yuk70 ep1-10

 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ พลันทำให้หญิงสาวได้ทะลุมิติมาในนิยายย้อนยุคที่เธอเคยอ่าน เป็น ‘ลี่หรง’ นางเอกนิยายที่ชื่อเดียวกับเธอ แถมมีสามีสุดเย็นชา ‘จ้าวชิงซง’ คอยจับตาดูเธออีกด้วย จากหญิงสาวคนเดิมที่ไม่ลงรอยกับสามี มาคราวนี้ลี่หรงตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่โดยการช่วยให้สามีของเธอร่ำรวยขึ้นให้ได้


 บทที่ 1: ทะลุมิติมาเป็นนางเอกในนิยาย


   

   “ใกล้จะถึงแล้ว ตอนนี้ฉันติดไฟแดงอยู่”

    

   เมื่อเช้า ลี่หรงนอนตื่นสาย แต่เพราะต้องเข้าร่วมบันทึกถ่ายทำรายการ ตอนนี้เธอจึงกำลังขับรถเพื่อไปที่หน้างานอย่างเร่งรีบ ผู้ช่วยก็โทรหาหลายต่อหลายครั้ง หลังจากวางสายไป ลี่หรงก็รีบยกเท้าขึ้นเหยียบคันเร่งสุดแรง

    

   โครม!

    

   เสียงดังก้องไปทั่วทางแยกบนท้องถนน

    

   เธอรู้สึกปวดที่ศีรษะอย่างรุนแรง ก่อนจะหมดสติไปทันที

    

   ลี่หรงหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ก่อนจะตื่นขึ้นมา และสิ่งที่สะดุดตาคือคานไม้เก่าๆสีน้ำตาลเทา

   

   เมื่อมองไปด้านข้าง ลี่หรงก็เห็นโต๊ะและเก้าอี้ที่ดูแปลกตาในบ้านซึ่งปูด้วยกระดาษสีแดง ชั้นวางยกสูงข้างประตู อ่างเคลือบที่มีตัวอักษรสีแดงเขียนว่า ‘ฉี’ พื้นหลังสีขาว โดยมีผ้าเช็ดตัวสีขาวสองผืนแขวนอยู่

   

   ตัวเธอในขณะนี้ กำลังแต่งตัวเหมือนตัวละครในนิยายย้อนยุค!

    

   และประเด็นสำคัญคือ …เธอเป็นนางเอก!

   

   นางเอกในหนังสือมีชื่อและแซ่เหมือนกันกับเธอ แต่บุคลิกของทั้งสองแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

   

   ‘ลี่หรง’ ในหนังสือเล่มนี้ เธอเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จของพระเอก เป็นผู้ที่คอยทรมานตัวเอกของเรื่องมานานหลายทศวรรษ

   

   ทำให้ครอบครัวแตกแยก และมอบเงินให้คนนอก เมื่อใดก็ตามที่ธุรกิจของพระเอกดีขึ้น เธอจะเริ่มทำตัวเป็นนางปีศาจ ก่อนเสียชีวิตด้วยอาการป่วยในท้ายที่สุด

   

   ในหนังสือต้นฉบับ ชีวิตของ ‘ลี่หรง’ จบลงด้วยความเจ็บป่วยและความตาย น่าเสียดายที่พระเอกผู้ทำงานหนักมาตลอดชีวิตของเรื่องนี้ต้องมาตกหลุมรักผู้หญิงอย่าง ‘ลี่หรง’

   

   ลี่หรงกลับมามีสติอีกครั้ง เธอลองหลับตาลงและลืมตาขึ้น แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม  

   

   หญิงสาวถอนหายใจ 

   

   ตัวเธอในชีวิตก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

   

   แต่สวรรค์ได้ประทานโอกาสให้เธอได้เกิดใหม่อีกครั้ง

   

   ลืมมันไปซะ มีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว กลับมาเเล้วก็จงอยู่อย่างมีความสุข

   

   เธอกดนวดขมับที่ตึงเครียด ล้างหน้าด้วยน้ำในอ่าง แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจก

   

   สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้ลี่หรงตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง หญิงสาวในกระจกมีตาโต จมูกโด่ง ริมฝีปากงดงาม

    

   ถึงจะไม่ทาลิปสติก แต่ ‘ลี่หรง’ คนนี้ก็นับว่าสวยระดับท็อปๆเลยนะเนี่ย

   

   ปฏิทินหนาเตอะแขวนอยู่บนผนัง ลี่หรงหรี่ตามอง เห็นว่าวันเวลาบนปฏิทินเป็นวันเวลาเดียวกับที่เขียนไว้ในหนังสือที่เธอเคยอ่าน

   

   ฤดูใบไม้ร่วงในปี ค.ศ. 1974

   

   จิตใจของเธอปั่นป่วน ในใจก็แอบยินดีที่ตัวเองเคยขยันอ่านหนังสือประวัติศาสตร์

   

   ดังนั้น แม้ว่าตัวเธอเองจะไม่ได้แตะหนังสือประวัติศาสตร์มานานกว่าสี่ปีในมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม

   

   แต่ยุคสมัยที่ตัวเธอในร่าง ‘ลี่หรง’ อยู่ในตอนนี้ ก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ไม่คุ้นเคยแต่อย่างใด เพราะหลังจากนี้อีกสองปี หรือก็คือปี ค.ศ. 1977 การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

   

   หลังจากมุ่งเป้าไปที่การจัดการปัญหาในครัวเรือน ในที่สุดก็มีการปฏิรูปและเปิดกว้าง รัฐได้ทำการส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการ

   

   มีการประกาศใช้นโยบายที่ดี ทำให้ผู้คนจำนวนมากใช้ประโยชน์จากการพัฒนาของยุคสมัย จนกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ร่ำรวย

   

   เดิมทีลี่หรงเป็นคนกล้าหาญและมุ่งมั่นอยู่เสมอ

   

   ในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาที่โลกนี้ เธอก็ต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า

   

   เมื่อมีจุดมุ่งหมายแล้ว แรงจูงใจก็จะเติบโตขึ้นตามไปด้วย

   

   ลี่หรงเชื่อว่าเธอจะสามารถพึ่งพาภูมิปัญญาของตัวเองและความคิดความอ่านของคนในอนาคตให้เป็นประโยชน์ได้

   

   ทำให้ชีวิตของตัวเองร่ำรวยและรุ่งโรจน์

   

   แต่ถึงจะมีเป้าหมายแล้ว ทว่าชีวิตในปัจจุบันของลี่หรงก็ยังนับว่ามีปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข

   

   เพราะสาเหตุที่นางเอกกับพระเอกแต่งงานกันในหนังสือต้นฉบับนั้น พูดแล้วก็เศร้านัก

   

   พระเอก ‘จ้าวชิงซง’ เกษียณก่อนวัยเนื่องด้วยอาการบาดเจ็บ มันเป็นความผิดปกติของเท้าที่ใครๆก็สามารถรับรู้ได้ เขาไม่สามารถทำงานเกษตรกรรมได้ ดังนั้นจึงไม่มีครอบครัวใดยินดีให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับผู้ชายแบบนี้

   

   และเนื่องจากลูกชายของเธอไม่สามารถแต่งภรรยาเข้าบ้านได้ แม่ของจ้าวชิงซงจึงร้อนใจราวกับมดบนหม้อไฟ

   

   บังเอิญจ้าวชิงซงช่วยลี่หรงที่ตกลงไปในแม่น้ำได้พอดิบพอดี

   

   และในยุคที่ชายหญิงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันก่อนแต่งงาน จ้าวชิงซงกลับผายปอดให้ลี่หรง 

   

   ข่าวนี้ถูกแพร่สะพัดออกไปไกล จนถึงหูแม่ของจ้าวชิงซง

   

   นั่นทำให้แม่ของจ้าวชิงซงตื่นเต้น ราวกับพบคนที่จะแต่งงานกับลูกชายได้แล้ว นางถามลี่หรงว่าเธอจะยอมแต่งงานกับจ้าวชิงซงไหม?

   

   แน่นอนว่าตัว ‘ลี่หรง’ ไม่พอใจ แต่เนื่องจากหยางเต๋อเป่าบอกว่าเขาต้องการเงิน จึงหันไปร่วมมือกับหลัวปิงเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ลี่หรงเห็นด้วย

   

   ตบท้าย หยางเต๋อเป่ายังบอกอีกว่าเขาจะรวบรวมเงินมาคืนให้ในภายหลังเพื่อพาลี่หรงกลับมา

   

   ลี่หรงจึงใจอ่อน ทว่าในนิยายไม่ใช่เพียงแค่เธอแต่งงานกับจ้าวชิงซง เธอยังมอบเงินสองร้อยหยวนให้กับหยางเต๋อเป่าตามที่เขาต้องการอีกด้วย

   

   แต่ต่อมา หยางเต๋อเป่ากลับล้มความตั้งใจที่จะรวบรวมเงินมาคืน และกลายเป็นว่าเขาเอาแต่ยุยงให้ลี่หรงแยกทางกับสามี พร้อมทั้งมาไถเงินเธอไม่หยุดหย่อน

   

   ทั้งๆที่ ‘ตัวเธอ’ ได้โอกาสมีชีวิตใหม่แท้ๆ แต่ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง ตัวเธอดันย้อนกลับมาในช่วงที่ ‘ลี่หรง’ ตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพื่อบีบบังคับให้แยกครอบครัวออกมาอยู่กันเอง

   

   เธอได้แต่ถอนหายใจออกมาซ้ำๆ ขณะรู้สึกอึดอัดกับเสื้อผ้าเปียกๆบนร่างกายของตน

   

   โชคดีที่ยังพอมีเสื้อผ้าสะอาด สะอาดให้เปลี่ยน ลี่หรงเลยถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ทว่าประตูก็ถูกผลักให้เปิดจากด้านนอกในจังหวะนั้นเช่นกัน

   

   ลี่หรงอุทานลั่น เธอจับเสื้อขึ้นมาบังไว้ที่เนินอกก่อนทรุดตัวลง

   

   แน่ล่ะ จ้าวชิงซงไม่ได้คาดหวังถึงฉากที่สวยงามเช่นนี้เมื่อเขาเปิดประตู

   

   เขารีบมองเฉไปทางอื่น พร้อมปิดประตูด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะตระหนักได้ว่าพฤติกรรมของเขาทำให้เรื่องดูแปลกยิ่งกว่าเดิม เลยพูดว่า “ขอโทษ” ด้วยความไม่สบายใจ และพูดเสริมว่า “รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”

   

   ลี่หรงใช้เวลาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นในการแต่งตัว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูดว่า “ฉันแต่งตัวเสร็จแล้ว”

   

   จากนั้นจ้าวชิงซงก็หันกลับมา และเดินไปหาลี่หรงที่กำลังมองตรงมา

   

   ในสายตาของเธอ ผู้ชายตรงหน้านี้มีรูปร่างสูง สวมกางเกงขายาวสีเขียวทหาร เขาสวมชุดเอี๊ยมสีขาวเหลือง และเดินกะโผลกกะเผลกเล็กน้อย

   

   แสงกระทบของดวงอาทิตย์ที่กำลังตก ส่องลงบนใบหน้าของเขา 

   

   แต่นั่นกลับไม่สามารถทำให้ใบหน้าที่แข็งกระด้างของเขาอ่อนลงได้เลย ...คงเป็นเพราะคิ้วที่ทั้งกว้างและคมคู่นั้นล่ะมั้ง?

   

   นี่คือ จ้าวชิงซงใช่ไหม?

   

   แม้ว่าในนิยายจะบรรยายว่าพระเอกคนนี้หล่อเหลาเพียงใด มันก็ยังไม่เท่ากับการที่ได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองอยู่ดี …เขาคนนี้ บอกได้คำเดียวว่าหล่อมาก!

   

   หัวใจของลี่หรงเต้นระรัว รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของเธอ

   

   จ้าวชิงซงที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของลี่หรง อารมณ์พลันขุ่นมัวลง ในใจก็คิดไปว่าที่เธอยิ้มเพราะชอบใจที่ในที่สุดก็จะได้แยกครอบครัวหรือเปล่าน่ะ?

   

   เมื่อคิดถึงการแยกครอบครัวของตัวเขาและเธอ จ้าวชิงซงก็ยิ่งมีสีหน้าย่ำแย่ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงเตาพลางลูบเส้นผมบนหัวอย่างจนใจ และถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ที่คุณดูมีความสุข เพราะในที่สุดพวกเราก็จะได้แยกครอบครัวออกมางั้นเหรอ?”

   

   ไม่แน่นอน! ลี่หรงกำลังจะพูด แต่เขากลับชิงพูดต่อ

   

   “ผมเคยบอกไปแล้ว... หากคุณไม่ชอบการแต่งงานครั้งนี้ ผมจะไม่ห้ามถ้าคุณต้องการจะเลิก แต่สิ่งที่คุณทำในวันนี้มันมากเกินไป! ตอนนี้พวกเราแยกครอบครัวออกมาแล้ว คุณพอใจแล้วใช่ไหม? ดังนั้นช่วยสงบสติอารมณ์หน่อยเถอะ นอกจากนี้เพื่อเห็นแก่ร่างกายของคุณเอง ก็หยุดล้อเล่นอย่างการกระโดดลงแม่น้ำเหมือนวันนี้ได้แล้ว”

   

   น้ำเสียงเขาเย็นชา เห็นได้ชัดว่ากำลังระงับความโกรธ 

   

   ลี่หรงเม้มริมฝีปากของเธอ จำได้ว่าวันนี้ ‘ตัวเธอ’ ได้เดินไปบอกต่อหน้าเขาว่าต้องการจะแยกครอบครัว ทั้งยังขู่ว่าจะกระโดดน้ำ แต่ ‘ลี่หรง’ ในตอนนั้นกับ ‘ลี่หรง’ ในตอนนี้เป็นคนล่ะคนกันเนี่ยสิ

   

   เพราะตัวเธอในตอนนี้ ไม่คิดจะทำแบบเดียวกับที่ลี่หรงคนก่อนทำ แต่เพราะไม่อาจหาข้อแก้ตัวดีๆได้ ลี่หรงจึงได้แต่เงียบสู้

   

   เมื่อจ้าวชิงซงไม่ได้รับคําตอบใด เขาจึงเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้าแวบหนึ่ง

   

   เห็นเพียงอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตา ไม่พูดจาอะไร ดูเงียบผิดปกติ เขาก็ไม่อยากใส่ใจเรื่องนี้อีก ก่อนหยิบเงินสองร้อยหยวนออกจากกระเป๋ามาวางบนเตียง และพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “นี่คือเงินสำหรับครอบครัวเราที่แยกตัวออกมา คุณเก็บเอาไว้ให้ที”

   

   ภายในไม่กี่นาทีระหว่างนั้น ลี่หรงพลันคิดได้หลายอย่าง เธอนึกเสียดายพระเอกที่หน้าตาดีผู้มีความสามารถ ที่ครั้งหนึ่งเคยคร่ำครวญว่านางเอกตามืดบอด ก่อนจะย้อนนึกถึงตอนที่ตัวเองอ่านนิยายเรื่องนี้ เธอนั้นทั้งชื่นชมและเสียใจต่อพระเอก ทว่าในเมื่อตัวเองหลุดเข้ามาในโลกใบนี้แล้ว เธอก็สามารถแก้ไขเรื่องราวได้ หันมาทำดีกับพระเอก และสร้างครอบครัวอันดีพร้อมร่วมกันไปกับเขาได้

   

   ที่สำคัญคือ ความได้เปรียบจากความรู้ที่มี ที่เธอสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นขอเพียงเขาและเธอขยันทำงาน ชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าจะหนีไปไหนได้? 

   

   ยิ่งคิดแบบนี้ หัวใจของหญิงสาวก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

   

   “ตกลง” ลี่หรงมองผู้ชายตรงหน้า “ฉันจะไม่สร้างปัญหาอีกแล้ว”

   

   เขาขมวดคิ้วมองลี่หรงด้วยความสงสัย เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อในคําพูดของเธอ ทว่าเขาก็ไม่ได้ปริปากบอกอะไร คิดเพียงว่าจะจัดการเรื่องการแยกครอบครัวให้มันจบๆไป บ่ายนี้เธอจะได้ไม่ทำตัวดื้อดึงอีก

   ทว่าทันใดนั้น ท้องของลี่หรงกลับร้องขึ้นขัดจังหวะคำพูดของจ้าวชิงซงเสียก่อน

   

   สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ก่อนหญิงสาวจะถามเขาว่า 

   

   “มีอะไรกินบ้างไหม?”

   

   น้ำเสียงของเธอในเวลานั้นดูนุ่มนวลอ่อนหวาน ต่างกับเมื่อก่อนที่ชอบพูดจาเสียดแทง

   

   จ้าวชิงซงเม้มริมฝีปาก ก่อนพูดด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “รอก่อน”

   

   ไม่นานหลังจากนั้น จ้าวชิงซงก็เข้ามาพร้อมชามใบใหญ่

   

   ขอบชามแตกเล็กน้อย ข้างในมีหมั่นโถวและผักดอง

   

   เธอเม้มริมฝีปาก มีแต่อาหารแบบนี้งั้นเหรอ?

   

   เขาอ่านความลังเลในดวงตาของเธอออก ก่อนจะรู้สึกยิ้มเยาะในใจ เริ่มมั่นใจแล้วว่าที่แท้ลี่หรงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย



  บทที่ 2: น้ำเชื่อมรสหวานที่ชวนให้ใจอบอุ่น


   

   จ้าวชิงซงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าคุณไม่อยากกิน งั้นผมจะเอามันไปเททิ้ง”

   

   “กิน! ฉันจะกิน!” ลี่หรงคว้าหมั่นโถวนึ่งแล้วรีบกัดลงไป

   

   ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้หนิ

   

   ฝืดคอชะมัด...

   

   กลืนลำบากจัง

   

   ในฐานะฟูดบล็อกเกอร์ที่มีผู้ติดตามหลายสิบล้านคน เธอไม่เคยกินหมั่นโถวเนื้อหยาบขนาดนี้มาก่อน ทำให้คอของเธอแห้งผากราวกับกลืนทรายเข้าไปเป็นกระสอบ

   

   ดูเหมือนว่าการปรับปรุงคุณภาพอาหารจะเป็นงานแรกของลี่หรง

   

   แม้ว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะเป็นคนแปลกหน้ากัน แต่เธอก็ตกหลุมรักตัวเอกชายคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เมื่อคิดว่าในอนาคตชายผู้นี้จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ จึงตัดสินใจเกาะขาชายคนนี้อย่างชาญฉลาด และถ้าจะดูแลเขาให้ดี ก็ต้องดูแลเรื่องปากท้องของเขาก่อน นี่แหละคือเวลาที่ฟูดบล็อกเกอร์อย่างเธอจะได้ฉายแสง!

   

   จ้าวชิงซงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เฝ้าดูลี่หรงกลืนน้ำลายอย่างช้าๆ เมื่อเห็นดวงหน้าอันสงบนิ่งของหญิงสาว เขาก็รู้สึกว่าเธอไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้น และเมื่อเห็นว่าลี่หรงกำลังกลืนด้วยความยากลำบาก จึงลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างเงียบๆ จากนั้นก็กลับมาพร้อมกับชามใส่น้ำ

   

   หมั่นโถวกำลังติดคอเธออยู่พอดี 

   

   เฮือก!

   

   เมื่อลี่หรงเห็นน้ำก็ไม่สนใจที่จะพูดขอบคุณด้วยซ้ำ เพียงหยิบชามขึ้นมาและกลืนไปอึกใหญ่

   

   ความหวานไหลผ่านริมฝีปากลงสู่ท้อง จึงทำให้สาวเจ้ารู้สึกโล่งคอในทันที

   

   ก่อนหน้าเธอคิดว่ามันเป็นน้ำต้มธรรมดา แต่หลังจากดื่มไปแล้ว เธอก็ต้องพูดด้วยความประหลาดใจว่า “น้ำเชื่อมเหรอ?”

   

   “อืม” ชายคนนั้นตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป 

   

   ต้องไม่ลืมว่าในยุค70เช่นนี้ น้ำเชื่อมจากน้ำตาลทรายขาว ถือเป็นของหายากราคาแพง 

   

   ผู้ชายคนนี้…

   

   และแล้วความหวานที่ไม่ได้มาจากน้ำเชื่อมพลันแผ่ซ่านไปยังหัวใจของลี่หรงทันที

   

   ลี่หรงกัดหมั่นโถวจนเหลือเพียงครึ่งเดียว แต่กระเพาะไม่อนุญาตให้หญิงสาวยัดสิ่งใดเพิ่มเติมอีกแล้ว เธอจึงมองไปที่จ้าวชิงซงอย่างเงียบๆเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าชายคนนั้นกลับสามารถอ่านความคิดของเธอได้อย่างรวดเร็ว และส่งสีหน้ากลับมาว่า ‘ไม่อนุญาตให้ทิ้ง’ โดยไร้เสียง

   

   หลังจากที่ลี่หรงยัดหมั่นโถวทั้งหมดเข้าปาก เธอก็ยกถังไม้เข้าบ้าน ตักน้ำร้อนที่เหลือในหม้อไปอาบน้ำให้สดชื่น

   

   เมื่อกลับเข้ามาในห้อง หญิงสาวก็พบว่ามีตะเกียงน้ำมันถูกจุดอยู่ด้านใน

   

   ขณะนั้นจ้าวชิงซงกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปตอนไหน

   

   มีโต๊ะเตี้ยๆคั่นอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองบนเตียงเตา ลี่หรงที่กำลังจะนอนจึงหันไปดับตะเกียง ก่อนจะปีนขึ้นเตียง และหลับไปด้วยความง่วงงุน

   

   วันรุ่งขึ้น ลี่หรงตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงไก่ขัน

   

   ชายที่นอนอยู่ข้างๆเธอไม่อยู่แล้ว

   

   ‘ลี่หรง’ ที่ตื่นขึ้น พลันนึกขึ้นได้ว่าในนิยาย แม้พระเอกของเรื่องจะไม่สามารถทำงานใช้แรงงานได้ เนื่องจากเท้าซ้ายที่ผิดปกติ แต่เขาก็เป็นคนขยัน ชอบตื่นเช้ามาสับฟืนและทำสิ่งอื่นๆเท่าที่สามารถทำได้อยู่เสมอ

   

   ขณะนั้น ‘เหอซิง’ พี่สะใภ้ของจ้าวชิงซง และ ‘แม่จ้าว’ ก็ได้ตื่นแต่เช้าเช่นกัน และกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร 

   

   ลี่หรงได้ยินจ้าวชิงซงเรียกพวกเขา ก่อนได้ยินแม่จ้าวถามด้วยเสียงแผ่วเบา 

   

   “ภรรยาของลูกยังไม่ตื่นเหรอ?”

   

   ลี่หรงที่ตื่นไม่ได้ยินคำตอบของจ้าวชิงซง แต่กลับเป็นแม่จ้าวที่พูดเสียงยืดยาวออกมาแทน

   

   “เจ้ารอง ไม่เป็นไรที่เจ้าสาวของลูกจะเกียจคร้าน และแม้ตอนนี้ลูกจะแยกบ้านออกมาแล้ว แต่ก็ต้องทำดีกับเมียเข้าไว้ แล้วก็ต้องขยันทำมาหากิน จะได้มีกินมีใช้นะ”

   

   แม่จ้าวเป็นคนเรียบง่าย ไม่ใช่แม่สามีที่ใจร้ายอะไร แม้ว่าเมื่อวานลี่หรงจะไปโวยวายที่บ้าน แต่เธอก็ไม่ได้เกลียดลี่หรง สิ่งที่เธอพูดก็เพราะกลัวว่าลูกชายคนเล็กของเธอจะเกลียดผู้เป็นภรรยา ดังนั้นเธอจึงขอให้เขาทำดีกับลี่หรงเข้าไว้

   

   ลี่หรงที่ฟังผ่านกำแพง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ แม่จ้าวเป็นแม่สามีที่ดีจริงๆ

   

   เมื่อคว้าผ้าเช็ดตัว และหยิบอ่างน้ำออกมา ลี่หรงพลันเปิดประตูออกไป โดยเธอได้พบกับจ้าวชิงซงที่กำลังผ่าฟืนอยู่ในลาน ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงก้มศีรษะลงและผ่าฟืนต่อไป

   

   ลี่หรง “!!!”

   

   ให้ตายสิ! ผู้ชายคนนี้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนเธอไม่มีตัวตนงั้นแหละ!

   

   ลี่หรงเม้มริมฝีปากแล้วตักน้ำจากบ่อมาล้างตัว หลังจากล้างตัวและเทน้ำทิ้งเสร็จ หญิงสาวก็กำลังจะเข้าไปในบ้าน แต่กลับเป็นแม่จ้าวที่เข้ามาพร้อมกับถือกิ่งหลิวไว้ในมือ

   

   โดยทั่วไปคนในหมู่บ้านจะใช้กิ่งหลิวแปรงฟัน และมีเพียงคนหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเท่านั้นที่จะไปสหกรณ์เพื่อซื้อแปรงสีฟันและยาสีฟัน

   

   อย่างไรก็ตาม จ้าวชิงซงก็ใช้แปรงสีฟันเช่นกัน อาจเป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับมันสมัยอยู่กองทัพ

   

   “อ้าว ลูกสะใภ้รอง ตื่นแล้วเหรอ?” แม่จ้าวเริ่มพูด

   

   “พวกเราเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ ถ้าลูกสะใภ้รองจะใช้ครัวก็ต่อได้เลยนะ”

   

   การแยกครอบครัวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ครอบครัวจ้าวมีหม้อและกระทะในครัวไม่เพียงพอ พวกเขาจึงต้องผลัดกันใช้

   

   ลี่หรงที่ได้ยินแบบนั้นจึงหยุดเดิน ก่อนหันมาพูดว่า “ขอบคุณค่ะแม่จ้าว”

   

   แม่จ้าวมองดูแผ่นหลังของเธอ ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นี่ลี่หรงเรียกเธอว่าแม่จ้าวเหรอ? หรือเพราะการแยกครอบครัว ที่ทำให้เธอนิสัยเปลี่ยนไป

   

   พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็ส่ายหัวไปมา ในใจคิดว่าถ้าการแยกครอบครัวทำให้ลูกสะใภ้รองดีขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

   

   ก่อนหน้านี้ เนื่องจากจ้าวชิงซงที่เป็นทหารส่งเงินกลับมาทุกเดือน สภาพครอบครัวจ้าวจึงดีกว่าครอบครัวอื่น ดังนั้นเมื่อลูกคนรองแยกครอบครัวออกมา แม่จ้าวจึงมอบข้าวของเครื่องใช้ครึ่งหนึ่งให้กับจ้าวชิงซงและภรรยาของเขา แต่หม้อในครัวต้องใช้สลับกันเท่านั้น

   

   สำหรับอาหารที่ถูกจัดสรรออกมา จ้าวชิงซงก็นำมันกลับมาบ้าน และใส่ไว้ในตู้เมื่อคืนนี้เรียบร้อย ซึ่งลี่หรงรู้ดีว่ามันอยู่ที่ไหน เธอจึงเปิดตู้ออกมาเพื่อสำรวจ

   

   หลังจากมองผ่านตาแล้ว หญิงสาวก็พบว่ามีข้าวกับแป้งประมาณยี่สิบจิน หลังคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนได้ข้อสรุปว่าวันนี้มากินบะหมี่กันเถอะ

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็นำแป้งเข้าไปในครัว จ้าวชิงซงที่กลัวว่าเธอจะทำเสียของ เขาจึงทิ้งขวานผ่าฟืน และเดินตามหญิงสาวเข้าไปในครัวพร้อมกับกองฟืนในอ้อมแขนของเขา ดวงตาของชายหนุ่มจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของลี่หรง

   

   ลี่หรงที่กำลังเทน้ำลงในหม้อเพื่อล้าง เมื่อเห็นเขาเข้ามาจึงถามว่า “ผ่าฟืนเสร็จแล้วเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงที่พูดกับตัวเองในใจว่าจริงๆยังไม่เสร็จหรอก แต่กลัวคุณทำครัวไฟไหม้ เพียงพยักหน้าเบาๆ เพื่อเป็นการตอบรับหญิงสาว

   

   “งั้นพอดีเลย มาจุดไฟให้ฉันหน่อยสิ”

   

   ระหว่างนั้นลี่หรงก็หันไปนวดแป้งด้วยน้ำอุ่น การเคลื่อนไหวของเธอดูเชี่ยวชาญมาก ค่อยๆปั้นแป้งให้กลายเป็นเส้นบะหมี่ ก่อนวางไว้ข้างๆตัว และหันไปล้างหม้ออีกรอบก่อนใส่น้ำลงไป 

   

   เมื่อน้ำเดือด เธอก็จัดแจงใส่เส้นบะหมี่เข้าไป โดยระหว่างนั้นหญิงสาวก็คิดไปว่ามื้อนี้จะทำบะหมี่ด้วยน้ำมันต้นหอม ดังนั้นจึงหันไปถามจ้าวชิงซงว่า 

   

   “ที่บ้านคุณมีต้นหอมบ้างไหม ช่วยหยิบให้ฉันหน่อย”

   

   ขมับของจ้าวชิงซงกระตุกทันที ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดูสั่งเก่งชะมัด

   

   แต่เมื่อคิดว่าสิ่งนี้คือมื้อเช้าของตัวเอง เขาก็ได้แต่หันออกไปจากครัว ก่อนกลับมาพร้อมต้นหอมสะอาดๆในมือจำนวนหนึ่ง

   

   เมื่อเส้นสุก ลี่หรงก็หยิบบะหมี่ออกมาล้างด้วยน้ำเย็น จากนั้นจึงล้างหม้อ ใส่น้ำมันจำนวนมาก ก่อนทอดต้นหอมสีเขียวจนกรอบ ทำให้น้ำมันต้นหอมที่ถูกทอดนี้ส่งกลิ่นหอมไปทั่วลาน

   

   ใส่ต้นหอมทอดกรอบวางโปะลงบนเส้นบะหมี่ที่คลุกกับน้ำมันต้นหอม ใส่น้ำตาลทรายขาว และซีอิ๊วขาว เท่านี้บะหมี่ต้นหอมก็พร้อมรับประทานแล้ว!

   

   จ้าวชิงซงกินบะหมี่ต้นหอมเข้าไปคำใหญ่ ทำให้กลิ่นหอมฟุ้งเต็มปาก ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องอธิบายก็รู้ได้ ว่าเขาชอบมันมากแค่ไหน เพราะตอนนี้ชายหนุ่มกำลังโซ้ยบะหมี่อย่างเมามันเลยทีเดียว

   

   ระหว่างนั้น เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เพราะตนไม่ได้ทานอาหารที่ใช้น้ำมันแบบนี้ตั้งแต่เกษียณและกลับมาบ้าน เนื่องจากข้าว แป้ง เมล็ดพืช และน้ำมันล้วนราคาแพง จึงไม่ค่อยมีใครกล้าทำอาหารแบบนี้

   

   ดังนั้นตอนที่เห็นลี่หรงเทน้ำมันหนึ่งช้อนโต๊ะลงไป จ้าวชิงซงก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่เสียเปล่า ซึ่งเขาก็ไม่คิดเลยว่าน้ำมันต้นหอมจะมีกลิ่นที่หอมขนาดนี้ และเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้กินอาหารที่ลี่หรงทำ เขาจึงไม่ได้คาดหวังในฝีมือของเธอนัก แต่มันก็ออกมาไม่แย่เลย

   

   ระหว่างที่ทั้งสองกินบะหมี่ ครอบครัวจ้าวต่างก็ออกไปข้างนอกเพื่อทำงาน และมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่อยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปข้างนอก

   

   เนื่องจากคนเป็นผู้ชายมีปัญหาด้านร่างกาย จึงไม่สามารถทำงานใช้แรงงานได้ ส่วนลี่หรงก็หยุดทำงานหลังจากแต่งงานกัน ดังนั้นตอนนี้ทั้งคู่จึงต่างว่างงาน และต้องหาหนทางทำงานแบบอื่นแทน

   

   “ลี่หรง ลี่หรง อยู่ที่บ้านหรือเปล่า?” มีคนตะโกนจากข้างนอก

   

   เสียงนี้ทําให้ลี่หรงตกใจ เพราะนั่นคือเสียงของหลัวปิง เพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเก่าที่นิสัยไม่ดีคนนั้น

   

   ส่วนทำไมถึงบอกว่าเธอคนนี้นิสัยไม่ดีนะเหรอ?

   

   ก็เพราะครึ่งหนึ่ง เหตุผลที่ลี่หรงคนเดิมต้องเลิกรา ล้วนมาจากการถูกยุยงโดยหลัวปิงเพื่อนรักคนนี้นี่เอง! ว่าแล้ว ‘ลี่หรง’ ก็นึกถึงสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ เกี่ยวกับการที่หลัวปิงมาหาเธอในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่รู้ว่าพวกเขาแยกครอบครัวออกมา

   

   โดยในนิยาย อีกฝ่ายได้พาเจ้าของร่างเดิมไปพบหนุ่มหล่อหยางเต๋อเป่า จนทำให้หญิงสาวตกเป็นเป้าเรื่องอื้อฉาว

   

   และความจริงแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่ เพียงแค่เธอโตมาที่เดียวกับหยางเต๋อเป่า ได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกัน จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะหันมาดูแลซึ่งกันและกัน

   

   เพียงแค่ว่าตอนนั้นเธอโง่ จึงถูกยั่วยุได้ง่ายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ผลคือหญิงสาวได้ให้หยางเต๋อเป่าไปสองร้อยหยวน ซึ่งนั่นเป็นเงินที่จ้าวชิงซงมอบให้เธอเมื่อคืนอย่างโง่เขลา

   

   

   [1] จิน คือหน่วยวัดน้ำหนักของจีน โดย500กรัมมีค่าเท่ากับ1จิน



  บทที่ 3: เอาเงินสามสิบหยวนจากเพื่อนนิสัยไม่ดีที่ยืมไปคืนมา


   

   ลี่หรงหรี่ตาลง ในใจคิดว่าอีกฝ่ายมาได้เวลาเหมาะเหม็งเลย

   

   แต่เธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป จึงไม่มีทางที่หญิงสาวจะซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมตามแบบในนิยายอีก และหากทั้งคู่รับเงินจากเธอไปแล้ว พวกเขาก็ควรปล่อยเธอไป ห้ามมายุ่งเกี่ยวกันอีก

   

   เขารู้จักแขกผู้มาเยือนคนนี้ จ้าวชิงซงรู้จักเธอในฐานะเพื่อนสมัยเรียนของลี่หรง ดังนั้นท่าทีของลี่หรงจึงดูราวกับพวกหล่อนสองคนมีลับลมคมในบางอย่าง

   

   ผู้หญิงคนนี้ช่างระริกระรี้เสียจริง …เมื่อถึงเวลาก็คงต้องปล่อยเธอไป จ้าวชิงซงถอนหายใจขณะลับมีดในมือต่อ

    

   “มีอะไรถึงมาเหรอ ปิงปิง?”

   

   ขณะถามยังไม่ทันจบดี หลัวปิงก็ดึงเธอออกไปนอกประตู ก่อนกระซิบว่า 

   

   “ยุวชนหยางเสียใจมากที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานนี้ เขาไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนั้น ถึงขนาดที่ต้องทำร้ายร่างกายตัวเอง ทำให้เขารู้สึกผิดมากจนอยากมาเจอเธอ”

   

   “หยุดพูดได้แล้ว” ลี่หรงขัดจังหวะอีกฝ่าย ขณะแสร้งทำเป็นหดหู่

   

   “บอกยุวชนหยางให้หยุดโทษตัวเองได้แล้ว แม้ว่าจะเป็นเขาที่บอกให้ฉันแยกครอบครัวอออกมา แต่ก็เป็นตัวฉันเองที่ตัดสินใจทำ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย ปิงปิง เธอช่วยบอกยุวชนหยางว่าให้ลืมเรื่องที่ผ่านมาซะ แล้วพวกเราก็อย่าเจอกันอีกเลย”

   

   หลัวปิงที่ได้ยินแบบนั้นก็สับสน ว่าทําไมจู่ๆ ลี่หรงถึงขีดเส้นแบ่งเขตกับหยางเต๋อเป่าเสียแล้ว

   

   แม้ว่าหลัวปิงจะไม่ชอบที่ลี่หรงเข้ามาพัวพันหยางเต๋อเป่า แต่เธอก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกันหากลี่หรงต้องการขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ เพราะเธอต้องการให้ลี่หรงไปพัวพันกับผู้ชายคนอื่นหลังจากแต่งงานแล้ว และจะเป็นการดีที่สุดที่ชื่อเสียงดีๆของลี่หรงจะถูกทำลาย

   

   ไม่ว่าภูมิหลังหรือสภาพครอบครัว หลัวปิงก็รู้สึกว่าตนไม่สามารถเปรียบเทียบตัวเองกับลี่หรงได้เลย ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะอิจฉา

   

   ตอนนี้เมื่อมีข่าวว่าลี่หรงแต่งงานกับชายชนบทแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ทุกคนในละแวกนั้นที่รู้เรื่องนี้ต่างก็พากันพูดเพียงว่าลี่หรงช่างน่าสงสาร ทว่ามีเพียงหลัวปิงคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกมีความสุข

   

   ในที่สุดฉันก็จะไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเธออีกต่อไป

    

   แต่ปีแห่งความขุ่นเคืองก็ไม่อาจจางหายไป หลัวปิงหวังปรารถนาให้ลี่หรงอยู่อย่างมีความทุกข์ …ว่าแล้วเธอก็จับมือของลี่หรงก่อนพูดว่า 

   

   “เธอจะไม่ไปพบยุวชนหยางจริงๆเหรอ?”

   

   “ทั้งที่เมื่อก่อนพวกเธอสนิทกันมาก …นี่ไม่ใช่ว่าเพราะแต่งงานแล้ว เธอก็เลยจะหยุดความสัมพันธ์กับเขาใช่ไหม?”

   

   แน่นอนสิ เพราะถ้าทำแบบนั้นก็มีหวังได้ตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านกันพอดี!

   

   ลี่หรงถอนหายใจเบาๆ คิดไม่ผิดจริงๆ หลัวปิง… เพื่อนคนนี้นี่นิสัยแย่เอามากๆ หล่อนต้องการจะหลอกให้ตัวเธอไปพบชายอื่น เพื่อทำให้ชื่อเสียงของเธอด่างพร้อย!

   

   ลี่หรงที่รู้สึกหนาวสั่นพลันเอามือป้องปาก ก่อนพูดเบาๆว่า “เพราะเมื่อวานฉันก่อเรื่องเกินไปจริงๆ จ้าวชิงซงโกรธมาก และตอนนี้เขากำลังจะหย่ากับฉันอยู่แล้วเนี่ย”

   

   เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินเรื่องนี้ เขาก็วางมือลง ในหัวคิดไปด้วยว่าตัวเขาเองไม่เคยบอกจะหย่าร้างเลย นี่ลี่หรงกำลังโกหกกันซึ่งๆหน้าอยู่ชัดๆ! …ผู้หญิงในเมืองมีแต่คนนิสัยแบบนี้หรือไงกันน่ะ?

   

   ว่าแล้วเขาก็เผลอปล่อยมีดที่กำลังลับคมลงบนกระดานไม้ด้วยความโมโห ทำให้มีดปักคาอยู่บนไม้ ก่อนหันไปหยิบขวานขึ้นมาผ่าฟืนเสียงดังมาก ทำเอาลี่หรงและหลัวปิงที่ต่างก็ได้ยินหันมามองหน้ากัน

   

   ในสายตาหลัวปิง ลี่หรงดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง ชายชนบทที่ลี่หรงแต่งงานด้วยไม่เพียงต้องการจะหย่าร้างกับเธอเท่านั้น แต่ยังดูจะเป็นคนอารมณ์ร้ายอีกด้วย พอคิดมาถึงตรงนี้ หลัวปิงพลันรู้สึกมีความสุข เพราะขอแค่ชีวิตของลี่หรงเป็นทุกข์ ตัวเธอก็รู้สึกมีความสุขแล้ว!

   

   อย่างไรก็ตาม ภายนอกหลัวปิงกลับแสดงออกและพูดกับลี่หรงด้วยความโมโหว่า “หย่าเหรอ? หย่าได้ยังไง?!”

   

   แม้ว่าหลัวปิงต้องการให้ลี่หรงโดนชายชนบทนั่นหย่าร้างจนเสียชื่อ แต่เธอก็ไม่อยากให้เรื่องมันเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ อย่างน้อยๆก็รอจนถึงตอนที่เธอแต่งงานกับหยางเต๋อเป่าก่อนไม่ได้หรือไง?!

   

   เธอกลัวว่าลี่หรงจะกลับมา ‘พัวพันกับหยางเต๋อเปา’ หลังจากหย่าร้าง และตระกูลหยางก็มีภูมิหลังที่ดี หลัวปิงจึงไม่อยากให้ลี่หรงมาทำลายชื่อเสียงที่ควรจะเป็นของเธอ

   

   เธอแนะนำว่า “เธออย่าเพิ่งหย่าร้างเลย เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงอย่างเราๆที่จะแต่งงานใหม่ ดังนั้นอย่าเพิ่งหย่าเลย” 

   

   เพราะรู้ว่าตนเองไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลี่หรงให้ไปพบหยางเต๋อเป่าได้ในตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่คิดเกลี้ยกล่อมลี่หรงอีกต่อไป และพูดอย่างเร่งรีบว่า

   

   “เอ่อ เมื่อวานฉันเห็นพัสดุของเธอตอนไปรับจดหมายจากที่บ้าน ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมไปรับที่ไปรษณีย์ด้วยล่ะ ฉันกลับก่อนนะ พอดีมีธุระที่อื่นต่อ”

   

   “เฮ้ เดี๋ยวก่อนปิงปิง” ลี่หรงคว้าแขน ก่อนจะพูดตรงๆออกไปว่า

   

   “ตอนนี้ฉันและจ้าวชิงซง เราทั้งคู่ไม่มีงานทำ ที่บ้านก็แทบไม่มีอาหารเลย เธอช่วยคืนเงินที่ฉันให้ยืมก่อนหน้านี้ได้ไหม”

   

   หลัวปิงรู้ว่าตอนนี้คงจะบอกปัดไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงยิ้มอย่างเก้อเขินพลางกล่าว

   

   “ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินเลย แต่ฉันจะจ่ายคืนให้เร็วๆนี้แหละ พวกเราสนิทกันมากเลยนี่ ดังนั้นเธอทำใจรอให้สบายเถอะ”

   

   “ความสัมพันธ์ของพวกเราดีจนเธอจะคืนเงินทั้งหมดให้ฉันอย่างแน่นอนใช่ไหม? มันแค่สามสิบหยวนเอง แล้วเธอก็ไม่ได้บอกเหรอว่าได้รับพัสดุเมื่อวานนี้? ปิงปิง ถ้าเธอไม่จ่าย ฉันก็ไม่มีเงินกินข้าว ดังนั้นฉันจะไปหาหัวหน้ายุวชนหมู่บ้าน ขอให้เขาช่วยเขียนจดหมายไปที่บ้านของเธอ อย่างไรก็ตาม หากเธอไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย ก็ขอให้ครอบครัวส่งเงินให้เธอเพิ่มสิ”

   

   หลังจากได้ฟังสิ่งที่เธอพูด ใบหน้าของหลัวปิงก็หม่นสีลงทันที เพราะความนัยของมัน คือหากหลัวปิงหาเงินมาคืนไม่ได้ ลี่หรงจะนำเรื่องไปบอกหัวหน้ายุวชน และเมื่อคนอื่นๆรู้เรื่องเข้า ภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้ร่ำรวยที่หลัวปิงพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาไว้ก็คงพังทลายลง

   

   หลัวปิงจึงแสร้งตบหัวราวกับว่าจำอะไรบางอย่างได้ “โอ้ ขอโทษจริงๆ เกือบลืมเรื่องนั้นไปเลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะกลับไปเอาเงินมาให้เธอก็แล้วกันน่ะ”

   

   “เดี๋ยวก่อน ฉันจะไปกับเธอด้วย ยังไงฉันก็ไม่ต้องไปทำงานอยู่แล้ว เลยจะขอไปกับเธอเลยแล้วกัน”

   

   พอได้ยินแบบนี้ ในใจของหลัวปิงพลันรู้สึกอิจฉาขึ้นมา เฮอะ ทั้งมีการศึกษาและก็แต่งงานแล้ว ช่างมีชีวิตที่เพียบพร้อมจริงๆเลยน่ะ …ลี่หรง! 

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็เดินมาข้างๆหลัวปิงโดยไม่ให้โอกาสได้บอกปัด ทำให้หลิวปิงได้แต่รู้สึกน้ำท่วมปาก

   

   เงินที่ครอบครัวส่งมาให้หลัวปิงจะอยู่ที่สิบห้าหยวนต่อเดือนเท่านั้น และเมื่อรวมกับเงินเก็บบางส่วนก่อนหน้านี้ รวมแล้วก็แค่สามสิบกว่าหยวนเอง แต่ตอนนี้เธอกลับต้องจ่ายเงินสามสิบหยวนคืนให้ลี่หรง จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก

   

   เมื่อลี่หรงนับเงินเสร็จ เธอก็จัดแจงใส่มันลงในกระเป๋าของตนเองพลางตบเบาๆ “โอเค ครบถ้วน” ก่อนจะมองไปรอบๆสองสามครั้ง เมื่อพบว่าไม่มีใครอยู่ เธอจึงตะโกนไปทางหอพักชาย

   

   “ยุวชนหยาง ยุวชนหยาง คุณอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”

   

   ลี่หรงตะโกนดังมากจนยุวชนคนอื่นๆในหอพักได้ยินเธอ หลายคนถึงกับเงยหน้าออกมาชมการแสดง เพราะต่างทราบดีว่ายุวชนหญิงลี่กับยุวชนหยาง เคยมีใจให้กันมาก่อน

   

   และหยางเต๋อเป่าก็แทบจะไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์นั้น พวกเขาจึงคิดว่าคนทั้งสองคงกำลังออกเดตกัน

    

   โดยไม่คาดคิด ลี่หรงกลับแต่งงานกับใครสักคนในหมู่บ้าน ทำให้ข่าวลือที่ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กกันหายไปกับสายลม

   

   แต่ทุกคนก็ล้วนนินทาลับหลัง เมื่อเห็นลี่หรงซึ่งเพิ่งแต่งงานออกไปแวะเวียนกลับมาเพื่อพบกับยุวชนหยาง ด้วยพวกเขาสงสัยใคร่รู้ว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะกลายเป็นแบบใด

   

   หยางเต๋อเป่าอยากจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนี้ แต่ชายหนุ่มในหอพักทุกคนต่างมองมาที่เขา และถ้าเขาไม่ตอบโต้กลับไป คนอื่นคงคิดว่ามีอะไรผิดปกติแน่ๆ หยางเต๋อเป่าเลยได้แต่แอบสาปแช่งลี่หรงในใจ ก่อนจะเดินออกไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและพูด “อ้าว เป็นยุวชนลี่นี่เอง เธอมีธุระอะไรเหรอ?”

   

   นี่เป็นครั้งแรก ที่ลี่หรงได้เห็นคนที่นางเอกนิยายหลงรัก ใบหน้าของเขานับว่าพอใช้ได้ เสียแต่มีสิวเยอะ ตัวไม่สูงมาก แถมยังผอมไปอีก มองยังไงก็เทียบกับพระเอกไม่ได้เลย …พอคิดมาถึงตรงนี้ ลี่หรงพลันเม้มปาก ด้วยไม่รู้ว่านางเอกในนิยายเห็นอะไรดีในตัวคนคนนี้

   

   ฉับพลันนั้น ลี่หรงตีสีหน้าเขินอาย ก่อนกล่าว “ยุวชนหยาง ฉันขอโทษจริงๆ ก่อนหน้านี้ที่ฉันให้คุณยืมสองร้อยหยวนจำได้ไหม? ตอนนี้พวกเราแยกครอบครัวออกมาจากบ้านหลักแล้ว และฉันเองก็ไม่ค่อยมีเงินซื้ออาหารกิน ฉันเลยอยากถามว่าคุณพอจะคืนเงินให้ฉันก่อนได้ไหม?”

   

   มุมปากของหยางเต๋อเป่าแข็งค้างทันที “อะไรนะสองร้อยหยวน?”



   บทที่ 4: คงรู้สึกดีมากที่ได้รับเงินสองร้อยหยวนคืนจากคนขี้โกง


   

   “ก่อนหน้านี้มันเป็นเงินของตระกูลจ้าวที่มอบให้เป็นสินสอดจำนวนสองร้อยหยวนแก่ฉัน แต่คุณบอกว่ารู้สึกไม่สบาย ต้องการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล บอกฉันว่าเงินไม่พอ ฉันเลยให้คุณยืมสองร้อยหยวนไง?”

   

   หลังจากฟัง หยางเต๋อเป่าพลันขมวดคิ้ว สีหน้าไม่ค่อยดีนัก ตอนนั้นไม่ใช่ว่าเป็นการเกลี้ยกล่อมให้เธอ ‘มอบ’ เงินสองร้อยหยวนให้เขาหรอกหรือ จะมากลายเป็นการยืมได้อย่างไร?

   

   มีคนจำนวนมากเฝ้าดูความสนุกสนานนี้ และลี่หรงก็จงใจพูดเสียงดัง ดังนั้นคนอื่นๆย่อมได้ยินแล้วว่าเงินสินสอดของลี่หรงนั้นถูกเขา ‘ยืม’ ไป แต่มันจะเป็นยังไงถ้าหยางเต๋อเป่าถามกลับไปว่า ไม่ใช่ว่าเงินนั่นเธอ ‘ให้’ เขาด้วยความเต็มใจหรอกหรือ? 

   

   พวกเขาคงคิดว่า หยางเต๋อเป่าทำเรื่องผิดศีลธรรมที่รับเงินสินสอดของคนอื่นมา ทั้งยังจะเอาไปดื้อๆโดยไม่คิดคืน แล้วแบบนี้ตัวเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้กัน?

   

   เขากระตุกมุมปาก ก่อนจะยอมรับ “โอ้! ฉันจำได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะส่งคืนให้เธอพรุ่งนี้นะ”

   

   เขาคิดอยากจะประนีประนอมลี่หรงก่อน เพราะเธอคงอยู่ในช่วงอารมณ์ไม่ดี ตราบใดที่เขาเกลี้ยกล่อมเธอเป็นการส่วนตัวได้ในวันพรุ่งนี้ เธอจะไม่พูดถึงสองร้อยหยวนนี้อีกแน่นอน

   

   ทันทีที่ลี่หรงได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าจะ ‘บังคับ’ ให้เขาเอาเงินมาคืนได้อย่างไรโดยไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ ...เพราะถ้าถึงเวลานั้น อีกฝ่ายก็คงจะพ่นข้ออ้างห่วยๆออกมาบอกปัดเป็นแน่

   

   ที่สำคัญคือในขณะนี้มีคนอื่นๆเป็นพยานอยู่เต็มไปหมด แล้วเธอจะพลาดโอกาสงามๆแบบนี้ไปได้อย่างไร? 

   

   ลี่หรงเผยสีหน้าลำบากใจ “คุณคืนให้ฉันวันนี้เถอะ เมื่อวานจ้าวชิงซงถามเรื่องเงิน เขาพูดว่าเงินสินสอดสองร้อยหยวนตอนหมั้นกันหายไปไหน ดังนั้นถ้าคุณไม่คืนตอนนี้ ฉันกลัวว่าเขาจะมาเอาเรื่องคุณทีหลังได้”

   

   เหล่ายุวชนที่มีการศึกษาทั้งหลายต่างก็กลัวการทะเลาะวิวาทกับชาวบ้านมากที่สุด เพราะพวกชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็สนิทชิดเชื้อกัน และมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในขณะที่พวกเขาเป็นเพียงคนนอก หากมีปัญหาหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น พวกเขาก็จะกลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในทันที

   

   ยุวชนแปลกหน้าคนหนึ่งพลันตะโกนว่า “ยุวชนหยาง คุณควรคืนเงินให้ยุวชนลี่ก่อนดีกว่า ไม่งั้นยุวชนลี่จะไม่มีอะไรกินเอาน่ะ”

   

   “ใช่แล้ว หากคนจากตระกูลจ้าวมา เรื่องมันคงไม่จบง่ายๆแบบนี้แน่”

   

   ผู้ที่ไม่ชอบขี้หน้าหยางเต๋อเป่าถือโอกาสนี้พูดใส่ร้ายเขาทันที “ใครที่ไหนจะเอาเงินสินสอดของคนอื่นแล้วไม่คืนกัน? คนแบบนี้ที่บ้านต้องสั่งสอนมายังไงเนี่ย?”

   

   หยางเต๋อเป่ากัดฟัน เขาจำใจต้องควักเอาเงินสองร้อยหยวนคืนไปอย่างเจ็บปวด 

   

   เมื่อเขายื่นมันให้ลี่หรง ชายหนุ่มก็ฉวยโอกาสนี้สัมผัสมือของเธอ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และพูดว่า “เสี่ยวหรง หากเธอมีปัญหากับตระกูลจ้าวเพราะเรื่องนี้ หรือเพราะเรื่องอื่นๆ เธอต้องบอกฉันนะ”

   

   ท่ามกลางสายตาของทุกคน ลี่หรงย่อมไม่คาดคิดว่าเขาจะทำเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่นๆ มุมปากของหญิงสาวจึงกระตุกอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่เธอจะพูดว่า “คุณเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆของฉัน ดังนั้นถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้เช่นกัน แต่ตอนนี้ฉันต้องขอตัวกลับก่อนน่ะ ชิงซงกำลังรอฉันกลับไปทำอาหารอยู่”

   

   ลี่หรงที่กลับบ้านพร้อมเงินก้อนโตสองร้อยสามสิบหยวน ระหว่างทางได้มีป้าคนหนึ่งทักทายเข้าให้ ลี่หรงจึงร้องตะโกนถามกลับไปพร้อมรอยยิ้มว่า “ป้าจาง จะไปไหนเหรอคะ”

   

   “ไปเอาไก่น่ะ ที่บ้านกินไปตัวหนึ่งแล้ว วันนี้เลยต้องไปเอากลับมาเลี้ยงเพิ่มสองตัว” 

   

   ยุคนี้การเลี้ยงไก่ถูกควบคุม ครัวเรือนหนึ่งเลี้ยงไก่ได้เพียงสองถึงสามตัวเท่านั้น มากไปก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทุนนิยม และจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เอาได้

   

   ใบหน้าของลี่หรงสว่างขึ้นในพลัน เธอถาม “ป้าจาง ฉันก็อยากเลี้ยงไก่ด้วยเหมือนกัน ป้าช่วยอุ้มมาให้ฉันสองตัวได้ไหม?”

   

   ป้าจางที่รู้ว่าคู่หนุ่มสาวเพิ่งแยกครอบครัวออกมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง ดังนั้นการเลี้ยงไก่จึงเป็นเรื่องปกติ เธอจึงกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อย หากเธอต้องการ ฉันจะอุ้มมันมาให้ แต่พวกมันตัวล่ะหนึ่งเหมานะ”

   

   “ตกลง” ลี่หรงหยิบเงินออกมาสองเหมามอบให้เธอ พร้อมกับยัดเมล็ดแตงโมอีกหนึ่งกำมือให้ ก่อนพูด “ฉันอยากได้แม่พันธุ์ไก่ จะเลี้ยงไว้เพื่อกินไข่”

   

   “ไม่ต้องกังวล ไว้ใจป้าได้เลย” ป้าจางตบหน้าอกของเธอ “ป้ารับปากเลยว่าไก่ที่ป้าเลือกมาจะออกไข่ให้เจ้าทุกวันแน่นอน”

   

   ลี่หรงไม่ได้ให้เงินส่วนต่างเพิ่ม เพราะที่จริงแล้วไก่พวกนี้ราคาเพียงแค่เจ็ดถึงเก้าเฟิงเท่านั้น แต่ป้าจางกลับบอกเธอว่าไก่ตัวล่ะหนึ่งเหมา ดังนั้นจึงถือว่าอีกฝ่ายได้กำไรไปแล้วส่วนหนึ่ง

   

   เมื่อกลับถึงบ้าน ครอบครัวจ้าวก็เพิ่งกลับมาจากการทำงานเช่นกัน โดยพวกเขากำลังรับประทานอาหารกลางวันกันอยู่ …มันเป็นโจ๊กกับผักดอง

   

   จ้าวชิงซงเองก็ทำโจ๊กผสมกับผักดองเช่นกัน เพราะเขาไม่เห็นเธอกลับมาเสียที และที่บ้านก็ไม่มีอาหารเหลือแล้ว พอเห็นอย่างนั้น ลี่หรงจึงพูดขณะรับประทานอาหารว่า “ฉันว่าจะเข้าไปในเมืองภายหลัง คุณจะไปด้วยไหม?”

   

   ทว่าจ้าวชิงซงกลับยังคงเงียบ

   

   ลี่หรงเลยใช้ปลายตะเกียบแหย่เขา ก่อนถาม “นี่… ฉันถามคุณอยู่นะ”

   

   จ้าวชิงซงตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่ไป”

   

   “ถ้าคุณไม่ไป งั้นฉันก็จะไม่ไป” ลี่หรงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับชายคนนี้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เธอจึงบอกเขาแก้เก้อ “บ่ายนี้คุณมีเวลาไหม ช่วยฉันทำความสะอาดเพิงไม้เล็กๆข้างบ้านไว้สร้างห้องครัวที เพราะหลังจากนี้เราคงไม่สะดวกเท่าไหร่ที่จะใช้ครัวร่วมกันแม่และคนอื่นๆไปตลอด” 

   

   จ้าวชิงซงพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ

   

   หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ลี่หรงก็ตั้งใจที่จะเก็บชามไปล้าง แต่กลับถูกชายหนุ่มหยิบขึ้นมาเสียก่อน และเป็นจ้าวชิงซงที่จู่ๆก็พูดออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “ฉันไม่เคยพูดว่าอยากหย่ากับเธอ”

   

   “หืม?” จู่ๆ ลี่หรงก็จำคำโกหกที่เธอเคยพูดไว้กับหลัวปิงไปไม่นานมานี้ได้ และไม่คิดว่าเขาจะจำได้ด้วยซ้ำ

   

   เธอยกมุมปาก “ฉันรู้... แต่ตอนนั้นฉันแค่พูดไปอย่างนั้นเอง”

   

   จ้าวชิงซงโกรธเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ในใจคิดไปว่าผู้หญิงในเมืองนี่ไว้ใจไม่ได้เลย ก่อนที่เขาจะเม้มริมฝีปากแน่น และเดินจากไปพร้อมกับชามในมือ

   

   ลี่หรงมองดูแผ่นหลังและท่าทางที่บูดบึ้งของเขาก็นึกขำ เธอจึงหัวเราะออกมา

   

   ในตอนเย็น เมื่อแม่จ้าวกลับมาทำอาหาร มองดูกองขยะในลาน ก่อนจะตะโกนเรียกหาจ้าวชิงซงอย่างสงสัย 

   

   “แม่ มีอะไรงั้นเหรอ?”

   

   “ลูกจะย้ายของพวกนี้ไปที่ไหนกัน”

   

   “ห้องเก็บฟืนตรงนี้ผมกะจะทำความสะอาดและเปลี่ยนมันเป็นครัวเล็กๆสำหรับทำอาหารง่ายๆ”

   

   “หืม แล้วลูกจะทำยังไงเรื่องหม้อ?”

   

   “เดี๋ยวผมจะไปดูที่ร้านสหกรณ์ในอีกสองวัน” จ้าวชิงซงตอบขณะยกขยะออกไปข้างนอก 

   

   “แล้วพ่อล่ะ เขายังทำงานไม่เสร็จเหรอ?”

   

   “เรื่องนั้นช่างเถอะ อีกสักพักก็คงใกล้เวลากลับมาแล้วล่ะ” แม่จ้าวเหลือบมองเข้าไปในห้อง “แต่ภรรยาของลูกล่ะ เธอไปที่ไหนกัน?” 

   

   “เธอออกไปข้างนอก บอกว่ามีของส่งมาจากที่บ้าน เลยอยากแวะไปเอามาเสียหน่อย”

   

   “ดีแล้ว” แม่จ้าวถอนหายใจ “ถ้าแยกครอบครัวออกมาแบบนี้ พวกลูกก็ต้องประคองชีวิตคู่กันให้ดีๆ แต่พอไม่ได้ทำงานกันทั้งคู่แบบนี้ แม่ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตพวกลูกจะมีอาหารไว้พอกินได้ยังไง อย่างเมื่อเช้านี้ ภรรยาลูกใช้น้ำมันไปเสียเยอะเลยใช่ไหม? แม่ว่าตอนนั้นเธอใช้เปลืองไปหน่อยน่ะ ดังนั้นหลังจากนี้ต้องประหยัดให้มากเข้าไว้น่ะ”

   

   “ผมรู้ครับ”

   

   ลี่หรงที่ออกไปซื้อของกำลังยืนรอรถโดยสารใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งค่าเดินทางก็ไม่กี่เฟิงเท่านั้น

   

   และเพราะในรถโดยสารไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้แม้จะเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ แต่มันก็ยังอบอ้าวหน่อยๆอยู่ดี โชคดีที่ลี่หรงได้ที่นั่งข้างหน้าต่าง เธอจึงใช้ภาพทิวทัศน์ทุ่งข้าวสาลีสีทองและพืชพรรณสีเขียวข้างนอกในการฆ่าเวลา

   

   เมื่อเข้ามาถึงตัวเมือง หญิงสาวก็ไปยังที่ทำการไปรษณีย์เป็นที่แรก บุรุษไปรษณีย์ที่จำเธอได้ จึงกล่าวทักทายเธอ

   

   นอกจากการสร้างเรื่องต่างๆให้กับครอบครัวพระเอกในนิยายแล้ว โดยปกติแล้ว ‘ลี่หรง’ เองก็คงไม่ใช่คนเลวร้ายนักในสายตาคนอื่น เธอยิ้มหวานขณะรับพัสดุชิ้นใหญ่ที่ทางบ้านส่งมาให้เธอ

   

   หญิงสาวรีบตรวจดูของที่ส่งมาข้างในทันที และพบเข้ากับลูกอมห่อใหญ่สองห่อ จึงรีบหยิบออกมาหนึ่งกำมือเพื่อมอบให้บุรุษไปรษณีย์คนนั้น

   

   เขาที่รู้สึกเกรงใจพลันกล่าว “ไม่... ไม่ดีกว่า พี่สาว พี่เอากลับไปกินเองเถอะ”

   

   “นี่แค่น้ำใจเล็กน้อยน่า ฉันยังมีอีกมากในถุง นี่… รีบรับมันไปเถอะ”

   

   จะให้เธอนำมันกลับใส่ถุงได้อย่างไร? ลี่หรงไม่รอช้า จัดแจงยัดลูกอมใส่มือของบุรุษไปรษณีย์คนนั้นโดยไม่รอคำตอบซ้ำสอง

   

   นอกจากลูกอมแล้ว ยังมีบิสกิต เมล็ดแตงโม และขนมอบลูกพีช แถมมีของแห้งมากมาย อย่างอินทผลัมแดง เห็ดหอม เป็นต้น กับบางสิ่งบางอย่างถูกห่อด้วยกระดาษแข็งๆ ซึ่งเมื่อลี่หรงเปิดมันออกมาดู …โอ้ เป็นเนื้อรมควันตั้งสองชิ้นแน่ะ!

   

   

   [1] ค่าเงินของจีน สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1หยวน เท่ากับ10เหมา และ1เหมาเท่ากับ10เฟิง



   บทที่ 5: ถ้าหน้าด้านพอ ก็สามารถกินอาหารที่ภรรยาปรุงได้


   

   ลี่หรงสำรวจภายในกล่องพัสดุที่ได้มาจากทางบ้านเพิ่มเติม และเจอเข้ากับซองจดหมายนูนๆ …ในนั้นน่าจะเป็นตั๋วกับเงินสดจำนวนไม่น้อย ทว่าหญิงสาวไม่ได้เปิดมัน เพียงแค่พับซองนั้นลงในถุง ก่อนหันไปกล่าวร่ำลาบุรุษไปรษณีย์แล้วจากไป

   

   เธอเดินไปรอบแผงต่างๆในร้านสหกรณ์ ก่อนซื้อซีอิ๊วและเครื่องปรุงอื่นๆ ทั้งยังสั่งหมูสามชั้นมาสี่จิน และหมูเนื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งไปทำน้ำมันหมู ทว่ากว่าจะมาถึงก็บ่ายแล้ว เนื้อหมูดีๆจึงไม่เหลือ จะมีก็เพียงซี่โครงหมูเท่านั้น แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันใช้แค่เงินสด ไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว

   

   เอาเป็นว่าทำซุปซี่โครงหมูแล้วกัน จะได้เสริมแคลเซียมให้จ้าวชิงซงที่เท้าไม่ค่อยดีด้วย 

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็เดินกลับบ้านพร้อมถุงใบใหญ่ เดินผ่านสายตาของผู้คนมากมายที่มองเข้ามา ก่อนขึ้นรถโดยสารตรงกลับไปที่หมู่บ้าน

   

   ที่หน้าหมู่บ้าน มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้า ซึ่งการพูดคุยเช่นนี้ถือเป็นงานอดิเรกหลักของผู้หญิงในหมู่บ้านแห่งนี้เลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อพวกหล่อนเห็นลี่หรงกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่ จึงมีผู้หญิงคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เฮ้ ยุวชนลี่ ครอบครัวของคุณส่งของมาให้อีกแล้วเหรอ?”

   

   ดวงตาหลายคู่จ้องมองไปที่ลี่หรงโดยพร้อมกัน บางคนถึงกับมองดูสิ่งที่เธอถืออยู่อย่างอยากรู้อยากเห็นโดยไม่เกร็งใจ

   

   ลี่หรงยิ้ม “ใช่ ฉันเพิ่งแต่งงาน แถมยังไม่มีงานทำ ครอบครัวกลัวว่าฉันจะไม่มีอะไรกิน เลยส่งของมาจุนเจือ”

   

   บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่ได้ยินแบบนั้นก็พากันกลอกตา เพราะก่อนที่จะแต่งงาน ลี่หรงก็มักจะได้รับพัสดุทั้งเล็กใหญ่แบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว

   

   ต้องเข้าใจว่าลี่หรงถือเป็นคนที่เก่งที่สุดในบรรดายุวชนกลุ่มนี้ เธอทั้งใสซื่อและอ่อนโยน จึงมักได้รับความเอาอกเอาใจตั้งแต่แรกเห็น ก่อนที่ต่อมาพวกเขาจะทราบว่าลี่หรงมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มั่งคั่ง

   

   แต่น่าเสียดายที่เธอต้องมาแต่งงานกับจ้าวชิงซง…

   

   ในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะอิจฉากันเพราะอีกคนมักมีอาหารที่ดีกว่า ลี่หรงเข้าใจความจริงนี้ดีจึงหยุุดยืนครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเมล็ดแตงโมแบ่งให้ไป

   

   พวกผู้หญิงที่ได้รับเมล็ดแตงโมต่างก็เปลี่ยนท่าทีในฉับพลัน พวกเธอพากันพูดจาดี ลื่นหู แต่ลี่หรงไม่ต้องการจะพูดคุยกับคนเหล่านี้ เพราะตัวเธอรู้ดีว่าปากของผู้หญิงเหล่านี้ดูถูกตนอยู่ไม่น้อย

   

   เวลาพูดอะไรไป อยู่ๆก็อาจถูกบิดเบือนเป็นอีกอย่างก็ได้ พูดหนึ่งคำ พอเอาไปบอกต่อก็กลายเป็นสามคำ ยิ่งพูดคุยด้วยเท่าไหร่ พวกหล่อนก็จะเอาไปเล่าจนน้ำลายแตกฟองมากเท่านั้น เพราะแบบนั้น ลี่หรงจึงอ้างว่าเริ่มมืดแล้ว เธอต้องขอตัวกลับไปทำอาหารให้สามีก่อน

   

   แน่นอน ทันทีที่เธอหันหลังจากไป พวกผู้หญิงก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเธอทันที “ถึงยุวชนลี่จะมีน้ำใจมอบเมล็ดแตงโมให้เรา แต่เมื่อเธอกลับไปถึงบ้าน พวกเธอคิดว่าหล่อนจะแบ่งของที่ได้มาให้กับคนบ้านจ้าวไหม? ฉันว่าไม่หรอก” 

   

   “ป้าฮวง ลี่หรงไม่น่าจะใช่คนแบบนั้นนะ อีกอย่าง ใจคอหญิงตัวเล็กๆอย่างเธอจะกินเนื้อที่มากขนาดนั้นคนเดียวเลยเหรอ?”

   

   “ใช่แล้ว พี่สะใภ้จางอย่าไปเชื่อเชียว แต่เพราะเมื่อวานมีการแยกบ้านกัน อย่างน้อยๆ เธอก็ต้องแบ่งเนื้อให้จ้าวชิงซงที่เป็นสามีบ้างแหละ เจ้าเด็กคนนั้นก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำ คงแบ่งมาให้บ้านหลักจ้าวบ้างแหละ”

   

   “อ้าว นี่พวกเขาแยกบ้านกันแล้วเหรอ” ใครบางคนถามขึ้น 

   

   เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังเคี้ยวเมล็ดแตงตอบว่า “อ้าวเธอไม่รู้หรอกเหรอ แสดงว่าพลาดดูการแสดงดีๆไปนะเนี่ย ตอนนั้นน่ะ ลี่หรงถึงขนาดกระโดดลงแม่น้ำเพื่อขอแยกบ้านเลยน่ะ คิดเอาแล้วกันว่าผู้หญิงแบบนี้เป็นคนยังไง”

   

   พี่สะใภ้จางที่อยู่ในวงสนทนา เมื่อได้ยินแบบนั้นเจ้าหล่อนก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่หรอก เธอดูไม่เหมือนคนแบบนั้นนะ”

   

   …...

   

   ในระหว่างที่ลี่หรงออกไปด้านนอก จ้าวชิงซงก็จัดแจงเปลี่ยนห้องเก็บฟืนเป็นครัวขนาดย่อมได้สำเร็จ ทำให้ลี่หรงรู้สึกพอใจมากเมื่อกลับมาเห็น ก่อนหญิงสาวจะรีบนำเนื้อสัตว์ที่ซื้อมาวันนี้เคี่ยวเพื่อทำน้ำมันหมู โดยขณะเดียวกันก็ได้หุงข้าวและต้มซุปซี่โครงหมูไปด้วย

   

   ระหว่างนั้น ลี่หรงก็หันไปร้องสั่งให้จ้าวชิงซงไปเอาผักมาเพิ่ม เพราะวันนี้เธอได้เนื้อรมควันมา

   

   จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ผู้เป็นภรรยาจึงซื้อเนื้อมามากมายขนาดนี้ นี่มันไม่ใช่วันตรุษจีนเสียหน่อย หรือว่าเธอกำลังฉลองที่ได้แยกครอบครัวออกมางั้นเหรอ? …พอคิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มพลันรู้สึกไม่มีความสุขเล็กน้อย จนพานอยากบอกปฏิเสธ แต่เมื่อคิดถึงเสน่ห์ปลายจวักของลี่หรงที่อร่อยล้ำ เขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอก่อนพยักหน้าอย่าง ‘จำใจ’ แล้วพูด “งั้นผมจะไปที่แปลงผักให้นะ”

   

   ระหว่างที่ลี่หรงกำลังลวกหมูและหั่นผัก จ้าวชิงซงก็กลับมาพร้อมกับตะกร้าผักที่ประกอบไปด้วยฟัก กวางตุ้ง และดอกหอม

   

   เมื่อวางใจเรื่องซี่โครงตุ๋นในหม้อแล้ว เธอก็หันไปหั่นฟักเป็นลูกเต๋า ก่อนโยนลงไปในกระทะเพื่อผัดกับเนื้อรมควันและดอกหอม ก่อนตบท้ายด้วยลวกผักกวางตุ้งโปะด้านบน และใส่น้ำมันพริกลงไป ทำให้ความหอมอบอวลไปทั่ว

   

   เพราะเหตุนั้นเอง ลานบ้านของบ้านหลักตระกูลจ้าวจึงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงภายในบ้านที่ทุกคนกำลังกินอาหารกันอยู่ 

   

   เอ้อร์หนิวกระซิบบอกผู้เป็นแม่ทันทีว่า “แม่ ผมก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน”

   

   เอ้อร์หนิว เป็นลูกชายคนเล็กของจ้าวชิงหยาง พี่ใหญ่ของบ้านจ้าว และปีนี้ลูกของเขาก็อายุได้ห้าขวบปีแล้ว ซึ่งเพราะคำพูดนั้นของผู้เป็นลูก เหอซิ่งที่เป็นภรรยาก็ได้แต่รู้สึกเสียใจและโทษตัวเอง ที่ไม่สามารถหาเนื้อมาให้กินได้ เธอทำได้เพียงหยิบมันฝรั่งออกมาพร้อมกับแอบปาดน้ำตาเบาๆ “กินนี่สิ มันก็อร่อยพอๆกับเนื้อสัตว์นั่นแหละ”

   

   ทางด้านต้าหนิวที่อายุแปดขวบ มากกว่าเอ้อร์หนิวคนน้องสามปีก็ได้แต่เม้มปากแน่น ด้วยแม้ในใจจะอยากกินเช่นกัน ทว่าเด็กชายก็รู้ตัวเองดีและไม่อยากก่อปัญหา 

   

   ‘ในฐานะที่ฉันเป็นพี่ใหญ่ ฉันต้องอดทน’ ระหว่างที่เด็กชายคิดเช่นนั้น เขาก็ตักข้าวคำใหญ่เข้าปากพลางเคี้ยวมันอย่างแรง

   

   อันที่จริง ในยุคสมัยนั้น การมีกับข้าวสามถึงสี่จานสำหรับสองคนกินก็นับว่าหรูหรามากแล้ว ดังนั้นจ้าวชิงซงที่เห็นจานอาหารตรงหน้าจึงได้แต่ยืนนิ่ง ทำตัวไม่ถูก เพราะในขณะเดียวกันนี้ พ่อแม่ของเขาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งกลับกำลังกินแต่ผักหญ้า ไม่มีเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย และเพราะรู้สึกผิดปนเกรงใจนี่เอง ชายหนุ่มจึงได้แต่พูดอย่างเย็นชาออกไปว่า “คุณกินเถอะ ผมไม่หิว”

   

   แม้ลี่หรงจะเคยพบเห็นผู้คนมามากมาย แต่เธอกลับไม่สามารถบอกได้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ชายตรงหน้านี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ทว่าเธอก็ไม่คิดห้ามความคิดอีกฝ่าย เพียงกล่าวสั้นๆว่า “ถ้าหากว่าคุณไม่อยากกินก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยนำจานนี้ไปแบ่งให้พ่อแม่ของคุณที”

   

   ในชามที่ว่า มันประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์และผักที่เธอเตรียมไว้ ทั้งยังมีไส้กรอกครึ่งลูก และซี่โครงหมูอีกหนึ่งชิ้น

   

   จ้าวชิงซงตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่ได้คาดหวังว่าลี่หรงจะเตรียมอาหารเผื่อสำหรับบ้านใหญ่ด้วย ถ้าแบบนั้นการที่เขาบอกว่าไม่หิว …นั่นไม่ใช่การโยนหินทับเท้าตนเองหรอกหรือ?

   

   เฮ้อ ไอ้เขาก็พูดไปแล้วเสียด้วย แบบนี้จะกลับคำก็คงยังไงยังไงอยู่ ปากของจ้าวชิงซงกระตุกเบาๆ

   

   ลี่หรงที่เห็นท่าทีแบบนั้นพลันเผยยิ้มบางๆ ในใจก็คิดไปด้วยว่า ‘เอาล่ะสิ ฉันละอยากรู้นักว่าคุณจะพูดแก้เก้อยังไง’ เหตุที่หญิงสาวกล้าคิดแบบนั้น เพราะเธอมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเอง ดังนั้นลี่หรงจึงไม่เชื่อว่า จ้าวชิงซงจะทนไหว

   

   โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด เธอพูดเร่งเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที “คุณมัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น เร็วเข้าสิ”

   

   ว่าแล้วจ้าวชิงซงก็ได้แต่เดินออกไปพร้อมชามอาหารด้วยใบหน้าแข็งทื่อ

   

   เมื่อเห็นชามเนื้อที่วางอยู่บนโต๊ะ แม่จ้าวก็เป็นคนแรกที่พูดว่า “ลูกไม่ควรเอามันมาที่นี่เลย ทำไมถึงไม่เก็บเอาไว้กินกันเอง”

   

   “เพราะที่นั่นยังมีอีก อันนี้แค่แบ่งมาให้พ่อกับแม่”

   

   พ่อจ้าวที่ได้ยินแบบนั้นพลันรู้สึกไม่สบายใจ เขากล่าว “ลูกควรเอามันกลับไปดีกว่า เพราะมันคงจะไม่ดีถ้าภรรยาของลูกรู้เข้า เธอจะโกรธลูกเอาได้น่ะ”

   

   “ก็เธอนี่แหละที่บอกให้เอามาแบ่งให้ครับ”

   

   เมื่อพูดทิ้งท้ายจบ จ้าวชิงซงพลันหันกลับไปที่บ้านของตนอย่างรวดเร็ว โดยระหว่างนั้น ในใจเขาก็ได้แต่รู้สึกเสียดาย 

   

   ระหว่างเดินกลับ ชายหนุ่มก็ได้เริ่มหาเหตุผลให้ตัวเองสารพัด ก่อนจะคิดได้ว่าในเมื่อเขาเป็นสามีของเธอ แล้วทำไมจะกินข้าวที่เธอทำไม่ได้? อีกอย่าง ทั้งผักทั้งข้าวก็เป็นเขาที่ช่วยหามาทั้งนั้น ดังนั้น… เขาต้องได้กิน

   

    เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จ้าวชิงซงก็ไม่รอช้า เขาเดินตรงไปที่ครัวในทันที โดยระหว่างนั้นก็เป็นลี่หรงที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ และเมื่อเธอเห็นเขาเข้ามา หญิงสาวพลันตีหน้าแปลกใจทันที “คุณมาทำอะไรที่นี่”

   

   “กิน” จ้าวชิงซงตอบ พูดจบก็หยิบชามใส่ข้าวลงไป และนั่งลงบนโต๊ะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

   

   “ไม่ใช่ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าไม่หิวไม่ใช่เหรอ?” ลี่หรงถามอย่างจงใจ

   

   “ก็ตอนนี้ผมหิวแล้ว…”

   

   “แต่เมื่อกี้คุณไม่หิว? แล้วอยู่ๆ คุณก็หิวงั้นสิ?”

   

   อืม ซี่โครงหมูอร่อยใช้ได้เลย ไม่ใช่มีดีแค่กลิ่น แต่รสชาติก็อร่อยลื่นคอ จ้าวชิงซงคิดในใจขณะกินเข้าไป ก่อนเขาจะพูด “ยังไงคุณก็เป็นภรรยาของผม ดังนั้นมันจะแปลกอะไรถ้าผมจะชิมอาหารที่ภรรยาทำสักคำสองคำ?”

   

   “อ้อ” ลี่หร่งยิ้ม “งั้นคุณก็ยังไม่ลืมว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ?”

   

   เมื่อรู้ว่าตัวเองหลุดพูดอะไรออกไป จ้าวชิงซงพลันสัมผัสได้ถึงอาการร้อนผ่าวบริเวณใบหูและหน้า ก่อนจะทำเป็นเมินมันไปเสียเฉยๆ ขณะพุ้ยข้าวเข้าปาก

   

   ลี่หรงที่เห็นแบบนั้นพลันเตะเขาจากใต้โต๊ะ “นี่ หลังจากนี้อย่าเอาแต่เก็บเงียบอีกนะ คราวหน้าคราวหลังถ้าคุณคิดอะไรหรือรู้สึกยังไงก็ขอให้คุยกัน ถ้าไม่งั้น… ฉันจะไม่ให้คุณกินข้าว!” 

   

   “นี่! คุณได้ยินที่ฉันพูดไหม” ลี่หรงถามเขาโดยแสร้งทำเป็นดุร้าย

      

   จ้าวชิงซงที่กำลังขยับตะเกียบพลันเงยหน้าขึ้นจากชามข้าว เขาพูดเบาๆว่า “ผมได้ยินแล้ว”



   บทที่ 6: พระเอกผู้รู้วิธีสร้างเตา


   

   เมื่อยามค่ำคืนมาถึง ลี่หรงที่นอนอยู่บนเตียงก็กำลังคิดถึงยุคที่มีเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ และนึกเปรียบเทียบในใจ ...เพราะในยุคที่ขาดความบันเทิงและไร้ซึ่งเทคโนโลยีอันทันสมัย มันช่างน่าเบื่อจริงๆ

   

   เธอที่ไม่มีอาการง่วงงุงนอนไม่หลับ ได้แต่พลิกตัวไปมาบนเตียงและมองไปยังจ้าวชิงซงที่นอนห่างออกไป ไม่แน่ใจว่าเขาหลับไปแล้วหรือยัง

   

   “จ้าวชิงซง?” ลี่หรงตะโกนเรียกอีกฝ่าย

   

   ชายหนุ่มไม่ตอบสนอง ลี่หรงเลยคิดว่าเขาคงหลับไปแล้ว

   

   แต่ทันทีที่เขาพลิกตัว เธอก็ได้ยินชายคนนั้นพึมพำว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่? แล้วจะตะโกนทำไม หรือสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก?”

   

   “คุณสร้างเตาได้ไหม? พรุ่งนี้มาสร้างเตาในห้องเก็บฟืนกันเถอะ” ลี่หรงบอกความต้องการของตัวเองออกไป

   

   “ได้สิ” เขาไม่ได้บอกว่าทำได้หรือไม่ได้ แค่รับปากเธอเฉยๆ

   

   บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง ก่อนเป็นลี่หรงที่พูดต่อ “หรือถ้ามีวิธีอื่นในการหาหม้อเหล็ก หม้อตุ๋นสักสองสามใบ หรือหม้ออลูมิเนียมก็ได้นะ”

   

   “อืม” เขาตอบกลับอย่างเย็นชา

   

   อันที่จริงลี่หรงรู้ดี ว่าจากสิ่งที่ ‘ตัวเธอ’ คนก่อนหน้าทำไว้ในอดีต คงไม่อาจทำให้เขามีทัศนคิตต่อเธอเปลี่ยนไป เพียงแค่ช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมาได้ …เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาอย่ารีบเร่ง

   

   วันรุ่งขึ้น ลี่หรงนอนตื่นสาย เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ทุกคนในครอบครัวจ้าวก็ออกไปทำงานกันหมดแล้ว แม้แต่จ้าวชิงซงก็ไม่อยู่

   

   เธอเลยเดินไปที่ห้องครัว เมื่อเปิดหม้อและเห็นว่าผักที่เหลือจากเมื่อคืนยังพอกินอยู่ หญิงสาวจึงทำอะไรง่ายๆกิน ก่อนจะจำได้ว่าตนเองยังไม่ได้เปิดจดหมายที่ได้รับมาเมื่อวานนี้เลย

   

   ก่อนหน้านี้ …เมื่อแม่ลี่รู้ว่าลูกสาวกำลังจะแต่งงานในชนบท จึงโกรธและเป็นทุกข์มาก ถึงขั้นตำหนิลี่หรงที่ไม่บอกครอบครัวล่วงหน้า และกลัวว่าลูกสาวจะลำบาก เลยส่งเงินจำนวนมากมาให้ ซึ่งปกติผู้เป็นแม่จะส่งเงินมาเพียงสามสิบหยวนเท่านั้น แต่คราวนี้กลับมีตั๋วเพิ่มมาด้วย รวมถึงจดหมายฉบับหนึ่ง

   

   ภายในจดหมายนั้น เป็นคำพูดของเหล่าพี่ๆที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อลี่หรง ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่บ้านมากทีเดียว

   

   ดวงตาของลี่หรงแดงเล็กน้อยเมื่ออ่านจดหมาย เธอเป็นแค่คนที่มาอยู่ในร่างนี้ในภายหลัง แต่ทำไมถึงได้ ‘รู้สึก’ มากขนาดนี้กันนะ?!

   

   หญิงสาวคิดว่าอารมณ์เหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาตามธรรมชาติจากเจ้าของร่างเดิม ก่อนจะปาดน้ำตาและตัดสินใจว่าจะปฏิบัติต่อครอบครัวของ ‘ลี่หรง’ เสมือนเป็นญาติของเธอเอง เพราะในชีวิตก่อน ตัวเธอเป็นเด็กที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับความรักของครอบครัวที่โหยหามาโดยตลอด จนทำให้ดวงตาหญิงสาวรื้อไปด้วยน้ำตา

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็เก็บข้าวของทั้งหมดไว้ และนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา เขียนตอบกลับไปว่า “แม่และพ่อ ฉันมีชีวิตที่ดีในหมู่บ้านต้าเจียง สำหรับพี่น้องของฉัน โปรดบอกพวกเขาด้วยว่าฉันขอบคุณทุกๆความห่วงใย ส่วนสามีของฉัน จ้าวชิงซงเป็นทหารเกษียณแล้ว เขาทำงานหนักมากและยังรักใคร่ลูกสาวของคุณอย่างดี โปรดวางใจในการตัดสินใจของลูกสาวคนนี้ มั่นใจได้เลยว่าจ้าวชิงซงจะเป็นลูกเขยที่ดี ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่ต้องเป็นห่วง”

   

   หลังจากที่เธอเขียนเสร็จ ก็เก็บมันไว้อย่างดี รอจนกว่าจะได้จังหวะเข้าเมือง

   

   เมื่อจัดการธุระในส่วนนี้เสร็จ หญิงสาวก็คิดถึงสิ่งที่ต้องทำถัดไปในทันที

   

   เห็นทีเราคงต้องไปจัดการกับสวนนั้นเสียแล้ว จะได้ปลูกอะไรได้เสียที เพราะเห็นอย่างนี้ ‘ลี่หรง’ ในชาติก่อนก็เคยเป็นฟูดบล็อกเกอร์ และมีประสบการณ์ในการปลูกผักมาบ้าง แต่ที่ดินแถวนี้ไม่ได้ปลูกอะไรมานาน พื้นดินจึงแข็งและเต็มไปด้วยวัชพืช ไม่สามารถปลูกผักได้ทันที จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน

   

   หลังจากนั้น มือของเธอก็เต็มไปด้วยหญ้าเขียวจากการถอน ก่อนที่หญิงสาวจะหยิบจอบขึ้นมาทำงานหนักต่อ ทว่าเพราะพื้นดินอันโล่งเตียนนี้ขาดการดูแล มันจึงแข็ง และไม่สามารถปลูกอะไรตอนนี้ได้ เลยต้องคอยรดน้ำและทิ้งระยะไว้สักพักก่อน

   

   ลี่หรงตบฝุ่นบนมือ ทันทีที่เธอเดินออกจากสวนผัก แม่จ้าวก็กลับมาพอดี และเมื่อเห็นพื้นที่รกร้างเพิ่งได้รับการปรับปรุง เจ้าหล่อนก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลี่หรงจะขุดดินเพื่อปลูกผักจริงๆ!

   

   แม่จ้าวคลี่ยิ้ม “ลูกสะใภ้รอง เธอขุดดินแบบนี้คิดจะปลูกอะไรกัน?”

   

   “ปลูกผักโขม มะเขือเทศเชอรี่ และกะหล่ำปลี” ลี่หรงยิ้มตอบ “ยังไงก็ตาม ถ้าแม่จ้าวมีมูลไก่ที่บ้าน ฉันขอแบ่งมาหน่อยได้ไหม? ฉันก็ว่าจะเอามาฝังดินแถวนี้ เพราะดินแถวนี้ไม่ได้ปลูกอะไรมานานเกินไป แร่ธาตุในดินจึงไม่ค่อยมี เลยต้องนำมูลไก่มาทำเป็นปุ๋ยคอก”

   

   แม่จ้าวดีใจมาก และแอบคิดว่าลูกสะใภ้รองมีเหตุผลจริงๆ หลังจากที่แยกครอบครัว เมื่อคืนนี้ก็แบ่งเนื้อมาให้พวกเธอ และตอนนี้ก็เริ่มปลูกผักแล้ว เธอขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ก็ดี เธอมีความรู้เรื่องปุ๋ยในฟาร์มด้วย คู่ควรแล้วจริงๆ ที่ลูกชายคนรองของฉันได้แต่งงานกับเธอ …ดีเลย ตอนนี้ที่บ้านมีมูลไก่อยู่บ้าง แต่มันมีกลิ่นเหม็นมาก เธอไปขอให้สามีเธอมาเอามันไปก็แล้วกันนะ”

   

   “ขอบคุณค่ะ แม่จ้าว” ดูสิแม่สามีใจดีขนาดนี้ ลี่หรงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมนางเอกถึงยังทำตัวแบบนั้นได้

   

   ลี่หรงรับประทานอาหารกลางวันและงีบหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาเธอก็ยังคงไม่เห็นจ้าวชิงซงกลับมา ซึ่งหญิงสาวไม่รู้จริงๆ ว่าชายหนุ่มไปอยู่ที่ไหน ทว่าเพราะมีงานรัดตัว สาวเจ้าจึงรีบรวบผมของตนที่ยุ่งเหยิงจากการนอน ก่อนออกไปรดน้ำดินที่ขุดไว้ในตอนเช้า

   

   ตอนเย็น ในที่สุดจ้าวชิงซงก็กลับมา เขาและชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังขับรถลากวัว และมาหยุดที่หน้าบ้านตระกูลจ้าว บนเกวียนเต็มไปด้วยทรายและกรวด

   

   ลี่หรงเดินออกไปดู และพอจะเดาได้ว่าทรายกับกรวดเหล่านี้ใช้ทำอะไร ไม่คาดคิดว่าที่ชายคนนั้นหายไปทั้งวัน เพราะไปนำกองทรายและกรวดกลับมานี่เอง 

   

   ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับจ้าวชิงซงมีท่าทางหงุดหงิด จากรูปร่างหน้าตาแล้วคงจะอายุพอๆกับเธอ เมื่ออีกฝ่ายเห็นตัวเธอยืนอยู่ที่ประตู เขาพลันมองไปที่จ้าวชิงซงด้วยความสงสัย ก่อนพูดว่า “พี่ เธอคือ?”

   

   จ้าวชิงซงกำลังคิดอยู่ว่าจะแนะนำเธออย่างไร หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงพูดว่า “เธอคือพี่สะใภ้ของนาย”

   

   “อ้าว นี่พี่สะใภ้ของฉันเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มหรี่ตาดูถูก เขาเคยได้ยินมาว่าผู้หญิงที่พี่ชายแต่งงานด้วยมักจะอารมณ์ร้ายและชอบสร้างปัญหาให้ครอบครัว เมื่อครู่ที่เขาเห็นเธอ ก็คิดว่าทำไมผู้หญิงคนนี้สวยจัง แต่พอมาคิดๆดูอีกที ถ้านิสัยแบบนั้นจริง ต่อให้สวยขนาดไหนเขาก็แต่งด้วยไม่ไหวหรอก

   

   “นายพูดแบบนั้นได้ยังไง” จ้าวชิงซงตบไหล่น้องชาย “เสี่ยวซาน เรียกเธอว่าพี่สะใภ้สิ”

   

   แม้เขาและลี่หรงจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนัก แต่จ้าวชิงซงก็ยังคงไม่อยากให้น้องชายของเขามีความรู้สึกไม่ดีต่อผู้เป็นภรรยา

   

   แน่นอน ลี่หรงย่อมรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบใจจากชายหนุ่มผู้นี้ แต่คนที่จ้าวชิงซงสามารถพามาที่บ้านได้นั้นต้องเป็นน้องชายที่สนิทกันมากแน่ ดังนั้นลี่หรงจึงไม่คิดสนใจท่าทีของอีกฝ่าย เธอเพียงยกแขนเสื้อขึ้นแล้วถามว่า “นี่คือของที่พวกเราจำเป็นต้องใช้ใช่ไหม แล้วคุณจะเอามันไปเก็บไว้ที่ไหน เดี๋ยวฉันช่วยเอง”

   

   จ้าวชิงซงมองดูท่าทางของเธอและขมวดคิ้ว “กลับเข้าบ้านไปซะ เธอไม่จำเป็นต้องมาทำงานแบบนี้”

   

   “ใช่แล้ว พี่สะใภ้มีผิวบอบบางและเนียนนุ่มขนาดนี้ จะมาทำงานในทุ่งนาได้อย่างไร พี่จะขนย้ายทรายกรวดไหวเหรอ? ทางที่ดีพี่สะใภ้นั่งพักเฉยๆดีกว่า” ชายหนุ่มเยาะเย้ย เขาได้ยินมาว่าพี่ชายแต่งงานกับหญิงสาวที่มีการศึกษาซึ่งไม่เคยทำงานด้วยซ้ำ ขณะที่พี่ชายของเขาทำงานตั้งแต่เช้ามืด ผู้หญิงคนนี้กลับยังนอนขี้เกียจอยู่เลย ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอมีผิวขาวใสและบอบบาง คงเพราะเธอไม่เคยทำงานหรือโดนแสงแดดมาก่อนแน่ๆ

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว คิดในใจว่าชายคนนี้ชักจะมากเกินไปแล้ว สิ่งที่เขาพูดออกจะไร้สาระและไม่สุภาพเอาเสียเลย แต่เมื่อพิจารณาจากชื่อเสียงของเจ้าของร่างเดิม มันก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพูดถูก อย่างไรก็ตาม ลี่หรงยังคงโกรธและพูดอย่างเย็นชาว่า “งั้นก็ทำกันเองแล้วกัน” หลังจากนั้นจึงหันหลังเดินจากไปอย่างปึงปัง

   

   ชายหนุ่มลูบหลังศีรษะขณะมองแผ่นหลังของลี่หรง ก่อนที่ทันใดนั้นจะรู้สึกผิดขึ้นมา “เธอจะไม่โกรธใช่ไหม?”

   

   จ้าวชิงซงเตะก้นของเขา “นายมันคนเลว นิสัยไม่ดี นี่นายเป็นคนเริ่มเรื่องนี้ก่อนเองนะ”

   

   หลังจากที่พูดจบ เขาก็เดินจากไป

   

   เสี่ยวซานจับก้นของตนเองแล้วร้อง ‘อุ๊ย’ ขณะมองแผ่นหลังของจ้าวชิงซงพลางส่ายหัวแล้วพึมพำ “สุดท้ายก็กลายเป็นคนกลัวเมียไปอีกคนสิน่ะ”

   

   จ้าวชิงซงหันไปมองเขา “นายบ่นเรื่องอะไร? มาทำงานเร็วๆเข้า”

   

   จ้าวชิงซงที่เห็นว่าลี่หรงไม่พอใจ เลยรีบเดินตามเธอไป เมื่อเข้าไปในห้อง เขาก็เห็นลี่หรงกำลังแต่งตัวอยู่ จึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า “คุณจะไปไหน”

   

   “ฉันควรไปที่ไหนดีล่ะ?” ลี่หรงหยุดมือชั่วคราว

   

   และเมื่อคิดถึงท่าทีก่อนหน้านี้ของเขา ลี่หรงจึงมองชายตรงหน้าอย่างแปลกใจและพูดว่า “นี่คุณคงไม่คิดว่าฉันจะหนีออกจากบ้านใช่ไหม?”



บทที่ 7: พระเอกผู้กินหมั่นโถวห้าลูกในคราวเดียว และนางเอกที่หวาดกลัวความมืด


   

   ชายหนุ่มไม่พูดสิ่งใด ทว่านัยน์ตาสีเข้มของเขากลับจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา

   

   “ล้อเล่นน่า ฉันจะหนีไปไหนได้ล่ะ?”

   

   จ้าวชิงซงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เสี่ยวซานยังเด็กและไม่ฉลาดนัก คำพูดของเขาก็เหมือนผายลมนั่นแหละ อย่าไปใส่ใจเขาเลย” 

   

   ลี่หรงไม่ได้สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ผิดกับคนอื่นที่คงไม่พอใจเมื่อได้ยินแบบนั้น ทว่าเธอกลับเพียงกลอกตาพร้อมกระแอมในลำคอ ก่อนจงใจพูดว่า “ฉันไม่สนใจ แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง ฉันเป็นแค่ผู้หญิงขี้เกียจที่ไม่สามารถทำงานหนัก ได้แต่นอนอยู่บ้านเฉยๆ”

   

   แม้แต่จ้าวชิงซงที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิงมาก่อน เมื่อได้ยินแบบนั้นพลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจากคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าคือตรงไหน หลังจากครุ่นคิด เขาก็กระซิบว่า “คุณไม่ใช่คนขี้เกียจ”

   

   ใช่ เธอจะเป็นคนขี้เกียจได้อย่างไร ในเมื่อเธอสามารถทำอาหารให้เขาได้ ส่วนจะไปทำงานหรือไม่นั้น จ้าวชิงซงไม่สนใจเรื่องนี้จริงๆ เพราะถ้าลี่หรงสามารถอยู่แบบนี้ได้ เขาก็เต็มใจที่จะเลี้ยงดูเธอ

   

   “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่าฉันจะเอาผ้าออกไปซัก ส่วนคุณก็รีบเอากรวดไปเก็บให้เรียบร้อย ตอนนี้เตรียมอาหารเสร็จแล้ว มากินข้าวด้วยกันก่อน แล้วค่อยไปทำงานของคุณต่อให้เสร็จ”

   

   มื้อนี้ลี่หรงทำกะหล่ำปลีดองผัด เนื้อรมควัน และหมั่นโถแป้งขาวไว้สิบลูก

   

   หลังจากเตรียมอาหารมื้อใหญ่เสร็จ จ้าวชิงซงก็หยิบจานชามออกมา พร้อมตั้งท่าจะไปล้างไม้ล้างมือ ทว่าลี่หรงที่เหลือบมองไปยังแผ่นหลังของเขากลับถามขึ้นมาเสียก่อน “น้องชายของคุณอยู่ที่ไหน”

   

   “กลับไปแล้ว”

   

   “ทำไมไม่เรียกเขาให้มากินข้าวด้วยกันล่ะ”

   

   จ้าวชิงซงคิดถึงท่าทางที่เอาแต่ใจของเสี่ยวซาน และกลัวว่าภรรยาจะไม่มีความสุข เขาจึงพูดว่า “เขาบอกว่าต้องกลับไปกินกับที่บ้าน เลยต้องกลับถึงบ้านก่อนมืด”

   

   “เอาล่ะ คราวหน้าถ้ามีคนช่วยคุณทำงาน อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องหิวไม่ว่าจะยังไงก็ตาม” ลี่หรงว่าพลางหยิบน้ำเชื่อมออกมา ซึ่งนี่เป็นน้ำเชื่อมที่เหอซิ่งเอามาให้ตอนที่เธอกำลังนวดแป้ง

   

   โดยตอนนั้นเหอซิ่งได้หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า หล่อนวางมันลงบนเตา ก่อนกระซิบกับลี่หรงว่า “นี่สะใภ้รอง ฉันเก็บมันมาให้คุณโดยเฉพาะเลยนะ”

   

   “หือ?”

   

   ลี่หรงตกตะลึง เมื่อเห็นมันเทศอวบอ้วนและกลมโตทั้งสองลูก เธอสงสัยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไปหยิบเอามันเทศสภาพดีแบบนี้มาจากไหน?

   

   ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความก็รู้ได้ว่าเหอซิ่งคงขุดหาลงเข้าไปในดินและนำมันกลับมาอย่างลับๆเป็นแน่

   

   อย่างไรก็ตาม ผลผลิตในทุ่งนาถือเป็นของทุกคน และมีเพียงคนที่ทั้งโลภและกล้าเท่านั้นที่จะแอบนำผลผลิตกลับมากินที่บ้าน

   

   ปกติเหอซิ่งเป็นคนซื่อสัตย์และไม่ใช่คนแบบนั้น นี่อาจจะเป็นการทำเพื่อลี่หรงโดยเฉพาะ

   

   แน่นอนว่า ลี่หรงไม่อยากได้  เมื่อกำลังจะคืนมันให้กับอีกฝ่าย สาวเจ้าก็เดินออกไปก่อนแล้ว

   

   …....

   

   ขณะนี้จ้าวชิงซงกำลังกินหมั่นโถวห้าลูกติดต่อกัน ซึ่งหมั่นโถวเหล่านั้นลูกใหญ่กว่ากำปั้นของคนทั่วไปเล็กน้อย ทำให้ลี่หรงที่กินจนอิ่มและดื่มน้ำเชื่อมเข้าไปหนึ่งชาม ต้องตกตะลึงกับความอยากอาหารของชายตรงหน้า ก่อนถามว่า “คุณอิ่มไหม?”

   

   “อิ่มแล้ว”

   

   “ไม่ต้องกังวล ยังมีอีกมากในหม้อ”

   

   “ผมอิ่มแล้ว” ก่อนหน้านี้จ้าวชิงซงรู้สึกหิวมาก แต่ตอนนี้เขาอิ่มแล้ว และตระหนักบางอย่างได้ สีหน้าจึงเปลี่ยนไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนรีบอธิบายว่า “พอดีวันนี้ผมไม่ได้กินข้าวกลางวัน”

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว “คุณไม่ควรทำแบบนี้อีกในอนาคต เราจะทำงานโดยไม่กินข้าวได้อย่างไร?”

   

   วันรุ่งขึ้น ลี่หรงตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสาม เพราะเธอกังวลอะไรบางอย่าง ต้องไม่ลืมว่า ‘นางเอก’ ในนิยายที่เธอเคยอ่านแนวนี้ส่วนใหญ่ต่างทำเงินใน ‘ตลาดเสรี’ หญิงสาวจึงวางแผนที่จะไปที่นั่น แต่เมื่อเดินไปได้สักพัก รอบข้างกลับยิ่งน่ากลัว มันทั้งมืด ไร้ซึ่งผู้คน และอ้างว้าง จะมีก็เพียงเสียงนก เสียงกบ และเสียงจักจั่นที่ดังอยู่ตลอดเวลา

   

   สำหรับคนที่ไม่เคยเดินในตอนกลางคืนมาก่อน นั่นถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

   

   หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอน ก่อนจะรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่จู่ๆก็คิดขึ้นมา  เธอตัดสินใจรีบหันหลังและวิ่งกลับบ้าน เมื่อวิ่งมาหยุดพักหายใจหน้าประตูบ้าน กำลังจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน ลี่หรงก็ต้องกรีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ 

   

   จ้าวชิงซงรีบคว้าเอวของหญิงสาวแล้วปิดปากเธอไว้ “อย่าร้อง นี่ฉันเอง”

   

   “อืม~” ลี่หรงตบมือของเขาเบาๆ

   

   “คุณกำลังทำอะไร!” ลี่หรงตบหน้าอกตัวเอง

   

   “ฉันกลัวแทบตาย! ทำไมคุณถึงตื่นเช้าขนาดนี้?”

   

   “ผมก็อยากถามคุณเหมือนกันว่าจะออกไปไหนกลางดึกแบบนี้?”

   

   แน่นอนว่าลี่หรงไม่สามารถบอกความคิดของตัวเองได้ ถ้าผู้ชายคนนี้รู้ว่าเธออยากทำ ‘ธุรกิจ’ เขาจะต้องบ่นเธอแน่นอน

   

   “ฉันไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้งั้นหรอ”

   

   ดวงตาของจ้าวชิงซงกลายเป็นเฉียบคมในพลัน “คุณไปเข้าห้องน้ำ แต่แต่งตัวดีขนาดนี้เลยเหรอ? และตัวคุณก็เปียกไปด้วยน้ำค้างแบบนี้อีก โกหกได้แย่จริงๆ ไม่รู้หรือไงว่าส่วมกลางของหมู่บ้านเหม็นขนาดไหน แต่นี่กลับไม่มีกลิ่นเลย”

   

   “ฉันต้องการไปเข้าห้องน้ำจริงๆ” ลี่หรงไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เพราะชายตรงหน้าเคยเป็นทหารมาก่อน ดังนั้นเขาต้องมีทักษะสืบสวนที่ไม่ธรรมดา …ว่าแล้วหญิงสาวก็ยกแขนขึ้นยื่นให้จ้างชิงซงดม เธอจ้องหน้าชายตรงหน้าแล้วพูด “ฉันมีกลิ่นติดน่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองดมดูสิ”

   

   กลิ่นหอมจางๆของหญิงสาวผสมกับกลิ่นน้ำค้างของหญ้าลอยเข้ามาในจมูกของจ้าวชิงซง

   

   เขาก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปนอนกันต่อเถอะ”

   

   ลี่หรงถอนหายใจอย่างพึงพอใจ เพราะเอาชนะอีกฝ่ายด้วยกลอุบายได้ในที่สุด เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเอนตัวลงบนเตียงเตา แน่นอนว่าหล่อนหลับลึกทันทีที่หัวถึงหมอน จนแม้แต่ยามที่จ้าวชิงซงเรียกเธอ หญิงสาวก็ยังไม่รู้สึกตัว

   

   จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงที่อีกฝ่ายพูดมาเบาๆ

   

   “ในหมู่บ้านต้าเจียง มีคนหลากหลายแซ่อยู่รวมกัน เหตุก็เพราะบรรพบุรุษของเราต่างมาจากทั่วพื้นที่ และเมื่อพวกเขาไม่มีอะไรกิน บรรพบุรุษของพวกเราจึงต้องขุดรากไม้มาแทะ บางคนก็โชคร้ายเสียจนไม่มีแม้แต่รากไม้ให้แทะด้วยซ้ำ ทำให้มีคนอดตายกันมากมาย โดยคนที่เหลือก็จะนำศพเหล่านั้นไปฝังตามข้างทางแบบง่ายๆ ทำให้พอตกกลางคืน ‘บรรพบุรุษ’ ที่หิวตายเหล่านั้นจะตื่นขึ้นเพราะความโหยหิว บ้างก็มาหาลูกหลาน บ้างก็ขึ้นมาขุดรากไม้หาของกิน ครั้งหนึ่ง… เคยมีชายเกียจคร้านคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อขโมยข้าวโพด จู่ๆชายคนนั้นก็ตะโกนว่าผีหลอก…”

   

   ยิ่งลี่หรงฟังมากเท่าไร เธอก็ยิ่งตื่นกลัวมากขึ้นเท่านั้น ก่อนที่เสียงนั้นจะพูดจบ หญิงสาวพลันดีดตัวขึ้นมาก่อนกรีดร้องและเอามือปิดหู “จ้าวชิงซง! คุณกำลังพูดเรื่องอะไรไร้สาระน่ากลัว น่ากลัว ตอนกลางดึกแบบนี้ห๊ะ!”

   

   ให้ตายเถอะ! ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะตระโกนออกมา เจ้าตัวชั่วร้ายจ้าวชิงซงเล่าเรื่องผี หวังหลอกให้เธอกลัวจริงๆ!

   

   ก่อนหน้าเธอก็รู้สึกกลัวมากพออยู่แล้วตอนออกไปเดิน มาขณะนี้เขาก็ยังจะทำให้เธอกลัวมากขึ้นไปอีก ด้วยการเล่าเรื่องผี! ว่าแล้วลี่หรงก็ปิดหูและนอนหันหลังให้จ้าวชิงซง

   

   จ้าวชิงซงเหลือบมองแผ่นหลังเธอแล้วเผยยิ้มบางๆ ด้วยเหตุที่เขาเล่าออกไป ก็เพราะรู้ว่าลี่หรงไม่ได้ต้องการไปเข้าห้องน้ำอย่างแน่นอน ส่วนการที่เธอตกใจกลัวตอนถึงบ้าน นั่นก็ย่อมหมายความว่าผู้หญิงคนนี้ขี้กลัวเพียงใด เขาจึงเล่าเรื่องผีให้เธอฟัง เพื่อที่คราวหน้าจะได้ไม่กล้าออกไปกลางดึกอีก

   

   เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็หลับตาเพื่อเตรียมตัวนอน ทำให้ห้องตกอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบไปครู่หนึ่ง ทว่าจู่ๆลี่หรงก็กระซิบเรียกเขาอีกครั้ง จ้าวชิงซงจึงลืมตาขึ้นและมองไปทางหญิงสาว

   

   ทว่าเพราะไม่ได้ยินคำตอบจากเขา ลี่หรงจึงเรียกซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกล่าวเดิม

   

   จ้าวชิงซง “อื้ม?”

   

   ลี่หรงเงียบลง ส่วนจ้าวชิงซงก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ทว่าไม่นานหลังจากที่หลับตา เขาก็ได้ยินลี่หรงเรียกชื่อของตนอีกครั้ง ในที่สุดจ้าวชิงซงก็เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้เพียงต้องการยืนยันว่ามีใครอยู่ข้างๆเธอหรือไม่ จ้าวชิงซงจึงตอบกลับอีกครั้ง

   

   แน่นอนว่าลี่หรงไม่พูดอะไรอีก ก่อนที่ไม่นานเธอจะเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มต้องตอบกลับไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเสียงเรียกของลี่หรงก็ค่อยๆแผ่วเบาและเว้นห่างออกไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งคืน ก่อนที่จ้าวชิงซงจะยืนยันได้ว่าเธอหลับแล้ว เขาจึงหลับตานอนบ้าง 

   

   หลังจากได้ยินเสียงไก่ขันอยู่ข้างนอก ลี่หรงก็รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที



   บทที่ 8: ลูกอมแลกกับปลาหนีชิว ขนมอบแลกกับปู


   

   จ้าวชิงซงเดินออกมาจากห้องอย่างเงียบๆในยามเช้า ก่อนเห็นเกวียนวัวใต้ต้นไม้ใหญ่ ณ ทางเข้าหมู่บ้านจากระยะไกล โดยมีเสี่ยวซานกำลังงีบหลับอยู่บนนั้น

   

   ชายหนุ่มจึงเดินไปดึงผมของซ่งเสี่ยวซานออกมาหนึ่งกำมือ ทำให้เสี่ยวซานตกใจตื่น และเมื่อเห็นว่าเป็นจ้าวชิงซง เขาก็พูดว่า “อุ๊ย พี่ชาย ในที่สุดก็มาสักที ทำไมวันนี้ถึงสายจัง ผมหลับรอนานแล้วนะ ตอนนี้ที่โรงปลาคนคงแยกย้ายกันไปหมดแล้ว”

   

   โรงปลาที่ว่า เป็นรหัสลับคำเรียก ‘ตลาดเสรี’ แต่ปกติแล้วพวกเขาจะไม่พูดคำว่า ‘ตลาดเสรี’ และใช้ ‘โรงปลา’ แทน ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข่าวรั่วไหลออกไป

   

   จ้าวชิงซงตีหน้านิ่ง เขาขึ้นไปบนเกวียนวัวแล้วหยิบแส้เพื่อจะขับออกไป ก่อนจะพูดว่า “ยังไม่สายมากหรอก”

   

   เพราะก่อนหน้าเสี่ยวซานงีบหลับไปแล้ว ดังนั้นต่อให้มีลมยามเช้าอันแสนเย็นสบายพัดเข้ามา เจ้าตัวก็นอนไม่หลับอีกต่อไป เขาเปลี่ยนท่านอนเป็นยกเท้าขึ้นมาข้างหนึ่ง ขณะมองดูดวงจันทร์รางๆครึ่งดวงที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มเมฆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “พี่ชาย ที่พี่มาสายใช่เพราะเพิ่งทำอะไรเสร็จหรือเปล่าน่ะ? ว่าไปพี่สะใภ้ก็รูปร่างออกจะเล็กและบอบบางขนาดนั้น นี่พี่ใจร้ายขนาดทำให้เธอไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเหรอ?”

   

   “หมายความว่ายังไง?” ตอนแรกจ้าวชิงซงไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มแฝงความนัยของเสี่ยวซาน เขาก็ตระหนักว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร จึงยื่นมือออกไปหยิกและดุด้วยรอยยิ้มว่า “ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กสารเลวตัวเหม็น ขนาดแม่ฉันยังไม่ถามเรื่องแบบนี้เลย ซ่งเสี่ยวซาน นายคงว่างมากสิน่ะ งั้นหลังจากกินข้าวแล้ว ก็มาช่วยฉันสร้างเตาไฟตอนบ่ายเสียดีๆ”

   

   “รู้แล้วน่า! เดี๋ยวผมช่วยพี่เอง แต่ตอนนี้ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยพี่ชาย!”

   

   ระหว่างที่ซ่งเสี่ยวซานกำลังคร่ำครวญ คนทั้งสองก็ใกล้มาถึงที่หมายแล้ว และเป็นชายร่างผอมที่เห็นพวกเขาจากระยะไกลก่อนรีบวิ่งเข้ามาหา พูดเสียงเบาๆว่า “พี่ซ่งเสี่ยวซาน ในที่สุดก็มาเสียที ถ้าคุณไม่มา เห็นทีว่านี้ก็คงไม่มีหมูไปส่งแล้ว หลี่ต้าตู่ออกมาดูหลายครั้งแล้วด้วย”

   

   จ้าวชิงซงที่ลงจากเกวียนวัวแล้ว ได้หันไปพูดกับชายคนนั้น “วันนี้สายไปหน่อย แต่ว่ารีบเอาของขึ้นเกวียนเถอะ วันนี้ต้องรีบทำเวลาหน่อย”

   

   ซ่งเสี่ยวซานกระโดดลงจากเกวียนวัว เขายืนเขย่งปลายเท้าพร้อมวางมือข้างหนึ่งบนไหล่ของจ้าวชิงซง ส่วนมืออีกข้างตบหน้าอกของตัวเอง “ไม่ต้องกังวล พี่เสี่ยวซานคนนี้จะรีบทำมันทันที ดังนั้นสบายใจได้เลย”

   

   สินค้ายอดนิยมในตลาดมืด แค่กๆ ไม่สิ ตลาดเสรี คือหมูและไข่ ซึ่งแม้เนื้อหมูจะให้ผลกำไรสูง แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ทว่าจ้าวชิงซงไม่ได้เป็นคนขายเนื้อโดยตรง เขาเพียงร่วมมือกับซ่งเสี่ยวซาน รับหน้าที่ขับเกวียนวัวเพื่อนำส่งเนื้อหมูจากฟาร์มสู่คนขายเนื้อในตลาดเสรี

   

   ต้องเข้าใจเสียก่อน ว่าความเสี่ยงในการส่งหมูก็มีไม่น้อยเลย หากโดนปล้นและเนื้อถูกขโมยไปหมด คนส่งเนื้อหมูจะต้องจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ถ้าจ้าวชิงซงไม่ได้อยู่ด้วย ซ่งเสี่ยวซานก็คงไม่มีความกล้าที่จะทำงานนี้คนเดียว

   

   หลังจากส่งเนื้อหมูเสร็จ ซ่งเสี่ยวซานก็คิดว่าเขาจะกลับไปนอนเช่นเคย ทว่าจู่ๆ จ้าวชิงซงกลับจอดเกวียนวัวไว้ข้างถนน ทำให้ซ่งเสี่ยวซานต้องลุกขึ้นนั่งแล้วพูดว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

   

   “ฉันจะไปซื้อของ นายรออยู่ที่นี่สักครู่แล้วกัน”

   

   ลี่หรงตื่นสายอีกครั้ง และเริ่มคุ้นเคยกับการที่ไม่เจอจ้าวชิงซงแล้ว ซึ่งหลังจากอาบน้ำ เธอก็ทำการนึ่งหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อคืน และกินมันคู่กับโจ๊กเป็นมื้อเช้า

   

   หลังจากรดน้ำเมื่อวานนี้ พื้นดินที่ลี่หรงปรับหน้าดินไว้ก็ชุ่มชื้นขึ้นมาก หากโรยปุ๋ยคอกลงไป เธอเชื่อว่าผืนดินแห่งนี้จะสามารถปลูกผักได้แน่นอน

   

   แต่มูลไก่มีกลิ่นแรงกว่าที่ลี่หรงคิดเสียอีก ทำให้เธอนึกถึงคำแนะนำของแม่จ้าวเมื่อวานนี้ที่ว่า ‘ให้จ้าวชิงซงช่วยเธอเก็บมูลไก่’ พลันให้นึกถึงพฤติกรรมนิสัยไม่ดีของชายผู้นี้ ที่หลอกเล่าเรื่องผีให้เธอกลัว ดังนั้นแล้ววันนี้นี่แหละ เขาจะต้องโดนลงโทษด้วยการไปเก็บมูลไก่!

   

   เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ลี่หรงก็ล้างมือ พร้อมหยิบเมล็ดแตงโมออกมาหนึ่งกำมือ ก่อนนั่งยองๆที่สนามหญ้าเพื่อปลูกมัน ตอนนี้นับว่าเธอเหมือนหญิงสาวที่สบายที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้ว

   

   “อาสะใภ้รอง” เด็กชายตัวเล็กสองคนที่ใส่เสื้อผ้าเปียกๆ และร่างกายเต็มไปด้วยโคลนวิ่งมายืนอยู่ด้านหน้าลี่หรง โดยที่เด็กคนที่โตกว่าแบกตระกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลัง

   

   ลี่หรงที่เห็นแบบนั้นก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตระหนักได้จากความทรงจำของเจ้าของเดิมว่า เด็กน้อยสองคนนี้เป็นลูกชายของพี่ใหญ่บ้านจ้าว ดังนั้นพวกเขาจึงถือเป็นหลายชายของเธอ ‘ลี่หรงด้วย’ ดังนั้นแล้วหญิงสาวจึงฉีกยิ้มก่อนพูดว่า “มีอะไรกันหืม ต้าหนิว เอ้อร์หนิว?”

   

   “อาสะใภ้รอง อยากกินปูไหม?

   

   “ฮือ?”

   

   ต้าหนิวยื่นตะกร้าไม้ไผ่ให้ลี่หรง ให้เธอดูของที่อยู่ในนั้น “นี่คือปลาหนีชิวและปูที่เราพบในทุ่งนา ผมเอามาให้อาสะใภ้รองครับ”

   

   ลี่หรงพลันนึกถึงเมนูอาหารจำพวกปลาหนีชิวทอดและปูทอดทันที แต่เมื่อคิดว่าเด็กสองคนนี้ไม่ค่อยได้กินเนื้อ เธอจึงต้องลบความคิดนั้น พร้อมโบกมือปฏิเสธ ทำการส่งคืนให้พวกเขาเอากลับไป “เอาไปให้แม่ของพวกเธอทอดให้จนกรอบแล้วกินกันเองจะดีกว่านะ” 

   

   เมื่อได้ยินแบบนั้น เอ้อร์หนิวก็เป็นต้องกลืนล้ำลายลงคอ ก่อนสองพี่น้องจะมองหน้ากัน และเป็นต้าหนิวที่ยื่นตระกร้าให้ลี่หรงอีกรอบ “นี่สำหรับอาสะใภ้รอง แม่สอนผมอยู่เสมอว่าควรจำไว้ว่าหากมีใครมอบของให้เรา เราก็ควรตอบแทนกลับไปเช่นกัน ขอบคุณอาสะใภ้รองสำหรับเนื้อที่มอบให้ และนี่คือปลาหนีชิวกับปูที่มีไว้ตอบแทนครับ”

   

   ปรากฏว่านี่คือการตอบแทนบุญคุณของพวกเด็กๆ เหอซิ่งเองก็สั่งสองลูกได้ดีจริงๆ

   

   ลี่หรงถอนหายใจขณะที่ในใจรู้สึกอุ่นวาบ 

   

   หลังจากนั้นหญิงสาวก็หยุดคิดเล็กน้อย ก่อนวางแผนว่าจะทอดปลาหนีชิว และแบ่งส่วนหนึ่งกลับคืนไปให้เหอซิ่ง

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็ปัดเศษเมล็ดแตงโมบนมือ แล้วหยิบตระกร้าไม้ไผ่ “เอาละ รออาสะใภ้รองทอดปลาหนีชิวกรอบๆ จากนั้นก็จะทอดปูให้ พวกเธออยู่ตรงนี้ก่อนนะ รับรองว่ามันจะต้องอร่อยจนพวกเธอกินไม่เหลือแม้แต่ก้าง” 

   

   สองพี่น้องยืนกลืนน้ำลายหลังจากได้ยินสิ่งที่เธอพูด ก่อนเป็นเอ้อร์หนิวที่รีบคว้าแขนของต้าหนิวพร้อมเหลือบมองตระกร้าไม้ไผ่อย่างไม่เต็มใจ พวกเขาคิดว่าจะหนีกลับบ้าน แต่กลับถูกลี่หรงเรียกให้หยุด ทำให้สองพี่น้องได้แต่ยืนมองลี่หรงอย่างช่วยไม่ได้ 

   

   ลี่หรงยิ้ม เธอพูดว่า “รออยู่ที่นี่ เข้าใจไหม” ก่อนหญิงสาวจะหันกลับไปในบ้าน และหยิบบางอย่างออกมา ของที่เธอนำออกมาคือลูกอมและขนมอบ ซึ่งคิดจะเอามาแบ่งให้กับสองพี่น้องนั่นเอง

   

   เมื่อมองไปที่ลูกอมและขนมอบ ดวงตาของพวกเขาก็พลันกลายเป็นประกายสดใสราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า ก่อนเป็นเอ้อร์หนิวที่รีบหยิบขนมอบยัดเข้าปาก ส่วนต้าหนิวที่แก่กว่าเล็กน้อยกำลังยืนชั่งใจ เด็กน้อยยืนเม้มริมผีปาก เอามือไพล่หลัง ราวกับต้องการจะบอกว่าตนไม่อยากได้

   

   ลี่หรงเลยจับมือของอีกฝ่ายแบออก ก่อนจะมอบให้พลางแสร้งทำเป็นโกรธเด็กชาย “ถ้าเธอไม่ต้องการขนมของอา อาสะใภ้รองก็จะไม่รับปลากับปูของพวกเธอเช่นกัน”

   

   เอ้อร์หนิวที่ยังเด็ก เมื่อได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจว่าตนเองสามารถใช้ปลาและปูเพื่อแลกกับขนมได้ เขาเลยเลียริมฝีปากก่อนพูด “อาสะใภ้รอง คราวหน้าผมจะจับปลามาให้อาอีก”

   

   ลี่หรงเช็ดครอบขนมอบที่เปรอะติดมุมปากของเด็กชาย เธอกล่าวอย่างเอ็นดูว่า “พวกเธอเป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าไปเล่นในน้ำบ่อยเลย มันอันตรายรู้ไหม และถ้าอยากกินขนม คราวหน้าก็มาหาอาได้นะ”

   

   ต้าหนิวที่ได้ยินแบบนั้นจึงรีบอธิบาย “เวลาพวกเราจับปลาหนีชิว พ่อกับแม่ก็มักจะทำงานอยู่แถวๆนั้นครับ ดังนั้นมันไม่อันตรายเลย”

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ รีบกลับไปอาบน้ำล้างตัวได้แล้วไป ดูสิ พวกเธอตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้วเนี่ย” ลี่หรงยิ้มอย่างเอ็นดู

   

   จ้าวชิงซงกลับมาในเวลานี้พอดี มือข้างหนึ่งของเขาถือหม้ออลูมิเนียม ส่วนมืออีกข้างถือหม้อเหล็กใบใหญ่ ทว่าลี่หรงที่เห็นเขากลับรู้สึกขัดตา ในใจก็คิดไปด้วยว่าเพราะเจ้าผู้ชายนิสัยไม่ดีคนนี้แท้ๆ ที่ทำให้เมื่อคืนเธอต้องนอนกลัวผีทั้งคืน หญิงสาวเลยหันหน้าหนีด้วยความโกรธ แสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา

   

   เมื่อมองดูท่าทีเมินเฉยของหญิงสาว จ้าวชิงซงก็รู้ว่าเธอยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ได้ และขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็บังเอิญเห็นหลานชายที่ตัวเปื้อนไปด้วยโคลนทั้งสองยืนอยู่เข้าพอดี 

   

   เขาขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอสองคน? ล้มงั้นเหรอ?”

   

   “เปล่าครับ พวกเราจับปลาหนีชิวมาให้อาสะใภ้รองครับ เลยตัวเปื้อน”

   

   จ้าวชิงซงมองไปที่ลี่หรงด้วยความประหลาดใจ ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองเขาด้วยซ้ำ เธอถือกรงไม้ไผ่ไว้ในอ้อมแขนแล้วหันหลังกลับ เตรียมจะเข้าบ้านไป 

   

   จู่ๆก็มีร่องรอยของความยินดีในดวงตาของเขา ทำให้ชายหนุ่มเผลอยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

   

   การกระทำนี้ทำให้เอ้อร์หนิวถามอย่างสงสัยว่า “อารองยิ้มทำไมเหรอครับ?” 

   

   จ้าวชิงซงหยุดยิ้มทันที เขาก้มหน้าลง พลางแสร้งขู่ “เจ้าเด็กตัวเหม็นพวกนี้หนิ ไม่ต้องมาสนใจเรื่องของอาหรอก พวกเธอรีบไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเถอะ ไม่งั้นระวังป่วยแล้วต้องไปฉีดยาที่สถานีอนามัยนะ!” 

   

   เด็กๆกับอาการกลัวเข็มย่อมเป็นของคู่กัน พวกเขาต่างก็ร้องจ้าและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว 

   

   ทางด้านจ้าวชิงซง เขาได้วางหม้อเหล็กลงแล้วเดินเข้าไปในห้องครัว โดยขณะนั้น ลี่หรงกำลังเทน้ำมันลงในหม้อสำหรับทอดปลา เขาเลยก้มหัวลงมองพลางถาม “กำลังทำอาหารกลางวันงั้นเหรอ? มีอะไรให้ผมกินบ้างล่ะมื้อนี้?”



   บทที่ 9: ‘ตลาดเสรี’ หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่หนึ่ง


    

   ลี่หรงที่แสร้งเป็นไม่ได้ยินหันไปอุ้มตระกร้าไม้ไผ่ สองขาเดินอ้อมตัวชายหนุ่ม เตรียมออกไปทำความสะอาดปูที่เหลือ ทว่าจ้าวชิงซงกลับจับมือเธอไว้แล้วพูดว่า “ผมผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลย”

    

   ลี่หรงเยาะเย้ย “คุณผิดตรงไหน?”

    

   “ผมไม่ควรเล่าเรื่องผีให้คุณกลัว” จ้าวชิงซงยกมุมปาก 

   

   คนที่ยอมรับความผิดอย่างเขาดูไม่จริงใจสักนิด

   

   ยิ่งมุมปากที่ยกโค้งขึ้นของชายคนนี้ก็ยิ่งทำให้เขาดูเจ้าเล่ห์มากขึ้นเล็กน้อย ทว่านั่นกลับทำให้ชายหนุ่มหล่อกระแทกใจลี่หรงเข้าเต็มเปา หัวใจของเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ พลางกล่าวว่า “ครั้งต่อไปถ้าคุณทำให้ฉันกลัวอีก ฉันจะปล่อยให้คุณอดตาย” 

    

   เธอเชิดหน้าขึ้น “ยังมีหมั่นโถอยู่ในหม้อ”

    

   หลังจากที่จ้าวชิงซงอิ่มแล้ว จากเดิมที่อยากกลับไปนอนต่ออีกครู่หนึ่ง แต่พอเห็นลี่หรงกำลังขัดปูอยู่ข้างบ่อ เขาก็เดินไปพูดว่า 

   

   “คุณกำลังขัดอะไรน่ะ ผมไม่เคยเห็นใครทำความสะอาดปูมาก่อนเลย”

   

   ลี่หรงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ทำให้จ้าวชิงซงได้แต่แตะจมูกอย่างเก้อเขินและหุบปากฉับ เขาไม่เคยง้อผู้หญิงมาก่อน เลยไม่รู้ว่าจะทำให้เธอหายโกรธยังไง เลยทำแค่นั่งยองๆเพื่อช่วยทำความสะอาดปู

   

   ในจังหวะนั้น เขาก็ได้ยินลี่หรงพูดอย่างสบายๆว่า “แม่บอกให้คุณไปตักมูลไก่”

    

   “ฮือ?” จ้าวชิงซงสับสน ทำไมแม่ให้เขาตักมูลไก่ล่ะ?

    

   “แม่บอกว่าเราต้องใส่ปุ๋ยคอกให้แปลงผัก คุณรีบไปทำซะสิ”

    

   “ตกลง ตกลง”

   

   เขาไม่รอช้า รีบตรงไปจัดการตามสั่งทันที ทว่าช่วงขณะที่จ้าวชิงซงกำลังตักมูลไก่ โดยไม่ทันได้สนใจเล้าไก่ที่อยู่ด้านบน ทันใดนั้นของเหลวเปียกร้อนก็หยดลงบนมือเขาเสียงดังแหมะ ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มเหยเกราวกับเผลอกินอุจาระ สองคิ้วคมคายขมวดมุ่นพร้อมสถบคำหยาบออกมา วิ่งมือแข็งทื่อตรงไปที่บ่อน้ำหมายใช้น้ำล้างให้สะอาด

    

   ลี่หรงเห็นก็แผดเสียงหัวเราะดังลั่น “ฮ่าๆๆ”

    

   เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าการมีมูลไก่ติดมือนั้นก็ไม่แย่สักเท่าไหร่ เขาเลยหันไปตักมูลไก่ออกมาใส่ในตะกร้าปุ๋ยคอกพลางถามลี่หรงว่า “เสร็จแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน”

   

   “วางไว้ตรงนั้นก่อนแล้วกัน คุณไม่ต้องทำแล้ว” ลี่หรงกล่าว ก่อนพูดสัมทับอีกว่า “ไปทำธุระอื่นของคุณเถอะ”

    

   จ้าวชิงซงหยิบเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ ก่อนหยิบถังน้ำราดลงบนร่างกายเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลและกลิ่นมูลไก่จนสะอาดหมดจด เมื่อรู้สึกสดชื่นก็เตรียมกลับไปงีบหลับสักหน่อย แต่พวกของแม่จ้าวก็กลับมาจากทำงานพอดิบพอดี 

    

   จ้าวชิงซงพูดอย่างสบายๆ “แม่ ผมเตรียมมูลไก่ไว้ให้แล้ว”

    

   “ฮะ?”  แม่จ้าวงุนงง “มูลไก่อะไรกัน?”

   

   “แม่ไม่ได้บอกให้ผมตักมูลไก่หรอกเหรอ” จ้าวชิงซงมองดูสีหน้าของแม่จ้าวก็รู้ทันทีว่ามารดาไม่ได้ขอให้เขาทำเช่นนี้ ทว่าตอนนี้จะกลับตัวก็คงไม่ทันเสียแล้ว …ลี่หรง ผู้หญิงคนนี้นี่ช่างร้ายกาจจริงๆ!

   

   .....…

    

   สายลมแห่งสารทฤดูเย็นฉ่ำปอด ชวนให้รู้สึกหลับสบาย 

    

   จ้าวชิงซงกำลังหลับได้ที่พลันถูกซ่งเสี่ยวซานปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา เมื่อลืมตาขึ้นก็เผยใบหน้าดุร้ายเล็กน้อย ทำให้ซ่งเสี่ยวซานกลัวว่าชายหนุ่มจะมีอาการหงุดหงิดหลังจากตื่นนอน 

   

   “พี่ไม่ได้ขอให้ผมมาสร้างเตาไฟเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงพยักหน้าหยิบน้ำสะอาดมาล้างหน้า และราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเลยถามว่า “ตอนมาเห็นพี่สะใภ้ของนายหรือเปล่า”

    

   “ไม่เห็นนะครับ”

    

   จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าลี่หรงหายไปไหน งานการก็ไม่ไปทำ แม้จะบอกว่าอากาศแจ่มใสและคงไม่มีเรื่องเกิดขึ้นกับเธอ แต่เขากลับจำ ‘เพื่อนสนิท’ ของเธอได้ จึงสงสัยว่าเจ้าหล่อนลอบไปพบใครบางคนหรือเปล่า 

   

   ซ่งเสี่ยวซานโบกมือต่อหน้าเขา “เฮ้ พี่ชิงซง?”

    

   จ้าวชิงซงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ก่อนหยิบเครื่องมือออกมาอย่างเงียบๆ และเริ่มทำงานกับซ่งเสี่ยวซาน

    

   ซ่งเสี่ยวซานที่เห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายตึงเครียด เลยไม่กล้าหยอกล้อกับเขา และทำได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป 

    

   ทั้งๆความจริงลี่หรงซึ่งจ้าวชิงซงคิดถึง แค่มาที่ตัวอำเภอเท่านั้น 

    

   ก่อนอื่นเธอไปยังที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งจดหมายเป็นอันดับแรก จากนั้นเดินไปรอบๆสหกรณ์ ตอนเช้าเธอไม่ได้มา ตอนนี้เลยตั้งใจแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนเมืองมีเงิน เพราะนี่น่าจะทำให้มีพ่อค้าใน ‘ตลาดเสรี’ เข้าหาเธอแน่นอน และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้แผนของลี่หรงเป็นจริงขึ้นมาได้ 

    

   หลังจากที่เธอเดินไปรอบๆไม่กี่ครั้ง ผู้หญิงใบหน้ามอมแมมมีผ้าคลุมศีรษะปกคลุมใบหน้าก็ปรี่เข้ามาหาลี่หรง “สาวน้อย เธออยากซื้อไข่ไหม?” 

    

   “คุณป้าต้องการตั๋วไหมคะ” ลี่หรงมองเธอแล้วถามเป็นภาษาจีนกลาง

    

   หญิงคนนั้นเม้มริมฝีปาก ก่อนกวาดสายตามองไปรอบๆ และกดเสียงให้เบาลง 

   

   “ไม่เอาตั๋ว แต่ราคาสูงเล็กน้อย”

    

   ลี่หรงถามเธอว่าราคาเท่าไหร่

   

   ไข่จากร้านสหกรณ์มีราคาฟองละห้าเหมา ทั้งยังต้องใช้ตั๋วอีกหนึ่งใบ แต่หญิงขายไข่ผู้นี้ไม่ต้องการตั๋ว เพียงแต่ต้อง ‘เพิ่ม’ ราคาขึ้นเป็นสองเท่า

    

   ลี่หรงพยายามต่อรองราคา “คุณป้า ทำไมไข่ของป้าถึงแพงจังคะ?”

    

   หญิงสาวเปิดผ้าคลุมให้เห็นไข่ข้างตระกร้า “ดูสิ ไข่ไก่พวกนี้ล้วนแต่ใบอ้วนใหญ่ แต่น่าเสียดายที่แม่ไก่แก่ที่บ้านฉันออกไข่เยอะเกินไป เลยเอามาแบ่งขายให้คนอื่นบ้าง”

    

   ตอนนี้ลี่หรงมั่นใจมากว่าหญิงคนนี้กำลังทำ ‘ธุรกิจ’ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ฉันอยากได้ไข่นิดหน่อย แล้วฉันก็อยากซื้ออย่างอื่นด้วย แต่ตั๋วของฉันหมดแล้ว คุณป้ารู้ไหมว่าฉันจะซื้อของได้ที่ไหนโดยไม่ต้องใช้ตั๋ว?”

    

   หญิงคนนั้นหรี่ตามองลี่หรงเพราะสงสัยว่าเธอเป็น ‘ยุวชนแดง’ เธอถือตะกร้าแล้วหมุนตัวเตรียมจะจากไป แต่ลี่หรงคว้าเธอไว้ได้ทัน “คุณป้า ฉันเป็นยุวชนในหมู่บ้านแถวนี้ สหายคนหนึ่งของเรากำลังจะมีลูกเลยอยากจะซื้อน้ำตาลแดงไปให้เธอสักหน่อยน่ะค่ะ คุณช่วยฉันได้ไหมคะ ดูเหมือนว่าคุณจะคุ้นเคยกับงานนี้ คุณรู้ใช่ไหมคะว่า ‘ตลาดเสรี’ อยู่ที่ไหน?” 

   

   “ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร”

    

   “ไอ้หยา คุณป้าคะ ช่วยฉันหน่อยเถอะนะคะ” ลี่หรงมองไปที่ตะกร้าของหญิงคนนั้นแล้วพูดอีกครั้ง “เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ ถ้าคุณบอกฉันว่าไปยังไง ฉันจะซื้อไข่ทั้งหมดในตะกร้าของคุณ”

    

   ผู้หญิงคนนั้นพอได้ยินก็หูผึ่ง ยอมประนีประนอมทันที “งั้นก็จ่ายเงินมาก่อน”

    

   ลี่หรงหยิบถุงผ้าของเธอออกมาแล้วนับจำนวนไข่ เมื่อพบว่ามันมีทั้งหมดสามสิบฟอง ลี่หรงก็คำนวณค่าใช้จ่ายพลางหยิบเงินออกมานับ แต่ตอนกำลังจะมอบมันให้หญิงคนนั้น เธอกลับหยุดชะงักไปนิดนึง 

   

   “คุณป้ายังไม่ได้บอกฉันเลยนะคะ”

   

   หญิงคนนั้นดึงลี่หรงไปด้านข้างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสนใจพวกตน และกระซิบข้างหูของเธอ บอกว่า ‘ตลาดเสรี’ วายไปตั้งแต่เช้าแล้ว พรุ่งนี้เธอต้องมาใหม่อีกครั้ง มาตอนบ่ายตลาดก็วายหมดแล้วแบบนี้แหละ

    

   เมื่อได้ฟังแบบนั้นลี่หรงก็รู้สึกประหลาดใจ ทั้งยังรู้สึกขอบคุณที่หญิงคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์ สำหรับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ต่อให้ง้างปากยังไง พวกเขาก็คงไม่มีวันพูด เพราะอาจเดือดร้อนจนถึงขั้นถูกจับได้

   

   หลังลี่หรงสอบถามเกี่ยวกับ ‘ตลาดเสรี’ เรียบร้อยก็ไม่รั้งอยู่ต่อ เธอแบกไข่ไปซื้อเนื้อหมูและสันในวัว คนขายจำได้ว่าเมื่อสองวันก่อนเธอซื้อเนื้อไปเยอะ ตอนนี้จึงค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเธอเป็นลูกค้ารายใหญ่ คนขายเนื้อจึงถามเธอว่าต้องการกระดูกวัวด้วยไหม 

    

   จะว่าไปกระดูกเนื้อวัวตุ๋นก็อร่อยดีเหมือนกันนะ!

     

   เพียงแต่ว่าคนในยุคนี้ไม่มีเวลาเคี่ยวสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าราคากระดูกจะถูกมากก็ตาม ดังนั้นแล้วเวลาขายของเหล่านี้เลยไม่จำเป็นต้องมีตั๋ว ใช้แค่เงินก็พอ

    

   นอกจากนี้หากสนิทสนมกับคนขายเนื้อ แค่ขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆในบางครั้ง เธอก็อาจไม่ต้องเสียเงินด้วยซ้ำไป 

   

   ลี่หรงรู้จักโลกใบนี้ดี ครั้นได้ยินคนขายเนื้อบอกว่าจะให้กระดูกวัวเธอโดยไม่คิดเงิน ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังซื้อใจคน จุดประสงค์คือการเอาชนะใจลี่หรงซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่

    

   แน่นอน ลี่หรงรู้สึกชอบคุณป้าท่าทางใจดีคนนี้ในทันที ดังนั้นเธอจึงกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างอ่อนหวาน

   

   …เมื่อได้กระดูกวัวมาฟรีๆแบบนี้ สะพานเชื่อมระหว่างทั้งสองก็ถูกสร้างขึ้นแล้ว ในอนาคตลี่หรงคงจะมาซื้อเนื้อกับคนขายเนื้อคนนี้บ่อยมากขึ้น 

   

   ว่าแล้วลี่หรงก็กลับบ้านพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับตอนที่จ้าวชิงซงและซ่งเสี่ยวซานกำลังสร้างเตาพอดี ลี่หรงมองปราดหนึ่งก็เห็นว่ามีเตาใหม่ถูกสร้างขึ้นในห้องเก็บฟืนเล็กๆ 

   

   จากนี้ไป ที่แห่งนี้จะกลายเป็นห้องครัวสุดพิเศษของฉัน!



บทที่ 10: สร้างเตาใหม่ ปรุงอาหารเลิศรสแบ่งปันบ้านหลักตระกูลจ้าว


    

   ลี่หรงที่เห็นเตาใหม่พลันอิ่มความสุขจนล้นออกปาก อารมณ์ของเธอจึงค่อนข้างดี 

    

   เมื่อซ่งเสี่ยวซานเงยหน้าขึ้นมองเห็นเธอ เขาพลันคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงตะโกนเรียกอย่างทำตัวไม่ถูก “พี่สะใภ้”

    

   แน่นอน ลี่หรงลืมเรื่องนั้นไปนานแล้ว เมื่อเห็นว่าเตาที่พวกเขาทำออกมาดูดีจึงเอ่ยชื่นชม โดยไม่คิดพูดถึงเรื่องเก่าอีก “ฉันจะทำอาหาร เสี่ยวซานอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ” 

    

   ซ่งเซียวซานหัวเราะคิกคักทันที และไม่ได้พูดอะไรอีก ในใจคิดว่าหลังจากทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จจะรีบเผ่นกลับบ้านทันที รอกระทั่งหญิงสาวหายลับไปจากสายตา เขาก็เอ่ยถามจ้าวชิงซงเสียงแผ่วเบา “พี่ชิงซง พี่สะใภ้ยังทำกับข้าวให้พี่อีกเหรอ”

    

   จ้าวชิงซงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง “อื้ม”

    

   “ฮ่าๆ มีลูกสักคนสิ ถึงตอนนั้นครอบครัวพี่ก็จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”

    

   ใบหน้าของจ้าวชิงซงพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวรีบก้มหัวลงทำงานต่อ ทว่าการเคลื่อนไหวของมือรุนแรงจนงานตรงหน้าเละเทะระเกะระกะไปหมด

    

   เมื่อซ่งเสี่ยวซานทำงานเสร็จ ยังไม่ทันได้ล้างไม้ล้างมือก็รีบพูดทันที “ผมกลับไปกินข้าวก่อนนะพี่” พูดจบก็สะบัดก้นหนีไปทันที

    

   “นายจะรีบไปไหน? พี่สะใภ้นายบอกให้อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน” จ้าวชิงซงคว้าคอเสื้อซ่งเสี่ยวซานจากด้านหลัง ก่อนหน้านี้ลี่หรงบอกไว้ว่าเวลาคนอื่นมาช่วยงานก็ควรชวนพวกเขาให้อยู่กินข้าว 

    

   ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ลี่หรงเป็นคนเอ่ยปากชวนซ่งเสี่ยวซานให้อยู่กินข้าวด้วยกัน ถ้าจ้าวชิงซงไม่รั้งเขาเอาไว้ ตนเองอาจจะไม่มีข้าวให้กินด้วยซ้ำ

   

   และเพราะแม่จ้าวยังไม่เลิกงาน ลี่หรงเลยนำกับข้าวที่แบ่งไว้ให้บ้านหลักจ้าวโดยเฉพาะไปอุ่นร้อน มันคือปลาหนีชิวและปูที่ถูกทอดจนเหลืองกรอบ ทั้งยังทำน้ำราดผสมไว้ให้พร้อม …รับรองได้ว่าทุกคนต้องร้องว่า ‘อร่อยเหาะ!’ แน่

     

   เนื้อหมูตุ๋นพะโล้ เนื้อสันในวัวตุ๋นมะเขือเทศ มันฝรั่ง และดอกกะหล่ำ

   

   น้ำแกงกระดูกวัวตุ๋นใส่พุทรากับหัวไชเท้าเคี่ยวในหม้อใบใหญ่

   

   ลี่หรงแบ่งอาหารเหล่านี้ครึ่งหนึ่งไว้ในห้องครัว อีกครึ่งหนึ่งแบ่งไปกินพร้อมจ้าวชิงซงและซ่งเสี่ยวซานที่ลานบ้าน แน่นอน จ้าวชิงซงได้ย้ายโต๊ะจากในห้องมาไว้ที่ลานบ้านแล้ว

    

   ซ่งเสี่ยวซานกังวลไม่น้อยตอนถูกจ้าวชิงซงรั้งเอาไว้ เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตนพูดครั้งที่แล้วล่วงเกินไปมากแค่ไหน แต่ตอนนี้กลับพบว่าลี่หรงดูเหมือนจะแตกต่างจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างนั่น เวลานี้จึงรู้สึกผิดมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับลี่หรง จนกระทั่งเขาเห็นอาหารบนโต๊ะที่แทบจะดีกว่าอาหารวันส่งท้ายปีเก่าเสียอีก เจ้าตัวจึงพลันสลัดความกังวลทิ้งทั้งหมดไป ในใจคิดว่าช่างแม่งก่อนแล้วกัน ตอนนี้ขอกินก่อนละ! 

    

   อาหารที่ทำโดยลี่หรงต้องใช้น้ำมัน เครื่องปรุงรสใช้ไปไม่ใช่น้อย อร่อยจนต้องยกนิ้วให้ ซ่งเซียวซานกินอย่างอิ่มหมีพีมัน สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยเหาะอย่าบอกใครจริงเชียว อร่อยกว่าอาหารในร้านของรัฐที่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ”

    

   ใครๆก็ชอบเวลาที่ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ คนทำอาหารเมื่อได้รับคำชมในเรื่องอาหาร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหัวใจพองโตโลดแล่นแค่ไหน ลี่หรงเอ่ย “ครั้งหน้าก็มากินอีกสิ”

    

   ซ่งเสี่ยวซานแทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดเสียตรงนี้ “เอาละ พี่สะใภ้” เขายังประจบประแจงไม่หยุด “พี่ชิงซงโชคดีจริงๆที่ได้แต่งงานกับคุณ”

    

   จ้าวชิงซงเตะซ่งเสี่ยวซาน ก่อนจ้องเขม็งเขาเป็นการเตือนหนึ่งที “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ยัดเข้าไปขนาดนั้นยังปิดปากนายไม่ได้เลยหรือไง?”

    

   “ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว” เสี่ยวซานพุ้ยข้าวคำโตเข้าปาก

    

   ตอนพวกเขากินเกือบเสร็จ บ้านหลักตระกูลจ้าวก็กลับมาพอดี และจากท่าทีแล้ว ทางหมู่บ้านคงมีการเปิดประชุมใหญ่มาแน่ๆ 

    

   เหอซิ่งเปิดฝาหม้อ เตรียมล้างหม้อเพื่อเตรียมอาหาร แต่เธอกลับเห็นจานอาหารหลากหลายปรากฏอยู่ด้านใน โดยด้านล่างเป็นข้าวขาวหุงสุก 

   

   ทางด้านลี่หรง เมื่อกินเสร็จก็จัดการเก็บกวาดจนเรียบร้อย ซึ่งมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เนื่องจากจานชามพวกนี้แทบจะไม่เหลือเศษอาหารใดติดจานเลย

    

   และก่อนที่เหอซิ่งจะทันรู้ตัว ลี่หรงก็ถือชามกับตะเกียบเข้ามา

    

   ลี่หรงยิ้ม “ไม่ต้องทำอาหารแล้วค่ะ พี่สะใภ้ วันนี้ฉันซื้อผักกับเนื้อมากไปหน่อย เลยแบ่งไว้ให้พวกพี่เล็กน้อย รีบอุ่นข้าวกินเถอะค่ะ” 

    

   ดวงตาของเหอซิ่งเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นี่เรียกเล็กน้อยเรอะ? พอเป็นแบบนี้เธอก็ได้แต่พูดอย่างเกรงใจ “น้องสะใภ้ แบบนี้คงไม่ดีมั้ง เนื้อพวกนี้ราคาสูงเกินไป”

    

   “ไอ้หยา ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ” ลี่หรงกะพริบตา “วันนี้ควบคุมตัวเองไม่ได้ เลยพลั้งมือซื้อมากไปหน่อย ว่าก็ว่าเถอะ ฉันเองก็เก็บผักจากที่ดินของพวกพี่ตั้งมากมาย ขุดหัวไชเท้าตั้งหลายหัวเหมือนกันนั่นแหละ” 

    

   เมื่อเหอซิ่งลำเลียงอาหารเย็นทั้งหมดขึ้นบนโต๊ะ สมาชิกที่เหลือของบ้านจ้าวก็ได้แต่นั่งมองอาหารบนโต๊ะตาปริบๆอย่างงุนงง ตัวคนนั่งนิ่งไม่ไหวติง 

    

   จ้าวชิงหยาง “นี่คือสิ่งที่น้องสะใภ้ให้มาจริงๆเหรอ?”

   

   เหอซิ่งพยักหน้าอย่างแรง

    

   แม่จ้าวขยับเข้ามาแล้วมองดูข้าวขาวในชาม “ไอ้หยา ดูข้าวขาวกลิ่นหอมกรุ่นนี้สิ ตอนส่งท้ายปีเรายังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย” 

    

   จ้าวชิงหยาง “ทำไมรู้สึกเหมือนสะใภ้รองเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ ทำไมจู่ๆถึงใจกว้างขนาดนี้?”

    

   เอ้อร์หนิวชูมือขึ้นทันที “ใช่แล้ว ใช่แล้ว อาสะใภ้รองใจดีมาก เธอเอาลูกอมกับขนมอบให้ผมกับพี่ใหญ่ด้วย!” 

    

   “นั่นคือขนมเถาซู” ต้าหนิวกล่าว 

    

   “เสี่ยวหรงมีน้ำใจอยู่แล้ว” คุณแม่จ้าวมองจ้าวชิงหยาง

    

   ใบหน้าของคุณพ่อจ้าวกระตุกเล็กน้อย ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมา “กินข้าวเถอะ” 

    

   วันรุ่งขึ้นลี่หรงตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากโรยมูลไก่ผสมกับดินแล้วโปรยเมล็ดผัก เธอก็รดน้ำให้ทั่ว กระทั่งทำงานเสร็จแดดก็หุบพอดี

    

   ตอนเธอตื่นนอน ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงออกไปไหนตั้งแต่เช้า ลี่หรงจึงล้างมือและทำอาหารเช้าของเธอเอง

   

    เพราะเมื่อวานกินเนื้อไปเสียเยอะ วันนี้มื้ออาหารจึงเบาลง บนโต๊ะมีแต่อาหารจานผักกับข้าวสวยหอมกรุ่น ทำเอาจ้าวชิงซงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ก็นะ… จากมื้ออาหารหอมกรุ่น จู่ๆก็กลายเป็นอาหารจานผักที่เหี่ยวเฉา แบบนี้ใครจะทำใจได้กัน? 

   

   “เงินสองร้อยหยวนนั่นหมดแล้วเหรอ?”

    

   “ยังไม่หมด ทำไมคุณถึงถามแบบนั้นล่ะ?”

    

   “ดูสิว่ามีแต่ผัก”

    

   “อ่อ” ลี่หรงพูด “ล้างท้องสักหน่อย พรุ่งนี้ก็มีเนื้อแล้ว”

    

   หลังจากยุ่งอยู่ในบ้านมาหลายวัน ในที่สุดลี่หรงก็มีกระจิตกระใจอยากหาเงินแล้ว เธอจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ 

    

   เพราะว่าเธอวางแผนจะไป ‘ตลาดเสรี’ ตอนเช้าจึงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนกำลังจะก้าวลงจากเตียงอย่างเงียบเฉียบ ก็พบว่าจ้าวชิงซงไม่อยู่แล้ว ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวจึงพลันหรี่ลง จ้าวชิงซงต้องวางแผนทำอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน ไม่งั้นเขาคงไม่ตื่นตั้งแต่รุ่งสางเช่นนี้หรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหายตัวไปไหน 

    

   ลี่หรงไม่สนใจว่าชายคนนี้วางแผนจะทำอะไรอยู่ หลังจากเติมอาหารใส่ท้องแล้ว หญิงสาวก็รีบไปขึ้นรถประจำทางตรงเข้าอำเภอ

    

   เธอทําตามคำแนะนำของหญิงขายไข่โดยใช้รหัสลับหาจนเจอ

    

   ‘ตลาดเสรี’ ที่ว่านี้อยู่ห่างออกไปทางชานเมืองเล็กน้อย ตั้งตรงตรอกเล็กๆคับแคบแห่งหนึ่ง บ้านข้างเรือนเคียงต่างเปิดแผงขายของกันหมด ผู้คนพูดคุยจอแจตลอดซอย

    

   เหล่าพ่อค้าแม่ขายจะไม่ตะโกนเรียกลูกค้า คนซื้อจะพิจารณาสินค้าเป็นอันดับแรกแล้วค่อยถามราคา ถ้ารู้สึกราคาไม่เหมาะสมก็จะเกิดการต่อรอง ถ้าเหมาะสมก็จะซื้อทันที แต่ราคาของบางอย่างใน ‘ตลาดเสรี’ นั้นสูงกว่าข้างนอกเล็กน้อย

   

   โดยทั่วไปราคาจะแพงเป็นสองเท่าของร้านสหกรณ์ หรืออาจจะแพงมากกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่ต้องการตั๋ว 

    

   สิ่งที่ลี่หรงค้นพบหลังจากสังเกต ‘ตลาดเสรี’ สักพัก ของต่างๆมากมายที่ขายใน ‘ตลาดเสรี’ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขนม ธัญพืช นมผง นมมอลต์ฯลฯ ส่วนอาหารปรุงสุกมีน้อยมาก 

    

   แน่นอน ลี่หรงย่อมมีแผนการอยู่ในใจ ชาติที่แล้วเธอเป็นฟูดบล็อกเกอร์ เธอรักการเดินทางไปรอบๆ ครั้งหนึ่งโชคดีได้เรียนสูตรพะโล้ตุ๋นที่ไม่มีใครเทียบได้สูตรหนึ่ง ซึ่งพะโล้ที่ว่าสามารถประยุกต์ทำได้ทั้งอาหารจานผักและอาหารจานเนื้อ ทำให้เธอมีผู้ติดตามหลายล้านคนในหนึ่งสัปดาห์เพราะวิดีโอนี้

    

   ไม่มีใครทำพะโล้ตุ๋นรสชาติแบบนี้มาก่อน ลี่หรงคิดว่าเธอน่าจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำ 

   

   แต่เพื่อความปลอดภัย เธอไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ตั้งแต่ครั้งแรกๆ หญิงสาวมองไปยังผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมาและครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนในที่สุดจะตัดสินใจลองเสี่ยงเพื่อดูผลตอบรับสักหน่อย 

   

   ลี่หรงซื้อขนมอบทำมือมาสองสามชิ้น เมื่อคนขายเห็นว่าเธอชอบขนมหวาน และพิจารณาเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวยคนหนึ่ง 

   

   เขายิ้มแล้วถามเธอว่า “สาวน้อย คุณต้องการนมมอลต์ไหม?”

    

   “คุณมีนมมอลต์เหรอ?”

    

   “มีสิ อยู่ข้างในยังไม่ได้เอาออกมา คุณอยากได้หรือเปล่า?”



จบตอน

Comments