yuk70 ep31-40

   บทที่ 31: คืนเข้าหอที่มาถึงช้า

   

   “สร้างบ้าน?” แม่จ้าวขึ้นเสียง “จะเอาเงินมาจากไหน จะสร้างบ้านอย่างน้อยก็คงต้องใช้เงินหลายร้อยหยวนเลยนะ”

   

   เงินไม่กี่ร้อยหยวนสร้างบ้านได้แค่ห้องเดียว ถ้าจะสร้างหลายห้องอย่างน้อยก็ต้องใช้เป็นพันหยวน จะอย่างไหนก็เป็นเงินมากมายทั้งนั้น

   

   จ้าวชิงหลิ่วกับสามีทำงานในโรงงาน หลายปีมานี้ยังถูกบ้านตระกูลหลี่อุบเงินไว้อีก ในกระเป๋าคงเหลือเงินอยู่ไม่เท่าไหร่

    

   “หนูรู้ว่ามันยาก แต่หนูทนไม่ไหวแล้ว แม่ดูเหอฮวาสิ เด็กห้าหกขวบบ้านอื่นร่าเริงสดใส แต่หลานสาวแม่กลับถูกคนเป็นแม่สามีดุด่าทุบตีจนกลายเป็นเด็กเงียบขรึม เจอใครก็ไม่พูดไม่จา…” จ้าวชิงหลิ่วเว้นไปเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “ต่อให้หนูต้องยืมเงินคนอื่นก็จะไม่ยอมทนกับคนพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว”

    

   เหอฮวาคือลูกสาวของจ้าวชิงหลิ่ว ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อเถี่ยจู้

   

   ...…

   

   “กินข้าวก่อนเถอะ” แม่จ้าวไม่ได้พูดอะไรอีก

    

   ลี่หรงเดาว่าแม่จ้าวคงกังวลว่าเธออยู่ตรงนี้ด้วย ถ้าพูดเรื่องยืมเงินก็อาจทำให้ลูกสะใภ้อย่างเธอไม่พอใจถึงได้หยุดพูด

   

   หลังกินข้าวเสร็จ แม่จ้าวก็จูงมือจ้าวชิงหลิ่วเข้าไปคุยในห้อง ลี่หรงเดาว่าคงจะให้จ้าวชิงหลิ่วยืมเงินเป็นแน่ แต่นั่นเป็นเรื่องของแม่จ้าว นางจะให้เงินลูกสาวตัวเองก็เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล ลี่หรงย่อมไม่พูดมาก

   

   ลี่หรงคิดว่าถ้าลูกสะใภ้อยากอยู่ร่วมกับแม่สามีด้วยดี เวลาแม่สามีให้เงินช่วยเหลือลูกสาวตัวเอง ดีที่สุดคือเปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง จะได้ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย

    

   จ้าวชิงหลิ่วอยู่ในนั้นไม่นานก็เดินออกมาจากห้องของแม่จ้าว เรียกสามีกับลูกๆ บอกว่าจะกลับแล้ว

   

   ลี่หรงยัดอั่งเปาให้เด็กสองคนนั้น

   

   เถี่ยจู้อายุยังน้อย กลับชอบสิ่งสวยๆงามๆ ยิ่งน้าสะใภ้ยังสาวยังสวยเช่นนี้ เขายิ่งชอบ พอน้าสะใภ้ให้ซองสีแดงสดใสมาจึงถือไว้ไม่ยอมวางมือ

   

   เหอฮวาอายุมากกว่าหน่อย รู้ว่าไม่อาจรับของจากคนอื่นส่งเดช จึงไพล่มือไว้ข้างหลังวิ่งไปหลบอยู่หลังจ้าวชิงหลิ่ว พลางชะเง้อคอออกมามองลี่หรง ไม่ยอมรับอั่งเปาจากอีกฝ่าย

    

   “ไม่ต้องให้พวกเขา พวกเขายังเด็กอยู่ อย่าสิ้นเปลืองเงินทองเลย” จ้าวชิงหลิ่วพูด

    

   ลี่หรงแย้ง “ไม่ได้หรอก ปีใหม่ทั้งที อั่งเปาคือจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นสิริมงคล ฉันจะให้หลานๆ พี่ห้ามฉันไม่ได้หรอกนะ”

    

   ลี่หรงล้วงขนมออกมากำหนึ่ง ยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อของเหอฮวาพร้อมซองแดง บอกว่า “เหอฮวาของพวกเราร่าเริงเข้าไว้นะ น้าให้ขนม”

    

   จ้าวชิงหลิ่วจนปัญญา สอนลูกสาวว่า “รีบขอบคุณน้าสะใภ้เร็วเข้า”

    

   ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บ้านสามีได้ยินว่าเจ้ารองแต่งสะใภ้นิสัยไม่ดีเข้าบ้าน อาละวาดเสียใหญ่โตจนต้องแยกบ้านกันอยู่ เธอจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นน้องสะใภ้ตัวร้าย วันนี้ได้เจอเจ้าตัวกลับรู้สึกว่าเป็นคนที่ดีมาก ดูมีความรู้ คนข้างนอกคงลือกันมั่วซั่วเป็นแน่

    

   เมื่อกลับถึงบ้าน เหอฮวาก็ยกซองแดงให้จ้าวชิงหลิ่ว

    

   จ้าวชิงหลิ่วคิดว่าในอั่งเปาคงมีเงินอยู่ไม่เท่าไหร่ เดิมคิดจะบอกให้เหอฮวาเก็บไว้ซื้อขนมกิน คิดไม่ถึงว่าพอเปิดซองดูกลับมีเงินตั้งห้าหยวน

    

   เธอตกใจมาก จากนั้นจึงไปตะล่อมขอซองแดงจากลูกชายคนเล็ก พบว่าในนั้นมีเงินห้าหยวนเช่นเดียวกัน

    

   รวมเป็นสิบหยวน!

    

   น้องสะใภ้ใจกว้างจริงๆ!

    

   จ้าวชิงหลิ่วกับหลี่ต้าไห่มองหน้ากันอย่างพูดไม่ออก เงินสิบหยวนถือว่าเยอะมาก คิดไม่ถึงเลยว่าน้องสะใภ้จะให้อั่งเปามือเติบขนาดนี้

    

   เธอตื้นตันใจจนน้ำตาไหล “น้องสะใภ้ช่างเป็นคนดีจริงๆ”

    

   ตอนแรกลี่หรงตั้งใจว่าจะให้อั่งเปาซองละสองหยวนเท่ากันกับของพวกต้าหนิว แต่พอใคร่ครวญเรื่องครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่วแล้วก็เปลี่ยนใจเป็นห้าหยวน

    

   ตอนกลางคืน ลี่หรงกับสามีกอดพลางนอนคุยกันอยู่บนเตียง 

   

   จ้าวชิงซงครุ่นคิดเรื่องครอบครัวพี่สาวและพี่เขย เขาพลางบีบมือลี่หรง พูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่สาวอาจย้ายออกมาสร้างบ้านอยู่เอง บ้านตระกูลหลี่ทำแต่เรื่องร้ายๆกดดันจนพี่ทนไม่ไหวแล้ว”

    

   ลี่หรงไม่ได้พูดอะไร จ้าวชิงซงพูดต่อไปว่า “พี่อายุมากกว่าผมหกปี สมัยก่อนตอนยังเด็ก พี่มักจะแบกผมไว้บนหลัง ภายหลังผมต้องไปรับใช้กองทัพจึงมาไม่ทันดื่มเหล้ามงคลในงานแต่งพี่ ตอนพี่ถูกรังแกอยู่ข้างนอก ก็ไม่ได้ไปช่วยออกหน้าให้ ตอนนี้พี่อยากสร้างบ้าน ผมคิด …”

    

   “คุณต้องการยืมเงินเท่าไหร่เหรอคะ?” ลี่หรงตัดบทเขา ได้ยินจ้าวชิงซงพูดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา ลี่หรงก็รู้แล้วว่าเขากำลังปูทาง เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงต้องการยืมเงิน

    

   จ้าวชิงซงคิดถึงพี่น้องในบ้าน แสดงว่าเขาเป็นคนจิตใจดีงาม ลี่หรงย่อมยินดี แต่ถ้าจ้าวชิงซงไม่พูดถึง แบบนั้นต่างหากที่ทำให้เธอผิดหวัง

    

   “นี่คุณ? ...” จ้าวชิงซงประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าลี่หรงจะมีท่าทีแบบนี้ ดูจากสีหน้าภรรยาก็ไม่คล้ายว่าจะไม่พอใจ ก่อนเอ่ยอย่างละอายใจว่า “สองร้อยหยวนก็เพียงพอแล้ว”

    

   “สองร้อยจะไปพอได้ยังไง ห้าร้อยเถอะ จะสร้างบ้านไม่ใช่เหรอ? สร้างเสร็จแล้วยังมีพวกเครื่องเรือนเครื่องใช้อีก”

    

   “งั้นก็ห้าร้อย?”

    

   “ดูคุณทำเข้าสิ คุณยังไม่รู้จักฉันอีกเหรอ ต่อไปหากมีอะไรก็บอกฉันมาตรงๆ ถ้าไม่ได้จริงๆ ฉันจะปฏิเสธเอง” ลี่หรงเห็นหัวคิ้วสามีคลายออกก็รู้ว่าตอนแรกเขาคงอยากบอกว่าห้าร้อยหยวน

    

   “คุณไม่กลัวว่าพี่สาวผมจะหาเงินไม่ได้เหรอ”

    

   ลี่หรงตอบ “ไม่กลัว หากวันหน้าพวกเราค้าขายก็พาพวกเขามาทำด้วยกัน ยังต้องกลัวว่าพวกเขาจะหาเงินไม่ได้อีกเหรอคะ”

    

   ลี่หรงรู้ว่าจ้าวชิงซงเป็นคนอย่างไร เมื่อก่อนเขาพาซ่งเสี่ยวซานออกไปทำงาน เมื่อภายหลังไม่ทำต่อแล้วก็แนะนำงานให้พี่น้องคนอื่น ดูจากจุดนี้ก็รู้ว่าจ้าวชิงซงเป็นคนมีน้ำใจ หากเขาประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะพาพี่น้องคนอื่นประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

    

   ในนิยายต้นฉบับ ระหว่างที่จ้าวชิงซงกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว มีคนมากมายได้รับความช่วยเหลือจากเขา ต่อมาภายหลังก็ยังกลับมาช่วยเหลือ เหตุที่จ้าวชิงซงสามารถสร้างตัวได้ก็มาจากจิตใจที่มีเอื้อเฟื้อของเขานั่นเอง

    

   จ้าวชิงซงพลันรู้สึกอุ่นวาบในใจ คิดไม่ถึงว่าลี่หรงจะเข้าอกเข้าใจเขา แล้วยังใจตรงกันถึงขนาดนี้ เขาจึงจุมพิตลี่หรงเบาๆ “คุณช่างดีจริงๆ”

    

   “อืม”

    

   ทั้งสองเงียบไปสักพัก ลี่หรงก็ได้ยินจ้าวชิงซงถามมาว่า “...รอบเดือนของคุณหมดไปแล้วใช่ไหม?”

    

   ลี่หรงพลันหน้าร้อนผ่าว เธอรู้ว่าถ้าตัวเองพยักหน้าจะหมายความว่าเช่นไร ก่อนตอบเสียงเบาหวิว “อืม”

    

   ความเงียบในห้องนอนทำให้จ้าวชิงซงได้ยินชัดเจน ในหัวเขาเหมือนมีดอกไม้ไฟระเบิดจ้า ดีใจจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร

    

   ลี่หรงกำลังจะพูดอะไร สามีก็พลิกมาเป็นฝ่ายคร่อมอยู่บนร่าง

    

   หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวจึงใจหายวาบ ปิดปากร้องอุทานอย่างตกใจ ตอนกอดกันในยามปกติยังไม่อาจทำให้เธอประหม่าได้เท่านี้

    

   ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าควรตอบสนองอย่างไร ชายหนุ่มที่คร่อมอยู่เหนือร่างทำให้หัวสมองของเธอพลันขาวโพลน แม้การกอดกันในยามปกติก็นับเป็นความใกล้ชิดที่ไร้ช่องว่างแล้ว แต่เธอสัมผัสได้ว่าคราวนี้ต่างจากที่ผ่านมา

    

   หรือเป็นเพราะรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?

    

   ลี่หรงพลันกลืนน้ำลาย ความคิดว้าวุ่นไปหมด

    

   ท่ามกลางความมืด ลี่หรงมองไม่เห็นใบหน้าที่ร้อนจนแดงก่ำของชายหนุ่ม ไม่อย่างนั้นเธอก็คงได้รู้แล้วว่าไม่ได้มีเพียงตัวเองที่เขินอาย

    

   ความคิดของลี่หรงพลันสับสนวุ่นวาย จนไม่ได้สังเกตว่าจังหวะหายใจของจ้าวชิงซงเปลี่ยนเป็นกระชั้นขึ้นกว่าเดิม ลมหายใจร้อนผ่าวรดใบหน้าของเธออยู่ใกล้ๆ

    

   เนื้อตัวของเธอช่างนุ่มนิ่มเสียจริง 

    

   ความคิดของจ้าวชิงซงก็สับสนวุ่นวายเช่นกัน

    

   เขาโน้มร่างลงไปจุมพิตลี่หรงโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครสอน

    

   ความเคลื่อนไหวเร่งร้อน จากจุมพิตแปรเปลี่ยนเป็นการขบกัด

   

   ลี่หรงโอนอ่อนผ่อนตาม ทั้งยังตอบโต้อีกฝ่ายกลับไป

   

   จ้าวชิงซงที่ได้รับการตอบสนองราวกับได้รับกำลังใจอันยิ่งใหญ่

   

   ก่อนจุมพิตไล้เรือนร่างอีกฝ่ายลงไป

   

   จ้าวชิงซงจุมพิตจนลี่หรงงุนงงไปหมด ก่อนจับมือทั้งสองของเธอขึ้นไปไว้ข้างบน

    

   มือของลี่หรงถูกรวบไว้เหนือศีรษะ เพียงไม่นานร่างกายก็พลันรู้สึกเย็นวาบ

    

   จ้าวชิงซงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมเอาไว้อย่างแน่นหนา

    

   ร่างกายรุ่มร้อนของคนทั้งสองแนบชิดกันใต้ผ้าห่ม

    

   นี่เป็นครั้งแรกของคนทั้งคู่ แต่อีกฝ่ายเป็นผู้ชาย จึงใช้เวลาหาเล็กน้อยก่อนพบเข้ากับตำแหน่งนั้น

   

   ลี่หรงคล้ายเจ็บจนสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือที่คล้องคอสามีจิกลงบนแผ่นหลังของเขาโดยไม่รู้ตัว

   

   ความเจ็บบนแผ่นหลังเทียบไม่ได้กับความวาบหวามตรงหน้า จ้าวชิงซงไม่สนใจความเจ็บเล็กน้อยนั้นเลยสักนิด

    

   แต่เขารู้ว่าลี่หรงเจ็บ ในใจรู้สึกเวทนาสงสาร ก่อนก้มศีรษะลงไปจูบลี่หรง ทั้งกัดทึ้งและจุมพิตอย่างดูดดื่ม

    

   จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าลี่หรงผ่อนคลายลงแล้ว ไม่เจ็บเท่าเดิมอีก เขาถึงเริ่มเคลื่อนไหว

    

   คืนเข้าหอที่มาถึงช้า มาถึงในค่ำคืนที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงราตรีสีเงินยวง

    

   เสียงครวญครางที่ชวนให้คนหวามไหวดังมาจากภายในห้องน้อยที่เงียบสงบ ประหนึ่งบทเพลงอันไพเราะที่ดังต่อเนื่องจนกระทั่งสรรพสิ่งเงียบสงัด ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า



 บทที่ 32: แย่งเงิน แยกบ้าน กลับไปอยู่บ้านแม่


    

   จ้าวชิงซงเพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรกจึงยังควบคุมตัวเองไม่ได้ ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ รู้สึกมีกำลังวังชาเปี่ยมล้น

    

   ตอนท้ายลี่หรงผล็อยหลับไปเพราะทนไม่ไหว

    

   เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงอาทิตย์เจิดจ้ากระทบหน้าต่างส่งความอบอุ่นเข้ามาปลุกสติที่ยังสะลึมสะลือ พอลองขยับตัวดูก็พบว่าร่างกายหนักอึ้งราวกับว่าเมื่อวานเพิ่งถูกเคี่ยวกรำงานหนักมาทั้งวัน

    

   คิดถึงเรื่องเมื่อคืน ลี่หรงพลันรู้สึกหัวใจพองโต สัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้เป็นครั้งแรกในชั่วขณะนี้เอง เสมือนว่าเดิมทีเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อยู่แล้ว

    

   เธอพยายามลุกขึ้นนั่ง จ้าวชิงซงไม่อยู่ในห้อง ไม่รู้ว่าเขาไปไหนแล้ว

    

   หลังอาบน้ำเสร็จ จึงเข้าครัวทำมื้อเช้าสักหน่อย ก่อนพบว่าในหม้อมีอาหารที่ยังร้อนอยู่

    

   เมื่อกินข้าวเสร็จ ลี่หรงถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าในบ้านเงียบกว่าที่ควร นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครอีก

    

   น่าแปลก ทุกคนหายไปไหนกันหมด?

    

   เธอกินข้าวเสร็จก็เกิดง่วงขึ้นมาอีก จึงปีนขึ้นเตียงที่ยังอุ่นอยู่แล้วผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

    

   ถึงตอนพลบค่ำ ปล่องไฟในหมู่บ้านก็ปล่อยควันออกมาอย่างต่อเนื่อง

    

   ลี่หรงถูกเสียงทะเลาะกันข้างนอกปลุกขึ้นมาในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้ เธอลืมตาขึ้นทันที

    

   พอตั้งใจฟังก็ได้ยินชัดเจน มีคนร้องไห้อยู่จริงๆด้วย

    

   เธอตัดสินใจไม่นอนต่อ สะบัดศีรษะเบาๆ ลุกขึ้นมาจากเตียงเตา เดินออกไปข้างนอก เสียงร้องไห้นั้นดังมาจากในห้องโถงนี่เอง

    

   ลี่หรงเดินเข้าไป สมาชิกตระกูลจ้าวทุกคนล้วนอยู่ที่นั่น จ้าวชิงหลิ่ว สามีและลูกๆที่เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อวานนี้ก็อยู่ด้วยเช่นกัน

    

   เถี่ยจู้กำลังร้องไห้ จ้าวชิงหลิ่วเช็ดน้ำตาพลางกอดปลอบลูกชาย

    

   บนหัวเถี่ยจู้มีผ้าพันแผลพันอยู่ บนหน้าผากมีสีแดงสดผุดซึมรำไร ขนาดไม่กว้างมาก แต่ก็น่าตกใจอยู่ดี

    

   สีหน้าของจ้าวชิงซงไม่ดีนัก เขาขบกรามแน่น มือกำเป็นหมัด คนอื่นๆก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยวขุ่นเคืองเช่นกัน

    

   คิดว่าคงเกิดเรื่องไม่ดีอะไรขึ้น ลี่หรงจึงเข้าไปยืนข้างกายจ้าวชิงซง แตะแขนชายหนุ่มเบาๆ เขาเหลือบตามองมาที่เธอ พลิกฝ่ามือเป็นฝ่ายกุมมือภรรยาแน่น ลี่หรงส่งสายตาถามว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ส่งเสียง

    

   จ้าวชิงซงบีบมือเธอ ความโกรธเคืองในใจทุเลาลงบ้าง เพียงส่ายหน้าไม่พูดอะไร

    

   จ้าวชิงหลิ่วกล่อมเถี่ยจู้จนหลับไป จากนั้นอุ้มลูกน้อยเข้าไปในห้องเล็กที่ยังว่างอยู่ภายในบ้าน ข้างในมีเตียง แต่ขนาดเล็กไปบ้าง แม่จ้าวกับเหอซิ่งช่วยกันทำความสะอาดหาผ้ามาปูให้เถี่ยจู้นอน

    

   บรรยากาศในบ้านตึงเครียด 

   

   หลังครอบครัวกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนแยกย้ายกลับเข้าห้องตัวเอง ลี่หรงถึงกล้าถามจ้าวชิงซงว่าเกิดอะไรขึ้น

    

   สีหน้าจ้าวชิงซงไม่ค่อยดีนัก “ก็เพราะบ้านตระกูลหลี่นั่นแหละ”

    

   ลี่หรงฟังแล้วถึงรู้ว่าวันนี้จ้าวชิงซงกับแม่จ้าวเอาเงินไปให้จ้าวชิงหลิ่ว เพิ่งออกมาได้ไม่เท่าไหร่ เหอฮวาก็วิ่งร้องไห้ตามออกมา พลางร่ำไห้ว่าย่ารังแกแม่เสียงสะอึกสะอื้น

    

   อะไรนะ?

    

   จ้าวชิงซงกับแม่จ้าวได้ยินอย่างนั้นก็รีบกลับไปทันที ตอนเข้าไปในบ้านตระกูลหลี่พลันได้ยินเสียงร้องแหลมกับเสียงเด็กร้องไห้ระงมไปทั่ว

    

   พอเข้าไปก็พบภาพที่น่าตกใจ เถี่ยจู้มีเลือดอาบหน้าร้องไห้จ้าเสียงดังไม่หยุด

    

   จ้าวชิงซงไม่มีเวลาถามให้มากความ จึงอุ้มหลานชายออกไปหาหมอทันที

    

   หมอที่สถานีอนามัยพันแผลให้อย่างง่ายๆ ก่อนบอกให้จ้าวชิงซงพาหลานไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอ

    

   จ้าวชิงหลิ่วได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จ้าวชิงซงคุยอะไรกับแม่จ้าวเล็กน้อย ไม่กล้าชักช้า แล้วพาหลานชายเข้าตัวอำเภอไปทันที

    

   แม่จ้าวกลับบ้านไปเรียกคน พ่อจ้าวกับจ้าวชิงหยางคว้าไม้หาบตรงไปที่บ้านตระกูลหลี่

    

   ระหว่างทางจ้าวชิงหลิ่วค่อยมีเวลาเล่าให้ฟัง ที่แท้แม่สามีได้ยินว่าที่บ้านเอาเงินมาให้เธอหลายร้อยหยวน จึงมาหาจ้าวชิงหลิ่วบอกว่าต้องการยืมเงิน

    

   แม้จ้าวชิงหลิ่วจะเป็นคนซื่อ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าถ้าให้เงินไปจะต้องไม่ได้คืนกลับมาแน่นอน เธอจึงปฏิเสธ

    

   แม่หลี่โมโหก่อนถลันเข้ามาแย่ง เถี่ยจู้เห็นแม่ตัวเองถูกรังแกก็ตั้งใจวิ่งเข้ามาขวาง แต่กลับถูกย่าตนผลักกระเด็นจนศีรษะฟาดมุมโต๊ะ

    

   หนังหน้าหนาจริงๆ ลี่หรงฟังแล้วก็โมโห ถามต่อว่า “จากนั้นล่ะ?”

    

   “ตอนพ่อพาพี่ชายไปถึง พี่เขยก็กลับมาที่บ้านแล้ว พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินว่าทะเลาะกับพ่อของเขายกใหญ่ ขนาดว่าไปเชิญเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านกับหัวหน้ามาเป็นพยานเพื่อแยกบ้านกันอยู่แล้ว”

    

   การแยกบ้านไม่ใช่เรื่องเล็ก ตอนนี้ยังเป็นช่วงปีใหม่ แม้บ้านตระกูลหลี่จะเลอะเลือนแค่ไหนก็น่าจะรอให้ผ่านช่วงปีใหม่ไปก่อน ลี่หรงถาม “แยกบ้านเรียบร้อยแล้วเหรอคะ?”

    

   “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว” จ้าวชิงซงพูด “พ่อกับพี่ชายฉันก็อยู่ด้วย ตาแก่บ้านนั้นไม่กล้าพูดอะไรสักคำ แม่เลี้ยงของพี่เขยก็เห็นด้วยเรื่องแยกบ้าน เพียงแต่เรียกร้องเงินถึงสองร้อยหยวน”

    

   ลี่หรงโมโหจนหัวเราะออกมา “ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากที่ไหนกันนะ?”

    

   “แน่นอนว่าไม่ให้อยู่แล้ว แม่สามีบ้านนั้นผลักเถี่ยจู้จนต้องไปโรงพยาบาล เสียค่ารักษาไปหลายสิบหยวน ควรเอาใบค่ารักษามาให้ฝ่ายนั้นจ่ายเสียด้วยซ้ำ เลขาฯหมู่บ้านกับหัวหน้าหมู่บ้านก็อยู่ด้วย แถมเถี่ยจู้ยังเป็นหลานชายคนโตของตระกูลหลี่ ตาแก่บ้านนั้นไม่กล้าช่วยพูดให้แม่เลี้ยงนั่นด้วยซ้ำ พวกเขาไม่มีเงินมาจ่ายก็เลยยอมแยกบ้านแต่โดยดีน่ะสิ”

    

   “แยกบ้านก็ดีแล้ว ออกมาจากปลิงดูดเลือดพวกนั้นได้ ชีวิตพี่สาวจะต้องดีขึ้นแน่นอน”

    

   “ที่รัก”

    

   “หืม?”

    

   “พี่สาวอาจต้องอยู่ในบ้านไปก่อนสักระยะ รอจนสร้างบ้านใหม่เสร็จค่อยย้ายเข้าไปอยู่” จ้าวชิงซงสางผมลี่หรง สีหน้าอ่อนโยนอย่างมาก

    

   “อยู่ก็อยู่สิคะ ยังไงซะพอผ่านช่วงปีใหม่ พวกเราก็ต้องกลับบ้านตัวเองอยู่แล้ว ไม่ได้กระทบอะไร แล้วฉันก็ชอบเหอฮวามากด้วย”

    

   ครอบครัวจ้าวชิงหลิ่วจึงมาอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลจ้าว

    

   เมื่อถึงวันที่หกของปีใหม่ ลี่หรงกับจ้าวชิงซงก็กลับไปทำอาหารที่ครัวเล็กของตัวเอง ไม่ได้กินข้าวร่วมกับคนตระกูลจ้าวอีก

    

   จ้าวชิงหลิ่วค่อยรู้ว่าที่แท้พวกเขาก็แยกบ้านกันจริงๆ แค่มากินข้าวด้วยกันในช่วงปีใหม่เท่านั้น

    

   ฤดูหนาวที่หมู่บ้านต้าเจียงหนาวมาก เป็นช่วงว่างเว้นจากงาน รอจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิหิมะเริ่มละลายแล้ว หัวหน้าโรงงานถึงจะบอกให้คนงานกลับมาทำงานอีกครั้ง

    

   จ้าวชิงหลิ่วแต่งออกไปแล้ว ไม่ถือเป็นคนในหมู่บ้านต้าเจียงอีก ต้องตามหลี่ต้าไห่กลับไปทำงานที่โรงงานของพวกเขา เช่นนี้ถึงจะได้แต้มงาน

    

   ที่โรงงานห้ามเข้างานสาย ถ้าสายจะถูกหักแต้ม แม้หมู่บ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ข้างเคียงกันนั้นจะไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ถ้าไม่อยากไปสายก็ต้องยอมตื่นแต่เช้า จ้าวชิงหลิ่วสองสามีภรรยาต้องลำบากมากทีเดียว กว่าจะกลับมาถึงบ้านฟ้าก็มืดเสียแล้ว

    

   พวกเขาไม่มีเวลาดูแลลูกๆ แม่จ้าวเลยช่วยเลี้ยงเถี่ยจู้ เหอฮวาอายุหกเจ็ดขวบ ยังทำงานอะไรไม่ได้ พี่ชายที่เป็นญาติกันก็พาออกไปวิ่งเล่น จนตอนนี้ใจกล้าขึ้นมาก ไม่แลดูขี้กลัวเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

    

   ทุกคนเริ่มทำงานกันแล้ว ลี่หรงก็ไม่ได้อยู่เฉย ครุ่นคิดว่าจะทำอะไรหาเงิน

    

   ช่วงฉลองปีใหม่ ที่บ้านถึงได้กินเนื้อสัตว์ คิดว่าคงกินกันจนเบื่อแล้ว เธอยังไม่อยากทำพะโล้ตั้งแต่ตอนนี้

    

   แต่เธอยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไรดี ส่วนจ้าวชิงซงก็กลับไปทำงานของตัวเอง

    

   ตอนจ้าวชิงซงได้เห็นซ่งเสี่ยวซานเป็นครั้งแรกหลังช่วงปีใหม่ อีกฝ่ายมีสีหน้าสดใส พอถามถึงรู้ว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ซ่งเสี่ยวซานดูตัวผ่านคำแนะนำของคนอื่น ก่อนหาฤกษ์ยามเพื่อจะแต่งงานในอีกเดือนสามข้างหน้า

    

   “ใช้ได้นี่ เสี่ยวซาน” จ้าวชิงซงรู้สึกดีใจแทนเขาอย่างแท้จริง “ถึงตอนนั้นพี่จะให้ซองแดงหนาๆเลย”

    

   ซ่งเสี่ยวซานหัวเราะ “โธ่พี่ แค่พี่มาก็พอแล้ว อย่าสิ้นเปลืองเลย”

    

   พี่น้องกันแท้ๆ จะไม่แสดงความยินดีด้วยได้อย่างไร จ้าวชิงซงไม่โต้ตอบกลับไป แต่ตรงเข้าประเด็นทันที ก่อนบอกธุระสำคัญกับอีกฝ่าย

    

   ซ่งเสี่ยวซานตอบตกลงกับจ้าวชิงซงโดยไม่แม้แต่จะคิด

    

   ในที่สุดลี่หรงก็คิดได้แล้วว่าจะทำซาลาเปาและขนมโก๋

    

   ของพวกนี้เก็บไว้ได้ไม่นาน อีกอย่างของว่างก็ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ไม่รู้ว่าจะขายดีหรือไม่ดี



 บทที่ 33: ซาลาเปาเนื้อลูกโต ขนมโก๋ถั่วเขียว ลาก่อนเถ้าแก่ขายขนม


    

    ลี่หรงครุ่นคิดอยู่นาน ตั้งแต่เริ่มทำหมูตุ๋นไปจนถึงทำกุนเชียง เธอมุ่งเป้าไปที่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ จนถึงตอนนี้ที่เริ่มทำติ่มซำ ก็ไม่น่ากังวลว่าจะไม่มีคนซื้อ

   

    ตราบใดที่ทำอาหารให้อร่อย ก็ย่อมมีลูกค้าซื้อเสมอ

   

   ลี่หรงเมื่อพูดแล้วก็ลงมือทำทันที เธอคว้าจักรยานสำหรับฤดูหนาวออกมาขี่ไปที่สหกรณ์จำหน่ายเครื่องบริโภคอุปโภคในเมือง เพื่อซื้อแป้งฟู่เฉียง ถั่วแดงและถั่วเขียว

    

   จ้าวชิงซงกลับมาจากที่ทำงานพอดี เห็นลี่หรงกำลังขนของเข้าบ้าน เขาจึงกะเผลกเร่งฝีเท้าเข้าไปช่วยขนของเข้าครัว 

   

   แป้งฟู่เฉียงห้าสิบจิน ไม่ได้ซื้อมาเพื่อทำกินเองแน่นอน หลังจากที่จ้าวชิงซงนำไปเก็บแล้ว เขาก็ถามเธอว่า “คราวนี้จะทำอะไรงั้นเหรอครับ?”

    

    “ทำติ่มซำค่ะ”

   

   “ติ่มซำเหรอ?” จ้าวชิงซงงุนงง

    

    ลี่หรงอธิบายให้เขาฟัง แล้วถามความคิดเห็นของเขาว่า “คุณคิดว่ายังไงคะ?”

   

   “ถ้าคุณอยากทำก็ทำเลยครับ” จ้าวชิงซงสนับสนุนความคิดของลี่หรง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เพราะเขาแค่อยากให้เธอมีความสุข

    

    “คุณทำดีมากเลยค่ะ” ลี่หรงดึงแขนเสื้อลง ช่วยเช็ดเหงื่อจากหน้าผากของจ้าวชิงซง

   

   “เอ๊ะ! ผมเป็นสามีของคุณ ถ้าผมไม่ดี ใครจะดีล่ะครับ” จ้าวชิงซงจับมือลี่หรงแล้วหอมแก้มเธอ “หิวแล้วครับภรรยา”

    

    “กำลังทำอยู่ค่ะ”

   

    ลี่หรงหยิบกระดูกข้อหมูที่เธอซื้อมาเคี่ยวทำน้ำซุป จากนั้นนำแป้งฟู่เฉียงมายืดทำเส้นบะหมี่ จ้าวชิงซงเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อไฟ

   

   ตักเส้นบะหมี่ที่ต้มสุกแล้วใส่ถ้วย แล้วราดน้ำซุป จากนั้นโรยด้วยต้นหอมสับ เพิ่มความน่ารับประทานยิ่งกว่าเดิม

   

   ความจริงแล้วอากาศในฤดูใบไม้ผลิไม่ร้อนเลย แถมเย็นสบาย แต่อาจเป็นเพราะจ้าวชิงซงหิวมากจนกินสองชามติดต่อกัน ทำให้ตอนนี้เขาเหงื่อออกท่วมตัว

   

    หลังจากกินเสร็จแล้ว ลี่หรงก็สับหมูที่เธอซื้อมาให้ละเอียด แล้วหมักกับเครื่องปรุงรส โดยไม่ใส่ผักชนิดอื่น แช่ถั่วแดงและถั่วเขียวในน้ำ แล้วไปอาบน้ำหลังจากเตรียมวัตถุดิบเสร็จ

   

     สิ่งที่เธอทำนั้นใช้เวลามาก ลี่หรงจึงต้องรีบไปตลาดเช้า จ้าวชิงซงรู้ว่าเธอต้องตื่นแต่เช้า เขาจึงไม่กล้าสร้างปัญหาตอนดึกมากเกินไป หลังจากเสร็จแล้ว เขาก็จับแก้มของลี่หรง แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่าเล็กน้อยว่า “คุณตื่นแล้วปลุกผมด้วยนะ ผมจะได้ช่วยคุณทำงานแต่เช้าครับ”

   

   ลี่หรงเหนื่อยมาก ส่งเสียงตอบรับอู้อี้ ไม่แน่ใจว่าเธอได้ยินสิ่งที่จ้าวชิงซงพูดชัดเจนหรือไม่

    

   เมื่อถึงยามไก่ขัน 

   

   ลี่หรงก็ตื่นขึ้นมาทันที เธอลูบหน้าตัวเองเพื่อให้ตื่นตัว

   

   จ้าวชิงซงยังคงนอนกรนอยู่ข้างๆ แต่ลี่หรงไม่คิดจะเรียกเขา เพียงลุกจากเตียงออกไปเบาๆ

   

   พวกเหอซิ่งยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่จ้าวชิงหลิ่วกับสามีที่กำลังจะกลับไปทำงานในหมู่บ้านหลี่เจีย ได้ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าแล้ว พวกเธอต้องเดินทางไกล จึงต้องตื่นแต่เช้าเสมอ เพื่อไม่ให้ไปทำงานสาย

   

    วันนี้เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเจอสองสามีภรรยา ปกติจะไม่ได้เจอกันเลยตลอดทั้งวัน

    

   จ้าวชิงหลิ่วลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า ตั้งแต่ตอนที่ลี่หรงยังไม่ตื่น

   

    เมื่อสองสามีภรรยากลับจากที่ทำงานก็ค่ำมืด ขนาดว่าบางครั้งลี่หรงก็กินข้าว อาบน้ำนอนไปแล้ว

    

    ย่อมไม่ได้เจอกันเลยเป็นธรรมดา

   

   ลี่หรงทักทายด้วยการเรียกว่า ‘พี่สาว’ ทั้งสองมองหน้าและยิ้มให้กัน ก่อนไปทำงานต่อ

    

    ขั้นแรกลี่หรงหมักแป้งให้ขึ้นฟูก่อน แล้ววางแป้งลงในหม้อ ใช้ความร้อนที่เหลืออยู่ทำให้แป้งหมักได้ดีขึ้น

   

    จากนั้นเตรียมทำถั่วแดงบดและขนมโก๋ถั่วเขียว

   

   ซาลาเปาที่เธอวางแผนว่าจะทำมีไส้สองเช่น คือซาลาเปาเนื้อชิ้นใหญ่ไส้เนื้อล้วน และซาลาเปาไส้ถั่วแดง เธอเคยกินขนมจาก ‘ตลาดการค้าเสรี’ มาก่อน และพบว่ามันไม่ค่อยอร่อยนัก ดังนั้นคราวนี้เธอจึงวางแผนจะทำขนมโก๋ถั่วเขียวด้วย

   

    ถั่วแดงและถั่วเขียวล้วนไม่ได้กะเทาะเปลือกออก ซึ่งปกติแล้วควรทำ เพื่อทำถั่วแดงบดและขนมโก๋ถั่วเขียว แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีถั่วไร้เปลือกในสหกรณ์ และเธอก็ไม่คิดจะกะเทาะเปลือกถั่วเองด้วย

   

   เมื่อบีบถั่วที่แช่ค้างคืนจะแตกออกเป็นชิ้นๆ 

   

    ลี่หรงใส่ถั่วลงไปในหม้อนึ่ง

   

   จ้าวชิงซงพลางเดินเข้ามา สีหน้าพลันเสียใจเล็กน้อยขณะพูดว่า “ทำไมคุณตื่นแล้วไม่ปลุกผมล่ะครับ บอกแล้วว่าจะตื่นมาช่วยนี่นา”

   

   ลี่หรงคลี่ยิ้ม “งานไม่ได้เยอะอะไรมาก แค่อยากให้คุณนอนต่ออีกสักหน่อยน่ะค่ะ”

    

   สามีออกจากบ้านแต่เช้าแล้วยังกลับบ้านดึก ลี่หรงไม่รู้ว่าเขายุ่งอยู่กับอะไร แต่เมื่อเห็นจ้าวชิงซงขมวดคิ้วหน้าเครียดทุกวัน เธอก็รู้ดีว่างานของเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย จึงปล่อยให้อีกฝ่ายนอนหลับพักผ่อนมากขึ้นหน่อย

   

   สามีเห็นใจเธอ เธอเองก็เช่นเดียวกัน คนสองคนต่างต้องเข้าใจกันและกัน เพื่อให้ชีวิตคู่มีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ

   

   จ้าวชิงซงเดินไปช่วยดูไฟให้เธอ

   

   ลี่หรงหาที่นั่งให้เขา แล้วเดินไปดูแป้งที่เพิ่งหมักเสร็จ จากนั้นโรยแป้งข้าวโพดบนเขียง เพื่อทำการนวดแป้ง

     

   หลังจากแบ่งแป้งได้เกือบร้อยลูก ก็เริ่มห่อไส้ซาลาเปา

    

   ห่อซาลาเปาเนื้อเสร็จแล้ว ก็นำไปวางในหม้อนึ่งก่อน

    

   จ้าวชิงซงดูไฟอยู่ ขณะที่ลี่หรงหยิบถั่วนึ่งออกมา

   

   เธอนำถั่วแดงมาบดให้ละเอียด แล้วค่อยเติมน้ำตาล จากนั้นคนให้เข้ากัน ก่อนห่อแป้ง 

   

   ซาลาเปาไส้ถั่วแดงเสร็จภายในไม่กี่นาที จากนั้นจึงนำไปนึ่ง

    

   ในการทำขนมโก๋ถั่วเขียว เธอใส่ถั่วเขียวบดลงในหม้อ แล้วใส่น้ำผึ้งและน้ำตาลลงไปผสมก่อนนำไปผัด เมื่อผัดเสร็จ จึงค่อยยกลงจากเตา ใช้แม่พิมพ์ไม้กดออกมาเป็นรูปทรง ก็จะได้ขนมโก๋ถั่วเขียวสี่เหลี่ยม

   

    หลังจากกดชิ้นสุดท้ายเสร็จแล้ว ลี่หรงก็ยื่นมันไปที่ปากของจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “อ้าปากสิคะ”

   

   จ้าวชิงซงกัดเข้าไปคำหนึ่ง ก่อนพบว่ารสชาติมันดีมาก มีกลิ่นหอมของถั่วเขียวและความหวานของน้ำผึ้ง เขาพยักหน้าด้วยความชื่นชม “ภรรยาของผมทำอร่อยจริงๆครับ”

   

   ในช่วงปีใหม่ ลี่หรงก็ทำขนมออกมามากมาย แต่เธอยังไม่เคยทำขนมโก๋ถั่วเขียวเลย แม้ปกติขนมโก๋ทั้งหมดจะเป็นเค้กข้าวมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแห้ง แต่กลับต่างจากขนมโก๋ถั่วเขียวนี้ ซึ่งมีเนื้อหนึบอร่อย

    

   ลี่หรงหยิบมาให้เขาอีกชิ้น แต่จ้าวชิงซงส่ายหน้า ก่อนปฏิเสธ “เก็บไว้ขายเถอะครับ”

    

    “กินเถอะค่ะ” ลี่หรงยืดตัวไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย ขนมจึงแตะริมฝีปากของจ้าวชิงซง “ให้คุณอีกชิ้นหนึ่ง”

   

    ลี่หรงนำกระดาษมันมาห่อซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่สามลูก แล้วมอบให้จ้าวชิงหลิ่วก่อนที่จะออกไปทำงาน โดยบอกให้เธอกินเป็นอาหารกลางวัน

   

   การทำงานนั้นเหนื่อยมาก จ้าวชิงหลิ่วกับสามีเป็นคนซื่อสัตย์และไม่เกียจคร้าน ตอนเช้าพวกเขาจะนำข้าวเมล็ดหยาบและผักดองติดตัวไปด้วย

   

   หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงผอมได้ขนาดนี้ 

   

   จ้าวชิงหลิ่วรีบออกจากบ้านไป โดยไม่ทันได้ดูว่าลี่หรงให้อะไรมา ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็รับมาใส่ในตะกร้าไว้ก่อน แล้วพกมันไปกินที่ทำงาน เมื่อเปิดตอนเที่ยง ก็พบว่ามันเป็นซาลาเปาเนื้อล้วน

    

   สองสามีภรรยาเพิ่งเคยกินซาลาเปาเนื้อล้วนเช่นนี้ครั้งแรก ขอบตาของจ้าวชิงหลิ่วร้อนผ่าว ขณะพูดว่า “ภรรยาของเจ้ารองเป็นคนดีเสียจริง”

    

   หลี่ต้าไห่พยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ

    

    อาจเป็นเพราะมื้อกลางวัน พวกเขากินซาลาเปาเนื้อเยอะ ทั้งสองจึงทำงานหนักมากในช่วงบ่าย โดยปกติทั้งสองจะหิวมากจนแทบเวียนหัวตาลาย เพราะไม่มีแรงมากพอในการทำงาน

   

   ส่วนลี่หรงกินซุปกระดูกที่เหลือจากเมื่อคืนกับซาลาเปานึ่ง ก่อนออกไปข้างนอก

   

    จักรยานใช้ประโยชน์ได้ดีจริงๆ เธอขี่มันไป ‘ตลาดการค้าเสรี’

   

   ลี่หรงมายัง ‘สถานที่เดิม’ ก่อนจอดจักรยาน แล้วเตรียมตั้งแผงขายของ 

    

   ด้านข้างเป็นเถ้าแก่ร้านขนมและอาหารเสริม

   

    เถ้าแก่ไม่ได้เจอเธอมานาน และลี่หรงที่ไม่ต้องออกไปตากแดดตากลมข้างนอก เลยทำให้เธอดูอวบขึ้นในช่วงฤดูหนาว เถ้าแก่ต้องมองเธอให้ดีก่อน จึงจะจำเธอได้ เขาทักทายเธออย่างร่าเริงว่า “น้องสาวหรือเปล่า? กลับมาแล้วเหรอ”

   

    “คุณยังจำฉันได้ด้วยเหรอคะ?” ลี่หรงยิ้ม

   

   “จะจำไม่ได้ได้ยังไง ฉันยังจำรสชาติพะโล้ที่เธอทำในตอนนั้นได้อยู่เลย แล้วทำไมเธอถึงเลิกทำขายแล้วล่ะ แม้ฉันอยากกินแค่ไหนแต่ก็หาซื้อไม่ได้เลย”

   

   เถ้าแก่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ต่อมามีบางร้านแกะสูตรมาขาย ฉันเลยลองซื้อมาชิม แต่รสชาติก็ยังไม่ใช่ คนนั้นขายได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกไป เพราะขายได้ไม่ดี”



ตอนที่ 34: ใส่ใจอาหารของคนงาน


   

    ลี่หรงพยักหน้าหลังจากได้ยินดังนั้น แต่ไม่ได้คิดจะอธิบายให้เขาฟัง เธอแค่พูดว่า “ฉันยุ่งกับงานที่บ้าน ก็เลยไม่ได้ทำแล้วค่ะ”

   

    “อันนี้คืออะไรเหรอ?”

   

   “ซาลาเปากับขนมโก๋ถั่วเขียวค่ะ”

   

    เถ้าแก่ก็ขายขนมเช่นกัน เขามีขนมโก๋ถั่วเขียวมากมายบนแผงขายของ แม้ว่ามันจะดูแตกต่างจากของลี่หรง แต่ก็เป็นขนมโก๋ถั่วเขียวเหมือนกัน

   

    ยิ่งกว่านั้น ซาลาเปาของลี่หรงก็ไม่ใช่ของหายาก เขาจึงไม่สนใจ แต่ก็ยังถามว่า “น้องสาว ซาลาเปามีไส้อะไรบ้าง?”

   

   “ซาลาเปาไส้เนื้อกับซาลาเปาไส้ถั่วแดงค่ะ” ลี่หรงเริ่มเสนอขายด้วยสีหน้ามั่นใจ “ถึงจะดูธรรมดา แต่ของฉันแตกต่างจากของคนอื่นแน่นอน ทั้งหมดทำจากแป้งฟู่เฉียง ไส้เนื้อล้วนสดใหม่ ไม่มันเยิ้ม สนใจรับสักลูกไหมคะ?”

   

    “เอ๊ะ! ทำจากแป้งฟู่เฉียง… ยอมใช้ของดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

   

   ลี่หรงพูดด้วยความภูมิใจ “วัตถุดิบที่ดีเท่านั้นที่จะทำให้อาหารรสชาติอร่อย และขายได้ในราคาที่ดี แล้วราคาของฉันก็นับว่าสมเหตุสมผลมาก เถ้าแก่ลองชิมดูไหมคะ?”

    

   อาจเพราะเคยกินพะโล้ที่อร่อยมากจากลี่หรงมาก่อน 

   

   เถ้าแก่จึงถามเธอว่า “ซาลาเปาเนื้อราคาเท่าไหร่เหรอ?”

   

   ซาลาเปาที่ลี่หรงทำนั้นลูกใหญ่กว่าในร้านอาหารของรัฐ แต่ราคาไม่สูงมากนัก อีกทั้งยังใช้แป้งฟู่เฉียงทำด้วย เรียกได้ว่าเธอจริงใจต่อลูกค้ามากทีเดียว

   

   เมื่อเถ้าแก่กัดไปหนึ่งคำ น้ำชุ่มฉ่ำในเนื้อก็ระเบิดออกมา รสชาติแสนอร่อยแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ต่อมรับรสของเขาถูกพิชิตทันที ได้แต่กัดไปคำแล้วคำเล่า จนซาลาเปาชิ้นใหญ่หมดไปอย่างรวดเร็ว

    

   เขาแลบลิ้นเลียรอบปาก แล้วบอกลี่หรงว่าจะซื้อเพิ่มอีกสามลูก เพื่อนำไปฝากภรรยาและลูกๆที่บ้าน

   

   แม้จะเพิ่งเปิดร้าน เขาก็เป็นลูกค้ารายใหญ่เสียแล้ว ลี่หรงจึงแถมซาลาเปาไส้ถั่วแดงให้เขาด้วย ซาลาเปาไส้ถั่วแดงนี้มีรสหวาน และขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของซาลาเปาเนื้อเท่านั้น

    

    เถ้าแก่เอ่ยชมลี่หรงอีกสองสามคำ ก่อนนำซาลาเปาเข้าไปในบ้าน และกลับออกมาหลังจากนั้นไม่นาน

   

    ชาวบ้านเริ่มจำลี่หรงได้ เมื่อเถ้าแก่ออกมา ผู้คนมากมายก็มารวมตัวกันที่หน้าแผงขายของลี่หรง เถ้าแก่นั่งอยู่บนแผงของเขา แล้วรำพึงในใจว่าธุรกิจของลี่หรงนั้นต้องเป็นไปได้ดีแน่ ใครก็ตามที่มีความสามารถ ย่อมทำอะไรก็ได้

   

    ลี่หรงรีบหยิบซาลาเปาและขนมให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว

   

    หลายคนทะยอยกันมา เมื่อถึงเวลาที่ลี่หรงได้พักบ้าง สินค้าก็เริ่มบางตาแล้ว

   

   เถ้าแก่ร้านขนมคุยกับลี่หรง “น้องสาว จักรยานคันนี้ดูทนมากเลยนะ”

   

   “สามีของฉันซื้อให้ค่ะ” ใบหน้าของลี่หรงเต็มไปด้วยความสุข

   

   เถ้าแก่ผู้ผ่านโลกมาเยอะแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สามีของเธอช่างดีเสียจริงๆ”

    

    มีลูกค้าอีกคนมาถามราคา เมื่อลี่หรงบอกไป คนผู้นั้นก็พึมพำว่าแพงก่อนจากไป

    

   การทำธุรกิจก็เป็นเช่นนี้ มักมีคนถามราคาเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าอื่น เป็นเรื่องปกติเมื่อต้องตัดสินใจซื้อของบางอย่าง

   

    เถ้าแก่ถามลี่หรงว่า “พรุ่งนี้เธอจะมาอีกไหม?”

   

    “มาค่ะ”

   

    “เธอยังจำลูกค้าคนแรกที่มาซื้อพะโล้ของเธอได้ไหม?”

   

    “หืม?”

   

    เถ้าแก่พูดว่า “เขาเป็นคนมาซื้อนมมอลต์และนมผงจากแผงขายของของฉัน ถ้าจำไม่ผิด เขาเป็นลูกค้ารายแรกตอนที่เธอเปิดร้าน”

   

   “อ๋อ จำได้แล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “เขามาซื้อไปเยอะเหมือนกัน”

    

    “เขาเป็นลูกค้าประจำของฉัน” เถ้าแก่พลันลดเสียงลงเกือบจะกระซิบ “ชายคนนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้จัดการ ในช่วงปีใหม่เขาตามหาเธอมาตลอด แต่ไม่เจอเธอเลย”

   

   “เอ๊ะ?” ลี่หรงถาม “ตามหาฉันเหรอ? มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

    

    “ใครจะรู้ได้ ฉันรู้เท่านั้นแหละ”

   

   “งั้นก็ไม่เป็นอะไรค่ะ ค่อยคุยกันหลังตอนเจอกันก็ได้” ลี่หรงไม่ได้ใส่ใจมาก

   

    วันรุ่งขึ้นเธอทำซาลาเปาและขนมมาขายตามปกติ ทำมากขึ้นเล็กน้อย

   

   หลังจากขายไปหลายวัน ลี่หรงเริ่มทนกับการต้องตื่นแต่เช้าทุกวันไม่ไหว การขี่จักรยานไปขายของที่ ‘ตลาดการค้าเสรี’ มันใช้พลังงานเยอะมาก

   

   เธอจึงวางแผนว่าจะขายวันนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนจะให้เวลาตัวเองหยุดพักผ่อนสักสองสามวัน

   

    ในวันนี้นี่เอง ทันทีที่เธอออกมาเตรียมตั้งแผงขายของ เถ้าแก่ร้านขนมก็บอกว่าผู้ชายที่อยากเจอลี่หรงบังเอิญมาซื้อของพอดี

   

   เมื่อชายคนนั้นเห็นลี่หรง เขาก็ดีใจ “ในที่สุดก็ได้เจอคุณแล้ว”

    

   เขาคนนั้นกระตือรือร้นมาก ลี่หรงจึงทักทายกลับขณะมือวุ่นอยู่กับงานไปด้วย 

   

   “สวัสดี… สวัสดีค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

   

    ร้านขนมของลี่หรงเปิดมาหลายวันแล้ว ด้วยความที่ให้เยอะแถมอร่อย เธอจึงมีลูกค้าประจำมากมาย ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ลูกค้าหลายคนก็มารอซื้อของเธอแต่เช้าแล้ว

   

    ทันทีที่ลี่หรงตั้งแผงขายของ ก็พลันมีลูกค้าหลายคนมาต่อแถวยาว

   

    เมื่อเห็นว่าเธอกำลังยุ่ง ชายคนนั้นก็โบกมือ แล้วพูดว่า “ไว้ผมค่อยคุยกับคุณทีหลัง คุณคงกำลังยุ่งอยู่เชียว”

   

    หลังจากพูดจบ ชายผู้นั้นก็หาที่ยืนใกล้ๆ สายตาจ้องมองมาที่ลี่หรงอยู่ตลอด ดูจากท่าทางแล้ว เขาต้องการรอให้ลี่หรงว่างก่อน ที่มาหาเธอต้องมีเรื่องจริงจังบางอย่างแน่นอน

   

   ลี่หรงมือเป็นระวิง เพราะมีลูกค้ามาซื้อของไม่ขาดสาย จึงไม่สามารถหยุดคุยกับเขาได้ เมื่อเห็นว่าเขายังยืนอยู่เช่นนี้ และไม่ได้เร่งเร้าอะไร เพียงแค่ยืนรอเงียบๆ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม อย่างน้อยเขาก็สุภาพมากตั้งแต่แรก เธอจึงรู้สึกประทับใจในตัวชายคนนี้มากขึ้น

    

    เธอจึงไม่สนใจชายคนนั้นอีกต่อไป แล้วตั้งใจต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นระเบียบ ใครต้องการซาลาเปาหรือขนมก็จะหยิบใส่ถุงให้ ส่วนคนที่ซื้อเยอะก็จะแถมให้อย่างไม่ตระหนี่

   

    ลูกค้าหลายคนซื้อซาลาเปาเป็นอาหารเช้า และกินทันทีที่ได้มา

   

    ด้วยเหตุนี้ซาลาเปาจึงขายหมดอย่างรวดเร็ว เมื่อซาลาเปาเริ่มน้อยลง จำนวนคนก็ค่อยๆบางตา หลังจากขายให้ลูกค้ารายสุดท้ายแล้ว ลี่หรงจึงสามารถพักผ่อนได้ในที่สุด เธอหยิบน้ำที่พกมาจากบ้านขึ้นมาจิบหลายครั้ง

   

   ชายคนที่รออยู่ข้างๆ พลันเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าอ่อนโยน “คุณ …”

   

    “อ้าว! คุณ… สวัสดีค่ะ” ลี่หรงเผยรอยยิ้ม “ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณต้องรอนานนะคะ”

   

    “เรื่องเล็กน้อยครับ” ชายคนนั้นขยับแว่นตา แล้วถามว่า “คุณครับ ผมมีเรื่องจะถามสักหน่อย”

   

    “คุณบอกมาได้เลยค่ะ”

   

   “คุณช่วยขายสูตรพะโล้ก่อนหน้านี้ ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

    

    ลี่หรงไม่คาดคิดว่าเขาจะมีความคิดนี้ สมัยที่เธอเป็นบล็อกเกอร์ในยุคสมัยใหม่ ลี่หรงเคยเปิดเผยสูตรพะโล้ให้ฟรี เพราะหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป สำหรับคนยุคปัจจุบัน

   

    แต่ตอนนี้สูตรอาหารกลับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก หากสามารถทำเงินได้ ลี่หรงย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป

   

   การซื้อขายสูตรไม่ค่อยเป็นที่นิยมในยุคสมัยนี้ หากแต่ต่อมาเมื่อมีนโยบายเปิดการค้าเสรี ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำธุรกิจได้ การซื้อขายสูตรจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

   

   เช่นเดียวกับเครือแฟรนไชส์ในรุ่นต่อๆไป หัวใจสำคัญของการตลาดเชิงพาณิชย์ก็คือสูตร

    

    ลี่หรงไม่อยากเก็บสูตรลับนี้ไว้เป็นความลับ ถ้ามีคนขอซื้อก็จะขายให้ได้ หากมันได้เงินก็ถือได้ว่ามีส่วนช่วยให้เธอได้ทุนประกอบอาชีพเพิ่มขึ้นอีกทาง

   

   แต่เธอกลับไม่ตอบตกลงในทันที เธอถามว่า “ทำไมถึงอยากได้สูตรนี้ล่ะคะ?”

    

    ชายคนนั้นจึงยื่น 'นามบัตร' ให้กับลี่หรง

   

   มันทำมาจากกระดาษกล่องบุหรี่ที่ตัดเป็นสี่เลี่ยมเล็กๆ แล้วเขียนด้วยปากกาลูกลื่น

    

    โรงงานเหล็กลู่ซาน

   

    ผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้าอู๋จื่อกัง

   

   หมายเลขโทรศัพท์สำนักงาน 

   

   ลี่หรงตกใจทันทีเมื่อได้อ่าน แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักโรงงานเหล็กลู่ซาน แต่เธอก็รู้ดีว่าในยุคนี้ โรงงานเหล็กถือเป็นแหล่งอาชีพที่มั่นคง เพราะเป็นหน่วยงานระดับชาติ แถมชายคนนี้ยังเป็นถึงผู้จัดการอีกด้วย

   

   อู๋จื่อกังกล้าหาญมาก ถึงได้กล้าเปิดเผยความลับของเขากับเธอ ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม “แม้ว่าท่านจะเป็นผู้จัดการ ฉันก็ไม่สามารถขายสูตรให้คุณได้ทันทีนะคะ”

   

    ลี่หรงไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานมาข่มขู่เธอ เพราะหากเขามาที่ ‘ตลาดการค้าเสรี’ ในฐานะผู้จัดการ แล้วเกิดมีคนไปรายงานทางการเข้า เขาเองจะได้รับโทษหนัก

   

   อู๋จื่อกังส่ายหน้า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อครับ ผมอยากซื้อสูตรจากคุณอย่างจริงใจ ผมรับผิดชอบด้านขนส่งสินค้า และใส่ใจปัญหาเรื่องอาหารของคนงานมาก หากอาหารไม่อร่อย คนงานจะไม่ค่อยกินข้าวกัน แรงงานในโรงงานเหล็กต่างก็ต้องทำงานหนัก หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คนงานก็จะไม่มีแรงทำงานหนัก ซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตครับ”



ตอนที่ 35: ขายสูตรพะโล้แล้ว


   

    ลี่หรงพยักหน้า คิดว่าผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้ามีความรับผิดชอบค่อนข้างมาก

   

   อู๋จื่อกังกล่าวต่อว่า “ผมก็เคยคิดจะซื้อพะโล้สำเร็จรูปจากคุณเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาว่าโรงงานเหล็กมีพนักงานหลายหมื่นคน จึงต้องใช้ของปริมาณมาก หากจ้างคุณทำพะโล้สำเร็จรูป เกรงว่าเรื่องจัดหาวัตถุดิบจะยากสำหรับคุณ แล้วก็…”

    

    เขาลดเสียงลงขณะพูดว่า “ผมรู้ว่าคุณมีวิธีซื้อเนื้อสัตว์ใน 'ตลาดเสรี' แต่ถ้าหน่วยงานระดับสูงตรวจสอบ แล้วรู้ว่าเราซื้อเนื้อหมูจากข้างนอก อาจจะเกิดปัญหาตามมา”

   

   ลี่หรงเข้าใจ เธอกล่าวว่า “สูตรอาหารราคาไม่ถูกนะคะ”

   

    อู๋จื่อกังกล่าวว่า “คุณบอกราคามาก่อนเถอะ หากไม่เหมาะสมค่อยหารือกันทีหลัง การซื้อขายต่อรองกันได้ครับ”

   

   ลี่หรงกล่าวว่า “ฉันจะกลับบ้านไปหารือเรื่องนี้กับครอบครัวสักพัก มานัดสถานที่พูดคุยกันเถอะค่ะ”

   

   “ได้ครับ” อู๋จื่อกังกล่าว “ผมจะมาหาคุณใหม่พรุ่งนี้”

   

    ในตอนเย็น ลี่หรงคุยกับจ้าวชิงซงว่ามีคนต้องการซื้อสูตรพะโล้จากเธอ แล้วถามเขาว่าควรขายราคาเท่าไหร่

    

   ลี่หรงถามว่าราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ก็หมายความว่าเธอได้ตัดสินใจขายไปแล้ว จ้าวชิงซงไม่ได้ขัดการตัดสินใจของเธอ เขาคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเสนอราคาโดยประมาณ

   

   จ้าวชิงซงถามว่า “คนคนนั้นเป็นผู้จัดการโรงงานเหล็กจริงเหรอ?”

   

    “ใครจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงไหม แต่นั่นคือสิ่งที่เขาบอกค่ะ” ลี่หรงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันขายตามราคาที่คุณบอกเลยใช่ไหมคะ?”

   

   จ้าวชิงซงตอบว่า “อืม” ก่อนเสริมว่า “มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะตัดสินใจ คุณจะลดลงหน่อยก็ได้ หากต้องการผูกมิตรกับคนแบบนี้ อาจจะมีประโยชน์ในอนาคต”

   

   จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าคำพูดธรรมดา ธรรมดา ของเขา จะกลายเป็นคำทำนายในภายหลัง

   

   ลี่หรงพยักหน้า “ได้ค่ะ ฉันจะคุยเรื่องราคากับเขาในวันพรุ่งนี้”

    

   “เดี๋ยวก่อน ผู้ชายคนนั้นอายุเท่าไหร่?”

    

   “น่าจะราวสามสิบ ไม่ได้ถามเขาเลยค่ะ มีอะไรงั้นเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงกอดลี่หรง “ภรรยาของผมแสนดีขนาดนี้ เลยกลัวว่าคุณจะถูกแย่งไป”

   

    ลี่หรงยิ้มกว้างจนปากแทบถึงใบหู เธอยื่นมือออกไปหยิกแก้มของจ้าวชิงซง “คุณคิดว่าภรรยาของคุณเป็นสมบัติเหรอคะ ตอนนี้ผู้จัดการคนนั้นน่าจะเป็นพ่อคนแล้วล่ะค่ะ”

   

   เธอยังจำครั้งแรกที่เธอพบกับอู๋จื่อกังได้ เขาบังเอิญมาซื้อนมผง ดูเหมือนว่าเขาก็น่าจะมีอายุพอที่จะเป็นพ่อคนได้แล้ว

   

    “ภรรยาเป็นสมบัติของผมครับ”

   

    ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบ ก็มีร่างสูงมาทับอยู่บนตัวของเธอแล้ว จ้าวชิงซงพลิกตัวก้มหน้าลงก่อนกระซิบข้างใบหูลี่หรง “ผมก็อยากเป็นพ่อเหมือนกัน”

   

   “อืม”

     

    ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีดอกกุหลาบ ทั้งห้องราวอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ เพลงบรรเลงไปครึ่งคืน ก่อนจะค่อยๆสงบลง

   

   ลี่หรงที่วางแผนว่าจะพักผ่อนในวันรุ่งขึ้น ค่อยลุกขึ้นมาทำซาลาเปาและขนมโก๋ ยังไงเสียเธอก็ต้องไปที่ 'ตลาดการค้าเสรี' อยู่แล้ว จึงจะพกไปขายหาเงินระหว่างทางด้วย 

   

    ตอนที่ลี่หรงขายของ เธอกลัวว่าลูกค้าประจำจะผิดหวังเพราะมารอเก้อ จึงบอกพวกเขาว่าเธอจะหยุดขายสักสองสามวัน แน่นอนว่าลูกค้าประจำย่อมผิดหวัง

   

   อู๋จื่อกังมาถึงช้าจนถึงเวลาลี่หรงเริ่มเก็บแผง เธอเผลอคิดว่าอู๋จื่อกังคงเปลี่ยนใจเสียแล้ว

   

   อู๋จื่อกังเหงื่อออกท่วมตัว เสื้อบนหลังเปียกชื้นจนแนบไปบนผิว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ขอโทษจริงๆครับ พอดีผมมีประชุมกะทันหันก็เลยมาสาย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

   

    วันนี้เขาใช้สเปรย์ฉีดผมแต่งทรงผมด้านหลัง และสวมแว่นตาขอบทอง ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูเหมือนผู้จัดการมากขึ้น

   

   ลี่หรงจงใจพูดติดตลกว่า “ฉันคิดว่าผู้จัดการอู๋จะเปลี่ยนใจซะแล้วค่ะ”

   

    “ไม่ครับ ไม่ครับ…” อู๋จื่อกังโบกมืออย่างรวดเร็ว “ผมติดประชุมเลยมาสายจริงๆ”

   

   พรืด!

   

   ลี่หรงหัวเราะ “ฉันเข้าใจค่ะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก”

   

   อู๋จื่อกังกล่าวว่า “ไปคุยกันที่ร้านอาหารของรัฐกันเถอะครับ ผมจะเลี้ยงอาหารเป็นการชดเชยที่ผมมาสาย”

   

    ลี่หรงยังไม่เคยไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ นี่ก็เกือบจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เธอจึงตอบว่า “ได้ค่ะ”

   

   หากเป็นคนอื่นก็จะปฏิเสธก่อนตามมารยาท แต่ลี่หรงนั้นร่าเริงและจริงใจมาก จนอู๋จื่อกังอดหัวเราะไม่ได้ ตนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องจัดการกับคนมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เลยเขาได้พบกับคนอย่างลี่หรง

   

    เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐ 

   

   เมื่อพนักงานเสิร์ฟข้างในเห็นอู๋จื่อกัง จึงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม พร้อมเรียกเขาว่าผู้จัดการอู๋

   

   ดูเหมือนว่าอู๋จื่อกังจะเป็นลูกค้าประจำ

   

    น่าเสียดายที่อู๋จื่อกังไม่รู้ว่าลี่หรงกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงอธิบายเหตุผลให้เธอฟังแล้ว

    

    กลุ่มผู้บริหารโรงงานเหล็ก หรือเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจสอบ ล้วนมากินอาหารเย็นที่ร้านอาหารของรัฐกันทั้งนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ก็ย่อมกลายเป็นลูกค้าขาประจำไปเอง

   

    อาหารในร้านอาหารของรัฐก็มีปริมาณจำกัดเช่นกัน เพราะต้องมีการประทับตราอาหารมาด้วย

   

   อู๋จื่อกังหยิบตราประทับอาหารออกมาจ่ายเงิน จากนั้นเขากับลี่หรงก็หาที่นั่ง สักพักอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

   

   อาหารตรงหน้าล้วนละลานตา จนลี่หรงไม่รู้ว่ามันเป็นปริมาณปกติหรือเพราะอู๋จื่อกังเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

   

   อู๋จื่อกังมีท่าทางเหมือนสุภาพบุรุษ เขาบอกให้ลี่หรงทานอาหารก่อน แล้วค่อยพูดคุยขณะรับประทานอาหาร

    

   ลี่หรงหยิบตะเกียบขึ้นมา อย่างที่คาดไว้คนจีนชอบคุยเรื่องธุรกิจที่โต๊ะอาหารเย็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ

    

    อาหารในร้านอาหารของรัฐรสชาติไม่ได้อร่อยมากสำหรับลี่หรง อย่างน้อยก็อร่อยน้อยกว่าที่เธอทำมาก แต่รับประกันคุณภาพได้ว่าเนื้อและผักล้วนคุ้มค่า ไม่เหมือนร้านอาหารสมัยหลังที่ให้เนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น แม้เสิร์ฟเนื้อพร้อมผัก แต่กลับคิดราคาเท่าอาหารจานเนื้อ

   

    ได้ยินมาว่าพนักงานในร้านอาหารของรัฐทุกคน ต้องผ่านการทดสอบก่อน ไม่ใช่ใครก็สามารถทำงานในนี้ได้ หากได้ทำงานที่นี่ จากมุมมองของคนรุ่นหลัง จะถือว่าการทำงานที่มั่นคงเพื่อประเทศชาติ

   

   ขณะเดียวกัน รายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวชนชั้นแรงงานก็ค่อนข้างดี สามารถคุยโอ้อวดได้

    

    รับประทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง ในที่สุดอู๋จื่อกังก็เริ่มเจรจาธุรกิจ

   

    ลี่หรงก็ไม่คิดจะอ้อมค้อม เธอจึงบอกราคาที่เธอตั้งไว้ในใจ

   

   อู๋จื่อกังยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา แต่ไม่ได้ยื่นข้อเสนอตอบโต้ทันที เขาคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วต่อรองขอลดจากที่ลี่หรงเสนอไปสามสิบเปอร์เซ็นต์

    

   ราคาที่เขาต่อรองอยู่ในความคาดหมายของลี่หรง ดังนั้นลี่หรงจึงไม่ได้โต้แย้งราคาที่เขาเสนอ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไป

   

   ราคาสุดท้ายหลังการต่อรองลดลงเพียงสิบห้าเปอร์เซ็นต์

   

    ราคานี้ใกล้เคียงกับราคาที่ลี่หรงคิดไว้แล้ว เธอรู้ดีว่าราคาเสนอเริ่มต้นของเธอ ไม่สามารถเป็นราคาสุดท้ายได้ เธอจึงเริ่มตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่คิดไว้ในใจ

   

   ลี่หรงพอใจกับผลลัพธ์มาก และยังได้พูดคุยกับอู๋จื่อกังหลายเรื่อง

   

   ในขณะที่พูดคุยกัน อู๋จื่อกังกล่าวว่า “คงจะดีไม่น้อย หากคุณสามารถจัดหาซาลาเปาให้ได้ เสียดายที่พวกผมมีพ่อครัวที่รับผิดชอบในการทำอาหารโดยเฉพาะอยู่แล้ว ถ้าผมซื้อซาลาเปาจากคุณ มันจะถือเป็นการจ้างบุคคลภายนอก หากมีใครรู้ เข้า เราสองคนคงจะเดือดร้อนได้”

   

    ลี่หรงไม่ได้บอกเขาว่าในอนาคต โรงงานและโรงเรียนเกือบทั้งหมดจะจ้างคนภายนอกมาทำอาหารเช่นเดียวกัน

   

    แต่แล้วลี่หรงก็เกิดความคิดว่า ถ้าเธอสามารถชักชวนอู๋จื่อกังให้รับอาหารเช้าได้ หรือแม้ว่าจะเป็นอาหารมื้ออื่นก็ตาม เธอก็จะได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้บ้าง เช่น การสั่งซาลาเปาจำนวนหนึ่ง

   

   พนักงานนับหมื่นคนในโรงงานเหล็ก ต้องกินอาหารจำนวนมาก แม้ว่าเขาจะสั่งซาลาเปาจากลี่หรงเพียงพันลูก แต่เธอก็ยังสามารถทำเงินได้มากมาย

    

    ลี่หรงบอกความคิดของเธอให้ชายคนนั้นฟังอย่างติดตลก

   

   อู๋จื่อกังหัวเราะ แล้วบอกว่าลี่หรงค่อนข้างหัวใส

   

    แต่วินาทีต่อมา เขาก็วางตะเกียบลง ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “การจ้างบุคคลภายนอก ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ เมื่อนโยบายผ่อนปรนมากขึ้น เราค่อยมาร่วมมือกันนะครับ”

   

   ชายคนนี้ดูเหมือนจะจริงใจและภักดี แต่ความจริงแล้วเขามีความลับมากมาย นี่คือสิ่งที่ลี่หรงสรุปได้หลังอาหารมื้อนี้



ตอนที่ 36: สามีภรรยาเปิดเผยความในใจ คำสัญญาหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง


   

   แต่สำหรับคนที่สามารถขึ้นครองตำแหน่งผู้จัดการขณะอายุเท่านี้ได้ ใครบ้างจะไม่ฉลาดหลักแหลม

   

   ลี่หรงเข้าใจหลักการทางสังคมดี เธอจึงไม่อยากกังวลเรื่องนี้มากนัก ตราบใดที่ไม่ถูกแทงข้างหลัง การเป็นมิตรกันไว้ย่อมไม่เสียหาย

   

   ทั้งสองคุยกันอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ได้สังเกตว่าเหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของใครบางคน

   

   หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็เดินออกจากร้านอาหาร จักรยานของลี่หรงจอดอยู่ที่ประตู เธอนั่งบนจักรยาน ก่อนบอกลาอู๋จื่อกัง “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”

   

   “หากคุณต้องการอะไรอีก ก็ไปตามหาผมที่โรงงานเหล็กลู่ซานได้เลยนะครับ”

   

   ลี่หรงยิ้มให้ หลังตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว เธอไม่ได้คาดหวังสูงว่าจะได้พบหรือมีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาในอนาคตอีก

   

   ในตอนกลางคืน ลี่หรงหยิบเงินที่ได้มาวันนี้ออกมานับรวมกับเงินที่ได้มาก่อนหน้า จ้าวชิงซงออกมาหลังจากอาบน้ำเสร็จ เมื่อเห็นเธอกำลังนับเงิน เขาจึงนำเงินที่ได้รับมาเมื่อเร็วๆนี้มาให้ภรรยาด้วย

   

   ลี่หรงยิ้มอย่างมีความสุข เธอนับเงิน แล้วเก็บใส่กล่องไม้อย่างเรียบร้อย ล็อกด้วยกุญแจ ก่อนซ่อนมันไว้ในตู้เสื้อผ้าโทรมๆ

   

   จ้าวชิงซงกอดเธอจากด้านหลัง แล้วพูดว่า “ที่รัก ขอบคุณที่ทำงานหนักนะครับ”

   

   “ไม่หนักมากหรอกค่ะ ฉันแค่เหนื่อยนิดหน่อยเพราะการตื่นเช้า” ลี่หรงหันไปมองเขา ขณะยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาว

   

   จ้าวชิงซงเชยคางของเธอแล้วจูบ ก่อนพูดอย่างลำบากใจว่า “ทำไมจะไม่หนักล่ะ ผมเองยังคิดว่ามันยากเกินไปที่จะตื่นแต่เช้าขนาดนั้น คุณอยู่บ้านก็ดีนะ ไม่ใช่ว่าสามีจะเลี้ยงคุณไม่ได้”

   

   ลี่หรงส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะไม่ทำอะไรเลย แล้วเป็นแค่แม่บ้านที่รอให้คุณหาเงินมาเลี้ยง นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการค่ะ ชิงซง”

   

   ลี่หรงเรียกชื่อเขา เธอไม่ค่อยได้เรียกจ้าวชิงซงแบบนี้ ดังนั้น เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินเธอเรียกชื่อของเขา เขาก็รู้สึกกังวลขึ้นมา “หืม?”

    

   “ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้นค่ะ ไม่อยากละทิ้งสิ่งที่อยากทำ การทำธุรกิจนั้นหาเงินได้เยอะ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องหาเงินได้เยอะด้วย ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการการสนับสนุนจากคุณ เราสามารถสนับสนุนกันและกันในฐานะครอบครัวได้ค่ะ”

   

   ลี่หรงผลักชายที่กำลังถูไถใบหน้าเธอ ราวกับเป็นสุนัขตัวใหญ่ออกไป “คุณฟังฉันให้ดีนะคะ”

   

   “ฟังอยู่ครับ ที่รัก…” จ้าวชิงซงถูกผลักออกไป รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย

    

   ลี่หรงมองเข้าไปในดวงตาของเขา “ฉันรู้ว่าคุณมีความสามารถ เมื่อคุณก้าวหน้ามากขึ้น และทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ในอนาคต ฉันเองก็ไม่อยากเป็นคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จเลย อยากเป็นคนที่ยืนเคียงข้าง ไม่ใช่แค่เงาข้างหลังคุณเท่านั้นค่ะ”

   

   หลังจากได้ยินคำพูดของเธอ หัวใจของจ้าวชิงซงพลันรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าสายลมในฤดูใบไม้ผลิ เขาลูบไล้ท้ายทอยของลี่หรง ก่อนพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา “ คนอย่างคุณหาได้ยากจริงๆ”

   

   ลี่หรงเม้มปาก “จะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งคุณตกหลุมรักคนอื่น และหย่ากับฉัน ถึงตอนนั้นฉันก็ต้องเลี้ยงดูตัวเองให้ได้”

   

   จ้าวชิงซงขมวดคิ้วมุ่น ภรรยาของเขาหาเงิน เพื่อเตรียมจะหย่าร้างในอนาคตเหรอ?

    

   นี่มันไม่ดีเลยไม่ใช่เหรอ?

   

   จ้าวชิงซงกอดลี่หรงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ถ้าอย่างนั้นคุณควรหยุดหาเงินได้แล้ว ถ้าหาเงินได้เยอะแล้ว คุณคงคิดจะหย่ากับผม”

    

   ลี่หรงเงยหน้าขึ้น “ฉันพูดไปตั้งมากมาย แต่คุณได้ยินแค่เรื่องการหาเงินเพื่อหย่าร้างเหรอคะ ฉันหมายถึงว่าถ้าวันหนึ่งคุณเปลี่ยนใจ…”

   

   “ไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน!” จ้าวชิงซงขัดจังหวะเธอ แล้วลงโทษด้วยการกัดริมฝีปากของเธอ โทษฐานพูดเรื่องไร้สาระ

   

   “คุณสัญญาได้ไหมคะ?”

   

   “ผมสัญญาว่าผม จ้าวชิงซง จะมีแค่ลี่หรงเป็นภรรยาเท่านั้นในชีวิตนี้!”

   

   ลี่หรงไม่เคยเชื่อเรื่องความรักมาก่อน ไม่เช่นนั้น เธอคงไม่ครองตัวเป็นโสดมานาน เธอเห็นคนอื่นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป แต่สุดท้ายหลายคู่ก็ตัดสินใจแยกทางกันอยู่ดี

   

   ที่แย่กว่านั้นคือหลังจากการเลิกรา ทั้งสองฝ่ายต่างเกลียดชัง ซ้ำยังทะเลาะวิวาทกัน และยังไปขึ้นศาลกับทนายเพื่อฟ้องหย่าอีกด้วย

   

   เธอมักจะรู้สึกเศร้าเสมอเมื่อมองดูคนเหล่านั้น และสงสัยว่าผู้หญิงเหล่านั้นโง่เขลา ถึงขั้นเชื่อคำโกหกของผู้ชายเหล่านั้นได้อย่างไรกัน

   

   แต่ตอนนี้ เมื่อเธอได้ยินคำสัญญาของจ้าวชิงซง หัวใจของเธอก็พลันหวานปานน้ำผึ้ง ดูเหมือนเธอจะเข้าใจผู้หญิงเหล่านั้นเสียแล้ว

   

   ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างน้อยตอนนี้ทั้งคู่ก็ได้รักกัน

   

   ลี่หรงใช้เวลาอยู่ที่บ้านสองสามวัน ปลูกผักและเลี้ยงไก่อย่างสบายใจ 

   

   เมื่อเธอไม่มีอะไรทำ ตนก็จะยุ่งกับการทำอาหารทุกประเภท ผู้อาวุโสตระกูลจ้าวคุ้นเคยกับอาหารที่สะใภ้เคยทำให้บ้างแล้ว

    

   สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือเด็กหญิงเหอฮวา กลายเป็นลูกมือคอยตามลี่หรง

   

   ลี่หรงแบ่งปันขนมให้ต้าหนิวและคนอื่นๆ เหอฮวาก็มารับขนมด้วย แต่แม่ของเธอบอกว่า ไม่สามารถขอของของคนอื่นเปล่าๆได้ เธอจึงรับแค่ลูกอมกับขนมปังกรอบ 

   

   แทนที่จะรีบไปเล่นกับเพื่อน เธอกลับติดตามลี่หรง และช่วยเหลือเธอในเรื่องต่างๆ

   

   ทั้งช่วยลี่หรงเลือกผัก กำจัดวัชพืชบนใบผัก จับแมลง และให้อาหารไก่

   

   ลี่หรงยกย่องว่าเธอมีไหวพริบและมีความสามารถ ทำให้เหอฮวาวัยเจ็ดขวบ พลอยทำงานอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น

   

   เมื่อลี่หรงทำอาหาร เธอจะช่วยใส่ฟืนให้ 

   

   เหอฮวามักอิ่มอาหารเย็นแล้วกว่าจ้าวชิงหลิ่วจะกลับมา

   

   ต่อมาเมื่อจ้าวชิงหลิ่วรู้เข้า จึงคว้าตัวเหอฮวาไปพูดอะไรบางอย่างด้วย นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหอฮวาโตมาจนถึงตอนนี้ ที่ลูกสาวรู้สึกว่าแม่ทำรุนแรงกับเธอมาก เด็กน้อยกลัวมากจนแทบจะร้องไห้ และไม่กล้าไปที่บ้านของลี่หรงในวันรุ่งขึ้น

    

   เมื่อลี่หรงรู้เรื่องนี้ เธอก็ดำเนินการตามแผน ด้วยการนำนมมอลต์กระป๋องใหม่ไปให้จ้าวชิงหลิ่ว

   

   จ้าวชิงหลิ่วตกใจเมื่อเห็นของมีค่าเช่นนี้ จึงรีบปฏิเสธ

   

   ลี่หรงกล่าวว่า “นี่สำหรับหลานทั้งสองของฉัน แล้วก็พี่สาว ฉันมีเรื่องบางอย่างที่อยากให้พี่ช่วยด้วย”

   

   จ้าวชิงหลิ่วกับสามียืมเงินหลายร้อยจากลี่หรง เพื่อนำมาสร้างบ้าน เมื่อได้ยินว่าลี่หรงจะขอความช่วยเหลือ ก็รีบพูดทันทีว่า “ถ้ามีเรื่องอะไรก็แค่บอกมาได้เลย หากช่วยได้ ฉันจะช่วยแน่นอน”

   

   “มันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงตื่นเช้าทุกวัน?”

   

   จ้าวชิงหลิ่วพลันส่ายหน้า “ฉันไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าเธอทำซาลาเปาทุกวัน”

    

   ลี่หรงกล่าวว่า “ฉันทำไปขายน่ะ”

   

   ไม่ว่าจ้าวชิงหลิ่วจะเป็นคนซื่อแค่ไหน เธอก็ยังรู้ว่าตอนนี้ไม่สามารถซื้อขายของแบบส่วนตัวได้ เจ้าตัวพลันลุกขึ้นจากเตียงเตาด้วยความตกใจ “อะไรนะ! นี่เธอ…”

   

   “ชู่!” 

   

   ลี่หรงยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก “อย่าตะโกนดังขนาดนั้นสิ”

   

   จ้าวชิงหลิ่วปิดปากตัวเองอย่างประหม่า

   

   ลี่หรงหัวเราะเบาๆ “ฮ่าฮ่า พี่สาว อย่ากังวลไปเลย พ่อแม่ พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ต่างก็รู้ว่าฉันทำอะไร”

   

   “ทุกคนรู้เหรอ?” จ้าวชิงหลิ่วหลุดปากถาม แล้วลดเสียงลง “ทำไมถึงไม่ค่อยน่าเชื่อเลย?”

   

   “ถึงเวลาพี่ก็จะเชื่อเอง” ลี่หรงกล่าว “ฉันมาหาพี่เพราะจะขอให้พี่ช่วยฉันทำบางอย่าง ฉันต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน เพื่อเอาของออกไปขาย แล้วของก็เพิ่มขึ้นมาก มาตอนนี้ ฉันไม่สามารถทำทั้งหมดด้วยตัวเองได้แล้ว”

   

   เมื่อเห็นจ้าวชิงหลิ่วเม้มปากแน่นด้วยสีหน้าลังเล ลี่หรงก็กล่าวต่อว่า “พี่ไม่ต้องกังวล มันไม่ผิดกฎหมาย และถึงตอนนั้นพี่สะใภ้ก็จะมาช่วยด้วย”

   

   จ้าวชิงหลิ่วกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า”

   

   “ง่ายมาก ฉันจะสอนพี่เองเมื่อถึงเวลา”

   

   “ได้” จ้าวชิงหลิ่วตอบตกลง “ตอนนี้ไม่ต้องไปทำงานแล้ว ฉันพอมีเวลาช่วยเธอได้ในตอนเช้า”

   

   เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิ บ้านใหม่ของหลี่ต้าไห่เพิ่งได้รับการอนุมัติให้สร้าง จ้าวชิงซงช่วยเขาติดต่อกับร้านเผาอิฐ และตัวเขาเองก็หาคนสร้างบ้านได้แล้ว การก่อสร้างจึงใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว

   

   พวกเขาจึงไม่ได้ไปร่วมกลุ่มทำงาน แม้จะไม่ได้ทำแต่ก็สามารถกลับไปดูและช่วยงานสร้างบ้านได้ ซึ่งจะช่วยให้บ้านสร้างเสร็จเร็วขึ้น พอจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง



บทที่ 37: คนบ้านตระกูลจ้าวผิดปกติ


   

   เมื่อจ้าวชิงหลิ่วตอบรับ ลี่หรงจึงไปหาเหอซิ่งเป็นคนถัดไป

   

   ก่อนหน้านี้เหอซิ่งเองก็เคยช่วยงานลี่หรง จึงตอบตกลงโดยไม่รออีกฝ่ายพูดให้มากความ

   

   งานที่ลี่หรงทำครั้งนี้ ไม่ต้องถึงมือจ้าวชิงหยาง เพราะเขาเองยังมีเรื่องกลุ้มใจอยู่

   

   “ทำไมไม่ต้องการฉันแล้วล่ะ”

   

   เหอซิ่งมองบนใส่เขา “แค่ห่อซาลาเปาไม่กี่ลูกเอง ไม่ต้องพึ่งคุณหรอกน่า อีกอย่างคุณนอนอย่างกับหมู ใครจะกล้าปลุกได้เล่า”

   

   จ้าวชิงหยางลูบจมูก โดยไม่ได้พูดต่อ

   

   เหอซิ่งปรายตามองประตู ก่อนลดเสียงพูด “ฉันเพิ่งเห็นน้องสะใภ้ออกมาจากบ้านของพี่ชิงหลิ่ว เฮ้อ… คุณว่าเธอจะไปหาพี่สาวเหมือนกันหรือเปล่า?”

   

   “คงจะใช่ พี่สาวเป็นคนขยัน” จ้าวชิงหยางพูด “บ้านพี่สาวเป็นอย่างไรใช่ว่าจะไม่รู้ น้องสะใภ้เพียงแค่อยากช่วยเหลือเหมือนกับที่ช่วยพวกเราในตอนแรก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ตอนนี้บ้านเราจะได้กินเนื้อ แถมชงนมมอลต์บ่อยๆได้เหรอ?”

   

   “เพราะเหตุผลนี้เหรอ?” เหอซิ่งนอนลงบนเตียงเตา “สมกับที่น้องสะใภ้มาจากตระกูลใหญ่ เป็นคนที่งามทั้งยังจิตใจดี”

   

   ลี่หรงคนงามจิตใจดีคนนี้กำลังพูดคุยกับจ้าวชิงซงแบบสามีภรรยา บนเตียงเตาในห้องนอน

   

   จ้าวชิงซงบอกว่าจะช่วยบ้านจ้าวชิงหลิ่วทำฐานบ้าน

   

   การที่เขาช่วยเหลือพี่สาว ลี่หรงในฐานะภรรยาที่รู้เหตุรู้ผล ย่อมเห็นด้วยแน่นอน พลางพยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจดี ทว่าเธอมีเงื่อนไข “ช่วยงานน่ะได้ แต่คุณต้องดูแลร่างกายของตัวเองด้วยนะ ถ้าไม่ไหวก็ต้องพัก ไม่ต้องอวดเก่งล่ะ”

   

   “อืม รู้แล้วครับ”

   

   ลี่หรงยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่หน่อยๆ “ถ้าเกิดงานหนักเกินไป คุณก็ควรวางมือ อย่าดันทุรังไปต่อ ขาดคุณไปก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

   

   เท้าขวาของจ้าวชิงซงใช้แรงไม่ได้ ลี่หรงกลัวอีกฝ่ายจะทำงานหนัก จนอาการบาดเจ็บที่เท้ากำเริบขึ้นมา

   

   “รับทราบครับผม!”

   

   ลี่หรงปลูกผักต้นฤดูใบไม้ผลิเสร็จ ก่อนจะเริ่มยุ่งกับธุรกิจอาหารว่างอย่างซาลาเปา

   

   แป้งสาลีในบ้านหมดแล้ว อีกอย่างตั๋วแลกอาหารของแป้งสาลีก็หมดมานานแล้วเช่นกัน ตอนนี้เธอต้องการแป้งสาลีจำนวนมาก จึงให้จ้าวชิงซงไปหามาห้าสิบจิน

   

   จ้าวชิงซงพอจะรู้แหล่งขาย

   

   วันรุ่งขึ้นขณะกลับมาจากทำงานกับซ่งเสี่ยวซาน ก็นำแป้งสาลีกลับมาให้ลี่หรงด้วย

   

   แถมยังเอามาเยอะเป็นพิเศษ มากถึงหนึ่งร้อยจิน

   

   ลี่หรงเห็นพ้อง ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ใช้หมดอยู่ดี

   

   ตกเย็น แม่จ้าวกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ไม่สิ ควรจะพูดว่า คนที่ไปทำงานบ้านตระกูลจ้าวสีหน้าไม่สู้ดีกันหมด

   

   คล้ายจะโกรธแค้นอะไรมา

   

   คาดว่าคงเกิดบางอย่างขึ้นในศาลาประชาคมอีกแล้วสินะ

   

   ลี่หรงไม่ได้ทำงาน จึงถามมากไม่ได้

   

   พรุ่งนี้ก็จะออกร้านแล้ว ลี่หรงต้องไปคุยกับพี่สาวและพี่สะใภ้สักหน่อย บอกพวกเธอว่าพรุ่งนี้ต้องกันตื่นแต่เช้า

   

   ลี่หรงไปบ้านของจ้าวชิงหลิ่วก่อน เพราะอยู่ใกล้กัน 

   

   ตนบอกธุระเสร็จกำลังจะออกไป แต่ถูกเรียกเอาไว้ จึงหันหน้ามองจ้าวชิงหลิ่วอย่างงุนงง “พี่ชิงหลิ่วมีอะไรเหรอ?”

   

   “...ไม่มีอะไรหรอก” จ้าวชิงหลิ่วโบกมือ

   

   เมื่อไปหาเหอซิ่งก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ลี่หรงมึนงงเล็กน้อย ก่อนเดินออกมาด้วยความสับสน 

   

   เดินผ่านลานบ้านก็พบเข้ากับสองสามีภรรยาเฒ่าที่นั่งรับลมอยู่

   

   แม่จ้าวเรียกเธอ ลี่หรงก็ตอบรับพลางเดินเข้าไป

   

   ทันทีที่แม่จ้าวเปิดปาก ก็พลันถูกพ่อจ้าวตวาด “ยายเฒ่า! อย่าพูดจาไร้สาระ”

   

   แม่จ้าวเม้มปาก แล้วถาม “เธอขอให้อาหลิ่วกับเสี่ยวซิ่งช่วยงานหรือยัง พรุ่งนี้ฉันก็จะช่วยด้วย”

   

   ลี่หรงกล้ายืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่แม่จ้าวอยากถามในตอนแรก แต่เมื่อพ่อจ้าวเตือนจึงเปลี่ยนคำพูด ชัดเจนว่าทั้งสองต้องการปิดบัง ถึงเธอจะถามไปก็ไม่มีประโยชน์

   

   เธอส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรค่ะแม่ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า อีกอย่างงานก็ไม่หนักหนาอะไร ฉัน พี่สาวและพี่สะใภ้สามคนก็พอทำกันได้ค่ะ”

   

   แม่จ้าวพลันมีสีหน้าลังเล ทั้งยังกระสับกระส่าย

   

   คืนนี้บ้านตระกูลจ้าวผิดจากปกติมาก ลี่หรงยังคิดว่าคงมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่ศาลาประชาคม ดูเหมือนตอนนี้คงจะเกี่ยวกับเธอ แถมยังเป็นเรื่องที่พูดลำบากหรือบอกไม่ได้ด้วย

   

   เมื่ออาบน้ำเสร็จ ลี่หรงก็สวมชุดนอนโปร่งสบายก่อนเอนหลังลงบนเตียง พอคิดดูดีๆ ช่วงนี้ตนก็ไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอกเลย แล้วจะมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอได้ล่ะ

   

   ขณะนอนคิด จ้าวชิงซงที่ไปอาบน้ำก็กลับมาพอดี

   

   จ้าวชิงซงมีสีหน้าปกติ

   

   ลี่หรงเหยียดเท้าเตะบั้นท้ายของจ้าวชิงซง

   

   จ้าวชิงซงเอื้อมมือคลำด้านหลังโดยไม่แม้แต่จะมอง แล้วจับเท้าเล็กที่อยู่ไม่สุขเอาไว้ “ทำอะไรน่ะ?”

   

   “คุณรู้สึกหรือเปล่าว่า คืนนี้พ่อกับแม่พวกเขาดูผิดปกติเกินไปหน่อย”

   

   จ้าวชิงซงตาเป็นประกาย “ผิดปกติตรงไหนเหรอ คุณมองผิดแล้วล่ะ”

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว “ไม่ใช่สิ”

   

   เธอบอกความรู้สึกขณะที่คุยกับพวกเหอซิ่งให้ฟัง “ฉันรู้สึกอยู่ตลอดว่าพวกเธออยากพูดอะไรบางอย่างกับฉัน แต่พูดไม่ได้”

   

   “ในหมู่บ้านคงจะพูดกันอีกแล้วว่าเธอไม่มีงานทำ ไม่อย่างนั้นจะพูดเรื่องอะไรได้อีก?”

   

   ลี่หรงครุ่นคิด ดูเหมือนมีแต่แบบนี้เท่านั้นถึงจะสมเหตุสมผล เธอกำหมัดแน่น “พวกขี้นินทานี่ ทำไมถึงเอาแต่จับตามองฉันอยู่ได้ ฉันออกจะเก่งเวลาหาเงินนะ!”

   

   จ้าวชิงซงกอดเธออยู่บนเตียง “นั่นสิ ภรรยาของผมเก่งจะตาย พวกเขามีตาแต่หามีแววไม่!”

   

   ลี่หรงชมตัวเองยังพอว่า แต่พอมีคนอื่นชมด้วยจะรู้สึกเขินอยู่หน่อยๆ เธอผลักจ้าวชิงซง “คนบ้า …”

   

   “ที่รัก ทำไมลูกน้อยของพวกเรายังไม่มาอีกเหรอ?”

   

   ลี่หรงหน้าแดงกว่าเดิม “นี่เพิ่งจะผ่านมาไม่เท่าไรเอง ถึงจะมีก็ไม่ได้รู้เร็วขนาดนั้นสักหน่อย คุณอย่ารีบร้อนเลย”

   

   ประจำเดือนของหญิงสาวมาปกติ แถมร่างกายของจ้าวชิงซงก็ไม่ได้ป่วยอะไร หลังฉลองตรุษจีนครั้งนั้น ทั้งสองก็ทำเรื่องระหว่างสามีภรรยากันไม่น้อย

   

   แถมทั้งคู่ยังไม่ได้คุมกำเนิด สำหรับลี่หรงแล้ว การตั้งท้องก็เป็นแค่เรื่องของเวลา

   

   จ้าวชิงซงพลิกร่างคร่อมลี่หรงไว้ แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “แสดงว่าที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ผล งั้นพวกเราสองคนยิ่งต้องขยันขึ้นไปอีกนะครับ!”

   

   “อื้อ …”

   

   ทั้งสองกลับเข้าสู่ท่วงทำนองรักอีกครั้ง

   

   ลี่หรงตื่นแต่เช้าตรู่ 

   

   เมื่อเธอขยับตัว จ้าวชิงซงก็ตื่นขึ้น เขาขยี้ตาถามด้วยท่าทีง่วงซึม “ตื่นไปทำงานแล้วเหรอครับ ผมก็จะตื่นด้วย”

   

   ลี่หรงเอ็นดูชายหนุ่ม ก่อนผลักเขากลับไป “ฉันเรียกพวกพี่สาวมาแล้ว คุณนอนต่ออีกหน่อยเถอะค่ะ” 

   

   ตามปกติ ไม่ว่าลี่หรงจะพูดอย่างไร จ้าวชิงซงก็ไม่ให้เธอทำงานหนักคนเดียว แต่วันนี้กลับไม่ลุก แล้วกอดลี่หรงพร้อมตอบด้วยเสียงสะลึมสะลือ “งั้นผมนอนต่ออีกหน่อยดีกว่า” พูดจบก็ล้มตัวกลับไปอีกรอบ

   

   ลี่หรงเอ็นดูชายหนุ่มจริงๆ ตอนเช้าออกไปทำงานหนัก ตอนบ่ายกลับมาช่วยพวกหลี่ต้าไห่สร้างบ้าน การปูฐานบ้านจำต้องแบกดินทราย ไม่ก็ย้ายของอยู่ตลอด ถึงอย่างไรก็เป็นงานใช้แรงทั้งนั้น

   

   แถมเมื่อคืนก็ยัง ‘ทำ’ นานขนาดนี้อีก นึกขึ้นได้ดังนั้น หญิงสาวพลันหน้าแดง แล้วบีบหน้าของจ้าวชิงซง “ก็สมควรเหนื่อยอยู่หรอกค่ะ!”

   

   เธอหมายมั่นปั้นมือในใจว่า จากนี้จะให้ชายหนุ่มทำนานขนาดนี้ไม่ได้อีกเด็ดขาด

   

   หลังลี่หรงเปลี่ยนเสื้อเสร็จก็ออกจากบ้าน โดยมีจ้าวชิงหลิ่วกับเหอซิ่งรออยู่ที่ประตูโถง

   

   ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเธอตื่นกันนานหรือยัง 

   

   ลี่หรงทักทายทั้งสองก่อนจะเข้าครัว

   

   เธอพูดสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ก่อนเริ่มแบ่งงาน

   

   เมื่อแป้งพร้อมแล้ว ลี่หรงกำลังเตรียมจะนวดแป้ง แม่จ้าวก็เดินเข้ามาพอดี

   

   “เอ๊ะ! แม่คะ ทำไมตื่นแล้วล่ะ?” ลี่หรงพูด “งานแค่นิดเดียว แม่ไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ กลับบ้านไปนอนเถอะ”



ตอนที่ 38: จูบต่อหน้าคนเยอะแยะ


    

   คุณแม่จ้าวพับแขนเสื้อ พลางพูดว่า “แม่แก่แล้ว ไม่จำเป็นนอนมากขนาดนั้น ตื่นขึ้นมาแล้วก็นอนไม่หลับ ก็เลยมาดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้างไหม”

   

   วันนี้ลี่หรงตั้งใจทำมากขึ้นหน่อย จากแป้งก้อนใหญ่ ตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายก้อน เพื่อให้นวดได้ง่ายขึ้น

   

   แม่จ้าวเห็นพวกเธอช่วยกันนวดแป้งคนละก้อน และยังมีอีกสองก้อนวางอยู่ข้างเธอจึงเดินไปชี้ที่แป้ง แล้วถามว่า “แป้งก้อนนี้ต้องนวดด้วยไหม?”

   

   “อืม เดี๋ยวพวกเราจะช่วยกันนวด แม่ช่วยไปดูไฟให้หน่อยนะคะ มีถั่วนึ่งอยู่ในนั้น ถ้าไฟดับเดี๋ยวนึ่งถั่วไม่สุกค่ะ”

   

   “ได้เลยจ้ะ”

   

   จ้าวชิงหลิ่วเห็นว่าแม่ไม่ได้ซักถามอะไร เพียงเข้ามาช่วยให้งานราบรื่น เธอคิดว่าสิ่งที่น้องสะใภ้พูดเป็นความจริง ทุกคนล้วนรู้ว่าลี่หรงกำลังทำอะไร และต่างช่วยกันสนับสนุน

   

   จ้าวชิงหลิ่วนึกถึงคำนินทาที่แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองลี่หรงด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

   

   ลี่หรงรู้สึกงุนงงกับสีหน้าแบบนั้นของพี่สาว จึงยกแขนขึ้นเช็ดหน้า “มีอะไรติดอยู่บนหน้าฉันหรือเปล่า?”

   

   จ้าวชิงหลิ่วส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร แค่อยากจะถามเธอว่านวดแป้งแบบนี้ใช้ได้ไหม?”

   

   ลี่หรงตามน้ำไป “อืม! เกือบจะเสร็จแล้ว พี่สาวช่วยไปดูหน่อยว่าถั่วนึ่งเสร็จหรือยัง?”

   

   หากนึ่งอาหารในหม้อนึ่งนานเกินไป น้ำคงงวดเกือบแห้งแล้ว

   

   คุณแม่จ้าวออกไปเอาถังเพื่อไปตักน้ำ

   

   เมื่อครู่ลี่หรงรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า สายตาที่จ้าวชิงหลิ่วมองตนนั้น ไม่ได้ต้องการถามเรื่องแป้งแน่นอน เธอคงยังนึกถึงเรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตระกูลจ้าวเมื่อวานนี้ ในขณะที่คุณแม่จ้าวออกไปตักน้ำ เธอก็กระแอม แล้วแกล้งทำเป็นถามอย่างสบายๆ “พี่ชิงหลิ่ว ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?”

   

   “หืม?” จ้าวชิงหลิ่วกำลังนวดแป้งก้อนใหม่ “ไม่มีอะไรนี่”

   

   “เหมือนพี่กำลังจะพูดอะไรสักอย่างเมื่อกี้นี้”

    

   เหอซิ่งพูดถูกได้จังหวะว่า “น้องสะใภ้คงเข้าใจผิดแล้ว พี่สาวก็เป็นแบบนั้นแหละ มาดูสิว่าฉันนวดแป้งได้ที่แล้วหรือยัง?”

   

   “เรื่องแป้งเอาไว้ก่อนได้ไหม”

   

   “เมื่อช่วงปีใหม่ เราทำซาลาเปาด้วยกัน ย่อมดูออกอยู่แล้ว!” ลี่หรงหงุดหงิด “ฉันอยากจะถามตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วว่าพวกพี่ปิดบังอะไรฉันอยู่หรือเปล่า อย่าเก็บงำไว้เลย บอกฉันมาเถอะ”

   

   “จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?” เหอซิ่งไม่อยากพูดมากกว่านี้

   

   เพื่อนึกถึงความสุขของน้องชาย จ้าวชิงหลิ่วก็ทนไม่ไหว จึงกัดฟันพูดว่า “คนข้างนอกบอกว่าเธอทำเรื่องไม่ดี …”

   

   เมื่อคุณแม่จ้าวกลับมาจากตักน้ำ เธอก็บังเอิญได้ยินพอดี จึงขัดจังหวะคำพูดของจ้าวชิงหลิ่ว แล้วดุว่า “อย่าไปสนใจเรื่องซุบซิบข้างนอกเลย พวกนิสัยเสียพวกนั้นมีปากก็พูดกันไป รีบไปทำงานได้แล้ว!”

   

   หลังจากนั้นไม่นาน แม่จ้าวก็พูดกับลี่หรงว่า “ลูกสะใภ้รอง… ครอบครัวเรารู้ว่าลูกเป็นคนดี อย่าไปสนใจสิ่งที่คนนอกพูดเลย เราเชื่อลูกว่ามันต้องเป็นเรื่องเท็จ พวกนั้นก็แค่อิจฉาเจ้ารองของแม่ที่มีภรรยาแสนดีแบบนี้!”

    

   ลี่หรงเลิกคิ้วขึ้น เธอพอจะเดาได้แล้วว่าคนนอกกำลังพูดอะไรกันอยู่ ก่อนหน้านี้บอกว่าตนเป็นภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ยอมทำงาน ดังนั้นตนจึงต่อความยาวสาวความยืด ก่อนก้มหน้าก้มตานวดแป้งต่อ

   

   หากฟ้าจะถล่ม ผู้มีอำนาจย่อมช่วยค้ำ ไม่มีใครขัดขวางเธอจากการทำงานหาเงินได้

   

   ในช่วงปีใหม่ ลี่หรงสอนวิธีทำซาลาเปาให้แม่จ้าวและเหอซิ่ง ซาลาเปาที่ทั้งสองทำนั้นคล้ายกับของเธอแล้ว ดูสวยงามน่ารับประทาน

   

   แม้ว่าจ้าวชิงหลิ่วจะทำซาลาเปาได้ แต่ด้วยความที่เป็นชาวไร่ทั่วไป ทำให้รูปร่างดูแทบไม่ออกว่าเป็นซาลาเปา และคงดูไม่ดีหากนำไปขาย

   

   เมื่อจ้าวชิงหลิ่วเห็นว่าซาลาเปาของพวกเธอสวยงามแค่ไหน ก่อนกลับมามองซาลาเปาแสนน่าเกลียดของตัวเอง พลันรู้สึกละอายใจเล็กน้อย “ซาลาเปาของฉันน่าเกลียดมาก ฉันบอกแล้วว่าห่อไม่เป็น ขอโทษด้วยนะน้องสะใภ้…”

   

   “ไม่เป็นอะไรหรอก ในตอนแรกซาลาเปาของแม่น่าเกลียดกว่าของลูกอีก”

   

   แม่จ้าวพูด “ยังบอกอยู่เลยว่าแม่ห่อซาลาเปาไม่สวย”

   

   ลี่หรงยิ้ม ก่อนหยิบกระดาษห่อซาลาเปามา แล้วเริ่มสอนจ้าวชิงหลิ่วทีละขั้นตอน

   

   จ้าวชิงหลิ่วไม่ใช่คนโง่จึงเรียนรู้ทั้งหมดนี้ได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าเริ่มมีรอยยิ้ม เพราะเริ่มห่อได้เชี่ยวชาญมากขึ้น

   

   ลี่หรงชมว่า “พี่สาวเรียนรู้ได้เร็วมากค่ะ”

   

   แม่จ้าวและจ้าวชิงหลิ่วถูกทิ้งให้ทำซาลาเปา ในขณะที่ลี่หรงไปทำถั่วบดเพื่อเตรียมทำไส้ ขณะที่สอนวิธีทำให้เหอซิ่งด้วย

   

   ไม่เพียงแต่สอนแค่เหอซิ่งเท่านั้น แต่ลี่หรงจะสอนพวกเธอทุกคนด้วย เพื่อให้งานสะดวกยิ่งขึ้นในอนาคต

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่นโยบายการค้าเสรีเปิดแล้ว นี่ก็ถือได้ว่าเป็นงานฝีมือเช่นกัน ในภายภาคหน้าพวกเธอยังจะสามารถสร้างรายได้จากการทำเช่นนี้ได้ด้วยเช่นกัน

   

   ไม่ว่ามันจะช่วยได้จริงในอนาคตหรือไม่ อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่ลี่หรงคิดในตอนนี้

   

   เหอซิ่งเฝ้าดูเตาไฟ ขณะเรียนรู้การกวนไส้ถั่วไปด้วย

   

   หลังจากที่ลี่หรงทำถั่วบดเสร็จแล้ว เธอก็เริ่มคิดถึงตู้เย็น ถ้ามีตู้เย็น ของอย่างถั่วบดก็สามารถทำแล้วเก็บไว้ได้นาน จึงไม่จำเป็นต้องทำสดใหม่ทุกวันให้ยุ่งยาก

   

   แต่อาหารที่ทำสดใหม่มีข้อดีคือสดและอร่อย

   

   ซึ้งนึ่งถูกวางซ้อนกันหกหรือเจ็ดชั้น และถาดซาลาเปาก็ถูกนึ่งในหม้อเหล็กขนาดใหญ่

    

   ทำซาลาเปาเกือบสามร้อยลูก มีซาลาเปาไส้ถั่วแดงหนึ่งร้อยชิ้นด้วย

   

   จ้าวชิงหลิ่วใช้แม่พิมพ์กดถั่วเขียวบด ให้กลายเป็นขนมโก๋ถั่วเขียวทรงสี่เหลี่ยม

   

   ทำขนมโก๋ถั่วเขียวได้เกือบสามสิบจิน

   

   คุณแม่จ้าวตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นซาลาเปาเยอะขนาดนี้ จะเอามันไปขายยังไงไหว ลี่หรงจะใช้จักรยานขนของทั้งหมดไหวไหม ตั้งมากมายขนาดนี้ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะขายหมด มันไม่ง่ายเลยถ้าซาลาเปาเกิดเย็นซะก่อน

   

   ลี่หรงอธิบายให้เธอฟังว่า “หนูทำข้อตกลงกับเถ้าแก่ร้านขนมไว้แล้วค่ะ ว่าจะเช่าเตาเหล็กมาวางไว้หน้าประตูบ้านของเขา แล้วตอบแทนเป็นเงินค่าถ่านและค่าเช่าเตา เดี๋ยวของว่างทั้งหมดนี้ จ้าวชิงซงจะช่วยขนมันขึ้นเกวียนวัวให้ค่ะ”

    

   ลี่หรงเคยทำซาลาเปาและขนมขาย แต่ก็ไม่เคยทำเยอะขนาดนี้มาก่อน เธอมีเตาเหล็กเล็กๆ ซึ่งจ้าวชิงซงผูกมันไว้ที่ด้านหลังจักรยานของเธอ ทำให้ตั้งเตาได้ง่าย

   

   ตอนนี้มีของเยอะขึ้นอย่างซาลาเปาประมาณสามร้อยชิ้น การปั่นจักรยานจึงลำบาก โชคดีที่บ้านมีเกวียนวัว

   

   เตาเหล็กเล็กใช้อุ่นได้ไม่นาน เธอจึงคิดจะยืมเตาเหล็กจากเถ้าแก่แทน

   

   แม้เถ้าแก่จะไม่ได้อิดออด แต่ลี่หรงก็ยังให้เงินตอบแทนอยู่ดี

   

   คุณแม่จ้าวพยักหน้า รู้สึกโล่งใจ

    

   ลี่หรงไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเธอไม่ดี เมื่อเสร็จแล้วก็บอกให้ไปเอาซาลาเปาและขนมมากินกันได้เลย

   

   พวกเธอเลือกกินแต่เศษขนม หรือซาลาเปาบางลูกที่ดูไม่ค่อยสวยเท่านั้น

   

   ขณะกิน ก็พลางชื่นชมทักษะการทำอาหารของลี่หรงไปด้วย

   

   จ้าวชิงหลิ่วถอนหายใจ “น้องสะใภ้ เธอยอดเยี่ยมจริงๆ ฉันยังไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เลย”

   

   ลี่หรงยิ้มและพูดว่า “คงเพราะฉันกล้าหาญมั้งคะ”

   

   “อื้ม! คงจะดีไม่น้อยถ้าสามารถเปิดร้านของตัวเองได้” จ้าวชิงหลิ่วพูดด้วยน้ำเสียงคาดหวัง “ถ้ามีร้านเป็นของตัวเอง ก็คงเปิดขายของทุกวัน แต่ตอนนี้ใครจะกล้าทำล่ะ มันเป็นเรื่องของทุนนิยมทั้งนั้น”

    

   ลี่หรงไม่ได้บอกพวกเธอ ว่าให้รอจนกว่าจะถึงช่วงปลายปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ เมื่อนโยบายระดับชาติเปิดกว้าง คนจำนวนมากจะเปิดร้านค้าของตัวเองได้ เธอเพียงแค่พูดอย่างมีเลศนัยว่า “ใครจะรู้ เรามาทำตอนนี้ให้ดีกันเถอะ ถ้าวันหนึ่งเปิดให้ขายขึ้นมา ไม่ว่าใครก็สามารถเปิดร้านทำธุรกิจได้”

   

   “เฮ้ เสร็จกันแล้วเหรอ?” จ้าวชิงซงตื่นแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน

   

   ลี่หรงถามเขาว่า “แปรงฟันแล้วเหรอคะ?”

   

   “ยังครับ ผมแค่อยากจะมาดูว่าคุณมีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า”

   

   “เสร็จหมดแล้วค่ะ ไปแปรงฟันเถอะ”

   

   จ้าวชิงซงก้มหน้าแล้วจูบเธอ “ได้ครับ”

   

   เมื่อคุณแม่จ้าวและคนอื่นๆเห็นภาพนี้ก็พลันทำอะไรไม่ถูก เจ้ารองนี่ ทำไมถึงกล้าจูบภรรยาต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนี้

   

   ลี่หรงตระหนักได้ภายหลังว่ามีหลายคนอยู่ในครัว เธอจึงหยิกแขนของจ้าวชิงซงอย่างแรง แล้วพูดว่า “รีบไปสิคะ!”

   

   “โอ๊ย!” จ้าวชิงซงร้องออกมาด้วยความเจ็บ “เดี๋ยวก่อน! ปล่อยก่อน! ปล่อยเถอะครับที่รัก เจ็บ …”

   

   เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาอีกครั้ง ลี่หรงจึงหยิบซาลาเปาลูกโตสวยงามมาปิดปากเขา

   

   คุณแม่จ้าวรู้สึกเสียดายซาลาเปาลูกนั้นเหลือเกิน เพราะมันสวยมาก น่าจะเก็บไว้ขาย

   

   ในขณะเดียวกัน ก็พึงพอใจลี่หรงในฐานะลูกสะใภ้มากขึ้น เมื่อมีอาหารดีๆ เธอก็จะคิดถึงจ้าวชิงซง แม่จ้าวมีความสุขที่ได้เห็นภาพนี้



ตอนที่ 39: สามีภรรยาไปขายของ กลับเจอศัตรูหัวใจ?


   

   ซาลาเปาลูกใหญ่หลายลูกถูกวางอย่างเป็นระเบียบบนเกวียนวัว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นว่ามันคืออะไร จ้าวชิงซงจึงใช้ผ้าลินินคลุมไว้อีกชั้น

   

   ลี่หรงเข็นจักรยานเตรียมออกไป แต่จ้าวชิงซงหยุดอีกฝ่ายไว้ แล้วพูดว่า “วันนี้ไม่ต้องขี่จักรยานแล้ว เดี๋ยวผมจะไปขายของกับคุณด้วยครับ”

   

   “ได้ค่ะ” ลี่หรงมีความสุข จึงช่วยเขาจัดของ แล้วจ้าวชิงซงค่อยประคองพาเธอขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว

   

   ตอนที่เริ่มออกเดินทาง ฟ้ายังไม่ทันสว่างนัก แต่ใกล้เวลาที่ชาวบ้านจะลุกขึ้นมาทำมื้อเช้าแล้ว

   

   ระหว่างทางก่อนออกจากหมู่บ้าน ทั้งคู่ได้พบกับป้าหลิวถือผักใบเขียวอยู่ในมือ อีกฝ่ายก็เห็นคู่รักหนุ่มสาวกำลังนั่งอยู่บนเกวียนวัว ลี่หรงจึงหยุดเกวียนวัวเพื่อทักทาย

   

   เธอถามลี่หรงว่าจะไปร้านสหกรณ์ที่อำเภอหรือเปล่า

   

   ลี่หรงตอบว่าตนกำลังจะไปที่นั่น

   

   ป้าหลิวได้ยินจึงขอให้ลี่หรงช่วยซื้อของบางอย่างให้สักหน่อย

   

   แม่ไก่ที่ครอบครัวของลี่หรงเลี้ยงไว้ ถูกนำกลับมาโดยป้าหลิว หญิงสาวจำน้ำใจของอีกฝ่ายได้ จึงตอบตกลงทันที พร้อมทั้งจดรายการสิ่งที่ป้าหลิวต้องการซื้อไว้

    

   เสียงไก่ขันและเสียงเห่าของสุนัขค่อยๆไกลออกไป

   

   ทั้งสองคนนั่งเคียงข้างกัน ถนนด้านหน้าเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ส่วนอาหารด้านหลังคือความหวังของชีวิต

    

   จ้าวชิงซงใช้เส้นทางที่ปลอดภัย หลายคนทักทายจ้าวชิงซงด้วยเสียงอันดังระหว่างทาง เขาจึงตะโกนตอบกลับเพียงสองสามคำ

   

   เมื่อมาถึงแล้ว ลี่หรงก็กระโดดลงจากเกวียนวัว ก่อนตะโกนบอกเถ้าแก่ที่กำลังนั่งถือชามข้าวกินอยู่บนเก้าอี้

   

   เถ้าแก่ร้องทักทาย หลังจากพุ้ยข้าวเต็มปากไปสองคำ แล้วค่อยลุกขึ้นยืดคอมองเกวียนวัวที่อยู่ด้านหลังลี่หรง “สุดยอดเลย น้องสาว ถึงกับใส่เกวียนวัวมาเลย ยอดเยี่ยมจริงๆ”

   

   ลี่หรงยกยิ้ม แล้วพูดว่า “เถ้าแก่ ซ่อมเตาเหล็กที่ฉันขอยืมคุณก่อนหน้านี้เสร็จแล้วหรือยังคะ?”

    

   “เสร็จนานแล้ว อยู่ที่ลานบ้าน ยกออกไปได้เลย”

   

   จ้าวชิงซงเข้ามาพูดว่า “อยู่ที่ไหนครับ? ผมจะยกให้เอง”

   

   เถ้าแก่วางชามลง แล้วชี้ไปที่ห้องด้านหลัง จ้าวชิงซงบอกลี่หรงให้รออยู่นี่ ก่อนตนจะเดินเข้าไปพร้อมกับเถ้าแก่

   

   ลี่หรงไม่รอช้า พลางเก็บผ้าที่คลุมหม้อนึ่งออก ส่วนจ้าวชิงซงกับเถ้าแก่ก็ยกเตาเหล็กออกมา ตามด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือถุงถ่านไว้ในมือ

   

   จ้าวชิงซงปรับตำแหน่งของเตาเหล็กเล็กน้อยเพื่อปรับระดับให้พอดี เมื่อหันมาอีกครั้ง เถ้าแก่ก็ชี้ไปที่ผู้หญิงคนนั้นพลางแนะนำให้ทั้งสองรู้จัก แล้วพูดว่า “นี่คือภรรยาของผมเอง”

   

   ลี่หรงมาตั้งแผงขายของหรือซื้อของที่นี่หลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับภรรยาของเถ้าแก่

    

   ผู้หญิงคนนั้นยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ลี่หรง “นี่คือสหายลี่ที่สามีพูดถึงบ่อยๆเหรอ หน้าตาดีแถมยังเก่งเสียจริง”

   

   ลี่หรงพูดอย่างถ่อมตัว “ไม่หรอกค่ะ เพราะได้เถ้าแก่ช่วยเหลือต่างหากล่ะคะ”

   

   ลี่หรงจึงหยิบซาลาเปาสองสามลูกออกมา แล้วมอบให้ผู้หญิงคนนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป ก่อนรีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “รับไว้ไม่ได้หรอก รับไว้ไม่ได้หรอก คุณเก็บไว้ขายเถอะค่ะ”

    

   ลี่หรงยื่นให้เธอ “วันนี้ฉันทำมาหลายอย่างเลยล่ะค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันด้วย พี่สาว รับไปเถอะค่ะ”

   

   ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรับไว้ แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันขอไม่เก็บเงินค่าถ่านแล้วกัน ค่อยเก็บในครั้งหน้าแทน”

   

   ดูจากน้ำเสียงของเธอ ถ้าลี่หรงไม่ยอมรับถุงถ่านไว้ เธอก็คงไม่ยอมรับซาลาเปาของลี่หรงเช่นกัน

   

   ลี่หรงตอบตกลงทันที

   

   ผู้หญิงคนนั้นพูดอีกสองสามคำ ก่อนกลับเข้าไปในบ้าน

   

   เมื่อจ้าวชิงซงนำน้ำออกมา ลี่หรงเองก็เพิ่งจุดเตาถ่านและวางหม้อเหล็กลงไป ชายหนุ่มเทน้ำลงไป และทั้งสองคนก็ย้ายซึ้งนึ่งไปวางบนหม้อเหล็กทีละชั้นๆ 

   

   เวลานี้ยังเช้าอยู่ จึงมีคนไม่มากนักใน ‘ตลาดการค้าเสรี’

    

   เกวียนวัวจอดขวางอยู่บริเวณที่มองเห็นได้ชัดเจน จ้าวชิงซงมักจะนำสินค้ามาส่งที่แผงขายเนื้อที่นี่บ่อยครั้ง จึงรู้ว่าจะจอดที่ไหนถึงจะสะดวก หลังจากที่ทั้งสองเก็บข้าวของแล้ว เขาก็รีบนำเทียมเกวียนวัวไปยังบริเวณหนึ่ง แล้วจอดไว้

   

   จ้าวชิงซงที่กำลังเดินกลับมาหลังจากจอดเกวียน เห็นลูกค้าเริ่มมาซื้อที่หน้าร้านของลี่หรง เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็ว

   

   เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มทะยอยมาที่ ‘ตลาดการค้าเสรี’ และมีลูกค้าหลายคนมาซื้อซาลาเปากันมากขึ้นเรื่อยๆ

   

   ลูกค้ากลุ่มแรกที่มา ซื้อกันเยอะทีเดียว คงจะเอากลับไปเพื่อกินเป็นมื้อเช้าที่บ้าน

   

   หนึ่งในลูกค้าประจำ พูดขึ้นว่า “สาวน้อย ในที่สุดก็มาเสียทีนะ ภรรยาของผมชอบซาลาเปาเนื้อที่คุณทำมาก เธอบอกว่าวันนี้คุณจะมาแน่นอน ผมนับวันรอ เห็นว่าใกล้กำหนดคลอดภรรยาแล้ว ก็เลยกะจะมาดูให้สักหน่อย ไม่คิดว่าจะมาแล้วจริงๆ”

   

   “อ้อ! ช่วยฉันขอบคุณพี่สะใภ้หน่อยสิคะ เธอกำลังจะคลอดหรือเปล่า?” ลี่หรงแถมซาลาเปาไส้ถั่วแดงอีกลูกเข้าไป “ฉันแถมให้พี่สะใภ้ค่ะ ฝากเป็นของหวานให้สักหน่อยนะคะ”

   

   ลูกค้าจากไปพร้อมกับถุงซาลาเปาอย่างพึงพอใจ

    

   ลูกค้าหลายคนดูเหมือนจะคุ้นเคยกับลี่หรงมาก สามารถพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันกันได้สบายๆ 

   

   จ้าวชิงซงได้พบคนขายใน ‘ตลาดการค้าเสรี’ มามากมาย พวกเขาพูดกันน้อยมาก หรือแทบไม่ได้พูดคุยกับลูกค้าเลย บางคนถึงกับทำหน้าเย็นชา

   

   ไม่ใช่เพราะคนขายมีทัศนคติที่ไม่ดี หรือไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจ แต่คนขายเกือบทั้งหมดใน ‘ตลาดการค้าเสรี’ เป็นแบบนี้ พวกเขาล้วนทำเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

    

   มีเพียงลี่หรงเท่านั้นที่แตกต่าง จ้าวชิงซงรู้สึกหมดหนทางและเป็นกังวลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นใบหน้ามีความสุขขนาดนั้นของอีกฝ่าย เขาจึงตัดสินใจเก็บความรู้สึกนี้ไว้

   

   แล้วช่วยทำงานอยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ ช่วยกันรีบหยิบซาลาเปาใส่ถุงไม่หยุดมือ ทั้งสองคนทำงานคล่องแคล่ว หยิบใส่ถุงให้ลูกค้าอย่างเร็วที่สุด ทั้งเก็บเงินและทอนเงินไม่ขาดไม่เกิน

   

   เป็นการช่วยกันระหว่างสามีภรรยาที่ราบรื่นเสียจริง การทำงานร่วมกันจึงไม่น่าเบื่อเลย ลี่หรงถือโอกาสมองไปที่ชายหนุ่ม โดยไม่คาดคิดชายหนุ่มก็บังเอิญมองมาเช่นกัน หญิงสาวพลันหน้าแดงก่อนเบนสายตาหนี

   

   จ้าวชิงซงไม่รู้สึกเคอะเขินเอาเสียเลย ลี่หรงจึงเตะเขาเบาๆ “มีคนมาแล้ว!”

   

   ชายคนหนึ่งอายุราวยี่สิบต้นๆ เดินเข้ามาบอกว่าต้องการซื้ออะไร แล้วลี่หรงก็หยิบให้เขา

   

   ดวงตาของชายคนนั้นมองตามลี่หรง แล้วพูดว่า “ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”

    

   จ้าวชิงซงก็เป็นผู้ชาย เขาย่อมเข้าใจหัวอกเดียวกัน สายตาแบบนั้นไม่ได้ไร้เดียงสา ยิ่งทำให้ตนอึดอัดมากไปอีก จึงจ้องมองกลับไปด้วยสายตาเฉียบคม

   

   ลี่หรงไม่ได้สังเกต และไม่ได้เงยหน้าขึ้น “ค่ะ หลานชายคุณคงไม่งอแง เพราะไม่ได้กินซาลาเปาใช่ไหมคะ?”

   

   เมื่อไหร่ก็ตามที่ลี่หรงตั้งแผงขายของ เขาจะมาซื้อของมากมาย ก่อนบอกว่าหลานชายของเขาชอบกินมาก ถ้าไม่ซื้อกลับไป หลานชายจะงอแงโวยวาย

   

   ชายคนนั้นส่ายหน้า “ไม่งอแงแล้วครับ เขาพูดไปเรื่อยว่าอยากเจอคุณ เพราะอยากเห็นว่าคนที่ทำขนมอร่อยแบบนี้ได้ หน้าตาเป็นยังไง”

   

   ตอนนี้จ้าวชิงซงยิ่งมั่นใจ ว่าชายคนนี้ไม่บริสุทธิ์ใจ เขาจึงกระแอมสองครั้ง “สหาย รวมเป็นห้าหยวน เจ็ดเหมา”

    

   ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะเพิ่งสังเกตเห็นการปรากฏตัวของจ้าวชิงซงในตอนนี้ เขาจึงนับเงินแล้วยื่นให้ โดยถามว่า “นี่… พี่ชายของคุณเหรอครับ? หน้าตาถึงได้คล้ายกัน”

    

   เขาพูดเช่นนี้กับลี่หรง

   

   ลี่หรงกำลังจะตอบเขา แต่จ้าวชิงซงถอนหายใจแล้วชิงพูดก่อน “เป็นสามีภรรยากันครับ เราจดทะเบียนกันแล้วด้วย”

   

   เขามองดูชายคนนั้นด้วยสายตาตักเตือน

   

   ใบหน้าของชายคนนั้นเข้มขึ้น “คุณแต่งงานแล้วจริงเหรอครับ?”

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว หากไม่รู้ว่าชายคนนี้รู้สึกกับตนอย่างไรในตอนนี้ กว่ายี่สิบปีที่เธอมีชีวิตอยู่ก็คงไม่มีประโยชน์

   

   แม้ว่าน้ำเสียงของจ้าวชิงซงจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็เป็นไปไม่ได้สำหรับเธอที่จะหักหาญน้ำใจอีกฝ่าย เพราะสิ่งที่จ้าวชิงซงบอกคือความจริง และนี่คือโอกาสดีที่สุดในการทำให้ชายคนนั้นตัดใจ

    

   เธอพยักหน้า น้อมรับคำพูดของจ้าวชิงซง

    

   ชายคนนั้นมองพวกเขาอย่างสับสน ก่อนหยิบซาลาเปาแล้วหันหลังกลับ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันมาพูดว่า “สหาย บรรพบุรุษของเราสอนให้กล้าหาญ เช่นนั้น ในเมื่อผมคิดแล้ว ก็ต้องตัดสินใจพูดออกไป”



 ตอนที่ 40: อย่าโกรธ อย่าร้องไห้เลย


   

   สัญชาตญาณของลี่หรงบ่งบอกว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ดีแน่ๆ เธอได้แต่กรีดร้องในใจว่าอย่าพูดนะ!

   

   น่าเสียดายที่ชายคนนั้นไม่ได้ยินความคิดในใจหญิงสาว กลับจ้องมองด้วยสายตาแฝงความนัย “ผมชอบคุณแม้ว่าจะแต่งงานแล้ว แต่วันหนึ่งเมื่อคุณหย่าร้าง ผมจะจีบคุณอย่างเปิดเผยครับ”

   

   จ้าวชิงซงกอดลี่หรงด้วยมือเดียว แล้วพูดว่า “ไม่ต้องรอหรอก มันเป็นไปไม่ได้หรอก คุณไปเสียเถอะ”

   

   ชายคนนั้นยังมองลี่หรงด้วยสายตาเปี่ยมควาามหวังก่อนจากไป 

   

   ทันทีที่เขาจากไป ลี่หรงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จ้าวชิงซงมีสีหน้าอย่างคนใกล้จะหมดความอดทน เธอกลัวจริงๆ ว่าจ้าวชิงซงจะต่อยชายคนนั้นจนต้องหามอีกฝ่ายเข้าโรงพยาบาล

   

   เพราะจ้าวชิงซงเคยฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาก่อน ส่วนชายคนนั้นก็ดูเปราะบางนุ่มนวลราวกับหนุ่มน้อยศิลปินของคนรุ่นต่อๆไป

   

   “เอาล่ะ เขาไปแล้วค่ะ” ลี่หรงคิดว่าท่าทางหึงหวงของชายหนุ่มน่าเอ็นดูไม่น้อย จึงอดยิ้มไม่ได้

   

   จ้าวชิงซงมีสีหน้าไม่สู้ดีเลย “นั่นไม่ใช่คนที่ซื้อสูตรจากคุณใช่ไหมครับ?”

    

   เขาจำได้ว่าคนที่ลี่หรงเคยพูดถึงนั้น เป็นผู้จัดการอาวุโสที่อายุราวสามสิบปี แต่ชายคนนี้ยังเด็กมาก ดูเหมือนขนยังขึ้นไม่ครบด้วยซ้ำ

   

   ลี่หรงกล่าวว่า “ไม่ใช่ค่ะ ตอนนี้ผู้จัดการคนนั้นเป็นพ่อคนแล้ว ฉันบอกคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”

   

   จ้าวชิงซงถอนหายใจอีกครั้ง “ผมจะจำหน้าเจ้าหมอนั้นเอาไว้ ตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะทำงานด้วยซ้ำ ที่รัก อย่าไปสนใจไอ้หนุ่มหน้าขาวคนนั้นเลยนะครับ”

   

   “ฉันรู้แล้วค่ะ คุณรีบทำงานต่อเถอะ”

   

   บังเอิญตอนนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า จ้าวชิงซงจึงเหลือบมองเถ้าแก่ร้านขายขนม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ได้ยิน แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูของลี่หรง “สามีของคุณแข็งแกร่งมากเหมือนกับตอนอยู่บนเตียงเลยล่ะ!”

   

   ลี่หรงไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดเรื่องเช่นนี้นอกบ้าน ใบหน้าของเธอแดงก่ำราวเทพเจ้ากวนอู ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือเขินอาย จึงทำได้เพียงยื่นมือออกไปหยิกเขาอย่างแรง “คุณอย่าพูดสิ!”

   

   เธอพูดพลางจ้องมองเขาอย่างดุร้าย “งั้นคืนนี้แยกเตียงกันเถอะค่ะ!”

   

   “ไม่นะครับ ผมผิดไปแล้ว!” เขาโค้งคำนับภรรยาโดยไม่รู้สึกละอาย เรื่องอย่างนี้จ้าวชิงซงไม่เคยถือ

   

   ลี่หรงหันหน้าหนี ชายคนนี้รู้วิธีแสร้งทำตัวน่าสงสาร

   

   ต่อไปเธอจะไม่คุยกับจ้าวชิงซงแล้ว

   

   จ้าวชิงซงพูดกับตัวเองในใจว่า เมื่อภรรยาโกรธแล้วเช่นนี้ ตนต้องขยันทำงานให้หนักขึ้น

   

   ปกติทำซาลาเปามาประมาณหนึ่งร้อยลูก และขนมโก๋ถั่วเขียวประมาณสิบจิน ทั้งหมดจะขายหมดตั้งแต่เช้า วันนี้เลยเพิ่มปริมาณขึ้นเกือบสามเท่า และจะขายหมดอีกทีประมาณช่วงเที่ยงวัน 

   

   ทั้งสองคนกินซาลาเปาเป็นอาหารกลางวัน

   

   หลังจากขายหมดแล้ว จ้าวชิงซงยกหม้อต้มกลับไปคืนให้เถ้าแก่ แล้วนำเทียมเกวียนวัวมาเงียบๆ ก่อนจะรีบยกซึ้งนึ่งเข้าไปวาง

    

   ลี่หรงมองไปยังชายหนุ่มที่กำลังทำงานยุ่งด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

   

   เถ้าแก่ใช้ประโยชน์จากการที่จ้าวชิงซงไม่อยู่ที่แผงขายของเดินเข้ามาพูดกับลี่หรงว่า “น้องสาว สามีของเธอมีความสามารถเสียจริง แถมยังปฏิบัติต่อภรรยาอย่างดีด้วย”

   

   ลี่หรงแสร้งยิ้มสดใสให้เถ้าแก่ “นั่นสินะคะ” ถึงแม้ความจริงผู้ชายคนนั้นจะพูดจาแทะโลมและยั่วโมโหเธอมากก็ตาม

   

   แน่นอนว่าลี่หรงเพิ่มประโยคสุดท้ายในใจเธอเงียบๆ

   

   หลังจากจัดของแล้ว ทั้งสองก็ไปที่ร้านสหกรณ์

   

   หลังจากออกจาก ‘ตลาดการค้าเสรี’ แล้ว ก็ยังค่อนข้างอยู่ไกลจากร้านสหกรณ์จากอำเภออยู่

   

   บนถนนสายนี้มีคนสัญจรเพียงไม่กี่คน

   

   นั่นสะดวกสำหรับจ้าวชิงซง

   

   เขาจับมือลี่หรงแล้วพูดว่า “ที่รัก ผมผิดไปแล้วครับ อย่าถือโทษโกรธเลยนะ”

   

   “ฉันไม่ได้โกรธ” ลี่หรงไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่าย ทำให้สิ่งที่เธอพูดไม่มีความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย

   

   จ้าวชิงซงหยิกแก้มของเธอ “ปากบอกว่าไม่ได้โกรธ แต่แก้มป่องหมดแล้ว ที่รัก เลิกโกรธได้แล้วครับ คุณจะตีผมเพื่อระบายความโกรธก็ได้ครับ อย่าเก็บไว้เลย”

   

   ลี่หรงจะโกรธเพราะคำพูดไร้สาระของเขาได้ยังไงกัน เธอแค่แกล้งทำเป็นโกรธเท่านั้นแหละ สนุกกับการดูความพยายามง้อของชายหนุ่ม

    

   เธอส่งเสียง “ฮึ่ม! ถ้าฉันตีคุณแล้วจะไม่เจ็บเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงยื่นแส้ให้ลี่หรง “ถ้าอย่างนั้นตีวัวดีกว่าครับ หนังหนา แถมเนื้อก็แน่น คงจะไม่เจ็บมากหากถูกตีสักครั้งสองครั้ง”

    

   ไม่คาดคิดว่าเขาจะเลือกวิธีแบบนี้ แย่จริงๆ

   

   ดวงตาคู่งามของลี่หรงเบิกกว้าง และเธอก็พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง

   

   หลังจากซื้อของที่ป้าหลิวฝากแล้ว ลี่หรงก็เริ่มซื้อของของเธอเอง

   

   ทั้งสองไปเยี่ยมชมแผงขายเนื้อในร้านสหกรณ์ แล้วลี่หรงก็ถามจ้าวชิงซงว่าเขาอยากกินอะไร

   

   จ้าวชิงซงคิดอยู่พักหนึ่ง “ไม่ได้กินเนื้อวัวมานานแล้วนะครับเนี่ย”

   

   “ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องซื้อเนื้อวัว” ลี่หรงจงใจแกล้งอีกฝ่าย

   

   จ้าวชิงซงรู้สึกผิด “ที่รักครับ …”

   

   “อย่าเสียงดังสิ” ลี่หรงกล่าว

   

   แม้จะบอกว่าไม่ซื้อ แต่ตนก็เดินไปที่แผงขายเนื้อวัว แล้วสั่งส่วนเนื้อสันนอกจำนวนหนึ่ง โดยตั้งใจจะทำเนื้อวัวรสเผ็ด และซุปเนื้อสันนอกตุ๋นมะเขือเทศ

   

   จ้าวชิงซงกระซิบว่า “ภรรยาของผมดีที่สุดแล้วครับ”

   

   ข้อดีของการไปซื้อของกับสามีคือต่อให้ซื้อมากเท่าไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องถือของพะรุงพะรังเอง ลี่หรงรู้สึกดีมากที่มือว่าง

   

   หลังจากเดินทั่วร้านสหกรณ์แล้ว ทั้งสองก็ไปยังที่ทำการไปรษณีย์

   

   รับพัสดุที่ครอบครัวลี่ส่งมา แล้วตรงกลับหมู่บ้าน

   

   ตามปกติแล้ว ครอบครัวลี่ส่งพัสดุจำนวนมากมา ลี่หรงที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวอดเปิดพัสดุก่อนถึงบ้านไม่ได้

    

   มีสิ่งที่ทำให้ลี่หรงต้องประหลาดใจ นอกจากอาหารและซองจดหมายแล้ว ยังมีกล่องไม้ที่บรรจุนาฬิกาอีกด้วย!

   

   นาฬิกาผู้หญิงเรือนงามประณีต

    

   ลี่หรงรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจ นาฬิกาในยุคนี้ราคาแพงไม่น้อยเลย อย่างน้อยก็ร้อยหรือสองร้อยหยวน

   

   เธอแทบรอใส่นาฬิกาไว้ที่ข้อมือไม่ไหว

   

   เมื่อลี่หรงเปิดซองจดหมาย ก่อนพบว่าพี่ชายคนที่สามของตนเป็นคนใช้เงินเดือนทหารซื้อให้ตอนที่เขากลับมาบ้าน

    

   พี่ชายคนที่สามของลี่หรงยังไม่ได้แต่งงาน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาส่ง ‘ของอุดหนุน’ ให้น้องสาวในช่วงปีใหม่ ตามด้วยการส่งเงินอีกสามร้อยหยวน

    

   แม้ว่าลี่หรงจะพูดเสมอว่าตนมีเงินพอใช้ และส่งสิ่งของมากมายให้กับครอบครัว แต่คนที่บ้านก็ยังคงไม่สบายใจ

   

   ด้วยกลัวว่าเธอจะใช้ชีวิตยากลำบาก จึงส่งของให้เช่นเคย และยังส่งให้เพิ่มอีก เพราะตอนนี้เธอได้แต่งงานกับชาวบ้านในชนบทแล้ว

   

   ลี่หรงหยิบจดหมายของครอบครัวมาอ่าน เธอสัมผัสได้ถึงความรักและห่วงใยจากครอบครัวลี่

   

   ขอบตาของลี่หรงพลันร้อนผ่าว จ้าวชิงซงเห็นเธอกำลังเพลิดเพลินกับการดูนาฬิกาเมื่อวินาทีที่แล้ว ในใจพลางคิดว่าหากเขารู้ว่าลี่หรงชอบสิ่งนี้ คงจะซื้อมันให้อีกฝ่ายตั้งนานแล้ว

   

   ไม่คาดคิดว่าพี่ชายของภรรยาเขาจะชิงซื้อให้ก่อน

   

   ก่อนที่จ้าวชิงซงจะหายเสียดาย ชายหนุ่มก็เห็นดวงตาของภรรยาแดงก่ำขึ้นมาพลันทิ้งความอิจฉา โยนแส้วัวในมือทิ้งไป แล้วจับมือลี่หรงขึ้นมา “คุณเป็นอะไรไปครับ อย่าร้องไห้เลย”

   

   “อือ… ฉันไม่ได้ร้องไห้ ฉันแค่คิดถึงพ่อแม่”

   

   ปรากฏว่าคิดถึงบ้านนี่เอง จ้าวชิงซงจูบผมของลี่หรงแล้วพูดว่า “ถ้าผมทำงานเสร็จแล้ว ผมจะไปหาเลขาประจำหมู่บ้าน ให้เขาช่วยเขียนจดหมายแนะนำแล้วพาคุณกลับไปเยี่ยมบ้านนะครับ”

   

   เมื่อกลับมาที่หมู่บ้าน ก็ถึงเวลาที่หลายคนเลิกงานแล้ว

   

   หลังเลิกงาน ผู้คนมากมายพากันเดินกลับบ้าน

   

   ลี่หรงรู้สึกว่ามีหลายคนจ้องมองตน และสายตานั้นทำให้เธออึดอัดมาก

    

   ผู้หญิงบางคนถึงกับชี้ไปที่ลี่หรง พลางก้มหน้าซุบซิบกัน

   

   จู่ๆ ลี่หรงก็นึกถึงคำหนึ่ง นินทาว่าร้าย

    

   เธอเอือมระอาเหลือเกิน คนพวกนี้เกียจคร้านเกินไปจริงๆ

    

   ผู้ชายบางคนจ้องมองเธออย่างเปิดเผย ด้วยสายตาราวกับอยากจะถอดเสื้อผ้าออก ลี่หรงพลันหวาดหวั่นใจจนตัวสั่น

   

   จ้าวชิงซงแตะแขนของเธอ ก่อนถามว่า “คุณหนาวไหมครับ?”

   

   “ไม่ค่ะ” ลี่หรงลดเสียงลง “ฉันรู้สึกเหมือนมีหลายคนกำลังจ้องมองฉันอยู่”

   

   “ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก” จ้าวชิงซงหรี่ตาลงเล็กน้อย

   

   เมื่อเดินผ่านบ้านของป้าหลิว จ้าวชิงซงก็หยิบของที่ซื้อมาให้เธอไป

   

   ระหว่างจ้าวชิงซงกำลังรอให้ป้าหลิวไปหยิบตั๋วเงินสักพักหนึ่ง ส่วนลี่หรงยืนรออยู่ข้างนอก



จบตอน

Comments