ตอนที่ 71: โดนเอาคืน !
ตกลง ตกลง ! เจ้าค่อยๆเดินและค่อยๆไปแล้วกัน ! หลินเว่ยเว่ยกลอกตามองบนหนึ่งทีพร้อมก้าวเท้าอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำลึกบนภูเขา ขณะเดินปากก็ฮัมเพลงไปด้วยว่า นอกศาลา ริมทางโบราณ ต้นหญ้าเขียวขจีสูงเสียดฟ้า สายลมราตรีต้องกิ่งหลิว เสียงขลุ่ยสะดุดลง ตะวันตกดินลับหุบเขา…
เสียงเพลงดังแผ่วขึ้นลงตามจังหวะอย่างไพเราะ มันดังก้องกังวานอยู่ในหุบเขาพร้อมแสงอาทิตย์สีส้มแดงที่ใกล้ลาลับนภา ตามด้วยสายลมแผ่วเบากับเสียงใบไม้ปลิวไสวร่ายรำไปตามท่วงทำนองธรรมชาติ…
เจ้า…เจ้าคือผู้ใดกันแน่ ? เจ้ามาจากที่ใด ? น้ำเสียงของเจียงโม่หานแสนเยือกเย็นและสายตาก็จับจ้องมายังร่างอวบที่อยู่เบื้องหน้า
ฝีเท้าของหลินเว่ยเว่ยหยุดชะงักราวกับว่าถูกคนกดปุ่มหยุดเอาไว้ จากนั้นนางก็ค่อยๆหมุนตัวกลับมาพลางก้มศีรษะลงต่ำจนติดหน้าอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทีละนิดแล้วกลอกตาขึ้นจนไม่เห็นลูกตาดำ นางพยายามกดเสียงให้ต่ำเพื่อสร้างบรรยากาศน่ากลัวแล้วกล่าวว่า
ข้าคือวิญญาณร้ายที่กลับมายังโลกมนุษย์เพื่อกัดกินบัณฑิตน้อยรูปงามและโดดเดี่ยวโดยเฉพาะ บอกข้ามาสิว่าเจ้ากลัวหรือไม่ !
สร้างเรื่อง เจ้าสร้างเรื่องขึ้นอีกแล้ว ! เจียงโม่หานมองนางอย่างเรียบเฉย ใบหน้าที่งดงามของเขาท่ามกลางแสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามอัสดงช่างดึงดูดผู้คนให้อยากเข้าหาราวกับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ
ทำไม ? เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ ? หลินเว่ยเว่ยกลอกลูกตาอีกครั้งแล้วยื่นมือออกมาพลางกล่าวว่า ไม่เชื่อเจ้าก็ลองจับมือของข้าสิ ดูว่ามันเย็นราวกับน้ำแข็งหรือไม่…
เดิมทีนางคิดว่าผู้ที่จองหองและหัวโบราณเช่นบัณฑิตผู้นี้ต้องไม่ยอมแตะต้องมือของหญิงสาวเป็นแน่ แต่นางคาดไม่ถึงว่า…ในขณะที่ยังไม่ทันได้กล่าวจบ มือของนางก็ถูกมือที่ผอมแห้งแต่อบอุ่นกุมไว้เบาๆ จึงทำให้นางถึงขั้นหยุดชะงัก คำพูดที่เหลืออยู่จึงถูกกลืนลงคออย่างรวดเร็ว
มันยังอุ่น ! เจียงโม่หานจ้องนางที่ยืนแข็งทื่อราวกับโดนกดจุดเอาไว้ ทันใดนั้นภายในใจของเขาก็รู้สึกพอใจขึ้นมา แววตาจึงแฝงความสนุกเอาไว้ ทว่าใบหน้ายังเรียบเฉยดังเดิม เหมือนว่าเขา…หาวิธีจัดการนางได้แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่งแล้วดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเขินอาย จากนั้นนางก็ขมวดคิ้วแล้วมองไปยังบัณฑิตหนุ่ม น่าเกลียด ! เจ้าจับมือของผู้อื่นแล้วต้องรับผิดชอบด้วย…
ได้ ! ข้าจะรับผิดชอบ ! เจียงโม่หานตัดบทของหญิงสาวอีกครั้ง เมื่อเห็นสีหน้าตกใจที่เผยออกมาบนใบหน้าของนางแล้ว เขาก็รู้สาเหตุที่นางชอบแกล้งกันขึ้นมาทันที ‘ฮ่าฮ่า ความรู้สึกของการแกล้งคนยอดเยี่ยมเช่นนี้เอง !’
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…ฟ้าใกล้มืดแล้ว ข้าต้องรีบไปทำงานก่อน เจ้าค่อยๆเดินเล่นไปก็แล้วกัน ลาก่อน ข้าไม่ส่งนะ ! หลินเว่ยเว่ยยกถังน้ำขึ้นมาพลางหัวเราะกลบเกลื่อนแล้ววิ่งขึ้นเขาไปราวกับว่ามีผีไล่ตามอยู่ข้างหลัง
เจียงโม่หานหุบยิ้มที่มุมปากพร้อมตามนางไปแล้วกล่าวว่า ข้าช่วย !
ไม่ต้อง ! ข้าทำเองได้ ! ! หลินเว่ยเว่ยเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม ไม่นานนางก็มาถึงบ่อน้ำลึกแล้วทิ้งตัวนั่งบนก้อนหินริมบ่อพร้อมหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ชาวบ้านที่กำลังตักน้ำอยู่ก็มองนางอย่างแปลกใจแล้วถามว่า เป็นอันใดไป ? มีสิ่งใดตามหลังเจ้ามาหรือ ?
มีหมาป่าตัวหนึ่งไล่ตามหลังข้ามา ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าบัณฑิตหนุ่มผิดแปลกไปจากปกติ เขาน่ากลัวกว่าหมาป่าเสียอีก
พอชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็พากันตกใจกลัวจนเลิกตักน้ำแล้วรีบลงเขา ช่วงนี้ถนนบนภูเขามีฝูงหมาป่าอยู่จริง หากไม่ใช่เพราะตอนกลางวันมีคนมาตักน้ำจำนวนมากก็ไม่แน่ว่าพวกมันอาจออกมาทำร้ายมนุษย์ไปแล้วก็ได้
ยามนี้ท้องฟ้าค่อยๆมืดมิด ผู้คนบนเขาเริ่มน้อยลงเช่นกัน หากใครมาคนเดียวแล้วบังเอิญเจอเข้ากับฝูงหมาป่าก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเขาคนนั้นจะมีชีวิตรอดกลับไปหรือไม่ !
หลินเว่ยเว่ยใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้นางก็อดขมวดคิ้วมิได้ ‘เมื่อครู่นางฟังผิดใช่หรือไม่ ? เหตุใดบัณฑิตน้อยจึงกล่าวว่าจะรับผิดชอบต่อนาง ? หรือว่า…เขาถูกผีป่าหรือภูตภูเขาเข้าสิงร่างกันนะ ?’
‘บัณฑิตน้อยมาจับมือนางเองมิใช่หรือ ? นี่คือบัณฑิตที่ปากเอาแต่บอกทั้งวันว่าจะไม่สุงสิงเรื่องชายหญิงหรือไร ? ผิดปกติ ! เช่นนี้มันผิดปกติมาก !’
นางมองไปที่ริมบ่อน้ำก็เห็นว่ามีต้นท้อเอนเอียงอยู่ต้นหนึ่ง จากนั้นนางจึงหักกิ่งต้นท้อมาหนึ่งกิ่งเพราะว่ากันว่ากิ่งท้อสามารถปัดเป่าความชั่วร้ายได้ นางจึงอยากลองว่าวิญญาณแห่งขุนเขาและภูตผีที่ดุร้ายกับนางผู้โตมาภายใต้ผืนธงสีแดง ใครจะเหนือกว่ากัน
นางเสียบกิ่งท้อไว้ที่เอวแล้วรีบเดินลงเขาพร้อมถังน้ำในมือสองถัง ระหว่างทางบัณฑิตหนุ่มนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ปากก็พร่ำบทกวีที่เข้ากับสถานการณ์พอดิบพอดี
หลินเว่ยเว่ยเดินมาถึงด้านหน้าของเขา จากนั้นก็วางถังน้ำลงพื้นแล้วจ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ตอนนี้เจียงโม่หานอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง นัยน์ตาของเขามีประกายลุกโชน เขายกยิ้มที่มุมปากและหางตาก็แฝงด้วยอารมณ์รักใคร่ของหนุ่มสาว เจ้ายังโกรธอันใดอีก ? ข้าก็บอกแล้วว่าจะรับผิดชอบเอง นี่ ! เจ้าจะทำอันใด ! !
หลินเว่ยเว่ยถือกิ่งท้อไว้ในมือแล้วตีไปที่ตัวของบัณฑิตหนุ่ม ปากก็ท่องพึมพำว่า ไท่ซ่างเหล่าจวิน รวดเร็วตามกฎ ! วิญญาณร้ายล่าถอย ! ทหารและนักรบจัดทัพอยู่เบื้องหน้า วิญญาณภูตภูเขาและผีป่าจงออกจากร่างบัณฑิตน้อยไปเสีย !
หยุด ! กิ่งท้อที่ฟาดบนตัวก็เหมือนแส้ แม้เจียงโม่หานเกิดมาแล้วสองชาติก็จริง แต่เขายังไม่เคยถูก ‘เฆี่ยนตี’ เช่นนี้มาก่อน เขาจึงหลบด้วยความโกรธพร้อมตะโกนใส่หลินเว่ยเว่ยว่า หลินเว่ยเว่ย ! เจ้าเป็นบ้าอันใด !
เฮ้ ! เจ้าเป็นภูตภูเขาหรือผีป่ากันแน่ ? แต่ไม่ว่าเจ้าเป็นอันใดก็รีบออกจากร่างของบัณฑิตน้อยไปเสีย ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย ! หลินเว่ยเว่ยชี้กิ่งท้อไปที่เจียงโม่หานราวกับรูปปั้นยักษ์ที่ดูโกรธเกรี้ยว นางจ้องเขาด้วยดวงตากลมโต
เจียงโม่หานลูบแขนที่โดนตีจนเจ็บ เขากัดฟันแล้วกล่าวว่า เด็กคนนี้ เจ้าทำบ้าอันใด ? ขับไล่ผีอันใดกัน ข้าคิดว่าเจ้าอยากหาข้ออ้างมาตีข้ามากกว่า
หลินเว่ยเว่ยใช้กิ่งท้อเขี่ยแก้มของอีกฝ่าย ทว่าโดนเจียงโม่หานคว้ากิ่งท้ออีกด้านเอาไว้ได้ เขาแย่งไปแล้วหักมันทิ้งและโยนลงพื้น
เหตุใดเจ้าจึงทำลายเครื่องรางของข้า ? ข้ากำลังขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้เจ้าอยู่ ! หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแล้วมองไปยังเศษกิ่งท้อที่โดนทำลาย เจ้าไม่ใช่ผีป่าจริงหรือ ?
เจ้าต่างหากที่เป็นผีป่า ! ในหัวของเจ้าใส่อันใดไว้กันนะ ? เจียงโม่หานจิ้มลงที่ศีรษะของนางอย่างหงุดหงิด เขาพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแดงเป็นทางอยู่บนแขน
พอหลินเว่ยเว่ยเห็นจึงเอ่ยอย่างสำนึกผิดว่า ข้าตีเจ้าเบาๆเอง…
เจ้าแรงเยอะเพียงใด ไม่รู้ตัวบ้างหรือ ? ข้าไม่เคยถูกเฆี่ยนตีอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน เจ้าจะชดใช้ข้าอย่างไร ? เจียงโม่หานจ้องนางด้วยความโกรธ
ชดใช้อย่างไรหรือ ? ประเดี๋ยวข้าจะทำของอร่อยให้เจ้าทาน บำรุงร่างกายให้เจ้า ! แล้วยังชดใช้อย่างไรได้อีก คงไม่ถึงขั้นต้องยกใจให้หรอกนะ ! หลินเว่ยเว่ยดึงแขนเขาเข้ามาแล้วดูอย่างละเอียด ผิวของบัณฑิตหนุ่มทั้งขาวทั้งนุ่ม มองแล้วช่างน่าหลงใหล เฮ้อ น่าเสียดายที่มีรอยแดงเสียแล้ว !
เจียงโม่หานส่งเสียงไม่พอใจพลางย้อนถาม เหตุใดหรือ ? แต่งกับข้าลำบากมากหรือไร ?
ไม่ ไม่ ! ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างหาก ! คนที่มีความรู้ความสามารถมากมายและประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยจนน่าอัศจรรย์เช่นเจ้า…ผู้ที่เจอพายุก็กลายเป็นมังกรเช่นเจ้าจะมาถูกหญิงชาวบ้านเช่นข้าทำให้เสียเวลาได้อย่างไร ? หลินเว่ยเว่ยรีบประจบบัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งอย่างรู้งาน
[1] ไท่ซ่างเหล่าจวิน มีรูปลักษณ์เป็นชายแก่ ผมขาว หนวดเคราขาวยาวถือแส้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักพรตในลัทธิเต๋า
ตอนที่ 72: เขยในอุดมคติ
หึ ! ถือว่าเจ้ารู้จักประมาณตน ! บัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินลงจากเขา ‘ต้องระมัดระวังเด็กไร้สาระผู้นี้ให้ดี หากไม่ระวังอาจเสี่ยงโดนทุบตีได้อีก เด็กคนนี้ต้องตั้งใจอย่างแน่นอน ! โอย…เจ็บ ! !’
หลินเว่ยเว่ยมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปแล้วส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย ‘กล้าลวนลามข้า ตบะเจ้ายังแกร่งไม่พอ !’
เมื่อไม่มีบัณฑิตหนุ่มคอยเกะกะรกหูรกตาแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงนำน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณออกมา จากนั้นก็รดพืชผลในแปลงนาพร้อมฮัมเพลงเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
พอกลับถึงบ้านแล้ว นางหวงก็จัดการกับหัวหมูเรียบร้อย หลินเว่ยเว่ยจึงนำเครื่องปรุงที่ผสมไว้ออกมาแล้วเริ่มตั้งหม้อตุ๋นหัวหมูทันที
เมื่อคิดได้ว่าบุตรสาวไปในเมืองทั้งวันแล้วยังออกไปรดน้ำพืชในนาอีกย่อมเหนื่อยมากแน่นอน นางหวงจึงบอกกับหลินเว่ยเว่ยว่า เจ้าไปพักเถิด แม่ทำเอง !
การตุ๋นหัวหมู นอกจากเครื่องปรุงแล้วยังต้องมีการควบคุมความร้อนด้วย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนางหวงผู้มีฝีมือทำอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลินเว่ยเว่ยแค่นั่งคอยสั่งการอยู่ด้านข้าง ส่วนนางหวงก็เป็นผู้ตุ๋น สองแม่ลูกช่วยกันอย่างเข้าขาเป็นอย่างดี
ไม่นาน กลิ่นหอมเข้มข้นของหัวหมูตุ๋นก็โชยออกมาจากห้องครัวจนนางเฝิงที่กำลังเก็บผลชิงอบแห้งก็อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ว่า เสี่ยวเว่ย วันนี้ทำอะไรทานหรือ ?
ข้าซื้อหัวหมูมาจากในเมือง เย็นนี้เลยนำมาตุ๋น ท่านอย่าเพิ่งรีบนอน รอตุ๋นเสร็จแล้วข้าจะเอาไปให้ท่านหนึ่งจานเพื่อเป็นอาหารมื้อดึกให้บัณฑิตน้อย ! หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมยิ้มจนตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
นางเฝิงอดหยอกล้อไม่ได้ เหตุใดกัน ? เหตุใดจึงให้แค่บัณฑิตน้อยของเจ้าได้ทาน ไม่มีให้แม่ของเขาบ้างหรือ ?
ใต้ต้นพลับ เจียงโม่หานที่ถือตำราก็แสร้งทำไม่รับรู้ แต่ในความเป็นจริงได้ถูกกลิ่นหอมของหัวหมูตุ๋นล่อลวงไปตั้งนานแล้ว…
เขารู้สึกราวกับว่าถูกขาย ! นี่คือมารดาของเขาจริงหรือ ?
หากเป็นเด็กผู้หญิงคนอื่นคงอายจนไม่กล้าเงยหน้า ทว่าพอเป็นหลินเว่ยเว่ยกลับไม่เป็นอันใด นางทำปากมุ่ยแล้วหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็กล่าวว่า น้าเฝิง บัณฑิตน้อยเป็นคนของข้าตั้งแต่เมื่อใด ? คำกล่าวนี้ของท่านอย่าไปเอ่ยให้เด็กผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านได้ยินเชียว มีหวังข้าได้ถูกพวกนางฉีกเป็นชิ้นๆแน่ !
นางหวงตีบนไหล่ของบุตรีเล็กน้อยแล้วกล่าวกับนางเฝิงว่า เจ้าเป็นคนแก่เช่นนี้หรือ ? แม้แต่ลูกชายของตนยังหยอกล้อได้อีก คำพูดเหล่านี้อย่าไปพูดให้ผู้ใดได้ยินเชียวเพราะอาจเกิดความเข้าใจผิดได้
ตอนเขาอายุยังน้อยก็สอบติดถงเซิง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาป่วยระหว่างสอบก็ไม่แน่ว่าเขาอาจกลายเป็นผู้สอบชิงตำแหน่งซิ่วไฉซึ่งอายุน้อยที่สุดไปแล้ว ! ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแห่งนี้ เจียงโม่หานถือเป็นเขยเต่าทองคำ1เหนือชั้นที่เปล่งประกายระยิบระยับทำนองนั้นเลยก็ว่าได้
ไม่รู้ว่ามีคนตั้งเท่าไหร่ที่มาทดสอบความในใจของนางเฝิงและอยากยกบุตรสาวให้ ซึ่งทุกคนต่างถูกนางเฝิงอ้างว่าบุตรชายอายุยังน้อยและอ้างว่ากำลังมุ่งมั่นเรื่องเตรียมสอบเพียงอย่างเดียว
ความสัมพันธ์ระหว่างนางหวงและนางเฝิงดีที่สุด แต่นางไม่เคยคิดเรื่องเกี่ยวดองกับครอบครัวของนางเฝิงมาก่อน เจียงโม่หานเป็นบุรุษหนุ่มอนาคตไกล แม้ในสายตาของนางแล้ว แม้บุตรสาวจะดีไปหมด ทว่านางเข้าใจดีและตระหนักได้ว่าบุตรสาวไม่คู่ควรกับเขา
ครอบครัวของนางก็มีบุตรชายที่กำลังเรียนอยู่ หากบุตรชายสอบติดซิ่วไฉ นางจะหาสาวชาวบ้านให้บุตรชายหรือไม่ ? พอเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว นางหวงจึงไม่ได้คาดหวังอันใดมาก
นางเฝิงมองหลินเว่ยเว่ยก็เห็นว่าเด็กสาวผอมลงและใบหน้าก็นับวันค่อยๆงดงามขึ้น ไหนจะผิวนุ่มละเอียดสีเหมือนข้าวสาลีต้นสมบูรณ์ แขนขาเรียวยาว ขึ้นเขาก็ล่าหมาป่าได้ ลงเขาก็ไถนาเป็น ออกจากห้องก็เข้าครัว อีกอย่างนิสัยยังน่าสนใจถึงเพียงนี้ นางอยากขโมยเด็กคนนี้ไปเป็นลูกสะใภ้เสียจริง !
นางเฝิงหันไปมองยังบุตรชายที่ก้มหน้าอ่านตำรา เฮ้อ ! นิสัยของหานเอ๋อร์ไม่น่าสนใจเช่นนี้ แถมยังเป็นหนอนหนังสือ บางทีสาวน้อยอาจไม่สนใจก็เป็นได้ แต่ว่า…เหตุใดเมื่อครู่จึงปฏิเสธอย่างรีบร้อนกันเล่า ?
หลินเว่ยเว่ยช่วยนางเฝิงเก็บผลชิงอบแห้งลงกระบุง เนื้อผลชิงที่แห้งดีแล้วมีน้ำหนักถึงเจ็ดสิบแปดสิบชั่ง พรุ่งนี้ต้องเอาไปส่งในเมือง ไม่รู้ว่าที่ร้านของอาเถียนจะรับซื้อผลไม้อบแห้งจำนวนมากเช่นนี้ได้หรือไม่…
นางเฝิงช่วยเด็กสาวขนผลชิงอบแห้งไปที่ห้องฝั่งตะวันตกแล้วกล่าวกับนางว่า ร้อนเช่นนี้เจ้าซื้อของคาวมาเยอะ ไม่กลัวว่าจะทานไม่หมดแล้วเสียเอาหรือ ?
จริงสิ ! เกือบลืมไปเลย ! หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วเดินมาที่ลานบ้าน จากนั้นก็บอกกับนางหวงและเจ้าหนูน้อยว่า ข้าจะเล่นมายากลให้พวกท่านดู…
เจ้าหนูน้อยถามด้วยแววตาเป็นประกาย พี่รอง มายากลคือสิ่งใดหรือ ?
มันก็คือ…การแสดงชนิดหนึ่ง ! หลินเว่ยเว่ยมองไปทางบัณฑิตหนุ่ม
‘แย่แล้ว เผลอหลุดคำศัพท์สมัยใหม่ออกไปอีกแล้ว เด็กคนนั้นต้องสงสัยแน่ ไม่เป็นไร จะเป็นหรือตายฉันก็ไม่ยอมรับ เช่นนั้นเขาจะทำอะไรฉันได้ ?’
หลินเว่ยเว่ยเอาถังใส่น้ำใบใหญ่ออกมาแล้วนำดินประสิวที่ซื้อมาจากร้านขายยาสมุนไพรวันนี้ใส่ลงไปตามสัดส่วนที่แน่นอนแล้วหยิบเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ซึ่งด้านในมีน้ำเต็มอยู่มาหนึ่งใบ ผ่านไปสักพักนางก็เรียกนางเฝิงและเจ้าหนูน้อยมาดู อย่ากะพริบตา ช่วงเวลามหัศจรรย์มาถึงแล้ว
ว้าว ! พี่รอง เย็นสบายจัง ! เจ้าหนูน้อยเอาหน้าไปแนบกับถังไม้ก็พบว่าน้ำในถังเดิมทีตากแดดจนอุ่น บัดนี้เริ่มเกิดความเย็นขึ้นมา จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใส่ดินประสิวลงในน้ำอีกเล็กน้อย แล้วน้ำก็ค่อยๆแข็งตัวเป็นชั้น…
สวรรค์ ! คาดไม่ถึงเลยว่าน้ำจะสามารถรวมตัวกันเป็นน้ำแข็งได้ นางเฝิงอุทานออกมา ‘เสี่ยวเว่ยทำได้เช่นไร ? นางเป็นเทพธิดาหรือ ?’
ไม่รู้ว่าเจียงโม่หานมาถึงข้างถังน้ำตั้งแต่เมื่อใด เขามองน้ำที่กำลังเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งพลางขมวดคิ้วแล้วถามว่า เจ้าซื้อดินประสิวมาเพื่อทำสิ่งนี้น่ะหรือ ?
น้ำที่อยู่ในเครื่องปั้นดินเผาได้กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยใช้กระบวยตักออกมาหนึ่งถ้วยเล็กแล้วเทบนน้ำเชื่อมของผลชิงป่าต้ม จากนั้นก็ใส่ผลชิงที่เพิ่งต้มเสร็จลงไปแล้วนางก็ส่งให้เจ้าหนูน้อย นางหัวเราะคิกคักและหันไปมองเจียงโม่หาน ถ้าไม่เอามาทำน้ำแข็ง แล้วเจ้าจะให้ข้าเอามาทำดินปืนหรือ ?
ดวงตาที่เย็นชาของเจียงโม่หานเปล่งประกายขึ้นมา ในชาติก่อนเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ล้มล้างกบฏ เขาจำเป็นต้องเสาะหาทหารและคนแปลกหน้าไม่รู้ตั้งเท่าไรมาทดลองและไม่รู้ว่าตายไปเท่าไหร่ถึงจะสามารถผลิตดินปืนใช้ในสนามรบได้ หากนางไม่ใช่คนที่กลับชาติมาเกิดแล้วจะรู้จัก ‘ดินปืน’ ได้อย่างไร ? ดีล่ะ ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาให้ข้าเห็นจนได้ !
มัวแต่คิดอันใดอยู่ ? รีบรับไปสิ ! ทานสักถ้วยเพื่อดับร้อน หลินเว่ยเว่ยนำถ้วยน้ำแข็งใส่ไว้ในมือของบัณฑิตหนุ่ม น้องสี่ เจ้าทานอีกไม่ได้แล้ว! ตอนเย็นเจ้าทานซี่โครงหมูไปเยอะมาก อีกประเดี๋ยวก็ต้องทานหัวหมูตุ๋นอีก เจ้าไม่กลัวแน่นท้องหรือ!
เจียงโม่หานใช้ช้อนตักน้ำแข็งเข้าปากแล้วถามอย่างเรียบเฉยว่า เจ้าทำดินปืนเป็นหรือ ?
ชาติก่อน ในอึดใจสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย สูตรการผสมดินปืนถูกเขากุมเอาไว้อย่างแน่นหนา ผู้อื่นไม่มีทางรู้แน่นอน !
เหมือนจะเป็น…กำมะถัน ดินประสิว ถ่านอะไรทำนองนี้ ผสมตามสูตรที่ตายตัว…ส่วนเรื่องที่ว่าทำเช่นไรข้าไม่รู้หรอก ! ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้ตัว
โลกนี้มีดินปืนหรือ ? บัณฑิตหนุ่มคงไม่ได้กำลังหลอกถามนางอยู่ใช่หรือไม่ ? เขายิ่งเจ้าเล่ห์อยู่ด้วย หากไม่ระวังอาจถูกเขาจับได้แน่
เจียงโม่หานตกใจเล็กน้อย ‘เป็นไปไม่ได้ ! นางขโมยสูตรของข้ามาจากที่ใด ? นอกจากคนสนิทที่ไว้ใจได้สองสามคนก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในดินปืนมีกำมะถันและถ่าน…คนสนิทสองสามคนก็ล้วนเป็นบุรุษ ! หรือสูตรผสมดินปืนจะรั่วไหลออกมาหลังจากที่เขาตาย ?’
[1] เขยเต่าทองคำ หมายถึง เขยผู้ร่ำรวยและตรงตามอุดมคติทุกอย่าง เนื่องจากเต่าทองเป็นสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งของขุนนางชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ถัง
ตอนที่ 73: การหยั่งเชิงของบัณฑิตหนุ่ม
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักและแสร้งทำหน้าซื่อตาใส ข้าไม่ได้ทำดอกไม้ไฟแล้วจะรู้สูตรดินปืนได้อย่างไร เจ้าคิดมากไปแล้ว !
‘หึ ให้ตายข้าก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด ดูสิว่าบัณฑิตน้อยเยี่ยงเจ้าจะทำอันใดข้าได้ ?’
กล่าวจบนางก็เดินเข้าไปในครัวอีกครั้ง เจียงโม่หานมองตามหลังอย่างเคร่งขรึมและขมวดคิ้วมุ่น ลึกเข้าไปในดวงตาของเขาคือความมืดมิดที่มองไม่เห็นปลายทาง…
หัวหมูตุ๋นเสร็จแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเฉือนแบ่งออกมาหนึ่งจานขณะที่ยังร้อน จากนั้นนางก็ปรุงรสด้วยกระเทียมสับและน้ำมันงาแล้วไปอุ่นหมั่นโถวที่ขาวนุ่มสองสามลูก หมั่นโถวขาวเนียนกับเนื้อหัวหมูตุ๋นถือเป็นความเพลิดเพลินของการลิ้มรสชาติอาหาร
อร่อยมาก ! เนื้อหัวหมูทั้งหอมทั้งเหนียวนุ่ม ถ้ามื้อเย็นข้าทานซี่โครงน้อยลงหน่อยคงดี ! เจ้าหนูน้อยลูบหน้าท้องที่ใกล้อิ่มเต็มทีพลางลิ้มรสชาติอย่างทอดถอนใจและเสียดาย
หลินเว่ยเว่ยตีไปที่ท้องกลมๆของเขาพลางหัวเราะ เนื้อหัวหมูที่หั่นไม่กี่ชิ้นนี้ก็เพื่อให้พวกเจ้าลองชิม ผู้ใดใช้ให้เจ้าไม่รู้จักหักห้ามใจจนทานไปเยอะถึงเพียงนั้นเล่า หัวหมูตุ๋นไม่มีขางอกวิ่งหนีเจ้าไปที่ใดหรอก เจ้าไม่คิดเก็บไว้ทานวันพรุ่งนี้เลยหรือ ?
เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคักแล้วตอบว่า เพราะฝีมือของพี่รองยอดเยี่ยม ข้าจึง.อดใจไม่ได้จริงๆ พี่รอง พรุ่งนี้ทำไปส่งให้พี่สามสักหน่อยเถิด เขาอยู่ที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้ทาน น่าเสียดายเหลือเกิน !
นางหวงเคาะศีรษะเล็กๆของเขาแล้วกล่าวว่า อากาศร้อนเช่นนี้กว่าจะถึงในเมืองคงเสียก่อนพอดี รอให้พี่สามของเจ้าหยุดพัก ค่อยให้พี่รองทำอีกก็ได้ หัวหมูหนึ่งหัวราคาไม่กี่อีแปะหรอก !
เจ้าหนูน้อยจึงกล่าวอย่างยินดีว่า โชคดีที่ปีหน้าข้าไปเรียนแค่สำนักศึกษาตระกูลจงที่หมู่บ้านข้างๆ ไปเช้าเย็นกลับ ได้ทานข้าวที่บ้านตั้งสองมื้อเชียว !
นางหวงถลึงตามองเขาหนึ่งทีแล้วกล่าวว่า ในหัวคิดแต่เรื่องกินแล้วจะเรียนรอดหรือไม่ ? แม่คิดว่าเจ้าอย่าไปเรียนให้เสียเงินเปล่าจะดีกว่า !
เจ้าหนูน้อยร้อนตัวแล้วชี้ไปที่เจียงโม่หานเพื่อพูดแก้ต่างว่า พี่โม่หานก็ชอบกินเหมือนกัน เขาก็เรียนดีมิใช่หรือ ? ผู้ใดบอกว่าชอบกินของอร่อยแล้วจะเรียนไม่ดีขอรับ ?
ก่อนหน้านี้เจียงโม่หานทานอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้างจนเป็นโรคกระเพาะ หลายวันมานี้พอได้ทานอิ่มทุกมื้อโดยเฉพาะมื้อเย็นวันนี้ เขาแทะซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานไปไม่น้อย แล้วเมื่อครู่ก็ยังทานเนื้อหัวหมูไปอีกเยอะจนตอนนี้ท้องชักเริ่มปวดขึ้นมาแล้ว
อยู่ดีๆก็ถูกเจ้าหนูน้อยเรียกชื่อขึ้นมา เจียงโม่หานที่กำลังกุมท้องอยู่จึงพูดไม่ออก
‘นับว่าข้าโชคร้ายหรือไม่ ?’
หลินเว่ยเว่ยมองมือของเขาที่กุมท้องอยู่ นางจึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในครัวอีกครั้ง
เจ้าหนูน้อยประคองท้องแล้ววิ่งมาตรงทางเข้าครัวก็เห็นว่าพี่รองได้ตั้งเตาอีกครั้ง เขาจึงร้องโอดโอยว่า พี่รอง ท่านจะทำของอร่อยอันใดอีก ? พวกเราทานกันไม่ไหวแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่พี่โม่หาน ?
สมควรแล้ว ! ดูเจ้าสิ ไม่รู้จักหักห้ามใจตนเองเลย ! หลินเว่ยเว่ยกลอกตาหนึ่งที
ไม่นานนัก บ๊วยต้มน้ำตาลกรวดสำหรับช่วยย่อยอาหารจำนวนไม่กี่ถ้วยก็ต้มเสร็จ หลินเว่ยเว่ยตักมาหนึ่งถ้วยแล้วส่งให้เจียงโม่หานและกล่าวว่า เจ้าสาบานอย่างเต็มปากเต็มคำมิใช่หรือว่าจะไม่ทานหัวหมูตุ๋นสักคำเดียว ? ทรมานท้องแล้วสินะ โตขนาดนี้ยังทำตัวราวกับเด็ก ! รีบดื่มน้ำแกงช่วยย่อยนี้สิ
เจียงโม่หานส่งสายตาไปยังน้ำแกงช่วยย่อย ดูท่าว่าคนที่ประมาทเลินเล่อเช่นนางจะสังเกตเห็นความไม่สบายของเขา มิหนำซ้ำยังต้มน้ำแกงช่วยย่อยอาหารให้อีก…
ไม่ได้ นางมาจากที่ใดก็ไม่รู้ จะประมาทไม่ได้ ชาตินี้เขามีคนที่ต้องปกป้องจึงต้องใช้ชีวิตให้ต่างออกไปอีกครั้ง จะประมาทไม่ได้ ! เจียงโม่หานจึงเก็บความซาบซึ้งเอาไว้
เจ้าหนูน้อยพอได้ดื่มน้ำแกงช่วยย่อยลงไป ไม่นานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง เขามุดลงห้องใต้ดินแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า พี่รอง น้ำแข็งในหม้อดินเผาแข็งมาก !
อุณหภูมิของห้องใต้ดินต่ำกว่าข้างนอกหลายองศา ดังนั้นความเร็วในการแข็งตัวของน้ำย่อมเร็วเป็นธรรมดา หลินเว่ยเว่ยนำซี่โครงและเนื้อหัวหมูที่เหลือมาหั่นเป็นชิ้นเล็กใส่ไว้ในหม้อดินเผา นางหัวเราะแล้วกล่าวว่า ดินประสิวที่ทำน้ำแข็งนี้อยู่ได้ห้าหกชั่วยามเชียวนะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาเปลี่ยนถังน้ำอีกครั้ง พอน้ำแข็งไม่ละลาย เราก็สามารถเก็บอาหารไว้ได้ถึงสามสี่วันเลย !
เจ้าหนูน้อยถามอย่างกังวลใจ พี่รอง จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองดินประสิวหรือ ? เช่นนั้นต้องเสียเงินไปเยอะมากแน่ !
น้ำที่ผ่านการละลายดินประสิวแล้วสามารถระเหยกลายเป็นไอและตกตะกอนเป็นดินประสิวได้ใหม่อีกครั้ง พอขูดออกมาก็สามารถนำมาใช้ได้อีก อีกอย่างดินประสิวก็ไม่ได้แพงมาก เจ้าน่ะ อย่าทุกข์ใจไปเลย ! หลินเว่ยเว่ยบีบจมูกเด็กน้อยเบาๆ แล้วหอมแก้มเขาหนึ่งที
เจ้าหนูน้อยกุมหน้าที่แดงของตนเอาไว้แล้วมองหลินเว่ยเว่ยอย่างขวยเขิน ‘ไอหยา ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ เหตุใดจึงมาหอมแก้มข้าด้วย น่าอายจัง !’
วันต่อมา หลินเว่ยเว่ยบรรจุผลชิงอบแห้งทั้งหมด80ชั่งเข้าในกระบุงไม้ไผ่ นางค่อยๆเดินผ่านหน้าบ้านของบัณฑิตหนุ่มด้วยความระมัดระวังแล้วเดินไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า มีร่างสูงผอมราวกับต้นไม้หยกต้านลมร่างหนึ่งซึ่งมีรัศมีของเทพเซียนเปล่งประกายออกมาและปรากฏสู่สายตาของนาง
เมื่อวานเจ้าไม่สบายท้องไม่ใช่หรือ ? วันนี้ไม่ต้องไปแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยชื่นชมความงามและเสน่ห์ของบัณฑิตหนุ่มด้วยนัยน์ตาวิบวับ
เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ เขาโบกพัดในมือแล้วกล่าวว่า ข้าไม่เป็นไรแล้ว !
เมื่อก่อน ตอนที่โรคกระเพาะกำเริบ เขามักปวดท้องไปหลายวัน แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อคืนพอได้ดื่มน้ำแกงช่วยย่อยได้ไม่นาน อาการปวดท้องก็หายเป็นปลิดทิ้ง หรือว่า…เพราะช่วงนี้อาหารสมบูรณ์ ร่างกายจึงแข็งแรงขึ้นมาก โรคกระเพาะของเขาจึงทุเลาลง ?
บัณฑิตน้อยเอ๋ย อย่าคิดว่าตนยังหนุ่มแล้วจะทำอันใดสุ่มเสี่ยงตามอำเภอใจได้ ร่างกายคือต้นตอของทุกสิ่ง หากไม่แข็งแรงทุกอย่างก็ไร้ประโยชน์ กระเพาะบำรุงมนุษย์ ส่วนมนุษย์เองก็ควรบำรุงกระเพาะถึงจะถูก ! หลินเว่ยเว่ยพูดเกลี้ยกล่อมอย่างจริงใจไม่หยุด
เจียงโม่หานทำตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามนางว่า นี่เจ้า…เจ้ากำลังเป็นห่วงข้าอยู่หรือ ?
มั่นใจหน่อย นำคำพูดของเจ้าประโยคนี้ไปตัดน้ำเสียงที่สงสัยออก ! แน่นอนว่าข้ากำลังเป็นห่วงเจ้า ! อย่ารำคาญที่ข้าจุกจิกเลย หากร่างกายของเจ้าไม่แข็งแรง การสอบและการเป็นขุนนางในอนาคตล้วนได้รับผลกระทบหมด เช่นนั้นปณิธานอันยิ่งใหญ่ก็ไม่มีผลตอบแทน ดังนั้นเจ้าจงดูแลตนเองให้ดี !
หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกไปวางบนไหล่ที่ผอมแห้งของเขาแล้วตบอย่างนุ่มนวลสองสามที นางมีพละกำลังมากจึงกลัวว่าหากไม่ยั้งมือก็อาจทำให้ไหล่บัณฑิตหนุ่มหักได้
เจ้าแน่ใจจริงหรือว่าในอนาคตข้าจะสามารถเป็นขุนนางได้ ? เจียงโม่หานย้อนถาม
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองเขาแล้วหรี่ตามองไปทางแสงสีทองยามเช้า ใบหน้ากลมรีสะท้อนกับแสงอาทิตย์ช่วยขับให้นางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เจ้าฉลาดถึงเพียงนี้แถมยังขยันอีก ! ไม่จำเป็นต้องสงสัย ไม่จำเป็นต้องลังเลเลย อนาคตที่สดใสและสวยงามกำลังโบกมือเรียกเจ้าอยู่ วันข้างหน้าเจ้าต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและอนาคตสดใสอย่างแน่นอน !
เจียงโม่หานทำตัวไม่ถูกอีกครั้ง ทั้งสองเดินเงียบไม่พูดจามาไกลมาก เขาจึงเอ่ยปากว่า ข้าเคยอ่านเรื่องราวแปลกๆมา พูดกันว่ามีคนสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ เจ้าเชื่อว่ามีคนเช่นนั้นอยู่จริงหรือไม่ ?
หยั่งรู้อนาคต ? โลกกว้างใหญ่และมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่มากมาย ! แม้มีคนเช่นนั้นอยู่แล้วจะเป็นเช่นไร ? ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาไม่เคยหยุดหมุน แม้ว่าเจ้าหยั่งรู้โอกาสในอนาคต แต่หากไม่พยายามต่อสู้ดิ้นรน หวังจะนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แล้วสิ่งที่เจ้าหยั่งรู้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ ? อนาคตอยู่ในมือของเจ้า จะอยู่เฉยหรือทะยานขึ้นฟ้าก็อยู่ที่เจ้าพยายามหรือไม่ ! หลินเว่ยเว่ยพูดปลุกใจ
จู่ๆเจียงโม่หานก็หยุดแล้วหันกลับมามอง จากนั้นก็มีรอยยิ้มค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้า เจ้าคิดว่าคำพูดเช่นนี้เป็นสิ่งที่เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งจะเอ่ยออกมาได้หรือ ?
ตอนที่ 74: ตามน้ำ
แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ยามเช้าเปล่งประกายพาดผ่านเบื้องหลังของเขา เมฆสีเรืองรองตระการตายังเทียบไม่ได้กับรอยยิ้มของเขา ทันใดนั้นก็ดูเหมือนกับว่าสายลมจะหยุดพัดเพื่อเขา เหล่านกน้อยก็คล้ายจะลืมขับขานเสียงร้องไปชั่วขณะ หรือแม้แต่แสงแดดที่เจิดจรัสในฤดูร้อนก็เหมือนจะสาดส่องลงมาที่ตัวเขาแต่เพียงผู้เดียว
หลินเว่ยเว่ยไม่อาจละสายตาไปจากบัณฑิตหนุ่มได้เลย นางจ้องเขาจนน้ำลายแทบไหลออกมาอยู่แล้ว ‘ว้าว ! บัณฑิตน้อยที่ปกติเย็นชาแต่บุคลิกและความสามารถไร้ผู้ใดเทียบได้ผู้นี้ คาดไม่ถึงว่ารอยยิ้มของเขาจะทำให้คนลุ่มหลงจนแทบหยุดหายใจได้เลย’
ในที่สุดนางก็เชื่อแล้วว่าความงามสามารถทำให้มนุษย์เสียสติได้ เพราะในตอนนี้หากตกไปในเหวลึกเพื่อแลกกับการได้มองรอยยิ้มนี้ นางก็พร้อมที่จะตก
รอยยิ้มของเจ้างดงามมาก เหมือนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ รอยยิ้มช่วยปัดเป่าความกังวลและความทุกข์ใจไปจนสิ้น รอยยิ้มของเจ้างดงามเหมือนแสงแดดสดใสในฤดูร้อน ทุกช่วงเวลาทั้งหมดบนโลกใบนี้งดงามราวกับภาพวาด…
หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายตาเป็นประกาย จากนั้นนางก็เดินวนรอบตัวเขาเหมือนลูกหมาตัวหนึ่ง ปากก็ร้องเพลงออกมาอย่างลุ่มหลงว่า ‘สวรรค์ ! เพลงนี้ต้องเกิดมาเพื่อบัณฑิตน้อยเป็นแน่ รอยยิ้มนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงเหลือเกิน !’
ในขณะที่บัณฑิตหนุ่มกำลังครุ่นคิดในใจว่า ‘เอาอีกแล้ว ! เด็กคนนี้ร้องเพลงทำนองแปลกประหลาดอีกแล้ว แต่จะว่าไปเสียงของนางก็ถือว่าไพเราะดี แม้เนื้อเพลงชัดเจนและโจ่งแจ้งไปหน่อย ทว่าแฝงด้วยท่วงทำนอง…ไม่สิ ! สิ่งใดคือ ‘รอยยิ้มของเจ้างดงามมาก’ ร้องเพลงเยี่ยงนี้ให้บุรุษ ไม่รู้สึกอายบ้างหรือ ?’
ร้องพอหรือยัง ? เจ้าจะไม่อธิบายสักหน่อยหรือ ? เจียงโม่หานหุบยิ้มแล้วจ้องนางด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวอย่างเสียดายว่า มีอันใดให้ต้องอธิบาย ? เจ้าไม่คิดว่าที่ข้าเอ่ยไปนั้นมีเหตุผลหรอกหรือ ?
ก็มีเหตุผลอยู่ เจียงโม่หานโดนความเป็นธรรมชาติของนางโน้มน้าวเข้าแล้วจึงรีบกล่าวขึ้นว่า แต่เด็กสาวชาวบ้านที่ไม่ค่อยออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เด็กกลับพูดคำเหล่านี้ออกมา เจ้าไม่คิดว่ากะทันหันเกินไปหรือ ?
เจ้าจะพูดอันใดกันแน่ ? หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะแล้วทำหน้าทะเล้นมองเขา
เจียงโม่หานรูดเก็บพัดในมือแล้วใช้มันตีลงที่ฝ่ามือเบาๆ พลางกล่าวว่า เจ้า…เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ?
ดี ! ข้ายอมรับ ข้าไม่ใช่คนของโลกนี้ หลินเว่ยเว่ยทำหน้าราวกับว่า ‘ข้าจะบอกความลับหนึ่งให้เจ้ารู้’
เจียงโม่หานกำพัดในมือแน่นพร้อมคิดในใจ ‘เป็นไปดังคาด !’
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ทำท่าทางจริงจังและทำเสียงลึกลับพลางกล่าวออกมาอย่างช้าๆว่า ข้าเป็นเซียนที่มาจากพิภพเซียนนอกขอบเขตโลกมนุษย์ใบนี้ เนื่องจากข้าฝึกฝนจนโดนจิตมารเข้าครอบงำและร่างที่โลกเซียนโดนทำลาย วิญญาณของข้าจึงทะลุมิติมาสู่โลกมนุษย์แล้วได้พบกับบุตรคนรองของตระกูลหลินที่กำลังจมน้ำตาย ข้าจึงยืมร่างกายของนางและพอนางตายแล้วข้าจึงมาใช้ชีวิตแทน แต่ไม่ถือว่าเป็นการยึดร่างหรอกนะ ทั้งนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายผู้ใดด้วย !
หลังกล่าวจบนางก็ทำหน้าผีอย่างทะเล้นใส่บัณฑิตหนุ่มแล้วกล่าวว่า นี่คือคำอธิบายที่เจ้าต้องการ พอใจหรือไม่ ?
เหลวไหล ! เจียงโม่หานเห็นว่าทุกอย่างที่ออกมาจากปากของนางไร้มูลความจริงจึงขมวดคิ้วและเปิดโปงนางว่า ครั้งก่อนเจ้าบอกว่าเป็นวิญญาณร้ายที่กลับมายังโลกมนุษย์ ! ไม่ทันไรก็บอกว่าเป็นเทพเซียนมาจากโลกเซียน เห็นข้าโง่นักหรือไร ?
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจฟึดฟัดแล้วทำปากมุ่ยพลางกล่าวว่า หากข้าพูดความจริง เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ ?
เจียงโม่หานเพ่งมองนาง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไม่เชื่อ ?
ความจริงก็คือ…ข้าไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดในสมองจึงมีเรื่องเหล่านี้อยู่ เหตุใดจึงเอ่ยคำเหล่านี้ออกมาได้ เพราะนับตั้งแต่ที่ข้าฟื้นขึ้นมาก็ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในสมองของข้าอยู่แล้ว เวลาที่ข้าต้องการ มันก็จะผุดขึ้นมาเอง ข้าไม่รู้จะอธิบายเช่นไร ! หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
เจียงโม่หานจ้องตานางไม่กะพริบ เขาคิดที่จะหาคำตอบจากนัยน์ตาคู่นั้นของนาง
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยโค้งยิ่งกว่าเดิม นางมองตอบเขาอย่างสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วสิ่งที่หญิงสาวคิดอยู่ในใจคือ ‘สวรรค์ ดวงตาของบัณฑิตน้อยช่างงดงามเหลือเกิน เหมือนว่ามันสามารถจุดไฟได้เลย !’
ชาติก่อน นางได้อ่านบทความหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือไม่โดยบอกว่าหากผู้ชายและผู้หญิงต่างเพศจ้องตากันเกินสิบวินาทีก็มีโอกาสที่จะทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกดีได้ หากนางจ้องตากับบัณฑิตหนุ่มให้มากขึ้นจะมีโอกาสที่เขาจะรักนางหรือไม่ ?
ในขณะที่คิดเช่นนั้น หลินเว่ยเว่ยก็ใช้สายตาที่คิดว่าเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งจ้องตาบัณฑิตหนุ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจียงโม่หานไม่คิดเลยว่าคนที่เบือนหน้าหนีก่อนจะเป็นตนเอง เขาสับสนอันใด ? คนที่โดนเค้นถามไม่ใช่เขาเสียหน่อย เจียงโม่หานเอามือไพล่หลังแล้วรีบเดินไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า เช็ดขี้ตาของเจ้าด้วย !
หลินเว่ยเว่ยรีบยกมือขึ้นเช็ดตา ‘ไม่มีเสียหน่อย !’
บัณฑิตน้อย เจ้ากล้าหลอกข้า เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถเอานิ้วจิ้มให้เจ้าล้มลงได้ ! หลินเว่ยเว่ยยกหมัดแล้ววิ่งตามหลังเขาไปด้วยความโกรธ
เจียงโม่หานโบกพัดในมือแล้วกล่าวว่า เชื่อ ! ก็เจ้าเป็นคนที่ล้มหมูป่าด้วยหมัดเดียวได้ ส่วนข้าเป็นเพียงบัณฑิตรูปร่างอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ จะเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าได้อย่างไร ?
รู้ก็ดีแล้ว ! ข้าขอเตือนเจ้าอย่างจริงจังว่าอย่ามายุ่งกับข้า ไม่เช่นนั้น…หึหึ ! เสียงหัวเราะของหลินเว่ยเว่ยแท้จริงแล้วไม่ได้แฝงด้วยภัยคุกคามอันใดเลย
แต่เจียงโม่หานคนช่างสงสัยกลับคิดในใจว่า ‘หรือนี่คือสิ่งที่ทำให้นางไม่เกรงกลัวอันใดเลย ? ไม่แน่ว่าหากเขาคิดอย่างดีเขาก็มีวิธีสังหารนางเป็นพันวิธี แต่นั่นคือการใช้กำลังป่าเถื่อนมิใช่หรือ ? ในเชิงกลยุทธ์มันเป็นวิธีที่ไม่ฉลาดนัก เพราะการเอาชนะด้วยกลยุทธ์อันมีชั้นเชิงต่างหากถึงจะเรียกว่าชัยชนะอย่างแท้จริง!’
บัณฑิตน้อย เร็วเข้า ความเร็วเจ้าแค่นี้…เฮอะ เฮอะ ไม่แปลกเลยที่ว่ากันว่า ‘คนไร้ประโยชน์ที่สุดคือนักปราชญ์’! หลินเว่ยเว่ยเดินนำหน้าไปแล้วหันมาท้าทายเจียงโม่หานที่เดินเชื่องช้าอยู่ด้านหลัง
เจียงโม่หานก้มลงหยิบก้อนหินเล็กๆขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วปาไปที่ท้ายทอยของหลินเว่ยเว่ยและกล่าวว่า เจ้าเด็กอ้วน คิดว่าใครๆต่างชอบใช้กำลังเหมือนเจ้าหรือ ?
ข้าขอเตือนเจ้า ! หากเรียกข้าว่าเด็กอ้วนอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยชูหมัดแล้ววิ่งเข้าหาเขา
แล้วจะทำไม ? เจียงโม่หานไม่สนใจ
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย ข้าจะกลับไปฟ้องน้าเฝิงว่าเจ้าพูดหว่านเสน่ห์ใส่ข้าแล้วยังจับมือข้าอีก…จริงสิ ยังมีเรื่องบนเกวียนเมื่อวานด้วย…
หุบปาก ! พอเอ่ยถึงเรื่องบนเกวียนขึ้นมา เจียงโม่หานก็เหมือนว่ายังรู้สึกได้ถึงสัมผัสแสนอบอุ่นนุ่มนวลหลงเหลืออยู่ เด็กคนนี้ไม่รู้จักอายเลยหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า กลัวแล้วล่ะสิ ? ข้ายังมีเรื่องเด็ดที่ยังไม่ได้พูดออกมาอีกนะ !
ไร้ยางอาย ! เจียงโม่หานอายจนโกรธ จากนั้นก็สะบัดมือแล้วรีบเดินออกไป ความร้อนบนใบหน้าของเขาก็เพิ่มสูงขึ้น ‘ยังไม่ถึงวันที่อากาศร้อนสุดเลย เหตุใดจึงร้อนมากเช่นนี้ ? ’
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วตามหลังบัณฑิตหนุ่มไปติดๆ เหตุผลที่เขาไม่ค่อยยิ้มต่อหน้านางคงไม่ใช่เพราะว่านางมักทำให้เขาโกรธเป็นคางคกหรอกนะ ? ไอหยา ท่าทางสะบัดแขนเสื้อของบัณฑิตหนุ่มดูสง่างามและน่ารัก ทำให้อดใจไม่ได้จริงๆ
ตอนที่ 75: ไม่ต้องเป็นแพะรับบาปอีก
กว่าทั้งสองจะเดินมาถึงในเมืองก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว เถียนฟู่กุยที่นัดหมายรับซื้อผลชิงอบแห้งในวันนี้ก็มารออยู่ที่หน้าร้านเรียบร้อยแล้ว
พอเถียนฟู่กุยเห็นว่าทั้งสองเดินเข้ามาจึงรีบเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม โอ้ พวกเจ้ามาแล้ว ! หากมาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว ข้าคงต้องรีบนำเกวียนไปรับพวกเจ้าแน่ !
เมื่อวานเหลืออยู่อีกยี่สิบกว่าชั่งไม่ใช่หรือ ? คงไม่ได้ขายหมดเร็วเพียงนั้นหรอก หลินเว่ยเว่ยวางกระบุงไม้ไผ่ที่แบกมาแล้วมองคู่ค้าเดินเข้ามาใกล้ตาชั่งอย่างกระตือรือร้น นางจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
เถียนฟู่กุยหัวเราะแล้วตอบว่า ไม่ใช่หรอก ! แต่ร้านเราอยู่ใกล้ท่าเรือ เมื่อเช้ามีเรือโดยสารมาจอดเทียบท่าและมีลูกค้าเงินหนามาด้วย ไม่ทันไรก็ซื้อไปตั้งสิบกว่าชั่ง ก่อนหน้านี้ก็มีลูกค้าซื้อไปอีก หากพวกเจ้ายังไม่มา สินค้าจะขาดตลาดเอาน่ะสิ !
ครั้งนี้ข้าเอามา80ชั่งเลยนะ ! พวกท่านจะซื้อไหวหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยมองสินค้าของพวกตนที่ไม่ได้ถือว่ามากมายนักอย่างกังวลใจ
เถียนฟู่กุยหัวเราะแล้วกล่าวว่า ไหวสิ ไหวแน่นอน ! พี่สาวของเถ้าแก่แต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอไม่ใช่หรือ ? ดังนั้นนางจึงกำลังเตรียมเปิดร้านค้าในเมืองอีกแห่ง ! ทั้งนี้ผลชิงอบแห้งของพวกเจ้าไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือรสชาติก็ล้วนเหนือกว่าที่นั่น เมื่อคืนก่อนเถ้าแก่ก็ได้ผ่านมาดู เขาบอกว่าจะทำให้ผลไม้อบแห้งเจ้านี้โด่งดังเป็นที่รู้จัก ! เขากำชับข้าว่าผลชิงอบแห้งของพวกเจ้ามีเท่าไรก็เอามาให้หมด ส่วนราคายังเป็นฝ่ายเสนอเพิ่มให้พวกเจ้าถึงชั่งละ50อีแปะ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อคือพวกเจ้าต้องขายผลชิงอบแห้งให้เราร้านเดียวเท่านั้น !
หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วพลางคิดในใจ ‘โอ้ เถ้าแก่ร้านนี้หัวธุรกิจใช้ได้เลย มิหนำซ้ำยังทำการค้าแบบผูกขาดด้วย! ราคา350อีแปะต่อหนึ่งชั่ง เป็นราคาสุดท้ายของผลชิงแปรรูปที่ต้องการ ถือว่าได้เงินไม่น้อยเลย !’
ไม่มีปัญหา ! ขอเพียงพวกท่านสามารถขายผลไม้อบแห้งที่เราทำออกมาได้หมด แล้วเราจะไปวิ่งเต้นหาผู้อื่นเพื่อเหตุใด ? แม้ผู้อื่นให้ราคาสูงกว่า เราก็จะไม่เห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมความชอบธรรมแน่นอน ! หลินเว่ยเว่ยมองอาเถียนและทำให้เถียนฟู่กุยรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติมาก
เถียนฟู่กุยยิ้มจนแก้มปริแล้วกล่าวว่า พอรู้ว่าวันนี้พวกเจ้าจะมา ข้าจึงให้อาสะใภ้ทำอาหารไว้ให้หลายอย่าง และท่านแม่ยังเหลือแตงโมไว้ให้เจ้าด้วย นางบอกว่าต้องรอให้เจ้ามาก่อน แล้วนางถึงยอมให้ทาน !
หลินเว่ยเว่ยจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป นางซื้อขนมที่ย่าเถียนชอบหลายอย่างมาด้วยแล้วยังซื้อลูกอมให้พวกเด็กๆในตระกูลเถียน หลังทานข้าวที่บ้านตระกูลเถียนอิ่มแล้ว นางก็ไปซื้อน้ำตาลสีแดงสามสิบกว่าชั่งแล้วกลับบ้าน
ครั้งนี้เจียงโม่หานไม่ได้ไปทานข้าวที่บ้านตระกูลเถียนด้วยกัน แต่เขาไปที่สำนักศึกษา ในสำนักนั้นอาจารย์ฟ่านทะนุถนอมในความฉลาดและความมุมานะของเขาและคอยดูแลเขาเป็นอย่างดีเสมอมา
ชาติที่แล้ว เมื่ออาจารย์ฟ่านรู้ว่าเขาโดนทำร้ายจนหมดสติก็มาเยี่ยมถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วยังช่วยเขาจ่ายค่ายาและค่ารักษาไปมากกว่ายี่สิบตำลึง !
น่าเสียดายที่คนดีมักอายุสั้น ! คดีคดโกงในชาติที่แล้วทำให้อาจารย์โดนใส่ร้ายจนกลายเป็นแพะรับบาป เดิมทีคดีนี้มีทางที่จะพลิกกลับได้อยู่ แต่ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปพิจารณาคดีอีกครั้งในเมือง ผู้ที่เผยความลับตัวจริงก็สมรู้ร่วมคิดกับผู้คุมเพื่อสังหารอาจารย์ฟ่านและจัดฉากให้เหมือนว่าเขาฆ่าตัวตายเอง
พอกลับมาเกิดใหม่ เจียงโม่หานมีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ในชาตินี้เขาต้องดึงอาจารย์ฟ่านออกมาจากวงจรของการคดโกงเหล่านั้นให้ได้ !
คารวะอาจารย์ฟ่าน ! เมื่อได้พบอาจารย์ฟ่านอีกครั้งก็เป็นคนละยุคกันแล้ว เจียงโม่หานมองร่างที่ผอมบางจนเห็นกระดูกทว่าสง่างามมีความรู้ เขาจึงโค้งคำนับให้อย่างสุดซึ้ง
ฟ่านเหวินปินเดินเข้ามาสองก้าวแล้วประคองแขนของเขาเอาไว้พลางสำรวจรอยถลอกบนศีรษะของเขาพร้อมกล่าวอย่างกังวลว่า อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?
อาการบาดเจ็บภายนอกไม่มีอันใดร้ายแรงแล้วขอรับ แต่ว่า…คงเหลืออาการเวียนศีรษะและโรคแน่นหน้าอกเรื้อรัง ท่านหมอบอกว่าต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อยหนึ่งปีครึ่ง อาการป่วยจึงจะหายเป็นปกติ
คำตอบของเจียงโม่หานไม่นับว่าเป็นการหลอกลวงเพราะตอนที่หมอเหลียงตรวจอาการให้ก็ได้กล่าวไว้เช่นนี้จริง แต่ไม่รู้ว่าเพราะยาของหมอเหลียงหรือเพราะความสามารถในการฟื้นตัวตามธรรมชาติของตน ตอนนี้เขาจึงไม่รู้สึกผิดปกติอันใดเลย
อาจารย์ฟ่านกล่าวด้วยความเสียใจระคนเป็นห่วง เช่นนั้น…การสอบเยวี่ยนซื่อในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าต้องพลาดอีกแล้วหรือ ? อย่างไรก็ตามเจ้าไม่ต้องร้อนใจไปหรอก เจ้ายังหนุ่มและการบำรุงกำลังเอาไว้ย่อมดีกว่า หากมีโอกาสก็ค่อยสอบทั้งระดับเยวี่ยนซื่อและฮุ่ยซื่อ1ในครั้งเดียวไปเลย !
เจียงโม่หานพยักหน้ารับ เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า อาจารย์ฟ่านขอรับ แม้ว่าร่างกายของศิษย์จะอนุญาต แต่ใจศิษย์ก็ไม่อยากเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อครั้งนี้…
ได้อย่างไรกัน ? อาจารย์ฟ่านเอาใจช่วยนักเรียนที่ทั้งฉลาดเฉลียวและขยันหมั่นเพียรคนนี้เป็นอย่างมาก การสอบระดับท้องถิ่นทั้งสองรอบครั้งก่อน เขาได้อันดับหนึ่งทั้งคู่ เดิมทีหวังว่าจะคว้าตำแหน่งเสี่ยวซานหยวน2มาได้ ทว่ามาล้มป่วยหนักในการสอบระดับเยวี่ยนซื่อ จำใจต้องทิ้งการสอบครั้งนั้นไป ระยะห่างจากการสอบระดับเยวี่ยนซื่อครั้งใหม่ยังเหลืออีกครึ่งปีกว่า แล้วเขาก็…นี่คือชะตากรรมที่เลวร้ายหรือไม่ ?
เจียงโม่หานมีสีหน้าสับสันมาก ทั้งลังเล ทั้งเก็บซ่อนอารมณ์โกรธ ทั้งกังวลใจ เขาอ้าปากหลายครั้งแต่ก็กลืนมันลงไปอีก
อาจารย์ฟ่านรู้จักศิษย์คนนี้ดีว่าเป็นคนเย่อหยิ่งมาโดยตลอด สิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายดูลังเลได้ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก เขาจึงอดถามออกไปไม่ได้ มีเรื่องอันใดหรือ ? โม่หาน เจ้ามีเรื่องลำบากใจอันใดก็รีบกล่าวมาเถิด หากมีสิ่งใดที่ช่วยได้ อาจารย์ก็จะช่วยทันที !
อาจารย์ขอรับ การสอบเยวี่ยนซื่อครั้งนี้เกรงว่าจะมีบางอย่างผิดปกติ… สีหน้าของเจียงโม่หานจริงจังราวกับว่าในที่สุดก็ตัดสินใจได้แล้วเล่าความจริงออกมา
อาจารย์ฟ่านสีหน้าเปลี่ยนไป จากนั้นก็ถามขึ้นว่า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ปกติ ? หรือเจ้ามีลางอันใด ?
ท่านเองก็รู้ว่าศิษย์ชอบอ่านตำราคนเดียวในที่เงียบสงบ ก่อนได้รับบาดเจ็บศิษย์แอบได้ยินคนพูดกันถึงเรื่องข้อสอบ แล้วยังมีเรื่องเงินทองมาเกี่ยวพันอีก จนถึงตอนที่ศิษย์อยากรู้ให้ชัดเจนว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ พวกเขาก็จากไปแล้ว หนึ่งในนั้น…สวมเครื่องแต่งกายของสำนักศึกษาแห่งนี้ด้วยขอรับ เจียงโม่หานกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว
อาจารย์ฟ่านถามอย่างเข้มงวดว่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นผู้ใด ?
เจียงโม่หานส่ายหน้าแล้วตอบ ตอนนั้นศิษย์อยู่ห่างมากจึงไม่รู้…ท่านอาจารย์อย่าได้กังวลไป ข้อสอบของการสอบครั้งนี้ใช่ว่าจะรั่วไหลออกไปง่ายถึงเพียงนั้นมิใช่หรือ ? บางที…อาจมีคนถือโอกาสนี้หลอกเอาเงินไปแล้วขอรับ
อาจารย์ฟ่านรู้ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดจึงกล่าวกับเจียงโม่หาน เรื่องนี้เจ้าเองก็ไม่รู้ เช่นนั้นจงพักรักษาอาการบาดเจ็บที่บ้านให้สบายใจเถิด อย่าทิ้งการบ้านเกี่ยวกับทฤษฎีสองสามข้อนี้ เจ้าเอากลับไปทำให้เรียบร้อย ครั้งหน้าถ้าเข้าเมืองมาก็นำมาด้วย…
อาจารย์ฟ่านรู้ว่าครอบครัวของลูกศิษย์ผู้หยิ่งยโสคนนี้ยากจน ส่วนตัวคนก็ยังถือตนอีก เขาจึงกล่าวอย่างลังเลว่า เงิน20ตำลึงนี้ถือเสียว่าอาจารย์ให้เจ้ายืม รอให้ร่างกายเจ้าหายดีแล้วค่อยคืนให้อาจารย์แล้วกัน
เจียงโม่หานไม่ปฏิเสธน้ำใจของอาจารย์ เขายื่นสองมือออกรับแล้วกล่าวว่า ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ !
อาจารย์ฟ่านมองเขาอย่างปลื้มใจพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า โม่หานเอ๋ย อาจารย์มีประโยคหนึ่งจะมอบแก่เจ้า ‘ไม่มีผู้ใดไร้ความหยิ่งผยอง แต่การก้มหัวก็นับเป็นความเฉลียวฉลาดที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน’ เจ้าต้องจำข้อนี้ไว้ให้ดีแล้วภายภาคหน้าเจ้าจะประสบความสำเร็จแน่นอน!
ขอบคุณคำชี้แนะอันล้ำค่าของท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ขอจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ! เจียงโม่หานโค้งคำนับอย่างจริงจัง ชาติที่แล้วต้องรอให้ตนใกล้ตายก่อนถึงจะเข้าใจคำสอนนี้ แท้จริงท่านอาจารย์มองเห็นเนื้อแท้ของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งมาแต่แรกแล้ว หากเป็นเขาในชาติก่อนคงไม่สบายใจเป็นแน่ แต่ตอนนี้ในใจของเขามีเพียงความซาบซึ้งต่อบุญคุณเท่านั้น
[1] ฮุ่ยซื่อ คือ การสอบระดับเมืองหลวงหรือระดับประเทศนั่นเอง
[2] เสี่ยวซานหยวน คือ ชื่อเรียกของการสอบได้อันดับ1ในทุกสนามสอบ
ตอนที่ 76: ข้าไม่ใช่คนป่วยที่งดงาม
เมื่อออกจากสำนักศึกษามาแล้ว เจียงโม่หานก็รู้สึกราวกับว่าได้ปลดเปลื้องพันธนาการในใจออก เขารู้สึกสบายใจเพราะด้วยคำพูดเหล่านี้ของตนและด้วยนิสัยของอาจารย์ย่อมไม่ไปเกี่ยวข้องกับการสอบเหยี่ยนซื่ออีกแน่ ดังนั้นความไม่เป็นธรรมในชาติก่อนคงจะไม่เกิดขึ้นอีก
ไปเจอเรื่องน่ายินดีอันใดมา ให้ข้าร่วมยินดีได้หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยหิ้วไก่สองตัวมาเจอเขาที่ประตูเข้าเมือง
เจียงโม่หานไม่ได้ตอบคำถามแต่ย้อนถามนางอย่างอารมณ์ดีว่า ซื้อเนื้อมามากมายเช่นนี้ ประเดี๋ยวป้าหวงเห็นเข้าก็หาว่าเจ้าสุรุ่ยสุร่ายอีก !
ของที่ทานเข้าปากจะสิ้นเปลืองได้เช่นไร? ท่านแม่ น้าเฝิงแล้วยังมีเจ้าอีก แต่ละคนอ่อนแอราวกับน้องหลิน ดังนั้นข้าต้องทำของดีๆให้ทานเสียหน่อยสิ จะได้บำรุงพวกเจ้าอย่างไรเล่า! หลินเว่ยเว่ยแกว่งไก่ที่อยู่ในมือ ไก่ตัวผู้ ข้าจะเก็บไว้ทำกระเพาะหมูห่อไก่สำหรับเย็นนี้ ส่วนไก่น้อยตัวเมีย ข้าจะเลี้ยงไว้ในลานบ้านให้ออกไข่
น้องหลิน ? ผู้ใดกัน ? บ้านเจ้ายังมีน้องสาวอีกหรือ ? เจียงโม่หานถามอย่างสงสัย
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะสองสามครั้งแล้วกล่าวว่า หนึ่งในตัวละครพื้นบ้านที่เหมือนดอกไม้สะท้อนบนผิวน้ำและต้นหลิวที่ลู่ลม เป็นคนป่วยที่งดงามมาก…
เจียงโม่หานหรี่ตามองอีกฝ่ายราวกับต้องการกล่าวว่า ‘จะชมว่าข้างามก็ชมมาเถิด ถึงอย่างไรข้าก็โดนเจ้าชมจนชินแล้ว เหตุใดต้องเติมคำว่าป่วยเข้ามาด้วย ? ข้าแข็งแรงจะตาย !’
ตอนกลับมาถึงบ้าน หลินเว่ยเว่ยวางเงินไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวกับนางเฝิงว่า น้าเฝิง ก่อนอื่นอย่าลืมคำที่ท่านเคยกล่าวก่อนหน้านี้ มาเถิด เรามาแบ่งรายได้กัน !
แบ่งรายได้อันใด ? เจ้านี่นะ ! พูดอันใดไม่ระวังปากเอาเสียเลย ! นางหวงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กพลางช่วยล้างทำความสะอาดและตรวจผลชิง
หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นใส่มารดาอย่างร่าเริงแล้วกล่าวว่า ผลชิงอบแห้ง86ชั่งที่เอาไป ราคาหนึ่งชั่งสูงถึง350อีแปะ ก็คือ…สามสิบกว่าตำลึง ข้าซื้อน้ำตาลสีแดงมาอีก30ชั่ง ใช้เงินไป6ตำลึง เหลือ24ตำลึง ดังนั้นเราแบ่งครึ่งกันบ้านละ12ตำลึงกับอีก50อีแปะ
รวมกับเงินเมื่อวานที่หาได้อีก6ตำลึง ทำให้สามารถแบ่งได้บ้านละ15ตำลึงเลยทีเดียว ! การทำธุรกิจผลไม้อบแห้งทำกำไรได้ดีมาก ! หลินเว่ยเว่ยเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วยความโลภ
นางเฝิงไม่ได้รับเงินตำลึงที่อีกฝ่ายส่งมาแต่ยิ้มแล้วกล่าวว่า ในตอนแรกข้าบอกว่าผลชิงป่าเจ้าเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนน้ำตาลและวัตถุดิบอื่นๆคิดเป็นของข้า เมื่อหักต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ไปแล้ว แม้แต่เงินของผลชิงก็หักไปตามราคาของท้องตลาดด้วยเถิด
นางหวงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกล่าวว่า ผลชิงป่าก็เก็บมาจากภูเขา ใช้แรงแค่เล็กน้อยเท่านั้น จะมีต้นทุนได้เช่นไร ?
หลินเว่ยเว่ยยัดเงินใส่มือนางเฝิงแล้วกล่าวว่า ท่านแม่พูดถูก น้าเฝิงเป็นคนทำผลไม้อบแห้ง ต้องใช้แรงทุกวัน พวกเราต้องให้เงินค่าเปิดกิจการแก่ท่านใช่หรือไม่ ? เอาล่ะ อย่ามัวชักช้าเลย ข้าทนไม่ได้กับเรื่องนี้หรอก !
เงินนี้ข้าจะรับเอาไว้ก็ไม่สบายใจ ข้ารู้สึกราวกับว่ากำลังเอาเปรียบเจ้าอยู่ นางเฝิงรู้สึกว่าเงินนี้ช่างร้อนเหลือเกิน
น้าเฝิง หากท่านคิดว่าเอาเปรียบ ท่านก็ทำผลไม้อบแห้งให้อร่อยกว่าเดิมสิ ช่วยหาเงินแทนพวกเราให้มากขึ้น เช่นนี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ ? หลินเว่ยเว่ยส่งเงิน15ตำลึงให้นางหวงแล้วเก็บเงิน50อีแปะติดตัวไว้
นางหวงยัดเงินให้บุตรีเพิ่มอีก2ตำลึงแล้วกล่าวว่า เจ้าซื้อไก่กับกระเพาะหมูมาด้วยไม่ใช่หรือ ? ของเหล่านี้ไม่ใช้เงินหรืออย่างไร ?
ที่ข้ายังมีเงินอยู่เจ้าค่ะ ! หลินเว่ยเว่ยเขย่ากระเป๋าเงินใบเล็กที่นางเฝิงเย็บให้
พี่สาวคนโตนั่งหน้าบึ้งพลางเด็ดผักอยู่ข้างๆ ในใจก็บ่นว่า ‘นับวันท่านแม่ลำเอียงมากขึ้น น้องรองจะทำอันใดก็ไม่ว่า จะซื้อเนื้อหรือซื้อไก่เงินก็ไม่เคยขาดมือ มิหนำซ้ำยังให้เงินเพิ่มอีก ส่วนข้าน่ะหรือ กระเป๋าสะอาดกว่าหน้าเพราะไม่มีเงินสักอีแปะ…’
นางหวงยิ้มแล้วยัดเงินให้บุตรสาวคนรอง แม่ให้เจ้า เจ้าก็รับไว้เถิด ครั้งหน้าหากไปในเมืองอีกก็ซื้อผ้ามาตัดชุดสักชุดให้ตัวเอง เป็นเด็กผู้หญิงต้องแต่งตัวให้งดงามเข้าไว้ !
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ปฏิเสธ นางรับเงินเอาไว้ ซื้อเสื้อผ้าอันใดกันเล่า ลืมได้เลย อยู่ข้างนอกแต่งกายเช่นบุรุษสะดวกสบายยิ่งกว่า เงินที่ให้ไว้เหล่านี้สุดท้ายก็คงใช้เพื่อมารดาอยู่ดี
นางเฝิงก็นับเงิน2ตำลึง จากนั้นส่งให้หลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวว่า นี่คือค่าอาหารของข้ากับหานเอ๋อร์
นางหวงรีบดันเงินกลับ เงิน2ตำลึงนี้เพียงพอสำหรับให้พวกเราทานได้หนึ่งเดือนเลย เจ้าจะมาให้เงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ?
ตั้งแต่ทานข้าวร่วมกันที่บ้านพวกท่าน ในทุกวันเสี่ยวเว่ยไม่ทำเนื้อก็เป็นไก่ อาหารหลักก็ใช้แป้งอย่างดีและข้าวเป็นหลัก ตอนนี้ข้าวยากหมากแพงก็ไม่สมควรให้พวกท่านออกเงินอยู่ฝ่ายเดียวมิใช่หรือ ? เสี่ยวเว่ย หากเจ้าไม่รับไว้ ต่อไปนี้พวกข้าคงไม่มีหน้ามาทานข้าวอีกแน่ ! นางเฝิงรู้ดีว่าคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายคือหลินเว่ยเว่ย นางจึงบอกกับอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยจึงรับเงินไว้อย่างปฏิเสธไม่ได้ จากนั้นก็หันไปทางนางหวงที่ถลึงตามองอยู่ ท่านแม่เจ้าคะ เรารับเงินของน้าเฝิงไว้2ตำลึง เช่นนั้นก็ทำอาหารตามมาตรฐานของเงิน2ตำลึงถึงจะถูกต้อง ไม่ควรมาเถียงเรื่องนี้ให้ดูเป็นคนอื่นคนไกลหรอก !
เสี่ยวเว่ยพูดถูก ! ข้าน่ะ ชอบนิสัยเช่นนี้ของนางเป็นอย่างยิ่ง ! น่าเสียดายที่ข้าไร้วาสนาได้มีลูกสาวที่รู้ใจและอบอุ่นเช่นนี้ นางเฝิงกอดหลินเว่ยเว่ยไว้แน่นแล้วขยี้เส้นผมอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู
น้าเฝิง น้าเฝิง ! เบามือด้วย ผมข้ายุ่งหมดแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยสูงกว่านางเฝิงอยู่ครึ่งศีรษะ ในตอนนี้นางก้มตัวลงตามส่วนสูงของนางเฝิง ไม่ต้องบอกเลยว่ามันลำบากมากเพียงใด
เวลานี้เจ้าหนูน้อยให้อาหารกระต่ายเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขาก็วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามาแล้วถามด้วยใบหน้าตุ้ยนุ้ยว่า พี่รอง เย็นนี้เรากินอันใดหรือ ?
เด็กตะกละคนนี้คิดแต่เรื่องกิน หากทานเข้าไปอีกจะกลายเป็นเด็กอ้วนแล้วนะ ! หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มเด็กชายเบาๆ
เจ้าหนูน้อยยกมือกุมใบหน้าด้วยความกลัว จากนั้นก็ทำหน้าราวกับจะร้องไห้แล้วกล่าวว่า เด็กอ้วนหรือ ? อ้วนเหมือนพี่รองเมื่อก่อนน่ะหรือ ? เช่นนั้น…เช่นนั้นต่อไปนี้ข้าจะกินให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน
หมายความว่าอย่างไร ? ไม่ชอบพี่รองของเจ้าแล้วหรือ ? อย่างข้าไม่เรียกว่าอ้วนเพราะเรียกว่ากำยำ เข้าใจหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยมองเด็กน้อยที่หน้ากลายเป็นก้อนแป้ง เจ้ากลัวอ้วนใช่หรือไม่ ? เช่นนั้นกระเพาะหมูห่อไก่เย็นนี้ เจ้าก็อย่าทานเลย !
กระเพาะหมูห่อไก่หรือ ? เมื่อเจ้าหนูน้อยได้ยินชื่ออาหารแปลกใหม่ ดวงตาก็เป็นประกายแล้วกล่าวว่า พี่รอง กระเพาะหมูห่อไก่คือสิ่งใด ? อร่อยหรือไม่ ?
อร่อยสุดๆไปเลย ! เหตุใดเจ้าจึงถามเรื่องนี้ ? เพราะไม่มีส่วนของเจ้าหรอก ! หลินเว่ยเว่ยใช้เกลือและแป้งข้าวโพดล้างทำความสะอาดกระเพาะหมูแล้วจงใจแกล้งเด็กเห็นแก่กิน
ท่านพี่ ท่านพี่รอง ! ท่านไม่อ้วนเลยสักนิด จริงๆนะ ! เจ้าหนูน้อยกล่าวพร้อมทำท่าขอเหมือนลูกสุนัข
สายไปแล้ว ! จิตใจที่ยังเด็กและเปราะบางของข้าได้ถูกทำร้ายไปแล้ว ไม่มีทางชดเชยได้อีก ! หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าพลางทำท่าทางเดียวดาย
เจ้าหนูน้อยทำตัวเหมือนลูกสุนัขเดินวนรอบนางแล้วพูดเซ้าซี้ว่า พี่รอง พี่รองดีที่สุด พี่รองที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง ผ่านโลกมามากไม่เหมือนข้าผู้น้อยคนนี้ พี่รองผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร โปรดให้อภัยคำพูดที่พลาดพลั้งของน้องชายคนนี้ด้วยเถิด !
เจียงโม่หานนั่งถือตำราอยู่ใต้ต้นพลับพลางเกิดความรู้สึกไม่อยากมองพี่สาวกับน้องชายคู่นี้ ! คนหนึ่งก็แกล้งเด็ก อีกคนก็เห็นแก่กินชนิดไร้ขีดจำกัด ! สมแล้วที่เป็นครอบครัวเดียวกัน ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน !
หลินเว่ยเว่ยต่อปากต่อคำกับเจ้าหนูน้อยไปพลางปรุงอาหารไปด้วย นางเริ่มมัดต้นหอม หั่นขิงเป็นแว่น จากนั้นก็นำพริก ต้นหอมที่มัดแล้วและขิงแว่นใส่เข้าในท้องของไก่ แล้วนำไก่ยัดเข้าไปในกระเพาะหมู ผูกปากกระเพาะด้วยเชือกให้เรียบร้อยแล้วใส่เข้าในหม้อ จากนั้นก็เติมไหวซาน พุทราแดง กุ้ยเหยียน เหล้าและน้ำลงไป นางใช้ไฟแรงประมาณ1เค่อ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นไฟอ่อน
[1] ไหวซาน คือ กลอย
[2] กุ้ยเหยียน คือ ลำไยอบแห้ง
ตอนที่ 77: ดูถูกผู้ใด
น้องสี่ มาเฝ้าเตาไฟให้หน่อย กระเพาะหมูห่อไก่ต้องตั้งเตานานถึง2ชั่วยามซึ่งเป็นเวลานานพอที่นางจะขึ้นไปตักน้ำบนภูเขามารดแปลงนาได้
ช่วงนี้ที่บ้านของนางทำผลไม้อบแห้งเป็นงานเสริมจึงจำเป็นต้องใช้ฟืนจำนวนมาก แม้ว่าพี่สาว น้องเล็กและนางเฝิงจะช่วยไปขนกลับมาทุกเช้าก็ยังไม่ทันกับความต้องการใช้งานอยู่ดี
หลังจากรดน้ำที่ดิน3หมู่เรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ขึ้นเขาไปแบกท่อนไม้แห้งสองท่อนกลับมาด้วย ซึ่งแต่ละท่อนมีความหนาเท่ากับถังน้ำ
ตอนที่นางแบกท่อนไม้ลงจากเขามาก็มีชาวบ้านที่กำลังทานข้าวอยู่ตรงประตูบ้านเห็นเข้า พวกเขาต่างก็พากันเบิกตากว้างเพราะไม่ว่าบนบ่าของนางจะเป็นท่อนไม้ประเภทใด ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์สองคนก็ยังเหนื่อยแต่นางสามารถแบกมันไว้สองท่อนอย่างสบายราวกับว่า…จะบีบบังคับให้ผู้ชายไปตายเสียให้ได้ !
หลังจากที่บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินหายโง่เขลา สิ่งที่ผู้คนในหมู่บ้านได้ยินกันมากที่สุดคือ ‘เจ้าช่างไร้ประโยชน์ สู้บุตรสาวคนรองสมองทึ่มของตระกูลหลินก็ไม่ได้ !’ หึ ยิ่งคิดยิ่งแค้น…
ท่อนไม้แห้งทั้งหนาและยาว ไม่สามารถย้ายเข้าไปเก็บในลานบ้านได้อย่างสะดวก หลินเว่ยเว่ยจึงผ่าฟืนที่หน้าประตูเสียเลย นางค่อยๆมัดแล้วเอาเข้าไปกองไว้ในห้อง หากเป็นผู้อื่นไม้สองท่อนนี้คงใช้เวลาผ่าเป็นวัน แต่หลินเว่ยเว่ยผ่ามันอย่างรวดเร็วและง่ายดายราวกับหั่นเต้าหู้ นางใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
นางเฝิงเห็นเช่นนั้นก็อดชื่นชมไม่ได้ เสี่ยวเว่ยมีความสามารถเสียจริง ทั้งตัวราวกับว่ามีพลังงานไม่รู้จบ แรงของนางเพียงคนเดียวสามารถเทียบได้กับชายฉกรรจ์ถึง3คน !
ทว่านางหวงกล่าวอย่างทุกข์ใจ นางยังเด็กจึงใช้ชีวิตไม่รู้จักออมแรง ข้ากลัวว่านางจะเหน็ดเหนื่อยจนบาดเจ็บ ข้าเคยเตือนให้นางอย่าทุ่มเทแรงมากเช่นนี้ นางเองก็รับคำเป็นอย่างดี แต่ไม่ทันไรก็ไปทำสิ่งมากมายอีกแล้ว
ความกังวลของท่านถือว่ามีเหตุผล วันหลังข้าจะช่วยเกลี้ยกล่อมนางอีกแรงก็ได้ ส่วนสูงและรูปร่างของหลินเว่ยเว่ยทำให้ผู้อื่นมองข้ามเรื่องอายุและเพศไป แต่อย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่อายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น อีกทั้งนางยังทำแต่งานของผู้ใหญ่ พอคิดแล้วก็น่าเศร้าใจ หากเหล่าหลินยังอยู่จะยอมให้เด็กหญิงคนหนึ่งแบกรับครอบครัวในปีที่เกิดภัยพิบัตินี้ได้อย่างไร ?
กระเพาะหมูห่อไก่เสร็จแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเปิดฝาหม้อออกด้วยความตื่นเต้นตามมาด้วยกลิ่นหอมกรุ่นฟุ้งกระจายออกมา นางตักกระเพาะหมูขึ้นมาแล้วแกะเชือก กรองน้ำแกงในหม้อแล้วตัดกระเพาะหมูออกเป็นเส้น ฉีกไก่เป็นชิ้นแล้ววางกลับลงในน้ำแกง ใส่เก๋ากี้ลงไปต้มอีกครั้ง เติมเกลือ เหล้าและผงปรุงรสห้าชนิดตามไป
นางลองชิมหนึ่งชิ้นก็พบว่ากระเพาะหมูกรุบกรอบและเนื้อไก่ที่สดใหม่ก็นุ่มลิ้น ไหนจะน้ำแกงที่หอมเข้มข้น รสชาติยอดเยี่ยม แม้ฝีมือการทำอาหารของหลินเว่ยเว่ยในชาติก่อนค่อนข้างธรรมดา แต่พอมาถึงที่นี่แล้ว นางก็รู้สึกว่าตนสามารถเทียบเท่ามาตรฐานของพ่อครัวได้เลย เดาว่า…ต้องเป็นผลงานของน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณแน่นอน
หลินเว่ยเว่ยตักให้มารดาและนางเฝิงคนละถ้วยแล้วกล่าวว่า ท่านแม่ น้าเฝิง น้ำแกงนี้สามารถบำรุงร่างกายได้ มีผลดีต่อม้ามและกระเพาะอาหาร พวกท่านทานเยอะๆสิ
นางยกอีกถ้วยไปให้เจียงโม่หาน แต่เขาพูดอย่างไม่ได้ซาบซึ้งใจว่า ร่างกายของข้าแข็งแรงดีมาก พลังชี่1และเลือดไม่ขาด ไม่จำเป็นต้องบำรุง
หลินเว่ยเว่ยอมยิ้มแล้วเหลือบมองเขาพลางกล่าวว่า นอกจากนี้ยังช่วยระงับอาการปวดท้อง มีสรรพคุณรักษาโรคกระเพาะได้ด้วย เมื่อคืนข้าเห็นเจ้าเอามือกุมท้องพยายามอดทนกับความไม่สบาย ในเมื่อกระเพาะหล่อเลี้ยงมนุษย์ได้ มนุษย์ก็ควรดูแลกระเพาะจึงจะถูก เจ้าอายุยังน้อยก็ไม่ควรเป็นโรคกระเพาะ
เจียงโม่หานก้มมองน้ำแกงที่กำลังร้อน เขามีความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมาว่า เด็กอ้วนตั้งใจทำน้ำแกงนี้เพราะเห็นว่าเขาไม่สบายโดยเฉพาะหรือ ?
เมื่อชาติที่แล้วเขาตัวคนเดียว ไม่มีผู้ใดช่วยทำน้ำแกงกระเพาะหมูห่อไก่ให้เขาอย่างอบอุ่นใจเช่นนี้ ต่อมาแม้ว่าตำแหน่งจะสูงขึ้น แต่โรคกระเพาะทำให้ทรมานอยู่บ่อยๆ เขาได้คิดแล้วว่าหากไม่โดนตัดศีรษะเสียก่อนก็คงต้องตายเพราะโรคกระเพาะแน่นอน
เป็นอย่างไรบ้าง ? ซาบซึ้งมากใช่หรือไม่ ? เจ้าคิดว่าข้าจิตใจงดงามทั้งภายในและภายนอก ดูแลบ้านได้อย่างเพียบพร้อมใช่หรือไม่ ? ข้าจิตใจดีจริงๆนะ แถมยังดีเลิศเลยด้วย ! หลินเว่ยเว่ยดื่มน้ำแกงที่หวานหอมเข้าไปหนึ่งอึกและอวดว่าตนเป็นบุปผางามดอกหนึ่ง
เจียงโม่หานเงยหน้าขึ้นมองนาง จากนั้นความซาบซึ้งใจของเขาก็หายไปในพริบตา ‘บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน เจ้าเป็นตัวก่อกวนที่ทหารทัพศัตรูส่งมาใช่หรือไม่ ? ช่างเก่งในการก่อกวนบรรยากาศเป็นที่สุด ! ข้าต้องยอมเสียจริง !’
หลินเว่ยเว่ยชินกับการไม่ได้คำตอบจากเขาแล้วจึงกล่าวว่า อาหารนี้ยังสามารถเติมผักแห้งและเห็ดหอมได้ด้วย มันสามารถช่วยดูดซับกลิ่นเนื้อ ทำให้น้ำแกงมีรสหวาน หากเติมลูกชิ้นหรือเครื่องในไก่ลงไป น้ำแกงก็จะยิ่งมีรสชาติเข้มข้นมากขึ้นอีก
เจ้าหนูน้อยสูดกลิ่นน้ำแกงไก่ จากนั้นก็ดื่มไปหนึ่งอึกแล้วกล่าวด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้มว่า พี่รอง ท่านเคยกินกระเพาะหมูห่อไก่มาก่อนหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า ข้าจะทานคนเดียวได้อย่างไร ? ความรู้สึกบอกข้าว่าหากทำเช่นนั้นจะยิ่งอร่อยขึ้นอีก ถึงตอนนี้ความรู้สึกของข้าก็ยังไม่ผิด !
พี่สาวคนโตหัวเราะเยาะแต่เพราะทานฝีมือของหลินเว่ยเว่ยทุกวัน ช่วงนี้นางแทบไม่ได้ถกเถียงกับหลินเว่ยเว่ยเลยและทุกครั้งนางต้องข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ อีกทั้งเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำ
กระเพาะหมูห่อไก่หนึ่งหม้อ ผู้ใหญ่ห้าคนกับเด็กอีกหนึ่งทานจนหมดไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง หลังทานข้าวเสร็จ ทุกคนก็พากันนั่งอยู่ที่ลานบ้านเพื่อสนทนากันพร้อมแกะผลชิงไปด้วย
จริงสิ เสี่ยวเว่ยบอกว่าจะไปซื้ออาหารที่อำเภอจิงหยุนไม่ใช่หรือ ? วางแผนว่าจะไปเมื่อใด ? นางเฝิงถามลอยๆขึ้นมา
หลินเว่ยเว่ยคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า ข้าเพิ่งส่งสินค้าให้อาเถียนไปแปดสิบกว่าชั่ง คาดว่าอีกสองวันคงไม่ต้องไปในเขตเริ่นอันแล้ว หรือ…ข้าจะไปพรุ่งนี้ดี ?
ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นหรอก เจ้าไปในเมืองตั้งสองวันก็พักอยู่ที่บ้านสักหน่อยแล้วค่อยวางแผนเถิด ! นางเฝิงรับปากนางหวงว่าจะช่วยเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยจึงไม่อาจคืนคำได้
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า สองวันนี้ข้าเอาแต่นั่งเกวียนไปกลับ ไม่เหนื่อยเลย ! อีกประเดี๋ยวข้าจะไปซ่อมห้องใต้ดินเพื่อขยายที่ว่างสำหรับเก็บอาหาร
เมื่อเห็นท่าทางกระฉับกระเฉงเต็มเปี่ยมของนางแล้ว เจียงโม่หานก็อดนับถือไม่ได้ เด็กคนนี้ทำราวกับว่าพละกำลังจะไม่มีวันหมด สิ่งที่กระตุ้นเขายิ่งกว่าก็คือท่าทางสดใสของนาง ราวกับว่าสำหรับนางแล้ว ความยากลำบากไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด
เด็กสาวกล่าวอีกว่า ปีนี้พืชผลคงไม่ได้ผลผลิตดีแน่นอน พวกเราคิดที่จะไปซื้ออาหารในอำเภอจิงหยุนได้ ผู้อื่นย่อมคิดได้เช่นกัน หากเราไปซื้อเร็วหน่อยน่าจะดีกว่า เมื่อมีเสบียงในมือแล้วใจจะได้ไม่ว้าวุ่น !
นางหวงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเป็นห่วงแล้วกล่าวว่า อำเภอจิงหยุนห่างจากที่นี่ร้อยกว่าลี้เชียว ! เจ้าไม่เคยห่างบ้านไกลเช่นนี้มาก่อน หากหลงทางขึ้นมาหรือเจอกับคนเลว…จะทำเช่นไร ?
ไม่รู้ทาง ข้าก็ถามได้เจ้าค่ะ ! ส่วนคนไม่ดี…ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าใครจะปล้นใครกันแน่ ! หลินเว่ยเว่ยม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วทำท่าเบ่งกล้าม
นางหวงรีบจับมือบุตรีไว้ เด็กผู้หญิงจะมาเปิดเผยแขนตามอำเภอใจได้อย่างไร ? แถมที่นี่ยังมีผู้อาวุโสกว่าอยู่ด้วย !
เจียงโม่หานเอ่ยเสียงเฉื่อยว่า เช่นนั้นข้า…ข้าจะไปกับนางเอง !
อย่า ! อย่าเด็ดขาด ! หลินเว่ยเว่ยรีบโบกมือใส่ หนทางร้อยกว่าลี้ ข้าเข็นรถคนเดียวก็กินแรงมากพออยู่แล้ว หากมีเจ้ามาเพิ่ม…เจ้าจะให้ข้าเหนื่อยจนเดินไม่ไหวเลยหรือ !
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็เปลี่ยนสีหน้าแล้วกล่าวว่า เจ้าดูถูกผู้ใด ? ข้าไปเองได้ ไม่ต้องให้เจ้ามาลากเข็นไปหรอก !
[1] พลังชี่ คือ เป็นต้นธารของพลังขับเคลื่อนต่างๆในร่างกาย
ตอนที่ 78: คุณชายบ้านนายอำเภอ
แล้วแต่เจ้าเถิด ! หลินเว่ยเว่ยเหมือนไม่คิดไว้หน้าเขาเลยสักนิด ไปที่เขตเริ่นอันระยะทางแค่สามสิบกว่าลี้เจ้ายังต้องนั่งเกวียนไปกลับ เจ้าเดินไม่กี่ก้าวก็ดูราวกับว่าถูกงมขึ้นมาจากน้ำ…เจ้าควรทำตัวดีๆ แล้วอ่านตำราอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องตามไปสร้างปัญหาจะได้หรือไม่ ?
รถลากขนเสบียงหนึ่งคันกับระยะทางร้อยกว่าลี้ที่ให้นางต้องเข็นกลับมา หากไม่เหนื่อยตายคงแปลก ทว่านางมีอุปกรณ์สำหรับโกงเวลาอย่างมิติน้ำพุวิญญาณอยู่ นางจึงไม่กลัว ! แต่หากบัณฑิตหนุ่มติดตามไปด้วย นางจะใช้มิติน้ำพุวิญญาณได้เช่นไร ?
เจ้า ! ไม่รู้จักถนอมน้ำใจคน ! เจียงโม่หานถูกทำให้โกรธเข้าแล้ว
หลินเว่ยเว่ยไม่มีท่าทีจะยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว หากเจ้าตามไปด้วย เช่นนั้นข้าก็ไม่ไปแล้ว ! ดูสิว่าผู้ใดจะดื้อรั้นกว่ากัน !
นางหวงไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า เช่นนั้น…เหตุใดไม่ลองไปถามลุงต้าซวนว่าจะไปด้วยกันหรือไม่ ?
ท่านแม่เจ้าคะ ลูกอินทรีย่อมมีวันต้องกางปีกบิน ท่านอย่าเอาแต่มองว่าข้าเป็นตุ๊กตาได้หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยเขย่าแขนมารดา
คำว่า ‘ไม่วางใจ’ สามคำนี้ได้ถูกเขียนไว้ทั่วทั้งตัวของนางหวง
ข้าจะไปเอง ! หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจเองโดยไม่ลังเล
เช้าตรู่วันต่อมา เจียงโม่หานรีบตื่นขึ้นมา เขาคิดดีแล้วไม่ว่าเด็กอ้วนจะพูดอย่างไรก็จะไปด้วย ไม่เชื่อหรอกว่าเด็กอ้วนจะสามารถมัดมือมัดเท้าเขาได้
เจียงโม่หานยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหลินสักพัก เขาลองเงี่ยหูฟังจนกระทั่งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านใน เขาจึงเคาะประตูแต่ก็พบว่าประตูเปิดอยู่ ในใจของเขามีลางสังหรณ์ไม่ดีจึงผลักประตูเข้าไปก็พบว่าคนที่กำลังล้างหน้าอยู่ตรงลานบ้านคือบุตรสาวคนโตนั่นเอง
เขามองไปในลานบ้านก็เห็นว่ามีกระบุงเพิ่มขึ้นมาอีก2ใบ แต่ละใบได้บรรจุด้วยผลชิงที่เพิ่งเก็บรวบรวมมาได้ เขากำพัดในมือแน่น เด็กคนนี้ไม่ได้นอนทั้งคืนหรือ ? ฟ้าเพิ่งจะสว่างก็เก็บผลชิงกลับมาเรียบร้อยแล้ว
เขาใช้บันไดพิงกับกำแพงแล้วชะโงกหน้ามองไปยังลานบ้านตระกูลเถียน เป็นไปตามคาด รถลากไม้กระดานที่ซ่อมเสร็จกลางลานบ้านไม่อยู่แล้ว ! แม้ว่าตระกูลเถียนจะย้ายไปในเมืองแล้ว พวกเขาก็มอบกุญแจให้หลินเว่ยเว่ยจัดการ ซึ่งของมีค่าข้างในนั้นพวกเขาได้นำไปด้วยจนหมด เหลือไว้เพียงของใช้ในบ้านที่หนักและเก่าผุพัง
เจียงโม่หานกัดฟันพลางบ่นในใจว่า ‘บุตรสาวคนรองผู้กล้าหาญแอบหนีไปเองอย่างลับๆ คิดว่าแรงเยอะจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใดหรือ ? นางคงยังไม่รู้ว่าคนร้ายมีกลอุบายที่ใช้ทำร้ายคนมากมายไม่รู้จบ การที่นางมีแรงมากแล้วจะป้องกันตัวได้ตลอดรอดฝั่งหรืออย่างไร ?’
เด็กคนนี้ไม่รู้ว่าไปได้นานเพียงใดแล้ว ตอนนี้หากจะตามไปก็คงไม่ทัน ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงภาวนาให้นางเดินทางราบรื่นปลอดภัย
บัดนี้หลินเว่ยเว่ยกำลังโดยสารเกวียนเพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอจิงหยุนอย่างสบายใจ ถือว่านางค่อนข้างโชคดีเพราะเอารถลากกระดานเก็บไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นนางเดินมาได้ไม่ไกลก็เจอเข้ากับเกวียนที่ขนฟืนไปยังเขตฝูไหลซึ่งเส้นทางที่ไปยังเขตฝูไหลเป็นเส้นเดียวกับทางไปอำเภอจิงหยุนพอดี ชายชราบังคับเกวียนใจดีจึงให้นางติดไปด้วย
เจ้าหนุ่ม เจ้าจะไปทำอันใดที่อำเภอจิงหยุนหรือ ? เสียงที่เปล่งออกจากปากของชายชราเต็มไปด้วยสำเนียงของคนต่างถิ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นผู้ลี้ภัยมาจากข้างนอก
หลินเว่ยเว่ยเขินอายพลางก้มหน้าดึงเสื้อผ้าเก่าที่ขาดรุ่ยแล้วตอบไปอย่างระมัดระวังว่า ที่บ้านข้าขาดเสบียงอาหาร ข้าได้ยินว่าอำเภอจิงหยุนไม่มีภัยพิบัติจึงจะไปบ้านญาติเพื่อยืมเสบียงว่าจะพอเก็บจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงหรือไม่ ?
ชายชราส่ายหน้า เขาแสดงสีหน้าทุกข์ยากออกมาผ่านใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า เก็บเสบียงไปถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้วอย่างไร? ธัญพืชในพื้นดินต่างพากันแห้งตายจนหมด ทางการก็มาเก็บภาษีแล้วจะเอาสิ่งใดส่งให้ ? เฮ้อ ! โลกใบนี้สงบสุขได้ไม่ถึงสองปีก็จะวุ่นวายอีกแล้ว…
หลินเว่ยเว่ยสนทนากับชายชราถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านของอีกฝ่ายที่ไม่ดีเท่าหมู่บ้านฉือหลี่โกว หมู่บ้านฉือหลี่โกวตั้งอยู่ตรงตีนเขา ตอนนี้สามารถเก็บผักป่าได้ พอถึงฤดูใบไม้ร่วงยังสามารถนำของบนภูเขาไปแลกอาหารกลับมา ได้ข่าวว่าตอนนี้ราชสำนักโยกย้ายเสบียงมายังพื้นที่ภัยพิบัติร้ายแรงทางตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว หวังว่ามันจะเป็นคราวของพวกตนในไม่ช้า
พอถึงทางแยกนางจึงบอกลาชายชรา ระยะทางที่เหลือต่อไปอีกเจ็บสิบกว่าลี้ หลินเว่ยเว่ยใช้เวลากว่าครึ่งวันเดินเอ้อระเหยไปเรื่อยๆ
เฮ้อ ! อาศัยการเดินเพื่อเดินทาง อาศัยการตะโกนเพื่อสื่อสาร อาศัยสุนัขเพื่อความสงบเรียบร้อย อาศัยการเคลื่อนไหวเพื่ออบอุ่นร่างกาย อาศัยมือเพื่อขุด อาศัยวัวเพื่อทำการเกษตร อาศัยน้ำมันเพื่อจุดไฟให้แสงสว่าง ไม่มีความบันเทิง ไร้สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นใด ! เหตุใดนางจึงถูกบีบบังคับให้มาอยู่ในโลกที่ยากลำบากเช่นนี้ ?
ด้วยพละกำลังที่มากพอของนางจึงทำให้ไม่ต้องเดินจนขาหลุด หลินเว่ยเว่ยมองไปยังประตูเมืองที่อยู่ไกลออกไป จากนั้นนางก็มองหาที่ซ่อนตัว เมื่อคิดไปคิดมาแล้วจึงเอากวางที่ถูกมัดขาออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณหนึ่งตัวพร้อมด้วยผลชิงสุกหนึ่งตะกร้า จากนั้นก็วางทั้งหมดไว้บนรถลากแล้วลากเข้าไปในตัวเมืองจิงหยุน
ทันทีที่นางถึงประตูเมืองก็ถูกคุณชายผู้สวมชุดผ้าไหมสีสวยสดขวางทางเอาไว้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าการเข้าเมืองจิงหยุนต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วย? ไม่สิ การเก็บค่าผ่านทางต้องเป็นเรื่องของทางราชการไม่ใช่หรือ?
เจ้าหนุ่ม ! กวางของเจ้าตัวนี้ ข้าต้องการมัน ! คุณชายในชุดผ้าไหมโยนเงินตำลึงลงมาแล้วส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามมาเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ถูกล่าไป
วันนี้ก่อนที่เขาจะออกไปล่าสัตว์ได้คุยโวกับเหล่าสหายไว้ว่าจะเชิญพวกเขามากินของป่า แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเบื้องหลังเขาล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว คาดไม่ถึงว่าตอนกลับเข้าเมืองจะพบเข้ากับคนขายกวางแถมยังเป็นกวางที่มีชีวิตอยู่ด้วย ถือว่าได้ลาภลอยเสียจริง !
หลินเว่ยเว่ยรับเงินตำลึงมาแล้วร้องเรียกคุณชายในชุดผ้าไหมให้หยุดด้วยสีหน้าลำบากใจว่า ช้าก่อนคุณชาย…
อีกฝ่ายหันมาอย่างไม่พอใจแล้วกล่าวว่า ทำไม ? น้อยไปหรือ ? เจ้าไม่ลองถามล่ะ ข้าไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องได้ง่าย ! คิดจะขู่กรรโชกข้า ไม่มีทางหรอก !
ไม่ใช่ ! ทว่ากวางของข้าตัวนี้เอามาใช้แลกกับอาหาร ข้าไม่ขาย ! หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำโง่เขลา
คุณชายในชุดผ้าไหมขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า ข้าก็ให้เงินเจ้าไปแล้วมิใช่หรือ ? เจ้าโง่หรือไร เอาไปซื้ออาหารไม่ได้หรือ ?
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าแล้วตอบว่า ไม่ได้ ! บิดาของข้าบอกเอาไว้แล้วว่ากวางตัวนี้ใช้แลกอาหาร หากแลกไม่ได้แล้ว กลับไปข้าคงโดนทุบตีแน่ ท่านเอาเงินคืนไปแล้วคืนกวางข้ามา !
นางกล่าวพร้อมแย่งกวางคืนมาจากผู้ติดตามของคุณชายท่านนั้น
เขาคนนั้นสูงกว่านางครึ่งศีรษะ สีหน้าดูมีพลัง แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกนางแย่งกวางในมือมาได้สำเร็จ ทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งและแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา
ผู้ติดตามไม่เชื่อและคิดว่าเมื่อครู่นี้ตนไม่ทันได้ระวังจึงถูกนางแย่งเอาเหยื่อไปได้ เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วยื่นมือไปดึงไหล่ของนางไว้ แต่คาดไม่ถึงว่าแค่นางขยับตัวเล็กน้อยก็สามารถเป็นอิสระได้แล้ว
หืม ? ผู้ติดตามผลักหลินเว่ยเว่ยในขณะที่นางใช้แขนสกัดเอาไว้จึงทำให้เขารู้สึกถึงแรงมหาศาลที่ผลักเขากลับ ทำให้เขาถอยเซไปหลายก้าว
เจ้าอย่าเข้ามา ! ข้าไม่อยากมีเรื่องกับเจ้า ข้าแรงเยอะ หากทำเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา ข้าไม่มีเงินชดใช้หรอกนะ หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
หือ คุณชายผู้สง่างามมองหลินเว่ยเว่ยทันที เขาใช้น้ำเสียงราวกับให้ทานว่า เจ้าหนุ่ม ไม่เลวเลยนี่ ! มาเป็นบ่าวของข้าหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยมองเขาอย่างระมัดระวัง นางส่ายหน้ารัวแล้วกล่าวว่า บิดาข้าบอกว่าคนที่อยากเกลี้ยกล่อมให้ข้าไปกับเขาล้วนเป็นคนเลว ข้าไม่ขายหรอก !
ชาวบ้านที่ยืนดูความบันเทิงอยู่ หลังจากได้ยินถ้อยคำของนางก็หัวเราะขึ้นมา เจ้าเด็กโง่ รู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร ? เขาคือคุณชายบ้านนายอำเภอเชียว อยู่กับเขาก็รับรองว่าเจ้าจะกินดีอยู่ดีแน่นอน !
เขาเป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลจางผู้มั่งคั่ง ทั้งยังเป็นคนที่หว่านเสน่ห์ใส่สตรีเก่งมากด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินเว่ยเว่ยจึงมีความระวังมากกว่าเดิม
ตอนที่ 79: ข้ารออยู่
คุณชายผู้สูงส่งเมื่อเห็นถึงความ ‘โง่เขลา’ ของนางจึงล้มเลิกความคิดที่จะรับมาเป็นบ่าว เขากล่าวกับผู้ติดตามของตนว่า พานางไปซื้อธัญพืชที่ร้าน ส่วนกวางตัวนี้ข้าจะเอาไปก่อน !
กล่าวจบเขาก็หิ้วกวางไว้ในมือแล้วควบม้าเข้าเมืองทันที ขณะที่ผู้ติดตามของคุณชายกำลังจะขึ้นม้าก็ถูกคนดึงเสื้อไว้จากด้านหลังจนเขาเกือบล้มกลิ้งลงกับพื้น
ยังไม่ให้ธัญพืชเลย เจ้ายังไปไม่ได้ ! หลินเว่ยเว่ยดึงเสื้อของผู้ติดตามเอาไว้แน่น
ผู้ติดตามของคุณชายโกรธจนอยากชกใครสักคน แต่ด้วยกำลังของเด็กโง่ทำให้เขาหวาดกลัวเช่นกัน เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า หากต้องการธัญพืชก็ต้องไปที่ร้านขายธัญพืชสิ เจ้ามาดึงข้าไว้เช่นนี้แล้วข้าจะเอาธัญพืชออกมาจากอากาศได้หรือ ?
…ถึงอย่างไรก่อนข้าจะได้ธัญพืชมาก็ปล่อยเจ้าไปไม่ได้หรอก ! หลินเว่ยเว่ยยืนยันเสียงแข็ง
ผู้ติดตามจนปัญญาจึงจูงม้าเดินนำหน้าไป ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ดึงเสื้อของเขาไว้ด้วยมือหนึ่ง ส่วนอีกมือก็ดึงรถลากตามหลังไป ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเดินตามทั้งสองคนอย่างสนใจเพราะเรื่องเหล่านี้สามารถเติมเต็มหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี
ภายใต้การนำทางของผู้ติดตามคุณชายบ้านนายอำเภอ หลินเว่ยเว่ยจึงซื้อธัญพืชได้อย่างราบรื่น ธัญพืชในเมืองจิงหยุนขึ้นราคาแล้ว ทว่าไม่ได้ขึ้นมากนัก ไม่เหมือนกับเขตเริ่นอันที่ราคาธัญพืชขึ้นชนิดรายวัน
แป้งหมี่คุณภาพดี 1ชั่งราคา15อีแปะ, ข้าว1ชั่งราคา23อีแปะ, แป้งข้าวโพดและธัญพืช1ชั่งราคา10อีแปะ ซึ่งราคาธัญพืชในเขตเริ่นอันตอนนี้ถือว่าแพงกว่าที่นี่ถึงหนึ่งเท่าตัว
หลินเว่ยเว่ยได้ซื้อแป้งหมี่500ชั่ง ข้าว200ชั่งและแป้งข้าวโพดอีก500ชั่ง ทั้งหมดใช้เงิน17ตำลึง เสบียงที่หนักหนึ่งพันกว่าชั่งจำนวนหนึ่งคันรถลาก หากเป็นเขตเริ่นอันต่อให้มีเงิน30ตำลึงก็คงซื้อไม่ได้
วันนี้นางสามารถประหยัดเงินได้สิบกว่าตำลึงเลยทีเดียว คิดถูกแล้วที่มา ! หลินเว่ยเว่ยลากรถที่เหมือนภูเขาเล็กๆลูกหนึ่งอย่างมีความสุขเข้าสู่ตรอกแสนเปลี่ยว นางกอดอกแล้วเอนตัวไปใกล้กับเสบียงราวกับว่ากำลังรอสิ่งใดอยู่
ทันใดนั้นนางก็เอ่ยปากขึ้นว่า ออกมา ! เจ้าคนลับล่อที่ตามข้ามาตลอดทาง เจ้ารอให้ข้าอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือ ? ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้วยังมัวรออันใดอีก ?
ผู้ติดตามของคุณชายท่านนั้นได้ร่วมมือกับอันธพาลในเมืองอีกสองคน มือของพวกมันถือไม้ไว้คนละอันแล้วย่องมาหานางจากด้านหลัง
เจ้าเด็กโง่ ! เจ้าทำให้ข้าต้องขายหน้าต่อคุณชาย วันนี้อย่าคิดว่าจะจากไปอย่างราบรื่นเลย ! เขาโบกไม้หนาเท่าแขนไปมาแล้วกล่าวพร้อมแสยะยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยดึงไม้ออกจากรถลากอย่างเชื่องช้า นางตีบนมือเบาๆแล้วหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ที่เจ้าขายหน้าก็เพราะว่าเจ้ามันไร้ประโยชน์ ! ข้าขอเตือนด้วยความหวังดีว่าให้จากไปอย่างว่าง่ายจะดีที่สุด เช่นนั้นเจ้าจะไม่ได้แค่ขายหน้าแน่นอน !
อันธพาลรับเงินจากผู้ติดตามของคุณชายมาแล้วจึงแสดงออกอย่างกระตือรือร้น เจ้าเด็กเลว อายุยังน้อยแต่ฝีปากไม่เบาเลย เจ้ามากวนโทสะพี่หลิวของพวกเรา วันนี้อย่าคิดจากไปอย่างง่ายดายเลย
ขอโทษ พอดีข้าไม่ชอบสิ่งใดที่ง่ายด้วยสิ ! หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางเหมือนผู้เล่นกีฬาเบสบอล นางควงไม้ในมืออย่างเอาเรื่อง ในเมื่อเจ้าชอบเช่นนี้ก็ถือว่าเจ้ายินยอมเอง !
กล่าวจบนางก็เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วใช้ไม้ในมือฟาดไปยังมือที่ยื่นออกมาของอันธพาลซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด นิ้วที่จับไม้อยู่นั้นเจ็บปวดราวกับถูกฉีกออกและไม้ในมือของมันก็หลุดกระเด็นลอยผ่านกำแพงของตรอกหายไปไม่เห็นแม้แต่เงา
อีกสองคนยกไม้ขึ้นสูง จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าหาหลินเว่ยเว่ย นางคว้าไม้ของคนหนึ่งเอาไว้แล้วใช้ไม้ของตนกั้นไม้จากอีกคนไว้ มือของอันธพาลชาจนจับไม้เอาไว้ไม่อยู่
หลินเว่ยเว่ยบิดเบาๆ ไม้ในมือของอันธพาลก็หักออกเป็นสองท่อน มันลืมตาขึ้นมาอย่างหวาดกลัว พวกมันคาดไม่ถึงเลยว่าไม้ที่หนาจะถูกเจ้าเด็กผู้นี้หักอย่างง่ายดาย หากต่อไปมาบิดที่แขนของมัน…เมื่อคิดได้เช่นนั้นมันก็หนาวสั่นไปทั้งกาย ตอนนี้ไม่อยากนึกถึงผลที่ตามมาเลย
คิดหนีหรือ ? หลินเว่ยเว่ยสัมผัสได้ถึงความขี้ขลาดของอีกฝ่าย นางจึงยิ้มอย่างเยือกเย็นแล้วกล่าวว่า สายไปแล้ว !
นางจงใจกำคอเสื้อของผู้ติดตามเอาไว้แน่นแล้วยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ จากนั้นนางก็ยิ้มอย่าง ‘ชั่วร้าย’ ใส่อันธพาลคนที่สอง ทำให้อันธพาลคนที่สองตกตะลึงจนร้องไห้ออกมาราวกับมีผีไล่ตามหลังอยู่ มันจึงรีบวิ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง
หลินเว่ยเว่ยมองไปที่อันพาลคนแรกซึ่งนิ้วมือข้างขวาฉีกขาด มันกลัวจนแทบถ่ายเบาออกมา นี่…พี่หลิวไปทำผิดต่อใครเข้า ! มือของเจ้าเด็กที่ยกคนมีชีวิตเอาไว้เหมือนยกลูกไก่ พละกำลังนี้ไม่ใช่ความสามารถระดับคนธรรมดาทั่วไป เป็นจอมยุทธ์หรือ ? พี่หลิวนะพี่หลิว ครั้งนี้ถือว่าท่านเตะโดนแผ่นเหล็กแล้วล่ะ น้องชายคนนี้จนปัญญาช่วยเหลือจริงๆ
อันธพาลคนแรกแสยะยิ้มอย่างแข็งทื่อไปยังหลินเว่ยเว่ย จากนั้น…
หลินเว่ยเว่ยมองอันธพาลที่วิ่งหนีไปไกล จากนั้นนางก็กล่าวว่า นี่เจ้าคบสหายเช่นใด ? ไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย !
คุณชายโปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ท่านจอมยุทธ์ ท่านผู้สูงศักดิ์… เขาโดนรัดคอเสื้อจนหายใจแทบไม่ออกราวกับปลาที่ถูกแขวนพลางร้องอ้อนวอนอย่างขมขื่น
คนอย่างเจ้า ข้าเจอมาเยอะแล้ว ! ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็เป็นหลานชาย ต่อหน้าคนที่อ่อนแอก็ทำตัวเป็นสุนัขบ้า ข้าเพิ่งเตือนสติเจ้าไปว่าหากทำผิดต่อข้าแล้วจะไม่แค่ขายหน้าเท่านั้น ! หลินเว่ยเว่ยคิดอยากลองเป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงความยุติธรรมบ้างแล้ว
พอเขาได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่านางจะปลิดชีวิตน้อยๆของตน ทันใดนั้นเป้ากางเกงของเขาก็เปียกชื้นขึ้นมาทันที จากนั้นก็มีเสียงปัสสาวะไหลลงมาตามหว่างขา ทำให้หลินเว่ยเว่ยรีบโยนเขาออกไปไกลราวกับกระสอบทราย เฮ้ย ! ประเดี๋ยวก็ทำชุดข้าเปื้อนกันพอดี !
เขาหล่นลงพื้นอย่างแรงจนเจ็บที่หน้าอกและรู้สึกราวกับว่าร่างกายกระจุยกระจายออกจากกัน เขาตะเกียกตะกายพยายามลุกขึ้นอยู่นานแต่ก็ลุกไม่ขึ้น
หลินเว่ยเว่ยเดินมาตรงเบื้องหน้าของอีกฝ่ายแล้วชายตามอง จากนั้นก็กล่าวว่า วันนี้ถ้าเป็นผู้อื่นคงโดนเจ้าตีและอาจรักษารถลากธัญพืชเพื่อเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวไว้ไม่ได้ ! ข้าจะปล่อยเจ้าไปได้อย่างไร ?
ท่านจอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต ข้าน้อย…ข้าน้อยเพียงคิดจะสั่งสอนเท่านั้น…ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและปล้นเสบียง โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิดท่านจอมยุทธ์ ! เขาดูเหมือนสุนัขจนตรอกที่ตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นจากพื้น
หลินเว่ยเว่ยเหยียบไปที่ขาของอีกฝ่าย หากเจ้ากล้าทำร้ายคนจริงๆ ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกหรือ?
อยู่นี่ ! ผู้ติดตามของคุณชายบ้านนายอำเภอโดนคนชั่วข่มขู่ รีบมาช่วยเร็ว ! เสียงของอันธพาลคนที่สองดังมาจากปากทาง
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแล้วเตะไปที่ขาของอีกฝ่ายเบาๆ ทำให้เขาส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดทรมานจนหมดสติไป
เจ้าหน้าที่ศาลซึ่งถูกอันธพาลคนที่สองเรียกมา พอได้ยินเสียงร้องจึงรีบปรี่เข้ามาและทำให้ปากทางเข้าตรอกเบียดเสียดแออัดอยู่ไม่น้อย
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเก็บรถลากกระดานแล้วหายตัวเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณอย่างรวดเร็ว
ในมิติน้ำพุวิญญาณ ข้าวสาลีกำลังออกรวง ข้าวโพดก็สูงขนาดเท่าคน อีกฝั่งของน้ำพุวิญญาณมีกระต่ายป่ากระโดดโลดเต้นบนทุ่งหญ้า กวางแต่ละสายพันธุ์มองกันเป็นพวกเดียวทั้งหมด พวกมันเดินสบายในทุ่งหญ้า ขณะที่เจ้าเทานอนหมอบอยู่ข้างน้ำพุ พอมันได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ใบหูก็ขยับ ดวงตาเบิกกว้างมองมาที่นางและเมื่อเห็นว่าเป็นหลินเว่ยเว่ย มันจึงฟุบลงไปใหม่อีกครั้ง
ตอนที่ 80: ใช้ธาตุหยินบำรุงธาตุหยาง ?
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปลูบศีรษะของเจ้าเทาเบาๆแล้วกล่าวว่า ขาของเจ้าดีขึ้นมากแล้ว อีกอย่างก็ไม่ต้องเคลื่อนไหวมากนักหรอก ข้าคิดว่าไม่นานจะปล่อยเจ้าเป็นอิสระ !
เจ้าเทาส่ายหน้าพร้อมลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน จากนั้นมันก็วิ่งไปยังทุ่งหญ้าแล้วพุ่งตัวเข้าใส่กวางตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว
หยุด ! หยุดเดี๋ยวนี้ ! หลินเว่ยเว่ยลนลาน สิ่งมีชีวิตในมิติน้ำพุวิญญาณมีไม่มากนัก พวกมันถูกเลี้ยงไว้เผื่อยามฉุกเฉินอย่างเช่นตอนเสบียงขาดแคลน หากเจ้ากัดมันตาย เย็นนี้ข้าคงต้องกินขาหมาป่าย่าง !
เจ้าเทาที่กำลังตะปบกวางจนล้มลงกับพื้นถึงขั้นชะงัก
มันก้มหน้ามองยังขาทั้งสี่ หลังจากชั่งน้ำหนักแล้วว่าสามขาคงไม่สะดวกเท่ากับสี่ขา มันจึงปล่อยกวางตัวนั้นไป
ส่วนเจ้ากวางที่รอดชีวิตก็รีบพลิกตัวขึ้นแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว !
หลินเว่ยเว่ยนำไก่ป่าตัวหนึ่งมาห่อด้วยโคลนเพื่อทำไก่ยัดไส้เป็นมื้อกลางวันแล้วดื่มน้ำพุในมิติน้ำพุวิญญาณไปอีกสองสามอึก แทะผลชิงไปอีกหนึ่งผล
อันธพาลคนที่สองซึ่งไปเรียกเจ้าหน้าที่ศาลมาช่วย ตอนมาถึงในตรอกก็เหลือเพียงพี่หลิวนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น แต่เจ้าเด็กแรงเยอะที่น่ากลัวผู้นั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย
มันไปไหนแล้ว ? มันหนีไปไม่ไกลแน่นอน รีบตามไป ! อันธพาลคนที่สองกล่าวอย่างลนลาน
เจ้าหน้าที่หลายคนมองไปที่หลิวผิงซึ่งขาทั้งสองข้างผิดรูปนอนสลบบนพื้นแล้วมองสำรวจไปโดยรอบ
นี่เป็นตรอกที่ปิดตายไปแล้ว สองข้างทางเป็นกำแพงสูงสุดทาง พวกเขาได้ยินเสียงก็เข้ามาในตรอกเลย หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็น…จอมยุทธ์ที่สามารถบินข้ามกำแพงได้ ?
ในหมู่พวกเขาถูกจัดอยู่ในระดับคนไม่ได้มีความสามารถอันใด ในสายตาของจอมยุทธ์ที่มีฝีมือขั้นสูงไม่เกินปลายนิ้วด้วยซ้ำ ! ตอนนี้หลิวผิงพิการไปแล้ว คุณชายท่านนายอำเภอคงไม่มีทางเลี้ยงคนพิการเช่นนี้แน่นอน เหตุใดพวกเขาจะต้องมาแบกรับความเสี่ยงกับคนพิการแค่คนเดียว ?
เจ้าหน้าที่ศาลไม่กี่คนช่วยกันมองหาอย่างรีบร้อน จากนั้นก็แบกหลิวผิงขึ้นมาแล้วจากไป
กว่าที่หลินเว่ยเว่ยจะออกมาที่ตรอกนั้นอีกครั้งทุกอย่างก็สงบเงียบแล้ว ดูเหมือนว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน นางมองสำรวจไปรอบๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด นางจึงกลับมาที่ถนนหลักแล้วหาร้านผ้าปักเพื่อนำผ้าที่นางเฝิงปักในช่วงพักไปขาย และนางก็ขายในราคาที่สูงกว่าเขตเริ่นอัน
นางเดินผ่านร้านผลไม้เชื่อมแห่งหนึ่งจึงตั้งใจเข้าไปดู ผลไม้เชื่อมและผลไม้อบแห้งภายในร้านมีไม่กี่ชนิด ผลชิงอบแห้งก็มี แต่ไม่ว่าจะเป็นสีสัน ความมันวาวหรือคุณภาพล้วนเทียบกับสินค้าของพวกนางไม่ได้ ส่วนราคาก็ถือว่าสูงมากทีเดียว นางได้ถามราคารับซื้อก็พบว่าให้ราคาต่ำกว่าราคาขั้นต่ำของร้านเถียนฟู่กุยไม่น้อย
เฮอะ พ่อค้าหน้าเลือด !
เวลานี้ก็ปลายยามเว่ยแล้ว วันนี้คงกลับบ้านไม่ทัน หลินเว่ยเว่ยยึดถือหลักการที่ไม่สูญเปล่า นางเอาเหยื่อที่ตายแล้วในมิติน้ำพุวิญญาณออกมาและขายในราคาที่ดี จากนั้นก็เข้าพักในโรงเตี๊ยมหนึ่งคืน วันต่อมาจึงเดินทางกลับบ้าน
ตอนกลับไม่มีเกวียนให้อาศัย หลินเว่ยเว่ยจึงต้องใช้สองขาเดินจากอำเภอจิงหยุนไปยังหมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วยระยะทางที่ห่างกันหนึ่งร้อยกว่าลี้ ทำให้นางต้องใช้เวลาถึง4ชั่วยามเต็มๆ ในการเดินทางจนฝ่าเท้าพุพองเล็กน้อย
ขณะเดินมาถึงพื้นที่ห่างจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวราวยี่สิบกว่าลี้ บริเวณนี้เป็นป่าเล็กแห่งหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยแวะเข้าไปในป่าแล้วเอารถลากกระดานออกมา นางลากรถเสบียงที่หนักหนึ่งพันกว่าชั่งด้วยสองขาอย่างหนักหน่วงพลางมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอย่างช้าๆ
เด็กอ้วนหรือ ? ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังขึ้นและคำเรียกนี้คงเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากบัณฑิตหนุ่ม
หลินเว่ยเว่ยที่เหนื่อยจนแทบตายจึงไร้กะจิตกะใจมาต่อล้อต่อเถียงกับเขา นางเช็ดเหงื่อแล้วเงยหน้ามองเงาที่สูงชะลูดแล้วกล่าวว่า มัวยืนงงอยู่ได้ ยังไม่รีบเข้ามาช่วยข้าอีก !
เจียงโม่หานมองรถลากที่เหมือนภูเขาเล็กหนึ่งลูก ในใจก็ตกตะลึงไปพักหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า โลภมากลาภหาย เหตุใดเจ้าจึงไม่เหนื่อยตาย ?
เจ้าบัณฑิตคนนี้ไม่ช่วยแล้วยังพูดไร้สาระอีก ! ข้าเหนื่อยตายแล้วเจ้าจะได้ประโยชน์อันใด ? หลินเว่ยเว่ยหายใจหอบขณะเหลือบมองอีกฝ่าย
เจียงโม่หานส่งเสียงในลำคอแล้วเดินเข้ามาอย่างเจียมตัว เขายื่นมือออกมาลากรถแล้วกล่าวว่า หากไม่มีเจ้าที่คอยทำให้ข้าโกรธ ข้าก็จะได้มีอายุยืนไปอีกหลายปีอย่างไรเล่า !
บัณฑิตชั่วร้ายเยี่ยงเจ้า คาดไม่ถึงเลยว่าจะใช้อายุขัยของข้ามาต่ออายุให้ตน นี่เรียกว่าเป็นการใช้ธาตุหยินบำรุงธาตุหยางหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยจีบปากจีบคอพูด
ไม่เคยอ่านตำราก็พูดให้น้อยหน่อย ! เจียงโม่หานหน้าร้อนผ่าว เด็กคนนี้กล้าพูดไปหมด ธาตุหยินบำรุงธาตุหยางอันใดกันเล่า คิดว่าเขาจะกระทำชำเรานางหรือ ? ต่อให้เขาจะทำก็ไม่มีทางทำกับนางผู้ที่ดูไม่เหมือนสตรีหรอก !
บัณฑิตน้อย แม้ข้าไม่เคยอ่านตำรา แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาลิดรอนการแสดงความคิดเห็นของข้า การที่เจ้าดูถูกชาวบ้านธรรมดาอย่างข้า ในอนาคตหากเจ้าเป็นขุนนางแล้ว ความคิดนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด ! พอมีคนมาทะเลาะด้วย หลินเว่ยเว่ยกลับรู้สึกว่าไม่ได้เหนื่อยถึงเพียงนั้นแล้ว
เจียงโม่หานพ่นลมหายใจออกมาแล้วช่วยออกแรงลากรถไปเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวว่า ข้าคิดว่าเจ้าดูไม่ค่อยเหนื่อยเลย !
อันที่จริงข้าเหนื่อยแทบลงไปคลานกับพื้นแล้ว แต่พอได้เห็นใบหน้ารูปงามของบัณฑิตน้อยเช่นเจ้าก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นฝนที่ตกมาได้ทันเวลาเสียจริง ! หลินเว่ยเว่ยเย้าแหย่บัณฑิตหนุ่มรูปงาม
บัณฑิตหนุ่มมีภูมิต้านทานการเย้าแหย่ของนางอยู่แล้วจึงไม่โกรธ ที่แท้หน้าตาของข้ายังมีข้อดีหรอกหรือ ? เช่นนั้นข้ายืนให้เจ้ามองสักสองอึดใจก็ไม่ต้องช่วยลากรถแล้วใช่หรือไม่ ?
เป็นวิธีที่ดี ! มา มาให้ข้าได้ยลโฉมเจ้าเพื่อบำรุงกำลังสักหน่อย หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก
เจียงโม่หานฟังเสียงที่แหบของนางออก สายตาของเขามองสำรวจรอบรถลากหนึ่งครั้งแล้วดึงกระบอกไม้ไผ่ที่แขวนอยู่บนรถลากลงมา เขาเปิดฝาแล้วรีบก้าวมาข้างนางพลางกล่าวว่า หุบปากเถิด มา ดื่มน้ำสักอึก !
ปากหุบอยู่แล้วจะดื่มน้ำอย่างไร ? บัณฑิตน้อย เจ้าป้อนข้าหน่อยสิ หลินเว่ยเว่ยไม่ยอมหยุด จากนั้นนางก็อ้าปากรอให้อีกฝ่ายป้อน
เจียงโม่หานขมวดคิ้วแล้วเอ่ยอย่างไม่เต็มใจว่า ดื่มเองสิ !
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า ตอนที่เจ้าโดนผู้อื่นทำร้าย ข้าป้อนน้ำให้เจ้าตั้งหลายครั้งตลอดทาง เจ้าเข้าใจการตอบแทนซึ่งกันและกันหรือไม่ ?
ไม่เข้าใจ ! ข้ารู้แค่ว่าชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกัน ! เจียงโม่หานพูดแย้ง
หลินเว่ยเว่ยมองไปที่ริมฝีปากสีอ่อนของเขาแล้วกล่าวว่า หึหึ ข้าไม่ได้ให้เจ้ามาจูบเสียหน่อย แค่อยากให้เจ้าป้อนน้ำกับมือเท่านั้นเอง !
ไม่ต้องดื่มแล้ว ! เจียงโม่หานเม้มปากแล้วปิดฝากระบอกไม้ไผ่พร้อมทำท่าว่าจะวางกลับที่เดิม
ดื่ม ข้าจะดื่ม ! หลินเว่ยเว่ยเผชิญกับแสงแดดอันแรงกล้าจากการเดินทางมาครึ่งวันจนทำให้คอและดวงตาแหบแห้งและพร่ามัวเต็มทนอยู่แล้ว นางถอนหายใจและหยุดรถลาก จากนั้นรับกระบอกไม้ไผ่จากมือของบัณฑิตหนุ่มมาดื่มไปอึกใหญ่
เจียงโม่หานมองท่าทางการดื่มน้ำอย่างกระหายของนางแล้วแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
หลินเว่ยเว่ยใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ในตอนที่นางยกรถลากขึ้นและกำลังจะออกเดินทางต่อ ข้างหน้าก็มีมือเรียวยาวได้สัดส่วนยื่นมาหานาง
รับไปสิ ! ชอบกินไม่ใช่หรือ ! บัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งถลึงตาใส่นางอย่างไม่สบอารมณ์คล้ายจะบอกว่า มองอันใด ? เหตุใดยังไม่รับไปอีก ?
หลินเว่ยเว่ยพบว่าบนมือที่งดงามของบัณฑิตหนุ่มถือผลชิงเอาไว้หนึ่งลูก นางจึงรับมาอย่างดีใจแล้วถามว่า เจ้าตั้งใจเอามาให้ข้าหรือ ?
[1] ยามเว่ย คือ ช่วงเวลา 13.00 – 14.59นาที
จบตอน
Comments
Post a Comment