yuk70 ep101-110

บทที่ 101: ดีมาก็ดีตอบ

   

   เมื่อกลับมาถึงหอพัก ลี่หรงก็พบว่าสวี่จิ้งอยู่หอพักเดียวกันกับเธอ

    

   มีนักศึกษาในชั้นเรียนเดียวกันอีกสองคน ที่อยู่ในหอพักเดียวกับเธอด้วย ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด พวกเธอคือหลิวหลานหลานกับหลี่ชุนเสวี่ย และยังมีบางคนที่ลี่หรงไม่รู้จักด้วย ซึ่งเธอคนนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

   

   “ลี่หรง ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันไหม?” คนพูดคือเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายชวนเธอไปกินข้าวกลางวันด้วย

     

   ทันใดนั้นเธอก็จำได้ว่าเสิ่นรั่วหนิง ขอให้ลี่หรงช่วยทำเสื้อผ้าให้ เธอจึงหรี่ตาลงเล็กน้อย โดยสงสัยว่าเสิ่นรั่วหนิงจะยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า แต่ไม่ว่ายังไง เธอก็จะไปกินข้าวที่โรงอาหารอยู่แล้ว ชีวิตในหอพักเพิ่งเริ่มต้นขึ้น จึงไม่ควรปฏิเสธคำชวนของเพื่อนร่วมห้อง

    

   เธอพยักหน้า แล้วหันไปมองอู๋เยี่ยนหง “พี่เยี่ยนหง อยากไปกับเราด้วยไหมคะ?”

     

   คนแรกที่ลี่หรงเจอตอนมาถึงหอพักคืออู๋เยี่ยนหง หนำซ้ำอีกฝ่ายยังจองที่นั่งให้ในห้องเรียนเมื่อเช้าด้วย ด้วยความรู้สึกและเรื่องมารยาท ลี่หรงจึงควรถามเธอว่าอยากจะไปด้วยหรือเปล่า

    

   เดิมทีคิดว่าอู๋เยี่ยนหงจะตอบรับอย่างมีความสุข แต่ไม่คาดคิดว่าจะเธอส่ายหน้าปฏิเสธ โดยบอกว่าจะไปกินทีหลัง

   

   ลี่หรงไม่อยากบังคับคนอื่นให้ทำสิ่งที่ลำบากใจ เธอจึงหยิบกล่องอาหารกลางวันของตัวเองมา แล้วไปที่โรงอาหารกับเสิ่นรั่วหนิง

    

   หลังอาหารเย็น ทั้งสองไม่ได้กลับไปที่หอพักทันที แต่ไปหาโต๊ะสะอาดในโรงอาหารนั่ง เสิ่นรั่วหนิงซื้อน้ำอัดลมมาสองขวด แล้วมอบให้ลี่หรงหนึ่งขวด

     

   นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้ดื่มน้ำอัดลมในยุคนี้ ของเหลวสีส้มอยู่ในขวดแก้ว มีฝาจีบปิดเหมือนฝาเบียร์ โดยมีตัวอักษรสีขาวขอบสีน้ำเงินเขียนไว้ว่า เป่ยปิงหยาง

   

   “ขอบคุณนะ” ลี่หรงรับมาอย่างว่าง่าย แล้วจิบไปหนึ่งอึก มันเป็นรสส้ม เธอส่งเสียง “อ้า!” ด้วยความซ่าของน้ำอัดลมในยุคนี้ “มันเย็นมากเลยนะเนี่ย ถ้าได้ดื่มตอนอากาศร้อนคงสดชื่นขึ้นไม่น้อยเลย”

    

   “ใช่แล้ว” เสิ่นรั่วหนิงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ฉันคิดว่าตัวเองต้องเลี้ยงอะไรเธอบ้างแล้ว เพราะฉันบอกแล้วว่าจะจ่ายค่าอาหารให้ แต่เธอก็จ่ายเอง ก็เลยต้องเลี้ยงน้ำอัดลมแทน ได้ยินมาว่าหลายคนชอบดื่มน้ำนี้ ฉันคิดว่ารสชาติมันออกจะธรรมดา ถ้าเธอมีเวลาว่างมาเที่ยวบ้านฉันสิ ฉันจะเลี้ยงไวน์แดงเอง”

     

   ลี่หรงคลี่ยิ้ม หลังจากอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้สองสามวัน เธอก็ค้นพบแล้วว่าคนที่นี่ชอบซื้อและดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อนี้มาก 

     

   เธออ่านชื่อยี่ห้ออีกครั้งเงียบๆ ด้วยในอนาคตยี่ห้อนี้จะค่อยๆถูกคู่แข่งแย่งพื้นที่การขายไป เธออดรู้สึกเสียใจเล็กน้อยไม่ได้ เพราะน้ำอัดลมยี่ห้อนี้ ไม่ได้แย่ไปกว่าสองยี่ห้อจากต่างประเทศ ที่ผูกขาดตลาดในเวลาต่อมาเลย

    

   ส่วนเรื่องที่เสิ่นรั่วหนิงชวนเธอไปบ้าน ลี่หรงคิดว่าเธอแค่พูดเฉยๆ จึงไม่ได้จริงจังมากนัก

   

   “ไม่คิดเลยว่าเธอจะชวนฉันมากินข้าวด้วยที่โรงอาหาร” ลี่หรงพูดทันที

    

   “ฉันถูกชะตากับเธอมากที่สุดตั้งแต่เจอกันครั้งแรกน่ะ” เสิ่นรั่วหนิงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “ฉันรู้สึกอยู่ตลอดว่าคนอื่นชอบปิดบังอะไรไว้มากมาย ก็เลยอึดอัดที่จะคุยด้วย แต่ฉันชอบเธอ”

      

   ลี่หรงรู้สึกว่าอีกฝ่ายทำตัวเหมือนเด็ก จึงส่ายหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่าพูดอย่างนั้นเลย ฉันก็แค่แปลกใจ คิดว่าเธอจะไม่มากินข้าวที่โรงอาหารน่ะ”

   

   “เธอคงไม่ได้คิดว่าครอบครัวจะห่อข้าวมาให้ฉันใช่ไหม”

     

   ลี่หรงนึกถึงผู้หญิงสองคนที่มาช่วยจัดเตียงให้เสิ่นรั่วหนิง แล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

    

   เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะ “จริงๆแล้ว พ่อแม่ของฉันก็บอกแบบนั้น ว่าจะให้คนมารับฉันกลับไปกินข้าวที่บ้าน แต่ฉันรู้สึกว่าพวกเขาน่ารำคาญมาก หลังจากทะเลาะกันอยู่นาน สุดท้ายพวกท่านก็ยอมให้ฉันกินข้าวกลางวันที่มหาวิทยาลัย แต่ต้องกลับบ้านไปกินข้าวเย็น แล้วก็ต้องนอนค้างคืนที่บ้านด้วย ไหนๆก็ไม่ได้มีเรียนเต็มวันทุกวันอยู่แล้ว”

   

   ลี่หรงตักข้าวเข้าปาก แล้วจิบน้ำอัดลมอีกครั้ง และยังคงได้รับความเย็นซาบซ่าจากน้ำอัดลมอยู่ จากนั้นจึงกระแอมแล้วพูดว่า “ฉันก็จะไม่ค้างคืนที่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน สามีของฉันเช่าบ้านอยู่นอกมหาวิทยาลัย ก็เลยจะกลับไปนอนค้างคืนที่บ้านแทนน่ะ”

     

   “ว้าว! พวกเธอตัวติดกันจริงๆเลยนะ! หวานชื่นกันจริงๆเลย!” ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกาย ก่อนจะหรี่ตามองลี่หรงด้วยสีหน้ามีเลศนัย “เป็นเพราะแต่งงานแล้ว เลยทนนอนคนเดียวไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”

   

   “แค่ก แค่ก!” ลี่หรงสำลักโดยไม่ได้เตรียมตัว “อะแฮ่ม! ใครบอกเรื่องนี้กับเธอ ตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้เนี่ย?”

    

   เสิ่นรั่วหนิงพูดไม่ออก “ฉันโตมาในต่างประเทศนะ อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กน้อยสิ ฉันอายุน้อยกว่าเธอแค่สามปีเอง! แล้วปีนี้ก็อายุยี่สิบปีแล้วด้วย!”

   

   ลี่หรงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จำต้องอธิบายว่า “ลูกชายของฉันอยู่ห่างฉันนานไม่ได้ต่างหาก”

    

   “เธอเป็นคนหน้าตาดีมากเลย ลูกชายของเธอก็ต้องหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากแน่ๆ สามีของเธอก็หน้าตาดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติที่เท้าของเขาอยู่นะ”

      

   ลี่หรงไม่อาย พูดตามตรง “ขาของเขาได้รับบาดเจ็บน่ะ รักษาดีที่สุดได้เท่านี้ ไม่มีทางแก้กลับมาให้ดีขึ้นกว่านี้อีกแล้ว ทว่าเขาก็เป็นทหารวีรบุรุษที่ปลดประจำการเพราะอาการบาดเจ็บที่ขา ฉันรักเขาและไม่รู้สึกอายกับเรื่องนี้เลย”

    

   “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…” เสิ่นรั่วหนิงรีบพูด

     

   “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง” ลี่หรงพูดเบาๆ

     

   เสิ่นรั่วหนิงแอบมองลี่หรงอีกสองสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ถือโทษโกรธ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่เป็นเพื่อนคนโปรดคนแรกของเธอ หลังจากกลับประเทศมา เธอไม่อยากสูญเสียมิตรภาพที่เพิ่งได้มาไป

     

   หลังกลับมาที่หอพักหลังอาหารกลางวัน ลี่หรงก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดมื้ออาหาร เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้ขอให้เธอช่วยทำเสื้อผ้าให้เลย

   

   เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า?

    

   บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเสิ่นรั่วหนิงถึงพยายามเริ่มบทสนทนา ตั้งแต่ตอนเจอเธอเป็นครั้งแรกหรือเปล่า?

    

   ไม่สิ ลี่หรงส่ายหน้า ตอนอยู่ในหอพัก เสิ่นรั่วหนิงชมเสื้อผ้าสวยๆที่เธอสวมในวันนี้ แล้วถามว่าเธอตัดเย็บเองหรือเปล่า

    

   เสื้อผ้าเกือบทั้งหมดที่ลี่หรงใส่ตอนนี้ เป็นชุดที่ตัดเย็บขึ้นมาเอง ทั้งกระโปรงยาวในวันนี้ และเสื้อแขนยาวรัดเอวสีชมพูกุหลาบ เดิมทีเธอตัดเย็บทั้งหมดในหมู่บ้านต้าเจียง ส่วนแขนเสื้อเป็นยางยืดธรรมดา ด้วยบังเอิญว่าแม่ลี่นำผ้าเนื้อโปร่งกลับมาจากโรงงานทอผ้าด้วย 

     

   เธอจึงขอบางส่วนมาเย็บไว้ที่ชายกระโปรงและส่วนข้อมือ ทั้งยังนำมาทำเป็นดอกคามีเลียสองสามดอก แล้วเย็บติดไว้ที่อกเสื้อด้วย

    

   มันเป็นชุดที่สวยงามน่ารักมาก

    

   น่าแปลกที่เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้พูดถึงเรื่องชุดอีก และลี่หรงก็ไม่ได้พูดถึงเช่นกัน

   

   ในตอนเย็น ครอบครัวของเสิ่นรั่วหนิงมารับเธอกลับ ก่อนออกเดินทาง อีกฝ่ายบอกกับลี่หรงว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องไปโรงอาหารนะ ฉันจะเอาอาหารเช้ามาให้เธอเอง ป้าที่บ้านฉันทำกับข้าวอร่อยมากเลยล่ะ ไว้จะแบ่งมาให้เธอลองชิมนะ”

   

   ขณะที่ลี่หรงกำลังจะปฏิเสธ เสิ่นรั่วหนิงก็จากไปแล้ว

    

   เธอส่ายหน้า ไม่มีทางให้เลือกเลยจริงๆ

    

   เสิ่นรั่วหนิงกระตือรือร้นเกินไป จนลี่หรงรู้สึกว่าตัวเองจะทนนิสัยนี้ของอีกฝ่ายไว้ไม่ไหวแล้ว การมีชีวิตอยู่มาถึงสองชาติ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับหญิงสาวที่กระตือรือร้นในการผูกมิตรขนาดนี้

   

   ที่นี่อาบน้ำไม่สะดวก เพราะไม่มีห้องน้ำแยก ต้องไปอาบน้ำรวมที่โรงอาบน้ำ

   

   ในโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ จำเป็นต้องเปลื้องผ้าอาบน้ำต่อหน้าคนมากมาย ลี่หรงเขินอายมาก ต้องทำใจอยู่สักพัก ทว่าก็ตัดสินใจทนไม่อาบน้ำ ก่อนไปที่เครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อนำน้ำร้อนมาเช็ดตัวในหอพัก จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า เท่านี้ก็ถือว่าอาบน้ำแล้ว

    

   ลี่หรงนอนบนเตียง ทว่าทำอย่างไรก็นอนไม่หลับสักที คืนแรกที่หญิงสาวต้องห่างจากสามีและลูก ทำให้เธอมีอาการนอนไม่หลับ

     

   เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ลี่หรงกำลังจะออกไปข้างนอก ก็บังเอิญเจอกับเสิ่นรั่วหนิงที่กำลังถืออะไรบางอย่างอยู่ ลี่หรงก็ยิ้มด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “อรุณสวัสดิ์”

     

   “ฮึ่ม! เธอกำลังจะไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหารเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว เมื่อเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของลี่หรง เธอก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก “ฉันคิดไว้แล้วล่ะ แต่โชคดีที่ฉันมาเร็ว”

   

   ในตอนเที่ยง ลี่หรงยืนกรานว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอจะเลี้ยงข้าวเสิ่นรั่วหนิงในมื้อเย็น ก่อนแสร้งทำเป็นโกรธขณะพูดกับเสิ่นรั่วหนิง “เมื่อวานเธอเลี้ยงน้ำอัดลมฉัน แล้ววันนี้ยังเอาอาหารเช้ามาให้อีก ถ้าครั้งนี้เธอเกรงใจฉัน ฉันจะโกรธจริงๆแล้วนะ!”

   

   เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกว่า เมื่อลี่หรงทำหน้าบึ้งนั้นน่ากลัวอยู่สักหน่อย ด้วยกลัวว่าเพื่อนคนนี้จะโกรธเข้าจริงๆ จึงต้องยอมตอบตกลงแต่โดยดี

    

   ลี่หรงตักหมูผัดเปรี้ยวหวานใส่สับปะรด กับอาหารจานเนื้อและผักอีกจานให้เธอ



บทที่ 102: อย่าคิดนาน


    

   ซุปในโรงอาหารมันและเค็มมาก ลี่หรงไม่ชอบรสชาตินี้เลย เธอจึงคิดไว้ว่าจะกลับไปทำเองที่บ้าน แล้วค่อยนำมากินที่นี่ แต่วันนี้ลี่หรงอยากเลี้ยงเพื่อน จึงสั่งซุปซี่โครงหมูใส่ข้าวโพดหนึ่งถ้วยมาให้เสิ่นรั่วหนิง

   

   อีกฝ่ายโบกมือ ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม “ไม่เอาอันนี้ได้ไหม มันไม่อร่อยเลย”

    

   ลี่หรงยิ้ม ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด แล้วไปซื้อน้ำอัดลมเป่ยปิงหยางให้เธอหนึ่งขวด

    

   เสิ่นรั่วหนิงจิบไปอึกใหญ่ “ฮ่า! สดชื่นจังเลย”

    

   ลี่หรงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหลายวันแล้ว แต่จ้าวชิงซงก็ยังไม่มารับสักที เธอนั่งนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้แล้ว ช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีเรียน จึงคิดว่าถ้าเรียนภาคเช้าจบ เธอจะไปบ้านในตอนบ่ายสักหน่อย

    

   พระอาทิตย์ส่องแสงจ้าอยู่กลางฟ้า ทว่าความร้อนยังไม่ระอุถึงขึ้นแผดเผาให้แสบผิว กลับทำให้คนเกียจคร้าน และรู้สึกง่วงนอนในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง หลายคนจึงกลับไปนอนพัก

   

   ลี่หรงค่อยๆเก็บข้าวของอย่างเบามือ เตรียมจะออกไปข้างนอก

    

   ตอนบ่ายไม่มีเรียน เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้งีบหลับที่มหาวิทยาลัย แต่กลับบ้านไปทันที ตอนแรกเธอบอกลี่หรงว่าจะกลับบ้าน แต่กลับลืมหยิบของสำคัญไว้ที่หอพัก เมื่อกลับมาที่หอพัก ก็บังเอิญพบกับลี่หรงที่ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี

    

   เธอเดินเข้าไปจับแขนลี่หรง “เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?”

   

   ลี่หรงส่งเสียง “ชู่ว” ให้อีกฝ่ายเงียบเสียง เพราะตอนนี้ทุกคนในหอพักกำลังนอนหลับอยู่ จากนั้นเธอก็จูงเสิ่นรั่วหนิงออกประตูไป แล้วพูดว่า “พวกฉันเช่าบ้านข้างนอกไว้ แต่รอตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นว่าสามีจะมีท่าทีมารับเลย ฉันก็เลยว่าจะไปดูสักหน่อย ไหนๆบ้านก็ไม่ไกลจากที่นี่อยู่แล้ว”

    

   “อ๋อ! คนขับรถของฉันรออยู่ชั้นล่างน่ะ เธอรอสักพักสิ ให้ฉันเข้าไปหยิบของก่อน แล้วให้คนขับรถพาเธอไปส่งที่นั่นดีไหม?”

    

   “ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่เป็นอะไรหรอก ขอบคุณเธอมาก” ลี่หรงยิ้ม “บ้านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากเท่าไหร่ ห่างออกไปแค่ไม่กี่ช่วงถนนเท่านั้นเอง เธอไปจัดการเรื่องของตัวเองเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปที่นั่นเอง”

     

   หลังจากพยายามรื้อฟื้นความจำแล้ว... ลี่หรงก็พบว่าตัวเองไม่มีความทรงจำใดเหลืออยู่เลย เธอจำทางไปบ้านไม่ได้ จึงได้แต่เดินเตร็ดเตร่อยู่ในตรอกเป็นเวลานาน ก่อนหยุดยืนมองทางซ้ายขวา ขณะเดินออกจากตรอก จนพบเข้ากับคนคุ้นเคยตรงทางเข้าซอย

   

   หากนั่นไม่ใช่จ้าวชิงซง แล้วจะเป็นใครได้

    

   เธอถอนหายใจ แล้วส่งเสียงเรียกเขา

    

   จ้าวชิงซงกับพวกช่างวัยราวสี่สิบห้าสิบหลายคน กำลังช่วยกันขนของที่ดูเหมือนโครงเตียง

    

   “คุณมาได้อย่างไรครับเนี่ย?” จ้าวชิงซงวางของในมือลง แล้วถามลี่หรงที่กำลังเดินมาหาเขา

    

   ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพูดด้วยความหงุดหงิด “ฉันรอมาตั้งนานแล้ว แต่ก็คุณก็ไม่มารับสักที ในฐานะภรรยา ทำไมฉันจะมาดูว่าคุณจัดของไปถึงไหนแล้วไม่ได้ล่ะคะ”

    

   จ้าวชิงซงเกาหัว แล้วอธิบายให้เธอฟัง “ขอโทษครับ พอดีว่าเครื่องเรือนสำเร็จรูปไม่ค่อยดี ต้องใช้ความพยายามพอสมควรในการตามหาช่างไม้ที่มีฝีมือมาทำให้น่ะครับ ช่างไม้เพิ่งทำเสร็จวันนี้เลยครับ ผมคิดว่าอีกเดี๋ยวจะไปรับคุณอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาก่อนน่ะครับ”

    

   “ฉันลืมไปว่าบ้านเราหลังไหนกันแน่ เลยเดินตามหาตั้งนานเลยค่ะ” ลี่หรงหน้าแดง รู้สึกอายที่ลืมบ้านของตัวเองแบบนี้

   

   จ้าวชิงซงจับมือของหญิงสาว แล้วมองไปทางตรอกที่เธอออกมา ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณเข้าตรอกผิดแล้วครับ หาบ้านไม่เจอก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บ้านของเราอยู่ในตรอกนี้น่ะครับ เดินเข้ามาจะเห็นต้นหยางสองสามต้นที่ตอนนี้กำลังผลิใบเขียวพอดีเลยครับ”

    

   “เข้าใจแล้วค่ะ” ลี่หรงกะพริบตา แล้วก้มลงไปขนของ “ฉันจะช่วยขนของเข้าบ้านด้วยค่ะ”

   

   “ไม่ต้องหรอกครับ แผ่นไม้กระดานพวกนี้หนาและหนักด้วย คุณเข้าไปในบ้าน แล้วลองตรวจดูว่าในบ้านมีอะไรขาดไปหรือเปล่าดีกว่าครับ”

   

   “ได้ค่ะ” ลี่หรงตอบอย่างว่าง่าย เพราะเธอพบว่าตัวเองไม่มีแรงพอที่จะสามารถขยับไม้กระดานได้เลยด้วยซ้ำ

     

   ช่างที่กำลังขนย้ายสิ่งของ ถามจ้าวชิงซงว่า “เถ้าแก่จ้าว นี่ใครเหรอครับ?”

     

   “นี่คือเถ้าแก่เนี้ยครับ” จ้าวชิงซงยิ้มอ่อน ซึ่งทำให้ช่างหลายคนหมั่นไส้เล็กน้อย แล้วแซวจ้าวชิงซงด้วยภาษาเมืองหลวงหลายครั้ง แต่เขาก็เพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด

   

   จ้าวชิงซงกับพวกช่างช่วยกันขนไม้กระดานเข้าไปในบ้าน แล้วเริ่มประกอบเป็นเตียง ลี่หรงเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่าทั้งเตียงไม่ได้ใช้ตะปูเหล็กแม้แต่ตัวเดียว

    

   หญิงสาวนึกชื่นชมฝีมือของช่างไม้อยู่ในใจ

    

   หลังจากที่พวกช่างจากไปแล้ว จ้าวชิงซงก็ปูที่นอนและจัดผ้าห่มทั้งหมดที่เขาเตรียมไว้

    

   เตียงใหม่ที่เป็นของพวกเขาเท่านั้น ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการแล้ว

   

   ลี่หรงนอนบนเตียง แล้วถอนหายใจ “ในที่สุดพวกเราก็มีบ้านเป็นของตัวเองแล้วนะคะ”

    

   จ้าวชิงซงหัวเราะเบาๆ แล้วล้มตัวลงนอนข้างเธอ

   

   เขานอนตะแคงไปด้านข้าง กอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน “ที่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้างครับ?”

    

   ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยถ้าบอกว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปด้วยดี ก็จะทำให้สามีกังวล แต่ถ้าบอกว่าสถานการณ์ราบรื่นดี ก็จะทำให้สามีรู้สึกว่าเธอสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีเขา ซึ่งจะทำให้ชายหนุ่มต้องเสียใจเป็นแน่

    

   “อืม… ก็เฉยๆนะคะ” ลี่หรงตอบอย่างคลุมเครือ แล้วกอดเอวเพรียวของจ้าวชิงซง “ฉันคิดถึงพวกคุณค่ะ แล้วคุณล่ะคะ?”

     

   เมื่อครู่เธอบอกว่า ‘พวกคุณ’ แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ถามความรู้สึกส่วนตัวของจ้าวชิงซง ถือเป็นความคิดที่ดีจริงๆ มือของจ้าวชิงซงลูบไล้เอวบางของลี่หรง ที่ไม่ได้ผอมจนเกินไป เขายกยิ้มแล้วตอบว่า “คิดสิครับ”

   

   “คิดอะไรคะ” ลี่หรงไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายบ่ายเบี่ยง ยืนกรานให้เขาพูดออกมา

    

   หูของจ้าวชิงซงกลายเป็นสีแดงก่ำแล้ว เขากอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขนแน่น โดยไม่ให้หญิงสาวหันมามอง จากนั้นลี่หรงก็ได้ยินเสียงทุ้มลึกของชายหนุ่มพูดว่า “ผมก็คิดถึงคุณเหมือนกันครับ”

   

   เช่นเดียวกับลี่หรง จ้าวชิงซงไม่ได้เจอภรรยามาหลายวันแล้ว เขาเองก็รู้สึกว่างเปล่าในใจเช่นกัน 

    

   ตอนนี้เมื่อคนรักมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนี้ ในที่สุดความรู้สึกที่ขาดหายไปของจ้าวชิงซง ก็ถูกเติมเต็มแล้ว

    

   “ฮึ่ม…” ลี่หรงยิ้มหวาน ไม่ได้พูดอะไรต่อ

    

   บรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ที่มีคู่รักกอดกันแนบแน่น ย่อมเป็นวันที่ดี

    

   จ้าวชิงซงก้มหน้าลงเชยคางของลี่หรงขึ้น แล้วจุมพิตเนิ่นนาน

    

   ดั่งสายฟ้าฟาดพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีใครสามารถหยุดความรักของทั้งสองได้

    

   ลี่หรงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว จึงเอื้อมมือไปผลักเขา “คุณคะ กลางวันแสกๆ…”

    

   “ไม่ต้องกังวลครับ นี่คือบ้านของเรา ไม่มีใครเข้ามาหรอก” จ้าวชิงซงพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ดูคล้ายกำลังเกลี้ยกล่อม ทว่าการกระทำของเขาไม่อนุญาตให้ลี่หรงปฏิเสธอีกต่อไป

    

   เขาพลิกตัวขึ้นกดร่างของหญิงสาวไว้

    

   การเคลื่อนไหวนั้นหนักกว่าปกติมาก เสียงครวญครางดังชัดเจนเป็นพิเศษในห้องอันเงียบสงบ

    

   เมื่อลี่หรงได้ยินเสียงตัวเองก็รู้สึกเขินอาย เธอกัดปากพยายามกลั้นเสียง แต่ก็ไม่อาจทนการเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงของจ้าวชิงซงได้ หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้ชายหนุ่มช่วยอ่อนโยนกว่านี้สักหน่อย

    

   ทว่าชายหนุ่มปฏิเสธ ลี่หรงกอดรัดเขาแน่น พลางขบไหล่หนาของเขาด้วยความเสียวสะท้าน

     

   จ้าวชิงซงเจ็บแปลบ แต่ไม่ยอมปล่อยเธอไป

    

   เขาก้มลงจูบเธออย่างดูดดื่มเย้ายวน

    

   เช่นเดียวกับหมาป่าและเสือ ที่ทั้งดุดันและร้อนแรง

    

   เนิ่นนาน จนในที่สุดเสียงครวญครางก็หยุดลง

   

   จ้าวชิงซงกอดหญิงสาวตัวเล็กที่ยังคงหายใจไม่คงที่ แล้วใช้มือเช็ดเหงื่อบางๆที่ปลายจมูกเธอ แล้วถามว่า “รู้สึกดีไหมครับ?”

    

   “ไม่ดีค่ะ!” น้ำเสียงของลี่หรงแสนงอน “ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ ฉันบอกแล้วว่าให้หยุด คุณอยากให้ฉันตายเหรอคะ?”

    

   จ้าวชิงซงที่ได้รับคำชมอ้อมๆจากหญิงสาว พูดอย่างสงบ “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ สามีของคุณจะปล่อยให้คุณเป็นอะไรไปได้ยังไง? เราสองคนต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ชั่วนิรันดร์ไปเลยครับ”

   

   ลี่หรงที่ไม่ค่อยได้ยินชายหนุ่มพูดถึงเรื่องความรัก ก็รู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย เธอสูดจมูกโดยไม่พูดอะไร

    

   หลังจากนั้นไม่นาน ลี่หรงก็พูดว่า “เดี๋ยวเราจะกลับไปพาอันอันมาเลยไหมคะ พ่อแม่ของฉันต้องทำงาน แล้วช่วงนี้ใครดูแลเขาให้เหรอคะ?”

   

   “พี่ชายสามครับ ผมไม่รู้ว่าพี่ชายสามพาเขาไปเดินเล่นที่ไหนตลอดทั้งวัน แต่เด็กน้อยไม่ร้องไห้งอแงเลยครับ” จ้าวชิงซงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “พอไม่เห็นคุณตอนกลางคืน เขาจะงอแงอยู่สักพัก แต่กล่อมไปได้สักพักก็เข้านอนเรียบร้อยครับ”

   

   “เราจะไม่แยกกันอยู่แบบนี้อีกแล้ว ไปรับเขาคืนนี้เลยเถอะค่ะ”

   

   ลี่หรงประเมินเวลาดูแล้ว เดาว่าคุณแม่ลี่คงยังไม่กลับบ้านหลังจากเลิกงาน เธอกับจ้าวชิงซงจึงไปซื้อผักที่ร้านสหกรณ์ก่อน



บทที่ 103: กลับบ้านแล้ว


    

   เมื่อกลับมาถึงบ้านสกุลลี่ ก็เป็นไปตามที่ลี่หรงคาดไว้ ไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน

    

   ลี่หรงล้างมือเตรียมทำอาหาร

    

   เธอล้างกระดูกชิ้นใหญ่ ก่อนใส่เครื่องเทศสามเกลอเพื่อดับกลิ่นคาว หลังจากตุ๋นซุปบนเตาแล้ว ก็เริ่มทำอาหารอย่างอื่น จากนั้นจ้าวชิงซงเริ่มเข้ามาช่วยเธอ

    

   หั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นบางๆผัดเครื่องเทศ เติมน้ำ ก่อนใส่กะหล่ำปลีกับเนื้อลงไปผัด ใช้เวลาเพียงไม่นาน เนื้อในกระทะก็สุกทั่วถึงกำลังดี จากนั้นลี่หรงก็ยกออกจากเตา โรยงาและต้นหอมสับด้านบน ก่อนตั้งน้ำมันให้ร้อน แล้วราดตามลงไป เกิดกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วทั้งครัว

    

   แม่ลี่ยังกินกุนเชียงที่ลูกสาวส่งกลับมาจากหมู่บ้านต้าเจียงไม่หมด ส่วนที่เหลือยังถูกแขวนไว้อยู่ ลี่หรงจึงหั่นบางส่วนมาผัดกับถั่ว

    

   หมูสามชั้นที่ซื้อมานั้นนำมาทำเป็นพะโล้ แค่เห็นสีสันก็ทำให้คนมองน้ำลายสอแล้ว

   

   จากนั้นเธอก็สับกระเทียม แล้วนำเห็ดลงไปผัดกับกระเทียมสับให้หอม สุดท้ายก็ผัดผักใบเขียวตามฤดูกาลอีกหนึ่งจาน

   

   อาหารเสร็จแล้ว และซุปก็เกือบจะได้ที่แล้วเช่นกัน

    

   น้ำซุปสีขาวเข้มข้นจากกระดูกชิ้นใหญ่ ด้วยรสชาติกลมกล่อมของซุป และเส้นบะหมี่สีขาวในน้ำซุปเข้มข้น ไม่ว่าใครเห็นก็อยากจะกินชามโต

     

   ลี่หรงใส่ข้าวโพดลงไปเป็นอย่างสุดท้าย เมื่อข้าวโพดสุก น้ำซุปก็พร้อมเสิร์ฟ

   

   เมื่อแม่ลี่กลับมาถึงบ้าน ก็บังเอิญเจอพ่อลี่อยู่ที่ชั้นล่างเหมือนกัน ทั้งสองจึงกลับบ้านพร้อมกัน ทันทีที่เข้าไปในบ้าน กลิ่นหอมของอาหารก็ดึงดูดประสาทรับกลิ่นทันที

   

   แม่ลี่สูดจมูก แล้วถามพ่อลี่ว่า “ทำไมมีกลิ่นหอมในบ้านเราล่ะ คุณได้กลิ่นไหมคะ?”

   

   “ได้กลิ่นแล้วครับ” พ่อลี่หันหน้าไปทางห้องครัว “ดูเหมือนว่ากลิ่นจะมาจากบ้านเรานะ”

    

   “ใครทำอาหารหอมน่ากินขนาดนี้เนี่ย หรือว่าลูกสะใภ้ใหญ่จะมา แต่เธอไม่ได้บอกว่าจะมาทำอาหารไม่ใช่เหรอคะ?” แม่ลี่เก็บข้าวของ แล้วเดินไปที่ห้องครัวด้วยสีหน้างุนงง

     

   “เสี่ยวหรงเหรอ?” เมื่อเห็นว่าเป็นลี่หรง แม่ลี่ก็ประหลาดใจมาก “วันนี้หยุดเหรอจ๊ะ?”

    

   ลี่หรงวางจานลงบนโต๊ะ แล้วยิ้มให้แม่ลี่ “เปล่าค่ะ ตอนบ่ายไม่มีเรียน หนูไม่มีอะไรทำก็เลยกลับบ้านมาหาพ่อแม่น่ะค่ะ ทั้งสองคนไปล้างมือ แล้วมากินข้าวเย็นกันเถอะค่ะ”

    

   “เอ๊ะ! นี่ลูกทำทั้งหมดนี้เองเลยเหรอ?” แม่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ

   

   ขณะที่ลี่หรงกำลังจะพูด จ้าวชิงซงก็ยกซุปออกมาพอดี แม่ลี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจ จากนั้นจึงมองลี่หรงด้วยสีหน้ารู้ทัน แล้วพูดว่า “เสี่ยวจ้าวทำเองใช่ไหมจ๊ะ? ดูแล้วฝีมือน่าจะไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย”

   

   “...” ลี่หรงทำอะไรไม่ถูก “แม่คะ หนูเป็นคนทำอาหารทั้งหมดเองค่ะ จ้าวชิงซงแค่เป็นลูกมือให้ ถ้าไม่เชื่อก็ถามเขาสิคะ”

     

   จ้าวชิงซงพูดเสริมว่า “ครับแม่ ผมเป็นแค่ลูกมือเท่านั้นครับ”

    

   ลี่หรงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากฟังคำพูดของจ้าวชิงซง แม่ลี่ก็พูดว่า “พ่อกับแม่รู้ดีจ้ะ ว่าเสี่ยวหรงฝีมือเป็นยังไง ไม่ต้องช่วยปกปิดให้เธอหรอกจ้ะ”

   

   ลี่หรง: “...”

     

   จ้าวชิงซงอดหัวเราะไม่ได้ แล้วพยักหน้า

   

   ดูเหมือนว่าแม่ลี่จะไม่เชื่อว่าเธอเป็นคนทำอาหารเหล่านี้ ช่างเถอะ ลี่หรงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “อันอันอยู่ไหนเหรอคะ ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก?”

   

   “ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ วันนี้แม่กับพ่อต้องทำงานทั้งคู่ เลยเอาไปฝากไว้กับพี่ชายสามของลูกแทน ไม่รู้ว่าเขาพาไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหน แต่อีกสักพักก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ เพราะแม่บอกว่าให้เขากลับมาก่อนมื้อเย็นน่ะจ้ะ”

   

   ลี่หรงยิ้ม “ล้างมือแล้วกินข้าวกันก่อนเลยนะคะ ไม่ต้องรอเขาก็ได้ค่ะ”

   

   กินข้าวไปได้ครึ่งหนึ่ง ลี่รุ่ยจือก็กลับมา ขณะอุ้มเจ้าตัวน้อยเข้าบ้าน ลุงกับหลานชายพูดคุยหัวเราะกันเสียงดังมาก ไม่รู้ว่ากำลังหัวเราะเรื่องอะไรกัน

   

   ลี่หรงเพิ่งกินเสร็จ ยังไม่ได้กินซุปปิดท้าย เมื่อเธอได้ยินเสียง ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป “อันอัน”

    

   “แม่!” ตาดำขลับกลมโตของอันอันเป็นประกายขึ้น เมื่อได้ยินเสียงของลี่หรง เขาตะโกนเสียงดัง แล้วจึงวิ่งไปหาลี่หรงทันที

   

   ลี่หรงโน้มตัวไปอุ้มเขาขึ้นมา “ลูกรัก คิดถึงแม่ไหมจ๊ะ?”

   

   “คิดถึงครับ” อันอันกอดคอลี่หรงแน่น “แม่…”

   

   “เฮ้” ลี่หรงหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ที่ห้อยอยู่ด้านหลังเขามาเช็ดเหงื่อให้ “ไปเล่นที่ไหนมาครับ ทำไมถึงเหงื่อออกขนาดนี้เลย?”

   

   เด็กน้อยยื่นแขนน้อยๆออกมาข้างหน้า เหยียดนิ้วชี้ออก ยกนิ้วโป้งขึ้น ทำเป็นรูปปืน ก่อนจะพูดกับลี่หรงด้วยความตื่นเต้นว่า “ลุงยิงปืน ปัง! ปัง ปัง!”

   

   ลี่รุ่ยจือยืนอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าหลานห้ามพูดอะไร?”

    

   อันอันมองลี่รุ่ยจือด้วยสีหน้างุนงง “ลุงบอกว่าห้ามบอกคุณตาคุณยาย แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามบอกแม่นี่ครับ”

    

   ลี่รุ่ยจือถึงกับสะดุด ท่ามกลางสายตาของพ่อแม่ที่เหมือนจะฆ่าเขา เขาอยากจะร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตา จนเกือบจะคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กแสบตัวน้อยคนนี้

   

   แม่ลี่จ้องมองลี่รุ่ยจือ “ลูกพาอันอันเข้ากองทัพจริงเหรอ ไม่กลัวว่าจะทำให้เด็กตัวเล็กๆกลัวบ้างเลยหรือไง?”

    

   ลี่รุ่ยจือแตะจมูกตัวเอง แล้วพูดว่า “อันอันกล้าหาญมากครับ...

    

   คำพูดที่เหลือหายไป เพราะสายตาเขียวปั๊ดของแม่ลี่

   

   “เอาเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย ไปล้างมือแล้วกินข้าวกันเถอะค่ะ” ลี่หรงแก้สถานการณ์ เธอไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติ หากลี่รุ่ยจือพาอันอันเข้ากองทัพ เป็นการดีที่เด็กน้อยจะได้ฝึกความกล้าหาญ

    

   อาจเป็นเพราะไม่ได้เจอลี่หรงมาหลายวันแล้ว เด็กน้อยจึงเกาะติดเธอมาก แม้ว่าเขาจะกินข้าวเองได้แล้ว แต่ก็ไม่ละแขนออกจากลี่หรง เด็กน้อยอยากจะกอดแม่ไว้ข้างตัวเสมอ

   

   เมื่อลี่หรงวางเขาลงจากตัก เด็กน้อยก็ทิ้งสิ่งที่ถืออยู่ทันที แล้วคว้าเสื้อของลี่หรงไว้

    

   ลี่หรงทั้งเอ็นดูและขบขัน “คืนนี้แม่จะอยู่กับลูกจ้ะ”

   

   คืนนั้นพวกลี่หรงไม่ได้พักที่บ้านสกุลลี่ แม้ว่าแม่ลี่จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนค้าง แต่ลี่หรงก็ยังไม่ยอมค้าง เธออธิบายว่า “พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า มหาวิทยาลัยอยู่ไกลจากที่นี่เกินไป ตอนนี้ยังขึ้นรถกลับทัน ฉันขอตัวกลับไปกับจ้าวชิงซงก่อนนะคะ”

   

   แม่ลี่รั้งไว้ไม่ได้ เธอจึงต้องบอกให้พวกเขากลับมาอีกเมื่อมีเวลาว่าง

   

   เด็กน้อยร้องไห้หนักมากในตอนที่ต้องแยกจากลี่หรง มาตอนนี้เขากำลังจะออกจากบ้านยาย แต่เนื่องจากเขาถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของลี่หรง เด็กน้อยจึงแค่ยกมือ แล้วกล่าวคำอำลายายของเขาอย่างเรียบร้อย

    

   ลี่หรงบีบจมูกเขา “เจ้าลูกตัวน้อย”

    

   “ฮิๆ…” เด็กน้อยรู้ว่าแม่กำลังพูดถึงเขา จึงซุกหน้าไปที่ไหล่และคอของลี่หรงด้วยความเขินอาย แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

    

   เมื่อกลับถึงบ้าน จ้าวชิงซงก็เอาถ่านไปก่อไฟต้มน้ำ เตรียมอาบน้ำ

     

   เด็กน้อยผล็อยหลับไประหว่างทางกลับ ลี่หรงวางเขาบนเตียง ก่อนดึงผ้าห่มมาให้ แล้วเดินตามแสงสว่างไปที่ห้องครัว เฝ้าดูเตาไฟกับจ้าวชิงซง

   

   ก่อนที่น้ำจะเดือด เสียงร้องไห้ของอันอันก็ดังมาจากในห้อง ลี่หรงรีบลุกเดินไปดูทันที

    

   “แม่…” เด็กน้อยเรียกทั้งน้ำตา “ฮือๆๆ!”

   

   เมื่อเห็นลี่หรง เขาก็กระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของเธอ แล้วถามเธอว่า “แม่ไปไหนมาครับ!”

    

   ปรากฏว่าเด็กน้อยร้องไห้ เพราะเขาตื่นมาแล้วไม่เห็นลี่หรง

   

   ลี่หรงกอดลูกน้อยแล้วหอมแก้มอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้ง เธอรอจนเจ้าตัวน้อยสงบลง ก่อนจะบอกกับเขาว่า “แม่บอกแล้วว่าคืนนี้จะอยู่กับลูก ยังไม่รีบจากไปไหนหรอก แต่พรุ่งนี้แม่ต้องไปเรียนแล้ว จะไม่อยู่บ้านตอนกลางวันนะจ้ะ”

   

   เด็กน้อยสูดจมูก “แล้วแม่จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ”

    

   ลี่หรงหัวเราะ “อย่าร้องไห้เลย ลูกอายุสองขวบแล้ว แม่ของลูกต้องเรียนและทำงานไปด้วย อยู่กับลูกตลอดเวลาไม่ได้หรอกจ้ะ”

   

   “ฮึ่ม…” เด็กน้อยไม่พูด เขาแค่ส่งเสียงเบาๆในลำคอ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจหรือเปล่า

   

   จ้าวชิงซงเดินเข้ามาบอกว่าน้ำร้อนพร้อมแล้ว และบอกให้ลี่หรงอาบน้ำก่อน

   

   ลี่หรงรู้สึกสงสารลูกน้อย จึงบอกให้จ้าวชิงซงอาบก่อนเลย และพูดว่า “ฉันจะอาบให้อันอันก่อนค่ะ”



บทที่ 104: ใกล้สิ้นสุดภาคเรียน


    

   เมื่อลี่หรงไปมหาวิทยาลัยแล้ว และจ้าวชิงซงก็กำลังเตรียมตัวสำหรับเริ่มต้นอาชีพของตัวเอง ดังนั้น พวกเขาก็ได้ตระหนักถึงปัญหาครอบครัวที่สำคัญมากอย่างหนึ่งขึ้นมาได้

    

   ใครจะดูแลอันอัน?

    

   ไม่มีใครดูแล!

    

   สองสามีภรรยาไม่อาจทิ้งเด็กน้อยไว้ให้ครอบครัวลี่คอยดูแลได้ตลอดไป ด้วยพ่อลี่และแม่ลี่ยังไม่เกษียณ จึงต้องออกไปทำงานอยู่เสมอ แม้จะไม่รู้ว่าลี่รุ่ยจือกำลังยุ่งอยู่กับธุระอะไรในแต่ละวัน ทว่าก็ไม่สามารถทิ้งอันอันให้พี่ชายสามช่วยดูแลตลอดเวลาได้

   

   จ้าวชิงซงจมอยู่ในห้วงความคิด ขณะมองเด็กน้อยที่กำลังหัวเราะคิกคักอยู่บนพื้น ก่อนตัดสินใจเขียนจดหมายถึงครอบครัวของสกุลจ้าว โดยขอให้แม่จ้าวมาช่วยดูแลอันอันให้ในระหว่างนี้

    

   เมื่อแม่จ้าวได้รับจดหมาย ก็ได้ให้ต้าหนิวอ่านจดหมายให้เธอฟัง เธอก็เข้าใจได้ว่าในจดหมายนั้นต้องการสื่ออะไร

    

   แม่ย่อมเข้าใจลูกชายดีที่สุด

    

   เมื่อแม่จ้าวอ่านจดหมายจบ ก็รู้ได้ทันทีว่าจ้าวชิงซงคงจะหมดหนทางแล้ว เธอจึงเขียนตอบกลับไป ในซองจดหมายยังมีเงินหลายสิบหยวน ไว้สำหรับซื้อตั๋วรถไฟให้แม่จ้าวเดินทางไปหาพวกเขาด้วย

    

   หลังจากจัดการเรื่องต่างๆที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไปที่ชุมชนเพื่อขอลางานกับหัวหน้าฝ่ายผลิต จ้าวเจี้ยนผิงรู้ว่าแม่จ้าวกำลังจะเดินทางไปเมืองหลวง เพื่อดูแลลูกหลาน เขาจึงพูดแซวด้วยความอิจฉาเล็กน้อยว่า “ลูกชายคนรองของคุณเก่งจริงๆ ถือว่าเป็นคนดี รู้จักหาวิธีพาแม่ไปอยู่สุขสบายที่เมืองหลวง ถ้าในอนาคตได้ดีแล้ว ก็อย่าลืมเพื่อนชาวบ้านอย่างพวกเราด้วยล่ะ”

    

   หลังจากตัดสินใจเลือกวันออกเดินทางได้แล้ว แม่จ้าวก็เขียนจดหมายตอบกลับจ้าวชิงซง โดยระบุวันออกเดินทางและเวลาที่คาดว่าจะถึงโดยประมาณไว้อีกด้วย

   

   ต้าหนิวรู้ว่าแม่จ้าวต้องไปเมืองหลวง เขาจึงเรียกเอ้อร์หนิวมาช่วยเกลี้ยกล่อมแม่จ้าวอยู่นาน โดยหวังว่าเธอจะพาพวกเขาไปด้วย

    

   เด็กชายทั้งสองยังไม่เคยขึ้นรถไฟ เพียงเคยได้ยินมาว่ารถไฟเป็นเหมือนแมลงตัวเป็นปล้อง ทั้งยังวิ่งเร็วมากอีกด้วย...

   

   แน่นอนว่าแม่จ้าวไม่สามารถพาพวกเขาไปด้วยได้ จึงบอกให้พวกเขาตั้งใจเรียนให้ดี แล้วรอจนถึงวันปิดเทอมจึงจะไปเที่ยวในเมืองได้

   

   ไม่ว่าเด็กทั้งสองจะไม่พอใจแค่ไหน พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของแม่จ้าวได้ เอ้อร์หนิวจึงคว้าชายเสื้อของแม่จ้าว พลันร้องไห้ ‘แงแง’ แล้วให้เธอสัญญากับเขาว่าเมื่อถึงวันปิดเทอม แม่จ้าวจะพาเด็กชายไปขึ้นรถไฟ

   

   แม่จ้าวให้สัญญาอย่างเต็มใจ เด็กๆนั้นขี้ลืมอยู่แล้ว จะจดจำสิ่งที่พูดในวันนี้ได้อย่างไร?

    

   เธอเก็บเสื้อผ้าสองสามชุด แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงโดยไม่หยุดพัก

    

   จ้าวชิงซงครุ่นคิดมานาน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะทำอาชีพเดิม

    

   เนื่องจากไม่มีใครช่วยนำทางให้ จ้าวชิงซงจึงต้องอาศัยประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลม และประสบการณ์การทำงานหลายปีของตัวเอง ภายในไม่กี่วันก็ได้รู้จักกับ ‘ตลาดเสรี’ ของเมืองหลวง

   

   สมกับที่เป็นเมืองหลวงจริงๆ ลี่ข่ายจือและคนอื่นๆเปิดเผยข่าวว่านโยบายใหม่กำลังจะถูกประกาศ จ้าวชิงซงเดาว่าผู้ค้าหลายรายใน ‘ตลาดเสรี’ ต้องได้ข่าวนี้เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะทำงานกันอย่างขะมักเขม้น โดยไม่ตื่นตระหนกเลยได้อย่างไร?

    

   “เฮ้! พี่ใหญ่”

   

   จ้าวชิงซงถูกเรียกให้กลับมามีสติด้วยเสียงของใครบางคน เขาหันไปมองชายร่างผอม ที่สูงเพียงไหล่ของเขา กำลังยืนอยู่ด้านข้างด้วยความสับสน “หืม?”

   

   “เพิ่งมาใหม่เหรอครับ?” ชายร่างผอมแหงนหน้าถาม

    

   จ้าวชิงซงพยักหน้า

   

   “มาขายของเหรอครับ หรือว่ามาซื้อของ?”

   

   คราวนี้จ้าวชิงซงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองชายร่างผอมอย่างเฉยเมย อีกฝ่ายรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเขา จึงแตะจมูก แล้วยิ้มอย่างประหม่า “ผมคิดว่าพี่จะเป็นนักธุรกิจซะอีก ผมเองก็เหมือนกันครับ พูดตามตรงคือเพิ่งเดินทางมาจากทางใต้ มาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว เพื่อสำรวจตลาดเป็นหลักครับ”

   

   เขาขยับเข้าใกล้จ้าวชิงซงมากขึ้น แล้วลดเสียงพูด “พี่ชาย ผมขอบอกว่าทางใต้ของเราคึกคักมาก ได้ยินมาว่าหน่วยงานระดับสูงยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ซึ่งต้องเป็นข่าวดีแน่นอน ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้ แล้วจะรอไปอีกนานแค่ไหนล่ะครับ?” 

    

   จ้าวชิงซงเลิกคิ้วขณะมอง เมื่อชายร่างผอมเห็นว่าจ้าวชิงซงกำลังจะจากไป ก็รีบคว้าแขนเขาไว้ แล้วรีบพูดว่า “พี่ชาย ผมคิดว่าพี่น่าจะกำลังทำเรื่องสำคัญอยู่ ผมก็เลยบอกเรื่องนี้กับพี่ ไม่ได้บอกคนอื่นเลยนะครับ”

    

   “มันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผมไม่ได้โกหกพี่”

    

   จ้าวชิงซงรู้สึกว่าชายคนนี้มีบุคลิกเหมือนกับซ่งเสี่ยวซาน ด้วยคำพูดลื่นไหล ลิ้นไม่มีกระดูก ทั้งยังหาตัวจับได้ยาก เขาคงไม่ได้มาตลาดเพื่อทำธุรกิจอย่างที่บอกจริงๆ

   

   จ้าวชิงซงซื้อจักรยานให้ลี่หรงคันหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เธอเดินทางไปมาระหว่างมหาวิทยาลัยกับบ้านได้ง่ายขึ้น

    

   บางครั้งที่ลี่หรงมีเรียนคาบศึกษาด้วยตนเองตอนเย็น เธอก็จะไม่กลับไปค้างคืนที่บ้าน ความจริงเธอคิดว่าไม่มีปัญหาเลย เพราะหญิงสาวสามารถไปถึงประตูบ้านได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยจักรยาน แต่จ้าวชิงซงรู้สึกว่าภรรยาจะเร่งรีบกลับบ้านมากเกินไป หลังจากที่ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันเรื่องนี้ ผลสรุปก็คือถ้าเธอมีเรียนคาบศึกษาด้วยตนเอง ก็จะค้างคืนที่มหาวิทยาลัยแทน

   

   เมื่อแม่จ้าวมาช่วยดูแลอันอันให้ จ้าวชิงซงก็เริ่มอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อสร้างอาชีพทันที

   

   วันเวลาไม่เร่งรีบ ทว่าผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็มาถึงฤดูร้อน เสียงจักจั่นดังก้องระงมสมเป็นหน้าร้อน

    

   ต้นไม้ในสวนฤดูใบไม้ผลิ ของมหาวิทยาลัยชิงต้านั้นเขียวชอุ่ม กิ่งก้านต้นหลิวพลิ้วไหวตามลม และใบบัวสีเขียวก็ลอยอยู่ในทะเลสาบ

    

   รอถึงกลางฤดูร้อนก็จะได้เห็นดอกบัวผลิบาน

    

   นักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อต้นปี กำลังเผชิญกับการสอบในมหาวิทยาลัยครั้งสุดท้าย

    

   ลี่หรงเคยอ่านหนังสือเจออยู่เสมอว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยในช่วงต้นปีหนึ่งเก้าแปดศูนย์ โดยทั่วไปมักจะ ‘กระหายความรู้’ ในเวลานั้น ลี่หรงที่ยังอยู่ในยุควิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นสูง ยังไม่สามารถเข้าใจผู้คนในช่วงเวลานี้ได้ 

    

   แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว

    

   นักศึกษาวิทยาลัยในช่วงต้นปีหนึ่งเก้าแปดศูนย์ อยู่ในยุคแห่งความแตกแยกทางวัฒนธรรม พวกเขารู้ดีว่าความรู้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต และพลิกโชคชะตาของตนเองได้ จึงอุทิศตนเพื่อศึกษาหาความรู้ เป็นความกระตือรือร้นที่คนยุคใหม่เทียบไม่ได้เลย

    

   เมื่อลี่หรงอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงพลอยได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งใจศึกษาไปด้วย

     

   เนื่องจากแม่จ้าวคอยดูแลอันอันอยู่ที่บ้าน ลี่หรงจึงกลับบ้านไม่บ่อยนัก เมื่อใกล้สิ้นสุดภาคเรียน ในวันที่ไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ด้วยทางมหาวิทยาลัยต้องการหยุดให้นักศึกษาทบทวนสำหรับการเตรียมสอบครั้งใหญ่ ลี่หรงจึงหมกตัวอยู่ในห้องสมุด

    

   ด้วยความเป็นหญิงสาวหน้าตาดี จึงมักดึงดูดความสนใจทุกครั้งที่ไป

    

   ทุกคนล้วนสนใจในความสวยความงาม ตราบใดที่ไม่มารบกวน ลี่หรงก็จะไม่ใส่ใจ

    

   ผู้ชายบางคนที่พร้อมจะเริ่มสานสัมพันธ์ ได้มองไปยังหนังสือที่ลี่หรงกำลังทบทวน แล้วคาดเดาวิชาเอกของหญิงสาวได้คร่าวๆ จากนั้นก็บอกให้คนไปสืบมา

   

   ข่าวที่ว่าลี่หรงแต่งงานและมีลูกแล้ว ถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง คนที่รู้ข่าวจึงทำได้เพียงยอมรับความจริงและยอมตัดใจไปเสีย

    

   แต่มีบางคนที่ยังมุ่งมั่นอยากจะสานสัมพันธ์กับเธอให้ได้ เมื่อรู้ว่าลี่หรงไปทำงานที่ชนบท แล้วได้แต่งงานกับหนุ่มชาวบ้านในชนบท พวกเขาก็รู้สึกดูถูกเหยียดหยามคนในชนบทผู้นั้น ที่ไม่เคยได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัย และยิ่งทำให้อยากจะช่วย ‘สาวน้อยผู้พลาดพลั้ง’ อีกด้วย

    

   ลี่หรงอ่านทบทวนเนื้อหาในวันนั้นเสร็จแล้ว จึงออกมาจากห้องสมุด เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีอู๋เยี่ยนหงไปห้องสมุดกับเธอด้วย

    

   ระหว่างทางจากห้องสมุดไปยังโรงอาหาร จะต้องผ่านหอพักก่อน ทั้งสองจึงตัดสินใจกลับไปที่หอพัก เพื่อเก็บหนังสือก่อนจะไปที่โรงอาหาร

    

   ทันทีที่เธอไปถึงชั้นล่างของหอพัก ลี่หรงก็ถูกชายหนุ่มวัยยี่สิบขวางทาง

   

   ชายคนนั้นหน้าไม่คุ้นเลย ทำให้ลี่หรงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อถูกขวางไว้เช่นนี้ เธอจึงมองไปที่อู๋เยี่ยนหง เมื่อเห็นความสับสนในสายตาของทั้งสอง ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ พวกเธอไม่รู้จักเขาเลย

    

   พวกลี่หรงยังคงเงียบ รอให้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายพูดก่อน

   

   ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง บางทีสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้น อาจเกินกว่าความกล้าหาญที่เจ้าตัวมี

   

   เมื่อลี่หรงหมดความอดทน และกำลังจะขอให้เขาหลีกทาง อีกฝ่ายก็มองไปที่อู๋เยี่ยนหง แล้วพูดว่า “คุณช่วยออกไปก่อนได้ไหมครับ พอดีว่าผมมีเรื่องจะพูดกับเพื่อนร่วมชั้นลี่หรงเพียงลำพังน่ะครับ”

    

   อู๋เยี่ยนหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมองสีหน้าประหม่าของชายคนนั้น เธอก็รู้ว่ามันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก เธอจึงขยิบตาให้ลี่หรงเป็นนัย ก่อนที่ลี่หรงจะทันได้เอ่ยชวนให้เธออยู่ต่อ อู๋เยี่ยนหงก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ลี่หรง ถ้าอย่างนั้นฉันจะขึ้นไปรอคุณที่หอพักก่อนนะ”

    

   ลี่หรงทำอะไรไม่ถูก อู๋เยี่ยนหงเองก็รู้ว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว เมื่อต้องเจอเรื่องน่าลำบากใจเช่นนี้ แม้ว่าการอยู่ด้วยกันจะไม่ได้ผล แต่ก็ควรอยู่เป็นเพื่อนกันก่อน ด้วยหากข่าวนี้แพร่ออกไป จะได้สามารถหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้



บทที่ 105: ทำลายการสารภาพรัก


    

   ลี่หรงกำลังจะหาข้อแก้ตัวเพื่อออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้า แต่ชายคนนั้นก็ขวางเธอไว้อีกครั้ง “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ขอเวลาให้ผมสักสองสามนาทีได้ไหมครับ ผมมีเรื่องจะบอกกับเพื่อนของคุณน่ะครับ”

    

   หนังตาของลี่หรงกระตุกอย่างแรง เธออยากจะบอกว่าเธอแต่งงานมีลูกแล้ว เพื่อจะรีบตัดความรู้สึกของอีกฝ่ายออกไป

    

   แต่ก็ทำไม่ได้

    

   ลี่หรงแต่งงานมีครอบครัวแล้วก่อนจะเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย ด้วยว่าคนที่สนใจสืบหาข้อมูลก็จะรู้เรื่องนี้ได้ทันที ทว่าผู้ชายตรงหน้าเธอคนนี้ คงเป็นเพราะเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขายังไม่ยอมแพ้

    

   หรือไม่ เธอคงจะคิดมากไปเอง?

   

   เธอรอให้ชายคนนั้นพูดจบก่อน

    

   เมื่อชายคนนั้นเห็นลี่หรงหยุดเดิน แล้วมองตรงมาที่เขา อีกฝ่ายก็รู้สึกเขินอายยิ่งกว่าเดิม รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองหน้าหญิงสาวเลย

   

   เขาลังเล ขณะถือจดหมายฉบับหนึ่งไว้ในมือ ดูราวกับต้องออกแรงหนักมากจึงจะยกมันขึ้นมาได้ เพื่อยื่นจดหมายไปต่อหน้าลี่หรง

   

   ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะที่ใบหน้าของลี่หรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย หญิงสาวไม่ได้รับจดหมายของเขา

     

   ชายคนนั้นรีบชำเลืองมองลี่หรง จากนั้นก้มหน้าลงเหมือนเดิม แล้วพูดตะกุกตะกักด้วยความประหม่า “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ผมเรียนคณะศิลปศาสตร์ ชื่อหลินจื้อหลานครับ ตั้งแต่เราพบกันครั้งแรกในห้องสมุด เมื่อหลายวันก่อน สายตาคู่นั้นของคุณ ยังทำให้ผมลืมไม่ลงจนถึงตอนนี้เลยครับ ผมเลยอยากถามคุณว่า คุณยินดีจะคบกับผมไหมครับ?”

    

   “ไม่ยินดีค่ะ” ในที่สุดลี่หรงก็ปฏิเสธ เธอพูดว่า “เพื่อนร่วมชั้นหลิน ใช่ไหมคะ? ในเมื่อคุณสามารถมาดักรอที่ใต้หอพักหญิงได้ ฉันก็เชื่อว่าคุณต้องเคยสอบถามเรื่องของฉันมาแล้ว และน่าจะรู้เรื่องการแต่งงานแล้วด้วย ถ้ารู้เรื่องนี้แล้ว ยังมาหาถึงที่เพื่อพูดแบบนี้อีก ฉันคิดคุณควรต้องพิจารณาความคิดของตัวเองให้ดีแล้วค่ะ แล้วก็จะบอกให้ชัดเจนเลยว่า ฉันรักสามีมาก และจะไม่มีวันแยกจากเขาเด็ดขาด ดังนั้น ขอโทษด้วยนะคะ คุณควรไปหาคนอื่นจะดีกว่าค่ะ”

    

   หลินจื้อหลานเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเสียใจเล็กน้อย ลี่หรงไม่รู้จะพูดอะไรอีก จึงเพียงแค่ฟังคำพูดโน้มน้าวของอีกฝ่าย “เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง ผมรู้ว่าสามีของคุณเป็นคนบ้านนอก ที่ไม่ได้รับการศึกษาระดับสูง เขาจะไปเข้าใจความคิดคุณได้อย่างไร มีแต่ผมเท่านั้นที่เข้าใจ ได้โปรดอย่ามีอคติกับผมเพราะเรื่องนี้เลยนะครับ”

    

   “นี่ไม่ใช่อคติค่ะ” ลี่หรงรู้สึกว่าเขาไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อเธอได้ยินอีกฝ่ายใช้คำว่า ‘คนเบ้านนอก’ ก็เดาได้ว่าเขากำลังมุ่งร้ายกับจ้าวชิงซง ลี่หรงจึงรู้สึกไม่พอใจมาก ก่อนสายตาของหญิงสาวจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา ขณะมองหน้าหลินจื้อหลาน “เขาเข้าใจฉันค่ะ การแต่งงานระหว่างฉันกับเขาไม่ใช่แค่วันหรือสองวัน หนึ่งปีหรือสองปี แต่ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้ว…”

    

   “แม่!”

    

   ลี่หรงหยุดพูด เพราะมีร่างเล็กพุ่งเข้ามาชนต้นขา แล้วกอดเธอไว้

   

   เธอมองลงมาด้วยสายตายิ้มแย้ม “อันอันเหรอ ลูกมาที่นี่ได้อย่างไรจ๊ะ ใครพาลูกมาที่นี่เหรอ?”

    

   ลี่หรงคุกเข่าลงมองเขา อันอันหันกลับไปมองข้างหลัง “พ่อพาผมมาครับ”

   

   ลี่หรงหันไปมองด้วย แล้วเห็นว่าจ้าวชิงซงกำลังเดินช้าๆ แล้วมายืนอยู่ตรงหน้า เขาเหลือบมองหลินจื้อหลานโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วมองลี่หรง พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “เจ้าตัวเล็กงอแงทั้งวันเลยครับ เพราะอยากเจอคุณ แล้วก็บังเอิญว่าวันนี้ผมไม่มีอะไรทำพอดี วันนี้เป็นวันศุกร์ ผมอยากจะมารับคุณไปทานอาหารเย็นที่บ้านครับ”

   

   “อื้ม! แม่ก็อยากเจออันอันเหมือนกันจ้ะ!” ลี่หรงหอมแก้มอันอัน ทำให้เด็กน้อยหัวเราะร่าอย่างมีความสุข

    

   หลินจื้อหลานยืนมองจากด้านข้าง และพบว่าตั้งแต่สองพ่อลูกปรากฏตัวขึ้น ลี่หรงก็ไม่มีเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไป ใจของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น

    

   จ้าวชิงซงเหลือบมองหลินจื้อหลานอีกครั้ง แล้วถามอย่างสบายๆว่า “ภรรยา นี่ใครเหรอครับ?”

    

   “นี่คือเพื่อนร่วมชั้นที่มาถามทางค่ะ” ลี่หรงไม่อยากพูดมากกว่านี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย เธอจับมืออันอัน แล้วพูดว่า “ไปกันเถอะจ้ะ แม่ขอขึ้นไปเก็บข้าวของก่อน แล้วค่อยกลับบ้านพร้อมกับลูกนะจ้ะ”

   

   หลินจื้อหลานมองแผ่นหลังของสามคนพ่อแม่ลูก ที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกเหงาหงอย

   

   หลังจากเดินไปได้สักพัก ขณะที่หลินจื้อหลานกำลังจะจากไป ทันใดนั้นก็มีคนหยุดไว้

    

   เขาหันกลับไป แล้วเห็นว่าเป็นสามีของลี่หรง เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาหา หลินจื้อหลานสังเกตก็เห็นชัดว่าขาและเท้าของชายคนนี้ไม่ปกติ ดูเหมือนขาจะพิการ

    

   เขายิ่งรู้สึกสงสารลี่หรงมากกว่าเดิม ทำไมเธอถึงแต่งงานกับคนแบบนี้ได้นะ

   

   “สวัสดีครับ” จ้าวชิงซงสังเกตเห็นการจ้องมองของหลินจื้อหลาน แต่เขาไม่สนใจเลย กลับยืนอยู่ตรงหน้าประจันหน้ากับหลินจื้อหลาน จ้าวชิงซงสูงกว่าหลินจื้อหลานประมาณหนึ่งคืบ

   

   “หืม?” หลินจื้อหลานไม่เข้าใจจริงๆ ว่าชายคนนี้เรียกเขาไว้ เพราะพยายามจะทำอะไรกันแน่

    

   “สิ่งที่คุณเพิ่งสารภาพมา ผมได้ยินหมดแล้วครับ” จ้าวชิงซงกล่าว “คุณเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษา แล้วจะดูถูกคนบ้านนอกอย่างผมก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ถ้าคุณพยายามทำลายครอบครัวของคนอื่นแบบนี้อีก นั่นไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมสูงส่งเลยครับ ยังไงซะคนบ้านนอกอย่างพวกผม ก็ไม่มีวันทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนั้นอย่างเปิดเผยแน่นอน”

   

   หลินจื้อหลานไม่ได้เตรียมตัวว่าจะถูกชายหนุ่มตำหนิเช่นนี้ ไม่คิดเลยว่าจ้าวชิงซงจะจงใจใช้คำพูดสละสลวย และพูดภาษาจีนกลางโดยไม่ติดสำเนียงท้องถิ่นเลย ซึ่งทำให้หลินจื้อหลานรู้สึกประหลาดใจมาก เขาอยากจะตอบโต้ แต่รู้สึกเหมือนปากถูกปิดไว้ จึงเถียงไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว

    

   คนบ้านนอกที่เขาดูถูก ใช้คำพูดเชิงวาทศิลป์ตำหนิว่าเขากำลังทำลายครอบครัวคนอื่น ใบหน้าของหลินจื้อหลานบ่งบอกว่าเจ็บปวดใจมากเหลือเกิน ได้แต่กัดฟันแน่น ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้

    

   หลินจื้อหลานอยากจะปฏิเสธว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำลายครอบครัวของคนอื่น แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่เขาทำเมื่อสักครู่นี้จริงๆ

   

   จ้าวชิงซงเลิกมองเขา ชายคนนี้อ่อนแอเกินไป ไม่มีไหวพริบพอจะสู้เขาได้ เขาจึงหันหลังเตรียมเดินจากไป

   

   “เดี๋ยวก่อน” หลินจื้อหลานพูดโดยไม่ลังเล “แต่ขากับเท้าของคุณพิการ คุณไม่คิดว่าการอยู่กับลี่หรงจะทำให้เธออับอายเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงหยุดเดิน แล้วพูดอย่างใจเย็น “ผมคิดว่าการใช้ความพิการทางร่างกายของคนอื่น เพื่อทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ เป็นเรื่องที่ไร้รสนิยมสิ้นดีเลยครับ”

    

   ลี่หรงพาแค่เด็กน้อยขึ้นไปชั้นบน เพราะหอพักหญิงตอนนี้ เป็นสถานที่สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ต่างจากตอนที่มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดในตอนแรก ที่อนุญาตให้คนในครอบครัวที่เป็นผู้ชายขึ้นมาช่วยขนของได้ จ้าวชิงซงจึงถูกปล่อยให้รออยู่ด้านล่าง

   

   เสิ่นรั่วหนิงอยู่ในหอพัก เธอเห็นอู๋เยี่ยนหงกลับมาก่อน จึงถามด้วยความสงสัยว่า ทำไมลี่หรงยังไม่กลับมาอีก เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเธอทั้งสองไปห้องสมุดด้วยกัน

   

   อู๋เยี่ยนหงดูมีเลศนัย ขณะตอบอย่างคลุมเครือ “ลี่หรงถูกผู้ชายมาสารภาพรักที่ชั้นล่างน่ะ ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างหน้าตาดี ไม่รู้เลยว่าเขามาจากคณะไหน”

    

   เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้วหลังจากได้ยินดังนั้น และบอกให้อู๋เยี่ยนหงหยุดพูด

    

   อู๋เยี่ยนหงหน้ามุ่ย “ทำไมล่ะ? ฉันพูดจริง หากคุณไม่เชื่อฉันก็ลงไปดูสิ”

    

   “คุณ!” เสิ่นรั่วหนิงทะเลาะกับอู๋เยี่ยนหงอยู่พักหนึ่ง

   

   อู๋เยี่ยนหงไม่อยากมีปัญหากับเสิ่นรั่วหนิง ด้วยรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้ เธอจึงพูดอีกสองสามคำแล้วเงียบไป

   

   เสิ่นรั่วหนิงลุกขึ้นยืนทันที อยากจะลงไปดูด้วยตาตัวเอง

    

   ในเวลานี้ ลี่หรงอุ้มลูกเข้ามาพอดี เด็กน้อยผิวขาวอ้วนท้วน ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นสดใสมีเสน่ห์มาก

   

   ใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจในตอนแรก ขณะที่เธอกำลังจะพูด ก็พลันเห็นเด็กน้อย สีหน้าของเธอจึงอ่อนโยนลงทันที “ว้าว! ไปลักพาตัวเด็กน้อยที่ไหนมาเนี่ย? น่ารักมากเลย!”

   

   “ลูกชายของฉันเอง” ลี่หรงภูมิใจ “ฉันเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันมีลูกชาย น่ารักใช่ไหมล่ะ?”

     

   “น่ารักมาก!” เสิ่นรั่วหนิงคุกเข่าลง แล้วถามว่า “น้าขอหอมแก้มหนึ่งทีได้ไหมจ๊ะ?”

   

   เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่ขยับ เสิ่นรั่วหนิงก็คิดว่าเขาไม่เข้าใจ เธอจึงชี้ไปที่แก้มของตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นหอมแก้มน้าทีหนึ่งสิจ๊ะ!”

    

   ความจริงเด็กน้อยเข้าใจดี แต่เขากำลังคิดอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสิ่นรั่วหนิงขอให้เขาหอมแก้มเธอหนึ่งที

    

   เขาจำได้ว่าแม่มักจะขอให้เขาหอมแก้มอยู่บ่อยๆ เด็กน้อยรู้ว่าอีกฝ่ายเอ็นดูตน จึงขอให้เขาหอมแก้มแบบนั้น

    

   เด็กน้อยไม่เคยเจอพี่สาวคนสวยที่ทันสมัยเช่นนี้ เขาเงยหน้าขึ้นมองลี่หรง ที่กำลังมองกลับมาด้วยรอยยิ้มและไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเด็กน้อยก็ยืดอก แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยขาสั้นน่ารัก เพื่อหอมแก้มเสิ่นรั่วหนิงอย่างรวดเร็ว

   

   จากนั้นเด็กน้อยก็รีบไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังลี่หรงด้วยความเขินอาย



 บทที่ 106: เศษขนมเต็มปาก


   

   “ฮ่าๆ น่ารักมาก! ลี่หรง ลูกชายของเธอน่ารักมากเลย”

   

   “อันอัน เรียกพี่สาวสิจ๊ะ” ลี่หรงยิ้ม แล้วสอนเด็กน้อยให้เรียกคนตรงหน้า

    

   ใบหน้ากลมของอันอันโผล่ออกมาจากด้านหลังขาของลี่หรง แล้วตะโกนเสียงดังฟังชัด “สวัสดีครับพี่สาว”

   

   “โอ๊ย! สวัสดีจ้ะ!” เสียงเล็กๆนี้ทำให้เสิ่นรั่วหนิงแทบใจละลาย เธอเอื้อมมือไปบีบแก้มอันอัน “น่ารักจริงๆเลยนะ เดี๋ยวพี่สาวจะเอาของอร่อยมาให้นะจ้ะ”

    

   “ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ฉันว่าจะเก็บข้าวของกลับบ้านสักสองวัน เอาหนังสือกลับไปอ่านที่บ้าน แล้วค่อยกลับมาก่อนสอบอาทิตย์หน้าน่ะ”

   

   อู๋เยี่ยนหงมอง แต่ไม่ได้คิดจะเข้ามาหา เธอยิ้มแล้วถามลี่หรงว่า “คุยกันจบแล้วเหรอ?”

   

   ลี่หรงยังคงหงุดหงิดใจ แต่ก็ตอบกลับไปอย่างใจเย็น “ค่ะ”

   

   หลิวหลานหลานกับหลี่ชุนเสวี่ยกลับมาจากกินข้าวด้วยกัน เมื่อเห็นอันอัน พวกเธอก็รีบเข้ามาหยอกล้อเขาเล่น ตามสัญชาตญาณความเป็นแม่

   

   อันอันเริ่มทักทายก่อนว่าสวัสดีครับพี่สาว

     

   “นี่คือตุ๊กตานำโชคของครอบครัวไหนเนี่ย?” หลี่ชุนเสวี่ยถามด้วยรอยยิ้ม

    

   “ของฉันเอง” ลี่หรงตอบ ขณะหยิบหนังสือขึ้นมา “ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ปล่อยให้เขาเล่นคนเดียวสักพักก็ได้นะ”

    

   หลิวหลานหลานอายุมากกว่าลี่หรงหนึ่งปี ตอนนี้เมื่อเธอถูกเรียกว่าพี่สาว ก็รู้สึกดีมาก เธอเพิ่งซื้อถุงลูกอมมาจากร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัย จึงหยิบหนึ่งกำมือมามอบให้อันอัน

    

   อันอันกำมือ ไม่กล้ารับ แล้วมองลี่หรงด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “แม่ครับ?”

   

   “ถ้าอยากกินก็รับมาเลยจ้ะ อย่าลืมขอบคุณพี่สาวด้วยนะลูก” ลี่หรงเหลือบมองหลิวหลานหลาน ปกติแล้วพวกเธอไม่ค่อยได้สนิทสนมกันนัก ไม่คาดคิดเลยว่าหลิวหลานหลานจะให้ลูกอมเด็กน้อย ตั้งแต่ตอนพบกันครั้งแรก ลี่หรงตั้งข้อสังเกตในใจ

   

   “ขอบคุณครับพี่สาว!” อันอันยิ้มอวดฟันขาว แล้วขอบคุณเธออย่างอ่อนหวาน

    

   หลิวหลานหลานรู้สึกเอ็นดูเขามาก “ถ้าเรียนจบ ฉันจะแต่งงานและมีลูกที่น่ารักแบบนี้ให้ได้เลย”

    

   “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องรีบหาแฟน เรียนจบแล้วจะได้มีสักคน” หลี่ชุนเสวี่ยขยิบตา

     

   “มานี่สิจ๊ะ พี่สาวจะเอาขนมกับลูกอมให้หนูเอง ทั้งหมดนี่เอามาจากประเทศYเลยนะ” เสิ่นรั่วหนิงหยิบถุงขนมออกมา มีทั้งเวเฟอร์และแครกเกอร์รสเค็ม ส่วนลูกอมเป็นลูกอมเคี้ยวนุ่ม ที่มีรสหวานเป็นพิเศษ

   

   เมื่อหลิวหลานหลานเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเสียใจอย่างอธิบายไม่ถูก เธอทำได้เพียงให้ลูกอมธรรมดาแก่เขา แต่เสิ่นรั่วหนิงสามารถมอบขนมดีๆจากต่างประเทศให้เด็กน้อยได้

   

   ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวเล็กน้อย เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะไม่ชอบเธอ

     

   เสิ่นรั่วหนิงเปิดถุงเวเฟอร์ แล้วยื่นให้อันอัน ซึ่งเขากำลังถือลูกอมอยู่ในมือ เมื่อหลิวหลานหลานคิดว่าเขาจะโยนลูกอมทิ้งไป เด็กน้อยกลับเปิดซิปกระเป๋ากางเกงของตัวเอง แล้วใส่ลูกอมเข้าไป จากนั้นตบกระเป๋าเบาๆก่อนรับเวเฟอร์มา

    

   ท่าทางเช่นนี้ของเด็กน้อย ช่วยคลายความวิตกกังวลของหลิวหลานหลานได้ทันที

    

   แอบคิดในใจว่าลี่หรงสอนลูกชายได้ดีจริงๆ

   

   ลี่หรงเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอหันมาอีกที ก็เห็นปากของอันอันเต็มไปด้วยเศษขนมแล้ว เธอหัวเราะ แล้วพูดว่า “ใครให้ขนมลูกเหรอจ๊ะ?”

    

   เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น แล้วชี้นิ้วน้อยๆไปทางเสิ่นรั่วหนิง “พี่สาวให้มาครับ”

    

   “พูดขอบคุณรึยังจ๊ะ?”

   

   “อื้ม!” เด็กน้อยเคี้ยวขนมแก้มป่อง ทำให้ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้าอย่างแข็งขัน เพื่อพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าเขาขอบคุณพี่สาวแล้ว

    

   “เอ๊ะ! พวกเธอจะกลับกันแล้วเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงพูดด้วยความเสียดาย “ฉันชอบอันอันมากเลย” เธอย่อตัวลงมองเด็กน้อยในระดับสายตา แล้วถามว่า “อันอัน อยากไปอยู่บ้านพี่สาวสักสองวันไหมจ๊ะ?”

     

   ลี่หรงยืนอยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไร มองเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม รอดูว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร

     

   เด็กน้อยทำตาโต “แม่ไปด้วยรึเปล่าครับ?”

   

   “แม่ไม่ไปจ้ะ” ลี่หรงยิ้ม “อันอันไปคนเดียว พี่สาวมีขนมอยู่ที่บ้านเยอะแยะเลย ลูกอยากไปไหม?”

    

   “ไม่ไปครับ” เด็กน้อยส่ายหน้า ไม่สนใจจะกินขนมต่อแล้ว กลับรีบวิ่งไปดึงกระโปรงของลี่หรง ราวกับกลัวว่าลี่หรงจะทิ้งเขาไป

   

   “ก็ได้…” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ย “พอกลับถึงบ้านก็ไม่มีใครเล่นกับฉันเลย ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้เจอเจ้าตัวน้อยน่ารักคนนี้อีกหรือเปล่า”

     

   หลิวหลานหลานที่อยู่ข้างๆเม้มปากแล้วยิ้ม “ต่อไปถ้ามีเวลาว่าง ก็พาเขามาเล่นด้วยอีกสิ หอพักของเรามีขนมเยอะแยะเลย!”

    

   ลี่หรงยิ้ม นึกอยากเชิญพวกเธอไปกินข้าวเย็นที่บ้าน แต่พอคิดดูแล้วก็ไม่ได้ชวน เพราะพฤติกรรมของอู๋เยี่ยนหงเมื่อครู่นี้ ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจจริงๆ

    

   ทั้งสองไม่ได้ถึงขั้นทะเลาะกัน เพียงแค่ไม่พอใจเล็กน้อย หากลี่หรงเอ่ยปากชวนคนอื่น ก็ต้องชวนเธอด้วย

    

   ลี่หรงรู้สึกลำบากใจที่จะชวนเธอด้วย

      

   หากไม่ชวน ก็คงไม่เหมาะสม

     

   ฉะนั้นก็ช่างเถอะ

   

   หลังจากบอกลาแล้ว ลี่หรงก็ลงไปชั้นล่างพร้อมกับลูกน้อย

    

   จ้าวชิงซงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตรงประตูอาคารหอพัก กำลังมองมาทางนี้พอดี

    

   ลี่หรงรู้สึกเสียใจที่เห็นชายหนุ่มยืนตากแดด เธอรีบเดินไปหา “ทำไมคุณไม่เข้ามารอในอาคารล่ะคะ ป้าที่อยู่ชั้นหนึ่งไม่ได้บอกคุณเหรอคะ”

     

   “ไม่เข้าไปดีกว่าครับ มันจะดูไม่ดี มีแต่สาวๆเข้าออกหอพักตลอดเลย”

    

   จ้าวชิงซงก้มลงไปอุ้มอันอันขึ้นมา แล้วยกมือไปเช็ดเศษขนมรอบปากของเขา “กินอะไรมาครับเนี่ย ติดเต็มปากเลย”

     

   “ขนมครับ ขนมจากพี่สาว” เด็กน้อยหยิบห่อที่ยังไม่ได้แกะออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้จ้าวชิงซง “นี่”

    

   “โอ้โห! รู้จักเอาขนมมาฝากพ่อแล้วเหรอ?” จ้าวชิงซงจับท้ายทอยของอันอัน แล้วหอมแก้มนิ่มของลูกชาย “เก่งจริงๆเลย!”

   

   แม่จ้าวกำลังปลูกผักใบเขียวไว้ในสวนที่บ้าน เมื่อครอบครัวลี่หรงกลับมาถึงบ้าน แม่จ้าวก็เพิ่งตัดหญ้าเสร็จพอดี เมื่อเห็นพวกเธอกลับมาแล้ว ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เสี่ยวหรงปิดเทอมแล้วเหรอ?“

   

   “เปล่าค่ะ แค่จะมาอยู่ที่นี่สองสามวัน อาทิตย์หน้าก็ต้องกลับไปสอบแล้วค่ะ”

    

   หลังจากเข้าไปในบ้านแล้ว จ้าวชิงซงก็วางเด็กน้อยลงบนพื้น แล้วปล่อยให้เขาวิ่งเล่นเอง

    

   เด็กน้อยที่ไม่ได้เจอแม่มาเป็นเวลานาน ก็อยากนอนกับพ่อแม่ในตอนกลางคืน

    

   ลี่หรงก็คิดถึงลูกน้อยเหมือนกัน หลังจากอาบน้ำให้เจ้าตัวน้อยจนตัวหอมฟุ้งแล้ว ก็ให้เขานอนลงตรงกลางระหว่างพ่อแม่ตามที่เขาต้องการ ลี่หรงกับจ้าวชิงซงเล่นกับลูกชายสักพัก เมื่อเจ้าตัวน้อยรู้สึกง่วง เขาก็ผล็อยหลับไปโดยกอดลี่หรงไว้

    

   จ้าวชิงซงเหลือบมองเจ้าตัวเล็ก ที่นอนคั่นอยู่ตรงกลางด้วยความมันเขี้ยว “ทำไมคุณไม่พาเขาไปนอนกับแม่ล่ะครับ?”

   

   ลี่หรงมองเขา “ถ้าคุณไม่กลัวว่าเขาจะโกรธคุณพรุ่งนี้ คุณก็อุ้มเขาไปสิคะ”

   

   “...”  

   

   โชคดีที่เตียงที่ทำขึ้นใหม่นี้ค่อนข้างใหญ่ จ้าวชิงซงจึงอุ้มลูกน้อยเข้าไปนอนฝั่งข้างใน แล้วนอนลงบนตำแหน่งเดิมของอันอัน ก่อนเข้ากอดภรรยาตัวหอมหวานและผิวนุ่มนิ่ม จนในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ “ผมไม่อยากมีลูกอีกแล้วครับ ลูกช่างขัดขวางเราสองคนจริงๆเลย”

    

   ลี่หรงยิ้ม แล้วถามเรื่องธุรกิจที่เขาทำในช่วงนี้ “คุณเคยบอกว่าจะร่วมทำงานกับคนใต้คนนั้นเหรอคะ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้วเหรอคะ?”

   

   “ราบรื่นดีครับ” จ้าวชิงซงใช้มือใหญ่ลูบไล้เอวบางของลี่หรง เขาไม่คิดจะปกปิดเธอ หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็เล่าว่า “ตอนนี้เราทำธุรกิจผลไม้เป็นหลัก คนในเมืองหลวงมีเยอะมาก ทั้งยังมีเงินพอที่ยินดีจะซื้อผลไม้ ผลไม้ที่นำมาจากทางใต้นั้นขายได้ราคาดีใน ‘ตลาดเสรี’ เพราะไม่ต้องใช้ตั๋ว แล้วช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ด้วย ก็เลยทำเงินได้เยอะมากเลยครับ”

   

   “คุณต้องระวังให้ดีนะคะ” ลี่หรงเตือนด้วยความเป็นห่วง “เมืองหลวงไม่ได้ดีไปกว่าหมู่บ้านต้าเจียงเลย แม้ว่าพวกพี่ชายของฉันจะสามารถช่วยได้ แต่เราควรพยายามช่วยเหลือตัวเองให้เต็มที่ก่อน เพราะพวกเขาเองก็แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้วค่ะ ฉันกลัวว่าจะลำบากพวกเขา”

   

   จ้าวชิงซงพยักหน้า “ผมเข้าใจครับ”

    

   ลี่หรงกลัวว่าชายหนุ่มจะคิดมากเกินไป จึงกล่าวเสริมว่า “ฉันไม่ได้จะหมายถึงอะไรหรอกนะคะ ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง ฉันก็จะรบกวนพี่ชายอยู่ดี เพราะอย่างไรความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็ย่อมต้องช่วยเหลือกันค่ะ”



 บทที่ 107: ลิ้นจี่จากทางใต้


   

   ตั้งแต่จ้าวชิงซงร่วมมือทำธุรกิจผลไม้กับคนจากทางใต้ ทำให้ผลไม้ที่บ้านไม่เคยขาดเลย พ่อค้าผลไม้คนอื่นๆจะเก็บผลไม้ที่เหลือ ที่มีคุณภาพไม่ดี หรือกำลังจะเน่าเสียไว้กินเองที่บ้าน แต่จ้าวชิงซงนั้นแตกต่างออกไป

   

   เขาเลือกส่วนที่ดีไว้

    

   ในตอนแรกจ้าวชิงซงถูกเพื่อนร่วมงานแซว เขาก็ได้แต่ยิ้มตอบ เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนร่วมงานก็เริ่มเข้าใจนิสัยของเขาขึ้นมาแล้ว จึงหยุดแซว

    

   วันรุ่งขึ้นจ้าวชิงซงไปตลาดแต่เช้า เพื่อรับและกระจายสินค้า

    

   ลี่หรงกินอาหารเช้าเสร็จ ก็คิดจะพาแม่จ้าวออกไปเยี่ยมชมเมืองหลวง

    

   จ้าวชิงซงเคยพาแม่จ้าวไปร้านสหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงมาก่อน แม่จ้าวกลัวว่าจะใช้เงินเยอะเกินไป จึงโบกมือปฏิเสธ “อย่าเพิ่งเลยจ้ะ เสี่ยวหรงควรอ่านหนังสือก่อนนะจ้ะ เจ้ารองบอกว่าลูกกำลังจะสอบปลายภาคแล้วนี่นา”

    

   “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ รอให้หนูสอบเสร็จก่อนก็ได้” ลี่หรงไม่ได้คิดจะขอให้แม่จ้าวมาช่วยดูแลลูกให้ในตอนแรก ตอนนั้นเธอยุ่งอยู่กับการลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัย หลังจากได้บ้านแล้ว เธอถึงเพิ่งจะมารู้ว่าอันอันยังเด็กมากเกินกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าไม่มีใครช่วยดูแล แล้วจ้าวชิงซงจะออกไปทำงานได้อย่างไร?

    

   โชคดีที่จ้าวชิงซงคิดนำหน้าเธอ จึงเรียกแม่จ้าวให้มาช่วยดูแลอันอันก่อน กว่าที่ลี่หรงจะคิดได้ จ้าวชิงซงก็ได้แก้ไขปัญหานี้ไปเรียบร้อยแล้ว

     

   แม่จ้าวมาจากชนบท ด้วยเห็นว่าบ้านหลังใหญ่แบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อสิบที่แล้วคงต้องตะโกนไปทั่วว่าบ้านหลังนี้พวกเขาเป็นเจ้าของ เธอถามจ้าวชิงซงว่าบ้านหลังนี้ให้เช่าด้วยเหรอ?

    

   เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น จ้าวชิงซงจึงบอกว่าเขาเช่าบ้านหลังนี้มา

   

   แม่จ้าวเดินสำรวจไปรอบๆลานบ้าน แล้วเห็นบ้านหลายหลังในรั้วเดียวกัน เธอจึงรู้สึกอึดอัดใจจนพูดว่า “เช่าบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้เงินเยอะมากเลยนะลูก”

    

   จ้าวชิงซงรีบอธิบาย “ต่อไปถ้ารับพวกแม่มาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงก็จะสะดวกขึ้นครับ เมื่อถึงเวลาที่พวกพี่ใหญ่มา ก็จะได้มีที่พักไว้ให้เด็กๆวิ่งเล่นกันได้อย่างไรล่ะครับแม่”

    

   แม่จ้าวรู้สึกประทับใจกับคำพูดของลูกชายมาก ถึงกับทุ่มเทเลี้ยงดูหลานชายมากขึ้น

    

   ในช่วงบ่าย จ้าวชิงซงกลับมาจากที่ทำงาน พร้อมกับถุงลิ้นจี่ในมือ สินค้าใหม่มากมายเพิ่งมาถึง เขาจึงนำกลับมาเยอะเป็นพิเศษ

   

   เมื่อแม่จ้าวเห็นลิ้นจี่เป็นครั้งแรก ก็ถามจ้าวชิงซงว่าราคาแพงไหม จ้าวชิงซงบอกว่าไม่แพง แล้วบอกให้แม่จ้าวกินเยอะตามสบายได้เลย

    

   แม่จ้าวกินไปไม่กี่คำก็พูดว่า “ผลไม้นี้อร่อยมากเลย อร่อยกว่าองุ่นเสียอีก”

   

   “กินเยอะๆเลยนะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะเอามาให้ใหม่ ถ้าจะกินต้องกินช่วงนี้ หน้าลิ้นจี่มันสั้นครับ”

    

   ลิ้นจี่ลูกกลมโตพอๆกับนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะกัน เมื่อปอกเปลือกออก ก็เผยให้เห็นเนื้อสีขาวชุ่มฉ่ำ เม็ดมีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่งของเล็บมือ ทำให้เมื่อกัดไปแต่ละคำ จะมีน้ำหวานฉ่ำทะลักออกมา

     

   ลี่หรงไม่ได้เห็นลิ้นจี่มานานแล้ว จึงกินไปหลายลูก ก่อนจะถามจ้าวชิงซง “คุณซื้อลิ้นจี่มาจากร้านค้าข้างนอกเหรอคะ?”

    

   “เปล่าครับ” จ้าวชิงซงพูดด้วยรอยยิ้ม “ได้มาจากทางใต้ครับ”

   

   ลี่หรงรู้ว่าเป็นธุรกิจของจ้าวชิงซงทันทีที่ได้ยิน เขาไม่ได้ซื้อมาจากร้านข้างนอก เพราะถ้าเป็นกรณีแรก หมายความว่าลิ้นจี่เหล่านี้มีราคาไม่แพงนัก แต่หากเป็นกรณีหลัง หมายความว่าต้องเสียเงินซื้อไปเป็นจำนวนมาก

   

   เพราะลี่หรงก็รู้ดีว่าลิ้นจี่นี้จะขายได้ราคาเท่าไหร่

   

   แม้ว่าเธอจะไม่ขาดเงินซื้อผลไม้ แต่ก็หาโอกาสได้กินผลไม้ล้ำค่าเช่นนี้ได้ไม่บ่อยนัก

   

   ลี่หรงจึงพูดอย่างไม่เกรงใจว่า “ถ้าพรุ่งนี้ยังมีอีกก็เอามาเพิ่มหน่อยนะคะ ฉันชอบกินลิ้นจี่มากเลยค่ะ”

    

   “ผมไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่านะครับ การขนส่งผลไม้ชนิดนี้มาที่นี่ ต้องใช้ความพยายามในการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษมาก เพราะมันเสียง่ายครับ”

   

   ลี่หรงพยักหน้า เธอเข้าใจว่าในยุคที่การขนส่งแบบห้องเย็นยังด้อยพัฒนาอยู่ ยากที่จะขนส่งและรักษาความสดของผลไม้ที่บอบบางอย่างลิ้นจี่ได้

   

   เด็กน้อยกำลังกินลิ้นจี่อยู่ข้างๆเขาแก้มป่อง ขณะเดียวกันก็ยังคงปอกลิ้นจี่ในมืออยู่...

   

   ลี่หรงสูดหายใจ มองเปลือกลิ้นจี่บนพื้น เด็กน้อยกินเยอะมากระหว่างที่เธอมัวแต่คุยกับจ้าวซิงชง ก่อนรีบเก็บลิ้นจี่ที่เหลือออกไป “อย่ากินเยอะเกินไปนะจ้ะ เดี๋ยวจะเป็นร้อนในเอาได้”

    

   เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบลิ้นจี่มาจากมือของลูกน้อยด้วย

     

   อันอันนั่งบนพื้น เงยหน้าขึ้นมองลี่หรงด้วยตากลมโต

    

   สิบวินาทีต่อมา อันอันหลับตาอ้าปากร้องไห้จ้า

   

   ลี่หรงปวดหัว เธอหันไปมองจ้าวชิงซง “คุณช่วยมาจัดการลูกชายของคุณเถอะค่ะ”

   

   หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าเด็กน้อยคนนี้เหมือนใคร แม้ว่าก่อนที่เธอจะเดินทางข้ามเวลามา เธอเองก็ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากผลไม้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นงอแงแบบเจ้าตัวเล็กนี้เลย

    

   จ้าวชิงซงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาเองก็ควบคุมไม่ได้เหมือนกัน ก่อนเหลือบมองลูกชายที่ยังคงส่งเสียงร้องไห้โยเย แล้วคิดว่าถ้าตัวเองไม่รีบเข้าไปปลอบ แล้วแม่จ้าวเข้ามาเห็นภาพนี้ในไม่ช้า เดี๋ยวแม่จ้าวจะต้องตามใจหลานชายด้วยการให้กินลิ้นจี่อีกแน่นอน 

     

   เขาจึงจำต้องพูดว่า “ทำไมไม่ให้เขากินลูกสุดท้ายก่อนล่ะครับ?”

   

   ลี่หรงเม้มปาก “ไม่ได้ค่ะ ดูสิคะว่าเขากินไปเยอะแค่ไหนแล้ว”

    

   เด็กน้อยร้องไห้จ้าอยู่นาน แต่เมื่อพบว่ายังไม่มีใครเข้ามาปลอบ เขาจึงลืมตาข้างหนึ่งเพื่อมองลี่หรง เมื่อสบตากับลี่หรงที่มองมาพอดี เขาก็สูดจมูก แล้วเดินไปกอดขาลี่หรง “แม่ครับ ขอกินลูกสุดท้ายนะครับ”

    

   ที่บ้านมีแม่จ้าวคอยดูแลอันอัน และเด็กน้อยก็เป็นเด็กดี ทั้งยังไม่รบกวนการอ่านหนังสือของลี่หรงเลย นั่นทำให้หญิงสาวมีสมาธิอ่านทบทวนหนังสือได้มากขึ้น

    

   ลี่หรงกลับไปมหาวิทยาลัยหนึ่งวันก่อนสอบ

    

   แล้วอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสอบเสร็จทุกวิชา

   

   ในหอพัก นอกจากลี่หรงและเสิ่นรั่วหนิงที่มีบ้านในเมืองหลวงแล้ว คนอื่นๆก็มาจากต่างมณฑลทั้งสิ้น โอ้ ไม่สิ สวี่จิ้งก็มาจากเมืองหลวงเช่นกัน แต่บ้านของเธออยู่ห่างไกลจนเกือบสุดนอกเมืองหลวง

    

   ในขณะที่คนอื่นๆกำลังจัดกระเป๋าเดินทาง ลี่หรงแค่จัดเตียงเพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะในวันหยุด

    

   อู๋เยี่ยนหงถามลี่หรง “คุณซื้อตั๋วรถไฟแล้วเหรอ?”

   

   “ไม่ได้ซื้อค่ะ ฉันมีบ้านพักอยู่ในเมืองหลวงแล้วค่ะ”

    

   อู๋เยี่ยนหงยิ้มอ่อน “ฉันคิดว่าคุณแค่มาเรียนและใช้ชีวิตในเมืองหลวง แล้วก็จะกลับบ้านหลังวันหยุดเสียอีก”

    

   ลี่หรงมักไม่ได้อยู่ค้างคืนในหอพัก และเพื่อนร่วมห้องของเธอทุกคนรู้ดีว่า สามีของลี่หรงพาเธอมาที่เมืองหลวง แล้วเช่าบ้านอยู่ข้างนอกใกล้กับมหาวิทยาลัย มีเพียงอู๋เยี่ยนหงเท่านั้นที่จะพูดออกไปแบบนี้

    

   อู๋เยี่ยนหงก็ตระหนักได้ว่าตนเองได้พูดผิดไป เธอจึงหันไปถามสวี่จิ้งบนเตียงข้างๆราวกับจะกลบเกลื่อนความลำบากใจของตัวเองว่า “สวี่จิ้ง ตั๋วของคุณบอกว่าออกเดินทางเมื่อไหร่นะ?”

   

   “วันมะรืนนี้ค่ะ”

    

   “เฮ้อ… น่าเสียดาย ของฉันเป็นพรุ่งนี้แล้ว ถ้าของคุณเป็นพรุ่งนี้เหมือนกัน เราก็จะได้ไปสถานีรถไฟด้วยกันได้”

    

   สวี่จิ้งไม่พูดอีก อู๋เยี่ยนหงรู้สึกเบื่อจึงหยุดพูด

   

   เสิ่นรั่วหนิงไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดอะไร จึงจัดข้าวของเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วนั่งบนโต๊ะข้างเตียงลี่หรง “ลี่หรง ถึงวันหยุดแล้ว บ้านของเธออยู่ที่ไหนเหรอ ให้ฉันไปเที่ยวหาเธอได้ไหม?”

   

   ลี่หรงบอกที่อยู่บ้านของเธอ เสิ่นรั่วหนิงก็จดบันทึก และยังเตรียมจดหมายเลขโทรศัพท์บ้านของเธอไว้ด้วย

    

   ลี่หรงมองตัวเลขแล้วยิ้ม “ที่บ้านฉันไม่มีโทรศัพท์ ก็เลยไม่ต้องจดตรงนี้หรือเปล่า?”

    

   “มีร้านสหกรณ์อยู่ใกล้บ้านเธอไหม? ตอนนี้ร้านสหกรณ์มีหมายเลขโทรศัพท์แล้ว ถ้าเธอไม่มีอะไรทำก็โทรมาคุยเล่นกับฉันได้”

   

   เสิ่นรั่วหนิงซบหน้ากับราวกั้นเตียง แล้วถามลี่หรง “เธอวางแผนอะไรทำในช่วงวันหยุดหรือเปล่า?”

   

   “ไม่มีเป็นพิเศษนะ มีก็แค่เลี้ยงอันอัน”

    

   “ถ้าอย่างนั้น เธอช่วยเย็บกระโปรงให้ฉันตัวหนึ่งได้ไหม?” เสิ่นรั่วหนิงกัดริมฝีปากตัวเอง “เดือนหน้าก็จะวันเกิดฉันแล้ว ฉันอยากแต่งตัวสวยๆ อืม ไม่จำเป็นต้องสวยมากหรอก แค่ทำตามใจเธอได้เลย”

    

   ลี่หรงเหลือบมองเธอด้วยความประหลาดใจ เธอคิดมาโดยตลอดว่าเสิ่นรั่วหนิง น่าจะล้มเลิกความคิดที่จะให้หญิงสาวทำเสื้อผ้าให้ไปแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเสิ่นรั่วหนิง จะเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจมาตั้งแต่เริ่มเรียนจนถึงวันหยุดปิดเทอมเลยงั้นเหรอ?

    

   ลี่หรงยิ้มอ่อน “ได้สิ เดี๋ยวฉันจะขอวัดตัวเธอก่อนนะ”

   

   “ลี่หรง เธอใจดีกับรั่วหนิงมากเลย” อู๋เยี่ยนหงมองมาทางนี้ด้วยความอิจฉา



บทที่ 108: มาเช้าเกินไป


   

   สวี่จิ้งพูดอย่างใจเย็น “ถ้าคุณมีพื้นเพมาจากครอบครัวร่ำรวยแบบนั้นแล้วล่ะก็ อย่างไรเสียคนอื่นก็จะใจดีกับคุณเองแหละ”

    

   “นั่นก็จริง น่าเสียดายที่ชาตินี้ฉันไม่ได้เกิดมาร่ำรวย” อู๋เยี่ยนหงตอบ

   

   นี่ไม่ได้หมายความว่าลี่หรงรังเกียจคนจน แล้วชอบพอกับพวกคนรวยหรอกหรือ?

   

   สีหน้าของลี่หรงเปลี่ยนเป็นเย็นชา “นั่นเป็นเพราะรั่วหนิงดีกับฉันค่ะ หรือคุณมีอะไรอยากจะคุยกับฉันหรือเปล่าคะ?”

   

   “ใช่แล้ว แล้วฉันก็จะจ่ายเงินให้ลี่หรงด้วย ไม่ได้จะขอให้ทำให้เปล่าๆซะหน่อย” เสิ่นรั่วหนิงโมโห “ปกติลี่หรงก็ใจดีกับพวกเธอเหมือนกัน พวกเธอทุกคนก็ได้กินลิ้นจี่ ที่เธอเอามาให้ที่มหาวิทยาลัยครั้งล่าสุดด้วยไม่ใช่เหรอ?”

   

   ภายในหอพักเงียบกริบ 

   

   …

   

   ลี่หรงที่เพิ่งได้ปิดเทอมฤดูร้อน เลยถือโอกาสพักผ่อนโดยการปล่อยให้ตัวเองทำตัวเกียจคร้านเป็นเวลาหลายวัน ก่อนจะเริ่มลงมือ

   

   เธอชอบสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเองมาโดยตลอด ปรากฏว่าจักรเย็บผ้าที่ซื้อในหมู่บ้านต้าเจียง ไม่สามารถขนย้ายมาเมืองหลวงได้ ต่อมาจ้าวชิงซงจึงซื้อจักรคันใหม่ให้เธอ แล้ววางไว้ที่ลานบ้าน

    

   จากความเข้าใจเกี่ยวกับการสวมชุดนี้ของเสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงจึงมีภาพในหัวคร่าวๆอยู่แล้ว จากนั้นเธอก็คิดว่าเสิ่นรั่วหนิงจะสวมมันในวันเกิด ลี่หรงจึงตัดสินใจร่างแบบออกมาก่อน

   

   เนื่องจากเงื่อนไขที่จำกัด ด้วยในยุคนี้มีเนื้อผ้าให้เลือกน้อยมาก จึงเป็นการจำกัดความคิดสร้างสรรค์

    

   แบบร่างแผ่นสุดท้ายของลี่หรงเป็นชุดผ้าสีเรียบ ทำจากผ้าป่านทั้งตัว แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ทำจากผ้าชีฟอง พร้อมนำดอกกุหลาบแห้งสีแดงมาเย็บติดเข้ากับชุดด้วย

     

   เนื่องจากเป็นงานวันเกิด ลี่หรงจึงคิดว่าสำหรับคนอย่างเสิ่นรั่วหนิง คงจะจัดยิ่งใหญ่แน่นอน เธอจงใจเลือกไข่มุกทรงสวยสะดุดตา และปักเลื่อมแวววาว เพื่อทำให้ชุดกระโปรงตัวนี้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

   

   ลี่หรงใช้เวลาเกือบสองวัน จึงจะพอใจกับแบบร่างชุด

    

   เพราะงานวันเกิดถือเป็นงานใหญ่ ลี่หรงคิดดูแล้ว ก็นำหมายเลขโทรศัพท์ที่จดไว้ ไปที่ร้านสหกรณ์หน้าปากซอย เพื่อโทรหาเสิ่นรั่วหนิง

   

   ลี่หรงพยายามใช้แป้นหมุนหมายเลขสองสามครั้งแล้ว เพราะไม่คุ้นเคย จึงลองอยู่อย่างนั้นอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

    

   อาจเป็นเพราะหมุนหมายเลขผิด หรือช่วงเวลาระหว่างแต่ละหมายเลขห่างกันเกินไป

    

   สุดท้ายคนที่ร้านสหกรณ์ก็มาช่วยโทรออกให้

   

   หลังเสียงสัญญาณดังไปไม่กี่ครั้ง ก็ต่อปลายสายติดแล้ว

   

   ตอนนี้เสียงผู้หญิงที่ปลายสายไม่คุ้นหูเลย ลี่หรงจึงถามอย่างไม่แน่ใจ “สวัสดีค่ะ นี่รั่วหนิงรึเปล่าคะ?”

   

   “โทรหาคุณหนูเหรอคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอคะ?”

   

   “ฉันชื่อลี่หรงค่ะ คุณช่วยบอกรั่วหนิงทีนะคะ แล้วเธอก็จะรู้เองค่ะ”

    

   คนที่อยู่ปลายสายขอให้ลี่หรงรอสักครู่ หลังจากนั้นประมาณหนึ่งนาที ลี่หรงก็ได้ยินเสียงร่าเริงของเสิ่นรั่วหนิง “ในที่สุดเธอก็โทรหาฉันได้แล้วเหรอ?”

    

   เมื่อลี่หรงได้ยินเสียงปลายสาย ก็ทำให้นึกถึงสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายปรากฏเด่นชัดขึ้นมาทันที 

   

   ต้องเป็นท่าทางตื่นเต้นและบ่นด้วยสีหน้าเอาแต่ใจแน่

   

   เธอยิ้มอ่อน ก่อนจะบอกจุดประสงค์ว่า “ฉันออกแบบกระโปรงเธอเสร็จแล้ว เธอพอจะมีเวลาเข้ามาดูหรือเปล่า? ฉันวาดร่างแบบเอาไว้แล้วน่ะ”

   

   “โอ้สวรรค์!” เสิ่นรั่วหนิงเกือบจะกระโดดตัวลอย “ฉันจะให้คนขับรถพาฉันไปที่บ้านของเธอตอนนี้เลย”

   

   “เดี๋ยวก่อน ไว้พรุ่งนี้ก็ได้” ลี่หรงพูด “อย่างไรเสียตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ไม่ต้องรีบหรอก”

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นรั่วหนิงมาถึงตั้งแต่เช้า

   

   รถสีดำที่สะดุดตาจอดอยู่หน้าบ้านของลี่หรง ขณะที่จ้าวชิงซงกำลังจะออกจากบ้านพอดี

    

   เสิ่นรั่วหนิงเคยพบกับจ้าวชิงซงในหอพักแค่ไม่นาน ในตอนที่มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอม ตอนนี้เธอจำรูปร่างหน้าตาของเขาไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เมื่อเห็นชายหนุ่มในตอนแรก เธอจึงจำเขาไม่ได้

    

   เธออึ้งไปสักพัก “นี่ใช่บ้านของลี่หรงหรือเปล่าคะ?”

    

   จ้าวชิงซงจำผู้หญิงคนนี้ ที่เขาเคยเจอในหอพักของลี่หรงได้ จึงพยักหน้า แล้วตอบว่า “เธอยังไม่ตื่นเลยครับ คุณอย่าเพิ่งปลุกเธอเลย”

    

   เสิ่นรั่วหนิงเม้มปาก และกำลังจะบอกว่าเธอจะกลับมาอีกทีภายหลัง แต่จ้าวชิงซงชิงพูดก่อนว่า “คุณเข้าไปรอข้างในก่อนก็ได้ครับ แม่ของผมอยู่ข้างใน”

    

   บ้านของเสิ่นรั่วหนิงอยู่ห่างจากที่นี่สองทางแยก เธอคิดดูแล้วก็ไปบอกให้คนขับรถกลับบ้านไปก่อน แล้วตัดสินใจเข้าไปรอข้างในบ้าน

    

   เมื่อเข้าไปในลานบ้าน เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกประหลาดใจมากที่พบว่าอันอันตื่นแต่เช้า และกำลังนั่งเล่นอยู่บนพรมในห้องนั่งเล่น ที่เปิดประตูเอาไว้

   

   “อันอัน!”

    

   เสิ่นรั่วหนิงวิ่งเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

    

   อันอันที่กำลังถือของเล่นไม้สองสามชิ้น ก็หันกลับมาเห็นเสิ่นรั่วหนิง จึงยิ้มกว้างอวดฟันขาว แล้วเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาว

   

   “หนูยังจำพี่ได้อยู่เหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงบีบแก้มอันอันเบาๆ

   

   “เอ๊ะ!” แม่จ้าวออกมาจากห้องครัว ก็พลันตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะหน้าตาดี รูปร่างเพรียวบาง ทั้งยังแต่งตัวดีอีก ทว่าแม่จ้าวก็ยังตกใจ เพราะเคยได้ยินว่ามีคนขโมยเด็กในเมือง “คุณเป็นใครคะ แล้วเข้ามาได้อย่างไร?”

    

   แม่จ้าวรีบวิ่งมายืนขวางหน้าอันอัน

   

   “คุณเป็นแม่สามีของลี่หรงใช่ไหมคะ? ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันไม่ใช่คนร้ายลักพาตัวเด็กแน่นอน” เสิ่นรั่วหนิงมองหญิงชรา แล้วเดาว่าเธอจะต้องเป็น ‘แม่’ ที่จ้าวชิงซงพูดถึง จึงรีบอธิบายว่า “ฉันเป็นเพื่อนร่วมชั้นของลี่หรงค่ะ เราอยู่หอพักเดียวกัน เธอบอกให้ฉันมาหาที่บ้าน แล้วสามีของลี่หรงก็เป็นคนเปิดประตูให้เมื่อกี้นี้ค่ะ”

    

   แม่จ้าวได้ฟังดังนั้น ก็เข้าใจชัดเจน “มาหาเสี่ยวหรงเหรอจ๊ะ? เธอยังไม่ตื่นเลย ทำไมไม่ไปนั่งรอก่อนล่ะจ๊ะ?”

    

   “ค่ะ ให้หนูเล่นกับอันอันตรงนี้ก่อนก็ได้ค่ะ”

   

   “เรากำลังจะไปกินข้าวเช้ากัน หนูอยากกินด้วยไหมล่ะจ๊ะ?”

   

   เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม “ขอบคุณค่ะคุณป้า หนูกินมาจากที่บ้านแล้วค่ะ”

    

   ตอนแรกแม่จ้าวกำลังจะพาเด็กน้อยไปกินข้าวในครัว แต่คิดว่าคงไม่ดีที่จะทิ้งเสิ่นรั่วหนิงไว้ตามลำพังในห้องนั่งเล่น เธอจึงยกอาหารอร่อยๆไปที่ห้องนั่งเล่นแทน

    

   สำหรับอาหารเช้า มีโจ๊กใส่ถั่วเขียว แพนเค้กต้นหอมทอดและข้าวโพดหวานนึ่ง

   

   โจ๊กใส่ถั่วเขียวในชามเซรามิกใบใหญ่ ต้องตักแบ่งใส่ชามเล็กให้อันอัน เด็กน้อยถือข้าวโพดหวานที่หักเป็นท่อนไว้ในมือ แล้วแทะมัน ขณะรอให้แม่จ้าวตักโจ๊กให้

   

   เสิ่นรั่วหนิงเหลือบมอง แล้วถามว่า “คุณป้าคะ ให้หนูช่วยป้อนอันอันได้ไหมคะ?”

   

   ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่อายุห้าหรือหกขวบ มีคนรับใช้ที่บ้านคอยป้อนข้าวให้ เธอจึงคิดว่าอันอันก็ต้องการคนป้อนข้าวด้วย

    

   แม่จ้าวส่ายหน้า “เขารู้จักกินเองได้แล้วจ้ะ อันอันของพวกเราเก่งมากเลย!”

   

   ชามโจ๊กวางอยู่ตรงหน้าเด็กชายตัวน้อย เขาจึงวางข้าวโพดที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งลง แล้วหยิบช้อนอะลูมิเนียมของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะใช้มือเล็กๆอีกข้างจับชามไว้ แล้วโน้มตัวตักโจ๊กเข้าปากเล็กๆอย่างเรียบร้อย

   

   คุณหนูเสิ่นที่เห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก็ทำตาโตขึ้นเล็กน้อย

    

   โอ้สวรรค์!

    

   อันอันเก่งขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!

    

   ฉันอยากจะขโมยเด็กน้อยคนนี้กลับบ้านจริงๆซะแล้ว!

   

   ความรักของเสิ่นรั่วหนิงที่มีต่ออันอันพุ่งสูงขึ้น!

   

   “เขาเป็นเด็กดีแบบนี้มาตลอดเลยเหรอคะ?” เสิ่นรั่วหนิงอดถามไม่ได้

    

   “หืม?” แม่จ้าวไม่เข้าใจว่าเสิ่นรั่วหนิงถามเรื่องอะไร จึงทำหน้าสับสน

   

   “หนูหมายถึง อันอันกินข้าวเองเก่งมากเลย ขนาดลูกพี่ลูกน้องของหนูอายุสี่ห้าขวบแล้ว แต่ยังต้องให้คนป้อนข้าวให้อยู่เลยค่ะ”

   

   “นั่นไม่ได้หรอกจ้ะ” แม่จ้าวหัวเราะ ใบหน้าที่มีริ้วรอยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “อันอันของเรากินข้าวเองได้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องให้ใครคอยป้อนข้าวให้ เห็นแล้วใครบ้างจะไม่ชมล่ะจ๊ะ?”

   

   แม่จ้าวกลืนโจ๊กเต็มคำ แล้วพูดว่า “สาวน้อย เสี่ยวหรงน่าจะตื่นแล้วล่ะ รออีกสักพักนะจ๊ะ”

   

   “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่รีบ”

   

   ลี่หรงไม่ตื่น จนกระทั่งแม่สามีกับลูกชายกินข้าวเช้าเสร็จ

   

   ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเสิ่นรั่วหนิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคุยกับแม่จ้าว ‘อย่างสนิทสนม’ แค่ไหน ก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ที่นี่มาสักพักหนึ่งแล้วแน่นอน

   

   คิดไม่ถึงว่าเสิ่นรั่วหนิงจะมาเช้าขนาดนี้ ลี่หรงรู้สึกผิดเล็กน้อย “เธอรอมานานแล้วเหรอ?”

   

   “ไม่นานเท่าไหร่หรอก ฉันดีใจมากที่ได้เล่นกับอันอัน แล้วฉันยังไม่ได้นัดเวลากับเธอไว้ ก็เลยมาเช้าเกินไปหน่อยน่ะ”



 บทที่ 109: ทำกระโปรงเสร็จแล้ว


   

   ลี่หรงรีบอาบน้ำ แล้วจึงนำแบบร่างต้นฉบับมาให้เสิ่นรั่วหนิงดู โดยไม่สนใจกินข้าวเช้าก่อนเลยด้วยซ้ำ

    

   ลี่หรงคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็เปลี่ยนผ้าที่ใช้เย็บกระโปรงเป็นผ้าไหมแทนผ้าป่าน โดยออกแบบให้ด้านข้างตัดแหวกข้างที่ขาเป็นสามเหลี่ยม แล้วใช้ผ้าโปร่งทับไว้อีกชั้นหนึ่ง

     

   และปักลายดอกไม้เพิ่มบนผ้าโปร่ง พร้อมปักเลื่อมมุก

    

   นี่คือภาพร่างต้นฉบับสุดท้ายที่เสิ่นรั่วหนิงกำลังดูอยู่ตอนนี้

    

   ลี่หรงตัดสินใจเอาดอกไม้แห้งในตอนแรกออกแล้ว

    

   เนื่องจากไม่มีดินสอสี แบบร่างทั้งหมดจึงถูกวาดด้วยดินสอสีดำ ตามคำอธิบายของลี่หรง รูปร่างจากสีต่างๆ จึงค่อยๆปรากฏแก่ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิง

   

   “ดูแบบร่างต้นฉบับแล้ว ฉันก็จินตนาการได้เลยว่าผลงานที่เสร็จแล้วจะสวยแค่ไหน” เสิ่นรั่วหนิงแทบจะกระโดดด้วยความตื่นเต้น ด้วยไม่เคยเห็นการออกแบบเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่ที่เธออยู่ต่างประเทศ “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอเก่งมาก เมื่อไหร่ถึงจะทำเสร็จเหรอ?”

    

   “ตอนแรกฉันวางแผนจะใช้ผ้าป่านทำชุดนี้ แต่ต่อมาฉันรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยเหมาะ ก็เลยเปลี่ยนเป็นผ้าไหมแทน” ลี่หรงเงียบไปครู่หนึ่ง “ไม่รู้ว่าจะหาผ้าไหมได้หรือเปล่า แต่ถ้าหาไม่ได้ก็จะเปลี่ยนกลับไปเป็นผ้าป่านเหมือนเดิม ถึงตอนนั้น ดอกไม้พวกนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห้งแทน”

    

   ความจริงแล้วเสิ่นรั่วหนิงชอบชุดที่ทำจากผ้าไหม ด้วยเนื้อผ้าดี มีความมันเงาและแวววาว แต่เธอไม่ค่อยใส่นัก เพราะคิดว่ามันดูดีสำหรับคนรุ่นแม่ ถ้าเธอใส่แล้วจะดูแก่กว่าวัยเสียมากกว่า

   

   แต่เสิ่นรั่วหนิงคิดว่าแบบร่างชุดที่ลี่หรงวาดนั้นสวยและสง่างามมาก ด้วยผ้าไหมที่มีเนื้อมันเงาสะท้อนแสงเล็กน้อย เธอจะเป็นคนที่น่าดึงดูดที่สุดในงานเลี้ยงวันเกิดอย่างแน่นอน

    

   แค่คิดเรื่องนี้ เสิ่นรั่วหนิงก็รู้สึกได้ถึงความสวยงามมากแล้ว

    

   เธอตบหน้าอกตัวเอง แล้วพูดว่า “เรื่องผ้า เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าเธอยังมีวัสดุอะไรที่หาไม่ได้อีก ก็บอกมาได้เลยนะ แล้วฉันจะกลับไปหามาให้”

    

   คำพูดของเธอประทับอยู่ในใจของลี่หรง

    

   ลี่หรงยิ้ม “นอกจากผ้าไหมแล้ว ยังต้องการไข่มุกด้วย ฉันอยากได้ไข่มุกบาร็อกที่มีรูปทรงแปลกตา ไข่มุกที่กลมเกินไปไม่ค่อยเหมาะกับการตกแต่ง แต่ไข่มุกทรงกลมสามารถใช้ทำเครื่องประดับได้”

   

   “บาร็อกเป็นแบบไหน แล้วกลมเป็นอย่างไรเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงสับสน

    

   “พวกมันจะมีรูปร่างที่แตกต่างกัน” ลี่หรงอธิบายกับเธอ “แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆก็ไม่เป็นอะไร”

   

   “ฉันจะหามาให้ได้แน่นอน”

   

   มันก็แค่ไข่มุกที่รูปทรงแปลกตาไม่ใช่เหรอ?

    

   เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกว่าจะต้องหาได้แน่นอน

    

   “อ๊ะ! แต่ถ้าเธออยากใส่เครื่องประดับกับชุดนี้ด้วย ก็อย่าลืมเอามาให้ฉันดูก่อนก็ได้นะ แล้วทรงผมของเธอ เป็นลอนเล็กๆแบบนี้…” ลี่หรงลูบผมของเสิ่นรั่วหนิง แล้วกล่าวว่า “ถ้ายืดผมหรือถักเปีย แล้วประดับด้วยดอกกุหลาบสีแดงสดจะดูดีกว่า”

    

   เสิ่นรั่วหนิงทำตาโต “สมัยนี้มีคนน้อยมากที่ใช้ดอกไม้สดประดับบนหัว...”

   

   เธอลังเล ก่อนที่จะพูดจบ “นี่จะไม่ดูเชยไปใช่ไหม?”

   

   “ไม่หรอก” ลี่หรงยิ้ม “จะทำให้เธอดูสวยขึ้นต่างหาก”

   

   เสิ่นรั่วหนิงเป็นคนสวยน่ารัก แม้จะไม่ได้สวยจนน่าทึ่งเท่าลี่หรง แต่เธอก็นับว่ามีรูปร่างหน้าตาที่สวยกว่าคนทั่วไป

    

   ดวงตาทรงกลมอัลมอนด์สดใส ควรแต่งตาด้วยสีอ่อน และเน้นริมฝีปากให้เด่น สีเปลือกตาควรเป็นสีเดียวกับดอกกุหลาบ รับกับปากสีแดงสดใส หากสวมผ้าโพกศีรษะที่เข้ากันกับกระโปรงยาว ก็จะยิ่งเพิ่มความสดใสให้กับเสิ่นรั่วหนิง โดยไม่ดูเป็นผู้ใหญ่มากเกินไปด้วย

    

   สรุปคือต้องทำให้เธอดูสวยน่าดึงดูดตั้งแต่แรกเห็น

    

   ลี่หรงพูดความคิดทั้งหมดออกมา

   

   ตามคำพูดของเธอ เสิ่นรั่วหนิงได้จินตนาการถึงวันนั้นไว้ในใจแล้วโดยไม่รู้ตัว 

   

   ลี่หรงพูดจบไปแล้วสักพัก ทว่าเสิ่นรั่วหนิงก็ยังคงดื่มด่ำกับภาพฝันจินตนาการที่สวยงามอยู่

    

   เมื่อเธอฟื้นคืนสติจากภาพฝันนั้น ก็โผเข้ากอดลี่หรงด้วยความตื่นเต้น “เธอยอดเยี่ยมมาก! แม้แต่เรื่องแต่งหน้าก็ยังช่วยฉันคิดด้วย บอกเลยว่าแม่ของฉันเอาลิปกลอสสีชมพูจากต่างประเทศมาให้ใช้ในวันเกิดพอดี ได้เวลาที่จะใช้แล้ว พอถึงวันเกิดฉันก็จะอายุยี่สิบเอ็ดปี ฉันไม่อยากเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอีกต่อไปแล้ว! เธอช่างรู้ใจฉันจริงๆ!”

   

   ลี่หรงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เมื่อถูกอีกฝ่ายชมมากขนาดนี้ “ดีเลย”

   

   “เดี๋ยวก่อน!” ทันใดนั้น เสิ่นรั่วหนิงก็พูดขึ้น “เรามองข้ามเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง!”

   

   “อะไรเหรอ?”

   

   “เธอจะไม่มางานวันเกิดฉันเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ยมองลี่หรงด้วยความเสียใจ

    

   “เอ๊ะ! ฉันไปได้ด้วยเหรอ?” ลี่หรงไม่เคยคิดที่จะไป เสิ่นรั่วหนิงเองก็ไม่เคยพูดถึงกิจการของครอบครัวเลย แต่ด้วยความที่เสิ่นรั่วหนิงมีคนขับรถคอยไปรับไปส่งเธอจากมหาวิทยาลัย และเธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ลี่หรงก็พอจะเดาได้ว่าภูมิหลังครอบครัวของอีกฝ่ายคงไม่ธรรมดา

   

   หากไม่ใช่ข้าราชการระดับสูงก็ต้องเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง

    

   แต่ยุคนี้ไม่มีนักธุรกิจที่ร่ำรวยในประเทศ

   

   ลี่หรงเดาว่าน่าจะเป็นเพราะอดีตภูมิหลังของครอบครัวเสียมากกว่า 

   

   แต่ก็เพียงแค่คิดในใจ ไม่ได้ถามออกไป

    

   ดังนั้นลี่หรงจึงไม่คิดว่า เธอจะได้รับเชิญไปร่วมงานวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิง

    

   “เธอต้องมานะ!” เสิ่นรั่วหนิงคว้าแขนลี่หรง ราวกับว่าจะไม่ยอมปล่อยจนกว่าเธอจะยอมตกลง “เธอต้องมา!”

   

   “เอ่อ… ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั้ง ที่บ้านเธอจะมีคนไปร่วมงานเยอะไหมล่ะ?”

    

   “อืม… พ่อของฉันน่าจะเรียกพวกลุงๆป้าๆมาบ้าง แต่พวกเขาทุกคนมาจากหน่วยงานเดียวกัน ก็เลยน่าจะจับกลุ่มคุยกันเอง” เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงด้วยสีหน้าเศร้า “ตอนกลับมาที่จีน เพื่อนสมัยเด็กทุกคนต่างก็ห่างเหินกันไปหมดแล้ว เธอเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของฉันในตอนนี้ ถ้าเธอไม่มา ฉันคงเสียใจแย่”

   

   “...ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีก็ได้”

    

   “ไม่เอา เธอต้องสัญญากับฉันเดี๋ยวนี้!”

    

   …

   

   เสิ่นรั่วหนิงส่งวัสดุที่จำเป็นในการทำกระโปรงมาให้ลี่หรงอย่างรวดเร็ว

   

   ไข่มุกที่ส่งมา เป็นไข่มุกบาร็อกแบบที่ลี่หรงต้องการ เมื่อลองสัมผัสดู ลี่หรงพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้าเกิดหาไม่ได้ ชุดคงไม่ได้สวยขนาดนั้น

    

   เธอเลือกไข่มุกรูปทรงยาวรีที่มีขนาดใกล้เคียงกัน มาทำเป็นกลีบดอกไม้ โดยใช้ผ้าเนื้อโปร่งทำเป็นฐานรอง เพื่อทำดอกไม้เล็กๆประดับส่วนเอว ส่วนหน้าอกตกแต่งด้วยเข็มกลัดที่ทำจากเรซิ่นรูปดอกบลูเบลล์ปลอมสีแดงและสีเหลือง

     

   เมื่อพูดถึงเรซิ่น ลี่หรงคิดอยู่หลายวิธี จนได้อย่างอื่นมาติดแทน ถึงแม้ประสิทธิภาพจะไม่เหมือนกับเรซิ่นในอนาคต แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าคล้ายกัน

     

   บริเวณที่เหลือด้านซ้ายของชายกระโปรงถูกแหวกเป็นรูปสามเหลี่ยม และเย็บติดด้วยผ้าโปร่งหลายชั้น

    

   จากนั้นปักเลื่อมลงบนผ้าโปร่งอีก

    

   เมื่อยืนนิ่งๆ เลื่อมบนกระโปรงที่ถูกซ่อนไว้จะสะท้อนแสงกะพริบต่อเมื่อเคลื่อนไหวเท่านั้น

     

   เมื่อเสิ่นรั่วหนิงได้ยินว่าชุดของเธอเสร็จแล้ว ก็แทบรอจะตรงไปบ้านสกุลลี่ไม่ไหว

    

   โชคดีที่คราวนี้ลี่หรงเตรียมพร้อม ด้วยคาดว่าอีกฝ่ายจะมาเร็วจึงรีบตื่นแต่เช้า

    

   หลังทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น

     

   เมื่อเปิดประตูออก แน่นอนว่าเป็นเสิ่นรั่วหนิงที่พูดละล่ำละลักอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะความตื่นเต้น “กระโปรงของฉันอยู่ไหนเหรอ?”

   

   “ทำเสร็จแล้วน่ะ อยู่ข้างใน” 

   

   ทันทีที่เสิ่นรั่วหนิงเห็นกระโปรง ดวงตาทรงอัลมอนด์ของเธอพลันเปล่งประกาย และเมื่อมือสัมผัสกระโปรงก็พบว่าตนเองไม่สามารถวางมันลงได้เลย ก่อนจะอุทาน “มันสวยมาก! สวยกว่าที่ฉันจินตนาการไว้อีก! ลี่หรง เธอมีพรสวรรค์จริงๆ!”

    

   “ไปลองใส่ดูสิ ถ้ากระโปรงไม่พอดีตรงไหน ค่อยมาปรับอีกทีก็ได้นะ” ลี่หรงเร่งเร้า

    

   ทันทีที่สวมกระโปรง บุคลิกของเสิ่นรั่วหนิงก็เปลี่ยนไปทันที

    

   “ฉันรักเธอ!” เสิ่นรั่วหนิงมองตัวเองในกระจก “ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนออกแบบชุดได้สวยขนาดนี้อยู่ด้วย”

   

   ลี่หรงยิ้ม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นี่เป็นเพราะประสบการณ์ที่เธอสั่งสมมา จากการได้ออกแบบชุดให้แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังต่างๆทั่วโลก

   

   คนธรรมดาจะมีไอเดียมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?

    

   เสิ่นรั่วหนิงชื่นชมกระโปรงตัวนี้มาก จนไม่เต็มใจจะถอดออกเสียด้วยซ้ำ

    

   ลี่หรงตรวจสอบขนาดตัวและกระโปรงให้อีกฝ่ายแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม ทุกอย่างล้วนเรียบร้อยพอดีตัว



บทที่ 110: การพบกันที่สมบูรณ์แบบ


    

   หลังจากผ่านไปหลายปี ลี่หรงก็กลับมาจับปากกาออกแบบชุดอีกครั้ง แล้วพบว่ามีดดีไม่มีแก่ เธอจึงมีความสุขมาก

    

   “วันที่สองของเดือนหน้า เธออย่าลืมมานะ ที่อยู่บ้านของฉันคือ…” เสิ่นรั่วหนิงเงียบไปพักหนึ่ง “ช่างเถอะ เดี๋ยวเธอจะเสียเวลาตามหาอีก เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าถึงเวลา ฉันจะบอกให้คนขับรถมารับเธอเอง อย่าลืมพาอันอันไปด้วยนะ”

    

   หลังจากทำกระโปรงของเสิ่นรั่วหนิงเสร็จแล้ว ลี่หรงก็รู้สึกว่าตัวเองว่างมากจริงๆ

    

   ทว่าข้างนอกอากาศร้อน ลี่หรงจึงไม่อยากออกไปข้างนอก เธอจึงอยู่บ้านกับอันอัน หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นระหว่างไปซื้อของ

    

   และก็คิดได้ว่าตัวเองไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านสกุลลี่มานาน คงถึงเวลาต้องกลับไปบ้างแล้ว และแม่จ้าวก็บังเอิญอยู่ที่นี่ด้วย

    

   พ่อแม่ของทั้งสองครอบครัวยังไม่เคยพบหน้ากัน

   

   ลี่หรงพูดกับจ้าวชิงซง “อีกสองสามวันฉันจะกลับไปบ้านพ่อแม่นะคะ แม่จ้าวก็อยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะใช้โอกาสนี้ ให้พ่อแม่ของฉันได้เจอกับแม่จ้าวด้วยค่ะ”

    

   “ได้ครับ เดี๋ยวผมจะบอกแม่ให้” จ้าวชิงซงกำลังพับเสื้อผ้าอยู่ ตอนนี้ในเมืองหลวงอากาศร้อน เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาจากที่ทำงานในบ่ายวันรุ่งขึ้น เขาจึงนำเสื้อผ้าที่ซักไว้เมื่อคืนมาพับเก็บ

   

   ลี่หรง “ให้ฉันทำพับเก็บให้เองดีกว่านะคะ…”

   

   “ได้ครับ” จ้าวชิงซงโน้มตัวไปจูบลี่หรงเบาๆแล้วพูดว่า “ผมจะเอาผลไม้กลับมาเพิ่ม แล้วไปกับพวกคุณด้วยครับ”

    

   หลังจากที่ลี่หรงเล่าเรื่องนี้ให้แม่จ้าวฟัง อีกฝ่ายก็เข้าใจ

    

   พวกเขาแต่งงานกันมาสามถึงสี่ปีแล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะได้พบกันครั้งแรกช้าขนาดนี้

    

   แม่จ้าวเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ เมื่อคิดว่าตนกำลังจะได้ไปพบกับครอบครัวชาวเมืองของลี่หรงที่มีการงานมั่นคง

   

   หลายวันมานี้ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ใจลอยไปหมด มักจะนั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอย เหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

    

   ลี่หรงเห็นแม่จ้าวเป็นแบบนั้นอยู่หลายครั้ง หลังจากที่สังเกตดู เธอก็พอจะเดาความกังวลของแม่จ้าวได้

    

   เธอหยิบเสื้อผ้าที่เพิ่งทำไปมอบให้แม่จ้าว “แม่คะ ฉันได้เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ให้แล้ว รีบมาลองใส่ดูสิคะ ถ้าไม่พอดีก็ค่อยปรับกันอีกทีค่ะ”

    

   “โอ้!” แม่จ้าวดีใจเมื่อได้ยินว่าเธอจะมีเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่แล้วก็รู้สึกเสียดาย “เสื้อผ้าแม่ยังใส่ได้อยู่ ทำใหม่ให้เปลืองเงินทำไมล่ะจ๊ะ”

     

   “ไม่ได้แพงมากหรอกค่ะ ฉันขอให้แม่ของฉันช่วยซื้อผ้าให้ พนักงานในโรงงานจะซื้อได้ในราคาถูกน่ะค่ะ” ลี่หรงยัดเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขนของแม่จ้าว แล้วดันตัวอีกฝ่ายเข้าไปลองเสื้อผ้า “แม่ใส่ให้สบายใจเถอะนะคะ มันเป็นแค่ชุดใหม่ชุดเดียวเอง แม่ต้องทำงานหนักเพื่อช่วยฉันดูแลอันอันมามากแล้วนะคะ”

    

   แม่จ้าวอยู่ในเมืองหลวงมาหลายเดือนแล้ว เธอมักจะพาอันอันไปเดินเล่นในตรอก แล้วได้รู้จักผู้สูงอายุชายหญิงหลายคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ พวกเขามักจะพาลูกหลานออกมาเล่นด้วยกัน

    

   เนื่องจากแม่จ้าวไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านเหล่านั้นบ่อยครั้ง เธอจึงตระหนักดีถึงความแตกต่าง ระหว่างตัวเธอกับผู้คนในเมืองหลวง ด้วยสำเนียงการวางตัวหลายอย่างก็แตกต่างจากคนในเมืองหลวง

   

   แต่ตอนที่แม่จ้าวพูดคุยกับเพื่อนบ้านเหล่านั้น เธอไม่ได้รู้สึกด้อยกว่าเพราะความแตกต่างที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

   

   ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อแม่ของลี่หรง ผู้เป็นลูกสะใภ้ แม่จ้าวกลับรู้สึกกังวลมากเป็นพิเศษ

   

   บ้านสกุลลี่จะไม่ชอบที่แม่จ้าวเป็นคนบ้านนอกหรือเปล่า?

   

   เมื่อถึงวันไปบ้านสกุลลี่ แม่จ้าวตื่นแต่เช้า

   

   แปรงฟันและอาบน้ำให้สะอาดที่สุด ทั้งยังแปรงฟันอีกครั้งหลังอาหารเช้าด้วย

   

   แม่จ้าวหวีผมแล้วรวบอย่างพิถีพิถัน และไม่สวมเสื้อผ้าใหม่ที่ลี่หรงทำให้ จนกว่าใกล้จะต้องออกจากบ้านเท่านั้น เพราะกลัวว่าเสื้อผ้าจะยับ ถ้าเธอใส่เร็วเกินไป

    

   เสื้อผ้าที่ลี่หรงทำให้ เป็นกางเกงผ้าฝ้ายและเสื้อชีฟองแขนกว้างครึ่งแขน

    

   แม่จ้าวสวมใส่แล้วดูมีความมั่นใจมากขึ้น ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆหน้ากระจก แล้วดึงชายเสื้อให้ตึง 

   

   ถ้าลี่หรงเห็นก็คงจะหัวเราะแม่สามีแน่ ความจริงแล้ว แม่จ้าวไม่จำเป็นต้องทำตัวเหมือนกับว่ากำลังจะไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขามเช่นนั้น

   

   “แม่คะ เสร็จหรือยังคะ? จ้าวชิงซงกลับมาแล้ว พร้อมออกเดินทางแล้วนะคะ” ลี่หรงตะโกนออกไปข้างนอก

   

   ไม่สามารถกลับบ้านพ่อตาแม่ยายมือเปล่าได้ จ้าวชิงซงจึงตื่นก่อนรุ่งสาง เพื่อไปที่โกดังของเขา ผลไม้ที่เพิ่งมาถึงจึงยังไม่ได้ถูกขนออกไปขาย ดังนั้นเขาจึงกลับมาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยผลไม้มากมาย

    

   ในบรรดาพี่ชายทั้งสามของลี่หรง มีเพียงลี่รุ่ยจือเท่านั้นที่อยู่บ้าน ส่วนพี่ชายอีกสองคนไม่อยู่

    

   ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เห็นความสำคัญของแม่จ้าว แต่เป็นเพราะลี่หรงบอกแม่ของเธอไว้ล่วงหน้า ว่าเธอจะให้พี่ชายทั้งสองกลับมา ในตอนที่พ่อจ้าวมาด้วยครั้งต่อไปแทน

   

   ไม่อย่างนั้นแม่จ้าวคงจะรู้สึกกดดันมากเป็นแน่

   

   คราวนี้เป็นเพียงการรับประทานอาหารร่วมกันเท่านั้น

   

   แม่ลี่เปิดประตูต้อนรับ ทันทีที่เห็นผู้หญิงตรงหน้า ก็รู้ว่าเป็นแม่สามีของลี่หรง เธอยิ้มทักทายแม่จ้าว “นี่คุณแม่ใช่ไหมคะ? มา มา รีบเข้ามาก่อนเถอะค่ะ”

    

   หลังจากลี่หรงขึ้นไปชั้นบน แม่จ้าวรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เมื่อเห็นบ้านที่พ่อแม่ของลูกสะใภ้อาศัยอยู่ ยังไม่ทันได้เข้าไปในบ้าน เพียงเห็นห้องโถงกว้างขวางข้างใน มือเท้าของแม่จ้าวก็พลันแข็งทื่อแล้ว ด้วยไม่รู้จะต้องวางมือไม้ไว้อย่างไรดี

    

   เมื่อเผชิญหน้ากับคำทักทายอันอบอุ่นของแม่ลี่ แม่จ้าวก็ยิ้มเฝื่อน แล้วพูดว่า “...สวัสดีค่ะคุณแม่ลี่”

   

   “สวัสดีค่ะ” ก่อนที่จะพบกับแม่จ้าว แม่ลี่ต้อนรับแขกทุกคนเหมือนเป็นญาติสนิทอยู่แล้ว ตอนนี้ลูกสาวของเธอกับจ้าวชิงซง ไม่ได้อยู่กินกับครอบครัวจ้าวอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องเอาใจเป็นพิเศษ เมื่อรู้ว่าลี่หรงกับสามีแยกบ้านมาอยู่ด้วยกัน แม่ลี่ก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เพราะมักจะรู้สึกเสมอว่าลูกสาวอาจถูกกลั่นแกล้ง จึงถูกสั่งให้แยกออกไปอยู่บ้านอื่น

    

   แต่เมื่อเธอได้พบกับแม่จ้าวด้วยตนเอง แม่ลี่ที่มีประสบการณ์ในการพบปะผู้คนมาหลายปี สามารถบอกได้ทันทีว่าแม่จ้าวเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจงาม หนำซ้ำยังหน้าตาใจดี กระทั่งการแต่งกายและพฤติกรรมก็เรียบง่าย

   

   แม่ลี่สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นกังวล จึงหัวเราะเบาๆแล้วเอ่ยชมว่า “โอ้โห! คุณแม่มีรสนิยมการแต่งตัวดีมากเลยนะคะ”

   

   แม่จ้าวมีรอยยิ้มจริงใจ “ชุดนี้เสี่ยวหรงทำให้ค่ะ เนื้อผ้าดีมาก ฉันได้ยินมาว่าคุณแม่เป็นคนช่วยหาผ้าให้ ต้องขอโทษจริงๆที่รบกวนนะคะ”

    

   “ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ” แม่ลี่โบกมือ “ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องเกรงใจหรอก เอ๊ะ! นั่นสิ แล้วทำไมเสี่ยวจ้าวถึงเอาผลไม้มากมายมาฝากอีกแล้วล่ะ? กลับมาบ้านทั้งที อย่าใช้จ่ายมากเกินไปโดยไม่จำเป็นสิจ๊ะ”

    

   มีเพียงลี่หรงเท่านั้นที่รู้เรื่องธุรกิจผลไม้ของจ้าวชิงซง แม้แต่แม่จ้าวก็ไม่รู้ว่าลูกชายกำลังทำธุรกิจอะไร แม้ชายหนุ่มจะออกไปข้างนอกทุกวัน แต่แน่นอนว่าเขาจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ในตอนนี้ เขาจึงพูดอย่างสบายๆว่า “พอดีว่าผมมีเพื่อนที่ขายผลไม้ เขารู้ว่าผมจะมาเยี่ยมบ้านแม่ยายน่ะครับ ก็เลยเอาผลไม้ราคาถูกมาขายให้ ผมคิดว่ามันถูกมาก ก็เลยซื้อมาฝากเยอะหน่อยน่ะครับ”

    

   แม่ลี่บอกว่าไม่ต้องซื้อมาเยอะแบบนี้ก็ได้

    

   จ้าวชิงซงยิ้ม “ถึงอย่างไรอันอันกับเสี่ยวหรงก็กินเยอะที่สุดทุกครั้งอยู่แล้วครับ เดี๋ยวผมขอไปดูน้ำร้อนที่ห้องครัวก่อน จะได้เตรียมฆ่าไก่นะครับ”

    

   “ลูกก็ไปช่วยดูด้วยสิ” แม่ลี่เตะลี่รุ่ยจือที่กำลังหยอกล้อหลานชายอยู่ ลูกชายอย่างลี่รุ่ยจือจึงไม่กล้าพูดอะไร ก่อนจะยกมือลูบบริเวณที่ถูกเตะด้วยความหดหู่ แล้วไปที่ห้องครัวทันที

    

   ไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้พ่อลี่กำลังทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้เขาออกมาจากครัวแล้ว ขณะสวมผ้ากันเปื้อนที่แม่ลี่ใช้บ่อยๆ คงจะเพิ่งยุ่งอยู่ในครัวเสร็จ

    

   เขาถอดผ้ากันเปื้อนออก ก่อนนั่งลงบนโซฟา แล้วกล่าวสวัสดีแม่จ้าว “สวัสดีครับคุณแม่ ผมได้ยินว่าคุณจะมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ไปเจอคุณสักที ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

   

   “ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ พวกคุณยุ่งกับงาน ฉันเองต่างหากที่เป็นแค่คนว่างงานคนหนึ่ง ควรเป็นฝ่ายมาพบพวกคุณตั้งนานแล้วค่ะ”

   

   “อย่าพูดเรื่องนี้กันเลยค่ะ มากินผลไม้กันก่อนดีกว่านะคะ”

   

   “ฉันขอตัวไปทำอาหารก่อน พวกแม่คุยกันได้เลยนะคะ” ลี่หรงเข้าไปในครัว เธอกับจ้าวชิงซงเข้าใจกันดี ส่วนลี่รุ่ยจือช่วยอะไรไม่ได้มาก หลังจากยืนหยอกล้อลี่หรงอยู่สักพัก ไม่นานลี่รุ่ยจือก็ถูกลี่หรงไล่ออกไปเล่นกับหลานชาย

    

   ไม่นานหลังจากที่พ่อลี่กล่าวสวัสดีแม่จ้าว เขาก็กลับไปทำงานที่ห้องทำงาน เปิดโอกาสให้แม่ลี่กับแม่จ้าวคุยกัน

    

   ทันทีที่ทั้งสองเริ่มคุยกัน หัวใจที่ตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆผ่อนคลายลง

    

   เมื่อลี่หรงเรียกให้ที่บ้านไปทานอาหารเย็นร่วมกัน ทั้งสองก็คุยกันราวกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน พลางจับมือพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เหมือนพี่สาวน้องสาวที่เพิ่งมาพบกัน หลังจากพลัดพรากไปนานหลายปี

   

   ลี่หรงกับจ้าวชิงซงมองหน้ากันแล้วยิ้ม เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าการพบกันระหว่างแม่ของทั้งสองฝ่าย ต่างประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป

   

   

   [1] มีดดีไม่มีแก่ หมายถึง แก่แล้วแต่ยังเจ๋ง



จบตอน

Comments