บทที่ 121: เปิดเทอมแล้ว
บางทีผู้ชายอาจเกิดมาพร้อมกับความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพียงลี่รุ่ยจือพลิกนาฬิกาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถปรับสายให้สั้นลงได้แล้ว เขาจึงยื่นให้เสิ่นรั่วหนิง “ลองใส่ดูสิครับว่าพอดีหรือเปล่า”
“ใส่ให้ฉันหน่อยสิคะ” เสิ่นรั่วหนิงยื่นมือให้
ในยุคนี้ค่านิยมที่พึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือทั้งชายและหญิงควรรักนวลสงวนตัว การแตะเนื้อต้องตัวเพศตรงข้ามนั้น ถือว่าไม่สุภาพอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องง่ายที่จะตกเป็นเป้าของการนินทาได้
ลี่รุ่ยจือจึงทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นแขนที่ขาวและเนียนนุ่มราวกับรากบัว ทันทีที่เขาตั้งสติได้ ก็รีบดึงมือกลับ แล้วพูดอย่างไม่สบายใจ “...ขอโทษครับ”
“หืม?” เสิ่นรั่วหนิงเดินเข้าไปใกล้ “ทำไมคุณถึงขอโทษล่ะคะ?”
ด้วยกลิ่นหอมจากกายหญิงสาวแตะเข้าที่จมูก ลี่รุ่ยจือจึงรีบลุกจากโซฟา ไม่สนใจอันอันที่กำลังร้องเรียกเขาอยู่ แล้วรีบเดินออกไปทันที มือที่เพิ่งแตะแขนของเสิ่นรั่วหนิง สัมผัสนั้นยังคงอยู่ จนทำให้เขาถูปลายนิ้วไปมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อลี่รุ่ยจือออกไปถึงลานบ้าน แม่จ้าวที่กำลังตัดเย็บผ้าอยู่ เห็นเขาเดินออกไปอย่างเร่งรีบ จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ลุงสามของอันอันทำไมดูเร่งรีบอย่างนั้นล่ะจ้ะ?”
“พอดีรู้สึกร้อนนิดหน่อยน่ะครับ เลยว่าจะออกไปล้างหน้า”
แม่จ้าวสับสน นี่มันเลยต้นฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว อีกฝ่ายจะร้อนได้ยังไงกัน?
เธอส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันมาเย็บผ้าต่อ ยิ่งมองเสื้อในมือแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าจ้าวชิงซงใส่เข้าไปได้อย่างไร ผ้าตรงส่วนไหล่ถึงขาดรุ่ยเช่นนี้
ลี่รุ่ยจือตักน้ำจากบ่อน้ำขึ้นมาล้างหน้า
เขาล้างหน้าอยู่สองสามครั้ง ก็รู้สึกว่าความร้อนผ่าวที่ใบหน้าลดลงไปเล็กน้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วคิดกับตัวเองว่า เขาคงอยู่ในกองทัพที่มีแต่ผู้ชายมานาน จนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ?
ระหว่างทานอาหาร เสิ่นรั่วหนิงสงบเสงี่ยมลงมาก อาจเป็นเพราะมีจ้าวชิงซงและแม่จ้าวอยู่ด้วย เธอจึงต้องควบคุมตัวเองเสียหน่อย
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลัวจริงๆว่าเสิ่นรั่วหนิงจะพูดถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่เคยพูดกับเขาขึ้นมาอีกครั้ง
“ว้าว! ซี่โครงพวกนี้อร่อยมากเลย!”
ซี่โครงหมูทอด โรยด้วยผงเครื่องเทศสูตรลับ
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นรั่วหนิงได้กินซี่โครงหมูแบบนี้ เธอเคยกินแค่ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานหรือซี่โครงหมูตุ๋นเท่านั้น จึงกินไปอยู่หลายชิ้น ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมรสชาติมันถึงต่างจากที่ฉันเคยกินมาก่อนล่ะ?”
“นี่เรียกว่าซี่โครงหมูเฉียวโถว” ลี่หรงยิ้ม “ฉันเคยกินมันมาก่อนน่ะ เลยขอสูตรจากเชฟมาแบบหน้าไม่อายเลย”
ความจริงแล้ว ซี่โครงหมูเฉียวโถว จะกลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา จึงสามารถดูสูตรการทำทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
“ไม่เลวเลย โอ้! อีกอย่างปูนี่ตัวใหญ่มาก เมื่อคืนพ่อของฉันเพิ่งบอกว่าช่วงนี้เป็นฤดูกินปู แล้วโจ๊กนี่ เธอทำยังไงให้มีรสชาติหวานอร่อยขนาดนี้ได้ล่ะ?”
ลี่หรงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างมีความสุข “นี่คือโจ๊กทะเลแบบพิเศษ เพียงเคี่ยวโจ๊กข้าวให้ได้ที่ก่อน แล้วใส่อาหารทะเลดิบที่เตรียมไว้ลงไป เพียงไม่นานวัตถุดิบเหล่านั้นก็จะสุก จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมสับ เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว คนทางใต้จะชอบกินกันแบบนี้แหละ”
“ว้าว!” เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงด้วยความชื่นชม “ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำอาหารได้ แถมยังทำเก่งอีกด้วย ดูฉันสิ ทำอะไรก็ไม่เป็น รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ขึ้นมาเลย”
“เอ๊ะ!” ลี่หรงเลิกคิ้ว “คิดแบบนั้นได้ยังไงกัน? เธอเล่นเปียโนได้ แต่งตัวเก่ง ทั้งยังสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวได้ด้วย ไร้ประโยชน์ตรงไหนกัน?”
เสิ่นรั่วหนิงถูกลี่หรงปลอบใจด้วยคำพูดไม่กี่คำ ความรู้สึกไม่ดีก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง เธอจึงกินโจ๊กชามที่สามอย่างอารมณ์ดี
ลี่หรงยิ้ม “เธอไม่ได้บอกว่าอยากลดน้ำหนักหรอกเหรอ?”
“กินแล้วค่อยลดสิ!” เสิ่นรั่วหนิงเลียริมฝีปากอย่างพึงพอใจ “ลี่หรง อาหารฝีมือเธออร่อยจริงๆ!”
ลี่รุ่ยจือมองสีหน้าขี้เล่นและท่าทางเหล่านั้นของเสิ่นรั่วหนิงโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้หัวใจของชายหนุ่มพลันหวั่นไหว จนต้องรีบมองไปทางอื่น ก่อนตีหน้าเฉยเมยพลางแสร้งทำเป็นคุยกับจ้าวชิงซง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อรู้ว่าจ้าวชิงซงกำลังทำธุรกิจอยู่ ลี่รุ่ยจือก็สนใจมาก ทั้งสองจึงได้พูดคุยกันอยู่นาน
ในที่สุดลี่รุ่ยจือก็ถามจ้าวชิงซงว่า สามารถพาเขาไปทำงานด้วยได้ไหม ต่อให้จะต้องเป็นแค่ช่างซ่อมบำรุงก็ตาม
จ้าวชิงซงจะให้ลี่รุ่ยจือไปทำงานแปลกๆได้อย่างไร
จ้าวชิงซงจึงอธิบายการทำงานที่ผ่านมาให้กับลี่รุ่ยจือฟัง เขาเชื่อว่าด้วยความฉลาดของลี่รุ่ยจือ น่าจะสามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว
หากอีกฝ่ายไม่เข้าใจ เขาก็แนะนำว่าจะพาลี่รุ่ยจือไปดูด้วย
ลี่รุ่ยจือรู้สึกว่าน้องเขยคนนี้นิสัยดี ทั้งยังสามารถพูดคุยกันได้อย่างเข้าขา ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
มื้อนี้เหมือนลี่หรงตั้งใจเลี้ยงอาหารเย็น โดยมีลี่รุ่ยจือและเสิ่นรั่วหนิงเป็นแขกเสียมากกว่า ด้วยเธอคิดไว้ว่าจะจัดเป็นพิเศษเพื่อให้พวกเขาได้เชื่อมความสัมพันธ์กัน
แต่ส่วนใหญ่เป็นลี่หรงที่พูดคุยกับเสิ่นรั่วหนิง ส่วนจ้าวชิงซงคุยกับลี่รุ่ยจือเสียอย่างนั้น แม่จ้าวกินเสร็จเร็วจึงลุกไปก่อน ส่วนอันอันกินเสร็จแล้ว ก็วิ่งไปเล่นของเล่นที่ห้องนั่งเล่น
หลังจบมื้ออาหาร แม่จ้าวก็ออกมาช่วยเก็บจาน
ลี่หรงเติมน้ำเตรียมจะล้างจาน แต่แม่จ้าวไล่เธอออกไป “เสี่ยวหรง เข้าไปคุยกับแขกข้างในเถอะ แม่พูดไม่เก่ง เดี๋ยวจะล้างจานเองจ้ะ ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
ลี่หรงเพียงพยักหน้าตอบ แล้วกลับไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อคุยกับเสิ่นรั่วหนิงและคนอื่นๆ
ลี่หรงรู้สึกว่าเธอและจ้าวชิงซง อาจขัดขวางการสานสัมพันธ์ของพวกเขา ภายในห้องนั่งเล่น เสิ่นรั่วหนิงจึงได้พูดคุยกับลี่รุ่ยจือน้อยมาก
พวกเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่นั่นนานนัก หลังจากกินข้าวไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ลี่รุ่ยจือก็ขอตัวกลับก่อน “คืนนี้ผมนัดเพื่อนๆไว้ ต้องขอตัวกลับแล้วนะครับ”
เสิ่นรั่วหนิงเองก็กล่าวคำอำลาเช่นกัน เธอยังบอกด้วยว่าคราวหน้า จะต้องมาที่บ้านของลี่หรงเพื่อกินอาหารอร่อยอีกแน่นอน
ลี่หรงกล่าวตอบด้วยความยินดี แล้วถามว่า “เธอจะกลับยังไง คนขับรถจะมารับเธอหรือเปล่า?”
เสิ่นรั่วหนิงหันไปมองลี่รุ่ยจือ “คุณช่วยไปส่งฉันได้ไหมคะ?”
ลี่รุ่ยจือกระแอมในลำคอ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเสียอาการเช่นนี้ “ผมมาที่นี่ด้วยจักรยาน เลยไปส่งคุณไม่ได้…”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ เพียงคุณช่วยพาไปส่งที่ร้านสหกรณ์ได้ไหมคะ? ฉันต้องซื้อของบางอย่าง แล้วคนขับรถจะตามไปรับฉันที่ร้านสหกรณ์เองค่ะ”
ท่ามกลางสายตาหลายคู่ ลี่รุ่ยจือจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ พลันรู้สึกถึงความสุขเล็กๆน้อยๆที่กำลังผุดขึ้นมาในใจ แต่เขาพยายามเลือกที่จะไม่เก็บมาคิด
ทันใดนั้น แม่จ้าวก็กระซิบกับลี่หรงว่า “อะไรกัน เพื่อนร่วมห้องของลูก แอบชอบลุงสามของอันอันหรือเปล่า?”
ลี่หรงมองด้วยรอยยิ้ม “แม่ก็ดูออกเหมือนกันเหรอคะ?”
ใบหน้าของแม่จ้าวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว แม่มีชีวิตอยู่มาจนอายุปูนนี้ ได้เห็นหนุ่มสาวมามากมาย เพียงมองแค่ปราดเดียว ก็บอกความคิดของคนที่กำลังตกหลุมรักได้แล้ว”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่ลุงสามของอันอันเหมือนจะไม่สนใจผู้หญิงคนนี้นะ แต่แม่ว่าสองคนนี้ค่อนข้างเหมาะสมกันดี หากได้สมหวัง จะต้องเป็นคู่ที่ดีอย่างแน่นอนเลยล่ะจ้ะ”
“หืม?” ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “แม่ทำนายดวงชะตาได้เหรอคะ?”
“โธ่ การทำนายดวงชะตาเป็นของโบราณ ไม่ได้เชื่อเรื่องงมงายล้าสมัยแบบนั้น แม่น่ะทำนายดวงไม่เป็นหรอก เพียงแต่เป็นเรื่องของสายตาเท่านั้น เข้าใจไหมจ้ะ?” แม่จ้าวเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยิ้มด้วยความพึงพอใจ “คราวของลูกก็เหมือนกัน แม่เป็นคนชี้ให้เจ้ารองเห็น เพราะคิดว่าเสี่ยวหรงเป็นคนดี แล้วตอนนี้ลูกก็กำลังมีชีวิตที่ดีใช่ไหม? ดูสิว่ามีวันชื่นคืนสุขกันจริงๆ!”
วันชื่นคืนสุขนั้นทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ลี่หรงเปิดเทอมแล้ว
การสอบแข่งขันเข้าวิทยาลัยในปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด มีการแข่งขันสูงมาก เพราะหลังจากปีนี้ ดูเหมือนว่าคนที่แต่งงานแล้ว และคนที่มีอายุเกินกำหนด จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการสอบเข้าวิทยาลัยในปีหน้าอีกต่อไป
ดังนั้น ยุวชนที่อยู่ห่างไกลเพราะไปอยู่ชนบท แล้วไม่ผ่านการสอบเมื่อปีที่แล้ว รวมกับผู้ที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก จึงมีจำนวนมากเช่นกัน
[1] ซี่โครงหมูเฉียวโถว เป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในเมืองฉินหวงเต่า มณฑลเหอเป่ยที่มีการสืบทอดมาหลายร้อยปี
บทที่ 122: การแสดง
ทุกคนต่างทบทวนข้อสอบกันยกใหญ่ ราวกับกองทหารนับหมื่นพัน กำลังข้ามสะพานไม้แผ่นเล็กแคบเดี่ยวๆ หากใครสู้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากถูกเบียดตกน้ำไป
และเนื่องจากมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเยอะขึ้น แต่ละมหาวิทยาลัยจึงเปิดสาขาวิชาเอกเพิ่มขึ้นด้วย
ตัวอย่างเช่น คณะของลี่หรงที่เคยมีเพียงสามสาขาวิชาเอก แต่ตอนนี้ถูกเพิ่มเป็นหกสาขาแล้ว
เรียกได้ว่าเพิ่มมาเป็นเท่าตัว
นอกจากนี้ แต่ละสาขาวิชายังมีหลายชั้นเรียน ทำให้จำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อเข้ามาในมหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นรุ่นน้องหน้าตาเยาว์วัยอยู่มากมาย
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขและตื่นเต้น ที่ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก
จ้าวชิงซงกับอันอันกำลังรอลี่หรงลงทะเบียนเรียนอยู่ที่ชั้นล่าง เพื่อจะออกไปเที่ยวด้วยกัน
เด็กน้อยหน้าเหมือนจ้าวชิงซงมาก เพียงมองปราดเดียว ก็บอกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้คือลูกชายโดยสายเลือดของเขา เดิมทีสาวๆหลายคนต่างหลงใหลใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวชิงซง แต่เมื่อเห็นเด็กคนนี้ พวกเธอถึงกับต้องหยุดคิดทันที
เมื่อจ้าวชิงซงเห็นลี่หรงออกมาจากอาคารเรียน ยังไม่ทันบอกให้ลูกน้อยเดินไปกับเขา ก็พบว่าลี่หรงถูกชายคนหนึ่งขวางไว้
ชายหนุ่มคนนั้นดูเด็กมาก หน้าเด็กแบบนี้ เดาได้ว่าน่าจะเป็นน้องใหม่
เขาหยุดลี่หรงไว้ แล้วบอกว่า เขาเห็นว่าอาคารที่ลี่หรงเข้าไปลงทะเบียนเรียน ดูเหมือนทั้งคู่จะเรียนอยู่สาขาวิชาเดียวกัน จึงมีเรื่องอยากสอบถาม
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ผมก็มาจากสาขาเดียวกันครับ” ชายหนุ่มไม่กล้ามองหน้าลี่หรงตรงๆ เขาจึงหรี่ตาลง แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็นรุ่นพี่สินะครับ ไม่ทราบว่าคุณจะสามารถฝากข้อมูลติดต่อไว้ได้ไหมครับ? เผื่อมีอะไรที่ไม่เข้าใจ จะขอถามคุณได้ไหมครับ?”
ลี่หรงยิ้ม แล้วตอบว่า “ถึงตอนนั้นคุณควรถามเพื่อนในชั้นเรียนนะคะ อืม… คนตรงนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นรุ่นพี่ หากมีอะไรก็ถามพวกเขาได้ พวกเขารู้ละเอียดกว่าฉันแน่นอนค่ะ ขอโทษนะคะ พอดีมีคนรอฉันอยู่ค่ะ”
เมื่อชายหนุ่มไม่สามารถขวางเธอได้อีก ทำได้เพียงมองหญิงสาววิ่งไปหาชายคนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม มีเด็กด้วยเหรอ?
เธอแต่งงานแล้วเหรอ?
ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสงสัยที่อธิบายไม่ถูก
จ้าวชิงซงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นชายอื่นเข้ามาคุยกับลี่หรงอีกแล้ว เขามักเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยไม่ค่อยได้มาที่นี่บ่อยนัก จึงคิดว่าโอกาสที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้คงจะมีไม่น้อยเลย
แต่จ้าวชิงซงก็ไม่สามารถโกรธภรรยาได้ เพราะลี่หรงก็ปฏิเสธคนอื่นไปแล้ว เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบ่นกับตัวเองในใจ
และพูดให้น้อยลง
ลี่หรงพาเจ้าตัวน้อยเดินไปด้วย โดยไม่ได้สังเกตเห็นความคิดเล็กๆน้อยๆของสามีเลย
ตกดึก จ้าวชิงซงบรรเลงเพลงรักอย่างดุดัน ลี่หรงทั้งโกรธทั้งเหนื่อยล้า เธอหอบหายใจแรงขึ้น พลางตีอกของจ้าวชิงซง “คุณไปโมโหเรื่องอะไรมาคะ? ทำไมถึงเอามาลงที่ฉันหมดเลย! ถึงฉันเจ็บก็ไม่สนใจ เอาแต่นึกถึงตัวเอง! ไม่รักฉันแล้วเหรอคะ? ฮึ่ม!”
หลังจากที่จ้าวชิงซงระบายอารมณ์เสร็จ ความหงุดหงิดในใจพลันหายไป เขาจูบหน้าผากและปลายจมูกของลี่หรงอย่างพึงพอใจ สุดท้ายก็ขบปากเธอเบาๆ พลางยิ้มอย่างออดอ้อน “ผมใจร้อนเกินไป เป็นความผิดผมเองครับ”
ลี่หรงพ่นลมหายใจ แล้วหันหลังให้โดยไม่พูดอะไรอีก
จ้าวชิงซงกอดเธอจากด้านหลัง “วันนี้เจ้าเด็กคนนั้นมาคุยกับคุณอีกแล้วเหรอครับ?”
ปรากฏว่าเขาหึงนี่เอง!
ลี่หรงกะพริบตา รู้สึกมีความสุขในใจ แต่เธอยังคงอยากทำเป็นอารมณ์เสียอยู่ จึงขยับไหล่แล้วพูดว่า “อย่ากอดแน่นขนาดนั้นสิ ฉันหายใจไม่ออกนะคะ!”
จ้าวชิงซงก้มลงจูบท้ายทอยของเธอ แล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “ภรรยาของผมสวยขนาดนี้ ทำให้คนอื่นมักจะจำหน้าได้เสมอ หากไม่กอดคุณไว้แน่นๆ ก็กลัวว่าคุณจะหนีผมไปจริงๆน่ะสิครับ”
“ทำไมต้องหนีด้วยคะ?” ลี่หรงกลอกตา “ฉันมีลูกชายให้คุณคนหนึ่งแล้ว ใครจะอยากเป็นแม่ม่ายลูกติดล่ะคะ?”
พลันน้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนไป “หรือว่าฉันจะทิ้งอันอันไว้กับคุณ แล้วหากเจอคนดีๆ ครั้งหน้า ค่อยหนีไปดีคะ!”
“ไม่ได้นะครับ!” จ้าวชิงซงพลิกตัวขึ้นคร่อมเธออีกครั้ง “หากคุณหนีไป ผมจะจับคุณไปขังไว้ จากนี้ไปคุณจะได้เห็นแค่ผมคนเดียว!”
ลี่หรง “...”
บังคับให้รักอย่างนั้นเหรอ?
เป็นไปไม่ได้!
จู่ๆ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จะทำอย่างไรดีล่ะ?
“อ๊า” ลี่หรงจับกล้ามหน้าท้องของเขา “เบาหน่อยสิคะ!”
เนื่องจากมีนักศึกษาใหม่จำนวนมาก จึงจะมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ
ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่หรือเก่า ไม่ว่าจะรุ่นปีเจ็ดเจ็ดหรือรุ่นเจ็ดแปดก็ต้องเตรียมการแสดง เพราะทุกชั้นเรียนต้องจัดการแสดง
ชั้นเรียนไหนที่ไม่มีการแสดง จะถูกตัดสิทธิ์จากการคัดเลือกชั้นเรียนโดดเด่น
เมื่อพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม อาจารย์ประจำชั้นย่อมสนับสนุน ให้นักศึกษาในชั้นเรียนเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน
ในภาคการศึกษาใหม่นี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าผู้ปฏิบัติงานในชั้นเรียน
เสิ่นรั่วหนิงยังคงเป็นหัวหน้าฝ่ายสันทนาการของชั้นเรียนดังเดิม ดังนั้นแรงกดดันทั้งหมดจึงตกอยู่กับเธอทันที
เมื่ออาจารย์โจวมอบหมายงานให้เธอในตอนเช้า ระหว่างพักเที่ยง เสิ่นรั่วหนิงก็เริ่มบ่นกับลี่หรงว่า “เทอมที่แล้วฉันเป็นหัวหน้าฝ่ายสันทนาการแค่ในนามเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย แถมยังได้อู้งานมาทั้งภาคเรียน คิดว่ารอให้ถึงปีหน้าค่อยเปลี่ยนก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ทันซะแล้ว กลายเป็นว่าฉันได้รับบทหนักแทน ไหนเลยที่อาจารย์บอกให้เตรียมการแสดงไว้อีก เธอว่าฉันควรทำอย่างไรดี?”
ลี่หรงยิ้ม “เธอรู้หรือยังว่ามีกี่คนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วย?”
“อย่าไปพูดถึงเลย” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าเบ้ราวกับกินมะระ “ถามจนทั่วแล้ว แต่ไม่มีใครอยากเข้าร่วมเลย แต่ถ้ามี ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี? เธอว่าร้องเพลงหรือเต้นรำดีล่ะ?”
“ไม่มีอย่างอื่นให้เลือกเลยเหรอ แล้วถ้าแสดงละครล่ะ?”
“เอาเถอะ อย่าคาดหวังเลย ซ้อมละครต้องใช้เวลานานมาก พวกเขาไม่อยากแสดง แล้วถ้าร้องเพลงประสานเสียงทั้งห้องล่ะ จะร้องเพลงอะไรดี? ‘บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง’ ดีไหม? เพลงนี้ค่อนข้างน่าประทับใจนะ”
“เอ๊ะ! คิดจะร้องเพลงนี้ในงานเลี้ยงต้อนรับเหรอ?” ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นั่นมันแรงบันดาลใจแบบไหนกัน ในฐานะรุ่นพี่ เธออยากจะส่งต่อพลังแบบนี้ให้กับรุ่นน้องเหรอ? เปลี่ยนเป็นเพลงที่สนุกร่าเริงกว่านี้เถอะ”
“ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ การร้องเพลงมันน่าเบื่อไม่ใช่เหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงลดเสียงลง “ฉันถามไปจนทั่ว หัวหน้าฝ่ายสันทนาการของทั้งสองชั้นเรียนก็ยอมแพ้แล้ว ไม่มีใครที่เต็มใจจะแสดงสักคน คงทำได้แค่บังคับให้ร้องเพลงประสานเสียงทั้งชั้นนั่นแหละ”
เดิมทีเสิ่นรั่วหนิงคิดว่าถ้าเธอไม่มีใครสมัครใจเลย ก็จะแสดงเดี่ยวเปียโนด้วยตัวเองแทน
ไม่คาดคิดว่าจะมีหลายคนที่ต้องการเข้าร่วม ดังนั้นเธอจึงวางความคิดก่อนหน้านี้ลง และกำลังคิดอย่างหนักว่าควรทำการแสดงอะไรดี
เธอปฏิเสธการเล่นละครไปแล้ว แต่ในที่สุดลี่หรงก็ปลุกความคิดเธอขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเธอสามารถแสดงตลกได้ โดยการคิดบทขึ้นมาเอง
รับประกันว่าจะต้องสนุกรื่นเริง แถมยังไม่ซ้ำใครด้วย!
ลี่หรงนึกถึงละครที่เอามาฉายในงานเลี้ยงตรุษจีนในยุคหลัง หากเป็นแบบนั้นน่าจะใช้ได้?
เธอพูดว่า “บางทีฉันอาจช่วยได้ ฉันจะเขียนบทให้พวกเธอเอง”
“เยี่ยมมาก!” ในที่สุดภารกิจก็สำเร็จ เสิ่นรั่วหนิงมีความสุขมาก จนแทบอุ้มลี่หรงขึ้นมา แล้วหมุนตัวไปรอบๆ
ลี่หรงนึกภาพตามความทรงจำที่ผ่านมา เธอจำบทสนทนาที่เฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่สามารถเขียนโครงเรื่อง และประโยคที่โด่งดังบางประโยคได้
เรียกได้ว่านี่เป็นการลอกเลียนแบบเสียมากกว่า
ในขณะที่ลี่หรงกำลังเขียนบทอยู่ เธอก็ท่องคำพูดหลายคำเบาๆ เช่น “ขอโทษที่ล่วงเกินนะคะ”
ภายในไม่กี่วัน เธอก็มอบบทที่เขียนให้กับเสิ่นรั่วหนิง
เสิ่นรั่วหนิงอ่านไม่กี่บรรทัดก็รู้ว่ามันเป็นบทละครที่ดี เธอมองลี่หรงอย่างตื่นเต้น “เธอเก่งมาก! เขียนได้ดีขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!”
ลี่หรงยิ้มอย่างรู้สึกผิด และไม่ได้พูดอะไรต่อ
ต้องเป็นบทละครที่ดีอยู่แล้ว เพราะนี่เป็นการแสดงที่ใช้ในงานเลี้ยงตรุษจีนเลยนะ!
[1] บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง คือ บทเพลงอันทรงคุณค่าบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ไพศาล และความหนักแน่นมั่นคงแห่งสายน้ำหวงเหอ ที่เต็มไปด้วยมนตร์ขลังของความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์จีนและวัฒนธรรมจงหยวน จากบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในฐานะถิ่นกำเนิดที่หล่อเลี้ยงแดนดินจงหยวนให้อุดมสมบูรณ์ จนกลายมาเป็น ‘บ้าน’ ของลูกหลานจีนในวันนี้
บทที่ 123: ซ้อมละคร
เมื่อบทละครพร้อมแล้ว เสิ่นรั่วหนิงจึงจัดการคัดตัวนักแสดง
เดิมทีเสิ่นรั่วหนิงไม่ได้อยากจะเข้าร่วม แต่บทละครน่าสนใจมาก จนเธออยากเลือกบทบาทที่เหมาะกับตัวเองมาสักหนึ่งบท
ยังมีผู้สมัครอีกห้าคน ที่ยังไม่ได้รับบทบาทของตนเอง
ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเด็กจากทางใต้ไปเรียนมหาวิทยาลัยทางตอนเหนือ มักจะมีเรื่องตลกขำขันเกิดขึ้น เนื่องจากความแตกต่างทางภาษาและนิสัยการใช้ชีวิต
ตัวอย่างบางส่วนมีให้เห็นในหอพักหญิง
ถึงคนในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนทางเหนือ แต่ก็มีคนใต้ที่เป็นผู้ชายอยู่ไม่กี่คน จึงไม่เหมาะที่จะร่วมแสดง
เมื่อเสิ่นรั่วหนิงไม่รู้จะทำอย่างไรดี จู่ๆ เธอก็นึกถึงลี่หรง
“เอาไหม? เธอไงล่ะ! การแสดงของเราจะต้องออกมาดีแน่นอนเลย”
ลี่หรงตอบ “ไม่… ฉันทำไม่ได้หรอก”
“โธ่… ใครเคยแสดงละครมาก่อนบ้างล่ะ? นี่ก็เป็นครั้งแรกของทุกคนเหมือนกัน” เสิ่นรั่วหนิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เธอเป็นคนร่างเล็ก ฉันว่าเธอดูเหมาะที่จะแสดงเป็นคนใต้มากที่สุดแล้ว”
“ฉันขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวได้ไหม? ช่วยฉันเถอะนะ” เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าตาน่าสงสาร พลางขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่า
ลี่หรงจำต้องตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจ “เธอนี่นะ ฉันเขียนบทให้แล้ว ทั้งยังต้องช่วยแสดงอีก”
“เธอเก่งที่สุดเลย!”
ยังเหลืออีกสี่คน และหลี่ชุนเสวี่ยที่มาจากหอพักเดียวกันเข้าร่วมด้วย
จากนั้นก็ได้หญิงสาวอีกสองคนในหอพักอื่นมาร่วมแสดงเพิ่ม
ยังเหลืออีกหนึ่งคน เสิ่นรั่วหนิงกำลังนั่งเครียดอยู่ในหอพัก
สุดท้ายก็เป็นสวี่จิ้งที่มาขอเข้าร่วม
ตอนแรกเสิ่นรั่วหนิงมองเธอด้วยความประหลาดใจ สวี่จิ้งผู้เย็นชาและเข้มงวดตลอด จะมาร่วม ‘ทำเรื่องไร้สาระ’ กับพวกเธอด้วยอย่างนั้นหรือ
เสิ่นรั่วหนิงกะพริบตาด้วยความสงสัย สวี่จิ้งจะแสดงได้ดีหรือเปล่านะ?
อีกฝ่ายจะไม่ทำหน้าตายแบบนั้นตลอดเวลาใช่ไหม?
หากเป็นเช่นนั้น คงไม่ดีแน่!
การแสดงที่พวกเธอจะแสดงคือละครตลกนะ ไม่ใช่งานแถลงข่าวที่ต้องจริงจังตลอดเวลา
เสิ่นรั่วหนิงยิ้มฝืดเฝื่อน ยากจะปฏิเสธ
อู๋เยี่ยนหงเพิ่งออกมาจากโรงอาบน้ำ เธอเดินถือผ้าเช็ดตัวออกมา แล้วยัดกะละมังกลับไปไว้ใต้เตียง ก่อนแขวนผ้าเช็ดตัว ทันเวลาที่จะได้ยินคำพูดของสวี่จิ้งอย่างชัดเจน
เธอถือกระติกเก็บความร้อนในมือ “ฉันคิดว่าน่าจะดีนะ สวี่จิ้งมีความพยายามสูง แล้วตอนนี้ก็ยังขาดคนอยู่ด้วยนี่”
สวี่จิ้งพยักหน้า “ฉันได้อ่านบทของเธอแล้ว ฉันสามารถเล่นเป็นเพื่อนร่วมห้องที่พูดน้อยๆได้”
“อ่า ฮ่าๆ” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะแห้ง มันไม่ใช่เรื่องความเหมาะสมของบท แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะสวี่จิ้งชอบอยู่คนเดียว เสิ่นรั่วหนิงจึงกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งเมื่อถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างหาก
หนำซ้ำสวี่จิ้งยังดูเหมือนคณบดีมาก ทั้งในด้านการแต่งตัว รูปร่างหน้าตาและบุคลิก
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำตลอดเวลา หนำซ้ำมัดผมสูงเผยให้เห็นหน้าผากสูงและกว้าง...
แต่ด้วยหาคนอื่นไม่ได้แล้วจริงๆ เสิ่นรั่วหนิงจึงยื่นบทให้ “... ก็ได้ นี่คือบทของเธอ ลองไปอ่านดูนะ บ่ายวันศุกร์นี้เราจะมาลองซ้อมบทกันในห้องเรียน”
แม้ว่าบทละครจะเขียนโดยลี่หรง แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้ทุกคนออกนอกบทได้
วันศุกร์จะเริ่มซ้อมบทกัน ลี่หรงจึงเริ่มท่องบทหลังอาหารเย็น ตั้งแต่สองคืนที่ผ่านมา...
ในขณะเดียวกัน ก็ลองจินตนาการดูว่าควรพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าท่าทางอย่างไร
เธอได้รับบทเป็นคนใต้ ซึ่งโครงเรื่องและจุดหักมุมต่างๆ จะถูกเน้นไปที่เธอ
แล้ววันศุกร์ก็มาถึง
เสิ่นรั่วหนิงพึงพอใจมากที่ไม่มีใครมาสาย
ทุกคนไม่ค่อยคุ้นเคยกับการซ้อมบทในครั้งแรกนัก แต่เสิ่นรั่วหนิงไม่สนใจ เธอจัดแจงแก้ไข แล้วให้ทุกคนเริ่มทวนบทกันใหม่อีกครั้ง
หลังจากสามถึงสี่ครั้ง ทุกคนก็เริ่มจำบทได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าที่ลี่หรงคิดไว้
ทุกคนคงพยายามท่องจำกันมาอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหา
หลังจากลองทวนบท พวกเธอจึงตกลงเรื่องการซ้อมครั้งต่อไป เสร็จแล้วถึงได้แยกย้ายกันกลับ
เมื่อถึงเวลานัดหมายครั้งถัดไป คราวนี้มีมากกว่าแค่ต้องพูดตามบทให้ถูก
ต้องเพิ่มสีหน้าท่าทางในการแสดงด้วย เพราะถึงเวลาที่ต้องเริ่มซ้อมจริงจังแล้ว
เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกไม่คุ้นเคยในครั้งแรก เมื่อพูดถึงการแสดงแล้ว... ทุกคนไม่ใช่มืออาชีพ จึงไม่ได้คาดหวังว่าจะแสดงให้ถูกต้องได้ภายในครั้งเดียว
ต้องค่อยๆฝึกไป
ในระหว่างการซ้อมครั้งนี้ ลี่หรงคิดว่าทุกคนสมเป็นนักศึกษาชั้นนำของมหาวิทยาลัยชิงหัวจริงๆ ทุกครั้งที่พบจุดที่มีปัญหา จะใช้ความคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที
เมื่อถึงครั้งที่ห้า ทุกคนต่างเหงื่อออกเพราะความเหนื่อยล้า เสิ่นรั่วหนิงเองก็อยากหยุดพักเช่นกัน แต่ก็ยังพักไม่ได้เพราะการซ้อมนี้เกือบจะดีแล้ว
แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรถึงทำได้แค่เกือบดี
เพียงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
แน่นอนว่าทุกคนก็แสดงเป็นปกติดี
แต่ทำไมมันดูแปลกๆนะ?
แน่นอนว่าปัญหาถูกพบแล้ว จู่ๆ บรรยากาศก็ดูกดดันจนทุกคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นลี่หรงก็พูดว่า “สวี่จิ้ง เธอแสดงแข็งทื่อเกินไป ถึงลักษณะของตัวละครจะเงียบขรึม ทว่าไม่ได้เงียบสนิท เธอต้องใช้สีหน้าท่าทาง และความกล้าแสดงออก เพื่อแสดงให้เป็นตัวละครนี้...”
เสิ่นรั่วหนิงตบต้นขาตัวเอง แล้วพยักหน้าอย่างแรง ลี่หรงพูดได้ตรงประเด็นจริงๆ
ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติไป
ตัวละครที่สวี่จิ้งแสดง เป็นเด็กสาวภาคเหนือที่ยากจน
เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
และมักจะพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่สามารถฟังออกอย่างชัดเจน
เนื่องจากเธอเกิดในชนบททางเหนือ นิสัยหลายอย่างจึงแตกต่างจากคนทั่วไป ด้วยความที่เป็นคนพูดน้อย จึงต้องอาศัยสีหน้าท่าทาง และประโยคสั้นๆบางประโยคในการแสดงเป็นหลัก เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างจากนิสัยของเธอกับคนเหนือคนอื่นในหอพักก็เห็นได้อย่างชัดเจน
จากนั้นก็ให้ลี่หรงที่เป็นคนใต้ ออกมาโต้ตอบกับพวกเธออีกครั้ง ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นตอนที่มีเรื่องตลกมากมายเกิดขึ้น
ถึงเธอจะพูดน้อยได้ แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา เพราะนั่นจะทำให้ดูไม่เหมือนเพื่อนร่วมห้อง แต่เหมือนคณบดีที่คอยคุมเข้มเรื่องเวลานอนเสียมากกว่า
เสิ่นรั่วหนิงคิดออกแล้ว “ใช่เลย เป็นแบบที่ลี่หรงพูด”
สวี่จิ้งเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอรู้สึกว่าตัวเองฝึกฝนได้ดีมากแล้ว จึงไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดพลาดไป
เมื่อถูกพูดเรื่องนี้ในต่อหน้าทุกคน จึงทำให้สวี่จิ้งรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เสิ่นรั่วหนิงกับลี่หรงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนจึงอาจรวมหัวกันกลั่นแกล้งเธออยู่ก็ได้!
“พวกเธอกำลังดูถูกการแสดงของฉันอยู่เหรอ?” สวี่จิ้งถามเสียงเข้ม
“ไม่ใช่เลย” ลี่หรงเบิกตากว้าง แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้นล่ะ? ฉันต้องการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น”
สวี่จิ้งเม้มปาก ไม่พูดอะไรอีก
เสิ่นรั่วหนิงกล่าวว่า “ลี่หรงไม่ได้ตำหนิรุนแรงอะไร เธออย่าคิดมากเลยนะ พวกเรามาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน” ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “สวี่จิ้ง ถ้าเธอเชื่อฉัน รอจนกว่าฉันจะพูดตรงนี้จบก่อน”
เธอชี้ไปที่บทละคร “ต่อไปเธอเล่นแบบเกินจริงได้เลย จะทำให้การแสดงสดใสขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ส่วนตรงนี้...”
สวี่จิ้งดูอารมณ์ไม่ดีเลย แต่เธอก็ไม่ได้เดินออกไปทันที เธอฟังวิธีแก้ปัญหาของลี่หรง แล้วค่อยๆตระหนักได้ว่าเรื่องที่หญิงสาวพูดเมื่อครู่ก็น่าจะเป็นความจริง...
ด้วยอารมณ์ของสวี่จิ้ง ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ทันที แต่เธอก็ได้ทำตามวิธีที่ลี่หรงช่วยแนะนำให้
คราวนี้ในที่สุดการซ้อมละครก็ผ่านไปได้อย่างยอดเยี่ยม
เสิ่นรั่วหนิงยิ้มด้วยความดีใจ “ลี่หรงเธอฉลาดมาก ฉันคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย”
หลี่ชุนเสวี่ยพูดเสริม “ฉันไม่แปลกใจเลย ลี่หรงเป็นคนเขียนบทตั้งแต่แรกใช่ไหม? เธอเลยเป็นคนที่รู้นิสัยและสีหน้าท่าทางของตัวละครแต่ละตัวได้ดีที่สุด”
ลี่หรงรีบโบกมือ “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่าคิดอย่างนั้นเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะรู้จักตัวละครทุกตัวอย่างอย่างชัดเจนเพียงเพราะเป็นคนเขียนบทน่ะ”
เธอยิ้มด้วยความขื่นขม “ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้วต่างหากล่ะ”
“ฮ่าๆ เอาล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม “มาพยายามให้หนักด้วยกันเถอะ ลองซ้อมอีกสักสองครั้ง ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องฝึกซ้อมกันหนักอีก งานเลี้ยงจะมาถึงในสัปดาห์หน้า ไม่ได้มีเวลาเหลือมากหรือน้อยจนเกินไป แต่ก็โชคดีที่พวกเราทุกคนทำออกมาได้ดีมากแล้ว จนทำให้การซ้อมผ่านไปได้ด้วยดี จากนี้เราก็มาซ้อมที่นี่กันทุกวัน จนกว่าจะถึงวันจัดงานเลี้ยงเลยนะ”
บทที่ 124: แต่งหน้า
ไม่ว่าลี่หรงต้องการทำอะไร เธอจะตั้งใจทุ่มเทพลังกายพลังใจเกินร้อย และแม้ว่าหญิงสาวจะไม่มีปัญหาในระหว่างการซ้อม ทว่าก็ยังเก็บรายละเอียดหลังจากกลับบ้านทุกวัน
ทั้งยังคอยตรวจดูการแสดงออกของตัวเองในกระจก
เธอทุ่มเทให้กับการแสดงมากเกินไป จนเผลอเพิกเฉยต่อจ้าวชิงซง
จนกระทั่งก่อนถึงวันแสดง จ้าวชิงซงก็ทนไม่ได้อีกต่อไป เขากดลี่หรงลงบนเตียง แล้วจูบเธอเนิ่นนาน ก่อนพูดด้วยความน้อยใจ “ทำไมคุณไม่สนใจสามีของตัวเองเลยล่ะครับ? ผมจะออกจากบ้านไปพรุ่งนี้แล้วนะ!”
“ฮะ? จะออกไปไหนคะ?” ลี่หรงพูดขณะหอบหายใจเล็กน้อย
จ้าวชิงซงจำใจตอบ “ผมบอกคุณตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ว่าวันศุกร์ผมจะไปสำรวจตลาดทางใต้กับพี่ชายสามครับ”
“ไปทางใต้เหรอคะ?”
“ใช่ครับ” จ้าวชิงซงยิ้ม “ผมได้ยินมาว่านโยบายการค้าในภาคใต้ไม่ค่อยเข้มงวดนัก และกำลังจะปฏิรูปให้เปิดกว้างขึ้น แถมพวกหน่วยงานระดับสูงก็ต้องการสนับสนุนเช่นกัน หลายคนเริ่มทำธุรกิจกันแล้ว ผมเลยอยากจะลงใต้ไปดูว่ามีอะไรน่าทำบ้างน่ะครับ”
แน่นอนว่าลี่หรงรู้ดีว่าปลายปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ทั้งยังมีการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอีกด้วย
ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงไปได้ข่าวนี้มาจากที่ไหน ลี่หรงจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเขาอีกต่อไป
ลี่หรงมองชายหนุ่มอย่างมีความสุข แล้วพูดให้กำลังใจ “ทำงานหนักหน่อยนะคะ นี่เป็นโอกาสที่ดี แต่คุณจะไปนานแค่ไหนเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ยังไม่แน่ใจเลยครับ แต่พี่ชายสามก็จะไปด้วยนะ”
“เขาจะไปด้วยเหรอคะ แต่เขาจะไปทำไมกัน?”
จ้าวชิงซงบีบจมูกลี่หรงเบาๆ “แน่นอนว่าไปหาเงินครับ ไปดูว่ามีโอกาสใหม่ๆหรือเปล่า ผมรับปากพี่ชายสามไว้ว่าจะพาไปลองทำงานด้วย เลยให้ไปทำงานขายผลไม้กับผมสองสามวัน แล้วก็รู้สึกว่าเขาทำได้ดีทีเดียว คราวนี้ผมจะไปทางใต้ ก็เลยลองถามเขาดูว่าสนใจไปด้วยกันไหม คิดว่าถ้าพี่ชายสามไม่อยากไปก็ไม่เป็นอะไร แต่เขาตอบกลับทันทีเลยว่าอยากไปด้วยน่ะครับ”
“พี่ชายสามเพิ่งปลดประจำการมาจากกองทัพ เลยยังไม่มีประสบการณ์เยอะเท่าคุณน่ะค่ะ ถึงแม้เขาจะเป็นพี่ชายของฉัน แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเป็นน้องชายมากกว่า” ลี่หรงเหลือบมองจ้าวชิงซง “คุณต้องให้ความสนใจดูแลเขาให้มากขึ้น อย่าให้คนอื่นมาหลอกลวงหรือชักจูงไปในทางที่ผิดนะคะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ…” จ้าวชิงซงไม่ได้พูดอะไรมาก พลางพูดบอกให้ลี่หรงสบายใจ
หลังจากนั้นไม่นานลี่หรงก็จำได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันแสดงแล้ว เธอจึงถามจ้าวชิงซง “จะไม่ไปดูจริงๆเหรอคะ คุณค่อยไปวันมะรืนไม่ได้เหรอ?”
จ้าวชิงซงจูบปากลี่หรงเบาๆด้วยอยากขอโทษ ก่อนซุกหน้าไว้ที่ซอกคอของหญิงสาว พลางลูบหูของเธอด้วยความรัก “ผมซื้อตั๋วไว้แล้วครับ มันไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนวันเวลาเดินทาง คุณฝึกซ้อมที่บ้านนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ผมจินตนาการได้ว่าตอนที่คุณขึ้นแสดงบนเวทีจะเป็นอย่างไร คุณต้องได้เป็นจุดสนใจ และเปล่งประกายที่สุดอย่างแน่นอนครับ”
“พรืด...” ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ “ละครที่พวกฉันแสดงเป็นละครตลก ความสนใจของทุกคนอยู่กับเนื้อเรื่องมากกว่า ใครจะเอาแต่จ้องมองผู้หญิงตลกล่ะคะ?”
จ้าวชิงซงตื่นแต่เช้า แล้วเปลี่ยนจากกางเกงตัวใหญ่ที่เขาใส่นอนเป็นชุดใหม่
เสียงกุกกักไม่ได้ดังมาก แต่ลี่หรงรู้สึกว่าอ้อมกอดข้างหลังเธอหายไป เมื่อได้ยินเสียงนั้น เธอจึงตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงงุน “ตื่นแล้วเหรอคะ นี่เช้าแล้วเหรอเนี่ย?”
เธอมองหน้าต่าง “ยังไม่สว่างเลยนี่นา”
จ้าวชิงซงแตะแก้มของเธอ “อืม ผมต้องรีบไปขึ้นรถไฟ คุณนอนต่อเถอะครับ”
ลี่หรงลุกขึ้นจากเตียง “ไม่นอนแล้วค่ะ ฉันจะไปหาอะไรให้คุณกิน”
“ไม่ต้องหรอกครับ” จ้าวชิงซงเกรงใจ “เดี๋ยวผมไปหาซื้ออะไรกินที่สถานีรถไฟเองครับ”
ลี่หรงสวมรองเท้าแตะ แล้วลุกขึ้นยืน เธอหาวแล้วพูดว่า “ไม่ได้หรอกค่ะ โบราณว่าไว้ ขึ้นรถไฟกินเกี๊ยว ลงรถไฟกินบะหมี่ กินก่อนเดินทางแล้วจะได้ปลอดภัยค่ะ”
จ้าวชิงซงหัวเราะ “คุณยังเชื่อเรื่องนี้อยู่เหรอครับ?”
“เมื่อก่อนเคยไม่เชื่อค่ะ” ลี่หรงกล่าว “แต่ตอนนี้เชื่อแล้ว”
ลี่หรงไม่มีเวลาล้างหน้าด้วยซ้ำ เธอหั่นกุยช่ายจากสวนหนึ่งกำมือ ตอกไข่ลงไปสองสามฟอง เพื่อทำเกี๊ยวไส้ต้นหอมและไข่
เธอจัดการห่อเกี๊ยวประมาณยี่สิบแผ่นอย่างรวดเร็ว
หลังจากวางมันลงในซึ้งเพื่อนึ่งอยู่ราวสิบนาที อาหารของจ้าวชิงซงก็เสร็จเรียบร้อย
จ้าวชิงซงตอนแรกบอกว่าจะไม่กิน แต่เมื่อลี่หรงทำเกี๊ยวร้อนๆเสร็จ เขาก็วิ่งมาทันที
ลี่หรงเทจิ๊กโฉ่วให้เขาหนึ่งถ้วย “กินให้อิ่มเลยนะคะ บนรถไฟไม่มีอะไรให้กิน ที่บ้านยังมีคุกกี้เหลืออยู่บ้าง ฉันใส่ไว้ในกระเป๋าของคุณแล้วค่ะ”
แล้วก็ยังมีซาลาเปานึ่งสองสามลูก ลี่หรงนำมานึ่งจนนิ่ม แล้วเก็บทั้งหมดให้จ้าวชิงซงนำไปกิน “คราวนี้คุณจะไปเมืองG ทางใต้ใช่ไหมคะ? ที่นั่นอยู่ห่างไกลเหลือเกิน มันไกลจากเมืองหลวงมาก ไม่รู้ว่าต้องนั่งรถไฟกี่วัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะล้างแอปเปิลให้คุณเอาไปกินบนรถไฟด้วยนะคะ”
จ้าวชิงซงเห็นเธอต้องทำงานยุ่งเพราะเป็นห่วงเรื่องการเดินทางของเขา ก็พลันรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา แต่เขาก็ยังพูดว่า “ไม่ต้องวุ่นวายเกินไปเลยครับ ผู้ชายที่โตแล้วกินข้าววันละสองมื้อ ไม่หิวตายหรอกครับ แถมตอนนี้สามีของคุณก็รวยมีเงินจ่ายค่าอาหาร แล้วคุณยังกังวลว่าผมจะหิวอีกเหรอครับ?”
“คุณอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้นี่คะ”
เนื่องจากมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ชั้นเรียนในวันนี้จึงถูกระงับชั่วคราว หมายความว่าวันนี้ไม่มีเรียนนั่นเอง
วันนี้ลี่หรงต้องขึ้นแสดงละคร ดังนั้นเธอจะไปเฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น ไม่ได้ไปตอนเช้า เมื่อจ้าวชิงซงออกไปแล้ว ลี่หรงก็หาว แล้วเดินกลับไปงีบหลับในห้องต่อ
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบสิบโมง แม่จ้าวกับอันอันกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว
อันอันกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นลี่หรงก็วิ่งเข้ามาหา “แม่”
“ไงจ้ะ” ลี่หรงยิ้ม “ลูกกินข้าวหรือยัง?”
“กินแล้วครับ! กินเกี๊ยว!”
แม่จ้าวเดินเข้ามาพูดว่า “เมื่อเช้าแม่ได้ยินเสียงกุกกักในครัว พอตื่นขึ้นมาก็เห็นเกี๊ยวดิบอยู่ในครัว พอคิดดูแล้วก็รู้ว่าลูกเป็นคนทำ ทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะจ๊ะ ตื่นมาทำเกี๊ยวก่อนเจ้ารองจะออกไปเหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ เห็นเขาบอกว่าจะไปเมืองGค่ะ”
แม่จ้าวตกใจ “เมืองGเหรอ? มันไกลมากนะ แล้วอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมาล่ะ”
“ยังไม่ทราบเลยค่ะ แม่คะ ช่วงนี้อาจต้องรบกวนแม่มากขึ้นหน่อยนะคะ”
แม่จ้าวโบกมือ “โธ่ รบกวนเรื่องอะไรกัน”
หลังจากกินเกี๊ยวเสร็จแล้ว ลี่หรงก็ไปมหาวิทยาลัย
ก่อนออกไปข้างนอก จู่ๆ ลี่หรงก็จำได้ว่าตนสามารถพาแม่จ้าวกับอันอันไปมหาวิทยาลัยเพื่อดูการแสดงของเธอได้... และแม้ว่าจะไปไม่ทันได้ดูการแสดงเธอ แต่ก็อาจจะดูการแสดงของคนอื่นได้
ไม่รู้ว่าแม่จ้าวเคยดูการแสดงแบบที่ลี่หรงแสดงมาก่อนหรือไม่ แต่เธอรู้ดีว่าเจ้าตัวเล็กไม่เคยดูมาก่อนแน่นอน
แม่จ้าวถาม “จริงเหรอจ๊ะ? พวกแม่เข้าไปด้วยได้เหรอ?”
“ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ หนูจะแอบหาที่ให้แม่อยู่ดีค่ะ”
เนื่องจากใกล้ถึงเวลาขึ้นแสดงแล้ว ลี่หรงจึงไม่อยู่รอพวกแม่ เพราะต้องรีบไปมหาวิทยาลัยก่อน
เธอได้นัดหมายกับเสิ่นรั่วหนิงและคนอื่นๆ ในห้องเรียนที่เคยซ้อมการแสดง
หลังจากซ้อมไปอีกสองครั้ง ทุกคนก็ทำได้ดีขึ้นมาก
เมื่อต้องขึ้นเวทีในตอนเย็น ลี่หรงตื่นเต้นและแอบกังวลอยู่เล็กน้อยเช่นกัน
เสื้อผ้าของนักแสดงบนเวทีไม่เหมือนกัน เสิ่นรั่วหนิงได้กล่าวไว้ว่า “นี่คือชีวิตในหอพัก ทุกคนสามารถสวมเสื้อผ้าตามใจตัวเองได้เลย”
ลี่หรงอยากใส่กระโปรง แต่เธอกลัวว่าตอนแสดง จะมีผู้ชมนั่งอยู่ด้านล่างเวทีเยอะ จึงเลือกใส่กระโปรงยาวสีครีมปักลาย ที่ยาวถึงข้อเท้า
เสิ่นรั่วหนิงกับลี่หรงบังเอิญเลือกใส่กระโปรงเหมือนกัน เธอสวมชุดที่เรียบง่ายแต่ก็ยังดูสง่างามอยู่ในที
คนอื่นสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว
และยังต้องแต่งหน้าด้วย
เครื่องสำอางในยุคนี้มีน้อยมาก แต่ก็มีครบทั้งหมดที่ควรมี
ไม่รู้ว่าสมาชิกในกลุ่มไปได้ยินมาจากไหน ว่าการแต่งหน้าเพื่อขึ้นแสดงบนเวทีต้องหนามาก เพื่อให้คนดูมองเห็นได้ชัดเจน
จึงมีการแต่งตาหนาเข้ม และทาบลัชออนลงบนใบหน้าจนหนาเตอะ
ใบหน้าแดงราวกับก้นลิง ส่วนเปลือกตาก็ดำทะมึน เห็นแล้วหมดคำจะพูดจริงๆ
บทที่ 125: แสดงละคร
“คุณพระ! พวกเธอทำอะไรกันอยู่เนี่ย?”
“แต่งหน้าไง” หลี่ชุนเสวี่ยกำลังทาลิปสติกอยู่หน้ากระจกหันมาตอบ
“ต้องแต่งหนาขนาดนี้เลยเหรอ?” ลี่หรงถามด้วยสีหน้าลำบากใจ “นักศึกษาหญิงแต่งหน้าอ่อนกว่านี้หน่อยจะดีกว่าไหม? มีแต่พวกที่ร้องเพลงและเต้นรำเท่านั้น ที่ควรแต่งหน้าหนาขนาดนี้หรือเปล่า?”
“ก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ทุกคนต้องขึ้นเวที แต่งหน้าอ่อนเกินไปจะดูไม่สวยเอานะ”
ลี่หรง “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันแต่งหน้าให้พวกเธอดีไหม แค่แก้ให้ดีขึ้นเท่านั้น”
เสิ่นรั่วหนิงเดินเข้ามา “ลี่หรงแต่งหน้าเก่งมากเลยนะ แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเองอยู่แล้ว แค่กำลังรอเธออยู่ ถ้าอย่างนั้นมาช่วยแต่งให้ฉันก่อนเถอะ”
“ได้เลย”
ในเวลาเพียงสิบนาที การแต่งหน้าให้เสิ่นรั่วหนิงก็เสร็จสิ้น เมื่อหญิงสาวอีกคนในกลุ่มเห็นเสิ่นรั่วหนิงที่แต่งหน้าเสร็จแล้ว ดวงตาของเธอพลันฉายแววประหลาดใจ “ว้าว! รั่วหนิง เธอสวยมากจริงๆ! การแต่งหน้าเบาๆก็ทำให้ดูดีได้เหมือนกัน ลี่หรง เธอเก่งมาก ช่วยแต่งให้ฉันด้วยได้ไหม?”
ลี่หรงยิ้ม “ได้สิ แต่เธอต้องล้างที่ปัดแก้มกับที่ทาตาบนหน้าออกก่อนนะ”
“ได้สิ ฉันจะรีบไปล้างออกเดี๋ยวนี้”
ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงมองหน้าพลางยิ้มให้กัน จากนั้นก็หันไปเห็นสวี่จิ้งยืนอยู่ใกล้ๆ สายตาของเธอกำลังมองมาที่ลี่หรง ฉายแววปรารถนาอยู่จางๆ
“เอ๊ะ?” ลี่หรงพอจะเดาได้ว่าสวี่จิ้งกำลังคิดอะไรอยู่ เธอรู้นิสัยของอีกฝ่ายดี ดังนั้นจึงพูดก่อนว่า “เธออยากให้ฉันช่วยแต่งหน้าด้วยหรือเปล่า?”
ดูเหมือนสวี่จิ้งจะไม่คาดคิดว่าลี่หรงจะเริ่มพูดเรื่องนี้ก่อน จึงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเธอต้องไปล้างหน้าก่อน” ลี่หรงกะพริบตา
หลี่ชุนเสวี่ย “ฉันก็อยากให้แต่งด้วยเหมือนกัน เดี๋ยวฉันจะรีบไปล้างหน้าเดี๋ยวนี้เลย”
ด้วยลี่หรงต้องช่วยแต่งหน้าให้ทุกคนในกลุ่ม สวี่จิ้งจึงไม่รีบร้อน รอจนกว่าคนอื่นจะแต่งหน้าเสร็จ แล้วเธอถึงนั่งลงตรงหน้าลี่หรง
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเห็นหน้าผากกว้างของสวี่จิ้งใกล้ขนาดนี้
สวี่จิ้งมีผิวพรรณที่ดี หากลองเปลี่ยนทรงผม หน้าตาของเธอจะดูดีขึ้นอีกมาก
หลังจากแต่งหน้าให้เธอแล้ว ลี่หรงก็พูดแบบสบายๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ “เธอเคยคิดจะเปลี่ยนทรงผมบ้างไหม? หลับตาลงหน่อย เดี๋ยวฉันจะกรีดอายไลเนอร์ให้”
สวี่จิ้งหลับตา พลันรู้สึกถึงมือของลี่หรงกำลังขยับไปที่ดวงตาของเธอ
สวี่จิ้งเองก็เคยคิดจะเปลี่ยนทรงผมเหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะเธอต้องการยืดผมหน้าม้าแบบคนอื่นๆ แต่มันกลับทำให้ดูแย่กว่าเดิม นับตั้งแต่ถูกหัวเราะเยาะเพราะเปลี่ยนทรงผมในครั้งนั้น หลังจากโตขึ้น เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนทรงผมอีกเลย
เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่า ในเมื่อเธอเปลี่ยนไปไว้ทรงผมแบบเดิมแล้ว ทำไมยังต้องถูกหัวเราะเยาะอยู่อีก
เธอนึกถึงความทรงจำอันเลวร้าย แล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบากว่าเดิม “เคยคิดแล้ว แต่พอเปลี่ยนก็ดูไม่ดีเลย”
“หืม?” ลี่หรงกำลังแต่งตาและเขียนคิ้วให้อีกฝ่ายอยู่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่จิ้ง ลี่หรงพลันหยุดแต่งหน้าทันที “หากเธอยอมเชื่อฉัน ให้ฉันตัดผมให้ดีไหม? ไม่แน่ใจว่าเธอจะชอบหรือเปล่า แต่ฉันสัญญาว่ามันจะดูดีกว่าทรงผมของเธอในตอนนี้แน่นอน”
“ช่างเถอะ มัดรวบให้ฉันไปเลยดีกว่า”
“ได้” ลี่หรงเคารพการตัดสินใจของเธอ แล้วเริ่มเขียนคิ้วต่อ
“เธอจะช่วยฉันได้จริงเหรอ?” จู่ๆ สวี่จิ้งก็พูดขึ้น
ลี่หรงยิ้ม พลางวางดินสอเขียนคิ้วลงบนโต๊ะ “ต้องได้สิ”
สวี่จิ้งแกะยางมัดผมของเธอออก แล้วหวีให้เรียบ
ลี่หรงหยิบหวีมาหวีผมที่ปรกหน้าผากของเธอไปมา จากนั้นแบ่งผมออกเป็นช่อ แล้วพูดว่า “หน้าผากของเธอสูงและกว้างมาก การตัดผมหน้าม้าจะช่วยบังได้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่เอา…” สวี่จิ้งปฏิเสธ “เธออย่าตัดผมหน้าม้าตรงนะ เพราะมันจะหนามาก และทำให้ฉันดูเหมือนเป็นคนบื้ออีก”
“เธอเคยไว้ผมหน้าม้ามาก่อนเหรอ?” ลี่หรงพอจะเดาได้ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของสวี่จิ้ง เธอจึงไม่ได้ถามรายละเอียด “ที่มันหนาเพราะแบ่งผมมาตัดเป็นหน้าม้าเยอะเกินไป เดี๋ยวฉันจะตัดผมหน้าม้าให้เธอดู แต่ไม่ได้ตัดผมหน้าม้าตรงแบบนั้นหรอกนะ”
“ที่เขาเรียกกันว่า ผมหน้าม้าปัดข้าง เธอรู้จักไหม?” ลี่หรงกล่าวต่อ “ตรงกลางควรจะตัดเรียบกว่านี้ แล้วผมด้านข้างก็ควรปัดมาแบบนี้ นี่เรียกว่าผมหน้าม้าปัดข้าง พอตัดเสร็จเดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
ลี่หรงใช้มือจับปอยผมของอีกฝ่ายขึ้นมา จากนั้นตัดออกเพียงสองถึงสามนิ้ว เสร็จแล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
หลี่ชุนเสวี่ยที่อยู่ข้างๆตกตะลึง “โอ้! นี่ใช่สวี่จิ้งหรือเปล่าเนี่ย?”
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ด้วยสวี่จิ้งเองก็ไม่อยากเชื่อสายตาเท่าใดนัก ว่าหญิงสาวในกระจกนั้นคือตัวเธอเอง
ลี่หรงกันคิ้วให้สวี่จิ้ง แล้วเขียนใหม่ให้ดูอ่อนโยนมากขึ้น การเปลี่ยนทรงผมและการแต่งหน้าที่ดี ทำให้สวี่จิ้งดูไม่เหมือนคณบดีหญิงอีกต่อไปแล้ว
สวี่จิ้งมองดูรูปลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคยของตัวเองในกระจกอยู่นาน
หลังจากเสร็จสิ้น ลี่หรงก็เดินไปยังทางเข้าหอประชุม แล้วหันไปเห็นแม่จ้าวกับอันอันพอดี
“แม่คะ ทำไมถึงไม่เข้าไปล่ะคะ?”
แม่จ้าวตอบว่า “เห็นมีแต่คนหนุ่มสาวเข้าไป เลยไม่รู้ว่าพวกแม่จะเข้าไปได้ไหมน่ะสิจ๊ะ”
“เข้าได้สิคะ มาทางนี้เลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาเข้าไปเอง”
ลี่หรงพาอันอันกับแม่สามีเข้าไปในหอประชุม แล้วพาไปนั่งด้านหน้าเวที “นั่งตรงนี้นะคะ ถ้าอยากไปห้องน้ำ ออกไปที่ประตูนั้นได้เลยค่ะ…”
ลี่หรงบอกทางให้พวกแม่ ก่อนจะเดินออกไปหลังจากอธิบายเสร็จ
ลี่หรงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับมานั่งยองๆตรงหน้าลูกชาย “ถ้าเห็นแม่แล้วอย่าตะโกนเสียงดังเกินไปนะ มันจะรบกวนคนอื่นจ้ะ”
อันอันปิดปากตัวเอง แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “...ครับ”
บนเวทีมีผ้าม่าน หลอดไฟอีกสองสามดวงห้อยลงมาจากด้านบนและด้านข้าง ส่วนไฟหลักอยู่ตรงกลางเวที
ในหอประชุมขนาดใหญ่ มีไฟที่ถูกเปิดไว้อย่างสลัวๆ เพียงไม่กี่ดวงแขวนอยู่ด้านข้าง จนแทบมองไม่เห็นที่นั่ง
งานเลี้ยงเริ่มตรงเวลา
เมื่อนักศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรขึ้นไปยืนอยู่กลางเวที
ไฟด้านล่างก็พลันดับลงทันที โดยไม่สนว่าใครจะหาที่นั่งได้แล้วหรือไม่ก็ตาม
ทันทีที่ไฟดับ เสียงจอแจในหอประชุมก็ค่อยๆเงียบลง ทุกคนต่างหยุดพูดหรือพยายามลดเสียง เมื่อต้องสื่อสารกับเพื่อน
พิธีกรบนเวทีกล่าวเปิดงานอย่างตื่นเต้น นี่ถือเป็นงานเลี้ยงต้อนรับครั้งแรก และจะจัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น
พิธีกรเป็นนักศึกษาปีเจ็ดเจ็ด ถ้อยคำที่เขาพูดนั้นชวนให้ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก...
การแสดงแรกเป็นการแสดงขับร้องประสานเสียง ที่นำเสนอโดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมปีเจ็ดเจ็ด
ในคณะสถาปัตยกรรมมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พวกเขาจึงเลือกร้องเพลงที่มีพลังอย่าง ‘บทเพลงแห่งแม่น้ำเหลือง’
ส่วนพวกลี่หรงจับฉลากได้ขึ้นแสดงเป็นลำดับกลางๆ
ก่อนจะถึงตาพวกเธอขึ้นแสดง ก็มีการแสดงของชั้นเรียนอื่น ที่มีทั้งการร้องเพลงและการเต้นรำ กระทั่งการเต้นระบำดำนาแบบพื้นบ้านอีกด้วย
เมื่อนักศึกษาสวมชุดที่ตัดมาโดยเฉพาะ พลางเต้นระบำโยกย้ายส่ายเอว ขณะร้องเพลงเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว ผู้ชมก็ดูด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน
พวกลี่หรงที่กำลังรอขึ้นแสดงละคร ต่างก็เฝ้าดูจากด้านข้างเวทีอย่างใกล้ชิด
การแสดงต่อไปคือละครตลกเรื่องสั้นของพวกลี่หรง
เมื่อม่านถูกปิดลง หัวหน้าฝ่ายกิจวัตรสวีเหยียน ได้พาเพื่อนร่วมชั้นผู้ชายหลายคนมาช่วยจัดฉาก
เมื่อม่านเปิดออก ผู้ชมก็เห็นฉากจำลองภายในหอพัก
มีเตียงสองชั้นสามเตียงและโต๊ะสามตัว
สวี่จิ้งและหญิงสาวอีกคนกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงชั้นบน
หลี่ชุนเสวี่ยนั่งเย็บผ้าอยู่บนเตียง
เสิ่นรั่วหนิงนั่งส่องกระจกอยู่บนเก้าอี้
ลี่หรงกำลังแขวนเสื้อผ้า
และหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งยองๆ ซักผ้าอยู่หน้ากะละมัง
บทที่ 126: การแข่งขันประจำสาขาวิชา นักการทูต
“ได้ยินมาว่าเธอมาจากทางใต้เหรอ?”
ตัวละครที่รับบทโดยลี่หรงเดินกลับมาที่เตียง หลังจากแขวนผ้าเสร็จ หลี่ชุนเสวี่ยก็โผล่หน้าออกมาถาม
“ใช่ ฉันมาจากเมืองGน่ะ”
ละครตลกของพวกลี่หรง เพียงพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็เรียกเสียงฮาระลอกใหญ่ได้แล้ว ทำให้ผู้ชมต่างหัวเราะกันไม่หยุด
จนกระทั่งการแสดงจบลง ผู้ชมต่างยังอารมณ์ค้าง ไม่อยากให้ละครจบลงเลย
หลังจากแสดงละครเสร็จ ทุกคนก็หมดหน้าที่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่หรงจึงเตรียมจะเดินจากไป
เสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าเพื่อนสาวพาอันอันมา และเธอก็ตั้งตารอที่จะได้เจอกับใครบางคนด้วยเช่นกัน จึงเรียกลี่หรงไว้ “เดี๋ยวก่อน ฉันจะไปกับเธอด้วย ยังมีการแสดงอีกหลายรายการเลย ฉันอยากจะไปนั่งดูแถวหน้า เมื่อกี้ที่ยืนดูจากด้านข้างเวที ทำเอาฉันชะเง้อคอจนปวดไปหมดแล้วล่ะ”
หลังจากตามลี่หรงไปหาอันอันกับแม่สามีของเพื่อนสาวแล้ว เสิ่นรั่วหนิงก็ยิ้มให้อันอัน แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆโดยไม่รู้ตัว ทว่าก็ไร้วี่แววของชายคนนั้น
“กำลังมองหาใครอยู่เหรอ?” ลี่หรงแตะข้อศอกของเสิ่นรั่วหนิง “นั่งลงเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นเธอจะบังคนอื่น เดี๋ยวจะโดนว่าเอาได้นะ”
เสิ่นรั่วหนิงนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างลี่หรง แล้วพูดว่า “ฉันคิดว่าพี่สามของเธอจะมาด้วยซะอีก”
“ไม่ได้มาหรอก เขาไปเมืองG กับจ้าวชิงซงน่ะ”
“เมืองGเหรอ ไปทำอะไรที่เมืองGล่ะ?” เสิ่นรั่วหนิงถามด้วยความประหลาดใจ
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเปิดเผยไปเพียงเล็กน้อย “เห็นว่านโยบายที่นั่นจะเริ่มเปิดกว้างแล้ว ก็เลยลองไปหาลู่ทางที่นั่นดูน่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงไม่ค่อยมีไหวพริบกับเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ แม้ว่าทางใต้จะเปิดกว้างแล้ว แต่พวกเขาจะทำอะไรได้ ถึงแม้จะเดินทางไปที่นั่นเลยก็เถอะ?
เธอทำได้แต่พูดว่า “อ๋อ” เพียงเท่านั้น
จนกระทั่งงานเลี้ยงจบลง ลี่หรงก็กล่าวลาเสิ่นรั่วหนิงแล้วกลับบ้าน
เด็กน้อยยังคงกระฉับกระเฉงและไม่ง่วงเลย ขณะเดินตามหลังผู้เป็นแม่ อันอันพูดคุยกับลี่หรงด้วยความตื่นเต้น
ลี่หรงจึงฟังเขาอย่างอดทน
เด็กน้อยพูดเสียงดัง “แม่ครับ! เมื่อกี้ผมเห็นแม่ด้วยล่ะครับ กำลังแขวนเสื้ออยู่!”
“อันอันของเราเก่งมากเลย แล้วยังเห็นอะไรอีกจ้ะ?”
“พอแม่พูดจบ พี่สาวคนอื่นๆก็พูด แล้วคนก็หัวเราะกัน ผมไม่รู้ว่าทุกคนหัวเราะอะไรกัน แม่ครับ พวกเขาหัวเราะเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“เดี๋ยวลูกโตขึ้นก็รู้เองจ้ะ” ลี่หรงไม่อยากอธิบายเรื่องตลกเหล่านั้นให้เขาฟังจริงๆ เพราะเรื่องเหล่านั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ทางสังคม และมีความรู้ความเข้าใจบางอย่างเท่านั้น
แม่จ้าวกล่าวว่า “นี่สนุกกว่าที่แม่เคยดูในชนบทเสียอีก มีการแสดงมากมายแบบนี้ ทั้งหมดนี่คือนักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงเองหมดเลยหรือเปล่าจ๊ะ?”
“ใช่แล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “นี่คืองานเลี้ยงของมหาวิทยาลัย เพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่ค่ะ”
เนื่องในวันชาติ มหาวิทยาลัยจึงประกาศหยุดเรียน
ไม่มีข่าวการกลับมาของจ้าวชิงซง ลี่หรงจึงพาอันอันกลับไปบ้านสกุลลี่เป็นเวลาสองวัน
ยังเหลือวันหยุดอีกห้าวัน
ลี่หรงนึกอยากซื้อตั๋วไปเมืองG แต่ก็ไม่ได้ซื้อ
ด้วยช่วงนี้มีเวลาไม่เพียงพอสำหรับการเดินทางไกล เครื่องบินและรถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่แพร่หลายในยุคนี้ การเดินทางจึงไม่ค่อยสะดวกนัก
เธอจึงทำได้เพียงอยู่ที่บ้านเพื่อรอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง
เกือบปลายเดือนตุลาคม พวกจ้าวชิงซงถึงได้ส่งข่าวกลับมา โดยบอกว่าตลาดทางใต้คึกคักมาก โดยรัฐบาลเองยังได้ออกนโยบายมากมาย เพื่อส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการ...
จดหมายบอกว่าเขาจะกลับมาบ้านในเดือนพฤศจิกายน และเขาเองก็คิดถึงลี่หรงมาก
ลี่หรงรู้สึกอบอุ่นใจหลังจากอ่านจดหมาย ราวกับว่ากำลังจะได้รับการเติมเต็มในช่วงเวลาที่ขาดหายไป
แม่จ้าวที่กำลังมองจากด้านข้าง “เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ เจ้ารองบอกว่าจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอ?”
“เดือนหน้าค่ะ”
“โอ้โห! นานจริง คิดว่าจะไม่ได้เจอจนถึงปีใหม่เสียแล้ว”
ลี่หรงเพียงยิ้มไม่ได้พูดอะไร ตามความเข้าใจของเธอที่มีต่อจ้าวชิงซง เธอรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดจนกว่าจะแน่ใจก่อน
ในเดือนพฤศจิกายน จ้าวชิงซงน่าจะกลับมาแล้ว
ซึ่งก่อนที่จ้าวชิงซงจะกลับมา ในเดือนนั้น ได้มีการจัดแข่งขันสุนทรพจน์ วัดระดับความรู้ทางสาขาวิชาอีกครั้งในมหาวิทยาลัย
ลี่หรงรู้สึกสนใจมาก
อาจารย์โจว ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำชั้น ได้จัดการประชุมในชั้นเรียนขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาในชั้นเรียนมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่
“มหาวิทยาลัยของเราเสนอการแข่งขันนี้ และเป็นผู้ดำเนินงานเองด้วย โดยจะจัดแข่งขันในสาขาวิชาเดียวกัน อันดับหนึ่งจะได้รับรางวัลใหญ่สุดพิเศษ พร้อมกับเงินพิเศษมูลค่าห้าร้อยหยวน ส่วนอันดับที่สองและสามจะได้รางวัลเป็นเงินสองร้อยหยวน”
ทุกคนในชั้นเรียนรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ทุกคนต่างถามพร้อมกัน “รางวัลอะไรเหรอคะ?”
อาจารย์โจวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วมองสวีเหยียน “ให้หัวหน้าชั้นอธิบายให้พวกคุณฟังเถอะ”
สวีเหยียนตื่นเต้น “ประเทศของเราต้องสื่อสารกับเพื่อนต่างชาติ และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้ติดต่อกับสหภาพโซเวียตและประเทศอื่นๆ จึงต้องการผู้ที่มีความสามารถพูดภาษาอังกฤษและมีทักษะทางวิชาชีพ คนที่ได้อันดับหนึ่งจะสามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมนักการทูตได้”
เมื่อเขาพูดจบ ทั้งชั้นเรียนก็ฮือฮากันทันที
นักการทูต!
นั่นไม่ได้หมายความว่า จะได้เจอประธานาธิบดีของประเทศหรอกหรือ?
หลายคนกระตือรือร้นด้วยอยากจะลอง
“นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก” อาจารย์โจวอ่านสีหน้าของนักศึกษาออก เมื่อเห็นว่าพวกเขากระตือรือร้นแล้ว จึงถือโอกาสพูดว่า “อีกอย่างคือทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แล้วถ้าเกิดได้อันดับหนึ่งขึ้นมา…”
ลี่หรงยกมือขึ้น
“เพื่อนร่วมชั้นลี่หรง คุณมีอะไรจะพูดหรือเปล่าครับ?” อาจารย์โจวถาม
“หัวหน้า เราต้องแข่งขันแบบไหนเหรอคะ?”
“แข่งขันทักษะ” สวีเหยียนกล่าว “โดยการจัดทำแผนการนำเข้าและส่งออกสินค้า ในรอบแรก เพียงแค่ต้องส่งแผนเป็นภาษาจีนเท่านั้น”
“รอบแรกเหรอ?” เพื่อนร่วมชั้นถาม “จะแข่งขันกันหลายรอบเลยหรือเปล่า?”
สวีเหยียนพยักหน้า “มีทั้งหมดสามรอบ รอบที่สองเป็นการนำเสนอแผนงานให้อาจารย์ฟัง และรอบที่สามเป็นการอธิบายแผนงานเป็นภาษาอังกฤษ ได้ยินมาว่านักการทูตมาคอยให้คำแนะนำด้วย”
“คุณพระ ต้องเครียดแล้วแบบนี้!”
เสิ่นรั่วหนิงคว้าแขนของลี่หรง “ตั้งสามรอบเชียวนะ ฉันรู้สึกว่าฉันคงไม่มีโอกาสแล้วล่ะ ถึงภาษาอังกฤษของฉันจะดี แต่ฉันไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการค้าต่างประเทศประเภทนี้เท่าไรเลย”
ลี่หรงมองเธออย่างช่วยไม่ได้ “เธอไม่ได้เรียนเอกการค้าระหว่างประเทศมาหรอกเหรอ?”
“นั่นมันผ่านมานานแค่ไหนแล้วล่ะ?” เสิ่นรั่วหนิงพูดตามความเป็นจริง “ฉันยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ แล้วจะเขียนแผนเองได้อย่างไรเล่า ถ้าเป็นเหมือนงานกลุ่มครั้งก่อนๆ ก็ยังพอจะเป็นไปได้”
ลี่หรงพูด “สิ่งที่เธอพูดก็สมเหตุสมผล แต่คราวนี้สามารถแข่งได้แบบเดี่ยวเท่านั้น ด้วยหากต้องการแข่งแบบกลุ่ม ก็คงไม่ได้รับอนุญาต?”
“นั่นสิ” เสิ่นรั่วหนิงกระซิบ “ความจริงแล้วฉันรู้สึกเฉยๆกับการได้ไปเจอนักการทูตแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะฉันเคยเจอแล้วน่ะสิ”
ลี่หรง “...”
สวีเหยียนยกนาฬิกาในมือขึ้นพลางพูดขึ้น “นี่คือแบบฟอร์มลงทะเบียน มีใครอยากสมัครบ้าง?”
ลี่หรงทนความตื่นเต้นไม่ได้ นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับเธอเลยทีเดียวเชียว
เธอต้องลงทะเบียนอย่างแน่นอน
เสิ่นรั่วหนิงเองก็ลงทะเบียนด้วย
โอ้! ไม่สิ เรียกได้ว่า ตอนนี้นักศึกษาเกือบครึ่งหนึ่งของชั้นเรียนได้ลงทะเบียนกันแล้ว
ทุกคนที่มาเรียนมหาวิทยาลัยชิงหัว ไม่มีใครคิดจะใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย จึงไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป
เมื่อลี่หรงเห็นทุกคนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน ความกดดันก็พลันเพิ่มขึ้นทันที
ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะเธอเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันประเภทนี้มามากมายแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนแผน
จะต้องเลือกผลิตภัณฑ์เสียก่อน
ลี่หรงคิดว่ามณฑลH ที่เป็นแหล่งปลูกสาลี่นั้นน่าสนใจ ในอนาคต สาลี่ของมณฑลH ไม่เพียงแต่ขายให้กับเมืองใหญ่ๆในประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าทางการเกษตร ที่ได้ส่งออกประจำของมณฑลHด้วย
เมื่อผนวกกับธุรกิจผลไม้ที่จ้าวชิงซงกำลังทำอยู่แล้วนั้น
ลี่หรงจึงตัดสินใจจัดทำแผนการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร
ขณะเดียวกัน คนอื่นๆในหอพักของลี่หรง ก็ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วเช่นกัน
ทุกคนต่างอยากรู้หัวข้อของคนอื่น แต่ก็ยากที่จะถาม เพราะมันคงไม่ดีแน่ถ้าถามถึงหัวข้อของคนอื่น แล้วไม่ยอมบอกหัวข้อของตนเองด้วย
ดังนั้น พวกเธอจึงมีข้อตกลงกันว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในหอพัก
หากแต่เสิ่นรั่วหนิงแตกต่างออกไป แม้ว่าเธอจะลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม แต่ก็เป็นเพียงเพื่อความสนุกสนาน เสิ่นรั่วหนิงไม่คิดว่าโอกาสเป็นที่หนึ่งจะตกถึงมือเธอได้ ส่วนเงินสองร้อยหยวน สำหรับอันดับที่สองและอันดับที่สาม เธอก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
บทที่ 127: เขากลับมาแล้ว
เสิ่นรั่วหนิงสนใจเรื่องการเลือกหัวข้อของลี่หรง วันหนึ่งจึงถามอีกฝ่ายขณะที่อยู่ด้วยกันตามลำพังตอนกินข้าวกลางวันในโรงอาหาร
ลี่หรงไม่ได้ปิดบัง เมื่อตอบตามตรงแล้วจึงถามกลับบ้าง “ฉันวางแผนผลิตสินค้าเกษตร แล้วเธอล่ะ?”
“ยังคิดไม่ออกเลย” เสิ่นรั่วหนิงกล่าว “ฉันอยากทำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศเราตอนนี้คือครีม ความจริงแล้วยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆที่ใช้ได้ผลจริงมากมายจากต่างประเทศ ถ้านำเข้ามาได้ คนจีนจะต้องชอบแน่นอนเลยล่ะ”
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ถูกนำเข้าในยุคต่อมา จะได้รับความนิยมในประเทศเป็นเวลานาน และช่วงหนึ่ง การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวนำเข้าก็จะกลายเป็นกระแสนิยมของคนยุคนั้น
คาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นรั่วหนิงจะสามารถมองการณ์ไกลได้ขนาดนี้
แต่จะต้องใช้เวลาอีกสักสองสามปี กว่าธุรกิจการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจะค่อยๆทยอยเปิดตัว
ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้
สาเหตุประการแรก เพราะมีเพียงคนจำนวนหนึ่งในประเทศจีน ที่สามารถซื้อสินค้านำเข้าได้ ประการที่สองคือเงื่อนไขทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงเกินไป
และแน่นอนเมื่อเธอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็หมายความว่าการนำเข้าและการขายเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นั่นไม่ได้รวมไปถึงการวางแผนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ปัจจุบันต้นทุนการค้านำเข้าและส่งออกยังคงสูงอยู่
นั่นคือแผนการอยู่แล้ว
ยิ่งคนโดดเด่นมากเท่าใด แผนการก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
“ฉันว่าเครื่องสำอางบำรุงผิวก็ดีนะ มีคนในเมืองหลวงหลายคนที่มีกำลังซื้อ เมื่อตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวเปิด ก็จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เมืองหลวง” ลี่หรงหยุดพูดชั่วคราว แล้วพูดต่อว่า “ถึงเครื่องสำอางจากต่างประเทศจะดี แต่สินค้าในประเทศของเราเองก็มีดีไม่แพ้กัน และยังสามารถผลิตครีมบำรุงผิวเพื่อส่งออกได้อีกด้วย ที่สำคัญคือเธออยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว และลิปสติกส่วนใหญ่ผลิตที่เมืองS ที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงมาก จะยิ่งทำให้ค่าขนส่งสินค้าลดลงไปได้มากเลยล่ะ”
“ใช่เลย!” ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกายขึ้น “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าครีมของเราก็ไม่ได้แย่เหมือนกัน! ขอบคุณนะ ฉันรู้วิธีเขียนแผนแล้ว!”
ลี่หรงยินดี “ตอนนี้เธอสามารถเขียนอะไรก็ได้ตามใจต้องการเลย เพราะมันเป็นแค่แผนเท่านั้น”
เนื่องจากข้อจำกัดของยุคสมัย จึงไม่สามารถพิมพ์แผนได้ เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ ลี่หรงจึงต้องเขียนทุกคำด้วยลายมือ ประโยคต่อประโยค และร่างแผนทั้งหมดด้วยปากกาและไม้บรรทัด
เป็นเวลาเจ็ดหรือแปดวันติดต่อกัน จิตใจของลี่หรงยุ่งอยู่กับแผนโครงการสำหรับการแข่งขันทักษะ นอกเหนือจากการเข้าเรียน
ในวันที่ภารกิจเสร็จสิ้น จ้าวชิงซงก็กลับมาแล้ว
เขากับลี่รุ่ยจือต่างกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่
ไม่ได้เจอสามีนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว จ้าวชิงซงผอมลงและมีผิวคล้ำขึ้น ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูคมเข้มยิ่งกว่าเดิม
อาจเป็นเพราะข่าวดี ใบหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยังคงเห็นความเหนื่อยล้าได้จากแววตาของเขา
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเขาเดินทางไปที่ไหนบ้าง อาจต้องนอนกลางดิน กินกลางทรายเป็นแน่ ลี่หรงเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของเขา แล้วพูดด้วยความลำบากใจ “เหนื่อยไหมคะ คุณดูเหมือนจะน้ำหนักลดแล้วนะคะ”
จ้าวชิงซงดึงมือของลี่หรงมากุมไว้ด้วยสายตาอ่อนโยน “ถุงหนักมากครับ ให้ผมถือเองเถอะ ผมเอาของดีในเมืองG มาฝากคุณเต็มเลย เข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะครับ”
“คุณกลับเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะเอาบะหมี่มาให้นะคะ”
“เสี่ยวหรง สนใจมองแต่สามีของน้องเท่านั้นเหรอ ไม่เห็นเหรอว่าพี่สามของน้องก็น้ำหนักลดลงเหมือนกันน่ะ?”
ลี่หรงเหลือบมองเขา “เห็นแล้วค่ะ แต่พี่ไม่เห็นดูผอมลงเลยนะคะ”
“... ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่สามของน้องก็อยากกินบะหมี่เหมือนกันนะ”
ลี่หรงพูดด้วยความหมั่นไส้ “ขาดของพี่ไม่ได้อยู่แล้วล่ะค่ะ แต่นั่งรอก่อนเถอะนะคะ”
ไม่นานหลังจากนั้น บะหมี่ก็ถูกยกมาวาง ชายทั้งสองก็เริ่มกินบะหมี่อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้กินอิ่มมาเป็นเวลานานแล้ว
ลี่หรงขอให้พวกเขากินช้าลง แต่เธอกลัวว่าเขาจะไม่อิ่ม จึงไปตักขาหมูพะโล้ที่เหลืออยู่ในหม้อมาเพิ่มให้
“ตลาดทางใต้เป็นยังไงบ้างคะ?” ลี่หรงถาม
ลี่รุ่ยจือเริ่มพูด “อิสรเสรีมากเลยล่ะ นโยบายระดับชาติกำลังถูกนำร่องในเมืองG เป็นแนวคิดเสรีนิยม ช่วยส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่เป็นอิสระและการค้าเสรี คนพวกนั้นฉลาดมาก พวกเขานั่งจับจองที่ดิน เพื่อเปิดร้านค้าและติดป้ายโฆษณา ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วด้วย!”
จ้าวชิงซงอดเล่าไม่ได้ “พวกเราได้ไปเมืองหยางที่มีสินค้ามากมาย แล้วก็ได้ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติด้วย มีสินค้าจากต่างประเทศเยอะมาก ผมเลยเอามาฝากคุณเยอะเลยครับ”
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบกระเป๋าออกมาเปิด
มีเครื่องสำอางมากมายอยู่ด้านบน เขาหยิบส่งให้ลี่หรง “ของพวกนี้ซื้อที่เมืองหยาง พนักงานขายบอกว่าของเหล่านี้ใช้ได้ดีมาก ผมเลยซื้อมาให้คุณใช้บำรุงผิวครับ”
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะ “ผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ ก็เลยอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก รู้แค่ว่าเอาไว้บำรุงผิวเท่านั้นแหละครับ”
ลี่หรงอ่านข้อความบนกระปุก “ฉันเองก็อ่านไม่ออกเหมือนกันค่ะ ส่วนนี่เป็นภาษาเยอรมัน ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะคะ”
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเขินอาย ลูบผมตัวเองก่อนพูดว่า “ไม่รู้สิครับ ตัวหนังสือต่างประเทศก็ดูเหมือนกันหมด”
ลี่หรงไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ เพียงแค่ยิ้มและไม่ได้พูดต่อ
ลี่รุ่ยจือรู้สึกน้อยใจ ที่ลี่หรงผู้เป็นน้องสาวไม่ตื๊อเขาเหมือนเดิม เขาเองก็ซื้อลิปสติกหลายแท่งมาฝากลี่หรงเช่นกัน “ของนี้ว่ากันว่ามาจากฝรั่งเศส น้องลองดูสิว่าจะใช้ดีไหม พี่เห็นผู้หญิงในเมืองหยางทามันลงบนริมฝีปากกัน ทำให้ปากเป็นสีแดงสดเลยนะ”
ความจริงแล้วมาจากตระกูลYต่างหาก
ลี่หรงยิ้มกว้าง “ขอบคุณค่ะพี่สาม”
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจ “ทีตอนนี้ไม่ลืมเรียกพี่สามแล้วนะ”
“อันอันก็อยากได้เหมือนกันครับ” เด็กน้อยยืนอยู่ข้างๆ เฝ้ามองอย่างกระตือรือร้น ขณะที่พ่อกับลุงนำของฝากมาให้แม่ แต่เขายังไม่ได้บ้างเลย
อันอันรู้สึกเสียใจ
“ลุงจะลืมหลานได้ยังไงล่ะ?” ลี่รุ่ยจือหยิบกล่องใบใหญ่ออกมามอบให้เด็กน้อย “มันเป็นของเล่นจากต่างประเทศ หลานลองดูสิว่ามันจะสนุกไหม”
อันอันถือกล่องใบใหญ่ แล้วนั่งลงบนพรมในห้องนั่งเล่น โดยมีแม่จ้าวนำกรรไกรเล่มหนึ่งเข้ามาช่วยแกะกล่อง
อันอันลุกขึ้นจากพรมอีกครั้ง ราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงวิ่งไปกอดต้นขาของจ้าวชิงซง “พ่อครับ ของอันอันอยู่ไหนครับ?”
“หือ? พ่อคิดว่าลูกจะอยากได้แค่ของลุงซะแล้ว” สิ่งที่จ้าวชิงซงซื้อให้เขาก็เป็นของเล่นเช่นกัน แต่อยู่ข้างในกล่องเหล็ก
อันอันหัวเราะคิกคัก “ผมอยากได้ของพ่อเหมือนกันครับ”
เด็กน้อยคว้าของเล่น แล้ววิ่งหนีไป
ลี่หรงวางครีมบำรุงผิวหน้าและลิปสติกไว้ แล้วเปิดกระเป๋าของจ้าวชิงซงออกดู
กระเป๋าที่เขาแบกกลับมานั้นหนักมาก ลี่หรงเปิดออกแล้วเห็นนาฬิกาหลายเรือน อย่างน้อยก็หลายสิบเรือน เธอถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมถึงซื้อมาเยอะขนาดนี้ล่ะคะ?”
“ซื้อมาขายไปครับ เป็นของราคาแพงน่ะครับ นาฬิกาเรือนนี้นำเข้าจากประเทศR ใช้ดีกว่าเมืองS ทั้งไม่จำกัดการซื้อด้วย แค่มีเงินจะทำอะไรก็ได้ครับ” จ้าวชิงซงยิ้ม “ด้วยความที่ต้องใช้เวลาเดินทางไกล ผมเลยเอาของที่มีมูลค่าสูงมาแทน ยังมีของดีอื่นๆอีกเยอะเลย แต่ผมไม่สามารถเอากลับมาได้เยอะขนาดนั้นครับ”
ลี่หรงพยักหน้า แล้วถามลี่รุ่ยจือ “ในกระเป๋าใบใหญ่ของพี่ ไม่ใช่ว่าเป็นนาฬิกาเหมือนกันเหรอคะ?”
“ก็เกือบจะเหมือนกันนั่นแหละ แค่ไม่เยอะขนาดนั้น” ลี่รุ่ยจือกล่าว “เงินทั้งหมดนั่นพี่ยืมมาจากน้องเขย แล้วจะจ่ายคืนเมื่อขายของได้น่ะ”
ลี่หรงกะพริบตา “ไม่จำเป็นต้องบอกฉันหรอกค่ะ ไม่ใช่ยืมฉันซะหน่อย ถ้าเขาเต็มใจให้พี่ยืม พี่ก็ยืมไปเถอะค่ะ”
ลี่รุ่ยจือ “ฮ่าๆ เขาเป็นน้องเขยที่ดีจริงๆ”
จ้าวชิงซงดูภูมิใจเล็กน้อย เมื่อได้ยินี่ชายสามเรียกตนว่าน้องเขย
“พี่สามอยู่กินข้าวเย็นที่บ้านคืนนี้ก่อนนะคะ ทั้งสองไปพักผ่อนกันได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะทำกับข้าวรอ แล้วจะไปปลุกพวกพี่ให้ลุกมากินข้าวเองค่ะ”
จ้าวชิงซงหยิบกระเป๋าใบใหญ่อีกใบออกมา แล้วพูดว่า “นี่เป็นเสื้อกันหนาวที่ผมซื้อมาให้คุณครับ ทำจากผ้ากำมะหยี่เนื้อดี ผมว่ามันดูดีมากเลยครับ อีกสักพักในเมืองหลวงคงจะหนาวแล้ว คุณจะได้มีไว้ใส่ทันพอดี”
ชายหนุ่มมักจะนึกถึงครั้งแรกที่เขากับเธอได้ฉลองปีใหม่ด้วยกัน เสื้อขนสัตว์สีแดงสดที่ลี่หรงทำเอง ทำให้เธอดูสวยมากเมื่อสวมใส่
เขาจะจดจำความงดงามอันน่าหลงใหลในตอนนั้นตลอดไป
บทที่ 128: ร้านค้า
หลังจากส่งแผนงานสุดท้ายในการแข่งขันทักษะแล้ว ลี่หรงก็มีเวลาว่าง
ส่วนจ้าวชิงซงยังคงยุ่งอยู่กับการขายนาฬิกา เพื่อทำเป็นเงินในธุรกิจที่ใหญ่กว่า
วันนี้ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงนัดไปเดินซื้อของด้วยกัน เธอตื่นขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าว แต่งหน้า แล้วเปลี่ยนชุดเป็นชุดสีเหลืองสดใสก่อนออกไปข้างนอก
ขี่จักรยานไปร้านสหกรณ์ อ๋อ! ไม่ ไม่ใช่ร้านสหกรณ์
ลี่หรงกับเสิ่นรั่วหนิงนัดกันไปที่ร้านค้าเปิดใหม่ต่างหาก
เสียงโฆษณาในร้านดังมาก และร้านนี้รับเพียงเงินสด ไม่ต้องใช้ตั๋ว
เมื่อนโยบายทางการค้าของภาคใต้เริ่มเปิดกว้าง ในเมืองหลวงก็เริ่มเปิดแล้วเช่นกัน
ทันทีที่นโยบายถูกประกาศออกมา คนเหล่านั้นก็ไปจับจองร้านค้ากันอย่างเร่งรีบ เตรียมจะใช้เพื่อทำธุรกิจ
แน่นอนว่าเหล่าคนพวกนั้นคือคนที่กล้าเสี่ยงทำธุรกิจอย่างแน่นอน
พวกขี้กังวลคิดมาก ทำได้เพียงเฝ้าดู
ดังนั้น จึงทำได้เพียงเข้าไปเดินดูของในร้านค้าที่เปิดใหม่หลายร้านเท่านั้น
ถึงตอนนั้นคงทำได้เพียงตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่คว้าโอกาสนี้ไว้
แต่หลังจากที่แนวโน้มนี้ได้รับการยืนยัน คลื่นของผู้ประกอบการก็เริ่มเข้ามาในตลาด
เมื่อลี่หรงไปที่บ้านตระกูลเสิ่น เพื่อไปงานฉลองวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิงเป็นครั้งแรก เธอยังคิดที่จะเช่าร้านค้าในเมืองหลวงด้วย
แต่เนื่องจากมีหลายเรื่องเกิดขึ้นในภายหลัง เธอจึงเก็บความคิดนี้ไว้ก่อน ตอนนี้จึงค่อนข้างสายไปแล้ว
วันนี้เสิ่นรั่วหนิงแต่งตัวด้วยชุดสไตล์ตะวันตก สวมกระโปรงสีชมพูและถุงน่องลูกไม้สีขาว
ลี่หรงเหลือบมองลิปสติกบนริมฝีปากของเธอ แล้วพูดด้วยสีหน้ามีเลศนัย “ลิปสติกนี้สีสวยดีนะ ซื้อมาจากไหนเหรอ?”
ดวงตาของเสิ่นรั่วหนิงเป็นประกาย เธอมองลี่หรงแล้วถามกลับแทนที่จะตอบ “ดูดีใช่ไหมล่ะ?”
“ดูดีสิ” ลี่หรงยิ้ม “ดูคุ้นมากเลย เธอจะตอบเองหรือจะให้ฉันแฉดีล่ะ?”
เสิ่นรั่วหนิงทำหน้ามุ่ยมองเธอ “...ฉันบอกก็ได้ พี่สามของเธอเอามาฝาก”
“อืม!” สายตาของลี่หรงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่สามของฉันเหรอ? ทำไมเขาถึงเอาของฝากให้เธอล่ะ?”
เมื่อเห็นใบหน้าของเสิ่นรั่วหนิงเริ่มแดงมากขึ้นเรื่อยๆ ลี่หรงก็นึกสนุกมากขึ้น “พวกเธอไปเจอกันลับหลังฉันเมื่อไหร่?”
เสิ่นรั่วหนิงกระทืบเท้า “โอ๊ย อย่าถามเลย มันเขินนะ”
ลี่หรงจูงอันอันเดินตามไปข้างหลัง แล้วยิ้มไม่หยุด “เธอยังเขินอายอยู่อีกเหรอ ฉันยังจำคืนที่พี่สามไปส่งพวกเรากลับบ้านได้อยู่เลย เธอเอาแต่ถามเขาอยู่นั่นแหละ”
เธอจงใจบีบเสียงเลียนแบบน้ำเสียงของเสิ่นรั่วหนิงในตอนนั้น ขณะพูดว่า “ชื่อของฉันเพราะหรือเปล่าคะ?”
“ลี่หรง!” เสิ่นรั่วหนิงตะโกน
สักพักเสิ่นรั่วหนิงก็ถามว่า “ตอนนั้นฉันพูดบีบเสียงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ลี่หรง “จะไม่ใช่ได้ยังไง? บีบยิ่งกว่านี้เสียอีก ตอนเธอบอกว่า ‘เพราะหรือเปล่าคะ’?”
“โอ๊ย ห้ามพูดอีกนะ!”
ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะสงสัย “ทำไมพวกเธอถึงแอบไปเจอกันลับหลังฉันล่ะ? แถมยังให้ลิปสติกกันด้วย ถ้าฉันเดาถูก มันน่าจะมาจากตระกูลYใช่ไหม? เธอสองคนพัฒนากันไปไกลแค่ไหนแล้ว? ฉันควรเปลี่ยนไปเรียกเธอว่าพี่สะใภ้สามไหมเนี่ย?”
“อืม~ คงอีกนานแหละ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มอย่างเขินอาย ความสุขไม่อาจซ่อนเร้นในดวงตาของเธอได้ “แน่นอนว่าถ้าเธอเรียกฉันว่าพี่สะใภ้สาม ฉันก็จะไม่ขัดหรอก”
“อันอัน เรียกป้าหน่อยสิจ๊ะ”
“เธอนี่สุดยอดจริงๆ” ลี่หรงคลี่ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
เสิ่นรั่วหนิงไม่สนใจเธอ ยังคงเกลี้ยกล่อมเจ้าตัวน้อย เค้กที่เธอซื้อมาจากแผงขายขนมจะมีประโยชน์ก็ตอนนี้ เธอนำเค้กหอมหมื่นลี้หอมหวานชิ้นหนึ่ง มาป้อนให้อันอัน “เรียกป้าแล้วจะได้กินเค้ก...”
“คุณป้า!”
“ฮ่าๆ!” เสิ่นรั่วหนิงมีความสุขมาก
ลี่หรงมองเธออย่างช่วยไม่ได้ แต่เธอก็หวังว่าเสิ่นรั่วหนิงกับพี่ชายสามของเธอจะลงเอยกันได้ด้วยดี
“ว้าว! นี่มันสวยมาก!” เสิ่นรั่วหนิงคว้าเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แล้วนำไปให้ลี่หรงดู “ดูคลาสสิกมาก”
มันเป็นต่างหูเงินฉลุคู่หนึ่ง
“อืม ดูย้อนยุคมาก แต่อันนี้เหมาะกับเธอมากกว่า” ลี่หรงส่งสร้อยหินโมราสีแดงประดับเพชรให้เธอ
บุคลิกของเสิ่นรั่วหนิงนั้นค่อนข้างโฉบเฉี่ยว และรูปร่างหน้าตาของเธอไม่ค่อยเข้ากับต่างหูเงินอันหรูหราเช่นนั้น
หินโมราเหมาะกับเธอมากกว่า
“เฮ้ นี่ก็สวยเหมือนกัน” เสิ่นรั่วหนิงวางต่างหูเงินในมือลง แล้วหยิบสร้อยหินโมราสีแดงขึ้นมา
“ใช่ มันจะสวยเป็นพิเศษ ถ้าใส่ตอนสวมเสื้อกันหนาวตอนที่อากาศหนาว”
“ซื้อเลย” เสิ่นรั่วหนิงโบกมือ “ถ้าชอบก็ซื้อเลย”
ทั้งสองคนซื้อของมากมาย เสิ่นรั่วหนิงเป็นคนที่สนุกกับการซื้อมากที่สุด อาจเป็นเพราะถูกเรียกว่า “คุณป้า” จึงทำให้ร่าเริงมาก ในไม่ช้าเธอก็สอนให้เด็กน้อยเรียกเธอแบบนี้ตลอด
อันอันถูกสอนหลายครั้ง จนสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่ควรเรียกเธอว่า ‘พี่สาวรั่วหนิง’ แต่ให้เรียกว่า ‘ป้าสะใภ้’ แทน เขาจำได้ว่าเขาเรียกแม่ของลูกพี่ลูกน้องว่าป้า
แต่ ‘พี่สาวรั่วหนิง’ ไม่ได้เป็นแม่ของลูกพี่ลูกน้องเขา
ในหัวเล็กๆของอันอันเต็มไปด้วยความสงสัย
แต่ต่อมาเขาก็เรียกเสิ่นรั่วหนิงว่า ‘คุณป้า’ อย่างชาญฉลาด
เขาพบว่าพี่สาวรั่วหนิงมีความสุขเป็นพิเศษ เมื่อถูกเรียกว่า ‘คุณป้า’
อันอันได้รับขนมอร่อยมากมาย เพราะความพึงพอใจของ ‘คุณป้า!’
หลังจากกลับมาถึงบ้านก็อิ่มพอดี อันอันก็รู้สึกมีความสุขพอๆกับเสิ่นรั่วหนิงที่ถูกเรียกว่าป้า
ในที่สุดลี่หรงก็ถามว่า “เธอชอบพี่ชายสามของฉันจริงๆเหรอ?”
“เธอยังดูไม่ออกอีกเหรอ? เธอเคยเห็นฉันกระตือรือร้นเข้าหาผู้ชายคนอื่นบ้างไหมล่ะ?”
“นั่นก็จริง” ลี่หรงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “แต่ให้ฉันบอกเธอก่อน ด้านหนึ่งมีพี่สาม อีกด้านหนึ่งมีเธออยู่ พวกเธอสองคนมีความสำคัญมากสำหรับฉัน ถ้าสามารถอยู่ด้วยกันได้ดี ทุกคนคงจะมีความสุข แต่ถ้าไม่…”
“อ๊ะ” เสิ่นรั่วหนิงขมวดคิ้ว “ถ้าเธอหวังในตัวฉัน บางทีปีหน้ารุ่ยจือกับฉันอาจจะได้จดทะเบียนกันแล้ว”
“โอ้โห...” ลี่หรงเดินตามไป “รุ่ยจือเหรอ?”
ร้านค้าที่เพิ่งเปิดมีผู้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยกันเป็นจำนวนมาก ร้านอาหารก็รสชาติไม่เลว และร้านขายของใช้ในชีวิตประจำวันและเสื้อผ้าสวยๆก็หนาแน่นมาก
พวกลี่หรงเดินไปจนทั่ว เมื่อรู้แล้วว่าร้านค้าใหม่มีลักษณะอย่างไร ความสนใจของพวกเธอจึงค่อยๆน้อยลง
แต่ก็ซื้อของมาไม่น้อยเลย
ขากลับเสิ่นรั่วหนิงกังวลว่าลี่หรงจะแบกของพร้อมกับขี่จักรยานพาลูกน้อยกลับ เธอจึงเสนอว่าจะไปส่งลี่หรงกับลูกกลับบ้าน
ลี่หรงปฏิเสธ “ฉันไม่ได้ซื้อของเยอะ ขี่จักรยานกลับเองได้อยู่ แล้วก็ถ้าฉันนั่งรถกลับกับเธอ แล้วฉันจะทำยังไงกับจักรยานของฉันล่ะ?”
“งั้นก็ได้”
ในร้านค้าเริ่มมีผักมาวางขาย รวมถึงอาหารทะเลหลายชนิดที่หาได้ยากในเมืองหลวง พ่อค้าแม่ค้าหลายคนเริ่มใช้ตู้เย็นแล้ว
ตู้เย็นนั้นใส่ได้ไม่กี่อย่าง และเครื่องนั้นมีขนาดหนามาก
ลี่หรงมองด้วยสายตาชื่นชม คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นกลุ่มแรก ที่กล้าตอบสนองต่อความเปิดกว้างเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่กล้าลงทุนและดิ้นรนปรับตัวด้วย
พวกเขาสมควรได้รับเงินตอบแทนจริงๆ
ในตอนเย็น ลี่หรงได้ปรุงอาหารมื้ออร่อยเป็นพิเศษ
ที่วิ่งบนบกเป็นไก่ทอดผัดพริกเสฉวน ที่ว่ายในน้ำเป็นปลากระรอกผัดเปรี้ยวหวาน ที่บินบนท้องฟ้าเป็นนกพิราบตุ๋น...
จ้าวชิงซงมองโต๊ะอาหาร “วันนี้เป็นวันพิเศษอะไรครับเนี่ย อาหารเยอะมากเลย”
“แผนการแข่งขันของฉันได้รับการคัดเลือกเข้ารอบสองแล้วค่ะ” ลี่หรงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสริมว่า “มีคนลงทะเบียนสามสิบสองคนในชั้นเรียน ผ่านรอบแรกแค่ครึ่งเดียวค่ะ”
“นั่นเป็นข่าวดีจริงๆครับ” จ้าวชิงซงหอมแก้มลี่หรง “ภรรยาของผมเก่งที่สุด”
หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวชิงซงก็พูดอย่างมีเลศนัยว่า “ผมก็มีข่าวดีเหมือนกัน คุณอยากฟังไหมครับ?”
บทที่ 129: หน้าร้าน
จ้าวชิงซงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ก่อนจะกำบางอย่างไว้ในมือ พลางยื่นไปตรงหน้าลี่หรงแล้วกางมือออก เผยให้อีกฝ่ายเห็นกุญแจในมือเขา
“หืม?” ลี่หรงงุนงง “กุญแจเหรอคะ?”
“ใช่ครับ กุญแจ” จ้าวชิงซงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ผมเช่าบ้านในตรอกนอกซอยแล้ว วางแผนไว้ว่าจะเปิดร้ายขายผลไม้นะครับ ถ้าแม่ไม่ได้ทำอะไรที่บ้าน ก็ว่าจะให้ท่านช่วยดูแล”
“อะไรนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลี่หรงถามด้วยความประหลาดใจ “คุณคิดยังไงถึงไปเช่าบ้านล่ะคะ ไม่ใช่ว่าคุณยุ่งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วหรอกเหรอ?”
“แม้ ‘ตลาดเสรี’ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ตอนนี้มีนโยบายที่เริ่มเปิดกว้างแล้วไม่ใช่เหรอครับ คนคงจะไป ‘ตลาดเสรี’ กันน้อยลงเรื่อยๆ หลายคนที่ผมรู้จักก็เริ่มเช่าบ้านเปิดร้านค้า ทำธุรกิจกันอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์มากขึ้นแล้วครับ”
ลี่หรงก็เพิ่งกลับจากไปเยี่ยมชมร้านค้า ความจริงแล้วร้านค้าก็เหมือน ‘ตลาดเสรี’ เพียงแต่ไม่ต้องใช้ตั๋วสามารถใช้เงินซื้อของได้เลย
แต่แท้จริงแล้วราคาของในร้านค้าจะถูกกว่าราคาใน ‘ตลาดเสรี’ มาก และที่ ‘ตลาดเสรี’ ดำรงอยู่ได้ ก็เพราะบางคนมีเงินแต่ไม่มีตั๋ว จึงไม่สามารถซื้อของที่ร้านสหกรณ์ได้ หรือบางคนไม่มีเงิน ก็เอาสิ่งของไปแลกเป็นตั๋วเงินได้
แต่หากไม่ใช้ตั๋ว ราคาก็จะสูงขึ้นกว่าสองเท่า
สำหรับของในร้านค้า ถึงแม้จะไม่ต้องใช้ตั๋ว แต่ราคาก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น
กล่าวได้ว่า ร้านค้าเกิดขึ้นเพื่อกำจัด ‘ตลาดเสรี’ ออกไป
เมื่อจ้าวชิงซงอยู่ในเมืองหลวง เขาทำธุรกิจผลไม้ร่วมกับคนอื่นๆ แต่เขาแค่ไม่นำผลไม้กลับมานั่งขายใน ‘ตลาดเสรี’ ตลอดทั้งวัน เหมือนกับคนอื่น
ผู้ขายรายย่อยอย่างเขาสามารถขายได้หลายร้อยจินต่อวัน ทั้งยังไม่ต้องไปนั่งยองๆขายทั้งวันแบบนั้น
ชาวใต้ที่เขาพบใน ‘ตลาดเสรี’ ที่เมืองหลวง มีสินค้าอยู่ในมือมากมาย และทั้งสองคนก็ทำธุรกิจค้าส่งร่วมกัน
จ้าวชิงซงรับสินค้า นับสินค้า ทำบัญชีและกระจายสินค้าทุกวัน
ตอนนี้เขาเช่าบ้านแล้ว จ้าวชิงซงจึงวางแผนจะเปิดร้านขายผลไม้เอง
แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อขายปลีกผลไม้อย่างเดียว แต่เมื่อถึงเวลาก็สามารถขายส่งได้ด้วย การมีหน้าร้านจึงสะดวกกว่า
“คุณขายนาฬิกาที่เอากลับมาหมดแล้วเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้า “เกือบหมดแล้วครับ ยังเหลืออีกนิดหน่อย แต่ผมไม่คิดจะขายแล้วครับ ว่าจะเหลือไว้สักสองเรือนให้พี่ใหญ่กับพี่รอง ส่วนอีกสองสามเรือน เมื่อถึงเวลากลับบ้านในช่วงปีใหม่ ผมจะเอากลับไปให้พี่ใหญ่กับเสี่ยวซานครับ”
“อ๊ะ! ใช่แล้ว ตอนนี้บ้านน่าจะราคาถูกแล้ว ทำไมถึงเช่าแทนที่จะซื้อล่ะคะ?” เมื่อลี่หรงนึกถึงตอนที่เขาแอบซื้อบ้านล้อมลาน เธอก็หยอกล้อเขา
“อะแฮ่ม!” จ้าวชิงซงกระแอมในลำคอ “ผมก็คิดจะซื้อเหมือนกันครับ แต่ทำเลแถวนั้นมีคนแย่งชิงกันเยอะมาก เหลือเพียงหลังนี้หลังเดียวที่ค่อนข้างทำเลดี แต่เจ้าของบ้านให้แค่เช่า ไม่ยอมปล่อยขายครับ”
หากร้านยังเตรียมไม่พร้อม ก็ยังเปิดกิจการไม่ได้
ในช่วงหยุดปิดเทอมไม่กี่วัน ลี่หรงก็ใช้ประโยชน์จากเวลาว่างไปกับการตกแต่งร้าน
ซอยนี้ค่อนข้างกว้างพอให้รถเล็กผ่านได้ บ้านหลายหลังกำลังถูกปรับปรุง และบางบ้านถึงกับเปิดกิจการแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี
ร้านค้าเหล่านี้เป็นโครงการนำร่องระดับชาติ และด้วยค่าเช่าที่ที่ต่ำก็ดึงดูดผู้ประกอบการกลุ่มแรกได้เป็นอย่างดี
สามารถเลือกสถานที่เปิดร้านเป็นของตัวเอง ตามถนนและตรอกซอกซอยที่นี่ได้ แม้ว่าแถวนี้จะไม่ได้โด่งดังนัก แต่ก็ยังดึงดูดความต้องการหาพื้นที่ทำกิจการจากผู้ประกอบการได้
ลี่หรงจำสิ่งที่จ้าวชิงซงพูดตอนนั้นได้ บ้านหลายหลังในซอยนี้ถูกเช่าและขาย เขามาช้าไปเล็กน้อยเท่านั้น จึงเหลือบ้านหลังนี้เพียงหลังเดียว หนำซ้ำยังเป็นที่ให้เช่าเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยขาย
ตอนแรกเธอคิดว่าที่ตั้งของบ้านหลังนี้คงไม่ดีนัก ไม่อย่างนั้นทำไมถึงเหลือรอดมาเป็นหลังสุดท้ายล่ะ?
ทว่า เมื่อเธอมาถึงบ้านที่จ้าวชิงซงเช่าก็ต้องตกใจ เพราะบ้านหลังนี้อยู่กลางซอย พื้นที่หน้าประตูกว้างกว่าบ้านหลังอื่นๆ ถือเป็นทำเลที่ดีเยี่ยม
“คุณมาแล้วเหรอครับ?” จ้าวชิงซงกำลังเก็บขยะในบ้าน เขาเริ่มมองหาคนมาตกแต่งหน้าร้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
วัสดุใช้ฉาบผนังในยุคนี้ ไม่ได้ใช้สีโป๊วเหมือนยุคสมัยใหม่
พวกคนงานกำลังผสมวัสดุ
ลี่หรงโชคดีที่ได้มาเห็นขั้นแรก พวกเขาผสมวัสดุก่อสร้างเหนียวๆกับทราย เพื่อฉาบปูนสีเหลืองหนาๆบนผนัง
จากนั้นจึงโบกปูนขาวทับอีกชั้น
เธอช่วยเก็บข้าวของทำความสะอาด “ทำเลบ้านหลังนี้ดีจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของจะไม่อยากขาย โชคดีนะคะที่เขาให้คุณเช่าได้ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นของฉัน ฉันคงไม่เปิดให้เช่าด้วยซ้ำ ทำไมจะไม่อยากเก็บไว้ทำธุรกิจเสียเองเลยล่ะคะ?”
จ้าวชิงซงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้ม “เจ้าของบ้านเป็นชายชราอายุประมาณห้าสิบหรือหกสิบเศษแล้วครับ เขาอยู่คนเดียว การอยู่ที่นี่พร้อมเก็บค่าเช่าจะไม่สบายกว่าเหรอครับ?”
“เอ๊ะ? ถ้าอย่างนั้น” ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมอง “อาคารเล็กๆหลังนี้มีตั้งสามชั้น แต่มีคนอาศัยอยู่แค่คนเดียว ลุงคนนั้นไม่มีภรรยาหรือลูกเหรอคะ?”
“ไม่มีครับ เขาไม่ได้อธิบายละเอียดขนาดนั้น ผมได้ยินมาจากที่คนอื่นคุยกันน่ะครับ” จ้าวชิงซงพูดด้วยสีหน้าสงสาร “ว่ากันว่าลุงเขาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ลูกชายของเขาถูกรายงานว่าเป็นพวกต่อต้านการปฏิวัติ เลยถูกจับตัวไปสังหาร ภรรยาของลุงเสียใจมาก จนตรอมใจตามลูกชายไปไม่นาน ลุงคนนี้น่าสงสารมาก คุณพูดถูกแล้วครับ เราโชคดีมากที่เขายอมเปิดให้เราเช่า”
ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดบ้าน และร่วมมือกันตอกตะปูลงบนไม้กระดาน เพื่อทำตู้เก็บผลไม้
ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงเอาแบบร่างของตู้มาจากไหน มันดูเหมือนชั้นวางผลไม้สมัยใหม่มาก
พวกเขาทำงานจนมืดค่ำ จนได้ชั้นวางมาสองชั้น จากนั้นก็ตัดสินใจกลับบ้าน
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง จ้าวชิงซงเป็นคนแรกที่เห็นคนที่มาถึง เขาทักทาย “ลุงหยวน สวัสดีครับ”
“อืม” ลุงหยวนกลอกตา “ทำได้ไม่เลว”
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้างุนงง แล้วตะโกนว่า “อาจารย์หยวนเหรอคะ?”
ลุงหยวนเหลือบมองลี่หรงอีกครั้ง แล้วหรี่ตา “ลี่หรงเหรอ?”
“หนูเองค่ะ” ลี่หรงยิ้มกว้าง “บังเอิญจังเลย อาจารย์เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เหรอคะ? นั่นคือสามีของหนูเองค่ะ”
เธอชี้ไปที่จ้าวชิงซง
“โอ้! บังเอิญจังเลยนะ”
“ใช่ค่ะ บังเอิญมากเลย”
จ้าวชิงซงไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะรู้จักกัน เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ถือเป็นโชคชะตานะครับ”
“คุณเขียนบทที่จะเตรียมไปพูดเสร็จหรือยัง?” อาจารย์หยวนมองลี่หรงแล้วถาม
อาจารย์หยวนเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ของลี่หรง และยังเป็นผู้ตัดสินการแข่งขันทักษะอีกด้วย
ปกติลี่หรงจะจริงจังกับการเรียนและทำการบ้านดีมาก อาจารย์หยวนสอนวิชาการตลาดภาคเรียนที่แล้ว และยังคงสอนเธอในภาคเรียนนี้ต่อด้วย อาจารย์หยวนจึงมีความประทับใจในตัวลี่หรงอยู่ไม่น้อย
เมื่อรู้ว่าเธอผ่านรอบแรก ก็ถามอีกฝ่ายทันทีว่าเธอพร้อมสำหรับรอบสองแล้วหรือยัง
ลี่หรงยังไม่ได้เริ่มเขียนบทพูดสุนทรพจน์เลย และสุนทรพจน์นั้นต้องเป็นภาษาอังกฤษ เธอจึงคิดว่าจะพักผ่อนสักสองสามวัน เพราะไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว และยังมีเวลาอีกนานก่อนที่จะถึงเวลาส่ง หญิงสาวจึงไม่รีบร้อน
ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบอาจารย์
อารมณ์ปัจจุบันของลี่หรง เหมือนกับตอนที่เธอกำลังออกมาเล่นนอกบ้าน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แล้วอาจารย์มาถามว่าเธอทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง เธอจึงรู้สึกเขินอายและรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย ขณะตอบกลับไปว่า “ยังไม่ได้ทำเลยค่ะ อีกสองวันจะเปิดเรียนแล้ว”
อาจารย์หยวนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พักผ่อนในช่วงวันหยุดเหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ...” ลี่หรงให้สัญญา “จะเริ่มเขียนพรุ่งนี้เลยค่ะ”
“อืม งั้นก็ดีแล้ว” อาจารย์หยวนพยักหน้า
ลี่หรงขยิบตาให้จ้าวชิงซง อีกฝ่ายย่อมรู้ว่าลี่หรงหมายถึงอะไร เขากลั้นยิ้ม แล้วพูดกับอาจารย์หยวนว่า “ผมเคยเรียกท่านว่าลุงมาก่อน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์ของลี่หรง จากนี้ไปผมขอเรียกท่านว่าอาจารย์หยวนได้ไหมครับ?”
อาจารย์หยวนตอบ “ได้สิ”
บทที่ 130: อาจารย์หยวน
ลี่หรงแอบหยิกหลังของจ้าวชิงซง ชายหนุ่มจึงขยับไหล่ แล้วพูดว่า “ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว พวกผมต้องกลับบ้านก่อนนะครับ ที่นี่ยังไม่เรียบร้อยดี ไว้จะกลับมาจัดการต่อพรุ่งนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวกลับก่อนนะครับอาจารย์หยวน”
หลังจากเดินออกมาแล้ว ลี่หรงก็ตบหน้าอกตัวเอง “คุณพระ เมื่อครู่นี้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเลย” เธอมองจ้าวชิงซง แล้วบ่นว่า “คุณเก่งมากเรื่องเช่าบ้าน ถึงกับเช่าบ้านอาจารย์ของฉันเลยนะคะเนี่ย จากนี้ไปฉันก็ต้องเจออาจารย์บ่อยขึ้นอย่างนั้นสินะคะ?”
แค่คิดว่าต้องพบกับอาจารย์หยวนทุกครั้งที่มาช่วยขายของในร้าน ลี่หรงก็เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ” จ้าวชิงซงจับมือเธอ “บางทีอาจารย์หยวนอาจช่วยคุณได้บ้าง ถ้าในอนาคตคุณไม่เข้าใจบทเรียนอะไร ก็สามารถถามเขาได้นะครับ”
ใช่แล้ว เขาช่วยจุดประกายความกระตือรือร้นให้ลี่หรงเล็กน้อย
ชายหนุ่มทักท้วงให้หญิงสาวทำการบ้านให้เสร็จในช่วงวันหยุด และยังกำชับให้เธออ่านหนังสือด้วย
ลี่หรงอยากจะร้องไห้จริงๆ เธอหยิกจ้าวชิงซงอย่างแรง “ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ!”
เมื่อกลับไปถึงบ้าน
ลี่หรงถามจ้าวชิงซง “ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าอาจารย์หยวนอยู่คนเดียว เรื่องนี้เป็นความจริงหรือเปล่าคะ?”
“ก็ไม่น่าแปลกใจเลย จริงสิครับ”
“อาจารย์หยวนช่างน่าสงสารจริงๆ” จู่ๆ ลี่หรงก็พึมพำ “ฉันก็เศร้าเหมือนกัน พรุ่งนี้ฉันต้องเริ่มทำการบ้านจริงๆแล้วล่ะค่ะ”
จ้าวชิงซงลูบผมเธอ “แค่คิดว่าเป็นการทำการบ้านให้เสร็จก่อนเวลาก็พอแล้วครับ”
เมื่อถึงวันเปิดร้านขายผลไม้ ลี่หรงก็เขียนบทพูดสุนทรพจน์เสร็จแล้วเช่นกัน
ช่วงนี้เธอไม่กล้าไปร้านขายผลไม้สักเท่าไหร่ จนกว่าตัวเองจะเขียนบทพูดเสร็จ ด้วยรู้สึกผิดมากเมื่อคิดว่าต้องไปพบกับอาจารย์หยวน จนเธอเลี่ยงที่จะไปร้านขายผลไม้แทน
จ้าวชิงซงไม่ได้ปิดบังเรื่องเปิดร้านขายผลไม้จากแม่จ้าว ช่วงนี้ลี่หรงไม่ได้มา แม่จ้าวจึงมาช่วยที่ร้านแทน
เมื่อแม่จ้าวรู้ว่าลูกชายของตนเปิดร้าน ก็ตกใจมาก ด้วยไม่คาดคิดว่าจ้าวชิงซงจะร่ำรวยจนสามารถเช่าบ้านเปิดธุรกิจได้
ในเวลานี้แม่จ้าวได้เรียนรู้แล้วว่า ประเทศมีนโยบายที่เปิดกว้างทางการค้ามากขึ้น เธอยังถามด้วยว่า “ทำไมลูกไม่บอกให้พี่ชายของลูกรู้ด้วยล่ะ ว่าตอนนี้มีนโยบายนี้แล้ว?”
“ไว้ผมจะบอกทีหลังนะครับ”
แม่จ้าวพยักหน้า แล้วครุ่นคิดกับตัวเองว่าจะให้ลูกชายคนโตทำธุรกิจด้วยดีไหม เพื่อที่สองพี่น้องจะได้หาเงินได้มากมายด้วยกัน
แต่เมื่อคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าทุกคนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง หากจ้าวชิงซงอยากพาจ้าวชิงหยางเข้ามาร่วมทำธุรกิจด้วยจริงๆ เขาคงจะเอ่ยปากพูดเอง ถ้าเขาไม่พูด มันคงเป็นการดีกว่าหากแม่จ้าวไม่ไปเซ้าซี้
แม่จ้าวไปช่วยเก็บข้าวของต่างๆมากมาย เมื่อเห็นจ้าวชิงซงกำลังจัดห้อง โดยมีผลไม้เจ็ดหรือแปดชนิดวางอยู่บนชั้นวาง ใบหน้าของแม่จ้าวก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงไปเอาตู้แช่เย็นมาจากไหน มันสามารถใช้เก็บรักษาผลไม้ไม่ให้เน่าเสียได้
แม่จ้าวรู้สึกอบอุ่นใจมากเมื่อเห็นแบบนี้ และรู้สึกว่าลูกชายคนรองของตนมีความสามารถนัก
เก่งมากจริงๆ
ในวันเปิดร้าน ผู้อาวุโสสองคนของตระกูลลี่ก็มาด้วย
มีข้อความติดไว้ที่ประตูว่าเงินทองไหลมา ขอให้กิจการรุ่งเรือง และคำมงคลอื่นๆมากมาย
ทันทีที่เสียงประทัดเงียบลง ร้านก็เริ่มเปิดทำการแล้ว
เปิดร้านใหม่วันแรก จ้าวชิงซงจัดส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขาย โดยผลไม้ทุกชนิดจะลดราคาลงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
โชคดีที่เขาทำธุรกิจค้าส่ง และมีแหล่งสินค้าเป็นของตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะขาดทุนไปเท่าไหร่
ลี่หรงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับแนวทางของเขา มันคงจะดีกว่า ถ้าบรรยากาศวันเปิดร้านใหม่วันแรกคึกคัก เพราะจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้มาก
ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์นั้นถือว่าลดไปเยอะมาก คนจึงแห่มาซื้อกันด้วยความสนใจ
ในตอนแรกบางคนคิดว่าคงเป็นผลไม้ที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเป็นผลไม้สดคุณภาพดีทั้งหมด จึงรีบจ่ายเงินซื้อกันทันที
ร้านขายผลไม้มีขนาดใหญ่ กว้างเกือบยี่สิบตารางเมตร แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงมีชั้นวางผลไม้ไม่ถึงสิบชั้น เมื่อรวมกับผลไม้ในช่องแช่แข็ง ก็มีผลไม้ทั้งหมดเพียงเจ็ดหรือแปดชนิดเท่านั้น
แต่ละชั้นวางจะมีราคาผลไม้ติดอยู่
แต่วันนี้เปิดร้าน พร้อมแจกส่วนลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จึงมีกระดาษสีแดงแผ่นหนึ่ง เขียนราคาหลังลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ติดไว้ด้วย
จ้าวชิงซงไม่ใช่คนขายผลไม้คนแรกในซอยนี้ เพียงแต่เขาเป็นคนใจกว้างที่สุด ไม่มีคนขายผลไม้คนใดที่ให้ส่วนลดมากมายขนาดนี้ในวันเปิดร้านใหม่
เขาไม่ได้คิดจะขายตัดราคา แต่เพียงใช้ประโยชน์จากช่วงเปิดร้านใหม่ เพื่อจัดกิจกรรมดึงดูดลูกค้าเท่านั้น จึงไม่ได้ทำให้เพื่อนร่วมอาชีพอิจฉาเท่าใดนัก
ทันทีที่เปิดร้าน ก็ไม่มีใครได้หยุดพักเลย
ลี่หรงช่วยขายผลไม้ ยุ่งจนหัวหมุนเหมือนลูกข่าง เมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำ จำนวนลูกค้าก็ลดลงมาก
ถึงตอนนี้ผลไม้ในร้านใกล้ขายหมดแล้ว
ขณะที่ไม่มีลูกค้าอยู่ในร้าน ลี่หรงก็รีบปิดแผงอย่างรวดเร็ว
“วันนี้คนเยอะมาก ธุรกิจไปได้สวยเลยนะคะ” แม้ว่าลี่หรงจะเหนื่อย แต่เธอก็ยังยิ้ม “ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ต่อไปจะทำเงินได้เยอะแน่นอนค่ะ”
จ้าวชิงซงยืนอยู่ข้างๆ “ภรรยาพูดถูกแล้วครับ”
“แน่นอนสิคะ” ลี่หรงภูมิใจมาก
วันนี้พ่อลี่ก็ยุ่งทั้งวันเช่นกัน เพราะทำหน้าที่รองหัวหน้าฝ่ายขายผลไม้ที่ร้าน เขาไม่รู้สึกอายเลย ทั้งยังอารมณ์ดีตลอดทั้งวันอีกด้วย
ส่วนแม่ลี่กับแม่จ้าวไปซื้อผัก และรับผิดชอบเรื่องทำอาหาร
ที่ชั้นหนึ่งมีสวนอยู่ด้านหลัง จ้าวชิงซงจึงสร้างห้องครัวอย่างเรียบง่าย พร้อมเตรียมสองเตาเอาไว้ด้วย ซึ่งทั้งสองเตานั้นเป็นเตาถ่าน
ทั้งยังมีการจัดโต๊ะไว้ในสวนสำหรับมื้อเย็น
ลี่หรงไปที่สวนหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าอาหารพร้อมแล้ว จึงบอกให้จ้าวชิงซงขึ้นไปชั้นบน เพื่อเรียกอาจารย์หยวนให้ลงมากินข้าวด้วยกัน
จ้าวชิงซงยิ้ม “คุณไม่กล้าไปเหรอครับ?”
ลี่หรงเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากถูกเขาหยอก เธอจึงหยิกแขนของจ้าวชิงซง “หยุดล้อฉันแล้วรีบไปเถอะค่ะ”
เมื่อทุกคนรู้ว่าเจ้าของบ้านคืออาจารย์ของลี่หรง ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลลี่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเช่นกัน
พวกเขาพูดคุยกันอย่างมีความสุข
ลี่หรงเคยบอกแม่จ้าวและคนอื่นๆเกี่ยวกับสถานการณ์ของเจ้าของบ้านล่วงหน้าแล้ว แต่พวกเธอไม่ได้ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เพราะพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่เอ่ยถึงเรื่องเศร้าของอาจารย์หยวนบนโต๊ะอาหารเย็น
แต่เมื่ออาจารย์หยวนรู้ว่าพ่อลี่กับแม่ลี่ ต่างเป็นพนักงานของหน่วยทางการ จึงแปลกใจมากว่าทำไมลี่หรงถึงอยู่กับจ้าวชิงซง
อาจารย์หยวนสูญเสียลูกชายและภรรยาไปในวัยกลางคน ทุกวันนี้เขากลายเป็นคนค่อนข้างเฉยเมย และไม่สนใจเรื่องภายนอกมากนัก ตัวอย่างเช่น เขาสอนลี่หรงมาสองภาคเรียนแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าลี่หรงแต่งงานมีลูกแล้ว เรื่องนี้เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง
ภูมิหลังครอบครัวของลี่หรงกับจ้าวชิงซง อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาจึงไม่เข้าใจว่าทั้งสองมาแต่งงานกันได้อย่างไร
อาจารย์หยวนถามตามที่สงสัย
แม่ลี่ยิ้ม แล้วพูดว่า “ถามเสี่ยวหรงสิคะ”
ลี่หรงเล่าเรื่องราวตอนที่เธอไปชนบท หลังจากนั้นเธอก็มองจ้าวชิงซงด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้หนูมีความสุขมากค่ะ”
อาจารย์หยวนคิดว่าเขาเองก็มองคนไม่ผิด ช่วงนี้เขาติดต่อกับจ้าวชิงซงบ่อยครั้ง และรู้สึกว่าชายหนุ่มเป็นคนดี จึงพยักหน้า แล้วพูดว่า “เสี่ยวจ้าวเป็นคนดีครับ”
เมื่อใกล้จะกินข้าวเสร็จ อาจารย์หยวนก็ถามลี่หรงว่า “คุณเขียนบทพูดเสร็จแล้วหรือยังครับ?”
“อ่า… เขียนเสร็จแล้วค่ะ”
“พรุ่งนี้เอามาให้ผมดูหน่อยสิครับ”
ลี่หรงตอบ “จะดูไม่ค่อยดีหรือเปล่าคะ? อาจารย์เป็นกรรมการตัดสินด้วยนี่คะ”
“อะไรกัน ผมไม่สามารถให้คำแนะนำ เรื่องการบ้านนักศึกษาของตัวเองได้เหรอครับ?” อาจารย์หยวนพูดแบบไม่กังวลเลย “แล้วผมก็ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินคนเดียว และไม่ใช่คนตัดสินรอบสุดท้ายด้วย ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ถ้าผมอยากให้คุณใช้เส้นล่ะก็ ผมคงไม่ตรวจให้คุณหรอก ไม่สู้ให้คุณผ่านเข้ารอบไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
ลี่หรงรู้ว่าอาจารย์หยวนอยากช่วยเธอจริงๆ หญิงสาวจึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่พรุ่งนี้มีเรียนพอดี ให้หนูเอาไปส่งให้ที่มหาวิทยาลัยเลยไหมคะ?”
“เอามาส่งที่นี่ดีแล้วครับ” อาจารย์หยวนพึมพำ “คงจะไม่ดีถ้าคุณเอาไปส่งที่มหาวิทยาลัยให้คนอื่นเห็น”
จบตอน
Comments
Post a Comment