work system ep1-10

ขี้เหร่ก็ขี้เหร่เถอะ ในเมื่อเป็นหน้าตัวเองก็ต้องใช้ต่อไป ทำงานหนักหน่อยก็ได้ เพื่อให้ได้ความสวยคืนมา! ส่วนเรื่องผู้ชายหล่อๆน่ะ รอฉันสวยขึ้นมาเมื่อไหร่, จะผู้ชายแบบไหนฉันก็หาได้!


‘สวีเถาเถา’ อดีตพนักงานหัวหน้าฝ่ายขายที่ทุ่มเทชีวิตให้กับงานจนเสียชีวิต และถูก ‘ระบบพัฒนาอาชีพ’ พาเธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างลูกสาวคนเล็กของบ้านตระกูลสวีในยุค70


สวีเถาเถาเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ชาติที่แล้วเธอถือว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่ง พอย้อนเวลามาเธอกลับต้องเครียดกับหน้าตาของตัวเองในโลกนี้ที่ทั้งครอบครัวมีแต่คน ‘ขี้เหร่!’


หลังจากที่เธอ.ออกไปนอกบ้านแล้วถูกล้อเลียนอย่างหนัก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจยอมทำการเชื่อต่อกับ ระบบพัฒนาอาชีพ ทำให้ตัวเองได้มีงานทำและเลื่อนตำแหน่ง เพื่อแลกกับการที่จะได้ความสวยคืนมา!


บทที่ 1: ทะลุมิติมาเป็นลูกสาวพ่อค้าหมู


“เพี๊ยะ!”

 

“อ๊า!”

 

“ฮือๆๆ… แม่ อย่าตีฉันเลย!”

 

เสียงดังโครมครามข้างนอกเหมือนกับกำลังมีสงคราม ประตูไม้ก็กันเสียงได้ไม่ดีเอาเสียเลย สวีเถาเถาที่ยังอยากจะนอนต่อก็เลยต้องลุกขึ้นมาทั้งที่ผมยังยุ่งเหยิง

 

พอเปิดประตูออก เสียงด่าทอแหลมเล็กของแม่สวีกับเสียงร้องโหยหวนของสวีลี่ลี่ก็ดังเข้ามาทันที

 

สวีเถาเถายืนตัวตรง “ดุเดือดขนาดนี้เลย?”

 

“ฉันจะตีให้ตายเลย ยัยตัวดี! ถ้าไม่ใช่เพราะจางเฉี่ยวพอปากโป้ง ฉันก็คงไม่รู้ว่าเลี้ยงลูกสาวหน้าด้านๆไว้คนหนึ่ง! บ้านเราก็จนจะกินแกลบอยู่แล้ว แกยังมีเงินแอบไปซื้อเนื้อให้ผู้ชายกินอีก!”

 

“แล้วทำไมไม่เลือกดีๆ! ไปชอบลูกชายจางเฉี่ยวพอ เขาก็อยากได้ผู้หญิงที่เป็นพนักงานประจำ แกมันโง่ที่เอาซาลาเปาเนื้อไปให้หมากิน แกรู้ไหมว่าเขาเอาเนื้อไปให้ผู้หญิงที่ทำงานสหภาพแรงงาน ฉันนี่อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี!”

 

แม่สวีหรือจ้าวซิ่วหลานถือไม้คลึงแป้งไล่ตีสวีลี่ลี่ ใบหน้าที่ดูดุอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดูโหดเข้าไปใหญ่ เหมือนตั้งใจจะจับสวีลี่ลี่มาซ้อมให้หนัก

 

สวีเถาเถาฟังเรื่องราวคร่าวๆ ก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เป็น ‘โรค’ ของพี่สาวคนนี้อีกแล้ว

 

ตั้งแต่สวีเถาเถาทะลุมิติมายังไม่ถึงอาทิตย์ บ้านนี้ก็เกิดสงครามมาแล้วสามครั้ง ทุกครั้งก็เกี่ยวกับพี่สาวคนนี้ และทุกครั้งก็เป็นเรื่องผู้ชาย

 

สวีลี่ลี่วิ่งไปร้องไห้ไป “ฮือๆๆ…”

 

สวีกั๋วหัว สวีกั๋วเฉียง สองพี่น้องนั่งกินข้าวเช้า หยิบซาลาเปาเข้าปาก มองดูสวีลี่ลี่โดนแม่ตีอย่างสนุกสนาน

 

สวีกั๋วเฉียงกัดซาลาเปาคำหนึ่ง ซดโจ๊กผักคำหนึ่ง แล้วก็พูดประชดประชัน

 

“น้องสาว หนุ่มที่เธอหาคราวนี้ไม่ค่อยดีเลยนะ มีเนื้อดีๆ ไม่เห็นชวนพี่รองมากินด้วยเลย ลูกสาวแต่งออกไปก็เป็นคนอื่น เสียแรงที่พี่รองรักและเอ็นดูเธอ”

 

สวีกั๋วหัวได้ยินคำว่าเนื้อ ก็รีบซดโจ๊กเร็วขึ้น ไม่เงยหน้าขึ้นมา แต่ก็พูดอย่างสนับสนุน

 

“น้องรองพูดถูก ถึงเธอไม่อยากแบ่งให้พวกเรา ทำไมไม่แบ่งให้น้องเล็กกินบ้าง ถ้าวันนี้แม่ตีเธอก็ไม่ผิดหรอก!”

 

สวีเถาเถาที่ยื่นมือไปห้ามแม่ก็เกือบจะโดนตีไปด้วย และอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสามารถในการยุยงของพี่ชายทั้งสอง

 

“ข้าวก็อุดปากพวกนายไม่อยู่จริงๆ!”

 

พ่อสวีหรือสวีต้ากวงอยู่บ้าน เพราะวันนี้ต้องไปรับหมูที่ฟาร์ม เขาเป็นคนรักลูก ถึงแม้จะรักลูกชายมากกว่าลูกสาวก็ตาม แต่ก็รักลูกสาวทั้งสองคนเหมือนกัน

 

เขาเห็นลูกชายทั้งสองไม่ช่วยห้ามกลับยังยุยงอีกก็เลยด่าไปหนึ่งประโยค

 

เมื่อเห็นลูกสาวคนโตโดนไม้คลึงแป้งตีจนหน้าเหยเก เขาก็รีบเข้าไปปกป้อง มือใหญ่ๆของเขาคว้าไม้คลึงแป้งไว้ แล้วยิ้มก่อนจะพูดไกล่เกลี่ย

 

“ซิ่วหลาน อย่าเพิ่งตีลูกแต่เช้าเลย กินข้าวเช้าก่อนเถอะ เดี๋ยวต้องไปทำงานอีก ฉันจะสั่งสอนลี่ลี่เอง เธออย่าโมโหจนเสียสุขภาพเลย”

 

สวีต้ากวงตั้งใจจะปลอบภรรยา แต่กลับกลายเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ทำให้จ้าวซิ่วหลานวิ่งหน้าตั้งหอบมาด้วยความโมโห

 

เธอหอบหายใจแรงๆ ก่อนจะตวัดสายตาจ้องมองสวีลี่ลี่ที่กำลังหลบตัวสั่นอยู่ด้านหลังพ่อของเธออย่างเกรี้ยวกราด แล้วหันไปเล่นงานสวีต้ากวงทันที

 

"ยัยเด็กบ้าคนนี้เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณตามใจจนเสียคน! ดูสิ ทำตัวไร้ยางอาย วันๆเอาแต่วิ่งไล่ตามผู้ชาย! ไม่ต้องพูดถึงจางเฉี่ยวพอ แม้แต่ฉันก็ไม่เอาสะใภ้ไร้ยางอายแบบนี้หรอก!"

 

จ้าวซิ่วหลานนึกถึงตอนที่ออกไปซื้อของเมื่อเช้าแล้วเจอกับจางเฉี่ยวพอ แม่ของหวังลี่ก็ปวดใจ

 

โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายคุยโวโอ้อวดว่าลูกสาวตัวเองพยายามเอาอกเอาใจหวังลี่อย่างไร แล้วยังเจาะจงว่าไม่เอาสวีลี่ลี่เป็นสะใภ้ด้วย ตอนนั้นจ้าวซิ่วหลานแทบอยากจะฉีกปากจางเฉี่ยวพอจริงๆ

 

จริงๆแล้วเธอก็ทำแบบนั้น ทะเลาะกับจางเฉี่ยวพอยกใหญ่ แต่พอกลับมาบ้านเห็นลูกสาวคนโตยิ้มหน้าบาน เธอก็โมโหมากเลยตีลูกสาวไปอีกชุด

 

สวีลี่ลี่น้ำตาคลอและก้มหน้าลง คราวนี้เสียใจจริงๆที่โดนแม่ว่าแบบนี้

 

เธอหน้าตาไม่ดี หน้าผากกว้าง จมูกใหญ่ ตาเล็ก ผิวก็ไม่ขาวเหมือนแม่ อายุยี่สิบเอ็ดแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครมาสู่ขอ

 

“ครั้งนี้เรื่องจริงนะแม่ หวังลี่บอกว่าจะคบกับฉัน เขาพูดเอง!”

 

สวีลี่ลี่กำหมัดแน่นและพูดอย่างดื้อรั้น

 

แต่…เธอไม่น่าพูดเลย เพราะยิ่งพูดจ้าวซิ่วหลานก็ยิ่งโมโห

 

“เขาพูด? เขาพูดกับใคร! แล้วทำไมแม่ของเขายังเป็นแบบนั้นอีก! เขาก็แค่หลอกให้แกยกเนื้อให้กิน แกโง่หรือไง! เขาชอบเจ้าหน้าที่หลิวพนักงานสหภาพแรงงานโรงงานโน่น คอยเอาใจเธอทุกวัน คนในหมู่บ้านรู้กันหมด มีแต่แกที่โดนเขาหลอก!”

 

พอจ้าวซิ่วหลานพูดจบ ทุกคนก็เงียบ

 

“ปัง!”

 

สวีเถาเถาเห็นพี่ชายทั้งสองที่เมื่อครู่กำลังนั่งดูอยู่ แต่จู่ๆก็พลันเปลี่ยนสีหน้าทันที และคว้าเก้าอี้วิ่งออกไปอย่างโกรธเกรี้ยว

 

สวีกั๋วเฉียงวิ่งไปพลางด่าไปพลาง “หวังลี่ไอ้สารเลว! กล้ามารังแกลูกสาวบ้านนี้ ฉันจะตีให้ตายเลย!”

 

สวีต้ากวงก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง พูดกับสวีลี่ลี่ “ไอ้หวังลี่มันเลวมาก ลูกไม่ต้องกลัว พี่ชายทั้งสองจะแก้แค้นให้ มันหนีไม่พ้นแน่!”

 

สวีลี่ลี่หน้าซีดเผือด มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของสวีต้ากวงก็อยากจะขอร้อง แต่ก็ไม่กล้าพูด

 

สวีเถาเถาที่ฟังแล้วรู้สึกเหวอไปเลย ‘นี่มันเรื่องของหมูแดงตุ๋นสองเหลียงจริงเหรอ?’

 

สวีเถาเถากำลังทายาให้สวีลี่ลี่ในห้อง ครั้งนี้จ้าวซิ่วหลานลงมือหนักมาก เพราะหลังของสวีลี่ลี่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

 

ถึงสวีลี่ลี่จะดูตัวใหญ่ แต่ก็เป็นผู้หญิง การที่โดนตีขนาดนี้ สวีเถาเถาก็นึกสงสารพี่สาวคนนี้

 

“พี่ ถ้าเจ็บก็ร้องออกมาเถอะ ฉันจะได้เบามือหน่อย”

 

สวีลี่ลี่น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ไม่ได้ร้องเพราะความเจ็บปวด เธอพูดพึมพำ ไม่รู้ว่าพูดกับตัวเองหรือพูดกับสวีเถาเถา

 

“เขาหลอกฉันจริงๆเหรอ เขายังจับมือฉันเลย เขายังเรียกฉันว่าลี่ลี่ ตั้งแต่เกิดมา นอกจากคนในบ้านก็มีแค่เขาที่อ่อนโยนกับฉัน ฉันยังอยากมีลูกกับเขาเลย ฮือๆๆ…”

 

สวีเถาเถา ‘…’ ตีไปก็เสียเปล่าจริงๆ

 

“พี่ ทำใจเถอะ กบสามขาหายาก แต่ผู้ชายสองขายังหาได้อีกเยอะ”

 

สวีลี่ลี่หันมามองน้องสาว ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “สำหรับผู้หญิงคนอื่น หาได้ไม่ยากหรอก แต่สำหรับเราสองคน…มัน ยาก มาก!”

 

สามคำสุดท้าย เธอยังเน้นเป็นคำๆ

 

สวีเถาเถา “….”

 

คราวนี้สวีเถาเถาถึงกับจุกเหมือนโดนธนูร้อยดอกปัก.อก

 

ทุกคนไปทำงานกันหมด สวีลี่ลี่โดนตี แม่ก็เลยอนุญาตให้เธอลาพักอยู่บ้าน แต่เธอก็แอบออกไปข้างนอกและบอกว่าจะไม่กลับมากินข้าวเที่ยง

 

สวีเถาเถาห้ามพี่สาวไม่ได้ ตอนนี้เธอก็ไม่ค่อยสบายใจ ก็เลยไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจพี่สาวเท่าไหร่

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่สวีเถาเถาจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้เธอต้องไปทำงานแล้ว

 

ครอบครัวสวีมีกันหกคน พวกเขาทำงานที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่มีแค่พ่อที่เป็นพนักงานประจำ ส่วนคนอื่นๆเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว

 

พ่อเป็นผู้ชำนาญการฆ่าและชำแหละสัตว์ในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ มีฝีมือดีมาก ว่ากันว่าหมูที่เขาฆ่า เนื้อจะอร่อยกว่าหมูที่คนอื่นฆ่า ไม่รู้จริงหรือเปล่า

 

แต่สวีต้ากวงเงินเดือนเกือบห้าสิบหยวน ในยุคเจ็ดศูนย์ ถือว่าเป็นคนมีรายได้สูง เพราะเขาสามารถใช้เงินเดือนเลี้ยงลูกทั้งสี่คนได้

 

แต่ช่วงหลังๆ ลูกๆโตกันหมดแล้วก็ต้องหางานทำ เงินในบ้านก็เอาไปใช้จ่ายเรื่องนั้นเรื่องนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวสวีก็เลยค่อนข้างลำบาก

 

เจ้าของร่างเดิมคนนี้เป็นลูกคนเล็กของบ้าน เพราะตอนที่จ้าวซิ่วหลานใกล้คลอด เธอล้มลงและทำให้คลอดก่อนกำหนด ร่างกายก็เลยอ่อนแอกว่าเด็กคนอื่น

 

พ่อแม่ก็เลยรักและตามใจมากกว่าลูกคนอื่น พี่ชายพี่สาวก็รักน้องสาวคนเล็กมาก

 

คนในบ้านทำงานที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ทุกเดือนก็พอมีเนื้อกินบ้าง เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นๆในยุคนี้แล้ว ชีวิตของเจ้าของร่างเดิมก็ถือว่าไม่เลว

 

ชาติที่แล้ว สวีเถาเถาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า เพราะเธอขยันทำงานเพื่อจะเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถ

 

เมื่อกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอก็วางแผนจะหาแฟน แต่ไม่คิดว่าจะทำงานหนักจนตาย

 

ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว…ตายก็ตาย ยังไงเธอก็อยู่ตัวคนเดียวอยู่แล้วจึงทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

 

กลับไม่คิดว่าจะทะลุมิติมา…แต่ถึงจะทะลุมิติมาก็ยังพอทำใจได้

 

ทว่า…กลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้นี่สิ

 

พ่อหาตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ให้เธอ เพราะลูกสาวคนเล็กขี้กลัว พ่อก็เลยไม่กล้าให้เธอไปทำงานที่อื่น ก็เลยให้เธอไปทำงานล้างเขียงที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่เดียวกับเขา

 

พ่อหวังดีและคิดอย่างรอบคอบ แต่เขาไม่รู้ว่าลูกสาวกลัวเลือด วันแรกที่ไปทำงาน พอเห็นเลือดหมูสดๆร้อนๆ ก็ตกใจจนช็อกตาย

 

ตอนที่สวีเถาเถาเพิ่งทะลุมิติมา เธอก็เกือบตายด้วยความตกใจเช่นกัน ความรู้สึกที่ทั้งตัวจมอยู่ในเลือดหมูเหม็นคาวนั้น เธอไม่อยากจะนึกถึงมันเป็นครั้งที่สองในชีวิตนี้เลย

 

ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ ชาติที่แล้วเหนื่อยจนตาย ชาตินี้ก็เลยอยากจะใช้ชีวิตแบบสบายๆบ้าง

 

แต่ปัญหาก็คือ…สวีลี่ลี่พูดถูก

 

ลูกสาวบ้านอื่นอาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องแต่งงาน แต่พวกเธอสองคนคงลำบาก

 

ไม่ได้มีเหตุผลอะไรอื่น แต่เป็นเพราะยีนส์ของบ้านสวีนี่แหละ ทั้งบ้านไม่มีใครหน้าตาดีเลย ไม่ถึงกับขี้เหร่มาก

 

แต่ถ้าพูดตรงๆก็คือ…ขี้เหร่!

 

[1] เรื่องของหมูแดงตุ๋นสองเหลียง ประชดประชันว่าพี่ชายทำเว่อร์เกินเบอร์


บทที่ 2: ระบบพัฒนาอาชีพ


สวีเถาเถาเป็นคนที่รักสวยรักงามมาก ชาติที่แล้วก็มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงาม เป็นสาวสวยที่ทำให้หนุ่มหล่อรวยทั้งหลายต่างตกหลุมรักจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น

 

ดังนั้นเธอจึงรับไม่ได้อย่างแรงกับการที่ต้องกลายเป็นผู้หญิงขี้เหร่!

 

ขณะที่สวีเถาเถากำลังคิดมากจนแทบสติแตก และกำลังจะปล่อยโฮ จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นในหัวของเธอ

 

"โฮสต์ อย่ายอมแพ้ ตราบใดที่คุณเชื่อมต่อกับ 'ระบบพัฒนาอาชีพ' ของทางเราและเพิ่มคะแนนอาชีพ ความสวยที่คุณต้องการจะกลับมาหาคุณในสักวันหนึ่ง และทางเรายังให้บริการเสริมความงามที่จะทำให้คุณสวยและดูดีขึ้น!"

 

สวีเถาเถาทำหน้าเฉย "..."


นี่คือระบบที่พาเธอมาที่โลกนี้ อ้างตัวว่าเป็น 'ระบบพัฒนาอาชีพ' มาที่นี่เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว มันก็ทำงานอย่างขยันขันแข็งและพยายามหลอกล่อให้เธอเชื่อมต่อกับระบบทุกวัน

 

ระบบนี้อ้างว่ามาจากมิติระหว่างดวงดาวที่อยู่ห่างไกลจากกาแล็กซี่

 

มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกความทะเยอทะยานในอาชีพจากส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ และรางวัลสำหรับการทำภารกิจให้สำเร็จคือสิ่งที่บุคคลปรารถนามากที่สุด

 

แต่เนื่องจากระบบนี้เพิ่งได้รับการพัฒนา จึงต้องมีการทดสอบก่อนที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

 

ดังนั้น 'ระบบพัฒนาอาชีพ' หมายเลข '0001' จึงถูกสุ่มส่งไปยังนอกอวกาศ เพื่อค้นหาผู้ที่เหมาะสมในจักรวาลอันกว้างใหญ่

 

บังเอิญที่ชาติที่แล้ว สวีเถาเถาทำงานล่วงเวลาและอดนอนจนเสียชีวิตกะทันหัน 'ระบบพัฒนาอาชีพ' จึงมองเห็นเธอในทันที


มันสแกนพบว่าสิ่งที่โฮสต์ต้องการมากที่สุดในใจก็คือความสวยในชาติที่แล้ว ดังนั้นมันจึงยื่นกิ่งมะกอกแห่งมิตรภาพไปยังโฮสต์ทันที โดยพยายามใช้ความสวยมาล่อลวงสวีเถาเถา

 

พูดตามตรง สวีเถาเถาก็หวั่นไหวจริงๆ

 

แต่!

 

ชาติที่แล้วเธอเหนื่อยเกินไป ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ทุกวันไม่ทำงานล่วงเวลาก็อยู่ระหว่างทางไปทำงานล่วงเวลา สิ่งสำคัญที่สุดคือบ้านและรถที่เธอทำงานหนักจนเสียชีวิตก็ไม่ได้ใช้เลย

 

ใครเจอแบบนี้ก็คงหัวเสียใช่ไหม?

 

ระบบห่วยๆนี่ยังอยากให้เธอเชื่อมต่อกับ 'ระบบพัฒนาอาชีพ' แค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่ามีชีวิตเดียวไม่พอ ต้องเอาชีวิตไปทิ้งอีก

 

สวีเถาเถาที่ต้องการเป็นเพียงคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตสบายๆในชาตินี้ ครุ่นคิดอีกครั้งแล้วปฏิเสธอย่างเจ็บปวด "ไม่ ฉันสวยขึ้นได้ด้วยตัวเอง"

 

ไม่มีผู้หญิงขี้เหร่ มีแต่ผู้หญิงขี้เกียจ เธอจะแต่งหน้า เธอจะออกกำลังกาย เธอจะเล่นโยคะ เธอไม่เชื่อว่าจะสวยขึ้นไม่ได้!

 

ระบบโต้กลับอย่างไร้ความปรานี

 

"โฮสต์คิดดีแล้วเหรอ? ในยุคนี้ขาดแคลนทั้งอาหารและเสื้อผ้า แม้ว่าจะมีเครื่องสำอางก็คงไม่ครบ และยังเป็นผลิตภัณฑ์เคมีคุณภาพต่ำ มีสารตะกั่วเป็นพิษ โฮสต์ไม่กลัวว่าจะทำให้ใบหน้าที่ไม่สวยอยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปอีกเหรอ?"

 

มันก็ถูก แต่เมื่อสวีเถาเถานึกถึงตัวเองที่ทำงานหนักจนตายในชาติที่แล้ว เธอก็ตัวสั่น เธอพยายามห้ามใจตัวเองแล้วตัดสินใจเพิกเฉย

 

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ "เลิกพูดได้แล้ว ยังไงฉันก็ไม่ยอม"

 

อยากให้เธอเซ็นสัญญาขายตัว ฝันไปเถอะ

 

โฮสต์ไม่ยอมง่ายๆ ระบบก็ทำอะไรไม่ได้ และเนื่องจากมันเป็นฝ่ายเลือกโฮสต์เอง ดังนั้นแม้ว่าโฮสต์จะไม่ยอมเชื่อมต่อกับมัน มันก็ไม่สามารถเลือกโฮสต์คนอื่นได้ เว้นแต่โฮสต์คนนี้จะตายตามธรรมชาติ

 

คราวนี้ไม่ใช่แค่สวีเถาเถาที่หัวเสีย ระบบก็หัวเสียด้วย

 

หลังจากต่อสู้กับระบบ สวีเถาเถาก็รู้สึกเบื่อเล็กน้อย

 

ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ความบันเทิงเลย และเธออยู่บ้านมาห้าวันแล้ว เมื่อก่อนเธอคิดว่าสิ่งที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในชาติที่แล้วคือการนอนหลับ ชาตินี้มีโอกาสแล้ว เธอก็เลยนอนชดเชยทุกวัน

 

แต่ก็นอนจนสมองเบลอแล้ว ตอนนี้อยากออกไปเดินเล่น หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบ้างก็ยังดี

 

ก่อนจะปิดประตู เธอก็นึกขึ้นได้จึงหันกลับไปหยิบผ้าพันคอสีแดงที่ใช้ในฤดูหนาวมาพันสองรอบ ก่อนจะดึงขึ้นมาปิดหน้า

 

สวีเถาเถา.ถอนหายใจโล่ง.อก ทันใดนั้นก็รู้สึกปลอดภัย

 

"โฮสต์ ฉันคิดว่าเธอไม่สวมผ้าพันคอน่าจะปลอดภัยกว่านะ" ระบบพูดแทรกขึ้นมาทันที

 

เหมือนมีดแทงเข้าไปในหัวใจของสวีเถาเถา

 

ไม่โกรธ ฉันไม่โกรธ!

 

เมื่อสวีเถาเถาทะลุมิติมา เธอได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม จึงคุ้นเคยกับบ้านพักคนงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เป็นอย่างดี

 

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็มีเพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น พอได้เห็นสภาพบ้านเมืองในยุค70 เห็นกำแพงดินสีเทาๆที่มีคำขวัญสีแดงสดเขียนว่า


"การทำงานคือสิ่งที่มีเกียรติที่สุด" และ "เพิ่มผลผลิต เสริมสร้างความมั่นคงของชาติ" ด้วยตาตัวเอง เธอก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

 

"นี่... เหมือนจะเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านสวีใช่ไหม ใส่ผ้าพันคอในช่วงหน้าร้อน เด็กคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่า?"

 

เมื่อหญิงสาวเดินผ่านป้าสองคนที่ถือตะกร้าผัก สวีเถาเถารู้สึกถึงสายตาที่มองมา เธอไม่สนใจเลย เงยหน้าขึ้นแล้วเดินต่อไปข้างหน้า

 

"โฮสต์เก่งเรื่องหลอกตัวเองจริงๆ" ระบบกล่าว

 

สวี๋เถาเถาไม่สนใจคำพูดประชดประชันของระบบ ตอนที่เธอออกจากบ้าน เธอพกเงินห้าหยวนที่แม่แอบให้ไว้เมื่อสองวันก่อนติดตัวมาด้วย วันนี้เธอตั้งใจจะออกไปซื้อของ โดยเฉพาะลิปสติกที่เธออยากได้มาก

 

เจ้าของร่างเดิมมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา แถมสีปากยังซีดเซียวจนแทบมองไม่เห็น เหมือนคนเลือดจางที่ต้องใช้เวลาบำรุง การทาลิปสติกจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด ชาติที่แล้วในฐานะสาวเมืองกรุง เธอพกลิปสติกห้าหกแท่งติดกระเป๋าตลอด พอมาชาตินี้กลับกลายเป็น 'คนจน' ขึ้นมาทันที เธอแทบจะยืด.อกเดินไม่ได้ ต้องรีบหาอะไรมาเสริมสวยหน่อยแล้ว!

 

ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอยู่ค่อนข้างไกลจากบ้านพักคนงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ พอจับเงินห้าหยวนในกระเป๋า สวีเถาเถาไม่อยากเรียกรถ จึงกัดฟันเดินไป

 

กว่าจะเห็นประตูห้างสรรพสินค้า น่องของเธอสั่นไปหมด

 

ขณะที่เธอกำลังก้มตัวหอบอยู่นั้น จู่ๆก็มีจักรยานคันหนึ่งปั่นผ่านมา เผยให้เห็นรองเท้าหนังสีดำของผู้ชาย ดูจากเนื้อหนังและฝีมือการผลิตแล้วคงราคาแพงมากแน่ๆ

 

สวีเถาเถาเงยหน้าขึ้นด้วยความอิจฉา ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกราวกับเห็นทิวทัศน์ของดอกท้อที่บานสะพรั่ง ผู้ชายคนที่ปั่นจักรยาน หล่อมาก!

 

เขารูปร่างสูงขายาว สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นส่วนสูงที่น่ากลัวมากสำหรับสวีเถาเถาที่เติบโตในภาคใต้ในชาติที่แล้ว


ที่สำคัญคือเขามีรูปร่างที่ดี ไม่ต้องถามก็รู้ก็ชาติที่แล้วมีดาราหน้าใหม่ออกมาเยอะแยะ สวีเถาเถาฝึกสายตามามาก มองปราดเดียวก็รู้ว่าตัวจริงเสียงจริงหรือเปล่า

 

คิ้วเข้ม ตาสดใส จมูกโด่ง และผิวยังขาวมาก นอกจากสีหน้าที่ดูเย็นชาแล้ว ก็เป็นหนุ่มหล่อมาดนิ่งในแบบที่สวีเถาเถาชอบ

 

"ขอทางหน่อยครับ"

 

แม้แต่เสียงก็ไพเราะเพราะพริ้ง!

 

สวีเถาเถาถอยหลบสองก้าวอย่างเหม่อลอย สายตายังคงจ้องมองไปที่ผู้ชายคนนั้นโดยไม่กะพริบตา หล่อจัง!

 

กู้อวี้อวิ๋นจอดจักรยาน ก็เห็นผู้หญิงที่สวมผ้าพันคอสีแดงปิดบังใบหน้ามากกว่าครึ่งยังจ้องมองอยู่ เขาก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย

 

เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หันหลังเดินจากไป สีหน้าเย็นชาลงกว่าเดิมเล็กน้อย

 

สวีเถาเถา.มองดูหนุ่มหล่อมาดนิ่งเดินผ่านไปต่อหน้าต่อตา จากนั้นก็เดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดกระโปรง

 

ผู้หญิงคนนั้นมีคิ้วดกดำสนิท ดวงตาโต ผิวขาว หากมองตามมาตรฐานความงามในยุคนี้ ถือว่าเป็นสาวสวยที่แท้จริง

 

เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม เธอดูเขินอาย ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อยิ่งขับให้ดูสวยน่าหลงใหล ท่าทางของหญิงสาวนั้นปิดบังความรู้สึกที่มีต่อชายหนุ่มไม่มิด

 

"หนุ่มสาวคู่นี้ช่างเหมาะสมกันเหลือมากเลย ว่าไหม?" ทันใดนั้นระบบก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเท.ศะ

 

หัวใจของสวีเถาเถาแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี

 

เธอค่อยๆหันกลับไป ไม่สนใจคู่รักที่ดูเหมาะสมกันคู่นั้นอีก แล้วเดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะเดินดูของต่างๆเงียบๆคนเดียว

 

"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณใช่อาจารย์กู้ กู้อวี้อวิ๋นหรือเปล่าคะ ฉัน..."

 

กู้อวี้อวิ๋นขัดจังหวะหญิงสาวสวยที่หน้าแดงก่ำด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ห่างเหิน

 

"ขอโทษนะครับที่แม่ของผมนัดดูตัวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผม ทำคุณเสียเวลาจริงๆ ผมจะแจ้งคนกลางให้ทราบ ขอโทษด้วย ผมมีงานวิจัยที่ต้องตรวจแก้ ขอตัวก่อนนะครับ"

 

[1] ยื่นกิ่งมะกอกแห่งมิตรภาพ หมายถึง การเสนอสันติภาพ การขอคืนดี หรือการแสดงความปรารถนาดี


บทที่ 3: สวยขึ้น ฉันจะต้องสวยขึ้น


ความเงียบงันแบบนี้ช่างน่าขนลุก

 

ระบบอาจจะไม่ได้รู้จักสวีเถาเถาดีนัก แต่การที่จู่ๆเธอเงียบไม่โต้ตอบแบบนี้ทำให้ระบบไม่คุ้นเอาเสียเลย

 

“นี่ คุณไม่ได้ชอบผู้ชายคนนั้นจริงๆหรอกใช่ไหม ฉันยอมรับว่าเขาดูดี แต่เขามีแฟนแล้วนะ อย่าคิดมากเลย”

 

สวีเถาเถาไม่สนใจระบบ ในที่สุดเธอก็เจอมุมเครื่องสำอาง โชคดีที่นี่คือเมืองหลวง สินค้าในห้างสรรพสินค้าของเมืองหลวงยังคงค่อนข้างครบถ้วน

 

แต่น่าผิดหวังคือ ที่นี่ขายลิปสติกแค่สองสีเท่านั้น สีหนึ่งคือสีแดงสด สีแดงแบบเมียหลวง ส่วนอีกสีคือสีชมพู สีชมพูบาร์บี้แบบโทนเย็น

 

พนักงานขายมองผู้หญิงที่พันผ้าพันคอสีแดงปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่งด้วยสายตาแปลกๆ แล้วพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้

 

“คุณผู้หญิง คุณจะซื้อไหมคะ นี่เป็นสินค้าที่เพิ่งเข้ามา ดูสิ สีสันสวยงามแค่ไหน เมื่อวานก็ขายไปหลายสิบแท่งแล้ว รีบซื้อตอนนี้เลยดีไหมคะ? เดี๋ยวสักพักก็จะหมดแล้วนะคะ”

 

สวีเถาเถา.มองพนักงานขายอย่างลำบากใจ “พี่คะ นอกจากสองสีนี้แล้วมีสีอื่นไหมคะ?”

 

ไม่มีสีแดงมะเขือเทศ ไม่มีสีเชอร์รี่ ไม่มีสีส้มสดใส แม้แต่สีนู้ดก็ไม่มี

 

ทำไมไม่มีอะไรเลย !!!

 

บางทีสวีเถาเถาอาจจะแสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจนเกินไป พนักงานขายก็เลยไม่พอใจ

 

"ยังจะอยากได้หลายสีอะไรอีก? ปากเดียวมีสองสีก็ทาไม่หมดแล้วมั้ง ดูท่าทางไม่เคยทาลิปสติกสินะ ถึงได้พูดอะไรไม่เข้าท่าออกมา ในโลกนี้เขาผลิตลิปสติกกันแค่สองสีนี่แหละจ้ะ ไม่มีเงินซื้อก็บอกกันดีๆเถอะ อย่ามาทำเป็นหัวสูงหน่อยเลย"

 

พนักงานขายเบะปากใส่สวีเถาเถา แล้วหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่สนใจสวีเถาเถาอีกเลย

 

ระบบเอ่ยอย่างระมัดระวัง “โฮสต์ ฉันมีลิปสติกนับพันสี คุณอยากได้สีอะไรเราก็มีให้”

 

สวีเถาเถาสูดหายใจลึกๆ แล้วดึงผ้าพันคอสีแดงลง เผยให้เห็นใบหน้าทั้งหมด “ระบบ เชื่อมต่อเลย”

 

ความประหลาดใจมาเร็วเกินไป ระบบถึงกับสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่า “โฮสต์ คุณหมายความว่า...”

 

สวีเถาเถา “มีโอกาสแค่ครั้งเดียว อย่าให้ฉันมีเวลาเปลี่ยนใจ”


เมื่อได้ยินแบบนี้ ระบบก็ไม่พูดมากอีกต่อไป มันไม่สนใจว่าโฮสต์คิดยังไง มันรีบทำการผูกมัดทางพันธุกรรมกับโฮสต์

 

แม้จะเป็นเสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียบเรื่อย แต่ก็เหมือนว่าได้ยินความยินดีออกมาจากเสียงนั้น “โฮสต์ เชื่อมต่อสำเร็จ!”

 

ในขณะนั้นเอง สวีเถาเถาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งเชื่อมโยงเธอกับระบบเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา

 

ระบบถึงได้สังเกตเห็นว่าผ้าพันคอที่โฮสต์ใช้ปิดหน้าหลุดลงมา มันจึงรีบเตือน “โฮสต์ ผ้าพันคอ...”

 

“อ้อ ฉันถอดเอง ร้อนจะตาย” สวีเถาเถากล่าวอย่างใจเย็น

 

เธอก็คิดได้แล้วว่า ขี้เหร่ก็ขี้เหร่เถอะ ใบหน้าของตัวเองยังไงก็ต้องใช้ จะทำยังไงได้ อย่างมากก็แค่ทำงานหนักต่อไป เพื่อให้ได้ความสวยกลับคืนมาเหมือนชาติที่แล้ว!

 

ส่วนผู้ชายหล่อๆอะไรนั่น สวีเถาเถายิ้มเยาะ พอฉันสวยขึ้นแล้ว ผู้ชายแบบไหนฉันก็หาได้

 

สุนัขของคนอื่น เธอไม่ต้องการ

 

“โอ๊ะ! ฉันว่าแล้ว หนู ทำไมอากาศแบบนี้ยังใส่ผ้าพันคออยู่ ที่แท้ก็หน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง สมควรแล้วที่ต้องปิดไว้”

 

เสียงเย้ยหยันของพนักงานขายดังบาดหู สวีเถาเถาหันขวับ ก็ได้ยินเสียงเธอพูดจาถากถางกับเพื่อนร่วมงานและกำลังนินทาตนอยู่

 

“เสี่ยวฉิน ฉันจะบอกอะไรเธอให้นะ เมื่อกี้ตอนที่ฉันหันไป ตกใจแทบแย่แน่ะ เด็กคนนี้ขี้เหร่เกินไป ไม่รู้ว่าพ่อแม่ให้เกิดมายังไง ถ้าเป็นลูกสาวฉันล่ะก็ถ้าโตมาเป็นแบบนี้ ฉันไม่กล้าให้เธอออกไปเจอหน้าใคหรอก”

 

พูดจบ เธอก็ปิดปากหัวเราะ มองสวีเถาเถาด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้ง

 

ชาติที่แล้วสวีเถาเถาอายุยังน้อยก็สามารถขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดได้ ฝีปากของเธอจึงไม่ธรรมดา

 

เธอพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ลูกสาวของเธอในอนาคตถ้ารู้ว่าตัวเองมีแม่ที่ปากปีจอและไม่มีมารยาทแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงการออกไปเจอหน้าคนกับเธอหรอก ลูกสาวเธอคงตกใจจนไม่กล้าเกิดเลยแหละ”

 

พูดจบ สวีเถาเถาก็ไม่มองพนักงานขายอีก แล้วหันหลังเดินจากไป

 

ผู้คนที่มองมา แม้ว่าจะรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้หน้าตาไม่ดี แต่พนักงานขายพูดจาเสียมารยาทจริงๆ ดังนั้น ป้าๆที่มีอายุหลายคนก็ช่วยกันด่าพนักงานขายคนนั้น

 

พนักงานขายเครื่องสำอางถูกสวีเถาเถาทำให้โกรธ แล้วก็ถูกป้าๆที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านพูดใส่ ทำให้โมโหจนพูดไม่ออกจนถึงขั้นทะเลาะกับลูกค้าระหว่างเวลาทำงาน

 

ปกติพวกเธอจะหยิ่งผยอง แต่ก็ไม่กล้าไปหาเรื่องกับพนักงานขาย แต่ครั้งนี้พนักงานขายไม่รู้ว่าตัวเองทำให้คนไม่พอใจจำนวนมาก

 

ลูกค้าหลายคนรวมตัวกันโวยวาย ผู้จัดการที่หลบอยู่ก็ต้องออกมาเพื่อระงับความโกรธของทุกคน

 

สุดท้ายพนักงานขายปากเสียคนนี้ก็ถูกหักเงินเดือนหนึ่งเดือน เรื่องก็เงียบลง

 

แน่นอนว่าสวีเถาเถาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

 

แม้จะไม่ได้ลิปสติก แต่สวีเถาเถาก็ไม่อยากให้การมาครั้งนี้เสียเที่ยว เธอจึงแวะไปแผนกอาหารและซื้อขนมพุทรากวนกลับมาสองจิน

 

ของกินยุคนี้อาจไม่เน้นรสชาติ แต่รับประกันว่าของแท้แน่นอน สวีเถาเถาลองชิมไปหนึ่งชิ้นก็รู้สึกอิ่ม ที่เหลือเธอจึงหอบหิ้วกลับบ้านไปฝากครอบครัว


เมื่อถึงตอนเย็น คนในครอบครัวสวีเลิกงานกลับมา ขนมพุทรากวนที่สวีเถาเถานำกลับมาก็ได้รับความนิยมจากทุกคน

 

สวีกั๋วเฉียงเอาขนมพุทรากวนยัดเข้าปาก แล้วหยิบปิ่นโตอลูมิเนียมออกมาจากข้างหลัง

 

สวีเถาเถา.มองด้วยความสงสัย สวีกั๋วเฉียงก็เปิดฝา “แทน แทน แท๊น! ฮ่าฮ่า หมููตุ๋นน้ำแดง น้องเล็ก พี่รองเก่งไหม คืนนี้เรากินหมูตุ๋นน้ำแดงกัน ร่างกายเธออ่อนแอ กินเยอะๆหน่อยนะ!”

 

“ทำไมกลายเป็นความดีความชอบของแกคนเดียว ฉันก็ไปด้วย” สวีกั๋วหัวพี่คนโตเห็นน้องชายคนรองโม้อยู่คนเดียวเลยเตือน

 

สวีกั๋วเฉียงหัวเราะเยาะพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่ยังกล้าพูดอีก พี่เอาแต่ยืนอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย ถ้าฉันไม่เอาไม้ตีหัวหวังลี่เจ้าคนสารเลวนั่น พี่คิดว่ามันจะยอมเอาเงินกับคูปองออกมาไหม?”

 

สวีกั๋วหัวยังอยากจะแก้ตัว แต่เวลานั้นสวีลี่ลี่ก็กลับมาพอดี


เธอเห็นหมููตุ๋นน้ำแดงในปิ่นโตอลูมิเนียมบนโต๊ะ รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปทันที เธอมองพี่ชายทั้งสองคนด้วยความตกใจ

 

“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่ไปหาหวังลี่จริงๆเหรอ?”

 

สวีกั๋วเฉียงเบะปากใส่เธอ “แน่นอน เนื้ออยู่ตรงนี้ไง”

 

“พวกพี่ พวกพี่ทำแบบนี้ได้ยังไง!”

 

สวีลี่ลี่โกรธจนตัวสั่น นิ้วชี้ไปที่หมูตุ๋นน้ำแดงบนโต๊ะ ตาแดงก่ำ


สวีเถาเถา.มองแวบเดียวก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ยังไม่ตัดใจจากหวังลี่

 

จ้าวซิ่วหลานวางชามข้าวลงดังปัง ทำหน้าไม่พอใจทันที “ร้องไห้ทำไม ฉันกับพ่อแกยังไม่ตายเสียหน่อย!”

 

สวีต้ากวงแอบส่งสายตาให้ลูกสาวคนโต แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อปลอบ

 

“นี่ลูก เด็กนั่นไม่ได้ชอบแก มันแค่หลอกแกเล่นน่ะ ผู้ชายหน้าตาดีมีเยอะแยะ เราไม่ต้องการมันหรอก”

 

“แต่ฉันต้องการ! ฉันต้องการเขา! พวกพี่ใจร้ายเกินไป! ฉันแค่อยากมีครอบครัว มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกพ่อกับแม่ทำให้ฉันเกิดมาขี้เหร่ ป่านนี้ฉันคงแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว!

 

คนข้างนอกเรียกฉันว่านังขี้เหร่ เด็กๆเห็นฉันก็ร้องไห้ แล้วยังปาก้อนหินใส่ฉันอีก แต่ในที่สุดก็มีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าจะแต่งงานกับฉัน แต่ก็เพราะพวกพี่ที่ทำลายมัน!”

 

สวีลี่ลี่ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างหมดเปลือก พูดถึงความไม่พอใจที่มีต่อครอบครัวและความสิ้นหวังที่ตัวเองยังไม่ได้แต่งงาน

 

คนในครอบครัวสวีไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนเพียงแต่มองสวีลี่ลี่อย่างเงียบๆ


บทที่ 4: จะไม่ยอมให้ลูกกลายเป็นตัวถ่วง


"เลิกร้องไห้ได้แล้ว เช็ดหน้าเช็ดตาซะ หน้าตาก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งมีน้ำหูน้ำตายิ่งดูไม่ได้"

 

จ้าวซิ่วหลานทำลายความเงียบงันภายในห้อง สีหน้าของเธอดูเรียบเฉยมาก

 

"ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร หน้าตาแกมันก็ขี้เหร่อยู่แล้ว ใครใช้ให้เกิดมาเป็นลูกฉันกับพ่อแกล่ะ พ่อแกก็ขี้เหร่ ส่วนฉันก็ไม่สวย ลูกสี่คนที่ฉันคลอดออกมาก็เลยหน้าตาไม่ดีทั้งนั้น

 

ที่บ้านเรามีแค่เธอที่ขี้เหร่คนเดียวเหรอ? พวกเราก็หน้าตาแย่กันทั้งนั้น แล้วพวกเราเคยตัดพ้อไหม?"

 

สวีเถาเถารู้สึกว่าสกิลการโจมตีหมู่ของแม่ช่างร้ายกาจ พูดอะไรก็พูดไปเถอะ ทำไมต้องลากคนอื่นไปลงสนามรบ(ด่า)ด้วย เธอเองก็รู้สึกอึดอัดใจเหมือนกัน


สีหน้าของสวีต้ากวงและลูกชายทั้งสองเองก็ไม่สู้ดีนัก ความรู้สึกอยากปลอบใจสวีลี่ลี่ก็ลดน้อยลงไป

 

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น แม่สวียังด่าโถมโจมตีอีกระลอก "ถึงแม้ฉันกับพ่อแกจะหน้าตาแย่ แต่ก็ยังแต่งงานมีครอบครัว ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชีวิตเลย แกจะมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร

 

ครอบครัวคนอื่นเขาไม่มีแม้แต่เนื้อให้กิน บ้านเราวันนี้ยังได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงจากร้านอาหารของรัฐ ถ้าแกไม่ใช่ลูกฉันกับพ่อแกล่ะก็ ป่านนี้ไม่มีโอกาสได้กินหรอก พอใจได้แล้ว"

 

"แต่ฉันไม่อยากได้สามีขี้เหร่นี่ ถ้าลูกเกิดมาหน้าตาแย่อีก ฉันจะทำยังไง! ฮือๆๆ"

 

สวีลี่ลี่ถูกจ้าวซิ่วหลานตำหนิไปชุดใหญ่ แม้ความน้อยเนื้อต่ำใจในใจจะลดลงไปบ้าง แต่พอคิดว่าตัวเองจะต้องมีลูกที่หน้าตาขี้เหร่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีก

 

เธอเหลือบมองพี่ชายทั้งสองที่อยู่ข้างๆ พลางพูดด้วยความอิจฉา "ว่าไปแล้ว ฉันกับน้องเล็กน่าสงสารกว่าเยอะ ผู้ชายจะหน้าตาขี้เหร่แค่ไหน ถ้าหาเงินเก่งก็พอแล้ว แต่ผู้หญิงขี้เหร่นี่แต่งงานยากมากเลยนะ"

 

สวีเถาเถาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี จู่ๆขอบตาเธอก็แดงก่ำ

 

เธอมันช่างอาภัพ พี่ใหญ่พูดถูก เธอขี้เหร่ก็ช่างเถอะ แต่ถ้าลูกขี้เหร่อีก มันจะไม่แย่หนักกว่าเดิมหรือไง ลูกเธอจะต้องมาต่อว่าเธอแน่ๆ

 

ไม่ได้ ก่อนที่เธอจะสวยขึ้น เธอจะไม่ยอมมีลูกเด็ดขาด ไม่ยอม!

 

สวีกั๋วหัวและสวีกั๋วเฉียง ตอนแรกก็มีสีหน้าเศร้าหมองเหมือนกับน้องสาวทั้งสองคน ได้แต่บ่นพึมพำถึงความไม่ยุติธรรมของโชคชะตา

 

พวกเขาทั้งคู่หน้าตาเหมือนพ่อสวี ตัวใหญ่และบึกบึน ตาสองชั้นหลบใน จมูกโตเหมือนกระเทียม น้ำเสียงแหบพร่า โตมาจนป่านนี้ไม่เคยได้แตะมือสาวๆที่ไหน แถมยังถูกพวกเธอรังเกียจอยู่ทุกวี่วัน

 

แต่พอถูกน้องสาวคนโตเตือนสติ จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่ขนาดนั้น ยังดีที่พวกเขาไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง

 

จ้าวซิ่วหลานถลึงตาใส่ลูกสาวคนโต “พูดมากอยู่ได้ ตกลงจะกินไหมหมูตุ๋นน้ำแดง? ถ้าไม่กิน ฉันจะให้น้องกินให้หมด”

 

สวีลี่ลี่รีบปาดน้ำตาทันที "กิน!"

 

เรื่องแต่งงานเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง หมูตุ๋นน้ำแดงหอมๆอยู่ตรงหน้า มีหรือจะไม่กิน

 

สวีเถาเถาก็กินหมูตุ๋นน้ำแดงไปหนึ่งชิ้น เธออยากจะลองชิมฝีมือพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารของรัฐในยุคนี้ แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวัง

 

เพราะเนื้อมันทั้งแข็งและเหนียว น้ำซอสก็ไม่ซึมเข้าเนื้อ ที่สำคัญคือมันเย็นชืด ไขมันก็จับตัวเป็นก้อนอยู่ข้างบน เห็นแล้วหมดอารมณ์กิน หลังจากนั้นไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่ยอมกินอีก

 

จ้าวซิ่วหลานคีบให้ เธอก็ไม่กิน จนจ้าวซิ่วหลานโกรธ คิดว่าลูกสาวคนเล็กเรื่องมาก เอาตะเกียบตีหลังมือสวีเถาเถาไปหนึ่งที

 

“หมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยขนาดนี้ยังจะเลือกกินอีก ถ้าอย่างนั้นก็กินน้ำเปล่าไปเลย!”

 

สวีเถาเถาเอาอกเอาใจด้วยการแบ่งเนื้อให้กับสวีต้ากวงและจ้าวซิ่วหลาน “ฉันไม่ได้รังเกียจนะ ฉันก็ยังเด็ก วันข้างหน้ายังมีโอกาสกินอีกเยอะ

 

พ่อกับแม่อายุมากแล้ว ต้องกินของดีๆบำรุงร่างกาย พ่อกับแม่เป็นเสาหลักของบ้านเรา ขาดใครไปไม่ได้โดยเฉพาะพ่อกับแม่!”

 

สีหน้าของจ้าวซิ่วหลานดีขึ้นทันที สวีต้ากวงมองลูกสาวคนเล็กด้วยความตื้นตัน “กินเถอะ กินกันทุกคน รอพ่อได้คูปองเนื้อเดือนหน้า จะให้พี่ชายพวกเธอไปซื้อมาให้อีก!”

 

สวีลี่ลี่มองทั้งสามคนแล้วเบ้ปาก พึมพำเบาๆ “น้องเล็กนี่ช่างประจบเก่งจริง”

 

พูดจบ จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าเนื้อนี่เป็นของที่เธอให้หวังลี่ แล้วพี่ชายทั้งสองก็ไปแย่งคืนมาจากหวังลี่ เท่ากับว่านี่เป็นเนื้อที่เธอซื้อ เธอซื้อเนื้อก็ต้องได้กินมากกว่าคนอื่นสองชิ้น!

 

สวีกั๋วเฉียงมองน้องสาวคนโตที่แย่งเนื้อเขากินอย่างรังเกียจ “น้องสาว เมื่อไหร่เธอจะหัดทำตัวเหมือนน้องเล็กล่ะ”

 

สวีลี่ลี่กินเนื้อโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “ทำไมต้องให้ฉันทำตัวเหมือนน้องเล็กด้วย?”

 

น้องสาวเธอหน้าตาขี้เหร่เหมือนเธอ แถมยังขี้ขลาด ตอนเด็กๆ เวลาถูกรังแก เธอยังต้องคอยช่วยไล่พวกเด็กเกเรพวกนั้นไป แล้วเธอจะไปเรียนรู้อะไรจากน้องได้

 

สวีกั๋วเฉียงเห็นน้องสาวคนโตเอาแต่แย่งเนื้อกิน แม้ในขณะที่พูดอยู่ก็ไม่วายทำให้โกรธจนพูดไม่ออก “เธอน่าจะเรียนรู้จากน้องเล็ก ลดการกินเนื้อลงบ้าง! ตัวก็ใหญ่ขนาดนี้ ยังจะกินอีก! ต่อไปจะมีผู้ชายคนไหนอุ้มเธอไหว!”

 

สวีเถาเถา “……”

 

เธอมองไปที่สวีลี่ลี่ ก็เห็นว่าตาของพี่สาวแดงก่ำอีกแล้ว หยาดน้ำตาไหลรินลงบนโต๊ะอาหาร

 

“ฮือ…!” สวีลี่ลี่โยนตะเกียบทิ้ง ไม่กินข้าวแล้ว ซบหน้าร้องไห้กับโต๊ะ

 

“เฮ้อ”

 

สวีเถาเถา.ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม รู้สึกว่าพี่ชายรองคนนี้ปากช่าง...เหลือเกินจริงๆ

 

“แกทำให้น้องร้องไห้อีกแล้ว! ฉันจะตีแก! นี่แน่ะ!”


กว่าจะปลอบกันได้ ก็ทำให้น้องร้องไห้อีกแล้ว ผู้เป็นแม่หยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วตีลงไปที่หัวของลูกชายคนรอง

 

สวีกั๋วเฉียงหลบพลางแย่งเนื้อกินไปด้วย พี่ชายคนโตไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สนใจแต่การกินหมูตุ๋นน้ำแดงจนปากมันเยิ้ม หวังว่าแม่จะจัดการกับน้องรองให้หนักๆ เนื้อจะได้ตกเป็นของเขาทั้งหมด ฮี่ๆ

 

สวีลี่ลี่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร สวีต้ากวงพูดปลอบลูกสาวคนโตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

สวีเถาเถา “……”

 

สวีเถาเถารู้สึกแสบแก้วหู

 

บ้านนี้จะกินข้าวกันเงียบๆสงบๆสักมื้อไม่ได้เลยหรือไง???

 

สุดท้าย เรื่องก็จบลงที่พี่รองสัญญากับน้องสาวคนโตว่าจะซื้อลูกกวาดหนวดมังกรให้กินเดือนหน้าตอนเงินเดือนออก


เพราะหมูตุ๋นน้ำแดงเป็นอาหารจานหลักในคืนนั้น ขนมพุทรากวนที่สวีเถาเถาซื้อมาจึงไม่มีใครกินมากนัก สุดท้ายจ้าวซิ่วหลานจึงยกให้สวีเถาเถาท่ามกลางสายตาของลูกๆ

 

“น้องเล็กของพวกเธอกินข้าวน้อย ขนมพวกนี้น้องก็เป็นคนซื้อ พวกเธอห้ามแย่งนะ สวีลี่ลี่ ถ้าแกกล้าขโมยขนมของน้องกินล่ะก็ ฉันจะตีแก”

 

จ้าวซิ่วหลานกำชับกับสวีลี่ลี่ที่นอนห้องเดียวกับสวีเถาเถาเป็นพิเศษ

 

สวีลี่ลี่ตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจ “หึ แม่ก็ลำเอียงตลอด”

 

ตอนกลางคืน หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ สวีเถาเถากลับมาที่ห้องก็เห็นสวีลี่ลี่กำลังขโมยกินขนมพุทรากวนที่วางอยู่บนหัวเตียงของเธอ

 

สวีลี่ลี่ได้ยินเสียงเปิดประตู ตอนแรกก็ตกใจ แต่พอหันมาเห็นว่าเป็นสวีเถาเถา ก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก

 

“ตกใจหมด นึกว่าแม่เข้ามา” พลางขยิบตา แล้วพูดประจบประแจงสวีเถาเถา

 

“น้องเล็ก ยังไงเธอก็ไม่ชอบกินของหวานๆแบบนี้ ยกให้พี่ทั้งหมดเถอะนะ”

 

สวีเถาเถา.มองพี่สาวที่มีเศษขนมติดอยู่เต็มหน้า เธอก็ไม่ชอบกินขนมที่หวานมากๆแบบนี้จริงๆ จึงพยักหน้าตกลงอย่างง่ายดาย

 

“ให้พี่ก็ได้ แต่เหลือไว้ให้พี่ใหญ่กับพี่รองพรุ่งนี้สองชิ้น ที่เหลือพี่อยากกินก็กินเถอะ”

 

สวีลี่ลี่ยิ้มกว้างทันที "น้องสาวฉันใจดีที่สุด!"

 

บางทีอาจเป็นเพราะขนมพุทรากวนตกเป็นของตัวเองแล้ว สวีลี่ลี่จึงไม่รีบร้อนกิน สองพี่น้องคุยกันสักพัก ก็แยกย้ายกันขึ้นเตียงเพื่อเข้านอน

 

บ้านสวีนั้นพื้นที่คับแคบ แต่ลูกเยอะ โชคดีที่ยังไม่มีใครแต่งงาน ลูกสองคนนอนห้องเดียวกัน แม้พื้นที่จะเล็กมาก แต่ก็พอวางเตียงสองชั้นได้ สวีเถาเถานอนชั้นบน สวีลี่ลี่นอนชั้นล่าง

 

ร่างเดิมชินกับการนอนบนเตียงเล็กๆแบบนี้ แต่สวีเถาเถาไม่ชิน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงกรนดังสนั่นของสวีลี่ลี่ที่นอนอยู่ข้างล่าง เธอยิ่งไม่ชินเข้าไปใหญ่

 

“โฮสต์ ฉันเปิดเพลงเบาๆ กล่อมนอนให้ดีไหม” ระบบพูดขึ้นอย่างเอาอกเอาใจ

 

สวีเถาเถาเบิกตาขึ้นจากความมืด น้ำเสียงเย็นชา “ไม่คิดว่าว่าระบบจะมีฟังก์ชันนี้ด้วย วันนี้ฉันถึงเพิ่งรู้”

 

ระบบ “….” ช่างน่าอับอายจริงๆ

 

“เอ่อ คือ โฮสต์ไม่ยอมเชื่อมต่อกับระบบก่อนหน้านี้ ถ้าไม่เชื่อมต่อ ในทางเทคนิคแล้ว ระบบยังไม่ถือเป็นของผู้ใช้ระบบ ดังนั้นระบบจึงไม่สามารถฝืนกฎของระบบได้ คุณต้องเข้าใจด้วยนะ”

 

สวีเถาเถาจะไปเชื่อเรื่องหลอกลวงของมันได้ยังไง

 

ระบบพูดเสียงเบาลงเรื่อยๆ คำแก้ตัวที่กุขึ้นมามันยังฟังไม่ขึ้นเลย

 

ตอนนั้นที่มันหัวเราะเยาะที่เธอนอนไม่หลับ จะมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ ก็แค่จงใจกลั่นแกล้งที่เธอไม่ยอมเชื่อมต่อกับมัน แต่เรื่องจริงแบบนี้ มันพูดไม่ได้เด็ดขาด

 

สวีเถาเถาไม่สนใจความคิดเล็กๆน้อยๆในใจระบบ เธอหลับตาลง “เปิดเพลงเถอะ”

 

ยังไงเธอกับระบบก็แค่มีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ สังคมที่ไร้น้ำใจแบบนี้ ไม่คู่ควรให้เธอชายตาแล

 

ระบบที่สแกนความคิดของโฮสต์ได้ก็ยิ่งละอายใจ เพลงกล่อมนอนที่เปิดออกมาจึงทั้งเบาและอบอุ่น

 

ไม่นานสวีเถาเถาก็หลับไป


บทที่ 5: วันแรกของการทำงาน


ตอนตีหนึ่ง สวีเถาเถางัวเงียเพราะถูกพ่อสวีปลุกขึ้นมาจากที่นอนอัน.อบอุ่น ทั้งบ้านกำลังนอนหลับสนิท มีเพียงเธอกับสวีต้ากวงที่ต้องไปเข้างานกะเช้า เพราะทำงานที่แผนกชำแหละเนื้อสัตว์

 

กลางคืนอากาศเย็น สวีต้ากวงสวมเสื้อนวมหนาๆของตัวเอง แล้วเอาเสื้อโค้ททหารตัวเก่งที่หวงแหนนักหนาให้กับสวีเถาเถา

 

“รีบใส่สิ ร่างกายลูกอ่อนแอ เดี๋ยวจะไม่สบายเป็นหวัดเอา” พูดจบก็ยัดหมั่นโถวร้อนๆสองลูกใส่มือเธอ

 

“กินรองท้องไปก่อน เลิกงานแล้วค่อยกลับไปกินข้าวเช้าที่บ้าน”

 

“พ่อ ฉันไม่หิว”

 

แห้งๆสากๆแบบนี้ ใครจะไปกลืนลง

 

สวีเถาเถาหาวหวอดด้วยความง่วงนอน จนมีหยดน้ำตาคลอเล็กน้อยที่หางตา เธอกระชับเสื้อโค้ททหารตัวหนา รู้สึกว่าหนาวกายเพียงใดก็ไม่เท่าหนาวใจ

 

ให้ตายยังไงเธอก็คาดไม่ถึงว่าแผนกชำแหละเนื้อสัตว์จะเริ่มงานตอนเช้ามืด

 

ความทรงจำของร่างเดิมทิ้งไว้เพียงภาพอันน่าสะพรึงกลัวของเลือดหมูที่ราดลงบนหัว แต่น่าแปลกที่ไม่หลงเหลือข้อมูลสำคัญแบบนี้ไว้

 

ถ้ารู้ว่าแผนกชำแหละเนื้อสัตว์เข้างานเช้าขนาดนี้ เธอจะต้องหาทางลาออกจากงานนี้ให้ได้

 

แต่ตอนนี้เหมือนขี่หลังเสือ ลงก็ไม่ได้ จำต้องเดินหน้าต่อไป

 

สวีต้ากวงยัดหมั่นโถวใส่มือสวีเถาเถา

 

“ไม่หิวก็ต้องกิน ตอนนี้ไม่หิว เดี๋ยวพอเริ่มงานจะยุ่งจนไม่มีเวลากินอะไร ตอนนี้กินให้อิ่มท้องไว้ก่อนจะได้มีแรงทำงาน”

 

ตัวเขาเองซัดหมั่นโถวไปห้าลูกอย่างตะกละตะกลาม สวีเถาเถาเห็นแล้วยังรู้สึกจุกแทน แต่ภายใต้สายตาจับผิดของพ่อ เธอจึงจำใจต้องฝืนกินหมั่นโถว

 

หมั่นโถวธัญพืชแบบนี้ นอกจากจะไม่นุ่มแล้ว ยังฝืดคออีก

 

สวีเถาเถาฝืนกลืนลงไป ไม่กินก็ไม่ได้ พ่อสวีพูดถูก ไม่กินอะไรแล้วไปทำงาน เดี๋ยวก็เป็นลมเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำพอดี

 

ตอนนี้ยังไม่มีไฟถนน ข้างนอกมืดสนิท โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์มณฑลซี ว่ากันว่าถูกออกแบบโดยชาวเยอรมันในสมัยก่อน ตัวตึกสร้างได้อย่างแข็งแรงมั่นคง

 

แต่พอเดินเข้าไปในอาคารแปรรูป กลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกและความชื้น อุณหภูมิลดลงจากเหนือศูนย์เป็นต่ำกว่าศูนย์อย่างกะทันหัน ทางเดินแคบๆก็มีลมเย็นพัดโชยมา

 

สวีเถาเถาเดินตามหลังพ่อสวีอย่างหวาดกลัว จนขนลุกซู่

 

ทางคดเคี้ยวไปมาในที่สุดก็มาถึงแผนกชำแหละเนื้อสัตว์ พ่อสวีผลักประตูเหล็กหนาเข้าไป ข้างในสว่างไสวและอึกทึกครึกโครม

 

เนื้อหมูสีขาวสลับแดงชิ้นใหญ่ๆ ถูกแขวนอยู่บนเครื่องจักร พนักงานชำแหละเนื้อต่างสวมผ้ากันเปื้อน

 

ในมือถือเครื่องมือ กำลังเชือดหมูรีดเลือด ลวกน้ำร้อนถอนขน แล่เนื้อหมู......ทั่วทั้งแผนกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและคึกคัก

 

“อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์สวี!”

 

“สวัสดีเหล่าสวี!”


เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา ทุกคนก็รีบทักทายพ่อสวี พ่อสวีเป็นหัวหน้าของแผนกชำแหละเนื้อ เป็นอาจารย์เก่าแก่ที่ทำงานมาหลายสิบปี และยังมีลูกศิษย์เก่งๆอีกหลายคน ทุกคนจึงเคารพนับถือเขามาก

 

พ่อสวีหน้าตาดูดุดัน แต่พอยิ้มแล้วกลับดูร่าเริง “สวัสดี อรุณสวัสดิ์ทุกคน!”

 

สวีเถาเถาที่ซ่อนตัวอยู่หลังพ่อสวีก็โผล่ออกมา มีคนในแผนกชำแหละเนื้อหลายคนที่เคยได้ยิน 'วีรกรรม' อันกล้าหาญของเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า

 

“เถาเถา มาทำงานแล้วเหรอ เด็กสาวก็ขี้กลัวแบบนี้แหละ ไม่เป็นไร มาฝึกกับลุงๆอาๆ ต่อไปจะได้สืบทอดตำแหน่งของพ่อ!”

 

แน่นอนว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมิตร แต่ก็มีข้อยกเว้น

 

“อาจารย์สวี นี่ลูกสาวคนเล็กของอาจารย์ใช่ไหม ได้ยินว่าวันแรกที่มาทำงาน โดนเลือดหมูไปหนึ่งขันถึงกับเป็นลมไปเลย วันนี้กลับมาทำงานแล้ว?”

 

คนที่ถามคือชายวัยกลางคน ชื่อเหยายงจวิน ตัดผมสั้นเกรียน ร่างกายแข็งแรงกำยำ สวมชุดทำงานแบบเดียวกับสวีต้ากวง เขาเป็นหัวหน้ากลุ่มสองของแผนกชำแหละ

 

สวีต้ากวงไม่ถือสา ตอบกลับอย่างร่าเริง “ใช่แล้ว ลูกสาวฉันขี้ขลาด กลับบ้านไปฉันก็ให้เธอฝึกความกล้ามาแล้ว นี่ไง พอลูกสาวร่างกายหายดีก็รีบเร่งมาทำงาน กลัวว่าจะกระทบต่องานน่ะ”

 

“อย่างนี้นี่เอง เด็กสาวนี่มีความรับผิดชอบดี แต่ความกล้านี่ต้องฝึกกันหน่อย โดนเลือดหมูขันเดียวก็ถึงกับเป็นลมไม่ได้นะ แบบนี้เสียชื่อโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เราหมด!”

 

เหยายงจวินพูดจบก็เดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มบนใบหน้าของสวีต้ากวงก็หุบลงทันที “เฮอะ ลูกสาวฉันถึงจะขี้ขลาด แต่ก็ยังดีกว่าไอ้ขี้ขลาดที่เอาแต่ประจบประแจงอย่างแก

 

เถาเถา อย่าไปฟังคนพวกนี้พูดไร้สาระ งานที่แผนกชำแหละนี่ไม่เหมาะกับลูกจริงๆ รอพ่อเก็บเงินอีกสักหน่อย เก็บได้แล้วจะไปขอร้องลุงใหญ่ ให้เขาหางานดีๆให้ลูกทำ ลูกเรียนจบม.ปลาย จะเป็นเสมียนก็ยังได้!”

 

ลุงของสวีเถาเถาก็ทำงานที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์แห่งนี้เหมือนกัน แต่ทำงานที่ห้องเย็น และเป็นหัวหน้าแผนกห้องเย็นด้วย ในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์อย่างน้อยก็นับเป็นผู้บริหารระดับกลาง รู้จักคนมากกว่าพ่อสวีแน่นอน

 

สวีเถาเถาแอบหวั่นไหว แต่พอคิดว่าต้องใช้เงินหลายร้อยหยวนเพื่อซื้องาน ยังไม่รู้ว่าจะซื้อได้หรือเปล่า เธอก็รีบล้มเลิกความคิด

 

เงินหลายร้อยหยวนในยุคนี้สามารถซื้อห้องเดี่ยวหลังเล็กๆได้เลยนะ ใบประกาศจบม.ปลายของร่างเดิมก็มีที่มาที่ไปอยู่ ส่วนเธอเป็นนักศึกษาหัวกะทิที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจริง ถ้าหางานยังต้องพึ่งพาครอบครัว ต่อไปพี่เถาคนนี้จะมีหน้าไปเดินเฉิดฉายในสังคมได้ยังไง

 

ดังนั้น สวีเถาเถาจึงปฏิเสธความหวังดีของสวีต้ากวงอย่างตรงไปตรงมา พลางมองไปรอบๆคนที่เดินไปมา เธอลดเสียงลง

 

“พ่อ อย่าไปรบกวนลุงใหญ่เลย ช่วงนี้ฉันเองก็กำลังดูประกาศรับสมัครงานของโรงงานต่างๆ พ่อพูดถูก ต่อไปฉันต้องได้เป็นเสมียนแน่

 

และฉันก็มีความสามารถพอด้วย แต่ฉันอยากจะสอบเข้าไปเองอย่างภาคภูมิใจ ฉันอยากจะเชิดหน้าชูตาให้ครอบครัว”

 

สวีเถาเถาเข้าใจนิสัยของสวีต้ากวงดี รู้ว่าต้องพูดยังไงถึงจะทำให้เขาพอใจ

 

เป็นไปตามคาด พอสวีต้ากวงได้ยิน ใบหน้าก็เบิกบาน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเนื้อหย่อนคล้อยลง แลดูน่ากลัวน้อยลง


“ลูกสาวคนดี! พ่อรู้อยู่แล้วว่าลูกสาวพ่อต้องได้ดี! แต่ทางลุงใหญ่ก็อย่าเพิ่งตัดทิ้ง การสอบเราไม่กลัวอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ต้องสอบก็ได้เป็นพนักงานประจำ

 

พ่อก็ยอมจ่ายเงินซื้อให้ลูกอยู่ดี การสอบมันใช้สมองเยอะ พ่อกลัวว่าลูกจะเป็นแบบครั้งที่แล้วอีก พ่อหัวใจวายไปแล้วรอบหนึ่ง ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ”

 

ครั้งที่แล้ว? ครั้งที่แล้วไหน?

 

สีหน้าของสวีเถาเถาฉายแววสงสัย ก่อนจะค่อยๆนึกออกว่าครั้งที่แล้วที่ว่าคือครั้งไหน สีหน้าก็แข็งค้างทันที

 

ที่พ่อสวีพูดถึงน่าจะเป็นตอนที่สวีเถาเถาสอบเข้าเป็นเสมียนที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ แต่กลับเป็นลมไประหว่างที่สอบ

 

จริงๆแล้วเป็นเพราะร่างเดิมเรียนม.ปลายมาแบบลวกๆ พอเจอข้อสอบก็ทำไม่ได้ เลยตกใจจนเป็นลม


พอฟื้นขึ้นมากลัวครอบครัวที่ตั้งความหวังไว้สูงจะผิดหวัง เลยโกหกว่าการสอบใช้สมองเยอะ บำรุงสมองไม่ทันก็เลยเป็นลมไป

 

คำพูดหลอกเด็กแบบนี้ก็มีแค่ครอบครัวที่รักร่างเดิมมากเท่านั้นแหละที่เชื่อ

 

พ่อสวีต้องรีบไปทำงาน จึงไม่ได้พูดอะไรกับสวีเถาเถามาก แต่เขาก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเปลี่ยนงานให้ลูกสาวคนเล็กให้ได้

 

ส่วนสวีเถาเถาก็ถูกป้าท่าทางใจดีคนหนึ่งพาไปยังสถานที่ทำงานของเธอ ครั้งที่แล้วเธอเป็นลมเพราะเลือดหมู ครั้งนี้พ่อสวีจึงเปลี่ยนงานให้เธอ และเป็นงานที่สบายที่สุดในแผนกชำแหละ นั่นก็คือ…การล้างไส้หมู

 

ตอนที่สวีเถาเถาถูกพามาถึง ก็เผชิญหน้ากับอ่างสามใบที่เต็มไปด้วยไส้หมูสดๆร้อนๆ ส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง ใบหน้าของเธอก็เขียวคล้ำ

 

เธอยื่นมือทั้งสองข้างออกมา แน่นอนว่ามันไม่ได้ขาวผ่องเหมือนมือเรียวงามของเธอในชาติที่แล้ว ไม่ได้บำรุงรักษาอย่างประณีตบรรจงแบบมือคู่นั้น

 

แต่พอนึกภาพว่ามือที่สะอาดสะอ้านของตัวเองจะต้องสัมผัสกับไส้หมูอย่างใกล้ชิด แถมยังต้องจับไอ้นั่นอะไรนั่น ความรู้สึกพะอืดพะอมก็พลันบังเกิด สวีเถาเถารีบวิ่งไปหาพ่อสวีทันที

 

เธอกุมหน้าอก กลั้นความคลื่นไส้ พูดอย่างยากลำบาก “พ่อ หนูไปล้างเขียงดีกว่า งานนั้นหนูถนัด และตอนนี้หนูก็ไม่กลัวเลือดแล้ว ทำได้แน่นอน”

 

เธอไม่ใช่ร่างเดิม เธอไม่กลัวเลือด

 

สวีต้ากวงถลึงตาใส่ “นี่ลูกโง่หรือเปล่า ล้างเขียงจะไปสบายเท่าล้างไส้ได้ยังไง อย่าดื้อ รีบไปทำงานกับป้าโจวเถอะ นั่งเฉยๆก็ทำงานได้ สบายจะตาย”

 

สบายกับผีน่ะสิ สวีเถาเถาไม่ยอมไปล้างไส้หมูเด็ดขาด สวีต้ากวงจนปัญญา เลยต้องยอมให้เธอกลับไปทำงานเดิม

 

หลังจากนั้นก็เห็นว่าสวีเถาเถาไม่เป็นลมเพราะเลือดแล้วจริงๆ แม้ว่าการถือถังน้ำของเธอจะดูสั่นเทิ้มและลำบากมากก็ตาม ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยพอใจนัก

 

แต่ดีที่เด็กคนนี้ไม่หน้ามืดเป็นลมไปอีก และดูเหมือนว่าจะทำได้อย่างมีความสุข สวีต้ากวงจึงปล่อยเธอไป

 

พอพ่อสวีเดินจากไป ‘โครม’ ถังน้ำตกพื้น กระเซ็นเปียกไปหมด รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้าของสวีเถาเถาก็หุบลงทันที


บทที่ 6: หางานอีกครั้งก็พบกับความผิดหวัง


หลังจากยุ่งวุ่นวายมาตลอดตั้งแต่เช้าจนถึงสิบโมงเช้า ในที่สุดงานที่แผนกชำแหละเนื้อก็เสร็จสิ้น

 

สวีเถาเถาเดินตามหลังสวีต้ากวงกลับบ้านช้าๆ ด้วยขาทั้งสองข้างที่อ่อนล้าเหมือนเส้นบะหมี่ และมือที่สั่นเทาราวกับเป็นโรคพาร์กินสัน

 

ลักษณะงานของแผนกชำแหละเนื้อก็เป็นแบบนี้ เมื่อชำแหละสัตว์เสร็จก็เลิกงานได้ หลังจากนั้นทั้งวันก็สามารถพักผ่อนอยู่บ้านได้

 

สำหรับผู้ที่ชำนาญอย่างพ่อสวี ที่ทำงานแบบนี้มาหลายสิบปีจนเคยชินแล้วจึงไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่

 

แต่สวีเถาเถาไม่ไหว เธอเหน็ดเหนื่อยมาทั้งเช้า ตอนนี้รู้สึกเพียงว่าสมองมันอื้ออึงมึนงง อยากจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเล็กๆของเธอแล้วหลับให้สนิท

 

สวีเถาเถาอ้าปากกว้าง เธอหาวมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้งระหว่างทางกลับบ้าน

 

ทันทีที่กลับถึงบ้าน สวีเถาเถารีบล้างหน้าแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนอน สวีต้ากวงรีบคว้าปกเสื้อด้านหลังของลูกสาวคนเล็กไว้

 

“จะทำอะไร กินข้าวก่อนสิ”

 

สวีเถาเถากระทืบเท้า “พ่อ ฉันไม่หิวจริงๆ! ตอนนี้หนังตาฉันแทบลืมไม่ขึ้นแล้ว ฉันอยากนอน ให้ฉันนอนเถอะนะคะ!”

 

พอลูกสาวคนเล็กงอแง สวีต้ากวงก็ยอมอ่อนข้อให้ทันที เมื่อมองดูท่าทางอ่อนเพลียของเธอแล้วก็.อดสงสารไม่ได้ จึงยอมปล่อยมือ

 

“ได้ๆๆ ไปนอนเถอะ ตอนเที่ยงรอแม่กลับมาจัดการพวกเครื่องในหมูนั่น ตอนเย็นให้แม่ทำหมูผัดพริกของโปรดของลูกให้กิน!”

 

ทำงานมาทั้งเช้าแบบนี้ ลูกสาวเขาหน้าซีดไปเลย ต้องให้ซิ่วหลานบำรุงลูกสาวหน่อยแล้ว

 

สวีเถาเถาไม่ได้สนใจฟังว่าสวีต้ากวงพูดอะไร พอสวีต้ากวงปล่อยมือ เธอก็รีบมุดเข้าห้อง ปิดประตู ถอดเสื้อผ้าออกแล้วมุดตัวลงในผ้าห่ม จากนั้นก็หลับเป็นตาย

 

เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง เธอลุกขึ้นล้างหน้า ถามระบบถึงได้รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าแล้ว

 

ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน พอเข้าไปดูในครัว ก็เห็นว่ามีอาหารกลางวันเหลือไว้ให้เธอจริงๆ

 

แม้ว่าจะมีเพียงหมั่นโถวสองลูก ผักดองหนึ่งชาม และผัดผักกวางตุ้งที่แทบไม่มีน้ำมันหนึ่งชาม แต่สวีเถาเถาที่หิวจัดก็ยังกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

เมื่อนึกถึงชีวิตในชาติก่อน ที่แม้จะไม่ถึงกับได้กินอาหารเลิศหรู แต่อย่างน้อยทุกมื้อก็ต้องมีกับข้าวห้าอย่างกับซุปหนึ่งอย่างแบบสาวชนชั้นกลาง สวีเถาเถาก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างน่าสมเพช เคยคิดไม่ว่าหมั่นโถวธัญพืชหยาบๆ จะกลายเป็นของอร่อยสำหรับเธอได้?

 

“เฮ้อ”

 

ระบบให้กำลังใจเธอ “โฮสต์ รอจนกว่าโฮสต์จะปลดล็อกแต้มสะสมสิ่งของเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนได้ คลังสินค้าของระบบเรามีทรัพยากรมากมาย

 

ไม่เพียงแต่จะตอบสนองคุณภาพชีวิตในชาติที่แล้วของคุณได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังมีส่วนผสมวิเศษจากยุคอวกาศ ที่รับรองว่าคุณจะต้องอิ่มหนำสำราญ”

 

ระบบไม่เพียงแต่พูด แต่ยังเปิดคลังสินค้าของระบบให้สวีเถาเถาดู เพื่อบอกให้สวีเถาเถารู้ว่ามันไม่ได้โกหก

 

สวีเถาเถามองดู น้ำตาแห่งความตื้นตันก็ไหลออกมาจากมุมปาก

 

แต่พอเปิดแผงควบคุมระบบและเห็นว่าแต้มสะสมยังคงเป็นศูนย์ เธอก็เบ้ปาก “พูดซะเยอะ แต่ตอนนี้ฉันก็ยังเป็นยาจกที่มีแต้มสะสมเป็นศูนย์อยู่ดี”

 

น้ำเสียงเศร้าสร้อยของเธอทำเอาระบบขนลุก มันรีบปัดความรับผิดชอบ

 

“โฮสต์! นี่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งคุณนะ! งานปัจจุบันของคุณได้มาจากการช่วยเหลือของครอบครัว โดยพื้นฐานแล้วคุณไม่ได้ลงแรงอะไรเลย ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถคำนวณแต้มสะสมให้คุณได้ ไม่อย่างนั้นนี่จะถือเป็นการละเมิดกฎ!”

 

ต่อให้ระบบไม่พูด สวีเถาเถาก็พอจะเดาได้ หากต้องการได้รับแต้มสะสม งานพนักงานชั่วคราวที่แผนกชำแหละเนื้อสัตว์จะต้องเปลี่ยน และงานต่อไปก็ต้องเป็นงานที่เธอหามาได้ด้วยตัวเอง

 

ไม่อย่างนั้นจะไม่นับ การหาทางลัดโดยการใช้เส้นสายใช้ไม่ได้ผล

 

แต่การหางานนั้นยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ ทันทีที่โรงงานมีตำแหน่งว่าง คนนอกยังไม่ทันได้รู้ คนในโรงงานก็รีบคว้าตำแหน่งไปอย่างรวดเร็วแล้ว

 

สวีเถาเถาไม่เชื่อ เธอเดินหางานตลอดช่วงบ่าย เธอถามยามหน้าประตูว่าโรงงานรับสมัครคนงานหรือไม่ แต่ก็ได้รับคำตอบเหมือนกันหมดคือ


"ไม่รับ"

 

ระหว่างทางกลับโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ เธอได้ยินผู้หญิงสองคนพูดคุยกันเรื่องการสอบรับสมัครงานที่โรงงานเครื่องหนังในวันนี้ เธอจึงเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย

 

“สวัสดีค่ะ ขอรบกวนหน่อยนะคะ ฉันอยากจะถามเรื่องการรับสมัครงานที่โรงงานเครื่องหนังที่คุณพูดถึงเมื่อกี้ แต่ฉันไปถามที่โรงงานเครื่องหนังวันนี้ พวกเขาบอกว่าไม่รับสมัครงานค่ะ”

 

ผู้หญิงสาวสองคนที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ถูกขัดจังหวะ คนหนึ่งที่ดัดผมเป็นลอนก็หันมามองสวีเถาเถาอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของสวีเถาเถา ก็เผยสีหน้าดูถูกออกมาทันที

 

“เธอไปถาม เขาก็บอกว่าไม่รับสมัครงานน่ะสิ วันนี้โรงงานเครื่องหนังรับคนเดียว ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของโรงงาน ต้องหน้าตาดี เสียงเราะ ส่วนเธอ? ลองส่องกระจกดูตัวเองบ้างนะ”

 

สวีเถาเถา “ฉัน...ฉัน...”.

 

โลกที่มองกันแต่หน้าตามันจะอยู่ยากไปแล้ว!

 

สวีเถาเถาโกรธจนพูดไม่ออก ทำเพียงฝืนยิ้มขอบคุณผู้หญิงทั้งสองแล้วเดินจากไป

 

แม้จะเดินออกมาไกลแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนนั้นนินทาเธอ


“หน้าตาแบบนี้ยังอยากเป็นประชาสัมพันธ์ คนอะไรไม่อายบ้างเลย”

 

สวีเถาเถากลับบ้านด้วยความโมโห สวีต้ากวงกำลังจัดการกับเครื่องในหมูที่เขาถือกลับมา

 

สวีเถาเถามองผ่านๆ เห็นมีกระเพาะหมู หัวใจ ลิ้น ตับ ไส้ใหญ่ แถมยังมีหางหมูหนึ่งหาง ขาหมูหนึ่งขา

 

นอกจากขาหมูที่อาจจะแพงหน่อย พนักงานเก่าแก่อย่างสวีต้ากวง สามารถเอาเครื่องในพวกนี้มาได้ในราคาถูก แถมยังไม่ต้องใช้คูปอง

 

สวีเถาเถาเองก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะซื้อมาเยอะจนเต็มอ่างไม้ใบใหญ่ของบ้านขนาดนี้

 

เมื่อเห็นเครื่องในหมูเหล่านี้ สวีเถาเถาก็น้ำลายสอ พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ได้กินเครื่องในตุ๋นมานานแล้ว ในเมื่อมีวัตถุดิบอยู่ตรงหน้า สวีเถาเถาที่อารมณ์เสียมาทั้งวันก็อยากจะให้รางวัลตัวเองเสียหน่อย

 

“พ่อ วันนี้ฉันขอเป็นคนทำเครื่องในพวกนี้เองนะ” สวีเถาเถาพูดกับพ่อด้วยความหวัง


สวีต้ากวงมองลูกสาวคนเล็กที่ไม่เคยทำอาหารมาก่อนด้วยความประหลาดใจ “ลูก? อย่ามาล้อพ่อเล่นน่า ลูกทำอาหารเป็นที่ไหนกัน!”

 

ถึงแม้ว่าเครื่องในหมูเหล่านี้จะไม่แพง แต่อย่างน้อยก็สามารถเพิ่มกับข้าวให้บ้านได้หลายจาน จะให้ลูกเอามาทำเสียของไม่ได้

 

สวีเถาเถาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าร่างเดิมดูเหมือนจะไม่เคยเข้าครัวมาก่อนจริงๆ จึงต้องโกหกออกไป

 

“พ่ออย่าดูถูกกันนะ ถึงจะไม่เคยทำ แต่หลายปีมานี้ฉันก็ดูแม่ทำอาหาร ก็เลยได้เรียนรู้มาไม่น้อย เพียงแต่ปกติแม่เก่งเกินไป เลยไม่มีโอกาสให้แสดงฝีมือ

 

วันนี้พ่อให้โอกาสฉันได้ปรนนิบัติพ่อกับแม่ ลองชิมฝีมือฉันหน่อยนะคะ”

 

ลูกสาวคนเล็กบอกว่าตัวเองทำอาหารเป็น สวีต้ากวงไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่คำพูดของลูกสาวที่บอกว่าจะปรนนิบัติเขากับภรรยานั้น ช่างทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกอบอุ่นใจ


ไม่เป็นไร ก็แค่เครื่องในหมูเอง ตราบใดที่ลูกสาวมีความสุข ยังไงก็ได้!

 

“ได้! ขาหมูกับหัวใจหมูให้ไม่ได้ ที่เหลือลูกเอาไปเล่นเถอะ”

 

สวีต้ากวงหยิบขาหมูกับหัวใจหมูออกจากอ่าง และล้างเครื่องในหมูที่เหลือทั้งหมดแล้วส่งให้ลูกสาวคนเล็กด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

ที่จริงแล้วเขาไม่ได้คาดหวังว่าสวีเถาเถาจะทำอะไรออกมาได้

 

สวีเถาเถาคิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้ แม้ว่าจะไม่มีขาหมูตุ๋น แต่เธอก็ไม่ผิดหวัง พ่อก็ใจกว้างมากแล้ว สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ คือใช้ฝีมือการทำอาหารพิชิตใจพวกเขาทั้งกายและใจ!

 

แต่การทำเครื่องในตุ๋น เครื่องปรุงที่บ้านนั้นไม่เพียงพอ เธอต้องไปที่สหกรณ์เพื่อซื้อเพิ่ม


บทที่ 7: อาหารรสเผ็ดสุดเย้า.ยวน


โชคดีที่สหกรณ์อยู่ไม่ไกล สวีเถาเถาก็นำคูปองเครื่องปรุงรสของครอบครัวไปที่นั่น วันนี้สหกรณ์ได้รับเครื่องเทศชุดใหม่มาพอดี

 

เธอขอร้องอ้อนวอนพนักงานขายจนซื้อเครื่องเทศต่างๆมาได้มากมาย เช่น โป๊ยกั๊ก ลูกกระวาน อบเชย พริกเสฉวน และเครื่องปรุงรสสำคัญอื่นๆที่จำเป็นสำหรับการทำอาหารรสเผ็ดมาจำนวนมาก

 

เนื่องจากปกติแล้วครัวเรือนทั่วไปไม่ได้ใช้เครื่องเทศเหล่านี้มากนัก ราคาจึงไม่แพง สวีเถาเถาจึงได้ของดีราคาถูก

 

เมื่อเตรียมเครื่องเทศและวัตถุดิบครบแล้ว สวีเถาเถาก็เริ่มลงมือทำ เธอใส่เครื่องเทศลงในถุงผ้าขนาดเล็ก พร้อมกับซีอิ๊ว ต้นหอม ขิง น้ำตาลทรายเหลือง เหล้าเส้าชิง เกลือและน้ำสะอาดลงในหม้อ

 

เนื่องจากเครื่องในหมูแต่ละส่วนมีความสุกต่างกัน ลำดับการใส่ลงในหม้อตุ๋นจึงแตกต่างกัน โดยใช้ไฟแรงต้มจนเดือด แล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน คอยให้เดือดเบาๆ จึงเริ่มใส่ลิ้นหมู หางหมูและต้ม40นาที จากนั้นจึงใส่กระเพาะหมู ตับ ไต ลำไส้ ตับอ่อน ตามลำดับ

 

ที่จริงแล้วการทำอาหารรสเผ็ดไม่ยาก แค่มีเครื่องเทศกับซีอิ๊วก็ทำได้แล้ว แต่การทำอาหารรสเผ็ดสุดยอดที่ทำให้น้ำลายสอและหอมฟุ้งไปสามบ้านเจ็ดบ้านนั้นขึ้นอยู่กับฝีมือของพ่อครัว

 

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ฝีมือการทำอาหารของสวีเถาเถานั้นไม่มีใครในบริษัทที่ไม่ยกนิ้วให้เลย

 

ทุกครั้งที่สวีเถาเถานำอาหารไปที่บริษัท แผนกการตลาดจะต้องมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อที่จะแย่งอาหารกันจนถึงขั้นทะเลาะวิวาทกันเลยก็มี

 

แต่เธองานยุ่ง พนักงานรุ่นเก่าในแผนกการตลาดทุกคนรู้ว่าผู้จัดการสวีจะทำอาหารน้อยมาก ปกติแล้วช่วงเวลาแบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเธอเจอเรื่องน่ายินดี เช่น การเลื่อนขั้นและขึ้นเงินเดือน

 

แน่นอนว่าสวีเถาเถาไม่มีทางเป็นแม่ครัวให้พวกสัตว์ร้ายในแผนก การทำอาหารของเธอคือ เธออยากกินเอง

 

เธอให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับแรก หากซื้อวัตถุดิบมามากเกินไป เธอถึงจะแบ่งให้เพื่อนร่วมงาน

 

สวีเถาเถาไม่เคยบอกใครเลยว่าคุณยายของเธอเป็นทายาทของพ่อครัวหลวง เนื่องจากคุณยายของเธอมีลูกเพียงคนเดียวคือแม่ของเธอ

 

และแม่ของเธอเป็นจิตรกรที่ชื่นชอบศิลปะแบบโรแมนติก ทนควันไฟในครัวไม่ได้ ดังนั้นหลังจากที่แม่ของเธอให้กำเนิดสวีเถาเถาจากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน ก็ส่งเธอไปให้คุณยายเลี้ยงทันที

 

คุณยายชอบสวีเถาเถามาก เมื่อเทียบกับแม่สวีแล้วพรสวรรค์ด้านการทำอาหารของสวีเถาเถานั้นสูงกว่ามาก

 

คุณยายสวีดีใจมากและตั้งปณิธานว่าจะถ่ายทอดฝีมือทำอาหารชาววังของตระกูลสวีให้หมด ภาระของทายาทพ่อครัวหลวงจึงตกเป็นของสวีเถาเถา

 

ยังไงก็ตามสวีเถาเถาก็เหมือนกับแม่ของเธอ ไม่ชอบทำอาหาร จริงอยู่ที่เธอชอบกิน แต่อย่าให้เธอต้องลงมือเอง สรุปก็คือขี้เกียจนั่นเอง

 

คุณยายสวีจะยอมให้เธอทิ้งพรสวรรค์ไปได้ยังไง จึงบังคับให้สวีเถาเถาเรียนรู้ สวีเถาเถาอายุห้าขวบก็ต้องยืนบนเก้าอี้เตี้ยเพื่อฝึกหั่นผัก

 

มือเล็กๆของเธอในฤดูหนาวที่เหน็บหนาวยะเยือกจนแทบจะแข็ง เธอต้องลำบากตรากตรำฝึกฝนจึงมีฝีมือการทำอาหารที่ดีเยี่ยม

 

แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ตอนที่เธออายุสิบสามปี แม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก คุณยายสวีรับมือกับความเสียใจนี้ไม่ได้จึงเสียชีวิตตามไป

 

สวีเถาเถาที่อยู่คนเดียวให้คู่สามีภรรยาเช่าร้านอาหารส่วนตัวใกล้ๆโรงเรียนมัธยมเพื่อขายหม่าล่าทั่ง จากนั้นเธอก็ไปดิ้นรนในเมืองใหญ่คนเดียว

 

วันนี้สวีกั๋วเฉียงได้ยินคนในโรงงานบอกว่าพ่อของเขาซื้อเครื่องในหมูมาจำนวนมาก เขาจึงไม่ไปเที่ยวเล่นข้างนอกเหมือนทุกวัน หลังเลิกงานก็รีบกลับบ้านทันที

 

เมื่อถึงบ้านก็เห็นพ่อของเขานั่งเลือกผักอยู่หน้าบ้าน แต่ก็ไม่ตั้งใจเลือกเท่าไหร่ เอาแต่คอยชะเง้อมองไปทางครัวเป็นระยะระยะ ด้วยท่าทางลับๆล่อๆ

 

สวีกั๋วเฉียงกำลังสงสัยอยู่ๆก็ได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจ กลิ่นเผ็ดร้อนรุนแรงจนทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นน้ำลายสอ น้ำลายของสวีกั๋วเฉียงแทบจะไหลออกมา

 

เขาถามสวีต้ากวงอย่างตื่นเต้นว่า “พ่อ วันนี้แม่ทำอะไรหรอครับ หอมมาก!”


พูดจบเขาก็ชื่นชมตัวเองที่วันนี้เลิกงานเร็วแล้วรีบกลับบ้าน แต่แล้วเขาก็ได้ยินพ่อของเขาสวีต้ากวงกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า “ไม่ใช่แม่แกหรอก น้องเล็กแกอยู่ในครัว”

 

ลูกสาวคนเล็กคนนี้ช่างมหัศจรรย์จริงๆ เขานึกว่าเด็กคนนี้ล้อเขาอยู่ ไม่คิดว่าฝีมือจะดีขนาดนี้!

 

กลิ่นหอมลอยออกมาเป็นระยะระยะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ตอนแรกเขานั่งเลือกผักอยู่หน้าครัว ทีนี้กลัวทนกลิ่นไม่ไหวเลยยกเก้าอี้เตี้ยๆมานั่งที่หน้าประตู

 

แต่กลิ่นหอมแรงเกินไป แค่วูบเดียวเพื่อนบ้านรอบๆบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันก็มีหลายบ้านมาถามว่าบ้านเขาทำอาหารอะไรกันคืนนี้

 

สวีต้ากวงตอบเพื่อนบ้านไปอย่างเลี่ยงๆ แต่กลับซ่อนลูกชายคนรองที่จมูกไวเป็นหมาไม่ได้

 

วันนี้จ้าวซิ่วหลานในแผนกบรรจุภัณฑ์งานยุ่งมาก หลังเลิกงานเธอก็รีบออกไป ยังมีคนห้าคนรอเธออยู่ที่บ้าน โชคดีที่พ่อสวีซื้อผักมาแล้ว ไม่อย่างนั้นคืนนี้ไม่รู้ว่าจะได้กินข้าวเย็นตอนไหน

 

เมื่อเดินไปถึงที่พัก จ้าวซิ่วหลานก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาแต่ไกล กลิ่นนั้นเย้ายวนมาก เพียงแค่ได้กลิ่นแล้วก็น้ำลายสอ จนเธอแปลกใจเล็กน้อย

 

ในละแวกที่พักของพวกเขามีแม่บ้านที่ทำอาหารเก่งขนาดนี้ด้วยหรอ ทำไมเธอไม่รู้?

 

แต่เธอก็ไม่ได้คิดมาก อาหารของคนอื่นต่อให้หอมแค่ไหนก็เข้าปากตัวเองไม่ได้ เธอจึงเร่งฝีเท้าวิ่งกลับบ้าน

 

เมื่อวิ่งถึงบ้าน จ้าวซิ่วหลานที่เหงื่อผุดเต็มหน้าก็พูดขึ้นว่า “ต้ากวง คุณล้างผักหรือยัง กั๋วหัว ไปก่อไฟให้แม่!”

 

สวีต้ากวงดึงภรรยาที่กำลังผลักประตู วางกระเป๋าแล้วหยิบผ้ากันเปื้อนจะเข้าครัวไว้ “ซิ่วหลาน อาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกเรากำลังรอเธออยู่นะ รีบมานั่งเร็วๆ!”

 

ในน้ำเสียงของสวีต้ากวงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหว

 

จ้าวซิ่วหลานถูกกดให้นั่งลงอย่างงุนงง “คุณทำอะไร ฉันจะทำอาหารนะ”

 

เธอไม่เชื่อคำพูดของพ่อสวี เพราะในบ้าน นอกจากเธอแล้ว คนอื่นๆก็กินอย่างเดียวไม่ลงมือทำอะไร

 

สวีกั๋วเฉียงรีบคีบหางหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากของจ้าวซิ่วหลาน แล้วอวดไม่หยุด “แม่ลองชิมสิ อาหารที่น้องเล็กทำอร่อยมาก ผมแอบกินกระเพาะหมูไปสามชิ้นแล้ว!”

 

จ้าวซิ่วหลานถูกยัดเต็มปาก รสชาติเค็มหวานผสมกับรสเผ็ด หางหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มแต่ยังคงความหนึบหนับอยู่เล็กน้อยนั้นพิชิตใจเธอในทันที

 

จ้าวซิ่วหลานชอบรสเผ็ดอยู่แล้ว จริงๆแล้วคนในครอบครัวสวีก็เหมือนกัน โดยเฉพาะสวีต้ากวงที่ชอบกินเผ็ดมาก ทุกปีจ้าวซิ่วหลานต้องทำซอสพริกจำนวนมาก ทั้งครอบครัวชอบกินเผ็ด

 

อร่อยมาก!

 

เธอหยิบตะเกียบขึ้นมากินกระเพาะหมูไปอีกสองชิ้น ต่อมรับรสถูกพิชิตอีกครั้ง สด หอม เผ็ด ชุ่มคอ

 

ตัวจ้าวซิ่วหลานเองก็เคยทำอาหารรสเผ็ดมาก่อน แต่อาหารตุ๋นเครื่องเทศที่กินนี้แตกต่างออกไปเป็นพิเศษ

 

เธอไม่รู้จะอธิบายยังไง แค่รู้สึกว่าเครื่องในหมูนี้ยังอร่อยกว่าหมูตุ๋นน้ำแดงที่ซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐเมื่อวานนี้อีก!


เดี๋ยวนะ เธอนึกถึงสิ่งที่ลูกชายพูดขึ้นได้ จึงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ


“พวกเธอบอกว่า นี่เป็นฝีมือของเถาเถา?”

 

จ้าวซิ่วหลานมองไปที่ลูกสาวคนเล็กที่นั่งอย่างเรียบร้อยราวกับว่าพึ่งรู้จักเธอเป็นครั้งแรก “ลูกไปหัดทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

สวีเถาเถายังคงพูดเหมือนเดิม “ฉันทำเป็นมาตลอด แค่แม่เก่งเกินไปเลยไม่มีโอกาสให้ได้แสดงฝีมือ”

 

ยังไม่ทันที่จ้าวซิ่วหลานจะพูดอะไร สวีลี่ลี่ที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า

 

“อย่างนี้ก็เป็นความผิดของแม่แล้ว แม่อย่าทำตัวเผด็จการไป ต่อไปนี้เรื่องทำอาหารในบ้านก็ให้น้องเล็กทำเถอะ พอได้กินอาหารที่น้องเล็กทำแล้ว ฉันรู้สึกว่าที่ผ่านมาฉันกินแต่อาหารหมู!”

 

เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวซิ่วหลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย สวีต้ากวงก็คิดในใจว่าแย่แล้ว


แต่ใครจะไปรู้ว่าสวีกั๋วหัว เจ้าโง่นี่ดันพูดแทรกขึ้นมาว่า “ก็จริงนะครับ แม่ทำอาหารมาหลายสิบปียังสู้ฝีมือน้องเล็กที่ทำแบบลวกๆไม่ได้เลย น้องเล็กของเราช่างมีพรสวรรค์ในการทำอาหารจริงๆ”


บทที่ 8: วันที่ตระกูลสวีได้เชิดหน้าชูตา


สวีเถาเถากลัวว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามในบ้านอีก จึงรีบไกล่เกลี่ย

 

“ฉันก็เรียนรู้มาจากแม่นั่นแหละค่ะ ปกติเวลาส่งเครื่องปรุงอะไรให้แม่ก็แอบเรียนรู้ไปด้วย เพียงแต่แม่ไม่รู้เท่านั้นเอง”

 

พูดจบเธอก็มองไปที่จ้าวซิ่วหลานแล้วออดอ้อน “แม่ขา เรื่องที่ฉันแอบเรียนรู้ฝีมือแม่ แม่อย่าโกรธเลยนะคะ”

 

เมื่อสวีเถาเถาพูดแบบนี้ จ้าวซิ่วหลานก็ไม่สนใจลูกชายคนโตกับลูกสาวคนโตที่กินอย่างเดียวไม่ลงมือทำอะไรอีกต่อไป

 

เธอมองไปที่สวีเถาเถาแล้วพูดว่า “แม่จะโกรธลูกได้ยังไงกันล่ะ ถ้าแม่รู้แบบนี้ก็คงสอนให้นานแล้ว แม่กลัวลูกจะทนควันไฟไม่ได้เลยไม่ให้เรียนทำอาหารเลย

 

พูดแล้วก็ต้องโทษแม่เองที่ไม่ได้ค้นพบความสามารถด้านนี้ของลูกล่วงหน้า สะใภ้ที่ทำอาหารเก่งเป็นที่ต้องการมากนะ!”

 

เธอรู้สึกยินดี ลูกสาวคนเล็กอยู่ข้างๆเธอตลอด ฝีมือทำอาหารก็ต้องเรียนรู้มาจากเธออยู่แล้ว เพียงแต่พรสวรรค์ของลูกสาวเหนือกว่าเธอ

 

ลูกเก่งกว่าแม่ ต่อไปทำอาหารเก่งๆ แต่งงานไปก็เป็นหน้าเป็นตา จริงๆแล้วจ้าวซิ่วหลานไม่ได้โกรธ เธอกลับดีใจเสียอีก

 

เมื่อได้ยินว่าสะใภ้ที่ทำอาหารเก่งเป็นที่ต้องการ สวีลี่ลี่ก็ตาโต รีบเช็ดปากแล้ววางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น

 

“แม่พูดจริงเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นฉันเองก็จะเรียนกับแม่ด้วย! แม่สอนให้ฉันทำอาหารเก่งเหมือนน้องเล็กด้วยนะคะ รอฉันได้แต่งงานแล้วจะให้อั่งเปาแม่ซองใหญ่ๆเลย!”

 

จ้าวซิ่วหลานตีเธอด้วยตะเกียบอย่างไม่ปรานีพร้อมด่าว่า “เอาหัวทึบๆของแกไปคิดเรื่องอื่นเถอะ ยังจะหวังเผาบ้านฉันอีกหรือไง ไม่มีทาง!” ฝีมือทำอาหารของลูกสาวคนโตนี่ต่อไปคงได้สร้างความลำบากให้ครอบครัวสามี เธอไม่มีปัญญาเสี่ยงหรอก

 

สวีลี่ลี่เม้มปากยังอยากจะพูดอะไรอีก สวีต้ากวงก็เคาะแก้วเหล้า

 

“กินข้าวกันได้แล้ว กับข้าวเย็นหมดแล้ว ใครพูดมากอีกคำเดียว คืนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว!”

 

บารมีของหัวหน้าครอบครัวยังคงมีประโยชน์ สวีลี่ลี่จึงได้แต่นั่งลงอย่างไม่เต็มใจ แต่ในใจคิดจะขอให้น้องสาวสอนทำอาหาร เพื่อที่จะได้แต่งงาน ต่อให้เผาบ้านวอดวายก็ช่างมัน

 

โชคดีที่แม่สวีไม่รู้ว่าสวีลี่ลี่คิดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นมื้อเย็นวันนี้ของตระกูลสวีคงจะคึกคักอีกแน่

 

ถึงอย่างนั้น มื้อเย็นของตระกูลสวีคืนนี้ก็ไม่ได้สงบสุข

 

คนแรกที่มาหาคือ ฉินเหม่ยฟาง ภรรยาของเฉินเต๋อจู้ พนักงานบัญชีฝ่ายการเงินที่อยู่บ้านติดกับบ้านตระกูลสวี ฉินเหม่ยฟางถือปลาเค็มผัดซอสมาครึ่งชาม ยืนอยู่หน้าบ้านตระกูลสวีด้วยสีหน้าลำบากใจ

 

“พี่สวี พี่หลาน ขอโทษที่มารบกวนนะคะ ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ


เสี่ยวโต้วร้องงอแงอยู่ที่บ้านตั้งนานแล้ว

 

เจ้าเด็กดื้อนั่นตอนนี้ยังนอนร้องไห้กลิ้งอยู่บนพื้นฉันเลยบากหน้ามาขอแลกอาหารรสเผ็ดกับพวกคุณหน่อย รบกวนด้วยนะคะ”

 

พูดไปเธอก็พึมพำในใจ ไม่นึกเลยว่าลูกสาวคนเล็กของบ้านสวี ถึงจะหน้าตาขี้เหร่ แต่ฝีมือทำอาหารก็ต้องยอมรับจริงๆ

 

ที่จริงไม่ใช่แค่ลูกชายคนเล็ก แม้แต่เหล่าเฉินที่บ้านเธอก็กำลังจิบเหล้ารอเครื่องในหมูตุ๋นเครื่องเทศอยู่ ไม่อย่างนั้นอาหารรสเผ็ดชามโตที่เหล่าสวีส่งไปให้คงไม่หมดเร็วขนาดนั้น ก็ทั้งพ่อทั้งลูกแย่งกันกิน!

 

เสี่ยวโต้วเป็นลูกชายคนสุดท้องของเฉินเต๋อจู้ และ ฉินเหม่ยฟาง ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ฉินเหม่ยฟางเป็นคนที่รักษาหน้าตา แต่เพื่อลูกชายคนเล็กคนนี้ก็ยอมมาหน้าด้านขอที่บ้านสวี

 

จ้าวซิ่วหลานลุกขึ้นหาชามสะอาดตักอาหารรสเผ็ดที่เหลือในครัวครึ่งหนึ่งให้ฉิน เหม่ยฟางอย่างไม่รอช้า

 

“รีบเอากลับไปบ้านเร็วๆเข้า แค่เครื่องในหมูนิดเดียวเอง ทำไมต้องมาแลกด้วย ขอแค่บอกมาเดี๋ยวฉันจะให้เหล่าสวีเอาไปส่งให้ถึงบ้าน!”

 

ตอนที่ทำอาหารรสเผ็ดเสร็จใหม่ๆ สวีต้ากวงก็ตักใส่ชามไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านทุกหลังในละแวกแล้ว

 

จ้าวซิ่วหลานพูดไม่ผิด แค่เครื่องในหมูนิดเดียว ถึงแม้สวีต้ากวงจะรู้สึกว่ารสชาติไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ แต่ตอนที่ทำอาหารก็มีหลายคนมาถาม

 

เขาไม่ใช่คนไร้มารยาทก็เลยส่งให้ทุกคน ที่ฉินเหม่ยฟางกลับมาขออีก คงเป็นเพราะที่บ้านกินหมดแล้ว


ฉินเหม่ยฟางไม่คิดว่าจ้าวซิ่วหลานจะพูดจาดีขนาดนี้จึงโล่งใจขึ้นมา สีหน้าก็ผ่อนคลายลงมาก เธอรู้สึกสนิทสนมกับจ้าวซิ่วหลานมากขึ้นและไม่ยอมเอาปลาเค็มกลับบ้านเด็ดขาด

 

“พี่หลานพูดอะไร ฝีมือของเถาเถาทำให้อาหารรสเผ็ดชามนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเยอะ ปลาเค็มนี่แม่สามีฉันส่งมาให้เมื่อสองวันก่อน รสชาติใช้ได้ ให้เด็กๆลองชิมดู!”

 

พูดจบเธอก็ถืออาหารรสเผ็ดหนึ่งชามกลับบ้านไปอย่างพอใจ

 

“ลุงเฉินเป็นนักบัญชีของโรงงาน ป้าฉินเวลาออกไปข้างนอกก็เชิดหน้าชูตา เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับแม่ดีๆใช่ไหมครับ ผมว่า น้องเล็กของเรานี่เก่งจริงๆ!”

 

หลังจากที่ฉินเหม่ยฟางไปแล้ว สวีกั๋วเฉียงก็ขยิบตาให้ทุกคน

 

สวีต้ากวงมองลูกชายคนรอง “แกนี่พูดมากจริงๆ” แต่ในน้ำเสียงไม่มีความข่มขู่


จ้าวซิ่วหลานยิ้มมุมปาก หยิบตะเกียบขึ้นมาพูดอย่างภาคภูมิใจ

 

“สามีเธอดูแลเรื่องเงินเดือน ในสายตาจะมีพวกเราที่เป็นพนักงานชั่วคราวอยู่ด้วยเหรอ แต่ครั้งนี้ ที่เจ้ารองพูดก็ถูก ลูกสาวฉันเก่ง เครื่องในหมูชามเดียวก็ทำให้ฉินเหม่ยฟางที่ชอบพูดจาวางท่าสูงส่งก้มหัวได้”

 

และอย่านึกว่าเธอไม่รู้ ยัยฉินเหม่ยฟางนั่นนินทาตระกูลเธอว่าเป็นตระกูลขี้เหร่บ่อยๆ!

 

สวีเถาเถารู้สึกได้ว่าสายตาที่จ้าวซิ่วหลานมองเธอนั้นอ่อนโยนราวกับน้ำ

 

หลังจากนั้นก็มีเพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกเดียวกันมาหาอีกหลายคน ทุกคนมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือขอเครื่องในหมูตุ๋นที่สวีเถาเถาทำ

 

มื้อเย็นวันนี้ของตระกูลสวีจึงหมดไปกับการแลกเปลี่ยนอาหารรสเผ็ด

 

แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชอบเอาเปรียบคนอื่น ถึงจะมาขอ ก็จะไม่มาตัวเปล่า ผักดองบ้าง หัวไชเท้าสดๆบ้าง ผักกาดขาวบ้าง สรุปแล้วตระกูลสวีไม่ต้องซื้อผักไปอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์เพราะหมูตุ๋นรสเผ็ดหม้อเดียว

 

แต่แลกไปแลกมา เครื่องในหมูตุ๋นที่สวีเถาเถาทำก็เหลือไม่มากแล้ว สวีต้ากวงยังถอนหายใจอย่างเสียดาย วันนี้เขากินเครื่องในหมูตุ๋นกับเหล้า รสชาติอร่อยมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้นจ้าวซิ่วหลานยังล็อกตู้เก็บถ้วยชามต่อหน้าสวีกั๋วเฉียงกับสวีลี่ลี่ ก่อนจะพูดเตือนทั้งสองคนว่า “ถ้าฉันเห็นว่าของในตู้หายไปสักชิ้น พรุ่งนี้พวกแกสองคนก็กินไม้ไผ่ผัดกับเนื้อหมู!”

 

สวีกั๋วเฉียงเดินคอตกกลับห้อง

 

จริงๆแล้วสวีลี่ลี่ก็เสียดาย แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะตบหน้าอกรับรองกับจ้าวซิ่วหลาน

 

“แม่วางใจเถอะค่ะ ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบที่ตะกละแล้ว อีกหน่อยก็จะเป็นสาวที่จะแต่งงานแล้ว จะเป็นไปได้ยังไงที่จะทำเรื่องน่าอายแบบนั้น!”

 

จ้าวซิ่วหลานมองเธอด้วยสายตาไม่เชื่อถือ “ถ้าอย่างนั้นก็จำที่ตัวเองพูดไว้ด้วย”

 

หลังจากที่สวีเถาเถาต้มน้ำร้อนอาบน้ำเสร็จแล้วกลับเข้าห้อง ก็เห็นสวีลี่ลี่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าประจบ เธอก็ระแวงทันที

 

“พี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

ไม่กี่วันมานี้เธอก็เข้าใจแล้วว่า พี่สาวคนนี้เป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ ถึงจะไม่มีเจตนาร้าย แต่ก็เป็นพวกเห็นเงินแล้วตาโต และไม่เข็ดหลาบจำ

 

ตอนนี้ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของสวีลี่ลี่หายไป แล้วเริ่มพูดกับสวีเถาเถาอย่างไม่พอใจ

 

“ทำไม ฉันเป็นพี่พูดกับเธอสองสามคำ ต้องทำสีหน้ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันเป็นพี่สาวแท้ๆของเธอ ฉันจะกินเธอได้หรือไง!”

 

สวีเถาเถาไม่เชื่อ เธอนั่งลงข้างเตียง “เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว มีอะไรก็พูดมา”

 

สวีลี่ลี่หน้าเสีย ก่อนจะนั่งลงข้างๆ “ฉันจะพูดตรงๆ วันนี้ฉันขอร้องเธออย่างหนึ่ง ถ้าเธอรับปากฉัน ต่อไปฉันแต่งงานกับคนรวยๆ แล้วจะไม่ลืมเธอแน่นอน!”

 

“พี่พูดมาก่อนว่าเรื่องอะไร ฉันค่อยคิดว่าจะรับปากหรือเปล่า”

 

สวีลี่ลี่กัดฟัน ไม่คิดว่าตอนนี้น้องสาวจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของสวีเถาเถา ก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งเล่าเรื่องที่อยากเรียนทำอาหารกับเธอ แล้วเน้นย้ำว่าถ้าเธอช่วย ต่อไปจะไม่ลืมเธอแน่นอน

 

สวีเถาเถามุมปากกระตุก ถึงเธอจะไม่ใช่ตัวจริง แต่จากความทรงจำของร่างเดิมก็รู้ว่าครั้งแรกที่พี่สาวลองทำอาหารก็เกือบเผาบ้าน คนที่มี ‘พรสวรรค์’ แบบนี้ ให้ความกล้าสิบเท่าเธอก็ไม่กล้ารับ

 

“เอ่อ คือว่า พี่ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย แต่เรื่องเรียนทำอาหาร ฉันตัดสินใจเองไม่ได้ ฝีมือของฉันเรียนมาจากแม่ จะสอนพี่ ยังไงก็ต้องให้แม่อนุญาตก่อน…เอาอย่างนี้ ถ้าพี่ทำให้แม่ยอมตกลงได้ฉันก็รับปากสอน ถ้าแม่ไม่ตกลง ฉันก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน!”

 

ถ้าจ้าวซิ่วหลานตกลง สวีลี่ลี่จะมาหาสวีเถาเถาทำไม

 

สวีลี่ลี่รู้สึกว่าน้องสาวไม่จริงใจ แกล้งทำให้เธอลำบากใจ เธอยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็เห็นสวีเถาเถาปีนขึ้นเตียง ห่มผ้าห่มแล้วหลับตาลง

 

สวีลี่ลี่ “......”


บทที่ 9: จ้าวซิ่วหลานได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ


หลังจากนั้นไม่กี่วัน เนื่องจากสวีเถาเถาไม่รับปากเรื่องสอนทำอาหารให้สวีลี่ลี่ เธอจึงไม่ค่อยพอใจสวีเถาเถาเท่าไหร่

 

สวีเถาเถากำลังยุ่งอยู่กับการหางาน ไม่มีเวลามาสนใจเธอ หากทำตาหวานให้คนตาบอดดูก็คงเสียเวลาเปล่า

 

สวีลี่ลี่ โมโหมากทุกครั้งที่เดินผ่านสวีเถาเถาก็จะทำเสียง “ฮึ” ใส่เธอ

 

“สวีลี่ลี่! แกทำเสียงฮึใส่น้องทำไม เลิกงานแล้วก็หายหัว ยัยเด็กบ้า! ไปหาหวังลี่ อีกแล้วใช่ไหม! ฉันเตือนแกแล้วนะ ถ้าแกยังกล้าไปหาไอ้เด็กเวรนั่นอีก ฉันจะหักขาแก!”

 

วันนี้สวีเถาเถาพึ่งกลับมาจากข้างนอก สวีลี่ลี่ก็ทำเสียงฮึใส่เธออีก พอดีจ้าวซิ่วหลานมาเห็นเข้า ก็ด่าสวีลี่ลี่ทันที

 

สวีลี่ลี่ถูกจ้าวซิ่วหลานด่าจนหน้าหงาย เธอโกรธแต่ไม่กล้าพูด “แม่ ฉันไม่ได้ไปหาเขาเสียหน่อย ก็แค่เล่นกับน้องเอง”

 

พูดจบก็วิ่งกลับเข้าห้อง

 

จ้าวซิ่วหลานมองสวีลี่ลี่ที่วิ่งหนีไปก่อนจะหันมาพูดกับสวีเถาเถาอย่างมั่นใจ

 

“ต้องไปหาไอ้เด็กเวรแซ่หวังนั่นแน่ๆ! ตูดนังเด็กนี่กระดิกนิดเดียวฉันก็รู้แล้วว่ามันจะขี้ไปทางไหน!”

 

สวีเถาเถาถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง “ แค่ก แค่ก แม่ แม่จะไปไหนคะ?”

 

จ้าวซิ่วหลานยังถือตะกร้าอยู่ ดูท่าทางเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก

 

จ้าวซิ่วหลานเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออกให้สวีเถาเถาดู

 

“ก็ที่บ้านพักรู้กันหมดว่าลูกทำอาหารรสเผ็ดอร่อย ผู้อำนวยการแผนกบรรจุภัณฑ์ของแม่วันนี้ได้ยินเข้าก็เลยมาพูดเล่นๆ ว่าอยากลองชิมอาหารรสเผ็ดที่ลูกทำ ในเมื่อเขาพูดมาแล้ว แม่ก็ต้องเอาไปให้ ยังไงก็เป็นผู้อำนวยการ ต่อไปแม่ยังต้องทำงานใต้บังคับบัญชาเธอ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้หน่อย”

 

ในตะกร้ามีขาหมูหนึ่งขา เนื้อหมูครึ่งกิโลกรัม และเครื่องในหมูตุ๋นรสเผ็ดอีกชามใหญ่ที่สวีเถาเถาพึ่งตุ๋นเมื่อคืน

 

ถึงแม้จะเอาขาหมูหนึ่งในสองขาที่มีอยู่ทั้งหมดในบ้านไปให้ แต่สวีเถาเถาก็รู้ว่านี่เป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่จำเป็น ยิ่งเป็นผู้อำนวยการของแม่ด้วย ยิ่งต้องใส่ใจ

 

เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดกับจ้าวซิ่วหลาน “แม่ แม่ตักน้ำที่ตุ๋นไปให้อีกชามด้วยนะคะ ฉันว่าเธอน่าจะชอบอันนี้มากกว่า”

 

น้ำตุ๋นยิ่งตุ๋นยิ่งอร่อย น้ำตุ๋นหม้อนี้ของสวีเถาเถา ต่อมาก็ใส่สมุนไพรจีนตามสูตรลับของตระกูลเข้าไปอีก เนื้อสัตว์ที่ตุ๋นด้วยน้ำตุ๋นนี้ไม่เพียงแต่อร่อย ยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย!

 

ถ้าผู้อำนวยการเจียงชอบกินอาหารรสเผ็ด น้ำตุ๋นชามนี้จะต้องถูกใจเธออย่างแน่นอน เพราะอาหารรสเผ็ดกินหมดก็หมดกัน แต่ถ้ามีน้ำตุ๋น ก็สามารถตุ๋นเองที่บ้านได้

 

เมื่อลูกสาวพูดแบบนี้ จ้าวซิ่วหลานก็นึกขึ้นได้ทันที ตาเป็นประกาย


“ลูกสาวแม่ฉลาดจริงๆ!”

 

พูดจบก็รีบหันหลังกลับไปตักน้ำตุ๋นเก่าใส่ถ้วยไปด้วย

 

ตกเย็น จ้าวซิ่วหลานกลับมาบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ชมสวีเถาเถาต่อหน้าทุกคนในครอบครัว

 

“พวกเธอไม่รู้หรอก ตอนที่แม่ไปบ้านผู้อำนวยการเจียง พอดีสามีเธออยู่บ้าน เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิการของโรงงานเรา ตอนแรกเห็นอาหารรสเผ็ดที่แม่เอาไปให้ก็ดูถูก ทำเมินเฉยใส่แม่ วางท่าใหญ่โตมาก แต่ผู้อำนวยการเจียงก็สุภาพ ลองชิมอาหารรสเผ็ดที่เถาเถาทำทันที”

 

“แม่ แล้วเป็นไงต่อคะ?” สวีลี่ลี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับกำลังฟังนิทาน

 

จ้าวซิ่วหลานมีความสุขกับความสนใจของทุกคนในครอบครัว พูดอย่างภาคภูมิใจ

 

“ก็แน่นอนว่าถูกฝีมือทำอาหารของเถาเถาพิชิตใจทันที ตอนที่แม่กลับ สามีผู้อำนวยการเจียงกำลังกินอาหารรสเผ็ดพร้อมกับจิบเหล้าอย่างมีความสุข ส่วนน้ำตุ๋นที่เถาเถาให้แม่เอาไปให้ ผู้อำนวยการเจียงก็ชมไม่หยุด และพูดเป็นนัยๆว่า ปีนี้แม่มีโอกาสได้บรรจุเป็นพนักงานประจำด้วย!”

 

“ถึงตอนนั้นแม่ก็จะเป็นคนมีตำแหน่งแล้ว บ้านเราก็เป็นครอบครัวที่มีคนทำงานประจำสองคนแล้ว!”

 

สวีลี่ลี่รีบประจบสอพลอทันที “แม่ แม่เก่งที่สุด!”

 

จ้าวซิ่วหลานยิ้มแย้มโบกมือ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณน้ำตุ๋นของเถาเถาถึงได้ราบรื่นขนาดนี้”

 

“ก็เพราะแม่ขยันทำงานสร้างความประทับใจให้ผู้อำนวยการเจียงอยู่แล้ว แค่น้ำตุ๋นชามเดียว ฉันไม่เชื่อหรอกว่าผู้อำนวยการเจียงจะใจดีขนาดนั้น”

 

สวีเถาเถาไม่สนใจคำยั่วยุของสวีลี่ลี่

 

จ้าวซิ่วหลานได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เงินเดือนต้องขึ้นแน่ๆ ฐานะทางบ้านก็จะดีขึ้น

 

สวีเถาเถารู้ว่าพ่อแม่กำลังเตรียมหาคู่ให้พี่ชายทั้งสองคน ด้วยหน้าตาของคนในครอบครัวพวกเธอ สินสอดทองหมั้นของฝ่ายหญิงคงไม่น้อย ตอนนี้พ่อแม่กำลังหาเงินเพื่อแต่งลูกชายอย่างขะมักเขม้น

 

ในขณะเดียวกัน สวีเถาเถาก็ให้กำลังใจตัวเอง ถ้าหางานไม่ได้จริงๆ ก็เป็นพนักงานชั่วคราวในแผนกชำแหละไปก่อนก็ได้

 

อย่างมากเธอก็พยายามให้ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเหมือนแม่ ช่วงนี้อยู่ตัวแล้ว เธอเริ่มชำนาญกับงานล้างเขียง นาฬิกาชีวิตก็ปรับตามแล้ว

 

“โฮสต์อย่าท้อแท้นะ คุณเก่งขนาดนี้ ต้องหางานดีๆได้แน่นอน” ระบบให้กำลังใจสวีเถาเถา

 

สวีเถาเถาเท้าคาง “หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”

 

ไม่กี่วันต่อมา ในรายชื่อพนักงานที่ได้รับบรรจุใหม่ของโรงงานก็มีชื่อของจ้าวซิ่วหลานจริงๆ มีโควต้าทั้งหมดแค่สิบตำแหน่ง ได้ข่าวว่าแย่งกันแทบตาย และไม่มีใครคิดว่าจ้าวซิ่วหลานจะได้

 

แต่สวีลี่ลี่ก็พูดถูกที่การบรรจุครั้งนี้ราบรื่นขนาดนี้ ส่วนของผู้อำนวยการเจียงก็แค่ช่วยผลักดัน สิ่งที่ตัดสินว่าจ้าวซิ่วหลานจะได้บรรจุหรือไม่คือความพยายามทำงานให้โรงงานมาตลอดหลายปีของเธอ

 

ดังนั้น ถึงจะมีคนนินทาลับหลัง แต่ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าจ้าวซิ่วหลานไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้

 

สวรรค์ไม่เคยทอดทิ้งคนที่ทำงานหนักและพยายาม

 

สวีเถาเถาดีใจแทนแม่ วันนั้นไปซื้อกับข้าวเยอะแยะเพื่อฉลองให้ แต่ใครจะรู้ว่าพอกลับถึงบ้าน จ้าวซิ่วหลานกลับเซอร์ไพรส์เธอก่อน

 

สวีเถาเถาถือตะกร้าเข้าบ้าน เห็นคนแปลกหน้านั่งอยู่ในบ้านสามคน ผู้ชายวัยกลางคนสองคนใส่ชุดจงซาน และผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนใส่ชุดพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์

 

พอเห็นสวีเถาเถาเข้ามา จ้าวซิ่วหลานตาเป็นประกาย ดึงสวีเถาเถาไปหาคนทั้งสามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


“ผู้อำนวยการเก๋อ! ผู้อำนวยการก่วน! ผู้อำนวยการเจียง! นี่แหละลูกสาวคนเล็กของฉัน สวีเถาเถา สูตรอาหารรสเผ็ดที่พวกคุณสนใจ เป็นสูตรที่เธอคิดค้นขึ้นมาเอง

 

เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ครั้งแรกที่ทำอาหารก็ทำให้ฉันกับเหล่าสวีตกใจเลย ฮ่าๆ ถ้าจะคุยเรื่องซื้อสูตรอาหารรสเผ็ดก็คุยกันตรงนี้เลย สูตรของลูกสาวฉัน เธอบอกว่ายังไงก็ยังงั้น!”

 

แล้วหันไปพูดกับสวีเถาเถาที่ยังงงๆว่า “เถาเถา คนนี้คือผู้อำนวยการเก๋อ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อของร้านอาหารรัฐบาล คนนี้คือผู้อำนวยการก่วน ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิการของโรงงานเรา

 

คนนี้คือผู้อำนวยการเจียง ผู้อำนวยการของแม่! พวกเขามาหาลูกเพื่อคุยเรื่องสูตรอาหารรสเผ็ด ร้านอาหารรัฐบาลเขตซีเจียงสนใจสูตรอาหารรสเผ็ดของลูกเลยอยากซื้อไป ลูกตัดสินใจเองได้เลย แม่ฟังลูก!”

 

สวีเถาเถาใจเต้น ถามระบบ “ถ้าฉันตกลงทำธุรกิจกับร้านอาหารรัฐบาล นี่ก็นับเป็นอาชีพเสริมของฉันใช่ไหม จะเริ่มต้นคะแนนอาชีพได้หรือยัง?”

 

ระบบตอบอย่างหนักแน่น “แน่นอน!”

 

นี่เป็นปลายักษ์ที่โฮสต์ตกได้ด้วยความสามารถของตัวเองเลยนะ!


บทที่ 10: ร้านอาหารรัฐบาลต้องการซื้อสูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศ


ถึงจะบอกว่าให้สวีเถาเถาตัดสินใจเอง แต่จ้าวซิ่วหลานกับสวีต้ากวงก็ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด

 

สวีกั๋วหัวและ สวีกั๋วเฉียงสองพี่น้องที่กลับมาบ้านพอดีอยากจะเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย แต่ถูกจ้าวซิ่วหลานไล่เข้าบ้านอย่างไม่ปรานี

 

“ไปๆๆ! น้องสาวกำลังคุยเรื่องสำคัญกับผู้ใหญ่ ถ้าพวกแกทำให้เสียเรื่อง ฉันจะถลกหนังพวกแก!”

 

สวีกั๋วหัว และสวีกั๋วเฉียงยอมแพ้สายตาของแม่ จึงได้แต่หลบเข้าไปในห้อง แต่ก็เอาหูแนบประตู หวังว่าจะได้ยินอะไรบ้าง

 

“เจ้ารอง นายว่าผู้ใหญ่จากร้านอาหารรัฐบาลมาหาน้องเล็กทำไม?” สวีกั๋วหัว เกาหัวถามสวีกั๋วเฉียง

 

สวีกั๋วเฉียงเอาหูแนบประตู อยากให้หูยาวออกไปได้ ได้ยินพี่ชายพึมพำก็รำคาญ

 

“เงียบๆ! น้องกำลังพูดอยู่ พี่พูดแล้วผมไม่ได้ยิน!”

 

พอสวีกั๋วหัว ได้ยินก็รีบหุบปากเอาหูแนบประตูตามน้องชาย

 

ลูกๆโตกันหมดแล้ว บ้านของครอบครัวสวีก็คับแคบ ห้องด้านนอกวางเตียงกับโต๊ะตัวหนึ่ง เป็นที่นอนของสวีต้ากวงกับจ้าวซิ่วหลาน และเป็นที่กินข้าวของครอบครัวสวีด้วย

 

ห้องเดียวใช้หลายอย่าง ตอนนี้ยังกลายเป็นห้องรับแขกสำหรับคุยธุระอีก

 

ทุกคนนั่งคุยกัน จริงๆแล้วผู้อำนวยการเก๋อจากร้านอาหารรัฐบาลก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน

 

วันนี้เขามาที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อรับเนื้อหมู ตอนกลางวันก็ถูกผู้อำนวยการก่วนจากฝ่ายสวัสดิการชวนไปกินข้าวที่บ้าน ทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนเก่ากัน เขาก็เลยตกลง

 

สมัยนี้ ของกินของใช้อะไรก็ขาดแคลน ไม่ต้องพูดถึงการเลี้ยงอาหารดีๆให้แขก ตัวผู้อำนวยการเก๋อเองก็ทำงานที่ร้านอาหารรัฐบาล พนักงานมีคูปอง ไม่ต้องให้ผู้อำนวยการก่วนเลี้ยงข้าวสักมื้อสองมื้อหรอก

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจำได้ว่า ถึงภรรยาของผู้อำนวยการก่วนจะมีความสามารถในการทำงาน แต่ฝีมือทำอาหารก็เทียบกับภรรยาเขาไม่ได้เลย

 

ใครจะไปรู้!

 

ตอนกลางวัน อาหารที่ยกมาเสิร์ฟคือเครื่องในหมูตุ๋นรสเผ็ด ดูธรรมดา.ธรรมดา แต่ด้วยคำแนะนำอย่างกระตือรือร้นของผู้อำนวยการก่วนและภรรยา เขาก็เลยลองคีบชิมคำหนึ่ง

 

แค่คำเดียว ผู้อำนวยการเก๋อก็ตกใจ ตะเกียบแทบหลุดมือ!


รสชาติของเครื่องในหมูตุ๋นรสเผ็ดนี้เข้มข้น หอมเครื่องเทศ เผ็ดร้อนกำลังดี นุ่มละมุนลิ้น อร่อยจนอยากกินข้าวสวยตามอีกสักชาม!

 

สูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ยังไงเขาก็ต้องเอามาให้ร้านอาหารรัฐบาลให้ได้

 

ในเมื่อเป็นเพื่อนเก่ากับผู้อำนวยการก่วนและภรรยามานาน เขาก็เลยพูดตรงๆ ขอให้ทั้งสองพาเขาไปพบพ่อครัวที่ทำอาหารจานนี้ เขาอยากทำธุรกิจด้วย!

 

แต่ไม่คิดเลยว่า ‘ปรมาจารย์ด้านอาหารตุ๋นเครื่องเทศ’ จะเป็นเด็กสาวตัวเล็กๆ!!!

 

สวีเถาเถารู้สึกว่าถ้าเธอยังไม่พูดอะไร คงโดนผู้อำนวยการเก๋อจากร้านอาหารรัฐบาลมองจนตาย เธอจึงพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระตุ้นผู้อำนวยการเก๋อ

 

“สวัสดีค่ะผู้อำนวยการเก๋อ ฉันชื่อสวีเถาเถา สูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศที่คุณอยากซื้อ เป็นของฉันจริงๆค่ะ”

 

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ต่อให้ผู้อำนวยการเก๋อไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

 

“เธอว่าสูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศนี้เป็นของเธอ งั้นบอกฉันได้ไหมว่า เธอคิดยังไงถึงใส่สมุนไพรจีนลงไป?”

 

บางครั้งร้านอาหารรัฐบาลก็ขายเนื้อตุ๋น แต่เขาไม่เคยเห็นพ่อครัวใส่สมุนไพรจีนลงในหม้อตุ๋นเลย

 

สวีเถาเถาคิดในใจ เธอไม่รู้ว่าคนอื่นใส่สมุนไพรจีนหรือเปล่า แต่สูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศในตำราอาหารของราชวงศ์ที่สืบทอดกันมาในตระกูลสวีต้องใส่สมุนไพรจีน

 

ล้อเล่นหรือไง อาหารสำหรับราชวงศ์ เป็นของที่ฮ่องเต้กับพระสนมกิน เรื่องทำอาหาร รสชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพถึงจะทำให้เบื้องบนวางใจได้

 

แต่คำพูดนี้พูดออกไปตรงๆไม่ได้

 

เธอยิ้มให้ผู้อำนวยการเก๋อ

 

“ผู้อำนวยการเก๋อ คุณถามถึงแรงบันดาลใจในการทำอาหารของพ่อครัว นี่ก็ลำบากใจฉันนะคะ ฉันแค่รู้สึกว่าการใส่สมุนไพรจีนลงไปจะทำให้ดีขึ้น

 

บำรุงสุขภาพมากขึ้น แล้วฉันก็ทำสำเร็จ ฉันว่ามันไม่มีอะไรต้องอธิบายนี่คะ”

 

ผู้อำนวยการเก๋ออึ้งไป จากนั้นก็หัวเราะออกมา ตบต้นขา พูดกับผู้อำนวยการเจียงและภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ “ฉันคิดมากไปเอง!”

 

ก็พ่อครัวทำอาหาร บางครั้งก็มีแรงบันดาลใจทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น เป็นเรื่องปกติ

 

แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ในใจเขาก็รู้สึกว่าวิธีการของสวีเถาเถามีอะไรคล้ายๆ กับพ่อครัวหลวงในอดีตที่ชอบดูถูกคนอื่น

 

แต่พอเห็นหน้าซื่อๆของคุณสวีและภรรยา ความคิดนี้ก็หายไปทันที

 

ก่อนมาเขาก็เคยสืบเรื่องครอบครัวสวีแล้ว บรรพบุรุษสามรุ่นก่อนก็เป็นคนฆ่าหมู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อครัวหลวงเลย!

 

“เหล่าเก๋อ ฉันพูดอะไรหน่อยนะ คุณสวีกับภรรยาเป็นคนซื่อสัตย์ คุณก็พูดตรงๆเลย อยากซื้อสูตรของเด็กคนนี้ก็คุยกันดีๆ พูดอ้อมค้อมทำไม ยังไม่ได้ซื้อของเลยก็มาสืบเรื่องชาวบ้าน วิธีนี้ฉันไม่เห็นด้วย!”

 

ผู้อำนวยการเจียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่เสียแรงที่สวีเถาเถาส่งอาหารตุ๋นเครื่องเทศไปให้ที่บ้านทุกวัน

 

พูดจบเธอยังเตะสามีเบาๆอีกที

 

ผู้อำนวยการก่วนได้รับสัญญาณจากภรรยา ก็รีบพูดเสริม “ภรรยาฉันพูดถูก ถ้าฉันไม่เห็นว่าคุณเก๋อจริงใจ ฉันก็ไม่พาคุณมาหรอก ฝีมือของเถาเถา เราสองคนเป็นพยานได้

 

ถ้าคุณซื้อสูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศนี้ไป ร้านอาหารรัฐบาลของคุณไม่มีทางขาดทุน! อีกอย่าง พูดไปตั้งเยอะ เด็กคนนี้จะขายให้คุณหรือเปล่ายังไม่รู้เลย จริงไหมเถาเถา?”

 

กินของคนอื่นแล้วต้องพูดแทนเขา ถึงลูกสาวคนเล็กบ้านสวีจะหน้าตาไม่สวย แต่ผู้อำนวยการก่วนก็ชอบฝีมือทำอาหารของเธอมาก

 

ผู้หญิง หน้าตาสวยก็ดี แต่ถ้าแต่งงานไปแล้วทำอาหารเก่ง พ่อแม่สามีจะต้องชอบมากแน่ๆ

 

แต่ลูกชายสองคนของเขาแต่งงานไปหมดแล้ว ไม่งั้นก็คงได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับครอบครัวสวี ยังไงเขาก็เป็นพ่อสามี ไม่สนใจว่าลูกสะใภ้จะสวยหรือขี้เหร่

 

โชคดีที่สวีเถาเถาไม่รู้ว่าผู้อำนวยการก่วนคิดอะไรอยู่ ไม่งั้นคงต้องพูดออกมา พูดเหมือนกับว่าลูกชายคุณมาชอบฉัน ฉันก็ต้องรีบแต่งไปด้วย

 

ใครจะไปเป็นแม่ครัวให้บ้านคุญกัน!

 

พอผู้อำนวยการก่วนพูดแบบนี้ ผู้อำนวยการเก๋อก็ใจกระตุก

 

ตั้งแต่เข้าบ้านมา เด็กคนนี้ก็วางเฉย อายุแค่นี้ เจอคนระดับพวกเขาก็ยังวางตัวสงบ ไม่เหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่น เห็นผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆก็ตาลุกวาวแล้ว

 

ผู้อำนวยการเก๋อยิ้มแห้งๆ เด็กคนนี้ ยากจะรับมือจริงๆ

 

ไม่แน่ว่าเธออาจจะไม่ได้ตั้งใจขายสูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศให้เขาก็ได้!


“โอ๊ย ไม่ได้ ไม่ได้! เถาเถา อย่าเก็บคำพูดลุงไปใส่ใจเลยนะ สูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศของเธอต้องขายให้ร้านอาหารรัฐบาลเรา ฉันรับปากกับผู้อำนวยการไว้แล้ว

 

พ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารรัฐบาลถึงกับตบโต๊ะบอกฉันว่า ถ้าฉันหาสูตรนี้มาให้ไม่ได้ เขาจะลาออก!”

 

ตำแหน่งพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารรัฐบาลมีคนแย่งกันแทบตาย ไม่ใช่ว่าจะลาออกก็ลาออกได้

 

ถึงแม้คำพูดของผู้อำนวยการก่วนจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าทางร้านอาหารรัฐบาลให้ความสำคัญกับสูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศของสวีเถาเถามากจริงๆ

 

แล้วตัวสวีเถาเถาล่ะ?

 

เธอรู้สึกเฉยๆ แค่สูตรอาหารตุ๋นเครื่องเทศเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ในหัวของเธอมีสูตรอาหารเป็นล้านๆสูตร


ตัวเธอเองก็เหมือนตำราอาหารของราชวงศ์ที่เดินได้!


จบตอน

Comments