weiwei ep91-100

ตอนที่ 91: ต้นแบบรูปหล่อพ่อรวยยุคโบราณ


เที่ยวนี้ผู้ที่นั่งเกวียนเทียมวัวไปมีเพียง6คนเท่านั้น ทว่าสัมภาระกองพะเนินราวกับภูเขาขนาดย่อม ทำให้กระบุงของหลินเว่ยเว่ยไม่มีที่วาง นางจึงต้องยกมาวางไว้บนขาของตน


เมื่อมาถึงหน้าประตูเข้าเมือง นางเฝิงได้ไปเจรจากับชายชราที่บังคับเกวียนว่าจะเพิ่มเงินให้เขาอีก2อีแปะเพื่อให้เขาไปส่งพวกนางตรงหน้าร้านขายขนม ชายชราผู้นี้ย่อมไม่ผลักไสเงินที่วางอยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงตอบรับอย่างง่ายดาย


อาเถียน ข้าเอาผลไม้อบแห้งมาส่งแล้ว รีบให้คนออกมาช่วยพวกข้าขนเร็ว ! หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเกวียนแล้วตะโกนเข้าไปในร้าน


ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มในร้านออกมาต้อนรับอย่างสุภาพ จากนั้นก็มาช่วยนางแบกกระบุงไม้ไผ่เข้าไปด้านใน หลินเว่ยเว่ยกล่าวทักทายลูกจ้างคนนั้นอย่างสนิทสนม พี่อาหนิว ต่อไปนี้น้าเฝิงจะเป็นคนมาส่งผลไม้อบแห้งแทนข้า นางแรงน้อยยกของไม่ค่อยไหว ต้องรบกวนให้พี่อาหนิวช่วยนางเสียหน่อย


อาหนิวเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกเรียบง่ายและเป็นคนซื่อสัตย์ เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงตอบรับทันที ได้ ไม่มีปัญหา !


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปในร้านก็เห็นว่าอาเถียนกำลังยืนรายงานให้คุณชายท่านหนึ่งที่สวมอาภรณ์สีน้ำเงินอยู่ ดูเหมือนกำลังรายงานถึงสถานการณ์ในร้านนี้ หรือว่าคุณชายท่านนี้จะเป็นเจ้าของร้าน ? หลงเข้าใจว่าเป็นเถ้าแก่ที่พอมีอายุมาโดยตลอด


นางไม่ได้เดินเข้าไปใกล้แต่ใช้สายตามองสำรวจคุณชายท่านนี้ พบว่าอีกฝ่ายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้ม คาดเข็มขัดสีน้ำเงินไว้ตรงเอว นอกจากนี้ที่เอวยังมีจี้หยกแกะสลักเนื้อดีห้อยประดับเอาไว้ เส้นผมของเขาเป็นสีดำขลับดูอ่อนนุ่ม คิ้วคมเข้มราวกับกระบี่เล่มคม นัยน์ตาดอกท้อคล้ายดูเจ้าชู้เย้ายวน เวลาที่เขามองผู้ใดก็ให้ความรู้สึกเหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม จะหน้านิ่งก็ไม่เชิง ช่างเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์ยิ่งนัก จมูกของเขาคมสัน ริมฝีปากหนาปานกลางทว่าให้ความรู้สึกเหมือนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนริมฝีปากตลอดเวลา


เขาทั้งหนุ่มแน่น รูปหล่อและร่ำรวย ! นี่คือต้นแบบหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยจากยุคโบราณ ! หลินเว่ยเว่ยคิดได้เช่นนี้


เจ้าคือผู้ที่ส่งผลชิงอบแห้งให้ร้านของข้าใช่หรือไม่ ? ดูเหมือนว่าเถียนฟู่กุยจะมีการสนทนากับเขาไว้บ้างแล้ว นัยน์ตาดอกท้อของคุณชายอาภรณ์น้ำเงินหันมามองที่นาง จากนั้นเขาก็ค่อยๆเดินเข้ามาหานาง


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าเล็กน้อย นางยังโฆษณาสินค้าต่ออีกว่า พวกข้าไม่ได้มีแค่ผลชิงเท่านั้น แต่พรุ่งนี้ลูกท้ออบแห้งชุดแรกจะเสร็จแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจหรือไม่ ?


เถียนฟู่กุยจึงถือโอกาสนี้เพื่อแนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน เสี่ยวเว่ย นี่คือนายจ้างของพวกเรา ให้เรียกท่านว่าคุณชายหนิง !


เมื่อได้ยินเถียนฟู่กุยแนะนำ จู่ๆนางเฝิงที่เงียบไม่พูดไม่จาอยู่นานก็เอ่ยปากถามว่า คุณชายตระกูลหนิงจากเมืองเหอโจวหรือ ?


คุณชายหนิงในอาภรณ์สีน้ำเงินได้ยินเช่นนั้นก็เพ่งมองสตรีวัยกลางคนที่อยู่ในชุดผ้าเนื้อหยาบ เขาเห็นว่านางดูสุขุมใจดี ทั้งคำพูดคำจายังมีมารยาทจึงไม่กล้าดูหมิ่นนาง เขารีบกล่าวว่า ข้าไม่บังอาจถึงเพียงนั้นหรอก ! ครอบครัวของข้าเป็นแค่เครือญาติห่างๆของตระกูลหนิงแห่งเหอโจวเท่านั้น


นางเฝิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตอนที่ฮ่องเต้เผชิญวิกฤติสงครามซึ่งเป็นช่วงยากลำบากที่สุด ตระกูลหนิงแห่งเหอโจวได้รวบรวมกำลังคนในตระกูลรวมถึงเสบียงอาหารกักตุนไว้ใช้ในกองทัพได้เป็นปี


หลังจากพวกเขาได้รับแต่งตั้งตำแหน่งใหญ่โดยฮ่องเต้แล้ว พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งหยงหนิงโหวเป็นผู้นำตระกูลหนิง ทั้งยังพระราชทานสมบัติล้ำค่ามากมายมหาศาลให้แก่เขาและทรงสลักลายพระหัตถ์ลงในแผ่นจารึกว่าตระกูลหนิงเป็นผู้ ‘มีคุณธรรมสูงส่งเทียมฟ้า’ ซึ่งตอนนี้แผ่นจารึกได้ถูกเก็บไว้ในหอบรรพชนของจวนตระกูลหนิง ณ เหอโจว ตระกูลหนิงจึงเป็นตระกูลชั้นสูงในเมืองเหอโจวที่ไร้ตระกูลใดเทียบได้


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกได้นานแล้วว่านางเฝิงผู้นี้ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาเพราะมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เวลาทำสิ่งใดก็ประณีตละเอียดอ่อน ให้ความรู้สึกสง่างาม ไม่แน่ว่าก่อนเกิดสงครามนางอาจเคยเป็นคุณหนูในตระกูลใหญ่ก็ได้ เช่นนั้น…เป็นไปได้หรือไม่ว่าบัณฑิตหนุ่มก็เป็นคุณชายของตระกูลใหญ่ที่พลัดถิ่นจากภัยสงคราม ?


หากพวกนางพลัดพรากจากคนในครอบครัวเพราะสงครามจริง แล้วเหตุใดไม่ไปตามหาญาติพี่น้องในเมืองหลวง ทว่ามาลงหลักปักฐาน ณ หมู่บ้านฉือหลี่โกว หมู่บ้านนี้มีสิ่งใดน่าดึงดูดใจหรือ ? ถึงขั้นทำให้สองแม่ลูกยอมลงหลักปักฐานอยู่ในถิ่นทุรกันดารได้ พวกนางอาศัยอยู่ที่นี่มานานสิบกว่าปี ! ซึ่งบ้านใกล้เรือนเคียงที่สนิทสนมกันก็ล้วนเป็นผู้ลี้ภัยสงครามด้วยกันทั้งสิ้น


หลินกู่เหนียง แล้วเจ้าได้เอาตัวอย่างลูกท้ออบแห้งติดมาบ้างหรือไม่ ? คุณชายหนิงมองไปยังหลินเว่ยเว่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม รอยยิ้มของเขาเสมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ช่างอบอุ่นและเผยให้เห็นถึงความจริงใจ


หลินเว่ยเว่ยนำห่อกระดาษน้ำมันออกมา จากนั้นก็เปิดให้คุณชายหนิงดู ตัวอย่างที่ข้านำมาวันนี้ยังมีความชื้นสูง หากตากไว้ในสภาพอากาศเช่นวันนี้อีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้ก็น่าจะนิ่มกำลังดี


คุณชายหนิงรับเอาห่อกระดาษน้ำมันไว้ จากนั้นก็หยิบลูกท้อขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด สีสันของมันสดใสสวยงามเหมือนหยกเนื้อดี แค่ดมก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาแตะจมูก กระตุ้นความอยากอาหารของผู้คนได้เป็นอย่างดี เขาลองชิมจึงพบว่ารสชาติของมันหวานอมเปรี้ยวซึ่งอร่อยเป็นอย่างยิ่ง


ไม่เลว ทั้งกลิ่น สีและรูปลักษณ์ล้วนสมบูรณ์แบบ ช่างเป็นท้ออบแห้งที่คุณภาพดีจริงๆ พวกเราต่างก็เป็นคู่ค้ากันมานาน อีกทั้งคุณภาพของสินค้าที่พวกเจ้านำมาล้วนเชื่อถือได้ ดังนั้นยึดตามกฎเดิมเถิด ข้าให้ราคาชั่งละ350อีแปะ พวกเจ้ามีเท่าไหร่ข้าจะรับไว้ทั้งหมด หลินเว่ยเว่ยรู้สึกชื่นชมกับความใจถึงของคุณชายหนิงอยู่ไม่น้อย


ต้องเข้าใจว่าปกติราคาของลูกท้อย่อมถูกกว่าราคาของผลชิง คราแรกนางยังนึกว่าจะโดนกดราคาด้วยซ้ำ คาดไม่ถึงเลยว่าคุณชายหนิงไม่สนใจเงินน้อยนิดเหล่านั้น เขาเป็นพ่อค้าที่มีคุณธรรมสูงมาก


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า ผ่านไปอีกสักระยะบลูเบอร์รี่น่าจะสุกแล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านรับซื้อบลูเบอร์รี่อบแห้งหรือไม่ ?


บอกข้าได้หรือไม่ว่า ‘บลูเบอร์รี่’ คือสิ่งใด ? คุณชายหนิงทั้งสนใจและไม่เข้าใจในเวลาเดียวกัน


หลินเว่ยเว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ ดูเหมือนที่นี่จะเรียกว่า ‘หลานเหมย’ สามารถนำมาทำของหวานหรือนำมาตากแห้งได้ จะกินเป็นของว่างหรือประกอบขนมหวานย่อมได้ทั้งนั้น !


ตระกูลหนิงมีกฎของตระกูลคือเมื่อลูกหลานในตระกูลมีอายุครบ16ปีบริบูรณ์ ในครอบครัวก็จะมอบเงินซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนักแล้วให้พวกเขาออกไปเผชิญโลกด้วยตนเองเพื่อเฟ้นหาคนที่สามารถเอาตัวรอดและขยายกิจการจนมั่งคั่งที่สุดมาสืบทอดกิจการหลัก เดิมทีคนในตระกูลไม่ได้ให้ความสำคัญต่อหนิงตงเซิ่งมากนัก เช่นนั้นเขาก็คงไม่มาทำธุรกิจที่เขตเล็กๆเยี่ยงเริ่นอันแห่งนี้


เนื่องจากปัจจัยเรื่องเงินทุนและประสบการณ์ หนิงตงเซิ่งจึงเปิดร้านขายขนมซึ่งสินค้าในร้านไม่ได้มีความหลากหลายนัก หากทำเงินได้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าใช้ได้แล้ว อย่าไปคิดเรื่องความร่ำรวยมั่งคั่งตั้งแต่วัยหนุ่มเช่นผู้อื่นเลย


เมื่อมารดาของเขาที่เป็นอนุภรรยาในจวนได้สิ้นลม พี่สาวร่วมมารดาเดียวกันที่แต่งงานออกไปแล้วจึงดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี นางให้เขายืมสินเดิมของตนเพื่อเปิดร้านสาขาสองในตัวอำเภอและบัดนี้ปัญหาใหญ่สุดของร้านก็คือการขาดแคลนสินค้า


โดยเฉพาะปีนี้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงทำให้ผลไม้ให้ผลผลิตที่ลดลง เป็นเหตุให้จำนวนของขนมหวานที่ทำจากผลไม้และผลไม้อบแห้งลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ โชคดีที่เพื่อนบ้านของหลงจู๊เถียนทำผลไม้อบแห้งอร่อยจึงช่วยบรรเทาวิกฤตของร้านไปได้มาก


พอได้ยินว่าหลานเหมยสามารถนำมาทำผลไม้อบแห้งและของหวานได้ หากเป็นขนมหวานก็จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากมาย ดังนั้นเขาจึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว หากหลานเหมยอบแห้งและขนมหวานที่หลินกู่เหนียงเอ่ยถึงมีคุณภาพดีย่อมเป็นที่ต้องการของร้านข้าอยู่แล้ว ไม่ทราบว่ากู่เหนียงพอจะทำ…ตัวอย่างขนมส่งมาให้ร้านของข้าได้หรือไม่ ?


ขนมหรือ ? บ้านของพวกข้าไกลจากที่นี่มาก ลำพังใช้เวลาเดินทางก็นานกว่าหนึ่งถึงสองชั่วยามแล้ว ข้ากลัวว่าหากส่งมาก็อาจทำให้รสชาติแย่ลงหรือเสียได้ หลินเว่ยเว่ยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าการทำขนมนั้นสิ้นเปลืองเวลาและพลังงานไม่น้อยซึ่งปัญหาใหญ่สุดก็คือขนมเนื้อนุ่มขนส่งยาก !


ข้าสามารถเช่าห้องในเมืองให้หลินกู่เหนียงได้ เจ้าจะได้มีสถานที่ทำขนมหลานเหมยสุดพิเศษโดยเฉพาะ แม้ว่าเขายังไม่เคยเห็นขนมหวานที่หลินเว่ยเว่ยเอ่ยถึง แต่การที่นางบอกเช่นนี้ก็แน่นอนว่ามันคงไม่ด้อยไปกว่าสินค้าชนิดอื่นของนาง


หลินเว่ยเว่ยหันไปยิ้มอย่างเกรงใจให้อีกฝ่าย แต่สุดท้ายนางก็ปฏิเสธ มารดาของข้ามีร่างกายอ่อนแอ น้องชายของข้าก็ยังเด็กนัก ข้าไม่วางใจให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังหรอก อีกอย่างคุณชายหนิงยังไม่เคยเห็นขนมที่ข้าเอ่ยถึง ไม่แน่ว่าอาจทำให้ท่านผิดหวังก็ได้


เช่นนั้น…รอให้ตัวอย่างขนมของกู่เหนียงส่งมาก่อน เราค่อยเจรจาเรื่องนี้กันอีกครา หนิงตงเซิ่งไม่บังคับนางอีก เขาจึงพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม


[1] นัยน์ตาดอกท้อ มักถูกเปรียบว่ามีความโรแมนติกตามธรรมชาติ


[2] กู่เหนียง แปลว่า แม่นาง


ตอนที่ 92: ดาวนำโชคของบ้านข้า


คุณชายท่านนี้เป็นคนฉลาดมาก ! หลินเว่ยเว่ยประเมินอีกฝ่ายอยู่ในใจ


การได้ทำการค้ากับคนฉลาดโดยเฉพาะคนฉลาดที่มีความจริงใจเช่นนี้ ทำให้นางไม่ต้องพูดอย่างเปลืองน้ำลายซึ่งช่วยลดความยุ่งยากไปได้มาก !


เนื่องจากวันนี้เข้าเมืองมากับนางเฝิง หลินเว่ยเว่ยจึงปฏิเสธคำเชิญของอาเถียนอย่างอ้อมๆ แล้วพวกนางเดินไปซื้อกระดูกและเนื้อ ในขณะที่กำลังเดินไปนอกประตูเมือง ระหว่างทางพวกนางได้เดินผ่านหอจุ้ยเซียนเช่นกัน หลงจู๊จำนางได้จึงเดินออกมาต้อนรับอย่างเป็นมิตร น้องชาย เจ้าไม่ได้มาส่งหมูป่าให้โรงเตี๊ยมของข้าเป็นเวลานานแล้ว ระยะนี้ล่าสัตว์ในป่าได้ยากขึ้นใช่หรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปยิ้มให้เขา ลุงหวังมาส่งสัตว์ป่าให้โรงเตี๊ยมของพวกท่านทุกวันมิใช่หรือ ?


พรานหวังมีฝีมือดีสมกับได้รับขนานนามว่าเป็นพรานป่าผู้มากฝีมือ หลุมพรางและบ่วงล่าสัตว์ที่เขาวางไว้มักมีเหยื่อมาติดเป็นประจำ เพียงแต่บริเวณที่เขาวางกับดักไม่ค่อยมีสัตว์ใหญ่เดินผ่าน ในแต่ละวันเขาจะขึ้นไปดูกับดักในตอนเช้าเพราะถ้าอยู่บนเขาตลอดทั้งวันก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้


หลินเว่ยเว่ยคิดว่าปีนี้ภัยแล้งรุนแรงยิ่งนัก ทำให้ประชาชนยากลำบาก แน่นอนว่ากิจการของหอจุ้ยเซียนคงไม่ดีไปสักเท่าไร สัตว์ป่าที่ลุงหวังล่ามาได้น่าจะเพียงพอสำหรับหอจุ้ยเซียนแล้ว ดังนั้นระยะนี้นางจึงเก็บสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ หากภัยแล้งยังดำเนินต่อไปสัตว์ป่าเหล่านี้จะได้เป็นอาหารของพวกนางในยามลำบาก !


หลงจู๊หานได้ยินเช่นนั้นก็รีบกล่าวว่า ส่วนใหญ่สัตว์ป่าที่พรานหวังนำมาส่งล้วนเป็นสัตว์ทั่วไปที่พบเห็นได้ง่าย เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้นอกจากพวกชนชั้นสูงหรือเศรษฐีผู้มั่งคั่งแล้วจะมีผู้ใดกล้ามากินอาหารที่โรงเตี๊ยมบ้าง ? พวกคุณชายมีเงินเหล่านั้นกินอาหารป่าธรรมดาจนเบื่อแล้ว หากเจ้านำสัตว์ป่าหายากมาส่งให้โรงเตี๊ยมของข้าได้ อย่างเช่นหมูป่าเหมือนคราที่แล้วหรือไม่ก็เป็นพวกหมีควาย ยังมีเสือที่เป็นสัตว์ดุร้ายทำนองนั้น รับรองเลยว่าเรื่องราคาไม่ใช่ปัญหาแน่นอน !


เมื่อหลงจู๊เอ่ยถึง ‘หมีควาย’ ขึ้นมาก็ทำให้หลินเว่ยเว่ยหวนนึกถึงเจ้าหมีควายขี้ขลาดที่มักวิ่งหนีทุกคราที่พบกัน ถ้านางสามารถล่ามันมาได้ นางก็คงทำเงินได้ไม่น้อย


ความคิดนี้แล่นเข้ามาในสมองนางเพียงครู่หนึ่งเท่านั้น เพราะเจ้าหมีควายตัวนั้นเฉลียวฉลาดราวกับเจ้าเทา นางฆ่าพวกมันไม่ลงหรอก !


หลินเว่ยเว่ยจึงยิ้มพร้อมส่ายหน้า หลงจู๊หาน บรรดาสัตว์ร้ายที่ท่านกล่าวถึงล้วนเป็นสัตว์ที่มีความเก่งกาจที่สุดในบรรดานักล่า ข้าคงทำได้เพียงหนีพวกมันเท่านั้น แม้ว่าท่านจะให้ราคาสูงเพียงใด ข้าก็ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ ?


หลงจู๊หอจุ้ยเซียนมองนางแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม หากผู้อื่นพูดว่าจะเอาชีวิตตนเองไปทิ้ง ข้าย่อมเชื่อแน่นอน ! แต่น้องชาย เจ้าน่ะ…มีผู้ใดบ้างที่แบกหมูป่าหนักหลายร้อยชั่งด้วยตัวคนเดียวเหมือนเจ้า ? หากเป็นเสือหรือหมีควายน่าจะพบเห็นได้ยากในป่าลึก แต่หมูป่าคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้าใช่หรือไม่ ? เอาอย่างนี้แล้วกัน หากเจ้าสามารถล่าสัตว์ป่ามาได้ ข้าจะเพิ่มราคาให้เจ้าชั่งละสามในสิบส่วน เจ้ามีความเห็นอย่างไร ?


หลินเว่ยเว่ยนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า เช่นนั้น วันพรุ่งนี้ข้าจะลองขึ้นเขา แต่จะล่าสัตว์ป่าได้หรือไม่คงต้องดูที่ดวงของข้าแล้ว !


หลงจู๊หอจุ้ยเซียนจึงยกมือขึ้นขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นนั้นข้าจะรอข่าวดีจากน้องชายแล้วกัน !


ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน นางเฝิงได้เอ่ยกับนางอย่างเป็นกังวล เจ้าคิดจะขึ้นเขาไปล่าหมูป่าจริงหรือ ? มันใช่เรื่องเล่นๆหรืออย่างไร ? ข้าไม่ได้มองเจ้าเป็นคนนอก ดังนั้นจึงอยากเตือนเจ้า จงอย่าคิดว่าการที่พละกำลังของตนมีมากจนบังเอิญล่าหมูป่าได้จะทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ไร้เทียมทานตลอดไป ต้องจำไว้ว่าคนที่จมน้ำตายล้วนว่ายน้ำเป็นทั้งสิ้น !


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง น้าเฝิง ข้ารู้ว่าท่านดีต่อข้าเสมอ ! ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ข้าประมาณกำลังของตนแน่นอน


นางเฝิงรู้ว่าแม้ภายนอกหลินเว่ยเว่ยดูเป็นเด็กสาวที่อารมณ์ดี แต่ความจริงแล้วนางเป็นผู้ที่มีแผนการอยู่ในใจเสมอ ดังนั้นจึงไม่พูดให้มากความ นอกจากพูดด้วยรอยยิ้มว่า คาดไม่ถึงเลยว่าเด็กน้อยเช่นเจ้าจะเก่งเรื่องค้าขายเช่นนี้ เจ้าทำให้พวกเรามีหนทางทำรายได้เพิ่มอีกทาง เพียงแต่ข้าไม่เคยทำหลานเหมยอบแห้งมาก่อน…


ผลไม้อบแห้งทุกชนิดล้วนคล้ายคลึงกันไม่ใช่หรือ ! หากไม่อร่อยก็ลองทำหลายๆรอบ ! เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ต้องใช้เงินซื้อหลานเหมยอยู่แล้ว หากทำไม่ได้จริงๆ เราก็นำมาเคี่ยวแล้วเอาไว้ทำพวกขนมเค้กก็ได้ ! หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ


ทันใดนั้นนางเฝิงจึงนึกบางอย่างขึ้นได้ จริงด้วย ! รอจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง เมื่ออากาศหนาวเย็นก็สามารถทำขนมเค้กไปขายในเมืองได้ คุณชายหนิงท่านนั้นเอ่ยเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ ? ขอเพียงรสชาติอร่อย เขาก็จะรับซื้อทั้งหมด !


หลินเว่ยเว่ยกอดแขนนางเฝิงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม น้าเฝิง ภูเขาใหญ่หลังหมู่บ้านเราเป็นแดนสมบัติเชียวนะ ! พอถึงฤดูใบไม้ร่วงเราสามารถนำองุ่นป่ามาหมักเป็นเหล้าผลไม้ นำลูกสาลี่ป่ามาเชื่อมเป็นขนม ทำเป็นลูกอมสาลี่ นอกจากนี้ยังมีถั่วชนิดต่างๆอีกมากมาย…ต่อไปนี้พวกเราไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินแล้ว ที่ต้องกังวลคงมีแต่อยากให้มืองอกเพิ่มออกมา จะได้ทำงานทัน !


นางเฝิงยิ้มไม่หุบ ในปีที่มีภัยแล้งรุนแรงเช่นนี้ ยิ่งมีเงินอยู่ในมือมากเท่าไรก็จะยิ่งรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น ! เมื่อก่อนนางต้องแบ่งเงิน1อีแปะไว้ใช้สองวันซึ่งนางกลัวการไม่มีเงินเหลือเกิน


เสี่ยวเว่ย เจ้าคือดาวนำโชคของบ้านข้า ! นางเฝิงลูบศีรษะของหลินเว่ยเว่ยอย่างอ่อนโยน


หลินเว่ยเว่ยยิ้มกว้าง น้าเฝิง ที่จริงท่านต้องบอกว่าพวกเราต่างก็เป็นดาวนำโชคของกันและกัน หากไม่มีฝีมือการทำผลไม้อบแห้งของน้าเฝิง ผลชิงป่าเหล่านั้นจะขายได้สักเท่าไหร่กันเชียว ?


คนร่ำรวยหาซื้อได้ไม่ยาก เพียงแต่คนธรรมดาลำพังจะกินให้อิ่มท้องยังยากเลย แล้วพวกเขาจะเอาเงินจากที่ใดมาซื้อผลไม้อบแห้ง ? ที่ซื้อจึงมีแต่พวกคนรวยทั้งนั้นซึ่งถ้าคุณภาพไม่ดีคิดหรือว่าจะขายได้ราคาสูง ?


นางเฝิงไม่ค่อยพบเห็นเด็กสาวเช่นนี้ นางจึงอดพูดไม่ได้ว่า เสี่ยวเว่ย หากข้ามีบุตรสาวเช่นเจ้า ต่อให้เป็นเพียงความฝัน ข้าก็ยังยิ้มได้


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยเย้าด้วยรอยยิ้ม น้าเฝิง ท่านอย่าคิดแย่งบุตรสาวไปจากท่านแม่ของข้าเชียว เชื่อหรือไม่ว่าท่านแม่สามารถใช้น้ำตาสยบท่านได้เลย !


นางเฝิงนึกถึงนางหวงที่โดนพูดกระทบจิตใจเข้าหน่อยก็หลั่งน้ำตาได้แล้ว ทันใดนั้นนางก็หัวเราะออกมา ฮ่าฮ่าฮ่า เพื่อไม่ให้แม่ของเจ้าต้องร้องไห้ไปตลอดทั้งคืน เช่นนั้นข้าจะเก็บความคิดนี้ไว้ในใจก็พอ


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ น้าเฝิง ท่านเลิกคิดเรื่องการมีบุตรสาวเถิด เอาเช่นนี้สิ…ท่านก็ให้บัณฑิตน้อยขยันกว่านี้หน่อย จากนั้นก็ให้เขาแต่งสะใภ้ที่ถูกใจท่าน !


นางเฝิงเกิดความคิดในใจแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า เฮ้อ ! อย่างพี่โม่หานของเจ้าที่วันทั้งวันเอาแต่ทำหน้าเย็นชาน่ะหรือ เขาทำท่าทีราวกับไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องแต่งสะใภ้กับเขาได้หรือไม่ !


เหตุใดไม่ได้ ? เรื่องอื่นยังไม่ต้องกล่าวถึงหรอก ลำพังแค่รูปโฉมของบัณฑิตน้อยก็สามารถทำให้สตรีน้อยใหญ่คลั่งไคล้ได้แล้ว น้าเฝิง ท่านอาจยังไม่รู้ว่าในแต่ละวันบัณฑิตน้อยมักเปลี่ยนที่อ่านตำราเป็นประจำ ไม่เช่นนั้นวันต่อไปมีหวังได้ถูกพวกนางทั้งหลายล้อมหน้าล้อมหลังแน่ ! หลินเว่ยเว่ยพูดเกินจริง


นางเฝิงนึกถึงตอนที่เด็กสาวคนนี้ชอบจ้องมองใบหน้าของบุตรชายจนบางครั้งทำให้ใบหูของเขาแดงเรื่อ นางจึงถามอย่างเย้าแหย่ว่า แล้วเจ้าล่ะ ? เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดากู่เหนียงที่ชอบเข้าไปห้อมล้อมบุตรชายของข้าหรือไม่ ?


ข้าอยู่ใกล้เขาเช่นนั้น ในแต่ละวันหากข้าอยากดูบัณฑิตน้อยอ่านตำรา ข้าก็สามารถดูได้ตลอดเวลา เหตุใดต้องเข้าไปห้อมล้อมเขาพร้อมคนอื่นด้วย ? หลินเว่ยเว่ยดูเหมือนภาคภูมิใจในตนเองมาก


นางเฝิงชอบเด็กสาวที่มีนิสัยจริงใจและไม่โอ้อวด โดยเฉพาะเด็กสาวผู้นี้ที่มักชอบยั่วยุให้บุตรชายผู้มีใบหน้าเย็นชาและนิสัยสุขุมเหมือนผู้ใหญ่กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์สมวัยได้…เช่นนี้เรียกว่าสิ่งหนึ่งย่อมโดนกำราบโดยอีกสิ่งหนึ่งได้หรือไม่ ?


ทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนานจนกลับถึงหมู่บ้าน เวลานี้เจ้าหนูน้อยถือตะกร้าใส่หญ้าให้กระต่ายและได้ยืนรออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตั้งนานแล้ว หลังจากเห็นหลินเว่ยเว่ยมาใกล้ เขาก็วิ่งกระโดดโลดเต้นมาหาพี่สาวราวกับลูกสุนัขเห็นเจ้าของก็มิปาน


ตอนที่ 93: ท่านแม่ นั่นคือหมาป่า !


พี่รอง ท่านกลับมาแล้ว เหนื่อยหรือไม่ ? ได้ซื้อเนื้อกลับมาหรือเปล่า ? เจ้าหนูน้อยวิ่งไปรอบตัวหลินเว่ยเว่ยอย่างตื่นเต้นยินดี หากเขามีหางก็คงส่ายไปมาแน่นอน


หลินเว่ยเว่ยจึงจงใจแกล้งเขา ไม่ได้ซื้อมา ! ถ้าเราอยากกินเนื้อ…กระต่ายหลังบ้านเรากำลังตัวอวบอ้วนพอดี เจ้าก็ฆ่าสักตัวเพื่อมาทำอาหารสิ !


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดทันที ข้าไม่ได้อยากกินเนื้อขนาดนั้น ! ท่านแม่บอกไว้ว่าช่วงนี้อากาศร้อน กินอะไรที่สดชื่นหน่อยถึงจะดี ! มะเขือยาวผัดน้ำมันที่พี่รองทำอร่อยกว่าเนื้ออีก เย็นนี้พวกเรากินมะเขือยาวผัดกันเถิด


หลินเว่ยเว่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจ เด็กน้อยขี้งกเช่นเจ้าเลี้ยงกระต่ายไว้เยอะเพียงนั้นแต่ไม่ยอมกิน เจ้าจะเก็บไว้ขายตอนปีใหม่หรือ ?


เจ้าหนูน้อยจึงพูดเออออตามไปหมด พี่รอง รอให้กระต่ายมีลูกเยอะๆ จนใส่ในคอกไม่หมด แล้วเราค่อยฆ่ามันกิน หรือไม่ก็นำมันไปขายแลกเงิน หากเรากินมันตอนนี้ ในอนาคตมันจะคลอดลูกกระต่ายให้เราได้เช่นไร ?


หลินเว่ยเว่ยเอานิ้วจิ้มปลายจมูกน้องชายแล้วกล่าวพลางหัวเราะ ไม่ต้องกังวล ไม่กินกระต่ายของเจ้าหรอก เจ้าดูสิ ข้าซื้อกระดูกและเนื้อมา แล้วเย็นนี้ข้าจะทำกระดูกหมูตุ๋นสมุนไพรให้ซด !


พี่รองซื้อเนื้อกับกระดูกมาอีกแล้ว ประเดี๋ยวท่านแม่ก็บ่นว่าท่านใช้เงินมือเติบอีกหรอก เวลานี้เจ้าหนูน้อยถอนหายใจออกมาราวกับผู้ใหญ่


หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็อดบีบแก้มนุ่มของเขาไม่ได้ เงินที่เรานำมาใช้จ่ายในครอบครัวไม่ได้มาจากการใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่มาจากการที่เราทำงานแลกมา พวกเราต้องกินของดีเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรงจะได้ไม่ป่วยง่าย เจ้าลองคิดสิว่าเราป่วยครั้งหนึ่งต้องใช้เงินเท่าไร แล้วเงินพวกนั้นซื้อเนื้อได้มากน้อยเพียงใด !


เจ้าหนูน้อยพยักหน้าอย่างรู้ความ ใช่แล้ว ! หากให้เทียบกับการดื่มยารสขม สู้นำมาซื้อเนื้อไว้กินบำรุงร่างกายดีกว่า ที่ท่านแม่ป่วยเพราะไม่ยอมกินข้าวก็เลยสุขภาพย่ำแย่ !


นางเฝิงหัวเราะในขณะที่มองหลินเว่ยเว่ยเย้าแหย่กับน้องชาย แต่จะว่าไปแล้วที่เด็กสาวกล่าวมาก็ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกินให้ท้องอิ่มจะเรียกว่าสิ้นเปลืองได้เช่นไร !


เมื่อกลับถึงบ้าน นางเฝิงเพิ่งหยุดพักผ่อนได้ไม่นานก็เริ่มมาทำลูกท้ออบแห้งต่อทันที ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ขึ้นไปบนภูเขาแล้วแบกลูกท้อกลับมาอีกหนึ่งกระบุง จากนั้นนางก็รับหน้าที่ล้าง ปอกเปลือกและต้มลูกท้อ แม้แต่พี่สาวคนโตก็ยังรีบกลับบ้านมาช่วยงานตั้งแต่ต้น


นางหวงทำงานหนักไม่ไหวแต่ก็ยังพอเป็นลูกมือให้ได้ หลังจากทุกคนแบ่งหน้าที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็งเป็นเวลากว่าสองชั่วยาม ในที่สุดก็ได้ลูกท้อเชื่อมหนึ่งร้อยกว่าชั่งแล้วนำมาผึ่งลมตรงลานบ้าน


กลางดึกที่เงียบสงัด สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมาให้ความรู็สึกเย็นสบาย บุตรสาวคนโตที่นอนอยู่ในห้องใหญ่กับนางหวงถูกบางสิ่งปลุกให้ตื่นด้วยความตกใจ นางลองเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงเคาะประตูไม้ดังมาจากสวนหลังบ้าน


นางนึกขึ้นได้ว่าหลังบ้านเลี้ยงกระต่าย แพะ กวางและแม่ไก่เอาไว้ ‘คงไม่ใช่…ขโมย’ ครอบครัวของนางอาศัยอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ในครอบครัวก็มีแต่ผู้หญิงและเด็ก ถ้าเป็นโจรขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ?


บุตรสาวคนโตหวาดกลัวมาก นางหันไปมองนางหวงที่กำลังหลับสนิทอยู่ข้างกาย ตอนนี้ร่างกายของมารดาไม่แข็งแรง ต้องกินยาบำรุงร่างกายทุกวัน ดังนั้นนางจะทำให้มารดาตกใจกลัวไม่ได้


จริงสิ ! หลินเว่ยเว่ยมีพละกำลังมากมาย หากมีนางอยู่ด้วยต่อให้เป็นโจรสองคนก็น่าจะรับมือไหว…จริงหรือไม่ ?


เสียงเคาะและเสียงกระแทกประตูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง บุตรสาวคนโตจึงค่อยๆลงจากเตียงแล้วสวมรองเท้าอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็รีบวิ่งไปที่ห้องตะวันตกซึ่งเป็นห้องของหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยตกใจตื่นเพราะเสียงเคาะประตูที่ดังรัวไม่หยุด นางใช้เวลาลืมตาตื่นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินไปเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นพี่สาวมารบกวนการนอนหลับ นางจึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน มาเคาะประตูห้องข้าด้วยเหตุใด ? หากเจ้าไม่ให้คำตอบที่เหมาะสม ข้าจะตีเจ้าเดี๋ยวนี้ !


มี…มีโจรบุกเข้ามาในสวนหลังบ้าน ! พี่สาวกลัวจนใกล้จะร้องไห้ ทำเช่นไรดี ?


ว่าอย่างไรนะ ? หลินเว่ยเว่ยตาสว่างทันที นางเดินไปหยิบจอบที่ลานบ้านแล้วกล่าวว่า จะทำเช่นไรได้อีก ? ก็ต้องจัดการสิ อย่าให้มันกลับออกไปได้ !


หลินเว่ยเว่ยเดินอย่างองอาจไปที่สวนหลังบ้าน หลังจากที่พี่สาวลังเลได้สักพักก็คว้าไม้คานหาบกระบุงขึ้นมาแล้วทำใจกล้าเดินตามไป


เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เสียงเคาะที่ด้านนอกประตูไม้แสนทรุดโทรมก็หยุดลง


ผู้ใด ! หลินเว่ยเว่ยจับด้ามจอบเอาไว้แน่น จากนั้นนางก็ตะโกนถามออกไปด้วยเสียงเคร่งขรึม


ทันใดนั้นก็มีเสียงหอนสั้นๆของหมาป่าดังมาจากด้านนอกประตู เมื่อพี่สาวได้ยินดังนั้นก็กระโดดโหยงจนคานหาบที่อยู่ในมือร่วงลงพื้น ท่านแม่ ! หมาป่า ! นั่นคือหมาป่า ! !


หลินเว่ยเว่ยฟังออกว่าคือเสียงของเจ้าเทาเพราะเสียงหอนของมันมีเอกลักษณ์จำได้ง่าย ตอนที่มันหอนถึงช่วงท้ายจะใช้เสียงหลบเล็กน้อย


นางจึงหันไปมองพี่สาวที่แข้งขาอ่อนจนทรุดตัวนั่งกับพื้น จากนั้นนางก็ทำมือทำไม้ส่งสัญญาณให้พี่สาวเบาเสียงลง เลิกตะโกนได้แล้ว อยากปลุกท่านแม่กับน้องสี่หรือไร ? อย่าทำให้พวกเขาตกใจตื่น หมาป่าน่ากลัวตรงไหน ?


พี่สาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เจ้า เจ้าไม่คิดว่าหมา…หมาป่าตัวเดียวน่ากลัว แล้ว…ถ้าพวกมันมาเป็นฝูงล่ะ ? ข้าเคยได้ยินซุนเอ้อร์หยาเล่าว่าที่หมู่บ้านทางใต้ของภูเขา ช่วงกลางดึกมีหมาป่าประมาณ3ตัวบุกเข้ามาในบ้านหนึ่ง ครอบครัวของพวกเขาทั้งห้าถูกหมาป่ากัดตายหมด…


พอแล้ว เลิกทำให้ตัวเองกลัวได้แล้ว ! ที่นี่ไม่มีฝูงหมาป่าหรอก มีแค่หมาป่าตัวเดียวเท่านั้น ! ระหว่างที่พูดหลินเว่ยเว่ยก็เดินไปปลดกลอนที่ประตูหลัง


ทันใดนั้นเสียงของพี่สาวที่กำลังหวาดกลัวอยู่ก็เปลี่ยนไป เจ้าทำอันใด ? อย่าเปิดประตูนะ ! หมาป่าไม่เข้ามา บางทีมันอาจจะไปแล้ว เจ้า…เจ้าลองคิดสิว่าในบ้านของเรายังมีท่านแม่ น้องเล็ก…นางน้องบ้า ! !


พี่สาวเบิกตากว้างแล้วตะโกนออกมาด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเปิดประตูหลังแล้ว ทันใดนั้นนางก็ร้องตะโกนเสียงสูงจนทำลายความเงียบยามค่ำคืนหมดสิ้น


ห้องที่อยู่ตรงกับด้านหลังของพวกนางมีเสียงของนางหวงดังขึ้น หลินเฉียงเอ๋อร์ ? เจ้าไม่หลับไม่นอน วิ่งไปทำอันใดอยู่หลังบ้าน ?


เมื่อประตูหลังถูกเปิดแง้มออกไป ทันใดนั้นก็มีหัวสีเทายื่นเข้ามาจากรอยแยกของประตู ดวงตาสีอำพันแสนสุขุมของมันคล้ายเปลวไฟสองดวงที่คอยให้แสงสว่างในยามค่ำคืน มันจับจ้องไปที่พี่สาวของหลินเว่ยเว่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก


เจ้าเทา…ไม่สิ จ่าฝูงเจ้าเทา ไม่ไปนอนกับหมาป่าตัวเมียของเจ้า ดึกดื่นเช่นนี้วิ่งมาที่นี่ทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวด้วยเหตุใด ? หลินเว่ยเว่ยย่อตัวลูบศีรษะเจ้าเทาอย่างเบามือต่อหน้าต่อตาพี่สาวที่ใกล้จะเป็นลมเต็มทน


เจ้าเทาละสายตาที่ดูแคลนออกจากพี่สาวคนโต จากนั้นกวางแดงตัวใหญ่ก็ถูกลากมาจากด้านนอกประตู


ว้าว ! เจ้าเอามาให้ข้าหรือ ? หลินเว่ยเว่ยกอดเจ้าเทาด้วยความซาบซึ้งใจ ใบหน้าของนางซุกไซ้อยู่ตรงซอกคอของมัน หมาป่ารู้คุณคนจริงด้วย นางเคยช่วยชีวิตมันไว้ มันจึงล่าสัตว์มามอบให้เพื่อเป็นการตอบแทน !


พี่สาวค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยแข้งขาสั่นเทา นางคอยมองจากในระยะไกล มันน่าทึ่งมาก ! ตั้งแต่หลินเว่ยเว่ยตกไปในสระน้ำก็เปลี่ยนเป็นคนละคนราวกับมีเทพเซียนมาใช้ร่าง ไม่โง่เขลาเหมือนอดีตแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังคิดหาเงินเก่งอีกด้วย แถมตอนนี้ยังสามารถทำให้หมาป่ายอมจำนนได้ คงไม่ได้…ถูกวิญญาณร้ายในป่าเขาสิงใช่หรือไม่ ?


แม้จะถูกวิญญาณสิงร่าง แต่นางก็ไม่เคยทำร้ายผู้ใดมาก่อนและยังดูแลทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี มีแต่จะทำให้ครอบครัวใช้ชีวิตสุขสบายขึ้นทุกวัน วิญญาณเช่นนี้ต่อให้มาสิงเพิ่มก็ไม่เป็นไร !


หลินเว่ยเว่ยคุยกับเจ้าเทาได้สักพักก็เริ่มสำรวจมองเหยื่อที่เจ้าเทานำมามอบให้ ว้าว ! เป็นกวางแดงที่ตัวใหญ่มาก เจ้าเทามีสายตาเฉียบคมไม่เบา มันเลือกกวางแดงตัวโตที่มีอายุประมาณ1ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกวางแดงจะมีคุณภาพและมีรสชาติยอดเยี่ยมที่สุด เจ้ากวางแดงตัวนี้น่าจะหนักอย่างน้อย200ชั่งได้เลย รับรองว่าต้องขายได้ราคาดีแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยคิดได้เช่นนั้นก็ชื่นชมเจ้าเทาอีกยกใหญ่


ตอนที่ 94: หรือต้องเลี้ยงดูมนุษย์ผู้นี้ ?


เจ้าเทาที่เพิ่งได้รับตำแหน่งจ่าฝูงใช้สายตาอันสุขุมและสูงส่งของมันมองไปยังมนุษย์ตรงหน้าที่กำลังตื่นเต้นดีใจสุดฤทธิ์ เฮอะ เจ้ามนุษย์ผู้นี้ แค่เหยื่อตัวเดียวถึงกับดีใจเพียงนี้เชียวหรือ ? ช่างเลี้ยงง่ายเสียจริง ! มันรู้ว่าพื้นที่เชิงเขาของพวกเจ้าประสบภัยแล้งและเห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยชีวิตมันไว้ มันจึงอยากเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารบ้าง ! ก็แค่สัตว์ที่ล่ามาให้สามสี่วันครั้งเท่านั้นเอง…


หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าตนเองกำลังถูก ‘เลี้ยงดู’ โดยหมาป่าเพราะมันต้องการตอบแทนนาง นางตักน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมาให้เจ้าเทาดื่ม จากนั้นก็นั่งมองมันดื่มน้ำไปกว่าครึ่งชาม บนภูเขาคงไม่ขาดแคลนน้ำแล้วเหตุใดมันจึงดื่มเหมือนหมาป่าที่ไม่เคยดื่มน้ำมาก่อน


เจ้าเทาเลียน้ำจากในมิติน้ำพุวิญญาณอย่างพอใจ ‘อย่างน้อยการเลี้ยงดูเจ้ามนุษย์ผู้นี้ก็ใช่ว่าไร้ประโยชน์เสียหน่อย มันได้ดื่มน้ำแสนวิเศษของนาง หากไม่ใช่เพราะน้ำสุดวิเศษนี้ อาการบาดเจ็บของมันก็คงไม่หายเร็วเพียงนี้และบางทีมันก็อาจไม่สามารถแก้แค้นได้เร็วจนชิงตำแหน่งจ่าฝูงมาได้ !’


‘เฮ้อ มันจะนำเจ้ามนุษย์ไปเลี้ยงบนภูเขาดีหรือไม่ ? เช่นนี้มันจะได้กินน้ำสุดวิเศษของนางทุกวัน !’ เจ้าเทาชำเลืองมองพี่สาวของหลินเว่ยเว่ย สุดท้ายมันก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป ‘ช่างเถิด ! เจ้ามนุษย์ยังมีเผ่าของนางเช่นเดียวกัน หากพาเข้าไปในป่าลึกอาจไม่ชินกับสภาพแวดล้อมที่นั่น หากมันเลี้ยงแล้วเจ้ามนุษย์ตายขึ้นมา ต่อไปนี้มันก็คงไม่ได้กินน้ำสุดวิเศษอีกแล้ว !’


หลังกินน้ำจนอิ่มแล้ว เจ้าเทาก็สะบัดขนที่ถูกมนุษย์กอดขย้ำจนฟูฟ่อง จากนั้นมันก็หันไปมองนางครู่หนึ่งแล้วรีบวิ่งออกจากสวนหลังบ้านและหายตัวไปทางภูเขาด้านหลัง


นางหวงถือตะเกียงเดินมาที่สวนหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยก็อยู่ตรงนี้ด้วย นางจึงถามด้วยความสงสัย เหตุใดเจ้าสองพี่น้องไม่หลับไม่นอน ดึกดื่นเพียงนี้พากันมาทำอันใดที่สวนหลังบ้าน ?


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาประคองแขนของมารดาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจำได้หรือไม่ว่าข้าเคยช่วยชีวิตหมาป่าสีเทาไว้ตัวหนึ่ง ? ตอนนี้อาการบาดเจ็บของมันหายดีแล้ว มันจึงกลายเป็นจ่าฝูง หมาป่าเป็นสัตว์ที่รู้คุณคน วันนี้มันจึงนำของขวัญมาตอบแทนบุญคุณแก่ข้า ท่านดูสิ…


นางหวงอาศัยแสงจันทร์มองไปยังกวางแดงที่เลือดบนตัวยังไม่ทันแห้งกรัง จากนั้นนางก็กล่าวด้วยความสงสัยระคนตกใจว่า ลูกหนอลูก เหตุใดเจ้าจึงใจกล้าเช่นนี้ เจ้ากล้าปล่อยหมาป่าเข้ามาในบ้านได้อย่างไร ? ถ้าเกิดมันไม่ใช่ตัวที่เจ้าเคยช่วยชีวิตเอาไว้เล่า ?


นั่นน่ะสิ ท่านแม่พูดถูก ! หลังจากที่หมาป่าไปแล้ว พี่สาวก็กลับมาปากเก่งอีกครา ถ้าตัวที่เข้ามาเป็นหมาป่าตัวอื่น เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเจ้าทำร้ายครอบครัวของเราเลยหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยตวัดสายตามองด้วยความขุ่นเคือง ถ้าเป็นหมาป่าตัวอื่น ป่านนี้ตัวที่นอนอยู่บนพื้นก็คงไม่ใช่กวางแดง แต่เป็นหมาป่าที่เข้ามาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวนั่นแล้ว ! คนเช่นข้า เรื่องความสามารถอื่นไม่กล้ากล่าวถึงหรอก แต่ข้าขอบอกเลยว่าการฆ่าหมาป่าสักตัว ไม่ใช่เรื่องยากอันใดสำหรับข้า !


พี่สาวได้ยินเช่นนั้นก็มุ่ยปาก ท่านแม่เจ้าคะ ท่านดูนางสิ ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ สรุปแล้วผู้ใดเป็นพี่คนโตกันแน่ ?


คนเป็นพี่ก็ต้องมีภูมิฐานเหมือนคนเป็นพี่หน่อยสิ อย่าเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง พูดจาว่าร้ายกับน้องของตน เจ้าทำราวกับว่าข้าติดเงินเจ้าเช่นนั้นแหละ ! หลินเว่ยเว่ยยกกวางแดงขึ้นมาพาดบ่าอย่างสบายๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องใต้ดิน


เช้าวันต่อมา นางได้เล่าเรื่องการตอบแทนบุญคุณของจ่าฝูงหมาป่าให้เจ้าหนูน้อยฟังอย่างออกรสออกชาติ เจ้าหนูน้อยได้ฟังเช่นนั้นก็โวยวายอยู่พักหนึ่งว่าเหตุใดพี่ใหญ่กับพี่รองไม่ปลุกเขาให้ตื่น ทำให้เขาพลาดโอกาสทำความรู้จักกับจ่าฝูงหมาป่า


แต่หลังจากโวยวายได้สักพัก เขาก็วิ่งเข้าไปในห้องใต้ดินเพื่อดูกวางแดงตัวนั้น จากนั้นเขาก็หันมาถามหลินเว่ยเว่ยด้วยดวงตาที่เป็นประกาย พี่รอง ท่านจะเอากวางแดงตัวนี้ไปขายแลกเงินหรือเก็บไว้กิน ?


กิน ! กิน ! กิน ! เจ้ารู้จักแต่เรื่องกิน ! เจ้าช่วยกินให้น้อยลงหน่อยได้หรือไม่ ? หากยังกินเช่นนี้ต่อไปมีหวังได้ตัวอ้วนกลมแน่ ! พี่สาวคนโตบีบแก้มตุ้ยนุ้ยของเจ้าหนูน้อยด้วยความหมั่นไส้


นางหวงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า ระยะนี้อากาศร้อน คงเก็บเนื้อได้ยาก เอาไปขายเถิด…เจ้ารอง เจ้ามีความเห็นเช่นไรบ้าง ?


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงเนื้อแผ่นที่นางเคยกินเมื่อชาติที่แล้ว หากใช้เนื้อกวางมาทำ รสชาติจะอร่อยกว่าเดิมหรือไม่ ? นางลูบศีรษะของเจ้าหนูน้อยด้วยความรักเอ็นดูแล้วกล่าวว่า ข้าอยากลองทำเนื้อกวางตากแห้ง แล้วพรุ่งนี้จะลองเข้าเมืองไปถามอาเถียนว่าเขารับซื้อหรือไม่ ?


ผิวหนัง กระดูกอ่อน เอ็นข้อ หัวใจ หางและกระดูกของกวางล้วนมีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น หลินเว่ยเว่ยจึงคิดว่าจะนำไปมอบให้หมอเหลียง เพราะคราที่แล้วตอนเตรียมยาให้มารดา นอกจากโสมคนและเขากวางอ่อนแล้วตัวยาอื่นๆล้วนเป็นของหมอเหลียงทั้งหมด แถมเขายังไม่รับเงินจากนางซักอีแปะเดียว ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงตั้งใจตอบแทนเขา !


นางเก็บเส้นเอ็นของกวางไว้เท่านั้นเพราะตั้งใจว่าจะนำมาตุ๋นกับถั่วลิสงและพุทราแดงไว้ดื่มตอนกลางวัน มันไม่เพียงมีรสชาติอร่อยแต่ยังช่วยบำรุงกระดูกและบำรุงหยางชี่ได้ด้วย !


นางสับเนื้อกวางให้ละเอียดจากนั้นก็หมักในเครื่องเทศพิเศษทั้งห้าชนิดที่นางทำเองกับมือ แล้วทำตามขั้นตอนของการทำเนื้อแผ่น จากนั้นนำไปตากจนแห้ง เนื้อกวางที่ตากเสร็จแล้วมีความบางใสราวกับหยกเนื้อดี สีสันสดใส แวววาว มีกลิ่นหอมอย่างไม่น่าเชื่อ ชวนให้น้ำลายสอและเคี้ยวเพลินยิ่งนัก


หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยทำเสร็จแล้วก็ยกมาให้บัณฑิตหนุ่มที่กำลังท่องตำราอยู่ในลานบ้านของนาง บัณฑิตน้อย เจ้าช่วยชิมได้หรือไม่ว่ายังขาดรสชาติใด ?


เจียงโม่หานน้ำลายสอ ไม่มีกะจิตกะใจท่องตำราตั้งแต่ได้กลิ่นเนื้อกวางแผ่นของนางแล้ว เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเคี้ยวอย่างละเมียดละไม ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกมีความสุขกับรสชาติแสนอร่อยของเนื้อกวางแผ่น พอมองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่ทำสีหน้าท่าทางคล้ายกำลังต้องการคำชม เขาจึงกล่าวอย่างเชื่องช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำว่า เนื้อบางไม่หนาจนเกินไป รสชาติเค็มหวานกำลังดี เนื้อกรุบกรอบ อร่อย ! เพียงแต่รสนิยมของผู้คนไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย…


เขายังกล่าวไม่ทันจบก็โดนหลินเว่ยเว่ยใช้ตะหลิวตีจนทำให้เขาเกือบสำลักเนื้อแผ่น เจียงโม่หานได้แต่สงสัยว่าเด็กอ้วนผู้นี้จงใจหรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างตื่นเต้นว่า บัณฑิตน้อย คำแนะนำของเจ้าช่างดีเหลือเกิน ! พวกเราทำสองรสชาติก็ได้นี่ ทำรสเผ็ดกับรสหวานไปเลย !


เมื่อบอกว่าจะทำนางก็ทำ ! นอกจากขึ้นเขาไป ‘หยิบ’ ลูกท้อป่ามาเต็มกระบุงและไปเก็บผักป่ามาอีกสองกระบุงแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ง่วนอยู่กับการทำเนื้อแผ่นทั้งวัน


ครอบครัวที่อาศัยอยู่ใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านกำลังน้ำลายสอไปกับการเคี่ยวน้ำผึ้งแสนหวาน ระหว่างที่นางทำเนื้อแผ่น กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วจนทำให้ชาวบ้านที่ทุกข์ยากกินไม่อิ่มท้องถึงขั้นเกิดความทรมาน !


โดยเฉพาะบรรดาเด็กตัวเล็กๆที่พากันมาเฝ้าอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหลินเพื่อหวังว่าจะมีส่วนแบ่งกับเขาบ้าง ทำให้บิดามารดาของเด็กน้อยเหล่านั้นต้องมาดึงหูบุตรหลานกลับไปเสียยกใหญ่


นางใช้เวลาตลอดทั้งวันตั้งแต่อาทิตย์ให้แสงสว่างจนลาลับขอบฟ้า หลินเว่ยเว่ยทำเนื้อแผ่นได้ถึง30ชั่ง วันต่อมาตอนที่นางเฝิงไปส่งสินค้าในเมืองก็ได้เอาเนื้อกวางแผ่นทั้งสามสิบชั่งติดไปด้วย ถึงอย่างนั้นนางก็ยังเป็นกังวลอยู่ดี เพราะราคาเนื้อกวางแผ่นที่เสี่ยวเว่ยตั้งไว้ค่อนข้างสูงพอสมควร


นางเฝิงมาถึงร้านขายขนม เวลานี้คุณชายหนิงก็อยู่ที่ร้านเช่นกัน หลังจากชั่งน้ำหนักลูกท้ออบแห้งและจ่ายเงินเสร็จสรรพแล้ว นางเฝิงก็งัดความกล้าออกมาถามเขาว่า คุณชายหนิง วันนี้ข้านำอาหารชนิดใหม่ติดมาด้วย ไม่ทราบว่าคุณชายหนิงอยากลองชิมหรือไม่ ?


หนิงตงเซิ่งได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมา อาหารชนิดใหม่ ? หลินกู่เหนียงทำเค้กมาหรือ ?


นางเฝิงส่ายหน้าแล้วหยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมา เมื่อวานเสี่ยวเว่ยบังเอิญล่ากวางแดงมาได้ นางจึงลองทำเนื้อกวางแผ่นตากแห้ง ชิ้นนี้เป็นรสเผ็ด ขอเชิญคุณชายหนิงลองชิม


คุณชายหนิงเปิดห่อกระดาษน้ำมันก็เห็นว่ามีเนื้อแผ่นสีแดงสดและใสที่มีกลิ่นหอมเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ เขายังไม่ทันได้ชิม น้ำย่อยในกระเพาะก็เริ่มทำงานแล้ว เขาลองกัดชิมไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาเพราะมันอร่อยมาก รสชาติเข้มข้น กรุบกรอบกำลังดี ชวนให้อยากอาหาร เรียกได้ว่าคืออาหารอันโอชะที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้าเลยก็ว่าได้ !


ตอนที่ 95: ไปล่าหมูป่า


เนื้อกวางแผ่นมีเท่าไร ข้ารับซื้อทั้งหมด ! สิ่งที่ร้านในตัวอำเภอขาดแคลนที่สุดคืออาหารรสเลิศที่ชวนให้ผู้คนตาเป็นประกายเช่นนี้และเขาก็หามันเจอแล้ว !


นางเฝิงหัวเราะเสียงเบาแล้วกล่าวว่า คุณชายไม่ถามเลยหรือว่าราคาเท่าไหร่ ?


หนิงตงเซิ่งเอ่ยอย่างไม่ลังเลว่า ราคาสามารถเจรจากันได้ ! เดิมทีเนื้อกวางมีราคาแพงอยู่แล้ว ยิ่งนำมาทำเป็นของแปลกใหม่ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนเช่นนี้ ราคาของมันต้องไม่ใช่ถูกๆอย่างแน่นอน ในตัวอำเภอมีเศรษฐีผู้มั่งคั่งมากมาย จะขาดก็แต่ของที่ทำให้พวกเขาเกิดความสนใจนั่นเอง


หนิงตงเซิ่งกล้ารับประกันได้เลยว่าด้วยรสชาติของเนื้อกวางแผ่น ต่อให้ราคาของมันสูงเพียงใดก็ต้องมีผู้คนถือเงินมาขอซื้ออย่างแน่นอน ! หากเขาโฆษณาอีกเล็กน้อย รับประกันเลยว่ามันจะกลายเป็นของขวัญสุดพิเศษที่คนร่ำคนรวยแห่มาซื้อติดไม้ติดมือไปฝากคนใหญ่คนโตแน่นอน !


ปัจจุบันราคาเนื้อกวางอยู่ที่ชั่งละ100อีแปะ หากนำมาทำเนื้อแผ่นตากแห้งก็ได้น้ำหนักประมาณ1ชั่งต่อเนื้อกวางสด3ชั่ง ไหนจะต้นทุนด้านเครื่องปรุงต่างต่างนานาอีก หากต้นทุนไม่ถึง400อีแปะก็คงแปลก…


แน่นอนว่าหนิงตงเซิ่งย่อมให้ราคาที่เหมาะสมอยู่แล้ว ข้าให้ราคาชั่งละ600อีแปะ ท่านมีความเห็นเช่นไรบ้าง ?


นางเฝิงตาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อยเพราะในตอนแรกเสี่ยวเว่ยตั้งราคาไว้ที่ชั่งละ500อีแปะ แต่ราคาที่คุณชายหนิงให้คือมากถึง600อีแปะ เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีผู้ใดไม่ตกลงบ้าง !


เนื้อกวางแผ่นจำนวน30ชั่งที่นางเฝิงนำติดมาด้วยสามารถขายได้18ตำลึง รวมกับเงินที่ได้จากการขายลูกท้ออบแห้ง… เมื่อกลับถึงบ้านตระกูลหลินนางก็นำเงิน53ตำลึงวางไว้บนโต๊ะจนทำให้นางหวงและบุตรสาวคนโตถึงขั้นตกตะลึงตาค้าง


เงินค่าเนื้อกวางแผ่นรวมกับเงินส่วนแบ่งค่าลูกท้ออบแห้งแค่วันเดียวครอบครัวของพวกนางก็หาเงินได้มากถึงสามสิบกว่าตำลึงแล้ว นี่เป็นสิ่งที่พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันหากเป็นเมื่อก่อน ! นางหวงตาแดงก่ำขณะรับเงินมา ในตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวของนางยังไม่เคยมีรายได้เข้ามามากมายเช่นนี้ !


นางจึงเอาพวกเงินอีแปะที่ไม่ครบตำลึงยื่นให้หลินเว่ยเว่ย เอาไปสิ ไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับเหมือนสตรีบ้านอื่นบ้าง อย่าเอาแต่แต่งตัวเป็นบุรุษเที่ยวเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเลย


หลินเว่ยเว่ยรับพวงเงินอีแปะมาท่ามกลางสายตาอิจฉาของพี่สาว นางยัดเงินใส่กระเป๋าอกเสื้ออย่างไม่ใส่ใจพลางลูบศีรษะของเจ้าหนูน้อยแล้วถามอย่างเอาใจว่า น้องสี่ อยากกินอันใด ข้าจะซื้อให้เจ้าเอง !


ไม่ต้องซื้อหรอก ! เนื้อแผ่นที่พี่รองทำอร่อยกว่าทุกอย่างเลย ! เจ้าหนูน้อยเข้ามาออดอ้อนพี่รอง


หลินเว่ยเว่ยลูบจมูกของเขาด้วยความเอ็นดู เจ้าปากหวานเหมือนกันนะเนี่ย รู้หรือไม่ว่าเนื้อกวางแผ่นชั่งหนึ่งซื้อเนื้อได้ตั้งเท่าไร ? ได้ตั้ง10ชั่งเชียวนะ ! มันเพียงพอสำหรับซื้อเนื้อหมูติดมันได้ตั้ง10ชั่ง พอให้ครอบครัวของเรากินอิ่มได้ตั้งหลายวัน !


เจ้าหนูน้อยเห็นพี่รองทำท่าทางวาดรูปความใหญ่ของเนื้อหมู10ชั่ง เขาถึงกับอ้าปากค้างแล้วพูดขัดขึ้นว่า เช่นนั้นข้าไม่กินแล้ว เอาไว้ขายแลกเงินไปซื้อเนื้อ ทุกคนจะได้กินด้วยกัน !


นางเฝิงและนางหวงที่กำลังเคี่ยวผลไม้อยู่ก็ได้ยินสองพี่น้องคุยกันจึงหัวเราะออกมา นางเฝิงมองไปยังเนื้อกวางที่เหลือไม่มากจึงกล่าวด้วยความเสียดายว่า เท่าที่ข้าฟังคุณชายหนิงพูดมา เหมือนเขาต้องการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับพวกเรา เพียงแต่…เราจะไปหากวางจำนวนมากมายเช่นนั้นมาจากที่ใด ?


หากไม่สามารถทำเนื้อกวางแผ่นได้ เราก็ยังสามารถทำหมูแผ่นหรือเนื้อกระต่ายแผ่นได้เช่นกัน… หลินเว่ยเว่ยยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ทำท่าราวกับแมวที่โมโหจนขนตั้ง ข้าไม่อนุญาตให้พี่รองฆ่ากระต่ายของข้า !


หลินเว่ยเว่ยดีดหน้าผากน้องชายอย่างเบามือ ลำพังแค่กระต่ายไม่กี่ตัวของเจ้าเอามารวมกันแล้วยังได้เนื้อกระต่ายแผ่นไม่ถึง10ชั่งด้วยซ้ำ ! ต่อให้เจ้ามอบให้ ข้าก็ไม่เอาหรอก !


เจ้าหนูน้อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถึงอย่างนั้นปากของเขาก็ยังบ่นพึมพำว่า หากกระต่ายคลอดลูกออกมา ลูกของพวกมันก็จะเติบโตแล้วคลอดลูกกระต่ายอีกเป็นจำนวนมาก ในไม่ช้าฝูงกระต่ายของข้าก็จะมีมากถึงหนึ่งร้อยตัว ! พี่รอง ถึงตอนนั้นถ้าท่านอยากขายกระต่ายหรือนำไปทำเนื้อกระต่ายแผ่นก็ย่อมได้ !


เช่นนั้นตอนที่ข้าเชือดกระต่าย เจ้าก็อย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วกัน ! หลินเว่ยเว่ยยังหยอกล้อน้องชายไม่เลิก


เจ้าหนูน้อยได้ยินก็มุ่ยปากแล้วกล่าวว่า ข้าไม่ร้องไห้หรอก ! ถ้ากระต่ายโตขึ้นก็สามารถนำไปขายแลกเงินได้ หรือว่าท่านจะเก็บมันไว้ทั้งหมด ?


นางเฝิงลองคำนวณตามในใจ ถ้าเป็นราคาของเนื้อหมูจะอยู่ที่ประมาณชั่งละห้าสิบถึงหกสิบอีแปะ เนื้อหมู3ชั่งสามารถทำหมูแผ่นได้1ชั่ง เท่ากับว่าต้นทุนของหมูแผ่นไม่ถึง200อีแปะ แน่นอนว่าราคาของหมูแผ่นคงไม่อาจเทียบเคียงกับเนื้อกวางแผ่นได้ เมื่อหักลบต้นทุนแล้วก็คงเหลือสัก100อีแปะ ถ้าวันหนึ่งทำได้20ชั่งก็จะมีรายได้ประมาณ2ตําลึงเท่านั้น !


แน่นอนว่าหลินเว่ยเว่ยไม่ได้คิดเช่นนี้ ดูเหมือนว่าตอนนี้หมูป่าบนภูเขากลายเป็นภัยร้ายสำหรับชาวบ้าน พวกมันมักลงมาจากภูเขาเข้าเหยียบย่ำในแปลงนาของชาวบ้านจนพืชพันธุ์ได้รับความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นมักทำร้ายชาวบ้านอีกด้วย หากนางสามารถนำพวกมันมาทำเป็นหมูแผ่นได้ก็ถือเป็นการช่วยลดภัยร้ายให้แก่ทุกคน!


วันต่อมา หลังจากรดน้ำในแปลงนาเสร็จแล้ว นางก็แบกกระบุงเดินขึ้นเขา ดูเหมือนว่าการที่หลินเว่ยเว่ยวิ่งขึ้นลงเขาทุกวันจะทำให้นางรู้จักพื้นที่ต่างๆบนภูเขาละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างดี ทำให้ในไม่ช้านางได้พบกับฝูงหมูป่ามากกว่าสามสิบตัวอยู่กลางหุบเขา


แน่นอนว่านางไม่ใจกล้าถึงขั้นเข้าไปท้าทายหมูป่าทั้งฝูงคนเดียว เพราะแม้แต่ฝูงมดยังสามารถกัดช้างให้ตายได้ แล้วหมูป่าที่มีพละกำลังมากมายมหาศาลจะทำไม่ได้เชียวหรือ ?


ดังนั้นนางจึงจัดการขุดหลุมกับดักขนาดมหึมาไว้กลางหุบเขา จากนั้นก็ปักไม้ไผ่ปลายแหลมไว้ที่ด้านล่างแล้วหาหญ้าและฟางมาคลุมไว้อย่างมิดชิด จากนั้นนางก็นำผลไม้ป่ามาจุ่มลงในน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้ววางไว้บนหลุมพรางก่อนเดินจากไป


รอกระทั่งนางเก็บลูกท้อป่าและเด็ดผักป่าเสร็จแล้ว ตอนที่นางกลับมายังหลุมกับดักอีกคราก็พบว่ามีหมูป่าโตเต็มวัย2ตัวตกลงไปในหลุม พวกมันอาละวาดจนไม้ไผ่หักพัง


เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมูป่าสองตัวนี้เป็นตัวใหญ่ที่สุดและมีนิสัยดุร้ายที่สุดในฝูง เช่นนั้นมันคงวิ่งมาแย่งกินผลไม้ป่าไม่ทันตัวอื่นและเรื่องจริงได้พิสูจน์แล้วว่าบางครั้งการมีพละกำลังแข็งแกร่งก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป เพราะไม่อย่างนั้นพวกมันก็คงไม่ต้องมาเป็น…หมูแผ่นของหลินเว่ยเว่ย !


หมูป่าตัวอื่นสังเกตเห็นถึงอันตราย พวกมันจึงวิ่งหนีไป หมูป่าโตเต็มวัย2ตัวที่ตกไปในหลุมจ้องมองมาที่นางด้วยความโกรธแค้น ทำให้นางไม่สามารถทำอันใดกับพวกมันได้ แม้ว่านางจะมีพละกำลังมากมาย แต่ร่างกายก็ไม่ได้ทำมาจากเหล็กเสียหน่อย หมูป่ามีเขี้ยวแหลมคมและใหญ่เพียงนั้น ถ้าปักโดนตัวนางขึ้นมาก็รับรองเลยว่าความเจ็บปวดจะเพียงพอสำหรับทำให้นางต้องนอนซมกินยาไปอีกหลายวันแน่นอน


หลินเว่ยเว่ยเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ ในไม่ช้านางก็คิดวิธีออกอย่างรวดเร็ว นางหยิบผลไม้ป่าออกมาหนึ่งกำมือแล้วใช้น้ำพุวิญญาณล้างจนสะอาดและกัดกินไปหนึ่งลูก


เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้จริงด้วย ในไม่ช้าหมูป่า2ตัวก็หันมาจับจ้องผลไม้ป่าที่อยู่ในมือของนาง


นางลองโยนผลไม้ป่าลูกหนึ่งลงไปในหลุมกับดัก ทันใดนั้นดวงตาของหมูป่าสองตัวก็หันไปจับจ้องที่ผลไม้ป่าลูกนั้นเป็นตาเดียว พวกมันจ้องกันอย่างห้ำหั่นคล้ายว่ามีผู้ใดมากดหยุดเวลาเอาไว้


ไม่นานหมูป่าทั้งสองตัวก็กระโจนเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง พวกมันแสดงสัญชาตญาณนักล่าออกมาราวกับว่าหากไม่สามารถล้มอีกฝ่ายได้ก็จะไม่ยอมเลิกรา พวกมันต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในไม่ช้าหมูป่าที่ทั้งเหนื่อยและได้รับบาดเจ็บก็ล้มลงตรงก้นหลุม ไม่ไกลจากที่พวกมันล้มลงไปก็ยังมีผลไม้ป่าสีแดงวางอยู่ดังเดิม…


หลินเว่ยเว่ยจึงแบกกลับไปทีละตัว นางเลี่ยงใช้เส้นทางเข้าหมู่บ้านโดยเลือกที่จะเดินอ้อมไปยังป่าด้านหลังแทน


นางหวงได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากหลังบ้าน นางจึงค่อยๆเปิดประตูอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นนางก็ได้เห็นหมูป่าตัวใหญ่ที่มีสภาพโชกเลือด นางจึงอยากเป็นลมเสียตรงนั้นให้ได้


ตอนที่ 96: ขอให้เจ้าได้ภรรยาดุเหมือนแม่เสือ


นางเฝิงและเจียงโม่หานได้ยินเสียงตกใจของนางหวงก็รีบวิ่งมาที่หลังบ้านทันทีซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งคู่เห็นหลินเว่ยเว่ยโยนหมูป่าลงพื้น


เลือดบนตัวของหมูป่าเปรอะเปื้อนอยู่บนเสื้อผ้าของหลินเว่ยเว่ย นางหวงมองสำรวจบุตรสาวด้วยใบหน้าซีดเซียว เมื่อพบว่าบุตรสาวไม่ได้รับบาดเจ็บก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา


หลินเว่ยเว่ยยืนนิ่งยอมให้มารดาสำรวจทั้งตัว ปากก็พูดว่า ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บเสียหน่อย บนภูเขายังเหลือหมูป่าอีกตัว ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปแบกมันลงมา…


ว่าอย่างไรนะ ? ยังเหลืออีกตัวหรือ ? เหตุใดเจ้าจึงกล้า…หากเจ้าเป็นอันใดขึ้นมา แล้วจะให้แม่มีชีวิตอยู่อย่างไร ? นางหวงหน้าซีดเผือด ขอบตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม บุตรสาวคนนี้นับวันก็ยิ่งใจกล้าบ้าบิ่น ! จะปล่อยให้ทำตัวอิสระและตัดสินใจทำอันใดบุ่มบ่ามเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน สิ่งที่นางกลัวมีเพียงน้ำตาของมารดา เมื่อได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้นนางก็รีบร้อนพูดว่า ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าหมูป่าตัวนี้ ท่านดูบาดแผลบนตัวของมันสิ ตอนที่ข้าขึ้นไปเก็บลูกท้อป่าก็พบว่าเจ้าหมูป่าสองตัวต่อสู้กันอยู่ ข้าแค่บังเอิญโชคดีได้รับผลประโยชน์เท่านั้น !


เจียงโม่หานมองสำรวจบาดแผลบนตัวของหมูป่าแล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า นี่เป็นรอยเขี้ยวของหมูป่าจริง น้องรองไม่ได้โกหก


น้องรองอย่างนั้นหรือ ? บัณฑิตหนุ่มช่างเก่งในเรื่องเสแสร้งต่อหน้ามารดาของนางและมารดาของเขาเสียจริง ! พออยู่ไกลอาวุโสเข้าหน่อยก็มักเรียกนางว่า ‘เด็กอ้วน’ หรือ ‘เจ้าเด็กตัวเหม็น’ ช่างเป็นคนหน้าซื่อใจคดเสียจริง โอ้ แต่ก็พูดเถิด หากเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่มีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้ก็ไม่น่ารำคาญอันใดหรอก!


ข้าจะไปแบกหมูป่าอีกตัวกลับมา จะได้ไม่โดนสัตว์ป่าบนภูเขาแย่งไปเสียก่อน ! หลินเว่ยเว่ยไม่อยากฟังคำบ่นของมารดาอย่างไม่จบไม่สิ้นจึงรีบหนีออกไป !


หลังกินข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังสับเนื้อหมูป่า เจียงโม่หานก็ทำทีเป็นพูดว่า เมื่อวานเพิ่งพูดไปว่าขาดวัตถุดิบที่จะนำมาทำเนื้อแผ่น มาวันนี้ก็ได้หมูป่า2ตัว ดูเหมือนบังเอิญไปหน่อยหรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า ผู้ใดใช้ให้ข้าโชคดีมากเล่า ? ข้าจะบอกความจริงให้แล้วกัน ข้าเป็นถึงโอรสของสวรรค์เชียวนะ ! หากสวรรค์ไม่ดูแลข้าแล้วจะให้ผู้ใดมาดูแล ?


โอรส ? เมื่อได้ยินก็รู้แล้วว่านางกำลังพูดเพ้อเจ้อ เจียงโม่หานกวาดตามองนางแล้วมุ่ยปากพลางกล่าวว่า คนอย่างเจ้ามีโอกาสกลับชาติมาเกิดด้วยหรือ !


บัณฑิตน้อย พูดสิ่งใดก็ให้รื่นหูบ้าง ! ระวังสวรรค์จะลงโทษให้เจ้าได้แต่งงานกับภรรยาที่ดุเหมือนแม่เสือ ให้นางทุบตีเจ้าวันละสามครั้งหลังมื้ออาหาร ! หลินเว่ยเว่ยก็มีฝีปากใช่ย่อย นางเก่งในเรื่องใช้วาจาโต้ตอบผู้อื่นนักเชียว


เจียงโม่หานใช้สายตาดูแคลนชำเลืองมองนาง ยังมีแม่เสือที่ดุกว่าเจ้าอีกหรือ ? หึ หมูป่าอย่างข้าไม่กลัวหรอก !


หากข้าเป็นแม่เสือดุตัวนั้นแล้วต้องมาเจอใบหน้าที่งดงามเสียจนดวงจันทร์ยังต้องหลบไม่กล้าเทียบ รูปงามจนหมู่มวลบุปผาพากันหุบไม่กล้าบานแข่งรัศมีเช่นใบหน้าของเจ้า ข้าจะตัดใจลงมือต่อเจ้าได้เช่นไร ! เรื่องการยั่วยุอารมณ์ผู้อื่นนั้น หลินเว่ยเว่ยเก่งที่สุด


เจียงโม่หานสูดลมหายใจเข้าลึก ตอนนี้ตำราในมือของเขาถูกบีบไว้แน่นจนแทบจะขาดแล้ว เจ้าคิดว่าข้าไม่มีวิธีจัดการเจ้าจริงหรือ ?


มีสิ ! แค่เจ้าขยิบตาให้ ข้าก็หมดเรี่ยวแรงและกำลังวังชาอีกต่อไป หากไม่เชื่อจะลองดูหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยถือมีดสับหมูไว้ในมือ ตอนนี้มือทั้งสองข้างของนางเต็มไปด้วยเลือดหมูขณะจับจ้องไปยังบัณฑิตหนุ่มผู้ที่กำลังโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ


นางหวงที่อยู่ในครัวทนฟังต่อไปไม่ไหว จังหวะที่นางกำลังจะลุกไปตำหนิบุตรสาวผู้ไม่รู้จักละอาย นางเฝิงก็หัวเราะแล้วห้ามเอาไว้ แค่เด็กน้อยปะทะฝีปากกัน พวกเราเป็นผู้ใหญ่อย่าเข้าไปยุ่งเลย ไม่ต้องกังวล ข้ารับรองได้เลยว่าเสี่ยวเว่ยของท่านไม่เสียเปรียบหรอก


ประโยคนี้ทำให้นางหวงถึงขั้นแอบพูดในใจว่า ‘ข้าแค่กลัวว่าบุตรชายของเจ้าจะโกรธจนขาดใจตายต่างหาก!’


นางเฝิงยืนอยู่ในครัวพลางจ้องมองไปยังคู่เด็กหนุ่มสาวที่กำลังปะทะฝีปากกัน ‘ไอหยา หานเอ๋อร์ทั้งหน้าเขียวคล้ำ ทั้งโมโหจนตัวสั่น นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นบุตรชายโกรธจนตัวสั่น ! เพราะเขามีสีหน้าเย็นชาราวกับผู้ใหญ่ในร่างเด็กมาตั้งแต่อายุ7ขวบ เขามักมีสีหน้าไม่แยแสต่อผู้ใด จนในที่สุดก็มีคนจับจุดโทสะเขาได้เสียที!’


หลินเว่ยเว่ยทำเมินเฉยต่อความโกรธของบัณฑิตหนุ่มแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย หมูป่าสองตัวนี้น่าจะสับเนื้อออกมาได้อย่างน้อยหกร้อยถึงเจ็ดร้อยชั่ง ลำพังข้าคนเดียวคงเหนื่อยตายก่อนที่จะสับได้เสร็จ หลังจากสับเนื้อเสร็จแล้ว ในวันพรุ่งนี้ข้าต้องเข้าเมืองเพื่อไปซื้อกระทะกลับมาสัก2ใบ !


เจียงโม่หานพยายามอดกลั้นความโกรธไว้ในใจ เขาคร้านจะสนใจถ้อยคำของนางแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงพูดเองเออเองว่า บัณฑิตน้อย เจ้าต้องการซื้อสิ่งใดหรือไม่ ? จดรายการมาเถิด ประเดี๋ยวข้าจะซื้อกลับมาให้


จดรายการ ? เจ้าอ่านออกด้วยหรือ ? เจียงโม่หานกัดนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา


หลินเว่ยเว่ยล้างมือแล้วดึงคัมภีร์หลุนอวี่ในมือของเขา จากนั้นก็อ่านให้ฟังว่า เสวียะ เอ๋อ สือ สี จือ ปู๋ อี้ เอยีย ฮู ? โหย่ว เผิง จื้อ เหวียน ฟัง ไหล, ปู๋ อี้ เล่อ ฮู…เฉี่ยว เอยี่ยน หลิง เส่อ, เซียน อี่ เยิ่น !…


อ่านว่าเซียนตรงไหน มันอ่านว่าเซี่ยนต่างหาก เจียงโม่หานดึงตำรากลับมาอย่างแรง หากไม่ใช่เพราะ หลินเว่ยเว่ยปล่อยมือได้ทันก็มีหวังว่าคัมภีร์หลุนอวี่ที่เขาเขียนวิเคราะห์จนแทบจะครบทั้งหมดได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนแน่


หลินเว่ยเว่ยจงใจเถียงเขา เห็นอยู่ว่ามันอ่านว่าเซียนที่แปลว่าสด เจ้ารู้จักหรือไม่ หมูสด ไก่สดน่ะ !


เจียงโม่หานกระฟัดกระเฟียดแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า นอกจากเรื่องกินแล้ว ในหัวของเจ้าเคยมีเรื่องอื่นหรือไม่ !


ก็มีบุรุษรูปงามเช่นเจ้าอยู่ไงเล่า ! หลินเว่ยเว่ยหันไปทำตาแป๋วใส่เขา นางทำเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาโกรธมากขึ้น!


เจียงโม่หานโมโหมากจึงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปจากสวนหลังบ้านทันที เด็กตัวเหม็นผู้นี้ช่างน่าโมโหเหลือเกิน ! หึ ต้องมีสักวัน จะต้องมีสักวันที่ข้า…หืม ! ตีนางหรือ ? แต่เด็กตัวเหม็นผู้นี้มีพละกำลังมากมายมหาศาล หรือจะด่านาง ? ไอหยา นางปากคอเราะร้ายถึงเพียงนี้ หรือหาวิธีจัดการไปเลย ? อ่า แม้ที่มาที่ไปของเด็กตัวเหม็นจะแปลกประหลาด แต่นางก็ไม่ใช่คนเลว…นางก็แค่ปากร้ายเท่านั้น หากเขาทำอันใดไม่ยั้งมือแล้วทำให้นางได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ถึงตอนนั้นมารดาไม่มีวันให้อภัยเขาแน่…แล้วเขาจะทำอันใดนางได้อีก ?


หลังจากสามารถทำให้บัณฑิตหนุ่มโกรธจนเดินหนีไปได้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ฮัมเพลงมายังประตูห้องครัวอย่างสบายใจ นางเฝิงที่เห็นเช่นนั้นจึงแกล้งหยอกเย้าว่า ดีใจเพราะปะทะฝีปากชนะใช่หรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า น้าเฝิง ข้าทำให้บัณฑิตน้อยโกรธจนเป็นเช่นนี้ ท่านสงสารเขาหรือไม่ ?


สงสารอันใด ? แม้แต่จะพูดเอาชนะสตรีนางหนึ่งยังทำไม่ได้ เขาก็สมควรโมโหแล้วล่ะ นางเฝิงหัวเราะ จากนั้นก็หันไปเติมลูกท้อที่ปอกเปลือกแล้วลงในหม้อ ถ้าจะให้สงสาร ข้ารู้สึกสงสารเจ้าเสียมากกว่า เพราะหมูป่าตัวนี้มีน้ำหนักตั้งหลายร้อยชั่ง เจ้าจะสับมันเสร็จเมื่อใด ?


เมื่อกลับถึงบ้านของตน เจียงโม่หานได้ยินผ่านกำแพงบ้านอย่างชัดเจนก็เริ่มเกิดความสงสัยในชีวิตของตนแล้วว่า ‘หรือนางเป็นบุตรสาวที่ท่านแม่คลอดออกมาเอง ? เอ่อ…ดูเหมือนจะไม่ใช่ !’


ดังนั้นข้าจึงมาหาพวกท่านในครัว…แต่เจตนาของข้าไม่ได้ต้องการให้พวกท่านช่วยหรอก ต่อให้พวกท่านอยากทำก็ตาม เพราะข้ายอมให้พวกท่านทำงานหนักไม่ได้ ! หลินเว่ยเว่ยมองไปยังผู้อาวุโสที่มีร่างกายผอมบางอ่อนแอ นางจะยอมให้ทั้งสองทำงานหนักได้เช่นไรเพราะการสับเนื้อหมูป่าในครานี้กว่าจะเสร็จคงใช้เวลาเต็มวันหรือมากกว่า แล้วยังต้องมีคนคอยทำผลไม้อบแห้งด้วย !


เจียงโม่หานที่แอบฟังอยู่ฝั่งกำแพงบ้านของตนก็หัวเราะเยาะขึ้นมา ‘ทำปากหวาน ! เด็กอ้วนตัวเหม็นผู้นี้เก่งในเรื่องการพูดให้ผู้อื่นลุ่มหลงเสียจริง’


หลินเว่ยเว่ยพูดต่อ ข้าอยากจ้างคนมาช่วย ! ข้าจะให้ค่าแรงวันละ30อีแปะ ท่านแม่ น้าเฝิง พวกท่านมีคนรู้จักที่ขยันขันแข็งหรือไม่ ?


นางหวงรู้สึกเสียดายเงินค่าแรงวันละ30อีแปะ ต้องเข้าใจก่อนว่าบุรุษในหมู่บ้านที่เข้าไปทำงานในเมืองอย่างยากลำบากตลอดทั้งวันยังได้ค่าแรงวันละ30อีแปะเช่นเดียวกัน


นางเฝิงจึงพูดโน้มน้าวนางหวงว่า การซื้อขายเนื้อแผ่นไม่เหมือนผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่นสามารถขายได้ตลอดทั้งปี ลำพังพึ่งพาเสี่ยวเว่ยผู้เดียวคงไม่ไหว นางต้องมาสับเนื้อ ทั้งต้องมาปรุงอีก ต่อให้มีมือเพิ่มขึ้นมานางก็ทำไม่ทันหรอก ! ประเดี๋ยวข้าจะคำนวณให้ท่านดูว่าหากเราจ้างแรงงานหนึ่งคนด้วยค่าแรงวันละ30อีแปะ ในแต่ละวันสามารถทำเนื้อแผ่นได้เพิ่มสัก20ชั่ง เช่นนี้ก็จะช่วยให้ท่านได้เงินเพิ่มอีก2ตำลึง ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง !


ตอนที่ 97: มีรากฐานอันมั่นคง


นางหวงได้ยินเช่นนั้นจึงไม่พูดอันใดอีกเพราะนางเองก็รู้สึกสงสารบุตรสาวเช่นกัน หลินเว่ยเว่ยเพิ่งอายุ14ปีก็ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวแล้ว ในแต่ละวันต้องทำงานจนไม่ได้เว้นว่าง เฮ้อ! หากสามีของนางยังอยู่ก็คงดีกว่านี้ ถ้าจะโทษคงต้องโทษมารดาเยี่ยงนางที่ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถช่วยอันใดได้!


หลินเว่ยเว่ยง่วนอยู่กับการทำเนื้อแผ่นตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงช่วงเย็น สามารถทำเนื้อหมูแผ่นออกมาได้30ชั่ง เช้าวันต่อมานางก็เอาไปส่งในเมืองด้วยตนเอง


หนิงตงเซิ่งรออยู่ที่ร้านแล้ว เมื่อเขาเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นคนเอาสินค้ามาส่งด้วยตนเอง ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาพลางรีบเข้ามาต้อนรับนางอย่างกระตือรือร้นแล้วถามอย่างใจร้อนว่า “หลินกู่เหนียง ข้าไม่เห็นเจ้าเข้ามาในเมืองนานแล้ว…”


หลินเว่ยเว่ยเชิดหน้าเล็กน้อย นานอันใดกันเล่า เพิ่งผ่านไปแค่สองวันเท่านั้น พี่ชายสุดหล่ออยากเจอข้าก็พูดมาตามตรงเถิด อย่าเฉไฉทำเป็นบอกว่าไม่เจอกันนานสิ…แม้ว่าท่านจะหน้าตาดีแต่ก็ยังห่างชั้นจากบัณฑิตหนุ่มอยู่มากโข…


“เนื้อกวางแผ่นที่เจ้านำมาขายเมื่อวานยังมีอยู่หรือไม่ ?”


อ้าว ! ฮ่าฮ่า เข้าใจผิดเสียแล้ว ที่เขาพูดดีและเป็นมิตรด้วยก็เพราะเนื้อแผ่นต่างหาก


หลินเว่ยเว่ยวางกระบุงไม้ไผ่ที่ใส่ผลไม้อบแห้งมาเต็มลงกับพื้น ลูกจ้างของร้านเห็นเช่นนั้นก็รีบมารับและคำนวณเงินอย่างรวดเร็ว หลังจัดการทุกอย่างแล้ว นางก็ตบตะกร้าที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขนแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “กวางหนึ่งตัวทำเนื้อกวางแผ่นได้แปดสิบกว่าชั่ง เมื่อวานข้าให้ท่านน้ามาส่ง30ชั่งและยังเหลืออีก50ชั่ง วันนี้ข้าจึงนำมาให้ท่านทั้งหมด !”


หนิงตงเซิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อวานนี้เขานำเนื้อกวางแผ่นมาบรรจุกล่องของขวัญอย่างงดงามประณีต มีลูกค้าเก่าอยู่หลายคนมาซื้อผลไม้อบแห้งและพวกเมล็ดแตงโม หลังจากที่ให้พวกเขาได้ชิมแล้วต่างก็ชมไม่ขาดปาก ต่างคนต่างซื้อติดมือไปคนละสามถึงห้าชั่ง ส่วนที่เหลืออีกสิบกว่าชั่งได้ถูกอาจารย์กัวที่จะจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดในวันพรุ่งนี้เหมาไปหมดแล้ว ! โดยบอกว่าจะนำไปต้อนรับแขกที่มาร่วมอวยพรวันเกิด


อาจารย์กัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีหน้ามีตาอยู่ไม่น้อย พอถึงตอนนั้นน่าจะมีเศรษฐีหลายคนมาร่วมอวยพรวันเกิดเขาล่วงหน้า หนิงตงเซิ่งมีความมั่นใจในรสชาติเนื้อกวางแผ่นของร้านตน ขอเพียงพวกเขาได้ลองชิมก็รับรองได้เลยว่าพวกเขาไม่มีทางลืมรสชาติของมันแน่นอน และถ้าพวกเขาถามถึงก็รับรองเลยว่าร้านขายขนมของตนจะต้องมีชื่อเสียงไปทั่วหล้า !


เพียงแต่เนื้อแผ่นเหล่านี้…มีเพียงห้าสิบกว่าชั่งเท่านั้น มันน้อยเกินไป ! ความกังวลใจนี้ปรากฏบนใบหน้าของหนิงตงเซิ่งที่มองมายังหลินเว่ยเว่ยแล้วถามว่า “ในภายหน้า…ยังจะมีเนื้อกวางหรือไม่ ?”


“เนื้อกวางคงไม่มีแล้ว…” หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า จากนั้นนางก็เอ่ยออกมาอีกคราในขณะที่หนิงตงเซิ่งแสดงสีหน้าผิดหวัง “แต่…”


“แต่อันใดหรือ ?” หนิงตงเซิ่งมองนางอย่างมีความหวังเล็กน้อย


“มีเนื้อหมูป่าแผ่น ! เมื่อวานข้าล่าหมูป่าตัวใหญ่ได้จึงทำเนื้อหมูป่าแผ่นขึ้นมา50ชั่ง ไม่ทราบว่าคุณชายหนิงสนใจหรือไม่ !” หลินเว่ยเว่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยขณะมองไปยังใบหน้ารูปงามของคุณชายหนิง


เมื่อหนิงตงเซิ่งได้ชิมเนื้อหมูป่าแผ่นแล้วจึงตกลงซื้อขายกับนางทันที “ต่อไปนี้หากกู่เหนียงทําเนื้อแผ่นก็นำมาส่งที่ร้านข้าโดยเร็ว มีเท่าไรข้าจะรับซื้อไว้ทั้งหมด ! ข้าจะให้ราคาเนื้อหมูแผ่นที่ชั่งละ500อีแปะ กู่เหนียงคิดเช่นไร ?”


วันนี้เนื้อหมูป่าแผ่นที่นางนำมาส่งให้ ไม่ว่าด้านสีสัน ความหอมและรสชาติก็ล้วนไม่ด้อยไปกว่าเนื้อกวางแผ่น ยิ่งไปกว่านั้นยังเคี้ยวหนึบกว่า กินแล้วให้รสชาติที่แปลกใหม่ออกไป หนิงตงเซิ่งคาดการณ์ว่าร้านของตนจะมีรากฐานอันมั่นคงเพราะเนื้อแผ่นของตระกูลหลินแน่นอน ในภายภาคหน้าเขาก็จะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปยังเขตอื่นรวมถึงเลื่องลือไปในระดับมณฑลเลยก็ได้ !


และสามปีหลังจากนี้ ณ งานประชุมของสมาชิกในตระกูล เขาจะทำให้ผู้อาวุโสในตระกูลมองตนในมุมใหม่ด้วยความชื่นชม และเขาจะเหยียบย่ำบรรดาพี่น้องที่เคยดูถูกกันเอาไว้ !


เห็นได้ชัดว่ากู่เหนียงผู้ที่แต่งกายเป็นบุรุษคือแขกคนพิเศษในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นผลชิงอบแห้ง ผลท้ออบแห้งหรือเนื้อแผ่นในตอนนี้ก็ล้วนเป็นสินค้าขายดีของร้านทั้งสิ้น หากเป็นผู้อื่นนำมาส่งก็อาจไม่ได้คุณภาพเท่าของนาง ยิ่งกว่านั้นยังมีขนมหวานที่นางเคยเอ่ยถึงอีกด้วย…ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้เขาตั้งตารอคอยเหลือเกิน !


เขาต้องผูกมิตรกับคนเช่นนี้ให้ดี ! ต่อให้ต้องจ่ายในราคาที่สูงแล้วได้กำไรลดลงบ้าง ทว่าเขาต้องทำให้อีกฝ่ายรู้ถึงความจริงใจให้จงได้ !


หลินเว่ยเว่ยพอใจกับราคานี้มาก นางยิ้มร่าพลางตบบ่าหนิงตงเซิ่ง “คุณชายหนิง ท่านช่างกล้าได้กล้าเสียจริงๆ ข้าชอบคบค้ากับคนเช่นท่านนี่แหละ”


หนิงตงเซิ่งโดนฝ่ามือเหล็กของนางตบจนต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บ ‘กู่เหนียงผู้นี้แรงเยอะเหลือเกิน!’


หลังส่งหลินเว่ยเว่ยกลับไปแล้ว หนิงตงเซิ่งก็เพิ่มเงินเดือนให้เถียนฟู่กุยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้อีกฝ่ายตั้งใจทำงาน และถ้ามีโอกาสเขาก็จะผลักดันให้เถียนฟู่กุยไปเป็นหลงจู๊ประจำร้านในตัวอำเภอ


เถียนฟู่กุยมองตามแผ่นหลังของหลินเว่ยเว่ยที่เดินห่างไปไกล ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าตอนแรกที่เขารับซื้อผลชิงอบแห้งจากนางเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณ คาดไม่ถึงเลยว่าจะทำให้เจ้าของร้านมองเขาในมุมใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกว่านางเป็นแขกคนสำคัญในชีวิตของคุณชาย แล้วจะไม่ใช่แขกคนสำคัญในชีวิตของเถียนฟู่กุยได้อย่างไร ?


เถียนฟู่กุยซื้อขนมที่มารดาชอบกินที่สุดติดมือกลับมาบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นยังซื้อชุดใหม่ให้นางอีกหนึ่งชุด หลังจากที่ภรรยาของเขาเห็นว่าเขาซื้อของให้มารดามากมายเพียงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆเลือนหายไป


ใช่ว่านางเป็นคนอกตัญญู แต่ที่บ้านต้องเลี้ยงดูบุตรถึง5คน ไหนจะคนชราอีก2คน ลำพังแค่เงินเดือนของสามีคนเดียวคงไม่พอ ยิ่งตอนนี้ราคาข้าวของแพงขึ้น แม้บรรดาบุตรของพวกตนอยากกินเนื้อสักคำก็ทำได้แค่มองเป็นของฟุ่มเฟือยเท่านั้น


ท่านก็ช่างดีเหลือเกิน ยังมีใจซื้อขนมราคาแพงมาให้มารดาของตน นางเพิ่งตัดเสื้อให้แม่สามีได้ไม่นาน เขาก็ซื้อผ้าใหม่มาอีกแล้ว เช่นนี้ครอบครัวของนางจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร !


เถียนฟู่กุยเห็นว่าภรรยาแอบเข้าไปปาดน้ำตาอยู่ในห้องครัวก็รู้แล้วว่านางกำลังคิดอันใดอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปคว้าไหล่ของนางไว้แล้วเล่าเรื่องราวในวันนี้ให้ฟัง “เพราะบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินทำเนื้อแผ่นมาส่ง ทำให้คุณชายเพิ่มเงินเดือนให้ข้าอีก50อีแปะ ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้าเขาอาจย้ายข้าไปเป็นหลงจู๊ประจำร้านในอำเภอ แน่นอนว่าเงินเดือนของข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวของเราจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายขึ้น เจ้าเชื่อข้าเถิด !”


ภรรยาของเถียนฟู่กุยรู้เรื่องของแม่สามีกับบุตรสาวคนรองตระกูลหลินดี หากสามีได้มีอนาคตสดใสแล้ว ขนมห่อนั้นรวมถึงผ้าที่เขาซื้อมาจะเทียบกันได้อย่างไร เมื่อคิดได้นางก็หัวเราะทั้งน้ำตา


“ฟู่กุย ต้านเอ๋อร์ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว เจ้าไปรับน้องสาวกลับมาบ้านสักสองวันสิ !” ย่าเถียนปรากฏตัวขึ้นที่ประตูห้องครัว ภรรยาของเถียนฟู่กุยรีบผละออกจากอ้อมกอดของสามีด้วยใบหน้าแดงก่ำ จากนั้นก็ง่วนอยู่กับการทำอาหารเที่ยง


เถียนฟู่กุยได้ยินเช่นนั้นก็พูดปลอบมารดาว่า “ท่านแม่ขอรับ มีบุตรสาวบ้านไหนบ้างที่แต่งงานไปแล้วยังกลับมาบ้านมารดาบ่อยๆ มันไม่เหมาะสมสักเท่าไร หากข้าไปรับน้องกลับมา แล้วครอบครัวทางฝั่งสามีนางจะคิดเช่นไร ?”


ย่าเถียนได้ยินเช่นนั้นก็กลับเข้าห้องโดยไม่พูดไม่จา จากนั้นก็เอาขนมที่เถียนฟู่กุยเพิ่งจะซื้อมายัดใส่กระเป๋าแล้วดึงมือของสามีพลางกล่าวว่า “ต้านเอ๋อร์ชอบกินขนมหวานที่สุด ไปกันเถิด พวกเรานำไปให้ต้านเอ๋อร์ จะได้ถือโอกาสกลับหมู่บ้านสักสองวัน…”


เถียนฟู่กุยดึงมารดาเอาไว้ “ท่านแม่ขอรับ ข้าซื้อมา2ห่อ อีกห่อข้าให้คนเอากลับไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ส่วนห่อนี้เป็นของท่าน ! ต้านเอ๋อร์เป็นคนกตัญญูมาตั้งแต่เด็ก หากท่านเอาไปให้นางด้วยตนเอง นางต้องไม่ยอมกินแน่นอน !”


“ใช่ ! ต้านเอ๋อร์ของข้ากตัญญูที่สุด !” ย่าเถียนนึกถึงภาพจำของบุตรสาวเมื่อตอนอายุสองขวบ ตอนนั้นต้านเอ๋อร์ก็รู้จักป้อนขนมให้มารดาแล้ว


ภรรยาของเถียนฟู่กุยถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ท่านพี่ มีโอกาสหรือไม่ที่…น้องต้านเอ๋อร์อาจได้พบกับครอบครัวร่ำรวย แล้วตอนนี้ก็แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่ใดสักแห่งซึ่งเราไม่รู้ บางทีนางอาจมีชีวิตที่สุขสบายก็ได้”


เถียนฟู่กุยนึกถึงตอนที่เดินตามบิดามารดาไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในยุคสงคราม ช่วงสงครามแม้แต่ชายชาตรียังใช้ชีวิตเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย นับประสาอันใดกับเด็กสาวที่มีอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น ? เขาจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น…”


ตอนที่ 98: เจ้าต่างหากคือผีซิว


หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากร้านขายขนมของคุณชายหนิง จากนั้นนางก็เดินไปยังตรอกที่ห่างไกลไร้ผู้คนแล้วดึงหมูป่าครึ่งตัวออกมาและแบกมันไปยังหอจุ้ยเซียน


หลงจู๊หานชั่งน้ำหนักหมูป่าที่เหลืออยู่ครึ่งตัวพลางถามว่า “แล้วอีกครึ่งตัว…”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ท่านวางใจได้ ข้าไม่ขายให้ผู้อื่นแน่นอน ข้าแบ่งขายให้ชาวบ้านใกล้เคียงไปบางส่วน ที่เหลือก็แบ่งไว้กินในครอบครัว”


หลงจู๊หานนับเงินให้นางอย่างพอใจ หลังจากนั้นก็ตกลงกับนางว่าในภายหน้าหากนางล่าสัตว์ได้ต้องนำมาส่งให้หอจุ้ยเซียนก่อน ส่วนเรื่องราคาสามารถเจรจาต่อรองกันได้ รับรองว่านางไม่เสียเปรียบแน่นอน


ถ้าเป็นอดีต ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยล่าสัตว์ป่ามาได้ก็จะนำมาแลกเงินที่เขตเริ่นอัน แต่ตอนนี้นางมีธุรกิจขายเนื้อแผ่นแล้ว ที่ต้องเพิ่มก็มีแค่เครื่องเทศและแรงงาน รับรองเลยว่าเงินที่ขายได้ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นการขายหมูป่าแบบสดจึงไม่ดึงดูดความสนใจของนางมากนัก


หลังออกจากหอจุ้ยเซียนแล้ว นางก็ไปยังร้านตีเหล็กเพื่อสั่งทำกระทะขนาดใหญ่พิเศษ2ใบและให้เงินเพิ่มอีก100อีแปะเพื่อให้ช่างตีเหล็กลัดคิวให้ สุดท้ายนางได้ตกลงกับช่างว่าจะมารับกระทะในอีกสองวัน


จากนั้นนางก็ไปที่ร้านขายยาและร้านขายสุรา นางได้ซื้อส่วนผสมสำหรับทำผงเครื่องเทศห้าชนิด เหล้าเหลือง1ซอสปรุงรสและเครื่องปรุงอื่นๆอีกมากมายจนเต็มกระบุง


บนเกวียนที่นางนั่งกลับหมู่บ้าน มีชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันผู้หนึ่งชวนนางคุยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าซื้อสมุนไพรและเหล้าเหลืองมามากมายเช่นนี้ จะเอาไปทำอันใดหรือ ?”


“ไม่ได้เอาไปใช้ทำอันใดหรอก ! ร่างกายของแม่ข้าอ่อนแอ ข้าตั้งใจว่าจะเอาของเหล่านี้ไปบำรุงร่างกายให้นาง ส่วนเหล้าเหลืองนี้ ข้าตั้งใจว่าจะเอาไปให้หมอเหลียงต้มเป็นเหล้ายาสำหรับไว้ดื่มเพื่อขจัดความหนาว เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก…” หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างคนมีปัญญา


ชาวบ้านคนนี้หูตาว่องไวจึงกล่าวว่า “ตลอดสองวันมานี้บ้านเจ้าทำของกินอันใดหรือ ? เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมของเนื้อลอยมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น ?”


เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่อยู่บนเกวียนต่างก็มองมาที่หลินเว่ยเว่ยเป็นตาเดียว ‘ได้กินเนื้อทุกวันเชียวหรือ ? เกินไปหน่อยหรือไม่ ?’


“ในยุคที่ภัยแล้งมาเยือนเช่นนี้ ผู้ใดจะกล้ากินเนื้อ ? คราที่แล้วข้าล่ากระต่ายมาได้ตัวหนึ่ง บ้านของข้ายังไม่กล้ากินจนต้องเอามันไปขายแลกเงินในเมืองเพื่อนำมาซื้ออาหาร พ่อบ้านตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในเมืองได้รับซื้อไปโดยบอกว่าคุณชายของพวกเขาชอบกินเนื้อกระต่ายมาก โอ้ จริงสิ เขายังบอกอีกว่าขอแค่ข้าสามารถล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่าได้ เขายินดีรับซื้อทั้งหมด” หลินเว่ยเว่ยถนัดในการแต่งเรื่องเพื่อแก้สถานการณ์


ฝีมือการทำอาหารของนางหวงเลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน เวลาบ้านใดมีงานมงคลก็มักเชิญไปช่วยทำอาหารเป็นประจำและนางก็อาศัยฝีมือการทำอาหารของตนในการเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหนึ่งในบุตรชายที่ได้เรียนหนังสือ แม้ว่าชาวบ้านคนนี้รู้สึกอิจฉา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเชื่อในคำโกหกของหลินเว่ยเว่ย


เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พบว่าในลานบ้านมีป้ากุ้ยฮวากำลังมาช่วยสับเนื้อหมูป่าให้ ขณะที่เสียงอ่อนโยนของนางเฝิงดังมาจากข้างบ้าน


ที่แท้นางเฝิงและนางหวงก็ย้ายสถานที่ทำผลไม้อบแห้งไปยังบ้านของนางเฝิง ยิ่งไปกว่านั้นยังเชิญให้ป้ากุ้ยฮวาผู้ที่สนิทสนมกับตระกูลหลินและเป็นคนดีมีคุณธรรมมาช่วยงานด้วย


ป้ากุ้ยฮวาเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเข้ามาแล้วจึงกล่าวทักทาย “เสี่ยวเว่ยกลับมาแล้วหรือ ! วันนี้ไปในเมือง การเดินทางราบรื่นดีหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ราบรื่นดีมาก ป้ากุ้ยฮวา หากท่านเหนื่อยก็พักดื่มน้ำได้”


ป้ากุ้ยฮวาได้ยินเช่นนั้นก็รีบกล่าวว่า “เหนื่อยอันใดเล่า ? งานนี้สบายกว่าทำไร่ไถนาตั้งเยอะ ส่วนเรื่องนั้น…ข้าคิดว่ามันคืองานที่เพื่อนบ้านมาช่วยเหลือกัน ยังจะให้ค่าแรงอีกหรือ…”


“งานนี้เป็นงานหนัก ในแต่ละวันต้องใช้กำลังแขนมากมายจนอาจทำให้แขนของท่านเหนื่อยล้าได้ ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่งานที่จะทำเสร็จในวันสองวัน ให้รบกวนป้าอย่างเดียวคงไม่เหมาะสม ! ขนาดพี่น้องแท้ๆยังต้องคิดบัญชีให้ละเอียดถี่ถ้วน แล้วข้าจะรบกวนท่านโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนได้อย่างไร !”


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปในครัวและแกะห่อเครื่องเทศห้าชนิดที่บดแล้วมาผสมในสัดส่วนที่กำหนด จากนั้นใส่ลงในโถที่มีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล เครื่องเทศเหล่านี้เพียงพอให้นางใช้ได้หลายวัน !


นางนำมันหมูที่หั่นเสร็จแล้วออกมาจากห้องใต้ดิน จากนั้นก็ใส่เหล้าปรุงอาหารลงไปตามด้วยซอสถั่วเหลืองและเครื่องปรุงต่างๆ หลินเว่ยเว่ยเริ่มก่อไฟทำเนื้อแห้ง นางใช้น้ำมันหมูทาบนกระดาษน้ำมันให้เป็นชั้นบางๆ แล้วคลึงเนื้อหมูป่าบนกระดาษด้วยไม้ ก่อนจะโรยหน้าด้วยงาขาว ใส่ลงหม้อแล้วเคี่ยวจนน้ำเครื่องปรุงแห้ง หากสามารถสร้างเตาอบได้ก็คงสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย !


เมื่อกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมา ในที่สุดป้ากุ้ยฮวาก็รู้แล้วว่าเพราะเหตุใดจึงมีกลิ่นหอมน่าดึงดูดใจลอยออกจากบ้านตระกูลหลินเป็นประจำ ไอหยา ! ช่างหอมเหลือเกิน ถือเป็นความทรมานที่แสนหวาน ! ป้ากุ้ยฮวากลืนน้ำลายไปพลางสับเนื้อหมูป่าอย่างขยันขันแข็งไปด้วย


เวลานี้พี่สาวคนโตกำลังยกกะละมังเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วกลับมาจากด้านนอก นางนำเสื้อผ้าไปตากไว้ที่ลานหลังบ้าน เมื่อเช็ดมือจนแห้งแล้วก็หยิบกรรไกรเหล็กขึ้นมาเพื่อตัดเนื้อที่เพิ่งยกออกจากหม้อให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ที่อยู่ถัดไป


ที่บ้านต้องทำทั้งผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่น จะให้หลินเว่ยเว่ยทำคนเดียวก็คงไม่ไหว ดังนั้นพี่สาวจึงลดระยะเวลาการเรียนทอผ้าให้เหลือเพียงช่วงสายเท่านั้น


หลังทำงานบ้านเสร็จในตอนบ่ายแล้ว พี่สาวก็มักเป็นฝ่ายอาสาช่วยงานในครอบครัวเองซึ่งแน่นอนว่าบุตรหลานของครอบครัวชาวนาไม่มีผู้ใดเกียจคร้านหรอก เมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่หาเรื่องตนอีกทั้งยังมีท่าทีขยันขันแข็งช่วยงานบ้านจึงทำให้หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักขึ้นทุกวัน


หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงอดเย้าแหย่ไม่ได้ “ดูสิ ! ครานี้ข้าซื้อสิ่งใดกลับมาจากในเมือง ?”


หึ ! ในเมื่อเจ้าซื้อแล้วไม่เคยแบ่งให้ข้าสักชิ้น ยังจะคุยโวโอ้อวดด้วยเหตุใด ? กำลังจะอวดว่าเจ้ามีเงินเยอะใช่หรือไม่ ?


พี่สาวแกล้งทำเป็นไม่สนใจแล้วก้มหน้าก้มตายัดฟืนใส่ในเตาโดยไม่เงยหน้ามองสักครา


“ปิ่นประดับลูกปัดชิ้นนี้ทำให้ข้าต้องใช้เงินมากถึง50อีแปะเชียวนะ ! เฮอะ ของน่าเกลียดเช่นนี้เหตุใดไม่มีราคาถูกๆบ้าง !” หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างหนึ่งพลิกเนื้อหมูในกระทะ ขณะที่มืออีกข้างแกว่งปิ่นประดับลูกปัดรูปดอกไม้สีฟ้าไปมาอยู่ตรงหน้าพี่สาว


พี่สาวเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หากน่าเกลียดแล้วเจ้าจะซื้อมาเพื่อเหตุใด ? คิดว่ามีเงินให้ใช้เล่นอย่างนั้นหรือ ? เงินที่ท่านแม่อุตส่าห์ให้เจ้าไป ไม่รู้จักนำไปใช้ซื้อมีดซื้อเขียงแต่ซื้อของไร้สาระพวกนี้แทน”


“เห้อ ! ที่จริงข้าก็ไม่อยากซื้อนักหรอก แต่ท่านแม่บอกให้ข้าหัดซื้อพวกปิ่นปักผมที่ทำมาจากลูกปัดเสียบ้าง พวกเราต้องเชื่อฟังคำของท่านแม่ จะทำให้นางโกรธไม่ได้ เจ้าคิดเหมือนข้าใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเอาปิ่นประดับลูกปัดรูปดอกไม้ปักบนผมของตน “ดูสิว่าสวยหรือไม่ ?”


พี่สาวมองค้อน ก่อนจะกวาดตามองไปบนมวยผมของน้องสาว ทันใดนั้นก็คล้ายว่าสายตาโดนดึงดูดด้วยปิ่นปักผมสีฟ้า นางไม่อาจละสายตาไปที่ใดได้ มันช่างเป็นดอกไม้ลูกปัดที่งดงามเหลือเกิน เป็นดอกไม้ที่ร้อยมาจากลูกปัดสีฟ้าอ่อนประดับด้วยใบไม้แก้วส่องแสงแวววาว ให้ความรู้สึกขี้เล่นและสง่างามในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าผู้ที่ใช้อัปลักษณ์มากเพียงใดมันก็ช่วยแต่งแต้มสีสันให้ใบหน้าดูดีขึ้นได้


พี่สาวกลอกตามองบนแล้วกล่าวว่า “คนอัปลักษณ์ ต่อให้ประดับหยกเนื้อดีไว้บนศีรษะ จะงามได้เพียงใดกันเชียว !”


“เราก็เกิดจากท้องแม่เดียวกัน หากข้าอัปลักษณ์แล้วเจ้าจะดูดีได้เช่นไร ?” หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าอย่างพอใจทำให้ปิ่นที่อยู่บนศีรษะกระทบกันส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง


“มังกรให้กำเนิดบุตรทั้งเก้าต่างก็มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน !” พี่สาวคนโตใช้ถ้อยคำที่น้องสามเคยสอนมาข่มน้องรอง


หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปแยกเขี้ยวยิงฟันใส่แล้วกล่าวว่า “หืม ? เช่นนั้นเจ้าคือบุตรตัวที่เท่าไหร่ของมังกรหรือ ? ผีซิวใช่หรือไม่ ?”


แม้พี่สาวจะไม่รู้ว่า ‘ผีซิว’ คือสิ่งใด แต่ความรู้สึกได้บอกนางว่าคำที่หลุดออกจากปากของน้องรองต้องไม่ใช่คำที่ดีแน่นอน ดังนั้นนางจึงแย้งไปว่า “เจ้าต่างหากคือผีซิว !”


ต่อให้ปิ่นปักผมชิ้นนี้งดงามเพียงใด ต่อให้นางรู้สึกชื่นชอบมากแค่ไหน แต่แล้วอย่างไร ? เด็กอ้วนผู้นี้ไม่ได้ซื้อมาให้นางเสียหน่อย ! หลังตัดเนื้อหมูให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเสร็จแล้ว นางก็ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโหและตวัดสายตาใส่หลินเว่ยเว่ยเต็มแรง


[1] เหล้าเหลือง หรือ เหล้าข้าว มีปริมาณแอลกอฮอล์ค่อนข้างต่ำแต่มีความหอมมาก นิยมต้มเพื่อเพิ่มความร้อนก่อนจะดื่ม เหล้าเหลืองมีคุณสมบัติบำรุงร่างกายดีและเป็นเครื่องปรุงรสชั้นเลิศในครัวด้วย


[2] ผีซิว หรือ ปี่เซียะในสำเนียงแต้จิ๋ว เชื่อกันว่าเป็นลูกตัวที่9ของมังกร เป็นสัตว์กินเก่งและไม่มีรูทวารจึงไม่มีการขับถ่าย


ตอนที่ 99: อิจฉาตาร้อน


อ้อ ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ใช่ผีซิวแต่เป็นหาวจูหยี ! แถมยังเป็นปลาปักเป้าที่โมโหแล้วชอบพองลม ! อย่าเพิ่งไป ! ข้าจะสอนเจ้าทำเนื้อแผ่น !


ต้องให้เจ้าสอนอีกหรือ ? ของง่ายๆเช่นนี้ แม้แต่คนโง่ก็ยังทำได้ ! พี่สาวคนโตพยายามเน้นคำว่า ‘คนโง่’


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงใช้ทัพพีกวักเรียกอีกฝ่าย มา เจ้าคนโง่ มาทำให้พี่สาวดูหน่อย !


บอกตั้งกี่คราแล้วว่าข้าต่างหากที่เป็นพี่สาว ! พี่สาวคนโตเริ่มทำตัวเป็นปลาปักเป้าพองลมอีกแล้ว


คนจะเป็นพี่สาวต้องมีมาดของพี่สาว ต้องรู้จักห่วง เป็นกังวลต่อพ่อแม่ ต้องคอยรักและดูแลน้องๆ ตัวเจ้า…ทำได้หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังงานที่อยู่ในมือคล้ายต้องการบอกว่า ‘เจ้าอยากเป็นพี่สาวไม่ใช่หรือ ? มาพิสูจน์ให้ข้าดูสิ !’


พี่สาวผลักนางออกไปด้วยมือเดียวแล้วใช้ทัพพีตักเนื้อบดขึ้นมา จากนั้นเกลี่ยให้แบนบนกระดาษน้ำมัน วางบนกระทะตั้งไฟให้ร้อนจัดแล้วทาด้วยน้ำเชื่อมอีกชั้นหนึ่ง


ไม่เลวเลยนี่ ! ระดับความฉลาดของเจ้าใกล้จะไล่ตามทันข้าแล้ว ทาน้ำเชื่อมให้บางกว่านี้หน่อย ไม่อย่างนั้นเนื้อบดจะไม่เชื่อมติดกัน พลิกกลับเร็วเข้า ! ประเดี๋ยวก็ไหม้หรอก ! หลินเว่ยเว่ยชี้นิ้วสั่งอยู่ด้านข้าง


หลังผ่านช่วงเวลาวุ่นวายเล็กๆไปแล้ว พี่สาวคนโตก็สามารถจับจุดได้ หลินเว่ยเว่ยจึงตบบ่าของนางพลางถอดปิ่นดอกไม้บนศีรษะออกแล้วเสียบบนมวยผมให้อีกฝ่าย ไม่เลว ! ทำได้ดีมาก !


พี่สาวเห็นว่านางกำลังจะหมุนตัวเดินจากไปก็อดขมวดคิ้วแล้วพูดท้วงไม่ได้ ที่เจ้าบอกจะสอนข้าทำเนื้อแผ่นเพราะคิดโยนงานเหล่านี้ให้ข้าทำ ส่วนเจ้าก็แอบอู้งานใช่หรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยเดินถือกระบุงไม้ไผ่ออกมาแล้วหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม เจ้าคิดว่าข้าชอบอู้งานเหมือนเจ้าหรือ ? ถ้าข้าไม่ขึ้นไปบนภูเขาก็มีหวังว่าผลไม้ที่น้าเฝิงทำคงไม่พอแน่ ไหนจะค่าเรียนทอผ้าของเจ้าอีก เฮ้อ ข้าช่างมีชะตาชีวิตที่ยากลำบากยิ่งนัก !


พี่สาวตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งยังทำเพื่อให้นางได้เรียนทอผ้า ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวยังได้ใช้ชีวิตสุขสบายขึ้น แม้จะไม่อยากยอมรับทว่านับตั้งแต่ที่น้องสาวหายโง่ เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องดีสำหรับครอบครัว !


นางคลำปิ่นประดับลูกปัดรูปดอกไม้บนศีรษะแล้วภายในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปิ่นลูกปัดสีฟ้านี้เป็นของที่เจ้าเด็กโง่ซื้อมาให้นางใช่หรือไม่ ? ปกติเจ้าเด็กโง่มักแต่งกายเป็นบุรุษ จะมีโอกาสใช้ของพวกนี้ได้อย่างไร ? เจ้าเด็กโง่จะมีน้ำใจยอมจ่ายเงินหลายอีแปะเพื่อซื้อปิ่นให้นางหรือ ?


เมื่อนึกถึงวันนั้น วันที่นางรู้ว่าน้องรองเดินตามขึ้นภูเขาไป แต่นางกลับจงใจเดินอ้อมภูเขาจนสามารถสลัดน้องรองให้พ้นตัวได้ เดิมทีนางแค่อยากขู่ให้น้องสาวกลัว ผ่านไปสักพักนางจึงกลับไปตามหา แต่ผู้ใดจะคิดว่าน้องรองวิ่งขึ้นไปบนภูเขาแล้วกลิ้งตกไปในสระน้ำได้ ? โชคดีที่ตกไปในสระน้ำเพราะถ้าตกไปกระแทกก้อนหินขึ้นมา…


นางพยายามสะบัดศีรษะคล้ายต้องการสลัดความคิดไม่เป็นมงคลออกไป ทำให้ปิ่นปักผมส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ในเวลานี้นางออกแรงคลึงเนื้อแผ่นอย่างแรงคล้ายมีความแค้นต่อเนื้อมาอย่างยาวนาน เจ้าเด็กโง่ต้องคิดว่าปิ่นปักผมชิ้นนี้น่าเกลียดแน่นอนจึงโยนมาให้นาง มันต้องเป็นเช่นนั้น !


หลินเว่ยเว่ยหยิบกระบุงลูกท้อออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นนางก็ไปยังบริเวณหุบเขาที่เคยเจอหมูป่า ในหุบเขาแห่งนี้เป็นสถานที่มีผักป่าเป็นจำนวนมาก เช่นนั้นคงไม่สามารถดึงดูดหมูป่าให้มารวมฝูงกันในที่แห่งนี้ได้หรอก


นางไปดูหลุมกับดักที่วางไว้เมื่อวาน เวลานี้หมูป่าเอาแต่กิน ไม่สนใจเรื่องตีกันแล้ว แม้ภายในหลุมกับดักจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของหมูป่าที่ตายไปก่อนหน้านี้ ทว่าตราบใดที่นางกระจายชั้นของดินแล้วใส่ผลไม้ป่าที่ถูกล้างด้วยน้ำพุวิญญาณลงไป หมูป่าย่อมมาติดกับได้ตลอดเวลา


เป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้ หลุมพรางของนางถูกทำลายลง ภายในนั้นมีหมูป่าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปกำลังตะกุยตะกายด้วยความหิวโหยอยู่ แม้ว่ามันไม่ตัวใหญ่มากแต่น้ำหนักก็น่าจะเกือบสองร้อยชั่ง หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงไปในหลุมแล้วใช้ก้อนหินทุบมันจนตาย จากนั้นก็โยนหมูป่าขึ้นมาด้านบนแล้วทำกับดักใหม่อีกครา


อีกตั้งสองวันกว่ากระทะที่สั่งทำเอาไว้จะแล้วเสร็จ ตอนนี้มีเนื้อหมูป่าในบ้านรวมถึงเจ้าหมูป่าตัวนี้ก็เพียงพอให้ทำเนื้อหมูป่าแผ่นได้สองสามวันโดยไม่ต้องกังวลอันใด ดังนั้นครานี้นางจึงไม่ได้วางเหยื่อไว้บนหลุมกับดัก


เมื่ออาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า หลินเว่ยเว่ยก็แบกหมูป่าน้ำหนักกว่าสองร้อยชั่งเดินเข้ามาจากประตูหลังบ้าน ตอนที่ป้ากุ้ยฮวาเห็นภาพนี้ก็ถึงขั้นตกตะลึงตาค้าง ในใจอุทานว่า โอ้ สวรรค์ ! บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินล่าหมูป่าได้จริงด้วย มันไม่ใช่แค่ข่าวลือ ! ในอดีตนางแค่เคยได้ยินผู้อื่นกล่าวถึงเท่านั้น อีกทั้งยังมีหลายคนในหมู่บ้านที่ไม่เชื่อ ! วันนี้ได้มาเห็นกับตาแล้ว นางจะไม่เชื่อได้อย่างไร !


ท่านป้า นี่คือเงิน30อีแปะ ค่าแรงของวันนี้ ! หลินเว่ยเว่ยมองสีท้องฟ้าแล้วเอาเงินออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็ใช้เชือกร้อยให้เป็นพวงเดียวกันแล้วยัดใส่มือของป้ากุ้ยฮวา


ป้ากุ้ยฮวาดันพวงเงินคืนไปตามสัญชาตญาณแล้วกล่าวว่า ตอนนี้คงอีกหลายชั่วยามกว่าฟ้าจะมืด ข้ายังพอสับเนื้อได้อีกสิบกว่าชั่ง…


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่ามือของป้ากุ้ยฮวาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยแล้วจึงยัดพวงเงินกลับไปอีกครา ท่านป้า วันนี้ลำบากท่านมากแล้ว ! เพราะข้าไม่ได้พูดให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เอาเป็นว่าต่อไปนี้ให้ท่านมาทำงานในต้นยามเฉิน ( 8.00น. ) แล้วกลับในต้นยามโหยว่ ( 17.00น. ) ส่วนช่วงกลางวันท่านมีเวลาพักผ่อนครึ่งชั่วยาม


บรรดาเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นชนชั้นสูงทั้งหลายมักเร่งแรงงานของตนให้ไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง พอฟ้ามืดสนิทแล้วถึงจะยอมปล่อยแรงงานกลับบ้าน ทว่าตระกูลหลินช่างใจดีเหลือเกิน เป็นไปได้หรือไม่ว่า…ที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการรักษาหน้าของตระกูลทั้งสองตระกูลเอาไว้


ป้ากุ้ยฮวาได้ยินเช่นนั้นก็ออกแรงส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ! ควรเข้างานและเลิกงานเวลาใดก็ทำตามนั้นเถิด ไม่เช่นนั้นข้าจะกล้ารับเงิน30อีแปะนี้ได้อย่างไร ?


การสับเนื้อเป็นงานที่ออกแรงเยอะมาก หากใช้เวลาทำนานเกินไป ท่านจะเหนื่อยจนได้รับบาดเจ็บ แล้วพรุ่งนี้ผู้ใดจะมาช่วยพวกข้า ? ไม่ใช่แค่ท่านเท่านั้น หากต่อไปนี้บ้านของข้าจ้างผู้ใดมาเพิ่ม ข้าก็จะใช้กฎนี้เช่นเดียวกัน วันนี้ท่านทำงานเกินมา2ชั่วยามแล้ว เช่นนั้นเนื้อหมูป่าชิ้นนี้ถือว่าเป็นค่าทำงานล่วงเวลาของท่านแล้วกัน ! หลินเว่ยเว่ยไปที่ห้องใต้ดินแล้วหั่นเนื้อหมูป่าชิ้นใหญ่มายื่นให้ป้ากุ้ยฮวา


ว่าอย่างไรนะ ? ให้ค่าแรงวันละ30อีแปะ หากทำงานล่วงเวลาก็ยังมีเนื้อหมูให้เป็นค่าล่วงเวลาอีกด้วย ? ทันใดนั้นป้ากุ้ยฮวาก็รู้สึกแขนขาหายเมื่อยล้าทันที ราวกับทั้งตัวเต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาล นางมีท่าทีคล้ายอยากพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด เมื่อเห็นหมูป่าตัวที่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งจะแบกกลับมา นางก็ถามอย่างกล้าๆกลัวๆว่า ข้าขอเปลี่ยนเนื้อหมูป่าเป็นขาหมูป่าแทนได้หรือไม่…


ตอนนี้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงถึงชั่งละ60อีแปะแล้ว แต่พวกเท้าหมูหรือขาหมูยังมีราคาถูกกว่านั้น หากนำเนื้อหมูครึ่งชั่งไปทำอาหารแล้วแบ่งให้ทุกคนในบ้านได้กินก็คงได้กินเนื้อเพียงหนึ่งถึงสองชิ้นเท่านั้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเท้าหมูหรือขาหมูก็ยังเพียงพอให้บุตรได้แบ่งกันกินเป็นมื้อใหญ่


หลินเว่ยเว่ยยัดเนื้อหมูใส่มือของอีกฝ่าย จากนั้นก็นำหัวใจ ตับและปอดของหมูทั้งหมดออกจากห้องใต้ดินแล้วยัดใส่มือของป้ากุ้ยฮวา ท่านเอาไปทำอาหารให้น้องๆกินเถิด


เยอะเกินไปแล้ว มันเยอะเหลือเกิน… ป้ากุ้ยฮวาหน้าแดงด้วยความเกรงใจ นางไม่น่าเอ่ยเช่นนั้นตั้งแต่แรกเพราะไม่ต่างอันใดจากการบังคับขอสิ่งของจากผู้อื่น บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเป็นคนมีน้ำใจ นอกจากให้ค่าแรงรายวันสูงแล้วถ้าทำงานได้ดียังมีรางวัลให้อีก ขณะที่ตัวนางละโมบโลภมากไม่รู้จักพอ…ป้ากุ้ยฮวารู้สึกว่าหมูในมือเหมือนมันเผาร้อนๆ นางจะถือเอาไว้ก็ไม่ดี จะโยนทิ้งก็ไม่ได้ !


หลินเว่ยเว่ยดันมืออีกฝ่ายกลับไป จากนั้นก็พาไปส่งที่หน้าประตูบ้านแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่านก็เห็นแล้วว่าวันนี้ข้าล่าหมูป่ากลับมาได้อีกตัว ของพวกนี้ถ้ามีมากไปก็กินไม่หมด เก็บไว้ก็มีแต่จะเสีย เช่นนั้นไม่น่าเสียดายแย่หรือ ? ครานี้ถือว่าข้าแบ่งให้ท่านกินก็แล้วกัน ต่อไปเราจะยึดตามกฎนี้ ตกลงหรือไม่ ?


ในบ้านตระกูลหลินมักมีกลิ่นหอมของเนื้อลอยออกมาเป็นประจำ บรรดาชาวบ้านก็มักมารวมตัวกันที่หน้าประตูบ้านตระกูลหลินอย่างสงสัยใคร่รู้ เมื่อพวกเขาเห็นป้ากุ้ยฮวาเดินออกมาจากบ้านตระกูลหลินอีกทั้งในมือยังมีเนื้อและเครื่องในหมู ทันใดนั้นพวกเขาก็พากันอิจฉาตาร้อนขึ้นมา


ตอนที่ 100: ทุกสิ่งย่อมโดนสยบจากสิ่งหนึ่ง


มารดาของเจ้าอ้วนซานเคยโดนหลินเว่ยเว่ยสั่งสอนมาแล้วคราหนึ่ง นางจึงไม่กล้าหาเรื่องตระกูลหลินอีก แต่อย่างไรก็ตามสุนัขไม่อาจเปลี่ยนการกินอุจจาระได้ หลังจากที่นางเห็นป้ากุ้ยฮวาได้ของดีมากมาย นางก็เกิดอาการอิจฉาตาร้อนแทบไม่ไหว นางจึงอดพูดถากถางป้ากุ้ยฮวาไม่ได้ คนบางคนหนอ เวลาบ้านเขายากจนก็ไม่สนใจไยดี พอเขามีเงินเข้าหน่อยก็มาประจบถึงบ้าน มาขอกินขอดื่มบ้านเขา ช่างหน้าหนาเหลือเกิน !


ป้ากุ้ยฮวาไม่ใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดมาด่าว่าตามอำเภอใจ นางจึงส่งเสียงไม่พอใจแล้วพูดอย่างไม่ไยดีว่า แม้ข้าจะขอเขากิน แต่เขาก็ยอมแบ่งให้ด้วยความเต็มใจ ไม่เหมือนบางคนที่วันๆไม่รู้จักทำงาน ไม่รู้จักพูดจาดีต่อผู้อื่น แต่ยังมาเสนอหน้าอยู่หน้าบ้านเขาเพราะอยากได้ส่วนแบ่ง !


มารดาของเจ้าอ้วนซานโกรธจนกำชายเสื้อไว้แน่น สองมือเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่องพลางเถียงกลับเสียงสูง จางกุ้ยฮวา เอาหน้าแก่ๆของเจ้าไปประจบประแจงผู้อื่น แต่ถูกเขาปฏิบัติเหมือนขอทาน เขาเพียงให้ของเหลือมาเล็กน้อยก็ทำให้เจ้าอวดดีเพียงนี้เชียวหรือ ไม่คิดว่ามันน่าละอายใจบ้างหรือไร เจ้ามีอันใดให้ภูมิใจ ? เจ้าทำให้บ้านสามีต้องอับอาย !


ป้ากุ้ยฮวามาช่วยงานข้าตลอดทั้งวัน การที่ข้าแบ่งปันเนื้อหมูให้นางสักครึ่งชั่งเป็นค่าตอบแทน ถือว่าน่าขายหน้าตรงไหน ? ไม่เหมือนบางคนที่ทำตัวเกียจคร้านตลอดทั้งวัน ปากดีแต่พ่นของเสียออกมา พูดจาให้ร้ายผู้อื่น คนเช่นนี้ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ ?


มารดาของเจ้าอ้วนซานเคยโดนหลินเว่ยเว่ยจัดการมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นนางต้องสูญเสียแม่แพะให้หลินเว่ยเว่ยจนทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดใจนานครึ่งเดือน นางจึงทั้งเกลียดและกลัวบุตรสาวคนรองตระกูลหลินยิ่งกว่าสิ่งใด ! เสียงของหลินเว่ยเว่ยจึงเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดมาบนศีรษะของนาง ทำให้นางรู้สึกตื่นตัวทันที นางหันกลับไปก็เห็นว่าหลินเว่ยเว่ยกำลังยืนพิงขอบประตูบ้านแล้วมองมาเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม


มารดาของเจ้าอ้วนซานไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคําใดออกมา นางหันหลังอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งหนีหายไปราวกับมีโจรไล่ตามหลังอยู่


บรรดาหญิงสาวหญิงแก่ในหมู่บ้านที่เดินผ่านมาบริเวณบ้านตระกูลหลินเห็นเช่นนั้นก็พากันหัวเราะออกมา มารดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนที่ชอบด่าทอผู้อื่นไปทั่ว คาดไม่ถึงเลยว่าพอเห็นบุตรสาวคนรองตระกูลหลินแล้วก็กลัวราวกับหนูเจอแมว เช่นนี้ถึงจะเรียกว่าทุกสิ่งย่อมโดนสยบจากสิ่งหนึ่งได้เสมอ !


ทุกท่านยังมีธุระอันใดอีกหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยแบกถังน้ำเตรียมไปรดน้ำในแปลงนา


เวลานี้หญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านที่เคยขึ้นเขาไปเก็บผักป่ากับนางได้เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มพร้อมถามว่า น้องรอง เจ้าเตรียมจะไปทำไร่ทำนาหรือ ? น้องสาวช่างเป็นคนมากความสามารถของหมู่บ้านจริงๆ…กีบเท้าหมูที่ป้ากุ้ยฮวาถืออยู่เหมือนจะเป็นเท้าหมูป่า น้องสาวล่าหมูป่ามาได้อีกแล้วหรือ ?


อืม มีหมูป่าตัวเล็กไม่ระวังพลัดตกไปในหลุมกับดักของข้า หากเจ้าไม่มีธุระอันใด ข้าจะไปทำไร่แล้ว หลินเว่ยเว่ยหันไปพยักหน้าตอบ


หญิงสาวคนนั้นจึงลองถามหยั่งเชิงว่า บ้านของเจ้ายังต้องการผู้ช่วยอีกหรือไม่ ? ข้าไม่มีธุระอันใด หากเจ้าต้องการคนช่วยก็สามารถเรียกข้าได้ทุกเมื่อ…


บรรดาสตรีที่มาห้อมล้อมต่างพากันทำสีหน้าดูแคลน มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าหญิงสาวคนนี้ถนัดที่สุดในเรื่องของความเกียจคร้าน ขนาดงานบ้านของตนยังหลบแล้วหลบอีก ยังจะมีหน้ามาช่วยผู้อื่นได้หรือ ? เพราะอยากได้เนื้อหมูกับเครื่องในอย่างคนอื่นมากกว่า ช่างหน้าไม่อายเสียจริง !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วพูดปฏิเสธอย่างอ้อมๆ ตอนนี้ที่บ้านของข้ายังไม่มีงานหนักจนต้องขอความช่วยเหลือ ถ้าเจ้ามีเวลาก็ขึ้นเขาไปเก็บผักป่ามาตากไว้เถิด เช่นนี้จะได้มีอาหารเอาไว้กินในฤดูหนาว


หลังกล่าวจบ นางก็เดินไปยังแปลงนาที่อยู่ตรงเชิงเขาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวคนนี้รอจนกระทั่งนางเดินหายไปแล้ว สีหน้าก็ถมึงทึงทันทีพลางจ้องเขม็งไปยังพวกสตรีที่รายล้อมอยู่ตรงนั้น ก่อนสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือแล้วเดินจากไป


ป้ากุ้ยฮวากลับถึงบ้านของตน เวลานี้หลิวเอ้อร์หยาลูกสาวคนรองวัย7ขวบและถู่โต้วบุตรชายคนเล็กวัย5ขวบเห็นเนื้อหมูและเครื่องในหมูที่อยู่ในมือของมารดาก็พากันเข้ามาต้อนรับอย่างดีอกดีใจ ท่านแม่ เนื้อเหล่านี้เป็นของเราใช่หรือไม่ ?


พี่รองของตระกูลหลินเอาให้พวกเจ้าไว้กิน เย็นนี้แม่จะทำหมูตุ๋นให้พวกเจ้า ! ป้ากุ้ยฮวาลูบศีรษะบุตรชายตัวน้อยแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


เวลานี้เด็กน้อยทั้งสองกระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจราวกับว่ากำลังจะได้เฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ว้าว ! พวกเรามีเนื้อกินแล้ว ! พรุ่งนี้ข้าจะไปบอกเอ้อร์หวาน้องเล็กของบ้านนั้นว่าข้าก็ได้กินเนื้อเหมือนกัน !


ป้ากุ้ยฮวานึกถึงบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลินที่อ้วนขึ้นและมีใบหน้าอ้วนกลม จากนั้นก็หันมามองบุตรชายของตนที่มีรูปร่างผอมโซ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกแสบจมูกเหมือนอยากร้องไห้ ก่อนจะดึงบุตรเข้ามากอดแล้วกล่าวเสียงสั่นว่า อืม กินเนื้อ ! เย็นนี้เราจะกินเนื้อมื้อใหญ่กัน !


หลิวต้าซวนลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมาจากแปลงนา เขาเพิ่งเดินเข้าประตูบ้านมาก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยแตะจมูกแล้ว เขาจึงก้าวเท้าถอยออกจากประตูบ้านและเมื่อเพ่งพินิจอย่างละเอียดก็แน่ว่านี่คือบ้านของตนจริง ! ตอนนี้บ้านของเขาใกล้จะอดอยากเต็มที จะมีปัญญาไปซื้อเนื้อมาจากที่ใด ? หรือเพราะว่าเขาหิวเกินไปจนเกิดภาพหลอน ?


ท่านพ่อ ! วันนี้เราจะกินเนื้อ ท่านแม่ตุ๋นเนื้อหม้อใหญ่เลยขอรับ ! ถู่โต้วยื่นหน้าออกมาจากในครัวแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง


หลิวต้าซวนจึงรีบวางจอบและอุปกรณ์ทำไร่ทำนาลง จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในครัวแล้วชะโงกหน้ามองไปในหม้อ ไอหยา ! ยอดไปเลย มีทั้งตับหมู หัวใจหมูแล้วก็ปอดหมูตุ๋นอยู่ในหม้อใหญ่ เมื่อก่อนขนาดจะฉลองปีใหม่ยังไม่เคยเห็นนางทำอันใดเช่นนี้มาก่อน


ไปเอาเนื้อมาจากที่ใดหรือ ? หลิวต้าซวนตักหัวใจหมูขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น ‘ไม่ได้กินเนื้อมาครึ่งปีแล้ว อร่อยมาก!’


ป้ากุ้ยฮวาเล่าเรื่องที่ไปช่วยงานบ้านตระกูลหลินให้สามีฟัง หลินเว่ยเว่ยไม่เพียงให้เงินค่าแรง30อีแปะ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังแบ่งเนื้อหมูและเครื่องในหมูป่าให้อีก หลิวต้าซวนเงียบฟังอยู่นานจึงเดินออกไปจากห้องครัว


กำลังจะกินข้าวกันอยู่แล้ว เจ้าจะไปที่ใด ? ป้ากุ้ยฮวาเห็นว่าเขาเดินออกจากบ้านจึงรีบเดินตามไปถาม


เมื่อเห็นจอบและถังน้ำในมือของสามี มีหรือนางจะไม่เข้าใจ ? แม้สงสารสามี แต่นางก็รู้ว่ามนุษย์ควรตอบแทนน้ำใจ ในเมื่อตระกูลหลินใจดีกับนางถึงเพียงนี้ก็ไม่ควรเพิกเฉย เสี่ยวเว่ยต้องรดน้ำในแปลงนา3หมู่คนเดียว มันไม่ง่ายเลย ดังนั้นหากสามีช่วยอันใดได้ก็ควรช่วย !


เหลียงถัวบุตรชายคนโตของป้ากุ้ยฮวาก็ตามบิดาออกไปเช่นกัน ท่านแม่ขอรับ ข้าจะไปช่วยท่านพ่อ ท่านเหลือเนื้อในหม้อไว้ให้ข้ากับท่านพ่อเยอะหน่อยนะ !


ขณะที่หลิวต้าซวนเดินถือจอบมาถึงริมแปลงนาของตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยที่ได้ยินเสียงคนเดินมาก็ชะโงกศีรษะออกมาจากแปลงข้าวโพดที่สูงชะลูด เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดนางก็ยิ้มทักทาย ลุงต้าซวน แปลงนาของท่านรดน้ำเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ ? ท่านกลับมาอีกด้วยเหตุใด ?


เจ้าคนเดียวต้องรดน้ำแปลงนาที่ใหญ่ถึงเพียงนี้ แล้วเมื่อใดจะรดเสร็จ ? ข้าจึงมาช่วย ! หลิวต้าซวนถือถังน้ำขึ้นภูเขาไปอย่างรวดเร็ว


รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยแข็งทื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทันใดนั้นนางจึงรีบกล่าวว่า ลุงต้าซวน ไม่ต้องหรอก ข้าใกล้จะรดเสร็จแล้ว !


หลิวต้าซวนเหลือบมองแปลงข้าวสาลีของตนที่ดูแห้งแล้ง ใบหน้าหยาบกร้านของเขาที่โดนแดดเผามาหลายปีได้เผยรอยยิ้มเรียบง่ายออกมา ถ้าคนเยอะก็จะรดน้ำเสร็จเร็ว ! ฟ้าใกล้มืดแล้ว เจ้าเป็นสตรีไม่ควรขึ้นไปบนภูเขาเพียงลำพัง


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกลำบากใจเหลือเกิน ‘หากท่านมาช่วยแล้ว ข้าจะกล้าเอาน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมารดแปลงนาได้อย่างไร เช่นนั้นก็ช้ากันไปใหญ่ ! เฮ้อ จะว่าไปแล้วเขาเองก็มีน้ำใจ เพียงแต่เป็นน้ำใจผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย !’


หลินเว่ยเว่ยเดินขึ้นลงภูเขาอย่างยอมรับชะตากรรม นางกล้าเอาน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณออกมาแค่ตอนหลิวต้าซวนมองไม่เห็นเท่านั้น ทำให้ทั้งสามคนใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าจะรดน้ำในแปลงนาเสร็จ


ระหว่างทางกลับบ้าน หลิวต้าซวนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ข้าวโพดของบ้านเจ้าเติบโตดีมาก ลำต้นหนา สูง ใบก็สมบูรณ์ หากปีนี้น้ำค้างแข็งไม่มาเร็วเหมือนปีก่อนๆ เจ้าน่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เลวเลย



จบตอน

Comments