yuk70 ep111-120

บทที่ 111: ไปงานวันเกิด

    

   หลังกลับมาจากบ้านสกุลลี่ แม่จ้าวก็ถอนหายใจ ไม่แปลกใจเลยที่ลี่หรงจะเก่งขนาดนี้ คงเป็นเพราะว่าที่บ้านสั่งสอนหญิงสาวมาเป็นอย่างดี

   

   ขณะเดียวกัน แม่จ้าวก็ดีใจมากที่เจ้ารองได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ดีเช่นนี้ ถือว่าลูกชายของเธอทำได้ดีมาก!

   

   ลี่หรงเอง แม้เหมือนจะมีปัญหาในตอนแรก ทว่าตอนนี้กลับอยู่ด้วยกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขแล้วไม่ใช่หรือ?

    

   แม่จ้าวพลันมีความสุข ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็แน่นแฟ้นสนิทสนมมากขึ้นด้วย

   

   จากนั้นเธอก็เขียนจดหมายถึงพ่อจ้าว โดยบอกว่าเจ้ารองได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ในตัวเมือง มักได้กินอาหารดีๆอย่างผลไม้ เนื้อสัตว์และข้าวขาวที่ไม่มีสิ่งเจือปน และแม่จ้าวยังเล่าถึงการไปพบพ่อแม่ของลูกสะใภ้อีกด้วย...

   

   แน่นอนว่าแม่จ้าวไม่ได้เขียนจดหมายด้วยตัวเอง เธอขอให้พนักงานที่ทำการไปรษณีย์เขียนจดหมายให้

    

   แม่จ้าวไม่รู้หนังสือ แม้ว่าที่บ้านจะมีลี่หรงและจ้าวชิงซงอยู่ แต่เนื้อหาของจดหมาย คือเรื่องที่แม่จ้าวอยากบอกพ่อจ้าวเป็นการส่วนตัว ไม่อย่างนั้นแล้วเธอคงจะรู้สึกเขินอายและประหม่ามากที่ต้องอ่านจดหมายต่อหน้าลี่หรงกับลูกชาย

   

   สองสามีภรรยานั้นคิดไม่ต่างกัน

    

   เมื่อพ่อจ้าวได้รับจดหมาย ก็ไม่ได้ให้จ้าวชิงหยางหรือหลานชายของเขาอ่านให้ฟังเช่นกัน แต่ขอให้บุรุษไปรษณีย์ช่วยอ่านให้ฟังแทน

     

   ไม่รู้ว่าชีวิตของแม่จ้าวในเมืองหลวงนั้นจะสุขสบายจริงๆอย่างที่บอกในจดหมายหรือเปล่า หลังจากแต่งงานอยู่กินกันมาหลายสิบปี พวกเขาทั้งสองก็ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ต้องแยกจากกันอย่างกะทันหันเป็นเวลานานเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกเป็นห่วงภรรยาอยู่เสมอ

   

   เพียงหวังว่าแม่จ้าวจะได้กินอาหารดีๆ และมีเสื้อผ้าที่อบอุ่นสวมใส่

    

   เมื่อได้ฟังเนื้อความในจดหมาย พ่อจ้าวก็ได้แต่แอบปาดน้ำตา

    

   บุรุษไปรษณีย์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อจ้าวถึงได้ร้องไห้ออกมา หลังจากคิดดูแล้ว จู่ๆเขาก็ตระหนักได้ทันที “ลุงจ้าวครับ เป็นเพราะพี่รองรับแค่คุณป้าเข้าเมืองหลวง แต่ไม่ได้รับลุงไปด้วยหรือเปล่าครับ? ที่จริงลุงมั่นใจได้เลยครับว่าพี่รองเป็นคนดี อีกไม่นานก็จะมารับลุงไปอยู่ด้วยแน่นอนครับ”

   

   พ่อจ้าวเพิ่งปลอบใจตัวเองเสร็จ เมื่อบุรุษไปรษณีย์พูดแบบนี้ ก็กลอกตามองอีกฝ่ายทันที “แกจะเข้าใจได้เองตอนมีภรรยา เด็กแบบแกจะเข้าใจเรื่องความรักได้อย่างไรกันเล่า!”

   

   บุรุษไปรษณีย์ที่ถูกแทงใจดำโดยไม่ทราบสาเหตุ “...”

    

   อากาศร้อนอบอ้าวมาหลายวัน เมื่อฝนเริ่มตก อากาศจึงเริ่มเย็นลง สายลมแปรเปลี่ยนใบไม้ให้กลายเป็นสีเหลือง ก่อนร่วงลงหล่นสู่พื้นดิน

   

   จุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วง

    

   อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิง

    

   ลี่หรงกำลังทำชุดของตัวเองเพื่อสวมใส่ไปงานวันเกิด หญิงสาวมีรูปร่างหน้าตาที่สวยจนน่าทึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นชุดของเธอในวันนั้น จึงต้องไม่ธรรมดา ทว่าก็ไม่เด่นจนเกินไป เพราะลี่หรงไม่ใช่เจ้าของงาน ไม่สามารถแย่งจุดเด่นของเสิ่นรั่วหนิงได้

    

   ในที่สุดก็ตัดสินใจทำชุดสไตล์จีนให้ตัวเอง

    

   กางเกงขายาวทรงหลวมที่คลุมหลังเท้าจนแตะพื้นเล็กน้อย ทำมาจากผ้าลินินสีเบจ ช่วงบนเป็นเสื้อทรงหลวม เนื้อผ้าคล้ายผ้าไหมสีเบจปักลาย

    

   ด้านบนมีปกตั้ง เสื้อยาวคลุมบั้นท้าย ข้อมือกระชับแน่น ประดับด้วยไข่มุก

    

   ลายปักบนเสื้อนั้น ลี่หรงวาดลายก่อน จากนั้นจึงปักแบบตะเข็บต่อตะเข็บ

   

   แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำชุดนี้ แต่ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร ด้วยคนรุ่นต่อไปจะต้องยกให้ชุดนี้เป็นชุดสไตล์ประจำชาติ ที่มักพบเห็นได้ทั่วไปแล้ว

   

   ลี่หรงก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ด้วยที่เลือกทำชุดแบบนี้ ก็เพราะคิดว่าจะเอาไปสวมใส่ในฤดูหนาว ในตอนที่เธอไปมหาวิทยาลัย

   

   แต่ด้วยเธอไม่เคยคาดหวังว่าการทำเช่นนี้ จะนำมาซึ่งความประหลาดใจอยู่เสมอ

    

   หนึ่งวันก่อนวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิง หญิงสาวเจ้าของงานก็มาที่บ้านของลี่หรงอีกครั้ง

   

   ลี่หรงมองเธอด้วยความประหลาดใจ “พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของเธอแล้วนี่ ทำไมวันนี้ถึงว่างมาที่นี่ได้ล่ะ?”

   

   “มาส่งบัตรเชิญให้เธอยังไงล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงส่งบัตรเชิญสีแดงสดให้กับลี่หรง

   

   ถ้าไม่ดูให้ดี ลี่หรงคงคิดว่ามันเป็นบัตรเชิญงานแต่งงาน เธอยิ้มแล้วถามว่า “ต้องเป็นทางการขนาดนี้เลยเหรอ?”

   

   “อืม… จริงๆแล้ว ฉันก็คิดว่ามันไม่จำเป็นหรอก เพราะอย่างไรคนขับจะมารับเธอพรุ่งนี้อยู่แล้ว และเธอก็เลยเข้างานไปได้เลย โดยไม่ต้องมีบัตรเชิญ” เสิ่นรั่วหนิงพ่นลมหายใจ “แต่แม่ของฉันบอกว่า ถึงแม้ว่าเราสองคนจะเป็นเพื่อนสนิมกัน แต่ก็ต้องเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เธอรู้สึกได้ถึงความจริงใจของฉัน”

    

   เธอมองลี่หรงอย่างกระตือรือร้น “เพื่อให้เธอรู้สึกได้ถึงความจริงใจ ฉันก็เลยเอาบัตรเชิญมาให้เธอด้วยตัวเองซะเลย ส่วนคนอื่น พ่อของฉันสั่งให้คนขับรถของครอบครัวเอาไปส่งให้แล้วล่ะ!”

   

   “ฉันเข้าใจแล้วน่า!” ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ “ไม่ต้องกังวล ฉันจะไปแน่นอน แล้วจะพาอันอันไปด้วยนะ”

   

   “ดีเลย ดีเลย ใครจะไม่ชอบเด็กน่ารักแบบนี้กัน!” เสิ่นรั่วหนิงกล่าว “เธอควรรีบเตรียมตัวให้เร็วที่สุดเลยนะ คนขับรถจะมารับตอนประมาณบ่ายโมงพรุ่งนี้”

    

   “หืม? ทำไมฉันต้องไปเร็วขนาดนั้นด้วยล่ะ เธอไม่ได้บอกว่าจะเลี้ยงฉลองมื้อเย็นหรอกเหรอ?”

    

   “เธอมีรสนิยมดีนี่นา” เสิ่นรั่วหนิงจับแขนเธอ “ฉันเลยอยากให้เธอมาช่วยกันแต่งตัวก่อน”

    

   จ้าวชิงซงรู้ว่าลี่หรงกำลังจะออกไปงานฉลองวันเกิดเพื่อนร่วมห้อง เขาจึงเลือกผลไม้ที่มีราคาแพง และรสชาติอร่อยกว่าปกติให้ภรรยานำไปด้วย

    

   แม้แต่ตะกร้าบรรจุผลไม้ก็ยังซื้อใหม่ ลี่หรงมองเห็นความรอบคอบของชายหนุ่ม จึงไม่รีรอ เขย่งปลายเท้ามอบจูบอันแสนหวานให้ชายหนุ่มหลายครั้ง

     

   แม้ว่าตะกร้าจะใหม่เอี่ยม แต่เมื่อถือไปแบบนี้ก็ดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก

    

   ลี่หรงหยิบริบบิ้นไหมที่เหลือในบ้านมาตกแต่ง ดอกกุหลาบกับดอกบอลลูนที่บานสะพรั่งอยู่ในสวน ก็ไม่รอดพ้นชะตา ล้วนถูกนำมาใช้เป็นของตกแต่งตะกร้าผลไม้ทั้งสิ้น

    

   ด้วยฝีมือของลี่หรง ตะกร้าผลไม้ธรรมดากลับกลายเป็นว่าสวยงามมากขึ้น

    

   เธอยังเก็บดอกไม้จำนวนมากมาทำเป็นช่อดอกไม้ด้วย จากนั้นตกแต่งด้วยหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมาจากข้างนอก ให้เหมือนกับที่ร้านดอกไม้ขาย

    

   ดอกไม้ที่ปลูกไว้เกือบครึ่งปี ถูกเก็บมาหมดในคราวเดียว

   

   ลี่หรงถอนหายใจ ก่อนเขย่าช่อดอกไม้เบาๆ “นี่ถือว่าเป็นการสละชีวิตที่ดีแล้วล่ะ เจ้าพวกดอกไม้ทั้งหลาย!”

    

   “ไปกันเถอะลูกรัก” ลี่หรงมองลงไปที่อันอัน

   

   อันอันกำลังเล่นกับสายเอี๊ยมบนชุดที่ลี่หรงทำให้ใหม่ เขาสวมกางเกงขาสั้นยาวถึงเข่าสีน้ำเงิน โดยสายเอี๊ยมทำจากผ้าชนิดเดียวกัน และสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเล็กข้างในด้วย

   

   แต่งตัวเหมือนสุภาพบุรุษตัวน้อย

    

   เพียงแต่เจ้าตัวเล็กยังไม่คุ้นเคยกับสายรัดนี้ จึงรู้สึกแปลกใหม่มาก เขาจึงดึงมันอยู่เรื่อยๆ

    

   เมื่อได้ยินลี่หรงเรียก เขาก็ปล่อยมือ แล้วตอบว่า “ครับแม่”

   

   คนขับรถที่เสิ่นรั่วหนิงส่งมากำลังรออยู่ที่ประตู เมื่อลี่หรงออกมา เขาก็เปิดประตูรถให้ทั้งสองคนอย่างรอบคอบ

    

   เด็กน้อยถูกลุงพานั่งรถเที่ยวบ่อย จึงคุ้นเคยกับการนั่งรถราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน เมื่อประตูรถเปิด เขาก็กล่าวขอบคุณลุงคนขับรถ แล้วปีนเข้าไป

   

   ลี่หรงวางดอกไม้ไว้ข้างตัวก่อน จากนั้นจึงนั่งถือตะกร้าผลไม้ไว้บนตัก

    

   ขณะที่รถขับออกไป เด็กชายตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองลี่หรง ด้วยดวงตาสดใส “แม่ เราจะไปไหนกันเหรอครับ?”

    

   “ไปบ้านพี่สาวรั่วหนิงจ้ะ” ลี่หรงปล่อยมือจากตะกร้า แล้วลูบหัวเขา “พี่สาวรั่วหนิงที่เพิ่งมาเมื่อวานนี้ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ อย่าลืมพูดสุขสันต์วันเกิด ตอนที่เจอพี่สาวด้วยล่ะ”

   

   “เอ๋ วันเกิดคืออะไรเหรอครับ?”

    

   ลี่หรงอธิบายให้เขาฟังอย่างอดทน “วันเกิดของลูก ก็คือวันที่แม่พาลูกมาอยู่ในโลกนี้อย่างไรล่ะจ้ะ”

    

   “เอ๊ะ?” อันอันสับสน “ถ้าอย่างนั้นวันเกิดของอันอันคือเมื่อไหร่เหรอครับ?”

   

   “จำงานวันเกิดของอันอันไม่ได้แล้วเหรอจ๊ะ?” ลี่หรงยิ้ม “ลูกลืมบะหมี่ที่แม่ทำให้กินในวันเกิด กับตอนที่พ่ออวยพรวันเกิดลูกไปแล้วเหรอ?”

   

   เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้น เอนตัวลงบนเบาะ แล้วมองหลังคารถ ดูเหมือนเขาจะจำไม่ได้จริงๆ

    

   ลี่หรงรู้ว่าเด็กชายตัวน้อยยังเด็กมาก ทำให้จำอะไรไม่ได้มากนัก อาจจะเป็นปีหน้าหรือปีหลังจากนั้น เขาถึงจะเริ่มจำได้

   

   ขณะที่รถแล่นไปตามถนนในเมืองหลวง ลี่หรงเห็นร้านสหกรณ์มากมายเปิดอยู่ตามทาง และอดคิดไม่ได้ว่าแถวนี้ จะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนในอนาคต...

    

   เมื่อเห็นทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง ลี่หรงก็มีความคิดในใจ

   

   เธอต้องใช้ประโยชน์จากช่วงที่สถานการณ์ยังสงบ ยึดครองทำเลดีๆไว้ก่อน แล้วค่อยเก็บไว้เปิดร้านหรือปล่อยเช่าทีหลัง เมื่อเวลาผ่านไปที่ดินต่างๆก็จะขายได้กำไรดีทั้งนั้น!



บทที่ 112: เก็บไว้เป็นความลับ


    

   ขณะหญิงสาวกำลังคิดวิธีหาเงินอยู่ในใจ กว่าจะรู้ตัวรถก็แล่นออกจากตัวเมืองไปเสียแล้ว

    

   ใบไม้สีเหลืองปลิวตกลงมาใส่กระจกรถ เสียงแผ่วเบานั้นทำให้ลี่หรงกลับมามีสติ

   

   เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในที่สุดก็เห็นบ้านหลังหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นอาคารสไตล์ตะวันตกขนาดเล็กสองชั้น หลังคาสีแดง ระเบียงชั้นสองมีราวเหล็กดัดเป็นรูปครึ่งวงกลม มีไม้พุ่มและไม้ไซเปรสประดับตกแต่งไว้หน้าประตูแต่ละบาน

    

   สนามหญ้ากว้างใหญ่ สามารถมองเห็นน้ำพุที่อยู่ภายในพื้นที่ตัวบ้านได้

    

   ที่นี่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลสำคัญในยุคนี้ก็ได้

   

   ทว่าที่แน่นอนคือ… 

    

   ต้องร่ำรวยมากเป็นแน่!

   

   “แม่ แม่… มีน้ำพุ่งอยู่ตรงนั้น!”

   

   “นั่นเรียกว่าน้ำพุจ้ะ จะมีน้ำพุ่งขึ้นมาแบบนั้น” ลี่หรงอธิบายให้เขาฟัง โดยไม่สนใจว่าเด็กน้อยจะเข้าใจหรือเปล่า และผู้เป็นแม่ยังได้อธิบายถึงสิ่งอื่นๆที่อยู่รอบตัวไปด้วย...

   

   “อ๋อ...” อันอันดูเหมือนจะเข้าใจ “ต้นไม้ที่เหมือนยื่นมือออกมานั่น เรียกว่าต้นอิ๋งเค่อซงใช่ไหมครับ แล้วทำไมพ่อถึงชื่อว่าจ้าวชิงซงล่ะครับ?”

    

   ลี่หรงนิ่งอึ้งไป เธอเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ชอบเรียกสามีว่าจ้าวชิงซงบ่อยๆ เด็กน้อยคงได้ยินบ่อยครั้งเข้า แม้เจ้าตัวเล็กจะจำวันเกิดของตัวเองไม่ได้ แต่กลับจำชื่อจ้าวชิงซงได้

   

   เธอยิ้ม “คำถามนี้... กลับบ้านไปค่อยไปถามปู่ของลูกนะจ๊ะ”

    

   คนขับรถที่กำลังฟังบทสนทนาอยู่หน้ารถ ก็รู้สึกประหลาดใจที่ลี่หรงรู้จักสิ่งเหล่านี้ เขาเหลือบมองกระจกมองหลัง แล้วรู้สึกเคารพเธอมากขึ้น

    

   ทุกครั้งที่เสิ่นรั่วหนิงไปที่บ้านล้อมลานของลี่หรง เขาจะเป็นคนขับรถไปส่งที่นั่นบ่อยครั้ง เพียงรู้แค่ว่าลี่หรงแต่งงานมีครอบครัวแล้ว สามีของเธอเป็นคนขาพิการ และมีแม่สามีกับลูกชายคนเล็กของเธออยู่ที่บ้าน

   

   แล้วลี่หรงยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย

   

   เขาขับรถทำงานให้ตระกูลเสิ่นมานานแล้ว จะมีผู้สูงศักดิ์แบบไหนที่ตัวเขาเองไม่เคยเจอมาก่อนบ้าง?

   

   เขาถือว่าลี่หรงเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาโดยตลอด จึงไม่ได้สนใจอีกฝ่ายมากนัก

    

   แม้ว่าลี่หรงกับครอบครัวจะอาศัยอยู่ในบ้านล้อมลาน แต่ก็ยังห่างไกลจากตระกูลเสิ่นมาก ดังนั้น เขาจึงแปลกใจเมื่อได้ยินลี่หรงอธิบายรายละเอียดของหลายสิ่ง ที่ปรากฏในคฤหาสน์แห่งนี้ได้

     

   ตามที่คาดไว้ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านล้อมลานได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา

    

   ภายในไม่กี่นาที รถก็ค่อยๆแล่นไปจอด คนขับรถหันไปหาลี่หรง แล้วพูดว่า “คุณหนูลี่ ถึงแล้วครับ”

    

   “ค่ะ ขอบคุณนะคะ”

    

   คนขับรถลงจากรถก่อน แล้วเปิดประตูให้ลี่หรง

    

   ลี่หรงลงจากรถ โดยถือช่อดอกไม้และตะกร้าผลไม้ออกมา แล้วยิ้มให้เด็กน้อยที่อยู่ข้างใน “ลงจากรถได้แล้วจ้ะ เราถึงแล้ว”

    

   “เฮ้! ลี่หรง!”

    

   เสียงหนึ่งดังมาจากด้านบน ลี่หรงจึงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ปรากฏว่าเป็นเสิ่นรั่วหนิง ที่เอนตัวออกมาจากหน้าต่างชั้นสองเพื่อเรียกเธอ

   

   อีกฝ่ายโบกมือด้วยความตื่นเต้น “เธอรอก่อนนะ เดี๋ยวฉันลงไปหา”

   

   คนขับรถต้องเอารถเข้าไปเก็บ ลี่หรงจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเดินเข้าไปในตัวบ้านก่อน

   

   บ้านสกุลเสิ่นเป็นบ้านที่มีลานหน้าบ้านกว้างใหญ่ วันนี้จะมีงานเลี้ยง ประตูเหล็กบานใหญ่จึงถูกเปิดเอาไว้

   

   หลังจากเข้าไปในประตูเหล็กแล้ว ก็จะพบกับลานบ้านสกุลเสิ่น

   

   มันใหญ่กว่าที่เธอเห็นระหว่างทางเมื่อครู่นี้มาก เห็นได้ชัดว่าลานบ้านได้รับการดูแลปัดกวาดเป็นอย่างดีโดยเหล่าคนรับใช้ ทั้งยังสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก มีพุ่มไม้สูงระดับเอวเรียงราย แม้แต่ใบไม้ร่วงสักใบก็มองไม่เห็น

    

   สระน้ำสร้างขึ้นคล้ายน้ำตกไหลเบา โดยมีปลาคราฟสีแดงสลับขาวหลายตัวว่ายอยู่ในนั้น

   

   เสิ่นรั่วหนิงลงมาด้วยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า “ฉันรอพวกเธอตั้งนานแน่ะ”

   

   “เอานี่” ลี่หรงยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ “สำหรับเธอ สุขสันต์วันเกิดนะ คุณหนูรั่วหนิงสุดสวย”

   

   เสิ่นรั่วหนิงไม่เคยได้รับช่อดอกไม้ช่อใหญ่เช่นนี้มานานแล้ว เธอพูดด้วยสีหน้าซาบซึ้งว่า “ขอบคุณนะ”

    

   “ในนี้มีผลไม้กับของขวัญด้วย” ลี่หรงยิ้มแล้วยื่นตะกร้าให้เธอ

    

   “จะเอาอะไรมาเยอะแยะล่ะ แค่เธอมาก็ดีมากแล้ว!” เสิ่นรั่วหนิงพูด รู้สึกมีความสุขมาก เมื่อนึกถึงของขวัญที่อยู่ข้างใน แล้วถามว่า “เธอเตรียมของขวัญอะไรมาให้ฉันบ้างเหรอ?”

    

   “อืม… ช่างเถอะ เธอไม่ต้องบอกนะ ไว้ฉันจะเปิดดูเองทีหลังเอง เก็บไว้เป็นความลับล่ะ”

    

   “พี่รั่วหนิง สุขสันต์วันเกิดครับ!” เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง

    

   “เฮ้! ขอบคุณนะจ๊ะอันอัน” เสิ่นรั่วหนิงคุกเข่าลง แล้วพูดว่า “วันนี้อันอันหล่อมากเลยนะเนี่ย!”

    

   เด็กชายตัวน้อยปิดหน้าตัวเองด้วยความเขินอาย “แม่ทำชุดใหม่ให้ผมครับ!”

    

   “แม่ของเธอเก่งที่สุดแล้ว!” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มหวาน “ใช่ไหมจ๊ะ?”

    

   “ครับ!” เด็กน้อยพยักหน้าด้วยความเห็นด้วย

   

   เสิ่นรั่วหนิงยืนขึ้น แล้วจับมือเด็กชายตัวน้อย “ไปกันเถอะ ฉันจะพาพวกเธอเข้าไปข้างใน”

     

   ประตูใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นทหารในเครื่องแบบทหารหลายคนยืนอยู่ที่ประตู

    

   เมื่อลี่หรงเข้ามาใกล้ พวกเขาก็ยื่นมือออกไปเพื่อหยุดเธอ “ขอโทษนะครับคุณหนู พวกผมขออนุญาตตรวจค้นก่อนนะครับ”

    

   ลี่หรงเลิกคิ้วขึ้น พอจะเดาเหตุผลได้ในใจ ขณะเดียวกัน เธอก็ยิ่งสงสัยเรื่องสถานะของคนตระกูลเสิ่นมากกว่าเดิม ทำไมพวกเขาถึงกับต้องเตรียมรักษาความปลอดภัยสำหรับงานเลี้ยงวันเกิดของหญิงสาวมากขนาดนี้ด้วย?

   

   เธอไม่มีปัญหาอยู่แล้ว จึงยอมให้ทหารค้นตัว แต่เสิ่นรั่วหนิงโพล่งออกมาก่อน “ไม่เห็นคุณหนูคนนี้ยืนอยู่ด้วยเหรอ? จะตรวจค้นไปทำไม! นี่คือเพื่อนของฉันเอง!”

   

   สีหน้าของทหารเปลี่ยนเป็นขมขื่น “คุณหนูครับ โปรดอย่าทำให้พวกผมต้องลำบากใจเลย นี่คือหน้าที่ของพวกผมครับ”

   

   “ไม่เป็นไรหรอก ให้พวกเขาตรวจสอบดีกว่า ถึงอย่างไรฉันก็ไม่มีอะไรแอบซ่อนไว้อยู่แล้ว” ลี่หรงดึงเสิ่นรั่วหนิงไว้ ไม่อยากสร้างปัญหามากเกินไป

    

   “ไม่ต้อง” เสิ่นรั่วหนิงยังคงยืนกราน “นี่คือเพื่อนที่ฉันเชิญมาเป็นพิเศษ ฉันจะดูว่าใครจะกล้ามาขวางอีก”

    

   เสิ่นรั่วหนิงดึงลี่หรงให้เดินเข้าไปต่อ เด็กชายตัวน้อยที่อยู่ข้างหลัง หันหน้าไปมองทหารสองสามคน จากนั้นขาน้อยๆรีบเดินตามไปทันที

    

   ทหารหลายคนมองหน้ากัน คนหนึ่งพยักหน้า แล้วเดินจากไป

     

   นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเห็นคุณหนูเสิ่นรั่วหนิงอารมณ์เสีย เธอรู้สึกขบขัน ก่อนเดินเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้ม “ก็แค่ตรวจค้นตัวเอง เธอไม่จำเป็นต้องอารมณ์เสียขนาดนี้หรอก”

    

   “ทำไมจะไม่จำเป็นล่ะ? วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน ฉันเชิญเธอมาที่นี่ด้วยตัวเอง เธอจึงเป็นแขกคนสำคัญที่สุด พวกเขาจะสงสัยเธอได้อย่างไร!”

   

   ลี่หรงยิ้ม ไม่ได้อธิบายอะไรให้อีกฝ่ายฟังอีก เสิ่นรั่วหนิงไร้เดียงสาเกินไป จึงมีบางเรื่องที่ไม่ควรบอก

    

   แต่จะว่าไปแล้ว ลี่หรงเองก็คงรู้สึกอึดอัดถ้ามีคนตรวจค้นตัว การกระทำของเสิ่นรั่วหนิง ช่วยป้องกันไม่ให้เธอรู้สึกไม่สบายใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้ลี่หรงรู้สึกพึงพอใจอีกฝ่ายมาก

    

   เมื่อเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ก็เห็นคนรับใช้หลายคนกำลังยุ่งวุ่นวาย มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ เมื่อพบว่ามีจุดใดไม่เรียบร้อย ก็จะสั่งให้คนรับใช้รีบแก้ไข

    

   “แม่คะ!” เสิ่นรั่วหนิงตะโกนเรียก เพราะต้องเดินผ่านไป

   

   หญิงผู้สูงศักดิ์มองกลับมา ริมฝีปากสีแดงเผยรอยยิ้ม “หนิงหนิง ลูกยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเหรอ?”

    

   เธอสวมรองเท้าส้นสูงสีดำ เดินมาหาด้วยท่าทีสง่างาม แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอ “นี่คือเพื่อนร่วมห้องที่ลูกสนิทด้วยเหรอจ๊ะ?”

     

   “ใช่ค่ะ!” เสิ่นรั่วหนิงเหลือบมองลี่หรง “นี่แม่ของฉันเอง”

    

   “สวัสดีค่ะคุณป้า” ลี่หรงทักทายอย่างสุภาพ แต่สายตามองเสื้อผ้าของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายสวมชุดกี่เพ้าผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวเข้ม ชุดกี่เพ้านี้ช่วยขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งได้ดี เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

   

   ดูเหมือนคนอายุไม่ถึงสี่สิบ

    

   อีกฝ่ายตอบกลับด้วยยิ้ม “สวัสดีจ้ะ”

   

   “สวัสดีครับคุณป้า” เด็กน้อยพูดเลียนแบบ พร้อมเงยหน้าขึ้นราวกับกำลังรอคำชม

    

   “นี่ใครกันเนี่ย?” หญิงผู้สูงศักดิ์ยิ้มกว้าง เด็กน้อยวัยนี้เป็นหลานชายของเธอได้ เมื่อเด็กน้อยเรียกเธอว่า ‘คุณป้า’ เธอจึงรู้สึกเอ็นดูเด็กชายมากอย่างอธิบายไม่ถูก

    

   “นี่คือลูกของหนูเองค่ะ เขาน่าจะยังไม่ค่อยเข้าใจคำเรียกเท่าไหร่น่ะค่ะ” ลี่หรงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อครู่นี้เธอยังลุ้นอยู่ว่าเด็กน้อยจะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เรียกฉันแบบนี้จะดีกว่าเสียอีก ยิ่งทำให้ฉันดูอายุน้อยกว่าเดิม” หญิงสูงศักดิ์ลูบหัวเด็กน้อย แล้วมองกลับไปที่ลี่หรง “เธอยังดูสาวและสวยอยู่เลย ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีลูกแล้วจริงๆนะเนี่ย”

     

   [1] ต้นอิ๋งเค่อซง หรือ ต้นสนรับแขก เนื่อจากมีกิ่งที่โน้มลงและยื่นออกมาคล้ายกับแขนที่อ้าออกต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากแดนไกล จึงได้รับการขนานนามว่า สนรับแขก



บทที่ 113: เมื่อมองเห็นภัยจึงยั้งเท้า


   

   ลี่หรง “ฉันเคยเป็นยุวชนในชนบทค่ะ ไม่คิดเลยว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับมาเรียนอีกครั้ง”

   

   “ไปอยู่ชนบทคงลำบากมากใช่ไหม?” หญิงสูงศักดิ์มีสีหน้าสงสาร “เด็กน้อยคนนี้น่ารักจริงๆ เขาหน้าตาดีเหมือนแม่เลยนะ”

     

   ลี่หรงเคยได้ยินคำพูดแบบนี้หลายครั้งแล้ว จึงตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ เขาหน้าเหมือนพ่อของเขามากกว่า”

   

   “ถ้าอย่างนั้นพ่อของเขาก็คงน่าจะหน้าตาดีเหมือนกัน” หญิงสูงศักดิ์พยักหน้า สายตาจับจ้องไปยังชุดของลี่หรง “ใช่แล้ว ชุดของเธอสวยมากเลยนะเนี่ย สวยจนยากจะบรรยายเลยจ้ะ เธอจ้างช่างตัดเสื้อคนไหนเหรอ?”

    

   ก่อนที่ลี่หรงจะตอบ เสิ่นรั่วหนิงก็ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป “แม่คะ เธอทำชุดนี้ด้วยตัวเองค่ะ ตอนนี้หยุดคุยกันก่อนได้ไหมคะ หนูรอให้ลี่หรงช่วยแต่งตัวให้อยู่ ไม่ต้องพูดแล้ว ลี่หรง ไปที่ห้องของฉันกันเถอะ”

    

   หลังจากที่เธอพูดจบ เสิ่นรั่วหนิงก็จูงลี่หรงไปทางบันไดด้วยความกระตือรือร้น ราวจับเป็นไม้เนื้อแข็งแม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับมีความหรูหราเกินจะพรรณนา ตัวบันไดถูกปูด้วยกระเบื้องพื้นสีทองอ่อน และมีบอนไซวางไว้อยู่ตามมุมต่างๆ

   

   “ตามมาเลยจ้ะ อันอัน” เสิ่นรั่วหนิงจูงลี่หรง โดยไม่ลืมที่จะหันไปมองเด็กน้อย

    

   ความจริงแล้ว ต่อให้เสิ่นรั่วหนิงไม่เรียก อันอันก็จะตามลี่หรงไปอยู่แล้ว ไม่ว่าบรรยากาศจะสวยงามแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับการที่ได้อยู่กับผู้เป็นแม่

     

   เมื่อไปถึงชั้นสอง เสิ่นรั่วหนิงก็พิงราวบันได แล้วตะโกนลงไปชั้นล่าง “แม่หลี่! แม่หลี่!”

   

   ผู้หญิงคนหนึ่งรีบวิ่งออกมา แล้วเงยหน้าขึ้นมอง “ค่ะ มีอะไรเหรอคะคุณหนู?”

    

   “ล้างผลไม้แล้วเอาขนมมาให้หน่อย อ๊ะ! ใช่แล้ว เอากาแฟสองถ้วยกับชาผลไม้หนึ่งถ้วยมาด้วยนะคะ”

   

   เห็นได้ชัดว่าอาคารนี้ มีลักษณะเหมือนอาคารของผู้ดีอังกฤษ เสิ่นรั่วหนิงน่าจะชอบสีชมพูและสีขาว เห็นได้จากผ้าม่านที่เป็นผ้าโปร่งสีชมพูขาว เตียงกับตู้เข้าชุดกันนั้นถูกทำจากไม้เนื้อแข็งซึ่งทาด้วยสีขาวเช่นกัน...

    

   “โชคดีที่เธอมาถึงพอดี ฉันทำผมเองไม่ได้เลยล่ะ เธอรีบช่วยทำให้ฉันหน่อยนะ”

    

   ลี่หรงหยิบหวีขึ้นมา “เธอไม่หนีบผมให้ตรงเหรอ? ไม่อย่างนั้นก็จะทำได้แค่ถักเปียแล้วมัดให้แน่นนะ”

   

   “จู่ๆ ฉันก็คิดว่าถ้ามัดน่าจะดีกว่า แม่บอกว่าฉันมีคอที่ยาวสวย ถ้ารวบผมขึ้นแล้วใส่สร้อยจะทำให้ดูดีขึ้น”

    

   “ได้เลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะถักเปียให้เธอก่อนแล้วกัน” ลี่หรงก้มหน้าลงหวีผมของเสิ่นรั่วหนิง จากนั้นแบ่งผมออกเป็นช่อๆ 

    

   “ลี่หรง วันนี้เธอดูสวยมากเลยล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงในกระจกด้วยความอิจฉา ลี่หรงทำราวกับกำลังตั้งใจสร้างงานศิลปะที่เปราะบางอยู่ เธอก้มหน้าทำผมอย่างจริงจัง ด้วยวงหน้าครึ่งหนึ่งของเธอที่สะท้อนในกระจก ดูอ่อนโยนและสง่างามในเวลาเดียวกัน วันนี้ลี่หรงยังแต่งหน้าด้วย ทำให้ความงามที่ไม่อาจพรรณนาได้ ถูกเปล่งประกายออกมาทั่วร่าง

    

   ลี่หรงคิดว่าตอนที่เธอกำลังออกจากบ้านวันนี้ จ้าวชิงซงก็จ้องมองเธออย่างไม่วางตา ราวกับหมาป่าที่มองเห็นเหยื่อ เขากอดและจูบภรรยาเสียจนลิปสติกที่ปากหลุดออกไปบ้างแล้ว ก่อนจะมองลี่หรงจากไปด้วยความห่วงหา เพราะแทบไม่อยากให้ภรรยาออกไปนอกบ้านเลยด้วยซ้ำ

   

   ในเวลานั้นเธออดหัวเราะกับท่าทีเหล่านั้นไม่ได้ จนในที่สุดก็ต้องตัดสินใจทิ้งชายหนุ่มไว้ที่บ้าน “คุณต้องอดทนรอไปก่อนแล้วล่ะค่ะ!”

   

   ลี่หรงหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า

   

   “เธอหัวเราะอะไรเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว “เธอฟังฉันอยู่หรือเปล่า?”

    

   “ฟังสิ เธอบอกว่าฉันสวยมาก” ลี่หรงยื่นมือออกไป “ขอกิ๊บให้ฉันหน่อย”

    

   “นี่”

   

   เมื่อแม่หลี่นำขนมมาให้ เสิ่นรั่วหนิงเลยกล่าวไหว้วานให้แม่หลี่พาอันอันออกไปล้างมือก่อน จากนั้นเสิ่นรั่วหนิงก็กลัวว่าอันอันจะเบื่อ จึงบอกให้เขาไปนั่งกินขนมขณะรอ อันอันจึงนั่งลงบนผ้าขนสัตว์นุ่มนิ่ม มองชามผลไม้ใบใหญ่ แล้วหยิบองุ่นมากินเป็นอย่างแรก

   

   “อันอัน พี่สาวก็อยากกินเหมือนกัน!”

   

   อันอันยืนขึ้น หยิบองุ่นสองสามลูกมา แล้วยกมือป้อนให้ลี่หรง “แม่กินสิครับ!”

   

   “เอ๊ะ ขอบคุณนะลูกรัก” ลี่หรงก้มลงไปกินองุ่น

   

   เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าเศร้า “พี่สาวขอให้ป้อนก่อนนะ”

   

   “พี่สาว ให้ครับ”

    

   “ได้จ้ะ” เสิ่นรั่วหนิงคลี่ยิ้ม พลางจิ้มหน้าผากของเด็กน้อย “พี่สาวยกโทษให้แล้วจ้ะ”

   

   หลังจากจัดแต่งทรงผมเสร็จแล้ว ลี่หรงก็ติดดอกกุหลาบสีแดงลงบนผมของเสิ่นรั่วหนิง

   

   เสิ่นรั่วหนิงแต่งหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ทาลิปสติก การแต่งหน้าของอีกฝ่ายนั้นดูเรียบง่ายมาก ลี่หรงเลือกลิปกลอสสีเดียวกับดอกกุหลาบแดง แล้วทาทับลงไป

   

   ทั้งใบหน้าจึงดูสดใสขึ้นทันตา

   

   เสิ่นรั่วหนิงหายใจไม่ค่อยเป็นจังหวะ “ฉันก็ดูดีได้เหมือนกันนะเนี่ย!”

    

   การติดดอกไม้บนผมอาจทำให้ดูไร้รสนิยมได้หากไม่ระวัง แต่ดีที่เสิ่นรั่วหนิงไม่เป็นเช่นนั้น

   

   นอกเหนือจากการแต่งหน้าแบบเดิมแล้ว ลี่หรงยังปรับทรงคิ้วของเสิ่นรั่วหนิงเสียใหม่ เพื่อให้ดวงตากลมโตของเธอดูโดดเด่นยิ่งขึ้น การแต่งหน้าทาปากโทนสีเบอร์กันดีของเธอแต่เดิม ทำให้ดูมีเสน่ห์อยู่แล้วเมื่อจับคู่กับดวงตาทรงอัลมอนด์ที่ดูไร้เดียงสา ยิ่งทำให้หน้าตาสดใสมีสีสันมากขึ้น ดูไม่จัดจ้านจนเกินไป

   

   เสิ่นรั่วหนิงค้นกล่องเครื่องประดับอยู่นาน แต่ก็ไม่พบเครื่องประดับที่เหมาะสม เธอเลยพูดขึ้นว่า “หรือว่าจะไม่ใส่แล้วดี?”

   

   “ไม่ได้หรอก ฉันตั้งใจทำปกคอเสื้อเปิดส่วนคอของเธอโดยเฉพาะเลยนะ” ลี่หรงมองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย “ลองไปเปิดกล่องของขวัญวันเกิดดูสิ บางทีอาจจะมีประโยชน์ก็ได้นะ?”

   

   “คุณพระช่วย!” เสิ่นรั่วหนิงเปิดกล่อง “สร้อยไข่มุกสวยมากเลย”

   

   “เปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยใส่นะ”

   

   เมื่อเจ้าของวันเกิดสวมกระโปรงที่ลี่หรงทำให้แล้ว ลี่หรงก็สวมสร้อยคอมุกเข้ากันกับชุดพอดี จากนั้นเสิ่นรั่วหนิงมองตัวเองหลังถูกแปลงโฉมในกระจก แล้วรู้สึกดีใจมาก “สวยกว่าที่ฉันจินตนาการไว้อีก! ลี่หรง ฉันต้องพูดเป็นร้อยครั้ง เธอเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าจริงๆ!”

   

   “เอาละ แต่การเป็นสมบัติของเธอนี่มันเหนื่อยมากเลยนะ”

   

   “นั่งก่อน นั่งก่อน นี่ขนมฝีมือเชฟจากหางโจว อร่อยมากเลยล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงผลักลี่หรงให้นั่งบนโซฟา จากนั้นหันไปเห็นอันอันกำลังแทะอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ พร้อมถือขนมไว้ในมืออีกข้าง “ว้าว เศษขนมเต็มปากอันอันหมดแล้ว นี่กินไปเท่าไหร่กันเนี่ย”

    

   ลี่หรงขบขัน “กินเยอะมากขนาดนี้ ลูกรักหิวน้ำไหมจ๊ะ อยากดื่มน้ำหรือเปล่า?”

   

   อันอันแตะริมฝีปากตัวเอง “ดื่มครับ”

    

   ลี่หรงรีบป้อนชาผลไม้ให้เขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเด็กชายตัวน้อยก็ถือแก้วดื่มไปอีกหลายอึก

    

   อันอันนั่งอยู่บนพรมอย่างสงบ อาจเป็นเพราะชามผลไม้วางบังแก้วน้ำไว้ เจ้าตัวเล็กจึงมองไม่เห็น

   

   โชคดีที่มีผลไม้ให้กิน จานแตงโมกับแคนตาลูปที่หั่นแล้วข้างๆนั้น ก็แทบจะว่างเปล่า

   

   ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันเข้าไปอยู่ในท้องของเด็กน้อยเรียบร้อยแล้ว

   

   พวกเธอนั่งอยู่ในห้องของเสิ่นรั่วหนิงได้ไม่นานนัก สักพักก็ลงไปชั้นล่าง เพราะมีคนรับใช้มาบอกให้อีกฝ่ายเตรียมตัวได้แล้ว

    

   เสิ่นรั่วหนิงขยิบตาให้ลี่หรง “คืนนี้ฉันจะทำให้พวกแขกอึ้งไปเลย ยังไม่ได้บอกแม่เรื่องชุดนี้ด้วยซ้ำ เดี๋ยวฉันจะให้แม่ได้เห็นลูกสาวคนใหม่!”

    

   ลี่หรงระเบิดเสียงหัวเราะ รู้สึกว่าเสิ่นรั่วหนิงน่าสนใจจริงๆ

   

   เธอเลิกคิ้ว แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาเลย!”

   

   ในฐานะตัวเอกของงานในวันนี้ จึงทำให้เสิ่นรั่วหนิงไม่สามารถอยู่กับลี่หรงได้ตลอดเวลา อีกฝ่ายถูกคนที่พ่อของเธอส่งมาเรียกตัวไป จึงบอกให้คนรับใช้มาคอยดูแลลี่หรงแทน แล้วบอกว่าจะรีบกลับมาหาลี่หรงทีหลัง

   

   หลังจากลงไปชั้นล่าง ลี่หรงก็พบว่ามีคนมากมายมาร่วมงานเลี้ยง แขกที่อยู่ในห้องโถงต่างกำลังดื่มอวยพร พลางหัวเราะพูดคุยกันอย่างเฮฮา

     

   ลี่หรงหน้าตาดี ทำให้ผู้ชายในงานหลายคนจับตามองเธอ พลางคาดเดาถึงตัวตนของหญิงสาวไปต่างๆนานา

   

   มีผู้ชายหลายคนเฝ้ามองลี่หรงด้วยหวังจะเข้ามาสานสัมพันธ์ แต่เหมือนกับพวกเขามองเห็นภัยจึงยั้งเท้า เมื่อเห็นเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายลี่หรง

   

   ลี่หรงสังเกตผู้คนที่มางานอย่างเงียบๆ แต่ละคนดูแล้วไม่ธรรมดาเลย ตัดสินได้จากเสื้อผ้าของผู้หญิง และท่าทางของผู้ชาย…

   

   ห้องโถงเต็มไปด้วยแขกรับเชิญ

   

   ผู้สูงศักดิ์มากันมากมาย!

   

   หากเธอสามารถผูกมิตรได้สักหนึ่งหรือสองคน ในอนาคตคงสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้แน่นอน เธอหรี่ตามองหญิงสาวที่กำลังยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางฝูงชน



บทที่ 114: บังเอิญเจอพี่ชาย


   

   ผู้หญิงส่วนใหญ่สวมชุดกี่เพ้าหรือชุดกระโปรง ทว่าหลายคนกลับเลือกชุดที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสีหรือเนื้อผ้าก็ตาม

    

   ลี่หรงกับลูกน้อยกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ไม่คิดจะเข้าไปสังสรรค์ในหมู่ฝูงชน เธอมาที่นี่ในฐานะเพื่อนของเสิ่นรั่วหนิง หากคนอื่นถาม ลี่หรงรู้สึกว่าสถานะของเธอ คงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนอื่นสนใจเป็นแน่

   

   เธอคิดเรื่องนี้มาแล้ว และรู้สึกว่าการมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงพวกนั้นพอจะเป็นไปได้

   

   เพราะท้ายที่สุด ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่รักสวยรักงาม

   

   แต่ตอนนี้เธอไม่รีบร้อน จะรอจนกว่าเสิ่นรั่วหนิงจะปรากฏตัวก่อน ค่อยเริ่มวางแผน

   

   ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากถูกคนรับใช้ที่เสิ่นรั่วหนิงเตรียมไว้ให้นั้น คอยติดตามอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่เสิ่นรั่วหนิงออกไปรับแขกแล้ว ลี่หรงจึงบอกให้คนรับใช้ออกไปทำอย่างอื่น

    

   แม้ว่าคนรับใช้จะลังเล แต่ในที่สุดก็ยอมจากไป

    

   เด็กชายตัวน้อยเพิ่งกินขนมและผลไม้ไปมากมาย แต่ตอนนี้เขายังสามารถกินได้อีก ลี่หรงจับท้องของอันอันดู แล้วพบว่าหากลูกชายต้องกินข้าวเย็น ก็ยังสามารถกินได้อีกเยอะ จึงปล่อยให้เขานั่งเล่นไปก่อน

    

   “เสี่ยวหรงเหรอ?”

    

   น้ำเสียงสงบแสนคุ้นเคยดังมาถึงหูลี่หรง เธอเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “พี่ชายเหรอคะ?”

   

   ลี่ข่ายจือยิ่งประหลาดใจมากขึ้น “ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่ล่ะ?”

   

   เด็กชายตัวน้อยเรียก “คุณลุง” ลี่ข่ายจือมองลงมาที่เขา แล้วลูบหัวเล็กๆของหลานชาย พลันคิดโดยไม่รู้ตัวว่าน่าจะเป็นจ้าวชิงซงที่พาลี่หรงมาที่นี่ เพราะไม่คิดว่าน้องสาวของเขาจะรู้จักกับเสิ่นหย่วนเทาด้วย

    

   เพียงแต่ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงไปรู้จักกับเสิ่นหย่วนเทาได้อย่างไร

   

   “ฉันมาฉลองวันเกิดเพื่อนร่วมห้องค่ะ” ลี่หรงตอบตามความจริง

   

   “วันนี้เป็นงานวันเกิดลูกสาวท่านเสิ่น” ลี่ข่ายจือถาม “ลูกสาวของเขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอเหรอ?”

   

   ลี่หรงยิ้มแล้วพยักหน้า เธอเห็นว่าหลายคนที่มางาน ต่างพาภรรยาของตนมาด้วย จึงถามว่า “พี่สะใภ้มาด้วยหรือเปล่าคะ?”

     

   ลี่หรงไม่คาดคิดว่าจะบังเอิญพบกับลี่ข่ายจือที่นี่ แต่คิดดูแล้วก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะพี่ชายคนโตของเธอเป็นถึงผู้บัญชาการกองพล...

   

   “พี่สะใภ้ของเธอไม่ได้มา เพราะต้องเฝ้าลิงสองตัวอยู่ที่บ้าน…”

     

   “เสี่ยวหรงเหรอ? อ๊ะ หลานชายตัวน้อยคนโปรดของลุง!” ลี่รุ่ยจือเดินมาจากไหนไม่รู้เอ่ยขึ้น

   

   เมื่อเด็กชายตัวน้อยเห็นลุงสาม พลันดวงตาก็สดใสเป็นประกาย อันอันรีบลุกจากโซฟา วิ่งไปหาลี่รุ่ยจือที่กำลังใช้มือทั้งสองข้างอุ้มเขาขึ้นมา

    

   อันอันกอดคอลี่รุ่ยจือ แล้วพูดว่า “ลุงเล็ก!”

   

   “เฮ้! ไม่เลวเลย ความรักที่ลุงมีต่อหลานถือว่าไม่สูญเปล่าแล้ว”

   

   อาจเป็นเพราะอิทธิพลของลี่ข่ายจือ จึงมีคนเข้ามาคุยกับเขา หลังจากพูดคุยทักทายกันแล้ว คนกลุ่มนั้นก็ถามว่าลี่หรงเป็นใคร

   

   ลี่หรงพาเด็กคนหนึ่งมาด้วย ดูมีท่าทีสนิทกับลี่ข่ายจือและน้องชายของเขาที่กลับมาจากกองทัพ พวกเขาไม่คิดว่าลี่หรงจะเป็นน้องสาว แต่คิดว่าเธอเป็นภรรยาของลี่ข่ายจือกับลูกชาย

   

   ลี่ข่ายจือยิ้ม “นี่คือน้องสาวคนเล็กกับหลานชายตัวน้อยของผมเองครับ”

   

   คนที่ถามรู้สึกอายเล็กน้อย พลางหัวเราะแห้งๆ แล้วชมเด็กน้อยว่าหน้าตาน่ารักและเป็นเด็กดี

    

   มีคนเข้ามาพูดคุยกับลี่ข่ายจือทีละคนทีละคน ลี่หรงรู้ว่าโอกาสดังกล่าว จะต้องเอื้อต่อการสร้างความสัมพันธ์และการเข้าสังคมกับผู้อื่นอย่างแน่นอน เธอไม่รั้งลี่ข่ายจือไว้ แล้วรีบพูดว่า “พี่ใหญ่คะ พี่ทำธุระได้ตามสบายเลยนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเองก็เหนื่อยแล้ว เลยว่าจะกลับไปที่ห้องของเพื่อนแล้วล่ะค่ะ”

   

   ลี่ข่ายจือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ก็ได้ ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็แค่บอกว่าเธอเป็นน้องสาวของพี่ก็แล้วกัน”

   

   ลี่ข่ายจือเดินจากไป ส่วนเด็กชายตัวน้อยนั่งเล่นกับลี่รุ่ยจืออยู่บนโซฟา

    

   “พี่สาม พี่มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?” ลี่หรงหยิบแก้วไวน์ แล้วมานั่งบนโซฟา เมื่อมีคนดูแลลูกให้ เธอจึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น พลางจิบไวน์แดงไปหนึ่งอึก รสชาติดีจริงๆ 

   

   “ไม่รู้เหมือนกัน พี่ใหญ่บอกให้พี่มาที่นี่ด้วย แล้วยังกำชับว่าไม่ให้พี่ดื่มด้วยนะ น่าจะให้มาเป็นคนขับรถให้นั่นแหละ” ลี่รุ่ยจือขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “ทำไมเธอกับอันอันถึงมาที่นี่ล่ะ น้องเขยพามาเหรอ?”

   

   เป็นไปดังคาด ด้วยเกิดจากแม่คนเดียวกัน สองพี่น้องจึงมีความคิดเหมือนกัน

   

   ทั้งสองต่างคิดว่าเป็นจ้าวชิงซงพามา

    

   ลี่หรงส่ายหน้า “มางานวันเกิดเพื่อนร่วมห้องของฉันค่ะ”

    

   เวลาผ่านไปช้าๆ ลี่หรงกินผลไม้และดื่มไวน์แดงไปครึ่งแก้ว ไหนจะกาแฟหนึ่งแก้วที่อยู่ตรงหน้าอีก เธอจึงรู้สึกอยากไปเข้าห้องน้ำ

    

   เธอจึงขอให้ลี่รุ่ยจือช่วยดูอันอันให้ก่อน พร้อมกับขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

     

   มีห้องน้ำสำหรับแขกโดยเฉพาะที่ชั้นหนึ่ง ลี่หรงเดินไปถามคนรับใช้ อีกฝ่ายเองจำได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นเพื่อนที่คุณหนูพามา จึงพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูสั่งไว้ว่าถ้าคุณอยากทำธุระส่วนตัว ให้ไปใช้ห้องน้ำในห้องของคุณหนูได้เลยค่ะ ฉันจะพาขึ้นไปนะคะ”

      

   “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันรู้ทางไปห้องของเสิ่นรั่วหนิงอยู่แล้ว คุณไปทำงานเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันขึ้นไปเอง”

    

   เมื่อลี่หรงออกมาจากห้องน้ำ ก็ได้พบเข้ากับชายคนหนึ่ง

   

   เป็นชายหนุ่มมีรูปร่างสูงโปร่ง ผอมเพรียว ใบหน้ากว้างและเฉียบคม สายตาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เขาเพิ่งปิดประตูฝั่งตรงข้าม และหันหน้ามาทางลี่หรงพอดี

   

   ชายหนุ่มเหลือบมองประตูด้านหลังลี่หรง “คุณเป็นใครครับ แล้วออกมาจากในนั้นได้อย่างไร?”

    

   ลี่หรงไม่อยากอธิบายให้เขาฟัง แต่เมื่อเขาออกมาจากประตูตรงข้าม ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นคนในครอบครัวของเสิ่นรั่วหนิง ถ้าเธอไม่ยอมอธิบาย จะถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยหรือเปล่านะ?

   

   ถ้าเธอรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ ก็คงจะออกมาช้าอีกสักหน่อย ก่อนคลี่ยิ้มตอบ “ฉันเป็นเพื่อนของรั่วหนิงค่ะ พอดีขึ้นมาเก็บข้าวของ ตอนนี้กำลังจะลงไปแล้วค่ะ”

     

   ใบหน้าคมของชายหนุ่มอ่อนโยนลง แล้วพยักหน้า เขาเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ได้ข่าวว่าน้องสาวพาเพื่อนมาบ้านด้วย คงจะเป็นหญิงสาวคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าสินะ

   

   เขามักจะได้ยินน้องสาวชื่นชมเพื่อนของเธออยู่เสมอ ถ้ารักน้องสาวแล้วก็ต้องรักเพื่อนน้องสาวด้วย ตอนนี้เขาจึงระแวงลี่หรงน้อยลง เมื่อเห็นใบหน้าสวยสดใสของลี่หรง ก็ยิ่งทำให้จิตใจของชายหนุ่มอ่อนโยนลงเล็กน้อย กลัวว่าสีหน้าจริงจังมากเมื่อครู่นี้จะทำให้หญิงสาวตรงหน้าตกใจ จึงรีบพูดด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่นี้ขอโทษด้วยนะครับ... อะแฮ่ม ผมเป็นพี่ชายของรั่วหนิง ชื่อเสิ่นหมิงโจวครับ”

    

   “...สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลี่หรงค่ะ” พูดจบแล้ว แต่ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆเขาจึงแนะนำตัวเอง แต่ด้วยหญิงสาวต้องการรักษามารยาท จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบอกชื่อตัวเองกลับ จากนั้นก็ชี้ไปที่บันได “งั้นฉันขอตัวลงไปก่อนนะคะ?”

    

   พูดจบ ไม่รอให้เสิ่นหมิงโจวพูดต่อ ลี่หรงรีบเดินจากไปทันที

   

   เสิ่นหมิงโจวมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่จากไปอย่างเร่งรีบ ความประหลาดใจปรากฏในสายตา ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้ เขาจึงเดินตามอีกฝ่ายไป

   

   มีเปียโนอยู่ในห้องจัดเลี้ยง ไม่รู้ว่าเป็นเพียงของตกแต่ง หรือมีคนจากตระกูลเสิ่นกำลังจะเล่นจริงๆ การมีเปียโนตั้งไว้เช่นนี้ ยิ่งดูเสริมฐานะของตระกูลให้ดูดีขึ้นไปอีก

   

   “ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” ด้านทิศเหนือมีเวทีตั้งชิดกำแพงสูงสามสิบเซนติเมตร คนที่ยืนอยู่บนนั้นคือชายวัยสี่สิบ หน้าตาเคร่งขรึม สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว ท่าทางสง่างามและค่อนข้างภูมิฐาน

   

   แขกที่กำลังดื่มสังสรรค์กันหยุดพูดคุย แล้วหันหลังเดินไปยืนอยู่รอบเวที

    

   ลี่หรงก็ยืนขึ้นพาลูกน้อยไปด้วย แล้วกำชับเขาว่าอย่าเพิ่งพูดเสียงดัง

   

   เด็กน้อยปิดปากตัวเอง แล้วพยักหน้า

   

   พร้อมกับลี่รุ่ยจือที่กำลังเดินตามมา

    

   เสิ่นหมิงโจวมองไปที่พวกเธอ ทั้งสามคนดูเหมือนพ่อแม่ลูกจริงๆ 

   

   เขาขมวดคิ้ว ขณะมองแผ่นหลังของลี่หรงด้วยสายตาผิดหวัง

   

   ชายที่เพิ่งพูดชื่อเสิ่นหย่วนเทา พ่อของเสิ่นรั่วหนิง เขายิ้มแล้วพูดว่า “ผมมีความยินดียิ่ง ที่ญาติสนิทมิตรสหายทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เป็นวันเกิดลูกสาวของผม สาเหตุที่จัดงานยิ่งใหญ่เช่นนี้ เป็นเพราะลูกสาวเคยไปเรียนที่ต่างประเทศมาก่อน แล้วเพิ่งจะกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวอีกครั้ง ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนทุกท่านมาที่นี่ เพื่อแนะนำลูกสาวของผมให้ทุกท่านได้รู้จัก มาเถอะ หนิงหนิง”



บทที่ 115: ตกตะลึงพรึงเพริด


   

   เด็กชายตัวน้อยดึงชายเสื้อของลี่หรง เธอจึงก้มลงไปมอง แล้วได้ยินเขาพูดด้วยความตื่นเต้น “นั่นพี่สาวรั่วหนิงนี่ครับ”

    

   ลี่หรงยิ้มแล้วพยักหน้า ก่อนยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก

   

   เสิ่นหย่วนเทาผายมือออกไปด้านข้าง แล้วเสิ่นรั่วหนิงก็เดินขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางสายตาของผู้ชม พลันเผยรอยยิ้มอันสดใส “สวัสดีค่ะทุกท่าน ฉันชื่อเสิ่นรั่วหนิงค่ะ ขอบคุณทุกคนที่มางานฉลองวันเกิดของฉัน แล้วก็ต้องขอบคุณคุณแม่กับคุณพ่อที่จัดงานวันเกิดให้ด้วย ฉันมีความสุขมากค่ะ”

    

   ใบหน้าของเสิ่นหย่วนเทาเต็มไปด้วยรอยยิ้มของความเป็นพ่อ เขาพูดว่า “สุขสันต์วันเกิดนะลูกรักของพ่อ โดยวันนี้ผมได้เตรียมไวน์คุณภาพเยี่ยมไว้เป็นพิเศษ หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศ ว่าแต่ หนิงหนิง ลูกเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ไม่ใช่เหรอ?”

    

   เสิ่นรั่วหนิงยกชายกระโปรงขึ้นทำความเคารพ “ขอเชิญทุกท่าน ร่วมรับฟังด้วยนะคะ”

    

   มีเสียงปรบมือจากผู้ชม หลังจากนั้นก็ยืนดูอย่างมีมารยาท ไม่ได้จากไปไหนทันที

   

   เมื่อเล่นจบเพลง เสิ่นรั่วหนิงยืนขึ้นโค้งคำนับแบบสากล เหล่าแขกเหรื่อไม่ลังเลที่จะเอ่ยชมและปรบมือให้

    

   เสิ่นหย่วนเทากับภรรยาเชิญให้แขกกินดื่มและพูดคุยกันตามต้องการ การรวมตัวเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม ในนามของการมาร่วมงานวันเกิดเริ่มต้นขึ้นแล้ว

    

   การเปิดตัวเสร็จสมบูรณ์

    

   การแสดงจบลงแล้ว

    

   เสิ่นรั่วหนิงยังไม่มีเวลาว่าง หนำซ้ำยังยุ่งกว่าเดิมด้วย

   

   พ่อแม่ของเธอยืนขนาบข้าง พาเธอไปพบกับลุงและป้าที่ไม่คุ้นเคย

   

   เด็กน้อยถูกลี่รุ่ยจือพาไปเล่น ลี่หรงมีความสุขมากที่ได้ลิ้มรสไวน์แดงและแชมเปญหลายชนิด เนื่องจากไม่ได้ดื่มเครื่องดื่ม ‘สมัยใหม่’ เหล่านี้มาหลายปีแล้ว เธอจึงอดดื่มไปสองสามแก้วไม่ได้

   

   รสฝาดในปากทิ้งรสหวานหอมไว้ในลำคอ ทำให้เธออยากกินของขบเคี้ยวและผลไม้

   

   เธอหยิบขนมกับผลไม้มาสองสามอย่าง แล้วนั่งลงบนโซฟา

   

   เมื่อไม่ต้องดูแลลูกน้อย เธอจึงสามารถกินด้วยความเพลิดเพลินได้ ขนมนี้อร่อยมากจริงๆ สมแล้วที่เป็นฝีมือเชฟจากหางโจว!

    

   เพียงไม่นานก็มีคนนั่งลงข้างๆเธอโดยไม่ได้รับเชิญ แต่ลี่หรงไม่ได้สนใจ เพราะนี่คือโซฟาสาธารณะ เธอจึงห้ามคนอื่นไม่ให้มานั่งไม่ได้เพียงเพราะเธอมานั่งก่อนแล้ว

    

   ขณะที่เธอกำลังจะยกแก้วไวน์ดื่ม ก็ถูกใครบางคนจับมือไว้ จึงหันไปมองด้วยความสงสัย แล้วเห็นว่าเป็นเสิ่นหมิงโจว ที่กำลังมองเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง แล้วอธิบายว่า “คุณดื่มเยอะไปแล้วนะครับ เมื่อครู่ผมเห็นคุณดื่มไวน์ไปหลายชนิดแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่คุณดื่มหรือเปล่าครับ? ถึงแม้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ของไวน์แดงนี้จะไม่สูง แต่ก็ไม่ควรดื่มเยอะแบบนี้นะครับ”

   

   เมื่อเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ ลี่หรงก็เลิกคิ้วขึ้น “ฉันเข้าใจค่ะ”

    

   “เอ๊ะ?”

    

   สายตาของลี่หรงมองไปยังที่มือของอีกฝ่ายที่จับมือเธอไว้

   

   “อะแฮ่ม ขอโทษครับ” เสิ่นหมิงโจวรีบปล่อยมือ “ผมแค่เป็นห่วงคุณนิดหน่อยน่ะครับ”

   

   เขาเพิ่งไปถามคนอื่นมา แล้วพบว่าผู้ชายที่ยืนอยู่กับลี่หรงไม่ใช่สามีของเธอ แต่เป็นพี่ชายต่างหาก นอกจากนี้เสิ่นหมิงโจวยังสังเกตเห็นว่ามีเด็กน้อยที่ติดตามชายคนนั้นอยู่ด้วย จึงคิดว่าเด็กคนนั้นน่าจะเป็นลูกของพี่ชายลี่หรงมากกว่า ซึ่งก็คงเป็นหลานชายของลี่หรงนั่นเอง

    

   เขาดีใจมากที่ลี่หรงยังคงเป็นสาวโสด

    

   เขาเองก็คิดอยู่ว่าลี่หรงดูเด็กมาก ทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมห้องของรั่วหนิง เธอจะมีลูกชายตขนาดนี้แล้วได้อย่างไร?

    

   แต่เขาไม่กล้าก้าวก่ายเธอ การแอบเฝ้ามองลี่หรงดื่มกินนั้นก็ค่อนข้างดีแล้ว แต่เมื่อเห็นเธอดื่มต่ออีก เขาก็คิดไปว่านี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เธอดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ และกลัวว่าอีกฝ่ายจะดื่มเยอะเกินไป จึงอดเข้าไปห้ามไม่ได้

   

   ลี่หรงเหลือบมองเขา เธอยังคงเงียบและจิบไวน์แดงจากแก้ว โดยไม่พูดอะไร

   

   เสิ่นหมิงโจวเอาใจใส่มากเกินไปหน่อย เนื่องจากชายตรงหน้าเป็นพี่ชายของเสิ่นรั่วหนิง เธอจึงคิดแค่ว่าอีกฝ่ายเพียงมีเจตนาดีเท่านั้น

   

   ทันทีที่นึกถึงเสิ่นรั่วหนิง อีกฝ่ายก็มาปรากฏตัวทันที “ลี่หรง เธอมาอยู่ที่นี่เองเหรอ? ฉันตามหาตั้งนาน ตอนนี้เหนื่อยมากเลยล่ะ พ่อแม่เพิ่งจะพาฉันไปทำความรู้จักผู้คนในงานตั้งมากมาย ช่วยบอกที ว่าทำไมต้องพาไปรู้จักกับคนเยอะขนาดนั้นด้วย ตอนนี้ถ้าให้พวกเขามายืนอยู่ตรงหน้า ก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร ฉันหิวน้ำมากเลย นี่ของเธอหรือเปล่า? ขอดื่มหน่อยนะ”

   

   ก่อนที่ลี่หรงจะตอบ เสิ่นรั่วหนิงก็หยิบไวน์แดงครึ่งแก้ว ที่วางอยู่ตรงหน้าลี่หรงขึ้นมาดื่มหมดในอึกเดียว

   

   “หนิงหนิง”

    

   “พี่ชายเหรอคะ พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? เฮ้อ… พี่ไปเข้าสังคมเถอะค่ะ ฉันเหนื่อยจะแย่แล้ว”

   

   “อะแฮ่ม! เข้าสังคมอะไรกัน” เสิ่นหมิงโจวมองเธอ “วันนี้น้องเป็นเจ้าของงานนะ”

   

   “การเป็นจุดสนใจในฐานะตัวเอกจบลงแล้วล่ะค่ะ พี่ดูพวกเขาสิคะ” เธอเหลือบมองฝูงชนที่กำลังดื่มอวยพร และพูดคุยกันด้วยความหมั่นไส้ “ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมกันทั้งนั้น”

   

   ลี่หรงยิ้มเบาๆ เธอเองก็ต้องการขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมเช่นกัน

    

   รอยยิ้มทำให้ใบหน้าเธอยิ่งสวยและสดใสกว่าเดิม

    

   เสิ่นหมิงโจวไม่สามารถละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้าไปได้เลย แม้อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เหมือนถูกโจมตีจนสมองหยุดทำงานไปกะทันหัน

    

   เสิ่นรั่วหนิงไม่สนใจว่าพี่ชายจะคิดอย่างไร

   

   เธอนั่งแทรกกลางระหว่างเสิ่นหมิงโจวกับลี่หรง แล้วผลักพี่ชายของเธอไปด้านข้าง ก่อนนั่งลงพูดคุยกับลี่หรงด้วยความรัก “เมื่อกี้นี้ป้าหลายคนชมกระโปรงของฉันว่าสวยมากด้วยล่ะ วันนี้ต้องขอบคุณเธอมากเลยนะ ป้าพวกนั้นถามฉันด้วยว่าใครเป็นคนทำชุดนี้ให้”

   

   ลี่หรงฟังเธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

    

   “ฉันบอกว่าเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนทำให้” เสิ่นรั่วหนิงพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย “ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นเธอ เพราะพวกนั้นอยากจะให้เธอทำเสื้อผ้าให้บ้าง ฉันคิดว่าในเมื่อเพื่อนร่วมชั้นไม่ได้เปิดร้าน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเต็มใจทำหรือเปล่า ฉันเลยไม่กล้าพูดอะไรไป โดยไม่ได้ฟังความเห็นจากเธอก่อน”

   

   ลี่หรงยื่นผลไม้ให้เสิ่นรั่วหนิง “ต่อให้เธอบอกไปก็ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่รู้ว่าจะหาฉันเจอหรือเปล่า พวกป้าของเธอมีฐานะสูงส่งร่ำรวยกันทั้งนั้น ก็ต้องมองหาช่างตัดเสื้อที่มีชื่อเสียงมาตัดชุดให้อยู่แล้ว จะมาพิจารณาช่างตัดเสื้อไม่มีชื่อเสียงอย่างฉันได้อย่างไรกัน นั่นเป็นแค่การหาเรื่องมาชมเธอเท่านั้นแหละ”

    

   “คุณเป็นคนทำชุดให้หนิงหนิงจริงเหรอครับ?” เสิ่นหมิงโจวถามด้วยความประหลาดใจ

   

   “แน่นอนสิคะ!” เสิ่นรั่วหนิงตอบแทนลี่หรงอย่างรวดเร็ว แล้วมองเสิ่นหมิงโจวอย่างภาคภูมิใจ “ฉันเคยบอกไปตั้งนานแล้ว ว่าฉันรู้จักเพื่อนที่เก่งมากคนหนึ่ง ใช่ไหมคะ?”

    

   ดวงตาของเสิ่นหมิงโจวไม่เคยละสายตาจากลี่หรง เขาพยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น “เก่งมากเลยครับ”

   

   เสิ่นรั่วหนิงหันกลับไปคุยกับลี่หรง “ไม่ใช่ว่าพวกเธอแค่ถามอย่างขอไปทีแบบนั้น แต่ยังรบกวนฉันมาติดต่อให้ด้วย คงอยากให้เธอทำเสื้อผ้าให้จริงๆนั่นแหละ เสื้อผ้าเป็นอาวุธวิเศษสำหรับพวกผู้หญิงเหล่านี้ ที่ใช้ในการประชันความงามกัน ใครมีชุดสวยๆใส่ก็ดูเฉิดฉายได้ทั้งนั้น คราวหน้าถ้าพวกเธอถามอีก ฉันจะบอกว่าเป็นฝีมือเธอนะ”

   

   ลี่หรงบรรลุเป้าหมาย พลางตอบด้วยรอยยิ้ม “อื้ม! แล้วแต่เธอเลย”

   

   “แม่ แม่ …” เด็กน้อยเดินเข้ามากอดขาลี่หรง

    

   “ทำไมถึงเหงื่อออกเยอะอีกแล้วล่ะจ๊ะ” ลี่หรงใช้แขนเสื้อ เช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากของเด็กน้อยด้วยความรัก

   

   “เจ้าตัวน้อยมีแรงเยอะมากเลย พี่พาเขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอกมา” ลี่รุ่ยจือเดินตามหลัง “แต่ลุงของเขาหมดแรงแล้ว”

   

   “นี่คือลูกชายของคุณเหรอครับ?” เสิ่นหมิงโจวถามด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

   

   “ใช่แล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “อันอัน สวัสดีสิจ๊ะ”

   

   “สวัสดีครับคุณอา”

    

   เสิ่นหมิงโจวรู้สึกอึดอัดใจอย่างอธิบายไม่ถูก ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย

    

   เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะ “อันอันเรียกฉันว่าพี่สาว แต่เรียกพี่ชายของฉันว่าอา อันอันของเราฉลาดมาก”

    

   ลี่หรงยิ้ม “ควรเรียกว่าพี่ชายนะจ๊ะ”

   

   เด็กน้อยยิ้มตาหยี แล้วพูดว่า “แม่ครับ ผมหิวน้ำ”



บทที่ 116: วัดขนาดตัว


    

   “พอดีพี่ชายใหญ่เรียกตัวแล้ว เดี๋ยวพี่ต้องไปก่อน ก็เลยพาอันอันกลับมาส่งให้” ลี่รุ่ยจือลูบผมสั้นของตัวเอง

   

   ลี่หรงโบกมือ “ได้ค่ะ พี่ไปทำงานเถอะ พวกเราจะอยู่กันตรงนี้แหละค่ะ”

   

   ลี่รุ่ยจือหันหลังเดินไป แต่แล้วก็หันกลับมาราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ถ้าอยากกลับก่อนก็มาบอกพี่ได้นะ พี่จะได้พาพวกน้องไปส่งเอง เจอกันนะอันอัน”

    

   เขาลูบหัวอันอันอย่างเบามือ

   

   เสิ่นรั่วหนิงนั่งตัวตรง ตั้งแต่วินาทีที่เห็นลี่รุ่ยจือปรากฏตัว เธอก็อดใส่ใจอากัปกิริยาของตัวเองไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้ยินเสียงของชายหนุ่มที่สดใสมีชีวิตชีวาเช่นนี้ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นลี่รุ่ยจือ ดูเหมือนเสิ่นรั่วหนิงจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น และใบหน้าเองก็ร้อนผ่าวผิดปกติด้วยเช่นกัน

    

   หลังจากที่ลี่รุ่ยจือจากไปแล้ว เธอก็ขยับเข้าไปใกล้ลี่หรง แล้วระงับความตื่นเต้นที่ไม่อาจบรรยายได้ พลางถามว่า “ฉันได้ยินอันอันเรียกเขาว่าลุง นี่คือพี่ชายของเธอเหรอ?”

    

   ลี่หรงเป็นคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อเห็นแววตาของเสิ่นรั่วหนิงสดใส ใบหูส่วนล่างแดงก่ำ และเสียงพูดก็เบากว่าปกติ มองปราดเดียวก็เดาความคิดของเสิ่นรั่วหนิงได้ เห็นได้ชัดว่านี่คืออาการของหญิงสาวที่กำลังตกหลุมรัก

   

   เธอยิ้มกว้าง พี่ชายคนที่สามของเธอมีเสน่ห์จริงๆ ครั้งล่าสุดคือซูหลี และครั้งนี้คือเสิ่นรั่วหนิง เสน่ห์ของเขารุนแรงมาก

   

   ซูหลีกับเสิ่นรั่วหนิงหน้าตาดีทั้งคู่ แต่ดูจากการติดต่อกันมาจนถึงตอนนี้ ลี่หรงชอบเสิ่นรั่วหนิงมากกว่า เพราะซูหลีกับเธอนั้นเจอกันแค่ไม่นาน แต่เสิ่นรั่วหนิงอยู่กับเธอมาหนึ่งเทอมแล้ว ลี่หรงจึงรู้จักนิสัยของเสิ่นรั่วหนิงดีกว่าซูหลี

    

   เสิ่นรั่วหนิงเป็นเพื่อนของเธอ และด้วยใจที่เอนเอียง เธอจึงรู้สึกชอบเสิ่นรั่วหนิงมากกว่า

   

   บังเอิญว่าพี่ชายสามก็ยังโสดอยู่ ลี่หรงจึงรู้สึกว่าหากเรื่องนี้เป็นไปได้ ก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย

   

   สายตาเฉียบคมของลี่หรง ทำให้ใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงยิ่งร้อนกว่าเดิม ได้ยินเพียงอีกฝ่ายแกล้งพูดว่า “ใช่แล้ว เพิ่งปลดประจำการออกมา มีอะไรหรือเปล่า?”

   

   เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกเขินอายมาก ริมฝีปากสีแดงขยับเมื่อร้องว่า “โอ๊ย!” แล้วมองลี่หรงด้วยความโกรธ “เธอเข้าใจอยู่แล้ว!”

   

   “ฉันเข้าใจอะไร?” ลี่หรงถามอย่างรู้ทัน

   

   “พี่ชายของเธอ… มีหรือยัง?”

   

   “อะไร?”

    

   “โอ๊ย!” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ย “แฟนไง พี่ชายของเธอแต่งงานแล้วหรือยัง?”

   

   “อ๋อ…” ลี่หรงแกล้งพูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะมองสายตาคาดหวังของเสิ่นรั่วหนิง แล้วตอบว่า “ยังไม่มีแฟน!” จากนั้นแตะไหล่เสิ่นรั่วหนิง “อะไรนะ เธอตกหลุมรักพี่ชายของฉันเหรอ?”

   

   เสิ่นรั่วหนิงกัดริมฝีปากตัวเอง ไม่พูดอะไร ความคิดของหญิงสาวถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนแล้ว

   

   “หนิงหนิง?” สวีจิ้งเหอ แม่ของเสิ่นรั่วหนิงเดินเข้ามาหา

   

   “อ๊ะ! แม่คะ” เสิ่นรั่วหนิงอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา “ไม่ได้จะให้ไปทำความรู้จักคนอีกใช่ไหมคะ?”

    

   “ไม่ต้องแล้วจ้ะ เฮ้อ ดูสิเจ้าลูกสาวคนนี้ แค่ให้ไปพบปะลุงกับป้าสองสามคน ก็งอแงไม่พอใจซะแล้ว” สวีจิ้งเหอแตะหน้าผากของเสิ่นรั่วหนิง แล้วหันกลับไปมองลูกชาย ก่อนพูดว่า “หมิงโจว ทำไมลูกถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ? ตอนนี้พ่อของลูกกำลังถามหาอยู่ รีบไปเร็วเข้า พวกเขากำลังรอลูกอยู่นะ”

    

   เสิ่นหมิงโจวพยักหน้า แล้วลุกขึ้นเดินจากไปเงียบๆ 

   

   สวีจิ้งเหอนั่งลงข้างๆ แล้วมองลี่หรงด้วยสายตากระตือรือร้น “เสี่ยวหรง ป้าขอเรียกแบบนั้นได้ไหมจ๊ะ?”

    

   ลี่หรงที่กำลังอุ้มลูกชายตัวน้อยไว้บนตัก ตอบด้วยรอบยิ้ม “ได้แน่นอนค่ะ”

    

   เจ้าตัวเล็กคงเหนื่อยจากการเล่นกับลี่รุ่ยจือ หลังจากดื่มน้ำแล้ว เขาก็นั่งกินขนมเงียบๆในขณะที่ลี่หรงเช็ดเหงื่อออกจากหลังของเขา

   

   สวีจิ้งเหอเอ่ยชม “เด็กน้อยคนนี้ถูกเลี้ยงมาดีจริงๆ อ้วนท้วนสมบูรณ์และไม่ส่งเสียงดังงอแงด้วย ลูกพี่ลูกน้องของหนิงหนิงจะร้องไห้ ถ้าต้องอยู่ห่างจากผู้คน ตอนกินข้าวก็จำเป็นต้องให้คนอื่นป้อนด้วยซ้ำ”

    

   “เพราะว่าชินแล้วน่ะค่ะ ฉันสอนให้ลูกกินเองตั้งแต่ยังเด็ก” ลี่หรงมองอันอันด้วยสายตาอ่อนโยน “ส่วนเรื่องเชื่อฟัง ก็ต้องคอยอธิบายให้เขาฟังถึงจะดีขึ้น บางครั้งเขาก็งอแงเหมือนกันค่ะ ก่อนหน้านี้พ่อของเขาเอาลิ้นจี่กลับมาฝาก เขาเองแอบกินลิ้นจี่ไปเยอะเลย จนฉันกลัวว่าลูกจะเป็นร้อนใน ก็เลยไม่ให้กินอีก เด็กน้อยก็เลยลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น พลางร้องไห้เสียงดังด้วยค่ะ”

   

   เมื่อพูดถึงลูกน้อย ลี่หรงก็เป็นเหมือนคุณแม่ทุกคน อดใจไม่ไหว จึงชอบแบ่งปันเรื่องราววีรกรรมของลูก

   

   “ฮ่าๆ จริงเหรอจ๊ะ? เขาเป็นเด็กน้อยอยู่นี่นา” สวีจิ้งเหอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิง “ตอนเด็กหนิงหนิงก็ชอบงอแงเสียงดังมาก แต่ตอนนี้โตแล้ว เธอก็ยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิม”

   

   “ฉันว่ารั่วหนิงเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ มีชีวิตชีวาและร่าเริงดีด้วยนะคะ” ลี่หรงนึกถึงจ้าวชิงซง แล้วพูดขึ้นทันทีว่า “ถ้าเรียนจบแล้ว ฉันก็อยากมีลูกสาวเหมือนกันค่ะ”

   

   สวีจิ้งเหอยิ้ม “ยังอีกนานเลยกว่าจะเรียนจบ ว่าแต่เสี่ยวหรงไปเรียนรู้ทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าจากอาจารย์คนไหนมาเหรอจ๊ะ?”

   

   “แค่ปรับแต่งตามที่ชอบน่ะค่ะ”

   

   “คืออย่างนี้จ้ะ ป้ามีเรื่องอยากจะขอรบกวนหน่อย”

   

   ลี่หรงเดาได้แล้ว เธอแอบมีความสุขอยู่ในใจ แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา “คุณป้าบอกมาได้เลยค่ะ”

   

   “ได้ยินมาว่าเธอช่วยทำเสื้อผ้าให้หนิงหนิง มันออกมาดูดีมากเลยจ้ะ ป้าเลยอยากจะถามว่าเสี่ยวหรงพอจะช่วยตัดชุดให้ป้าสักตัวได้ไหม? เดือนหน้าป้าต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อนน่ะจ้ะ”

   

   ลี่หรงคลี่ยิ้ม “ได้สิคะคุณป้า มีข้อจำกัดอะไรไหมคะ แล้วลักษณะของงานเลี้ยงที่จะไปเข้าร่วมเป็นแบบไหนเหรอคะ?”

     

   สวีจิ้งเหอเหลือบมองเสิ่นรั่วหนิง “หนิงหนิงเคยบอกว่าอย่าให้ข้อจำกัดใดๆ แล้วเธอจะสร้างความประหลาดใจที่ไม่คาดคิดให้เอง เธอลองคิดดูแล้วออกแบบมาก่อนได้เลยจ้ะ งานนั้นเป็นงานประมูล”

   

   “งานประมูล…” ลี่หรงพึมพำ หากเป็นงานประมูลก็ไม่มีข้อจำกัดใดๆ แต่จะต้องเน้นความหรูหรามีเกียรติ

   

   “รีบหรือเปล่าคะ?” ลี่หรงถาม

   

   “ไม่รีบจ้ะ ก่อนสิ้นเดือนหน้า” เมื่อเห็นว่าลี่หรงตอบตกลง สวีจิ้งเหอก็รู้สึกดีใจและรู้สึกใจร้อนเล็กน้อยเช่นกัน “ต้องให้ช่างวัดตัวป้า แล้วส่งให้เธอทีหลังไหมจ๊ะ?”

    

   ลี่หรงส่ายหน้า “ฉันต้องวัดขนาดตัวเองค่ะ ถ้าคุณป้าสะดวกตอนไหน ฉันจะวัดให้เลยค่ะ”

   

   “ตอนนี้เลยก็ได้จ้ะ”

    

   “แม่คะ แม่ใจร้อนจังเลยค่ะ นี่ต้องยกความดีความชอบให้หนูนะคะ ไม่อย่างนั้นลี่หรงจะไม่ยอมทำให้ง่ายๆหรอกนะคะ”

   

   สวีจิ้งเหอยิ้ม “ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหนิงหนิง”

     

   เมื่อขึ้นไปชั้นบนเพื่อวัดขนาดตัวให้สวีจิ้งเหอ งานเลี้ยงก็ยังคงมีชีวิตชีวาเช่นเดิม ก่อนเสียงนาฬิกาตีบอกว่าเป็นเวลาสองทุ่ม

    

   มันเริ่มจะดึกแล้ว

    

   เด็กน้อยก็เริ่มง่วงนอน

    

   ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด หรือการเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม ทุกเรื่องก็สำเร็จตามแผนที่วางไว้

    

   ลี่หรงอุ้มลูกน้อย กล่าวคำอำลาเสิ่นรั่วหนิงกับแม่ของเธอ

     

   เสิ่นรั่วหนิงดูลังเลที่จะร่ำลาอีกฝ่าย แต่นี่ก็ดึกแล้ว เธอจึงบอกคนขับรถให้พาพวกลี่หรงไปส่งที่บ้าน

   

   แต่ลี่หรงปฏิเสธ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นอะไร พี่ชายสามจะส่งฉันกลับเอง”

    

   “พี่ชายสามของเธอดื่มด้วยหรือเปล่า?”

    

   “ไม่ดื่ม ไม่ดื่ม พี่ใหญ่ของฉันบอกให้เขามาช่วยขับรถให้ เดี๋ยวเขาก็ต้องกลับมารับพี่ใหญ่ของฉันทีหลังอยู่ดี”

    

   ใบหน้าเสิ่นรั่วหนิงสดใสขึ้นทันที “ฉันไม่มีอะไรทำที่นี่อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นจะไปส่งเธอด้วย แล้วค่อยกลับมากับรถของพี่ชายสามของเธอทีหลัง”

   

   ลี่หรงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเสิ่นรั่วหนิง แล้วเข้าใจทันทีว่าเธอคิดอะไรอยู่ เสิ่นรั่วหนิงเป็นหญิงสาวที่กลับจากการเรียนในต่างประเทศ จึงมีความกล้าในเรื่องความรักมากพอสมควร

   

   เธอเคยเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เรียนในสาขาวิชาเดียวกัน ไม่กล้าพูดต่อหน้าชายหนุ่มคนที่เธอชอบเลย มัวแต่อึกอัก หน้าแดงก่ำและก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

    

   เธอยิ้ม “วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ ถ้าคุณป้าเห็นด้วย ฉันก็ไม่มีปัญหา”

    

   “แม่คะ …”

   

   สวีจิ้งเหอไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับลี่รุ่ยจือ และคิดว่าลูกสาวของเธอคงไม่อยากจากลี่หรงไปเท่านั้น เธอจึงยอมปล่อยให้ลูกสาวไปส่งเพื่อนด้วย



บทที่ 117: พบกันใหม่คราวหน้า
   

   ลี่รุ่ยจือขับรถมาจอดหน้าประตู ส่วนสวีจิ้งเหอก็มายืนส่งพวกลี่หรงด้วย   

   ลี่หรงไม่รู้ว่าที่สวีจิ้งเหอมาส่งนั้นเป็นเพราะเสิ่นรั่วหนิง หรือเพียงอยากให้เกียรติลี่หรง แต่เธอไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้น ที่ทำไปก็คงเพื่อลูกสาวเสียมากกว่า   

   ลี่รุ่ยจือเปิดประตูข้างคนขับให้ลี่หรง แต่เสิ่นรั่วหนิงกลับเป็นคนเข้าไป หลังจากนั่งแล้ว เธอก็เงยหน้าขึ้นมองลี่รุ่ยจือ ด้วยรอยยิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะ”   

   “คุณ…”    

   “ฉันจะไปส่งลี่หรงที่บ้านด้วย แล้วค่อยติดรถคุณกลับมาทีหลังค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงรีบอธิบาย   

   ลี่รุ่ยจือยิ้ม เป็นเขาที่ต้องขับรถเอง หญิงสาวคนนี้แค่เข้าไปในรถ บอกว่าจะตามไปส่งด้วย หลังจากนั้นก็ให้เขาขับรถวนกลับมาส่งเธอที่บ้านอีกที สรุปแล้วใครไปส่งใครกันแน่?   

   ส่วนเขาแน่นอนว่าเป็นแค่คนขับรถ   

   ลี่หรงนั่งอยู่ที่เบาะหลังกับเจ้าตัวน้อย    

   เมื่อรถมุ่งหน้ากลับบ้าน   

   ลี่หรงกำลังคิดว่าจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาก่อนดีหรือไม่ แล้วค่อยปล่อยให้สองคนหน้ารถได้พูดคุยกัน   

   ปรากฏว่าเธอกังวลมากเกินไป เพราะเสิ่นรั่วหนิงกล้ามากกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก “คุณเป็นพี่ชายคนที่สามของลี่หรงเหรอคะ? แล้วคุณชื่ออะไร?”    

   ลี่รุ่ยจือเหลือบมองเธอที่นั่งด้านข้าง ขณะที่มือก็ยังหมุนพวงมาลัย พร้อมตอบกลับอย่างสุภาพ “ลี่รุ่ยจือครับ”    

   “รุ่ยที่แปลว่าฉลาดเหรอคะ?”    

   “ครับ”    

   “ชื่อคุณไพเราะมากเลยค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะเบาๆ “ฉันชื่อเสิ่นรั่วหนิงค่ะ อ่า… รั่วแปลว่าถ้า หนิงแปลว่าความสงบ คุณว่าชื่อฉันเไพเราะไหมคะ?”    

   ลี่หรงนั่งฟังอยู่ที่เบาะหลัง สายตาเต็มไปด้วยความตกใจ คำถามของเสิ่นรั่วหนิงตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยเหรอ?   

   เธอจะไม่สงสัยเลย ถ้าวันหนึ่งเสิ่นรั่วหนิงถามออกไปตรงๆว่า ‘คุณชอบฉันไหม?’   

   “อะแฮ่ม…” ลี่รุ่ยจือก็คิดไม่ถึงเช่นกัน เขารู้สึกประหลาดใจ “หืม?”    

   “ฉันถามคุณว่าชื่อของฉันไพเราะไหมคะ?”    

   “อะแฮ่ม…” ลี่รุ่ยจือรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ด้วยน้องสาวกับหลานชายกำลังเฝ้าดูเขาถูกแกล้งอยู่ที่เบาะหลัง พลางเลียริมฝีปาก แล้วตอบว่า “...เพราะดีครับ ใช่แล้ว สุขสันต์วันเกิดนะครับ”   

   “ฮิๆ ขอบคุณค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มกว้าง “คุณอวยพรวันเกิดให้ฉัน แต่ไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้ฉันด้วยเหรอคะ?”    

   จะรีบไปไหมนะ…    

   ลี่รุ่ยจือขอโทษ “ต้องขอโทษด้วยครับ อะแฮ่ม! เรื่องของขวัญ ผมไม่ได้เตรียมมาในครั้งนี้ เพราะไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดของคุณ ไว้จะชดเชยให้คราวหน้านะครับ”    

   นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอหญิงสาวที่กระตือรือร้นเช่นนี้ เพราะคนในกองทัพที่เขาเคยอยู่ ล้วนแต่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น ลี่รุ่ยจือไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรจริงๆ    

   เมื่อมองกระจกมองหลัง เขาก็เห็นรอยยิ้มของลี่หรง ท่ามกลางแสงไฟสลัวยามค่ำคืน ลี่รุ่ยจือทำอะไรไม่ถูก เขาพอจะเดาได้ว่าเสิ่นรั่วหนิงหมายถึงอะไร    

   “คราวหน้าคือเมื่อไหร่เหรอคะ?” เสิ่นรั่วหนิงไล่ตามไม่ลดละ    

   ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกพอใจมากที่ได้เห็นสีหน้าเขินอายของลี่รุ่ยจือ   

   นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นผู้หญิงจีบผู้ชายอย่างใกล้ชิด   

   “อะแฮ่ม! …คราวหน้าตอนที่น้องสาวผมเปิดเทอม ผมจะฝากเธอเอาไปให้คุณครับ เพราะพวกคุณเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน”   

   “นั่นใช้ไม่ได้เลยค่ะ มีใครฝากคนอื่นมอบของขวัญแทนกันบ้างล่ะคะ?” เสิ่นรั่วหนิงไม่พอใจ “ไม่มีความจริงใจเลยค่ะ”   

   ลี่หรงเห็นว่าลี่รุ่ยจือตอบคำถามของเสิ่นรั่วหนิงอยู่เสมอ จึงคาดว่าเขาไม่น่าจะรำคาญเธอ แต่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายสามจะชอบอีกฝ่ายไหม   

   ตอนนี้ลี่รุ่ยจือยังไม่ตอบ ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอย่างไร    

   แต่เขาสัญญาว่าจะซื้อของให้เสิ่นรั่วหนิง ลี่หรงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วเสนอแนะเพื่อประนีประนอมทั้งสองฝ่าย “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันเลี้ยงอาหารค่ำพวกเธอก่อนเปิดเทอมดีไหม? ฝีมือทำอาหารของฉันค่อนข้างดีเลยนะ”   

   “เธอทำอาหารได้ด้วยเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงหันไปมอง   

   ลี่รุ่ยจือนึกถึงอาหารอร่อยที่ลี่หรงทำ แล้วยิ้มทันที “น้องสาวของผมทำอาหารอร่อยครับ”   

   “ถ้าอย่างนั้นก็ได้เลยค่ะ!” เสิ่นรั่วหนิงตัดสินใจ    

   ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือขอเพียงให้เธอได้มีโอกาสพบกับลี่รุ่ยจือในครั้งต่อไปก็พอ    

   เสิ่นรั่วหนิงเหลือบมองลี่หรงด้วยความซาบซึ้ง ช่างเป็นเพื่อนสาวที่ดีจริงๆ


บทที่ 118: ลูกสะใภ้ของเธอถูกพาตัวไปอีกแล้ว
   

   เนื่องจากลี่รุ่ยจือต้องกลับไปรับลี่ข่ายจือด้วย เมื่อถึงบ้าน เขาจึงไม่ลงจากรถ เพียงแค่จอดให้ลี่หรงลงเท่านั้น    

   เสิ่นรั่วหนิงโผล่หน้าออกมาจากรถ พลางโบกมือร่ำลาเพื่อนสาว “ลาก่อนลี่หรง”   

   ลี่หรงอุ้มอันอันที่กำลังหลับอยู่ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เดินทางปลอดภัยนะ”    

   เมื่อได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดออก จ้าวชิงซงแทบรอไม่ไหวที่จะรีบออกมา   

   “อันอันหลับสนิทเลยเหรอครับ? ให้ผมอุ้มเขาเข้าไปดีกว่า”     

   ลี่หรงส่ายหน้า “มาถึงประตูบ้านแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนกันอุ้มหรอกค่ะ กลัวว่าจะทำให้เขาตื่นเปล่าๆ”   

   จ้าวชิงซงอุ้มเด็กน้อยไป “เจ้าตัวน้อยนี่รู้สึกตัวเร็วที่ไหนกันล่ะครับ เขาหลับเหมือนลูกหมูตัวน้อยเลย คุณดูสิ เขายังไม่ตื่นเลยใช่ไหมล่ะครับ?”    

   “น้องเขย กลับก่อนนะ” ลี่รุ่ยจือทักทาย แล้วเลี้ยวรถกลับไป    

   จ้าวชิงซงโบกมือตอบ หลังจากนั้นจึงเรียกลี่หรงเข้าไปในห้อง    

   ลี่หรงเดินตามไป แล้วปิดประตู “อันอันหลับไปแล้ว ยังไม่ได้อาบน้ำเลย...”    

   “คุณไปอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวผมจะปลุกลูกให้ไปอาบน้ำทีหลังเอง”   

   ลี่หรงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้ม อันอันมีพ่อที่ดีจริงๆ!    

   “รีบไปเถอะครับ!” จ้าวชิงซงเร่งเร้า   

   ลี่หรงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลังจากได้ล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าออก โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ เธอรู้สึกสบายตัวมาก    

   ทันทีที่เดินเข้าไปในห้อง ลี่หรงก็ถูกกดติดกับประตู แล้วโดนชายหนุ่มจูบอย่างเร่าร้อน   

   จ้าวชิงซงในตอนนี้ดูคล้ายกับสัตว์ร้ายหิวกระหายเมื่อเจอเหยื่อแสนอร่อย พลันลิ้มรสอีกฝ่ายอย่างดุดัน โดยไม่ทันให้หญิงสาวตั้งตัวแม้แต่น้อย   

   “อ่า… จ้าว จ้าวชิงซง!” ลี่หรงหายใจไม่ออก พยายามผลักอกของจ้าวชิงซง เมื่อทั้งสองแยกจากกัน เธอก็สูดอากาศไปเฮือกใหญ่    

   ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพูดด้วยความโกรธ “ทำไมรีบร้อนจังล่ะคะ ฉันหายใจไม่ออกแล้ว”   

   “... รีบร้อนเหรอครับ? ไม่ได้เจอกันหนึ่งวัน ก็เหมือนห่างกันสามฤดูใบไม้ร่วงแล้ว” จ้าวชิงซงอุ้มเธอขึ้น แล้วพูดว่า “ต่อไป อย่าทิ้งผมไว้ที่บ้านคนเดียวอีกนะครับ ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกิน!”     

   สิ่งที่จ้าวชิงซงอยากจะพูดเพิ่มเติมก็คือ วันนี้ลี่หรงสวยมาก และเขากังวลว่าภรรยาจะถูกชายอื่นหมายตา   

   หรือบางทีเธออาจจะได้พบกับคนที่ดีกว่าข้างนอกนั่นก็เป็นได้   

   ตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง จ้าวชิงซงก็เริ่มมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลง    

   ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจลี่หรง เพียงแต่กังวล   

   เขาจึงจำเป็นต้องยืนยันว่าลี่หรงยังคงเป็นของเขาเท่านั้น   

   “เดี๋ยว เดี๋ยวสิคะ... อ่า... อันอันอยู่ไหนคะ? ลูกอาบน้ำแล้วเหรอ?”   

   “อาบแล้วครับ ผมอาบให้ตอนที่เขายังงัวเงีย เด็กน้อยไม่ยอมตื่นเลย” จ้าวชิงซงเชยคางลี่หรง พร้อมจุมพิตแผ่วเบา “ตั้งใจทำกันเถอะครับ”   

   …    

   หลังจากจินตนาการถึงกระโปรงของสวีจิ้งเหอแล้ว ลี่หรงก็ออกแบบเสร็จภายในวันเดียว    

   ลี่หรงรู้ว่าตัวเองไม่สามารถไปยังคฤหาสน์ของตระกูลเสิ่นเองได้ เมื่อคิดดูแล้ว จึงตัดสินใจโทรไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่เสิ่นรั่วหนิงให้ไว้กับเธอก่อนหน้านี้    

   คนรับใช้เป็นคนรับโทรศัพท์ เมื่อลี่หรงอธิบายจุดประสงค์ของเธอจบ อีกฝ่ายถึงบอกให้รอสักครู่   

   เสียงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์อีกครั้ง คือเสียงของสวีจิ้งเหอ อีกฝ่ายมีความสุขมากอย่างเห็นได้ชัด “ได้ยินมาว่าแบบเสื้อของป้าเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ?”    

   “ใช่ค่ะ” ลี่หรงถาม “เราจะนัดสถานที่กันเลยไหมคะ หรือว่า…”   

   สวีจิ้งเหออยากดูแบบเสื้อทันที แต่เมื่อเห็นว่ายังเช้าอยู่ เธอจึงพูดอย่างไม่ลังเล “รออยู่ที่บ้านสักพักนะ แล้วป้าจะสั่งคนขับรถให้ไปรับเธอเองจ้ะ”   

   เมื่อไปบ้านตระกูลเสิ่นอีกครั้ง ลี่หรงสวมชุดสีฟ้าอ่อนชุดใหม่ที่ตัดเย็บเอง    

   จ้าวชิงซงไม่อยู่บ้าน ลี่หรงจึงพาเจ้าตัวเล็กไปฝากไว้กับแม่จ้าว แล้วขึ้นรถของตระกูลเสิ่นออกไป   

   แม่จ้าวอุ้มอันอันไว้ในอ้อมแขน พลางมองรถตระกูลเสิ่นที่ขับออกไป ไม่รู้ว่าลี่หรงไปเจอกับผู้มีอิทธิพลคนไหน รู้เพียงว่ามีคนมารับลูกสะใภ้ไปจริงๆ    

   และลูกสะใภ้คนนี้ก็แต่งตัวได้สวยทันสมัยมาก   

   ไม่ใช่ว่าแม่จ้าวคิดมาก เพียงแต่ว่าโลกในเมืองหลวงนี้ดูฉูดฉาดเกินไป    

   ผู้หญิงคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากสนามหญ้าข้างบ้าน “ฟางหง ลูกสะใภ้ของเธอออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอ?”   

   ก่อนที่แม่จ้าวจะทันได้พูดอะไร ผู้หญิงคนนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงแปลกๆว่า “เฮ้อ… มีรถยนต์มารับถึงหน้าบ้าน หนำซ้ำลูกสะใภ้ของเธอก็ยังสะสวยขนาดนี้ เธอควรเอาใจใส่ลูกสะใภ้ให้มากกว่านี้สักหน่อยแล้วล่ะ”   

   แม่จ้าวทำหน้าเครียดทันที เธอไม่อยากจะต่อบทสนทนากับผู้หญิงคนนี้แล้ว จึงหันหลังเดินอุ้มอันอันกลับเข้าไปในบ้านทันที


บทที่ 119: กินอาหารทะเล
   

   คราวนี้เมื่อมาถึงบ้านตระกูลเสิ่น ก็ไม่มีทหารยามคอยตรวจค้นที่ประตูอีกแล้ว   

   คนขับรถส่งลี่หรงให้เข้าไปในห้องนั่งเล่น โดยมีสวีจิ้งเหอนั่งอยู่บนโซฟาหนัง เมื่อเห็นแขกมาถึง สวีจิ้งเหอก็ลุกขึ้นเรียกอีกฝ่าย พร้อมสั่งให้คนรับใช้ไปหยิบกาแฟกับผลไม้มา   

   “คุณป้า สวัสดีค่ะ” ลี่หรงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงนั่งลง     

   เธอนั่งลงด้านข้าง จากนั้นหยิบแบบร่างออกมาจากกระเป๋ามาให้สวีจิ้งเหอดู   

   แม้ภาพแบบร่างนั้นจะใช้ดินสอวาดทั้งหมด ทว่าแบบเสื้อโดยรวมและการออกแบบปกเสื้อก็ดูสะดุดตา   

   ลี่หรงไม่ได้เพิกเฉยต่อสายตาประหลาดใจของสวีจิ้งเหอ เธอรู้สึกมีความสุข เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาผ่านสีหน้า พร้อมอธิบายรายละเอียดของชุดนี้ และบอกว่าหลังจากสวมใส่แล้วจะเป็นอย่างไรโดยละเอียด   

   ตอนที่วัดขนาดตัวอีกฝ่ายในงานวันเกิดเพื่อนร่วมชั้น เธอได้เห็นกี่เพ้าทุกประเภทหลายร้อยตัวในห้องแต่งตัวของสวีจิ้งเหอ ลี่หรงจึงเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะชอบกี่เพ้า   

   แต่ชุดที่ลี่หรงออกแบบให้ไม่ใช่ชุดกี่เพ้า เพราะในสายตาของคนที่มีชุดกี่เพ้าจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น หากทำชุดแบบเดียวกันอีก คงยากที่จะสร้างความประทับใจได้   

   และด้วยเงื่อนไขที่ถูกจำกัด ยิ่งยากที่จะสร้างชุดกี่เพ้าที่สวยงามสะดุดตาได้     

   ดังนั้นเสื้อผ้าสำหรับใส่ในโอกาสไปร่วมงานประมูล เธอคิดว่าสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าที่โดดเด่นได้มากกว่านั้น   

   ด้วยเหตุนี้ ลี่หรงจึงทำชุดราตรีที่ท่อนบนดูทันสมัยขึ้น   

   โดยเลือกสีเขียวเข้มที่สวีจิ้งเหอใส่เมื่อพบเธอครั้งแรก    

   ชุดนี้ทำจากผ้าไหมทั้งชุด และเน้นออกแบบด้วยการเย็บผ้าลงบนส่วนกระโปรง โดยไม่ได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอื่นใดอีก   

   กระโปรงเข้ารูป ชายกระโปรงยาวเกือบละพื้น ช่วงเกาะอกมีผ้าไขว้ คาดด้วยเข็มขัดยาวหน้ากว้าง ด้านหนึ่งสีเดียวกับผ้า ทว่าอีกด้านตัดด้วยสีเหลืองสดใส     

   เมื่อคาดเข็มขัด ด้านหน้าจะเห็นสีเหลืองสดใส ซึ่งสีที่ตัดกันนี้ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับชุดเป็นอย่างมาก    

   สวีจิ้งเหอมองแบบร่าง พลางฟังคำอธิบายของลี่หรงไปด้วย    

   เธอไม่ได้ปิดบังความพึงพอใจที่มีต่อชุดนี้เลย ถึงกับพูดว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ป้าได้เห็นการออกแบบชุดแบบนี้ มันทั้งโดดเด่นและสง่างามมากเลยล่ะจ้ะ แต่ในสถานที่จัดงานทางการ มันจะดูเปิดเผยเรือนร่างมากเกินไปหรือเปล่าจ๊ะ?”    

   ลี่หรงยิ้ม “เมื่อถึงเวลาเข้างาน คุณป้าสามารถหาผ้าคลุมไหล่สีครีมมาคลุมได้ค่ะ ที่ออกแบบท่อนบนแบบนี้ ก็เพื่อให้เหมาะกับการสวมสร้อยคอ และตอนที่วัดตัว ฉันรู้สึกว่าแขนของคุณป้าเรียวมากเลยค่ะ ทั้งยังมีไหล่เชิดสวย การออกแบบชุดแบบนี้จะยิ่งช่วยขับเน้นรูปร่างให้สง่างามขึ้น และเสื้อผ้าสีนี้สามารถจับคู่กับเครื่องประดับได้ทุกประเภทด้วยค่ะ คุณป้าลองเลือกดูได้เลยนะคะ”     

   “ผ้าคลุมไหล่สีครีมเหรอจ๊ะ?” สวีจิ้งเหอกังวล “ฉันมีผืนที่ใส่กับชุดกี่เพ้าในฤดูหนาว แต่ยังไม่มีผ้าไหมสีอ่อนขนาดนี้เลยล่ะจ้ะ”   

   “การซื้ออีกครั้งไม่ใช่เรื่องยากนี่คะ” ลี่หรงหรี่ตา “แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ฉันสามารถเปลี่ยนแบบให้ได้นะคะ”    

   เธอพูดพร้อมหยิบยางลบออกมา แล้วลบเส้นด้านบนเกาะอกออก     

   สายตาสงสัยของสวีจิ้งเหอจ้องมองมายังลี่หรงที่หยิบดินสอขึ้นมาวาดเสื้อคอวีแขนยาว ก่อนจะหันแบบร่างให้อีกฝ่ายดู “คุณป้าดูแบบร่างนี้อีกครั้งได้ไหมคะ? แบบนี้จะไม่เปิดเผยเรือนร่างเท่าแบบแรกแล้วค่ะ”    

   สวีจิ้งเหอลังเล “แบบนี้ฉันรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าทึ่งเสียเท่าไหร่ ฉันรู้สึกชอบแบบแรกมากกว่าจ้ะ”  

   ลี่หรงพูดอย่างสบายๆ “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ โดยเริ่มแรกก็เคยร่างแบบที่สองนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่สุดท้ายตัดสินใจเลือกแบบที่เป็นเกาะอกค่ะ”    

   “ถ้าอย่างนั้น ทำตามแบบแรกได้เลยจ้ะ”    

   “ลี่หรงเหรอ ทำไมเธอถึงมาที่นี่ล่ะ?” เสิ่นรั่วหนิงกลับบ้านมา รู้สึกประหลาดใจมากที่เจอเพื่อนสาว จึงเข้าไปนั่งลงบนโซฟาข้างๆลี่หรง เมื่อเธอเห็นกระดาษร่างแบบชุดบนโต๊ะ ถึงนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังวาดแบบเสื้อผ้าให้แม่ของเธอ   

   เธอหยิบมันขึ้นมาดู พร้อมกับพูดว่า “นี่คือแบบเสื้อที่เธอวาดให้แม่ของฉันเหรอ? สวยจังเลย มีเสื้อคอวีกับเข็มขัดด้วย”    

   ลี่หรงยิ้ม โดยที่ไม่ได้บอกว่ามันเป็น ‘แบบร่างที่ไม่ได้ใช้แล้วน่ะ’   

   ลี่หรงมองสวีจิ้งเหอ “ถ้าอย่างนั้นหนูจะทำตามแบบแรกนะคะ น่าจะใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ค่ะ”   

   หลังจากเสร็จธุระ ลี่หรงก็ถูกเสิ่นรั่วหนิงพาไปนั่งเล่นที่ห้อง   

   จากนั้นจึงร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านตระกูลเสิ่น    

   เสิ่นหย่วนเทาไม่ได้อยู่บ้าน เสิ่นหมิงโจวก็เช่นกัน ตอนนี้จึงมีแค่พวกเธอสามคนเท่านั้น    

   ทว่ากลับมีอาหารบนโต๊ะมากกว่าสิบอย่าง    

   บนโต๊ะอาหาร บทสนทนาระหว่างทั้งสามคน ก็ไม่อาจเลี่ยงเรื่องเสื้อผ้าได้    

   ลี่หรงได้แสดงความรู้และความสามารถ ในบทสนทนาที่พูดคุยเป็นเรื่องการจับคู่เสื้อผ้า การสวมใส่เครื่องประดับ และประสบการณ์อื่นๆ    

   สองแม่ลูกฟังด้วยความสนใจ พยักหน้าเห็นด้วยเป็นครั้งคราว บางทีก็แสดงความคิดเห็นและถามคำถาม    

   ลี่หรงอาศัยความรู้ทางวิชาชีพของเธอ สนทนาด้วยอย่างง่ายดาย    

   หากเป็นในยุคปัจจุบัน ลี่หรงคงสามารถพูดคุยกับพวกเธอ อย่างเรื่องสัปดาห์แฟชั่น และการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดังได้...    

   แต่ในยุคนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในประเทศมากนัก เธอจึงไม่สามารถพูดถึงเรื่องพวกนั้นได้    

   ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว สองแม่ลูกตระกูลเสิ่นจึงเชิญลี่หรงร่วมกินข้าวเย็นอย่างอบอุ่น    

   ทว่าลี่หรงปฏิเสธ “ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจนะคะ แต่คราวนี้คงไม่ได้แล้ว เอาไว้โอกาสหน้านะคะ”   

   เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ย ไม่อยากปล่อยเธอไป    

   สวีจิ้งเหอเสียใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมสั่งให้คนขับรถพาลี่หรงไปส่งที่บ้าน    

   ณ บ้านล้อมลาน   

   จ้าวชิงซงกลับมาในช่วงบ่าย แต่ไม่เจอลี่หรง    

   หลังจากถามดู ก็พบว่าเธอออกไปข้างนอกแล้ว    

   ลี่หรงเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ครอบครัวของแม่เธอก็อยู่ที่นี่เช่นกัน การพบปะเพื่อนฝูงและเข้าสังคมเป็นเรื่องปกติ เมื่อรู้ว่ามีรถมารับเธอ จ้าวชิงซงก็นึกถึงว่าคงเกี่ยวกับเสิ่นรั่วหนิง จึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก    

   แม้แม่จ้าวจะไม่เชื่อสิ่งที่ผู้หญิงข้างบ้านพูดในวันนี้ แต่เธอก็รู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น   

   แม่จ้าวเชื่อว่าลี่หรงไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความแคลงใจก็ถูกปลูกไว้ในใจหญิงชราเสียแล้ว     

   เมื่อเห็นจ้าวชิงซงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เธอจึงถามด้วยความร้อนใจ “ทำไมลูกดูไม่กังวลเลยล่ะ? เสี่ยวหรงเป็นคนสวยมากนะ อย่าปล่อยให้คนอื่นมาตัดหน้าไปได้สิ! ถ้าถึงตอนนั้นแม่จะรอดูเลยว่าลูกจะร้องไห้หนักแค่ไหน!”   

   “แม่ครับ” จ้าวชิงซงพูดอย่างช่วยไม่ได้ “แม่ไปได้ยินเรื่องไร้สาระมาจากที่ไหนหรือเปล่าครับ? น่าจะเป็นเสิ่นรั่วหนิงที่มารับเธอในงานวันเกิดครั้งที่แล้ว คนที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ และอีกฝ่ายก็เคยที่บ้านเราหลายครั้งแล้วนะครับ”     

   “แต่คนขับรถไม่ใช่คนเดิมน่ะสิ”   

   จ้าวชิงซงเงียบไปครู่หนึ่ง “ครอบครัวมีธุรกิจใหญ่โต ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับที่จะมีคนขับรถหลายคน เอาล่ะครับ แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะถามเรื่องนี้กับเธอเองนะครับ อันอัน มาให้พ่ออุ้มหน่อยเร็ว”    

   “แม่ควรดูแลตัวเองด้วยนะครับ ถึงอย่างไรลี่หรงก็เป็นลูกสะใภ้ของแม่อยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะไปทำอาหารนะครับ”   

   “ถ้าอย่างนั้นแม่ครับ เดี๋ยวช่วยดูแลอันอันให้ผมหน่อย วันนี้เพื่อนเอาอาหารทะเลจากชางโจวมาให้ มีทั้งกุ้งทั้งปู แม่อาจจะทำอาหารทะเลไม่เป็น เดี๋ยวผมทำให้เองครับ”   

   สองแม่ลูกตระกูลเสิ่นที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมแพ้ และเรียกคนขับรถให้ไปส่งลี่หรงกลับบ้าน   

   เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน จ้าวชิงซงเพิ่งจะนึ่งปูเสร็จพอดี    

   “คุณทำอะไรกินเหรอคะ? ได้กลิ่นหอมฟุ้งมาแต่ไกลเชียว หอมมากเลยค่ะ”   

   จ้าวชิงซงยิ้ม “ปูทะเลครับ เป็นของดีที่เพื่อนผมเอากลับมาจากชางโจว”    

   “ฉันไม่ได้กินมานานแล้ว เดี๋ยวจะกินข้าวสองชามไปเลยค่ะ”   

   “กินเยอะๆเลยครับ คุณลองชิมกุ้งตัวนี้ดูสิ” จ้าวชิงซงแกะเปลือกกุ้ง แล้วป้อนให้ลี่หรง   

   ลี่หรงจับมือเขาแล้วกัดกุ้ง เนื้อกุ้งแน่น หวานอร่อยมาก กัดไปคำเดียวก็รู้เลยว่าเป็นกุ้งสด    

   เธอยกนิ้วให้ “อร่อยมากค่ะ!”    

   “กินอีกตัวสิครับ” จ้าวชิงซงยื่นกุ้งที่ปอกเปลือกแล้วเข้าปากเธอ   

   คนหนึ่งมีความสุขที่ได้ป้อน อีกคนมีความสุขที่ได้กิน   

   ทั้งสองป้อนให้กันกินหลายชิ้นเหมือนเด็กๆ จากนั้นจ้าวชิงซงก็แกะปูให้เธอต่อ “กินนี่อีกสิครับ!”  

   หลังจากที่ลี่หรงกินปูแล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีผู้สูงอายุและเด็กเล็กอยู่ เธอจึงหัวเราะ แล้วพูดว่า “ถ้ากินอีกคงหมดแน่ค่ะ แม่กับอันอันยังไม่ได้กินเลย รีบยกออกไปแล้วกินข้าวด้วยกันเถอะค่ะ”    

   “ยังมีหอยทะเลบางชนิดอยู่อีกนะครับ พอดีผมทำไม่เป็น ก็เลยไม่ได้ทำเป็นมื้อเย็นด้วย ผมวางเอาไว้ในอ่างข้างบ่อแล้วนะครับ”   

   “มีเยอะไหมคะ?” ลี่หรงยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะทำโจ๊กทะเลให้คุณกินเองค่ะ”   

   แม่จ้าวมีชีวิตอยู่มาเกือบห้าสิบปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นอาหารทะเล   

   เธอเคยต้องกินรากไม้ประทังชีวิต ตอนที่อพยพหนีออกจากถิ่นทุรกันดาร ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นของล้ำค่าเช่นนี้    

   แม่จ้าวยังลังเลที่จะกิน จึงคีบมันลงในชามของอันอันแทน    

   ลี่หรงเห็น จึงกล่าวว่า “แม่คะ ถ้าอันอันกินกุ้งพวกนี้เยอะไปจะทำให้มือเท้าเย็น แม่เองก็ควรกินด้วย อย่ายกให้อันอันหมด เขากินไปเยอะมากแล้วล่ะค่ะ”


บทที่ 120: เลี้ยงอาหารเย็น
    

   ลี่หรงหยิบปูที่จ้าวชิงซงวางไว้ด้านข้าง แล้วเลือกตัวที่อวบอ้วนที่สุดมาใส่ในชามให้คุณแม่จ้าว “ลองชิมนี่ดูสิคะ ปูหวานอร่อยมากเลยค่ะ”    

   “ถ้าอย่างนั้นแม่จะลองชิมดูจ้ะ” บนโต๊ะมีปูอยู่หลายตัว คุณแม่จ้าวจึงไม่ปฏิเสธ หากรู้ว่าปูราคาแพงมากกว่ากุ้งก็ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไร   

   …   

   เมื่อชุดเสร็จเรียบร้อย ก็ใกล้เวลาเปิดเทอมแล้ว    

   ครอบครัวเสิ่นส่งคนมารับชุดไปพร้อมกับเสิ่นรั่วหนิง    

   เดิมทีลี่หรงบอกว่าเธออยากทำอาหารที่บ้านล้อมลาน และตั้งใจจะเชิญลี่รุ่ยจือกับเสิ่นรั่วหนิงมาด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อการพูดคุยกันเท่านั้น แต่เธอหวังเชิญพวกเขามาก่อนที่ชุดจะเสร็จ   

   นอกจากนี้ เธอยังกำชับลี่รุ่ยจือที่เกือบจะลืมเรื่องของขวัญไปแล้ว แต่เพราะลี่หรงเตือน เขาจึงนึกขึ้นได้    

   เมื่อเขานึกถึงหญิงสาวที่มีคำพูดแสนจะ ‘ตรงไปตรงมา’ ก็พลันปวดหัวขึ้นมาทันที   

   ลี่รุ่ยจือไม่สนใจว่าตนจะมีนัดกับเพื่อนหรือไม่ หากแต่รีบตรงไปที่ร้านสหกรณ์ และยอมจ่ายเงินซื้อนาฬิการาคาแพงสำหรับผู้หญิง   

   ลี่รุ่ยจือมีเงินเหลือจากเบี้ยเลี้ยงไม่มาก จึงรู้สึกลำบากใจอยู่บ้างที่จะซื้อนาฬิกาที่มีราคาแพงแบบนี้ แต่เขาจำต้องซื้ออยู่ดี   

   เพราะด้วยฐานะของเสิ่นรั่วหนิง หากเป็นของขวัญที่ธรรมดาเกินไป แม้ว่าเขาจะเป็นคนมอบให้เองกับมือ แต่ด้วยนิสัยของคุณหนูเสิ่น ก็คง ‘ไม่ให้อภัย’ เขาแน่   

   ลี่รุ่ยจือไม่อยากถูกบ่นอีกแล้ว    

   แต่เสิ่นรั่วหนิงนั้นแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นจริงๆ อย่างน้อยลี่รุ่ยจือก็จำหน้าเธอได้    

   เขานั่งเฉยๆระหว่างรอพนักงานขายเก็บนาฬิกาลงกล่องให้    

   “สวัสดีค่ะ”   

   “... สวัสดีค่ะ!”    

   ทันใดนั้นมีใครบางคนพูดขึ้น แต่ลี่รุ่ยจือเองยังไม่รู้ตัว จนกระทั่งอีกฝ่ายแทบจะตะโกนออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง เขาจึงหันไปมองด้วยความสับสน “คุณกำลังพูดกับผมอยู่เหรอครับ?”    

   อีกฝ่ายพยักหน้า เหลือบมองเขาเล็กน้อยแล้วรีบก้มหน้าลง “คุณเป็นพี่ชายลี่หรงหรือเปล่าคะ?”  

   “ใช่ครับ แล้วคุณล่ะ?”   

   “ฉันชื่อซูหลี คือว่า… เราเคยพบกันก่อนหน้านี้แล้วล่ะค่ะ ตอนนั้นมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอม ลี่หรงกับครอบครัวเดินมาซื้อของกันที่นี่ คุณยังจำได้ไหมคะ?”    

   ลี่รุ่ยจือเป็นคนซื่อ ไม่รู้จักพูดจาเพื่อเอาใจคน หากจำไม่ได้ เขาก็จะบอกตามตรงว่าจำไม่ได้    

   ซูหลีมีสีหน้าผิดหวัง ขณะพึมพำกับตัวเองว่า “นั่นสินะคะ... มันนานมากแล้ว”    

   แม้ว่าลี่รุ่ยจือจะเป็นคนตรง แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่าย เขาจึงยิ้ม แล้วพูดว่า “คุณคือเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวหรงหรือเปล่าครับ?”   

   “ไม่ใช่ค่ะ” ซูหลีได้ยินเขาถาม ความหวังก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง “ฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะ เคยพบกับลี่หรงบนรถไฟ ตอนนั้นฉันมาสหกรณ์กับเพื่อนๆ แล้วผู้ใหญ่ในครอบครัวของคุณก็อยู่ด้วย ฉันเลยไม่กล้าคุยกับเธอนานเกินไป รบกวนคุณช่วยทิ้งข้อมูลติดต่อของเธอไว้ให้หน่อยได้ไหมคะ?”    

   ซูหลีอธิบายต่อ “ฉันจะไม่รบกวนคุณอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ ฉันแค่อยากเจอลี่หรงอีกครั้ง และอยากขอบคุณเธอที่ช่วยฉันบนรถไฟด้วย แต่ว่ายังหาโอกาสไม่ได้เลยค่ะ”     

   “คุณผู้ชาย นาฬิกาของคุณห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” พนักงานขายหยิบกล่องนาฬิกาออกมาให้ลี่รุ่ยจือ   

   “อ่า ขอบคุณครับ” เขาหยิบกระเป๋าขึ้นมา คิดครู่หนึ่ง แล้วบอกชื่อคณะและชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยที่ลี่หรงเรียนให้ซูหลีฟัง   

   ตอนแรกเขาอยากบอกตำแหน่งที่ตั้งบ้านล้อมลาน แต่รู้สึกว่าคงไม่ค่อยดีนัก จึงบอกให้ซูหลีไปตามหาลี่หรงที่มหาวิทยาลัยแทน    

   ไม่รู้ว่าเขาคิดไม่ถึงหรือไม่อยากให้ข้อมูลติดต่อของตัวเองกันแน่ ซูหลีจึงได้รู้แค่ชั้นเรียนของลี่หรงเท่านั้น เธอลอบถอนหายใจเบาๆ ตอนนี้คงต้องปล่อยไว้แบบนี้ก่อน เพราะเมื่อความสัมพันธ์ของเธอกับลี่หรงดีขึ้น ถึงตอนนั้นยังต้องกลัวว่าจะไม่ได้เจอลี่รุ่ยจืออีกเหรอ?   

   ลี่รุ่ยจือพยักหน้าให้เธอ แล้วมองไปทางประตู “ผมยังมีธุระต้องทำต่อ ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนนะครับ”   

   ลี่รุ่ยจือขี่จักรยานไปที่บ้านล้อมลาน โดยคุณแม่จ้าวมาเปิดประตูให้ “ลุงสามของอันอันเหรอจ๊ะ? รีบเข้ามาก่อนเถอะ”   

   ลี่รุ่ยจือยกจักรยานล้อใหญ่ขึ้นมาด้วยมือเดียว แล้วแบกเข้าไปในบ้านล้อมลาน   

   เสิ่นรั่วหนิงมาถึงก่อนแล้ว เธอกำลังเล่นกับอันอันอยู่ในห้องนั่งเล่น มีผลไม้หลากชนิดถูกล้างจนสะอาดวางอยู่บนโต๊ะ   

   ลี่รุ่ยจือเห็นแล้วก็คิดในใจว่าน้องสาวของเขาช่างมีชีวิตที่ดีเสียจริง    

   เสิ่นรั่วหนิงเงยหน้าขึ้นมองแล้วเห็นลี่รุ่ยจือ จึงคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข “คุณมาแล้วเหรอ? แล้วของขวัญของฉันล่ะคะ?”    

   ลี่รุ่ยจือยื่นถุงใส่กล่องนาฬิกาให้เธอ “นี่ครับ”   

   เมื่อเด็กน้อยเห็นเสิ่นรั่วหนิงได้รับถุงที่ดูสวยงาม เขาเลยพูดเลียนแบบเธอบ้าง “คุณลุง แล้วของขวัญของผมล่ะครับ?”   

   “รอให้ถึงวันเกิดหลานก่อนสิ” ลี่รุ่ยจือยกมือลูบหัวเด็กน้อย แล้วนั่งลงข้างๆเขา “แม่ของหลานอยู่ไหนเหรอ?”    

   “แม่กำลังทำกับข้าวอยู่ครับ”   

   ลี่รุ่ยจือรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เมื่อต้องนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ขณะที่เสิ่นรั่วหนิงยังคงแกะถุงอยู่ เขาก็ยืนขึ้น แล้วพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวลุงจะไปดูในครัวก่อนนะ”   

   น่าเสียดายที่ในห้องครัว ลี่หรงกับจ้าวชิงซงกำลังทำอาหารด้วยกันอย่างหวานชื่น บรรยากาศแบบนี้ ทำให้บุคคลที่สามอย่างลี่รุ่ยจือไม่สามารถทนได้    

   ลี่รุ่ยจือเดินเข้ามาด้วยความรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอายอะไร พลางมองจ้าวชิงซงด้วยความหมั่นไส้ “น้องเขย ไม่ใช่ฉันอยากจะว่านายหรอกนะ แต่อาหารคงหวานชื่นไปหมดแล้ว แบบนี้ฉันล่ะอายแทนนายจริงๆ”    

   “ผมไม่เห็นอายเลย” จ้าวชิงซงยักไหล่ “ทำไมพี่ไม่ออกไปรอข้างนอกก่อนล่ะครับ ไม่อย่างนั้นจะดูรบกวนพวกเรามากเกินไป”   

   “ฉันไม่ออก!” ลี่รุ่ยจือหาเก้าอี้มานั่งลง “ฉันอยากดูว่าหน้านายจะหนาสักแค่ไหน จะกล้าทำตัวเหมือนพวกอันธพาลต่อหน้าพี่เขยอย่างฉันหรือเปล่า”    

   “ทำไมจะไม่กล้าล่ะครับ?” จ้าวชิงซงที่ยังคงถือจานอยู่ในมือ โน้มตัวไปหอมแก้มลี่หรง จากนั้นเลิกคิ้วมองลี่รุ่ยจือ    

   ลี่รุ่ยจือยกมือปิดตา แล้วพูดด้วยความหงุดหงิด “ทนดูไม่ได้จริงๆ…”    

   จ้าวชิงซง “พี่เป็นโสดมานานแล้ว คงไม่เข้าใจความสุขของการมีภรรยาหรอกครับ”   

   “ดูเขาสิ เสี่ยวหรง เธอจะไม่จัดการหน่อยเหรอ?”   

   “จัดการอะไรล่ะคะ?” ลี่หรงตอบอย่างจริงจัง “ที่นี่คือบ้านของฉัน เราสองคนจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย พี่ไม่เข้าใจหรอกค่ะ จ้าวชิงซงมานี่สิคะ”   

   เมื่อจ้าวชิงซงเข้ามาใกล้ ลี่หรงก็จูบแก้มเขาทันที    

   ไม่มีใครสนใจการมีตัวตนของลี่รุ่ยจือเลย    

   “ได้ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปดีกว่า” ลี่รุ่ยจือทนไม่ไหวอีกต่อไป พลางลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป    

   “พี่สาม” ลี่หรงหยุดเขาไว้ เมื่อเขาหันกลับมา เธอก็พูดว่า “ฉันคิดว่ารั่วหนิงเป็นคนดี ดูเหมือนว่าเธอจะสนใจพี่อยู่ ฉันคิดว่าพี่ไปคุยกับเธอก็ได้นะคะ”    

   ใบหน้าของลี่รุ่ยจือเริ่มร้อนผ่าว เขาจึงรีบวิ่งหนีไป ด้วยท่าทางราวกับว่าผู้เป็นน้องสาวกลับกลายเป็นพี่สาวของเขาแทนเสียอย่างนั้น   

   เมื่อเขากลับไปที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็นเสิ่นรั่วหนิงกำลังวุ่นอยู่กับสายนาฬิกา เขาคิดถึงคำพูดของลี่หรงอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปข้างนอกด้วยความลำบากใจ แต่เสิ่นรั่วหนิงดันเห็นเขาเสียก่อน     

   เสิ่นรั่วหนิงหยุดเขาไว้ “คุณจะไปไหนคะ? มาช่วยฉันปรับสายนาฬิกาหน่อยสิคะ สายเส้นนี้มันยาวเกินไปหน่อย”   

   ลี่รุ่ยจือระงับความลำบากใจ แล้วสงบสติอารมณ์เดินเข้าไปหา “ให้ผมดูหน่อยครับ”    

   “ผมไม่รู้ขนาดข้อมือของคุณ ก็เลยซื้อนาฬิกาผู้หญิงที่มีสายยาวมาตรฐานมา มันเล็กกว่ามากหรือเปล่าครับ?”   

   เสิ่นรั่วหนิงยื่นมือไปตรงหน้าลี่รุ่ยจือ   

   ผิวขาวใสพลันปรากฏแก่สายตา ลี่รุ่ยจือมองข้อมือเรียวด้วยความงุนงง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นข้อมือของหญิงสาว ไม่สิ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็น แต่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สังเกตอย่างใกล้ชิด     

   ข้อมือของผู้หญิงทุกคนบางมาก หรือว่าแค่เธอคนนี้?   

   เขาเหม่อครุ่นคิด จนลืมปรับสายนาฬิกา   

   “เอ๊ะ?” เสิ่นรั่วหนิงไม่ค่อยพอใจ เขายังมัวเหม่ออยู่ได้อย่างไรกัน?    

   “โอ้…” ลี่รุ่ยจือถูกเธอเรียกจึงกลับมารู้สึกตัว ก่อนกระแอมในลำคอ “ผมจะช่วยดูให้เดี๋ยวนี้ครับ”    

   “มันยาวเกินไป เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรมาช่วยปรับให้เล็กลงสักสองสามข้อนะครับ”


จบตอน

Comments