ตอนที่ 41: เรื่องซุบซิบ
“ยุวชนลี่”
เมื่อลี่หรงได้ยินคนเรียกตนเอง จึงหันกลับไปมองตามเสียงเรียก ทันใดนั้นก็เห็นชายคนหนึ่งที่หน้าตาน่ากลัว กำลังมองตนเองด้วยสายตาหื่นกระหาย
แม้ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทว่ากลับได้กลิ่นแอลกอฮอล์โชยออกมาจากตัวของอีกฝ่ายชัดเจน ไม่รู้ว่าเมามาจากไหน แต่ลี่หรงไม่รู้จักชายคนนี้มาก่อน แต่หน้าตาเขาดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก คาดว่าน่าจะมาจากหมู่บ้านต้าเจียง สายตาหื่นกระหายที่มองมาทำให้ลี่หรงรู้สึกขนลุกชันไปทั้งตัว แต่ด้วยความสุภาพ เธอยังคงถามว่า “คุณเรียกฉันหรือเปล่าคะ?”
“จะไม่ใช่ได้ยังไง?” สายตานั้นโลมเลียอย่างลามก ก่อนผิวปากใส่ฝ่ายหญิง แล้วพูดว่า “ได้ยินมาว่าเธอไปพบนายท่านใหญ่ข้างนอก คืนละเท่าไหร่ล่ะ ถ้าลดราคาให้ด้วยจะดีมาก”
ใบหน้าของลี่หรงเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที “คุณพูดถึงอะไร?”
“จะแกล้งทำเป็นไขสือเพื่ออะไร?” ชายคนนั้นยื่นมือออกไปดึงลี่หรง
“โอ๊ย!”
ลี่หรงหันไปหยิบแส้วัวขึ้นมาฟาดชายคนนั้น
อีกฝ่ายเอามือป้องปาก จากนั้นลี่หรงจึงฟาดแส้ใส่เขาซ้ำอีก ชายร่างใหญ่กำลังถูกผู้หญิงตัวเล็กทุบตี ศักดิ์ศรีชายราตรีได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว!
ชายคนนั้นถ่มน้ำลายลงบนพื้น “นังสารเลว กล้าดียังไงมาตีฉัน?”
ฝ่ายชายง้างฝ่ามือขึ้นสูง แต่ก่อนจะฟาดมันลงมา ลี่หรงก็ฟาดแส้ใส่เขาอีกครั้ง เธออยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากเมื่ออยู่บนเกวียนวัว เมื่อชายคนนั้นปฏิเสธที่จะยอมแพ้ และพยายามโจมตีเธออย่างดุเดือดอีกครั้ง ลี่หรงมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม…
ก่อนยกเท้าขึ้นเตะไหล่ของชายคนนั้น
ฝ่ายชายเมาเหล้าถูกเฆี่ยนไปสองครั้ง เขาก็แทบไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่เมื่อลี่หรงเตะเขาลงซ้ำอีก ชายคนนั้นที่ไม่ทันระวังจึงล้มลงไปกับพื้น
เขาสถบแล้วลุกขึ้นจ้องมองลี่หรงอย่างดุร้าย และรีบวิ่งไปหาเธอทันที
“โอ๊ย!”
ทันใดนั้น ชายคนนั้นก็ถูกเตะเข้าที่ด้านหลัง ทำให้ตัวเขาชนเข้ากับเกวียนวัว ก่อนส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
ทันใดนั้นวัวก็ร้อง “มอ…” แล้วก้าวเท้าใหญ่ไปข้างหน้า
“บัดซบ!”
ชายคนนั้นสบถ ยืนเท้าเอวตัวตรง แล้วหันไปมอง “ใครกล้าเตะฉันวะ!”
จ้าวชิงซงเม้มปากแล้วพูด “ฉันเอง”
จ้าวชิงซงไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้โต้ตอบ สวรรค์รู้ดีว่าเขาโกรธแค่ไหน เมื่อออกมาจากบ้านป้าหลิวก็ต้องมาเห็นชายขี้เมาประจำหมู่บ้านกำลังจะลวนลามภรรยาตน ใบหน้าจ้าวชิงซงตึงเครียด ราวกับว่ากำลังสะกดกลั้นอารมณ์อยู่
เขาจับคอเสื้อด้านหลังของคนขี้เมาขึ้นมาด้วยมือเดียว ก่อนลากเหวี่ยงร่างนั้นลงกับพื้นแล้วทุบตีพลางกัดฟันด่าทอ “หวงเอ้อร์ไล่ ใครบอกให้แกกล้าแตะต้องผู้หญิงของฉัน?”
ปกติหวงเอ้อร์ไล่เป็นคนที่ไร้ยางอายที่สุด เขาส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พยายามหลบกำปั้นและเท้าของจ้าวชิงซง หลังจากถูกทุบตีอยู่นาน เขาพลันรู้สึกสร่างเมาขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่สามารถเอาชนะจ้าวชิงซงได้แน่นอน หากไม่สู้กลับและยังคงถูกทุบตีเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็คงบาดเจ็บสาหัส จึงทำได้เพียงกอดขาของอีกฝ่ายไว้ ทันทีที่ขาซ้ายของจ้าวชิงซงถูกกอด จะเหลือเพียงขาขวาที่เกิดอาการบาดเจ็บ เจ้าตัวจึงไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนล้มลงไปกับพื้น
ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงต่อสู้กัน
หวงเอ้อร์ไล่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมา จึงสู้แบบงูๆปลาๆ ในขณะที่หลบหมัดของจ้าวชิงซง เขาตะโกนอย่างไม่กลัวความตายว่า “ฉันจะบอกความจริงให้ จ้าวชิงซง แกมันโง่จริงๆ ไม่รู้เหรอว่าโดนสวมเขาอยู่ ผู้หญิงคนนี้ออกไปเจอผู้ชายมากมายข้างนอกบ้าน…”
“โอ๊ย!”
จ้าวชิงซงเตะเขาเข้าที่ท้องอย่างแรง แต่ไม่ได้ทำให้เขาถึงตาย ทว่ามันก็สร้างความทรมานให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน
ในที่สุดหวงเอ้อร์ไล่ก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขากุมท้องด้วยความเจ็บปวด “หยุดได้แล้ว! ช่วยด้วย มีคนจะฆ่าคน!”
ป้าหลิวได้ยินเสียงจึงวิ่งออกมา “โอ้โห! ลูกชายคนรองของตระกูลจ้าว เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทะเลาะกันได้ล่ะ?”
เวลาหลังเลิกงาน มีชาวบ้านเดินผ่านมามุงดูด้วยความคึกคักกันมากมาย
“หยุดได้แล้ว!” ลี่หรงดึงจ้าวชิงซง เธอรู้ว่าเขากำลังระบายความโกรธแทนตน ชายขี้เมาคนนี้ปากไม่ดีและจิตใจสกปรก เขาสมควรโดนทุบตี แต่ตอนนี้มีคนมากขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบไม่ดีต่อจ้าวชิงซง
จมูกของหวงเอ้อร์ไล่ฟกช้ำ ใบหน้าบวมแดง แต่เขาก็ยังกล้าพูดว่า “ให้ตายเถอะ! ไอ้คนโง่เอ๊ย สมควรแล้วที่เมียแกจะมีชู้ แถมมีมากกว่าหนึ่งคนด้วย ให้ฉันนอนด้วยสักคืน ฉันจะดูแลเธออย่างดีเลย อุตส่าห์ใจบุญขนาดนี้ แกยังจะมาทุบตีกันอีก”
จ้าวชิงซงอดเตะเขาอีกสองสามครั้งไม่ได้ “หุบปากสกปรกนั่นซะ!”
หวงเอ้อร์ไล่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด ขณะด่าทอ
เมื่อผู้เห็นเหตุการณ์ได้ยินคำพูดของหวงเอ้อร์ไล่ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมจ้าวชิงซงถึงเดือดดาลขนาดนี้
หวงเอ้อร์ไล่คนนี้โง่จริงๆ ผู้ชายคนไหนจะทนคำพูดแบบนี้ของชายคนอื่นได้
ไม่ถูกทุบตีจนตายก็ดีแล้ว
เมื่อได้ยินแบบนั้น ป้าหลิวก็ถ่มน้ำลาย “บาปกรรมจริงๆ ทำร้ายคนง่อยได้ลงคอ สมควรโดนทุบตี!”
ใบหน้าของลี่หรงบึ้งตึง เมื่อได้ยินคนอื่นเรียกจ้าวชิงซงว่าคนง่อย ขณะเธอกำลังจะเอ่ยปากจ้าวชิงซงก็ดึงหญิงสาวกลับไป
จ้าวชิงซงเหลือบมองผู้เห็นเหตุการณ์ แล้วพูดอย่างมีเลศนัยว่า “ผมรู้เรื่องข่าวลือในหมู่บ้านช่วงนี้ แต่ผมไม่สนใจ วิธีที่ดีที่สุดคือควบคุมคำพูดและการกระทำของพวกคุณให้ดี อย่ามาล้ำเส้นเราสองคน ไม่งั้นผมคงตีหมดไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น”
ช่วงนี้ชาวบ้านชอบพูดซุบซิบเรื่องลี่หรง ทุกคนจึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้ชายบางคนที่คิดถึงลี่หรงในทางไม่ดี ก็ตัวสั่นเมื่อเห็นสภาพของหวงเอ้อร์ไล่ที่ถูกทุบตีจนน่วม
จ้าวชิงซงช่วยประคองลี่หรงขึ้นเกวียนวัวก่อนนำเทียมเกวียนออกไป ไม่สนใจว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะพูดอะไรก็ตาม
เมื่อกลับถึงบ้าน สีหน้าของจ้าวชิงซงยังคงดูแย่มาก
ลี่หรงสัมผัสใบหน้าของเขา แล้วจูบปากชายหนุ่ม “อย่าโกรธเลยค่ะ มันไม่คุ้มหรอก แล้วช่วงนี้มีข่าวลือในหมู่บ้านว่าฉันนอกใจเหรอคะ?”
“ไม่ต้องสนใจหรอกครับ” เขาพูดอย่างหนักแน่น รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทุบตีหวงเอ้อร์ไล่จนตาย
จ้าวชิงซงไม่รู้เลยว่าต้นตอข่าวนี้เกิดขึ้นมาจากไหน กว่าจะเขารู้ ข่าวก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งชุมชนแล้ว
ลี่หรงอยู่บ้านทุกคืน เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เคยคิดสงสัยอีกฝ่าย และไม่คิดจะเล่าเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ให้ภรรยาฟัง เพื่อไม่ให้กระทบต่ออารมณ์ของเธอ
แต่ไม่ได้คาดหวังว่าไอ้โง่นั่นจะมาพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลี่หรง และพยายามทำร้ายเธอจริงๆ
จ้าวชิงซงรู้สึกโมโห โกรธมากจนเอาแต่พูดว่า “ตะกี้น่าจะกระทืบมันให้ตายไปเลย!”
ลี่หรงมองไปรอบๆ โชคดีที่ชาวบ้านทุกคนต่างมามุงดูความสนุก ไม่เช่นนั้นจ้าวชิงซงอาจเดือดร้อนได้
เธอพูดว่า “อย่าเปลืองสมองเพราะคนแบบนั้นเลย ฉันเองยังตีเขาเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่ใช่คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานฝ่ายเดียวนี่ คราวหน้าถ้ามีคนพูดแบบนี้ต่อหน้าอีก ฉันจะฉีกปากคนพูดเอง!”
ใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ลี่หรงจึงกล้าพูดมากขึ้น เธอรีบหอมแก้มจ้าวชิงซง “เอาล่ะ อย่าโกรธเลยค่ะ คุณเชื่อในตัวฉันนะ”
“ผมเชื่อใจภรรยาครับ” จ้าวชิงซงลูบท้ายทอยของลี่หรง ก่อนกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขน ตนเองยังลังเลที่จะพูดคำรุนแรงกับผู้หญิงที่ล้ำค่าราวสมบัติ ในขณะที่ชายคนอื่นกลับกล้าดูถูกเธอแบบนี้ สมควรตายจริงๆ
“ฉันก็ว่าอยู่ว่าทำไมเมื่อไม่กี่วันก่อนแม่และคนอื่นๆถึงทำตัวแปลกๆ ดูเหมือนว่าพวกเธอจะได้ยินคำพูดพวกนั้นแล้ว”
“ไม่ต้องห่วง แม่และคนอื่นๆรู้ดีว่าคุณเป็นยังไง”
ลี่หรงไม่สนใจ เธอไม่โกรธเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มโกรธแทนมากขนาดนี้ เธอจึงบีบมือเขาอย่างอ่อนโยน “ไปเถอะ ไปทำเนื้อตุ๋นที่คุณชอบกันเถอะ”
ในฤดูใบไม้ผลิ ผักป่าหลายชนิดงอกในทุ่งนา
ลี่หรงกลับบ้านหลังจากขายซาลาเปาเสร็จ จากนั้นเรียกเหอฮวาไปเก็บผักป่าในทุ่งนา
“น้าสะใภ้รอง พี่ต้าหนิวบอกว่าผักนี้ใส่เกี๊ยวอร่อยมาก” ตอนนี้เหอฮวาสนิทกับลี่หรงมาก เธอเก็บผักจี้ไฉ่มายื่นตรงหน้าลี่หรง แล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “ใช่หรือเปล่าคะ?”
“ใช่” ลี่หรงพูด “นี่คือผักจี้ไฉ่ ถ้าเอาไปทำเกี๊ยวมันจะอร่อยมาก”
“คืนนี้จะทำไหมคะ?”
“อืม… มีหมูอยู่นะ คืนนี้มากินเกี๊ยวที่บ้านน้าสิ”
ดวงตาของเหอฮวาเป็นประกาย ก่อนจะหรี่ลง “แม่บอกว่าไปกินข้าวบ้านน้าสะใภ้ไม่ได้ตลอดเวลา มันดูไม่ดีค่ะ”
“ไม่เป็นไร น้าพูดเองเลยนะเนี่ย”
“น้าสะใภ้รองใจดีมากเลยค่ะ” เหอฮวาเงยหน้าขึ้น แล้วถามอย่างกังวล “ในอนาคตน้าสะใภ้รองจะไม่ทิ้งน้ารองของหนูใช่ไหมคะ?”
“ไม่แน่นอน ใครบอกว่าน้าจะทิ้งน้ารองของเธอ?”
เหอฮวาก้มศีรษะลง แล้วพูดว่า “ป้าๆในหมู่บ้านบอกว่าถ้าน้าสะใภ้ไปรักคนอื่น ในอนาคตก็จะไม่อยู่บ้านเรา”
“พวกเขาพูดเรื่องไร้สาระน่ะ ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก เหอฮวา เก็บผักป่าเพิ่มเถอะ แล้วคืนนี้น้าจะทำซุปผักป่าให้กิน”
ขณะที่พวกเธอกำลังเก็บผักป่าและเตรียมกลับบ้านก็พบกับหลัวปิงในทุ่งนา
ลี่หรงไม่ได้พบเธอตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ฆ่าหมูในช่วงปีใหม่
ช่วงนี้หลัวปิงสุขสบายดี เธอรู้สึกโชคไม่ดีเมื่อเจอลี่หรง แต่เมื่อเพื่อนสาวหันหลังเดินจากไปราวกับว่าไม่เห็นเธอ หลัวปิงก็กลับไม่มีความสุข ก่อนร้องเรียกอีกฝ่ายให้หยุดเดิน
ลี่หรงจับมือเหอฮวา แล้วมองหลัวปิงอย่างไม่อดทน “เธอคิดจะทำอะไรอีกล่ะ?”
“หรงหรง เธอพูดแบบนั้นกับฉันได้ยังไง? ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรซะหน่อย” หลัวปิงเดินไปหาลี่หรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงบูดบึ้ง “ชายคนนั้นในเมืองเป็นนายทหารใช่ไหม? เขาสวมนาฬิกา เสื้อเชิ้ต และผมของเขาก็ทาน้ำมันด้วย ฉันเห็นเขาพาเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ จ้าวชิงซงไม่สนใจเธอเลยเหรอ?”
ลี่หรงหรี่ตาลง คนที่หลัวปิงพูดถึงทำให้เธอนึกถึงอู๋จื่อกังทันที
ลี่หรงดูเหมือนจะรู้แล้วว่าใครเป็นคนแพร่ข่าวซุบซิบในหมู่บ้าน เป็นหลัวปิงนี่เองที่กลับมากระจายข่าวให้
“เธอเห็นเหรอ?” ลี่หรงถามเบาๆ
“ใช่ ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะทำแบบนี้จริงๆ” หลัวปิงเขยิบเข้ามาใกล้ “บอกฉันหน่อยว่าพ่อแม่ของเธอจะรู้สึกอับอายขนาดไหน ถ้าข่าวนี้ไปถึงที่บ้านท่าน?”
ตอนที่ 42: ครอบครัวของผู้เฒ่าหลี่ปรากฏตัวอีกครั้ง แล้วจากไปด้วยความสิ้นหวัง
“นั่นเป็นญาติห่างๆของฉันเท่านั้น เขาเป็นผู้จัดการในโรงงาน หลัวปิง…เธอเป็นคนแพร่ข่าวซุบซิบในหมู่บ้านใช่ไหม?”
หลัวปิงหลบสายตาแล้วปฏิเสธ “พูดเรื่องอะไรน่ะ? ฉันไม่รู้เรื่อง เธออย่ามากล่าวหากันนะ”
เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของหลัวปิง ลี่หรงจะเชื่อลงได้อย่างไร
คำพูดเหล่านี้ที่ต้องการทำลายชื่อเสียงลี่หรงมาจากเธอ!
มีชาวบ้านมากมายที่มาเก็บผักป่าอยู่โดยรอบ แม้จะไม่รู้ว่าพวกเธอพูดอะไร ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝูงชนจึงค่อยๆรวมตัวกันและมองทั้งสองอย่างโจ่งแจ้ง ราวกำลังเพลิดเพลินกับละครเรื่องหนึ่ง
ดวงตาของลี่หรงฉายแววเป็นประกาย “แล้วทำไมเธอยังต้องมาที่ชนบทอยู่ล่ะ ไม่ใช่ว่าเพราะหยางเต๋อเป่าไม่ต้องการเธออีกต่อไปแล้วเหรอ? ใช่แล้ว ฉันจำได้แล้ว ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา หยางเต๋อเป่าบอกว่าเขาเลิกกับเธอแล้ว เป็นเพราะเรื่องนี้ ถึงได้แก้แค้นฉันด้วยวิธีนี้หรือเปล่า?”
“เธอ!” หลัวปิงถูกแทงใจดำ ตนรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรง หยางเต๋อเป่าจะตีตัวออกห่างจากเธอชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไร
“อีกอย่างฉันไม่คบกับพวกคนใหญ่คนโตหรอกนะ นั่นเป็นเพียงญาติห่างๆที่ทำงานอยู่ในโรงงานเหล็กเท่านั้น อย่าพูดอะไรที่ใส่ร้ายชื่อเสียงของฉันอีก ไม่อย่างนั้นถ้ามันกระทบต่องานของเขา เราได้เห็นดีกันแน่!”
ลี่หรงพูดดังขึ้น “ต่อไปหากใครไม่ระวังคำพูดตัวเอง แล้วมาใส่ร้ายฉันอีก จะถือว่าเธอมีปัญหาทางทัศนคติ และต้องถูกส่งไปปรับทัศนคติเสีย!”
มีแต่คนไม่ดีเท่านั้นที่จะถูกส่งไปอบรมปรับทัศนคติ แต่ชาวบ้านไม่ต้องการเช่นนั้น
ฝูงชนมองหน้ากัน แล้วมีคนพูดว่า “กลายเป็นว่ามันเป็นเรื่องโป้ปดไร้สาระของยุวชนหลัวเหรอ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้รู้แล้ว ยุวชนหลัว… ต่อไปอย่ากล่าวหาคนบริสุทธิ์แบบนี้อีกเลย”
หลัวปิงได้แต่อดกลั้นอารมณ์โมโหของตนไว้ เพราะฝูงชนเหล่านั้นล้วนเชื่อที่ลี่หรงพูด เธอจึงไม่มีโอกาสได้แก้ตัว พลันรู้สึกอับอายกับข้อกล่าวหาจากเหล่าชาวบ้าน
หลังจากนี้หากหลัวปิงพูดอะไร ก็คงจะไม่มีใครเชื่อเธออีกแล้ว
มีคนช่วยเสริม “ใช่แล้ว ยุวชนหลัว แม้ว่ายุวชนหยางจะไม่ต้องการเธอ แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้หรอกนะ ชื่อเสียงของหญิงสาวนั้นล้วนสำคัญที่สุด”
“ฉันบอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่ายุวชนลี่ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่พวกเธอก็ยังพูดเรื่องไร้สาระอยู่ได้”
“เธอบอกว่าเพิ่งรู้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
ลี่หรงไม่ฟังสิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้พูดอีก มันไม่ได้สลักสำคัญเลย
สิ่งสำคัญคือหลังจากวันนี้ ลี่หรงเชื่อว่าเมื่อผู้หญิงเหล่านั้นหยิบยก ‘ข่าวลือ’ เรื่องนี้ในหมู่บ้านอีก เธอจะได้สามารถแก้ผิดให้ตัวเองได้
วันนี้เรื่องที่หลัวปิงเป็นคนแพร่ข่าวซุบซิบถูกลงโทษแล้ว ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อลี่หรงมาก
เธอมองหลัวปิงที่ถูกรายล้อมไปด้วยชาวบ้านที่กำลังอบรมสั่งสอน ก่อนอุ้มเหอฮวาจากไป โดยไม่สนใจหลัวปิงที่เต้นเร่าๆอยู่ข้างหลังสักนิด
ลี่หรงทำเกี๊ยวผักจี้ไฉ่ และทำซุปผักป่าในตอนค่ำ เธอทำเกี๊ยวเยอะมาก และแบ่งปันกับเหอซิ่งและจ้าวชิงหลิ่วด้วย
บ้านของจ้าวชิงหลิ่วและหลี่ต้าไห่ไม่ใหญ่นัก มีเพียงสองห้องและห้องครัวขนาดเล็ก พวกเขาจึงสร้างกำแพงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ที่เหลือคือใช้การยกคานและนำกระเบื้องมามุงหลังคา
เป็นธรรมเนียมในหมู่บ้านต้าเจียง ที่จะต้องจัดงานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่
ทั้งคู่ยืมเงินมาสร้างบ้าน ดังนั้นจึงไม่มีความตั้งใจที่จะจัดงานฉลองใหญ่โต แต่ก็ต้องจัดเป็นพิธี ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจจัดโต๊ะสองสามโต๊ะ แล้วเชิญผู้อาวุโสของตระกูลและเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยบางคน และเชิญเลขาประจำหมู่บ้านและคนสร้างบ้านมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
มีการวางเหล้าไว้ข้างบ้านใหม่ และตั้งหม้อต้มน้ำไว้บริเวณพื้นที่โล่งแจ้ง
หลี่ต้าไห่เป็นคนทำอาหาร ส่วนลี่หรงและคนอื่นๆนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ข้างๆ ขณะที่รอร่วมรับประทานอาหาร
ครอบครัวของผู้เฒ่าหลี่รู้ว่าหลี่ต้าไห่ได้สร้างบ้านใหม่แล้ว จิตใจจึงเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา พูดให้ถูกคือแม่เลี้ยงของเขากำลังคิดจะสร้างปัญหาอีกครั้ง
แม่เลี้ยงลากพ่อของเขามาที่บ้านที่หลี่ต้าไห่สร้างอย่างไร้ยางอาย แล้วนั่งลงบนโต๊ะด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
เหอซิ่งเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เธอดึงแขนเสื้อของลี่หรงแล้วสะกิดให้อีกฝ่ายมอง
ลี่หรงไม่เคยพบกับพ่อและแม่เลี้ยงของหลี่ต้าไห่ เธอจึงคิดว่าพวกเขาเชิญคู่สามีภรรยาสูงอายุมากินข้าว จึงถามว่า “มีอะไรผิดปกติเหรอ?”
เหอซิ่งกระซิบ “คนเหล่านั้นคือพ่อสามีของพี่สาวใหญ่ และแม่เลี้ยงของสามีเธอ”
“อะไรนะ?” ลี่หรงขมวดคิ้ว “ทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่ พี่สาวใหญ่คงไม่ได้เชิญพวกเขามาแน่นอน”
เหอซิ่งส่ายหัว “ใครจะรู้ คนในครอบครัวของผู้เฒ่าหลี่เหล่านั้นไร้ยางอาย หลังจากได้ยินข่าวพวกเขาอาจจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง ”
จ้าวชิงหลิ่วและสามียุ่งจนหัวหมุน เลยไม่ได้สังเกตเห็นสถานการณ์นี้
ลี่หรงวิ่งไปบอกแม่จ้าว
แม่จ้าวกำลังคุยกับพวกป้าๆ แต่เมื่อเธอได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าแม่จ้าวก็เคร่งขรึมทันที “พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำไมพวกเขาถึงกล้ามาที่นี่ พาแม่ไปดูเร็วเข้า!”
คู่สามีภรรยาอาวุโสของตระกูลหลี่นั่งอยู่บนโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง สายตาของพวกเขาจ้องมองบ้านหลังใหม่ของลูกสะใภ้ด้วยความไม่สบายใจตลอดเวลา
แม่จ้าวเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “ทำไมพวกคุณถึงกล้ามาที่นี่อีก”
แม่เลี้ยงของหลี่ต้าไห่ไร้ร่องรอยเขินอายบนใบหน้า ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอยิ่งเป็นรอยยับย่นเมื่อคลี่ยิ้ม “อ้าว! นี่ไม่ใช่งานฉลองบ้านหลังใหม่ของต้าไห่เหรอ ในฐานะพ่อแม่ ถ้าไม่มาก็คงจะดูไม่ดีนัก”
“ต้าไห่เชิญพวกคุณมาที่นี่หรือเปล่าล่ะ?”
“ทำไมต้องรอให้เขาเชิญมาด้วยล่ะ เราเป็นพ่อแม่ของเขานะ”
แม่จ้าวพ่นลมหายใจด้วยความโกรธ “พ่อแม่เหรอ… งั้นทำไมไม่ช่วยออกเงินค่าสร้างบ้านหลังใหม่ให้ต้าไห่ล่ะ?”
คุณแม่เลี้ยงหลี่บอกว่า “ต้าไห่น่ะร่ำรวย คงไม่ต้องการเงินเล็กน้อยจากพวกเราหรอก ฉันแค่มาดูว่าบ้านหลังนี้สร้างได้ดีหรือเปล่า ยังไงน้องชายต้าไห่จะแต่งงานเดือนหน้า ฉันตั้งใจจะให้น้องชายต้าไห่มาใช้ที่นี่เป็นเรือนหอ ก็เลยมาดูลาดเลาก่อน”
ลี่หรงยืนฟังจากด้านข้าง รูม่านตาก็ขยายออกกว้าง แม่เลี้ยงคนนี้ไร้ยางอายนัก ถึงกับกล้าคิดเรื่องแบบนี้ด้วยซ้ำ!
เธอพูดประชดว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินว่าพ่อแม่พี่เขยมาโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่คิดเลยว่ากำลังจะจับคู่ให้ลูกตัวเอง แล้วมาเบียดเบียนคนที่นี่”
คนข้างๆหัวเราะเมื่อได้ยินแบบนั้น
อีกฝ่ายอดพูดไม่ได้ว่า “เธอ! เป็นใครกัน มีสิทธิ์อะไรมาพูดตรงนี้!”
“คุณสนใจด้วยเหรอว่าฉันเป็นใคร ฉันอยู่ที่นี่เพราะถูกเชิญมา แต่คุณทำได้แค่ ‘แอบมา’ เท่านั้น เจ้าภาพไม่ได้เชิญเสียด้วยซ้ำ!”
น่าละอายจริงๆ ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าแม่เลี้ยงปฏิบัติต่อลูกชายที่เกิดจากสามีกับอดีตภรรยาของเขาอย่างไม่ไว้หน้า
พวกเขาไม่ได้รับเชิญด้วยซ้ำ แต่เธอก็ยังบอกให้พ่อของหลี่ต้าไห่พาตัวเองมาด้วย คิดเพียงว่าหากพ่อของเขาอยู่ที่นี่ หลี่ต้าไห่จะไม่กล้าไล่พวกเขาออกไปใช่ไหม?
นี่คิดแค่ว่าตัวเองมาเพื่อกินอาหารฟรี!
ใครจะคิดว่าลี่หรงจะกล้าพูดถึงเรื่องนี้!
ทุกคนที่เห็นรู้ดีว่าคู่สามีภรรยาเฒ่าเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ แต่เดินเข้างานมาเอง ทำให้คนหัวเราะเสียงดัง พลางชี้มาที่พวกเขาราวกับตัวตลก
แม่เลี้ยงหลี่รู้สึกเสียหน้า จนรีบปรี่เข้าไปหมายจะตบลี่หรงหนึ่งฉาด แต่หญิงสาวหลบได้
แม่จ้าวโกรธมากจนพูดไม่ออกกับพฤติกรรมอันธพาลของแม่เลี้ยงหลี่ ก่อนมองไปรอบๆ ในที่สุดก็พบไม้กวาดอยู่ที่มุมหนึ่ง จึงวิ่งไปคว้ามันขึ้นมา แล้ววิ่งไปจัดการแม่เลี้ยงหลี่
สีหน้าของแม่เลี้ยงหลี่เปลี่ยนไป เธอดึงสามีมาขวางไว้ แล้วตะโกนเสียงดังว่า “ต้าไห่! ต้าไห่รีบมาเร็ว พ่อกำลังจะถูกทุบอยู่แล้ว!”
เมื่อคู่รักที่กำลังยุ่งอยู่กับงานได้ยินเสียงของแม่เลี้ยงหลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งทื่อ ความรังเกียจฉายแววในดวงตาของพวกเขา
จ้าวชิงหลิ่วไม่ได้ปิดบัง เธอถามว่า “ทำไมแม่เลี้ยงถึงมาที่นี่ได้?”
“ไม่รู้สิ เราออกไปดูกันเถอะ”
เมื่อทั้งสองออกไปก็เห็นเหตุการณ์นี้
แม่จ้าวยกไม้กวาดจะตีแม่เลี้ยงหลี่ แต่เธอซ่อนตัวอยู่ข้างหลังสามี ทำให้ไม้กวาดเกือบจะฟาดใส่พ่อหลี่อย่างหวุดหวิด
เมื่อเห็นหลี่ต้าไห่ออกมา แม่เลี้ยงหลี่จึงตะโกนว่า “ต้าไห่ เข้าใจแล้วใช่ไหม ดูสิ่งที่แม่เมียของลูกทำสิ!”
หลี่ต้าไห่เม้มปากจนเป็นเส้นตรง “พวกคุณมาที่นี่ทำไม?”
“เราได้ยินมาว่าลูกสร้างบ้านใหม่ พ่อกับแม่ก็เลยแวะมาแสดงความยินดี”
เส้นเลือดที่ขมับของหลี่ต้าไห่ปูดโปน สีหน้าของเขาราวอดกลั้นความโมโหไว้สุดขีด
ดูเหมือนแม่เลี้ยงหลี่จะเสียสติ และไม่ได้สังเกตคนตรงหน้าจึงพูดว่า “น้องชายของลูกกำลังจะแต่งงานเดือนหน้า ลูกไม่ได้ลืมสร้างห้องหอเผื่อให้เขาหรอกใช่ไหม?”
เมื่อจ้าวชิงหลิ่วได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที พลางชี้ไปข้างนอกแล้วตะโกนว่า “ออกไป! คุณจะรังแกพวกเราไปอีกนานแค่ไหน ให้เรือนหอเขาเหรอ คุณไล่พวกเราออกมาแล้ว ยังจะกล้าพูดแบบนั้นได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ดูเมียของลูกหน่อยสิต้าไห่ ทำไมถึงพูดกับพ่อแม่แบบนี้”
หลี่ต้าไห่กอดภรรยาที่ล้มตัวลง ริมฝีปากของเขาสั่นขณะพูดว่า “บอกแล้วว่าให้ไปให้พ้น…”
ดวงตาของแม่เลี้ยงหลี่เบิกกว้าง “ลูกว่าอะไรนะ?”
จ้าวชิงซงและคนอื่นๆกลับมาทันเวลา เมื่อพวกเขาเห็นคู่สามีภรรยาของตระกูลหลี่ ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องคิดเลย ดวงตาจ้าวชิงซงแววรังเกียจ “ฉันยังเก็บใบเรียกเก็บเงินค่ายาไว้ ป้าจะจ่ายเมื่อไหร่ล่ะ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน แม่เลี้ยงหลี่ไม่กล้าหืออีก จ้าวชิงซงดูเหมือนจะรับมือได้ยากในตอนแรกได้พาเลขาประจำหมู่บ้านมาด้วย แม่เลี้ยงหลี่จึงลากสามีออกไปด้วยความไม่พอใจ
ระหว่างรับประทานอาหาร ใบหน้าของจ้าวชิงหลิ่วยังคงไม่ค่อยดีนัก เธอพูดอย่างเศร้าๆว่า “ทำไมเธอถึงมาที่นี่อีก เธอคงอยากจะฆ่าฉันจริงๆ”
ลี่หรงปลอบเธอว่า “ไม่ต้องสนใจหรอกพี่สาวใหญ่ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรหรอก หากพวกเขากล้าสร้างปัญหาขึ้นอีก ก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กันไปก็ต้องยอม”
จ้าวชิงหลิ่วถอนหายใจ “พูดน่ะมันง่าย แต่ใครล่ะที่จะกล้าตัดได้จริงๆ”
งานวันนี้เป็นงานมงคล ทันทีที่ยกอาหารมา เรื่องร้ายก็ถูกมองข้ามไปโดยปริยาย
เมื่อผู้ใหญ่มารวมตัวกันที่โต๊ะ พวกเขาก็ต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จ้าวชิงซงเคยเป็นทหาร เลขาประจำหมู่บ้านและคนอื่นๆจึงชอบพูดคุยกับจ้าวชิงซง คืนนั้นทุกคนล้วนดื่มกันไปไม่น้อย
หลังจากทานอาหารเสร็จ ลี่หรงก็ช่วยเก็บโต๊ะและมองจ้าวชิงซงอย่างประเมินท่าที และดูเหมือนอีกฝ่ายจะยอมแพ้ให้กับฤทธิ์น้ำเมาเสียแล้ว เธอจึงร่ำลาแม่จ้าวและคนอื่นๆ ก่อนพาจ้าวชิงซงกลับบ้าน
เมื่อเดินผ่านทุ่งต้นอ้อ ก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาลอยมาตามลม
เมื่อได้ยิน ทั้งสองต่างก็รู้ว่าเสียงนั้นคืออะไร
ยังไม่ทันมืดเลยนะ ใครกล้ามาทำในที่แบบนี้กัน?
ใบหน้าของลี่หรงเปลี่ยนเป็นสีแดง จ้าวชิงซงจึงเอื้อมมือไปปิดหูของหญิงสาว ก่อนจูงเธอออกไปอย่างรวดเร็ว
“ใครกำลังทำอะไรในทุ่งต้นอ้อกลางวันแสกๆกัน?” ลี่หรงถามด้วยความแปลกใจ
จ้าวชิงซงพ่นลมหายใจ ตอนแรกตนไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อได้ยินเสียงนี้ เขาก็ยิ้มมุมปาก พลางเข้าไปกอดลี่หรงแล้วกระซิบว่า “ใครจะรู้ แต่ครั้งต่อไปเราลองกันบ้างดีไหมครับ”
ลี่หรงจ้องมองเขา “ใครจะอยากตามคุณไปที่ทุ่งต้นอ้อกัน”
เตียงที่บ้านไม่สบายกว่าเหรอ?
ลี่หรงพลันกระทืบเท้า “ต่อไปอย่าดื่มเหล้าอีก คุณนี่ชอบพูดเรื่องไร้สาระตอนเมาจริงๆ”
ตอนที่ 43: ตั้งครรภ์
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลง ฤดูร้อนก็มาเยือน สายลมพัดโชยปะทะเข้าใบหน้าก็ค่อยๆอบอุ่นขึ้น
แผงขายอาหารเช้าของลี่หรงไม่ขายซาลาเปาอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากยากที่จะนึ่งในหม้อเหล็ก
ลี่หรงซื้อเครื่องเทศมาจำนวนมากและเริ่มทำพะโล้อีกครั้ง พลางคิดถึงเถ้าแก่ร้านขายขนมที่เคยบอกว่าเขาไม่ได้กินพะโล้ที่เธอทำมานานแล้ว พะโล้ส่วนใหญ่ที่ทำ จ้าวชิงซงจะขายมันให้กับลูกค้าประจำเท่านั้น
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะถูกนำไปขายใน ‘ตลาดการค้าเสรี’
ตอนที่เธอมาที่นี่เป็นฤดูใบไม้ร่วง ไม่รู้เลยว่าฤดูร้อนของที่นี่จะร้อนขนาดไหน
ภายในเดือนกรกฎาคม รู้สึกราวกับตนกำลังอยู่ในเตาอบ หากยืนอยู่ข้างนอกสักสองสามนาที ใบหน้าคงเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเม็ดใหญ่เท่ากับเมล็ดถั่วเหลืองไหลอาบออกมาแน่ๆ
ลี่หรงใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเพื่อเช็ดเหงื่อ ความเย็นนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายตัวเป็นครั้งแรกหลังจากทนร้อนมาอย่างยาวนาน
หลังจากที่ครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่วสร้างบ้านใหม่ พวกเขาก็ย้ายไปอยู่ที่นั่น เมื่อหลานน้อยสองคนไม่อยู่ ความสดใสคึกคักก็น้อยลง
ลี่หรงเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ในช่วงที่กลางวันยาว กลางคืนสั้น กว่าชาวบ้านจะเลิกงานก็ค่ำมืดหมดแล้ว ทำให้บ้านยิ่งเงียบสงบมากขึ้นไปอีก
อาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่ร้อนระอุ ทำให้ช่วงนี้ลี่หรงไม่รู้สึกอยากอาหาร เธอจึงไม่คิดจะหุ้งข้าว แต่เลือกนวดแป้ง ทำซุปบะหมี่ที่กินแล้วสดชื่นแทน
จ้าวชิงซงกลับมาจากข้างนอกพร้อมกับปลาที่อยู่ในมือ
ก่อนที่ลี่หรงจะเอ่ยถาม เขาก็อธิบายว่า “ครั้งนี้ผมไม่ได้ไปตกปลา ซ่งเสี่ยวซานเอามาให้น่ะครับ”
“อ๋อ” ลี่หรงเข้ามาดู “ปลาตายหรือยังคะ คืนนี้ฉันทำบะหมี่แล้ว ไม่อยากทำอาหารแล้ว ถ้ามันยังไม่ตายก็เอาไปใส่อ่างไว้ก่อน เก็บไว้ทำพรุ่งนี้แล้วกันค่ะ”
“น่าจะยังไม่ตายนะ มันยังดีดดิ้นอยู่เลยตอนเอาลงน้ำ”
“งั้นก็ปล่อยไว้ในอ่างก่อนเถอะค่ะ”
ที่บ้านมีจักรเย็บผ้า ลี่หรงจึงทำเสื้อกั๊กและกางเกงขาสั้นหลายตัวให้ตัวเองใส่ตอนอยู่ในบ้าน
ตอนเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จ ความเหนียวเหนอะหนะบนร่างกายถูกชะล้าง ลี่หรงสวมเสื้อกั๊กตัวเล็กล้มตัวนอนลงบนเตียงเตา แล้วใช้พัดมาพัดลมให้ตัวเอง
คืนนี้ก็ไม่ต่างจากก่อนหน้า แต่ลี่หรงกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ และยังคงมีความรู้สึกหดหู่ผสมกันด้วย จนกระทั่งจ้าวชิงซงเข้ามาหาในห้อง จิตใจเธอก็ยังคงหดหู่
จ้าวชิงซงสังเกตเห็นความหงุดหงิดของอีกฝ่าย จึงปีนขึ้นไปบนเตียงเตา ก่อนหยิบพัดมาพัดให้ลี่หรงแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้นครับ คุณดูไม่ค่อยร่าเริงเลย”
“ไม่รู้สิคะ แค่รู้สึกหงุดหงิด บางทีคงเป็นเพราะร้อนเกินไปหรือเปล่า?”
“อาจจะเป็นแบบนั้น พรุ่งนี้คุณไม่ต้องทำพะโล้นะครับ ผมจะไปดูอาหารสัตว์ที่ตัวเมือง อยากไปด้วยกันไหม?”
“ดูอาหารสัตว์อะไรหรอคะ?” ลี่หรงถาม ก่อนผลักจ้าวชิงซงเบาๆ “ตัวคุณร้อนเหมือนเตาหลอมเลย อยู่ห่างจากฉันจะดีกว่าค่ะ”
จ้าวชิงซงที่จู่ๆโดนดุจึงหัวเราะออกมา “ซื้ออาหารหมูครับ คราวนี้ต้องซื้อเยอะหน่อย โรงงานได้ลูกหมูเพิ่มมาอีกสองสามตัว หากจะรอเชือดตอนช่วงปีใหม่ ก็ต้องขุนให้มากขึ้นถึงจะตัวอวบอ้วนได้น้ำหนัก”
ลี่หรงรู้ว่าจ้าวชิงซงมักจะไปทำงานข้างนอก แต่เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำงานเกี่ยวข้องกับฟาร์มสุกร
ขณะนี้บุคคลทั่วไปไม่สามารถเลี้ยงหมูได้ และหมูทุกตัวในหมู่บ้านเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้รับผิดชอบ
ลี่หรงได้ยินมาว่าฟาร์มสุกรที่จ้าวชิงซงกล่าวถึงนั้น เลี้ยงกันแบบส่วนตัว หากถูกจับได้ โทษจะร้ายแรงกว่าการทำธุรกิจใน ‘ตลาดการค้าเสรี’ เสียอีก
หัวใจของลี่หรงสั่นสะท้าน “ฟาร์มสุกรเกี่ยวข้องอะไรกับคุณคะ?”
จ้าวชิงซงพูดด้วยใบหน้าที่เฉยเมย ราวกับว่าเขากำลังพูดถึงบางสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญ “มีบางอย่างเกิดขึ้นกับฟาร์มหมูเมื่อไม่นานมานี้น่ะ ทำให้ธุรกิจชะงักไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ผมกับเพื่อนจึงร่วมหุ้นส่วนกัน”
ลี่หรงอยู่สับสน “ห๊า! คุณไม่เห็นเคยพูดเรื่องใหญ่แบบนี้กับฉันเลย!”
“ผมบอกคุณแล้วนะครับ”
“เมื่อไหร่คะ?” ลี่หรงขมวดคิ้ว ทำไมตัวเองกลับจำอะไรไม่ได้เลย
“ก่อนหน้านี้ ผมขอเบิกเงินจากคุณมามากกว่าสองพันไม่ใช่เหรอครับ?”
ลี่หรงใช้สมองครุ่นคิดครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกได้ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเช่นนี้
คืนนั้นหลังจากเสร็จงาน ลี่หรงรู้สึกล้าไม่น้อย พอได้ยินจ้าวชิงซงพูดถึงเพื่อนของเขาและขอเบิกเงินมากกว่าสองพัน ลี่หรงคงเกิดอาการมึนงงเล็กน้อย คิดว่ามีเรื่องเดือดร้อนบางอย่างเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา จึงบอกให้จ้าวชิงซงเอาเงินไปได้เลย
จ้าวชิงซงเอาเงินออกไปในวันรุ่งขึ้น และลี่หรงก็ไม่เคยถามอีกเลย ไม่เคยคาดหวังว่าเขาจะใช้เงินนั้น เพื่อสร้างฟาร์มสุกรร่วมกับคนอื่น
ลี่หรงรู้สึกปวดหัว “คุณกล้าหาญมาก!”
“ไม่เท่าไหร่อะไรหรอกครับ” จ้าวชิงซงกล่าว “เราต่างคุ้นเคยกับงานในฟาร์มสุกร ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เจ้าของคนก่อนขาดทุนหนักจากโรคไข้หวัดหมู และไม่ได้คิดจะทำอีกต่อไป พวกผมก็เลยรับช่วงต่อ”
“มันขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะ เรื่องเป็นแบบนี้ ฉันเองก็คงขอให้คุณเลิกทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะคะ” ลี่หรงกล่าว “งั้นคุณระวังตัวด้วยแล้วกันค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับที่รัก” จ้าวชิงซงวางพัดไว้ข้างๆ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า “เรามาคุยเรื่องอื่นกันเถอะครับ”
“อืม… อย่ามาทับฉันนะ” จู่ๆ ลี่หรงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ช่องท้องส่วนล่าง และรู้สึกเวียนหัว “คุณจะทำตอนฉันเจ็บแปลบที่ท้องอยู่งั้นเหรอคะ?”
ใบหน้าและริมฝีปากของลี่หรงซีดลง จ้าวชิงซงผงะถอยออกมา ความรู้สึกวาบหวามในใจของเขาหายไปทันที ก่อนถามอย่างร้อนรนว่า “คุณเป็นยังไงบ้าง ปวดท้องเหรอครับ หรือเพราะเป็นประจำเดือนหรือเปล่า?”
“ไม่รู้เหมือนกัน คงไม่ใช่ประจำเดือนค่ะ” ลี่หรงส่งเสียงร้อง ความเจ็บปวดเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
จ้าวชิงซงรู้ดีว่าเธอไม่ใช่เด็กสาวแล้ว แต่เขาเพิ่งถามคำถามนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ตนเพิ่งตระหนักได้ และกังวลเรื่องที่อาจเกิดขึ้นกับลี่หรง เขาจึงเอาเสื้อมาสวมให้อีกฝ่าย “ผมจะพาคุณไปหาหมอที่โรงพยาบาล”
ลมจะอบอุ่นขึ้นในคืนฤดูร้อน บนถนนไม่ค่อยมีคนสัญจรมากนัก แสงจันทร์ตกกระทบพื้นจนเป็นสีขาว ถนนหนทางพลันสว่างโดยไม่ต้องใช้แสงไฟ
จ้าวชิงซงแบกลี่หรงไว้บนหลัง แล้วรีบเดินไปที่โรงพยาบาล
ในเวลานี้ หมอปิดประตูเข้านอนไปแล้ว จ้าวชิงซงจึงเคาะประตูอย่างแรง พลางตะโกนเรียก “หมอ! หมอ!”
หมอมักจะคุ้นชินกับเหตุด่วนกลางดึกจึงรีบเปิดประตูให้เข้าไปโดยไม่โกรธ
เขาถามถึงอาการของลี่หรง เธอจึงเล่าว่า จู่ๆ ตนเองก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา
หมอใช้เครื่องตรวจฟังเสียงหัวใจของลี่หรงสองสามครั้ง แล้วถามว่า “เดือนนี้ประจำเดือนมาหรือยังครับ?”
ลี่หรงและจ้าวชิงซงมองหน้ากัน เธอก็พูดว่า “ไม่มาค่ะ”
หมออายุราวสี่สิบห้าสิบปียื่นมือออกมาสัมผัสชีพจรของลี่หรง พลันมีสีหน้าสงบลง “หนุ่มสาวทั้งสอง นี่คือสัญญาณว่าภรรยากำลังตั้งครรภ์ ควรระวังให้มากขึ้นในเวลานี้ แล้วก็ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงสามเดือนแรกนะครับ”
หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว ลี่หรงก็ยังคงรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนเมฆ
เหมือนกำลังฝันไป
“ท้องแล้วเหรอ?”
ผ่านมาครึ่งปีแล้วที่พวกเขามีเพศสัมพันธ์กันครั้งแรก ลี่หรงยังคงคิดว่าจะไปตรวจที่โรงพยาบาล หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องทารก
จ้าวชิงซงเองก็งุนงงเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อเขาได้ยินเสียงของภรรยาก็กลับมารู้สึกตัว แล้วตอบว่า “นั่นคือสิ่งที่หมอบอกครับ”
เขาอยากจะสัมผัสลี่หรง แต่เขาไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือนอีกฝ่าย จึงได้แต่ดึงมือที่ยื่นออกไปจับขากางเกงตัวเอง ทันใดนั้นเขาก็พูดว่า “ที่รัก คุณรู้สึกไม่สบายใจตรงไหนหรือเปล่า เมื่อกี้ผมดีใจมากจนลืมถามหมอว่าทำไมคุณถึงปวดท้อง”
ลี่หรงกอดเขาแล้วพูดว่า “เอาเถอะ ถ้าหมอบอกว่าเป็นเรื่องปกติก็อย่าไปกวนเขาเลยค่ะ เมื่อกี้คุณเกือบทำอะไรแย่ๆลงไปแล้ว ลูกก็เลยส่งสัญญาณป้องกันตัวเองกลับมา ถ้าไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดของฉัน ตอนนี้เราคงอยู่บนเตียงกันแล้ว”
จ้าวชิงซงจับท้ายท้อยตัวเองด้วยความเขินอาย “อย่างที่คาดไว้เลย ลูกของเราฉลาดตั้งแต่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ”
ตอนที่ 44: ทีวีขาวดำในตัวเมืองต่างจังหวัด
ลี่หรงหน่ายกับท่าทางซาบซึ้งของพ่อที่เปี่ยมไปด้วยความรักลูกจึงพูดว่า “เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซงคุกเข่าลงแล้วพูดว่า “ที่รัก ขึ้นมาสิครับ ผมจะแบกคุณกลับเองครับ”
ลี่หรงทอดถอนใจ ก่อนปีนขึ้นไปบนหลังชายหนุ่ม ไหล่กว้างของจ้าวชิงซงทำให้เธอรู้สึกสบายมาก
เธอใช้แขนโอบรอบคอสามี แล้วพูดว่า “เดินระวังระวังนะคะ ระวังหกล้มล่ะ”
“ได้ครับ”
เมื่อกลับมาบ้านตระกูลจ้าวก็บังเอิญเจอแม่จ้าวที่นอนไม่หลับลุกขึ้นมาดื่มน้ำกลางดึกพอดี เมื่อเห็นทั้งสองกลับมาจากข้างนอกตอนกลางคืน แม้จ้าวจึงเอ่ยถาม
จ้าวชิงซงไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นของเขาได้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกว่าปกติ “แม่ครับ! หรงหรงท้องแล้วครับ!”
“!!!” โอ้ แม่จ้าวตกตะลึงกับข่าวดี แล้วมองลี่หรงด้วยความไม่อยากเชื่อ “จริงเหรอ?”
สวรรค์รู้ว่าทั้งสองแต่งงานกันมาเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม่จ้าวจึงเป็นกังวลในตอนแรก แต่แล้วตอนนี้จิตใจก็พลันผ่อนคลายลง
ยามค่ำคืนใบหน้าแดงเรื่อของหญิงสาวพลันถูกบดบัง เธอจึงตอบกลับไปว่า “อื้ม!” ด้วยเขินอายเกินกว่าจะมองแม่จ้าว
“ดี ดี ดี!” แม่จ้าวพูดสามครั้งติดต่อกันแล้วปรบมือ เมื่อเห็นว่าจ้าวชิงซงยังคงแบกลี่หรงอยู่ แม่จ้าวก็รีบพูด “รีบวางเธอลงเร็วเข้า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าท้องถูกกดอยู่แบบนี้ อย่าทำให้หลานชายของแม่อึดอัดสิ”
ลี่หรงอยากจะบอกว่าตนระมัดระวังอยู่แล้ว จึงไม่ได้ให้ท้องกดทับกับหลังของอีกฝ่าย จ้าวชิงซงพลันรีบวางเธอลง ทั้งสองคนฟังแม่จ้าวพูดอีกสองสามคำ แล้วจึงกลับห้องไป
ลี่หรงนอนหงายแตะท้องตัวเอง ยังคงรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงอยู่สักหน่อย ตอนนี้มีชีวิตน้อยๆอยู่ข้างในตัวเธอแล้ว
จ้าวชิงซงยื่นมือออกไปแตะท้องของลี่หรง “คุณหิวไหมครับ ให้ผมหาอะไรให้คุณกินไหม?”
ถ้าเขาไม่ถามก็คงไม่หิว แต่ทันทีที่อีกฝ่ายถามลี่หรงก็รู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ค่ะ รู้สึกหิวนิดหน่อย”
จ้าวชิงซงเจอขนมในบ้าน จึงหยิบขนมอบรสพีชชิ้นหนึ่งมาให้ “คุณกินขนมรองท้องก่อน เดี๋ยวผมจะไปต้มไข่ให้”
ลี่หรงกล่าวว่า “ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปหน่อยนะคะ”
วันรุ่งขึ้น ทั้งครอบครัวจ้าวรู้เรื่องการตั้งครรภ์ของลี่หรง
เมื่อคืนเธอกินไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงที่จ้าวชิงซงทำ แล้วเช้านี้แม่จ้าวก็ทำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงให้กินอีกหนึ่งฟอง
ก่อนที่ลี่หรงจะมาที่นี่ ไข่และน้ำตาลทรายแดงเป็นสินค้าหายากในหมู่บ้านต้าเจียง เป็นที่รู้กันว่าสตรีมีครรภ์ควรกินวันละหนึ่งถึงสองฟอง
แม่จ้าวรู้ว่าลี่หรงถนัดเรื่องนี้ แต่เธอยังคงทำมาให้
ลี่หรงกินอย่างมีความสุข
จ้าวชิงซงลงมือทำอาหารเช้าด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่าลี่หรงจะหนาว พร้อมทั้งต้มน้ำร้อนให้ภรรยาใช้อาบ
ลี่หรงพูดไม่ออกเล็กน้อย “วันนี้อากาศร้อนมากนะคะ คุณอยากให้ฉันร้อนจนตายเหรอคะ?”
“หืม… คุณกำลังพูดอะไรครับ” จ้าวชิงซงพูด “น้ำในบ่อนี่เย็นเกินไปด้วยซ้ำ คุณต้องอาบน้ำอุ่นสิครับ”
หลังจากที่เขาทำทุกอย่างแล้ว ลี่หรงก็จำต้องอาบน้ำอุ่นอย่างไม่มีทางเลือก
ผู้หญิงในหมู่บ้านที่ตั้งครรภ์และมีท้องโต ยังสามารถทำงานในทุ่งนาได้ แต่ท้องลี่หรงยังไม่ได้โตขนาดนั้นเสียหน่อย เธอจึงวางแผนว่าจะพูดคุยกับจ้าวชิงซงให้ดีภายหลัง
รู้สึกราวสามีกำลังกังวลใจเป็นอย่างมากในตอนนี้
เดิมทีเขาวางแผนจะพาลี่หรงไปดูอาหารสัตว์ในตัวเมืองวันนี้ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไกลและยุ่งยากเกินไป จึงไม่คิดจะพาลี่หรงไปด้วย
ในที่สุดลี่หรงก็จะมีโอกาสได้เดินทางไปยังตัวเมืองของจังหวัด แน่นอนว่าเธอไม่ควรพลาด
เธอกล่าวว่า “บังเอิญว่าฉันต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในตัวเมืองของจังหวัดด้วยค่ะ”
จ้าวชิงซงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วตอบตกลง
ทั้งสองนั่งรถบัสไปยังตัวเมือง
การนั่งรถสองชั่วโมงนั้นแสนน่าเบื่อ ลี่หรงรู้สึกคลื่นไส้ตลอดเวลา เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตั้งครรภ์หรืออาการเมารถกันแน่ แถมในรถยังรู้สึกอึดอัดมากเช่นกัน
ลงจากรถได้ก็ต้องอาเจียนออกมาใต้ต้นไม้ข้างๆ เป็นอาหารทั้งหมดที่กินไปเมื่อเช้า
จ้าวชิงซงเอาใจช่วยลี่หรงอย่างเต็มที่
หลังจากที่ลี่หรงอาเจียนเสร็จแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบถ้วยขึ้นมาเทน้ำให้เธอ “บ้วนปากก่อน แล้วค่อยจิบนะครับ”
ลี่หรงดื่มน้ำแล้วพูดว่า “ฉันยังเวียนหัวอยู่นิดหน่อย อยากกินไอติมค่ะ”
“มันเย็นเกินไปนะครับ” จ้าวชิงซงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ไม่กินไอติมแต่กินลูกอมแทนไหมครับ ผมจะเอาลูกอมให้คุณอมไว้ในปากแทน”
ลี่หรงโบกมือ “งั้นไม่กินแล้วค่ะ”
เธอเสียใจมากที่จะไม่สามารถกินไอติมได้หลังจากตั้งครรภ์แล้ว
ในตัวเมืองของจังหวัดร้อนกว่าที่บ้านเสียด้วยซ้ำ
จ้าวชิงซงแกะห่อลูกอมออก แล้วยื่นไปที่ปากของลี่หรงพลางเกลี้ยกล่อมให้เธอกิน
ทั้งสองคนถามเส้นทางไปโรงพยาบาลจากผู้คนที่สัญจรไปมา
ทันใดนั้นลี่หรงก็พูดว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคุณไม่ให้ความสำคัญภรรยาเป็นคนแรกเมื่อเรามีลูกแล้ว คุณไม่ให้ฉันล้างหน้าด้วยน้ำบ่อในวันที่อากาศร้อน และตอนนี้ก็ไม่ยอมให้กินไอติมอีก ฉันร้อนจะแย่อยู่แล้ว ฮึ่ม! คุณไม่รักฉันอีกต่อไปแล้วเหรอคะ”
“พูดเหลวไหลอะไรครับเนี่ย?” จ้าวชิงซงใช้หนังสือพิมพ์บังแดดให้ลี่หรง เมื่อเขาได้ยินดังนั้น ก็ยืดตัวตรง “อย่าคิดถึงเรื่องพวกนั้นอีกเลยครับ ลูกเองก็อยู่ในท้อง คุณอย่าเพิ่งกินของพวกนั้นเลย ถ้าโตในท้องคนอื่น ผมก็คงไม่สนใจหรอกครับ!”
ลี่หรงจ้องมองกลับอีกฝ่าย “กล้าดียังไงไปทำให้โตในท้องของคนอื่นล่ะคะ!”
เมื่อเห็นว่าลี่หรงกำลังจะโกรธ จ้าวชิงซงก็ตบปากตัวเองด้วยความกังวล “ปากนี้พูดไร้สาระจริงเชียว ภรรยาอย่าโกรธเลยครับ เป็นไปไม่ได้เลยครับที่ลูกจะโตในท้องของคนอื่น!”
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ทั้งสองก็ไปตรวจที่แผนกสูตินรีเวชทันที
หลังจากตรวจสุขภาพแล้วได้รับแจ้งว่าไม่มีอะไรผิดปกติ หมอก็บอกให้ดูแลทารกในครรภ์ให้ดี พร้อมอธิบายข้อควรระวังบางประการอีกครั้ง
แม้จะเสียเงินไป ทว่าทั้งสองกลับได้รับคำตอบเหมือนหมอที่ได้พบในตอนแรก
จากมุมมองของคนอื่น คงเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ
แต่มันทำให้ลี่หรงสบายใจขึ้นมาก เธอยังอยากจะมาโรงพยาบาลใหญ่ เพื่อคลอดลูกด้วยซ้ำ
เด็กหลายคนในหมู่บ้านคลอดที่บ้าน มีเพียงไม่กี่คนที่ไปโรงพยาบาลประจำตำบล
แต่การเดินทางโดยรถยนต์ไปยังตัวเมืองของจังหวัดนั้นใช้เวลานาน ลี่หรงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กน้อย ก่อนถอนหายใจ
จ้าวชิงซงคิดว่าเธอไม่สบายใจ จึงถามว่า “เป็นอะไรไปครับ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
เขาหยุดเดินราวกับว่าหากภรรยารู้สึกไม่สบาย เขาจะได้รีบส่งเธอไปหาหมอทันที
“ไม่เป็นอะไรค่ะ” ลี่หรงเล่าความคิดของเธอ แล้วถามว่า “ฉันกังวลเรื่องลูกเกินไปหน่อยหรือเปล่าคะ?”
“เฮ้อ… ผมก็คิดว่ามีเรื่องอะไร” จ้าวชิงซงจับแขนของลี่หรง “งั้นเราก็มารอที่ตัวเมืองของจังหวัดล่วงหน้าสิครับ”
ลี่หรงพลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา จ้าวชิงซงช่างเป็นคนดีเสียจริง เธอได้เจอคนที่เป็นคู่แท้แล้ว
ข้างนอกร้อนมากจนจ้าวชิงซงทนไม่ไหวที่จะให้เธอออกไปเดินด้วย เขาจึงหาสถานที่ที่มีพัดลมในห้องโถงของโรงพยาบาล เพื่อให้ลี่หรงนั่งรออยู่ที่นั่น ในขณะที่เขาออกไปดูอาหารสัตว์
ก่อนที่จ้าวชิงซงจะจากไป เขาได้ซื้ออาหารไว้ให้ลี่หรงรองท้อง ซึ่งทำให้เธอชื่นชมความเอาใจใส่ของเขาอีกครั้ง
ในห้องโถงของโรงพยาบาลมีทีวี นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้เห็นทีวีที่นี่ แน่นอนว่าโรงพยาบาลในตัวเมืองนั้นแตกต่างออกไป
แม้ว่าทีวีจะเป็นทีวีขาวดำ แต่ก็ยังพอรับชมเพื่อฆ่าเวลาได้
ไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าไหร่ จนลี่หรงรู้สึกง่วงนอนขึ้นมา จนในที่สุดจ้าวชิงซงก็กลับมา
เขาลูบหัวของลี่หรงแล้วถามว่า “หลับแล้วเหรอครับ?”
ลี่หรงส่ายหน้า “คุณกลับมาแล้วเหรอคะ?”
“อืม! หิวไหมครับ?”
“ไม่หิวค่ะ” ลี่หรงยื่นของในมือให้ “ยังมีซาลาเปาเหลืออยู่หนึ่งลูก คุณอยากกินไหมคะ จะทิ้งไปคงน่าเสียดาย”
จ้าวชิงซงรับมันไป ก่อนกินหมดภายในสองสามคำ
เมื่อมาถึงตัวเมือง ลี่หรงก็อยากไปเดินซื้อของ จ้าวชิงซงเห็นว่ายังเช้าอยู่จึงคิดว่ายังสามารถไปเดินซื้อของได้ทันเวลา จึงพาเธอไปที่ร้านค้าในตัวเมือง
ร้านค้าในตัวเมืองมีขนาดใหญ่และคึกคักไม่น้อย
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ลี่หรงตื่นตาตื่นใจ
บทที่ 45: ซื้อกระโปรงและจ่ายค่าจ้าง
แผงลอยด้านในสหกรณ์ตั้งเรียงราย เสื้อผ้าก็มีขายหลากหลาย อีกทั้งยังเรียงแถวกันเป็นระเบียบ
ตลอดทางที่เดินเข้ามา ล้วนมีแต่เสื้อผ้าสำเร็จรูปสีสันสดใสและชุดกระโปรงสวยสดงดงามทั้งนั้น
จ้าวชิงซงดูจริงจังกว่าลี่หรงเสียอีก เขาดึงเธอไปหยุดอยู่ตรงหน้าแผงลอยหนึ่ง ก่อนพูดกับพนักงานขาย “คุณครับ รบกวนหยิบกระโปรงชุดนั้นลงมาให้พวกเราดูหน่อยได้ไหม?”
ปกติจ้าวชิงซงเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ต้องเข้าเมืองเขาจึงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีดำที่ลี่หรงทำให้ มองแวบแรกก็ดูไม่ต่างกับคนในเมืองเลย
ลี่หรงที่อยู่ข้างกายเองก็มีใบหน้างาม ดวงตาใส ฟันขาวสะอาด สวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสังเคราะห์ที่กำลังได้รับความนิยม รูปลักษณ์นั้นดูราวกับมาจากตระกูลผู้ดีเช่นกัน
พนักงานขายเห็นลูกค้ารายใหญ่พลันยิ้มหน้าบาน “ได้เลยครับ เดี๋ยวผมหยิบให้”
พนักงานขายใช้ปล้องไม้ไผ่เรียวยาวสอยกระโปรงที่จ้าวชิงซงถูกใจลงมา
กระโปรงท่อนล่างทำจากผ้ายีนส์
จ้าวชิงซงถามลี่หรงว่าชอบไหม
ลี่หรงนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นกระโปรงผ้ายีนส์ได้จากที่นี่ จึงคว้ามาก่อนใช้มือสัมผัส เนื้อผ้าออกแข็งๆเป็นผ้ายีนส์แบบเก่า อีกทั้งยังเป็นกระโปรงทรงเอใหญ่ และผ่าข้างยาวสิบเซนติเมตรได้
กระโปรงตัวนี้ไม่ว่าจะทั้งฝีมือและเนื้อผ้าต่างก็ดีทั้งหมด ลี่หรงนึกถึงกระโปรงยีนส์ในหนังยุคหลังก็อดประหลาดใจกับแฟชั่นที่ถูกเวียนกลับมาไม่ได้
แต่เธอก็ไม่สามารถชื่นชมกระโปรงตัวนี้ต่อหน้าพนักงานขายได้ จึงส่ายหน้าพลางพูดว่า “ได้อยู่นะคะ”
จ้าวชิงซงถามราคา
กระโปรงผ้ายีนส์ตัวนี้เป็นสินค้าใหม่ ยุวชนหญิงล้วนชอบกันทั้งนั้น ทว่าสินค้านี้ราคาค่อนข้างสูง จึงมีคนน้อยนักที่ซื้อ พนักงานขายกำลังเตรียมจะเลิกงาน เมื่อเห็นลูกค้ารายใหญ่ย่อมไม่พลาดโอกาสทำยอดขาย
ก่อนอื่นพนักงานขายพูดชมกระโปรง จากนั้นค่อยเสนอราคา
ลี่หรงเหลือบมองชายหนุ่ม คิดเพียงว่าอีกฝ่ายเป็นแค่คนโง่เซ่อซ่าที่เงินเยอะ เมื่อเห็นจ้าวชิงซงจะอ้าปากจึงเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของเขา แล้วเปิดปากพูด “ฉันคิดว่ามันดูธรรมดาไปค่ะ อีกอย่างตอนนี้ฉันก็ใส่กระโปรงที่เอวรัดหน้าท้องแน่นแบบนี้ไม่ได้แล้ว ซื้อกลับไปก็คงใส่ได้ไม่กี่ครั้ง อาจจะต้องเก็บเอาไว้ใช้ปีหน้าเลย”
เมื่อหยิบออกมาใส่ปีหน้ากระโปรงผ้ายีนส์นี้ก็คงเป็นของรุ่นเก่าไปแล้ว งั้นทำไมยังต้องเสียเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อตอนนี้ด้วยล่ะ
หากเป็นเวลาก่อนหน้านี้ พนักงานขายคงจะคุยเล่นกับลี่หรงอีกหน่อย ทว่าตอนนี้ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เธอทั้งอยากเปิดบิลและอยากเลิกงาน จึงรีบพูดขึ้นว่า “กระโปรงตัวนี้ก็ไม่แพงนะคะ พี่ทั้งสองคนตกลงซื้อเลยไหมคะ อย่ามัวลังเลเสียเวลาเลยค่ะ”
พนักงานขายเป็นเด็กสาวที่แก่กว่าลี่หรงไม่กี่ปี เมื่อเห็นจ้าวชิงซงเดินกะโผลกกะเผลกเล็กน้อยก็ทำสีหน้ารังเกียจ ประกอบกับท่าทางคลุมเครือของลี่หรง ก็เข้าใจว่าทั้งสองเป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต
ลี่หรงเห็นท่าทางของเธอก็ขมวดคิ้ว แต่ตนไม่อยากพูดให้มากความ แผงขายเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องทนรับสายตาเย็นชาจากร้านนี้ด้วย
ลี่หรงวางกระโปรงลง “งั้นก็ไม่รบกวนเวลาของคุณแล้วดีกว่าค่ะ พวกเราไปดูร้านอื่นกันดีกว่า”
พูดจบก็ไม่สนใจว่าพนักงานขายตรงหน้าจะมีสีหน้าโมโหเจียนตายอย่างไร แล้วดึงจ้าวชิงซงไปร้านข้างๆ
กระโปรงยีนส์คงจะเป็นทรงที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้จริงๆ มีกระโปรงแบบเดียวกันแทบจะทุกร้าน
พนักงานที่เห็นลี่หรงสองสามีภรรยาเดินจากไป ก็จ้องแผ่นหลังของพวกเขาอย่างเคียดแค้น รอดูว่าหญิงสาวจะซื้อหรือไม่ซื้อกันแน่!
ลี่หรงหมุนตัวก็ไปถึงร้านข้างๆ รอบนี้คนขายเป็นคุณป้าหน้าตายิ้มแย้ม
เมื่อครู่คุณป้าเห็นลี่หรงแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าลูกค้าตรงหน้าเป็นคุณนายฐานะร่ำรวย ทว่าหญิงสาวกำลังดูแผงของร้านข้างๆอยู่ การแย่งลูกค้าคนอื่นอาจสร้างศัตรูได้ คุณป้าจึงได้แต่เสียดาย
ทว่านึกไม่ถึงว่าลี่หรงจะไม่ได้ซื้อร้านนั้น แล้วหันหลังเดินกลับมา
คุณป้าลุกขึ้นยืนทักทายลี่หรงด้วยรอยยิ้มแจ่มใสทันที
ลี่หรงเดินเข้าไป ไม่รอให้เธอได้เปิดปาก คุณป้าก็หยิบกระโปรงที่ลี่หรงดูเมื่อครู่ให้เธอ ก่อนทำการขายสินค้าอย่างกระตือรือร้น
“สาวน้อย ฉันจะบอกอะไรให้ กระโปรงตัวนี้เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากในตอนนี้เลยนะ เหมาะกับรูปร่างสูงและสวยของเธอเลย ใส่แล้วจะต้องดูดีแน่นอน ยุวชนหญิงมากมายก็มาซื้อที่ร้านฉันทั้งนั้น วันนี้ขายออกไปตั้งหลายตัวแล้วล่ะ”
ลี่หรงส่ายหน้า “กระโปรงตัวนี้ไม่ใช่เอวยางยืด คงจะรัดน่าดู ใส่ไปนานๆ เข้าอาจไม่สบายตัวค่ะ”
จ้าวชิงซงนึกขึ้นได้ว่าลี่หรงตั้งครรภ์จึงใส่กระโปรงผ้ายีนส์แบบนี้ไม่สะดวก เขาพูดขึ้นว่า “งั้นผมขอซื้อที่ใหญ่กว่านี้หน่อยดีไหมครับ? ต่อไปภรรยาท้องใหญ่ขึ้นจะได้ใส่สบาย”
คุณป้าพนักงานขายเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน เมื่อได้ยินก็พอจะเดาออกจึงกระซิบถาม “เธอตั้งท้องเหรอ?”
คุณป้าเลือกกระโปรงคนท้องเนื้อผ้านิ่มให้ทันทีอย่างรู้ใจ “มาเร็วสาวน้อย ดูชุดพวกนี้สิ ขนาดเอวกว้างนี้สั่งตัดมาไว้เผื่อในอนาคตเลยนะ”
คุณป้าคนนี้ให้ลี่หรงดูสินค้าด้วยความอดทนเป็นพิเศษ ท้ายที่สุดทั้งสองก็ตกลงราคาที่เหมาะสมและซื้อกระโปรงยาวสีอ่อนไปสองตัว
ลี่หรงที่ถูกจ้าวชิงซงเดินจูงไม่มองแม้แต่ทางเดิน มัวแต่มองป้ายร้านค้า ป้ายที่ตั้งอยู่เขียนไว้ว่า ‘ถ่ายภาพ’ ลี่หรงจึงเดาได้ว่าเป็นร้านถ่ายรูป
ร้านถ่ายรูปก็เป็นส่วนหนึ่งของสหกรณ์ ลี่หรงหยุดฝีเท้าลงพร้อมพูด “พวกเราเข้าไปถ่ายรูปกันเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซงมองตามสายตาของเธอ ริมฝีปากกระตุกขึ้นน้อยๆ “เอาสิครับ”
เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้สัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพแบบโบราณ เสียงรูรับแสงจากกล้องถ่ายรูปดังขึ้นราวกับเสียงระเบิด เมื่อภาพหน้าจอหยุดนิ่งก็ถือว่าถ่ายเสร็จแล้ว
เธอรู้สึกแปลกใหม่และน่าสนุกดี คงไม่ได้พบเห็นได้ง่ายนัก จ้าวชิงซงจึงพาเธอถ่ายอีกไม่กี่ภาพก่อนกลับ
รูปถ่ายยุคนี้ราคาค่อนข้างแพง เพียงถ่ายไม่กี่ภาพก็สามหยวนแล้ว
ถ้าแม่จ้าวรู้เข้า ต้องรู้สึกเสียดายเงินอีกแน่ เงินสามหยวนกินเนื้อหมูได้ตั้งหลายมื้อเลยนะ
ช่างภาพบอกว่า ช่วงนี้มีคนมาถ่ายรูปกันเยอะ ต้องรอหลายวันกว่าจะล้างรูปออกมาได้
“ห๊า?” ลี่หรงคิดว่ารอแป๊บเดียวก็ได้แล้ว ตอนนี้เธอจึงเตรียมกลับบ้าน ก่อนจ่ายเงินจึงบอกให้ช่างส่งกลับไปที่บ้านหลังล้างรูปเสร็จแล้ว
จ้าวชิงซงพูด “ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันผมก็ต้องมาที่เมือง ถึงตอนนั้นผมค่อยมาเอาเองดีกว่าครับ”
เรื่องที่เข้าเมืองในวันนี้ ทั้งสองไม่ได้บอกใคร แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกใครด้วย อย่างไรก็ต้องกลับมาอีกอยู่ดี
เมื่อถึงบ้านฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พวกแม่จ้าวก็ไม่ได้เข้ามาถามจุกจิก และคิดว่าทั้งสองแค่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในอำเภอเท่านั้น
เพราะครรภ์ระยะเริ่มแรก ทั้งสองจะระวังเป็นพิเศษ จ้าวชิงซงก็ไม่อยากให้ลี่หรงเหนื่อย ประกอบกับอาการระหว่างตั้งครรภ์ที่มากะทันหันของภรรยา ทำให้กิจการหมูตุ๋นของลี่หรงจึงหยุดลงอีกครั้ง
ลี่หรงจ่ายค่าจ้างให้เหอซิ่ง แล้วนำค่าจ้างที่จ้าวชิงหลิ่วช่วยเธอทำซาลาเปาอาหารว่างก่อนหน้านี้พร้อมพกถุงลูกอมนมไปให้ด้วย จะไปบ้านคนอื่นมือเปล่าไม่ได้
ตั้งแต่จ้าวชิงหลิ่วย้ายไปอาศัยบ้านใหม่ พวกเธอก็ไม่ได้เจอกันสักระยะแล้ว ลี่หรงนับเป็นผู้มีพระคุณ ให้ครอบครัวจ้าวชิงหลิ่วยืมเงินไปสร้างบ้าน
ดังนั้นเมื่อลี่หรงเอาเงินหนึ่งร้อยกว่าหยวนออกมาให้เธอ บอกว่าเป็นค่าจ้างที่ช่วยทำงาน จ้าวชิงหลิ่วก็ตกตะลึง “ห๊า? มีค่าจ้างด้วยหรอ ไม่เอาหรอกๆ”
เดิมทีจ้าวชิงหลิ่วถือว่าตนเพียงช่วยงานอีกฝ่าย ไม่เคยคิดว่าจะมีค่าจ้างด้วย
จ้าวชิงหลิ่วปฏิเสธ
ลี่หรงโน้มน้าวให้อีกฝ่ายรับไว้ “ถ้าพี่ไม่รับไว้ จากนี้ฉันก็เรียกพี่มาช่วยงานไม่ได้แล้วน่ะสิ นอกจากนี้ ธุรกิจนี้ก็หาเงินได้ไม่น้อย ทั้งหมดนั่นก็เพราะเราทุกคนหามาด้วยกัน พี่รีบเอาไปเถอะ”
จ้าวชิงหลิ่วเม้มปาก “เอาแบบนี้ ก่อนหน้านี้ฉันยืมเงินพวกเธอไปหลายร้อยหยวนไม่ใช่เหรอ หักหนึ่งร้อยหยวนนี่จากในนั้นไปเลย ถือซะว่าคืนเงินก้อนเล็กให้ก่อน”
ลี่หรงยิ้ม “พี่รับนี่ไว้ เงินนั้นพวกพี่ยืมกับจ้าวชิงซง เขาก็คือเขา ฉันก็คือฉัน รอพวกพี่มีเงินค่อยคืนเขา ฉันกลับก่อนนะ ที่บ้านรอให้ฉันไปทำอาหารอยู่”
ลี่หรงชักแม่น้ำทั้งห้า ยัดเงินให้จ้าวชิงหลิ่ว แล้วลุกขึ้นยืนเดินจากไป
ตอนที่ 46: ซ่งเสี่ยวซานแต่งงาน
ลี่หรงแพ้ท้องหนักมาก ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนน้ำหนักตัวลดลงไปมาก
จ้าวชิงซงรู้สึกทุกข์ใจ เขาแตะท้องของภรรยาแล้วยกกำปั้นให้ลูกน้อยที่ยังมองไม่เห็น “รอลูกออกมาก่อนเถอะ แล้วพ่อจะสอนบทเรียนให้!”
ลี่หรงเพิ่งอาเจียนเสร็จ เห็นเขาทำแบบนั้นก็ขบขัน “ลูกของคุณเพิ่งตัวเล็กนิดเดียวเอง จะไปเข้าใจได้ยังไงคะ?”
จ้าวชิงซงพึมพำ “เข้าใจสิครับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตั้งครรภ์หรือเปล่า ลี่หรงถึงได้ชอบอาหารรสเปรี้ยวเป็นพิเศษ จ้าวชิงซงจึงไปซื้อลูกพลัมกับลูกบ๊วยเขียวมาให้จำนวนหนึ่ง
หลังจากแบ่งปันบางส่วนให้แม่จ้าวและคนอื่นๆแล้ว พวกเธอก็พบว่ามันเปรี้ยวเกินไปหลังจากกัดไปเพียงไม่กี่คำ จึงยกทั้งหมดให้จ้าวชิงซงเหมือนเดิม
จ้าวชิงซงยังไปรับรูปถ่ายที่เขาถ่ายตอนไปเยือนตัวเมืองเมื่อนานมาแล้วกลับมาด้วย
ลี่หรงดูภาพถ่ายห้าหรือหกใบนั้นด้วยความเพลิดเพลินจนไม่สามารถวางมันลงได้
แม่จ้าวและคนอื่นๆได้ยินว่าพวกลี่หรงออกไปถ่ายภาพข้างนอกมา จึงรีบขอมาดูภาพถ่ายด้วย
เหอซิ่งสัมผัสรูปถ่ายเหล่านี้ด้วยความอิจฉา แล้วถอนหายใจ “ฉันก็อยากพาพวกต้าหนิวกับสามีไปถ่ายภาพด้วยบ้างจัง แต่ต้องใช้เงินเยอะมากแน่เลย”
มันมีราคาแพงก็จริง แต่ลี่หรงรู้สึกว่าเหอซิ่งน่าจะจ่ายได้ จึงอธิบายตามความจริงว่า “รูปถ่ายพวกนี้ ต้องเก็บเงินประมาณสามหยวน ลองพาพวกต้าหนิวไปถ่ายภาพ ที่สหกรณ์ของที่ว่าการอำเภอดูสิ”
สหกรณ์ที่ว่าการอำเภอนั้นมีร้านถ่ายภาพอยู่ด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าภาพนี้ตนถ่ายในเมือง
เหอซิ่งช่วยลี่หรงทำงาน ทำให้พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันแพงเกินไปจึงส่ายหน้าปฏิเสธ “ช่างมันเถอะ อีกสองเดือนฉันวางแผนไว้ว่าจะส่งต้าหนิวเข้าเรียน จำเป็นต้องใช้เงินเยอะทีเดียว”
สำหรับชาวบ้านชนบท การถ่ายภาพถือเป็นการสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ น้อยคนนักที่จะเสียเงินให้กับเรื่องแบบนี้
แม่จ้าวอดปวดใจไม่ได้ เมื่อได้ยินว่ารูปถ่ายนี้ราคาสามหยวน “เงินจำนวนนี้กินหมูได้หลายมื้อเลยนะ”
ลี่หรงยิ้ม “เงินนั้นหาใหม่ได้ค่ะ แต่เราไม่อาจกลับมาเห็นหน้าตัวเองตอนยังอ่อนเยาว์ได้แล้วนะคะ”
“นั่นก็จริง” แม่จ้าวแตะรูปถ่าย “เจ้ารองกับเธอดูสดใสมีชีวิตชีวามากเหลือเกิน เหมาะสมกันดีจริงๆ เจ้ารองได้แต่งงานกับคนอย่างเธอก็นับว่าโชคดีแล้ว”
ในวันที่พวกเขาเข้าเมือง ทั้งคู่ต่างสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ลี่หรงถักเปียสองข้าง ภาพถ่ายขาวดำไม่ได้ทำให้ความดูดีของทั้งสองลดลงเลย
ลี่หรงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย หากภาพนี้เป็นภาพสีและมีพื้นหลังสีแดง ก็เกือบจะเหมือนกับภาพแต่งงานแล้ว
ยิ่งเหอซิ่งได้สัมผัสรูปถ่ายพวกนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเท่านั้น หลังจากฟังคำพูดของลี่หรงแล้ว เธอก็กัดฟันพูดว่า “งั้นรอช่วงปีใหม่ก่อนแล้วกัน จะได้พาพวกต้าหนิวไปที่ร้านถ่ายภาพ”
จ้าวชิงซงนำลูกพลัมและลูกบ๊วยเขียวกลับมาเยอะเป็นพิเศษ เขากลัวว่าหากผลไม้หมดฤดูกาลไปจะหาซื้อให้ภรรยาไม่ได้เมื่อเธออยากกิน ดังนั้นจึงต้องดองลูกพลัมรสเปรี้ยวไว้บางส่วน
อาการแพ้ท้องของลี่หรงเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ด้วยความที่มีลูกพลัมรสเปรี้ยวที่บ้านมากมาย เธอจึงขอให้จ้าวชิงซงซื้อเหล้าขาวมากกว่าสิบจิน
บ๊วยเขียว เหล้าขาวและน้ำตาลกรวด ลี่หรงจะทำเหล้าบ๊วยหนึ่งโหล
นำบ๊วยเขียวมาบด จากนั้นลี่หรงนำไปเคี่ยวกับน้ำตาลทรายขาว ทำเป็นน้ำเชื่อมบ๊วยเขียว ใช้กินกับแผ่นแป้งอบ
แน่นอนว่าบล็อกเกอร์ด้านอาหาร ย่อมเคยชินจากการทำงานมาบ้าง หลังจากลงมือทำงานมานาน ลี่หรงกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด เมื่อเห็นทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอพลันรู้สึกมีความสุขมากขึ้น
เพื่อนที่ดีอย่างซ่งเสี่ยวซาน บอกว่าเขาจะแต่งงานตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ แต่รอจนกระทั่งช่วงปลายฤดูร้อน ถึงจะมีการบรรจุเรื่องนี้ลงวาระการประชุม
วันแต่งงานที่แท้จริงคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ซ่งเสี่ยวซานมาส่งคำเชิญงานแต่งให้กับจ้าวชิงซง เขาถือว่าจ้าวชิงซงเป็นพี่ชาย ทั้งสองสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แถมเขายังเข้ากับแม่จ้าวได้ดีอีกด้วย
เขาเชิญคนทั้งครอบครัวจ้าวไปร่วมงานแต่ง
ในที่สุดเมื่อวันงานมงคลมาถึง ซ่งเสี่ยวซานก็สังเกตเห็นด้วยสายตาอันเฉียบคม ว่าลี่หรงไม่มาด้วย แล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
วันนี้ซ่งเสี่ยวซานมีความสุขที่สุด เขาดื่มไปเยอะมาก ทำให้ยิ่งมีความกล้ามากกว่าเดิม จนถึงกับกล้าล้อเลียนพี่ชายของตน “พี่ชิงซง พี่แซงหน้าผมไปแล้วนะ ผมกำลังเตรียมตัวจะเป็นพ่อคนนำหน้าพี่ คาดไม่ถึงเลยว่าพี่จะนำหน้าผมไปก่อน”
ซ่งเสี่ยวซานมีเพียงน้องสาวคนเดียว ฝ่ายพ่อแม่ก็มีแม่เพียงคนเดียว งานเลี้ยงวันนี้มีโต๊ะมากกว่าสิบโต๊ะ จ้าวชิงซงจึงต้องช่วยเขาดูแลแขกเหรื่อในงาน
ทำให้ตอนนี้จ้าวชิงซงก็ดื่มไปเยอะเช่นกัน
ซ่งเสี่ยวซานไม่ได้ตามจ้าวชิงซงไปทำงานในฟาร์มหมู แต่ก็ได้ทำงานร่วมกับเขามากมาย แถมยังทำเงินไปได้เยอะแยะอีก งานเลี้ยงที่เขาจัดนั้น ถือว่าหรูหรากว่าที่หลายคนในหมู่บ้านเดียวกันจัดทีเดียว
มีอาหารเจ็ดหรือแปดอย่าง รวมทั้งอาหารประเภทเนื้อสองจาน คือหมูทอดและไก่ต้มหั่นชิ้น
ไม่ใช่ของกินหายากสำหรับซ่งเสี่ยวซาน
เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านที่เคยดูถูกเขาน้ำลายสอ
หากรู้ว่าซ่งเสี่ยวซานจะมีความสามารถเหมือนทุกวันนี้ ก็คงจะช่วยแนะนำคู่ครองให้เขาตั้งแต่แรก ตอนนี้พวกเขาก็คงได้นั่งกินเนื้อสัตว์ไปแล้ว
ซ่งเสี่ยวซานดื่มจนเมามาย เขากอดจ้าวชิงซงขณะที่ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้า “พี่เป็นพี่ชายของผม ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ แม่กับน้องสาวคงอดตายไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้แต่งงานกับภรรยาในวันนี้เลย…”
ดวงตาของจ้าวชิงซงแดงก่ำ เขาเป็นคนพาซ่งเสี่ยวซานกลับมาจากการเลือกเดินเส้นทางผิด ตนอายุมากกว่าซ่งเสี่ยวซานสองหรือสามปี เมื่อเขาปลดประจำการออกมาแล้วก็เห็นซ่งเสี่ยวซานทำในสิ่งที่คุกคามชีวิตคนอื่นอยู่
ทั้งสองเคยเล่นด้วยกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซ่งเสี่ยวซานค่อนข้างซื่อบื้อ แต่ไม่ใช่คนเลวร้าย เพียงแค่ถูกชักจูงให้หลงทางเท่านั้น จ้าวชิงซงรู้สึกอ่อนใจจึงช่วยดึงเขาออกจากวังวนนั้น
จนกระทั่งซ่งเสี่ยวซานเช็ดน้ำมูกมากมายบนเสื้อของอีกฝ่าย อารมณ์ซาบซึ้งที่จ้าวชิงซงเคยมีจึงเริ่มหายไป ก่อนผลักซ่งเสี่ยวซานออกให้ห่างจากตัว “ออกไปได้แล้ว นายกำลังเช็ดน้ำมูกกับเสื้อฉันอยู่นะ!”
งานเลี้ยงที่ตื่นเต้นค่อยๆเลิกรา จบลงด้วยสามีภรรยาคู่ใหม่อีกหนึ่งคู่
พี่ใหญ่จ้าวช่วยประคองจ้าวชิงซงกลับไปที่บ้านตระกูลจ้าว แล้ววางชายขี้เมาร่างสูงไว้บนเตียง ทิ้งไว้ให้ลี่หรงช่วยดูแลต่อ
ลี่หรงมองเขาอย่างช่วยไม่ได้ ย้ำนักย้ำหนาแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ แต่ตอนนี้เขากลับมาในสภาพเมาแอ๋
เธอหยิบผ้ามาเช็ดตัวให้ แล้วโยนมันใส่หน้าจ้าวชิงซงด้วยความโกรธ “ทำไมไม่นอนบนเตียงดีๆล่ะคะ”
“ภรรยาสุดที่รัก ภรรยาครับ…” จ้าวชิงซงทรุดตัวลงข้างเตียง พลางร้องคร่ำครวญ
“ตรงนี้ ตรงนี้!” ลี่หรงตอบ
“คุณอยู่ไหนครับ…?” จ้าวชิงซงจ้องมองด้วยความสับสน แล้วคว้ามือไปรอบๆ
ลี่หรงตอบอย่างอดทน “อยู่ตรงนี้ค่ะ!”
จ้าวชิงซงพลิกตัวทั้งๆที่ร่างกายส่วนบนของเขาเปลือยเปล่าแล้วกอดลี่หรง “ภรรยาของผม คุณใจดีมากเหลือเกิน! ผมจะบอกคุณว่า… เอิ้ก!”
เขาเรอแล้วก็หยุดพูดไป
ลี่หรงถามเขาว่า “คุณจะพูดอะไร?”
“อา… ผมจะบอกว่าภรรยาใจดีมาก เสี่ยวซานแต่งงานแล้ว เฮ้! เด็กน้อยคนนี้” จ้าวชิงซงก้มลงเอาหน้าถูเข้ากับท้องของลี่หรง ซึ่งตอนนี้มีส่วนโค้งนูนขึ้นเล็กน้อยแล้ว เหมือนก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม หลังจากนั้นไม่นานก็พูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “เสี่ยวซานยังอยากท้าผมว่าใครจะได้เป็นพ่อคนก่อน แต่ตอนนี้เขาตามผมไม่ทันแล้ว!”
“อืมๆ คุณเก่งที่สุดค่ะ!” ลี่หรงเกลี้ยกล่อมให้เขาเช็ดตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
เธอพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แล้วลากเขาไปไว้บนเตียง โดยไม่สนใจอีกฝ่ายอีก
จ้าวชิงซงเมามาก เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความกระหายน้ำ จึงลุกขึ้นมาในความมืด เพื่อจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด
ลี่หรงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นจึงลุกขึ้นนั่ง “หิวน้ำเหรอคะ?”
“อืม” จ้าวชิงซงนวดขมับตัวเอง แล้วแตะลี่หรงเบาๆ “คุณไม่ต้องลุกหรอกครับ ผมจะลุกไปดื่มน้ำเอง”
ลี่หรงกล่าวว่า “กาต้มน้ำใต้โต๊ะมีน้ำอยู่ ไม่ต้องออกไปข้างนอกนะคะ”
หลังจากดื่มน้ำแล้ว จ้าวชิงซงก็ปีนขึ้นไปบนเตียง และพบว่าลี่หรงกำลังนอนอยู่ห่างจากเขา ทำให้เขาไม่พอใจเล็กน้อย จึงยื่นมือออกไปสะกิดให้ลี่หรงกลับมานอนใกล้ๆ “ทำไมถึงไปนอนตรงนั้นล่ะครับ? “
ลี่หรงรังเกียจ “ตัวคุณมีแต่กลิ่นเหล้านี่นา”
จ้าวชิงซงจงใจถอนหายใจ “คุณลองดมดูสิครับ ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
“อื้ม!” ลี่หรงขยับตัว “รีบไปนอนเถอะค่ะ”
ตอนที่ 47: หาทางดิ้นรน
ฝนเริ่มตกช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ส่งผลให้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
หลังจากผ่านสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ ลี่หรงและจ้าวชิงซงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
ลี่หรงไม่ได้ทำพะโล้มาเกือบสามเดือนแล้ว การไม่ได้ฝึกฝีมือมาเป็นเวลานาน หรือไม่ได้ทำทุกวันคงจะฝืดมือไม่น้อย
ช่วงนี้จ้าวชิงซงกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องฟาร์มสุกร จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ลี่หรงจะไม่ได้ทำพะโล้
ฟาร์มสุกรต้องเชือดและขายเนื้อหมูเพื่อหารายได้ เมื่อจ้าวชิงซงเข้ามาทำฟาร์มสุกรครั้งแรก เขาซื้อลูกหมูมาหลายชุด ตอนนี้ธุรกิจของเขาพอจะทำเงินได้บ้างแล้ว
เมื่อฤดูหนาวใกล้เข้ามา หมูก็เริ่มล้มป่วยอีกครั้ง แม้จะมีลูกหมูหลายร้อยตัวที่แข็งแรงดี ทว่าส่วนใหญ่กลับป่วยกันหมด
เดิมทีเงินจากการขายหมูตัวใหญ่ทุกวัน จะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของฟาร์มสุกรเท่านั้น
คราวนี้ลูกหมูล้มป่วย จึงทำให้ฟาร์มสุกรที่สร้างรายได้ยังไม่ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดนั้นยิ่งแย่ลงไปอีก
หลังจากเลี้ยงหมูมาหลายเดือน จะพูดว่าไม่ต้องการพวกมันก็ไม่ได้
จ้าวชิงซงกัดฟัน การทำธุรกิจจะราบรื่นตลอดไปได้อย่างไร หากเขาตื่นตระหนกเพราะอุปสรรคเล็กน้อยแบบนี้ เขาก็คงไม่ต้องทำอะไรเลยพอดี
จ้าวชิงซงได้มีการไปซื้อยามาฉีด และจัดหาอาหารสำหรับลูกหมูที่ป่วยอย่างพิถีพิถันมากขึ้น
เงินสะพัดไปราวสายน้ำ
ฟาร์มสุกรย่อมประสบปัญหาทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จ้าวชิงซงกังวลมาก เมื่อคิดดูแล้ว หากเขาทุ่มเงินทั้งหมดที่เก็บเอาไว้ที่บ้านกับธุรกิจนี้ ก็ยังพอจะช่วยให้ทุเลาสถานการณ์ลงได้บ้าง แต่เขาไม่อยากแตะต้องเงินก้อนนั้น
ท้องของลี่หรงเริ่มใหญ่ขึ้นทุกวัน จำเป็นต้องใช้เงินกับเรื่องต่างๆมากมายในอนาคต เขาไม่สามารถแตะต้องเงินของครอบครัวได้เลย
จ้าวชิงซงนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อหารือเรื่องวิธีแก้ปัญหานี้
เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นหุ้นส่วนกล่าวว่า “ถ้าไม่ทิ้งลูกหมูให้หมด ถึงแม้หมูที่เป็นโรคจะหายดีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงให้โตมาได้ดีหรือเปล่า สุดท้ายน้ำหนักหมูช่วงปลายปีก็อาจจะมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ แล้วทำให้อาหารที่ใช้ขุนเกิดสูญเปล่า”
จ้าวชิงซงเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปสักพักค่อยพูดว่า “ลูกหมูพวกนี้ไม่ใช่แค่ของพวกเราเท่านั้น แต่มันยังถูกเลี้ยงโดยพวกพ้องของเราในฟาร์มสุกรด้วย ทิ้งมันไปก็น่าเสียดาย อีกอย่างโรคนี้ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ถ้ามันหายดีแล้วคงจะไม่เป็นอะไร เราใจเย็นๆกันก่อนดีกว่า ผมจะลองติดต่อกับพรรคพวกที่นี่ก่อน เผื่อดูว่าพวกเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้างไหม”
“เหล่าจ้าว” ชายหนุ่มวัยสามสิบรูปร่างสูงกำยำ มีสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน “ผมเองก็ไม่อยากยอมแพ้เหมือนกัน”
เขาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของจ้าวชิงซง ชื่อของเขาคือเจิ้งเต๋อหยาง และเขาได้พบกับจ้าวชิงซงในกองทัพก่อนที่จะปลดประจำการ
ด้วยเงินทั้งหมดที่เขาเก็บไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจิ้งเต๋อหยางได้ยินว่าจ้าวชิงซงกำลังจะก่อตั้งฟาร์มสุกร ด้วยความที่เขาเชื่อในวิสัยทัศน์และความสามารถของจ้าวชิงซง เขาจึงลงทุนไปโดยไม่รีรอ
ความมั่งคั่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับธุรกิจนี้
เขาไม่อยากทำงานโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปก็มีแนวโน้มมากที่เงินของเขาจะสูญเปล่า
ลูกหมูชุดนี้เป็นชุดที่จะถูกเชือดปลายปี ตอนนี้ลูกหมูเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก จึงต้องนำเงินจากการขายหมูตัวใหญ่ ไปเลี้ยงหมูตัวเล็กและจ่ายค่าแรงคนงาน แล้วจะเหลือเงินสักเท่าไหร่ เพียงหนึ่งเฟินเหรอ?
เขาวางก้นบุหรี่ในมือ “วันนี้ที่ทุกคนมาที่นี่แล้ว คุณช่วยอธิบายสถานการณ์ให้ละเอียดหน่อยได้ไหม ว่ามีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง พูดมาตามตรงได้เลย”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมคิดดูแล้ว ถ้าไม่ยอมทิ้งลูกหมู เราจะมีเพียงสองวิธีเท่านั้น”
สายตาของหลายคนต่างจับจ้องมาที่เขา
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมคำนวณดูแล้ว ถ้าทุกคนยอมลงเงินอีกพันแปดร้อยหยวน ก็จะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้”
“พันแปดร้อยหยวนเหรอ?” หุ้นส่วนคนหนึ่งที่ชื่อโม่เซิงไม่พอใจ “ที่พูดอาจจะฟังดูง่าย แต่ดูสิว่าใครจะหาเงินพันแปดร้อยหยวนได้ในตอนนี้ ถ้าถามผม ผมว่าควรให้แยกทางกันให้เร็วที่สุดเท่าเป็นไปได้ดีกว่า บางทีมันอาจจะช่วยลดความสูญเสียให้น้อยลงได้”
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทุกคนได้รายได้จากเงินปันผลขายหมูตัวใหญ่
เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินว่าเขากำลังจะบอกให้กลุ่มแยกกันตามใจชอบ ก็พูดด้วยความโกรธว่า “เหล่าโม่ หากแยกกลุ่มกันแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องเราที่นั่นเล่า?”
บทสนทนาระหว่างทั้งสองเริ่มรุนแรงมากขึ้น
ไม่มีใครพูดคุยกันในห้องสักพัก
ผู้อาวุโสเจิ้งเต๋อหยางต้องลำบากมามาก แต่จริงๆแล้วเขาไม่คิดอยากยอมแพ้ จากฟาร์มสุกรแห่งนี้ แต่เพราะปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทำให้หมูมีแนวโน้มที่จะล้มป่วยได้ง่าย
ไม่เช่นนั้นเจ้าของคนก่อนคงไม่ขายกิจการต่อให้เขา
เจิ้งเต๋อหยางพยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการพูดว่า “ทั้งสองคนอย่าโมโหเลย เราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน จะมีอะไรที่คุยกันไม่ได้ล่ะ เหล่าจ้าว ลองบอกวิธีที่สองมาหน่อยสิ”
จ้าวชิงซงเม้มปาก แล้วพูดว่า “ถ้าขายหมูตัวใหญ่ได้ครึ่งหนึ่ง ก็จะสามารถสร้างกำไรได้”
ฟาร์มสุกรยังคงมีหมูตัวใหญ่จำนวนมากพอที่จะสามารถนำไปเชือดขายได้ หมูตัวใหญ่สามารถผลิตได้มากกว่าสิบตัวต่อวัน แต่ ‘ตลาดเสรี’ รับได้เพียงสิบตัวต่อวันเท่านั้น
ตอนนี้จะหาแหล่งขายหมูเพิ่มได้ที่ไหน?
คนที่จะสามารถบริโภคเนื้อหมูจำนวนมากในคราวเดียวได้นั้น ต้องเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ และมีเพียงไม่กี่คนที่จะมีเส้นสาย
หากไปไกลกว่านั้นเพื่อไปยัง ‘ตลาดเสรี’ แห่งอื่น ก็อาจขายบางส่วนเพิ่มได้ แต่ ‘ตลาดเสรี’ ก็มีกฎเกณฑ์บางอย่าง และย่อมมีแหล่งหมูเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
การข้ามเขตเพื่อต้องการแบ่งพื้นที่ตลาดกับเจ้าอื่น ดูไม่ใช่วิธีที่ดีนัก
จะทำให้เกิดเรื่องขุ่นเคืองแน่นอน
กว่าจะหารือเรื่องแผนการจบ หลายคนก็กลับบ้านไปแล้ว
คืนนี้จ้าวชิงซงกินอาหารน้อยลง และค่อนข้างเงียบขรึม
ลี่หรงพบว่าเขาประสบปัญหานี้เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เธอยังไม่ได้ถามอีกฝ่ายเลย เพราะคิดว่าเขาคงจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองแล้ว
คาดไม่ถึงว่าจนถึงวันนี้ จ้าวชิงซงก็ไม่สามารถปิดบังความเครียดบนใบหน้าได้
ในตอนกลางคืน อากาศเริ่มหนาวแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ต้องจุดไฟเตียง ทว่าทั้งสองต่างห่มผ้าด้วยผ้านวมหนาหลายชั้นแล้ว
จ้าวชิงซงมีใบหน้าบูดบึ้ง แต่เขายังคงลูบท้องของลี่หรงก่อนเข้านอนตามปกติ ส่วนโค้งนูนนี้คือลูกน้อยในครรภ์ของเขา
ราวกับว่ารู้สึกได้ถึงชีวิตใหม่ผ่านท้องของภรรยา คิ้วขมวดของจ้าวชิงซงพลันผ่อนคลายลงมาก
ลี่หรงหันไปด้านข้างแล้วถามจ้าวชิงซง “มีอะไรเกิดขึ้นกับฟาร์มสุกรหรือเปล่าคะ ช่วงนี้คุณดูเครียดตลอดเวลาเลย”
“มีเรื่องนิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เรายังสามารถแก้ไขได้”
ลี่หรงถาม “ตอนนี้เกือบจะคลี่คลายแล้วหรือยังคะ?”
“ยังครับ” จ้าวชิงซงตอบตามความจริง
“ปัญหาหนักขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” ลี่หรงบีบมือของเขาด้วยความกังวลเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ คุณลองบอกมาได้ไหม เผื่อฉันจะสามารถช่วยได้ ถ้าช่วยไม่ได้ก็ถือว่าช่วยให้คุณได้แบ่งเบาความเครียดในจิตใจแทน”
จ้าวชิงซงกอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน ตอหนวดที่โผล่ออกมาเล็กน้อย สัมผัสต้นคอของลี่หรง “ลูกหมูในฟาร์มสุกรที่ซื้อมาเมื่อไม่นานมานี้ป่วย และตอนนี้รายได้ก็ไม่พอกับรายจ่าย เลี้ยงหมูพวกนี้มานานหลายเดือนแล้ว ช่วงสิ้นปีจึงหวังว่าจะทำเงินจากพวกมันจึงยอมแพ้ไม่ได้ ตอนนี้ปัญหาคือเรื่องเงินขาดครับ”
“ขาดไปเท่าไหร่คะ?” ลี่หรงทำท่าจะลุกขึ้น
จ้าวชิงซงกอดเธอไว้ แล้วถามว่า “คุณจะทำอะไรครับ?”
“ฉันจะไปดูว่ามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ คุณจะได้เอาไปใช้ก่อน”
“ไม่เอาครับ” จ้าวชิงซงรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ลี่หรงต้องการนำเงินของครอบครัวออกมาให้ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก แต่เขากลับกล่าวว่า “ตอนนี้ผมยังไม่อยากยุ่งกับเงินของครอบครัว ผมกำลังคิดหาวิธีขายหมูตัวใหญ่ให้เยอะขึ้น เพื่อหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม พรุ่งนี้ผมจะไปหาร้านของ ‘ตลาดเสรี’ แถวนี้ เพื่อดูว่าจะรับหมูไปขายเพิ่มได้ไหม”
“หืม? แบบนั้นคงโดนกดราคาแน่นอนเลย ขายในราคาดีไม่ได้หรอกค่ะ”
ใช่แล้ว ถ้าไปถิ่นของคนอื่นก็ต้องยอมทิ้งผลกำไรจำนวนเยอะขนาดนี้ไป
ยิ่งไปกว่านั้นคือที่นั่นอยู่ไกลมาก การจะไปถึงที่นั่นโดยไม่โดนกองทหารอาสาจับ ก็เป็นปัญหาหนึ่งอีกเช่นกัน
ตอนที่ 48: คืนเงิน แบ่งหุ้นใหม่
“คงต้องเป็นอย่างนั้นครับ” จ้าวชิงซงจะไม่เข้าใจสิ่งที่ลี่หรงพูดได้อย่างไร เขากล่าวว่า “ผมจะคิดหาวิธีอื่น หากสุดท้ายแล้วยังไม่ได้ผล ผมค่อยเอาเงินของครอบครัวไปใช้จ่าย”
ลี่หรงตอบเบาๆว่า “อืม”
จ้าวชิงซงกอดลี่หรงแล้วจูบเธอ พลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา เขาพูดว่า “ขอโทษนะครับที่รัก คุณต้องเดือดร้อนเพราะผมอีกแล้ว ถ้าเกิดแก้ไขไม่ได้จริงๆ”
เขาหยุดชั่วคราวแล้วพูดว่า “หลังจากเอาเงินของครอบครัวไปแล้ว ผมสัญญากับคุณว่าจะทำให้ดีที่สุด ฤดูใบไม้ผลิหน้าตอนลูกของเราเกิดมา ผมจะไม่มีวันปล่อยให้ลูกต้องลำบาก”
“แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ อย่าเครียดเกินไปเลย ทุกปัญหาย่อมมีทางออก”
“อืม ผมคิดถึงคุณมาก... ภรรยาของผม” จ้าวชิงซงลูบหลังเธอ “นอนเถอะครับ”
อาจเป็นไปได้ว่าจ้าวชิงซงได้เรียกพันธมิตรสองสามคนมาประชุมเล็กๆ พวกหุ้นส่วนบางคนเริ่มกังวลว่าธุรกิจจะไม่ทำเงิน จิตใจพวกเขาจึงเริ่มกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต้องรอถึงสองวัน โม่เซิงซึ่งคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามันจะไม่รอดแน่ เขาจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากกลุ่ม
หากจ้าวชิงซงดื้อรั้นไม่ยอม ก็ปล่อยให้เขาทำงานเอง โม่เซิงไม่อยากทำแบบนี้อีกต่อไปแล้ว ในตอนแรกมันเป็นเรื่องของการเลี้ยงและขายหมูเพื่อหารายได้
ทว่าตอนนี้หมูล้มป่วยจนเกือบจะตายหมดแล้ว โม่เซิงกลัวว่าสุดท้ายตนจะไม่ได้อะไรเลย
โม่เซิงวางแผนรอบคอบ เพราะตนไม่ต้องการจากไปเพียงคนเดียว จึงยุยงพันธมิตรคนอื่นๆอีกหลายคน
บางคนปฏิเสธการข้อเสนอแนะของเขาอย่างเด็ดขาด แล้วกล่าวว่า “ฉันเชื่อในตัวเหล่าจ้าว เรื่องนี้จะคลี่คลายได้ อย่าเพิ่งถอนใจเร็วนักเลย ยังไงฉันก็จะไม่ถอนตัวหรอก”
โม่เซิงรู้สึกราวคนเหล่านี้ถูกจ้าวชิงซงล้างสมอง เขาจะมีวิธีแก้ปัญหาได้สักแค่ไหนเชียว บัญชีของฟาร์มสุกรยังคงติดลบอยู่เลย
ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาจะต้องชดใช้
มีคนหนึ่งลังเล แต่ก็ไม่คิดอยากถอนตัว
โม่เซิงฉวยโอกาสโน้มน้าวชายคนนั้นอย่างสุดกำลัง ในที่สุดชายคนนั้นก็กัดฟันพูดว่า “ฉันขอถอนเงินคืนตอนนี้เลยได้ไหม?”
โม่เซิงพยักหน้า “นั่นต้องได้แน่นอน เหล่าจ้าวคงจะไม่ปฏิเสธ อย่างน้อยก็สามารถเอาเงินจำนวนนั้นกลับมาได้”
ทั้งสองคำนวณกันสักพัก ก่อนไปหาจ้าวชิงซง
ความเป็นจริงส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของฟาร์มสุกรเป็นของเจิ้งเต๋อหยาง เมื่อพวกเขาเข้ารับช่วงต่อ เจิ้งเต๋อหยางก็จะได้รับเงินมากที่สุดเช่นกัน
หุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองเป็นของจ้าวชิงซง
เขาลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก และยังใช้ความพยายามอย่างมากในการบริหารกิจการนี้
เขายุ่งอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างในฟาร์มสุกร
แม้ว่าเจิ้งเต๋อหยางจะจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก แต่จ้าวชิงซงยังคงมีเงินเดือนสำหรับการทำงานแบ่งเงินให้ เมื่อรวมกันแล้วเป็นคนจำนวนมากทีเดียว
โม่เซิงพาคนไปที่บ้านของจ้าวชิงซง
มันไม่ใช่บ้านด้วยซ้ำ เป็นเพียงกระท่อมเล็กๆที่สร้างขึ้นในฟาร์มสุกร เพื่อเอาไว้ใช้พูดคุยหารือเรื่องต่างๆ และเพื่อให้จ้าวชิงซงตรวจสอบบัญชีทั้งหมดที่นี่
เรียกได้ว่าเป็นสำนักงานขนาดย่อมเลยก็ว่าได้
“พี่โม่ พี่หยาน ทำไมพวกคุณถึงมาที่นี่ล่ะ?” ไม่น่าแปลกใจที่จ้าวชิงซงรู้สึกประหลาดใจ นอกจากตอนแบ่งเงิน คนเหล่านี้ไม่เคยมาให้เห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ
โม่เซิงรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำนั้นไม่ค่อยมีศีลธรรม แต่ก็ทำได้แค่เผยรอยยิ้มประจบประแจง “เหล่าจ้าว วันนี้เรามีเรื่องจะบอกน่ะ”
จ้าวชิงซงหยิบดินสอมาเขียนบนกระดาษ พลางดีดลูกคิดในมืออย่างรวดเร็ว โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนก้มหน้าลงแล้วพูดอย่างสบายๆว่า “พี่โม่ ถ้ามีเรื่องที่ผมช่วยได้ก็บอกมาเลยครับ”
“นั่นสินะ” โม่เซิงถูมือไปมาแล้วมองไปยังคนที่ชื่อว่าพี่หยาน “สหาย พอดีว่าที่บ้านมีบางอย่างเกิดขึ้นน่ะ มันเลยค่อนลำบากที่จะพูดออกมา”
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอบ่าง
เขาคิดอยู่พักหนึ่งแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ พี่ต้องการความช่วยเหลือจากผมหรือเปล่า?”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” โม่เซิงโบกมือ “พอคิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเกี่ยวกับเงิน อย่างที่รู้กัน เงินทั้งหมดของผมถูกเอามาลงทุนทำฟาร์มสุกรหมดแล้ว เลยอยากจะบอกเหล่าจ้าวว่าผมอยากจะขอถอนตัว แล้วเอาเงินส่วนนั้นกลับไปใช้แก้ปัญหาที่บ้านน่ะ”
เมื่อพูดเช่นนี้ จ้าวชิงซงก็รู้ว่าเพื่อนหลายคนเอาเงินเก็บมาลงทุนกับฟาร์มหมดแล้ว
แต่ในช่วงเวลานี้ ฟาร์มสุกรก็ผลิตหมูได้จำนวนมาก และมีแบ่งเงินปันผลหลายครั้ง แม้ว่าจะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หุ้นส่วนประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนเงินแม้แต่น้อย
จ้าวชิงซงไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้เลย เขารู้ว่าเรื่องปัญหาเรื่องที่บ้านนี้เป็นเพียงข้ออ้าง จริงๆแล้วเขาแค่ไม่ต้องการเป็นหุ้นส่วนอีกต่อไป
ในความเป็นจริง จ้าวชิงซงไม่ได้มองโม่เซิงในแง่ดีตั้งแต่แรก
เดิมทีโม่เซิงไม่ได้รับเชิญมาเป็นหุ้นส่วน โม่เซิงเป็นเพียงญาติของอดีตเจ้าของฟาร์มสุกรคนเก่า เขารู้ว่าฟาร์มสุกรกำลังจะถูกเปลี่ยนมือ จึงรีบเข้ามาร่วมหุ้นส่วนด้วยเท่านั้น
ในเวลานั้นจ้าวชิงซงแทบไม่มีเงินพอที่จะซื้อมัน เมื่อคิดว่าเจ้าของฟาร์มคนเก่าช่วยรับประกัน จ้าวชิงซงจึงตอบตกลง เนื่องจากตอนนั้นหุ้นส่วนของเขายังมีไม่มากนัก
แม้ว่าจ้าวชิงซงจะไม่ได้มีเงินมากนัก แต่ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ เขากลับรู้สึกตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย เพราะคนที่ต้องการเอาเงินออกไป ไม่ได้คำนึงถึงอนาคตของฟาร์มสุกรเลย
แต่ก็ไม่อาจขัดแย้งกับอีกฝ่ายได้
จ้าวชิงซงเหลือบมองทั้งสองอย่างไม่แยแส “พี่หยาน ที่บ้านของคุณก็มีเรื่องเดือดร้อนเหมือนกันเลยต้องการเงินคืนด้วยเหรอครับ?”
พี่หยานคนนี้เป็นเพื่อนที่จ้าวชิงซงรู้จักในกองทัพ เขาได้รับบาดเจ็บที่มือและถูกปลดออกมาในช่วงเวลาเดียวกับจ้าวชิงซง
ตอนแรกจ้าวชิงซงอยากจะมอบความช่วยเหลือให้เขา เพราะเห็นแก่การเป็นสหายในกองทัพด้วยกัน
พี่หยานไม่กล้าสบตาจ้าวชิงซง ก่อนพูดอย่างลังเลว่า “ภรรยาของผมกำลังจะคลอดในอีกสองเดือนข้างหน้า เลยต้องใช้เงินเยอะน่ะ”
จ้าวชิงซงระงับความโกรธแล้วพูดว่า “ผมไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แต่ผมยังต้องหารือกับพี่น้องคนอื่นๆก่อน ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ตอนบ่ายแล้วกันครับ”
พี่หยานกับโม่เซิงมองหน้ากัน แล้วตอบตกลง
ในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น จ้าวชิงซงและหุ้นส่วนอีกหกคนนั่งอยู่รอบโต๊ะไม้ยาวในกระท่อมฟาร์มสุกร
จ้าวชิงซงพูดตรงประเด็น “นั่นเป็นสิ่งที่ผมจะสื่อ นอกจากพี่โม่และพี่หยานแล้ว มีใครบ้างที่ขาดแคลนเงินและต้องการถอนหุ้นบ้างไหมครับ?”
จากสิ่งที่โม่เซิงพูดราวกับจ้าวชิงซงต้องคิดหาข้อแก้ตัวให้พวกเขาด้วยซ้ำ
เจิ้งเต๋อหยางเป็นคนแรกที่พูดว่า “ผมจะไม่ถอนตัวแน่นอน ผมยังเฝ้ารอโอกาสทำเงินอยู่”
อีกสองคนก็แสดงท่าทีเหมือนกัน สุดท้ายก็มีเพียงโม่เซิงและพี่หยานเท่านั้นที่ต้องการถอนตัว
จ้าวชิงซงคำนวณบัญชี เงินที่จะได้รับจากการเลี้ยงสุกรจนถึงเงินที่ได้ร่วมหุ้นลงทุนไป
หากคำนวณทุนเดิมหลังจากช่วงเวลานี้ หากไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายอื่นๆก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินลงทุนคืนในจำนวนเท่าเดิม
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็ให้เงินคืนตามส่วนแบ่งของพวกเขาไป
ด้วยจำนวนนี้จ้าวชิงซงจึงโล่งใจขึ้นมาก และไม่คิดค่าเสียหายสำหรับการถอนหุ้นก่อนกำหนด
แต่โม่เซิงไม่ค่อยพอใจนัก เพราะมันน้อยกว่าที่เขาลงทุนไปในตอนแรกมาก หากแต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้
พี่หยานถอนหายใจแล้วพูดว่า “พี่โม่ อย่าน้อยใจไปเลย เหล่าจ้าวไม่ได้เก็บเงินที่ทำผิดสัญญาก็นับว่าดีแล้ว หากคุณทบเงินนี้กับส่วนแบ่งก่อนหน้า จะไม่ถือเป็นการขาดทุนแน่นอน เราจะหาคนที่คุยด้วยง่ายอย่างเหล่าจ้าวได้ที่ไหนอีก”
เจิ้งเต๋อหยางก็พยามยามโน้มน้าว และในที่สุดโม่เซิงก็ต้องยอม
พี่หยานไม่มีข้อโต้แย้งแน่นอน
ตอนนี้ฟาร์มสุกรมีเงินน้อยมาก ไม่สามารถจ่ายเองจำนวนมากคืนเราได้
ปัญหาใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว
คืนเงินให้หุ้นส่วนสองคนไป จะหาเพิ่มได้ที่ไหนอีก
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “เมื่อพวกเขาถอนตัวออกไป ส่วนแบ่งจะที่ว่างเพิ่มขึ้น และหุ้นส่วนจะได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่นะครับ”
เจิ้งเต๋อหยางไม่ได้คิดจะขอส่วนแบ่งเพิ่มอีกต่อไป จ้าวชิงซงมองชายอีกสองคน “พี่สวี เหล่าซ่ง?”
สองคนหลังจึงรับหุ้นส่วนใหญ่ไป ส่วนจ้าวชิงซงก็รับหุ้นที่เหลือไว้กับตัวเอง
โม่เซิงได้รับเงินแล้วก็รู้สึกมีความสุข ตอนนี้เหลือเพียงรอดูจ้าวชิงซงขาดทุนเท่านั้น!
พี่หยานรู้สึกเหมือนแบกภูเขาไว้ในอก ราวกับว่าตนกำลังคิดผิดเรื่องนี้ไป
ตอนที่ 49: คุณเข้าใจการทำฟาร์มสุกรไหม?
จ้าวชิงซงเรียกพวกเขาให้หยุด
โม่เซิง “มีอะไรเหรอเหล่าจ้าว?”
จ้าวชิงซงถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “พี่โม่ คุณเข้าใจการทำฟาร์มสุกรไหม?”
“หา!” โม่เซิงตกตะลึง เมื่อเขาเห็นจ้าวชิงซงมองตนด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ หัวใจของเขาก็เต้นรัว ก่อนจะรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่เลย… ผมไม่เข้าใจการทำฟาร์มสุกรเลยแม้แต่น้อย”
จ้าวชิงซงพยักหน้าแล้วยิ้ม “งั้นพี่โม่ก็ค่อยๆเดินเถอะ”
หลังจากออกจากกระท่อม โม่เซิงและพี่หยานก็เดินออกจากฟาร์มสุกร ทั้งคู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
ความกดดันของจ้าวชิงซงเมื่อครู่นั้นราวกับต้องการหยั่งเชิง ทว่าโม่เซิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร และคิดการจะทำอะไรต่อไปอีกในอนาคต
ทั้งสองออกจากการเป็นหุ้นส่วน การพิสูจน์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในอนาคตของฟาร์มสุกรไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาอีกต่อไป
พี่หยานรู้สึกเสียใจทันทีที่ได้เงิน รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนพูดว่า “โม่เซิง ถ้าในตอนนี้เราสองเลี้ยงลูกหมูเหล่านั้นอยู่ เราก็น่าจะได้เงินปันผลแล้วใช่หรือเปล่า?”
โม่เซิงพูดเหน็บแนมว่า “จะไปรอดได้อย่างไร ดูอย่างเจ้าของคนเดิมที่เป็นญาติของผมสิ เขาเพิ่งส่งต่อฟาร์มให้จ้าวชิงซง เพราะตัวเองทำต่อไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ เด็กคนนี้เหมือนลูกวัวเพิ่งเกิดจึงไม่คิดกลัวเสือ ปล่อยจ้าวชิงซงไปเถอะ เราทำเพียงแค่รอดูจุดจบของละครเรื่องนี้กันต่อไปก็เท่านั้น”
ในกระท่อมฟาร์มสุกร
สวีฟู่พูดด้วยความโกรธว่า “ชิงซง คุณใจดีเกินไปหรือเปล่า พวกเขาเข้ามาหาประโยชน์จากคุณ แล้วก็วิ่งหนีไปทันทีที่มีเรื่องเกิดขึ้น”
จ้าวชิงซงยิ้มเยาะ “ปล่อยให้พวกเขาทำอย่างที่ต้องการเถอะ วันนี้ผมเรียกพวกคุณมาที่นี่ เพราะมีเรื่องจะปรึกษาหารือ”
แม้ว่าจ้าวชิงซงจะดูแลฟาร์มสุกร แต่เมื่อมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น เขาจะแจ้งให้สมาชิกคนอื่นทราบด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น จ้าวชิงซงบอกพวกเขาถึงความยากลำบาก ที่ฟาร์มกำลังเผชิญในตอนนี้
เจิ้งเต๋อหยางมีสีหน้าเคร่งขรึม “หมูใน ‘ตลาดเสรี’ มีคนขายประจำอยู่แล้ว ถ้าเราไปที่นั่น เราจะต้องถูกคนอื่นกดราคาอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ทำไปทีละขั้นเถอะ ผมจะลองไปถามราคาดูก่อน ถ้ามันค่อนข้างต่ำก็ไม่เป็นอะไร แค่ทยอยขายบางส่วนออกก่อน เพื่อให้ผ่านสถานการณ์ปัจจุบันไปได้ แต่ถ้าราคาต่ำเกินไปก็ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
จ้าวชิงซงส่งสหายทั้งสามออกไป ก่อนเข้าไปดูลูกหมูในคอก
ลูกหมูเหล่านั้นถูกเลี้ยงมาประมาณสามเดือนและมีขนาดตามที่กำหนด แต่หมูป่วยบางตัวกลับน้ำหนักลดลงมา
“หัวหน้าจ้าว” ชายวัยกลางคนสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินกรมท่า ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ขณะกำลังอุ้มลูกหมูและให้อาหารมันด้วยกระบอกไม้ไผ่ พอเห็นจ้าวชิงซงจึงรีบทักทาย
จ้าวชิงซงโบกมือให้เขาป้อนอาหารลูกหมูต่อไป
ลูกหมูที่ถูกบังคับป้อนอาหาร น่าจะถูกหลอดไม้ไผ่แทงเข้าไปในลำคอจึงส่งเสียงร้องดัง
คนเลี้ยงหมูวางลูกหมูลงบนพื้น พลางตบก้นมัน จากนั้นลูกหมูก็ร้อง “อี๊ดอี๊ด” แล้วเดินจากไป
“อาจารย์เจิ้ง วันนี้เป็นยังไงบ้าง?”
คนที่บังคับให้อาหารหมูเมื่อกี้คืออาจารย์เจิ้ง
อาจารย์เจิ้งเติมอาหารหมูในกระบอกไม้ไผ่เปล่าแล้วพูดว่า “หลังฉีดยา รู้สึกว่าอาการดีขึ้นนิดหน่อย แต่ยังกินได้ไม่เยอะมากนัก ต้องป้อนก่อนจึงจะกินได้ เดี๋ยวต้องฉีดยาอีกเพื่อดูว่าจะดีขึ้นไหม หัวหน้าจ้าว เข็มชุดที่สองจะมาถึงตอนไหนเหรอ?”
จ้าวชิงซงนั่งยองๆ แตะลูกหมูในกรงที่ยังไม่ถูกป้อนอาหาร แล้วพูดว่า “เร็วๆนี้ครับ”
เขาเดินไปรอบๆคอกหมู มองดูหมูที่กำลังป่วย แล้วสุดท้ายก็ไปดูหมูตัวใหญ่ที่เกือบจะพร้อมสำหรับการขายแล้ว
ในใจพลางคิดถึงอนาคตฟาร์มสุกร
ลูกหมูป่วยเป็นโรคเบื่ออาหารและไม่สามารถรอการฉีดยาได้ จ้าวชิงซงจึงไปที่ ‘ตลาดเสรี’ ใกล้ๆหลายแห่งในวันรุ่งขึ้น
โรคหมูนี้ไม่ได้พบเฉพาะในฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงเท่านั้น แต่ยังพบในฟาร์มสุกรอื่นๆด้วย
แต่สำหรับหมูในฟาร์มสุกรอื่น สถานการณ์อาจไม่ร้ายแรงมากนัก เนื่องจากมีหมูโตเต็มไวมากกว่าลูกหมูตัวเล็ก
ปริมาณเนื้อหมูที่พวกเขาจัดหาให้กับ ‘ตลาดเสรี’ ทุกวัน จึงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนมากนัก
ส่งผลให้พ่อค้าเนื้อหมูที่นั่นไม่ต้องการแหล่งเนื้อหมูเพิ่ม
จ้าวชิงซงเดินไปหลายแห่ง แต่ก็ได้คำตอบเหมือนกันหมด
มีพ่อค้าใน ‘ตลาดเสรี’ บอกว่าเขาสามารถช่วยซื้อหมูของจ้าวชิงซงได้บางส่วน แต่ราคาจะถูกกดจนต่ำ
ไม่มีเงินก็ต้องพยายามหา จ้าวชิงซงยังคงต้องหาทางขายหมูเพิ่มอีก
จ้าวชิงซงผิดหวัง เขาต่อรองอีกสองสามคำ ชายคนนั้นก็ยังคงดูเหมือนไม่แยแส ชายหนุ่มจึงต้องปฏิเสธด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
อีกฝ่ายกดราคาต่ำเกินไป จ้าวชิงซงจึงเดินออกมา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทา ก่อนใช้มือปิดตา
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาเขาฉายแววเหนื่อยล้า แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่เต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้
เขาลูบหน้าอย่างแรง ให้กำลังใจตัวเอง แล้วนั่งเทียมเกวียนวัวกลับบ้าน
เกือบจะถึงเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มหนาวจัด ลี่หรงได้สวมเสื้อโค้ตแล้ว
วันนี้อารมณ์ของจ้าวชิงซงยังคงตึงเครียด ลี่หรงจึงรู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ซุปไก่กำลังเดือดปุๆอยู่ในหม้อ ลี่หรงทำบะหมี่ไก่ฉีกไว้สำหรับจ้าวชิงซง ชายหนุ่มเหนื่อยจากการออกไปตากแดดตากลมข้างนอกมาทั้งวัน ลี่หรงจึงอยากให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่ออยู่บ้าน
อาหารอร่อยจะช่วยเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้า
คืนหนึ่งผ่านไป อุณหภูมิภายนอกก็ลดลงอีกครั้ง
เมื่อจ้าวชิงซงตื่นมา ความหนาวเย็นก็เข้ามาถึงเตียง ลี่หรงยุกยิกพลางขดตัวอยู่บนเตียง เธอตื่นแล้วแต่ยังไม่อยากลืมตา
เมื่อชายหนุ่มช่วยห่มผ้าให้ภรรยา อีกฝ่ายจึงถามด้วยเสียงอู้อี้ว่า “นี่กี่โมงแล้วคะ?”
จ้าวชิงซงแตะนาฬิกาที่เธอวางไว้บนตัวเตียง แล้วมองเข็มนาฬิกาในแสงสลัว “เพิ่งจะหกโมงเช้า คุณนอนต่ออีกหน่อยเถอะครับ”
วันนี้จ้าวชิงซงออกเดินทางไปไกลกว่านั้น แต่ก็พบว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
เมื่อเป็นเช่นนั้น จ้าวชิงซงจึงถือโอกาสกดราคาลง
เขาพยายามทำทุกวิถีทางที่คิดออก ทั้งนิสัยกาารบริโภคของลูกค้า และการรับซื้อของร้าน ก็มีปริมาณที่กำหนดไว้แน่นอนเช่นกัน
มันจะไม่เพิ่มขึ้นกะทันหัน
มีใครกินเนื้อหมูเยอะๆได้ในคราวเดียวบ้าง?
จ้าวชิงซงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ก่อนขับเทียมเกวียนวัวกลับบ้าน
ที่บ้าน ลี่หรงกำลังเย็บเสื้อผ้าด้วยจักรเย็บผ้า
ผ้าฝ้ายที่แม่ลี่ซื้อในเมืองหลวง ลี่หรงจึงวางใจแล้วนำผ้ามาทำเสื้อผ้าให้ลูกในท้อง
วันครบกำหนดคลอดคือในฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นลี่หรงจึงไม่จำเป็นต้องทำเสื้อผ้าหนาๆ และทำเพียงเสื้อผ้าแขนยาวตัวบางแทน
เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาถึงบ้าน เธอกำลังเย็บกางเกงตัวหนึ่งอยู่ เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวก็รู้ว่าสามีกลับมาแล้ว เธอจึงขยับตัวแล้วลุกออกไปข้างนอก
“วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ?” ลี่หรงถาม
จ้าวชิงซงจิบน้ำร้อนแล้วส่ายหน้า “เดี๋ยวผมจะไปฟาร์มนะครับ พรุ่งนี้จะกินอะไรดี ผมจะได้ไปบอกคนขายเนื้อหมู”
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะพูด ก็มีคนเคาะประตูด้านนอกลานบ้าน ตามมาด้วยเสียงของซ่งเสี่ยวซานที่ดังขึ้นพร้อมกัน “พี่ชิงซง! พี่ชิงซง! อยู่บ้านหรือเปล่า?”
“มาแล้ว!” จ้าวชิงซงตะโกนตอบข้างนอก ลูบหลังลี่หรง แล้วออกไปเปิดประตู
ซ่งเสี่ยวซานเดินตามเขาเข้ามา แล้วถามว่า “พี่ชิงซง ช่วงนี้พี่ยุ่งอะไรหรือเปล่า เราไม่ค่อยได้เจอกันเลย”
“มีเรื่องวุ่นนิดหน่อยน่ะ” จ้าวชิงซงนั่งบนเก้าอี้ “มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า”
ซ่งเสี่ยวซานหัวเราะ “ปีที่แล้วพี่ไม่ได้ทำธุรกิจกุนเชียงเหรอ พวกเถ้าแก่ต่างก็สงสัยว่าทำไมปีนี้พี่ไม่ทำ พวกเขากำลังรอซื้ออยู่น่ะ เลยบอกให้ผมมาถาม”
จ้าวชิงซงพูดโดยไม่ได้คิดอะไรว่า “พี่สะใภ้ของนายท้องอยู่ ฉันไม่อยากให้ภรรยาทำงานเท่าไหร่ เธอรู้สึกไม่สบายใจที่ได้กลิ่นเนื้อ เลยไม่ได้ทำกุนเชียงแล้วน่ะ”
“พี่ชิงซง พี่ใส่ใจภรรยาจริงๆ” ซ่งเสี่ยวซานยกนิ้วให้ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสีหน้าของเขาก็จริงจังขึ้น
ตอนที่ 50: พบผู้จัดการโรงงานเหล็กอีกครั้ง
จ้าวชิงซงไม่เคยเห็นซ่งเสี่ยวซานเป็นแบบนี้ จึงยกเท้าเตะอีกฝ่าย “เป็นอะไรไปน่ะ ทำไมต้องทำหน้าเหม่อแบบนั้นด้วย”
ซ่งเสี่ยวซานก้มหน้าลง แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เป็นอะไรไปน่ะเหรอ พี่ชิงซง… มีปัญหาเกิดขึ้นกับฟาร์มสุกรของพี่ แต่พี่ก็ไม่ได้มาขอความช่วยเหลือจากผมเลย แม้ว่าผมจะไม่มีความสามารถมากนัก แต่ก็ทำงานร่วมกับพี่มานาน จนเก็บเงินได้มากแล้ว”
ซ่งเสี่ยวซานล้วงมือเข้าไปหยิบของในกางเกง เผยให้เห็นถุงผ้าหนาๆที่วางลงบนโต๊ะ
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว “จะทำอะไรน่ะ?”
ซ่งเสี่ยวซานเปิดถุงผ้า แล้วพูดว่า “นี่คือเงินเกือบพันหยวน พี่รับไปเถอะ”
จ้าวชิงซงเก็บถุงผ้า แล้วยัดกลับเข้าไปในมือของซ่งเสี่ยวซาน “ฉันจะขอเงินนายได้อย่างไรกัน ตัวเองก็แต่งงานมาระยะหนึ่งแล้ว อีกไม่นานภรรยาของนายก็คงจะตั้งท้อง ยังจำเป็นต้องใช้เงินมากมาย เอามันกลับไปเถอะ เงินเพียงเล็กน้อยนี้ช่วยอะไรมากไม่ได้หรอก ไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีแก้ไขแล้ว”
ซ่งเสี่ยวซานไม่ได้พูดอะไร
จ้าวชิงซงตบไหล่เขา “เถอะน่า เชื่อใจฉันแล้วกลับไปเถอะนะ”
หลังจากที่ซ่งเสี่ยวซานจากไป จู่ๆ ลี่หรงก็เดินออกจากห้องมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากลี่หรงตั้งครรภ์ จ้าวชิงซงได้เตือนภรรยาให้เดินช้าลง เมื่อเห็นเธอเดินเร็วขนาดนี้ หัวใจของเขาก็เต้นรัว ก่อนรีบก้าวเข้าไปกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน “ทำไมคุณถึงเดินเร็วแบบนี้ล่ะครับ?”
ลี่หรงคว้าแขนของจ้าวชิงซง แล้วพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันคิดวิธีได้แล้วค่ะ!”
จ้าวชิงซงพาภรรยากลับเข้าไปในห้อง แล้วขอให้เธอนั่งลงก่อนถามว่า “วิธีอะไรเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ว่าตอนนี้คุณขาดเงินหรอกเหรอคะ คุณอยากขายหมูให้ได้เยอะขึ้น เพื่อหาเงินใช่ไหมคะ?” ลี่หรงยิ้ม “ยังจำคนที่มาซื้อสูตรพะโล้ของฉันเมื่อก่อนได้ไหม เขาเป็นผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้าของโรงงานเหล็กลู่ซาน โรงงานเหล็กที่มีคนงานนับหมื่นคน จะต้องกินเนื้อหมูมากแค่ไหนทุกวัน ถ้าเขาเต็มใจรับซื้อ ไม่เพียงแต่หมูของคุณจะขายได้เท่านั้น แต่ยังขายได้ในราคาดีอีกด้วย!”
สีหน้าของจ้าวชิงซงเปลี่ยนไป นี่เป็นความคิดที่ดีจริงๆ
แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะยอมรับหมูของพวกเขาไหม และการพูดคุยธุรกิจกันคงเป็นการเผยปัญหาที่จ้าวชิงซงกำลังเผชิญอยู่แน่นอน
พวกเขาไม่สนิทกับชายคนนั้นมากนักจึงเป็นเรื่องยากที่จะรับประกันว่าจ้าวชิงซงจะไม่ถูกรายงานเรื่องนี้ออกไป
จ้าวชิงซงบอกลี่หรงถึงข้อกังวลนี้
ลี่หรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เขาเป็นผู้จัดการตำแหน่งใหญ่ และยังคงไปที่ ‘ตลาดเสรี’ เพื่อซื้อของต่างๆ ถ้างั้นฉันจะลองคุยกับเขาในวันพรุ่งนี้นะคะ”
อู๋จื่อกังขอซื้อสูตรพะโล้ของลี่หรง เพื่อให้คนในโรงงานเหล็กได้กินอาหารที่ดีขึ้น ลี่หรงคิดว่าผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้า อาจพิจารณาให้ความร่วมมือ
แม้ว่าอู๋จื่อกังจะไม่เห็นด้วย แต่เขาคงจะไม่รายงานเรื่องนี้แน่
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดทั้งหมดของลี่หรง
ส่วนใจคนจะเป็นเช่นไร ก็ยากจะหยั่งถึง
สิ่งสำคัญคือนี่เป็นวิธีเดียวในตอนนี้ ไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูครับ” จ้าวชิงซงจับท้องของลี่หรง “ผมจะไปในเมืองกับคุณพรุ่งนี้ แล้วคุณจะตามหาชายคนนั้นเจอได้ยังไงเหรอครับ?”
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองได้นั่งเทียมเกวียนวัวไปยังที่ว่าการอำเภอ
แม้ว่าลี่หรงจะรู้ว่าอู๋จื่อกังอยู่ที่โรงงานเหล็กลู่ซาน แต่ก็ไม่คิดจะไปหาเขาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ก่อนอื่นเธอไปที่สหกรณ์ เพื่อค้นหาสถานที่สำหรับคุยโทรศัพท์
ก่อนหน้านี้ ‘นามบัตร’ ที่อู๋จื่อกังมอบให้กับลี่หรง มีหมายเลขโทรศัพท์สำนักงานของเขาเขียนอยู่
หลังจากกดหมายเลขแล้ว ก็มีเสียงบี๊บตามมาสองสามครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับสาย
เมื่อลี่หรงได้ยินเสียงชัดเจนแล้ว เธอก็รู้ว่านี่คืออู๋จื่อกัง ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า “ผู้จัดการอู๋ ฉันลี่หรงเองค่ะ”
ลี่หรงอธิบายจุดประสงค์ในการโทรไปสั้นๆ และคนที่อยู่ปลายสายก็เงียบไป
หัวใจของลี่หรงเต้นรัว เธอมองจ้าวชิงซงด้วยสีหน้าลุ้นระทึก
ยิ่งความเงียบกินเวลานานเท่าไหร่ จ้าวชิงซงและภรรยาก็ยิ่งกดดันมากขึ้นเท่านั้น
ลี่หรงเกือบจะสิ้นหวังและกำลังจะพูดว่า ‘รบกวนด้วยค่ะ’ แต่ก็ได้ยินอีกฝ่ายถามว่า “พวกคุณรีบไหมครับ ตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
ลี่หรงรู้สึกราวกับว่าคอที่ถูกรัดคลายออกแล้ว จึงสูดหายใจเข้าลึก “ ฉันหวังว่าจะจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดค่ะ ตอนนี้ฉันกับสามีอยู่ที่สหกรณ์ หากคุณสะดวก พวกเราจะไปหาคุณในทันทีค่ะ”
อู๋จื่อกังไม่ปล่อยผ่าน ก่อนบอกให้พวกเขาไปหาที่รอในสหกรณ์
เกือบยี่สิบนาทีต่อมา อู๋จื่อกังก็ขี่จักรยานมาถึงสหกรณ์ มองปราดเดียวก็เห็นลี่หรงกับสามี
เขาโบกมือให้ตั้งแต่ยังไม่ลงจากจักรยาน เมื่อเท้าแตะพื้นก็เชิดคางขึ้น “เราไปคุยกันตรงนั้นเถอะครับ”
ทั้งสามมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่นอกตรอก ซึ่งมีเกวียนวัวของจ้าวชิงซงจอดอยู่
ปลอดจากผู้คน
อู๋จื่อกังเริ่มพูดก่อนว่า “ความจริงเราควรจะไปพูดคุยกันที่ร้านอาหารของรัฐ แต่ตอนนี้ผมกำลังยุ่งมาก เพราะจะมีการประชุมขึ้นหลังจากนี้ ดังนั้นเรามาคุยกันที่นี่เลยดีกว่าครับ”
ลี่หรงยิ้มอย่างรู้สึกผิด แล้วพูดว่า “เรามีเรื่องจะรบกวนคุณ ดังนั้นเราควรเป็นฝ่ายเลี้ยงอาหารค่ำค่ะ คุณยุ่งมากแต่ยังยอมสละเวลามาพบ เท่านี้ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ” อู๋จื่อกังยิ้ม “คุณผู้หญิง ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี”
ลี่หรงดึงชายเสื้อของจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “นี่คือสามีของฉันค่ะ เขามีธุระที่อยากคุยกับคุณ”
ลี่หรงพูดให้เห็นภาพรวมก่อน แล้วจ้าวชิงซงจึงค่อยเพิ่มรายละเอียด
พวกเขาทั้งสองได้เตรียมคำพูดมาจากที่บ้านแล้ว ไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป
ทำให้ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้สิ้นหวัง จนต้องมาขอความร่วมมือ เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจ
อู๋จื่อกังถามว่า “คุณมีหมูอยู่เท่าไหร่ครับ?”
จ้าวชิงซงบอกจำนวน
นั่นนับว่ามากทีเดียว
อู๋จื่อกังมองจ้าวชิงซงด้วยความตกใจ “โอ้โห! น้องชาย คุณกล้าทำธุรกิจใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอ”
จ้าวชิงซงยิ้ม “ค่อนข้างต้องใช้ความกล้าพอสมควรเลยครับ แต่ผมแน่ใจว่าหมูเหล่านั้นมีสุขภาพดี เราไม่ได้ให้หมูกินน้ำเยอะ แต่ให้อาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วนแทน หมูจึงแข็งแรงดีครับ”
อู๋จื่อกังพยักหน้า “พวกคุณไม่ใช่คนอ้อมค้อม ดังนั้นผมจะบอกตามความจริง ปริมาณเนื้อที่โรงงานเหล็กจะน้อยลงในช่วงปลายปี และผมจะไม่ปกปิดว่าตอนนี้เนื้อในโรงอาหารมีน้อยลงแล้ว และคนงานเองก็กินอาหารได้น้อยลง ทำให้ไม่ค่อยมีแรงทำงาน จึงเป็นปัญหาปัจจุบันในโรงงานพอดีครับ”
ลี่หรงกับสามีฟังเงียบๆ
อู๋จื่อกังมองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ แล้วพูดว่า “ผมกำลังคุยกับหัวหน้าเกี่ยวกับเรื่องออกไปซื้อเนื้อข้างนอกพอดีครับ”
เขากำหมัดแล้วกระแอม “อะแฮ่ม! ผมจะบอกพวกคุณว่า ผมไม่กลัวว่าพวกคุณขึ้นราคาหรอก เพราะเราได้เตรียมช่องทางซื้อหลายช่องทางไว้แล้วครับ”
จ้าวชิงซงกล่าว “นั่นเป็นเรื่องปกติครับ แต่เนื่องจากผู้จัดการเต็มใจที่จะออกมาพบก็คงต้องมีความคิดที่จะร่วมมือกับเราอยู่แล้ว ราคาที่ฟาร์มสุกรที่จะขายให้คุณ ไม่ใช่ราคาต่ำสุด เพราะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ด้วยหมูของผมแต่ละตัวมีน้ำหนักมากกว่าร้อยจิน ตรงตามมาตรฐานสำหรับการเชือดแน่นอนครับ”
อู๋จื่อกังพูดอย่างใจเย็น “คุณจะเสนอราคาเท่าไหร่เหรอครับ?”
จ้าวชิงซงยกนิ้วบอกจำนวน
อู๋จื่อกังต่อรองราคา จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผู้จัดการ คุณรับผิดชอบฝ่ายขนส่งสินค้า ผมเชื่อว่าคุณต้องซื้อเนื้อเยอะมากแน่ ราคาที่ผมตั้งไว้นั้นไม่แพงมากจนเกินไป เลยทำให้ไม่สามารถลดราคาลงไปได้อีกครับ”
อู๋จื่อกังยิ้ม “ใครจะทำข้อตกลงด้วยการเสนอราคาเดียวกันล่ะ ถ้าถูกลงกว่านี้ พวกเราจะรับหมูของคุณจำนวนเยอะมากขึ้นด้วยนะครับ”
จ้าวชิงซงยังคงปฏิเสธที่จะยอมแพ้
ยืนยันว่าราคาที่ตั้งไว้เป็นราคาต่ำสุดอยู่แล้ว
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เขาแสดงความจริงใจอย่างที่สุด และให้ราคาที่เหมาะสม
ลี่หรงมองอย่างใจจดใจจ่อ เป็นไปได้ไหมว่าเธอตกหลุมรักผู้ชายโง่เขลา?
ไม่รู้จักวิธีเสนอราคาที่สูงไว้ก่อน แล้วจึงลดราคาลงทีหลังหรือ?
อู๋จื้อกังหัวเราะ “หนุ่มสาวทั้งสอง งั้นไว้พวกคุณค่อยไปที่สำนักงานของผมเพื่อเซ็นสัญญานะครับ”
ลี่หรงมีความสุขมาก รีบจับมือของจ้าวชิงซงด้วยความดีใจโดยไม่พูดอะไร
จ้าวชิงซงก็ดีใจไม่แพ้กัน และจับมือของอีกฝ่ายไว้แน่น
หลังจากนั้นเป็นเวลานาน ทั้งสองฝ่ายก็เจรจากันสำเร็จ
วันนี้ท่ามกลางสายลมเย็นใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมด้วยเกวียนวัวและจักรยาน ทั้งสามคนได้เจรจาความร่วมมือกัน
เกิดเป็นความประทับใจกันไม่รู้ลืม
จบตอน
Comments
Post a Comment