weiwei ep81-90

ตอนที่ 81: บัณฑิตหนุ่มผู้ปากไม่ตรงกับใจ


ไม่ใช่ ข้าแค่กังวลว่าจะกระหายน้ำตอนอ่านตำราจึงนำมากินเอง ! เจียงโม่หานตอบเยี่ยงคนปากร้ายใจดี


หลินเว่ยเว่ยเหมือนว่ามองทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางหัวเราะแล้วพูดหยอกล้อบัณฑิตหนุ่มดังเดิม เจ้ารออยู่ที่นี่นานเพียงใดแล้ว ? เจ้ามารอรับข้าโดยเฉพาะใช่หรือไม่ ? แล้วเหตุใดยังมาพูดอีกว่าไม่ได้เป็นห่วงข้า ?


เจียงโม่หานยังปากแข็งไม่เลิก เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ! ในป่าแห่งนี้เงียบสงบจึงเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับอ่านตำราต่างหาก…


ฮ่าฮ่า ! บัณฑิตหนุ่มผู้ปากไม่ตรงกับใจเช่นนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน ! ใครบ้างจะมาอ่านตำราไกลบ้านถึงยี่สิบ กว่าลี้ ? ยิ่งไปกว่านั้นเหตุใดต้องเป็นสถานที่ที่นางผ่านตอนขากลับด้วย ?


แต่จะว่าไปแล้วหากนางพูดเช่นนี้ออกไป บัณฑิตหนุ่มคงได้อายจนกลายเป็นความโกรธและในอนาคตอาจจักไม่เป็นห่วงนางอีก เช่นนั้นคงได้มิคุ้มเสีย หลินเว่ยเว่ยจึงเม้มปากกลั้นขำเอาไว้จากนั้นก็ก้มศีรษะไปกัดผลชิงป่า ‘หวานมากเลย !’


หลังกินผลชิงที่บัณฑิตหนุ่มตั้งใจนำมาให้ด้วยความเป็นห่วงแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างบอกไม่ถูก นางจึงรีบลากรถเข้าไปในหมู่บ้านผ่านป่าทางด้านหลัง


ตอนนี้คนในหมู่บ้านสายตาว่องไว หากมีคนมาเห็นว่านางซื้อเสบียงกลับมามากมายเช่นนี้ ในภายภาคหน้าถ้าเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงเหมือนตอนนี้ก็คงมีคนมาขอยืมเสบียงจากบ้านนางเป็นจำนวนมาก…แล้วหากมีคนในหมู่บ้านกล้าทำขึ้นมาหนึ่งคน คนอื่นก็ต้องทำตาม เช่นนั้นนางจึงต้องป้องกันไว้ก่อน !


หลินเว่ยเว่ยเฝ้าพวกเสบียงอยู่ในป่า จากนั้นก็ให้บัณฑิตหนุ่มกลับไปก่อนและในช่วงเวลากลางดึกนางถึงได้ลากเสบียงกลับมาที่ห้องใต้ดินของบ้าน คราวนี้นางซื้อเสบียงมามากหนึ่งพันกว่าชั่ง ไหนจะรวมกับเสบียงชุดก่อนที่ซื้อเข้ามาอีก กล่าวได้ว่าบ้านของนางมีเสบียงตุนไว้กินได้เป็นเวลาสี่ห้าเดือนเลยทีเดียว


ตอนกลางคืนของวันเดียวกันนั้น ภายในลานบ้านของตระกูลเจียง นางเฝิงกำลังนั่งเย็บชุดกระโปรงสีเขียวอยู่ภายใต้แสงตะเกียง แม้ว่าวัสดุที่ใช้เย็บจะเป็นเพียงผ้าธรรมดาทั่วไป แต่ด้วยทักษะการเย็บปักของนางกอปรกับการปักลวดลายที่ประณีตอ่อนช้อยจึงทำให้ชุดกระโปรงดูมีเอกลักษณ์และงามในแบบของมัน


เจียงโม่หานวางตำราแล้วเหลือบมองชุดกระโปรงในมือของมารดา ดูจากสีสันและลวดลายดอกไม้แล้วน่าจะเป็นชุดกระโปรงที่ไว้ให้เด็กผู้หญิงใส่ ดังนั้นเขาจึงถามด้วยความสงสัยว่า ชุดกระโปรงของผู้ใดหรือขอรับ ? เหตุใดจึงทำให้ท่านแม่ใส่ใจได้ถึงเพียงนี้ ?


แม่เย็บให้เสี่ยวเว่ยเพราะนางก็เป็นสตรีเช่นกัน จะมาใส่เสื้อผ้าเก่าๆของเหล่าหลินทั้งวันไม่ได้ เช่นนั้นจะไม่เหมาะสม เมื่อวานมีคนเข้าไปซื้อของในเมือง แม่จึงถือโอกาสให้เขาซื้อผ้ากลับมาให้ แม่ตั้งใจจะทำชุดกระโปรงให้นาง นางเฝิงปักลวดลายใบไม้เสร็จแล้วก็ใช้ปากกัดด้ายออก


เจียงโม่หานช่วยมารดาตัดด้ายพลางขมวดคิ้ว นางต้มยาเสน่ห์อันใดให้ท่านกินหรือไม่ เหตุใดท่านจึงใส่ใจนางเพียงนี้ขอรับ ?


นางเป็นเพียงเด็กหญิงชอบกวนประสาทผู้หนึ่ง อีกทั้งจิตใจยังซับซ้อนเป็นอย่างมาก หรือนางคิดลงมือกับมารดาของเขาก่อน ?


เจ้าลูกคนนี้ เหตุใดต้องกล่าวเช่นนี้ด้วย ? นางเฝิงมองค้อนใส่บุตรชาย เสี่ยวเว่ยเป็นเด็กที่มีจิตใจดีถึงเพียงนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่นางแบกเจ้าซึ่งบาดเจ็บกลับมาจากเขตเริ่นอันหรอก ลำพังแค่นางช่วยเราสองแม่ลูกทำผลชิงอบแห้งไปขายในเมืองก็สร้างรายได้ให้เราเกินสิบตำลึงแล้ว เช่นนั้นแม่เย็บเสื้อผ้าตอบแทนนางบ้างจะเป็นไรไป ?


หากท่านอยากขอบคุณนางก็ซื้อผ้ามาให้นาง จากนั้นก็ให้ป้าหวงเย็บ ดูท่านสิ เอาใจใส่นางจนข้าคิดว่านางเป็นบุตรสาวของท่านไปแล้วขอรับ ! เจียงโม่หานรับเข็มมาแล้วช่วยสอดด้ายให้นางเฝิงเพื่อไว้ใช้ในครั้งต่อไป


นางเฝิงมองไปยังบุตรชายด้วยรอยยิ้ม เสี่ยวเว่ยเป็นเด็กขยันขันแข็งทั้งยังมีจิตใจที่ดี ความคิดใสซื่อบริสุทธิ์ แม่ยังอยากให้เจ้าไปเป็นลูกเขยตระกูลหลินแล้วแลกเอานางมาเป็นลูกสาวของแม่ แต่กลัวว่าครอบครัวนางจะไม่ยอม


ท่านแม่ นี่ท่านรู้จักพูดแกล้งผู้อื่นด้วยหรือขอรับ ? เจียงโม่หานได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้นก็ยกให้เป็นความผิดของหลินเว่ยเว่ยทันที ‘ท่านแม่ต้องเลียนแบบนางมาแน่ ! อยู่ใกล้ผู้ใดมักจะติดนิสัยเช่นนั้นมาจริงด้วย’


แม่พูดจริง เสี่ยวเว่ยเป็นเด็กดีมาก หานเอ๋อร์ เจ้าอย่าเอาแต่ตั้งแง่กับนางเพราะนางชอบแกล้งเจ้าเลย อย่างไรเจ้าก็ต้องนึกถึงข้อดีของนางบ้าง นางยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุ14ปีเท่านั้น การที่นางจะร่าเริงย่อมเป็นเรื่องปกติ ผู้ใดจะไปเหมือนเจ้าที่ชอบทำท่าทางราวกับคนแก่ตลอดเวลา ไม่เห็นน่ารักเลยสักนิด ! นางเฝิงยังคงแกล้งบุตรชายไม่เลิก


เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าจนใจ ท่านแม่ขอรับ ข้าตั้งแง่กับนางตรงไหน ? ท่านดูสิ ขนาดเถียงก็ยังเถียงนางไม่ทัน จะให้ไปตีนางน่ะหรือ…ท่านคิดว่าข้าจะล้มนางได้หรือขอรับ ?


นางเฝิงหัวเราะแล้วกล่าวอีกว่า นางก็เป็นแค่เด็กสาวที่หายจากอาการป่วย นางไม่รู้หรอกว่าเจ้ากำลังระแวดระวังอันใดอยู่ ? คิดว่านางจะกินเจ้าได้หรือ ? บางที…เจ้าอาจกังวลว่านางชอบตนแล้ว นางจะกลายเป็นคนบงการเจ้าในภายหลังใช่หรือไม่ ?


ท่านแม่…นี่คือสิ่งที่มารดาพูดกันหรือขอรับ ? เจียงโม่หานรู้สึกว่าต้องทำให้นางเฝิงอยู่ห่างจากเด็กอ้วนบ้างแล้ว ตอนนี้มารดาหลงอีกฝ่ายหัวปักหัวปำ ไม่ว่าจะพูดอันใดก็เข้าข้างไปเสียหมด


เจ้าอายหรือ ? นางเฝิงพยายามกลั้นยิ้ม เอาล่ะ ! แม่ไม่พูดแล้ว ! เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลนักหรอก แม้ว่านางชอบแกล้งหรือชอบใช้วาจาแทะโลมเจ้า แต่นางก็อาจไม่ได้ชอบเจ้าจริง อย่าเอาแต่คอยระวังจนทำราวกับว่านางเป็นโจรเลย


สมแล้วที่นางเลี้ยงเขามาตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ว่าเขาคิดอันใดก็ล้วนหลบไม่พ้นสายตาของนางทั้งสิ้น แต่หากลองคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วการที่สาวน้อยอายุสิบกว่าปีผู้หนึ่ง ถ้าไร้ความสามารถมากพอก็คงไม่สามารถปกป้องตนเองในโลกที่แสนจะวุ่นวายได้เช่นนี้หรอก !


ท่านแม่ ท่านไม่ต้องกังวลขอรับ ! มนุษย์ย่อมมีความระมัดระวังในตัวเอง ! เจียงโม่หานตอบอย่างจริงจัง


นางเฝิงจึงไม่แกล้งเขาอีกต่อไป นางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า เป็นเสี่ยวเว่ยนั้นไม่ง่ายเลย นางเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระดูแลคนในครอบครัวทั้งหมด นางต้องเดินอย่างลำบากไปยังเมืองที่อยู่ไกลจากบ้าน ไปกลับก็มากกว่าสองร้อยลี้ ยิ่งไปกว่านั้นนางต้องลากเสบียงมาเป็นคันรถ เจ้ายังไม่เห็นว่าที่ใต้ฝ่าเท้าของนางมีแผลพุพองอีกด้วย นางใส่รองเท้าจนโดนรองเท้ากัดเข้าแล้ว ป้าหวงได้เห็นยังน้ำตาไหลด้วยความสงสารบุตรสาวจับใจ


ทันใดนั้นหัวใจของเจียงโม่หานก็เกิดความสั่นไหว ‘ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเมื่อวานนางจึงลากรถมาช้าเช่นนั้น ที่แท้เพราะว่านางเป็นแผลตรงเท้า ในแต่ละย่างก้าวของนางคงรู้สึกคล้ายมีเข็มมาทิ่มอยู่ใต้ฝ่าเท้า ต้องบอกเลยว่านางเป็นคนมีความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง’


ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงบ หลินเว่ยเว่ยที่รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกายได้เข้าไปนอนเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ในมิติน้ำพุวิญญาณ นางเอาเท้าแช่น้ำ จากนั้นอาการปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่าเท้าก็หายไปทันที นางรู้สึกเย็นที่แผลและเมื่อดึงเท้าขึ้นมาก็พบว่าบาดแผลไม่น่ากลัวอีกต่อไป


นางเดินมาดูบริเวณที่มีน้ำไหลออกจากตาน้ำพุ จากนั้นก็ใช้ผ้าสะอาดจุ่มแล้วเอามาเช็ดบริเวณแผลของตน น้ำที่ผุดมาจากตาน้ำพุวิญญาณให้ผลลัพธ์ดีมาก ดูท่าว่าแผลใต้ฝ่าเท้าของนางคงใช้เวลารักษาไม่ถึงสองวัน !


ทว่านางก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกันเพราะมิติน้ำพุวิญญาณสามารถบำรุงร่างกายและให้ความสดชื่นกับทุกสรรพชีวิตได้ แต่นางใช้มันได้แค่นี้…ทว่ามีย่อมดีกว่าไม่มี จะโลภเกินไปก็ไม่ได้เพราะหากท่านเทพที่พานางกลับมาเกิดที่นี่บังเกิดความโกรธขึ้นมาแล้วริบมิติน้ำพุวิญญาณคืนไป มีหวังว่านางต้องร้องไห้โฮ !


นางนอนกอดเจ้าเทาแล้วหลับไปตลอดทั้งคืน ไม่รู้เพราะอันใดจึงทำให้หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าการนอนอยู่ในนี้สบายกว่านอนข้างนอก


ด้วยความเหนื่อยล้าจึงทำให้นางตื่นสายในเช้าวันถัดมา ! เวลานี้นางหวงทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนพี่สาวคนโตและน้องสี่ก็ให้อาหารกระต่ายเสร็จพอดี นับวันกระต่ายที่บ้านของนางยิ่งมีมากขึ้น ลำพังแค่ลูกกระต่ายก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด ทำให้ทุกวันก่อนที่พี่สาวจะไปเรียนทอผ้าที่บ้านย่าหลิวจึงมักไปช่วยเกี่ยวหญ้ามาให้กระบุงใหญ่


หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากในห้อง ขณะที่พี่สาวกำลังจะออกไปเรียนทอผ้า ทันใดนั้นนางก็หันมาบ่นหลินเว่ยเว่ย ชีวิตเจ้าช่างดีเหลือเกิน นอนจนป่านนี้เพิ่งตื่น !


หลินเว่ยเว่ยหาวใส่พี่สาวแล้วขยี้ตา ครั้งหน้าเจ้าก็ไปลากเสบียงจากอำเภอจิงหยุนกลับมาสักพันชั่งสิ เจ้าจะได้สัมผัสรสชาติชีวิตดีๆเช่นข้าบ้าง !


คำพูดของนางทำให้พี่สาวถึงขั้นพูดไม่ออกเลยทีเดียว


ตอนที่ 82: แม่สร้างความลำบากให้เจ้าอีกแล้ว


ให้ลากเสบียงหนักหนึ่งพันกว่าชั่งน่ะหรือ ? ลำพังแค่ให้นางลาก.รถเปล่าๆไปหนึ่งร้อยกว่าลี้ก็หอบแทบตาย แล้วนางจะไปเอาแรงจากที่ใดมาลากเสบียงหนักพันชั่ง ‘เจ้าคิดว่าผู้อื่นมีพละกำลังเหลือล้นเช่นเจ้าทุกคนหรือ ?’


ทว่าตอนนี้พี่สาวคนโตเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำแล้ว หากเถียงไม่ชนะก็ต้องรู้จักหลบ จะได้ไม่ต้องโมโหจนกระทืบเท้าให้ผู้อื่นหัวเราะเอา !


นางเฝิงเดินออกมาจากบ้านหลังถัดไป บัดนี้ในมือของนางถือชามขนมถั่วกวนที่ส่งกลิ่นหอมชวนรับประทาน เสี่ยวเว่ยตื่นแล้วหรือ ? เหตุใดไม่นอนต่ออีกสักพัก ?


หลินเว่ยเว่ยใช้แปรงสีฟันอันเล็กจิ้มเกลือเพื่อมาแปรงฟันพลางตอบกลับ ข้าไม่ได้ไปในเมืองมาสองวันแล้ว ตอนนี้น่าจะถึงเวลาเอาผลชิงอบแห้งไปส่งให้อาเถียน อีกประเดี๋ยวข้าจะแบกผลชิงอบแห้งเข้าไปในเมือง !


นางเฝิงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า พี่โม่หานของเจ้าเอาไปแล้ว เจ้าเหนื่อยมาสองวันก็พักผ่อนอยู่บ้านเถิด


บัณฑิตน้อยไปเองเลยหรือ ? หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็เกือบสำลักน้ำที่กำลังจะบ้วนปาก เขาไหวหรือไม่ ?


เขาเป็นเด็กผู้ชาย ขนาดเจ้ายังทำได้แล้วเหตุใดเขาจะทำไม่ได้ ? เจ้าอย่าพูดเช่นนี้ต่อหน้าพี่โม่หานของเจ้าเชียว บุรุษจะโกรธที่สุดก็ตอนมีผู้อื่นมาบอกว่าเขาทำไม่ไหวนี่แหละ ! นางเฝิงหันไปขยิบตาให้เด็กสาวอย่างเย้าแหย่


เอ่อ…น้าเฝิง ท่านมาเอ่ยถ้อยคำที่คลุมเครือกับเด็กสาวอายุ14ปีเช่นนี้ มันจะดีหรือ ? หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็แสร้งหัวเราะออกมา ข้าแค่กลัวบัณฑิตน้อยจะเหนื่อยเกินไปต่างหาก


ข้าไม่ได้ให้เขาเอาไปเยอะหรอก แค่30ชั่งเท่านั้น หากไม่ไหวเขาก็คงเอาขึ้นเกวียนไป เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขาถึงเพียงนั้นหรอก นางเฝิงจิ้มหน้าผากของอีกฝ่าย จากนั้นก็เอาชามขนมถั่วกวนยัดใส่มือ ข้าทำมาให้ เจ้าลองชิมสิ


หลินเว่ยเว่ยเช็ดหน้าด้วยผ้า จากนั้นก็ลองตักขนมถั่วกวนขึ้นมาชิม ว้าว หวานชุ่มคอมาก รสชาติอร่อยมากเลย ! น้าเฝิง ท่านสามารถทำไปขายในเมืองได้เลย !


นางเฝิงได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม อร่อยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? ฝีมือของข้ายังต้องพัฒนาอีกมาก มันก็แค่พอกินได้เท่านั้น


หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ถือกระบุงไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วขึ้นเขา ตอนนี้บรรดาผู้ที่เคยติดตามนางขึ้นไปเด็ดผักป่าพอรู้ที่ปลอดภัยแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้นางพาขึ้นเขาอีก สองวันที่ผ่านมานี้นางออกเดินทางไปยังอำเภอจิงหยุนจึงไม่ได้นำผักป่าไปส่งให้ย่าหลิว !


หลินเว่ยเว่ยยังทำตามกิจวัตรประจำวัน อันดับแรกนางไปดูบริเวณกับดักวางเอาไว้ จากนั้นก็ไปทางร่องเขาที่มีผักป่าขึ้นชุมแล้วเด็ดผักป่าโยนใส่มิติน้ำพุวิญญาณ ระหว่างทางกลับนางได้พบต้นท้อป่าสองต้นจึงจัดการเก็บลูกท้อที่สุกไปจนหมด


กว่านางจะหิ้วกระต่ายป่าสองตัวกลับบ้านได้ ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ใกล้ลาลับขอบฟ้าแล้ว


ท่านแม่เจ้าคะ ! เย็นนี้ตุ๋นกระต่ายกินกันเถิด… หลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันเดินเข้าประตูมา เสียงของนางก็มาถึงก่อนตัวแล้ว


ตอนนี้เจ้าหนูน้อยวิ่งออกมาจากสวนหลังบ้าน พอเห็นกระต่ายป่าดิ้นอยู่ในมือของพี่สาว เขาจึงเขย่งตัวเพื่อจะแย่งพวกมันมา ไม่กิน ข้าจะเลี้ยงไว้ให้มันคลอดลูกกระต่าย !


หลินเว่ยเว่ยเห็นน้องชายทำท่าจะแย่งจึงยกมือขึ้นสูง เจ้าหนูน้อยพยายามกระโดดเท่าไรก็ไม่เป็นผล ในขณะเดียวกันนางได้ใช้มืออีกข้างบีบแก้มเจ้าหนูน้อยไว้แล้วถามว่า หากกระต่ายโตขึ้นมา เราจะเอามันไปทำอันใด ?


ขายแลกเงิน ! น้องสี่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะเลี้ยงกระต่ายขายเพื่อเอาเงินมาจุนเจือครอบครัว


หลินเว่ยเว่ยจึงอาศัยโอกาสนี้แกล้งถามเด็กน้อยต่อ แล้วเงินที่เราหามาได้จะใช้ทำอันใด ?


เอาไปซื้อเนื้อ ซื้อธัญพืช ! เจ้าหนูน้อยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำขณะเดียวกันเขาก็นึกถึงรสชาติของซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานที่พี่รองทำให้กินเมื่อครั้งก่อน ตอนนั้นเขากินอย่างจุใจเพราะเวลาที่มารดาทำอาหาร นางมักไม่ค่อยใส่น้ำมันหรือใส่เนื้อลงไปเท่าไร ไม่เหมือนกับพี่รองที่ใส่จนมือเติบ หากเขาสามารถหาเงินได้เยอะก็จะมีเงินพอซื้อเนื้อมากิน เช่นนั้นก็ไม่ต้องกินอยู่อย่างขัดสนแล้ว !


เงินที่เราหามาได้ก็นำไปซื้อเนื้อ สู้เราล่าสัตว์เอาเนื้อมากินเลยดีกว่า ! หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็รีบกล่าวว่า มันไม่เหมือนกัน ! ถ้าจะฆ่าก็ต้องรอให้มันคลอดลูกกระต่ายออกมาเสียก่อนแล้วค่อยฆ่า หากเราฆ่ามันตอนนี้ก็จะไม่ได้ลูกกระต่าย !


ดูเหมือนว่าน้องเล็กจะเก่งในเรื่องการคิดกำไรขาดทุนแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงบีบแก้มของเขาด้วยความเอ็นดู จากนั้นก็แยกเจ้ากระต่ายสองตัวไว้คนละคอก รอให้พวกมันชินก่อนแล้วค่อยเอามาอยู่รวมกัน


นางนำกระต่ายที่ตายแล้วออกจากตะกร้าเพื่อจัดการถลกหนังและเอาเครื่องในออกอย่างชำนาญ หลังจากหั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ใส่เกลือและเหล้าที่ใช้สำหรับทำอาหารลงไป ท่านแม่อยู่ที่ใด? เหตุใดยังไม่เห็นเลย?


เจ้าหนูน้อยกำลังเก็บผักป่าขึ้นมาแล้วเด็ดให้ไก่กิน หลังจากได้ยินพี่รองถามจึงตอบตามตรงว่า ท่านแม่บอกว่าจะไปที่แปลงนา


ตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังล้างมืออยู่ก็มองไปที่ด้านข้างอ่างล้างมือแล้วพบว่าถังน้ำกับคานหาบหายไปแล้ว นางจึงถามอย่างร้อนใจว่า นางไปตั้งแต่ตอนไหน ? ไปนานเพียงใดแล้ว ?


เจ้าหนูน้อยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ กินข้าวเที่ยงเสร็จก็ไป…


ยังไม่ทันที่เจ้าหนูน้อยจะกล่าวจบ หลินเว่ยเว่ยก็วิ่งขึ้นไปบนภูเขาแล้ว


ตอนนี้นางหวงกำลังเอนกายพิงกับต้นไม้ใหญ่ นางนั่งอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่งพร้อมใบหน้าซีดเซียว ลมหายใจของนางดูหอบถี่กว่าเดิม เมื่อหลายวันก่อนนางขึ้นไปเก็บผักป่าบนภูเขาเป็นประจำ ตอนนั้นนางไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยมากนักจึงคิดว่าตนกลับมามีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ผู้ใดจะคิดว่าเพิ่งหาบน้ำไปได้แค่สองสามรอบก็เริ่มไม่ไหวแล้ว !


ตอนนี้นางรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะลุกก็ยังไม่ไหว ตอนนี้ร่างกายของนางทรุดลงทำให้กลายเป็นภาระใหญ่ที่สุดในบ้าน แต่ละวันนางต้องกินยาต้มถึง2เทียบซึ่งใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว พอนึกถึงภาพที่บุตรสาวมีแผลพุพองเต็มฝ่าเท้า นางคิดว่าแทนที่จะมาเป็นภาระบุตรสาวก็สู้ตายไปเสียยังดีกว่า


สติของนางหวงเริ่มเลือนราง ร่างของนางค่อยๆทรุดลงกับพื้นและในตอนที่หลินเว่ยเว่ยมาพบ นางก็ไม่ได้สติแล้ว


กระทั่งนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าบรรดาบุตรกำลังล้อมอยู่ข้างเตียง โดยหมอเหลียงที่จับชีพจรให้เสร็จแล้วกำลังสนทนากับหลินเว่ยเว่ยถึงเรื่องยา


ในตอนนี้เจ้าหนูน้อยถอนหายใจออกมาราวกับผู้ใหญ่ ท่านแม่ขอรับ พวกเราไม่ให้ท่านไปรดน้ำในแปลงนา ท่านก็ดื้อจะไป แล้วเป็นอย่างไร ท่านเหนื่อยจนป่วยแล้ว เห็นหรือไม่ขอรับ ?


ท่านหมอเหลียง ท่านแม่ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ? บุตรสาวคนโตปาดน้ำตาแล้วถามด้วยความกังวล


หมอเหลียงเหลือบมองนางหวงแล้วกล่าวว่า ไม่เป็นไรแล้ว นางแค่เหนื่อย…


เขาหันไปส่งสายตาให้หลินเว่ยเว่ย หลินเว่ยเว่ยเห็นดังนั้นจึงเดินตามหลังเขาออกไป


หมอเหลียงไม่คิดปิดบังอีกต่อไป เขาจึงกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า ร่างกายของแม่เจ้าทรุดโทรมไปจนถึงแก่นของร่างกายแล้ว ตอนนี้อาการของนางหนักขึ้นเพราะทำงานหนักเกิน…หากต้องการรักษาให้หายขาดเจ้าต้องเปลี่ยนยาสูตรใหม่ ! เพราะถ้ายังใช้ยาสูตรเก่า ข้าคงรับประกันได้ว่ายืดอายุขัยของนางได้เพียง5ปีเท่านั้น !


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกล่าวว่า เช่นนั้นต้องขอให้ท่านหมอเหลียงเปลี่ยนสูตรยาให้แม่ข้าด้วย !


หมอเหลียงได้ยินก็ถอนหายใจอีกครา แต่ยาสูตรใหม่นี้มีสมุนไพรสองตัวซึ่งราคาสูงมาก โดยทั่วไปคนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้ !


ยาสมุนไพรตัวใดหรือ ? อย่าว่าแต่รายได้จากการขายผลชิงอบแห้งเลย เงินที่นางขายแมวป่าได้ยังถูกเก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่อย่างมิดชิด ! ต่อให้ต้องจ่ายเงินมากเพียงใด นางต้องรักษาอาการป่วยของมารดาให้ได้ ! มันไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะมีมารดาคอยห่วงใยเช่นนี้ นางไม่อยากเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดามารดาอีกแล้ว !


โสมคนและเขากวางอ่อน ! ทางที่ดีต้องใช้โสมอายุ20ปีขึ้นไป ส่วนเขากวางอ่อนนั้นต้องใช้สองเขา…


สภาพร่างกายของนางหวงต้องกินยาสูตรใหม่นานเกือบปี ลำพังแค่โสมคนและเขากวางอ่อนก็มีราคากว่าหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว ต่อให้หลินเว่ยเว่ยทำงานเก่งเพียงใด แต่เงินหนึ่งร้อยตำลึงถือเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับคนธรรมดา ! ดังนั้นหมอเหลียงจึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ


นอกเหนือจากสองสิ่งนี้ สมุนไพรตัวอื่นข้ามีหมดแล้ว


หมอเหลียงหวังว่าหากหลินเว่ยเว่ยต้องการรักษาสุขภาพของนางหวงให้แข็งแรง สิ่งใดที่ช่วยพวกนางประหยัดได้เขาก็จะช่วย เพราะถึงอย่างไรครอบครัวของนางก็ขาดเสาหลักอย่างบิดาและมีมารดาคอยเลี้ยงบุตรอยู่คนเดียว ซึ่งมันไม่ง่ายเลย !


หลินเว่ยเว่ยกลับเข้ามาในห้องของมารดาอีกครั้ง เวลานี้นางหวงมองมาที่บุตรสาวด้วยความรู้สึกผิดแล้วเอ่ยอย่างอัดอั้น ลูกแม่ แม่…สร้างความลำบากให้เจ้าอีกแล้ว…


ตอนที่ 83: อายอันใดเล่า?


หากท่านรู้ว่าทำให้ข้าลำบาก แล้วเหตุใดไม่ยอมฟังข้าเจ้าคะ แอบหนีไปรดน้ำในแปลงนาทำไม ? ต่อให้แปลงนาของพวกเรามีค่ามากเพียงใด หรือต่อให้มันทำมาจากทองคำทั้งผืนก็ไม่อาจเทียบกับสุขภาพของท่านได้ หลินเว่ยเว่ยเทน้ำอุ่นให้นางหวงแล้วช่วยป้อน


หมอเหลียงบอกแล้วว่าช่วงสองสามวันหลังจากนี้มารดาต้องกินยาทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นต้องกินของดีบำรุงร่างกายอยู่เสมอ หากวันนี้นางไปเจอมารดาช้าอีกเพียงก้าวเดียว มารดาก็อาจสิ้นใจก่อนก็ได้


หลินเว่ยเว่ยกำลังรู้สึกว่าอาจเป็นเพราะนางใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมาดื่มกินและทำอาหารอยู่เป็นประจำ แม้ว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่าช่วยในเรื่องอันใด แต่ก็มั่นใจว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน


ตอนนี้นางหวงเป็นเหมือนเด็กน้อยกระทำผิด นางก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า เพราะแม่เห็นเจ้าเหนื่อยเกินไป อีกทั้งเท้าของเจ้ายังเป็นแผลพุพอง…ในฐานะแม่คนหนึ่งคิดว่าจะไม่สงสารลูกจับใจหรือ ? แม่ก็แค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้า แต่คาดไม่ถึงเลยว่าร่างกายของแม่…ร่างกายของแม่จะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ !


ท่านแม่เจ้าคะ ท่านดูแลสุขภาพของตนให้ดีเถิด เพียงเท่านี้ก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระข้าได้แล้ว ! ท่านดูสิ เดิมทีท่านต้องกินยาแค่สองสามเดือนเท่านั้นและอีกไม่นานร่างกายก็จะกลับมาสุขภาพดีดังเดิม แต่ตอนนี้เล่า ? ท่านต้องกินยาต่อไปอีกเป็นปี ตอนนี้พวกเราต้องตกลงกันก่อนว่าท่านจะยอมกินยาบำรุุงอีกหนึ่งปี ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดี ห้ามทำสิ่งที่หักโหมเป็นอันขาด ตกลงหรือไม่เจ้าคะ ? หลินเว่ยเว่ยทอดถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า


นางหวงที่ได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนี้ก็ก้มหน้าปาดน้ำตา รู้สึกว่าตนช่างเป็นภาระของบุตรสาวเหลือเกิน


หลินเว่ยเว่ยเห็นท่าทีของมารดาก็รู้สึกจนปัญญา ต้องใช้เวลาปลอบอยู่นานกว่าจะทำให้มารดาหายเศร้าได้ ‘เฮ้อ แม่ของข้าช่างมีจิตใจเปราะบางเหลือเกิน ข้าต้องคอยปกป้องอย่างระมัดระวังแล้ว’


หลังออกมาจากห้องของนางหวงก็เห็นบัณฑิตหนุ่มยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่อง เขาเปรียบเสมือนต้นไม้หยกที่งดงามและสง่าผ่าเผย


ในตอนนี้มือของเจียงโม่หานมีขวดยาขนาดเท่าไข่ไก่ เขากำลังซ่อนมันเข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้อ ท่านป้า…อาการดีขึ้นหรือยัง ?


เจ้ากลับมาแล้วหรือ ? ราบรื่นดีหรือไม่ ? ใบหน้ากลมเล็กของหลินเว่ยเว่ยอ่อนโยนเมื่อถูกอาบด้วยแสงจันทร์ ทำให้ผิวของนางดูขาวนวลเป็นพิเศษ


เจียงโม่หานลังเลไปครู่หนึ่งจึงพูดปลอบ อืม !…หมอเหลียงเก่งมาก เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก


ขอบคุณมากที่เป็นห่วง ท่านแม่คงต้องใช้เวลาบำรุงสุขภาพไปสักระยะ ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะเดินไปยังห้องของตน นางก็เห็นว่าบัณฑิตหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน นางจึงถามออกไปว่า เจ้ายังมีธุระอันใดอีกหรือไม่ ?


นี่คือยาขี้ผึ้งที่ข้าซื้อมาจากในเมือง มันใช้รักษาบาดแผลได้ดี เจ้าเอาไปใช้สิ ! เจียงโม่หานเอ่ยอย่างไม่ชิน


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงถามด้วยความสงสัย ยารักษาบาดแผลหรือ ? แต่ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บนี่


แค่ก ! เจียงโม่หานกระแอมไอครั้งหนึ่งแล้วอ้างถึงนางเฝิงทันที แม่ของข้าบอกว่าเท้าเจ้ามีแผลจากอาการพุพอง นางจึงให้ข้าซื้อยากลับมาจากในเมืองด้วย รับไปสิ ใช้ทาเช้าเย็นวันละสองครั้ง


หลังกล่าวจบเขาก็ยัดขวดยาใส่มือของหลินเว่ยเว่ยจากนั้นก็เร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว


อยากเอายามาให้ก็บอกกันตามตรงสิ จะอายอันใดเล่า ? ยอมรับว่าเป็นห่วงข้าแล้วจะตายหรือ ? หลินเว่ยเว่ยมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายในขณะที่บ่นพึมพำกับตนเอง


เจียงโม่หานกำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูบ้านตระกูลหลิน ทันใดนั้นเขาก็ชะงักไปเล็กน้อยเพราะเกลียดตัวเองเหลือเกินที่หูดีเช่นนี้…


หลังจากนี้ข้าจะไม่ยุ่งเรื่องของนางมากเกินไปอีก ข้าจะ…


เจียงโม่หานขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ


วันต่อมา ยังไม่ทันที่ฟ้าจะสว่างหลินเว่ยเว่ยก็ขึ้นเขาไปแล้ว เมื่อหนึ่งเดือนก่อนนางมักขึ้นไปวิ่งออกกำลังกายบนภูเขา ดังนั้นนางจึงรู้ว่าที่ใดมีฝูงกวาง


นางซุ่มอยู่บริเวณที่มีฝูงกวางเดินผ่านเป็นประจำอย่างเงียบๆ


ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยกำลังลูบเจ้าเทาที่นอนหมอบอยู่ข้างกาย อีกประเดี๋ยวข้าต้องพึ่งเจ้าแล้ว !


แม้ว่านางมีพละกำลังมหาศาล แต่การไล่ตามฝูงกวางที่ทั้งปราดเปรียวและว่องไวนั้นอาศัยแค่พละกำลังไม่ได้ เพิ่งสิ้นเสียงของนางได้ไม่นาน ทันใดนั้นก็มีฝูงกวางฝูงหนึ่งเดินผ่านมา หลินเว่ยเว่ยซุ่มอยู่บริเวณที่ฝูงกวางต้องผ่านไปกินน้ำ


หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาประเมินฝูงกวางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปยังกวางตัวผู้ที่มีลักษณะงดงามพร้อมกล่าวกับเจ้าเทาว่า เจ้าเห็นกวางตัวนั้นหรือไม่ ? บททดสอบของเจ้ามาถึงแล้ว ข้าต้องการจับเป็นมัน ! ไปเถิด !


เจ้าเทาแค่กวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจและมันยังไม่ขยับตัวไปที่ใด !


จนกระทั่งฝูงกวางเดินเข้ามาใกล้แล้ว พวกมันเข้ามาใกล้จนหลินเว่ยเว่ยเห็นลวดลายบนตัวกวางได้อย่างชัดเจน และในตอนนี้เองที่กล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวของเจ้าเทาหดเกร็งขึ้นมา ดวงตาคมคู่หนึ่งกวาดมองฝูงกวางจนทั่ว หลังจากที่มันล็อคเป้าหมายแล้วก็เลือกเวลาและระยะห่างดีที่สุด ขาหลังอันทรงพลังของเจ้าเทายันตัวให้ทะยานออกไปยังโฉบเฉี่ยว มันพุ่งไปยังกวางที่หลินเว่ยเว่ยต้องการ


บัดนี้กวางในฝูงวิ่งกระจัดกระจายไปตัวละทิศละทางด้วยความตกใจกลัว ส่วนกวางตัวที่โชคร้ายถูกหลินเว่ยเว่ยหมายตาไว้ได้ถูกเจ้าเทากัดเข้าที่คอพลางกดลงกับพื้น หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงรีบวิ่งไปช่วยเจ้าเทาจับกวาง


นางมัดขากวางเอาไว้แล้วกำลังจะลูบศีรษะเพื่อชื่นชมเจ้าเทา ทว่ามันสะบัดศีรษะหนีทำให้นางลูบได้เพียงอากาศ


ตอนนี้ได้เขากวางมาแล้ว ! ส่วนโสมน่ะหรือ ในมิติน้ำพุวิญญาณของนางมีโสมอายุนับร้อยปีปลูกไว้ต้นหนึ่ง โดยปกติโสมอายุเท่านี้จะถูกครอบครองอยู่ในตระกูลใหญ่เท่านั้น ซึ่งพวกเขาจะเอาไว้ช่วยชีวิตบุคคลสำคัญในตระกูล ภูเขาแห่งนี้ต้องมีโสมอยู่แน่นอน ดังนั้นนางจึงตั้งใจว่าจะเข้าไปค้นหาดู


หลังเดินข้ามภูเขาไปหลายลูกนางก็ยังไม่พบโสมเลยสักต้น หลินเว่ยเว่ยจึงนั่งพักเหนื่อยบนก้อนหินใหญ่พร้อมกินขนมปังไส้ไข่ที่เพิ่งทำเมื่อเช้า หลังจากดื่มน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณแล้วนางก็หันไปคุยกับเจ้าเทาที่นั่งชูคออย่างสง่างามอยู่ด้านข้าง เจ้าเทา หมาป่าและสุนัขเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน ดังนั้นจมูกของเจ้าน่าจะมีสัมผัสที่ไวใช่หรือไม่ ?


เจ้าเทาเหลือบมองนางด้วยความหงุดหงิดระคนดูแคลน เหมือนว่าการที่นางเปรียบเทียบมันกับสุนัขเป็นการดูถูกอย่างยิ่ง


หลินเว่ยเว่ยจึงเอาโสมอายุกว่าร้อยปีไปวางไว้ที่ใต้จมูกของเจ้าเทา ในเมื่อเจ้าคิดว่าตนเก่งกาจกว่าสุนัข เช่นนั้นก็ได้เวลาพิสูจน์แล้ว ! ลองดมและจำกลิ่นของเจ้าสิ่งนี้ไว้ ไปได้แล้ว ไปตามหามัน หากเจ้าหาเจอก็ต้องเห่าเรียกข้าด้วย !


เจ้าเทาเหลือบมองนางพร้อมใบหน้าตึง ‘เจ้ามนุษย์ได้คืบจะเอาศอก นี่เจ้าคิดว่ามันเป็นสุนัขจริงหรือ ? แต่เห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตมันไว้ จะฝืนใจช่วยนางสักหน่อยแล้วกัน !’


เจ้าเทาดมกลิ่นของโสมอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็วิ่งหายไปในป่าที่อยู่โดยรอบ ตอนนี้ขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บของมันได้ฟื้นฟูอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว ทำให้มันเกือบหายดีและด้วยความที่กินดื่มอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณจึงทำให้ร่างกายของมันใหญ่โตแข็งแรง ทั้งยังเคลื่อนไหวได้อย่างว่องไวอีกด้วย


ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยกินอิ่มและเตรียมเหยียดขานอนหลับบนก้อนหิน เจ้าเทาก็เดินกลับมา มันใช้อุ้งเท้าดึงเด็กสาวขณะที่ดวงตาสีอำพันของมันจับจ้องมาที่นางด้วยสีหน้าเรียบเฉยคล้ายว่าต้องการให้นางตามไป


โอ้ ! เจ้าหาเจอจริงหรือ ? หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากก้อนหินแล้วบิดขี้เกียจ จากนั้นก็เดินตามหลังเจ้าเทาเข้าไปยังป่าลึก


ยิ่งเดินเข้าป่าก็ยิ่งลึกและวังเวงมากขึ้นทุกที บริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่ตั้งสูงตระหง่านเสียดฟ้าเป็นจำนวนมาก ยอดไม้หนาทึบปกคลุมท้องฟ้าบดบังแสงของดวงอาทิตย์ ทำให้ในป่าค่อนข้างมืดครึ้ม ตอนนี้ดวงอาทิตย์ที่อยู่ภายนอกกำลังร้อนระอุเสมือนไฟก็จริง แต่ภายในป่าให้ความรู้สึกเย็นสบายมาก


เจ้าเทา เจ้าจำทางได้หรือไม่ ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกราวกับว่าหลงทิศเลยล่ะ ! หลินเว่ยเว่ยเดินตามเจ้าเทาเข้าไปในป่าลึก นางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแต่ไม่สามารถแยกทิศทางได้


เจ้าเทาหันมามองซึ่งหลินเว่ยเว่ยเห็นถึงสายตาดูแคลนของมันได้ เจ้าก็แค่พึ่งพาสัญชาตญาณสุนัขมิใช่หรือ ? เหตุใดจึงหยิ่งผยองปานนี้ ?


ตอนที่ 84: ศึกของจ่าฝูง


จู่ๆเจ้าเทาก็หยุดเดิน ดวงตาสีอำพันของมันจับจ้องไปยังบริเวณหนึ่งของป่าลึก ทันใดนั้นกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวของมันก็เกร็งขึ้นอย่างฉับพลัน มันอ้าปากเผยเขี้ยวแหลมคมออกมา…


หลินเว่ยเว่ยมองไปตามทิศที่มันมองอย่างระวังตัว ‘ไอหยา หมาป่า ! นั่นคือฝูงหมาป่า ! ! ที่แท้เป็นฝูงหมาป่านี่เอง ! รู้หรือไม่ว่าสิ่งใดน่ากลัวที่สุดในป่า ? ไม่ใช่ทั้งเสือและหมีควายหรอก แต่เป็นหมาป่าที่อยู่รวมกันเป็นฝูงเพราะถ้าโดนพวกมันล้อมเอาไว้ บทสรุปที่ต้องเจอมีเพียงความตายเท่านั้น’


เจ้าเทา เร็ว…หนีเร็ว…เอ๋ ? ! !


บัดซบ ! มีฝูงหมาป่าปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของพวกนาง ‘เฮอะ สมกับที่บอกว่าปากพาซวย ! พวกนางโดนฝูงหมาป่าล้อมเอาไว้จริงด้วย !’


เจ้าเทา เจ้าเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับพวกมัน พอจะสื่อสารเพื่อปรึกษาหารือกับพวกมันว่าเราพอใช้กวางสองตัว…โอ้ ไม่สิ สามตัวไปเลย จะแลกกวางสามตัวกับชีวิตน้อยๆของพวกเราได้หรือไม่ เจ้าลองถามให้ข้าทีเถิด หลินเว่ยเว่ยเอาหลังชนเจ้าเทา นางมองไปยังฝูงหมาป่าที่อยู่ด้านหลังสุดอย่างระมัดระวัง คาดไม่ถึงเลยว่านางต้องมอบแผ่นหลังของตนให้หมาป่าเช่นนี้


ทว่าแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังของเจ้าเทาได้จับจ้องไปยังหมาป่าตัวหนึ่งซึ่งมีร่างกำยำและดูแข็งแกร่งที่สุดในฝูงหมาป่า หมาป่าตัวนั้นมีขนสีเทาดำทั่วทั้งตัว ขาทั้งสี่ข้างของมันแข็งแกร่งมาก ขนตั้งฟู ตรงหน้าผากมีรอยแผลเป็นลากยาวมาถึงล่างตาขวา แค่เห็นลักษณะของมันก็มองออกเลยว่ามันคือจ่าฝูง


หมาป่าสีเทาดำตัวนั้นใช้สายตาราวกับมองผู้ใต้บังคับบัญชาจับจ้องมายังเจ้าเทาอย่างหยิ่งทะนง จากนั้นก็กวาดสายตามายังหลินเว่ยเว่ยที่หลบอยู่ด้านหลังของเจ้าเทา ‘หึ ยอมไปอยู่กับพวกมนุษย์นี่เอง’


หลินเว่ยเว่ยเหมือนสังเกตเห็นถึงบางอย่าง เจ้าเทา นี่คือศัตรูคู่แค้นของเจ้าใช่หรือไม่ ?


นางแอบทอดถอนใจออกมาอย่างปวดศีรษะ ดูท่าว่าจะขอประนีประนอมไม่เป็นผลแล้ว คงต้องสู้อย่างสุดกำลังเท่านั้น นางจึงค่อยๆจับจ้องไปยังฝูงหมาป่าอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ภายในใจก็ประเมินสถานการณ์ไปด้วย ‘บ้าเอ๊ย ! เฉพาะหมาป่าโตเต็มวัยก็มีตั้งยี่สิบสามสิบตัวแล้ว หากพวกมันทั้งหมดบุกเข้ามาพร้อมกัน มีหวังว่านางคงต้องแลกด้วยชีวิตน้อยๆของตน !’


เจ้าเทาเดินไปทางทิศที่จ่าฝูงยืนอยู่ราวสองก้าว จากนั้นมันก็ส่งเสียงหอนออกมา ทว่าจ่าฝูงมองมาที่มันอย่างดูแคลน เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นมันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ทั้งยังส่งเสียงขู่ที่แฝงไปด้วยอำนาจคุกคามอีกต่างหาก ฝูงหมาป่าค่อยๆถอยไปด้านหลังพร้อมใช้สายตาแพรวพราวมองมายังหลินเว่ยเว่ยราวกับว่านางคือเนื้อวัวคุณภาพเยี่ยมที่วางรอพวกมันอยู่


เจ้าเทากำลังเผชิญหน้ากับจ่าฝูง แววตาของมันเต็มไปด้วยความดุดันและไม่ยอม หมาป่าทั้งสองตัวนี้ตั้งท่าพร้อมจู่โจมกันราวกับว่ามันทั้งคู่กำลังหาจุดอ่อนของอีกฝ่าย


หลินเว่ยเว่ยกะพริบดวงตากลมโตพลางจับจ้องไปด้านนั้น ในใจของนางก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ‘ศึกชิงตำแหน่งจ่าฝูงหมาป่ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ! เจ้าเทา สู้ สู้ ! พี่สาวเอาใจช่วย ! !’ หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าเจ้าเทาจะเสียสมาธิจึงทำได้เพียงแอบให้กำลังใจอยู่ในความคิด


เจ้าเทาเอ๋ยเจ้าเทา ! ชีวิตของเราอยู่ในมือเจ้า ! ออกไปเถิด ออกไปเอาชนะจ่าฝูงตัวนั้นแล้วขึ้นเป็นจ่าฝูงหมาป่า ผู้มีชัยจะได้เป็นจ่าฝูง ผู้ที่พ่ายแพ้ก็ต้องยอมก้มหัวศิโรราบ !


ในตอนที่นางกำลังเฝ้าดูอยู่นั้น เจ้าเทาก็เป็นฝ่ายเข้าจู่โจมก่อน หมาป่าทั้งสองตัวกระโจนเข้าหากันกลางอากาศ พวกมันกัดฟันเข้าห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย…จ่าฝูงตัวนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างโหดเหี้ยม มันแยกเขี้ยวแล้วตะปบกรงเล็บขึ้นมาเตรียมพร้อมกระโจนเข้าใส่และกัดเจ้าเทา


เจ้าเทาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและปราดเปรียวราวกับว่ามันคือลำแสงสีเทาที่วาบผ่านไปมา ในขณะที่จ่าฝูงจู่โจมอย่างรวดเร็วและดุดันครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าทุกครั้งก็มักล้มเหลวกลางอากาศเสมอ จนกระทั่งมันค่อยๆหมดความอดทนและเผยข้อบกพร่องออกมามากขึ้น


เจ้าเทาสบโอกาสก็รีบใช้กรงเล็บแหลมคมประดุจมีดตวัดไปที่ดวงตาของจ่าฝูง เสียงกรงเล็บของมันที่ตวัดออกไปดัง ‘ฉวับ’ ราวกับมีดที่ตัดผ่านอากาศ จ่าฝูงล้มเหลวดังเดิมอยู่หลายครั้ง มันพยายามสะบัดตัวเพื่อหลบการโจมตีที่กำลังจะมาถึงดวงตา


จ่าฝูงโมโหมาก มันอ้าปากแยกเขี้ยวเพื่อหมายกัดคอเจ้าเทา แต่เจ้าเทาสามารถหลบการจู่โจมได้อย่างสวยงาม ในขณะที่จ่าฝูงกระโจนอยู่กลางอากาศ ยังไม่ทันได้ยืนอย่างมั่นคงบนพื้น เจ้าเทาก็กระโจนเข้าใส่แล้วใช้เท้าเหยียบจ่าฝูงไว้กับพื้น จ่าฝูงที่ถูกกดไว้ตรงพื้นก็พยายามดิ้นอยู่หลายครา…


หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็มั่นใจเรื่องหนึ่งทันที สมแล้วที่เจ้าเทาถูกบำรุงด้วยน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณ ไม่เสียแรงเลยที่นางให้มันกินอาหารที่ล่ามาให้ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เจ้าเทาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ช้าก็เร็วมันต้องเอาชนะอีกฝ่ายได้แน่นอน


และในตอนนั้นเอง จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างกระโจนอยู่กลางอากาศ นางจึงรีบกระโดดหลบไปด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงเสื้อผ้าของนางที่ถูกฉีกขาด นางกลิ้งหลบไปกับพื้นและตอนนี้นางก็ได้เห็นว่ามีหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งกระโดดลงพื้นตรงบริเวณที่นางเคยยืนอยู่ตอนแรก ยิ่งไปกว่านั้นบนกรงเล็บของมันยังมีเศษเสื้อที่ฉีกขาดติดไปด้วย


ไอ้หมาบ้า ! ลอบโจมตีนางเช่นนี้จะถือว่าเป็นสุภาพบุรุษได้อย่างไร ?


หลินเว่ยเว่ยเพิ่งลุกยืนได้ไม่นาน หมาป่าสีเทาตัวนั้นก็กระโจนเข้าหานางอีกครา ขณะที่หมาป่าตัวอื่นก็เริ่มเบนความสนใจมาที่นางแทนที่จะไปสนใจการต่อสู้ระหว่างจ่าฝูงและเจ้าเทา จากนั้นพวกมันก็ค่อยๆเข้ามาล้อมนางไว้…


เจ้าหมาป่าพวกนี้คิดว่าข้าเป็นเหยื่ออ่อนหัดหรือไร ? พวกเจ้าคิดผิดแล้ว ข้าน่ะคือไม้ที่ทั้งแข็งทั้งอึดแถมยังเป็นผู้ฉลาดหลักแหลม ซ่อนคมเอาไว้อีกมากมาย ! หลินเว่ยเว่ยคิดได้ดังนั้นจึงพลิกตัวไปด้านข้าง จากนั้นนางก็หามุมที่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนหมาป่าตัวนั้นจะใช้เท้าแตะบนพื้น นางคว้าเข้าที่หลังคอของมัน ทำให้ตอนนี้เจ้าหมาป่ารุ่นหนุ่มกลายเป็นเหมือนเป็ดน้อยที่ห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของนาง


หมาป่าตัวนี้พยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่มันพบว่าตนมีพละกำลังน้อยนิดเสียเหลือเกิน ไม่ต่างจากไก่ในมือของหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะถูกเชือด หลินเว่ยเว่ยเขย่าคอของมันแล้วเอ่ยอย่างดุดันว่า


ทำตัวให้ดีหน่อย ข้าสามารถหักคอเจ้าไม่ต่างอันใดจากการหักต้นกก เจ้าลองคิดให้ดีแล้วกันว่าหัวของเจ้าแข็งกว่าหัวของหมูป่าหรือไม่ ? หากยังดิ้นทุรนทุรายเช่นนี้อีก ข้าจะทุบเจ้าให้สมองเปิดไปเลย !


เจ้าหมาป่าถูกนางเขย่าจนหน้ามืดตาลาย และในตอนนี้เองที่ฝูงหมาป่าต่างพากันตกใจกับพฤติกรรมของนาง พวกมันหยุดฝีเท้าเพื่อสังเกตสถานการณ์ จากนั้นก็ไม่เคลื่อนที่ไปที่ใดอีก !


ตอนนี้เองที่ทางฝั่งของเจ้าเทาก็เริ่มมีผลลัพธ์ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว ทั่วทั้งตัวของหมาป่าจ่าฝูงถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด ลำคอของมันถูกกัดจนเป็นแผลเหวอะ ทำให้เลือดไหลนองออกมาด้านนอก จ่าฝูงได้ถูกเจ้าเทาใช้เท้ากดไว้กับพื้น ดวงตาสีเขียวอมเทาของมันค่อยๆมืดบอด ขณะที่ร่างกายอ่อนระทวยลงทุกทีจนไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก…


เจ้าเทาส่งเสียงหอนเพื่อแสดงพลังอำนาจออกมาเป็นเวลานาน ทันใดนั้นฝูงหมาป่าก็กรูกันเข้าไปหมอบต่อหน้ามันอย่างรวดเร็วราวกับต้องการแสดงความยินดีที่มันได้ขึ้นเป็นจ่าฝูงตัวใหม่


เจ้าเทาก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยไปยังหลินเว่ยเว่ย เวลานี้หลินเว่ยเว่ยปรากฏรอยยิ้มดีใจออกมา จากนั้นนางก็โยนเจ้าหมาป่าในมือที่กำลังแกล้งตายลงพื้นแล้วเอาน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมาช่วยล้างบาดแผลให้เจ้าเทา


เจ้าหมาป่าเอ๋ย…ไม่สิ ควรเรียกว่าจ่าฝูงเจ้าเทาได้แล้ว


เจ้าเทายังยืนนิ่งให้หลินเว่ยเว่ยช่วยล้างบาดแผลให้ ตอนนี้บนตัวของมันมีบาดแผลเป็นจำนวนมาก เพียงแต่บาดแผลส่วนใหญ่เป็นรอยแผลเปิดตามผิวหนังเท่านั้น หากใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมาช่วยล้างแผลก็จะทำให้เลือดหยุดไหลได้


เจ้าเทาหันไปหอนใส่ฝูงหมาป่าอีกครา หลังจากนั้นไม่นานฝูงหมาป่าก็วิ่งกระโจนหายเข้าไปในป่าลึกอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจ้าหมาป่าตัวที่โดนหลินเว่ยเว่ยเขย่าศีรษะจนตาลายกลับมีฝีเท้าวิ่งเร็วยิ่งกว่าหมาป่าตัวใด ในใจของมันคงคร่ำครวญว่า ‘บัดซบ ! เหตุใดมนุษย์ผู้นี้จึงเก่งกาจเหลือเกิน ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็หลบสักหน่อยแล้วกัน !’


บัดนี้เจ้าเทาเดินตรงไปยังทิศทางหนึ่งแล้วหันมามองหลินเว่ยเว่ยราวกับต้องการให้นางตามไป หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็รีบตามไปอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าของเจ้าเทาไปหยุดอยู่บริเวณหน้าพืชชนิดหนึ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ส่วนเจ้าเทาก็มองนางราวกับต้องการคำชม


ว้าว ! โสม ! เจ้าเทา เจ้าเหมือนสุนัขตำรวจมาก ! หลินเว่ยเว่ยย่อตัวลงไปขุดโสมขึ้นมา แม้โสมต้นนี้มีคุณภาพด้อยกว่าที่อยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณเล็กน้อย ทว่าอายุของมันก็น่าจะราวหกสิบเจ็ดสิบปีได้


ตอนที่ 85: งู ตรงนั้นมีงู !


วันนี้ถือว่านางโชคดีไม่น้อยเพราะได้ทั้งกวางและโสมมาครอง ! หลินเว่ยเว่ยจึงลูบศีรษะเจ้าเทาด้วยความเอ็นดูแล้วกล่าวว่า “เจ้าทำได้ดีมาก ! เจ้าบอกมาสิว่าอยากได้สิ่งใดเป็นรางวัล ?”


เจ้าเทาสะบัดศีรษะออกอย่างไม่สบอารมณ์ ‘เจ้ามนุษย์ใจกล้า คิดว่าศีรษะของจ่าฝูงจะยอมถูกผู้อื่นลูบเอาง่ายๆหรือ ?’


มันสะบัดศีรษะออกจากมือของหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็วิ่งลงภูเขาไป


‘รักษาระยะห่างกับเจ้ามนุษย์ใจกล้าผู้นี้หน่อยก็ดี จะได้ไม่ต้องกลายเป็นสุนัขสัตว์เลี้ยงของพวกมนุษย์ !’


จนกระทั่งมาถึงทางลงสู่ตีนเขา เจ้าเทาก็หยุดฝีเท้าลง หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็คาดเดาบางอย่างได้ทันที “เจ้า…เจ้าไม่ลงเขาพร้อมข้าหรือ ? แต่จะว่าไปแล้วตอนนี้เจ้ากลายเป็นจ่าฝูงหมาป่า ดังนั้นผืนป่าต่างหากที่เป็นบ้านเกิดของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปเถิด รักษาตัวให้ดี แล้วข้าจะขึ้นมาเยี่ยมเจ้าบนภูเขาเอง !”


เจ้าเทาค่อย ๆ หันกลับมามองนางเป็นเวลานาน แล้วมันก็รีบวิ่งเข้าป่าลึกอย่างรวดเร็ว


หลินเว่ยเว่ยเห็นมันวิ่งเข้าไปในป่าแล้วก็ตะโกนส่งมันด้วยน้ำเสียงดังกังวานก้องทั้งป่า “ระวังอย่าไปติดกับดักผู้ใดเข้า อย่าทำร้ายมนุษย์โดยไม่จำเป็น แล้วก็อย่าให้ตนเองได้รับบาดเจ็บอีก”


เมื่อมองไปยังบริเวณที่เจ้าเทาวิ่งหายไปนั้น หลินเว่ยเว่ยพลันรู้สึกใจหายเล็กน้อย แต่ลึกๆในใจของนางรู้สึกมีความสุขมาก ‘ไม่ว่าอย่างไรจ่าฝูงก็ต้องกลับคืนฝูง นางเป็นเพียงมนุษย์ที่เคยผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตหนึ่งของมันเท่านั้น ฮึก ฮืออ…ข้าไม่มีสัตว์เลี้ยงให้ผ่อนคลายจิตใจแล้ว เศร้าเหลือเกิน !’


เจียงโม่หานที่นั่งอ่านตำราอยู่ในป่าเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยซึ่งทุกทีเคยร่าเริงมีชีวิตชีวามาโดยตลอด เวลานี้นางกำลังเดินคอตกลงจากภูเขาราวกับทหารที่พ่ายแพ้ในสงคราม ทันใดนั้นในใจของเขาก็มีไฟโทสะปะทุขึ้น ‘ผู้ใดรังแกนาง ?’


จากนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นเสื้อผ้าด้านหลังของนางที่คล้ายถูกฉีกขาด ทันใดนั้นความโกรธในใจก็ปะทุจนเกือบถึงขีดสุด ‘สรุปแล้วเป็นผู้ใดกันแน่ ? ข้าจะตัดมือของมันทิ้งเสีย !’


“เจ้าเด็กอ้วน !” เจียงโม่หานจับตำราไว้แน่นแล้วลุกออกจากก้อนหิน เขาพยายามทำเสียงดังเพื่อดึงความสนใจของหลินเว่ยเว่ย ‘ที่ผ่านมา ไม่ว่าข้าจะแอบไปท่องตำราในสถานที่มิดชิดเพียงใด นางก็มักตามหาจนเจอราวกับแมวตามกลิ่น ทว่าวันนี้นางเป็นอันใดไป ?’


“หืม ? บัณฑิตน้อยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงที่เขาจงใจทำให้ดัง ทันใดนั้นนางก็ตื่นเต้นขึ้นมา “บังเอิญมาก…แต่ข้าคิดว่าไม่น่าบังเอิญถึงเพียงนั้น สารภาพมาเสียดีๆว่าที่เจ้ามักปรากฏตัวตอนข้าลงจากภูเขาเพราะต้องการดึงความสนใจของข้าใช่หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานมองนางอย่างเอือมระอา


ทั้งแววตาเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มทีเล่นทีจริงรวมทั้งถ้อยคำแทะโลมของนาง ‘นางยังเป็นเด็กอ้วนหน้าไม่อายคนเดิม ฮึ ข้ากังวลไปเองมากกว่า’


ช้าก่อน เหตุใดข้าต้องห่วงนางด้วย ? นี่ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่นอน ! อาจเพราะข้าคือเจ้านายแสนยอดเยี่ยมที่สุด ต่อให้สัตว์เลี้ยงของตนน่าเกลียดเพียงใดก็จะไม่ยอมให้มันโดนผู้อื่นรังแก ใช่ ! ต้องเป็นเช่นนี้ !


เจียงโม่หานสะบัดแขนเสื้อเพื่อจะนั่งลงอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่เขาได้พบเด็กอ้วนแสนอัปลักษณ์ผู้นี้ เขาต้องสะบัดแขนเสื้อด้วยความขุ่นเคืองบ่อยครั้งกว่าเมื่อชาติก่อนเสียอีก เจ้าเด็กคนนี้ทำให้ข้าโมโหได้เก่งเสียจริง !


“เจ้าอย่าขยับ !” จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็ร้องห้ามด้วยน้ำเสียงประหม่า


เจียงโม่หานเผยสีหน้าหมดความอดทนออกมา “เจ้าคิดจะทำอันใดอีก ?”


ตอนที่เขาค่อยๆหันมาก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หลินเว่ยเว่ยกระโดดใส่พอดี หรือว่าเด็กอ้วนผู้ไม่รู้จักอายคนนี้จะใช้ถ้อยคำแทะโลมเขายังไม่พอ นางยังคิดลงมือกับเขาอีกใช่หรือไม่ ?


อ้อ ! รู้แล้ว ต้องเป็นเพราะเด็กอ้วนคนนี้รู้ว่าเมื่อชาติที่แล้วเขามีตำแหน่งและอำนาจสูงส่ง นางจึงอยากบังคับขืนใจเขาเพื่อในอนาคตจะได้กลายเป็นฮูหยินของหัวหน้าเหล่าขุนนาง เช่นนั้นนางคงไม่ช่วยชีวิตเขาตั้งแต่ตอนได้รับบาดเจ็บครั้งก่อน ไหนจะคิดหาวิธีทำให้มารดาชื่นชอบในตัวนาง ทั้งยังช่วยหาเงินเข้าบ้านตระกูลเจียงอีก ทำให้มารดาของเขาไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาเหมือนชาติที่แล้ว อืม…ยิ่งคิดก็ยิ่งมีเหตุผล !


เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ใช้สายตารังเกียจมองไปยังใบหน้าขาวเนียนเหมือนผิวเด็กของอีกฝ่าย เมื่อชาติที่แล้วมีสตรีเช่นใดบ้างที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ? เขาเจอมาทั้งสตรีที่งามล่มเมือง ที่ชอบออดอ้อนเอาใจ ที่อบอุ่นและสุขุม หรือกระทั่งสตรีมีเสน่ห์เย้ายวน เรือนร่างอรชร…คนอย่างเขาจะถูกนางผู้มีใบหน้ากลมเหมือนเมล็ดแตงล่อลวงได้เช่นไร


เจียงโม่หานคิดว่าตนสามารถมอง ‘แผนร้าย’ ของหลินเว่ยเว่ยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เหตุใดเขาจะยอมให้นางกระโจนเข้าใส่ตัวด้วยเล่า ? คิดอยากให้ตัวเขาสัมผัสกายนางเพื่อให้เขารับผิดชอบสิท่า ? ไม่มีวันเสียหรอก !


เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าวท่ามกลางสีหน้าตกใจระคนหวาดกลัวของหลินเว่ยเว่ย


กระนั้นเขาก็ยังถอยช้าไปเพราะหลินเว่ยเว่ยกระโจนเข้าใส่แผงอกของเขาอย่างรวดเร็วจนทำเขาเกือบหายใจไม่ออก ‘นางเด็กอ้วนไม่รู้หรือว่าตนมีพละกำลังมากมายเพียงใด ? นางคงคิดว่าหากไม่ได้ตัวเขาก็จะทับเขาให้ตายสินะ !’


โอ๊ย…สิ่งใดกัดข้า ? อย่าบอกว่าเด็กอ้วนกัดข้า ?


เจียงโม่หานหันไปถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ยที่เวลานี้กำลังเอาคางเกยบ่าเขาอยู่และทันใดนั้นเขาก็พบว่าในมือของนางกำลังบีบบางอย่างที่มีสีเขียวคล้ายหยกเนื้องาม…งู ?


งู ? เจียงโม่หานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เหตุใดจึงมีงูอยู่ที่นี่ ? ข้าโรยผงกำมะถันสีเหลืองไว้แถวนี้แล้วนี่…ช้าก่อน หากเมื่อครู่เด็กอ้วนไม่ได้กัดข้า เช่นนั้นข้าก็ถูก…เจียงโม่หานตาเหลือก แข้งขาอ่อนพลันล้มตัวลงไป


หลินเว่ยเว่ยบีบตรงจุดชีชุ่นของงูเขียวไผ่ ขณะที่อีกมือก็คว้าเอวของบัณฑิตหนุ่มเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มหัวฟาดก้อนหิน หากเขาล้มหัวกระแทกอีกคราก็มีหวังได้กลายเป็นคนปัญญาอ่อนจริงๆแน่ !


เมื่อเห็นว่าบัณฑิตหนุ่มหมดสติไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ออกแรงมือข้างที่บีบงูเอาไว้โดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งมันตัวขาดเป็นสองท่อน ทำอย่างไรดี ? ข้าควรทำอย่างไรดี ? พิษของงูเขียวไผ่รุนแรงเพียงนี้เชียวหรือ ? มันจะทำให้บัณฑิตหนุ่มตายหรือไม่ ? แล้วนางควรทำเช่นไรต่อไป ?


…จริงสิ ! ในละครโทรทัศน์ก็มีฉากให้เห็นตั้งมากมาย ถ้าดูดพิษงูออกมาได้ก็ไม่เป็นอันตรายแล้วใช่หรือไม่? นางรีบเปิดเสื้อของบัณฑิตหนุ่ม เผยให้เห็นรอยงูกัดตรงหัวไหล่ของเขา…นางไม่รอช้า รีบจัดการดูดพิษให้เขาทันที


“ไอหยา ! นั่นคือบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินไม่ใช่หรือ ? ฟ้าสว่างโร่เช่นนี้ เหตุใดนางยังกล้าทำเรื่องหน้าไม่อายกันเล่า ? สมควรถูกจับโยนใส่คอกหมูเสียจริง !” มารดาของเจ้าอ้วนซานเดินลงจากภูเขาและได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนี้เข้าพอดี เมื่อนางหันไปมองก็พบกับฉากที่น่าตื่นเต้นจนดวงตาแทบถลนออกมาจากเบ้า


เมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็รีบวิ่งไปที่หมู่บ้านอย่างรวดเร็วและเอาเรื่องนี้ไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน เพราะไม่มีวันยอมพลาดโอกาสแก้แค้นไปแน่นอน ! เด็กบ้าคนนั้นกล้ามาข่มขู่นางและบุตรชายสุดที่รัก ไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องไล่หลินเว่ยเว่ยออกจากหมู่บ้านให้ได้ !


หลินเว่ยเว่ยถุยพิษงูที่ดูดออกมา จากนั้นก็ใช้น้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมากลั้วปาก ก่อนจะดูดพิษให้เจียงโม่หานอีกสองรอบแล้วใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณล้างแผลให้เขา


“บัณฑิตน้อย ! บัณฑิตน้อย !” หลินเว่ยเว่ยตบแก้มเจียงโม่หานเบาๆ เมื่อเห็นว่าเขายังไร้ปฏิกิริยาตอบรับ นางก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที ‘เขาคงไม่ตายเพราะพิษงูใช่หรือไม่ ?’


นางก้มตัวอุ้มเขาขึ้นมา จากนั้นก็นึกถึงงูเขียวไผ่ที่เพิ่งฆ่าตาย นางจึงหยิบซากมันขึ้นมาแล้ววิ่งไปตามเส้นทางลงเขา ‘บัณฑิตน้อย เจ้าอดทนอีกนิด ประเดี๋ยวก็จะถึงบ้านของหมอเหลียงแล้ว !’


การไปบ้านหมอเหลียงต้องผ่านบ้านอีกกว่าครึ่งหมู่บ้าน บรรดาชาวนาที่กำลังทำไร่ไถนาอยู่ในแปลงนาต่างก็เห็นว่าหลินเว่ยเว่ยกำลังอุ้มบัณฑิตเจียงวิ่งไปทางบ้านหมอเหลียง คล้ายว่าบัณฑิตเจียงหมดลมหายใจไปแล้ว


“เกิดอันใดขึ้น ? บัณฑิตเจียงเป็นอันใด ?”


“เมื่อครู่นี้มารดาของเจ้าอ้วนซานตะโกนมาตลอดทางเข้าหมู่บ้านโดยบอกว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินขืนใจบัณฑิตเจียง นางคงจะไม่…เอาถึงตายใช่หรือไม่ !”


“เป็นไปได้ เจ้าดูรูปร่างและพละกำลังของนางก่อนสิ บุรุษทั่วไปจะรับไหวได้อย่างไร…”


“พวกเจ้าสงบปากสงบคำหน่อยไม่ได้หรือ ? เรื่องยังไม่แน่ชัดก็พูดใส่ร้ายสตรีคนหนึ่งเช่นนี้ คิดอยากบีบให้นางฆ่าตัวตายหรือ ! อย่าลืมสิว่าผู้ใดเป็นคนพาพวกเจ้าขึ้นเขาไปเก็บผักป่า !”


ป้ากุ้ยฮวาได้ยินคนพูดว่าร้ายหลินเว่ยเว่ยก็โกรธจนตัวสั่น นางเกือบจะตบปากคนที่พูดอยู่แล้ว


[1] จุดชีชุ่น อยู่บริเวณหลังหัวของงู ถือเป็นจุดตายของงู


[2] งูเขียวไผ่ คือ งูเขียวหางไหม้ชนิดหนึ่ง มีพิษอ่อนไม่รุนแรง


ตอนที่ 86: กลัวจนหมดสติ ?


สิ่งน่ากลัวที่สุดสำหรับสตรีคนหนึ่งคือการที่ชื่อเสียงโดนทำลายจนย่อยยับ สิ่งนั้นไม่ต่างอันใดจากการสังหารคนโดยไม่ใช้มีด ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนยังเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน การพูดเช่นนี้ไม่ใช่ถ้อยคำที่เพื่อนบ้านควรจะกล่าว แต่มันคือคำพูดของศัตรูคู่แค้นต่างหาก !


“พวกข้าไม่ได้เป็นคนพูดเสียหน่อย…หากจะไปต่อว่าก็ต้องไปว่ามารดาของเจ้าอ้วนซานโน้น !” หลังจากนั้นไม่นาน พวกชาวนาเหล่านี้ก็แยกย้ายกันไปทำงานของตน


ตลอดหลายวันมานี้บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินพาลูกเด็กเล็กแดงและสตรีในหมู่บ้านจำนวนมากขึ้นไปเก็บผักป่า ดังนั้นผักที่พวกเขาตากไว้ตรงลานบ้านจึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ความทุกข์ใจจากการไม่มีเสบียงในช่วงภัยพิบัติได้บรรเทาลง ทำให้หลายครอบครัวซาบซึ้งใจต่อหลินเว่ยเว่ยเป็นอย่างมาก ดังนั้นถ้อยคำเหล่านี้จึงหยุดลงในไม่ช้า !


“ท่านหมอเหลียง หมอเหลียง ! ท่านช่วยดูอาการให้เขาหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยวิ่งเข้ามาในบ้านของหมอเหลียงราวกับพัดเอาลมแรงมาด้วย


ครอบครัวของหมอเหลียงที่กำลังเตรียมกินอาหารเย็นจึงตกใจนึกว่ามีกลุ่มโจรวิ่งมาจากภูเขา หลานชายคนเล็กของหมอเหลียงตกใจจนตะเกียบและถ้วยในมือตกแตกกระจายอยู่บนพื้น


หมอเหลียงฟังออกว่าคือเสียงของหลินเว่ยเว่ยจึงพาลนึกว่าอาการของนางหวงทรุดหนัก เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป


จากนั้นเขาก็เห็นว่าในอ้อมแขนของนางกำลังอุ้มบุรุษหนุ่มหน้าตาดี…ที่สลบไสลไม่ได้สติ ท่าทางของนางดูร้อนรนราวกับมดที่เดินในกระทะร้อน ปากของนางก็ตะโกนไม่หยุดว่า “หมอเหลียง เร็ว เร็วเข้า ! ช่วยเขาด้วย ! งูพิษ…บัณฑิตน้อยถูกงูพิษกัด งูตัวนั้น…ก็คืองูที่อยู่ในมือของข้า…ท่านช่วยตรวจดูอาการเขาให้ทีว่าพอจะมีโอกาสรอดหรือไม่ ?”


หมอเหลียงเวียนศีรษะกับท่าทางร้อนรนของนาง เขาจึงรีบกล่าวว่า “เจ้าเลิกหมุนตัวไปมาได้แล้ว อุ้มเขาไปในห้องทิศตะวันตก ประเดี๋ยวข้าจะรักษาให้เขาเอง…”


“อ้อ…ได้ ได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยรีบเดินไปทางทิศตะวันออก แต่เมื่อรู้ตัวว่าเดินไปผิดทางก็รีบหันกลับมาแล้วพุ่งตัวไปยังห้องทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว นางบรรจงวางตัวเขาลงกับเตียงในห้องอย่างเบามือ เหมือนว่าเขาคือสมบัติล้ำค่าแสนเปราะบาง


“เจ้างูตัวนี้กัดเขา มันคืองูเขียวไผ่ ! มันกัดที่บ่าของเขา บริเวณบ่าอยู่ใกล้กับศีรษะมาก เช่นนั้นพิษของมันจะไม่แล่นเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วหรือ เขานอนไม่ได้สติเช่นนี้มานานแล้ว ข้าปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น” หลินเว่ยเว่ยเดินกระสับกระส่ายไปมาในขณะที่หมอเหลียงกำลังจับชีพจรให้เจียงโม่หาน


“พอได้แล้ว ! เจ้าเลิกเดินหมุนไปมาให้ข้าตาลายได้แล้ว ! บัณฑิตเจียงไม่ได้เป็นอันใด !” หมอเหลียงประเมินอาการจากการจับชีพจรของเจียงโม่หาน คราแรกเขาก็นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่แท้ก็แค่โดนงูเขียวไผ่กัดเท่านั้น


“จะไม่เป็นอันใดได้เช่นไร ? เขาโดนงูพิษกัด ! หากเขาไม่เป็นอันใดแล้วเหตุใดยังไม่ได้สติจนป่านนี้เล่า ?” หลินเว่ยเว่ยยังไม่เชื่อ “ต้องใช้ยาตัวใดบ้าง ไม่ว่าต้องใช้เงินมากเพียงใด ข้าก็จะพยายามหามาให้ได้ ขอแค่สามารถช่วยชีวิตเขาให้รอดปลอดภัย ในอนาคตบัณฑิตน้อยยังต้องสอบจอหงวนนะท่านหมอ หากสมองของเขาเป็นอันใดไป แล้วข้าจะทำอย่างไร ?”


หมอเหลียงทั้งโมโหทั้งรู้สึกตลกต่อท่าทีของนาง เขาจึงกล่าวว่า “ข้าเป็นหมอหรือเจ้าเป็นกันแน่ ? ข้าบอกว่าไม่เป็นอันใด ก็ไม่เป็นอันใดสิ ! พิษของงูเขียวไผ่ไม่ร้ายแรง แค่มือของเจ้าที่บีบงูไว้ก็ทำให้พิษมันน้อยลงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังดูดพิษออกไปกว่าครึ่ง ต่อให้ไม่กินยา เขาก็ไม่เป็นอันใดหรอก”


“แล้วเหตุใดเขายังไม่ได้สติเล่า ?” หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางมองไปที่เจียงโม่หานด้วยความกังวล


“จากชีพจรของเขาคล้ายว่าตกใจหรือหวาดกลัวบางอย่างก่อนหมดสติไป…” หมอเหลียงมองไปยังงูที่อยู่ในมือของหลินเว่ยเว่ยแล้วมองเจียงโม่หานที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ในใจของเขาก็คาดเดาบางอย่างได้จนถึงขั้นหลุดขำออกมา


หลินเว่ยเว่ยพยายามกลั้นขำอยู่นาน สุดท้ายนางก็ระเบิดเสียงหัวเราะ “ที่ท่านต้องการบอกก็คือบัณฑิตน้อยกลัวงูจนหมดสติใช่หรือไม่ ? ไอหยา น่าตลกเหลือเกิน ! คนหนุ่มขาดความมีชีวิตชีวา วันทั้งวันเอาแต่ทำหน้าขรึม ที่แท้บัณฑิตน้อยก็กลัวงู ! ช่างน่ารักเสียจริง ฮ่าฮ่าฮ่า !”


เจียงโม่หานที่เพิ่งได้สติจากการสลบก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหลินเว่ยเว่ย ในใจยังไม่ทันหายขุ่นเคืองก็ดันมาได้ยินคำพูดนี้ของนางอีก เขาโมโหจนเกือบจะเด้งตัวขึ้นมา ! ข้ากลัวงูแล้วอย่างไร ? คนสมัยนี้กลัวงูกันตั้งมากตั้งมาย มีอันใดน่าขำ ? ยัง ยังหัวเราะอีก ! ไม่กลัวหัวเราะจนฟันร่วงหรือไร !


เจียงโม่หานทั้งโกรธทั้งอับอายจนแทบอยากแทรกตัวเข้าไปในรอยแยกของเตียง ไม่ได้การ หากเขา ‘ได้สติ’ ในตอนนี้จะต้องถูกเด็กอ้วนหัวเราะจนตายแน่นอน หึ…แกล้งสลบต่อไปดีกว่า !


เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับเขา หลินเว่ยเว่ยจึงให้หมอเหลียงจัดยาขับพิษงูให้ จากนั้นนางก็ก้มตัวไปอุ้มบัณฑิตหนุ่มกลับบ้าน


เจียงโม่หานที่โดนอุ้มราวกับองค์หญิงเริ่มเกิดความรู้สึกอยากตายขึ้นมา ! นางทั้งเคยแบกเขาขึ้นหลัง ทั้งเคยอุ้มเขา ดูเหมือนว่าเด็กอ้วนคนนี้มีใจอยากทำให้เขาแต่งนางจริง หึ ! เจ้าคิดแผนการเจ้าเล่ห์ด้วยผิดคนแล้ว ข้ามองออกตั้งนานว่าเจ้ากำลังมีแผนร้ายอยู่ !


ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยอุ้มบัณฑิตหนุ่มมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลินก็พบว่าหน้าบ้านเต็มไปด้วยชาวบ้านมายืนออกันเต็มไปหมด มารดาของเจ้าอ้วนซานได้พูดเสียงแหลมขึ้นมาราวกับไก่ถูกบีบคอ


“พวกเจ้ายังไม่เห็น ! บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินถอดเสื้อของบัณฑิตเจียงออก จากนั้นก็ซบไปบนไหล่ของเขาพร้อมกัด กัด…เฮอะ ข้าไม่อยากเบือนหน้าไปมองอีกรอบเลย ! พวกเจ้าก็รู้ดีว่าหมู่บ้านของเราไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้มาก่อน อย่างไรเราต้องจับนางโยนไปในเล้าหมูให้ได้ !”


“เป็นไปไม่ได้ เสี่ยวเว่ยไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นเด็ดขาด !” นางเฝิงกำลังประคองนางหวงที่โมโหจนเป็นลมหมดสติไป นางกัดฟันแน่นขณะถลึงตาใส่มารดาของเจ้าอ้วนซาน เสี่ยวเว่ยไปทำอันใดให้เจ้าคับแค้นใจนักหนา เหตุใดเจ้าต้องทำลายชื่อเสียงของนางด้วย เจ้ามันคนใจดำอำมหิต !


มารดาของเจ้าอ้วนซานกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าเห็นมากับตา จะเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงได้เช่นไร ? เจ้าปกป้องนางถึงเพียงนี้ หรือเจ้ารู้เรื่องฉาวโฉ่ของนางกับบัณฑิตเจียงตั้งแต่แรกแล้ว ?”


“เจ้าต่างหากที่ชอบทำแต่เรื่องฉาวโฉ่ พวกเจ้าสิเป็นกันทั้งครอบครัว !” ทันใดนั้นเสียงของหลินเว่ยเว่ยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของทุกคน เวลานี้เพื่อนบ้านต่างพากันแหวกเป็นทางเดินให้นาง ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยอุ้มบัณฑิตหนุ่มเข้าไปในบ้านของตน


มารดาของเจ้าอ้วนซานเบิกตากว้างแล้วใช้น้ำเสียงที่ตื่นเต้นเอ่ยว่า “พวกเจ้าดูสิ รีบดูเร็วเข้า นางยังอุ้มเขาไว้อยู่เลย ! ไอหยา ร่างกายของบัณฑิตเจียงช่างอ่อนแอเหลือเกิน เขาโดนย่ำยีจนมีสภาพเช่นนี้ไปเสียแล้ว!”


บัณฑิตหนุ่มได้ยินคนพูดว่าเขาโดนกระทำย่ำยีก็ตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อย จากนั้นก็โมโหจนตัวสั่น หลินเว่ยเว่ยจึงรู้ว่าบัณฑิตหนุ่มได้สติแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เวลานี้นางแทบอยากระเบิดเสียงหัวเราะเสียให้ได้ ‘บัณฑิตน้อยน่ะหรือ…จะยอมให้ข้าย่ำยี ?’


‘ฮ่าฮ่า’ อดทนไว้ จะหัวเราะไม่ได้ ! ตรงนี้มีชาวบ้านยืนอยู่มากมาย ไม่ว่าอย่างไรนางต้องไว้หน้าบัณฑิตหนุ่มเสียหน่อยเพราะเขารักศักดิ์ศรียิ่งกว่าสิ่งใด !


หลินเว่ยเว่ยพยายามกลั้นขำแล้วเดินไปหานางเฝิง “น้าเฝิง ตอนที่บัณฑิตน้อยไปอ่านตำราอยู่ในป่า เขาพลาดท่าโดนงูพิษกัดเข้า แต่ท่านไม่ต้องกังวลเพราะข้าดูดพิษออกให้เขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังพาเขาไปให้หมอเหลียงเพื่อตรวจดูอาการแล้วด้วย ท่านหมอบอกว่าให้เขากินยาขับพิษสักสองเทียบก็จะหายดี !”


คำพูดนี้ของนางเป็นการอธิบายอย่างชัดเจนว่า หนึ่ง สาเหตุที่นางถอดเสื้อของเขาแล้วซบหน้าอยู่ตรงบ่าก็เพราะนางช่วยดูดพิษให้เขา สอง สาเหตุที่นางอุ้มเขาขึ้นมาเพราะว่าพิษในร่างกายของเขายังถูกขับไม่หมด อีกทั้งเขายังหมดสติไปด้วย สาม นางมีพยานเป็นหมอเหลียง หากไม่เชื่อก็ไปถามท่านหมอได้ !


บรรดาชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็พากันเชื่อถ้อยคำของนางเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในความรักศักดิ์ศรีของบัณฑิตเจียง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะสามารถบังคับขืนใจเขากลางป่าได้


จะว่าไปแล้วนางก็เพิ่งหายจากอาการป่วย ไม่กลับไปโง่เขลาอีกแล้ว นางคงรู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรจริงหรือไม่ ? มารดาของเจ้าอ้วนซานก็ปากจัดเหลือเกิน มีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยโดนหญิงคนนี้พูดจาให้ร้าย ? ทว่าครั้งนี้พูดเกินไปแล้ว !


ตอนที่ 87: สังหารพ่อแม่หรือขุดสุสานบรรพบุรุษของเจ้า


บังเอิญกับที่นางหวงเพิ่งจะได้สติคืนมาจึงได้ยินถ้อยคำของบุตรสาวและพยายามยืนให้มั่นคง เร็วเข้า รีบพาหานเอ๋อร์ไปวางไว้บนเตียงในห้องนอนของเจ้าสามก่อน เอ้อร์หวา รีบไปจุดไฟต้มยาเร็วเข้า !


หลินเว่ยเว่ยอุ้มบัณฑิตหนุ่มไปยังห้องทางทิศตะวันออกแล้วหันมาเอ่ยกับมารดาของเจ้าอ้วนซาน เจ้าอย่าเพิ่งไป อีกประเดี๋ยวพวกเรามาคุยกันหน่อย !


เจ้าว่าอย่างไรนะ ? คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ ? มารดาของเจ้าอ้วนซานเหลือบมองโต๊ะหินในลานบ้าน ทันใดนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เท้าของนางก้าวออกไปด้านนอกโดยไม่รู้ตัว


นางเฝิงรู้สึกกังวลกับบุตรชายของตน เมื่อเห็นว่ามารดาของเจ้าอ้วนซานไม่มีท่าทีสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย นางจึงกล่าวด้วยความโมโห เสี่ยวเว่ยของพวกข้าไปสังหารพ่อแม่หรือขุดสุสานบรรพบุรุษของเจ้า ? เจ้าจึงทำลายชื่อเสียงของนางมากเพียงนี้ คำพูดให้ร้ายที่เจ้ากล่าวออกมาคือต้องการบีบบังคับให้สตรีนางหนึ่งตายใช่หรือไม่ !


มารดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนไร้เหตุผลจึงคิดจะโวยวายต่อ นางเถียงคอเป็นเอ็นว่า นางเป็นอันใดกับเจ้า ? เหตุใดต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้ ? ถ้าเจ้าสงสารนางก็แต่งนางเป็นลูกสะใภ้เลยสิ ! ถึงอย่างไรเสื้อผ้าของบุตรชายเจ้าก็ถูกนางถอดออกแล้ว ทั้งริมฝีปากของนางก็สัมผัสโดนผิวของบุตรชายเจ้าด้วย…


หลินเว่ยเว่ยวางร่างบัณฑิตหนุ่มลงในห้องแล้วเดินออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็เดินตรงไปเบื้องหน้าของมารดาเจ้าอ้วนซานและด้วยร่างกายที่สูงเกือบ1.7หมี่ของนาง เมื่อมาเผชิญหน้ากับมารดาของเจ้าอ้วนซานที่ผอมแห้งและสูงประมาณ1.5หมี่ หลินเว่ยเว่ยไม่ต้องพูดอันใดหรอก ลำพังแค่พละกำลังก็สามารถกดดันอีกฝ่ายได้แล้ว


มารดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน นางถอยไปหลายก้าวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า เจ้า…เจ้าจะทำอันใด ? นางเด็กโง่จะฆ่าคน ! สามี…ช่วยข้าด้วย…


หลินเว่ยเว่ยคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น จากนั้นเท้าของมารดาเจ้าอ้วนซานก็ลอยขึ้นเหนือพื้นและตอนนี้ก็ถูกหลินเว่ยเว่ยยกจนตัวลอย ‘หรือว่านางเด็กอ้วนอยากทุบข้าให้ตายคามือ ?’


อย่า ! แม้นางจะปากร้ายแต่ก็พูดไปเรื่อยเท่านั้น ! เห็นแก่ที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เจ้าไว้ชีวิตนางสักครั้งเถิด ข้ารับประกันว่าต่อไปนี้ข้าจะคอยดูแลนาง ไม่ให้นางมาขวางหูขวางตาเจ้าอีก ข้าขอโทษแทนนางด้วย ! บิดาของเจ้าอ้วนซานเดินไปเพื่อจะจับแขนของหลินเว่ยเว่ยแต่ถูกสะบัดออกจนตัวเขาเซถอยหลัง


หลินเว่ยเว่ยทำเสียงฟึดฟัดด้วยความไม่พอใจ นางใส่ร้ายและจงใจปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายผู้อื่น ! ตัวข้าไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่ไม่แต่งกับผู้ใดชั่วชีวิต แต่บัณฑิตเจียงยังต้องเข้าสอบซิ่วไฉ สอบจอหงวน จะให้เรื่องไม่ดีมาแปดเปื้อนคุณธรรมและชื่อเสียงของเขาไม่ได้ หากเจ้าทำลายอนาคตอันสดใสของเขา ข้าจะทำให้พวกเจ้าทั้งครอบครัวต้องล่มจมไปพร้อมกับเขา !


มารดาของเจ้าอ้วนซานขาห้อยต่องแต่งกลางอากาศ กระนั้นก็ยังมิวายที่จะแถอย่างหน้าด้านๆต่ออีก นี่ข้าช่วยเจ้าอยู่นะ เมื่อก่อนเจ้าเป็นคนโง่เขลา ในอนาคตหากคิดแต่งออกไปก็คงหาคนดีได้ยาก สู้ใช้โอกาสที่ได้แตะเนื้อต้องตัวบัณฑิตเจียงมาแต่งเข้าเป็นสะใภ้เสีย…


แตะเนื้อต้องตัวหรือ ? เช่นนั้นหากข้าจับเจ้าโยนไปในเล้าหมูแล้วกดตัวเจ้าให้แตะเนื้อต้องตัวกับมัน เจ้าก็ต้องแต่งงานกลายเป็นแม่หมูใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตากรุ้มกริ่ม


เจียงโม่หานที่แสร้งหมดสติอยู่ภายในห้องทางทิศตะวันออกรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา ‘นางหมายความว่าอย่างไร ? นี่นางเทียบข้ากับหมูหรือ ?’


เช่นนั้นข้าก็จะสามารถเที่ยวบอกผู้อื่นได้ว่าเจ้าเป็นผู้มีรสนิยมประหลาด ไม่ชอบสามีตนเองแต่ดันไปชอบหมูตัวผู้ หลินเว่ยเว่ยดันอีกฝ่ายเข้ามาประชิด


มารดาของเจ้าอ้วนซานหน้าเขียวด้วยความโมโหราวกับมะเขือยาว ตอนนี้นางเตะขาฟาดแขนปัดป่ายไปทั่วราวกับวิญญาณที่ตายแล้ว หมูตัวผู้อันใด ? เดิมทีหมู่บ้านของเราก็ไม่ได้เลี้ยงหมูอยู่แล้ว เจ้าอยากใส่ร้ายข้าก็ช่วยทำให้มันน่าเชื่อถือหน่อยได้หรือไม่ ?


ได้ ข้ารู้ว่าที่ใดมีหมูป่า ประเดี๋ยวข้าจะไปแบกมันกลับมาเพื่อสนองตัณหาอันแสนประหลาดของเจ้าเอง เจ้ารอดูได้เลย หลินเว่ยเว่ยแกว่งมารดาของเจ้าอ้วนซานเหมือนตอนที่แกว่งหมาป่าสีเทาตัวนั้น


มารดาของเจ้าอ้วนซานได้ยินเสียงดัง ‘แควก’ ตอนนี้เสื้อผ้าของตนมีรอยขาดแล้ว ดังนั้นจึงหยุดดิ้นรนทันที นางถูกยกตัวสูงถึงเพียงนี้ ถ้าตกลงมาก็มีหวังได้เจ็บตัวแน่ ! แล้วถ้าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินคิดทำร้ายนางโดยทำให้นางแขนหักขาหักแต่กล่าวอ้างว่านางตกมาเอง เช่นนั้นก็ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน !


มารดาของเจ้าอ้วนซานกัดฟันถามด้วยความประหม่า แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร ?


เมื่อทำผิดและเอ่ยถ้อยคำผิดๆเพื่อให้ร้ายผู้อื่นก็ต้องขอโทษผู้เสียหายด้วยความจริงใจ ยิ่งไปกว่านั้นต้องชดใช้ให้ข้าเป็นเงินจำนวน5ตำลึง ! หากไม่ให้มารดาของเจ้าอ้วนซานชดใช้เงินบ้างก็จะไม่รู้จักเข็ดหลาบ ! หลินเว่ยเว่ยรำคาญคนประเภทนี้ที่สุดเพราะไม่ต่างอันใดจากแมลงวัน !


5ตำลึงเชียวหรือ ? เหตุใดเจ้าไม่ปล้นข้าเลยเล่า ? เสียงของมารดาเจ้าอ้วนซานแหลมแสบหูราวกับไก่โดนเชือด


หลินเว่ยเว่ยกระตุกมุมปากขึ้นแล้วเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ข้าเห็นว่าเจ้าไม่มีเจตนาที่จะขอโทษหรือชดใช้อันใดทั้งสิ้น เช่นนั้นก็ได้ เจ้ารอไปนอนกับหมูป่าตัวผู้ได้เลย ! ถึงตอนนั้นถ้าหมูป่ามันคึกเกินไปจนทำร้ายเจ้าจนได้รับบาดเจ็บก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เตือนแล้วกัน !


บิดาของเจ้าอ้วนซานนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเคยใช้มือทุบหมูป่าจนตาย แม้ว่าคนในหมู่บ้านยังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นกับตามาก่อน แต่ลำพังพละกำลังทั้งตัวก็เพียงพอที่จะกระตุ้นหมูป่าได้อย่างง่ายดาย หากภรรยาของเขาถูกบุตรสาวคนรองตระกูลหลินจับกดไว้กับหมูป่าตัวผู้จริง ต่อให้นางไม่ตายก็อาจมีสภาพย่ำแย่ แล้วถ้ามีคนที่ชอบซุบซิบนินทานำไปเล่าต่อ เช่นนั้นครอบครัวของเขาจะมีหน้าพบเจอผู้อื่นได้อย่างไร ?


ขออภัยด้วย พวกข้าต้องอภัยเจ้าจริงๆ จะให้พวกข้าคุกเข่าต่อหน้าก็ได้ ! ทว่าเงิน5ตำลึงนี้เป็นเงินที่เยอะมาก ครอบครัวข้าแทบไม่มีข้าวจะกินอยู่แล้ว พวกข้าไม่มีให้หรอก… บิดาของเจ้าอ้วนซานทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทั้งยังพยายามอ้อนวอนไม่หยุด


หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองไปที่เขาแล้วกล่าวว่า บ้านของพวกเจ้าเลี้ยงแพะไว้2ตัวมิใช่หรือ ? เช่นนั้นก็เอาแม่แพะ1ตัวมามอบให้ข้าแทน !


มารดาของเจ้าอ้วนซานได้ยินเช่นนั้นก็กรีดร้องโหยหวนราวกับมีใครมาแล่เนื้อของนาง ฆ่ากันเสียดีกว่า ! เจ้าเป็นโจรหรือไร ? ผู้ใดกล้ามาเอาแพะของบ้านข้าไป ข้าจะไปสู้กับคนผู้นั้น


สู้หรือ ? เช่นนั้นเจ้าต้องมีคุณสมบัติพอเสียก่อน ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกรำคาญมารดาของเจ้าอ้วนซานที่ดิ้นอยู่ในมือไม่หยุด นางจึงเอาเชือกไปมัดไว้บนกิ่งไม้แล้วจับมารดาของเจ้าอ้วนซานมัดไว้บนนั้น เจ้าอย่าดิ้นนักเลย ถ้าตกลงมาแล้วเป็นอันใดไป ข้าไม่รับผิดชอบเด็ดขาด !


มารดาของเจ้าอ้วนซานได้ยินเสียงเสื้อของตนที่แขวนอยู่กับกิ่งไม้ขาดดัง แควก ! นางจึงเหลือบไปมอง สูงมาก ! ถ้าตกลงไปก็มีหวังได้แข้งขาหักแน่นอน


ฆ่าคนก็แค่การพยักหน้าเพียงครู่เดียวเท่านั้น ! หากจะเอาแพะ ข้าไม่ให้หรอก เจ้ามาเอาชีวิตข้าไปดีกว่า ! มารดาของเจ้าอ้วนซานมั่นใจแล้วว่าหลินเว่ยเว่ยไม่กล้าทำร้ายตน ดังนั้นจึงพูดอย่างไม่เกรงกลัว


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะ เอาชีวิตเจ้าหรือ ? เช่นนั้นทางการก็มาจับข้าน่ะสิ ! หากเจ้าไม่ให้แพะก็ได้ แต่เจ้าทำลายชื่อเสียงของข้าไปแล้ว เช่นนั้นข้าจะฉีกเสื้อผ้าเจ้าให้หมด ให้บรรดาบุรุษน้อยใหญ่ตรงนี้ได้เห็นว่าผิวของเจ้าขาวหรือไม่ เนียนนุ่มหรือเปล่า…


ผู้ใหญ่บ้านทนฟังต่อไปไม่ได้แล้ว เช่นนั้นมันต่างอันใดจากการฆ่านาง ?


หลินเว่ยเว่ยหุบยิ้มทันที แล้วถ้อยคำของนางว่าร้ายข้าเล่า ? นางคิดเหลือทางรอดให้ข้าหรือไม่ ? หากข้ามาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว นางคงบีบคั้นจนท่านแม่ต้องตาย ! เพราะนางอยากเอาเปรียบบ้านของข้าแต่ทำไม่ได้ นางจึงแว้งกัดราวกับสุนัขบ้า ! เพื่อนบ้านทั้งหลาย พวกท่านลองคิดให้ดีว่าตนมีสิ่งใดที่นางอิจฉาหรือไม่ บ้านของพวกท่านคงมีบุตรสาวหรือสะใภ้เช่นกัน หากเราไม่สั่งสอนบทเรียนให้นางเข็ดหลาบบ้างก็ไม่รู้ว่าต้องมีอีกกี่คนที่ชื่อเสียงแปดเปื้อนเพราะปากของนาง


มารดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนปากเสียและชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น ดังนั้นจึงสร้างความไม่พอใจให้ชาวบ้านไปทั่ว


[1] หมี่ คือ เมตร


ตอนที่ 88: ก้นขาวหรือไม่


ในหมู่บ้านมีหลายครอบครัวที่โดนนินทาว่าร้ายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตอนนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านโดนสตรีนางนี้ไปเห็นว่าใกล้ชิดกับชายหนุ่มคนหนึ่ง นางใส่สีตีไข่แล้วนินทาเรื่องของหญิงสาวคนนั้นไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้หญิงสาวอับอายจนไม่กล้าออกจากบ้านเป็นเวลานาน !


เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว สายตาของชาวบ้านที่มองไปยังมารดาของเจ้าอ้วนซานก็ไม่ได้แฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอีกต่อไป


หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีหลายครอบครัวที่อพยพมาจากต่างถิ่น ดังนั้นหากจะให้ผู้ใหญ่บ้านลำเอียงอย่างเปิดเผยก็คงไม่เหมาะสมสักเท่าไร เขาเหลือบมองบิดาของเจ้าอ้วนซานคราหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณให้รีบตอบรับเรื่องแม่แพะเพื่อเป็นการจบเรื่องนี้โดยเร็ว !


แม้จะบอกว่าแม่แพะตัวนั้นมีรูปร่างผอมแห้งไปหน่อย แต่หากนำไปขายในเมืองก็ยังสามารถแลกเป็นเงินได้สองสามตำลึง เดิมทีมารดาของเจ้าอ้วนซานคิดจะเลี้ยงไปถึงช่วงก่อนปีใหม่แล้วค่อยขายให้ได้ราคาดี ดังนั้นนางจะทำใจยกให้ผู้อื่นได้อย่างไร ?


ได้ ข้ารู้ทางเลือกของเจ้าแล้ว ! เจ้ายอมที่จะเปิดก้นให้ผู้อื่นดู แต่ไม่ยอมมอบแพะให้ข้า ! ข้าเองก็ไม่ใช่คนขาดแคลนเงินทองอันใด ดังนั้นเป้าหมายของข้าก็คือสั่งสอนให้เจ้าหลาบจำเสียบ้าง ! หลินเว่ยเว่ยถลกแขนเสื้อแล้วก้าวขึ้นไปบนบันไดและเริ่มปลดผ้าคาดเอวของมารดาเจ้าอ้วนซาน


ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันยืดคอออกมาโดยพร้อมเพรียง พวกเขาเบิกตากว้างพลางจ้องเขม็งเพื่อพิสูจน์ว่าก้นของมารดาเจ้าอ้วนซานขาวหรือไม่…


มารดาของเจ้าอ้วนซานที่ตัวห้อยต่องแต่งอยู่ด้านบนได้เห็นปฏิกิริยาของทุกคนอย่างชัดเจน นางเริ่มรู้สึกกลัวว่าหากโดนถอดกางเกงต่อหน้าทุกคน นางจะมีหน้าใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็น้ำตาไหลพรากและร้องไห้ออกมาอย่างโหยหวน เจ้ากำลังบีบให้ข้าตาย ! เจ้ามันใจดำอำมหิต เจ้ากำลังจะบีบเอาชีวิตของข้า !


แล้วถ้อยคำที่เจ้าใส่ร้ายข้ามาโดยตลอดไม่ใช่การเอาชีวิตข้าหรือ ? ถ้อยคำของเจ้าร้ายกาจเพียงนั้น ตอนที่เจ้าว่าร้ายผู้อื่นเคยเอาใจเขามาใส่ใจเราหรือไม่ ? เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าวันหนึ่งผลกรรมทั้งหมดจะตกอยู่ที่ตนเอง ? หลินเว่ยเว่ยปลดผ้าคาดเอวของมารดาเจ้าอ้วนซานสำเร็จแล้วทำให้กางเกงที่หลวมของอีกฝ่ายพร้อมหลุดได้ทุกเมื่อ


หยุดเดี๋ยวนี้ ! หยุด ! ! เรายินดีชดใช้ ! ยินดีชดใช้แพะตัวนั้นให้แก่เจ้า ! บิดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนรักศักดิ์ศรีของตนอยู่ไม่น้อย ต่อให้ภรรยามีข้อเสียมากมายเพียงใด แต่พวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาจนมีบุตรสาว3คน บุตรชายอีก1คน หากนางถูกเปลือยก้นต่อหน้าทุกคน เช่นนั้นบุตรสาวบุตรชายจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด !


มารดาของเจ้าอ้วนซานยกสองมือดึงกางเกงเอาไว้ ตัวของนางแกว่งไปมาพลางร้องไห้ฟูมฟายราวกับวิญญาณแขวนคอตาย แพะของข้า ! ข้าอุตส่าห์ฟูมฟักมันมากว่าครึ่งปีอย่างยากลำบาก…


ชุนหยา เจ้าไปจูงแม่แพะตัวนั้นมาจากบ้านพวกเราเถิด… บิดาของเจ้าอ้วนซานมีสีหน้าหม่นหมองอยู่ไม่น้อย เวลานี้ราวกับพลังชีวิตของเขาถูกสูบไปจนเกือบหมดอย่างไรอย่างนั้น


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าแพะถูกจูงมาแล้วจึงให้เจ้าหนูน้อยจูงมันไปไว้ที่สวนหลังบ้าน จากนั้นก็หิ้วมารดาของเจ้าอ้วนซานพร้อมกระโดดลงจากบันไดแล้วโยนนางลงไปบนพื้นราวกับโยนสิ่งของสกปรกก็มิปาน เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาขอโทษแล้ว !


แพะของข้า ! ฮือ แพะของข้า ! มารดาของเจ้าอ้วนซานล้มฟุบไปกับพื้นพลางร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า แต่ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นเห็นอกเห็นใจได้


บิดาของเจ้าอ้วนซานกลัวว่าเรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่จึงรีบไปลากภรรยาขึ้นมาแล้วจับตัวนางโค้งขอโทษไม่หยุด เป็นความผิดของเมียข้าเอง ต่อไปนี้ข้าจะดูแลนางให้ดี จะไม่ให้นางไปพูดว่าร้ายผู้อื่นอีก เร็วเข้า ! รีบพูดขอโทษเร็ว…


ฮือออ…แพะของข้า… มารดาของเจ้าอ้วนซานยังร้องไห้ฟูมฟายและพิงสามีของตน ปากก็พึมพำถึงแม่แพะไม่หยุด


หลินเว่ยเว่ยคิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเพียงพอให้มารดาของเจ้าอ้วนซานจดจำไปชั่วชีวิต ไป ! วันหน้าหากจะพูดสิ่งใดออกมาก็หัดมีคุณธรรมเสียบ้าง กรรมจะได้ไม่ตกอยู่บนตัวบุตรชายและบุตรสาวของพวกเจ้า !


บิดาของเจ้าอ้วนซานพยุงภรรยาออกไป ชาวบ้านที่มาร่วมชมเหตุการณ์ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตน และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นอันจบลงเท่านี้ ชื่อเสียงในด้านความเก่งกาจของหลินเว่ยเว่ยได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ขนาดว่ามารดาของเจ้าอ้วนซานยังตกอยู่ในกำมือนางโดยไม่อาจหลีกหนีได้ ลำพังแค่ความกล้าแสนน้อยนิดของพวกตนมีหรือจะกล้ารังแกนาง


ท่านแม่เจ้าคะ ในท้องของแม่แพะตัวนี้มีลูกอยู่ อีกไม่เกินสองเดือนก็น่าจะได้ดื่มน้ำนมแพะกันแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยลูบแม่แพะอย่างชื่นชมยินดี


นางหวงถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า ลูกนะลูก ! แม่บอกเจ้าตั้งหลายคราแล้วว่าเวลาจะทำสิ่งใดต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เรื่องนี้แม้ดูเหมือนว่าเจ้าเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้าเสียเปรียบอยู่มาก!


หลินเว่ยเว่ยได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ท่านแม่เจ้าคะ ข้าเสียเปรียบตรงไหนหรือ ?


ชื่อเสียงสำคัญที่สุดสำหรับสตรี ชื่อเสียงเรื่องเก่งกาจของเจ้าแพร่กระจายออกไปเช่นนี้ ในอนาคตเรื่องแต่งงานของเจ้า… ตอนนี้เรื่องแต่งงานของบุตรสาวคนรองกลายเป็นความกังวลใจของนางหวงไปแล้ว


เฮอะ ! ท่านแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ! น้องสี่เคยกล่าวไว้ว่าถ้าในอนาคตไม่มีผู้ใดแต่งงานกับข้า เขาจะเป็นคนเลี้ยงดูข้าเอง หลินเว่ยเว่ยเบนความสนใจจากแม่แพะไปที่เจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าทันที อืม ใช่ขอรับ ! ข้าจะเลี้ยงกระต่ายไว้เยอะๆ เพื่อขายเอาเงินมาดูแลพี่สาว


เช่นนั้น…หากภรรยาของเจ้าไม่ยอมเลี้ยงพี่สาว เกิดว่านางไล่ข้าออกจากบ้าน เจ้าจะทำเช่นไร ? หลินเว่ยเว่ยเริ่มหยอกน้องชาย


เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้วแล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า หากนางไม่ยอม ข้าก็จะไล่นางกลับบ้านมารดาของนาง ! เพราะข้าจะเอ่ยไว้ตั้งแต่แรกว่าหากไม่ยอมดูแลพี่รอง ข้าก็จะไม่แต่งด้วย !


หลินเว่ยเว่ยลูบแก้มน้องชายแล้วหอมแก้มนิ่มด้วยความเอ็นดู พี่รองรักเจ้าไม่เสียเปล่า ! คืนนี้ข้าจะทำไก่ตุ๋นโสมให้เจ้า !


นางหวงส่ายหน้าอย่าจนใจแล้วหันไปมองคู่พี่น้องที่ ‘รับส่ง’ กันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ไก่ตุ๋นโสมหรือ ? เจ้าอย่าเปลี่ยนเรื่องนะ เจ้ารอง นี่เจ้าไม่คิดจะแต่งงานกับผู้ใดจริงหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ท่านแม่เจ้าคะ ท่านอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย ตอนนี้ท่านรักษาสุขภาพให้ดีก็พอแล้ว ! ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของข้าหรอก ! ท่านคิดสิว่าพวกเราใช้เวลาไม่กี่วัน ผลไม้อบแห้งที่เราทำขายได้เงินตั้งสิบกว่าตำลึงแล้ว เราทำผลชิงอบแห้งแล้วก็จักมีลูกบ๊วย พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีพวกถั่วอบ ! พอนับรายได้ทั้งปีแล้วพวกเราสามารถทำเงินได้เกิน100ตำลึงได้อย่างสบาย พอถึงตอนนั้นท่านก็บอกไปสิว่าจะมอบสินเดิมให้บุตรสาวมากหน่อย ท่านยังกังวลเรื่องที่จะไม่มีคนมาแต่งกับบุตรสาวอีกหรือเจ้าคะ ?


นางหวงคิดตามอย่างละเอียดจึงได้เข้าใจว่าเป็นอย่างที่บุตรสาวเอ่ยไว้จริง นางคิดว่าต้องมีเงินเก็บให้มากจึงจะสามารถเลือกคู่ครองดีๆให้บุตรสาวได้ ดังนั้นนางจึงหันไปมองบุตรีแล้วกล่าวว่า ต่อไปนี้แม่จะเป็นคนเก็บเงินที่ขายผลไม้อบแห้งเองเพราะเจ้าเป็นคนใช้เงินมือเติบ หากเงินอยู่ในมือเจ้าก็มีแต่จะหมดไปอย่างสูญเปล่า


ได้เจ้าค่ะ ! ต่อไปนี้ข้าจะให้ท่านเป็นคนเก็บเงินที่ครอบครัวหามาได้ทั้งหมด ! หลินเว่ยเว่ยตอบรับทันที จริงสิ ข้ายังมีธุระต้องไปหาหมอเหลียง ในกระบุงของข้ามีไก่ป่าอยู่ตัวหนึ่ง ท่านแม่ช่วยเรียกพี่ใหญ่มาจัดการที หลังจากข้ากลับมาแล้วจะตุ๋นเป็นซุปให้ท่านดื่ม ไก่ตุ๋นกับเขากวางอ่อนและโสมมีสรรพคุณช่วยบำรุงหยวนชี่ ท่านแม่กับบัณฑิตน้อยต้องดื่มให้มากหน่อย !


โสมอันใด ? แล้วเจ้าเอ่ยถึงเขากวางจากที่ใด ? ลูกแม่ อย่าบอกว่าเจ้าซื้อของแพงมาอีกแล้ว ? ของพวกนั้นมีราคาแพงมาก คิดว่ามันเป็นของที่เราจะกินได้หรือ ? นางหวงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกร้อนใจ


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเพราะข้าไม่ได้ใช้เงินซื้อมาเจ้าค่ะ !


หลังออกจากบ้านมาแล้วนางก็รีบวิ่งไปที่บ้านของหมอเหลียงและอาศัยความมืดเข้ามาบดบังเพื่อนำกวางที่นางจับได้ขึ้นมาพาดไว้บนบ่า


หมอเหลียง ท่านหมอเหลียง ! หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าประตูบ้านของหมอเหลียงโอนเอนเหมือนใกล้พังเต็มที ในใจของนางก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้นางก็จะมาช่วยหมอเหลียงซ่อมประตูบ้านให้ได้ !


หมอเหลียงที่กำลังอ่านตำราแพทย์ใต้แสงไฟจากตะเกียงได้ยินนางตะโกนเรียกก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ มีอันใดอีกหรือ ? ข้าบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าบัณฑิตเจียงไม่ได้เป็นอันใด…


เมื่อเขาเดินออกมาจากในห้องแล้วเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยกำลังแบกกวางตัวหนึ่งเดินเข้ามาภายใต้แสงจันทร์ ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มกว้างออกมา ‘นี่นาง…เอาของมามอบให้ข้าหรือ ? ’


[1] หยวนชี่ คือ พลังชีวิต


ตอนที่ 89: ตัดเขาตอนกวางยังมีชีวิต


หมอเหลียง ท่านช่วยดูหน่อยว่าเขากวางตัวนี้ใช้ได้หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยวางกวางที่ถูกมัดไว้บนพื้น กวางที่ถูกมัดขาพยายามดิ้นทุรนทุราย นางคิดจะทำอันใด หรือว่านางจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขา !


หมอเหลียงยื่นหน้าไปดู เมื่อเห็นเขากวางกำมะหยี่ที่อยู่บนหัวของมัน เขาก็กล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจว่า ไม่เลวเลย เจ้าโชคดีมาก นี่คือเขากวางอ่อนที่มีสรรพคุณทางยาดีที่สุด !


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับแล้วเอามีดออกมาจากกระเป๋าผ้า จากนั้นก็กะระยะบนหัวของกวาง หมอเหลียง ท่านพูดมาเถิดว่าจะให้ข้าเริ่มตัดจากตรงส่วนไหน ?


หมอเหลียงชี้ไปยังส่วนโคนของเขากวาง จากนั้นก็มองท่าทีของนางแล้วถามด้วยความสงสัย นี่เจ้า…คิดจะตัดเขาของมันตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่หรือ ?


ก็ใช่น่ะสิ ! หลังจากตัดเขาแล้วข้าก็จะเลี้ยงกวางตัวนี้ไว้และรอให้เขาอ่อนงอกขึ้นมาใหม่ ถึงตอนนั้นข้าก็จะตัดได้อีก หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมยกมีดขึ้นมาแล้วบรรจงตัดลงไป มีดทื่อๆด้ามนี้พอมาอยู่ในมือของนางก็ดูคล้ายกับมีดชั้นดี เขากวางถูกตัดออกอย่างเบามือและเรียบเนียนเสมอกัน แม้แต่เจ้ากวางยังไม่รู้ตัวเลยว่าเขาของมันถูกตัดออกไปแล้ว


หลินเว่ยเว่ยใช้วิธีการเดียวกันตัดเขาอีกข้างหนึ่ง จากนั้นก็ขอยาผงห้ามเลือดจากหมอเหลียงเพื่อนำมาทาบนหัวของกวางและตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ามีหญ้าสดจากตรงไหนมาวางอยู่ที่ข้างปากของกวางแล้ว


หมอเหลียงอ้าปากค้างเล็กน้อย โดยเฉพาะตอนที่เห็นเจ้ากวางหัวโล้นยังมีใจมากินหญ้าสดอย่างสบายใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนตัดเขากวางด้วยวิธีนี้…แต่วิธีนี้ผู้อื่นคงใช้ไม่ได้เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีพละกำลังแข็งแกร่งเท่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลิน !


หมอเหลียงรับเขากวางมาจากหลินเว่ยเว่ย เขาเดียวก็พอแล้ว…ช่างมันเถิด ประเดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าบดออกมา เจ้าจะได้ไม่ทำเสียของหมด !


หมอเหลียงนำเขากวางไปลนไฟเพื่อกำจัดขนออก จากนั้นก็ใช้ใบมีดโกนขนของเขากวางให้สะอาดอีกครั้ง เขาให้หลินเว่ยเว่ยฝานเขากวางออกเป็นแผ่น จากนั้นก็นำไปแช่ในสุรา แช่ไว้สักสามวันแล้วค่อยนำมาเคี่ยวใหม่ แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว ! ตอนนี้มีเขากวางอ่อนแล้วขาดก็แต่…โสม !


หลินเว่ยเว่ยเอาโสมคนที่เพิ่งขุดมาใหม่วันนี้ยื่นไปตรงหน้าหมอเหลียง ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ข้าเพิ่งขุดโสมคนได้เมื่อยามเว่ย ท่านช่วยดูให้ทีว่ามันพอจะใช้ได้หรือไม่ ?


นับตั้งแต่มีสัตว์ป่าออกอาละวาด ตลอดหลายปีมานี้ไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปขุดโสมบนภูเขา ทำให้นับวันราคาของโสมก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้น…ข้าต้องขอบอกว่าเจ้าโชคดีเหลือเกิน ถึงขั้นสามารถขุดโสมคนอายุกว่าหกสิบปีได้ ! หากนำโสมนี้ไปขายในร้านขายยา ข้ารับประกันเลยว่าเจ้าต้องขายได้ในราคาหลายร้อยตำลึงแน่นอน ! หมอเหลียงเห็นสมุนไพรชั้นดีเข้าหน่อยก็แทบวางมันไม่ลง ราวกับคนรักการดื่มมาเจอกับสุราชั้นยอดก็มิปาน


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะพลางหรี่ตาใส่หมอเหลียง มันคือโชคและข้าก็แค่โชคดี !


ทว่าสุดท้ายหมอเหลียงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม เจ้ากลับไปเถิด เจ้านำมันไป.อบด้วยไฟอ่อนๆ แล้วฝานตอนใช้ก็พอแล้ว…


อย่าให้ข้าทำดีกว่า รบกวนหมอเหลียงช่วยปรุงมันด้วย เรื่องยาบำรุงร่างกายของแม่ข้าต้องรบกวนท่านหมอเหลียงแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยยัดโสมกลับเข้าไปในมือของหมอเหลียง สีหน้าของนางแสดงออกอย่างจริงใจและชัดเจน


หมอเหลียงเห็นว่านางเปิดใจให้ตนก็รู้สึกมีความสุขมาก ได้ ในเมื่อเจ้าไว้ใจคนแก่เช่นข้า ข้าก็จะช่วยปรุงเขากวางอ่อนและโสมคนเอง ส่วนยาตัวอื่นเจ้าไม่ต้องกังวล เพราะที่ข้ามีหมดแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยก้มศีรษะบอกลาหมอเหลียงเพื่อเตรียมกลับบ้าน แต่ทันใดนั้นนางก็นึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันมาถามหมอเหลียง ข้าพอจะฝานโสมบางส่วนเพื่อกลับไปตุ๋นซุปได้หรือไม่ ? จะได้เอาไว้บำรุงร่างกายให้ท่านแม่และบัณฑิตเจียงเสียหน่อย


หมอเหลียงได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ก็ตอบพร้อมรอยยิ้ม โสมคนสามารถบำรุงหยวนชี่ได้จึงเหมาะสำหรับอาการป่วยของแม่เจ้าพอดี แต่สำหรับบัณฑิตเจียงให้เขาดื่มน้อยๆหน่อย จะได้ไม่บำรุงมากเกินไปจนเป็นเหตุให้เลือดกำเดาไหล


หลินเว่ยเว่ยถือโสมเดินกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงนางก็พับแขนเสื้อเพื่อเริ่มตั้งหม้อตุ๋น ไก่ตุ๋นโสมที่นางทำออกมาไม่มีกลิ่นและรสชาติเหมือนยาเลยสักนิด ซุปมีรสหวานจากไก่เมื่อกินพร้อมเนื้อไก่นุ่มๆ ช่างอร่อยเหลือเกิน


เจียงโม่หานแกล้งนอนป่วยอยู่บนเตียงและดื่มไปถ้วยหนึ่งแล้วยังไม่หนำใจดี ปกติเด็กอ้วนมักชอบตักข้าวตักซุปให้เขาเพิ่มประจำ แต่วันนี้นางไม่เอ่ยว่าจะตักให้เขาเพิ่มสักคำ นี่นางเป็นอันใด ? โกรธข้าหรือ ? ข้าไปทำอันใดให้ ?


เจียงโม่หานถือชามข้าวราดไข่กวนมะเขือเทศเอาไว้พลางครุ่นคิดอยู่เช่นนั้น ‘ก่อนหน้าที่จะถูกงูกัด ข้ายังไม่ได้กล่าวอันใดสักคำ มีแต่เด็กอ้วนที่ล้อว่าข้าตั้งใจมารอนาง คนหลงตัวเอง ผู้ใดรอเจ้ากัน ?’


แต่หลังจากที่โดนงูกัดไปแล้ว เขาก็หมดสติไป…ไม่ใช่สิ หรือเพราะเรื่องของเขาที่ทำให้นางโดนว่าร้ายจากมารดาของเจ้าอ้วนซาน นางจึงรู้สึกโมโหและเอาความโกรธมาลงที่เขา ?


ไอหยา ! ข้าไม่ได้รับความเป็นธรรมยิ่งกว่าอีก ! แต่นางถูกใส่ความเช่นนั้นก็เพราะข้า หากจะโกรธข้าก็เป็นเรื่องปกติย่อมเข้าใจได้ ตอนนี้เหตุใดข้าจึงรู้สึกราวกับว่าติดหนี้ด้านความรู้สึกนางอยู่ !


หนี้ด้านความรู้สึกก็ต้องชดใช้ด้วยความรู้สึก ภายภาคหน้าเขาสาบานแล้วว่าจะต้องตอบแทนนางอย่างแน่นอน ขออย่างเดียวคืออย่าคิดที่จะเอาเรื่องนี้มาบีบให้เขาต้องใช้ร่างกายตอบแทนเป็นพอ !


หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงเลยว่านางแค่ทำตามคำแนะนำของหมอเหลียงโดยให้บัณฑิตหนุ่มดื่มแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น แต่ในหัวของเขากลับคิดไปไกลเพียงนั้นแล้ว


นางกินข้าวเย็นเสร็จและกำลังทำคอกให้แม่แพะกับกวางอยู่


ตอนนี้หลังบ้านของตระกูลหลินกลายเป็นเหมือนฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดย่อมซึ่งมีทั้งฝูงกระต่ายหลายสิบตัว แม่ไก่ตัวน้อยที่เลี้ยงไว้กินไข่อีก3ตัว แม่แพะที่มีลูกติดท้องมาด้วยและกวาง1อีกหนึ่งตัวที่เพิ่งโดนตัดเขา โชคดีเหลือเกินที่พื้นที่หลังบ้านมีขนาดใหญ่มากพอ !


เดิมทีพื้นที่หลังบ้านนอกจากมีคอกกระต่ายแล้วยังมีคอกหมูขนาดใหญ่อีกหนึ่งคอก เดิมทีในคอกหมูมีเพียงแม่ไก่ที่เดินคุ้ยดินอย่างสบายใจ แต่บัดนี้คอกหมูต้องถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะและเลี้ยงกวาง


ในตอนแรกกวางดูซึม ไร้ชีวิตชีวา แต่หลังจากที่นางป้อนน้ำและให้มันกินหญ้าที่ปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณแล้วเจ้ากวางตัวนี้ก็ร่าเริงทันที


เมื่อมีอาหารสดใหม่ให้กินตลอดเวลาจึงเห็นได้ชัดว่าเจ้ากวางสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี มันไม่มีอาการหวาดระแวงหรืออยากหนีเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย ในทางตรงกันข้ามพอมันกินดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญใจแล้วก็จะเดินเล่นอย่างสง่างามอยู่ภายในสวนหลังบ้าน จากนั้นก็มักสำรวจอาณาเขตของตนอย่างสบายแล้วยื่นหัวเข้าไปในคอกแพะเพื่อทักทายเพื่อนบ้านอย่างเป็นมิตร


ในมิติน้ำพุวิญญาณของหลินเว่ยเว่ยยังมีกวางอีก2ตัว นางจึงคิดจะเอาพวกมันออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณเพื่อเลี้ยงรวมกันที่หลังบ้าน แต่น่าเสียดายที่พื้นที่หลังบ้านมีจำกัด ไม่เช่นนั้นการเลี้ยงกวางเพื่อตัดเขาอ่อนขายก็ถือเป็นเส้นทางแห่งความมั่งคั่ง !


เจ้าหนูน้อยยิ้มจนดวงตากลายเป็นเส้นตรง พี่รอง นี่คือกวางตัวผู้หรือตัวเมีย ? ถ้าเป็นกวางตัวเมียก็ดีเลยเพราะมันจะได้ออกลูกให้พวกเรามากมาย ลูกกวางตัวหนึ่งขายได้ราคาดีเชียวนะ !


หลินเว่ยเว่ยเอ็นดูความคิดของเจ้าหนูน้อย กวางไม่ใช่สัตว์ที่มีสองเพศในตัวเดียวเสียหน่อย มันไม่สามารถผสมพันธุ์ในตัวเองได้ แต่นางไม่อยากทำลายความฮึกเหิมของน้องสี่ที่มีต่อการเลี้ยงสัตว์ นางจึงให้กำลังใจเขาแทน ได้สิ ! เช่นนั้นข้าขอมอบหมายหน้าที่ดูแลกวางให้เจ้า ! ครอบครัวของเราจะร่ำรวยหรือไม่คงต้องพึ่งความสามารถของเจ้าแล้ว !


เจ้าหนูน้อยยืดอกรับคำด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นก็ตบหน้าอกอย่างแรงแล้วรับประกันต่อพี่รองว่า ข้าต้องดูแลกระต่าย แม่แพะและกวางตัวนี้เป็นอย่างดีแน่นอน ! ข้าจะทำให้พวกมันอวบอ้วนแล้วขายได้ในราคาสูง !


ใช้ได้ ! เด็กน้อยผู้คลั่งไคล้ความมั่งคั่งคนนี้เห็นสิ่งใดก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด !


[1] กวางที่โดนตัดเขาและเลี้ยงในที่นี้ หมายถึง กวางดาว


ตอนที่ 90: อย่าฝืนนักเลย


วันต่อมา ขณะที่ฟ้ายังไม่ทันสว่างหลินเว่ยเว่ยก็ลุกจากเตียง เมื่อล้างหน้าแปรงฟันแล้วนางก็แบกกระบุงไม้ไผ่ขึ้นหลังเพื่อเตรียมขึ้นเขา นางก็อยากนอนตื่นสายบ้างเช่นกัน แต่ชีวิตไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย !


นางเคยชินกับชีวิตที่ต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลับบ้านมาทีก็ตอนอาทิตย์ใกล้ตกดิน เมื่อชาติที่แล้วเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝัน ทุกวันนางต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด จากนั้นก็ตั้งใจเรียนตลอดทั้งวัน พอตกกลางคืนก็ออกไปทำงานพิเศษเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ได้นอนแค่วันละไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้พอใจแล้ว


สิ่งที่เหนื่อยสุดไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นความโดดเดี่ยวและความเหนื่อยล้าภายในจิตใจต่างหาก เพราะนางเหมือนวัชพืชในน้ำที่ไม่รู้ว่าจะลอยไปทางใด…


โชคดีที่สวรรค์ยังเมตตาทำให้ในชาตินี้นางมีครอบครัวซึ่งไม่เคยได้มี ชาตินี้นางมีมารดาที่รักตนมากรวมถึงมีน้องเล็กที่น่ารัก ต่อให้นางจะเหนื่อยเพียงใดก็สู้ !


ตอนนี้นางมีเสบียงกักตุนเอาไว้มากมาย ทั้งยังมีธุรกิจผลไม้อบแห้ง มีรายได้เข้ามาตลอด ทำให้นางไม่ต้องกังวลเรื่องยาที่จะนำมาใช้รักษามารดา ตอนนี้ครอบครัวมีแต่จะก้าวไปสู่ความเจริญและนางเชื่อว่าในอนาคตต้องดีกว่านี้แน่นอน! หลินเว่ยเว่ยโบกมือขึ้นฟ้าอย่างร่าเริงคล้ายเป็นการเติมกำลังใจและขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา


เจียงโม่หานที่เมื่อวานนอนพักในห้องของหลินจื่อเหยียนตลอดทั้งคืนได้เห็นภาพนั้นแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก


เหตุใดเด็กอ้วนผู้นี้มักกระปรี้กระเปร่าราวกับคนที่มีพลังงานไม่หมดสิ้น นางดูสดใสเหมือนว่าความทุกข์ทรมานทั้งหลายไม่อาจกดทับบ่าของนางได้ คล้ายว่าความลำบากเหล่านั้นไม่อาจพรากรอยยิ้มไปจากนางได้เช่นกัน นางมักทำให้ผู้อื่นมองเห็นแสงสว่างและความหวังจากตัวนางเสมอ…


บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าตื่นนอนเร็วเช่นนี้ ? บาดแผลบนไหล่ยังเจ็บอยู่หรือไม่ ? รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ? หลินเว่ยเว่ยเอ่ยทักทายบัณฑิตหนุ่มอย่างร่าเริง


การได้ตื่นเช้ามาเห็นบุรุษรูปงามราวกับหลุดมาจากในภาพวาดช่างเป็นสิ่งจรรโลงใจเหลือเกิน! บัณฑิตหนุ่มถือเป็นอาหารตาชั้นยอด !


พูดถึงแผลบนไหล่ เจียงโม่หานก็รู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมาทันที จำได้ว่าก่อนจะหมดสติไปนั้นความอบอุ่นและความนุ่มนวลยังตราตรึงในใจไม่คลาย ทำเอาเขาอดมองไปยังริมฝีปากของหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ ปากเล็กเรียวบางสีชมพูนี้…เหมือนผลอิงเถาที่เขาโปรดปรานในชาติก่อน มันช่างดูมีกลิ่นหอมน่าดึงดูดใจ…


เมื่อตระหนักได้ว่าตนเอาแต่คิดเรื่องที่ไม่สมควร เจียงโม่หานก็หันหน้าเข้าไปในห้องแล้วออกแรงเคาะศีรษะตนเอง วิญญาณร้ายมาเข้าสิงข้าหรือไร ? เหตุใดข้าจึงคิดว่าริมฝีปากของเด็กอ้วนดึงดูดใจได้ ? หรือว่านัยน์ตาของข้าโดนมูลสัตว์บดบังเอาไว้ ? เด็กคนนี้ตัวก็อ้วน รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาก็ไม่เห็นงดงามสักเท่าไร แถมพฤติกรรมของนางยังไม่เหมือนสตรีแม้แต่น้อย แล้วข้าเอาสิ่งใดมามองว่านางน่าดึงดูดใจ ?


หลินเว่ยเว่ยคุ้นชินต่อการทักทายด้วยท่าทีเย็นชาของบัณฑิตหนุ่มเสียแล้ว ไม่รู้เพราะสิ่งใดและเหตุใดบัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งจึงโกรธนางอีกแล้ว ! พ่อคนเจ้าอารมณ์ !


ในตอนเช้านางขึ้นไปเก็บผักป่าบนภูเขาและวางกับดักล่าสัตว์ จากนั้นก็ไปเก็บผลชิงป่า พอตอนลงเขามา หลินเว่ยเว่ยก็แบกกระบุงที่อัดแน่นไปด้วยผลชิง แถมในมือยังมีตะกร้าที่ใส่ผักป่าไว้จนเต็ม บัดนี้ฟ้าส่องแสงสว่างเจิดจ้าแล้ว ท้องฟ้าเหนือหลังคาบ้านแต่ละหลังจึงเต็มไปด้วยควันไฟจากการหุงหาอาหาร


ปกติแล้วมื้อเช้าในบ้านจะเป็นฝีมือของนางหวงที่มักต้มโจ๊กข้าวฟ่าง ชงโหยวปิงและจัดโต๊ะพร้อมแตงกวาดอง หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นว่าชงโหยวปิงในมือมีไข่ไก่เพิ่มเข้ามาในขณะที่ของผู้อื่นไม่มี


ดังนั้นนางจึงแบ่งชงโหยวปิงออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งยกให้นางหวง ขณะที่อีกส่วนยัดใส่มือของบัณฑิตหนุ่ม ไข่ไก่ช่วยบำรุงร่างกาย พวกท่านคนหนึ่งป่วย อีกคนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นต้องกินของดีหน่อยจึงจะหายเร็ว ข้าเป็นคนร่างกายแข็งแรง เอามาให้ข้ากินเช่นนี้ไม่สิ้นเปลืองแย่หรือ ?


บุตรสาวคนโตเห็นเช่นนั้นก็มุ่ยปากแล้วพึมพำเสียงเบาว่า แค่ข้าวมื้อเดียว คนอื่นกินแค่ชงโหยวปิงแผ่นเดียวก็พอแล้ว แต่เจ้ากินตั้งสามแผ่น รู้ตัวด้วยหรือว่าตนกำลังทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบอยู่ ?


นางหวงดึงชายเสื้อของบุตรสาวคนโตเบาๆ เพื่อบอกให้หยุดพูดเหลวไหล สองพี่น้องจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันอีก จากนั้นนางก็หันไปกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้มว่า เจ้าทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่ได้พักผ่อน หากไม่กินของดีหน่อยแล้วจะเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ?


ท่านแม่เจ้าคะ ท่านไม่ต้องกังวลเพราะข้าดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ! หลินเว่ยเว่ยม้วนชงโหยวปิงยัดไส้แตงกวาดอง จากนั้นก็กัดคำโต จะว่าไปแล้วการวิ่งขึ้นลงเขารอบหนึ่งก็ทำให้นางหิวมากจริงๆ


นางเฝิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกินชงโหยวปิงอย่างเงียบๆ คล้ายกำลังคิดบางอย่างอยู่ หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้วนางจึงเอ่ยกับหลินเว่ยเว่ยว่า ข้ามีเรื่องอยากคุยด้วย นั่งลงก่อนเถิด !


หลินเว่ยเว่ยที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะจัดการกับผลชิงป่าแล้วค่อยออกไปข้างนอก เมื่อได้ยินนางเฝิงกล่าวเช่นนั้นก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี นางหวงเหลือบมองพลางคิดในใจว่า ‘ไม่เห็นเจ้าเชื่อฟังแม่เช่นนี้เลย’


เสี่ยวเว่ย ในแต่ละวันเจ้ามักขึ้นเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จากนั้นก็เอาสินค้าไปส่งในเมือง พอใกล้ค่ำก็ต้องกลับมารดน้ำที่แปลงนา หากยังทำเช่นนี้ทุกวัน ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็ทนไม่ไหว !


นางหวงได้ยินคำพูดของนางเฝิงก็ออกแรงพยักหน้าเห็นด้วย บุตรสาวคนรอง…ต้องมาตกระกำลำบากจริงๆ ต้องโทษที่ตัวนางไม่แข็งแกร่งมากพอจึงช่วยอันใดบุตรสาวไม่ได้สักอย่าง มีแต่จะเป็นภาระให้…


นางเฝิงยกมือปรามหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะพูด ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าเจ้าจะเหนื่อยหรือไม่ เพราะช่วงเวลาที่ฟ้ายังไม่สว่างเป็นช่วงที่สัตว์ป่าออกหาอาหาร รวมถึงตอนพลบค่ำที่เจ้าขึ้นเขาไปตักน้ำด้วย เวลานั้นไม่ปลอดภัยเช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องไปส่งสินค้าในเมืองแล้ว !


หากข้าไม่ไปแล้วผู้ใดจะไป ? ให้บัณฑิตน้อยไปหรือ ? หากต้องให้เขามาเสียเวลาบนท้องถนนกว่าครึ่งวัน เช่นนั้นท่านยังจะให้เขาเรียนหนังสืออยู่หรือ ? หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองคนในครอบครัว มารดาของนางก็ป่วย น้องสี่ก็เด็กเกินไป…ส่วนพี่สาวคนโตแค่อยากทอผ้าหาเงินเท่านั้น ฝากความหวังไม่ได้หรอก !


นางเฝิงคิดดีแล้วจึงกล่าวว่า ข้าจะเอาไปส่งเอง ! เจ้าดูสิ ผลไม้อบแห้งที่พวกเราทำมีมากถึงห้าหกร้อยชั่ง ในแต่ละวันตอนเช้าข้าจะทำเพียงเล็กน้อย จากนั้นพอกลับถึงบ้านช่วงใกล้ค่ำก็จะทำอีกหน่อย แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับส่งขายในเมืองแล้ว


ไม่ได้ เช่นนั้นลำบากท่านเกินไป กระดูกของท่านก็ไม่ค่อยดีหากเหนื่อยจนป่วยขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ? เจียงโม่หานกำลังขยับปากจะพูด แต่หลินเว่ยเว่ยเป็นฝ่ายชิงพูดเสียก่อน


นางเฝิงอธิบายต่อ ไปกลับในเมืองมีเกวียนให้ขึ้นไม่ใช่หรือ ? ถ้าเจ้ากลัวว่าข้าจะเหนื่อยก็เอาของไปส่งให้ข้าที่ปากทางขึ้นเกวียน พอถึงในเมืองข้าก็จะเพิ่มเงินให้คนบังคับเกวียนเสียหน่อย จากนั้นก็ให้พวกเขาเอาสินค้าไปส่งที่ร้านแทน หากมีคนช่วยขนสินค้าแล้วข้าจะเหนื่อยได้เช่นไร ? อีกอย่างถ้าทำผลไม้อบแห้งในช่วงเช้าและเย็น แม่ของเจ้าก็ยังมีพี่สาวคอยช่วยเป็นลูกมือให้…


ข้าสามารถช่วยก่อไฟได้ ! เจ้าหนูน้อยยกมืออาสาทันที


นางเฝิงลูบศีรษะของเด็กน้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใช่แล้ว พวกเรายังมีน้องเล็กคอยช่วยอีกแรง แม้ดูเหมือนว่าพวกเรางานเยอะแต่ก็ไม่ได้เหนื่อยเหมือนที่เจ้าคิดหรอก เอาล่ะ ตกลงตามนี้แล้วกัน !


หลินเว่ยเว่ยมองสีหน้าท่าทางของนางเฝิงที่ยืนยันอย่างหนักแน่น ตอนแรกนางคิดอยากโน้มน้าวแต่ก็ถูกสายตาของบัณฑิตหนุ่มปรามเอาไว้ เจียงโม่หานรู้ว่าหากมารดาตัดสินใจทำสิ่งใดแล้วไม่ให้ได้ลองทำ นางก็จะไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเด็ดขาด


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่วางใจ เช่นนั้น…น้าเฝิงลองทำก่อนแล้วกัน ถ้าคิดว่าเหนื่อยเกินไปก็อย่าฝืน อย่าฝืนจนทำให้ตัวเองป่วยเหมือนแม่ข้าก็พอ !


นางหวงที่นอนอยู่บนเตียงถึงกับพูดไม่ออก


ส่วนนางเฝิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มรับ ข้ารู้ตัวดี !


เมื่อไปส่งนางเฝิงที่ปากทางขึ้นเกวียนแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยังไม่วางใจจึงพยายามขอตามนางเฝิงไปด้วยเพื่อถือเป็นการสอนให้คุ้นเคยกับการไปส่งของที่เขตเริ่นอัน


หากนั่งเกวียนไปในเมืองต้องจ่ายคราละ5อีแปะ ดังนั้นไปกลับก็จ่าย10อีแปะ คนส่วนใหญ่มักเสียดายเงินจึงนิยมเดินเท้าเข้าเมืองด้วยตนเอง แต่ผู้ที่ไปขายของเยี่ยงพวกนางมักมีของติดไปด้วยจำนวนมาก ดังนั้นพวกนางต้องยอมจ่ายเงินคราละ5อีแปะเพื่อนั่งเกวียนเข้าเมือง



จบตอน

Comments