yuk70 ep11-20

   บทที่ 11: ซื้อเนื้อ หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่สอง (ความขัดแย้งทางจิตใจของพระเอก)

   

   ลี่หรงสอบถามราคา

   

   ก่อนจะรู้ว่าราคาที่เถ้าแก่ขายนั้นมากกว่าสองเท่าของราคาในร้านสหกรณ์

   

   เธอคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักพัก ก่อนซื้อกระป๋องนมจากผู้ขาย 

   

   หญิงสาวไม่เคยได้ลิ้มรสนมมอลต์ของยุคนี้มาก่อน เคยได้ยินคนแก่พูดกันว่าเป็นของแพงและหวานมาก เพราะแบบนั้น …ลี่หรงเลยอยากลองชิมดู

   

   ว่าแล้วเธอก็ยื่นเงินออกไปจ่าย

   

   ใน ‘ตลาดเสรี’ นี้ มีแผงขายเนื้อหมูไม่มากนัก ก่อนลี่หรงจะเดินเข้าไปหาแผงขายหมูแผงหนึ่ง ทำให้ผู้คนรอบๆหันมอง โดยหนึ่งในนั้นคือคุณป้าที่เป็นเจ้าของแผง

   

   ลี่หรงสอบถามราคาอีกฝ่าย ก่อนซื้อเนื้อสิบจินในคราวเดียวเพราะเธอวางแผนจะทำพะโล้ออกมาขาย นอกจากนี้ หญิงสาวยังซื้อหมูสามชั้นมาอีกสองจิน สำหรับไว้ทำหมูพะโล้ในคืนนี้

   

   แต่ถึงลี่หรงจะซื้อเนื้อหมูมาเยอะเพียงนั้น ทว่าสายตาของป้าที่มีต่อเธอกลับไม่เปลี่ยนแปลงนัก ไม่เหมือนแผงขายร้านข้างนอกที่คุณจะได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอเวลาอุดหนุนซื้อของทีละมากๆ 

   

   ผู้คนที่นี่ค่อนข้างระมัดระวัง ลี่หรงคิดกับตัวเอง 

   

   เพื่อทำเนื้อตุ๋น ลี่หรงจึงซื้อเครื่องเทศมามากมาย เมื่อเห็นว่าวันนี้ตนซื้อของกลับมามากขนาดนี้ หญิงสาวก็เกรงว่าจะดึงดูดความสนใจคนรอบตัวอยู่ไม่น้อย เธอจึงเอาผ้าคลุมในตะกร้าออก ก่อนนำของที่ซื้อมาใส่แล้วคลุมด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยเลี่ยงความสนใจของคนรอบข้างได้นิดหน่อย

   

   ลี่หรงเดินออกจาก ‘ตลาดเสรี’ พร้อมของในตะกร้า

   

   เธอไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าหลายคนบนท้องถนนหันมองเธออยู่เนืองๆ เหงื่อในมือพลันซึมออกมาเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวทำสิ่งนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลี่หรงตื่นเต้นมากแค่ไหน

   

   จนกระทั่งเธอเดินมาขึ้นรถประจำทาง จึงค่อยรู้สึกโล่งใจ

   

   กว่าจะกลับถึงบ้านก็เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว ลี่หรงจึงกินขนมอบสองสามชิ้นเพื่อให้อิ่มท้อง พูดตามตรงรสชาติมันไม่ค่อยถูกปากนัก อาจเป็นเพราะขนมอบที่เคยกินในชีวิตก่อนหน้านี้มีกลิ่นหอม และเนื้อละเอียดกว่ามาก

   

   เมื่อกลับมาถึง หญิงสาวก็ตรงไปยังครัวเล็กๆของตนทันที และเพราะมีมันนี่แหละ ลี่หรงเลยทำอาหารได้สะดวกขึ้นเยอะเลย

   

   ว่าแล้วเธอก็นำเนื้อที่ซื้อมาหั่นเป็นชิ้นยาว แล้วนำไปขจัดกลิ่นผ่านการลวกในน้ำร้อน ก่อนนำออกมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกสองรอบเพื่อกำจัดฟองที่ลอยอยู่ออก พร้อมเติมเครื่องเทศ และปรุงตามสูตรน้ำดองหอมกรุ่นจากความทรงจำของตัวเองเป็นการตบท้าย

   

   เมื่อน้ำเดือดได้ที่ กลิ่นเครื่องเทศที่หอมฟุ้งพลันส่งกลิ่นไปไกลจนถึงบริเวณรอบๆ แต่โชคดีที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่รอบๆไปทำงานกันหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นคงอธิบายได้ยากว่าใครกันที่ทำอาหารหอมๆนี้

   

   ลี่หรงต้มไข่อีกยี่สิบฟอง ก่อนปลอกไข่แล้วนำไปปรุงด้วยกันในหม้อที่ใส่หมูพะโล้ตุ๋น

   

   หนึ่งชั่วโมงต่อมา ลี่หรงได้หมูตุ๋นมาชิ้นหนึ่ง รสชาติกำลังดี เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารที่ตุ๋นกว่าหนึ่งชั่วโมงนี้จะถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว เพราะอาหารประเภทนี้ต้องต้มสามนาที และพักทิ้งไว้อีกเจ็ดนาที เพื่อให้เนื้อซึมซับรสชาติ

   

   ว่าแล้วหญิงสาวก็ปล่อยให้เนื้อและไข่ในหม้อปรุงไว้แบบนั้น

   

   หลังจากทำพะโล้หม้อนี้เสร็จแล้ว มันก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี จึงเป็นจ้าวชิงซงที่กลับมาพร้อมกับปลาจำนวนหนึ่งในมือ โดยชายหนุ่มได้ใช้เชือกฟางลอดผ่านเหงือกปลา จับร้อยพวกมันเข้าด้วยกัน มีจำนวนทั้งหมดสี่ห้าตัว และมีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ

   

   ที่ขากางเกงของเขา มันทั้งเปียกและเปื้อนโคลน ทำให้ตัวจ้าวชิงซงดูตลกนิดหน่อย

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว เมื่อนึกถึงเท้าที่มีปัญหาของเขา “คุณไปทำอะไรมาน่ะ?”

   

   จ้าวชิงซงพอได้ยินก็ตอบอย่างตื่นเต้นว่า “เกษตรกรที่เกี่ยวข้าวกำลังปล่อยน้ำลงคู และมันก็มีปลาเต็มไปหมด พอผมเห็นคนอื่นจับเลยลงไปจับด้วยบ้าง ไม่คิดเลยว่าจะจับได้มากขนาดนี้”

   

   เขายิ้มแย้มแจ่มใสราวกับเด็กที่รอคอยคำชมจากพ่อแม่ ใช้ดวงตาที่เป็นประกายแวววาวของตนจ้องไปทางหญิงสาว คาดหวังที่จะได้รับคำชมกลับมา

   

   ทว่าลี่หรงกลับหยิบปลาไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างควบคุมไม่ได้

   

   “คุณไม่รู้เหรอว่าเท้าของคุณไม่ค่อยดี? แค่คุณเห็นคนอื่นจับปลาในคูน้ำ ก็ลงไปจับตามพวกเขาซะอย่างนั้น ถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ?”

   

   จ้าวชิงซงรู้สึกร้อนวาบ นี่ลี่หรงเป็นห่วงเขางั้นเหรอ? ว่าแล้วชายหนุ่มพลันเผยยิ้มมุมปาก

   

   ก่อนพึมพำว่า “ผมไม่เป็นอะไรหรอก”

   

   “คุณไม่ควรทำอย่างนี้เลย ยิ่งเท้าของคุณไม่ค่อยดีอยู่ คุณอาจเจ็บตัวได้เลยนะหากไม่ระวัง ผิดกับคนอื่นที่ไม่เจ็บเท้าเลยทำแบบนั้นได้” 

   

   ลี่หรงดึงฟางออกมา ก่อนจะนำปลาไปล้างให้สะอาด 

   

   จ้าวชิงซงนิ่งไป เขาหลับตา และหายใจเข้าช้าๆ

    

   “อาการบาดเจ็บที่เท้าของผมหายดีมานานแล้ว นอกจากการเดินกะโผลกกะเผลกเล็กน้อย อย่างอื่นก็เหมือนคนปกติทั่วไป แค่ไม่สามารถทำงานแรงงาน นอกนั้นสามารถทำทุกอย่างที่คนอื่นทำ …ผมไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น”

   

   ลี่หรงไม่เงยหน้าขึ้น 

   

   “ไม่ใช่ว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่หากมีคนอื่นที่จับปลาในคูน้ำชนคุณแล้วล้มลง ฉันจะไปช่วยคุณได้ทันเหรอ?”

   

   ความนัยของมันก็คือเธอคิดว่าเพราะขาเขามีปัญหาจนทำอะไรไม่สะดวก จึงเป็นห่วง ไม่อยากให้ชายหนุ่มทำอะไรแบบนั้นอีก 

   

   พอได้ยินแบบนั้น จ้าวชิงซงพลันรู้สึกเศร้า และคล้ายทนความขมขื่นในใจไม่ไหว เขาเลยเดินจากไปเสียอย่างนั้น

   

   ลี่หรงไม่ได้ยินเสียงจ้าวชิงซงตอบกลับ จึงเงยหน้าขึ้นด้วยความสับสน ก่อนเห็นเพียงไหล่ที่ตกของชายร่างสูงผอม ท่าทางคล้ายหดหู่ใจ

   

   เธอหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงหันไปถอดเกล็ดออก ก่อนผ่าเปิดท้องปลา

   

   หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จ้าวชิงซงก็เก็บจานก่อนนำไปล้างอย่างเงียบๆ เป็นอันเข้าใจไปโดยปริยายระหว่างพวกเขาทั้งสอง

   

   ภรรยาทำอาหาร ส่วนสามีล้างจาน

   

   ระหว่างนี้ ลี่หรงนั่งอยู่ในสวนเพื่อรับลมสักพักแล้วจึงไปอาบน้ำ

   

   หลังอาบน้ำเสร็จ ลี่หรงก็นอนคิดบนเตียงว่าจะขายเนื้อตุ๋นในวันรุ่งขึ้นอย่างไรดี พลางคิดไปด้วยว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

   

    ในจังหวะนั้นเอง จ้าวชิงซงได้เดินกลับมาจากอาบน้ำแล้วเช่นกัน เขาสวมกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ และใส่เสื้อกั๊กสีขาวที่เผยให้เห็นแขนขาอันผอมบาง

   

   แต่เมื่อเห็นเขานำมือมาจับเตียงเพื่อค้ำตัว หญิงสาวก็พลันเห็นถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน 

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้อยู่ในห้องเดียวกันกับผู้ชายคนหนึ่งจนดึกดื่น ยิ่งกว่านั้นคนๆนี้ยังเป็นคนที่เธอชอบอีก แล้วมาตอนนี้ทั้งคู่กำลังจะล้มนอนลงบนเตียงเดียวกัน…

   

   หัวใจลี่หรงพลันเต้นระรัว 

   

   เพราะสายตาของลี่หรงที่จับจ้องนานเกินไป จ้าวชิงซงเลยหันกลับมามอง ทว่าเธอไม่รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย กลับยังยิ้มก่อนพูดว่า “กล้ามเนื้อแขนคุณดูแข็งแรงดีจัง”

   

   จ้าวชิงซงยังคงจำสิ่งที่เธอพูดไปเมื่อตอนเย็นได้ เขาจึงเบือนหน้าหนีไม่ตอบกลับอะไร

   

   “มีอะไรเหรอ?” ลี่หรงพลันลุกขึ้นนั่ง

   

   “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ตั้งแต่เมื่อมื้อเย็นแล้ว” เธอถามอย่างเป็นกังวล

   

   “ไม่มีอะไร เข้านอนได้แล้ว”

   

   “จะไม่มีอะไรได้ยังไง ทำไมคุณถึงโกรธโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ล่ะ งั้นพรุ่งนี้คุณก็ทำอาหารทานเองเลยแล้วกัน”

   

   ลี่หรงจึงล้มตัวนอนหันหลังให้จ้าวชิงซง ก่อนดึงผ้ามาห่ม 

   

   จ้าวชิงซงมองดูแผ่นหลังของเธออยู่ครู่หนึ่ง 

   

   เฮ้อ… จากที่เขาโกรธ ดันกลายเป็นตัวเขาที่ทำให้เธอโกรธซะงั้น… หากไม่รีบสะสางเรื่องนี้ เกรงว่าพรุ่งนี้จะไม่มีอาหารตกถึงท้องเสียแล้ว

   

   แม้ตนเองจะเพิ่งทานอาหารที่ปรุงโดยลี่หรงไปไม่กี่มื้อ แต่จ้าวชิงซงรู้สึกได้เลยว่าตนคงไม่สามารถกินอาหารรสมือคนอื่นได้อีกต่อไป

   

   แม้แต่หมั่นโถวที่ตนและซ่งเซียวซานกินจากร้านอาหารของรัฐที่มีชื่อในวันนี้ มันกลับ ‘มันเยิ้ม’ แถมยังเลี่ยน ไม่ดีเท่าของลี่หรงเลย

   

   การไม่ได้กินอาหารที่ลี่หรงปรุง เป็นเหมือนกับการลงโทษ

   

   จ้าวชิงซงพบว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ตนจะเป็นฝ่ายที่ทนทุกข์อยู่เสมอ และเพราะข้อเท็จจริงนั้น เขาจึงยิ่งรู้สึกหดหู่เข้าไปใหญ่

   

   เขาถอนหายใจ ก่อนเรียกลี่หรง

   

   ลี่หรงปิดหู

   

   จ้าวชิงซงนึกถึงสิ่งที่เธอพูดในวันที่ทั้งสองแยกครอบครัว พลางเม้มริมฝีปากเป็นเส้นบาง 

   

   ก่อนเอ่ยว่า “คุณอาจคิดผิดที่แต่งงานกับคนพิการแบบนี้ แต่ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ต่างจากคนปกติเลย ตราบใดที่เรายังเป็นสามีภรรยากัน ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณมีชีวิตที่ยากลำบากเด็ดขาด”

   

   เขาหยุดครู่หนึ่ง 

   

   “ถ้าคุณต้องการหย่าร้างกับผม และหาทางอื่นที่ดีกว่า…”

   

   ทันทีที่เขาพูดแบบนี้ ลี่หรงก็ไม่สามารถแกล้งทำเป็นว่าเธอไม่ได้ยินได้อีกต่อไป และอดไม่ได้ที่โพล่งขัดจังหวะขึ้น

   

   “ทำไมคุณถึงพูดถึงเรื่องการหย่าร้างอีก? ฉันไม่เคยบอกว่าการแต่งงานกับคนพิการเป็นเรื่องผิด”

   

   จ้าวชิงซงมองลี่หรงอย่างมั่นคง

   

   จู่ๆ ลี่หรงพลันนึกขึ้นได้ว่าเธออาจไม่ได้พูด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยพูดถึงมันเช่นกัน

   

   เฮ้อ!

   

   เธอถอนหายใจ 

   

   “ไม่ว่าฉันจะเคยพูดหรือทำอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้ฉันอยากมีชีวิตที่ดีกับคุณ และไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดเรื่องคุณด้วย”



  บทที่ 12: ขายเนื้อตุ๋น หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่สาม 


   

   ใบหน้าของจ้าวชิงซงมืดมน และดวงตาหมองคล้ำราวกับว่าเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง

   

   เมื่อเห็นแบบนี้ ลี่หรงพลันรู้สึกหนักใจขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้า ก่อนจูบเบาๆที่ริมฝีปากของจ้าวชิงซง หลังจากจูบอีกฝ่ายแล้ว เธอก็ก้าวถอยหลังออกมา ก่อนจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ 

   

   “คุณเชื่อฉันไหม”

   

   ริมฝีปากของเธอนุ่มนวลและหอมหวานเหนือความคาดหมาย จ้าวชิงซงรู้สึกได้ถึงความร้อนบริเวณใบหู ขณะที่นัยน์ตาคมสบกับดวงตาคู่สวยของลี่หรง

   

   ด้วยแรงกระตุ้นนี้ เขาจึงคว้าเอวบางของอีกฝ่าย ก่อนก้มจูบเธอ

   

   ริมฝีปากของหญิงสาวนั้นนุ่มนวลมาก จ้าวชิงซงไม่คิดว่าเธอจะทำถึงขนาดนี้ ทำให้ใบหูของเขารู้สึกร้อนผ่าว ขณะจ้องมองดวงตาที่สดใสของลี่หรง จึงอดใจไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปจูบหญิงสาวอีกครั้ง

   

   การจูบนั้นยาวนานมาก จนลี่หรงเริ่มหายใจไม่ออก จึงยื่นมือออกไปดันตัวของชายหนุ่ม เธอเป็นคนเริ่มจูบก่อน แต่ตอนนี้กลับไม่กล้ามองหน้าเขาเสียแล้ว จนต้องรีบนอนหลับตาด้วยอาการมือไม้สั่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

   

   “นอนได้แล้ว”

   

   วันรุ่งขึ้น 

   

   ลี่หรงตื่นตอนรุ่งสาง และเริ่มคุ้นเคยกับการตื่นมาไม่เจอกับจ้าวชิงซงแล้ว 

   

   เมื่อคืนเธอกับจ้าวชิงซงจูบกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มดีขึ้น ดังนั้นเช้าวันนี้ลี่หรงเลยทำบะหมี่หมูตุ๋นใส่ไข่ ซึ่งกลิ่นของหมูพะโล้ก็พัดโชยทั่ว และแน่นอนว่ารสชาติของมันนั้นยอดเยี่ยมมาก

   

   เธอหยิบหมูตุ๋นใส่ไว้ในตะกร้า ทันทีที่คนตระกูลจ้าวออกไปทำงาน ลี่หรงก็ไปที่ตัวอำเภอ

   

   แผงขายของใน ‘ตลาดเสรี’ ไม่ได้ตั้งไว้ตายตัว เพราะบางร้านก็เป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ บางคนก็จะถือของต่างๆเดินขาย ส่วนเธอนั้นเลือกนั่งอยู่ข้างร้านขายขนมที่เคยซื้อนมมอลต์

   

   วันนี้ลี่หรงใส่เสื้อผ้าหยาบๆที่เลือกมาอย่างดี และถึงกับต้องใช้ฝุ่นในครัวมาป้ายบนใบหน้า โดยคิดว่าหากปลอมตัวแบบนี้แล้วคงไม่มีใครจำเธอได้

   

   จริงๆแล้วเจ้าของร้านขนมจำเธอได้ในทันที เพราะใครบ้างที่ทำงานใน ‘ตลาดเสรี’ ตลอดทั้งปี แล้วจะไม่มีสายตาที่เฉียบคม?

   

   เจ้าของร้านขนมทักทายลี่หรงในระหว่างที่ไม่มีลูกค้า 

   

   “สาวน้อย ทำไมคุณถึงมาขายของที่นี่?”

   

   “เอ่อ” ลี่หรงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “คุณจำฉันได้งั้นเหรอ ช่างมีสายตายอดเยี่ยมจริงๆ”

   

   “หน้าของคุณแค่เปื้อนฝุ่นไม่ใช่เหรอ? เมื่ออยู่ใน ‘ตลาดเสรี’ เป็นเวลานาน สายตาของคุณก็จะดีขึ้นเองแบบนี้แหละ” เจ้าของร้านขนมคลี่ยิ้มแล้วถามว่า “คุณเอาอะไรมาขายล่ะ”

   

   “หืม?” ลี่หรงไม่รู้ว่าการ ‘ขายของ’ ข้างแผงขายขนมของอีกฝ่ายจะเป็นการแย่งลูกค้าหรือเปล่า แต่หลังจากคิดดูแล้ว ของที่เธอขายก็แตกต่างจากของในแผงลอยข้างๆ จึงไม่นับว่าเป็นการขโมยธุรกิจ เธอจึงบอกตามความเป็นจริงว่า “ฉันขายพะโล้ค่ะ”

   

   “พะโล้งั้นเหรอ?” เจ้าของร้านขนมเข้ามาดูแล้วถามขึ้น “กลิ่นอาหารนี้หอมดีนี่ แล้วจะขายอย่างไรล่ะ?”

   

   “ไข่พะโล้ลูกละหนึ่งเหมาแปดเฟิน หมูพะโล้ตุ๋นชิ้นละหนึ่งหยวนห้าเหมา และไส้หมูพะโล้ชิ้นละสามเหมา”

   

   “โอ้!” 

   

   เจ้าของร้านขนมสูดหายใจเข้าลึก “สาวน้อย ราคาอาหารของคุณค่อนข้างสูงทีเดียวนะ”

   

   เนื้อหมูใน ‘ตลาดเสรี’ ราคาสามหยวนต่อสองจิน แต่หมูตุ๋นที่ปรุงโดยลี่หรงนั้นราคาสามหยวนต่อสองจิน นอกจากนี้ยังมีไข่พะโล้ซึ่งขายราคาฟองละหนึ่งเหมาแปดเฟิน ที่ปกติจะอยู่ที่แปดถึงสิบหยวนต่อจิน ราคาที่ลี่หรงตั้งจึงไม่ถือว่าถูกเลย 

   

   ลี่หรงยิ้มไม่พูดอะไร ด้วยราคาดังกล่าวก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากแล้ว ใครก็ตามที่สามารถซื้อขนมใน ‘ตลาดเสรี’ ได้ทุกวัน เธอเชื่อว่าจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อหมูตุ๋นได้เช่นกัน

   

   หากลดราคามากกว่านี้ เธอก็จะได้กำไรไม่เท่าไรจากการขายของพวกนี้เลย

   

   เมื่อเห็นว่าลี่หรงไม่ได้ตื่นตระหนก เจ้าของร้านขนมก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงคิดว่าคนหนุ่มสาวเองก็คงมีความกล้าหาญเมื่อได้ทำสิ่งต่างๆ แต่ระวังจะนึกเสียใจภายหลังกับผลที่ตามมาเอาเสียเล่า

   

   ‘ตลาดเสรี’ มีคนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ลี่หรงจึงเปิดฝาหม้อพะโล้ออก เพื่อเผยให้ลูกค้าเห็นเนื้อตุ๋น พร้อมถือพัดอย่างสบายใจ ราวกับว่าไม่กังวลใจว่าจะมีใครมาขายแข่งเธอ

   

   เนื้อตุ๋นสุกในหม้อส่งกลิ่นหอมโชยกระจายไปไกล แต่เมื่ออาหารเย็นลงกลิ่นจะไม่แรงมากนัก ทำให้คนไม่ค่อยได้กลิ่น เว้นแต่คุณจะเข้ามาดมใกล้ๆ 

   

   เจ้าของร้านขายขนมไปได้หลายชิ้น เพิ่งจะมีเวลาว่างเอ่ยถามลี่หรงว่า 

   

   “สาวน้อย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จนมืดเดี๋ยวจะขายไม่ออกเอานะ”

   

   “ฉันไม่รีบค่ะ”

   

   เจ้าของร้านขนมส่ายหน้า ก่อนทักทายลูกค้าที่เข้ามาใหม่ ลูกค้าสั่งนมมอลต์สองกระป๋องและนมผงเด็กอีกสองกระป๋อง ของแพงๆทั้งนั้น

   

   ลี่หรงเหลือบมองลูกค้าจากมุมตาของเธอ ชายคนนั้นแต่งตัวดี แถมใส่นาฬิกาข้อมือ

   

   เมื่อโอกาสมาถึง ลี่หรงก็หยุดชายคนนั้น ก่อนเสนอขายพะโล้ของเธอ

   

   “พี่ชาย คุณต้องการลองเนื้อพะโล้ตุ๋นไหม? ดองตามสูตรบรรพบุรุษเลยนะ ไข่พะโล้ก็อร่อย ส่วนหมูพะโล้มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด แบบเผ็ดจะอร่อยและมีกลิ่นหอม สดชื่น กลมกล่อม แบบไม่เผ็ดอร่อยเหมือนกันค่ะ รับไหมคะ?”

   

   หลังจากได้ยินคำพูดของลี่หรง ชายคนนั้นก็ได้แต่เหลือบมองมันเท่านั้น

   

   สำหรับเขา ของอย่างพะโล้นั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ ชายคนนั้นจึงส่ายหน้า ก่อนบอก “ไม่ล่ะ”

   

   “ฉันบอกความลับให้นะพี่ชาย แม้แต่ร้านอาหารของรัฐก็ยังทำรสชาติแบบนี้ไม่ได้” ลี่หร่งพูดออกไปด้วยความมั่นใจ 

   

   “ฉันรับรองว่าคุณจะต้องอยากกินอีก หลังได้ชิมมันแล้ว ลองก่อนแล้วค่อยซื้อค่ะพี่ชาย ชิมครั้งนี้ไม่ต้องเสีย”

   

   ชายคนนั้นแทบไม่เชื่อหู ลังเลครู่ใหญ่ แล้วพูดว่า “คุณไม่ต้องการเงินจริงๆเหรอ?”

   

   “ไม่” ลี่หรงเหลือบมองเจ้าของร้านขนม 

   

   “มีคนอื่นเป็นพยาน ฉันไม่กล้าโกหกหรอกค่ะ”

   

   ลี่หรงถามชายคนนั้นว่าเขาสามารถกินอาหารรสเผ็ดได้หรือไม่ ก่อนหั่นหมูพะโล้ออกเป็นชิ้นเล็กๆให้เขา ชายคนนั้นเอามันเข้าปากอย่างสงสัย

   

   เพราะมีรสเผ็ดแฝงอยู่ในเนื้อ ดังนั้นทันทีที่คุณกัดเข้าไป ความชาของพริกไทยเสฉวนก็จะแทรกซึมเข้าไปในริมฝีปากและฟันของคุณทันที

   

   แม้ว่าชายคนนี้จะคุ้นเคยกับการกินอาหารดีๆ แต่กลิ่นหอมของหมูตุ๋นยังคงทำให้เขามีรสชาติที่ค้างอยู่ในคอไม่รู้จบ

   

   ยิ่งเคี้ยวยิ่งอร่อย เขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ

   

   แม้แต่ลิ้นของเขาก็อยากจะกลืนมันลงไป

   

   เขาไม่เคยได้ลิ้มรสหมูพะโล้ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน

   

   หลังจากที่ชายคนนั้นกินเสร็จแล้ว เขาก็ถามลี่หรงอย่างกระตือรือร้นว่าเนื้อนี้ขายอย่างไร

   

   ลี่หรงเสนอราคา แต่ชายคนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ก่อนจ่ายค่าหมูพะโล้แบบเผ็ดหนึ่งจิน และแบบไม่เผ็ดครึ่งจิน

   

   ลี่หรงยังเสนอขายไข่พะโล้ให้เขา

   

   ชายผู้นี้ปฏิเสธ “ฉันไม่เคยกินมันมาก่อน และเข้าไม่ถึงรสชาติของไข่ ดังนั้นลืมมันไปซะ”

   

   จากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจ่ายเงินไปมากโดยไม่มีการตะขิดตะขวง ลี่หรงจึงมั่นใจว่าชายคนนี้ไม่ได้ขาดแคลนเงิน

   

   สิ่งที่แย่ก็คือแม้รสชาติของไข่จะดี แต่เธอกลับไม่สามารถเสนอไข่พะโล้แก่ชายคนนั้นให้ลองกินก่อนได้

   

   คุณไม่สามารถหั่นไข่ออกเป็นชิ้นๆได้ มีแต่ต้องให้ทั้งฟองเท่านั้น

   

   ลี่หรงจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันรับรองว่าอร่อยแน่นอน ไข่นี่แช่ไว้ทั้งคืนเลย คุณได้ลิ้มรสเนื้อแล้วสนใจไข่ด้วยไหมคะ?”

   

   “โอเค งั้นฉันเอาสองฟอง”

   

   ลี่หรงแสร้งสวมบทแม่ค้า ก่อนออกจากร้าน ชายคนนั้นถามลี่หรงว่าจะมาตั้งแผงขายของทุกวันหรือไม่

   

   ลี่หรงไม่กล้ารับรอง เธอเพียงแค่พูดว่า “ฉันจะกลับมาพรุ่งนี้ แต่อาจไม่ได้มาขายของทุกวัน”

   

   เจ้าของร้านขายขนมถึงกับตกใจกับการทำงานของลี่หรงทันที

   

   “คุณจะมาเพื่อซื้อเนื้อนี้จริงเหรอ?”

   

   ด้วยชายผู้นี้มักจะมาซื้อนมมอลต์บ่อยๆอยู่แล้ว แม้จะไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่คิดว่าเขาคงคุ้นเคยกับการกินอาหารดีๆอย่างแน่นอน

   

   เนื้อพะโล้ตุ๋นของลี่หรงต้องอร่อยขนาดไหนเชียว ถึงทำให้เขาต้องจ่ายค่าเนื้อมากมายขนาดนั้น หลังจากที่ได้ชิมมันเพียงครั้งเดียว

   

   ลี่หรงมองดูความสับสนบนใบหน้าของเจ้าของร้านขนม ก่อนแบ่งเนื้อตุ๋นให้เขาชิม 

   

   “คุณเจ้าของร้านขนม ลองชิมได้ค่ะ”

   

   ทันทีที่เจ้าของร้านขนมกัดคำแรก ดวงตาเขาก็ได้เปลี่ยนไป หลังจากเคี้ยวหมูพะโล้จนหมดแล้ว เขาพลันกลืนคำพูดนั้นลงคอ

   

   พร้อมซื้อมันทั้งน้ำตา

   

   หมูตุ๋นรสเผ็ดครึ่งจินและหมูตุ๋นไม่เผ็ดครึ่งจิน

   

   ลี่หรงแกล้งส่งยิ้มให้เจ้าของร้านขนม

   

   จากนั้นหญิงสาวก็มองหาลูกค้าที่คิดว่ามีโอกาสซื้อหมูพะโล้ของเธอ และเริ่มขายมันในลักษณะเดียวกัน ทว่าตอนนี้เนื้อเหลือไม่มากแล้ว และเธอต้องการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

   

   …ดังนั้นลี่หรงจึงตัดสินใจจะซื้อเนื้อหมูเพิ่มขึ้นอีก



 บทที่ 13: จ้าวชิงซงใน ‘ตลาดเสรี’ และ หมูตุ๋นกับไข่พะโล้ของลี่หรงที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว


   

   เพราะของด้านหลังเหลืออีกไม่มากแล้ว ลูกค้าจึงทำได้แต่ถามอย่างเศร้าๆ ว่าเมื่อไรลี่หรงจะมาตั้งแผงขายของอีก

   

   คำตอบของลี่หรงยังคงเหมือนเดิม นั่นคือพรุ่งนี้ หลังจากเธอคิดอยู่นาน

   

   “จองได้เลยนะคะ ฉันจะได้จดไว้ว่าต้องการเท่าไร พรุ่งนี้มารับได้เลย”

   

   ลูกค้ายืนลังเลอยู่สักพัก เพราะการจองหมายถึงการจ่ายเงินมัดจำ

   

   ใน ‘ตลาดเสรี’ นี้ บางคนเพียงแค่ใช้ตั๋วจ่ายก็ได้รับของแล้ว แต่ในกรณีนี้ที่ลี่หรงเปิดจองสินค้าที่ต้องมัดจำล่วงหน้า เช่นนั้นแล้วหล่อนจะใช้อะไรเป็นการมัดใจได้อีก นอกจากเงิน?

   

   แม้ว่าลี่หรงจะถูกปฏิเสธ แต่เธอก็ไม่สนใจ คล้ายเดาความกังวลในใจของลูกค้าได้

   

   หากลูกค้าบอกความกังวลออกมาให้เธอรู้ ลี่หรงก็จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายมัดจำ เพียงแต่ลูกค้าไม่ได้พูดอย่างนั้น

   

   เหตุที่ลี่หรงพูดเรื่องการจอง เพียงแค่อยากจะกะปริมาณหมูพะโล้เพื่อเตรียมที่จะขายในวันพรุ่งนี้เท่านั้น

   

   แต่ก็ไม่เป็นไร ลี่หรงพอจะประเมินของที่ต้องเตรียมได้คร่าวๆแล้ว ว่าพรุ่งนี้ต้องใช้เท่าไร แถมเธอยังวางแผนที่จะเพิ่มเมนูพะโล้อื่นๆด้วย

   

   เธอไปที่แผงขายหมูที่ซื้อเมื่อวาน ก่อนเจรจาเพื่อต่อรองราคากับเจ้าของร้าน

   

   “คุณป้าคะ หากฉันซื้อหมูมากหน่อยจะลดราคาลงอีกได้ไหมคะ?”

   

   “ต้องการหมูจำนวนเท่าไรล่ะ”

   

   “หมูสิบห้าจิน ไส้หมูห้าจินค่ะ” ลี่หรงกล่าว “ลดให้ฉันสักสามสิบเฟิงต่อจินได้ไหมคะ?” 

   

   เพราะลี่หรงต่อราคามากเกินไป คนขายเนื้อพลันส่ายหน้า คิดว่าราคานี้ได้ไม่คุ้มเสีย ทำการปฏิเสธข้อตกลงนี้ไป 

   

   ก่อนลี่หรงจะได้พูดอะไรต่อ ก็พลันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “คุณมาที่นี่ทำไมกัน”

   

   จ้าวชิงซง!

   

   เมื่อลี่หรงเห็นเขาออกมาจากด้านหลัง เธอพลันตื่นตระหนกไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกจับได้ว่ากำลังทำผิดอยู่ ก่อนหันไปยิ้มอย่างเชื่องช้า และพูดว่า “ซื้อเนื้อน่ะ” หลังจากเธอชะงักไปชั่วครู่ ก็เป็นเธอที่ถามกลับไปว่า “แล้วทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?”

   

   “ผม…” 

   

   “พี่ชิงซง มีอะไรเหรอ?”

   

   ซ่งเสี่ยวซานเดินออกมาจากด้านหลังจ้าวชิงซง ก่อนเห็นลี่หรง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เบิกตากว้างก่อนเอ่ย

   

   “พี่สะใภ้?”

   

   ใบหน้าของป้าที่กำลังเฉือนเนื้อพลันอ่อนลง ก่อนถาม “เสี่ยวจ้าว พวกเธอรู้จักกันงั้นเหรอ?”

   

   พอเห็นจ้าวชิงซงและลี่หรงไม่ได้พูดอะไร ซ่งเสี่ยวซานจึงอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “พวกเขามาจากครอบครัวเดียวกัน พี่ผู้หญิงคนนี้คือภรรยาของพี่ชิงซง”

   

   คนกันเองงั้นเหรอ ป้ายิ้มเบาๆ 

   

   “นั่นสินะ ภรรยาเสี่ยวจ้าว งั้นฉันจะเอาของราคาดีกว่าให้แทน แต่ราคาถูกกว่าเพียงสองเฟิงเท่านั้นนะ ลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

   

   “หน้าคุณไปเปื้อนอะไรมาน่ะ?”

   

   จ้าวชิงซงเอื้อมมือออกไปเช็ดขี้เถ้าออกจากใบหน้าของลี่หรง

   

   สีหน้าของเขาเย็นชา เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เคร่งขรึมผิดปกติ

   

   “ซื้อเนื้อเหรอ? คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไง”

   

   มือหยาบของเขาที่ลูบใบหน้าเธอ ทำให้หญิงสาวรู้สึกสากผิวเล็กน้อย ดังนั้นลี่หรงจึงเบี่ยงตัวออกห่าง ก่อนพูดอย่างเลี่ยงๆว่า “ฉันเจอที่นี่โดยบังเอิญ”

   

   “ภรรยาเสี่ยวจ้าว เอาเนื้อไหม?” ป้าถาม

   

   ลี่หรงกล่าวตอบ “เอาค่ะ ป้าช่วยหั่นให้ฉันหน่อย ขอบคุณค่ะ”

   

   “ไม่เป็นไร คนกันเองทั้งนั้น อ่า ไส้หมูเกือบๆห้าจิน อืม น่าจะประมาณสี่จินครึ่ง”

   

   “หยิบเอาได้เลย”

   

   “ฉันหั่นเป็นชิ้นให้คุณแล้วนะ หมูสิบห้าจิน และไส้หมูสี่จินครึ่ง ว่าไปเธอมีตั๋วอาหารไหม? ถ้าไม่งั้นจ่ายเป็นเงินแทนก็ได้ รวมเป็นสิบหกหยวนสองเฟิง”

   

   ขณะลี่หรงกำลังจะจ่ายเงิน จ้าวชิงซงก็ชิงจ่ายไปเสียแล้ว แถมยังขนเนื้อทั้งหมดกลับไปด้วย พลางถามลี่หรงว่า “ทำไมคุณถึงซื้อเนื้อมากขนาดนี้ล่ะ?”

   

   เมื่อชายคนนั้นคว้าใบเสร็จได้ก่อน ลี่หรงจึงชะงัก เพิกเฉยต่อคำถามของจ้าวชิงซง

   

    หญิงสาวทำสายตาเหม่อลอย ไม่พูดอะไรเลยสักคำ

   

   “ยืนเฉยอยู่ทำไมเล่า กลับบ้านได้แล้ว”

   

   โอ้

   

   จ้าวชิงซงและซ่งเสี่ยวซานขับรถเกวียนออกไป พร้อมสาวสวยบนรถ

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้นั่งเกวียน ซึ่งเธอรู้สึกว่ามันแปลกมาก แม้เกวียนจะเคลื่อนที่ช้ากว่ารถประจำทาง แต่ข้อดีคืออากาศที่ดีกว่า ไม่อบอ้าวเหมือนในรถโดยสาร

   

   จ้าวชิงซงบังคับเกวียนพลางตวัดแส้อย่างเงียบๆ ลี่หรงรู้ว่าการที่เธอปรากฏตัวใน ‘ตลาดเสรี’ แถมยังซื้อเนื้อสัตว์มามากมายเช่นนี้อีก เมื่อกลับถึงบ้านตนจะต้องถูกจ้าวชิงซง ‘สอบปากคำ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่

   

   หากเธอไม่บอกความจริงไป ลี่หรงก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายสาเหตุที่ต้องซื้อเนื้อมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร

   

   บอกตามตรงว่า ‘การทำธุรกิจ’ นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป เมื่อคุณต้องเผชิญกับการเทศนาจากผู้ชายคนนี้

   

   ลี่หรงพลันรู้สึกเศร้า เหมือนตนเป็นนกกระทาที่นั่งอยู่บนเกวียน

   

   ดวงตาเล็กของซ่งเสี่ยวซานได้แต่มองสลับกลับไปกลับมาระหว่างคนทั้งสอง ในใจคิดว่าระหว่างคนทั้งสอง มีพลังงานบางอย่างคล้ายจะเป็นสัญญาณก่อนพายุโหม

   

   เพราะคิดแบบนั้น ซ่งเสี่ยวซานเลยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทำได้เพียงนิ่งเงียบมาตลอดทาง 

   

   จ้าวชิงซงช่วยถือเนื้อเข้าไปในบ้าน เขาเหลือบมองไปที่ลี่หรงอย่างเงียบๆ ก่อนออกไปกับซ่งเสี่ยวซาน โดยไม่ได้พูดอะไร

   

   ยิ่งตอนนี้เขาเงียบมากเท่าไร พายุก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นในอนาคต

   

   ลี่หรงรู้ดีว่าตนไม่สามารถหลบหนี ‘การสอบปากคำ’ จากชายคนนั้นได้

   

   หัวใจเธอพลันเต้นรัว

   

   หลังจากทำงานมาทั้งวัน ลี่หรงแทบไม่ได้หยุดพักเลย หลังจากคลายความเหนื่อยล้าสักพักหนึ่ง เธอจึงหันไปล้างมือ ก่อนจัดการกับข้าวของที่ซื้อมา

   

   ลี่หรงเริ่มจากแบ่งไส้หมูออกมาลวกส่วนหนึ่ง ก่อนนำไปทอดในน้ำมันเดือด อีกส่วนหนึ่งนำมาหมัก ด้วยน้ำหมักที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน สิ่งนี้คือเคล็ดลับของหญิงสาว เพราะยิ่งน้ำหมักถูกทิ้งไว้นานเท่าไหร่ กลิ่นของมันก็จะยิ่ง ‘หอม’ เท่านั้น

   

   ถึงขนาดที่ว่าในชีวิตก่อน เวลาที่ลี่หรงหมักของต่างๆ เธอก็จะนำน้ำหมักที่เหลือไปแช่ในตู้เย็น เพื่อจะใช้มันในครั้งต่อๆไป

   

   เธอจำได้ว่าในอนาคต ถึงขนาดที่มีการซื้อขายน้ำหมักที่อายุนานนับศตวรรษ และมันก็จัดเป็นสินค้าราคาสูงเสียด้วย

   

   วันนี้ลี่หรงซื้อใบชามาด้วย เธอจึงตั้งเตาเพื่อทำไข่ต้มใบชา

   

   หลังจากทำทุกอย่างตรงนี้เสร็จ เธอก็นั่งดูไฟอยู่หน้าเตา เมื่อน้ำในหม้อเดือดปุดๆ กลิ่นหอมก็พลันลอยออกมาจากหม้อทันที ทำให้ลี่หรงรู้สึกมีกำลังใจทำอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ

   

   ระหว่างนั้น หญิงสาวยังหันไปนำไส้หมูที่หมักไว้มาขยำเบาๆ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งเลยว่า มันจะทำให้เกิดรสชาติที่ใครกินเป็นต้องติดใจแน่ๆ

   

   หลังจากลี่หรงทำอาหารเสร็จแล้ว เธอก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเอาเงินที่หามาได้ในวันนี้มานับ จากตรงนั้นทีตรงนี้ที หนึ่งเหมาหรือสองเหมาต่อของกี่ชิ้น ลี่หรงนับและคำนวณอย่างรอบคอบ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวมถึงเนื้อบางส่วนที่แบ่งให้ลูกค้าชิม คาดว่าตนน่าจะมีรายได้มากกว่าสิบเอ็ดหยวน

   

   ในยุคนี้คนงานของรัฐทั่วไปจะได้รับเงินเดือนสามสิบหรือสี่สิบหยวน บวกกับตั๋วอาหารมากกว่าหกสิบจิน แต่ลี่หรงสามารถทำกำไรสุทธิได้มากกว่าสิบเอ็ดหยวนจากการขายของที่ ‘ตลาดเสรี’

   

   เงินจำนวนนี้หาได้ง่ายมาก ลี่หรงถอนหายใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีคนตั้งตัวได้ในยุคนี้เสียมากมาย

   

   ด้วยปริมาณเนื้อสัตว์ที่มากขนาดนี้ ลี่หรงคาดว่าคงพอสามารถขายได้ในวันพรุ่งนี้ และน่าจะทำกำไรเป็นสองเท่าเลยทีเดียว

   

   พอคิดแบบนั้น ลี่หรงก็ชักอยากจะซื้อจักรยานสักคัน 

   

   ระหว่างขากลับจากตลาด ขณะนั่งเกวียนก็เห็นผู้คนปั่นจักรยานผ่านไปมาเป็นครั้งคราว มันคงจะดีถ้าเธอมีจักรยานของตัวเอง …พอคิดมาถึงตรงนี้ หญิสาวก็พลันเกิดคำถามขึ้นมาว่า งั้นทำไมเธอไม่ซื้อจักรยานเสียเลยล่ะ?

   

   การเดินทางไปกลับจากตัวอำเภอจะสะดวกขึ้นมาก ถ้าหากคุณมีจักรยานของตัวเอง

   

   ระหว่างนอนครุ่นคิดอยู่บนเตียงว่าควรจะซื้อจักรยานดีไหม ลี่หรงก็ผล็อยหลับไปก่อนตื่นขึ้นมาพร้อมแสงบอกเวลาเย็นย่ำ เธอจึงรีบดึงสติ พลางลุกออกไปที่ครัว ในใจก็คิดไปว่าตนเผลอนอนจนถึงเวลาอาหารเย็นเลยหรือนี่

   

   ควันลอยขึ้นมาจากปล่องไฟ ขณะลี่หรงประกอบอาหาร

   

   ไส้หมูที่หมักแม้จะเหนียวอยู่บ้าง แต่กลิ่นของมันหอม เนื้อสัมผัสเต็มคำ ลี่หรงหยิบออกมาสองชิ้นแล้วหั่นออกเป็นจานเล็กสองใบ จานหนึ่งถูกมอบให้กับครอบครัวฝั่งแม่จ้าว โดยมีไข่ต้มชาอีกจำนวนหนึ่งวางโปะไว้บนนั้น

   

   ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวกลับถึงบ้านมาก่อนพวกผู้ใหญ่ ทั้งสองจึงได้กลิ่นอาหารจากบ้านลี่หรง พวกเขามองหน้ากัน ก่อนเป็นเอ้อร์หนิวที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

   

   เอื้อก…!

   

   ก่อนพูดว่า “พี่ชาย น้าลี่หรงทำอาหารอร่อยๆอีกแล้ว กลิ่นหอมมากเลย ผมหิวแล้ว”

   

   ต้าหนิวก็หิวเหมือนกัน เขาพูดว่า “งั้นเรารอจนคุณย่ากลับก่อนดีกว่า”

   

   

   ตอนลี่หรงออกมาเทน้ำออกจากหม้อ เธอบังเอิญเห็นสองพี่น้องเล่นลูกท้ออยู่ในสนามพอดี หญิงสาวจึงนำไส้หมูหมักหั่นบางๆ และไข่ต้มใบชาแบ่งให้พวกเขานำกลับไปกินที่บ้าน



 บทที่ 14: คำสารภาพระหว่างสามีและภรรยา


    

   ลี่หรงนึกขบขันอยู่ในใจที่เห็นเด็กน้อยทั้งสองคนยืนน้ำลายสอ ก่อนใจจะนึกกลัว ว่าถ้าพวกเขาทนความหิวไม่ไหวจนแอบกินอาหารมื้อเย็นที่ตนพึ่งยื่นให้เมื่อครู่ไปจะเป็นยังไง? 

    

   โครก…!

    

   ลี่หรงได้ยินเสียงท้องร้องจากเอ้อร์หนิวดังขึ้น ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูเด็กตรงหน้า เวลานี้จ้าวชิงซงยังไม่กลับมาบ้าน เธอทนเห็นเด็กน้อยทั้งสองหิวต่อไปไม่ได้ จึงแอบเอาหมูพะโล้ที่ทำไว้ออกมาแบ่งให้พวกเขาทีละคน ยอมแบ่งอาหารให้มากหน่อยเพื่อให้พวกเขาอิ่มท้อง

   

   สองพี่น้องยื่นมือไปจับเนื้อหมูตุ๋นก่อนแทะมันด้วยความหิว แต่พอเนื้อในมือเหลือเพียงครึ่งเดียว ทั้งสองก็พลันละเมียดฉีกกินทีละนิดแทน

   

   เมื่อจ้าวชิงซงกลับมา เขาก็เห็นหลานชายสองคนนั่งยองๆอยู่ที่ประตูห้องโถงพลางเลียนิ้วมืออย่างอิ่มอร่อย

   

   จ้าวชิงซงจึงตะโกนถามพวกเขาว่า “พวกเธอเลียนิ้วทำไมกัน มันสกปรกนะรู้ไหม”

   

   เอ้อร์หนิวเผลอยิ้มอย่างไร้เดียงสา “มือพวกเราไม่สกปรกเสียหน่อย แถมยังอร่อยอีกด้วย”

   

   “งั้นเหรอ” จ้าวชิงซงพลางโน้มตัวนั่งลงตรงหน้าพวกเขา

   

   “แม่พวกเธอยังไม่กลับมาทำอาหารอีกเหรอ? ทำไมช่วงนี้ถึงกลับบ้านค่ำตลอดเลยล่ะ?”

   

   ต้าหนิวเอ่ย “แม่ไปเกี่ยวข้าว”

   

   เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวพืชผล เกษตรกรมักจะใช้เวลานานกว่าปกติ จ้าวชิงซงจึงเข้าใจเด็กทั้งสองคน ก่อนบอกให้พวกเขารีบไปล้างมือได้แล้ว หากเลียอย่างนี้ต่อไปอาจทำให้ท้องเสียได้

   

   เอ้อร์หนิวพูดเสียงดังว่า “นี่ไงผมล้างเสร็จแล้ว เนื้อที่อาสะใภ้เอามาให้อร่อยจังเลย”

   

   จ้าวชิงซงฉีกยิ้ม ก่อนหน้าระหว่างไปทำงานข้างนอก เขาเอาแต่คิดถึงเพียงเรื่องของลี่หรง ด้วยชายหนุ่มมักรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังลอบทำบางอย่างลับหลังเขาอยู่ และอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆเสียด้วย …แต่นั้นเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

   

   แต่ลี่หรงจะกล้าทำอะไรขนาดนั้นจริงเหรอ?

    

   ก่อนจะมีอีกความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว บางทีผู้หญิงคนนั้น… 

   

   อาจกล้าหาญมากกว่าที่เขาคิดด้วยซ้ำ!

   

   ว่าแล้วจ้าวชิงซงพลันเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แต่ลี่หรงไม่ได้รอทานข้าวพร้อมกัน เมื่อเขาเดินมาถึง เธอก็ได้กินข้าวเสียจนอิ่มแล้ว

   

   ลี่หรงที่เห็นชายหนุ่มเข้ามา เลยหันไปยิ้มอย่างประจบประแจง “กลับมาแล้วเหรอ คุณรีบไปกินข้าวเถอะ ฉันหิวมากน่ะเลยไม่ได้รอกินมื้อเย็นพร้อมกัน คุณกินข้าวเถอะ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำล่ะ”

   

   หลังลี่หรงพูดจบ เจ้าหล่อนพลันรีบเดินหลบหน้าเขาไป จ้าวชิงซงได้แต่เฝ้ามองแผ่นหลังอีกฝ่าย ก่อนจะหัวเราะอย่างเคืองๆกับท่าทางมีพิรุธนั้น

   

   แม้เขาจะยิ้มเยาะเธออยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้รั้งอีกฝ่ายไว้ เพราะยังไงซะ… ลี่หรงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี!

   

   ยังไงคืนนี้พวกเขาก็ต้องได้คิดบัญชีกันแน่!

    

   จ้าวชิงซงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย วันนี้ไส้หมูหมักรสชาติเยี่ยมจริงๆ ดังนั้นชายหนุ่มจึงกวาดอาหารในจานเสียเกลี้ยง

   

   ห้องครัวไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก หากลี่หรงซื้อเนื้อมามากกว่ายี่สิบจิน เธอจะไม่อาจซ่อนให้พ้นสายตาของจ้าวชิงซงได้เลย ดังนั้นในครัวจึงมีทั้งหมูตุ๋น ไส้หมูหมักวางอยู่มุมครัว และหม้อที่เต็มไปด้วยไข่

   

   ไข่นั่น เหมือนกับไข่ที่เขากินเมื่อครู่ มันมีกลิ่นหอมของใบชาอย่างเดียวกัน

   

   จ้าวชิงซงเผลอหัวเราะออกมา

   

   ผู้หญิงคนนี้นี่ช่างมีใจรักในการทำอาหารเสียจริง

   

   จ้าวชิงซงยิ้มบางก่อนถอนหายใจ และเดินเข้าไปในห้องเพื่อเตรียมชุดนอน ทว่าเมื่อไปถึง ชายหนุ่มกลับพบเข้ากับลี่หรงที่หันหลัง ‘นอนหลับ’ ไปแล้ว และชุดของเขาที่ถูกพับเตรียมเอาไว้บนเตียง

   

   พอเห็นแบบนั้น จ้าวชิงซงเลยนั่งลงบนเตียง ก่อนหันไปทางลี่หรงที่ ‘นอน’ อยู่ 

   

   ทางฝั่งหญิงสาว ขณะนี้เจ้าหล่อนก็ได้แต่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียง พยายามแสร้งหลับเพื่อหนีจากการสอบปากคำของจ้าวชิงซงอย่างสุดความสามารถ

   

   จ้าวชิงซงที่นั่งอยู่ขอบเตียง เอื้อมมือไปสะกิดลี่หรงเบาๆก่อนเอ่ย “อย่าแกล้งทำเป็นหลับเลย เรามาคุยเรื่อง ‘ตลาดเสรี’ นั่นกันเถอะ ว่าเกิดอะไรขึ้น”

   

   ลี่หรงลืมตาขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก จากสายตาของเธอในตอนนี้ หญิงสาวมองเห็นได้เพียงสันกรามคมชัดและปลายจมูกโด่งของจ้าวชิงซงเท่านั้น ก่อนที่เธอจะลดระดับสายตาลงมามองที่มือของตน พยายามพูดกลบเกลื่อนว่า “ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ ฉันเพียงแค่ซื้อเนื้อเท่านั้น”

      

   “คุณไปพบที่นั่นได้ยังไง ไม่กลัวเหรอ? รู้ไหมว่าหากไม่ระวังตัวจะถูกจับเอาได้ง่ายๆ?” จ้าวชิงซงมองดูลี่หรงอย่างจนใจ ก่อนดุเธอเล็กน้อย

   

   ลี่หรงเม้มริมฝีปาก เธอตั้งใจจะไป ‘ตลาดเสรี’ เพื่อซื้อของเท่านั้น แต่เขากลับดุถึงขนาดนี้ ลี่หรงไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขารู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเธอกำลังทำอะไรอยู่

   

   เธอกลืนน้ำลาย ก่อนพูดว่า “ฉันไม่มีตั๋วเพื่อซื้อไข่ คุณป้าเลยชี้ทางไปตลาดให้ฉัน” ก่อนรีบตัดบทว่า “ฮ้าวว ง่วงจังเลย ฉันขอตัวนอนก่อนนะ”

   

   “ง่วงนอนงั้นเหรอ! แล้วจะเอายังไงกับหมูพะโล้ในครัว! เนื้อมากกว่ายี่สิบจิน ไหนจะไข่หลายสิบฟองอีก คุณจะเก็บมันไว้กินเองงั้นเหรอ”

    

   “ฉันเก็บไว้เองไม่ได้เหรอ ทำไมถึงต้องดุกันขนาดนี้! พูดกันดีๆได้ไหม!”

   

   ลี่หรงเขินอายมากเสียจนพานรู้สึกโกรธจ้าวชิงซง

   

   “มันน่ารำคาญนะรู้ไหม ให้ฉันนอนได้แล้ว” ลี่หรงพูดพลางดึงผ้าห่มคลุมหัว

   

   จ้าวชิงซงทำอะไรไม่ถูก แต่เขาก็ไม่ยอมให้ลี่หรงหลบหน้าหนีเรื่องนี้ไปได้ ดังนั้นจึงกระตุกผ้าห่มออก และบังคับให้เธอลุกขึ้นนั่งคุยกัน

   

   ก่อนพูดว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจจะดุคุณ เมื่อกี้ยังพูดไม่จบ ที่คุณไป ‘ตลาดเสรี’ วันนี้ไปเพื่อขายของรึเปล่า?”

   

   เดิมทีเขาอยากจะถามว่าเธอเกี่ยวข้องหรือทำอะไรเกี่ยวกับ ‘ทำการค้า’ หรือไม่ ก่อนเปลี่ยนคำพูดให้เบาลง

   

   ลี่หรงพูดเสียงอ่อย “ก็ประมาณนั้นค่ะ”

   

   “คุณทำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว? ช่วยหยุดทำแบบนี้ได้ไหม?”

   

   “ไม่ได้ค่ะ” 

   

   เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับลี่หรงที่เพิ่งได้ลิ้มรสชาติของความสุขนี้และจะยอมแพ้ แถมเธอยังต้องการซื้อจักรยานอยู่ ตอนนี้คือปี ค.ศ.1974 ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมาถึง เธออยากเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ และจะกลับไปทุ่มเทให้กับการเรียนอีกครั้ง

   

   ก็ในเมื่อเธอลงทุนไปแล้ว จะปล่อยให้มันเสียเปล่าได้ยังไงล่ะ?

   

   อีกทั้งเมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป ประเทศจะมีนโยบายการปฏิรูป เปิดกว้างให้ธุรกิจต่างๆ ทุกอย่างที่คุณต้องการจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน ลี่หรงจึงต้องรักษาเงินก้อนนี้ไว้ เพราะหากทำได้ เธอจะกลายเป็นคนร่ำรวย และกลายเป็นครัวเรือนแรกที่มีเงินถึงหมื่นหยวน

   

   จ้าวชิงซงพลันขมวดคิ้ว สีหน้ากลายเป็นมืดมน 

   

   ลี่หรงหันมองริมฝีปากเม้มแน่นของเขา ก่อนโน้มตัวไปจูบคนตรงหน้า

   

   “ให้ฉันทำเถอะ สิ่งนี้จะทำให้เรามีเงินมากขึ้น ฉันจะระวังตัว ได้ไหม? รับประกันได้เลยว่าฉันจะวิ่งหนีแน่นอนถ้ามีอะไรผิดพลาด จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้ไปขายทุกวันด้วย”

   

   เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ลี่หรงพลันคลี่ยิ้มก่อนพูดว่า “และแม้ว่าฉันจะถูกพาตัวไป แต่คุณจะมาประกันตัวฉันแน่นอน …ใช่ไหม?”

   

   ดวงตาของลี่หรงเป็นประกาย น้ำเสียงก็นุ่มนวล

   

   จ้าวชิงซงมองใบหน้าสวยงามที่ดูไม่เกรงกลัวของเธอ ขณะที่ในใจเขามีเสียงกู่ร้องอันยากจะยอมรับ แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ยอมแพ้ และพูดว่า

   

   “ตกลง”

   

   “ฉันรู้ว่าคุณจะช่วยฉันแน่” ดวงตาของลี่หรงเต็มไปด้วยความคาดหวัง พร้อมความชื่นชมในตัวจ้าวชิงซง

   

    อยู่ๆในจังหวะนั้น จ้าวชิงซงพลันคิดถึงสหายสมัยที่ยังเป็นทหารขึ้นมา และเพราะแบบนี้...การประกันตัวลี่หรงคงจะไม่เป็นการยากเกินไป ใช่ไหม? 

   

   แต่ถ้าบอกเรื่องนี้ให้เธอรับรู้ขึ้นมา แล้วหญิงสาวปีกกล้าขาแข็งจนทำเรื่องใหญ่ขึ้นมาล่ะ? แบบนั้นเขาได้ปวดหัวยกใหญ่แน่

   

   “วันนี้ฉันทำเงินได้ตั้งสิบเอ็ดหยวนเลยนะ ถ้าตามที่คำนวณไว้วันพรุ่งนี้ถูกต้อง ฉันจะได้กำไรเพิ่มเป็นสองเท่า” ลี่หรงแบ่งปันเรื่องราวกับชายผู้นี้อย่างมีความสุข

   

   เขาประหลาดใจ “เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

   

   จ้าวชิงซงแบกเนื้อหมูจากฟาร์มหมูไปที่ ‘ตลาดเสรี’ ทุกวัน เนื้อหมูหนึ่งจินมีราคาห้าเหมา เขาไปส่งพวกมันวันล่ะสามร้อยจิน เลยได้รับเงินราวๆสิบห้าหยวน แบ่งกันสองคน โดยแปดหยวนเป็นของเขา ส่วนซ่งเซียวซานจะได้เจ็ดหยวน นอกจากนี้ก็มีงานอื่นๆอีกจิปาถะ รวมๆแล้วจึงมีรายได้วันล่ะสิบหยวน

   

   เขารู้ดีว่ายิ่งตัวเองได้รับเงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น แต่จู่ๆ ตัวเขากลับต้องมากังวลในสิ่งที่ลี่หรงทำในวันนี้อีก เพียงแต่เขาไม่สามารถหยุดความคิดนี้ของลี่หรงได้

   

   จ้าวชิงซงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “พรุ่งนี้รอจนกว่าผมจะกลับมา แล้วเดี๋ยวผมจะไปส่งคุณเอง เพราะคุณคงขนของขนาดนั้นไม่ไหวหรอก”

   

   ลี่หรงพลันจำได้ว่าชายคนนี้มักหายตัวไปทุกเช้า โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายออกไปทำอะไร

   

   เธอมองชายคนนั้นด้วยดวงตานึกสงสัย

   

   “คุณเองก็ควรเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังด้วยสิ ทำไมถึงออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า แถมทำไมคุณเองก็อยู่ที่ ‘ตลาดเสรี’ ด้วยล่ะ?”

      

   ก่อนจ้าวชิงซงจะได้พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ลี่หรงก็ชิงอุทานว่า 

   

   “อย่าบอกนะว่าคุณเองก็ทำเรื่องที่เสี่ยงไม่น้อยไปกว่าฉันเลย!”



บทที่ 15: นมมอลต์และไข่ใบชา อาหารเช้าสำหรับบุรุษ


   

   “ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว และอีกอย่างก็มีคนคอยช่วยอยู่ตลอด” จ้าวชิงซงเป็นคนที่รักสันโดษ เขาตัดสินใจหลายๆอย่างได้ด้วยตัวเอง ไม่ค่อยปรึกษาคนอื่น และจะไม่บอกเล่าความลำบากที่ต้องเผชิญออกมาง่ายๆ ชายหนุ่มมักจะเก็บมันไว้ในใจเสมอ

   

   “คุณนี่เก่งจริงๆ” ลี่หรงกล่าว

   

   “ในอนาคต ฉันจะตื่นแต่เช้าและทำอาหารเช้าให้คุณเอง”

   

   ถึงอย่างไรการทำงานขณะที่ท้องว่างบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

   

   “ผมซื้ออาหารในเมืองเอาก็ได้ ผมไม่หิวจริงๆ”

   

   เขารู้สึกดีที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่

   

   ความอบอุ่นพลันแผ่ซ่านในหัวใจของจ้าวชิงซง ทำให้เจ้าตัวอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก

   

   วันรุ่งขึ้น ลี่หรงได้ยินเสียงดังจอแจจากด้านนอก หญิงสาวพยายามลุกจากเตียง เธอจำได้ว่าต้องทำอาหารเช้าให้จ้าวชิงซง เขาจะได้ไม่ต้องทนหิว อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายกลับจับเธอไว้แล้วพูดว่า “คุณไม่จำเป็นต้องตื่นเช้า”

   

   ทว่าลี่หรงก็ยังคงลุกขึ้นมา หญิงสาวต้มน้ำบนกองไฟและทำนมมอลต์ให้กับชายหนุ่ม

   

   เธอหยิบไข่ใบชาสองฟองและหมูพะโล้ส่งให้เขา

   

   “กินข้าวเถอะ ฉันจะกลับไปนอนพักสักหน่อย”

   

   ในสายตาของจ้าวชิงซง สิ่งที่ลี่หรงทำเพื่อเขาหวานกว่านมมอลต์เสียอีก มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ชายหนุ่มก็เอาไข่ใบชาสองใบไปให้ซ่งเสี่ยวซาน

   

   เมื่อจ้าวชิงซงกลับมา เขาก็พาลี่หรงไปที่ ‘ตลาดเสรี’ โดยไม่ได้ใช้เส้นทางปกติ เพราะเส้นทางนี้มีคนน้อยกว่ามาก คนที่สัญจรไปมาต่างกำลังแบกหรือถือของ ก่อนเป็นจ้าวชิงซงที่เริ่มอธิบายให้เธอฟังว่า ถนนสายนี้มีคนคอยเฝ้า แค่จ่ายเงินเพียงนิดๆหน่อยๆทุกเดือน ก็จะสามารถเดินไปยัง ‘ตลาดเสรี’ ได้อย่างปลอดภัย

   

   ลี่หรงพยักหน้า แต่ไม่ได้ถามว่าเธอต้องจ่ายเท่าไหร่ เนื่องจากหากจ้าวชิงซงกล้าพามาเส้นทางนี้ นั่นหมายความว่าเขาจัดการเรื่องเงินเรียบร้อยแล้ว

   

   เมื่อมาถึงตลาดเสรี จ้าวชิงซงก็เอ่ย “ไปทำธุระของคุณเถอะ”

   

   จ้าวชิงซงก้าวออกไปและซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง

   

   เขาเฝ้ามองลี่หรงและดูว่าเธอขายของได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า เขาก็ค่อนข้างมั่นใจ

   

   ไม่รู้ว่าวันนี้ลี่หรงจะได้ออกจากแผงตอนไหน คนที่มาซื้อหมูพะโล้ตุ๋นไปเมื่อวานล้วนมาเร็วขึ้นเป็นพิเศษ หลังจากรอสักพัก เขาก็เห็นลี่หรงถูกคนมากมายรุมล้อม

   

   เมื่อจ้าวชิงซงเห็นฉากนี้ หัวใจของเขาก็เต้นระรัว เจ้าตัวกำลังจะเดินหลบออกไป ก่อนจะบังเอิญเห็นลี่หรงยิ้ม ปากของเธออ้าๆหุบๆอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม จ้าวชิงซงรู้ว่าเธอสบายดีจึงเลิกคิดกังวล

   

   เขาเห็นลี่หรงบรรทุกเนื้อพะโล้เหล่านั้นอย่างเป็นระเบียบ

   

   ก่อนลูกค้าเหล่านั้นจะจากไปอย่างพึงพอใจพร้อมกับของในมือ

   

   หลังจากนั้นผู้คนก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีใครออกไปมือเปล่า

   

   อาจเป็นเพราะมีคนมาซื้อไม่ขาดสาย แผงขายของของลี่หรงจึงไม่เงียบเหงา

   

   เมื่อคนหลั่งไหลเข้ามาแบบนี้ ร้านของเธอจึงกลายเป็นจุดสนใจ

   

   บางอย่างที่ลูกค้าไม่เคยซื้อมาก่อน ลี่หรงก็ยอมให้พวกเขาได้ลองชิม

   

   แม้บางคนจะคิดว่าของที่เธอขายราคาแพง แต่พวกเขาก็ยังกัดฟันซื้อ

   

   หากมีเงินไม่พอจ่าย ลี่หรงก็จะเก็บตั๋วอาหาร ตั๋วเสื้อผ้า และตั๋วอื่นๆที่สามารถใช้แทนได้ ตราบใดที่ของเหล่านั้นมีมูลค่าเท่ากัน ท้ายที่สุด ตั๋วทั้งหมดของเธอก็ล้วนแต่ได้รับจากผู้เป็นแม่ และส่วนมากก็ถูกใช้ไปแล้ว ตอนนี้นับว่าเหลือน้อยมาก

   

   สุดท้ายแผงของหญิงสาวก็เหลือของเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลี่หรงไม่ขายต่อ เธอปิดร้าน ใช้โอกาสขณะที่ไม่มีใครสังเกตเดินไปหาจ้าวชิงซง ขณะที่บนหลังมีตะกร้าอยู่ใบหนึ่ง

   

   เธอรู้ว่าเขากำลังเฝ้าดูเธอจากมุมถนน

   

   แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หญิงสาวก็จำคำหนึ่งได้ขึ้นใจ นั่นคืออย่าอายเวลาขายของ

   

   แค่ทำทุกอย่างที่อยากทำก็พอ

   

   อีกอย่าง เธอก็รู้ว่าถ้าเธอทำได้ไม่ดี อีกฝ่ายต้องไม่ปล่อยให้เธอขายของต่อไปแน่นอน

   

   ลี่หรงโล่งอก เธอรู้สึกว่าผลประกอบการของตนใช้ได้ทีเดียว

   

   การขายวันนี้ราบรื่นกว่าเมื่อวานมาก

   

   จ้าวชิงซงเข้าไปหาหญิงสาว แล้วเอาตะกร้าบนหลังเธอมาถือ “ขายหมดแล้วเหรอ?”

   

   “เหลือนิดหน่อยน่ะ ว่าจะแบ่งให้ป้าที่ขายเนื้อบ้าง”

   

   คุณป้าขายเนื้อรับสิ่งที่ลี่หรงมอบให้พร้อมรอยยิ้ม เธอลอบถอนหายใจ สามีภรรยาคู่นี้เป็นเด็กกตัญญู ใจดี แถมยังเป็นคนดีด้วย

   

   เธอยิ้มและถาม “นังหนู วันนี้จะซื้อเนื้อหรือเปล่า?”

   

   “วันนี้ไม่ซื้อแล้วค่ะ ขอบคุณคุณป้ามาก”

   

   ลี่หรงหารือเรื่องเนื้อกับจ้าวชิงซงเมื่อคืนนี้ จ้าวชิงซงกำลังช่วยฟาร์มหมูส่งเนื้อ ดังนั้นเขาจึงสามารถหาเนื้อหมูได้ในราคาที่ต่ำกว่า ‘ตลาดเสรี’ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถไปส่งเธอที่ตลาดได้ด้วย ในเมื่อมีวิธีที่ประหยัดทั้งเงินและแรงแบบนี้ ทำไมจะไม่ใช้เล่า

   

   ป้าขายเนื้อคงพอเดาได้ว่าทำไมลี่หรงถึงไม่ซื้อเนื้อเพิ่ม แม้ว่าเธอจะสูญเสียลูกค้ารายใหญ่อย่างหญิงสาวไป แต่เจ้าหล่อนก็ไม่ได้ว่าอะไร

   

   อย่างไรก็ตาม ‘ตลาดเสรี’ ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขายหมูอีกแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขายไม่หมดเพียงเพราะขาดลูกค้ารายใหญ่ไปรายหนึ่ง

   

   จ้าวชิงซงรู้ว่าหญิงสาวชอบกินขนม เขาจึงพาเธอไปซื้อขนมอบรสลูกพีช ลี่หรงยอมรับของที่เขาซื้อให้เธออย่างมีความสุข หลังจากลิ้มรสของอร่อยแล้ว เธอก็ยื่นมันจ่อปากเขาบ้าง

   

   จ้าวชิงซงรู้สึกตกใจกับการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญของเธอ แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ลง ชายหนุ่มกัดมัน ก่อนจะบอกปัดเมื่อเธอป้อนให้เขาเป็นครั้งที่สอง และพูดเตือนเบาๆว่าพวกเขาอยู่ข้างนอก

   

   “อยู่ข้างนอกแล้วยังไง? เราแต่งงานกันแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณไม่เป็นสุภาพบุรุษสักหน่อย” ลี่หรงตอบกลับ

   

   ในขณะที่จ้าวชิงซงเขินขึ้นมาดื้อๆ

   

   ทั้งคู่ไปเดินเล่นที่ร้านสหกรณ์ ลี่หรงซื้อแค่ซีอิ๊วและเครื่องปรุงเท่านั้น เธอไม่ได้สนใจของชิ้นอื่นๆ

   

   ในขณะที่จ้าวชิงซงต้องการซื้อเสื้อผ้าให้หญิงสาว เมื่อเธอเห็นกระโปรงสีสันจัดจ้าน เจ้าหล่อนก็ดึงจ้าวชิงซงออกไปอย่างรวดเร็ว ลี่หรงไม่เข้าใจแฟชั่นยุคนี้จริงๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเสื้อผ้าที่มีสีสันจึงมีราคาแพงกว่าเสื้อผ้าสีเรียบๆลี่หรงอยากจะซื้อและตัดเย็บเอง หรือไม่ก็สวมเสื้อเชิ้ตง่ายๆเท่านั้น

   

   ทั้งสองขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน เมื่อมาถึงลี่หรงก็นำเงินและตั๋วที่ได้จากการขายของวันนี้ออกมานับ จ้าวชิงซงมองจากด้านข้างและเห็นหญิงสาวนับเงินรวมถึงตั๋วที่กระจัดกระจายอย่างรอบคอบ เธอดูเหมือนคนเห็นแก่เงินอยู่บ้าง ทำให้ชายหนุ่มที่คิดแบบนี้หัวเราะเบาๆ

   

   ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองเขา “ทำไมคุณถึงหัวเราะล่ะ? วันนี้ฉันขายได้เกือบสามสิบหยวน และยังมีตั๋วอีกเพียบ ถ้าฉันไม่รับตั๋วก็คงมีเงินสดมากกว่านี้”

   

   “ตั้งแต่นี้ไปคุณสามารถทำอย่างนั้นได้ ผมจะช่วยคุณขายเอง”

   

   “คุณจะช่วย?” ลี่หรงพูด “ฉันกลัวว่าคุณจะทำให้ฉันเสียเงินมากกว่า”

   

   “ผมไม่ทำให้คุณต้องขาดทุนหรอกน่า”

   

   ลี่หรงเอาพะโล้ที่ทำไว้ให้จ้าวชิงซง

   

   พอเขากำลังจะออกไป ลี่หรงก็บอกราคาเขาอีกครั้ง ราวกับหญิงสาวกลัวว่าจ้าวชิงซงจะทำให้เธอขาดทุนเข้าจริงๆ

   

   ลี่หรงเป็นอิสระอีกครั้งเนื่องจากเธอไม่จำเป็นต้องไปที่ ‘ตลาดเสรี’ เพื่อขายของ อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่สามารถนั่งเฉยๆได้ เธอหาอะไรทำทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

   

   หญิงสาวกำจัดวัชพืชในแปลงผักและเตรียมตุ๋นเนื้อในช่วงบ่าย เธอเห็นพี่น้องต้าหนิวทั้งสองคนกำลังหมุนลูกข่างอยู่ในสนามจึงคว้าลูกกวาดจำนวนหนึ่งขึ้นมา

   

   ตอนนี้สองพี่น้องคุ้นเคยกับการรับของจากลี่หรงแล้ว พวกเขาเลยหยิบลูกอมขึ้นมาอย่างไม่เคอะเขิน ก่อนกล่าวขอบคุณ 

   

   จากนั้นก็ฉีกมันแล้วโยนเข้าปาก สองข้างแก้มดันออกมาเป็นรูปร่างของลูกอมรสหวาน

   

   ลี่หรงเล่นกับพวกเขาในสนามสักพัก เธอนั่งกินเมล็ดแตงในขณะที่วัวตัวหนึ่งกำลังเดินวนอยู่บริเวณนั้น เอ้อร์หนิวเล่นจนเบื่อแล้วและเดินเข้าไปหาลี่หรง

   

   เขาถามด้วยดวงตากลมโตว่า “อาสะใภ้รอง เมื่อไหร่ผมจะได้เป็นพี่ชายครับ?”

   

   “เรื่องนี้ต้องถามแม่เธอก่อน ว่าเมื่อไหร่เธอจะมีน้องชายหรือน้องสาว? จากนั้นเธอก็สามารถเป็นพี่ชายได้”

   

   “คุณย่าบอกว่าอาสะใภ้รองจะมีลูกในปีหน้า จากนั้นผมก็จะได้เป็นพี่ชาย”

   

   “อะไรนะ?” ลี่หรงตกใจ เธอและจ้าวชิงซงน่ะยังอีกไกล

   

   การมีลูกยังอีกไกลจริงๆ

   

   หญิงสาวอดเศร้าไม่ได้ เมื่อได้ยินคำพูดของเอ้อร์หนิว

   

   ‘นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันดีใจที่เราแยกบ้านกัน’

   

   มิฉะนั้น หากกินข้าวโต๊ะเดียวกันกับแม่สามีทุกวัน

   

   เธอคงจะหลีกเลี่ยงการมีลูกในเร็ววันไม่ได้อย่างแน่นอน



บทที่ 16: ลี่หรงเก็บผักป่าเลยถูกหลัวปิงเหน็บแนมว่าไม่มีเงิน


   

   เพราะความว่าง ลี่หรงจึงตามหลานทั้งสองไปเก็บผักป่าในทุ่งกัน เมื่อก่อนเธอชอบกินเกี๊ยวผักจี้ไฉ่มาก น่าเสียดายที่ผักจี้ไฉ่เป็นผักป่าราคาแพง และหาซื้อได้ยากในยุคปัจจุบัน

   

   แต่ที่ทุ่งแห่งนี้มีผักจี้ไฉ่ขึ้นเยอะมาก เธอจึงสามารถเก็บผักจี้ไฉ่ใบสดใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ลี่หรงพลันรู้สึกราวกับว่าตัวเองรวยขึ้นมาเสียอย่างงั้น ก่อนกระตุกยิ้มมุมปาก

   

   หลัวปิงที่เพิ่งเลิกงานผ่านมาทางนี้พอดี เห็นลี่หรงกับเด็กทั้งสองเก็บผักป่าเข้า เธอก็พลันมีความสุขขึ้นมา

   

   ดูสิ แต่งงานกับชาวบ้านในชนบทก็ได้แต่กินผักป่าเท่านั้นแหละ

   

   หลัวปิงเข้ามาพูดคุยกับคนในทุ่งอยู่ทุกวันเพื่อฟังเรื่องซุบซิบในหมู่บ้าน จึงได้รู้ว่าลี่หรงได้กินเนื้อทุกมื้อ ทุกครั้งที่ถึงเวลาอาหาร ลานของบ้านตระกูลจ้าวจะส่งกลิ่นหอมออกมา อย่าว่าแต่ชวนให้น้ำลายสอเลย แม้แต่เด็กน้อยไม่ประสีประสายังนำข้าวธัญพืชไปนั่งยองๆอยู่ที่ประตูบ้านตระกูลจ้าว พลางดมกลิ่นหอมก่อนตักข้าวธัญพืชกิน

   

   หลัวปิงแทบจะเป็นบ้าด้วยความอิจฉา ทำไมจ้าวชิงซงยังไม่เฉดหัวลี่หรงทิ้งไปอีกนะ? ซ้ำยังให้เธอกินเนื้ออีก! …ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง 

   

   ชาวบ้านต่างอิจฉาจ้าวชิงซงที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวเมือง เข้าใจว่าการแต่งงานกับลี่หรงแล้วจะทำให้ได้กินเนื้อเช่นนั้นทุกวัน

   

   หลัวปิงกลับคิดว่าลี่หรงที่ไม่มีงานทำ คงทำได้เพียงอาศัยตั๋วเงินที่บ้านสกุลลี่ส่งมา และถ้ากินดื่มมือเติบแบบนี้ เกรงว่าสักวันตั๋วเงินนั่นคงถูกใช้จนหมดไม่มีเหลือแน่!

   

   ดูุถ้าตอนนี้คงไม่มีเงินซื้อเนื้อแล้วใช่ไหมล่ะ?

   

   เพราะไม่งั้นคงไม่ออกมาเก็บผักป่ากินแบบนี้หรอก!

   

   หลัวปิงมองอย่างอารมณ์ดีคล้ายกำลังรับชมละครอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปทักทายลี่หรง 

   

   “ลี่หรง เก็บผักป่าเหรอ?”

   

   ลี่หรงหันหน้ามาเจอเข้า มุมปากพลันคว่ำลง “ใช่จ้ะ”

   

   “โธ่ บอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วว่าแต่งงานไปอย่าใช้เงินมือเติบขนาดนั้น เดิมทีเธอกับสามีก็ไม่มีงานทำอยู่แล้ว มาตอนนี้เงินเก็บคงหมดแล้วสินะ ถึงได้เก็บผักป่ากิน ลำบากแย่เลย”

   

   ผู้หญิงคนนี้ทำไมชอบคิดไปเองขนาดนี้กันนะ ลี่หรงหมดคำจะพูด กินผักป่าหมายถึงต้องไม่มีเงินงั้นเหรอ?

   

   เธอพลันหัวเราะออกมา 

   

   “ใช่จ้ะ เงินฉันหมดแล้ว เลยต้องมาเก็บผักป่ากิน แล้วเธอล่ะ ก่อนหน้านี้คืนเงินฉันแล้วไม่ใช่เหรอ? เงินที่เหลือน่าจะใช้หมดไปนานแล้วสินะ? งั้นมาเก็บผักป่าด้วยกันสิ”

   

   หลัวปิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนลี่หรงจะกล่าวโทษตัวเอง 

   

   “ขอโทษนะ หากตอนนี้ฉันไม่ได้แต่งงาน ก็คงมีเงินให้ยืมได้เหมือนเมื่อก่อนอยู่หรอก แต่ตอนนี้ไม่มีเงินให้ยืมแล้ว มา เราสองคนมาเก็บผักป่ากันเถอะ ผักอ่อนกำลังเหมาะกับการเก็บพอดีเลย”

   

   เมื่อก่อนหลัวปิงขอยืมเงินลี่หรงเป็นประจำ เพราะเจ้าตัวหัวอ่อน บางครั้งถึงกับไม่ต้องคืนเธอเลยด้วยซ้ำ

   

   เดิมทีคิดจะเยาะเย้ยลี่หรง แต่กลับถูกเธอสวนกลับมาเช่นนี้ สีหน้าหลัวปิงพลันแย่ลง ก่อนฝืนยิ้ม “เธอใช้ชีวิตของเธอไปก็พอ ตอนนี้ฉันก็มีชีวิตที่ดีแล้ว”

   

   หลัวปิงแสร้งเอื้อมมือไปจับผมทัดหู พูดอย่างได้ใจว่า “ช่วงนี้ฉันคบหากับเต๋อเป่าน่ะ เต๋อเป่าบอกว่าหลังจากกลับเมืองหลวง ก็จะพาฉันไปจดทะเบียนสมรส”

   

   หยางเต๋อเป่าเป็นลูกคนเดียว แถมภูมิหลังครอบครัวยังดีอีก คนละชั้นกับบ้านของหลัวปิงเลย

   

   แม้ลี่หรงไม่อยากเชื่อว่าหยางเต๋อเป่าจะแต่งงานกับหลัวปิงจริงๆ แต่ลี่หรงไม่ได้ต้องการจะดับฝันหลัวปิงแต่อย่างใด เพราะเธอไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับทั้งสองคนนี้แม้แต่น้อย

   

   ดังนั้นเธอจึงเพียงยิ้ม “งั้นก็ยินดีล่วงหน้าแล้วกัน”

   

   ทางกลับหมู่บ้านมีแค่ถนนสายเดียว ลี่หรงจึงเดินไปกับหลัวปิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้าน จ้าวชิงซงที่กำลังลงจากเกวียนก็เห็นลี่หลงยืนรออยู่ตรงนั้นพอดี พร้อมกับเนื้อหมูจำนวนหนึ่งในมือ

   

   หลัวปิงที่เมื่อครู่ยังเยาะเย้ยลี่หรงว่าไม่มีเงินซื้อเนื้อ ราวกับถูกตบหน้าในทันใด!

   

   ใครบอกว่าลี่หรงไม่มีปัญญากินเนื้อ!

   

   จ้าวชิงซงรับของจากมือลี่หรงอย่างนุ่มนวล ท่าทางเอาใจใส่นี้ทำให้หลัวปิงพลันอิจฉาอีกครั้ง

   

   ต่อมาขณะที่ได้ยินลี่หรงพูดกับจ้าวชิงซงว่าเย็นนี้จะกินเกี๊ยวผักจี้ไฉ่อย่างมีความสุข สายตาของหลัวปิงพลันสับสน โดยมีความหิวโหยอยู่บางๆ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้กินเกี๊ยวมานานมากแล้วเหมือนกัน

   

   หลัวปิงพลันนึกถึงหยางเต๋อเป่าที่ตนกำลังคบหา ก่อนรู้สึกไม่ชอบใจ เพราะหยางเต๋อเป่าไม่เคยใส่ใจช่วยเธอทำอะไรสักอย่าง ขนาดว่าในเวลาที่เขาทำงานของตัวเองไม่เสร็จ ยังให้หลัวปิงมาช่วยเขาเลย แข่งบุญแข่งวาสนากันไม่ได้จริงๆ

   

   แต่เมื่อนึกถึงว่าต่อไปตัวเองจะต้องแต่งงานกับหยางเต๋อเป่า จะได้เป็นฮูหยินข้าราชการใหญ่ ส่วนลี่หรงกลับต้องอับเฉาอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ไปตลอดชีวิต หลัวปิงพลันรู้สึกเหลิงในใจขึ้นมาอีกครั้ง

   

   จ้าวชิงซงรูปร่างสูง หน้าตาเด็ดเดี่ยว หากคนๆนี้ขาไม่พิการ หลัวปิงก็อาจจะพิจารณาคบหากับเขา ลือกันว่าก่อนเขาปลดประจำการเกือบจะได้เลื่อนเป็นผู้บังคับกองร้อยแล้ว แต่เพราะความพิการ ชายผู้นี้จึงตกเป็นสามีของลี่หรงไปโดยง่าย

   

   ดังนั้นการที่จ้าวชิงซงจะรักลี่หรงแค่ไหนแล้วมันยังไงล่ะ? ชาตินี้ก็เป็นได้แค่ชาวนาลุยโคลนในชนบทเท่านั้นแหละ

   

   ตกกลางคืน

   

    ลี่หรงตั้งใจทำเกี๊ยวผักจี้ไฉ่เยอะเป็นพิเศษ เก็บไว้ให้จ้าวชิงซงอุ่นกินเป็นอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น

   

   เงินจากการขายหมูตุ๋นที่จ้าวชิงซงได้กลับมาวันนี้เยอะกว่าที่ตัวลี่หรงคิดไว้เสียอีก เธอถามอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงได้เงินมามากมายขนาดนี้ล่ะ?”

   

   “ผมได้มันมาจากการขายเนื้อตุ๋นทั้งนั้น”

   

   “ต้องไม่ใช่สิ” ลี่หรงพูด “นี่มันมากกว่าที่ฉันคำนวณไว้สิบกว่าหยวนเลยนะ!”

   

   จ้าวชิงซงจึงบอกวิธีการขายของตัวเองว่า เขาขายผ่านช่องทางของตัวเอง โดยส่วนใหญ่ขายให้คนงานที่มีเงินแต่ตั๋วไม่พอทั้งนั้น แถมคนพวกนั้นยังจองกับจ้าวชิงซงไว้ไม่น้อย ก่อนกล่าวสำทับว่าลี่หรงทำอาหารได้ตามสบายไม่ต้องกังวล ขากลับมาเดี๋ยวเขาจะช่วยเธอเอาของออกไปขายเอง

   

   ลี่หรงยกนิ้วให้เลย “คุณทำธุรกิจเก่งกว่าฉันเสียอีก”

   

   จ้าวชิงซงหัวเราะเบาๆ “ที่ของขายได้ดีเพราะมีคุณภาพ”

   

   ทั้งสองสบตากันด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

   

   ชีวิตคู่ยิ่งอยู่ยิ่งราบรื่น แผนการซื้อจักรยานก็ถูกใส่ไปในกำหนดการแล้ว

   

   ลี่หรงเดินเล่นรอบอำเภอ ก่อนพบว่าจักรยานซื้อได้ยากมากจริงๆ ขนาดมีตั๋วก็ยังซื้อไม่ได้ในทันที ต้องสั่งจองล่วงหน้า ที่สำคัญคือเธอไม่มีตั๋วอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องไป ‘ตลาดเสรี’ อีกครั้ง แต่ของชิ้นใหญ่แบบนี้กลับหาคนขายไม่เจอ

   

   ลี่หรงกลับมาด้วยความผิดหวัง ก่อนเล่าเรื่องนี้ให้จ้าวชิงซงฟัง แล้วถามว่า “ฉันขอตั๋วอุตสาหกรรมได้หรือเปล่า”

   

   จ้าวชิงซงพูด “ผมจะหาซื้อกลับมาให้คุณเอง”

   

   จักรยานไม่ใช่ของราคาถูก โดยปกติหนึ่งคันประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน แถมยังต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมด้วย หากซื้อที่ ‘ตลาดเสรี’ ต้องเสียเป็นสองเท่า

   

   ลี่หรงหยิบกล่องเงินออกมานับสามร้อยหยวน ก่อนมอบให้เขา เธอไม่ได้ถามจ้าวชิงซงว่าเจ้าตัวจะซื้อยังไง เพียงให้เงินที่เผื่อราคาเป็นสองเท่าไปเสียเลย

   

   เงินของครอบครัวอยู่ที่ลี่หรงทั้งหมด ลี่หรงจำได้ว่าวันนั้นตัวเองกำลังคิดเงิน จ้าวชิงซงก็พลันหยิบกระเป๋าผ้าออกมา ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนเมื่อเปิดออกจึงเห็นเงินซ้อนกันเป็นปึก 

   

   ลี่หรงตกตะลึง มีหนึ่งพันกว่าหยวนได้

   

   เธอกลืนน้ำลายก่อนถาม “ทำไมคุณมีเงินเยอะขนาดนั้น”

   

   “เก็บๆไปเดี๋ยวก็มีเอง”

   

   ลี่หรงขายพะโล้มาเกือบสามเดือน รายได้แต่ละวันแม้จะเยอะ แต่เพราะเธอซื้อของสิ้นเปลืองมือเติบ จนถึงตอนนี้จึงสะสมได้เพียงประมาณสองพัน เมื่อรวมเงินของชายหนุ่มไปด้วย ทั้งหมดก็เป็นเงินสามพันกว่า นี่มันเงินจำนวนมหาศาล!

   

   จ้าวชิงซงพูดว่าให้ลี่หรงเป็นคนเก็บไว้ทั้งหมด เธอดีใจมาก เพราะการเก็บเงินนี้มันหมายถึงว่าเขายอมรับและไว้ใจเธอ

   

   ลี่หรงเข้าไปจูบชายหนุ่มอย่างตื่นเต้นพร้อมพูด “คุณใจดีมากจริงๆ”

   

   ท่าทางของทั้งสองราวกับข้าวใหม่ปลามัน กอดจูบบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่มากไปกว่านี้

   

   บางครั้งลี่หรงก็ทนไม่ไหว แต่จ้าวชิงซงยังนอนหลับราวกับคนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ลี่หรงนึกถึงสิ่งนี้จึงยกยิ้มพร้อมถาม “เท้าของคุณถีบจักรยานได้ด้วยเหรอ?”



บทที่ 17: จักรยานป้าย ‘เฟยเกอ’ เป็นที่ชื่นชอบจริงๆ


   

   “ผมปั่นไม่ได้หรอก” จ้าวชิงซงพูด “แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่จักรยานคันเดียว ผมสามารถไสมันให้คุณได้”

   

   หลังจากนั้นจ้าวชิงซงก็ไสจักรยานป้าย ‘เฟยเกอ’ กลับมาคันหนึ่งจริงๆ

   

   วันนี้แดดกำลังดี สายลมอ่อนพัดโชย

   

   ลี่หรงที่เพิ่งจะสระผมเสร็จ สางผมอยู่ในลาน ก่อนต้าหนิวพุ่งตัวเข้ามาเรียก “อาสะใภ้รอง อาสะใภ้รอง อารองของเรากลับมาแล้ว!”

   

   “กลับก็กลับสิ” ลี่หรงยิ้ม อารองของเธอตัวโตขนาดนั้นยังไม่รู้จักทางกลับบ้านอีกหรือไง “ทำไมต้องรีบร้อนวิ่งมาขนาดนั้นล่ะ?”

   

   “ไม่ใช่ครับ” ต้าหนิวสูดหายใจลึก พลางหอบไปพูดไป “เขาไสจักรยานมา! คันใหญ่มาก! คนมุงตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านเต็มไปหมด อารองเรียกให้อาสะใภ้ออกไปฝึกขี่จักรยานก่อนค่อยขี่กลับมาครับ!”

   

   “จริงเหรอ?” สีหน้าลี่หรงพลันปลาบปลื้ม ตัวนั่งไม่ติดแล้ว

   

   เมื่อวิ่งตามต้าหนิวออกไป ก็เห็นจ้าวชิงซงนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้านอยู่ไกลๆ ในมือจับหน้ารถจักรยานอยู่

   

   คนนับสิบล้อมวงมองอย่างอิจฉา สมัยนี้คนที่ซื้อจักรยานได้มีน้อย ถ้าบ้านใครมีจักรยาน จะต้องกลายเป็นศูนย์กลางประเด็นสนทนาไปโดยปริยาย

   

   คนแรกของชุมชนหมู่บ้านต้าเจียงที่มีจักรยานก็คือหัวหน้ากลุ่มยุวชน

   

   คนที่สองก็คือจ้าวชิงซง

   

   คนขาพิการที่ทำงานไม่ได้คนหนึ่งยังซื้อจักรยานได้ ยิ่งชวนให้ใจอิจฉากว่าเดิม

   

   มีคนถามจ้าวชิงซง “จักรยานคันนี้ราคาเท่าไรเหรอ”

   

   จ้าวชิงซงตอบ “ร้อยห้าสิบหยวนครับ แถมใช้ตั๋วอุตสาหกรรมด้วย” เขาบอกราคาของร้านสหกรณ์

   

   “โอ้โฮ!”

   

   เมื่อทุกคนได้ยินก็พลันประหลาดใจ “แพงขนาดนี้เลยเชียว!”

   

   บางคนแอบถามแบบเหน็บแนม “ภรรยานายคงอยากได้ล่ะสิ?”

   

   จ้าวชิงซงยิ้มไม่ตอบ

   

   คนถามคล้ายรู้ว่าเขายอมรับ จึงพลันส่ายหน้าทำเสียงจุ๊ๆใส่ “มือเติบขนาดนี้ ใช้เยอะกว่าที่หามา จะต้องลำบากในสักวันแน่”

   

   “สะใภ้ชาวเมืองนี่ก็เคยตัว ไม่ทำงานแถมยังกินเนื้อทุกมื้อด้วย ไม่พอยังซื้อจักรยานอีก แต่งไม่ไหวหรอก!”

   

   “หยุดพูดเลยไอ้สารเลวจ้าวหู่ คนเขาก็ไม่ชายตามองแกเหมือนกัน นี่ถ้ายกสะใภ้ชาวเมืองผิวขาวผ่องเป็นยองใยให้ แกจะเอาไม่เอาล่ะ?”

   

   “ฮ่าๆๆ หล่อนไม่ชายตามองเขาหรอก!”

   

   ต่างคนก็ต่างพูด ในขณะที่ลี่หรงสะใภ้ชาวเมืองเดินเข้ามา

   

   จ้าวชิงซงเห็นเธอ จึงโบกมือด้วยรอยยิ้ม “นี่ไง จักรยานที่คุณอยากได้”

   

   “ซื้อจริงเหรอเนี่ย?” ลี่หรงตาเป็นประกายดุจดวงดาว

   

   “อื้ม” จ้าวชิงซงพยักหน้า

   

   “ขี่เป็นไหม? ผมไสมาให้คุณฝึกโดยเฉพาะเลยนะ”

   

   ความกว้างขวางของทางเข้าหมู่บ้าน เหมาะเป็นสถานที่ฝึกขี่ได้ดีทีเดียว

   

   แต่ลี่หรงกลับหัวเราะ ก่อนเชิดคางขึ้น “ไม่ต้องฝึกหรอก ฉันขี่จักรยานเป็นอยู่แล้ว”

   

   เธอนั่งบนเบาะจักรยาน ปลายเท้าเขย่งจากพื้น แล้วพูดกับจ้าวชิงซงอย่างตื่นเต้น “รีบขึ้นมาเร็ว ฉันจะขี่จักรยานพาคุณไปเอง”

   

   จ้าวชิงซงร่างสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร กลัวว่าลี่หรงจะทรงตัวไม่ได้ จึงประคองเบาะหลังก่อนพูด “ผมไม่ขึ้นดีกว่า คุณขี่ไปก่อนเถอะ ผมจะประคองคุณเอง”

   

   “คุณขึ้นมาเลย อย่ามัวแต่พล่าม” ลี่หรงหันหน้ามาถลึงตาใส่เขา

   

   จ้าวชิงซงกระตุกมุมปาก ก่อนจะขึ้นไปนั่ง สองเท้าห่างจากพื้นไม่มาก เผื่อว่าลี่หรงทรงตัวไม่ได้จะได้เตรียมพร้อมยันรถเอาไว้ทุกเมื่อ

   

   ลี่หรงตะโกนอย่างเริงร่า “นั่งดีหรือยัง?”

   

   จ้าวชิงซงตะโกนตาม “ดีแล้ว!”

   

   ลี่หรงถีบเท้า โซ่จักรยานส่งเสียงดัง ‘แกรกๆๆ’ ก่อนจะขี่ออกไป

   

   ชาวบ้านที่มามุงดูยังไม่จากไปไหน เหล่าชายหญิงต่างกำลังมองอยู่ นึกไม่ถึงว่าลี่หรงจะขี่เป็น แค่ถีบเท้าก็ขี่ออกไปแล้ว พวกเขามองแผ่นหลังทั้งคู่ก่อนถอนใจอย่างอิจฉา

   

   ระหว่างทางกลับบ้านก็พบคนบ้านแม่จ้าวเพิ่งเลิกงานและกำลังกลับบ้านเข้าพอดี ลี่หรงตะโกนเรียกเสียงดัง “แม่คะ”

   

   แม่จ้าวยังไม่ทันได้เห็นว่าเป็นใคร ลี่หรงก็ขี่ไปไกลเสียแล้ว เห็นแค่แผ่นหลังของจ้าวชิงซง เธอขยี้ตาอย่างประหลาดใจ “อุ๊ยตาย! ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม? นั่นมันเจ้ารองกับภรรยาเขานี่?”

   

   เหอซิ่งที่มองเห็นชัดพูดด้วยความอิจฉา “แม่ไม่ได้ตาฝาดหรอกค่ะ พวกเขานั่นแหละ น้องรองซื้อจักรยานมาค่ะ”

   

   ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิววิ่งตามหลังมา คนพี่พูดกับคนน้องว่า “เร็วเข้า ตามไม่ทันแล้ว!”

   

   เหอซิ่งขมวดคิ้ว พร้อมพูดกำชับ “วิ่งช้าลงหน่อย เดี๋ยวจะล้มเอา!”

   

   ชายมีอายุด้านข้างพูดกับพ่อจ้าว “เหล่าจ้าว ลูกชายคนเล็กกับสะใภ้รองของนายนี่สุดยอดไปเลย มีเงินซื้อจักรยานได้ด้วย!”

   

   พ่อจ้าวพลันรู้สึกภูมิใจขึ้นมา นึกถึงภาพตอนจ้าวชิงซงปลดประจำการกลับมาแล้วเจอสายตาเหยียดหยามกับคำติฉินนินทามากมายในตอนแรก มาตอนนี้ความโกรธเคืองที่เคยอัดแน่นก็สลายหมดเกลี้ยงในที่สุด 

   

   เขายิ้มอย่างสบายใจก่อนตอบกลับว่า “คนหนุ่มนี่ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ซื้อจักรยานอะไร เปลืองเงินแถมไม่ได้ประโยชน์”

   

   เมื่อใกล้ถึงประตูบ้าน ลี่หรงก็เบรกรถอย่างนิ่มนวล รถหยุดลงช้าๆ จ้าวชิงซงลงจากรถ “คุณขี่นิ่งดีมาก เคยขี่ที่บ้านมาก่อนเหรอ?”

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวชิงซงถามถึงครอบครัวของลี่หรง เธอทำเสียง ‘อ่า’ แล้วพูดอย่างขอไปที “ก็เคย”

   

   ที่บ้านของลี่หรงมีจักรยานไม่ผิดแน่ แต่ลี่หรงร่างเดิมไม่เคยฝึกมาก่อน ย่อมขี่ไม่เป็นอยู่แล้ว มีแค่พี่ชายไม่กี่คนที่ขี่เป็น แต่เวลานี้ลี่หรงทำได้แค่พูดเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคงอธิบายเรื่องที่เธอขี่จักรยานเป็นไม่ถูก

   

   ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวตามทั้งสองทันในที่สุด ลี่หรงเห็นพวกเขาวิ่งจนเหงื่อซ่กไปทั้งตัว และสายตาที่เอาแต่จ้องจักรยาน หญิงสาวพลันเผยยิ้มทันที “ขึ้นมาสิ อาจะพาพวกเธอไปขี่วนเล่นสักรอบ”

   

   “ได้เหรอครับ!”

   

   “แน่นอน เร็วเข้า ใครจะขึ้นก่อน?” ลี่หรงมองร่างผอมเล็กของพวกเขาทั้งสองพร้อมพูด “ขึ้นมาพร้อมกันเลย ต้าหนิวนั่งข้างหลังอุ้มเอ้อร์หนิวไว้”

   

   สองคนรวมกันไม่ได้หนักเท่าจ้าวชิงซง ลี่หรงคิดว่านั่งพร้อมกันได้ไม่มีปัญหา 

   

   จ้าวชิงซงอุ้มเอ้อร์หนิวขึ้นนั่งก่อน แล้วค่อยอุ้มต้าหนิวขึ้นไป พร้อมพูด “ต้าหนิวอุ้มน้องให้ดีๆล่ะ อย่าโยกไปมา ถ้าหลานทำอาสะใภ้รองของหลานล้ม อาจะให้หลานกินปลากระบอง”

   

   ทั้งสองใจเย็นเยียบ สำหรับจ้าวชิงซง อาสะใภ้รองจัดเป็นที่หนึ่ง เขาทั้งสองเทียบอาสะใภ้รองไม่ติดเลย

   

   ลี่หรงรู้สึกสุขใจ ก่อนพาพวกเขาทั้งสองขี่ช้าลงกว่ารอบแรก

   

   เอ้อร์หนิวนั่งตรงกลาง ไม่กลัวแม้แต่น้อย พลางกางสองมือออก “วู้ฮู้ว! บินไปเลย!”

   

   ตลอดทางถ้ามองเห็นเด็กน้อยอายุเท่ากัน สองพี่น้องก็จะตะโกนทักทายเพื่อน โอ้อวดเสียงดังเหมือนกลัวพวกเขาจะมองไม่เห็น ลี่หรงไม่อึดอัดแม้แต่น้อย ควรขี่ยังไงก็ขี่อย่างนั้น

   

   เด็กอายุน้อยบางคน เมื่อเห็นต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวนั่งจักรยาน ก็ส่งเสียงร้องไห้ งอแง กลับบ้านไปร้องจะเอาจักรยาน จึงกินปลากระบองจากผู้ใหญ่ไปตามๆกัน

   

   กำไรจากการขายหมูตุ๋นสูงมาก ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงขายหมูตุ๋นยังไง ปริมาณหมูตุ๋นที่ลูกค้าสั่งในช่วงหลังก็เพิ่มขึ้น

   

   ลี่หรงที่ทำเพียงคนเดียวไม่ไหวแล้ว ประกอบกับไม่อยากให้ชายหนุ่มลำบากตื่นมาส่งของทุกวัน เธอจึงโน้มน้าวให้จ้าวชิงซงออกจากงานส่งเนื้อ แล้วมาทำงานกับเธอ

   

   จ้าวชิงซงยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วแนะนำงานส่งของให้พี่น้องอีกคนอย่างรวดเร็ว

   

   จ้าวชิงซงหาเกวียนกลับมาคันหนึ่ง หลังจากเขาปรึกษากับลี่หรงเรียบร้อย จึงตัดสินใจร่วมเป็นหุ้นส่วนกับจ้าวชิงหยางสองสามีภรรยา

   

   เหอซิ่งได้ยินก็ตกใจ “นี่เรากำลังจะ ‘ทำการค้า’ นะ ถ้าถูกจับขึ้นมาจะทำยังไง”

   

   “ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ เพียงแค่พี่สะใภ้ทำพะโล้กับฉันทุกวันก็พอ ที่เหลือก็ส่งต่อให้จ้าวชิงซง ตอนนี้เขาคุ้นเคยแล้ว พวกเราทำงานนี้มานาน ถ้าพี่ช่วยฉันทำพะโล้ทุกวัน ฉันจะให้วันละสองหยวน ครบเดือนหนึ่งจะสะสมได้หกสิบหยวน พนักงานร้านอาหารรัฐข้างนอกหนึ่งเดือนได้แค่สามสิบหยวนเอง นี่ไม่นับรวมที่พี่ใหญ่ส่งของกับจ้าวชิงซงด้วยนะ”

      

   [1] ปลากระบองเป็นคำแสลง หมายถึงหยิบไม้กระบองตีก้น



บทที่ 18: พี่ชายและพี่สะใภ้บ้านตระกูลจ้าวเข้าร่วมกลุ่มหาเงินช่วยลี่หรง


   

   “เงินเยอะขนาดนี้เลย!” เหอซิ่งประหลาดใจ ลี่หรงให้เงินเดือนเธอสูงได้มากขนาดนั้น ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าลี่หรงหาเงินได้เท่าไร

   

   เงินหกสิบหยวนบอกได้เพียงว่าเป็นเงินก้อนโต

   

   ปีหนึ่งคนชนบทยังสะสมเงินหนึ่งร้อยหยวนไม่ได้เลย ทว่าหากทำงานกับลี่หรง เหอซิ่งแค่ต้องเจียดเวลาครึ่งวันออกมาช่วยทำงาน เพียงเท่านี้หนึ่งเดือนก็จะสะสมเงินได้หกสิบหยวน!

   

   “ฉันทำ!” หลังคำนวณเสร็จ เหอซิ่งก็ตอบตกลงอย่างเริงร่ากว่าจ้าวชิงหยางเสียอีก

   

   จ้าวชิงหยางเหลือบมองเหอซิ่ง 

   

   “ไม่ลองคิดอีกหน่อยเหรอ คนที่กลัวเมื่อครู่คือคุณนะ ตอนนี้ดันกลับคำพูดรวดเร็วปานนี้”

   

   สีหน้าเหอซิ่งเก้อเขิน แต่เมื่อนึกถึงลูกชายทั้งสอง นึกถึงเงินหกสิบหยวน เหอซิ่งพลันมีความกล้า ก่อนสบตาสามี “คุณฟังฉันเถอะ”

   

   หลายปีมานี้เธอตรากตรำทำงานหนักมาพอแล้ว แต่เงินเก็บกลับมีไม่มาก แถมตอนนี้ลูกก็ไม่ได้เรียนหนังสือเช่นนี้อีก

   

   เหอซิ่งไม่อยากให้ลูกของตัวเองลำบากเหมือนตน อยากให้ลูกชายได้กินเนื้อทุกวัน ได้ดื่มนมมอลต์ ได้นั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน

   

   หลังเว้นช่วงอยู่ครู่ เหอซิ่งก็กล่าวกับผู้เป็นสามีของตนอย่างแน่วแน่ “ต้าหนิวอายุแปดขวบแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปโรงเรียน ได้แต่เล่นอยู่ในทุ่งทั้งวัน เมื่อลูกชายโตขึ้น คุณอยากให้เขาทำงานเป็นชาวนาในทุ่งตลอดไปเหรอ?”

   

   จ้าวชิงหยางเงียบ หลายปีมานี้แม้จะขยันขันแข็งเข้างานตามหน้าที่ แต่ก็ปฏิเสธสิ่งที่เหอซิ่งว่ามาไม่ได้ ทว่ามาตอนนี้โอกาสหาเงินวางอยู่ตรงหน้า เขากลับลังเลไม่กล้ารับไว้

   

   เหอซิ่งหยิกแขนเขา “หลังจากต้นฤดูใบไม้ผลิฉันจะส่งต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวไปเรียนที่โรงเรียน ฉันไม่สนใจคุณแล้ว”

   

   ลี่หรงคล้อยตามอยู่ด้านข้าง “ก็ใช่ อีกไม่กี่ปีต้าหนิวก็จะเลยวัยเข้าเรียนแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นแม้มีเงินมากเท่าไรก็แลกโอกาสในการเรียนหนังสือไม่ได้ สมัยก่อนพวกเราเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ยังเล็ก ทุกช่วงวัยเรียนรู้ได้ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ปูพื้นฐานเบื้องต้นไปจนถึงความรู้ที่จะยากขึ้นในภายหลัง ก้าวหน้าไปตามลำดับทั้งนั้น เมื่อพลาดช่วงอายุไป ก็จะตามคนอื่นไม่ทัน”

   

   ลี่หรงล่วงรู้ช่วงเวลานี้ดี อีกไม่ถึงสิบปีนี้เรื่องนี้ก็จะจบสิ้นลง เมื่อถึงเวลาชาวนาก็จะมีที่ดินเป็นของตัวเอง การซื้อขายจะไม่ถูกเรียกว่า ‘ทำการค้า’ ยุวชนสามารถออกจากหมู่บ้านได้ มีการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แถมประเทศอุตสาหกรรมบางแห่งยังสนับสนุนอีกด้วย

   

   แต่เธอพูดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ

   

   “ทำ!” จ้าวชิงหยางตอบรับเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง

   

   มีพี่ใหญ่และสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลจ้าวเข้าร่วม กิจการหมูพะโล้ตุ๋นของลี่หรงก็ทำได้สบายราบรื่นขึ้น

   

   ผู้ชายทั้งสองส่งหมูพะโล้ออกไปขายทุกวัน แล้วค่อยไปจุดนัดหมายเพื่อนำเนื้อหมูสดใหม่กลับมา ลี่หรงกับเหอซิ่งก็ตุ๋นเนื้อหมูกันสองคน เป็นเช่นนี้ทุกวัน

   

   เหอซิ่งเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ก็ไม่คร่ำครึ หลังอยู่กับลี่หรงมานาน จึงได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ความสัมพันธ์ของทั้งสองพลันสนิทสนมกันมากขึ้น

   

   ในใจเหอซิ่ง ลี่หรงสมกับเป็นยุวชนที่ได้รับการศึกษา ความคิดความอ่านและการกระทำต่างจากเธออย่างเห็นได้ชัด

   

   เมื่อได้รับอิทธิพลจากลี่หรง ประกอบกับเงินเก็บของเหอซิ่งที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น เหอซิ่งเริ่มยอมใช้เงิน ไม่มีท่าทีตระหนี่เช่นนั้นอีกแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออาหารของบ้านจ้าวดูดีขึ้น ให้ผู้เฒ่าบ้านตระกูลจ้าวได้กินเนื้อและข้าวขาวบ้าง

   

   ตอนที่ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวได้ยินเหอซิ่งบอกว่าจะส่งพวกเขาเข้าเรียนได้ในปีหน้าก็พากันดีใจยกใหญ่ กระโดดโลดเต้นไปทั่วลาน 

   

   วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนกระแสน้ำ อากาศเริ่มเย็นลง

   

   หมูพะโล้ตุ๋นเป็นอาหารจานเย็น อากาศหนาวยอดขายก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัด หลังผ่านการครุ่นคิดสักพัก ลี่หรงจึงตัดสินใจหยุดกิจการหมูตุ๋นชั่วคราว 

   

   จ้าวชิงซงได้ยินดังนั้น ตัวเองจึงเริ่มกลับไปช่วยงานส่งของที่โรงฆ่าหมู

   

   ลี่หรงหาวันที่มีแดด ก่อนคลุมเสื้อกันหนาวตัวหนาขี่จักรยานไปซื้อของที่ ‘ตลาดเสรี’

   

   เมื่อไปถึงตลาด เธอก็เดินตรงไปแผงขายของซื้อนมมอลต์เหมือนเคย

   

   อากาศหนาวจนพื้นเป็นน้ำแข็ง เธอก็ยิ่งอยากดื่มนมมอลต์ เพียงต้มไว้ตอนกลางคืน แล้วเทลงในกระติกน้ำร้อน เมื่อถึงตอนเช้าก็ใช้เพียงแก้วเคลือบลายทำเป็นแก้วใหญ่ ตอนดื่มนมมอลต์ร้อนๆ ก็ให้ความอบอุ่นแทรกซึมไปยังกระดูกที่เย็นเยียบ คิดเช่นนั้นตัวเธอก็พลันมีความสุข

   

   วันนี้ที่เธอออกมาตลาด เหอซิ่งกลับต้องทำงาน ไม่อย่างนั้นลี่หรงก็คงพาเธออกมาเที่ยวด้วยกันแล้ว

   

   ตั้งแต่สามีภรรยาทั้งสองคู่ทำงานด้วยกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของสะใภ้ทั้งสองดีขึ้นมาก ลี่หรงมักจะชวนเหอซิ่งออกไปข้างนอกด้วยกัน ขี่จักรยานพากันออกไป

   

   วันนี้เหอซิ่งไม่ได้มาด้วย เมื่อรู้ว่าลี่หรงมาซื้อนมมอลต์ จึงฝากให้เธอช่วยซื้อกลับมาด้วยหนึ่งกระป๋อง

   

   ดังนั้น ลี่หรงจึงซื้อมาสี่กระป๋อง ของตัวเองสองกระป๋อง เหอซิ่งหนึ่งกระป๋อง อีกหนึ่งกระป๋องให้สองเฒ่าบ้านตระกูลจ้าวดื่ม

   

   อีกไม่นานก็จะวันเหมายัน ลี่หรงถือโอกาสพักผ่อนไปช่วงหนึ่งก่อนเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ในสมองครุ่นคิดถึงเพียงแต่วิธีหาเงิน

   

   ในเมื่อขายพะโล้ไม่ได้ในฤดูหนาว งั้นก็ทำกุนเชียงขายดีกว่า

   

   ก่อนหน้านี้เหอซิ่งหาเงินได้จากการทำพะโล้กับลี่หรงระยะหนึ่ง ทั้งคู่กระตือรือร้นกันมาก ต่อมาลี่หรงบอกว่าจะหยุดทำกิจการขายเนื้อตุ๋นชั่วคราว จึงขาดแหล่งเงินเดือนจำนวนมหาศาลไป เหอซิ่งพลันเศร้าใจไปช่วงหนึ่ง

   

   เมื่อมีข่าวส่งมาว่าลี่หรงจะทำกิจการใหม่ ไม่ต้องบอกเล่ารายละเอียด เหอซิ่งก็รีบมาช่วยเธอทันที

   

   กุนเชียงในเวลานี้ทำจากวัตถุดิบของแท้ทั้งหมด ไม่มีไส้เทียมเหมือนยุคปัจจุบัน ที่ไม่ว่าคุณภาพจะแย่แค่ไหนก็หาซื้อไส้แบบสำเร็จรูปได้ สรุปได้ว่าเป็นทั้งของแท้และของเทียมผสมกันเพื่อความสะดวก

   

   กุนเชียงทั้งหมดในตอนนี้ทำจากไส้หมูล้างสะอาด พร้อมขูดไขมันออกเรียบร้อย วัตถุดิบแท้ดีต่อสุขภาพ

   

   ดังนั้นจึงนำไปสู่เรื่องที่ยุ่งยากที่สุดในการทำกุนเชียงคือการล้างไส้

   

   อีกอย่างเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ การล้างไส้จึงเป็นงานที่วัดความทรมานแม่ครัวสุดๆ 

   

   เหอซิ่งขยันขันแข็ง ตั้งใจล้างไส้มาก ในบางครั้งแม้น้ำเย็นกัดจนแสบมือเธอก็ยังล้างอย่างประณีต ลี่หรงดูไม่ชอบใจเล็กน้อย จึงหยิบถ่านจากเตาเผามาจุดผิงไฟอยู่ด้านข้าง

   

   ลี่หรงชอบกุนเชียงเสฉวน เพียงใส่พริกเสฉวนและพริกหยวก ปรุงให้ออกเค็ม มีกลิ่นหอม และเผ็ดชาเมื่อได้ลิ้มลอง รสชาติเข้มข้น ทำให้รสติดปลายลิ้นยาวนานหลังจากกิน

   

   บดเครื่องเทศตามสัดส่วนที่กำหนดคลุกเคล้ากับเนื้อหมูหมัก จากนั้นก็ยัดไส้ลงไปข้างใน ใช้เชือกผูกกุนเชียงที่ยัดใส้แล้วเป็นท่อนๆ แล้วใช้เข็มเจาะรูไล่อากาศด้านในก่อนจะนำไปห้อยเพื่อตากแดด

   

   กุนเชียงที่ไล่อากาศแล้ว ออกมาเป็นกุนเชียงเนื้อคุณภาพคับแน่น หั่นออกมาได้อย่างสวยงาม

   

   ตำแหน่งภูมิประเทศของหมู่บ้านต้าเจียงเองกำลังดี อากาศที่เย็นขึ้นเหมาะแก่การตากกุนเชียงเช่นกัน

   

   เพียงตากสักครึ่งเดือน กุนเชียงก็เป็นอันเสร็จ

   

   ลี่หรงเก็บของที่คุณภาพไม่ได้ดีมากมาทำกินเอง ก่อนเลือกให้เหอซิ่งบ้าง 

   

   “พี่สะใภ้ เอาไปทำกินคืนนี้สิ”

   

   “ได้ที่ไหนกัน ของซื้อของขาย ฉันไม่เอาหรอก” เหอซิ่งพลันส่ายทั้งหน้าทั้งมือ

   

   ลี่หรงขยิบตา “เพียงกุนเชียงไม่กี่ชิ้นเอง ฉันจะให้พ่อกับแม่กิน รบกวนพี่ทำให้พวกเขาทีนะ”

   

   เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหอซิ่งย่อมปฏิเสธความกตัญญูของสะใภ้รองแทนสองเฒ่าตระกูลจ้าวไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงรับมา

   

   ลี่หรงสอนเธอว่ากินอย่างไรถึงจะอร่อย “เพียงหั่นเป็นชิ้นพอดีคำกินกับใส่ข้าว หรือนำไปผัดกับถั่วหวาน ไม่ก็เมล็ดข้าวโพด จะหอมมากเลย”

   

   เหอซิ่งทำข้าวอบกุนเชียงและไส้กรอกผัดถั่วหวานตามที่ลี่หรงบอก เย็นนี้เฒ่าบ้านตระกูลจ้าวเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว กินกันอย่างอิ่มหนำ พลางพูดอย่างพึงพอใจ 

   

   “เจ้านี่อร่อยมากจริงๆ อร่อยกว่าเนื้อหมูเสียอีก”

   

   “พรูด!”

   

   เอ้อร์หนิวหัวเราะร่า “คุณย่า นี่ก็เนื้อหมูไง”

      

   [1] วันเหมายัน คือวันที่มีช่วงเวลากลางคืนยาวนานที่สุด



ตอนที่ 19: ธุรกิจกุนเชียงกำลังเฟื่องฟู แต่ต้องกังวลเรื่องหัวขโมย


   

   “อ๊ะ เนื้อนี้อร่อยมากจริงๆ”

    

   หลังจากที่ลี่หรงบรรจงใส่กุนเชียงเข้าไป เธอก็เริ่มห่อมัน

    

   เธอกับเหอซิ่งห่อกุนเชียงด้วยกระดาษสีน้ำตาลห่อละจิน แล้วเอาไปให้จ้าวชิงซงขาย

   

   นี่คือ ‘ผลิตภัณฑ์ใหม่’ ความจริงแล้วลี่หรงก็กังวลเล็กน้อยว่าจะขายได้ไม่ดี

    

   จ้าวชิงซงบีบมือเธอ “เฮ้ ตอนนี้รู้สึกกังวลแล้ว เมื่อก่อนทำไมคุณไม่กังวลเหมือนตอนที่ผมเอาพะโล้ไป ‘ตลาดเสรี’ คนเดียวบ้างล่ะ?”

   

   ลี่หรงกลอกตามองเขา “ใครบอกว่าตอนนั้นฉันไม่กังวล”

    

   จ้าวชิงซงใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่า พี่ชายของเขาไม่ได้มองอยู่ รีบก้มหน้าลงไปจูบลี่หรง “อย่ากังวลไปเลย คราวนี้เป็นสามีของคุณที่จะไปขายเอง ถ้าขายไม่ได้ก็โทษผมได้เลย”

   

   “คุณพูดมากจังนะ!” ลี่หรงหัวเราะ “รีบไปเถอะ เดินทางระวังด้วย”

   

   เมื่อคนที่เคยซื้อพะโล้มาก่อน ครั้นเห็นจ้าวชิงซงขายกุนเชียง พวกเขาก็จ่ายเงินทันที โดยที่ชายหนุ่มไม่ต้องพูดอะไรเลย

    

   ดังนั้น ธุรกิจกุนเชียงจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น

    

   เมื่อจ้าวชิงซงนำเงินจากการขายกุนเชียงมาให้แล้ว ลี่หรงก็นั่งนับเงินอยู่บนเตียงเตาอย่างมีความสุขมาก

   

   เมื่อพิจารณาจากตลาดแล้ว ปริมาณการผลิตของลี่หรงเกือบจะคงที่แล้ว และเธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขาย

    

   คงเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะทำทุกอย่างราบรื่นตลอดเวลา เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างราบรื่นก็มักจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

   

   วันนี้เมื่อเหอซิ่งกำลังเก็บกุนเชียง ก็พบว่ามีกุนเชียงหายไปสองสามชิ้น เมื่อลองนับอีกครั้งก็พบว่าใช่แล้ว เธอแน่ใจว่ากุนเชียงหายไปสองสามชิ้นจริงๆ จึงรีบไปบอกลี่หรงเรื่องนี้

   

   ลี่หรงกล่าวว่า “เธอเพิ่งรู้เหรอ พวกมันหายไปหลายครั้งแล้ว ก่อนหน้านี้ที่หายไปหนึ่งหรือสองครั้ง ฉันไม่ได้สนใจ ไม่คิดเลยว่าหัวขโมยจะกล้าขโมยบ่อยขึ้นเรื่อยๆ คนเลวคนนี้เหิมเกริมมากไปแล้ว คงคิดว่าพวกเราโง่จริงๆ!”

   

   เหอซิ่งเม้มปาก “น้องสะใภ้ ฉันไม่ได้เอาไปนะ” ลี่หรงรู้อยู่แล้วว่ากุนเชียงถูกขโมยไป แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะกลัวเหอซิ่งจะกังวลว่าเธอจะสงสัยตนเอง เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พูดออกมาตามตรง โดยไม่อ้อมค้อม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

    

   “ฉันรู้! ฉันไม่ได้สงสัยพี่เลย” ลี่หรงยิ้มอย่างมั่นใจ “ฉันรู้ว่าพี่สะใภ้ของฉันเป็นคนยังไง”

    

   ลี่หรงพูดตามความจริง เธอไม่เคยสงสัยเหอซิ่งเลย ประการแรก เงินเดือนที่เสนอให้กับเหอซิ่งนั้นไม่ต่ำเลย ประการที่สอง เธอรู้จักอุปนิสัยของเหอซิ่งเป็นอย่างดี อีกทั้งเมื่อวันส่งท้ายปีใกล้เข้ามา เหอซิ่งก็ใช้เงินของตัวเองไปซื้อหมูมาทำอาหารด้วย และวางแผนจะนำกลับไปบ้านพ่อแม่ เพื่อไปเยี่ยมญาติช่วงวันปีใหม่

   

   เหอซิ่งหาเงินได้มากมาย ที่บ้านจึงไม่ได้ขาดแคลนกุนเชียงเหล่านี้ จึงไม่มีทางเป็นเธอได้

    

   หลังจากได้ยินคำพูดของลี่หรง เหอซิ่งก็รู้สึกโล่งใจ แล้วพูดด้วยความโกรธว่า “ใครกันที่แอบทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ไร้คุณธรรมกันจริงๆ! ทำเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไง น้องสะใภ้ ไม่รู้ว่าโดนขโมยไปกี่ครั้งแล้ว! ไม่ได้การ! ฉันจะไปบอกจ้าวชิงหยาง!”

   

   “เฮ้” ลี่หรงรั้งเธอไว้ “พี่อย่าเพิ่งเอะอะไปเลย ถ้าพี่ใหญ่กับชิงซงรู้เรื่อง เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ หัวขโมยก็จะรู้เรื่องนี้ด้วย และหลังจากนั้น อีกฝ่ายก็จะไม่กล้าลงมืออีกแน่นอน เราอย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นจะดีกว่า!”

    

   “แล้วเราควรทำยังไงดี!”

    

   “ฉันขอคิดดูก่อน พี่สะใภ้ เรามาห่อที่เหลือกันก่อนเถอะ”

   

   จ้าวชิงซงกับพี่ชายของเขาเพิ่งขับเกวียนวัวออกไปส่งสินค้า ส่วนลี่หรงก็ขี่จักรยานไปยังที่ว่าการอำเภอ

   

   เมื่อเธอกลับมา เหอซิ่งก็กำลังหมักเนื้ออยู่ ลี่หรงจอดจักรยาน นำเนื้อมา แล้วหยิบถุงกระดาษออกจากกระเป๋า เทผงบางอย่างลงไปผสมในเนื้อที่ใช้ทำกุนเชียงสี่ห้าอัน

    

   เหอซิ่งเห็นเธอทำท่าทางลับๆล่อๆ จึงถามด้วยความสงสัย “กำลังทำอะไรอยู่? นี่เป็นรสชาติใหม่หรือเปล่า?”

   

   “ใช่แล้ว!” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “ใส่ของดีลงไปแล้ว ฉันจะตากไว้ตรงนี้ อย่าย้ายที่นะ”

   

   เหอซิ่ง “รู้แล้ว”

   

   สิ่งแรกที่ลี่หรงทำเมื่อเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าทุกวัน คือการดูว่ากุนเชียงเหล่านั้นยังอยู่ที่เดิมหรือไม่

   

   ก่อนหน้านี้เธอสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่กุนเชียงหายไป มันจะเป็นอันที่ห้อยอยู่ริมสุดเสมอ เธอจึงจงใจแขวนกุนเชียงที่ใส่ส่วนผสมบางอย่างไว้ตรงริมสุด

    

   หลังจากตากแห้งไปสองสามวัน แน่นอนว่ากุนเชียงชุดนี้หายไปอย่างที่คาดไว้ ลี่หรงมองส่วนที่ว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด แล้วนึกเยาะเย้ย “รอก่อนเถอะ เจ้าหัวขโมย!”

   

   หลังจากทำเช่นนี้ เธอก็ไปหาคุณแม่จ้าวและเหอซิ่ง เพื่อบอกให้พวกเธอใส่ใจดูมากขึ้น ว่าครอบครัวของใครขอลา และไม่สามารถมาทำงานได้ 

    

   แม้ว่าแม่จ้าวจะไม่รู้ว่าลี่หรงต้องการทำอะไร แต่สิ่งที่เธอบอกให้ทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก แม่จ้าวเลยรับปากว่า “เข้าใจแล้ว”

    

   เวลาผ่านไปสองวันแล้ว นับตั้งแต่กุนเชียงถูกขโมยไป แต่ยังไม่มีใครในชุมชนขอลางาน

   

   ลี่หรงเดาว่าหัวขโมยที่ขโมยไป ยังไม่กล้าหยิบลงหม้อทันที

   

   เธอเม้มปาก ไม่ได้สนใจมากนัก

   

   ในวันนี้ ลี่หรงได้พาเหอซิ่งนั่งจักรยานไปที่ร้านสหกรณ์ และตลาดของอำเภอเพื่อซื้อของต่างๆ

   

   เหอซิ่งซื้อผ้าฝ้ายหลายผืน เพื่อให้พอที่จะทำเสื้อผ้าได้หลายชุด ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจจึงถามว่า “ทำไมต้องซื้อเยอะขนาดนี้ด้วย?”

   

   “ว่าจะทำเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกชายใส่ในช่วงปีใหม่น่ะ และรองเท้าของพ่อพวกเขาก็อยู่ในสภาพแย่เช่นกัน ก็เลยจะทำชุดใหม่ให้พวกเขาเลย” ใบหน้าของเหอซิ่งเต็มไปด้วยความสุข

   

   ทันใดนั้นลี่หรงก็จำได้ว่า รองเท้าของจ้าวชิงซงก็อยู่ในสภาพที่ไม่ดีเช่นกัน รองเท้าที่เขาสวมหลังจากกลับจากกองทัพนั้นหมดสภาพไปแล้ว และรองเท้าผ้าเก่าที่เขาได้มาเมื่อนานมาแล้วก็ชำรุดด้วย

   

   เนื่องจากอาการบาดเจ็บ จุดศูนย์ถ่วงของจ้าวชิงซงแทบจะอยู่แค่บนเท้าซ้ายที่แข็งแรง ดังนั้นรองเท้าข้างซ้ายของเขาจึงพังเร็วที่สุด

   

   รองเท้าคู่เก่าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ลี่หรงจึงนึกอยากซื้อรองเท้าสำหรับผู้ชายสักคู่

   

   เหอซิ่งจ่ายเงินพร้อมกับตั๋วเพื่อซื้อผ้า เมื่อเห็นลี่หรงกำลังเหม่อลอยครุ่นคิด ก็เดินไปหาเธอแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เธออยากซื้อรองเท้าให้สามีสักคู่ไหม? ในหมู่บ้านของเรา รองเท้าที่ผู้ชายใส่นั้น ล้วนมาจากภรรยาทำให้ทั้งนั้น เธอยังไม่เคยให้รองเท้าสามีเลยใช่ไหม? ถ้าเธอทำรองเท้าดีๆให้เขาสักคู่ เขาก็คงจะมีความสุขไปจนถึงปีหน้าเลย ว่ายังไง?”

   

   ลี่หรงส่ายหน้า “ฉันทำไม่เป็น ฉันจะไปดูว่ารองเท้าที่ทำเสร็จแล้วนั้นดีหรือเปล่า” ในมุมมองของลี่หรง การซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก็เหมือนกับการซื้อวัตถุดิบ และจ่ายเงินซื้อเวลาในการทำ

    

   ลี่หรงมองแผงขายรองเท้าสำเร็จรูป บ้างก็ขายรองเท้าผ้า บ้างก็ขายรองเท้าหนัง เธอครุ่นคิดก่อนจะเลือกรองเท้าผ้าคู่หนึ่งให้จ้าวชิงซง เพราะรองเท้าผ้าใส่สบายกว่ารองเท้าหนัง

   

   จากนั้นก็ซื้อรองเท้าผ้าสีดำให้ตัวเองด้วย

   

   รองเท้าที่ทำสำเร็จแล้วนั้นมีราคาแพงกว่าวัตถุดิบหลายเท่า ลี่หรงจึงต่อราคาและรีบจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เหอซิ่งอิจฉาไม่น้อย

   

   หลังจากนั้น ลี่หรงก็บอกว่าต้องการซื้อเสื้อผ้า

   

   เหอซิ่งคิดว่าลี่หรงต้องการซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป แต่ไม่คาดคิดเมื่อลี่หรงบอกจะไปที่ร้านขายผ้า และเธอก็เลือกมัดผ้าอย่างระมัดระวัง

    

   เหอซิ่งเห็นว่าผ้าที่เธอเลือกซื้อล้วนมีราคาแพง แต่มันกลับเป็นผ้าธรรมดา ธรรมดา เรียบง่าย ไม่มีลวดลาย ผ้าชนิดนี้ชาวบ้านไม่ถือว่าเป็นผ้าดีเด่อะไร 

    

   สีสันไม่สดใส ดูไม่สะดุดตา มีแต่พวกอันธพาลในเมืองเท่านั้นที่จะชอบแบบนี้ เหอซิ่งถามว่า “เธอเย็บเสื้อผ้าได้เหรอ?”

   

   ในชาติก่อนนั้น ลี่หรงเรียนเอกการออกแบบแฟชั่นในมหาวิทยาลัย เธอจึงไม่มีปัญหาในการทำเสื้อผ้า แต่จะไม่บอกเรื่องนี้กับเหอซิ่งหรอกนะ เพียงแค่ยิ้มขณะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ได้สิ”

   

   เมื่อกลับถึงบ้าน ลี่หรงก็หยิบรองเท้าออกมา และลังเลว่าจะมอบรองเท้าให้จ้าวชิงซงอย่างไร ให้ดูเป็นธรรมชาติ

    

   เมื่อคิดว่าต้องมอบมันให้กับผู้ชายด้วยตนเองก็รู้สึกอายจริงๆ เป็นความรู้สึกเดียวกับการซื้อของขวัญให้คนที่ชอบ ทำให้เธอเขินอายเกินกว่าจะมอบให้ด้วยตนเองต่อหน้า



 บทที่ 20: วัดตัวจ้าวชิงซง พร้อมกับฉวยโอกาส


   

   สุดท้ายลี่หรงก็วางรองเท้าไว้ในบริเวณที่จ้าวชิงซงเปลี่ยนรองเท้าทุกวัน

   

   ตอนเย็น ขณะที่จ้าวชิงซงกำลังเปลี่ยนรองเท้า เขาก็เห็นรองเท้าคู่ใหม่คู่หนึ่งวางอยู่ข้างๆ 

    

   รองเท้าผู้ชายมีขนาดพอดีกับเท้าของเขาไม่ผิดเพี้ยน จ้าวชิงซงรู้โดยไม่จำเป็นต้องคิดซ้ำสองเลยว่าเธอต้องซื้อให้เขาแน่นอน เขาดีใจมาก รีบถอดรองเท้าคู่มอมแมมออก แล้วเดินเข้าไปหอมแก้มลี่หรงที่กำลังทำบัญชีอยู่ “ขอบคุณนะครับ”

   

   เมื่อลี่หรงรู้ว่าเขาขอบคุณสำหรับอะไร ใบหน้าของเธอก็ร้อนผ่าว ขณะพูดว่า “มันเป็นรางวัลสำหรับการไปขายของ รองเท้าของคุณขาดรุ่งริ่งหมดแล้ว ต่อไปถ้ารองเท้าจะขาดก็อย่าลืมเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่เลย อย่าใส่รองเท้าที่ขาดจนนิ้วเท้าแทบจะโผล่ออกมาเหมือนเดิมอีก”

   

   “คุณก็ช่วยเตือนผมสิครับ คุณเป็นภรรยาของผม ต่อจากนี้ไปทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ” จ้าวชิงซงรู้สึกอบอุ่นอีกครั้งที่ได้มีคู่ครอง

    

   ลี่หรงพ่นลมหายใจ ไม่รู้ว่ายอมรับคำหรือไม่ เธอเพิ่งคำนวณบัญชีในมือเสร็จ ดวงตาสีเข้มคู่งามก็หรี่ลงพลางสังเกต จากนั้นก็หยิบสายวัดตัวจากตะกร้า แล้วบอกให้จ้าวชิงซงมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ

   

   “จะตัดชุดใหม่ให้ผมเหรอครับ? ไม่ต้องหรอก ผมมีเสื้อผ้าอีกหลายชุดให้ใส่ ชุดที่ผมเคยใส่ในกองทัพยังใส่ได้อยู่”

   

   ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองเขา “ไม่เอาจริงเหรอ ฉันจะทำให้คุณด้วยตัวเองเลยนะ”

    

   ลี่หรงทำเอง เสื้อผ้าที่ค่อยๆเย็บทีละตะเข็บอย่างประณีต... จ้าวชิงซงจะไม่อยากได้ได้อย่างไร แต่การทำเสื้อผ้านั้นลำบาก เขาไม่ต้องการให้ลี่หรงยุ่งมากเกินไป จึงต้องฝืนใจพูดว่า “ไม่เอาครับ ลำบากเกินไป”

   

   “ได้ค่ะ” ลี่หรงแกล้งทำเป็นเก็บสายวัดตัว สายตาของจ้าวชิงซงจับจ้องไปที่สายวัดตัว อันที่จริง เขารู้สึกเสียใจทันทีที่เขาพูดจบ และลังเลที่จะพูดต่อ

   

   ละสายตาไม่ได้ ทั้งยังพูดไม่ออก

    

   แถมยังดูหงุดหงิดเล็กน้อย

   

   ลี่หรงคิดว่าตลกดีที่ได้เห็นท่าทางแบบนี้ของเขา ชายคนนี้เป็นคนปากไม่ตรงกับใจจริงๆ

    

   ความจริงแล้วเธอแค่ล้อเขาเล่น ที่บอกว่าจะทำเสื้อผ้าให้เขา เธอย่อมทำมันแน่นอน เมื่อก่อนเธอเคยตัดเย็บเสื้อผ้าไว้เยอะมาก เพราะต้องทำงานส่งอาจารย์

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ชุดที่จะตัดให้จ้าวชิงซงนั้นก็เป็นแบบพื้นฐานทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบ ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก ก่อนที่สายวัดตัวจะถูกเก็บกลับเข้าไปในตะกร้า ลี่หรงก็เปลี่ยนใจนำมันออกมาอีกครั้ง “รีบวัดขนาดตัวแล้วไปนอนกันเถอะ ฉันง่วงแล้ว” 

   

   ดวงตาของจ้าวชิงซงเป็นประกาย และเขาก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป

   

   ลี่หรงพูดว่า “อากาศหนาวแล้ว ฉันไม่เย็บเสื้อผ้าให้คุณทีละเข็มทีละเข็มหรอกนะ คุณช่วยซื้อจักรเย็บผ้าให้ได้ไหม?”

   

   จ้าวชิงซงเลือดลมแล่นพล่าน “ได้ครับ”

   

   ลี่หรงเคยคิดว่าจ้าวชิงซงมีรูปร่างดี หลังจากปลดประจำการก็ไม่ได้ปล่อยให้น้ำหนักขึ้น เขายังคงออกกำลังกาย ทำให้มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบนร่างกาย

   

   จากการวัดขนาดตัว ทำให้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งว่ารูปร่างของจ้าวชิงซงดีแค่ไหน หัวกับไหล่ของเขาเป็นอัตราส่วนทองคำ ส่วนเอวและขาเรียวยาวแบบนี้ ถือเป็นขนาดที่ยังหาได้ยากในผู้ชายรุ่นหลังๆ

    

   ลี่หรงสัมผัสกล้ามเนื้อหน้าท้องของเขา แล้วแอบเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อคิดว่าชายหนุ่มไม่ได้สังเกต ลี่หรงก็ยิ่งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ใช้มือลูบไล้กล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาหลายครั้งติดต่อกัน กล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งพอๆกับอิฐเลยเชียว พวกมันแน่นปั๊กไปทุกส่วน 

   

   ไม่มีทางที่การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ นี้จะรอดพ้นจากสายตาของชายหนุ่ม จ้าวชิงซงลอบมองภรรยาอย่างมีความสุข และแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น

   

   มือเล็กๆที่นุ่มนิ่มยังคงลูบไล้ร่างกายตนเองอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั่นทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย ทั้งรู้สึกกระสับกระส่ายและลำคอแห้งผาก

    

   ลี่หรงวัดทุกส่วน ทั้งยังสัมผัสร่างกายของชายหนุ่มหลายจุด แต่เธอก็กลัวว่าเขาจะรู้ตัว จึงแสร้งทำเป็นวางสายวัดตัวแล้วพูดว่า “อะแฮ่ม วัดเสร็จแล้ว”

   

   ขนาดกำลังดีเลยทีเดียว ขณะเดียวกันลี่หรงก็รู้สึกง่วงขึ้นมา เธอเลยหาวเบาๆ และกำลังเตรียมเข้านอน

   

   ทว่าจ้าวชิงซงกลับคว้าเธอมากอดไว้อย่างรวดเร็ว แล้วจุมพิตเธออย่างรุนแรง เมื่อเขาผละริมปากออกแล้วก็ไม่กล้ามองลี่หรงอีก รีบหยิบชุดนอนแล้วออกไปอาบน้ำข้างนอก

   

   ลี่หรงมองตามแผ่นหลังของเขา พลางยิ้มแล้วตะโกนว่า “เดินช้าๆอย่าล้มละ”

   

   หากเธอไม่ตะโกนคงไม่เป็นอะไร พอเมื่อเธอตะโกนขึ้น จ้าวชิงซงก็เซจนเกือบจะล้มลง ทำให้ลี่หรงหัวเราะลั่น การกระทำของชายคนนี้ค่อนข้างเอาแต่ใจ เขากอดรัดลี่หรงไว้แน่นจนเธอขยับตัวไม่ได้ แต่หลังจากทำแบบนั้นแล้ว เขากลับรู้สึกเขินอายยิ่งกว่าสาวแรกรุ่นเสียอีก

   

   ยังไม่ทันได้ซื้อจักรเย็บผ้า ก็มีข่าวเรื่องกุนเชียงที่ถูกขโมยไป

   

   วันนี้แม่จ้าวกลับมาบอกว่าหวงต้าหลานคนให้อาหารหมูของหมู่บ้าน จู่ๆก็ขอลางาน เพราะเธอรู้สึกไม่สบาย มาทำงานให้ไม่ได้

   

   แม่จ้าวที่ได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจ จนถึงกับพูดว่า “ไม่ใช่แค่ต้าหลานเท่านั้นนะ แต่ทั้งสามีและพ่อแม่สามีของเธอก็ไม่มาเหมือนกัน เรื่องมันแปลกจริงๆ ทั้งครอบครัวจะขอลางานพร้อมกันได้ยังไง หรือว่าทั้งครอบครัวจะกินข้าวด้วยกัน ท้องเลยเสียกันทั้งบ้าน?”

    

   คำพูดของแม่จ้าวเกือบจะเผยความจริงออกมาแล้ว หากครอบครัวของหวงต้าหลานขโมยกุนเชียงไป คาดว่าทั้งครอบครัวจะมีอาการท้องเสียจริงๆ หลังจากกินกุนเชียงที่เธอเพิ่มส่วนผสมบางอย่างเข้าไป

   

   ลี่หรงหัวเราะเยาะ “เดาว่าคงต้องใช้เวลาหลายวันแน่ค่ะ!”

    

   แม่จ้าวส่ายหน้า “ไม่รู้สิ เธอบอกแค่ว่าลางาน ตอนนี้ทำให้ขาดคนให้อาหารหมู มีหลายคนอยากทำหน้าที่นี้ แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ใครจะได้เป็นคนให้อาหารหมู เฮ้อ”

    

   ให้อาหารหมูเป็นงานที่ง่ายที่สุดในชุมชน แค่ให้อาหารหมูตรงเวลาทุกวัน และตักมูลหมูทุกๆสองสามวัน นอกจากความสกปรกแล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ช่วงปลายปีก็จะได้ส่วนแบ่งเนื้อหมูเล็กน้อย คะแนนงานก็ไม่ใช่น้อยๆ ใครที่ได้งานให้อาหารหมู่จึงเป็นที่อิจฉาของคนจำนวนมาก และทุกคนต่างแย่งกันทำงานนี้ทั้งนั้น 

    

   จ้าวเจี้ยนผิง หัวหน้าฝ่ายผลิตในหมู่บ้านต้าเจียง เป็นลุงของหวงต้าหลาน ไม่น่าแปลกใจเลยที่หวงต้าหลานจะได้ทำงานนี้

    

   หลังจากที่ลี่หรงเก็บข้าวของแล้ว เธอก็บอกให้ต้าหนิวพาเธอไปที่บ้านของหวงต้าหลาน

   

   หวงต้าหลานเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เมื่อเห็นลี่หรงก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมยุวชนคนนี้ถึงมาที่บ้านเธอได้ ครั้นคิดถึงสิ่งที่ตนเองทำลงไปก็รู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เธอก็ทำมันไปหลายครั้งแล้ว ลี่หรงคงจับไม่ได้หรอกมั้ง ดังนั้นจึงพยายามปลอบใจตัวเอง จากนั้นพยายามกดความรู้สึกไม่พอใจไว้แล้วตะโกนว่า “ยุวชนลี่เหรอ?”

   

   สีหน้าของลี่หรงเรียบนิ่ง “พี่สะใภ้ท้องเสียเหรอคะ?”

   

   หวงต้าหลานยิ้ม “ใช่ๆ ท้องเสียหนักเลย”

   

   แม่สามีของหวงต้าหลานเดินกุมท้องเดินออกมาจากห้องด้านหลัง โดยไม่สังเกตเห็นลี่หรงด้วยซ้ำขณะรีบวิ่งกุมท้องเข้าไปในห้องน้ำ

   

   ลี่หรงได้ยินเสียง “ป้าด” ดังออกมาจากห้องน้ำมุงหญ้า ต้าหนิวจึงปิดจมูกแล้วบ่น “โอ้โฮ~ เหม็นมาก!”

    

   เมื่อหวงต้าหลานเห็นว่าลี่หรงไม่ได้พูดอะไรก็คิดว่าคงไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เนื่องจากเธอรู้สึกผิดจึงรีบขอกลับอย่างรีบร้อน “ยุวชนลี่ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะขอกลับบ้านก่อนแล้ว”

   

   ห้องน้ำอยู่นอกบ้าน หวงต้าหลานรีบจ้ำอ้าวกลับบ้าน แต่ลี่หรงกลับเดินตามเธอไปติดๆ “แน่นอนว่ามีสิคะ ฉันอยากขอยืมบางอย่างจากบ้านพี่สะใภ้หน่อยน่ะค่ะ”

   

    “ยืมอะไร?” ต้องบอกก่อนว่าพวกเธอไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน สถานะของลี่หรงในฐานะยุวชน หวงต้าหลานไม่สามารถจินตนาการได้ว่าลี่หรงมีอะไรที่อยากจะยืมจากเธอ เมื่อเห็นลี่หรงเดินดุ่มไปที่ห้องครัวโดยไม่ให้คำอธิบายใดๆ หวงต้าหลานก็ตื่นตระหนกเมื่อคิดได้ว่าซ่อนกุนเชียงไว้ในนั้น!

   

   หวงต้าหลานรีบวิ่งไปดึงลี่หรงออกมา “เธอจะทำอะไรน่ะ!”

   

   หวงต้าหลานบีบมือของอีกฝ่ายแน่น แรงจนลี่หรงสะบัดเธอออกไปด้วยความเจ็บปวด และเริ่มค้นห้องครัว

    

   ลี่หรงค้นบริเวณที่สามารถซ่อนสิ่งของได้จนกระทั่งพบถังใส่ข้าวสาร หากแต่ไม่พบกุนเชียง ทว่าหากพูดตามความเป็นจริง กุนเชียงเหล่านั้นไม่มีทางที่จะกินได้หมดภายมื้อเดียวหรอก

    

   มันยังต้องมีเหลืออยู่บ้างแหละน่า

    

   เมื่อเห็นว่าลี่หรงหาไม่เจอ หวงต้าหลานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วตะโกนเสียงดังว่า “ใครก็ได้ช่วยด้วย! ยุวชนรังแกคนแล้ว ช่วยด้วยเธอจะขโมยของแล้ว!”

    

   แม่สามีของหวงต้าหลานที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ วิ่งเข้ามาทันทีเมื่อได้ยินลูกสะใภ้ตะโกน “ทำอะไรกันน่ะ!”



จบตอน

Comments