บทที่ 21: เจอตัวโจรขโมยกุนเชียง ทะเลาะวิวาท
หวงต้าหลานชี้ไปที่ลี่หรง ก่อนกล่าวหาว่า “ยุวชนรังแกคนอื่น กล้าเข้ามาบุกครัวของเรา!”
ลี่หรงยืนเท้าเอวมองอย่างเหนื่อยหน่าย ขมวดคิ้วสงสัยอยู่นานว่าทำไมถึงหาไม่เจอ ทันใดนั้นสายตาของเธอก็มองไปยังเตา พลันเกิดความคิดบางอย่างผุดขึ้นในใจ จึงนั่งยองหน้าเตาไฟ ก่อนหยิบที่คีบถ่านมาเขี่ยขี้เถ้าใต้ช่องเตา
ดวงตาของหวงต้าหลานเบิกกว้าง รีบวิ่งไปผลักลี่หรงออกไป
“ทำอะไรน่ะ!”
“โอ๊ย!”
หน้าผากของลี่หรงกระแทกกับเตา จึงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“อย่าผลักอาสะใภ้นะ!” ต้าหนิววิ่งเข้าไปผลักหวงต้าหลาน แล้วกางแขนเล็กๆบังลี่หรงไว้
“นี่มันอะไร!”
ลี่หรงเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดที่หน้าผาก หลังจากตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง จึงใช้มือหยิบบางอย่างออกมาจากกองขี้เถ้า ก่อนยกมันขึ้นต่อหน้าหวงต้าหลาน แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นี่มันกุนเชียงของฉันที่หายไปไม่ใช่เหรอ?”
หวงต้าหลานหลบตา ก่อนพูด “นี่มันกุนเชียงของฉันนะ เอาคืนมา!”
เธอตั้งใจรีบวิ่งไปคว้ามันมา
ลี่หรงเบี่ยงตัวหลบ แล้วพูดว่า “ของเธออะไรกัน ตลกแล้ว นี่คือกุนเชียงของฉัน เธอขโมยมันมา! หลักฐานอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ตัวเองก็ยังไม่ยอมรับผิด!”
“เธอกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร!” หวงต้าหลานเหลือบมองแม่สามี “แม่! เธอกำลังจะแย่งกุนเชียงของเราไป!”
หลี่เซียง แม่สามีของหวงต้าหลานกินกุนเชียงนี้หลายครั้งแล้ว รสชาติอร่อยมาก ลูกสะใภ้บอกเพียงว่าพ่อแม่ของเธอเป็นคนส่งมาให้ แต่มาตอนนี้ลี่หรงกลับบอกว่ามันเป็นของที่ถูกขโมยมา
ไม่ว่าจะเพื่อกุนเชียงหรือรักษาหน้า โดยไม่ต้องคิดหลี่เซียงก็เลือกที่จะช่วยครอบครัวตัวเอง หญิงผู้นี้แรงเยอะรีบวิ่งเข้ามาคว้ากุนเชียงจากมือลี่หรงไป ก่อนตบหน้าลี่หรง แล้วตวาดว่า “เอากุนเชียงเราคืนมานะ!”
ลี่หรงไม่คาดคิดว่าหลี่เซียงจะตบหน้าตนแรงถึงเพียงนี้ เนื่องจากเธอมีกำลังมือแข็งแกร่งจากการทำงานหนักตลอดทั้งปี ลี่หรงรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างถึงที่สุด ตอนนี้ตนไม่สนใจเรื่องความอาวุโสแล้ว จึงใช้หลังมือตบอีกฝ่ายคืน
หวงต้าหลานวิ่งเข้าไปดึงผมของลี่หรง ลี่หรงจึงเตะเธอลงไปนอนกับพื้น เมื่อหลี่เซียงถูกตบคืนก็พลันเลือดขึ้นหน้า เธอพับแขนเสื้อขึ้น รีบวิ่งเข้าไปหมายจะโจมตีลี่หรงอีกครั้ง แต่ลี่หรงหลบได้ ก่อนจับเธอโยนลงไปบนพื้น
จากนั้นลี่หรงก็ดึงเชือกป่านจากกองฟืนใกล้ๆ นำมามัดหวงต้าหลานและหลี่เซียง ก่อนนั่งหายใจหอบบนพื้นอย่างหมดแรง
แม่จ้าวและเหอซิ่งกำลังทำงานในทุ่งนา เมื่อต้าหนิวเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว จึงวิ่งออกไปเรียกคนมาช่วย ชาวบ้านบางคนจึงได้ยินต้าหนิวบอกกล่าวว่าลี่หรงและหวงต้าหลานกำลังทะเลาะกัน พวกเขาพลันไม่มีอารมณ์ที่จะทำงานอีกต่อไป ต่างรีบวิ่งไปบ้านหวงต้าหลาน เพื่อไปดูเหตุการณ์ตื่นเต้นนี้
สิ่งที่แม่จ้าวเห็นเมื่อมาถึงก็คือ…
หลี่เซียงและหวงต้าหลานถูกมัดมือไว้กำลังนั่งพิงประตูห้องครัว โดยมีลี่หรงนั่งผมยุ่งเหยิงอยู่บนพื้น แก้มบวมแดงข้างหนึ่ง
เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บบนใบหน้าของลี่หรง แม่จ้าวก็ตะโกนด้วยความโกรธว่า “หลี่เซียง เธอสมควรโดนแทงสักพันครั้ง กล้าดียังไงมาตีลูกสะใภ้ของฉัน!” เธอรีบเข้าไปกระชากผมของหลี่เซียง ก่อนตบหน้าดังฉาด
แม่จ้าวและหลี่เซียงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงกล้าตบหลี่เซียง แต่เหอซิ่งไม่กล้า แม้เธอก็โกรธไม่แพ้กัน เมื่อเห็นว่าลี่หรงถูกตบหน้า เหอซิ่งจึงเม้มปากก่อนเดินเข้าไปตบหวงต้าหลาน
“กรี๊ด!”
ดวงตาของหลี่เซียงเบิกโพลง เนื่องจากมือถูกมัดไว้ จึงทำได้เพียงเตะด้วยขาเท่านั้น พลางตะโกนว่า “ซุนฟางหง กล้าดียังไงมาตบคนอื่น! กรี๊ด!”
“คนที่ตบคนอื่นก่อนคือเธอ!”
ซุนฟางหงเป็นชื่อของแม่จ้าว เธอพับแขนเสื้อขึ้น คิดอยากจะตบซ้ำ แต่ดีที่มีคนมาห้ามทัน
“ทุกคน หยุดเถอะ!” จ้าวเจี้ยนผิงหัวหน้าผู้อาวุโสรีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งตะโกน แล้วรีบเดินไปช่วยแก้เชือกให้หวงต้าหลานกับหลี่เซียง
หวงต้าหลานชี้ไปที่ลี่หรง “พ่อจ๋า ลี่หรงมาแย่งกุนเชียงของเราไป ทุบตีหนูกับแม่ แล้วยังจับพวกเรามัดอีก ฮือๆๆ นี่มันอะไรกัน!”
จ้าวจื้อหมิง ลูกชายของหลี่เซียงกลับมาจากทำงาน เขาพูดด้วยความมั่นใจเช่นกัน “ใช่ ยุวชนลี่คนนี้บ้าไปเสียแล้ว ถึงได้กล้าบุกเข้ามาในบ้าน แล้วขโมยกุนเชียงของเราไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!”
“ยุวชนลี่ มีอะไรจะพูดไหม?” จ้าวเจี้ยนผิงมองลี่หรงด้วยท่าทียุติธรรม
“เมื่อเธอแต่งงานกับจ้าวชิงซง เธอก็เป็นสมาชิกของหมู่บ้านต้าเจียงของเรา เป็นเพื่อนบ้านกับชาวบ้านทุกคน เธอทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง!”
“ไม่ต้องถามหรอก ผู้หญิงเลวคนนี้ต้องเป็นคนก่อปัญหาแน่!” จ้าวจื้อหมิงถุยน้ำลายลงบนฝ่ามือ พลางกำหมัดเตรียมจะต่อยลี่หรง
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะเตะเขาออกไป เธอก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นทันที
จ้าวชิงซงจับหมัดของจ้าวจื้อหมิงด้วยมือเดียว ก่อนบิดกำปั้นนั้นอย่างแรง จนจ้าวจื้อหมิงร้อง ‘โอ๊ย’ ด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ปล่อยนะโว้ย!”
จ้าวชิงซงส่ายหน้า “กล้าทำร้ายผู้หญิงเลวทรามนัก! ออกไปซะ!”
จ้าวเจี้ยนผิงขมวดคิ้ว “จ้าวชิงซง อย่าเอาแต่เข้าข้างภรรยาตัวเองสิ!”
“ผมเข้าข้างตรงไหน?” จ้าวชิงซงก้มไปเห็นว่าแก้มข้างหนึ่งของลี่หรงบวมแดง พลันรู้สึกแย่ขึ้นมา เขาขยับนิ้วแต่ไม่กล้าสัมผัสหน้า ทำได้เพียงแค่ลูบหลังเธอ
“บอกผมสิว่าเกิดอะไรขึ้น”
ลี่หรงเล่าเรื่อง พลางกล่าวเสริมว่า “หวงต้าหลานยังไม่ทันยอมรับผิด ป้าหลี่ก็เข้ามาตบหน้าฉันทันที ทั้งสองรุมทุบตีฉัน โชคดีที่ฉันฉลาดพอที่จะสู้กับพวกเธอได้ เลยตีให้พวกเธอล้มลงกับพื้น ก่อนมัดไว้ด้วยเชือกป่าน ไม่งั้นฉันจะโดนพวกเธอทุบตีอีกเป็นแน่”
ลี่หรงเคยเรียนรู้ทักษะการป้องกันตัวของผู้หญิงมาบ้าง จึงไม่ใช่ปัญหาในการจัดการกับทั้งสองคน แต่เธอไม่ได้ลงมือหนักอะไรมากมาย เพียงแค่ตบหลี่เซียงกลับเท่านั้น
แล้วจับทั้งสองมัดไว้เพื่อรอให้คนมาช่วย
ตราบใดที่ลี่หรงไม่ได้ทำร้ายใครหนักเกินไป ก็ยังสามารถใช้เหตุผลนี้ได้ จากนั้นค่อยเน้นตอนที่หลี่เซียงกับลูกสะใภ้ รุมทุบตีเธอแบบสองต่อหนึ่ง เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าข้างเธอ
แน่นอนว่าผู้เห็นเหตุการณ์บางคนเล่าว่า “พี่หลี่ นี่เป็นความผิดของพวกพี่เอง สองคนรุมทุบตีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว”
หวงต้าหลานมีลูกๆอายุเจ็ดหรือแปดขวบแล้ว ส่วนลี่หรงยังคงเป็นผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงาน แถมใบหน้ายังละอ่อน หากจะเรียกเธอว่าเด็กผู้หญิงจึงไม่ผิดนัก
“ใช่แล้ว ขโมยกุนเชียงของคนอื่นไป แล้วยังจะกล้าทุบตีเขาอีก”
หลี่เซียงหน้าบางเป็นอย่างมาก จึงไม่อยากให้ใครกล่าวหาว่าตนขโมยของ และไม่คิดด้วยว่าตัวเองเป็นขโมย จึงรีบโต้กลับว่า “กุนเชียงนั้นบ้านลูกสะใภ้ของฉันให้มา ต้าหลานบอกพวกเขาไปสิ”
ต่อหน้ากลุ่มคน หวงต้าหลานไม่สามารถยอมรับได้ว่า เพราะนี่เป็นของที่เธอขโมยมาแน่นอน ก่อนพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ใช่ แม่ของฉันให้มา”
ลี่หรงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่กล้ายอมรับผิดอีก เชือกที่ผูกไว้กับกุนเชียง ล้วนเป็นเชือกใยสังเคราะห์ที่จ้าวชิงซงเอามาให้ฉันทั้งนั้น กุนเชียงชุดนี้ยังตากไม่แห้งดี และเครื่องเทศในกุนเชียงนี้ฉันก็เตรียมไว้โดยเฉพาะด้วย แม่ของเธอจะไปเอามันมาให้ได้ยังไง”
เธอหยิบกุนเชียงที่เพิ่งถูกโยนลงพื้นขึ้นมา แล้วเดินไปหาหวงต้าหลาน
“เธอรู้ไหมว่าทำไมพวกเธอถึงท้องเสีย? ก็เพราะฉันใส่ผงสลอดลงไปในกุนเชียงนี้ไงล่ะ เพราะอยากรู้ว่าคนเลวคนไหนกันกล้าขโมยกุนเชียงไป! เธอยังกล้าบอกอีกไหมว่านี่คือกุนเชียงที่บ้านแม่เธอให้มา? มองหน้าฉันแล้วพูดใหม่อีกทีสิ!”
หวงต้าหลานหุบปากสนิท ไม่กล้าพูดอะไรอีก หลี่เซียงขมวดคิ้วก่อนตบแขนเธอ “พูดสิ!”
หวงต้าหลานขมวดคิ้ว “บ้านแม่ของฉันให้มา”
จ้าวจื้อหมิงแทรก “ได้ยินรึยัง? จ้าวชิงซง ดูผู้หญิงของแกสิ!”
ในเวลานี้จ้าวเจี้ยนกั๋วและจ้าวชิงหยางก็มาด้วย ในที่สุดผู้อาวุโสทุกคนในตระกูลจ้าวก็มาที่นี่แล้ว
พ่อของจ้าวจื้อหมิงและเพื่อนอีกหลายคนก็มาด้วย พวกเขาทุกคนพร้อมใช้กำลัง หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ไม่รู้เลยว่าใครจะได้เปรียบ
[1] สลอด หรือ ปาโต้ว (巴豆) ชื่อไม้พุ่มชนิด Croton tigliumL. ในวงศ์ Euphorbiaceae เมล็ดเป็นพิษ มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ทำให้ถ่าย
บทที่ 22: ถ้าหัวขโมยปากแข็ง ต้องแจ้งตำรวจ
ลี่หรงไม่คาดคิดว่าแม้จะแสดงหลักฐานทั้งหมดแล้ว หวงต้าหลานก็ยังคงดื้อรั้น และปฏิเสธจะยอมรับผิด เธอจึงถอนหายใจ “ฉันจะแจ้งตำรวจ ให้เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจมาทวงความยุติธรรมให้!”
จ้าวชิงซงบอกได้ทันทีว่านี่เป็นกุนเชียงที่ลี่หรงทำ เขามองจ้าวจื้อหมิงด้วยสีหน้าจริงจัง “การลักขโมยมีโทษจำคุก บอกให้ผู้หญิงของนายคิดดีๆว่าจะอธิบายยังไง ไม่ต้องมาห่วงผู้หญิงของฉันหรอก”
หวงต้าหลานตื่นตระหนก เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการแจ้งตำรวจ จึงมองจ้าวเจี้ยนผิงด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ “ลุงใหญ่”
เมื่อเห็นสีหน้าของหลานสาว จ้าวเจี้ยนผิงก็เดาได้ว่าหวงต้าหลานเป็นคนผิด เขาจึงเม้มปาก ก่อนพูดว่า “ถ้าไปแจ้งตำรวจ มันจะไม่น่าอายแย่เลยเหรอ? เกิดอะไรขึ้น ต้าหลาน บอกความจริงมาสิ ถ้าหลานผิดจริง ก็แค่ขอโทษยุวชนลี่ คนหมู่บ้านเดียวกันย่อมเลิกแล้วต่อกันได้”
ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปเหมือนพลิกกลับด้าน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังหาทางลงให้หวงต้าหลาน
หวงต้าหลานกลืนน้ำลาย แล้วพูดอย่างไม่เต็มใจว่า “ฉันแค่โลภเกินไป ก็เลยตามืดบอดไปชั่วขณะ ขอโทษนะ ต่อไปฉันจะไม่ทำอีกแล้ว”
หลี่เซียงกรีดร้อง ดึงหูของหวงต้าหลาน แล้วด่าทอ “ครอบครัวของเราอับอายขายหน้าหมดแล้ว ทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้? ฉันโดนตบจนอับอายขายขี้หน้าไปหมดแล้ว”
หวงต้าหลานกระซิบ “แม่คะ แม่ก็กินไปไม่น้อยเลยนี่คะ”
“เอาละ!” จ้าวเจี้ยนผิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม เขารู้สึกอับอาย และใบหน้าก็เต็มไปด้วยความโกรธ
แต่อย่างไรก็เป็นหลานสาวของเขา จึงต้องพูดไกล่เกลี่ยว่า “ยุวชนลี่ ต้าหลานยอมรับผิดและขอโทษเธอแล้ว เธอจะยอมจบเรื่องนี้แล้วหรือยัง?”
“ไม่จบค่ะ” ลี่หรงกล่าว “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอขโมยกุนเชียงของพวกฉัน! คำขอโทษจะมีประโยชน์อะไร? คำขอโทษจะทำให้ฉันได้กุนเชียงที่เสียไปคืนมาเหรอคะ?”
ข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้า เมื่อจ้าวชิงซงยืนอยู่ที่นี่ ผู้ชายในครอบครัวของจ้าวจื้อหมิงก็รู้สึกลำบากมาก พี่ชายและพ่อของเขาต่างก็หันหลังกลับ ไม่พูดอะไรเลย
จ้าวจื้อหมิงไม่สามารถบิดพลิ้วได้ จึงได้แต่ขมวดคิ้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นเธอต้องการอะไร?”
“จ่ายเงินมา” ลี่หรงตอบ “สหกรณ์ขายเนื้อหมูสองเหมาต่อจิน กุนเชียงของฉันต้องใส่เครื่องเทศเยอะเป็นพิเศษ หวงต้าหลานขโมยกุนเชียงไปอย่างน้อยสามหรือสี่จิน ฉันไม่ได้ต้องการมากกว่านี้ แค่ให้ฉันสองหยวนต่อจิน ก็จะรวมเป็นหกหยวน แล้วเรื่องนี้ถึงจะจบ”
ลี่หรงได้คำนวณจำนวนเงินขั้นต่ำไว้แล้ว กุนเชียงที่จ้าวชิงซงขายนั้นราคาแพงกว่านี้ เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินราคา ก็รู้ว่าเธอยังใจดี ถึงได้คิดแค่ราคาต้นทุน
แต่ครอบครัวของหวงต้าหลานไม่คิดอย่างนั้น ในหนึ่งปีพวกเขาหาเงินได้ไม่มาก ด้วยเงินหกหยวน พวกเขาสามารถกินเนื้อสัตว์ได้หนึ่งหรือสองเดือนเชียวนะ!
พวกเขาเกลียดลี่หรงมาก และคิดว่าอีกฝ่ายกำลังฉวยโอกาสรีดไถเงิน
“หกหยวนเหรอ?” หวงต้าหลานเริ่มกระวนกระวาย ราวกับถูกเหยียบหาง “ขูดรีดกันชัดๆ ฉันไปเอามาแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เธอมีหลักฐานเหรอว่าฉันเอาไปเยอะถึงสามหรือสี่จิน?”
ตอนนี้เธอเริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น กุนเชียงทั้งหมดที่เธอกินมาก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว ลี่หรงจึงไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงได้แน่นอน
ลี่หรงเหลือบมองหลี่เซียง จากนั้นจึงมองจ้าวจื้อหมิง ก่อนพูดว่า “พวกเธอคงกินมากกว่าครั้งเดียวแล้วใช่ไหม? ฉันทำกุนเชียงประมาณสามหรือสี่ชิ้น แต่ละอันหนักหนึ่งจิน พวกเธอกินมันไปกี่ครั้งแล้ว แต่ยังไม่กล้ายอมรับอีกเหรอ?”
พวกเขาไม่ยอมรับ เพราะหากยอมรับ พวกเขาจะต้องจ่ายหกหยวน ส่วนลี่หรงก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาได้แน่
ลี่หรงเดินไปหาเถี่ยจู้ ลูกชายของหวงต้าหลาน แล้วพูดกับเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายว่า “แม่ของเธอเคยให้กินกุนเชียงพวกนี้มาก่อนไหม? ถ้าพูดโกหก ฉันจะแจ้งตำรวจให้มาจับเธอไปขังไว้ในห้องมืด”
เถี่ยจู้มองลี่หรงและไม่กล้าพูด หวงต้าหลานกลัวว่าลูกชายจะทำเสียเรื่อง จึงรีบดึงลูกชายเข้ามาหา แล้วพูดว่า “อย่าทำให้ลูกชายของฉันกลัว”
ลี่หรงหยิบลูกอมจากกระเป๋าออกมา แล้วมอบให้ลูกชายของหวงต้าหลาน “คนที่พูดความจริงเป็นเด็กดี เด็กดีจะได้รับรางวัล ถ้าเธอพูดความจริง ฉันจะให้ลูกอมเธอ”
ลี่หรงเล่นตบหัวแล้วลูบหลัง คำพูดไม่กี่คำอาจไม่ได้ผลกับผู้ใหญ่ แต่เถี่ยจู้อายุเท่าไหร่เอง เขาปิดปากตัวเอง แล้วจ้องมองลูกอม แต่ยังไม่กล้าพูด
ต้าหนิวที่อยู่ข้างๆ พูดว่า “เถี่ยจู้ ถ้านายยอมบอกความจริง เราจะยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่ถ้านายโกหก ฉันจะบอกให้เพื่อนๆทุกคนในหมู่บ้านไม่เล่นกับนายอีกต่อไป เพราะพวกเราจะไม่เล่นกับคนโกหก!”
“ถูกต้อง!” ลี่หรงหยิบลูกอมออกมาอีกชิ้น แล้ววางลูกอมทั้งสองชิ้นไว้ตรงหน้าเถี่ยจู้ “แม่ของเธอไม่กล้ายอมรับผิด แต่ฉันรู้ว่าเธอกล้าหาญมากกว่าแม่ของเธอ ใช่ไหม?”
“เรากินกุนเชียงกันมาหลายครั้งแล้วครับ!” เถี่ยจู้คว้าลูกอมจากมือของลี่หรง แล้ววิ่งหนีไป
“เจ้าเด็กบ้า คืนนี้ฉันต้องทุบตีแกให้ตาย!” หวงต้าหลานตะโกนด้วยความโกรธ ใบหน้าแดงก่ำสลับซีดเผือด ไม่รู้ว่าโกรธหรืออับอายมากกว่ากัน
“จ่ายเงินมา!” ลี่หรงกล่าว
“ไม่จ่าย!” หวงต้าหลานกล่าว “ถ้าเรียกเยอะถึงหกหยวน ก็คงอยู่ไม่รอดแล้ว! หัวหน้า คุณมีสิทธิ์ตัดสิน ไม่ควรรังแกกันขนาดนั้น เงินหกหยวนสามารถซื้อหมูกินได้เท่าไหร่? มันสิ้นเปลืองเกินไป! รังแกคนชนบทอย่างพวกเรา ดูสิ พวกคนเมืองชอบรังแกคนอื่น!”
ลี่หรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอเบื่อที่จะพูดมาก จึงพูดว่า “ไปแจ้งตำรวจ มาดูกันว่าโทษจำคุกคดีลักขโมยจะนานแค่ไหน!”
“ฉันก็จะแจ้งเธอกลับเหมือนกัน!” หวงต้าหลานปล่อยเลยตามเลย โดยไม่สนอะไรแล้ว “ฉันจะฟ้องร้องเธอข้อหาเก็งกำไรเกินควร ทำกุนเชียงเยอะขนาดนั้น ต้องทำเพื่อธุรกิจแน่!”
ลี่หรงขมวดคิ้ว แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉันทำกุนเชียงส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่เมืองหลวง เธอบอกว่าบ้านแม่เธอให้กุนเชียงเธอมา เธอกล้าขอให้พ่อแม่เธอมาเผชิญหน้าหรือเปล่าล่ะ? ฉันกล้า! ฉันจะเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ของฉันให้ช่วยเป็นพยาน แล้วฉันจะฟ้องเธอ ข้อหาใส่ร้ายฉันเรื่องการค้า และยังเป็นขโมยด้วย แบบนี้เธอจะได้ติดคุกแน่!”
จ้าวเจี้ยนผิงรู้ถึงความจริงจังของเรื่องนี้ ไม่ต้องพูดถึงหวงต้าหลานที่เป็นหลานสาวของเขา แม้ว่าเรื่องวันนี้จะเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านคนอื่น ในฐานะหัวหน้า เขาก็ยังเลือกที่จะแก้ไขปัญหาให้จบในหมู่บ้าน โดยจะไม่ไปแจ้งตำรวจให้เป็นที่น่าอับอายขายหน้า
เลขาประจำหมู่บ้าน จ้าวเจี้ยนตง เพิ่งกลับมาจากการประชุมข้างนอก เมื่อเขาได้ยินว่ามีคนทะเลาะกันในหมู่บ้าน สายตาก็เคร่งขรึม และรีบวิ่งไปยังสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์
เมื่อเข้ามา ก็ได้ยินคำพูดของลี่หรง เขามีความคิดเช่นเดียวกับจ้าวเจี้ยนผิง ที่ไม่ต้องการทำให้เกิดเรื่องใหญ่ยุ่งยาก และปล่อยให้คนหมู่บ้านอื่นหัวเราะเยาะ
วันนี้เขายังคงเป็นสมาชิกที่ดีในการประชุมเมื่อครู่นี้ หากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เขาก็จะต้องขายหน้า เพราะถือว่าจัดการไม่ดีรึเปล่า?
เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้!
ระหว่างทางมาที่นี่ มีคนบอกเขาคร่าวๆแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขามองหวงต้าหลาน แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ยอมรับผิดและยอมรับการลงโทษ เธอเอากุนเชียงของคนอื่นไป ตอนนี้ยุวชนลี่ต้องการให้เธอจ่ายเพียงหกหยวน ทำไมเธอไม่รีบจ่ายเงินให้จบเรื่องนี้ไป อยากติดคุกจริงๆเหรอ!”
จ้าวเจี้ยนตงมองเพื่อนเก่าของเขา จ้าวเจี้ยนซู่ ด้วยความไม่เห็นด้วย “หมู่บ้านของเรามุ่งมั่นที่จะเป็นชุมชนที่โดดเด่นและก้าวหน้าในปีนี้ แนะนำสะใภ้ของคุณด้วยว่าอย่าทำแบบนี้!”
หวงต้าหลานรู้ว่าไม่มีใครอยู่ฝ่ายเธออีกต่อไปแล้ว เธอไม่อยากติดคุกหรือจ่ายเงินหกหยวน!
เธอปฏิเสธที่จะยอมแพ้ แล้วถามว่า “ฉันเห็นเธอทำกุนเชียงเยอะมาก ทั้งหมดนั่นถูกส่งไปให้ครอบครัวพ่อแม่ของเธอหมดเลยเหรอ? ฉันไม่เชื่อหรอก! เธอต้องแอบทำการค้าเพื่อหาเงินแน่ๆ! ฉวยโอกาส!”
บทที่ 23: ถูกชี้ว่า ‘ทำการค้า’ ลี่หรงประจบเพื่อกู้สถานการณ์ วงศ์ตระกูลถูกเปิดเผยครั้งแรก
“คุณมีหลักฐานไหม?” ลี่หรงสีหน้าราบเรียบ “พ่อของฉันทำงานอยู่ที่ธนาคาร แม่ของฉันอยู่ที่โรงงานทอผ้า พี่ใหญ่ของฉันอยู่ในกองทัพ พี่สองอยู่ในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ พี่สามเพิ่งจะเข้าประจำการทหาร คนในครอบครัวของฉันไปมาหาสู่กับพวกคุณลุงคุณอาในช่วงตรุษจีน พี่สะใภ้ของฉันกลับบ้านแม่ ทำไมถึงจะส่งกุนเชียงไปให้ไม่ได้ล่ะ? คุณสนเหรอว่าฉันทำได้มากเท่าไร? ไม่มีหลักฐานก็หุบปากไปซะ!”
ลี่หรงหงุดหงิดจริงๆ แล้วลากจ้าวชิงซงจากไป “พวกเราจะไปแจ้งตำรวจ!”
คำพูดของลี่หรงราวกับฟ้าผ่าฉับพลัน ทำให้เหล่าสมาชิกรวมถึงผู้ใหญ่บ้านต่างก็ตกตะลึง
ตอนแรกพวกเขารู้แค่ว่าครอบครัวของลี่หรงนั้นมีฐานะ แต่ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดนี้ โอ้แม่เจ้า ธนาคารเอย โรงงานทอผ้าเอย
ไหนจะพี่ใหญ่อยู่ในกองทัพ ชีวิตดีอะไรขนาดนี้เนี่ย!
รองผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว แล้วเพิ่มแรงกดกันให้จ้าวเจี้ยนซู่ “เจี้ยนซู่!”
ชุมชนที่การประเมินเป็นเลิศและมีความก้าวหน้าจะรับโควตาได้มากขึ้น เช่น จะเพิ่มปริมาณที่เลี้ยงหมูเป็ดไก่ต่างๆก็ได้ เลี้ยงหมูเยอะก็จะยิ่งแบ่งเนื้อในช่วงสิ้นปีได้มากขึ้น นี่เป็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับเหล่าสมาชิกโดยตรง
เมื่อรู้ว่าหวงต้าหลานต้องเข้าสถานีตำรวจ แล้วจะส่งผลเสียต่อชุมชน เหล่าสมาชิกก็พากันเริ่มโน้มน้าวหวงต้าหลาน
หากหมู่บ้านต้าเจียงถูกตำหนิเพราะเรื่องนี้ และถูกประเมินว่าเป็นชุมชนที่ก้าวหน้าไม่ได้ เช่นนั้นตระกูลของหวงต้าหลานจะต้องถูกคนชิงชังเป็นแน่
จ้าวเจี้ยนซู่รักในเกียรติ จึงไม่ปล่อยให้ตระกูลของตัวเองมีจุดด่างพร้อยแน่นอน จึงตวาดใส่ “สะใภ้สี่! รีบชดใช้เดียวนี้!”
หัวหน้าครอบครัวออกปากแล้ว หลี่เซียงก็กดดันตาม ทำเอาหวงต้าหลานเจ็บใจเจียนตาย เพราะไม่ได้อยากให้ แต่เมื่อเห็นลี่หรงกำลังจากไปจริงๆ จึงพูดขึ้นว่า “ฉันจะให้!”
เมื่อละครตลกสิ้นสุด ทุกคนก็สลายตัว
ครอบครัวจ้าวชิงซงกลับถึงบ้านก็นั่งอยู่ในห้องโถง จ้าวเจี้ยนกั๋วถือกระบอกยาสูบขึ้นมาสูบพร้อมเปล่งเสียง ‘อึกๆ’ จนทุกคนในบ้านเงียบกริบ
จ้าวชิงซงนำผ้าชุ่มน้ำมาวางบนหน้าลี่หรง เพื่อลดอาการปวดบวมให้เธอ
เมื่อครู่ตอนอยู่บ้านหวงต้าหลาน ลี่หรงไม่ได้สนใจว่าหน้าจะบวมเลย ตอนนี้กลับมาถึงบ้านก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา และเมื่อสัมผัสโดนผ้าชุ่มน้ำก็แทบหยุดหายใจ
จ้าวเจี้ยนกั๋วพ่นควันออกมา แล้วพูดอย่างเคร่งขรึม “ช่วงนี้ เจ้ารองพาเจ้าใหญ่ไปทำงานหาเงินด้วย พ่อรู้ว่าพวกแกสองพี่น้องร่วมใจกันทำให้บ้านนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่ได้ถามว่าพวกแกกำลังทำอะไร พ่อรู้ว่าเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเป็นคนรู้ผิดรู้ถูกอยู่แก่ใจ ตอนนี้ทำไมรู้สึกเหมือนว่าพวกแกหลงทางเลยล่ะ?!”
เขาถอนหายใจยาว “พวกแกหาช่องโหว่ ‘ทำการค้า’ จริงหรือเปล่า? เจ้ารอง พ่อคิดว่าแกมีความสามารถมาตลอด แกทำเรื่องอย่างการหาช่องโหว่ใช้อุบายหรือเปล่า? พูดมา”
ลี่หรงกำลังจะพูดก็โดนจ้าวชิงซงอุดปากด้วยผ้าขนหนู ก่อนได้ยินเพียงจ้าวชิงซงพูด “ไม่ใช่ แต่ก็ไม่เชิง พ่อครับ อย่าสนใจดีกว่า ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
“อย่าสนใจ?” จ้าวเจี้ยนกั๋วหายใจแรง “ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย! ฉวยโอกาสหากำไรมหาศาล เจ้ารองเอ๊ย แกกำลังทำอะไร!”
จ้าวชิงซงพูดอย่างใจเย็น “พ่อ อย่าสนใจเรื่องนี้เลย ไม่มีปัญหาหรอก อีกอย่าง ตามการพัฒนาของประเทศเราในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าจะมีนโยบายใหม่เกิดขึ้นในไม่ช้า ถึงตอนนั้นทุกครัวเรือนจะมีนาเป็นของตัวเอง ‘ทำการค้า’ ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมการเก็งกำไรอีกต่อไป ทว่าเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิรูปสังคม ตอนนี้พวกเราก็นำไปก่อนเล็กน้อย”
ลี่หรงได้ยินประโยคนี้ ก็เงยหน้ามองจ้าวชิงซงทันที มีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่าจ้าวชิงซงทะลุมิติมาเหมือนกันหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเขาจะเดานโยบายในอนาคตแม่นขนาดนั้นเลยเหรอ
ทว่าตอนที่เธอเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวและราบเรียบของจ้าวชิงซง จึงรู้ว่าเขาไม่ได้มาจากอนาคต จ้าวชิงซงคาดเดากฎหมายที่จะพัฒนาด้วยสมองอันเฉียบแหลม เขาปราดเปรื่องมาก
ในใจลี่หรงเกิดหวั่นไหว รู้สึกเลื่อมใสชายคนนี้มากขึ้นไปอีก
จ้าวชิงซงพูดอีกว่า “พ่อครับแม่ครับ พวกท่านทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทั้งปีสะสมเงินได้เท่าไร? กินข้าวต้มกับผักดองมาตั้งกี่ปีแล้ว? ต้าหนิวอายุแปดขวบยังไม่เคยเข้าเรียนชั้นประถม เป็นชาวนายากจนผู้ซื่อสัตย์ แม้แต่ข้าวสวยก็ยังกินไม่ได้ มันรุ่งโรจน์จริงเหรอ? ผมจะไม่หยุดเรื่องนี้ แน่นอนว่าถ้าพี่ใหญ่ไม่อยากทำ เขายอมล้มเลิก ผมก็จะไม่พูดอะไร ก็ยังเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันอยู่ดี”
“ผมก็จะไม่ล้มเลิก” จ้าวชิงหยางพูดอย่างแน่วแน่ เมื่อเขาเริ่มเข้าร่วมกลุ่มของจ้าวชิงซงไปส่งสินค้า เขาก็พอจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร
อาจจะเคยดิ้นรนอยู่ในใจบ้าง แต่เมื่อเห็นครอบครัวได้กินเนื้อเพราะเขาทำเรื่องแบบนี้ พ่อแม่ก็มีสมดุลชีวิตมากขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าลูกสะใภ้ก็กว้างมากขึ้น ลูกชายทั้งสองก็ได้เข้าเรียนแล้ว
เขาคิดว่าสิ่งที่ทำก็มีความหมายและคุ้มค่า
จ้าวเจี้ยนกั๋วปรายตามองลูกชายที่สร้างครอบครัวแล้ว รู้ว่าเกลี้ยกล่อมไม่ขึ้น จึงถอนหายใจ “พวกแกโตแล้วสินะ ช่างเถอะ ยังไงก็ระวังให้ดี รู้ว่าอะไรควรไม่ควรด้วย”
เมื่อกลับเข้าห้องตัวเอง จ้าวชิงซงก็มองลี่หรงด้วยสีหน้าเคร่งครึม น้ำเสียงจริงจัง “คุณโง่หรือเปล่า? วิ่งไปทะเลาะกับคนอื่นคนเดียวเนี่ยนะ!”
มีแค่สวรรค์ที่รู้ว่าตอนนั้น ขณะจ้าวชิงซงรีบร้อนไปถึงที่เกิดเหตุและเห็นหมัดของจ้าวจื้อหมิงกำลังจะชกลี่หรง เขารู้สึกกลัวมากแค่ไหน ตัวเย็นเยือกไปทั้งตัว แม้นึกย้อนกลับไปตอนนี้ก็ยังคงอกสั่นขวัญหาย
เขาโกรธที่ลี่หรงไม่รู้จักป้องกันตัวเองให้ดี บุกไปทะเลาะกับคนอื่นตัวคนเดียว เธอเป็นเด็กสาวที่อายุยังไม่ยี่สิบปีเต็ม ชายหนุ่มอย่างจ้าวจื้อหมิง ถ้าลงไม้ลงมือขึ้นมาจริงๆ มีลี่หรงสิบคนก็บาดเจ็บสาหัสไปแล้วเก้าคน
ลี่หรงเจอตัวโจรขโมยกุนเชียงแล้ว คิดว่าจ้าวชิงซงจะชมเธอ นึกไม่ถึงว่าทันทีที่เขาเปิดปากก็จะด่าเธอว่าโง่
แต่ก่อนใครก็ชมว่าเธอฉลาดมากความสามารถไม่ใช่หรือไง
เป็นครั้งแรกที่ถูกด่าว่าโง่ อีกทั้งเธอยังเจ็บที่หน้าอีก ลี่หรงรู้สึกน้อยใจมาก ขอบตาร้อนผ่าว แล้วมองชายหนุ่มอย่างแข็งกร้าว “ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจไปหาเรื่องทะเลาะ เธอขโมยกุนเชียง ฉันจะไปเผชิญหน้าไม่ได้เลยหรือไง!”
“ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ แต่คุณก็ต้องหาคนไปเยอะๆหน่อย วิ่งไปตัวคนเดียว คุณรู้ไหมว่าจ้าวจื้อหมิงมีพี่น้องกี่คน? อีกอย่างพวกคุณก็ลงมือกันด้วย คุณคิดบ้างไหมว่าถ้าวันนี้ผมไปช้าอีกแค่นิดเดียว คุณจะโดนอะไรบ้าง?”
ลี่หรงหันหน้ามองข้างนอก “ต่อให้วันนี้คุณไม่มา จ้าวจื้อหมิงก็ไม่ทำร้ายฉันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ วันนี้ฉันคงจะได้หักแขนเขาไปข้างหนึ่ง ถ้าเกิดคิดจะทำร้ายฉัน ผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิง เจอเมื่อไรฉันจะตบให้เห็นเลย”
จ้าวชิงซงขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม แล้วใจก็อ่อนยวบทันทีหลังจากมองแก้มบวมแดงของลี่หรง เขาถอนหายใจ “ไม่ใช่ว่าผมกลัวคุณโดนใครทำร้ายหรอกเหรอ? ไหนว่าเก่งนัก ตอนนี้คุณก็หน้าบวมอยู่ไม่ใช่หรือไง?”
“วันนี้ฉันพาต้าหนิวไปด้วย!”
“เขาเป็นแค่เด็กจะทำอะไรได้?” จ้าวชิงซงไม่กล้าตำหนิไปมากกว่านี้ แม้เขาจะโกรธมากที่ลี่หรงวิ่งไปเล่นงานคนอื่นตามลำพัง ทว่าเห็นท่าทางน้อยใจของลี่หรงในตอนนี้ ก็เค้นเสียงแข็งไม่ขึ้น เขาพูดว่า “ครั้งนี้ก็แล้วไป ถ้าครั้งหน้ามีเรื่องแบบนี้อีกให้เรียกผม รู้ไหม?”
ลี่หรงกลั้นหายใจไม่ส่งเสียง จ้าวชิงซงสัมผัสใบหน้าของเธอ “ฟังด้วย”
“รู้แล้วน่า”
ปล่อยเรื่องนี้ให้แล้วกันไป ทุกคนควรทำอะไรก็ทำไป ชีวิตคงไม่จบลงเพราะละครตลกหรอก แต่ยามที่คนในชุมชนสนทนาเรื่องมโนสาเร่ก็จะเอ่ยถึงมือเท้าที่สกปรกของหวงต้าหลานกันเป็นครั้งคราว
บทที่ 24: ปีก่อนหาเงินได้ก้อนโต ฉลองตรุษจีนไปด้วยกัน
กุนเชียงหลังจากทำเสร็จสามารถเก็บได้นาน รสชาติก็ดี เหมาะเป็นของขวัญชั้นดีในวันตรุษจีน
ทำให้ยิ่งใกล้วันตรุษจีน ปริมาณสั่งจองกุนเชียงของลี่หรงก็มากขึ้น ลูกค้าครึ่งหนึ่งคงจะเก็บไว้กินเอง อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้เยี่ยมญาติ
แขกที่สั่งจองกลัวว่าถึงเวลาตัวเองจะซื้อไม่ได้ จึงจ่ายเงินให้จ้าวชิงซงก่อนครึ่งหนึ่ง ไม่ให้เขาลืมของตัวเองโดยเด็ดขาด
จ้าวชิงซงจดบัญชีลงบนสมุดและรับประกันว่า “วางใจได้ ของคุณจะต้องไม่ตกหล่นแน่นอน ผมจะจัดการให้เอง”
เมื่อมีปริมาณสั่งจองจำนวนมาก ลี่หรงกับเหอซิ่งก็ยิ่งงานยุ่ง
ละครขโมยกุนเชียงก่อนหน้านี้ ตอนนี้ทุกคนต่างก็รับรู้เรื่องที่ลี่หรงทำ ลี่หรงจึงมีผู้ช่วยเพิ่มขึ้นอีก มือเท้าที่ทำงานก็คลายลงไปมาก
แม่จ้าวคุ้นชินกับการทำงานแล้ว จะยัดไส้หรือตากกุนเชียงก็ทำได้คล่องมืออย่างรวดเร็ว ทำกันหลายคนก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนพ่อจ้าวรับผิดชอบเฝ้าประตู เพื่อไม่ให้ใครมาดูขณะทำกุนเชียง
ทั้งครอบครัวทำกันอย่างเป็นระเบียบ กุนเชียงจึงถูกส่งออกมาทีละรอบ
เมื่อส่งกุนเชียงจนครบ อีกไม่กี่วันก็ถึงวันตรุษจีน
เมื่องานหยุดลง ลี่หรงก็จ่ายค่าจ้างให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ตระกูลจ้าวทันที แม้แต่สองผู้เฒ่าก็มีให้
แม่จ้าวโบกมือปัด “โธ่เอ๊ย มีส่วนของฉันด้วยเหรอ? ไม่ต้อง ไม่ต้อง พวกเธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ อย่าให้ฉันเลย ฉันอยู่แต่บ้านใช้เงินไม่เท่าไหร่หรอก”
ลี่หรงจึงไม่ได้โน้มน้าวเธอต่อ “ก็ได้ค่ะ งั้นวันตรุษจีนฉันกับจ้าวชิงซงจะใส่ซองแดงให้แม่”
ปีก่อนหมู่บ้านต้าเจียงก็มีพายุหิมะ แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่ความขาวโพลน
วันอากาศหนาวจัด นอกจากกินข้าว เวลาอื่นลี่หรงก็หมกอยู่บนเตียงเตา จะทำอะไรก็ได้ แต่เธอไม่อยากออกไปโดนแช่แข็งข้างนอก
บางครั้งเหอซิ่งจะเข้ามาเอาเข็มด้ายจากเธอ เมื่อเห็นเธอหมกตัวอยู่บนเตียง จึงหัวเราะ “อยู่เดือนหลังคลอดยังหมกตัวไม่โหดเท่าเธอเลย”
ลี่หรงเบะปาก “ที่นี่หนาวมากจริงๆ ถึงยังไงฉันก็ไม่มีอะไรทำ สู้ทำตัวให้อุ่นอยู่บนเตียงเตาดีกว่า”
เหอซิ่งมองเธอคลุมผ้านวม แล้วถามเสียงเบา “เธอท้องหรือเปล่า?”
“ห๊า?” แรกเริ่มลี่หรงก็ไม่ตอบสนองอะไร เมื่อเห็นสีหน้าหยอกล้อของเหอซิ่งจึงรู้ว่าเธอหมายถึงอะไร หน้าก็เริ่มแดง “เปล่าซะหน่อย”
เหอซิ่งหุบยิ้ม “เธอเคลื่อนไหวช้ามาก สะใภ้บ้านไหนๆในหมู่บ้านมาอยู่บ้านแม่สามีครึ่งปีก็พุงยื่นกันแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ลี่หรงรู้ว่าเธอเป็นห่วงว่าตัวเองจะถูกชาวบ้านนินทา พูดในใจว่าเด็กสักคนฉันก็คลอดไม่ได้หรอก แล้วส่งยิ้ม “ไม่รีบน่ะ”
ปีก่อนก็มีพายุหิมะ แต่ลี่หรงผ่านฤดูหนาวในวันแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าคนอื่นๆกำลังดีอกดีใจที่เก็บถ่านกลับมาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ฟืนสำหรับใช้ในฤดูหนาวก็ตุนเรียบร้อย
ถ้าพายุหิมะมาเยือน ก็จะไม่มีฟืน หมู่บ้านต้าเจียงก็คงผ่านฤดูหนาวไปไม่ได้
หิมะตกต่อเนื่องนานหลายวัน
เมื่อหิมะหยุดตกแล้ว ลี่หรงกลับหลับไม่สนิท จึงตื่นกลางดึกจากอาการปวดท้องน้อยเหมือนกับสว่านไฟฟ้าที่กำลังเจาะไม่หยุด ราวกับจะผ่าท้องเธอออก จนต้องงอตัว กุมท้องพร้อมเกลือกกลิ้ง เธอคิดว่าตัวเองว่าคงเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันไปแล้ว
กำลังจะเตรียมปลุกจ้าวชิงซง ทันใดนั้นก็รู้สึกกระแสน้ำอุ่นหลั่งไหลมาจากท้องน้อย
ลี่หรงตื่นขึ้นในทันใด รู้ว่าประจำเดือนของตัวเองมาแล้ว เธอเลิกผ้าห่มขึ้นทันที แล้วลุกขึ้นนั่ง กลัวเลือดประจำเดือนจะติดผ้านวม ฤดูหนาวแล้วจะซักยาก
เธอขยับตัวแรง จนจ้าวชิงซงตื่นขึ้นมา แล้วถามอย่างร้อนใจ “เป็นอะไรไป?” พร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมัน
เมื่อตะเกียงสว่างขึ้น ลี่หรงก็เห็นบริเวณก้นตัวเองใต้ผ้านวมเป็นสีแดง เธอทั้งเขินและร้อนรน ทว่าตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจสนใจผ้าห่มแล้ว เสื้อผ้าบนตัวสำคัญกว่า
เธอรื้อของที่ต้องใช้ออกมาจากตู้ กำลังจะถอดกางเกงก็พบว่าจ้าวชิงซงกำลังมองเธอตาไม่กะพริบ ทำให้รู้สึกอาย
ลี่หรงพูดอย่างไม่พอใจ “ห้ามมองนะ ฉันจะเปลี่ยนกางเกง”
เมื่อเธอเปลี่ยนสายคาดผ้าอนามัยเสร็จ จึงมีเวลาจัดการฟูก เนื่องจากคราบเลือดสีแดงเป็นวงกว้างด้านบน จึงไม่มีใครหลับลงอยู่แล้ว
ในห้องมีผ้าปูนอนแค่สองชุด เธอกับจ้าวชิงซงคนละชุด จึงไม่มีของที่ซักเปลี่ยนได้ ลี่หรงมองจ้าวชิงซงอย่างดีดดิ้น
จ้าวชิงซงเลิกผ้าห่มของตัวเองออก แล้วเว้นที่อีกด้านที่ตัวเองนอนอยู่ “ขึ้นมา”
ลี่หรงกะพริบตา แล้วปีนขึ้นไปจริงๆ
เห็น ๆ อยู่ว่าทั้งสองนอนเตียงเดียวกัน ทว่าลี่หรงรู้สึกว่าผ้าห่มของชายหนุ่มอุ่นกว่าของเธอมาก
ในเวลาปกติ เมื่อลี่หรงอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆก็หลับได้ในไม่กี่นาที แต่ตอนนี้เพราะปวดประจำเดือน ลี่หรงจึงกุมท้องพร้อมนอนขดตัว หายใจเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบา
“ปวดท้องเหรอ?” จ้าวชิงซงกอดเธอจากด้านหลัง มือใหญ่ที่อบอุ่นวางบนท้องน้อยของลี่หรง
ทั้งสองกอดจูบกันบ่อย ลี่หรงจึงไม่ปฏิเสธการกระทำของเขา “อืม น่าจะเพราะช่วงนี้อากาศหนาวเกินไป แต่ก่อนก็ไม่เคยปวดขนาดนี้”
“หลับตา ดูว่าหลับลงหรือเปล่า พรุ่งนี้คุณไม่ต้องตื่นเช้าหรอก เรื่องในบ้านผมกับพวกพี่ใหญ่และพี่สะใภ้จะจัดการกันเอง”
ใกล้วันตรุษจีนแล้ว จ้าวเจี้ยนกั๋วในฐานะหัวหน้าครอบครัวใหญ่ จึงให้แม่จ้าวมาถามพวกลี่หรงที่แยกครอบครัวออกมาว่าต้องการกินข้าวด้วยกันในวันตรุษจีนหรือไม่ ถ้าเป็นลี่หรงที่สร้างปัญหาเมื่อก่อน พ่อจ้าวคงจะไม่แม้แต่ชายตามอง
นี่ต้องยกความดีความชอบให้ลี่หรงที่ทำตัวดีในช่วงนี้ ให้เนื้อพวกเขา พาพี่ชายกับพี่สะใภ้ทำธุรกิจ ซื้อของบำรุงร่างกายให้พวกเขาดังนั้นจ้าวเจี้ยนกั๋วจึงมีความคิดที่จะกินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว
เมื่อเขาเอ่ยปาก ลี่หรงก็ตกลงทันที
ทั้งครอบครัวจึงมีบรรยากาศวันตรุษจีนกันอย่างครื้นเครง
เครื่องเรือนเก่ากับกำแพงในบ้านต้องซ่อมแซมพลิกโฉมใหม่ ยังต้องรีบทำให้เสร็จก่อนวันตรุษจีน ครอบครัวใหญ่ตั้งแต่คนชราไปจนถึงเด็กต่างก็ทำงาน อีกอย่างพรุ่งนี้ต้องทาสีซ่อมกระเบื้อง เป็นงานใหญ่ทั้งนั้น ลี่หรงไม่อยากแอบอู้ จึงหลับตาตอบ “ค่อยว่ากันเถอะ เฮ้อทำไมมาปวดประจำเดือนเอาป่านนี้กันนะ”
“นอนก่อนเถอะ”
ท้องน้อยถูกฝ่ามืออันอบอุ่นกุมไว้ เหมือนกับมีเตาไฟตั้งอยู่ด้านหลัง คอยส่งไอร้อนไม่ขาดสาย ลี่หรงหลับตาได้ไม่นานก็เคลิ้มหลับไป
ลี่หรงไม่เคยประหยัดก้อนถ่านในห้อง โดยเฉพาะตอนที่เธอยังไม่ตื่น ไฟจากถ่านในเตาก็จะไม่ดับ วันนี้จ้าวชิงซงตื่นเช้า ยังเพิ่มก้อนถ่านให้เธออีกหน่อยด้วย
คงเป็นเพราะปวดประจำเดือนเมื่อคืนทำให้ไม่สบายตัว ลี่หรงจึงตื่นนอนเกือบเที่ยง
กำแพงที่ปรับปรุงใหม่ด้านนอกทาสีเรียบร้อยแล้ว พวกผู้ชายบ้านตระกูลจ้าวกำลังปูกระเบื้องบนหลังคา แม่จ้าวกับเหอซิ่งขัดถูถ้วยชามและเครื่องเรือนเก่า เด็กทั้งสองตักน้ำในบ่อ
“ตื่นแล้วเหรอ?” เหอซิ่งเห็นลี่หรงเป็นคนแรก จึงเอ่ยปากทักทาย
ลี่หรงกดท้อง แล้วเดินเข้าไปพูดอย่างเขินอาย “เมื่อคืนก็บอกจ้าวชิงซงแล้วว่าให้ปลุกฉัน ใครจะไปรู้ว่าเขาจะไม่ปลุก ยังเพิ่มไฟให้ฉันด้วย เลยยิ่งหลับลึกไปกันใหญ่”
แม่จ้าวบิดผ้าในมือ “ไม่เป็นไร เจ้ารองบอกว่าเธอไม่สบาย อยากนอนอีกสักหน่อยไหม?”
“ไม่แล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงเห็นลี่หรงเดินออกมาก็รีบปูแผ่นกระเบื้องในมือให้เรียบร้อย แล้วเหยียบบันไดลงมา ถอดถุงมือพลางเดินเรียกลี่หรง “โจ๊กอุ่นอยู่ในเตา ไปกินก่อนเถอะ”
เหอซิ่งส่งเสียง ‘โอ้โฮ’ “อุ่นโจ๊กไว้ในหม้อเหรอ พวกเรากินด้วยได้ไหม?”
จ้าวชิงซงกระตุกริมฝีปาก ไม่ได้เก็บคำพูดหยอกล้อของเหอซิ่งมาใส่ใจ แต่ลี่หรงที่เที่ยวเล่นด้วยกันกับเหอซิ่งอยู่บ่อยครั้งกลับรู้สึกเขินอาย เธอตะโกนเรียก ‘พี่สะใภ้’ แล้วหันหลังเดินไปที่ครัว
เสียงหัวเราะของแม่จ้าวกับเหอซิ่งดังมาจากด้านหลัง ลี่หรงจึงเดินให้เร็วขึ้น
บทที่ 25: ฆ่าหมูวันตรุษจีน เจอผู้ชายเฮงซวยอีกแล้ว
ท่ามกลางการเฝ้ารอ ในที่สุดตรุษจีนก็มาถึง
สองวันก่อนตรุษจีน หิมะหยุดตกพอดี ที่ศาลาประชาคมจะฆ่าหมูแบ่งสรรปันส่วนเนื้อกันในวันตรุษจีน
กองการผลิตจะเลี้ยงหมูหรือฆ่าหมูต่างก็มีเป้า ถ้าหมูเกินหนึ่งร้อยสามสิบจินก็ถือว่าถึงเป้าแล้ว ต้องหมูที่หนักเท่านี้เท่านั้นถึงจะฆ่าแบ่งเนื้อได้
เหล่าสมาชิกทำงานหนักทั้งปีก็เพื่อฉลองปีแห่งความสมบูรณ์กับเนื้อนี้ ดังนั้นการเลี้ยงหมูเป็นหนึ่งในงานที่ในกลุ่มเน้นการดูแลมาโดยตลอด ถึงคนจะหิวก็ไม่ยอมให้หมูอด
โดยทั่วไปแล้วตราบใดที่ไม่ป่วยตาย หมูทั่วไปก็เลี้ยงจนน้ำหนักถึงเป้าได้
ทว่าถึงจะเยอะแค่ไหนก็ไม่มีหมูที่หนักเกินหนึ่งร้อยห้าสิบจิน หรือถ้ามี กองการผลิตนี้จะต้องถูกประเมินว่าเป็นกองการผลิตที่ยอดเยี่ยมแน่นอน
จ้าวเจี้ยนผิงให้เหล่าสมาชิกชั่งน้ำหนักหมู ไม่มีตัวไหนหนักเกินหนึ่งร้อยห้าสิบจิน แม้จะน่าเสียดายอยู่เล็กน้อย ทว่าก็ยังเตรียมการฆ่าหมูแบ่งเนื้อกันอยู่ดี
ในคืนก่อนวันฆ่าหมู จะไม่ให้อาหารหมู
คนเฒ่าคนแก่คิดว่าหมูกำลังจะถูกฆ่าในวันรุ่งขึ้น ให้อาหารไปก็เสียเปล่า ลดอาหารหมูมื้อหนึ่งก็เท่ากับประหยัดได้หนึ่งมื้อ อีกสาเหตุก็คือความหิว ขณะที่ฆ่าหมูในวันรุ่งขึ้นมันก็จะไม่มีแรงขัดขืนมาก จะได้ไม่เปลืองแรง
จ้าวเจี้ยนผิงหาคนฆ่าหมู ต้มน้ำ และถอนขนได้นานแล้ว การฆ่าหมูแบ่งเนื้อเป็นเรื่องใหญ่ รายละเอียดอะไรก็ต้องจัดเตรียมให้พร้อม
นอกจากคนฆ่าหมูโดยเฉพาะ ยังมีแรงงานเกือบสิบคนถูกเรียกมาช่วยแบ่งเนื้อหมู
สมาชิกที่ถูกเรียกไปจะแบ่งเครื่องในหมูส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไปได้มากหน่อย จ้าวชิงหยางก็ถูกเรียกไป
การฆ่าหมูในวันนี้ จ้าวชิงซงกับจ้าวเจี้ยนกั๋วเร่งทำงานอยู่ที่บ้าน แม่จ้าวกำลังนึ่งบ๊ะจ่าง แรงงานทั้งสี่ของบ้านตระกูลจ้าวไปทำงาน แต้มงานตลอดหนึ่งปีจึงมีไม่น้อยเลย ก็เหมือนกับช่วงที่หมูอ้วน เนื้อหมูที่แบ่งได้ก็ไม่น้อยเช่นกัน
ดังนั้นถึงลี่หรงจะไม่มีแต้มงาน แต่เธอก็ไปเอาเนื้อหมูกับเหอซิ่งเช่นกัน
ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด ท้ายหมู่บ้านพลันส่องสว่างเป็นวงกว้างด้วยแสงจากการเผาฟืน
ทันทีที่หมูร้อง ‘อู๊ด’ ทั้งคนที่รอแบ่งและไม่แบ่งเนื้อหมู หรือแม้แต่เด็กน้อยต่างก็เข้ามามุงดูตรงนั้นอย่างมีความสุข
เหอซิ่งถือถัง เข้าแถวรอแบ่งเนื้อหมู
ลี่หรงยืนถูมืออยู่อีกด้าน เป็นครั้งแรกที่เผชิญกับการฆ่าหมูครั้งใหญ่นี้ ตนไม่ได้กลัว กลับมองอย่างเพลิดเพลินเสียด้วยซ้ำ แทบจะแทะเมล็ดแตงโมไปพลางอยู่แล้ว
ก่อนคนฆ่าหมูจะลงมีดก็ตะโกน “คนที่จะเอาเลือดหมูให้มารับ!”
เลือดหมูไม่ใช่ของมีค่ามาก ใครจะรับก็ได้ทั้งนั้น คนในหมู่บ้านที่มาเอาเนื้อหมูไม่พลาดอาหารฟรีอยู่แล้ว
เหล่าคุณนายถือถังไม้ เตรียมพุ่งเข้าไป
ลี่หรงเห็นเหอซิ่งยืนตะลึง จึงเอื้อมมือหยิบถังถือเข้าไปรองใต้ตัวหมูเพื่อรอรับ
คนฆ่าหมูเห็นลี่หรงอายุน้อยก็ชะงักก่อนจะยิ้ม “แม่สาวน้อย ใจกล้าใช่เล่น เคลื่อนไหวก็รวดเร็ว ตอนนี้หลีกไปซะก่อน เดี๋ยวฉันจะลงมีดแล้ว”
ปกติเลือดหมูจะถูกคุณป้าในศาลาประชาคมแย่งไปอย่างรวดเร็ว ปีก่อนเหอซิ่งก็ไม่ได้รับเลือดหมู ปีนี้เธอก็ไม่คิดจะรับด้วย กลัวว่าจะถูกคนนินทา นึกไม่ถึงว่าลี่หรงจะมือไวเช่นนั้น
คุณป้าที่แย่งได้ไม่เร็วพอยืนอยู่ด้านข้างก็พูดจาเหน็บแนม “เหอซิ่งจ๊ะ น้องสะใภ้ของเธอแม้ไม่ได้ทำงาน แต่ทำอะไรได้รวดเร็วดีนะ”
เหอซิ่งยิ้มแหย ทว่าลี่หรงกลับไม่สนใจ ก่อนตอบกลับ “ฉันไม่ได้ทำงาน ก็เลยต้องรีบรับของที่ไม่ต้องใช้แต้มงาน คุณป้าก็ต้องรีบหน่อยนะคะ เดี๋ยวหมูตัวต่อไปจะมาแล้ว”
เธอทำคุณป้าคนนั้นชะงักเสียจนสีหน้าเปลี่ยนเป็นสีตับหมู ปากอ้ำอึ้งแย้งไม่ออก
“เสี่ยวหรง… เธอก็มาปันเนื้อหมูเหรอ?”
ลี่หรงหันไปตามเสียง เห็นหลัวปิงกับยุวชนคนอื่น ประโยคก่อนหน้านี้คือหลัวปิงที่ทักทายลี่หรง
ทำไมถึงเจอหลัวปิงล่ะเนี่ย ลี่หรงคิดในใจว่าซวยจริงๆ ตั้งแต่เก็บผักป่าครั้งก่อน ก็ไม่ได้เจอหน้าหลัวปิงอีก เธอกระตุกยิ้ม “ปิงปิงนี่เอง”
หลัวปิงเข้ามาควงแขนลี่หรงด้วยท่าทางสนิทสนม “ไม่เจอกันนานเลย ทำไมเธอไม่มาเล่นกับฉันที่หน่วยยุวชนบ้างล่ะ”
ลี่หรงพลันดึงมือออก “ก็ฉันยุ่งอยู่นี่ไง”
“เธอจะยุ่งอะไรกัน งานการก็ไม่ต้องทำ” หลัวปิงดึงลี่หรงมากระซิบ “เต๋อเป่าบอกว่าครอบครัวเธอเขียนจดหมายมาหา เดี๋ยวดึกหน่อยเธอไปที่หน่วยยุวชนก่อนได้ไหม?”
“จดหมายอะไร?” ลี่หรงกวาดมองก็ปะทะกับสายตาร้อนแรงของหยางเต๋อเป่าในกลุ่มยุวชน เธอนึกรังเกียจอยู่ในใจ บ้านตระกูลลี่มีอะไรถึงไม่พูดกับเธอตรงๆ ทำไมต้องบอกผ่านหยางเต๋อเป่า
ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจวางแผนสกปรกอะไรอีก เห็นเพียงว่าเธอเป็นคนโง่ ลี่หรงปฏิเสธอย่างเฉยชา “ฉันยุ่งอยู่น่ะ มีอะไรก็พูดตอนนี้เลยดีกว่า ที่บ้านรอให้ฉันกลับไปทำกับข้าวอยู่”
หลัวปิงตะลึง ก่อนมองไปที่หยางเต๋อเป่า เมื่อสองคนสบตากัน เขาก็เดินเข้ามาโดยไม่สนใจฝูงชนรอบตัว
“เสี่ยวหรง แม่ของฉันรู้ว่าเธอแต่งงานกับชาวบ้านในชนบทแล้ว ท่านเสียใจมาก บอกว่าถ้าเธอต้องการหย่า ท่านจะหางานดีๆในตัวเมืองให้เธอเอง”
พนันเลยว่าแม่ของลี่หรงไม่ได้บอกอะไร แต่เป็นแม่ของหยางเต๋อเป่าต่างหาก
ลี่หรงกลอกตา ไม่รู้ว่าทำไมแม่ของหยางเต๋อเป่าถึงพูดแบบนี้ ทำเหมือนเธอเป็นลูกสาวในไส้ คงไม่ใช่ว่าบ้านตระกูลหยางเกิดเรื่องบางอย่างแล้วต้องการความช่วยเหลือจากบ้านตระกูลลี่หรอกนะ เดี๋ยวจะเขียนจดหมายกลับไปถามแม่เธอทีหลัง
ตอนนี้เธอไม่ว่างมาสนใจหยางเต๋อเป่า จึงพูดว่า “ไม่ต้องให้คุณน้ามาเป็นห่วงหรอก ตอนนี้ฉันมีชีวิตที่ดีแล้ว จ้าวชิงซงไม่ต้องการให้ภรรยาเขาทำงาน แถมยังซื้อเนื้อให้กินทุกมื้ออีก หากกระหายก็ชงนมมอลต์ให้ดื่ม ดูฉันสิอ้วนกลมไปหมดแล้ว”
ลี่หรงหน้าแดงเปล่งปลั่ง เป็นเพชรน้ำงามที่หาได้ยากในหมู่บ้าน แค่มองก็รู้ว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ใบหน้าที่ดูดีอยู่แล้วยิ่งน่าดึงดูดมากขึ้น หยางเต๋อเป่าที่มองอยู่พลันนึกเสียดายที่ไม่ได้นอนกับเธอในตอนแรกที่ลี่หรงมา ‘จีบ’ เขา
หยางเต๋อเป่าพลันมีสีหน้าเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง “จ้าวชิงซงเป็นเพียงชาวบ้านในชนบท ไม่รู้ว่าจะมีอนาคตต่อไปอย่างไรบ้าง”
สำหรับลี่หรงแล้วคนตรงหน้าผู้นี้สมองคงมีปัญหา ก่อนปรายตามองหลัวปิง แล้วเอ่ยปากพูด “ไม่อย่างนั้นฉันหย่ากับจ้าวชิงซงแล้วไปแต่งกับนายไหมล่ะ?”
หยางเต๋อเป่าทำหน้าดีใจ เขาพูด “งั้นฉันจะให้แม่เตรียมตัวให้พร้อมนะ”
เขาท่าจะบ้าไปแล้วจริงๆ ลี่หรงหมดคำจะพูด
สีหน้าหลัวปิวพลันหม่นลง ตอนนี้ตนเองยังเป็นแฟนของหยางเต๋อเป่าอยู่นะ เธอพูด “พี่เต๋อเป่า ก่อนหน้านี้พี่ไม่ได้พูดแบบนี้นี่”
หยางเต๋าเป่าเม้มปาก “พวกเราเลิกกันแล้วไม่ใช่เหรอ แม่ไม่ให้ฉันกับเธออยู่ด้วยกันน่ะ ขอโทษนะปิงปิง”
ลี่หรงเบะปาก ไม่มีกะจิตกะใจมาสนใจสองคนนี้ เหอซิ่งเรียกเธอพอดี ลี่หรงตอบพร้อมรีบเดินไป
เหอซิ่งเอาเนื้อมาเรียบร้อย แล้วรอเนื้อหมูกับเครื่องในที่จ้าวชิงหยางได้ส่วนแบ่งในฐานะแรงงานฆ่าหมูมารวมกัน จากนั้นก็ถือกลับบ้านพร้อมลี่หรง
หลังจากกลับบ้าน ลี่หรงกับเหอซิ่งก็เก็บเนื้อหมูพวกนี้เรียบร้อย บางส่วนต้องทำกินวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เอาไปตุ๋น ที่เหลือก็ล้างให้สะอาดและวางไว้ในลาน โดยใช้หิมะคลุมไว้
อากาศหนาวจัด กองหิมะพวกนั้นจะเป็นตู้เย็นธรรมชาติรักษาความสดได้ดี
ลี่หรงและจ้าวชิงซงเริ่มกินข้าวพร้อมกับพวกแม่จ้าวตั้งแต่วันส่งท้ายแล้ว วางแผนว่าจะกินจนถึงฉลองวันตรุษจีนวันสุดท้ายคือวันที่เจ็ด
วันส่งท้ายในวันนี้ ทุกคนตื่นกันแต่เช้าตรู่
ตอนที่ลี่หรงตื่นขึ้นมา เหอซิ่งก็ทำอาหารเช้าเสร็จพอดี เธอจึงแปรงฟันก่อนจะเริ่มกินอาหารเช้า
“จ้าวชิงซงล่ะ?” ลี่หรงกินไปถามไป
“ทำคำขวัญมงคลอยู่ที่โถงน่ะ แม่ก็กำลังตัดกระดาษอยู่ เธอไม่ลองไปดูหน่อยล่ะ?”
บทที่ 26: อาหารค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการติดบทกลอนอวยพรปีใหม่ ทว่าในปี1970 ของตกแต่งนั้นหายาก ไม่ต้องพูดถึงบทกลอนอวยพรปีใหม่ที่ปิดทองอย่างสวยงาม มีคนน้อยมากที่เขียนบทกลอนอวยพรปีใหม่ด้วยหมึกสีดำ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะตัดกระดาษสีแดงที่ว่างเปล่าเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม แล้วติดใต้ชายคาตามความเหมาะสม
มีกระดาษสี่เหลี่ยมสีแดงบนผนัง และมีกระดาษสีแดงติดไว้บนโต๊ะและเก้าอี้ด้วย ทั้งหมดนี้จ้าวชิงซงเป็นคนตัด โดยมีเพียงที่อยู่บนผนังเท่านั้น ที่แม่จ้าวตัดกระดาษที่ตัดไว้อย่างสวยงามติดเอาไว้
ลี่หรงยืนดูอยู่ข้างแม่จ้าว ฝีมือของเธอดีมาก เธอพับกระดาษสีแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วตัดด้วยกรรไกรสองสามครั้ง จากนั้นก็จะได้กระดาษที่ถูกตัดฉลุอย่างสวยงาม
“นี่คืออะไรเหรอคะ?” ลี่หรงถาม พลางชูกระดาษที่เพิ่งถูกตัดขึ้นมา
“นี่เรียกว่าเหลือกินเหลือใช้ทุกปี จะเอาไปติดไว้ที่หน้าต่างห้องครัว” แม่จ้าวแบมือออก “ส่วนนี่เรียกว่าคิดสิ่งใดสมดังปรารถนา จะเอาไปติดไว้ที่ห้องโถง”
แม่จ้าวเห็นว่าลี่หรงสนใจการตัดกระดาษมาก จึงตัดอีกอันหนึ่งเพิ่ม แล้วพูดว่า “นี่คือกิเลนประทานบุตร”
ลี่หรงพยักหน้า โดยไม่รู้ว่าแม่จ้าวหมายถึงอะไร เธอถือ ‘กิเลนประทานบุตร’ แล้วมองด้วยความสนใจ
แม่จ้าวรีบตัดอีกอันหนึ่งให้เธอ แล้วพูดว่า “นี่เรียกว่าให้กำเนิดลูกชายที่ดีไวๆ”
“อ้อ” ในที่สุดลี่หรงก็รู้แล้วว่าแม่จ้าวอยากจะสื่ออะไร ติดไว้เพื่อกระตุ้นให้เธอตั้งครรภ์นี่เอง เธอหัวเราะแห้งแล้ววิ่งหนีไป แต่กลับชนเข้ากับจ้าวชิงซงที่เดินเข้ามาพอดี
จ้าวชิงซงช่วยประคองเธอ “ทำไมต้องวิ่งเร็วขนาดนี้ด้วย?”
ลี่หรงไม่ได้ตอบ เม้มปากแล้วเดินจากไป
จ้าวชิงซงมองแม่จ้าวที่กำลังหัวเราะอยู่ในห้องด้วยใบหน้าสับสน แล้วถามว่า “แม่ครับ เธอเป็นอะไรไป?”
“เมียของลูกเป็นคนหน้าบางมาก ฮ่าๆๆ”
“หืม?”
แม่จ้าวยื่นกระดาษที่ตัดแล้วสองแผ่นให้จ้าวชิงซง “เอากลับไปติดไว้ที่เตียงเตาและหน้าต่าง ปีหน้าจะได้ให้กำเนิดลูกชายที่ดี”
ปรากฏว่าเรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง จ้าวชิงซงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขากับเธอไม่ได้ทำอะไรกันเลย นอกจากจูบและกอดกัน แล้วลูกชายที่ดีจะมาจากไหน แต่ไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดเหล่านี้กับแม่จ้าว เขารีบกระดาษที่ตัดมาอย่างเรียบร้อย แล้วพูดว่า “ขอบคุณครับแม่”
จ้าวชิงซงใช้กาวแป้งเปียกติดบทกลอนอวยพรปีใหม่ด้านนอกเสร็จแล้ว ก็นำแป้งเปียกที่เหลือกลับไปที่บ้าน
ลี่หรงกำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ในห้อง เมื่อเธอเห็นจ้าวชิงซงเข้ามา ก็ถามอย่างสบายๆว่า “ติดบทกลอนอวยพรปีใหม่เสร็จแล้วเหรอคะ?”
“ยังไม่เสร็จครับ ผมกำลังจะกลับมาติด”
มีอะไรที่ต้องนำมาติดในห้องด้วย ลี่หรงเงยหน้าขึ้นดูจ้าวชิงซงติด ‘ให้กำเนิดลูกชายที่ดีไวๆ’ และ ‘กิเลนประทานบุตร’ ที่แม่จ้าวเพิ่งตัดลงบนผนังและเตียงเตา ด้วยสีหน้าจริงจัง
ใบหน้าของลี่หรงร้อนผ่าว เธอพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา “ทะลึ่งมาก”
จ้าวชิงซงอยู่ข้างๆเตียงเตาเมื่อเขาได้ยินสิ่งที่เธอพูด เขาก็ไม่พอใจ จึงเดินเข้ามาหาเธอ “ทะลึ่งตรงไหนครับ?”
“ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่อยากมีลูก”
จ้าวชิงซงเลิกคิ้วถาม “คุณคิดเรื่องมีลูกบ้างไหม?”
ลี่หรงรู้สึกว่าถ้าเธอพูดต่อไป ชายหนุ่มจะเริ่มพูดจาทะลึ่งกับเธอ ใบหน้าก็ยิ่งร้อนผ่าว ก่อนจะหันหน้าหนีขณะพูดว่า “ฉันไม่รู้! รีบติดให้เสร็จแล้วออกไปฆ่าไก่ได้แล้วค่ะ!”
จ้าวชิงซงจับหน้าของเธอหันมา แล้วแสร้งทำเป็นถามอย่างจริงจัง “ภรรยา เมื่อไหร่คุณจะทำให้ผมได้เป็นพ่อคนบ้างล่ะ?”
เสียงของลี่หรงไม่ชัดเจน “ฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะ มันขึ้นอยู่กับคุณ”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ผมจะทำให้ได้เป็นพ่อคนนะ”
ลี่หรงหยิกแขนเขาด้วยความอับอาย “ฉันยังมีเรื่องต้องทำ รอไปก่อนเถอะ”
จ้าวชิงซงรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว และโน้มตัวไปจูบลี่หรง ก่อนจะออกไปช่วยฆ่าไก่ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
ในวันส่งท้ายปีเก่า บ้านของทุกคนจะยุ่งวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่เป็นการยุ่งวุ่นวายที่มีความสุข
หลังจากที่ผู้ชายฆ่าไก่และเป็ดแล้ว พวกเขาก็ไปผ่าฟืนเพื่อก่อไฟ ส่วนผู้หญิงทำงานในครัวเกือบตลอดทั้งวัน
มีเครื่องโม่หินอยู่ในลานบ้าน ลี่หรงขอให้จ้าวชิงซงและคนอื่นๆบดข้าวเพื่อทำแป้งข้าวเจ้า ในตอนบ่าย เธอใช้แม่พิมพ์ไม้นึ่งเค้กข้าวหลายชิ้น โดยมีทั้งไส้ถั่วแดงและไส้ถั่วเขียว
หากมีดอกหอมหมื่นลี้ ก็จะได้ขนมกุ้ยฮวาที่หอมหวานอร่อยกว่านี้ แต่น่าเสียดายที่ลี่หรงไม่สามารถหาดอกหอมหมื่นลี้ได้ในฤดูหนาว
แม่จ้าวกัดคำแรก แล้วเอ่ยชมฝีมือของลี่หรงว่า “ขนมนี้เนื้อนุ่มมาก ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ได้ลองชิม”
เหอซิ่งกล่าวว่า “เป็นเพราะน้องสะใภ้เลย ขนมแบบนี้ต้องมาจากเมือง นั่นหมายความว่าที่พวกเราได้กิน ก็ต้องขอบคุณน้องสะใภ้เท่านั้น”
ลี่หรงยอมรับคำชมด้วยรอยยิ้ม แต่สำหรับเธอ เค้กข้าวนี้ทำง่ายที่สุด ถ้าวัตถุดิบเอื้ออำนวย เธอก็สามารถทำขนมที่ซับซ้อนกว่านี้ให้พวกเขากินได้
ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวกำลังแย่งกันเผาฟืน ส่วนผู้ใหญ่ก็ช่วยกันเทผัดผักออกจากหม้อ
ขณะที่แม่จ้าวและคนอื่นๆคุยกันไปไม่กี่คำ สองพี่น้องก็กินเค้กข้าวหมดไปคนละสองชิ้นแล้ว แม่จ้าวยิ้ม แล้วพูดว่า “สองคนนี้อย่าเพิ่งกินอิ่มนะ คืนนี้มีอาหารค่ำมื้อใหญ่”
ต้าหนิวหยิบขนมเข้าปากเคี้ยว เมื่อกลืนหมดแล้วก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมชื่อต้าหนิว ท้องของผมใหญ่เท่าวัว คืนนี้ผมจะกินข้าวสามชามไปเลย!”
เอ้อร์หนิวเลียนแบบ “ผมก็เป็นวัวเหมือนกัน ผมก็กินไหว!”
ลี่หรงและคนอื่นๆรู้สึกขบขันกับคำพูดของเด็กๆพากันหัวเราะครื้นเครง
ลี่หรงหยุดหัวเราะ “กินไปเถอะ ไม่เป็นอะไรหรอกจ้ะ เอาถาดนี่ออกไปข้างนอก แบ่งให้กลุ่มพ่อของหลานกินด้วย”
ต้าหนิวยัดครึ่งชิ้นที่เหลือเข้าไปในปาก แล้วพูดขณะที่ขนมเต็มปากว่า “ที่สำคัญคือต้องมอบให้อารอง!”
แม่จ้าวและเหอซิ่งหัวเราะดังขึ้น “ฮ่าๆๆ”
ลี่หรงรู้สึกเขินอายมากจนต้องเร่งต้าหนิวให้ออกไป เมื่อเห็นรอยยิ้มของต้าหนิว เธอก็อยากจะเขกหัวเขาจริงๆ ต้าหนิวคนนี้เริ่ม ‘ไม่น่ารัก’ มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ครอบครัวจ้าวทำอาหารมากกว่าสิบจาน สำหรับอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีซุปสามชนิด แบบแรกตุ๋นเครื่องในไก่และเครื่องในเป็ด พร้อมกับเลือดลงในน้ำที่ใช้ต้มเป็ดไก่ อีกแบบทำจากกระดูกวัวเคี่ยว และแบบสุดท้ายเป็นซุปมังสวิรัติที่ทำจากแตงกวาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
นอกบ้านยังคงสว่างไสว แต่ตระกูลจ้าวมานั่งรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว
ครอบครัวจ้าวมองอาหารมื้ออร่อย แล้วรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว
พวกเขาประสบกับความอดอยาก และใช้ชีวิตแค่ทำงานและเลิกงานเป็นเวลาหลายเดือน โดยไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย พวกเด็กๆยังไม่เคยฉลองส่งท้ายปีเก่าที่ใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน
ไม่เคยคิดฝันเลย
ลี่หรงเห็นว่าทุกคนกำลังเหม่อลอย และเด็กน้อยทั้งสองก็ไม่กล้าขยับตัว จึงพูดด้วยรอยยิ้ม “กินเลยค่ะ อย่ามัวรอช้า ปีใหม่กำลังจะมาถึง!”
ในฐานะหัวหน้าครอบครัว คุณพ่อจ้าวกระแอม แล้วพูดว่า “กินเลย กินเลย ในที่สุดก็จะผ่านวันนี้ไปได้”
ลี่หรงกล่าวว่า “มาดื่มกันก่อนเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซงหยิบถ้วยสุราขึ้นมา แล้วพูดว่า “มา เอาเลยครับ”
ทั้งสามคนต่างก็มีถ้วยสุราที่เต็มไปด้วยเหล้าขาวอยู่ข้างหน้า
เหอซิ่งตกตะลึง แล้วถามลี่หรงว่า “เราต้องทำอะไรก่อนเหรอ? ต้องทำยังไง”
ลี่หรงหยิบชามซุปขึ้นมา “ซุปก็เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือต้องชน ‘ถ้วย’ กันเพื่อเฉลิมฉลอง”
ทั้งห้องระเบิดเสียงหัวเราะ หลังจากชน ‘ถ้วย’ กันแล้ว ทุกคนก็เริ่มขยับตะเกียบ
เมื่อรับประทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง เสียงประทัดก็ดังมาจากด้านนอก
ลี่หรงยักไหล่ แล้วพูดว่า “เฮ้ บ้านไหนกินข้าวเสร็จเร็ว แล้วเริ่มจุดประทัดแล้วเนี่ย?”
“มันคือประทัดของกองพล ใครจะมีเงินเหลือเฟือพอจุดประทัดเร็วขนาดนี้” แม่จ้าวกล่าว “ซื้อประทัดไว้แล้วก็ต้องจุดตอนเที่ยงคืนสิ”
แม่จ้าวบอกว่า “หลังอาหารเย็น เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ ไม่รู้ว่าจะมีคณะงิ้วมาในหมู่บ้านรึเปล่า”
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่นี่จะมีคณะงิ้วมาทำการแสดง โดยจะแต่งกายตามเทศกาล และร้องเพลงแสดงความยินดี อีกทั้งยังกลายเป็นความบันเทิงให้สำหรับชาวบ้านหลังอาหารเย็นอีกด้วย
ต้าหนิวที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการกิน เงยหน้าขึ้นมาถาม “แม่ครับ ขอใส่ชุดใหม่ได้ไหมครับ?”
บทที่ 27: สวมเสื้อผ้าใหม่
เหอซิ่งพยักหน้า “หลังกินข้าวอาบน้ำเสร็จค่อยใส่”
เหอซิ่งได้ทำเสื้อผ้าใหม่ให้กับลูกทั้งสองคนเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อให้เด็กทั้งสองคนไว้ใส่ในช่วงปีใหม่ และพวกเขารู้ว่าต้องเก็บไว้สำหรับปีใหม่ จึงทนไม่ใส่มันมาจนถึงตอนนี้
เมื่อแม่ของพวกเขาบอกว่าจะให้ใส่เสื้อผ้าใหม่ได้ เด็กน้อยทั้งสองก็ร้องเสียงดังด้วยความดีใจ แล้วรีบกินข้าวเร็วขึ้น
ทุกคนพอใจกับอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าอันหรูหรานี้
สองพี่น้องต้าหนิวไม่จำเป็นต้องเก็บโต๊ะ เมื่ออิ่มแล้ว พวกเขาจึงใช้หม้อไปตักน้ำใส่ในถัง แล้วรีบอาบน้ำกันอย่างมีความสุข
ในวันที่อากาศหนาว การอาบน้ำของเด็กน้อยก็เหมือนกับการไปทำสงคราม หลังจากอาบไปสักพัก ก็หนาวจนฟันเริ่มสั่นกระทบกัน เมื่อเริ่มตัวสั่นก็วิ่งกลับไปที่หน้าเตาฟืน เพื่อสวมเสื้อผ้า
เหอซิ่งกำลังล้างจาน เธอกลัวว่าลูกน้อยจะเป็นหวัด จึงล้างมือแล้วไปช่วยเอ้อร์หนิวสวมเสื้อผ้า “อาบน้ำนานจัง ดูสิ พวกลูกเกือบจะตัวแข็งตายอยู่แล้วน่ะ”
แม่จ้าวรีบพูดขึ้นมา “เพ้ยๆๆ ช่วงปีใหม่อย่าพูดคำอัปมงคลสิ”
เหอซิ่งตบปากตัวเอง แล้วพูดว่า “พูดผิดไปแล้วค่ะ เพ้ยๆๆ ลูกชายจะต้องเติบโตมาตัวสูงใหญ่และฉลาดแน่ๆ ต้าหนิวแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็มาอบอุ่นร่างกายข้างกองไฟด้วยกันเถอะ”
หลังจากที่ลี่หรงเก็บโต๊ะอาหารเสร็จแล้ว แม่จ้าวก็บอกให้เธอรีบไปอาบน้ำ “งานล้างจานไม่มีอะไรมาก แม่กับพี่สะใภ้จะทำเอง รีบไปอาบน้ำแล้วเดี๋ยวออกไปดูงิ้วด้วยกัน”
เนื่องจากไม่สามารถสระผมในวันปีใหม่ได้ ลี่หรงจึงสระผมในคืนวันส่งท้ายปีเก่าคืนนี้ หลังจากอาบน้ำอุ่นแล้ว เธอก็รู้สึกสบายตัวมาก
พออาบน้ำเสร็จ เธอก็มานั่งผึ่งผมอยู่หน้าเตาไฟในห้อง
จ้าวชิงซงออกมาจากห้องอาบน้ำ และยกมือขึ้นขยี้ผม ในช่วงที่เริ่มหนาว เขาไปตัดผม ตอนนี้ผมของเขายาวขึ้นถึงครึ่งนิ้วแล้ว
ลี่หรงกำลังผึ่งผมอยู่ เมื่อเห็นเขาก็พูดว่า “มานั่งผึ่งผมให้แห้งตรงนี้สิคะ จะได้ไม่เป็นหวัด”
“อืม”
หลังจากนั่งผึ่งผมไปสักพัก ผมของลี่หรงก็เกือบแห้ง จึงลูบไล้แล้วหวีด้วยหวีไม้ จากนั้นยื่นมือไปรับความอบอุ่นที่หน้าเตา
จ้าวชิงซงเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมทหารมาสวมใส่ เขามักจะสวมเสื้อคลุมทหารบ่อยครั้ง แม้ว่ามันจะไม่ขาด แต่ก็ดูเก่าไปหน่อย
ลี่หรงเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างได้ จึงตบหน้าผากตัวเอง “เฮ้ ดูความจำของฉันสิ เสื้อผ้าที่ฉันเตรียมไว้ให้คุณพร้อมแล้ว ใส่ตอนนี้เลย ฉันจะเอามันออกมาให้ค่ะ”
จ้าวชิงซงหยุดใส่เสื้อ วางเสื้อคลุมทหารลง แล้วหันไปมองลี่หรงที่กำลังหาบางอย่างในกล่องด้วยสายตาคาดหวัง
ก่อนถึงวันปีใหม่เธอคิดจะทำเสื้อผ้าให้กับจ้าวชิงซงไว้แล้ว และก็ไม่ได้ทำแค่สองสามตัว จ้าวชิงซงซื้อจักรเย็บผ้าให้ ลี่หรงจึงทำทั้งเสื้อเชิ้ต กางเกง และเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวยาวให้เขาด้วย
ลี่หรงยินดีทุ่มเงินซื้อผ้าสำหรับทำชุดผู้ชาย เสื้อเชิ้ตสีขาวทำจากผ้า ‘เชวี่ยเหลียง’ ส่วนกางเกงทำจากผ้าฝ้ายธรรมดาเนื้อหนา ซึ่งเป็นผ้าแบบเดียวกับ ‘ชุดทหารหกห้า’ ที่มีราคาแพงแต่ทนทาน
จ้าวชิงซงหยิบเสื้อผ้าขึ้นมา ชุดคุณภาพดีอย่างนี้เขาเคยเห็นจากกลุ่มคนที่มาซื้อกุนเชียง เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ใส่มันเช่นกัน
เขากอดลี่หรง แล้วหอมแก้มเธออย่างแรง “ภรรยาของผมใจดีมาก! น่ารักที่สุด!”
“ปากหวานจังนะคะ” ลี่หรงเร่งเขา “รีบเปลี่ยนเลยสิคะ”
“ได้เลยครับ คุณภรรยา”
จ้าวชิงซงถอดเสื้อถักสีน้ำตาลเทาออก พร้อมเสื้อกั๊กสีขาวที่อยู่ด้านในด้วย จากนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ลี่หรงก็เข้ามาช่วยติดกระดุมให้เขา แล้วช่วยจัดเสื้อให้เป็นระเบียบ จากนั้นตบไหล่ชายหนุ่ม “ไม่เลว เข้ามากเลยค่ะ”
หลังจากสวมกางเกงแล้ว เขาก็จัดชายเสื้อเข้าไปในกางเกง แล้วรัดเข็มขัดสีดำ เพื่อรัดเอวให้แน่น
เมื่อสวมชุดนี้ จ้าวชิงซงก็ดูเหมือนนายแบบในยุคใหม่ เขาหล่อมาก จนลี่หรงไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย
จ้าวชิงซงมองสายตาเหม่อลอยของเธอ พร้อมกับยิ้มอ่อน ปล่อยให้ลี่หรงมองโดยไม่ว่าอะไรเลย
ลี่หรงเดาะลิ้น แล้วมองออกไปที่อื่น ขณะคิดว่าสามีของตัวเองหล่อมาก
เธอหันไปหยิบเสื้อกันหนาวถักตัวใหม่ แล้วยื่นให้จ้าวชิงซง “ลองใส่เสื้อกันหนาวถักไว้อีกชั้น แล้วสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ทับหน่อยค่ะ”
“ไม่ต้องใส่แล้วครับ ใส่เท่านี้ก็ดีแล้ว” จ้าวชิงซงหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ขึ้นมา พาดไว้บนบ่า จากนั้นก็ลองจับมาเทียบใกล้หน้าอกของเขา “เข้ากันมาก”
“ถ้าคุณไม่ใส่จะหนาวนะ” ลี่หรงยิ้ม เมื่อมองความคิดของชายหนุ่มออก เมื่อเขาออกไปข้างนอก เขาก็อยากอวดเสื้อผ้าใหม่ให้คนอื่นเห็น จึงไม่อยากสวมเสื้อนอกทับนั่นเอง
คาดไม่ถึงว่าจ้าวชิงซงจะทำตัวเหมือนเด็กขนาดนี้ ปกติเขาดูมั่นคงในทุกการกระทำมาก แต่ตอนนี้เขาทำตัวเหมือนเด็ก เขามีความคิดเหมือนกับต้าหนิว แต่เขาไม่ใช่เด็กแล้วนี่นา
จ้าวชิงซงไม่พูดอะไร เพียงแค่ลูบเสื้อผ้าบนร่างกาย ดูเหมือนว่าจะไม่อยากถอดเลย
แม่จ้าวเคาะประตู “เจ้ารอง ลูกสองคนอาบน้ำเสร็จหรือยัง ออกไปเดินเล่นด้วยกันเถอะ”
“ได้ครับแม่” จ้าวชิงซงรีบตอบ “ไปกันเถอะครับ”
ลี่หรงก็สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีแดงสดที่เธอทำเองด้วย เป็นสีประจำเทศกาลตรุษจีน
ทันทีที่ทั้งสองคนเดินออกจากบ้าน คนในครอบครัวจ้าวที่รออยู่ในลานบ้านก็ตกตะลึง
ใบหน้าของแม่จ้าวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ดูดีมาก สวยหล่อกันจริงๆ ดูเหมือนคนเมืองเลย”
เหอซิ่งหัวเราะเบาๆ “ก็น้องสะใภ้มาจากในเมืองนี่คะ”
“เฮ้อ ก็ใช่ ดูแม่สิเนี่ย” แม่จ้าวพูดต่อ “เจ้ารองก็ดูเหมือนคนในเมืองเหมือนกัน”
ทุกคนในครอบครัวจ้าวมีเสื้อผ้าใหม่สวมใส่ในปีนี้ เหอซิ่งทำเสื้อผ้าใหม่สำหรับลูกชายของเธอ รวมถึงตัวเธอเองกับสามีด้วย แม้ว่าคุณภาพของผ้าจะไม่ดีเท่ากับผ้าที่ลี่หรงซื้อ แต่ก็ยังใหม่อยู่
ดังนั้น เมื่อเธอเห็นลี่หรงแต่งตัวดี เธอก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ขณะเก็บมือไว้ในกระเป๋าเสื้ออันอบอุ่น แล้วคลี่ยิ้มบนใบหน้า
ต้าหนิวพูดว่า “เมื่อผมโตขึ้น ผมอยากจะหล่อเหมือนอารองครับ”
“ผม” เอ้อร์หนิวกลอกตา แล้วพูดว่า “ผมอยากสวยเหมือนอาสะใภ้รองครับ”
“เดี๋ยวก่อน อาสะใภ้รองเป็นผู้หญิงนะ” ลี่หรงยิ้ม แล้วหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋า มอบให้เด็กน้อยทั้งสอง
เอ้อร์หนิวกล่าวว่า “งั้นผมก็อยากหล่อเหมือนอารองด้วยครับ”
ต้าหนิวไม่พอใจ “ฉันเหมือนก่อน”
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องกำลังจะทะเลาะกันเรื่องหน้าตา จ้าวชิงหยางก็อุ้มเอ้อร์หนิวขึ้นมา แล้วพูดว่า “ไม่อยากเหมือนพ่อกันบ้างเหรอ? ไปได้แล้ว ไปดูงิ้วกันเถอะ”
แม่จ้าว “ใช่ๆ รีบไปเถอะ อย่ามัวช้าเลย ประเดี๋ยวจะหาที่นั่งดีๆไม่ได้นะ”
มีกองไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้อยู่หน้าหมู่บ้าน ส่องแสงสว่างไปทั่วทางเข้าหมู่บ้าน
ไม่นานลี่หรงและคนอื่นๆก็มาถึง มีผู้คนมากมายในหมู่บ้าน รวมทั้งเด็กๆหลายคน ที่กำลังวิ่งไล่กันไปมา และกระโดดโลดเต้น มีชีวิตชีวามาก
ต้าหนิวเห็นเพื่อนตัวน้อยของเขาจากระยะไกล และทนไม่ได้อีกต่อไป จึงรีบวิ่งเหมือนม้าป่าไปเข้าร่วมกลุ่มเด็กๆ
คณะงิ้วมาถึงแล้ว มีคนยืนอยู่ในพื้นที่โล่งตรงทางเข้าหมู่บ้าน แต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมพร้อมทำการแสดง
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้เห็นภาพเช่นนี้ เธอโน้มตัวไปดูงิ้วด้วยความสนใจ
เมื่อเห็นว่าเธอสนใจ แม่จ้าวจึงไม่เรียกเธอ แต่หันไปคุยกับคนวัยเดียวกันที่คุ้นเคย ส่วนพ่อจ้าวก็ไปสูบยาเส้นคุยกับเพื่อนเก่า
เหอซิ่งกับสามีก็หาที่นั่งด้วยกัน ส่วนจ้าวชิงซงอยู่ข้างๆลี่หรง คนหนึ่งดูเวที อีกคนดูผู้คน
ในบรรดาผู้หญิงที่กำลังคุยกับแม่จ้าว มีคนหนึ่งเหลือบไปเห็นจ้าวชิงซงและภรรยา จึงพูดอย่างสบายๆว่า “ฟางหง ลูกชายคนรองของเธอกับภรรยา มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันดีจริง เห็นอยู่ตัวติดกันตลอดเลย”
บทที่ 28: ชมลำนำกองทัพแดงและกินเกี๊ยว
แม่จ้าวหัวเราะ “เฮ้อ ยังเด็กอยู่ก็เป็นเรื่องปกติ”
ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า “แต่ไม่มีคู่รักหนุ่มสาวที่แต่งงานใหม่ แล้วเหนียวแน่นกันขนาดนี้หรอกนะ จะว่าไปแล้ว ตอนที่ยุวชนลี่บอกให้แยกครอบครัวออกมา ไม่ใช่ว่าตอนนั้นหล่อนมีปัญหากับลูกชายคนรองของเธอหรอกเหรอ ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะลงเอยด้วยการรักกันแน่นแฟ้นขนาดนี้”
ใบหน้าของแม่จ้าวแข็งทื่อ เธอเหลือบมองคนพูด แล้วคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้ปากไม่ดีจริงๆ กำลังจะเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ก็กำลังพยายามนำความอัปมงคลมาให้เธอเสียแล้ว
ป้าหลิวที่สนิทกับแม่จ้าวก็พูดคลี่คลายสถานการณ์ “ต้านี เธอกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ พวกเขารักกันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เธอดูสิว่าสองคนนั้นแต่งตัวดีกันแค่ไหน เหมือนคนในเมืองเลย”
ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆเธอก็ยังพูดเสริมว่า “โอ้โฮ เสื้อคลุมที่ลูกชายคนรองของครอบครัวจ้าวสวมใส่เท่มาก ยุวชนลี่ก็สวมชุดสีแดงเข้ากับเทศกาลเหมือนกัน ฟางหง ครอบครัวของเธอกำลังมีวันที่ชื่นคืนสุข”
แม่จ้าวได้ยินแบบนี้ก็พึงพอใจ สีหน้าผ่อนคลายลง “เป็นวันชื่นคืนสุขสำหรับทุกคน”
ทุกคนกินข้าวเย็นวันส่งท้ายปีเก่าแต่เช้า และออกจากบ้านมาทันที เมื่อรู้ว่าจะมีการแสดงงิ้ว
หลังจากที่ลี่หรงมาถึง สมาชิกคนอื่นๆในชุมชนก็พาครอบครัวมากันแล้ว ไม่นานฝูงชนที่คึกคักก็รวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน
มีคนมาเยอะมาก ลี่หรงเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยมากมาย จึงถามจ้าวชิงซงว่า “ทำไมคนถึงเยอะจังล่ะคะ?”
จ้าวชิงซงจัดผ้าพันคอของเธอให้กระชับขึ้น แล้วอธิบายให้ฟังว่า “หมู่บ้านต้าเจียงเป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีคนเยอะ ไม่ได้อยู่ในภูเขา ถนนก็เดินสะดวก จึงมีการแสดงงิ้วใหญ่ที่นี่ทุกปี คนในหมู่บ้านรอบๆหลายหมู่บ้านก็เลยมาดูกันที่นี่”
หลังจากที่นักแสดงงิ้วเตรียมอุปกรณ์เสร็จ พวกผู้ใหญ่ก็เริ่มกระตือรือร้น หยุดพูดคุย และมารวมตัวกันรอบเวทีเพื่อรอดู
หัวหน้าคณะงิ้วเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดยาวโค้งคำนับพร้อมโบกพัดกระดาษ ขณะกล่าวแสดงความยินดีกับชาวบ้านด้านล่าง ทุกคนต่างตะโกนทักทาย ปรบมือกันไม่หยุด
หัวหน้าคณะถอยออกจากเวทีไป เริ่มการแสดงงิ้วอย่างเป็นทางการ
ลี่หรงมาถึงไม่สายเกินไป จึงได้นั่งเบาะหน้า จ้าวชิงซงยืนเฝ้าเคียงข้างเธอ
คณะนี้ติดดินมาก ลี่หรงคิดแบบนี้ทันที หลังจากได้ยินชื่อละครเรื่องแรก
เรื่องแรกคือ ‘ลำนำกองทัพแดง’
ลี่หรงไม่สามารถละสายตาจากเวทีได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัวละครตัวแรกขึ้นมาบนเวที เธอดึงชายเสื้อของจ้าวชิงซงด้วยความตื่นเต้น แล้วพูดว่า “ดูสิ ดูสิ มาแล้ว”
มีรอยยิ้มในดวงตาของจ้าวชิงซง เขาลดสายตาลงมองเข้าไปในดวงตาเป็นประกายของหญิงสาวตัวน้อย เขาเอื้อมมือออกไปจับมือเธอไว้ มือเล็กๆของหญิงสาวเย็นเฉียบ จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว “ทำไมมือเย็นจังล่ะครับ”
ลี่หรงไม่ได้ยินคำถามของเขา เธอแค่รู้สึกว่ามือของเธอถูกชายหนุ่มจับไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้ออันอบอุ่น เธอรู้สึกถึงความอบอุ่น จึงขยับนิ้ว แต่ก็ยังไม่สนใจอีกฝ่าย และเฝ้ามองนักแสดงบนเวทีอย่างสนุกสนาน
นักแสดงสวมชุดจีนโบราณสีน้ำเงิน แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทัพของกองทัพแดง
ไม่มีพื้นเวทีระดับสูง ไม่มีแสงสีเสียงที่ปรับแต่งอย่างดี และไม่มีการแต่งหน้าที่งดงามตระการตา
ด้วยแสงจากกองไฟและดวงจันทร์ ตลอดจนทักษะการแสดงบนเวทีอันเก่งกาจ และการแสดงออกทางอารมณ์ของนักแสดง งิ้วทั้งเรื่องจึงทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ตึงเครียด
‘ลำนำกองทัพแดง’ นี้แตกต่างจากละครประวัติศาสตร์เรื่องอื่นๆ ละครเรื่องนี้สร้างมาจากประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตของคนธรรมดามากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันสูงส่ง และแรงบันดาลใจให้ก้าวไปข้างหน้า ทำให้ผู้ชมถึงกับต้องหลั่งน้ำตา!
ลี่หรงก็ขอบตาร้อนผ่าวเช่นกัน การเดินทัพทางไกลของกองทัพแดงไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ราวกับเธอได้เห็นว่าการเดินทัพทางไกลของกองทัพแดง เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานผ่านนักแสดง และเห็นบรรพบุรุษที่ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่เพื่อสร้างจีนยุคใหม่
เธอเป็นคนที่มาจากอนาคต จึงรู้ชัดเจนว่าประเทศจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใดในรุ่นต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบรรพบุรุษ
ลี่หรงตกตะลึง ขอบตาร้อนผ่าว
ละครเรื่องต่อมาล้วนเป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วไป เช่น ‘บู๊สงตีเสือ’ และ ‘นางพญาผมขาว’
แม้ว่าเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากจะดูไม่ประณีต แต่ก็ยังมองออกว่าใครเล่นเป็นใคร พวกชาวบ้านก็ดูอย่างสนุกสนาน
จนกระทั่งการแสดงงิ้วจบลง พวกชาวบ้านก็จำต้องแยกย้ายกันไป
ชาวบ้านไม่มีนาฬิกา จึงไม่รู้เวลา แต่จ้าวเจี้ยนผิงมี เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต จำเป็นต้องมีนาฬิกาเพื่อดูเวลา เพื่อจะได้บอกชาวบ้านให้มาทำงานตรงเวลาได้
ชาวบ้านบางคนจึงถามเวลาจ้าวเจี้ยนผิง ก่อนจะกลับบ้าน
ความจริงไม่ต้องถามก็ได้ เพราะเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน กองพลก็จะจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหว
แต่จ้าวเจี้ยนผิงรู้สึกภูมิใจ เขายกแขนขึ้น แล้วถลกแขนเสื้อ จ้องมองนาฬิกา แล้วบอกคนอื่นด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า “ตอนนี้สี่ทุ่มห้าสิบเอ็ด”
เมื่อชาวบ้านได้ยินเวลา ก็รีบแยกย้ายกันไป พลางตะโกนว่า “กลับบ้าน”
ลี่หรงรอให้เหอซิ่งไปตามหาเด็กน้อยสองคน แล้วค่อยกลับบ้านด้วยกัน
หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลี่หรงก็เข้าไปทำงานในครัวอีกครั้ง เพื่อทำเกี๊ยวไว้กินในวันส่งท้ายปีเก่า
เอ้อร์หนิวเหนื่อยจากการวิ่งเล่นที่ทางเข้าหมู่บ้าน พ่อแบกเขาไว้บนหลัง เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็ได้ยินว่าลี่หรงกำลังทำเกี๊ยว จึงโผล่หัวออกมาจากด้านหลังพ่อ แล้วพูดว่า “ผม ผมก็อยากกินเหมือนกัน”
เหอซิ่งกับแม่จ้าวก็ไปช่วยทำเกี๊ยวด้วย เหอซิ่งลูบหัวเอ้อร์หนิวแล้วพูดว่า “ไปนอนเถอะ เสร็จแล้วแม่จะไปปลุก”
ลี่หรงซื้อแป้งฟู่เฉียงมาเก็บไว้นานแล้ว เพื่อเตรียมไว้สำหรับทำเกี๊ยวในช่วงตรุษจีน
ไส้เกี๊ยวหมักไว้แล้ว ตอนทำอาหารเย็นวันส่งท้ายปีเก่า มีสองไส้คือกะหล่ำปลีกับหมูและกุ้ยช่ายกับหมู
เกี๊ยวที่ลี่หรงทำนั้นมีสีขาว อวบอ้วนสวยงามมาก แม่จ้าวไม่คาดคิดมาก่อนว่าเธอจะทำเกี๊ยวได้สวยงามน่ากินขนาดนี้ หลังจากชมเชยไม่กี่ครั้ง ลี่หรงก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วแอบพูดกับตัวเองในใจว่า ‘ฉันก็เป็นฟู๊ดบล็อกเกอร์ซะด้วย จะทำเกี๊ยวออกมาไม่สวยได้ยังไงกัน’
ทั้งสามคนรีบแบ่งงานห่อเกี๊ยว แล้วนั่งทำงานร่วมกัน จากนั้นถาดสองใบก็เต็มไปด้วยเกี๊ยวสีขาวชิ้นโต
จ้าวชิงซงเริ่มจุดไฟ
ลี่หรงแบ่งเกี๊ยวออกเป็นเกี๊ยวนึ่งและเกี๊ยวต้ม
นึ่งเกี๊ยวในหม้อจนแป้งโปร่งแสงเห็นไส้ ก็แสดงว่าเกือบสุกแล้ว
จากนั้นต้มเกี๊ยวในน้ำเดือด เมื่อสุกแล้ว ก็ใส่ลงในชามพร้อมน้ำซุปกระดูกวัว
แต่ละคนได้เกี๊ยวหนึ่งชาม เกี๊ยวนึ่งถูกนำออกมาจากหม้อนึ่ง แล้ววางไว้กลางโต๊ะกินข้าว
ลี่หรงทำน้ำจิ้มจากซีอิ๊ว พริกและน้ำส้มสายชู ไว้สำหรับจิ้มเกี๊ยว
เอ้อร์หนิวไม่รอให้เหอซิ่งไปเรียก เขาตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นเกี๊ยวหอมกรุ่น จึงปีนลงมาจากเตียงเตา พร้อมกับขยี้ตา
เมื่อเห็นพี่ชายกำลังคีบเกี๊ยวเข้าปาก เขาก็ตื่นทันที แล้วเบะปากตะโกนว่า “แม่ครับ ฮือๆ แม่ไม่เรียกผม”
“หยุดร้องได้แล้ว” เหอซิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเกี๊ยว “กำลังจะไปเรียก แต่ลูกตื่นก่อน มากินกันเถอะ”
เอ้อร์หนิวที่ถูกแม่เกลี้ยกล่อมสูดจมูก
หลังจากกินเกี๊ยวไปได้ครึ่งหนึ่ง เสียงประทัดก็ดังขึ้นข้างนอกสองสามครั้ง เสียงดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่า ทำให้หูอื้อ
“เที่ยงคืนแล้ว รีบจุดเลย” คุณพ่อจ้าวกล่าว
เมื่อครู่ประทัดถูกวางไว้ที่ลานบ้าน ส่วนอีกพวงหนึ่งอยู่ที่ประตูด้านนอก
จ้าวชิงหยางจุดด้านนอก ส่วนจ้าวชิงซงจุดจากด้านใน เมื่อลวดถูกไฟไหม้ ก็ได้ยินเสียงประทัดดังลั่น
จุดประทัดก็เพื่อบอกลาสิ่งเก่า ต้อนรับสิ่งใหม่ ทันทีที่สิ้นเสียงประทัด ปีใหม่ก็มาถึงแล้ว
แม่จ้าวตะโกนว่า “สวัสดีปีใหม่ ขอให้สมหวังในทุกเรื่อง”
เหอซิ่งตะโกนว่า “สวัสดีปีใหม่ ขอให้ลูกชายมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์”
ลี่หรงตะโกนว่า “สวัสดีปีใหม่ ปีนี้ขอให้ร่ำรวยเงินทอง”
แม่จ้าวมองเธอ แล้วพูดว่า “ปีนี้ขอให้คลอดลูกชายแข็งแรงๆน่ะ”
ลี่หรงอ้าปาก ถ้าพูดแบบนี้ก็แสดงว่ามุ่งเป้ามาที่เธอคนเดียว เมื่อเธอเห็นดวงตาสดใสของจ้าวชิงซง เธอก็พูดไม่ออก
หลังจากประทัดถูกจุดหมดแล้ว ก็สามารถกลับเข้าบ้านไปนอนได้
บทที่ 29: ขออั่งเปาเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่
นี่เป็นปีที่จ้าวชิงซงมีความสุขที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เขากอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน แล้วหอมแก้มเธอเป็นเวลานาน ก่อนจะพูดว่า “ภรรยา คุณดีมากเลย”
“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ วันนี้พูดไปแปดร้อยครั้งแล้วมั้งคะ” ลี่หรงพ่นลมหายใจเบาๆ แต่หัวใจกลับหวานชื่นเพราะคำพูดของจ้าวชิงซง ลี่หรงขยับตัวออกห่าง แล้วกล่าวว่า “น่ารำคาญ”
จ้าวชิงซงหอมแก้มเธอแรงๆ ลมหายใจเริ่มไม่ค่อยเป็นจังหวะ “สามีของคุณอายุยี่สิบต้นๆ เลือดลมไหลเวียนดี สุขภาพแข็งแรง ช่วยไม่ได้”
ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เธอตื่นขึ้นมา ด้วยอาการปวดประจำเดือนกลางดึก ลี่หรงก็นอนบนเตียงเดียวกับชายหนุ่ม ที่นอนและผ้าห่มที่เปื้อนก็ถูกซักในวันรุ่งขึ้น แต่ทั้งสองก็ไม่มีใครบอกว่าอยากนอนแยกกัน
โต๊ะที่แต่เดิมใช้กั้นผ้านวมสองผืนบนเตียงเตา ก็ถูกย้ายออกไปแล้วด้วย ตอนนี้คนทั้งสองจึงนอนบนผ้านวมผืนเดียวกันบนเตียงเตา
จ้าวชิงซงยังหนุ่มแน่นและแข็งแรง เขามีผู้หญิงที่รักอยู่ในอ้อมแขน เขาจะสงบสติอารมณ์นอนเฉย ๆ ได้อย่างไร เป็นเรื่องปกติที่จะตอบสนอง
ตอนนี้ลี่หรงจัดการเรื่องประจำเดือนแล้ว เธอจึงกล้าขึ้นมาก ไม่กลัวผู้ชายเลย
เธอยื่นมือออกไปจับกล้ามหน้าท้องของชายหนุ่ม “อืม ร่างกายของคุณแข็งแรงดี กล้ามหน้าท้องนี่แน่นจริงๆ”
จ้าวชิงซงมีอารมณ์อยู่แล้ว เมื่อถูกลี่หรงลูบไล้ อารมณ์ของเขาก็ยิ่งเร่าร้อนมากขึ้น เขาหายใจแรง ขณะคว้ามือซุกซนของลี่หรงไว้ “อย่าซนสิครับ คุณกระตุ้นอารมณ์อีกแล้ว รอจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน คุณรอหน่อยเถอะนะครับ”
ใบหน้าของลี่หรงร้อนผ่าวเหมือนกำลังไหม้ เธอแสร้งทำเป็นหาว “นอนแล้ว นอนแล้ว ง่วงมากค่ะ”
จ้าวชิงซงกอดหญิงสาวในอ้อมแขนไว้แน่น แล้วพูดว่า “นอนกันครับ”
ความคึกคักของวันส่งท้ายปีเก่าค่อยๆสงบลง ดวงจันทร์เหนือยอดไม้ส่องสว่างต้อนรับเทศกาลปีใหม่
“อารอง อาสะใภ้รอง ตื่นได้แล้วครับ!” ลี่หรงได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านนอก ก่อนที่จะตื่นขึ้นมา
ในวันแรกของปีใหม่ เด็กๆจะตื่นเช้าเพื่อไปหาผู้ใหญ่ เมื่อพูดว่า ‘ขอให้ร่ำรวย’ ก็จะได้รับอั่งเปาปีใหม่
คนในยุคนี้มีเงินไม่เยอะ แต่ในช่วงปีใหม่ ถึงแม้จะแจกอั่งเปาไม่ได้ แต่ก็ยังเตรียมถุงขนมและลูกอมเพื่อแบ่งปัน ซึ่งก็เป็นมงคลเช่นกัน
ลูกๆของครอบครัวนี้กล้าหาญมาก จนกล้าปลุกผู้ใหญ่ที่ยังไม่ตื่น ตัวอย่างเช่นต้าหนิวและเอ้อร์หนิว ที่มาเรียกลี่หรงกับสามีในตอนนี้
ลี่หรงตื่นขึ้นมาอย่างสบายๆ โดยไม่โกรธที่ต้าหนิวกับน้องชายมาปลุกให้ตื่น เธอสะกิดจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “ตื่นได้แล้วค่ะ”
“หืม?” จ้าวชิงซงยื่นมือออกไปกอดลี่หรง โดยไม่ลืมตา “ไม่ต้องสนใจเจ้าเด็กดื้อสองคนนั้นหรอกครับ เดี๋ยวค่อยลุก”
ลี่หรงมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แล้วเธอก็ได้ยินเหอซิ่งดุเด็กทั้งสองที่วุ่นวายตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
แต่ในวันแรกของปีใหม่ ลี่หรงไม่อยากอยู่บนเตียงอีกต่อไป เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้ว หลังจากนอนลงสักพัก เธอก็หันไปเห็นจ้าวชิงซงที่หลับตานอนต่อ หญิงสาวยิ้มและนึกอยากหยอกล้อเขา จึงบีบจมูกของจ้าวชิงซง เพื่อไม่ให้เขาหายใจ
จ้าวชิงซงส่ายหน้า แล้วพูดว่า “อย่าซนสิครับ”
เขาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องลืมตามองลี่หรง
“ฮิฮิ ตื่นได้แล้ว อั่งเปาพร้อมแล้วหรือยังคะ? อย่ามัวช้า ไม่งั้นถ้าเด็กสองคนนั้นเข้ามาแล้ว คุณก็จะไม่มีอะไรเตรียมไว้เลย”
“เตรียมไว้พร้อมแล้วครับ” จ้าวชิงซงไม่นอนต่อแล้ว ลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับลี่หรง เขาสวมเสื้อผ้าใหม่ที่ลี่หรงมอบให้เมื่อวานนี้
ลี่หรงมองเขากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เธอขมวดคิ้วพูดว่า “ใส่เสื้อกันหนาวถักข้างในด้วยสิคะ ข้างนอกอากาศหนาว”
ทันทีที่ทั้งสองออกจากบ้าน ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวก็รีบวิ่งมาหา ประสานมือโค้งคำนับ จากนั้นพูดอวยพรมากมายกับพวกเขา แล้วขออั่งเปา
พวกเขาค่อนข้างทำได้น่าประทับใจ ลี่หรงยิ้ม หยิบซองอั่งเปาที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋า แจกให้แต่ละคน ลูบหัวพวกเขา แล้วพูดว่า “ขอให้โตไวๆเฉลียวฉลาด”
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าอย่างแรง “ขอบคุณอาสะใภ้รองครับ” จากนั้นพวกเขาก็มองจ้าวชิงซงด้วยสายตาคาดหวัง แล้วพูดอวยพรซ้ำแบบเดิมที่พวกเขาเพิ่งพูดไป แต่เปลี่ยนคำเรียกจาก ‘อาสะใภ้รอง’ เป็น ‘อารอง’
จ้าวชิงซงหยิบซองอั่งเปาออกมา แต่ไม่ได้มอบให้พวกเขาทันที เขาถกแขนเสื้อขึ้น แล้วนั่งยองๆ บอกให้พวกเขาพูดอวยพรแบบไม่ซ้ำอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มอบอั่งเปาให้
ต้าหนิวเอามือลูบหัว แล้วคิดอย่างจริงจัง แต่คิดไปสักพักก็ยังคิดไม่ออกว่าจะอวยพรว่าอะไรดี คำอวยพรก่อนหน้านี้ใช้กับปู่และย่าก็ไม่มีปัญหาเลย แล้วทำไมอารองถึงต้องให้พูดอวยพรแบบอื่น
นี่ทำให้สมองของเด็กน้อยอย่างพวกเขาทำงานหนัก
แม่จ้าวกำลังจะออกมาเทน้ำ เมื่อเห็นเด็กสองคนถูกอารองแกล้งอยู่ เธอจึงพูดว่า “เด็กน้อยโง่เขลา บอกไปสิว่าขอให้อารองได้ลูกชายที่ดีในปีนี้”
“อุ๊ย~” ต้าหนิวตะโกนเสียงดัง “ปีนี้ขอให้อารองได้ลูกชายที่ดีครับ”
“ได้ลูกสองคนไปเลยครับ” เอ้อร์หนิวพูดต่อทันที
ลี่หรง “!!!”
จ้าวชิงซงมีรอยยิ้มบนใบหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วหยุดแกล้งพวกเขา รีบแบ่งซองอั่งเปาให้ทันที
เด็กทั้งสองรับซองอั่งเปาแล้ววิ่งหนีไป จ้าวชิงซงจับแขนของลี่หรงแล้วถามว่า “ได้ยินไหมครับ?”
ลี่หรงกลอกตา แล้วยื่นมือออกไป “อั่งเปาของฉันอยู่ไหนล่ะคะ”
เธอแค่ล้อเล่น แต่เธอไม่คาดคิดว่าจ้าวชิงซงจะนำซองอั่งเปามาให้เธอจริงๆ ลี่หรงลองบีบมัน แล้วเห็นว่าซองอั่งเปาค่อนข้างหนา หญิงสาวจึงเปิดมันออกดูทันที
คิดว่าได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีแล้ว
หนึ่งร้อยหยวน!
ลี่หรงมีความสุขมาก เธอเก็บซองอั่งเปากลับเข้าไปในกระเป๋า กระแอมก่อนมองจ้าวชิงซงด้วยความแปลกใจ “ทำไมคุณถึงมีเงินเยอะ แอบซ่อนเงินส่วนตัวไว้เหรอคะ?”
“ฮะ?” จ้าวชิงซงกะพริบตา “มีไม่เยอะหรอกครับ ผมใส่ในอั่งเปาให้คุณหมดแล้ว”
อาหารเช้าประกอบด้วยอาหารที่เหลือจากเมื่อคืน ก่อนกินข้าว แม่จ้าวได้มอบซองอั่งเปาให้ลี่หรง
ลี่หรงรู้สึกดีใจ แต่ก็ส่งคืนไป “แม่คะ ถึงเวลาที่พวกหนูจะเป็นฝ่ายมอบให้แม่บ้างแล้ว หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“รับไปเถอะ” แม่จ้าวยัดมันไว้ในมือเธอ “มอบให้ลูกสะใภ้คนใหม่ในปีแรกที่แต่งเข้าบ้าน”
ลี่หรงจึงยอมรับไว้
หลังจากกลับเข้ามาในห้องหลังกินข้าวเสร็จ ลี่หรงก็เปิดซองอั่งเปา และเห็นว่ามีเงินห้าหยวนอยู่ในนั้น
ลี่หรงมีความสุขมาก เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ขณะมองจ้าวชิงซงอย่างภาคภูมิใจ แล้วยกซองอั่งเปาในมือขึ้น “อิจฉาไหมคะ คุณไม่ได้นี่นา”
จ้าวชิงซงยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้พูดอะไร
ลี่หรงไม่ได้กังวลเลย ว่าหากแม่จ้าวมอบอั่งเปาซองใหญ่ให้เธอ แล้วจะไม่มีเงิน เพราะก่อนวันปีใหม่ เธอกับจ้าวชิงซงมอบเงินให้ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลจ้าวคนละยี่สิบหยวน เพื่อแสดงความกตัญญู
ไม่มีใครในหมู่บ้านที่ลี่หรงต้องเดินทางไปเยี่ยม และเธอก็ไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว จึงอยู่ที่บ้านตลอด
ในช่วงบ่าย ลี่หรงตื่นขึ้นมาเห็นเด็กหลายคนในหมู่บ้าน มาเล่นกับต้าหนิวอยู่ที่หน้าประตู
เด็กๆเหล่านั้นฉลาดมาก เมื่อเห็นลี่หรงก็กล่าวทักทาย ลี่หรงยิ้มให้ แล้วกลับไปหยิบลูกอมในห้องออกมาหนึ่งกำมือ เพื่อแบ่งให้พวกเขา
ต่อมาก็แจกอั่งเปาให้คนละซอง แต่ข้างในมีเงินไม่เยอะ แต่ละซองอั่งเปามีเพียงหนึ่งเฟินเท่านั้น
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ต้าหนิวก็พูดกับลี่หรงราวกับกำลังบ่นว่า “อาสะใภ้รองให้ลูกอมพวกเขาก็พอแล้ว ทำไมต้องให้อั่งเปาพวกเขาด้วยล่ะ พ่อแม่ของพวกเขาก็คงให้”
ลี่หรงลูบหัวเด็กน้อย แล้วพูดว่า “ไม่เป็นอะไรหรอก อาสะใภ้รองแค่ให้เป็นมงคล มีเพียงหนึ่งเฟินในซองอั่งเปาของพวกเขา ไม่ได้มากมายอะไร”
ในซองอั่งเปาของต้าหนิวมีหนึ่งหยวน ในขณะที่พวกเขามีเพียงหนึ่งเฟิน ต้าหนิวพลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
บทที่ 30: ตรุษจีนวันที่สองกลับบ้านแม่ จ้าวชิงหลิ่ว
ตรุษจีนวันที่สอง ลูกสาวที่ออกเรือนกลับบ้านแม่ไปเยี่ยมครอบครัว
เหอซิ่งพาลูกชายทั้งสองทำตระกร้าของขวัญตรุษจีน ในขณะเดียวกันแม่จ้าวกำลังพยายามยัดไก่หนึ่งตัวให้เธอนำกลับไปด้วย
มีแม่สามีบ้านไหนจะใจกว้างเช่นนี้อีก ไม่ยุให้สะใภ้กลับไปรีดไถบ้านตัวเอง แถมยังยอมให้เอาไก่หนึ่งตัวกลับไปด้วย ขอบตาเหอซิ่งร้อนผ่าว สุดท้ายก็ยอมถือไก่กลับบ้านไป
ครอบครัวของเหอซิ่งเป็นอย่างไร ลี่หรงไม่รู้เพราะตนไม่เคยถามด้วย แต่เห็นเหอซิ่งกลับบ้านแม่แล้ว ในใจพลันคิดถึงคนบ้านตระกูลลี่ ถ้ากลับบ้านได้สะดวก เธอก็อยากกลับไปเยี่ยมครอบครัวหน่อย
แม่จ้าวอายุปูนนี้แล้ว เคยพบเจอคนมามากมาย ประกอบกับที่เหอซิ่งกลับบ้านเช่นนี้ เธอย่อมเดาความคิดที่ฉายอยู่บนหน้าลี่หรงได้
แม่จ้าวพูด “คิดถึงบ้านแล้วล่ะสิ?”
ลี่หรงพยักหน้าน้อยๆ
“โถ่! เด็กดี” แม่จ้าวพูด “อีกสักพักช่วยเรียกเจ้ารองให้ไปหาผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แล้วเขียนหนังสือแนะนำตัวให้เธอกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวนะ”
“จริงเหรอคะ?” ลี่หรงตาเป็นประกาย
“อืม” แม่จ้าวกระซิบกับเธอ “ยุวชนกลับบ้านไม่ค่อยสะดวกนัก แต่เธอแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านต้าเจียง จะกลับบ้านแค่ต้องออกจดหมายแนะนำตัวเท่านั้น”
ครอบครัวของเหอซิ่งเพิ่งจะออกไปได้ไม่นาน ภรรยาตามหลังด้วยสามีพร้อมด้วยลูกทั้งสองคน ก่อนเดินตรงเข้าลานบ้านตระกูลจ้าว
ลี่หรงตากเสื้อผ้าอยู่ในลานบ้านพอดี เมื่อเห็นว่ามีคนมาก็ชะงัก ไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรดี พอเห็นใบหน้าของหญิงสาวดูคุ้นๆ ก็นึกถึงในต้นฉบับ จ้าวชิงซงยังมีพี่สาวอีกหนึ่งคน ก็พอจะปะติดปะต่อได้
เธอเรียกหยั่งเชิง “พี่สาว?”
จ้าวชิงหลิ่วพยักหน้า แล้วส่งยิ้มให้เธอ “เธอเป็นภรรยาของเจ้ารองใช่ไหม?”
ลี่หรงพยักหน้า แล้วตะโกนเข้าไปในบ้าน “แม่คะ พี่สาวกลับมาแล้ว”
แม่จ้าวแทบวิ่งออกมาจากในครัว ในมือยังถือตะหลิวค้างไว้อยู่เลย เมื่อเห็นลูกสาวที่ไม่พบกันนาน แม่จ้าวพลันคอแห้ง แล้วพูด “กลับมาแล้วเหรอ แม่ก็เดาว่าลูกจะกลับมาวันนี้ ลูกเขยกับหลานก็มาด้วย พวกลูกรีบเข้าไปนั่งในบ้านเร็ว”
ผู้ชายที่ตามหลังจ้าวชิงหลิ่วคือสามีของเธอ ชื่อว่าหลี่ต้าไห่ เป็นคนจากหมู่บ้านข้างๆสูงกว่าจ้าวชิงหลิ่วหนึ่งศีรษะ รูปร่างผอมคล้ำ ดูไม่ค่อยชอบพูดนัก แต่ดูท่าแล้วซื่อสัตย์น่าเชื่อถือ เขาก็เรียกว่าแม่จ้าวว่า ‘แม่’ เป็นการทักทายเช่นกัน
ลูกทั้งสองของจ้าวชิงหลิ่ว ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เด็กทั้งสองต่างก็ผอมคล้ำ ดูเหมือนไม่ได้ทานอะไรบำรุงร่างกายนัก เสื้อผ้าบนตัวแม้จะสะอาดแต่ก็ดูเก่ามาก
เด็กผู้หญิงโตกว่า ดูอายุราวๆห้าหกขวบ จับกางเกงของจ้าวชิงหลิ่วหลบอยู่ข้างหลังเธอด้วยสายตาเหนียมอาย
ลูกชายก็อายุเพียงสองสามขวบ ถูกหลี่ต้าไห่อุ้มอยู่
จ้าวชิงหลิ่วให้เด็กทั้งสองทักทาย พวกเขาจึงเรียก ‘คุณยาย’ แล้วสอนให้เรียกลี่หรงว่า ‘น้าสะใภ้’
ลี่หรงยิ้ม “แหม ช่างว่าง่ายเสียจริง”
เมื่อเธอตากเสื้อผ้าเสร็จ ก็ไปช่วยงานครัวต่อ ครอบครัวจ้าวชิงหลิ่วต้องอยู่กินอาหารที่บ้านตระกูลจ้าวแน่นอน ต้องทำอาหารเพิ่มสักหน่อยแล้ว
จ้าวชิงซงกลับมาจากข้างนอก เมื่อรู้ว่าพี่สาวกลับบ้าน ก็เข้าไปพูดคุยกับพี่เขยที่โถง ไม่นานนัก จ้าวชิงหลิ่วก็มาช่วยที่ครัว
เธอถกแขนเสื้อขึ้น หางานในครัวทำเองได้ทันที ไม่ค่อยพูดนัก ลี่หรงก็ไม่รู้ว่าพี่สาวสามีคนนี้เดิมทีมีนิสัยพูดน้อยหรือว่ามีบางอย่างในใจกันแน่ แม่จ้าวก็อยู่ที่นี่ด้วย คงไม่เหมาะที่จะทักทายน้องสะใภ้
ยิ่งไปกว่านั้น ลี่หรงไม่เคยติดต่อกับพี่สาวสามีคนนี้ ไม่ทำหน้าใหญ่ไปถามจะดีที่สุด
ลี่หรงออกตัวรับเป็นหัวหน้าคนครัวในมื้อนี้ เพราะเธอทำอาหารอร่อย แม่จ้าวครุ่นคิดบางอย่างในใจ ก่อนปล่อยให้เธอทำ ลี่หรงจึงผัดข้าวอย่างเงียบๆ
คำพังเพยกล่าวว่า แม่ย่อมรู้จักลูกสาวดีที่สุด แม่จ้าวเห็นแวบเดียวก็มองออกว่าจ้าวชิงหลิ่วมีบางอย่างในใจ
สบโอกาสลูกเขยกับหลานไม่อยู่ที่นี่ เธอจึงถามจ้าวชิงหลิ่ว “ชิงหลิ่ว เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทำไมลูกดูไม่สบายใจแบบนั้น บอกแม่หน่อยเถิด บ้านตระกูลหลี่รังแกอีกแล้วใช่ไหม?”
จ้าวชิงหลิ่วถอนหายใจ ก่อนพยักหน้า
แม่จ้าวขมวดคิ้ว “บ้านตระกูลหลี่ชาติชั่วเสียจริง ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ?”
ลี่หรงแอบชำเลืองมอง พบว่าขอบตาจ้าวชิงหลิ่วแดงระเรื่อ พลางได้ยินเธอพูดเสียงสะอื้น “น้องสามีของหนูถึงวัยออกเรือนแล้ว แม่สามีอยากจับคู่แต่งงานให้เธอ มาตอนนี้กลับต้องการไล่ครอบครัวหนูออกไป บอกว่าจะทำเรือนหอให้น้องสามี ทั้งที่เดิมทีห้องที่พวกเราสี่คนนอนอยู่ก็ไม่ได้กินพื้นที่มากมายนัก เธอเพียงแค่อยากบีบพวกเราออกจากบ้านไปเท่านั้น”
“แม่สามีบ้านนั้นก็ไม่ได้น่าคบหาเท่าไร แม่ไม่ได้อยากให้ลูกแต่งงานตั้งแต่แรก กลัวว่าจะลำบาก แต่เพราะที่ผ่านมาลูกกับต้าไห่ไม่ยอมแพ้ แม่เลยปล่อยไป” แม่จ้าวโกรธจนทนไม่ไหว
“เอาเป็นว่าเรื่องแม่สามีนั่น แม่จะไม่พูดถึงแล้ว เพราะเดิมทีเธอก็เป็นแม่เลี้ยง คงหวังให้เธอปฏิบัติกับพวกลูกจากใจจริงไม่ได้หรอก แต่พ่อสามีของลูกก็ไม่รู้ความเอาเสียเลย ต้าไห่ก็เป็นลูกชายของเขา ทำไมไม่ออกมาสนใจบ้าง”
จ้าวชิงหลิ่วพูด “พ่อสามีของหนูก็ไม่อยากยุ่ง ตอนที่แม่สามีพูด เขาก็เอาแต่ก้มหน้าเหมือนคนหูหนวก ทุกอย่างในบ้านผู้หญิงคนนั้นถือเป็นคำขาด”
“รังแกกันเกินไปจริงๆ เห็นว่าพวกเราตระกูลจ้าวไม่มีใครแล้วเหรอ? เดี๋ยวรอพี่ใหญ่ของลูกกลับมา ให้พ่อของลูกพาพี่ใหญ่แล้วก็เจ้ารองไปคุยกับบ้านตระกูลหลี่สักหน่อย”
ลี่หรงฟังพวกเธอคุยกันเงียบๆ จากบทสนทนาเมื่อครู่ก็พอจะเดาสถานการณ์ปัจจุบันของจ้าวชิงหลิ่วออก
เธอนึกถึงจ้าวชิงหลิ่วในต้นฉบับอีกครั้ง ที่จริงมีบทบรรยายเกี่ยวกับเธอไม่เยอะ ทว่าก็มองออกว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวมุมานะเรียบง่ายจากในบทบรรยายแต่ละครั้ง ทว่าชีวิตของเธอดูท่าจะลำบากไม่น้อย
ตอนหลังเธอก็จะมีลูกอีกหนึ่งคน แต่ถูกแม่สามีผลักเธอล้มจนแท้งไป ต่อมาหลี่ต้าไห่ไปขุดถ่านหินก็เกิดอุบัติเหตุ จึงเหลือเพียงแค่เธอเลี้ยงลูกทั้งสองจนเติบใหญ่ตามลำพัง
โชคดีที่จ้าวชิงซงคอยช่วยเหลือ จึงไม่ยากสำหรับเธอเท่าไหร่ แต่แล้วนางเอกในต้นฉบับกลับเอาแต่สร้างปัญหาอยู่ตลอด จ้าวชิงหลิ่วกลัวว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์สามีภรรยาของพวกเขา จึงไม่ค่อยกล้ารับความช่วยเหลือจากจ้าวชิงซง
ภายหลังจ้าวชิงหลิ่วได้ทำธุรกิจเล็กน้อยแล้ว นับว่าหาเลี้ยงชีพได้ เนื้อหาเกี่ยวกับเธอในหนังสือจึงหยุดเพียงเท่านี้
ไม่ใช่ว่าแม่สามีทุกคนจะดีเหมือนแม่จ้าวจริงๆ
ทว่าแม่สามีของจ้าวชิงหลิ่วเป็นแค่แม่เลี้ยง ลี่หรงก็เพิ่งรู้ตอนนี้ เพราะในหนังสือไม่เคยกล่าวถึง เธออดรำพึงรำพันไม่ได้
“ไม่ต้องไปหรอกแม่” จ้าวชิงหลิ่วเช็ดน้ำตา ก่อนกัดฟันพูดอย่างหนักแน่น “ฉันปรึกษากับต้าไห่เรียบร้อยแล้ว หากพวกเขาต้องการบ้านหลังนั้นก็เอาไปเลย ต้าไห่เองก็ผิดหวังจากพ่อแท้ๆ จึงเตรียมไปหาผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้ออกหลักฐานว่าพวกเราตัดขาดกับบ้านตระกูลหลี่แล้ว ต่อไปเมื่อพวกเขาแก่ตัวลง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูอีก”
“ทำดีมาก!” แม่จ้าวตบเข่าฉาด “ไม่ว่าที่ทำไปจะดีหรือไม่ อย่างน้อยก็รู้สึกสบายใจ จริงสิ งั้นลูกจะย้ายออกมาอยู่ที่ไหนล่ะ?”
จ้าวชิงหลิ่วเงียบไป แค่แม่จ้าวเห็นก็รู้ว่าเธอไม่ได้หาที่อยู่เอาไว้ จึงพูดอย่างร้อนใจ “ไม่อย่างนั้นลูกก็พาต้าไห่กับหลานกลับมาอยู่บ้านเสียเถิด ในบ้านยังมีห้องว่างนะ”
จ้าวชิงหลิ่วปฏิเสธ “ถึงตอนนั้นพวกเราจะยื่นหนังสือขอที่ดินกับหมู่บ้าน สร้างบ้านหลังเล็กอยู่ด้วยกันไปก่อน” เธอปรายตามองลี่หรงด้วยกลัวว่าแม่จ้าวโน้มน้าวให้เธอกลับมาอยู่ แล้วน้องสะใภ้จะไม่มีความสุข
ลี่หรงยิ้ม “นี่เป็นบ้านของพี่นะ หากอยากกลับมาอยู่ก็กลับมาเถิด”
หลังจากฉลองตรุษจีนจบ เธอจะกลับไปทำอาหารที่ครัวเล็กของตัวเอง จะไม่ได้กินอาหารร่วมกับบ้านตระกูลจ้าวเช่นนี้แล้ว ดังนั้นถึงแม้จ้าวชิงหลิ่วจะหอบทั้งครอบครัวกลับมา ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเธอ
จบตอน
Comments
Post a Comment