว่าอาจมีคนใจดีช่วยไปแล้วก็ได้ ! อย่าเพิ่งร้องไห้กัน ! เปิ่นหวางจะไปดูที่เขตเริ่นอัน !”
ท้ายที่สุดหมินอ๋อง บุตรชายคนโตสกุลเจียงและหลินจื่อถิงก็เดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ฮ่องเต้ก็ส่งโอรสทั้งสี่ไปด้วย
เมื่อไปถึงโค้งนั้นแล้ว ทุกคนก็ลงไปที่ก้นหน้าผา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนงุนงงคือซากศพของล่อมีให้เห็น ซากเกวียนก็ยังอยู่ มีเพียงสิ่งเดียวที่หายไปคือร่างของสองสามีภรรยา โดยรอบเป็นพงหญ้าสูงเท่าตัวคน ทว่าทุกคนกลับไม่พบรอยเลือดแต่อย่างใด หรือแม้แต่ไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย…สองสามีภรรยาคู่นี้ราวกับหายไปในอากาศอย่างไรอย่างนั้น
พวกเขาจึงไปเกณฑ์ทหารและเจ้าหน้าที่ในบริเวณนี้มาตามหารอบหุบเขาที่อยู่ใกล้กัน แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของทั้งสองคน ต่อมาจึงขยายขอบเขตการค้นหาไปยังเขตและอำเภอที่อยู่โดยรอบ…แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่พบอะไร
หลินจื่อถิงและบุตรชายคนโตของหลินเว่ยเว่ยตามหาด้วยตัวเองอยู่หลายเดือน แต่พวกเขาก็ต้องเสียแรงเปล่า พวกเขาเป็นขุนนางคนสำคัญในราชสำนักจึงไม่สามารถหาอยู่แบบนี้ได้ตลอด เวลาครึ่งปีเป็นเวลามากสุดที่ฮ่องเต้จะให้พวกเขาลางานได้แล้ว หลังจากนั้นครึ่งปีพวกเขาจึงต้องกลับมาที่เมืองหลวง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ในการตามหา ปีแรก ปีที่สอง…ต่อจากนั้นอีก2-3ปีก็ยังไม่มีข่าวคราวของสองสามีภรรยาเหมือนเดิม
ตำนานพื้นบ้านกล่าวว่าอดีตเจียงโฉวฝู่และองค์หญิงเว่ยเว่ยเป็นเทพเหวินฉวี่ซิง (เทพแห่งการศึกษา) กับเทพธิดาผู้ดูแลงานเกษตรกรรมจากสรวงสวรรค์ อวี้หวงต้าตี้ (เง็กเซียนฮ่องเต้) ส่งทั้งสองลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้หยวนชิงและฮ่องเต้จิ่งหมิงฟื้นฟูแผ่นดินต้าเซี่ย ตอนนี้ครบกำหนดเวลาแล้วจึงถูกเรียกตัวกลับสวรรค์…
ผู้คนบนแดนมนุษย์จึงสร้างวัดและสร้างรูปปั้นให้ทั้งสองพระองค์ ธูปหอมถูกจุดพวยพุ่งมากเป็นทบทวี…
…....
โอ๊ย !
เจ็บ !
เจ็บไปทั้งตัว !
หลินเว่ยเว่ยร้องโอดครวญ…สติค่อยๆกลับมาแจ่มชัดเพราะความเจ็บปวด…ความทรงจำสุดท้ายของนางคือระหว่างที่เกวียนเทียมล่อจะตกเหว สามีก็กระโจนเข้ามาหานางซึ่งถูกเหวี่ยงออกจากเกวียน ก่อนทุกอย่างจะดับวูบ นางถูกเขากอดไว้แน่น สองมือประสานกันพร้อมกับข้างหูที่มีเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นของเขาดังว่า “ในเมื่ออยู่คู่กันจนนิรันดร์ไม่ได้ เช่นนั้นก็ตายด้วยกันได้…”
เห็นอยู่ชัดๆว่าก่อนที่เกวียนจะตกเหว เขามีเวลามากพอที่จะกระโดดออกไปได้…เจ้าทึ่ม…โอ๊ย ! เจ็บ ! หืม ? ถ้ารู้สึกเจ็บได้ก็แปลว่านางยังไม่ตาย !! แล้วใต้เท้าโฉวฝู่ของนางอยู่ที่ใด ? เขาเองก็…
หลินเว่ยเว่ยพยายามลืมตา แต่นางรู้สึกเวียนหัวไปหมด…ศีรษะของนางจะต้องกระแทกแน่นอน สมองจึงได้รับความกระทบกระเทือน ไม่ได้การ นางต้องกลับมามีสติให้ได้ ไม่แน่ว่าตาเฒ่ารูปงามของนางอาจกำลังรอให้นางไปช่วยชีวิตเขาอยู่ !
ทันใดนั้นเอง จมูกของนางก็ได้กลิ่นน้ำมัน…ช้าก่อน เหตุใดถึงมีกลิ่นน้ำมัน ? นางนั่งเกวียนไม่ใช่หรือ ไม่ได้นั่งรถยนต์สักหน่อย !! รถยนต์ ? เจ้านี่เกือบถูกลืมเลือนในช่วง50กว่าปีที่นางอยู่ในโลกยุคโบราณ…
“เว่ยเว่ย ! เว่ยเว่ย !!” จู่ๆข้างหูก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นและตามด้วยเสียงทุบกระจก…
ไม่ถูก !
หลินเว่ยเว่ยพยายามลืมตา จากความเลือนรางสู่ความกระจ่างชัด…จากภาพล่อเทียมเกวียนตรงเบื้องหน้ากลายเป็นภาพตัวรถบัสที่ผิดรูปร่าง หน้าต่างแตกกระจาย มีเศษกระจกหล่นอยู่ทุกที่ สัมภาระในรถก็กระจัดกระจาย…
นี่คือ…รถบัสที่นางนั่งไปฝึกงานคันนั้น ? หรือว่า…นางจะกลับมาแล้ว ?
เพราะรถบัสตกเหว นางจึงทะลุเวลาไปและก็ต้องกลับมาเพราะเกวียนเทียมล่อตกเหวอย่างนั้นหรือ ? สำหรับคนอื่นแล้ว การไม่ตายเพราะเกวียนเทียมล่อตกเหวถือว่าโชคดีมาก แต่สำหรับนางแล้วไม่อยากกลับมา เพราะถ้านางกลับมา แล้วตาเฒ่าของนางจะทำอย่างไร ? ลูกหลานและคนในครอบครัวของนางจะเสียใจมากขนาดไหน ? ชีวิตที่ไม่มีเขา นางจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?
หยาดน้ำตาค่อยๆไหลลงมาอย่างช้าๆ…
“เว่ยเว่ย ! รีบออกมา ! น้ำมันกำลังรั่วออกจากถัง มันระเบิดได้ตลอดเวลา เว่ยเว่ย ! เว่ยเว่ย !!” หลินเว่ยเว่ยค่อยๆหันไปมอง ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งนางถึงจะนึกออกว่าผู้หญิงที่เคาะกระจกรถอยู่คือรูมเมทและเพื่อนสนิทในมหาวิทยาลัยของนาง
ระเบิด ? บางทีการระเบิดอาจทำให้นางได้ไปเกิดใหม่ ทำให้นางทะลุมิติเวลากลับไปยังต้าเซี่ย กลับไปอยู่กับคนรัก แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว คนในครอบครัวนาง คนรักของนางล้วนอยู่อีกโลกหนึ่ง หากสูญเสียพวกเขาไปแล้วชีวิตนางจะมีความหมายอะไรอีก ?
มีใครบางคนกำลังพยายามถีบกระจกหลังรถอย่างสุดชีวิต นางนั่งอยู่แถวหลังสุด คนผู้นั้นคงอยากจะช่วยนางออกไป พอมองไปด้านหน้าแล้วก็พบว่าในรถไม่เหลือใครสักคนแล้ว…คงถูกช่วยออกไปหมดแล้วกระมัง ? แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน…
“เว่ยเอ๋อร์ เว่ยเอ๋อร์ !” คนที่ใช้เท้าถีบกระจกอยู่พลางตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ไม่คุ้นชิน แต่คำที่ตะโกนออกมานั้นกลับฟังเหมือนแฝงไปด้วยความห่วงใย
ในที่สุดกระจกหลังที่แตกอยู่แล้วก็ถูกชายหนุ่มคนนั้นถีบเป็นรูขนาดใหญ่ เขาถอดเสื้อชั้นนอกของตัวเองออกแล้วคลุมที่ปากรูกระจกเอาไว้ จากนั้นก็ย่อตัวมุดเข้ามา เมื่อเห็นดวงตาคู่งามของนางมองมา เขาก็คลี่ยิ้มให้ “ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว จ่างกงจู่ของข้า !”
ตอนที่ 665: สารภาพมาเสียดีๆว่าไปคบกับเทพบุตรตอนไหน
หลินเว่ยเว่ยตาโต นางยกมือทั้งสองข้างที่โชกเลือดขึ้นมาปิดปากตัวเอง น้ำตาไหลออกมาไม่หยุดราวกับเขื่อนแตก…เป็นเขา ! เขาก็มาด้วย ? ใต้เท้าโฉวฝู่รูปงามของนางก็ตามมาด้วย ? วิเศษไปเลย !!
ชายหนุ่มรีบปลดเข็มขัดนิรภัยให้นาง พยายามเลี่ยงแขนข้างซ้ายที่มีเลือดออกของนางแล้วค่อยๆอุ้มนางออกมาทางกระจกหลังที่เป็นรูนั้น ในเวลานี้ถังน้ำมันเชื้อเพลิงของรถบัสเริ่มลุกไหม้
“รีบถอยออกมา ! รถจะระเบิดแล้ว !!” ชายหนุ่มอุ้มหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ ขณะตะโกนไปทางพวกนักศึกษาสาว หลังจากนั้นก็อาศัยช่วงขายาวๆของตนวิ่งไปยังจุดที่มีผู้บาดเจ็บอยู่
วิ่งออกมาได้แค่ไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น เสียงระเบิดก็ดังขึ้นแล้ว รถบัสระเบิดไฟลุกท่วม…ชายหนุ่มถูกแรงกระแทกของระเบิด ก่อนจะล้มกระแทกพื้น เขาใช้มือกอดหลินเว่ยเว่ยไว้แน่น ปกป้องเหมือนสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน
จู่ๆพื้นก็กลายเป็นชั้นใบไม้ที่กองทับถมและหลินเว่ยเว่ยยังถูกปกป้องไว้อย่างดี ตอนกระแทกกับพื้นจึงไม่รู้สึกเจ็บอะไร นางใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บของตนผลักชายหนุ่มที่กำลังนอนทับนางอยู่ด้านบนเบาๆ แล้วถามว่า “เจ้า…ไม่เป็นไรใช่ไหม ? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ?”
ชายหนุ่มใช้มือดันพื้น หลังจากลุกขึ้นแล้วก็กลับมาอุ้มหลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง “ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่บาดแผลภายนอก เบากว่าของเจ้ามาก”
เขาวางหลินเว่ยเว่ยลงบนแผ่นหิน จากนั้นก็เริ่มสำรวจบาดแผลบนตัวนางอย่างละเอียด…โชคดีที่นอกจากแขนซ้ายซึ่งมีแผลค่อนข้างลึกแล้วก็ไม่มีบาดแผลตรงไหนอีก เขาเงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตากระจ่างใสมองหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะใช้มือขวาลูบเส้นผมอันยุ่งเหยิงของนางด้วยความอ่อนโยนแล้วถามเบาๆว่า “ยังรู้สึกเจ็บตรงไหนเป็นพิเศษอีกหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยขยับขา บิดเอว จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว…” หลังจากพูดจบนางก็มองชายหนุ่มด้วยสายตาประหม่า ปากน้อยๆอ้าขึ้นแต่แล้วก็ปิดลงอีกครั้ง…นางไม่กล้าถาม เพราะกลัวคำว่า ‘จ่างกงจู่ของข้า’ ที่ได้ยินเมื่อครู่จะเป็นเพียงสิ่งที่นางคิดไปเอง
“เจ้านั่งก่อน อย่าเพิ่งขยับ ไม่อย่างนั้นแผลจะฉีกขาดกว่าเดิม ข้าโทรเรียกรถพยาบาลแล้ว” ชายหนุ่มเห็นนางดูนิ่งไปจึงบีบแก้มน้อยๆของนางแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “ทำไมหรือ ? แค่เปลี่ยนหน้าใหม่แล้วเจ้าก็จำข้าไม่ได้ ? หรือว่า…ใบหน้านี้ไม่ดูดีเท่าหน้าเก่า เจ้าจึงวางแผนคิดนอกใจไปมีคนอื่น ?”
“เหลวไหล ! ข้าเปล่าเสียหน่อย ! ใบหน้าของเจ้า…ก็ดูดีเหมือนเดิม !” หลินเว่ยเว่ยเห็นใบหน้าของเขาเปื้อนเลือดจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ ชุบน้ำพุวิญญาณให้ชุ่มแล้วใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บถือมันเช็ดหน้าให้เขา
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว คำพูดไม่น่าฟังสักเท่าไรแต่ทำให้คนใจเต้นได้ เขาเข้าไปกระซิบถามข้างหูของหลินเว่ยเว่ย “ห้วงมิติลึกลับของเจ้าก็ตามมาด้วยหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า เห็นริมฝีปากของเขาค่อนข้างแห้งจึงให้เขายืนบังสายตาคนอื่นไว้ แล้วนางแอบหยิบแก้วน้ำที่ใช้เป็นประจำออกมารินน้ำจนเต็ม ก่อนจะยื่นให้เขาดื่ม
ตอนเจียงโม่หานเพิ่งฟื้นขึ้นมา เขาเห็นสิ่งแปลกประหลาดกำลังพังย่อยยับอยู่ตรงเบื้องหน้าและด้านในสิ่งแปลกประหลาดมีคนแปลกหน้ากำลังบาดเจ็บเต็มไปหมด เขาจึงอึ้งงันไปพักหนึ่ง ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้รับความทรงจำดั้งเดิมของเจ้าของร่าง รู้ว่าตัวเองอยู่บนรถบัสที่เกิดอุบัติเหตุ
เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออก…โชคดีมากที่ตกจากที่สูงขนาดนี้ แต่ตัวเขาไม่บาดเจ็บตรงไหนเลย ขณะมองผู้โดยสารคนอื่นที่กำลังร้องไห้ขอความช่วยเหลือในรถ แม้จะคิดถึงภรรยาตัวเองแต่ก็ทำใจทิ้งคนที่บาดเจ็บมากขนาดนี้ไม่ลง…หืม ใจเขาเปลี่ยนมาอ่อนโยนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด ?
เขาจึงเริ่มขนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังสถานที่ปลอดภัยทีละคน เด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาคว้าแขนเขา “คุณ ได้โปรดช่วยเพื่อนฉันด้วย เธอนั่งอยู่เบาะหลังสุด เมื่อครู่ฉันตะโกนเรียกเธอตั้งหลายรอบ แต่เธอไม่ขานรับเลยสักครั้ง ได้โปรดล่ะ ช่วยเธอด้วย !”
หลังจากพูดจบเธอก็วิ่งไปที่ท้ายรถบัสแล้วออกแรงทุบกระจกที่แตกร้าวเหมือนใยแมงมุมและตะโกนเสียงดังลั่นว่า “เว่ยเว่ย ! หลินเว่ยเว่ย ! เธอรีบฟื้นสิ รีบฟื้นเร็วเข้า !”
เจียงโม่หานใจเต้นแรงทันที…หลินเว่ยเว่ย ? เป็นนางอย่างนั้นหรือ ? ทันใดนั้นความทรงจำแสนเลือนรางก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา ภรรยาเคยเล่าให้เขาฟังว่าเป็นเพราะระหว่างเดินทางไปฝึกงาน รถบัสที่นางนั่งเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเหว นางถึงได้ทะลุมิติเวลามาที่นี่ หรือว่า…รถคันนี้ก็คือรถที่ภรรยานั่งมา ?
เขาขมวดคิ้วขณะตามหาคำตอบในใจ ใช่จริงๆ เจ้าของร่างเดิมตามนักศึกษาฝึกงานของมหาวิทยาลัยเกษตรจีนเข้าหุบเขา เสียงหัวเราะค่อยๆจางหายพร้อมดวงตาที่ค่อยปิดลง…เขามาที่โลกของนางจริงๆแล้ว แต่ไม่รู้ว่า…นางกลับมาด้วยหรือเปล่า !
ขณะดีใจและวิตกกังวลในเวลาเดียวกัน เขาก็ถีบกระจกหลังรถแล้วช่วยสาวน้อยด้านในออกมา ลองใช้คำพูดที่ว่า ‘จ่างกงจู่ของข้า’ หยั่งเชิงนาง เป็นอย่างที่คิดคือนางตกตะลึงทันที ยกมือปิดปากและเริ่มร้องไห้อย่างไร้สุ้มเสียง…นางจะต้องเหมือนเขาแน่นอน กลัวไม่ได้เจอคู่ชีวิต ? แค่กแค่ก สาวน้อยยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย อย่างมากก็น่าจะอายุ20ปีต้นๆ เรียกคู่ชีวิตคงดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
เด็กคนนี้มักเก็บซ่อนอารมณ์ไม่เก่งเสมอ ไม่เคยปกปิดใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ผู้บาดเจ็บที่เพิ่งช่วยออกมาจากรถได้ยังมีน้ำใจยื่นน้ำมาให้หนึ่งแก้ว ถ้าให้คนอื่นมาเห็นแล้วจะคิดอย่างไร ? โชคดีที่เขาเองก็ตามมาด้วย ถ้าให้คนอื่นเห็นความผิดปกติของนาง คงได้ถูกจับไปวิจัยในห้องทดลองแน่นอน ?
เขาใช้แผ่นหลังของตัวเองปิดบังสายตาของทุกคนแล้วรีบดื่มน้ำจนหมด…อืม ยังรสชาติเหมือนเดิม “รีบเก็บแก้วไปเถิด !”
เขากวาดสายตามองโดยรอบก็เห็นกระบอกเก็บความร้อนหล่นอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เขาจึงเดินไปหยิบ ถานจิงจิงเพื่อนสนิทและรูมเมทของหลินเว่ยเว่ยก็พุ่งเข้ามาพร้อมรอยยิ้มคลุมเครือ เธอขยิบตาพลางพูด “ไอโหยว ! มองไม่ออกเลยว่าน้องสาวผู้ไร้เดียงสาของพวกเราจะแอบมีความรัก…สารภาพมาเสียดีๆว่าเธอไปคบกับเทพบุตรของฉันตั้งแต่ตอนไหน ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เพื่อน “เทพบุตรของเธออะไรกัน ? นั่นคือเทพบุตรของฉันต่างหาก”
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองสาวจึงกลายเป็น ‘ไก่จิกกัน’ ประเดี๋ยวก็เถียงกันไปมาว่า ‘เทพบุตรของฉัน’ ต่างหาก ฉากนี้เกิดขึ้นที่หอพักของพวกเธอบ่อยๆ บางครั้งก็แย่งเน็ตไอดอล บางครั้งก็แย่งหนุ่มหล่อในมหาวิทยาลัย…อันที่จริงก็ไม่ได้แย่งอะไรกันจริงจังหรอก เพราะเป็นแค่การแสดงออกว่าพวกเธอชื่นชอบผู้ชายพวกนั้นมากขนาดไหน !
“ชู่ว…เขามาแล้ว ว้าว ช่วงขาของเขายาวจัง ท่าเดินก็หล่อมาก !” ถานจิงจิงจ้องเขาจนน้ำลายจะไหลอยู่แล้ว “แขนของเขาแข็งแรงมาก รูปร่างจะต้องดีมากแน่เลย ! เขาเป็นฮีโร่ในใจฉัน เทพบุตรขี่ม้าขาวที่ช่วยฉันจากอันตราย อย่าห้ามฉัน…ฉันจะใช้ร่างกายตอบแทนเขา !”
หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บจิ้มหน้าผากเพื่อนสาว “เดี๋ยวก่อน ! เก็บความคิดเพ้อฝันของเธอไปเลย บอกแล้วไงว่าเขาเป็นของฉัน ของฉันคนนี้ !”
ถานจิงจิงถลึงตาใส่ “ยัยน้องเล็ก เธอจะกินคนเดียวไม่ได้ มีผู้ชายดีๆก็ต้องแบ่งกัน ! พวกเรามาแย่งกันอย่างยุติธรรมดีกว่า !”
“แย่ง ? เธอไม่มีหวังแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยคว้าแขนเจียงโม่หานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงของคนเป็นเจ้าของ “สา..ของฉัน ใครก็อย่าคิดจะแตะ ถ้าไม่อยากโดนฝ่าเท้าพิฆาต !”
ตอนที่ 666: ความหล่อเหลาของลูกชายสามารถฆ่าเด็กสาวตายได้ภายในไม่กี่วินาที
“ระวังหน่อย ประเดี๋ยวโดนแผลที่แขนของหล่อน” เจียงโม่หานเปิดกระบอกเก็บความร้อนแล้วยื่นให้หลินเว่ยเว่ยซึ่งก็เข้าใจจุดประสงค์ของเขาได้ทันที ในมุมที่ถานจิงจิงมองไม่เห็น เธอนำกระบอกเก็บความร้อนมาใส่น้ำพุวิญญาณลงไป
เจียงโม่หานรับมาถือไว้อีกครั้ง ก่อนจะฉีกแขนเสื้อของเธอออกเบาๆ แล้วใช้น้ำพุวิญญาณล้างแผลให้ ทันใดนั้นความแสบร้อนที่บาดแผลก็กลายเป็นความรู้สึกเย็นสบายขึ้นมาทันที
ถานจิงจิงอยากรู้อยากเห็นสุดๆ ขณะมองหนุ่มหล่อตรงหน้าราวกับกำลังตรวจสอบบัญชี เธอก็ถามว่า “พี่ชายสุดหล่อชื่ออะไร ? เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรของเราหรือ ? ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเห็นพี่ชายมาก่อน ? พี่ชายรู้จักกับน้องเล็กของเราได้อย่างไร ? บอกมาดีๆนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะจีบเว่ยเว่ยที่ทั้งเก่งและน่ารักของเราเด็ดขาด !”
หลินเว่ยเว่ยเองก็สงสัยเช่นกัน คนที่ตาเฒ่ารูปงามทะลุมิติมาเข้าร่าง เป็นคนแบบไหนกันแน่ แต่ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรหรือยากไร้เป็นขอทาน เธอก็จะเลี้ยงดูเขา…ใต้เท้าโฉวฝู่ชอบกินข้าวนิ่มหรือไม่ ?
เจียงโม่หานนำผ้าเช็ดหน้าที่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งยื่นให้มาชุบน้ำแล้วเช็ดใบหน้าน้อยๆของภรรยาจนสะอาด เมื่อเช็ดคราบเลือดและคราบสกปรกบนใบหน้าหมดแล้ว ใบหน้าอวบอิ่มของเธอก็ถูกเผยออกมา ขนตางอนยาว ปากนิดจมูกหน่อย…ไม่จัดว่าสวยมาก แต่ในสายตาของเขากลับดูน่ารักสุดๆ
เขาหัวเราะเบาๆ “ฉันชื่อเจียงโม่หาน เจียง มาจากเจียงจื่อหยา (นักยุทธศาสตร์การสงครามที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์จีน) โม่ มาจากบี่โม่ (พู่กันและหมึก) หาน มาจากหานเฟยจื่อ (ยอดตำราปรัชญาที่ประกอบด้วยบทความทั้งสิ้น55บท เนื้อหาภายในมีความยาวกว่า1เเสนตัวอักษร) ปีนี้อายุ24ปี เรียนอยู่ในสำนักวิชาโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์วิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่บ้านเปิดร้านขายของเล็กๆในตลาดพานเจียหยวน ส่วนรู้จักกับเว่ยเอ๋อร์ได้อย่างไร…ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะวาสนาจากชาติก่อน !”
ถานจิงจิงยกมือขึ้นจับแก้มแล้วพูดด้วยสีหน้าหลงใหล “ว้าว ! นักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หล่อกันแบบนี้หมดเลยหรือ ? ได้กลับมาพบกันจากอดีตชาติอีกครั้ง พล็อตเรื่องนี้น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าในนิยายเสียอีก !”
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยค่อยๆเบิกโตขึ้น “นายไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยของเรา ? แล้วทำไมนั่งรถคันเดียวกับเราได้ล่ะ ?”
เจียงโม่หานเกาจมูกเธอ…การกระทำนี้ เขาไม่ได้ทำมานานมากแล้ว หลังหัวเราะแล้วเขาก็พูดต่อ “พวกอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเจอวัตถุโบราณในหุบเขาลึกจึงโทรเรียกให้ฉันไปช่วยดู พอดีกับที่รถบัสของมหาวิทยาลัยพวกเธอผ่านไปทางนั้น ฉันจึงขอติดรถมาด้วย…”
ขณะมองคนบาดเจ็บที่นั่งกระจัดกระจายตัวกันออกไป ถานจิงจิงก็ถอนหายใจ “คาดไม่ถึงว่าการขอติดรถมานี้เกือบพาพี่ชายไปเยือนนรก ?”
ขณะมองเศษซากรถบัสที่ระเบิดและยังติดไฟอยู่ เธอก็เริ่มหวาดกลัว ถ้าไม่ได้คู่ ‘วาสนา’ ของเว่ยเว่ยช่วยพาทุกคนออกจากรถ พวกเธอก็คงจะตายเพราะการระเบิดเมื่อครู่แล้ว
ฮือฮือฮือ ถ้าช้าอีกหน่อย น้องเล็กของพวกเธอก็คง…ถานจิงจิงเข้าไปสวมกอดหลินเว่ยเว่ยเพราะเกือบจะต้องสูญเสียเพื่อนสนิทไปแล้ว
เจียงโม่หานพยายามอดทน แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้อยู่ดี เขาดึงมือที่ถานจิงจิงกอดภรรยาออก “แขนของหล่อนบาดเจ็บ เธอทำแบบนี้จะทำให้หล่อนเจ็บกว่าเดิม”
“เธอทำแบบนี้จะทำให้หล่อนเจ็บกว่าเดิม…” ถานจิงจิงมุ่ยปากพลางพูดทวนประโยคของเขาด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเข้าไปกระซิบข้างหูหลินเว่ยเว่ยว่า “ดูเถอะว่าเป็นห่วงเธอขนาดไหน ! เฮ้อ…ฉันไม่เล่นด้วยแล้ว เทพบุตรของฉันโดนเธอแย่งไปแล้ว ยัยน้องเล็ก เธอจะชดใช้ให้ฉันอย่างไร ?”
“หม้อไฟที่ตงไหลซุ่น หรือกินเป็ดย่างที่เฉวียนจี้เต๋อ เธอเลือกได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยพูดแบบคนรวย
“สุดยอด ! คนที่มีแฟนแล้วแตกต่างไปจริงๆ !” ถานจิงจิงมองหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนน้องเล็กจะแตกต่างไปจากเดิม…ส่วนต่างไปตรงไหน เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจดูร่าเริงและมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกระมัง ?
ถานจิงจิงไม่พูดเรื่องพวกนี้อีก เธอโบกมือ “รอดพ้นจากอันตรายมาได้ ย่อมมีโชคดีรออยู่ ควรกินอะไรฉลองหน่อย ฉันคิดว่าพวกเราคงไม่ได้ไปฝึกงานแล้วล่ะ ! รอกลับถึงปักกิ่งแล้วเรียกพี่ใหญ่กับพี่สาวมากินข้าวด้วยกันสักมื้อ ! โอย หิวจัง…”
ขณะพูด ท้องของเธอก็ร้อง เพียงเพื่อลดน้ำหนักแล้วเธอจึงไม่ได้กินข้าวเช้า ตอนนี้เป็นยามบ่ายแล้วไม่รู้ว่าหน่วยกู้ภัยจะมาเมื่อใด เธอคงไม่ได้รอดจากรถตกเหว แต่ต้องมาตายเพราะหิวแทนหรอกนะ ?
หลินเว่ยเว่ยจำได้ว่าก่อนเกิดเหตุ ตัวเองกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปหนึ่งถ้วยจึงไม่ได้รู้สึกหิวเท่าไร เธอมองเพื่อนสนิทด้วยความเห็นใจ…ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณของเธอมีอาหารสำเร็จรูปอยู่มากมาย แต่หยิบออกมาไม่ได้ ! จึงได้แต่พูดเบาๆว่า ‘ขอโทษนะ เพื่อนรัก !’
โชคดีที่ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงไซเรนของรถพยาบาลและรถกู้ภัยดังขึ้น พวกเขามาพร้อมกันและยังมีพวกนักข่าวที่ได้ยินแล้วตามมารายงานข่าวด้วย ตอนพวกเขารู้จากพวกอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรว่าคนที่ช่วยพวกตนไว้คือเจียงโม่หาน พวกนักข่าวก็เข้ามาจ่อไมค์ใกล้ปากเขาทันที…เสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่น ใช้กำลังของตนช่วยเหลืออาจารย์ นักศึกษาและคนขับไว้ได้หมดทั้งคันรถ นอกจากนี้ยังช่วยทำแผลแบบง่ายๆให้พวกผู้บาดเจ็บ ไม่มีคนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้สักคน นี่เป็นความยอดเยี่ยมขนาดไหน ! สมควรแล้วที่จะทำข่าวและได้รับรางวัล !
เปลพยาบาลมีไม่เพียงพอจึงได้แต่ช่วยคนที่บาดเจ็บหนักก่อน เจียงโม่หานตอบคำถามนักข่าวไปพลางมองหลินเว่ยเว่ยไปด้วย เมื่อเห็นว่าถานจิงจิงกำลังประคองเธอให้ลุกขึ้น เขาก็พูดกับนักข่าวว่า “ขอโทษนะครับ อาจารย์และนักศึกษาที่บาดเจ็บพวกนั้นต้องการผม ต้องขอตัวก่อน !”
นักข่าวเหล่านี้มีทั้งที่มาจากหนังสือพิมพ์ปักกิ่งหรือจากสถานีโทรทัศน์ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างชื่อเสียงเชียวนะ ! พวกเขาคาดไม่ถึงว่านักศึกษาหนุ่มคนนี้จะมีจิตอาสามากเหลือเกิน เพียงเพื่อช่วยคนเจ็บแล้วถึงขั้นทิ้งโอกาสสร้างชื่อเสียงตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อโทรทัศน์ ! เด็กหนุ่มที่ดีถึงขนาดนี้สมควรถูกยกย่องให้เป็นแบบอย่างและเผยให้โลกได้รู้…
เจียงโม่หานสาวเท้าไปสองสามก้าวแล้วอุ้มหลินเว่ยเว่ยขึ้นมา เขาพาเธอไปที่รถพยาบาล ถานจิงจิงที่เดินอยู่ข้างหลังก็มีดวงตาเป็นประกาย…ว้าว ! ท่าอุ้มองค์หญิง แมนมาก !
กล้องของสื่อก็จับภาพชายหนุ่มผู้ ‘ชอบช่วยเหลือผู้คน’ คนนี้อยู่เช่นกัน ในการถ่ายทอดสด นักข่าวใช้คำพูดที่สละสลวยเพื่อบรรยายความมีจิตใจดีของนักศึกษาหนุ่มหล่อคนนี้
.........
ณ ตลาดพานเจียหยวน…ในร้านขายวัตถุโบราณขนาด3ชั้น5ห้องและมีสวนดอกไม้หลังร้าน ปรากฏผู้ชายอายุ40ปีคนหนึ่งกำลังใช้มือจับถ้วยน้ำชาสีม่วงไว้และถือรีโมทโทรทัศน์ไว้ด้วยมืออีกข้าง เขากำลังกดปุ่มเลื่อนดูรายการโทรทัศน์ด้วยความเบื่อหน่าย…เขาเลี้ยงลูกชายสุดที่รักมาแบบเสียเปล่า เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาโทรมาแค่สายเดียวก็สามารถเรียกตัวลูกชายไปได้แล้ว ปล่อยร้านใหญ่ๆนี้ให้พ่อดูแลเพียงคนเดียว ช่างอกตัญญูจริงๆ !
ทันใดนั้นเอง ท่านั่งที่ดูสบายของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรง…ใบหน้าหล่อเหลาในโทรทัศน์นั้นไม่ใช่ลูกชายอกตัญญูของเขาหรือ ? เจ้าตัวแสบ ทำไมถึงไปออกโทรทัศน์ได้ ? หรืออยากเข้าวงการบันเทิง ? ใช่ว่าตนเข้าข้างลูกชายนะ แต่ใบหน้าของเจ้าลูกเนรคุณนี้สามารถฆ่าสาวๆให้ตายได้ภายในไม่กี่วินาที ถ้าอยู่ในวงการบันเทิงจะต้องเป็นตัวท็อปแน่นอน…
รอเดี๋ยว ! อุบัติเหตุรถบัสตกเหว ? จะ…เจ้าตัวแสบทำตัวประมาทเกินไปหน่อยแล้ว ?
แม้ปากจะด่าเจ้าตัวแสบอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ใบหน้าที่เคยสง่างามของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบโยนรีโมททิ้งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ขณะที่มือกดหมายเลขก็เริ่มสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้
สายแรก ไม่มีคนรับ สายที่สอง ยังไม่มีคนรับ สายที่สาม ก็ยังไม่รับ…เจียงเฉิงซู่กดโทรออกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในที่สุด…ปลายสายก็มีเสียงที่คุ้นเคยของเจ้าตัวแสบดังขึ้นและเสียงไซเรนของรถพยาบาลด้วย
ตอนที่ 667: ผู้หญิงที่สุรุ่ยสุร่ายนี้จะเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของเขา
“เฮ้ เจ้าตัวแสบ แกยังอยู่ดีไหม ? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ? อาการหนักไหม ?” ไม่รอให้เจียงโม่หานได้พูดอะไร เขาก็รัวคำถามออกมา น้ำเสียงที่ใช้ยังดูร้อนรนและเป็นห่วงด้วย
เจียงโม่หานให้หลินเว่ยเว่ยนั่งซบไหล่ไว้ ส่วนคนที่นอนครอบถุงสำรองออกซิเจนคืออาจารย์ที่ปรึกษาของหลินเว่ยเว่ย ตอนรถบัสตกหน้าผานั้น เพื่อปกป้องนักศึกษาที่อยู่รอบตัว อาจารย์จึงได้รับบาดเจ็บสาหัส เจียงโม่หานแอบป้อนน้ำพุวิญญาณให้อาจารย์แล้ว ดังนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
เจียงโม่หานพูดกับบิดาว่า “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้บาดเจ็บ…สัญญาณโทรศัพท์กลางป่ากลางเขาไม่ดี อีกประเดี๋ยวพอถึงโรงพยาบาลแล้วผมจะโทรหาพ่ออีกที วางแล้วนะ !” ชัดเจนมากว่าจู่ๆเขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินกับบิดาที่เพิ่งมีคนนี้ ไม่รู้จะชวนอีกฝ่ายสนทนาอะไร ยิ่งพูดน้อยก็ยิ่งผิดน้อย เอาแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน !
พอได้ยินว่าลูกชายไม่ได้เป็นอะไร เจียงเฉิงซู่ก็สบายใจขึ้นพอสมควรจึงด่าผ่านสายโทรศัพท์สั้นๆว่า “ไอ้ตัวแสบเอ๊ย !”
ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์แล้วแววตาก็เปล่งประกายทันที มันเหมือนกับสายตาอินทรีที่กำลังจ้องเหยื่อแล้วกระโดดออกจากเก้าอี้หวาย “พระเจ้า ! ใครช่างสุรุ่ยสุร่ายถึงขนาดนี้ ใช้ถ้วยชามีฝาปิดแบบโบราณมาใส่น้ำดื่ม ? ให้ตายเถอะ ! หรือ…อีกฝ่ายไม่รู้ว่าถ้วยชาในมือเธอเป็นวัตถุโบราณ ? ฮ่าฮ่าฮ่า ! น้ำรั่วมาถึงฉันแล้ว !”
เจียงเฉิงซู่รีบออกไปที่หน้าร้านแล้วพูดกับพนักงานในร้านว่า “เกิดเรื่องกับหานเอ๋อร์ ฉันจะออกไปสักสองสามวัน มีเรื่องอะไรก็โทรมา”
ต่อจากนั้น เขาก็โทรหาลูกชายอีกรอบแล้วถามถึงชื่อโรงพยาบาลที่อีกฝ่ายกำลังเดินทางไป หลังพูดคำว่า “พ่อกำลังไป” แล้วเขาก็รีบจองตั๋วรถไฟจากอินเทอร์เน็ตและเดินทางไปยังเมืองนั้นในภาคเหนือทันที
ยามบ่าย พอมาถึงสถานีรถไฟแล้ว เจียงเฉิงซู่ก็เรียกรถโดยสารไปยังโรงพยาบาลของรัฐ ขณะกำลังจะโทรถามลูกชายว่าอยู่ตรงไหนและเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในโรงพยาบาลก็เห็นลูกชายกำลังถือกล่องใส่อาหารเก็บความร้อนอยู่ในลิฟต์ที่กำลังจะปิด
“เจ้าลูกชาย !” เจียงเฉิงซู่วิ่งเหยาะๆเข้าไป ขณะมองลูกชายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เขาก็จับแขนลูกชายพลางลูบเพื่อสำรวจ พอเห็นว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนจริงๆ เขาก็โล่งใจ
แม้เจียงโม่หานจะไม่ค่อยชอบความกังวลของเขาสักเท่าไร แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง…ใครบอกว่าบิดาชอบเก็บความรู้สึก บิดาคนนี้ของเขายังถือว่าเป็นห่วงอย่างเปิดเผยอยู่บ้าง !
“เจ้าเด็กนี่ ! พ่อได้ยินจากข่าวว่าแกช่วยคนทั้งรถเอาไว้ สมแล้วที่เป็นลูกชายของเจียงเฉิงซู่ ! พ่อภูมิใจในตัวแกจริงๆ !!” เจียงเฉิงซู่ตบศีรษะลูกชายเบาๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจและความชื่นชม สภาพแบบนั้นช่างเหมือนนกยูงรำแพน
หลังจากพูดเรื่องพวกนี้จบแล้วเขาก็หันไปกระซิบข้างหูเจียงโม่หานแบบลับๆล่อๆ “เจ้าลูกชาย พ่อไปเห็นของดีมาอีกแล้ว ประเดี๋ยวแกร่วมมือกับพ่อ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจเก็บของดีได้ !”
เมื่อลิฟต์หยุด เจียงโม่หานก็สาวเท้าเดินไปยังห้องผู้ป่วย เขาเดินไปพลางถามไปด้วย “ถ้าเจอของดี พ่อก็ไปคุยกับเขาสิ ทำไมต้องให้ผมร่วมมือด้วย ?”
เจียงเฉิงซู่อยากพูดอะไรบางอย่าง แต่โดนเสียงหวานๆในห้องผู้ป่วยขัดจังหวะเสียก่อน “สา…มี กลับมาแล้วหรือ ? ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว…”
สะ…สามี ? เจียงเฉิงซู่หันไปมองลูกชายแล้วหันมามองประตูห้องผู้ป่วยอีกรอบ เห็นได้ชัดว่าคำเรียกสามีนี้ไม่ได้พูดกับเขา ดังนั้นเขาจึงหันไปถลึงตาใส่ลูกชาย…เจ้าตัวแสบ แกมีแฟนตั้งแต่เมื่อไร ? ไม่บอกกันสักคำ เขามาเยี่ยมมือเปล่า ไม่ได้เอาของขวัญแรกพบอะไรมาสักชิ้น…
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าด้านหลังของโฉวฝู่รูปหล่อมีคนแปลกหน้าเดินตามมาด้วย ใบหน้าคล้ายคลึงกัน แค่มองก็รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด
เธอใช้มือข้างขวาที่ไม่ได้บาดเจ็บช่วยยันตัวให้ลุกขึ้นนั่งแล้วพูดพร้อมยิ้มหวาน “สา…เจียงโม่หาน เขาเป็นพี่ชายของนายหรือ ? พี่ชายก็หล่อเหมือนกันนะคะ !”
เจียงเฉิงซู่โดนคำพูดสั้นๆของเธอทำให้ลืมความโกรธไปทันที “ฮ่าฮ่า ! พ่อไม่ใช่พี่ชาย แต่เป็นพ่อแท้ๆของเขา ! ลูกสะใภ้บาดเจ็บมากไหม ? เจ้าเด็กคนนี้ขี้อายเกินไปหน่อย แม้แต่แฟนตัวเองก็ยังไม่ยอมพามาแนะนำ !”
“คุณอาก็หนุ่มเกินไปหน่อยไหมคะ ? โดนคนเข้าใจผิดว่าเป็นพี่ชายของเจียงโม่หานบ่อยๆใช่ไหมคะ ?” ถ้าหลินเว่ยเว่ยอยากเอาใจใคร คนนั้นไม่มีทางต้านทานได้แน่นอน
เจียงเฉิงซู่หัวเราะเสียงดังลั่นอีกรอบ แต่แล้วทันใดนั้นสายตาของเขาก็โดนถ้วยชามีฝาปิดบนโต๊ะดึงดูด เหมือนแม่เหล็กปะทะกับเหล็ก ไม่ว่าอย่างไรก็ละสายตาไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยมองตามทิศทางที่เขามอง ก่อนจะถามว่า “คุณอาหิวน้ำหรือคะ ? อยากดื่มน้ำหน่อยไหม ?”
“ลูกสะใภ้ พ่อขอดูสิ่งนั้นหน่อยได้ไหม ?” เจียงเฉิงซู่กลืนน้ำลายลงคอ แม้จะอยู่ห่างกัน แต่เขามั่นใจว่าสิ่งนั้นเป็นถ้วยชามีฝาปิดแบบโบราณแน่นอน !
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “คุณอา เชิญตามสบายเถอะค่ะ…”
เจียงโม่หานเปิดกล่องเก็บอาหารแล้วตักน้ำแกงไก่ป้อนให้เธอ ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังกินเนื้อน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อย เธอก็พูดกับเจียงเฉิงซู่ที่กำลังพลิกดูถ้วยชาอยู่ข้างๆว่า “คุณอาจะกินอะไรหน่อยไหมคะ ?”
เจียงเฉิงซู่ส่ายหน้าแล้วถามว่า “ลูกสะใภ้…ถ้วยชาของเธอได้มาจากที่ไหนหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยตอบ “ซื้อมาจากแผงลอยในหลิวหลีฉ่างค่ะ คนขายบอกว่าเดิมทีเจ้านี่ใช้สำหรับชงชา หนูคิดว่าเอามาใส่น้ำน่าจะดีจึงซื้อมา คุณอา มันมีอะไรผิดปกติหรือคะ ?”
นางพูดถูกแล้ว เดิมทีถ้วยชามีฝาปิดใบนี้ก็ใช้สำหรับชงชาอยู่แล้ว สร้างขึ้นมาเพื่อให้เก็บความร้อนโดยเฉพาะ แต่ฝาถ้วยชาถูกสร้างขึ้นมาแน่นหนาอย่างดี น้ำจะได้ไม่หกออกมาง่ายๆ
เจียงเฉิงซู่ส่ายหน้า “เธอซื้อ ‘ถ้วยชามีฝาปิด’ ใบนี้มาเท่าไหร่ ?”
หลินเว่ยเว่ยคิดราคาตรงนั้นแบบง่ายๆ “ไม่แพงค่ะ แค่50กว่าหยวน”
“ห้าสิบกว่าหยวน ?” เจียงเฉิงซู่ยกมือทาบหน้าอกตัวเอง…ของดีขนาดนี้ ทำไมเขาถึงไม่เจอก่อนนะ ? เขาหันไปมองลูกชายที่กำลังป้อนน้ำแกงให้เด็กสาวด้วยความเอาใจใส่ !
ทว่าน้ำไม่ได้รั่วออกนอกบ้าน เพราะหลังมองลูกชายแล้วเขาก็มองเด็กสาวที่ดูน่ารักข้างๆ จากนั้นถามว่า “ปีหน้าพวกเธอก็เรียนจบกันแล้ว คิดจะแต่งงานกันเมื่อใด ?”
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองโฉวฝู่ของตน ‘พ่อนายเป็นอะไร ? เพิ่งเจอกันก็ถามว่าจะแต่งงานเมื่อใด ? ลูกชายของท่านคงไม่ได้มีโรคร้ายซ่อนอยู่แล้วกลัวลูกชายจะขายไม่ออกหรอกนะ ?’
เจียงโม่หานกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้มาเพื่อถ้วยชามีฝาปิดโบราณในมือภรรยามากกว่า เพียงเพื่อวัตถุโบราณแล้วถึงขั้นขายลูกชายตัวเอง บิดาแบบนี้หาคนที่สองไม่ได้แล้วจริง ๆ !
เจียงเฉิงซู่ยื่นมือไปรับถ้วยชาที่หลินเว่ยเว่ยหยิบให้ เห็นเพียงเขากำลังพลิกถ้วยชาในมือไปมาด้วยความระมัดระวัง แถมตอนดูยังพูดพึมพำอะไรบางอย่างด้วย ล้วนเป็นคำพูดเฉพาะของวัตถุโบราณ หลินเว่ยเว่ยฟังด้วยความงุนงง เธอหันไปมองเจียงโม่หาน…พ่อของนายคงไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกนะ ?
“จากเนื้อสัมผัสด้านนอกแล้วน่าจะเป็นถ้วยชามีฝาปิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง แต่พ่ออยู่กับวัตถุโบราณมาค่อนชีวิต ยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ! โดยเฉพาะฝาที่ปิดสนิทมาก ออกแบบได้ทันสมัย เป็นอะไรที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน !”
หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานหันไปสบตากันอย่างรู้ใจ ‘คุณต้องไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่แล้ว เพราะเจ้าสิ่งนี้เป็นของที่โฉวฝู่ของนางสั่งคนมาทำให้นางโดยเฉพาะ ตอนนั้นเผาออกมาแค่20ใบเท่านั้น ครึ่งหนึ่งมอบให้คนอื่น อีกครึ่งเก็บไว้ใช้เอง…เพราะกระเบื้องเคลือบแตกง่าย ดังนั้นเวลาออกไปข้างนอกจึงต้องเตรียมไว้หลายใบหน่อย’
ตอนที่ 668: จุดจบ คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่
ทว่าหลินเว่ยเว่ยใช้มันอย่างทะนุถนอม ส่วนอีก9ใบที่เหลือล้วนเก็บไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณ ถ้าพ่อสามีชอบมากขนาดนั้น เธอจะยกให้เขาสักใบดีไหม ?
“เสี่ยวเว่ย ของล้ำค่ามากแบบนี้ เธอต้องเก็บรักษาดีๆนะ รู้ไหม พอกลับไปแล้วพ่อจะซื้อแก้วเก็บความร้อนใบใหม่ให้เธอ ดังนั้นไม่ต้องเอาของโบราณออกมาใช้อีกดีกว่า” หากผู้เชี่ยวชาญมาประเมินราคา เจ้าสิ่งนี้มีค่าเท่ากับบ้านหลังหนึ่งในเมืองปักกิ่งเชียวล่ะ !
หลินเว่ยเว่ยใช้ถ้วยชามีฝาปิดใบนี้จนชินแล้ว แม้จะทำใจไม่ได้สักเท่าไร แต่ก็ ‘เชื่อฟัง’ เป็นอย่างดี “ค่ะ หนูยังเรียนไม่จบ มีคนเข้าออกห้องพักบ่อยๆ ยากที่จะหลีกเลี่ยงผู้คน ถ้าอย่างไรคุณอาสุดหล่อช่วยเก็บไว้แทนหนูได้ไหมคะ ?”
เจียงโม่หานเหลือบมองภรรยา ‘เด็กคนนี้เอาใจคนอื่นเก่งจริงๆ คำพูดประโยคนี้ของนางทำให้บิดาดีใจจนลืมแซ่ของตนทันที’
เป็นอย่างที่คิด ดวงตาที่อยู่หลังแว่นสายตาของเจียงเฉิงซู่แทบกลายเป็นเส้นเดียว เขาหัวเราะจนเห็นฟันกราม…เหมือนคนโง่ไม่มีผิด ไฉนเลยจะหลงเหลือความสง่างามอยู่อีก ?
เจียงเฉิงซู่หยิบผ้าไหมผืนเล็กที่พกติดตัวออกมา ค่อยๆห่อถ้วยชามีฝาปิดอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็มองการตกแต่งของโรงพยาบาลด้วยความไม่พอใจแล้วพูดขึ้นว่า “ที่นี่ไม่ดีสักเท่าไร ประเดี๋ยวพ่อเปลี่ยนโรงพยาบาลให้เธอเอง พวกเรากลับไปรักษาตัวที่ปักกิ่ง แต่วางใจได้ พ่อจะหาโรงพยาบาลชั้นดีที่สุดให้เธอแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณอาสุดหล่อ หนูแค่เป็นแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้น แต่…คุณอาช่วยย้ายโรงพยาบาลให้อาจารย์ที่ปรึกษาของหนูได้ไหมคะ ?”
เพื่อปกป้องนักศึกษาแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาจึงได้รับบาดเจ็บมากกว่าใครและตอนนี้ก็ยังต้องอยู่ในห้องICU!
เจียงเฉิงซู่พยักหน้า “เด็กดี ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพ่อจัดการเอง !”
เขาหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรไปขอยืมเครื่องบินส่วนตัวจากเพื่อนแล้วก็พาว่าที่ลูกสะใภ้กับอาจารย์ที่ปรึกษาบินมายังโรงพยาบาลปักกิ่งและให้เธอพักฟื้นในห้องผู้ป่วยเดี่ยว
เดิมทีหลินเว่ยเว่ยไม่ได้คิดจะนอนโรงพยาบาล แต่ผลตรวจร่างกายพบว่าเธอได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อย เจียงโม่หานไม่วางใจจึงอยู่เป็นเพื่อนเธอที่โรงพยาบาลถึงหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ กระทั่งตัดไหมที่แขนออกแล้ว เขาจึงทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้เธอ
ในรถบัสคันนั้น นอกจากเจียงโม่หานแล้ว ก็เป็นนักศึกษากับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรแทบทั้งหมด เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น สถานที่ฝึกงานของพวกหลินเว่ยเว่ยก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นโครงการนำร่องในเขตเมืองปักกิ่งแทน ทว่าเวลานี้นอกจากหลินเว่ยเว่ยและนักศึกษาไม่กี่คนที่บาดเจ็บค่อนข้างเบาแล้ว คนอื่นก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล
หลังจากรักษากันมาหลายวัน อาจารย์ที่ปรึกษาของหลินเว่ยเว่ยก็พ้นขีดอันตราย ตอนหลินเว่ยเว่ยออกจากโรงพยาบาล เขาได้เข้าพักในห้องผู้ป่วยธรรมดาแล้ว หลินเว่ยเว่ยและพวกนักศึกษาที่หายดีจึงไปเยี่ยมเขาด้วย !
หลินเว่ยเว่ยยังสับสนเล็กน้อย ‘ตอนอยู่ต้าเซี่ย ข้าเป็นองค์หญิงที่สร้างผลงานไว้มากมาย ทุกอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค แต่พอกลับมาแล้วก็เป็นเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝัน ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อไป’
เจียงโม่หานดึงตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและมีพลังมากผิดปกติ “วางใจเถิด ฉันยังอยู่ทั้งคน ! พวกเราสามารถเช่าหุบเขาและที่นาในเมืองทงโจวเพื่อทำฟาร์มออร์แกนิคที่เธอเคยทำในสมัยก่อนได้ เธอไม่ได้มีเทคนิค ‘ทำการเกษตรแบบผสมผสาน’ อยู่หรือ ? ยังมีอะไรต้องกังวลอีก ?”
จริงสิ ! เธอยังทำเรื่องที่ถนัดได้ ! นอกจากเทคนิคที่มีอยู่แล้ว ยังมีน้ำพุวิญญาณที่เป็นไอเทมสุดโกงจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณอยู่ไม่ใช่หรือ ? เธอจะปลูกผักผลไม้ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพที่สุด เธอจะเลี้ยงหมู ห่าน เป็ด ไก่ วัวและแกะ ‘เชิงอนุรักษ์’ ชนิดดีที่สุดขึ้นมา…
หลินเว่ยเว่ยที่มีเป้าหมายแล้วก็เป็นเหมือนผักกาดขาวได้รับน้ำ เต็มไปด้วยชีวิตชีวาทันที ทว่า…เมื่อนึกถึงเรื่องเงินทุนแล้ว เธอก็หันไปมองเจียงโม่หานด้วยความลังเล “ถ้าอย่างไร…ฉันเอาเครื่องประดับกับเครื่องเคลือบลายครามที่เก็บไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณมาขายที่ร้านนายดีไหม ?”
เจียงโม่หานบีบแก้มเจ้าเนื้อของเธอแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไม ? กลัวว่าสามีจะเลี้ยงไม่ไหวหรือ ? วางใจได้ ! สามีของเธอยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง !”
ทั้งสองคนเป็นเด็กมหาวิทยาลัยที่ยังเรียนไม่จบ ดังนั้นเรื่องใหญ่ขนาดนี้จึงจำเป็นต้องปรึกษาผู้ใหญ่ในครอบครัว หลินเว่ยเว่ยเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งในสถานรับเลี้ยง มารดาของเจียงโม่หานหย่ากับบิดาและไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เขายังเด็ก ดังนั้นผู้ใหญ่ในบ้านหลังนี้จึงมีเพียงเจียงเฉิงซู่คนเดียวเท่านั้น
หลังจากเจียงเฉิงซู่ได้ฟังก็คิดว่าเป็นความคิดที่ดี ! อาหารออร์แกนิคเป็นสิ่งที่ตลาดในปักกิ่งต้องการ ดังนั้น สองสามีภรรยาคู่นี้จึงไม่ต้องออกเงิน เพราะบิดาควักเงินลงทุนให้หลินเว่ยเว่ยเองกับมือ โดยเป็นผู้ถือหุ้นกันแบบ50/50 เนื่องด้วยเขาใช้เส้นสายของตนจึงเช่าที่นาและที่ดินบนหุบเขาได้อย่างรวดเร็ว โดยทำสัญญาเช่าเป็นระยะยาว20ปี กล้าไม้ เมล็ดพันธุ์ ลูกไก่และลูกหมู…รวมถึงของอื่นๆ เขาเองก็จัดการให้ทั้งหมด ทำให้หลินเว่ยเว่ยเริ่มรู้สึกผิดกับการถือหุ้น50%นั้น…
ตอนเรียนจบ ฟาร์มของพวกเธอก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว…นอกจากเขียนป้ายว่า ‘ออร์แกนิคไร้สารเคมี’ แล้วยังสร้างอาคารหลังเล็กๆที่ดูแปลกตาเพื่อไว้ให้แขกได้พักผ่อน รับประทานอาหารและรับชมสื่อบันเทิงต่างๆ
ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ลูกค้าแบ่งเช่าที่ดินเพื่อลงมือเพาะปลูกเอง ได้สัมผัสกับการทำเกษตรด้วยตัวเอง ส่วนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็ให้ลูกค้ากลับไปทั้งหมด…แม้ว่าเงินค่าเช่าที่จะเกินกว่ามูลค่าของผลผลิตที่ได้รับกลับไป แต่การได้สัมผัสกับความสุขในการทำเกษตรของพวกลูกค้านั้นไม่มีอะไรมาแทนที่ได้
ไม่ไกลจากไร่ก็คือสถานที่ผลิตอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ทุกชนิดในฟาร์มล้วนผลิตขึ้นที่นี่ ถ้าลูกค้าไม่วางใจก็สามารถมาดูขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ได้เอง ในสถานที่ผลิตจะมีคนคอยอธิบายเรื่องวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิตให้ลูกค้าฟังโดยเฉพาะ…ออร์แกนิคและไม่มีสารปรุงแต่งใดๆ
ไกลออกไปอีกหน่อยคือสถานที่ทำปุ๋ยหมัก โดยหลักแล้วจะทำจากมูลสัตว์ พืช หญ้าหรือเถาวัลย์ชนิดต่างๆ…แน่นอนว่ากลิ่นแย่จนพูดไม่ออก ทว่าหากลูกค้าคนไหนอยากจะไปดู เหล่าพนักงานก็ไม่ห้ามเช่นกัน
ผู้บริหารของฟาร์มเน้นย้ำสุดๆ ว่าพืชผลและผักในฟาร์มถูกบำรุงด้วยปุ๋ยที่ผลิตเอง แม้ปริมาณผลผลิตจะได้น้อยกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ก็ดีต่อสุขภาพ !
ในฟาร์มแห่งนี้เจียงเฉิงซู่ลงทุนไปกว่าเก้าร้อยล้านหยวน ใช้คำพูดของเขามาอธิบายแล้วกัน เขาบอกว่าจะทำก็ต้องทำให้ดีที่สุด ! อันที่จริง ไม่ต้องกังวลว่าผลผลิตในไร่จะขายไม่ออก เพราะเพื่อนผู้ประกอบการร้านอาหารของเขารับซื้อไปกว่าครึ่งแล้ว ยังมีพวกหน่วยราชการ กองทัพ บ้านพักวัยเกษียณ…ล้วนอยากได้พืชผลออร์แกนิคของพวกเธอ กลัวแค่จะมีไม่พอขายดีกว่า ไฉนเลยจะต้องกังวลเรื่องขายไม่ออก ?
ในฤดูใบไม้ร่วงที่เด็กทั้งสองคนเพิ่งเรียนจบ เจียงเฉิงซู่จัดงานแต่งสุดอลังการให้พวกเธอ…ไม่ได้ล้อเล่นเลยด้วย ลูกชายรักษาระยะห่างจากผู้หญิงคนอื่นมา20กว่าปี กว่าจะมีหัวคิดย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้รู้จักเอาใจผู้หญิงแล้ว ดังนั้นไม่รีบแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านได้อย่างไร ? ประเดี๋ยวเวลาผ่านไปนานเข้า เรื่องยิบย่อยก็มากตาม เพราะอย่างไรเขาก็พอใจกับลูกสะใภ้ที่เก่ง มีหัวคิดและมีชีวิตชีวาคนนี้มาก !
พอเห็นบรรดาคนดังมารวมตัวกันในงานแต่งของตน หลินเว่ยเว่ยถึงได้รู้ว่าตกถังข้าวสารแล้ว สามารถอธิบายได้เลยว่าเพราะเหตุใดฟาร์มของเธอถึงได้เติบโตไปอย่างราบรื่นขนาดนั้น
หลังจากเจียงโม่หานเรียนจบแล้วเดิมทีบิดาคิดจะยกกิจการที่บ้านให้เขา แต่ใครจะไปรู้ว่าเด็กคนนี้วิ่งไปรับราชการที่สำนักงานบริหารมรดกวัฒนธรรมของรัฐแทน ด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นโฉวฝู่มากกว่า20ปี ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งใดเขาก็ทำออกมาได้ดีทั้งนั้น…
…......
เริ่มต้นพรหมลิขิตแต้มสีชาด ไม่คลาคลาดผูกชะตาสามชาติภพ…ชาตินี้ความพรากจากไม่ประสบ ชาติหน้าพบเคียงเจ้าชั่วนิรันดร…
จบบริบูรณ์
Comments
Post a Comment