บทที่ 51: แบ่งเงินปันผลสิ้นปี เงินฝากของครอบครัวเกินหนึ่งหมื่นหยวน
เพราะร่วมมือกับโรงงานเหล็ก ฟาร์มสุกรจึงมีรายได้ก้อนใหญ่
จ้าวชิงซงก็ไม่ได้ชักช้าแต่อย่างใด เมื่อเงินถึงมือก็รีบไปซื้อยาฉีดทันที
เมื่อเห็นคนเลี้ยงหมูฉีดยาให้ลูกหมูทีละตัว จ้าวชิงซงก็ปล่อยวางสิ่งที่คิดมานานหลายวันได้ในที่สุด
เจิ้งเต๋อหยางคาดการณ์ไว้ไม่ผิด หลังจากเข็มที่สอง ลูกหมูก็ดีขึ้นอย่างช้าๆ ความอยากอาหารก็กลับมาเป็นปกติ
เหล่าหุ้นส่วนพลันฉีกยิ้มกันถ้วนหน้า
จ้าวซิงหยางและเหอซิ่งสองสามีภรรยาช่วยงานลี่หรง ทำให้ที่ผ่านมามีเงินออกจำนวนหนึ่งแล้ว ช่วงเดือนกันยายนก็พอที่จะส่งต้าหนิวไปเรียนประถมหนึ่งที่โรงเรียนได้แล้ว
ต้าหนิวขยันขันแข็ง เมื่อเลิกเรียนก็แบกกระเป๋าผ้ากลับบ้านพร้อมตะโกนด้วยใบหน้าผอมเกรอะกรังมีแต่เหงื่อว่า “ผมเลิกเรียนแล้ว จะรีบทำการบ้านเลยครับ”
ตอนนี้เข้าสู้ช่วงฤดูหนาว กลางวันเริ่มสั้นลง ที่ทำงานและโรงเรียนก็เลิกเร็วเช่นเดียวกัน
ลี่หรงปรายตามองนาฬิกาข้อมือ ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนฟ้าจะมืด คาดว่าจ้าวชิงซงคงกำลังเดินทางกลับ เธอจึงเดินเข้าครัวเพื่อไปหุงข้าว
หลังตั้งครรภ์เกือบห้าเดือน ท้องของลี่หรงก็เห็นได้ชัดมากขึ้น เมื่อวางข้าวลงไปก็เป็นอันเรียบร้อย เธอคอยเฝ้ามองอยู่ที่ประตูครัว ส่วนต้าหนิวใช้ม้านั่งนั่งทำการบ้านอยู่ที่ประตูโถง
ต้าหนิวอยากทำการบ้านให้เสร็จก่อนค่ำ เพราะเมื่อฟ้ามืดจะต้องจุดน้ำมันก๊าด นั่นนับเป็นการสิ้นเปลืองเงินโดยไม่จำเป็น
ประตูโถงยังพอมีแสง จึงทำตรงนั้นได้
อีกอย่างด้านในประตูลมหนาวไม่สามารถพัดผ่านเข้ามาได้ เด็กชายจึงไม่ต้องทนหนาว
ลี่หรงเดินเข้าไปหาหลานชาย “ทำการบ้านเหรอต้าหนิว”
“อื้ม” ต้าหนิวไม่แม้แต่จะเงยหน้า เห็นเพียงมือเล็กที่จับปลายดินสอกำลังเขียนอักษรตัวใหญ่บนสมุด
ไม่รู้ว่าดินสอแท่งนี้ใช้มานานแค่ไหนแล้ว ถึงเหลือขนาดเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็มองไม่เห็นว่าเขาจับดินสออยู่ด้วยซ้ำ เดิมทีก็มองไม่เห็นด้ามดินสอยาวออกมาเลย
ลี่หรงถามด้วยรอยยิ้ม “ไปเรียนสนุกไหม?”
“สนุกมากครับ!”
ลี่หรงยิ้มอย่างเอ็นดูอีกฝ่าย ก่อนกลับเข้าครัว ด้วยไม่อยากรบกวนเขาตอนทำการบ้านแล้ว ขณะกำลังเดินกลับ ก็ได้ยินต้าหนิวเรียกหาเธอ
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
ต้าหนิวเงยหน้าที่เล็กซูบพร้อมถาม “อาสะใภ้รอง คุณครูที่โรงเรียนพวกเราเป็นยุวชนกันทั้งนั้น อาก็เป็นยุวชนเหมือนกัน ทำไมอาถึงไม่ไปเป็นคุณครูล่ะครับ?”
ลี่หรงพูดไม่ออก “เด็กอย่างเธอนี่นะ ไม่ใช่ว่ายุวชนทุกคนจะได้เป็นคุณครู”
“น้องชายของผมจะออกมาตอนไหนเหรอครับ?” ต้าหนิวมองครรภ์ของลี่หรง ก่อนถามอย่างไร้เดียงสา “พอน้องออกมาแล้ว อาก็จะส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียนใช่ไหมครับ?”
หญิงสาวหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “ต้องส่งไปเรียนอยู่แล้วสิ ประมาณปีหน้าก็จะออกมาแล้วล่ะ ว่าแต่ เธอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นน้องชาย ไม่ชอบน้องสาวเหรอ?”
ต้าหนิวส่ายหน้า “ผมอยากได้น้องชาย เด็กผู้หญิงน่ารำคาญเกินไป เสี่ยวฮวาแล้วก็เสียวเหม่ยในหมู่บ้านชอบร้องไห้ เห็นแมลงก็ร้องไห้ เห็นงูก็ร้องไห้อีก...”
ลี่หรงคิดในใจว่าถ้าฉันเห็นงูก็อยากร้องไห้เหมือนกัน เธอพูดอย่างช่วยไม่ได้ “เหอฮวาก็เป็นเด็กน่ารักมากเลยนะ ทั้งไม่ดื้อไม่ซน แถมขยันขันแข็ง”
ต้าหนิวพยักหน้าเหมือนคิดบางอย่าง “นั่นสิ น้องเหอฮวาดีมากเลย งั้นอาสะใภ้รองคลอดน้องสาวเถอะ ผมจะพาเธอไปจับแมลงในทุ่ง...”
ลี่หรงหน้าเจื่อน “...เธอรีบทำการบ้านให้เรียบร้อยเถอะ”
คืนนี้จ้าวชิงซงกลับมาช้าหน่อย เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง ไม่รู้ว่ากลับมาจากที่ไหน
ลี่หรงได้กลิ่นที่ติดตัวเขา เทียบกับที่ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในฟาร์มเลี้ยงหมูทั้งวันยังไม่ได้เลย เมื่อเขากลับถึงบ้านจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
ลี่หรงทำอาหารให้ชายหนุ่ม จ้าวชิงซงจึงรับชามตะเกียบมาพร้อมพูด “คุณไม่ต้องเตรียมให้ขนาดนี้ก็ได้ครับ แค่ส่วนของคุณก็มากพอแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงผมก็ได้ครับ ผมทำเองได้ ท้องของคุณใหญ่ขนาดนั้นแล้ว ผมไม่ได้ดูแลภรรยาก็แย่พออยู่แล้ว แต่ยังให้ภรรยามาดูแลผมอีก”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ฉันอยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ทำอะไรมากมาย ขยับตัวเยอะหน่อยจะได้ดีต่อลูกนะคะ จริงสิ ทำไมคืนนี้คุณถึงกลับช้าขนาดนี้ล่ะ?”
“วันนี้ผมไปดูแม่ไก่มา กำลังหาแม่ไก่แก่ตัวใหญ่หน่อยกลับมาเลี้ยง เอาไว้ข้างฟาร์มเลี้ยงหมู เก็บไว้ให้คุณกินตอนอยู่ไฟหลังคลอด”
“คุณช่างดีจริงๆเลย” ลี่หรงพลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา
เมื่อถึงสิ้นปี จ้าวชิงซงจะยุ่งเป็นพิเศษ ทำงานนอกบ้านทั้งวัน หิมะจะตกหนักสักกี่รอบ เขาก็ยังคงกินอาหารเช้าให้เสร็จก่อนออกไปทำงานโดยไม่หวั่น แล้วค่อยกลับบ้านมาตอนฟ้ามืด
ลูกหมูป่วยกลุ่มนั้น ภายหลังจ้าวชิงซงก็ออกเงินทุนจำนวนมากไปซื้ออาหารสัตว์ ให้อาหารหมูที่มีโภชนาการครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น
หลังจากลูกหมูกลับมาอยากอาหาร ก็กินได้มากเป็นพิเศษ
ในที่สุดจากที่กินกันจนอ้วนท้วนแข็งแรง ก็ถึงเกณฑ์มาตรฐานสามารถส่งเชือดได้แล้ว
จ้าวชิงซงจึงโล่งใจขึ้นมาก
หลังจากได้ร่วมงานกับอู๋จื่อกัง ช่องทางการขายของฟาร์มสุกรก็เพิ่มขึ้นมาอีกทางตามพื้นฐานของ ‘ตลาดเสรี’
จ้าวชิงซงรู้แหล่งที่มาอาหารของโรงงานเหล็กหน่วยงานสาธารณะเหล่านี้ดีว่า มีจำนวนที่กำหนดไว้เหมือนกับตั๋วแลกอาหารของพลเรือน
ส่วนเรื่องที่ทำไมอู๋จื่อกังถึงทำการค้ากับเขา แม้จ้าวชิงซงจะไม่เคยถาม ทว่าเขารู้ดีว่าในกระบวนการนี้คงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแน่นอน
ความร่วมมือในระยะเวลานานเป็นเรื่องดีสำหรับจ้าวชิงซง ขณะเดียวกันในใจเขาก็รำลึกถึงความช่วยเหลือจากอู๋จื่อกังในตอนแรกไว้เสมอมา ถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานเหล็ก ฟาร์มเลี้ยงหมูของเขาก็คงไม่อาจยืนหยัดได้เร็วขนาดนี้แน่นอน
ดังนั้นก่อนตรุษจีน แม้จะมีการขึ้นราคาเนื้อหมูเกิดขึ้น ทว่าจ้าวชิงซงก็ยังคงให้ราคาเดิมกับโรงงานเหล็กเช่นเดิม
อู๋จื่อกังชื่นชมการตัดสินใจของจ้าวชิงซง ทั้งสองติดต่อค้าขายกันเป็นเวลานาน จนเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องคนหนึ่งได้เลยทีเดียว
หลังจากการปฏิรูปเปิดกว้าง อู๋จื่อกังก็เชื่อมั่นกว่าเดิมว่าตนมองคนไม่ผิด
แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้เอาไว้ว่ากันทีหลัง
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็เอาหมูที่เลี้ยงมาเป็นอย่างดีส่งเชือดอย่างราบรื่น
กลุ่มหมูที่ขายให้โรงงานเหล็กในตอนนั้น จ้าวชิงซงก็ให้ราคาไม่ต่างจากที่ขายให้เจ้าอื่นเท่าไร ดังนั้นจึงถือว่าราคาหมูกลุ่มนั้นไม่ได้ขาดทุนมากนัก
หมูก่อนหน้านี้ จ้าวชิงซงรับผิดชอบทั้งอาหารลูกหมู ค่าจ้างหุ้นส่วน และค่าใช้จ่ายฟาร์มสุกร
เรื่อยมาจนตอนนี้สามารถส่งหมูที่ได้มาตรฐานไปเชือดขายได้แล้ว เงินที่ขายได้ล้วนเป็นกำไรทั้งสิ้น
จ้าวชิงซงเร่งคิดคำนวณบัญชีให้เสร็จในปีที่แล้ว แล้วแบ่งเงินปันผลให้เจิ้งเต๋อหยางและคนอื่นตามจำนวนหุ้น
จำนวนหุ้นที่สวีฟู่ครอบครองมีน้อยที่สุด ทว่าก็ได้เงินมาสี่พันกว่าหยวน
เขาตกตะลึง พลันหยิบเงินกำหนึ่งมานับไม่หยุด นับประมาณสามรอบกว่าจะยอมเชื่อ เขากลืนน้ำลาย “พี่จ้าวครับ เงินนี่เยอะมากเลย จำนวนหุ้นของผมแบบนี้ก็ได้มาตั้งสี่พันกว่า งั้นพี่กับพี่เจิ้งไม่เกินหมื่นเลยเหรอ?”
เจิ้งเต๋อหยางกับจ้าวชิงซงยิ้ม
จำนวนหุ้นของเจิ้งเต๋อหยางมากที่สุดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภายหลังโม่เซิงกับพี่เหยียนถอนตัวออก จ้าวชิงซงจึงครอบครองจำนวนหุ้นบางส่วนแทน ตอนนี้จึงมีจำนวนหุ้นเท่ากับเจิ้งเต๋อหยาง
ดังนั้น เงินส่วนแบ่งของทั้งสองจึงเท่ากัน
ทว่าก็ไม่ได้เยอะเท่าหนึ่งหมื่น
จ้าวชิงซงส่ายหน้า “มีเยอะขนาดนั้นที่ไหนกัน เจ็ดพันกว่าๆเอง”
เขาบอกสวีฟู่อย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาพูดอย่างจริงจัง “ปีนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น รอปีหน้าก่อนเถอะ พวกเราจะหาเงินให้ได้มากว่าเดิมอีก”
สวีฟู่ถูกเงินกระทุ้งจนเลือดเดือดพล่าน “ปีหน้าผมก็จะยังทำกับพี่!”
เจิ้งเต๋อหยางตบหลังสวีฟู่ “เป็นอะไรน่ะ พวกเราร่วมหุ้นกัน ไม่ใช่ซื้อขายกันครั้งเดียว ปีหน้าพวกเราก็ยังเป็นเถ้าแก่ฟาร์มสุกรอยู่นะ!”
จ้าวชิงซงกลับบ้านพร้อมกับเงินถุงหนึ่ง
ขณะกินอาหาร เขาก็คิดอยู่ตลอดว่าภรรยาจะทำท่าดีใจแบบไหนเมื่อเห็นเงินก้อนนี้
หลังเช็ดตัวเสร็จก็สวมเสื้อที่สะอาด
จ้าวชิงซงหยิบถุงผ้าออกมา
ลี่หรงถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “เงินที่หาได้จากการเลี้ยงหมูเหรอคะ?”
เธอนั่งอยู่บนเตียงเตาแสนอบอุ่น โอบถุงพร้อมนับเงิน “โอ้สวรรค์! ทำไมคุณถึงหามาได้เยอะแยะขนาดนี้คะ?”
[1] ไก่แก่ คือ เป็นแม่ไก่ที่ออกไข่มาแล้วหลายครั้ง ตัวจะมีขนาดใหญ่ กระดูกแข็ง เนื้อเหนียว แต่มีรสหวาน
บทที่ 52: ตรวจครรภ์
ใบหน้าของจ้าวชิงซงยิ้มแย้มแจ่มใสโดยไม่พูดอะไร ดูเหมือนว่าเจ้าตัวกำลังขอคำชมเชย
ลี่หรงจับท้องตัวเองไว้ แล้วโน้มตัวลงไปหอมแก้มเขา “คุณเก่งมากค่ะ”
ลี่หรงนำเงินไปรวมกับเงินออมครั้งก่อนด้วยสีหน้าตื่นเต้น เธอกอดจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “บอกฉันที ตอนนี้เรานับว่าเป็นครัวเรือนที่มีทรัพย์สินมูลค่าหมื่นหยวนแล้วหรือยังคะ?”
“เป็นแล้วครับ” จ้าวชิงซงดึงผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวพวกเขาทั้งสองไว้ “ในที่สุดผมก็ได้พักบ้างแล้ว ทุกวันนี้ยุ่งอยู่กับการดูแลฟาร์ม ไม่ได้ดูแลคุณเลยครับ”
เมื่อไม่กี่วันก่อน หมูตัวใหญ่ทั้งหมดในฟาร์มสุกรขายหมดแล้ว และจ้าวชิงซงก็ให้คนงานในฟาร์มสุกรทุกคนได้หยุดพักร้อน
รอให้ถึงปีใหม่ก่อนค่อยกลับมาทำงาน
ในฟาร์มสุกรใช้กรงขังทรงกลมที่สามารถใส่อาหารและน้ำทิ้งไว้ได้ หมูในฟาร์มจึงมีอาหารเพียงพอ ไม่อดตายภายในสิบกว่าวันนี้แน่นอน
ลี่หรงขมวดคิ้ว “ฉันรู้ว่าคุณทำงานหนักเพื่อหาเงินให้ครอบครัวเล็กๆของเราได้สุขสบาย ช่วงนี้พักผ่อนอยู่บ้านให้เต็มที่เถอะค่ะ”
“อืม” จ้าวชิงซงช่วยประคองให้ลี่หรงนอนลง ก่อนดับตะเกียงน้ำมันก๊าด เขาหันไปนอนกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขน “ผมจะอยู่กับคุณที่บ้าน พรุ่งนี้เราไปเดินซื้อของที่ที่ว่าการอำเภอกันเถอะครับ อยากได้อะไรก็ซื้อตามใจชอบได้เลย แล้วผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลที่เป็นทางผ่านขากลับด้วยครับ”
วันรุ่งขึ้น บังเอิญว่าครอบครัวของเหอซิ่งก็จะไปที่ว่าการอำเภอด้วย
อากาศหนาวเย็นลง พวกเขาจึงรวมตัวกันขึ้นรถโดยสาร
เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอ เหอซิ่งบอกว่าพวกเธอจะไปถ่ายรูป แล้วถามลี่หรงว่าอยากไปด้วยกันไหม
ลี่หรงโบกมือ แล้วพูดว่า “พวกเธอไปถ่ายกันเลย จ้าวชิงซงกับฉันต้องไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลก่อน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ไม่อยากให้พวกเธอต้องรอนาน”
“ได้เลย ได้เลย” เหอซิ่งพยักหน้า แล้วจูงมือต้าหนิวออกเดิน จ้าวชิงหยางเดินตามไป โดยอุ้มเอ้อร์หนิวไว้ในอ้อมแขน
ก่อนที่จะเดินจากไปไกล ก็ได้ยินเสียงต้าหนิวตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ได้เวลาเดินซื้อของแล้ว! แม่ครับ เราขอไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารของรัฐได้ไหมครับ?”
ก่อนจะรู้ว่าเหอซิ่งตอบว่าอย่างไร ลี่หรงก็หายตัวไปแล้ว
จ้าวชิงซงสวมเสื้อคลุม มือข้างหนึ่งโอบไว้รอบเอวของลี่หรง อีกข้างหนึ่งจับมือเธอไว้ “เดินช้าๆครับ ไม่ต้องรีบร้อน”
ลี่หรงจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว เธอขายของทุกอย่างใน ‘ตลาดเสรี’ จนหมดวัน แค่จะออกมาเดินเล่นอย่างใกล้ชิดกับจ้าวชิงซง ก็ยังทำไม่ได้เลย
ตอนนี้เขาโอบหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน เธอถึงกับถอนหายใจ “อย่าโอบแน่นนักสิคะ คนอื่นเห็นแล้วจะมองไม่ดี”
จ้าวชิงซงไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ มุมปากของเขากระตุก “คุณจะพูดยังไงก็แล้วแต่คุณ แต่ในเมื่อภรรยากำลังอุ้มท้องใหญ่อยู่ ผมไม่ช่วยประคองคงไม่ได้ครับ”
สตรีมีครรภ์ในชนบทไม่ได้รับการตรวจครรภ์เป็นประจำ และมักจะเรียกหมอตำแยในหมู่บ้านมาทำคลอด
ดังนั้นจึงค่อนข้างยาก ที่หญิงตั้งครรภ์ในชนบทอย่างลี่หรง จะไปโรงพยาบาลประจำที่ว่าการอำเภอเพื่อตรวจสุขภาพให้ตรงเวลา
แถมลี่หรงยังดูสุขภาพดีมากด้วย ใบหน้ามีเลือดฝาดมากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ หมอจึงประทับใจในตัวเธอมาก
หลังจากการมาตรวจหลายครั้ง หมอก็ได้รู้ว่าลี่หรงเป็นยุวชนที่ไปอยู่ชนบท ตอนนี้จึงเข้าใจการตัดสินใจของเธอที่ต้องการมาที่โรงพยาบาล
หลังจากตรวจร่างกายแล้ว หมอบอกว่าทารกแข็งแรงดีมาก ลี่หรงเหลือบมองจ้าวชิงซงด้วยความดีใจ หมอพูดกับคู่รักหนุ่มสาวว่า “กำหนดคลอดยังอีกสองเดือน พวกคุณทั้งสองมีแผนว่าจะคลอดที่โรงพยาบาลหรือเปล่าคะ คลอดบุตรในโรงพยาบาลต้องจองคิวล่วงหน้า เพื่อให้หมอจัดเวลานะคะ”
จ้าวชิงซงพยักหน้า “พวกเราตัดสินใจว่าจะคลอดในโรงพยาบาลครับ ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง คุณหมอบอกผมมาได้เลยครับ ผมจะได้เตรียมตัวไว้”
หมอเปิดสมุด แล้วพูดว่า “รอมาตรวจครรภ์เดือนหน้าอีกครั้งก่อนนะคะ ตอนนี้ฉันแค่อยากจะยืนยันกับพวกคุณก่อน ว่ามีแผนนี้หรือเปล่าค่ะ”
หลังจากออกจากโรงพยาบาล ก็รู้สึกเหมือนอากาศเย็นลงอีก
ฟู่!
ลี่หรงถอนหายใจดังฟู่ เมื่อลมหนาวพัดผ่านตัวหญิงสาว จ้าวชิงซงจึงสะพายกระเป๋ายืนอยู่ข้างหน้า เพื่อปกป้องภรรยาจากลมเย็น เขาจับมือเธอไว้ แล้วพ่นลมหายใจอุ่นใส่มือหญิงสาว พลางลูบไปมา “ยังหนาวอยู่ไหมครับภรรยา หรือว่าจะกลับไปนั่งพักที่โรงพยาบาลก่อนดีครับ?”
ลี่หรงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ เราไปดูของที่สหกรณ์เลยก็ได้ค่ะ”
“ตกลงครับ” จ้าวชิงซงเอามือของลี่หรงใส่ไว้ในกระเป๋าของเขา แล้วจับไว้แน่น
คนในสหกรณ์มีจำนวนมากกว่าปกติถึงสองเท่า ผู้คนต่างเบียดเสียดกัน
ลี่หรงเดินไปรอบๆสักพัก แล้วก็อยากจะออกไป
แน่นอนว่าจ้าวชิงซงเดินตามเธอออกจากสหกรณ์ที่อยู่ถัดจากร้านถ่ายรูป
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าพวกพี่ใหญ่ถ่ายรูปกันเสร็จหรือยัง”
“นี่ก็นานมากแล้ว คงถ่ายรูปกันเสร็จแล้วล่ะค่ะ” ลี่หรงพูด “ยังเช้าอยู่เลย เราไปถ่ายรูปกันหน่อยไหมคะ ตอนนี้ลูกโตขึ้นมากแล้ว พวกเรามาถ่ายรูปกันอีกสักรอบเถอะค่ะ จะได้เก็บไว้ให้ลูกดู”
“ได้ครับ มาถ่ายรูปครอบครัวกันปีละครั้งกันเถอะ” จ้าวชิงซงพาลี่หรงเข้าไปในร้านถ่ายรูป
ในร้านถ่ายรูปมีลูกค้ามากหน้าหลายตา ทำให้ลี่หรงและคนอื่นๆต้องเข้าคิวรอให้ถ่ายรูปโดยนั่งรอบนม้านั่ง
จ้าวชิงซงเห็นว่ามีคนมากมายที่มาก่อน จึงอาจจะต้องรอสักพักหนึ่ง
ในยุคนี้ไม่มีตั๋วพร้อมเบอร์โทรให้โทรไปตามเหมือนยุคปัจจุบัน ลี่หรงและคนอื่นๆต้องรออยู่ที่นี่ ไม่งั้นจะโดนแซงแถวได้ง่าย
จ้าวชิงซงถามลี่หรง “หิวไหมครับ? ผมจะได้ไปซื้ออะไรมาให้คุณกิน”
“ไม่หิวค่ะ” ลี่หรงจับมือเขา “คุณอยู่ที่นี่แหละ”
คนที่มาร้านถ่ายรูปเกือบทุกคนเป็นคนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุไม่ค่อยมีให้เห็น
จ้าวชิงซงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “น่าจะเรียกพ่อแม่ให้มาถ่ายรูปครอบครัวด้วยกันนะครับ”
ลี่หรงพยักหน้า “งั้นครั้งต่อไปเราเรียกพ่อแม่มาด้วยกันเถอะค่ะ”
“ขอโทษนะครับ” จู่ๆ จ้าวชิงซงก็พูดขอโทษออกมา ทำให้ลี่หรงสับสนเล็กน้อย ก่อนถามเขาว่า “ทำไมจู่ๆถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ?”
“ผมเคยพูดแล้วว่าเลขาประจำหมู่บ้าน จะส่งจดหมายแนะนำตัวให้คุณ แล้วอนุญาตให้คุณกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ได้” ชายหนุ่มวางคางไว้บนผมของหญิงสาว “ตอนนี้คุณท้องโตมากแล้ว ผมไม่กล้าพาคุณไปไหนมาไหนด้วยซ้ำ ที่นั่นมันเดินทางไกลเกินไป แถมยังต้องนั่งรถไฟด้วย”
“อ๋อ… ” ลี่หรงได้ฟังเขาพูดแบบนี้ก็คลายสงสัย “ไว้คราวหน้าก็ได้ค่ะ ยังมีโอกาสหน้าเสมอ”
“เฮ้! สองคนนั้นถึงเวลาถ่ายรูปแล้ว”
ถ่ายรูปเสร็จก็ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว ทั้งสองจึงกลับบ้าน
คุณแม่จ้าวกำลังยุ่งอยู่กับการทำบ๊ะจ่าง เมื่อเห็นทั้งสองกลับมาเร็วมาก เธอก็หยิบบางอย่างเข้าปาก แล้วตะโกนถามเสียงอู้อี้ “ทำไมพวกลูกกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะ ไม่เดินซื้อของกันอีกสักหน่อยเหรอ?”
“ไม่มีอะไรให้ดูแล้วครับ” จ้าวชิงซงกล่าว “ตอนนี้หรงหรงหนักท้องมาก ผมกลัวว่าเธอจะเหนื่อย ก็เลยพากลับมาก่อน พวกพี่ชายยังไม่กลับมาเหรอครับ?”
“ยังไม่มาเลย พาลูกสองคนไปด้วย ไม่รู้ว่าจะไปเดินซื้อของกันนานแค่ไหน”
ลี่หรงเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีอ่อน แล้วยกเก้าอี้มานั่งช่วยทำบ๊ะจ่าง
“เสี่ยวหรง… ไม่ต้องทำหรอก เหลืออีกนิดหน่อยเท่านั้น แม่ห่อแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
“โอ้!” ลี่หรงดูคุณแม่จ้าวห่อบ๊ะจ่างเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ หลังจากดูไปสองสามรอบ ก็ถามด้วยความสงสัย “แม่คะ นี่มีไส้อะไรบ้างเหรอคะ?”
“มีบ๊ะจ่างหวานใส่พุทราเชื่อม กับบ๊ะจ่างเค็มใส่เนื้อจ้ะ” คุณแม่จ้าวเงยหน้าขึ้นมองลี่หรง “ไม่ต้องห่วง แม่รู้ว่าลูกชอบกินบ๊ะจ่างเนื้อ ก็เลยเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ”
ลี่หรงคลี่ยิ้ม “ความจริงหนูก็ชอบกินพุทราเชื่อมหวานเหมือนกันค่ะ”
“มีหมดทั้งสองไส้เลยจ้ะ”
แม่จ้าวทักทายจ้าวชิงซง แล้วใส่บ๊ะจ่างลงในตะกร้าใหญ่ เพื่อเตรียมนำไปนึ่ง
บ๊ะจ่างตะกร้าใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้เวลานึ่งถึงเย็น
คืนนี้ไม่ต้องทำกับข้าว เพราะกินแค่บ๊ะจ่างก็อิ่มมากแล้ว
แม่จ้าวทำงานยุ่งอยู่นาน จึงรู้สึกปวดเอวเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า ลี่หรงเห็นเธอบีบนวดเอวตัวเอง จึงบอกให้เธอไปพักผ่อน
หลังจากที่คุณแม่จ้าวเดินออกไป ลี่หรงก็เรียกจ้าวชิงซงให้มาจุดไฟ
บทที่ 53: อาจจะเป็นฝาแฝดเหรอ?
จ้าวชิงซงเข้าเมืองไปเดินซื้อของ และใช้โอกาสนี้ส่งของขวัญปีใหม่ให้กับครอบครัวของลี่หรง
คนในหมู่บ้านกำลังฆ่าหมูสำหรับช่วงปีใหม่ แต่ลี่หรงไม่สามารถไปที่นั่นได้เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ อีกทั้งตัวเองก็ไม่มีหน้าที่ที่นั่นอยู่แล้ว
ในวันหยุด ต้าหนิวและเอ้อร์หนิวกลับมาจากที่ไหนสักแห่ง เด็กน้อยวิ่งหน้าแดงมาแต่ไกล พลางสูดจมูกที่มีน้ำมูกไหล
ลี่หรงอุทานว่า “อุ๊ย! ต้าหนิวจะพาน้องชายไปเล่นที่ไหนเหรอ ทำไมไม่ใส่เสื้อหนาๆเพิ่มล่ะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก ระวังพ่อแม่จะดุเอานะ”
ต้าหนิวไม่พอใจเล็กน้อย “น้องชายไม่ตามผมมาเอง แต่ไปเล่นหิมะกับพวกหู่จื่อมา ดูสิครับ ขากางเกงเอ้อร์หนิวเปียกไปหมดแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่ต้องดุแน่เลยครับ”
สีหน้าเศร้าของเขาทำให้ลี่หรงยิ้ม “เธอเป็นพี่ชาย แต่คราวนี้เป็นเอ้อร์หนิวที่ทำผิด เล่นหิมะจนเสื้อผ้าเปียกไปหมด ตอนนี้มีอาการน้ำมูกไหล คืนนี้ก็จะเป็นหวัด แล้วพ่อแม่ก็จะส่งน้องชายไปฉีดยาที่โรงพยาบาล!”
เมื่อเอ้อร์หนิวได้ยินว่าเขากำลังจะถูกฉีดยา ก็รีบเช็ดจมูกด้วยหลังมือ สูดจมูกแล้วร้องว่า “ผมไม่อยากฉีดยา!”
ต้าหนิวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ย่ามใจ “บอกแล้วไงว่าอย่าเล่นหิมะ”
ลี่หรงจับแก้มเย็นของเอ้อร์หนิว แล้วพูดกับต้าหนิวว่า “พาน้องไปเปลี่ยนกางเกงเร็วเข้า เดี๋ยวจะหนาวกว่าเดิม แล้วทำไมพวกย่าของพวกเธอยังไม่กลับมาอีกนะ?”
ต้าหนิวส่ายหน้าบอกลี่หรงว่าเขาไม่รู้ แล้วจูงเอ้อร์หนิวกลับห้องไปเปลี่ยนกางเกง
จ้าวชิงซงกลับมาหลังจากเสร็จธุระที่ที่ว่าการอำเภอ เขาซื้อเนื้อวัวมาทำเนื้อวัวตุ๋นน้ำมันพริกด้วย
เมื่อจ้าวชิงซงอยู่บ้าน ปกติเขาจะรับภาระทำงานบ้านแทน แม้ว่ารสชาติอาหารที่เขาทำจะไม่อร่อยเท่าฝีมือลี่หรง แต่ก็นับว่าไม่ได้แย่อะไรนัก
อาหารบางอย่างเช่นเนื้อวัวตุ๋นน้ำมันพริก ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปรุงซับซ้อน ด้วยคำแนะนำของลี่หรง เขาก็สามารถทำออกมาได้รสชาติดีจริงๆ
จนกระทั่งจ้าวชิงซงเตรียมเนื้อเสร็จแล้ว แม่จ้าวและคนอื่นๆก็เพิ่งกลับถึงบ้าน
ลี่หรงโผล่หน้าไปตะโกนบอกแม่จ้าว “พวกหนูกำลังทำกับข้าวใกล้เสร็จแล้วค่ะ ทุกคนมากินข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”
แม่จ้าวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “งั้นก็ได้จ้ะ แม่กับสะใภ้ใหญ่จะได้เก็บหมูไว้จัดการทีหลัง”
ความจริงแล้วการจัดการที่ว่าก็คือการล้างเนื้อหมู รวมไปถึงเตรียมเครื่องในบางส่วน ใส่ลงในกะละมังหรือหม้อ แล้วสุดท้ายก็นำไปแช่ไว้ในหิมะ เพื่อเก็บไว้ทำอาหารในช่วงปีใหม่
เมื่อเห็นว่าจ้าวชิงซงกำลังทำอาหารอยู่ คุณแม่จ้าวจึงคิดจะใส่ผักลงไปเพิ่ม พร้อมกับนำเลือดหมูมาให้จ้าวชิงซงด้วย
เมื่อลี่หรงเห็นว่าทั้งพ่อจ้าวและพี่ใหญ่จ้าวยังไม่กลับมา จึงถามว่า “ทำไมคุณพ่อกับพี่ใหญ่จ้าวยังไม่กลับมาอีกล่ะคะ หรือว่าจะไปกินข้าวกับคนในหมู่บ้านแล้ว?”
เมื่อมีการเชือดหมูในหมู่บ้าน จะมีการแบ่งเนื้อหมูมาปรุงอาหารให้กับคนขายหมู และสมาชิกในหมู่บ้านที่มาช่วยเหลือ
พ่อจ้าวและจ้าวชิงหยางต่างก็ไปช่วยเชือดหมู
“ใช่แล้วล่ะ พวกเรากินข้าวกันได้เลย ไม่ต้องรอพวกเขา พวกผู้ชายกลุ่มนั้นอยากกินเหล้าขาวกันน่ะ”
แม่จ้าวใส่ใบกะหล่ำปลีและเลือดหมูจำนวนมากลงในเนื้อวัวตุ๋นน้ำมันพริก จนดูเหมือนซุปหมาล่า
ลี่หรงกินอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าใส่ลูกชิ้นกับเห็ดด้วยก็จะยิ่งอร่อยกว่านี้อีก
กว่าจะรู้ตัว เธอก็เผลอพูดในสิ่งที่กำลังคิดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
คุณแม่จ้าวยิ้ม แล้วพูดว่า “ฤดูหนาวมีเห็ดที่ไหนกันล่ะจ๊ะ ต้องรอฝนตกชุกในฤดูร้อน เห็ดถึงจะขึ้นบนภูเขา”
ลี่หรงยิ้ม ใช่แล้ว ในฤดูหนาวที่นี่จะไปเอาเห็ดมาจากไหน คงจะดีมากหากสามารถเพาะมันในเรือนกระจกแบบยุคสมัยใหม่ได้ ต่อให้หิมะจะตกก็ยังมีเห็ดให้กิน
อาหารจานนี้อร่อยเผ็ดจัดจ้าน จนแม้แต่ต้าหนิวก็ก้มหน้าก้มตากิน โดยถือชามข้าวไม่ยอมปล่อย
เหอซิ่งบอกให้เขากินช้าลงหน่อย ขณะกำลังจะบอกเขาว่าอย่ากินเร็วนัก ต้าหนิวก็สำลักจนไอเสียงดัง
แค่ก แค่ก…
“ฮู่ว… เผ็ดมาก”
เหอซิ่งลูบหลังให้เขา “แม่บอกแล้วว่าให้กินช้าๆ”
“สดชื่นจังเลย กินแล้วไม่รู้สึกหนาวเลย”
จ้าวชิงซงกล่าว “อาหารคืนนี้ค่อนข้างเผ็ดไปหน่อย ช่วงนี้หรงหรงชอบกินอาหารรสเผ็ดครับ”
คุณแม่จ้าวมองท้องของลี่หรง “เมื่อก่อนชอบกินอาหารรสเปรี้ยว แต่ตอนนี้หันมาชอบอาหารรสเผ็ดแล้วเหรอ แม่ชอบกินเปรี้ยวจะได้ลูกชาย ชอบกินเผ็ดจะได้ลูกสาว สรุปจะเป็นลูกชายหรือลูกสาวกันแน่ละเนี่ย?”
ลี่หรงกล่าวว่า “จะเป็นลูกชายหรือลูกสาวก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ”
ต้าหนิวพูดเสริมว่า “ถ้าอย่างนั้นก็มีสองคนไปเลยสิครับ น้องชายหนึ่งคน น้องสาวหนึ่งคน”
จ้าวชิงซงตักเนื้อให้ต้าหนิว “พูดได้ดี อารองให้เนื้อเป็นรางวัล”
“เย้ๆ”
ลี่หรงหัวเราะคิกคัก ตนรู้ว่าไม่ได้ท้องฝาแฝดแน่ๆ เพราะเธอไปตรวจครรภ์มาหลายครั้งแล้ว หากเป็นแฝดจริงก็ต้องตรวจเจอก่อนหน้านี้แล้ว และขนาดท้องก็ไม่เท่าคนที่ตั้งครรภ์แฝดด้วย
หลังอาหารเย็น คุณแม่จ้าวกับเหอซิ่งก็เก็บจานไปล้าง แล้วบอกจ้าวชิงซงให้พาลี่หรงออกไปเดินเล่น
ตอนนี้ลี่หรงท้องใหญ่ เธอจึงต้องเคลื่อนไหวให้มากขึ้น เพื่อให้คลอดได้ง่าย
จ้าวชิงซงรับคำ แล้วพาภรรยาออกไปเดินเล่นข้างนอก
อากาศภายนอกหนาวเหน็บ ลี่หรงไม่อยากออกไปไกล จ้าวชิงซงจึงพาเธอเดินไปมาในลานบ้านแทน
หลังจากนั้นไม่นาน ลี่หรงก็จามออกมา
จ้าวชิงซงกลัวว่าหญิงสาวจะหนาวเกินไป จึงรีบพาเข้าบ้าน
“ฉันอยากอาบน้ำแล้วค่ะ” ลี่หรงสูดจมูก “รีบอาบน้ำให้เสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันเถอะค่ะ ว่าแต่พ่อกับพี่ใหญ่ยังไม่กลับมาอีกเหรอคะ?”
“ยังไม่ได้ยินเสียงเลยนะครับ” จ้าวชิงซงเติมถ่านลงในเตียงเตา แล้วจุดไฟ “จุดไฟเสร็จแล้ว ผมจะไปเอาน้ำอุ่นมาให้คุณอาบนะครับ”
“ได้ค่ะ” ลี่หรงยิ้มอ่อน นั่งพยุงท้องอยู่บนตัวเตียง จากนั้นหยิบปากกาและกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา พลางครุ่นคิด
หลังจากที่จ้าวชิงซงจุดไฟเตียงเตาเสร็จ เขาก็ลุกมาเห็นลี่หรงกำลังครุ่นคิดเรื่องชื่อลูกอีกครั้ง จึงโน้มตัวเข้าไปดู “ตัดสินใจเลือกชื่อแล้วหรือยังครับ ผมเห็นคุณคิดเรื่องนี้มานานแล้ว”
“ชื่อเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของลูกเลยนะคะ” ลี่หรงเหลือบมองเขา “แน่นอนว่าต้องคิดให้รอบคอบค่ะ”
ที่นี่อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว ยิ่งอากาศหนาว ก็ยิ่งนอนบนเตียงเตาได้สบายมากขึ้น
ปีที่แล้วลี่หรงก็นอนซุกตัวอยู่บนเตียงเตา แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งครรภ์ก็ตาม ทว่าในปีนี้เธอตั้งครรภ์แล้ว ก็ยิ่งอยากจะนอนอ้อยอิ่งบนเตียงมากขึ้น
นอนจนถึงเที่ยง
แม่จ้าวเห็นเธอตื่นแล้ว จึงบอกว่า “ในหม้อมีโจ๊กหมูร้อนๆอยู่ เจ้ารองบอกว่าถ้าลูกตื่นแล้ว ให้ไปกินได้เลยนะ”
ลี่หรงพยักหน้า ก่อนล้างหน้าและแปรงฟันด้วยน้ำอุ่นในถัง แล้วถามแม่จ้าวว่า “จ้าวชิงซงออกไปไหนเหรอคะ?”
แม่จ้าวกล่าวว่า “แม่น้ำยังไม่เป็นน้ำแข็งใช่ไหมล่ะ ปีนี้มีคนในหมู่บ้านบอกว่าจะไปขุดหลุมจับปลากัน เจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็เลยไปดูด้วยน่ะ”
ลี่หรงคลี่ยิ้มและกำลังจะพูดต่อ แต่แม่จ้าวกลับบ่นขึ้นมาว่า “ตอนนี้หนาวมากแท้ๆ ไม่รู้ว่าจะไปหาปลามาจากไหนกัน”
หลังจากที่ลี่หรงกินโจ๊กเสร็จ พลันรู้สึกอบอุ่นท้องขึ้น ข้างนอกไม่มีหิมะตกหรือลมแรง มีเพียงแสงแดดจ้าอบอุ่นอยู่ ทำให้ไม่หนาวจนเกินไป
เธอเบื่อการอยู่บ้านแล้ว บังเอิญว่าต้าหนิวเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ก่อนบอกว่าตนอยากจะออกไปดูคนจับปลาอีกครั้ง ลี่หรงจึงตามเขาออกไปด้วย
เดินออกจากหมู่บ้านไปสักพัก ก็ถึงจุดที่ทุกคนกำลังจับปลากัน
มีคนอยู่แถวนั้นมากมาย ก่อนที่ตัวจะเดินไปถึง ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “เอาปลาขึ้นมาได้!”
ต้าหนิวกระตือรือร้น อยากจะรีบวิ่งไป แต่ก็ได้แต่เดินข้างๆหญิงสาว ลี่หรงจึงตบไหล่เด็กชาย “เธอไปก่อนเลย อาจะค่อยๆเดินตามไป”
ต้าหนิวจึงรีบวิ่งไปทันที แล้วแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนเพื่อดูการจับปลา
ลี่หรงเดินช้าๆ เม้มปากแน่นขณะมองแม่น้ำที่กำลังจะกลายเป็นลานน้ำแข็งกว้างใหญ่ ไม่กล้าคิดที่จะเดินเข้าไปเหยียบพื้นกว้างนั้น
มีคนในฝูงชนสะกิดจ้าวชิงซง “จ้าวชิงซง นั่นภรรยาของนายหรือเปล่า?”
จ้าวชิงซงหันไปมอง แล้วเห็นว่าเป็นภรรยาที่กำลังตั้งท้องของเขาจริงๆ เมื่อเห็นเธอกำลังยืนมองแผ่นน้ำแข็ง หางตาเขาก็กระตุกทันที พลันละสายตาจากอวนจับปลา แล้วรีบเดินไปหาภรรยา
บทที่ 54: ลูกน้อยจากไปแล้ว
ขณะเดียวกัน จ้าวชิงซงก็ตะโกนหาลี่หรงว่า “รออยู่ตรงนั้นนะครับ อย่าเข้ามา พื้นมันลื่นมาก”
รองเท้าผ้าใบทหารที่จ้าวชิงซงสวมนั้น มีปุ่มวงกลมยื่นออกมาที่พื้นรองเท้า แม้ว่าจะทรงตัวได้ไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคง
เขาเดินไปหาลี่หรงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย “พื้นน้ำแข็งลื่นมาก ทำไมคุณถึงมาที่นี่ล่ะครับ?”
ลี่หรงไม่สบายใจ เมื่อได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น จึงตอบกลับด้วยเสียงเบาหวิว “ฉันก็แค่ว่าง เลยอยากออกมาดูเฉยๆ ทำไมคุณต้องดุขนาดนี้ด้วยล่ะคะ”
“ผมยอมคุณแล้วจริงๆ” จ้าวชิงซงปวดหัว เมื่อเห็นเธอทำหน้าเศร้า เขาก็ถอนหายใจ “จะไม่ให้ผมเป็นห่วงได้ยังไง ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ผมจะพาคุณไปดูเอง”
บางครั้งลี่หรงก็เจ้าอารมณ์ เธอหลบมือของจ้าวชิงซงที่ยื่นมาช่วยประคองเธอ “ฉันไม่อยากให้คุณมาช่วยประคอง ไม่ต้องมาแตะตัวฉันเลยค่ะ”
เมื่อครู่นี้จ้าวชิงซงรีบพูดไปหน่อย แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิอีกฝ่าย
เขารู้ว่าตอนนี้ภรรยามีความอ่อนไหวทางอารมณ์ จึงพูดยอมรับผิดด้วยเสียงแผ่วเบา ไม่กล้าแตะต้องเธออีกต่อไป เพียงแค่คอยระวังอยู่เคียงข้าง
พื้นน้ำแข็งลื่นมาก ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นน้ำแข็งหนา จ้าวชิงซงคงไม่กล้าปล่อยให้ภรรยาเดินลงไป
ทั้งสองเดินไปดูคนใช้อวนจับปลาต่อไป
เมื่อครู่นี้ที่ดึงขึ้นมา มีปลาขนาดกลางเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
ตอนนี้พวกเขากำลังจะใช้อวนจับปลาบ่ออื่น
หลายคนรอดูว่าจะจับได้เยอะหรือไม่
คาดไม่ถึงว่าอวนนี้ จะสามารถจับปลาตัวใหญ่ได้หลายตัว
ชาวบ้านส่งเสียงโห่ร้องอยู่พักหนึ่ง ชายที่เป็นคนขุดหลุมน้ำแข็งเพื่อจับปลา มีท่าทางภาคภูมิใจขณะเทปลาออก แล้วโยนอวนเปล่ากลับลงไปอีกครั้ง
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นจ้าวชิงซง กำลังประคองหญิงสาวคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ซง นี่พี่สะใภ้เหรอครับ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “อืม ใช่แล้ว”
“สวัสดีครับพี่สะใภ้”
คนหนุ่มสาวหลายคนที่กำลังจัดการอวนอยู่ใกล้ๆ ก็มองมาทางนี้ แล้วตะโกนตามชายคนนั้นว่า “สวัสดีครับพี่สะใภ้”
ลี่หรงทำตัวไม่ถูกแล้ว โดยไม่คาดคิดว่าคนเหล่านี้จะสนิทสนมกับจ้าวชิงซงถึงขนาดนี้
เธอยิ้มด้วยความเขินอาย “เอ่อ… สวัสดีค่ะทุกคน”
จ้าวชิงซง “พวกนายไปจับปลาต่อเถอะ พี่สะใภ้ของพวกนายอายจะแย่แล้ว”
ลี่หรงยืนดูอยู่พักหนึ่ง ก่อนรู้สึกว่าที่นี่เริ่มน่าเบื่อเสียแล้ว หญิงสาวหาวหวอดอยู่หลายครั้งและรู้สึกหนาวขึ้นเล็กน้อย จึงดึงแขนเสื้อของสามี “ฉันอยากกลับแล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงรีบพยุงลี่หรง “ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะครับ”
“เฮ้! พี่ซง จะไปแล้วเหรอครับ?” คนจับปลาเห็นว่าทั้งสองกำลังจะเดินออกไป จึงมาขวางไว้ ก่อนหยิบปลายื่นให้เขา
ปลาที่เขาหยิบมาให้ล้วนเป็นปลาตัวใหญ่สามสี่ตัว
แม้ทั้งหมดที่จับได้ ไม่ได้มีเยอะอะไรมากมาย
จ้าวชิงซงโบกมือ แล้วพูดว่า “พวกนายเก็บไว้กินกันเองเถอะ”
“รับไปเถอะครับพี่” คนข้างๆก็พูดเช่นกัน
คนอื่นที่มาดูต่างคิดอิจฉา ทำไมถึงไม่แจกปลาให้พวกเขาบ้างล่ะ
ชายคนนั้นยัดปลาลงในมือของจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “พี่ซงอย่าปฏิเสธเลยนะครับ นี่เอาไว้ให้พี่สะใภ้ของผมกิน จะได้บำรุงหลานชายในอนาคตไงครับ”
จ้าวชิงซงเลยยอมรับมา
หลังจากเดินออกไปไกลแล้ว ลี่หรงก็ถามว่า “พวกเขาเป็นใครเหรอคะ”
“ทุกคนเป็นพี่น้องที่ร่วมทำงานกับผมครับ”
ลี่หรงพยักหน้า “อ๋อ… แบบนี้นี่เอง”
เมื่อลี่หรงกลับถึงบ้าน ก็เห็นแม่จ้าวและป้าหลิวยืน รวมไปถึงผู้หญิงหลายคนมารวมตัวกันหน้าประตู เพื่อพูดคุยเรื่องบางอย่างกันอยู่
วันนี้อากาศหนาวเย็นมาก มีเรื่องด่วนอะไรต้องคุยกันนะ?
ป้าหลิวตาเป็นประกาย เมื่อเห็นจ้าวชิงซงถือปลาตัวใหญ่หลายตัวอยู่ในมือ “โอ้โห! เธอจับปลาได้จริงๆด้วย แถมยังเป็นปลาตัวใหญ่อีกต่างหาก ไม่เลวเลยๆ”
ป้าที่อยู่ข้างๆ ก็มองเขาด้วยความอิจฉาเช่นกัน
เหล่าจ้าวมีครอบครัวใหญ่ ทว่าเมื่อเทียบกับปลาในมือ นั่นก็ไม่ได้มากมายอะไร และยังมีพวกผู้หญิงอยู่ที่นี่หลายคนด้วย หากจะแบ่งก็คงจะไม่เพียงพอสำหรับทุกคน
จ้าวชิงซงไม่ได้โต้แย้ง หลังจากพูดทักทายสองสามคำ เขาก็เข้าไปเก็บปลาในบ้าน
ลี่หรงเห็นว่าพวกเธอกำลังพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น หลังจากถามดูแล้ว ก็พบว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับยุวชน
พูดให้ถูกต้องคือมีเรื่องเกิดขึ้นกับหลัวปิง
เมื่อลี่หรงได้ยินดังนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้นและเริ่มสนใจ “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
ลี่หรงเป็นยุวชนที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบท คุณป้าเหล่านั้นยิ่งพูดคุยถึงพริกถึงขิงมากขึ้น
“ยุวชนหลัวบอกว่าเจ้าตัวท้องกับยุวชนหยางไม่ใช่เหรอ เมื่อวานเธอถูกจับได้ ขณะนอนอยู่บนเตียงกับจ้าวเหนียน ลูกชายของหัวหน้า” คุณป้าคนนั้นเบ้ปาก “ได้ยินมาว่าเธอโดนภรรยาของจ้าวเหนียน จับถอดเสื้อผ้าออกจนเปลือยเปล่า ภรรยาของจ้าวเหนียนโกรธจัด เลยลงมือทำร้ายยุวชนหลัวจนใบหน้าบวมปูดไปหมดแล้ว”
หลัวปิงไม่ได้เลิกกับหยางเต๋อเป่าแล้วหรอกเหรอ?
เธอจะท้องกับเขาได้อย่างไร?
ลี่หรงไม่เข้าใจเลย
เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของอีกฝ่ายให้มีมากขึ้น
หลัวปิงกำลังท้องกับหยางเต๋อเป่า แต่กลับไปยุ่งกับลูกชายของหัวหน้าอีก
ประเด็นสำคัญคือถูกภรรยาของเขาจับได้คาเตียง!
ลี่หรงไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อหลัวปิงอยู่แล้ว ตอนที่เพื่อนคนนี้กระจายข่าวลือในหมู่บ้าน ว่าลี่หรงไปหาผู้ชายในที่ว่าการอำเภอ ลี่หรงก็ยังไม่ให้ค่าเธอเลย
สวรรค์มีตาจริงๆ
ลี่หรงอยากจะหัวเราะจริงๆ แต่เธอก็เพียงแค่ยิ้มมุมปาก แล้วถามว่า “แล้วยังไงต่อเหรอคะ?”
คุณป้าเห็นว่าลี่หรงไม่ชอบให้พูดถึงเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับยุวชน จึงพูดต่อไปว่า “ภรรยาของจ้าวเหนียนแรงเยอะมาก ตอนแรกจะให้ยุวชนหลัวออกไปตบกันข้างนอก แต่ไม่คิดว่ายุวชนหลัวจะล้มลงกับพื้นตอนลงจากเตียงเตา ทำให้ตกเลือด ช่างเป็นเวรเป็นกรรมจริงๆ”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “แล้วลูกในท้องล่ะคะ”
“คงจะจากไปแล้วล่ะ” คุณป้าพูด “เลือดออกเยอะมาก ได้ยินมาว่าถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว”
“ยุวชนหลัวคนนั้น ฉันมักจะเห็นว่าหน้าตาเธอดูเจ้าเล่ห์มาตลอด ดูไม่เหมือนคนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเลย” ป้าหลิวถ่มน้ำลาย “นึกไม่ถึงเลยว่าขนาดท้องอยู่ ยังจะกล้าไปเป็นชู้กับสามีชาวบ้านได้”
ลี่หรงถามว่า “แล้วหยางเต๋อเป่าอยู่ไหนล่ะคะ?”
“เฮ้อ… ยุวชนหยางคนนั้นก็ใจร้ายใจดำเหมือนกัน เขาบอกว่าในเมื่อหลัวปิงกล้านอนกับจ้าวเหนียน ก็แสดงว่าฝ่ายหญิงอาจจะนอนกับคนอีกหลายคนด้วย เลยปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเด็กในท้องเป็นลูกของตัวเอง ก่อนบอกว่าตนไม่สนใจเรื่องเด็กเลยแม้แต่น้อย”
“แล้วตอนนี้ล่ะคะ?” ลี่หรงหยุดยิ้ม และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนา
เป็นสามีภรรยากันหนึ่งวัน แบ่งปันความทุกข์กันร่วมร้อยปี หยางเต๋อเป่าช่างโหดร้ายเหลือเกิน
“ไปหาหัวหน้ายุวชนแล้ว ตอนนี้หัวหน้ายุวชน เลขาประจำหมู่บ้านและหัวหน้าฝ่ายผลิต ต่างก็อยู่ที่โรงพยาบาลกันหมดแล้ว พวกเขายังไม่กลับมาเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้ว”
หลังจากที่ลี่หรงสนใจเรื่องนี้มามากพอแล้ว เธอก็ขอตัวก่อนเพราะรู้สึกเหนื่อย จากนั้นจึงเดินเข้าบ้านไป
ในฐานะยุวชนที่ถูกส่งมายังชนบท หากหลัวปิงทำงานได้ตามที่คาดหวังและไม่สร้างปัญหา เมื่อกลับเข้าเมืองไปก็ยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่
แต่หลัวปิงรนหาเรื่องเดือดร้อนเอง
ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมหลัวปิงถึงกล้ามีสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่น ทั้งๆที่ตั้งท้องลูกของหยางเต๋อเป่าอยู่
แถมยังไปยุ่งกับผู้ชายที่แต่งงานแล้วด้วย
ยิ่งตอนนี้ไม่สามารถรักษาชีวิตลูกไว้ได้แล้ว หยางเต๋อเป่าคงจะไม่ต้องการเธอแน่นอน
เกรงว่าชื่อเสียงของหลัวปิงในหมู่บ้านจะยิ่งย่ำแย่มากขึ้นไปอีก
ลี่หรงไม่ใช่คนประเภทที่มีจิตใจเมตตาดั่งพระแม่มารีย์ เมื่อได้ยินเรื่องราวที่หลัวปิงต้องเผชิญ ตัวเธอกลับไม่รู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่ลี่หรงยืนฟังเรื่องซุบซิบอยู่ที่ประตูบ้าน จ้าวชิงซงก็เตรียมปลาเสร็จแล้ว เมื่อเขาเห็นเธอกลับเข้ามาก็ถามว่า “จะเอาปลาไปทำอะไรกินกันดีครับ ทำซุปดีไหม?”
“กินได้หมดเลยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำซุปตัวหนึ่ง แล้วอีกตัวเอาไปทำปลาน้ำมันพริกก็แล้วกันครับ” จ้าวชิงซงกล่าว
ลี่หรงมองใบหน้าอีกฝ่าย พลันรู้สึกโล่งใจ
หลัวปิงจะทำร้ายเธอไม่ได้อีกต่อไป
หว่านพืชเช่นไร ก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น
ทำไมเธอต้องสนใจเรื่องคนอื่นมากขนาดนี้?
เพียงเธอใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว
ตอนนี้ลี่หรงมีทั้งคนรักและลูกน้อยอยู่ในครรภ์ ความสุขในอนาคตกำลังกวักมือเรียกเธออยู่
ลี่หรงยิ้มแล้วตอบว่า “ได้ค่ะ”
บทที่ 55: ฉลองตรุษจีน
ปีนี้ลี่หรงไม่ได้ทำกุนเชียงขาย ทว่ายังคงทำส่วนที่เก็บไว้กินเองภายในครอบครัว
ก่อนวันตรุษจีนหนึ่งวัน ลี่หรงเก็บกุนเชียงที่ตากแดดแล้วขึ้นมา ก่อนเรียกจ้าวชิงซง “คุณเอาอันนี้ไปให้ผู้จัดการอู๋ แล้วขาไปตัวอำเภอค่อยซื้อพวกลูกอมนมกลับมาด้วยนะคะ”
จ้าวชิงซงพยักหน้า เขากอดลี่หรงพร้อมหอมไปหนึ่งฟอด “คุณภรรยา ดีจังที่มีคุณอยู่ ไม่อย่างนั้นผมลืมไปแล้วล่ะครับ”
“บุญคุณจะลืมไม่ได้ค่ะ” ลี่หรงพูด “ปีนี้ผู้จัดการอู๋เขาช่วยคุณไว้มาก วันตรุษจีนก็ให้กุนเชียงสักหน่อย บุญคุณที่ค้างไว้จะทิ้งไม่ได้ค่ะ”
สองวันก่อนตรุษจีน
ตอนนี้ลี่หรงต่างถูกคนในบ้านประคบประหงมเป็นพิเศษ แม่จ้าวไม่ให้เธอแตะงานในบ้าน อย่างมากก็ให้นั่งดูไฟอยู่หน้าเตา
เหอซิ่งมีลูกสองคน ตอนใกล้คลอด แม่จ้าวก็ไม่ให้เธอทำงานเหมือนกัน
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดว่าแม่จ้าวลำเอียง ความสัมพันธ์ของสองสะใภ้ก็ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
จ้าวชิงซงยังคงทำกลอนคู่เหมือนกับปีที่แล้ว
ตอนนี้ต้าหนิวก็โตขึ้นอีกปีแล้ว เด็กน้อยอายุประมาณสิบขวบ เริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานพวกนี้
เขาเกาะติดพ่อและจ้าวชิงซงตามไปทำงาน
“ทำไมนี่ถึงเป็นทรงยาวไม่ใช่ทรงกลมล่ะครับ?” ต้าหนิวไปเรียนหนังสือ จึงรู้จักรูปทรงส่วนหนึ่ง เมื่อเห็นพวกจ้าวชิงซงตัดกลอนคู่เป็นทรงยาว จึงโพล่งถามออกไป
พูดตามตรงจ้าวชิงซงก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาเลยทำได้แค่ยิ้ม ก่อนเรียกให้ต้าหนิวไปถามพ่อของจ้าวชิงซง
ชายร่างสูงกำยำอย่างจ้าวชิงหยางจะรู้เรื่องที่ไหนกัน เนื่องด้วยที่บ้านก็ทำแบบนี้ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กแล้ว
สุดท้ายก็เป็นพ่อจ้าวที่สาธยายต้นกำเนิดอย่างน้ำไหลไฟดับ
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวฟังด้วยความเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก
ลี่หรงซึ่งช่วยงานอยู่ด้านข้างพอดี จึงถือโอกาสฟังเรื่องเล่าด้วยเลย
น่าสนใจมากจริงๆ
ลี่หรงรู้ว่ายุคปัจจุบันกับตอนนี้นั้นไม่เหมือนกัน ความรู้บางอย่างผ่านการบิดเบือนตามกาลเวลา รอยเลื่อนแห่งยุคสมัย ยากจะส่งต่ออย่างครบถ้วนสมบูรณ์
พ่อจ้าวและพี่ใหญ่จ้าวต่างตัดกระดาษติดที่หน้าต่าง และกระดาษแดงบนเครื่องเรือนภายในบ้าน
จ้าวชิงซงกำลังติดกลอนคู่ที่ประตูอยู่ด้านนอก
ปีนี้เขาซื้อโคมแดงขนาดใหญ่มาด้วย เพราะว่าเป็นของที่ซื้อมาจึงมีตัวอักษรเขียนไว้ด้านบน
โคมแดงสองดวงใหญ่ เขียนอักษร ‘ฝู’ ไว้ด้านบน
ถ้าหากลี่หรงเป็นคนซื้อ เธอจะต้องซื้อโคมที่เขียนด้วยอักษร ‘ฉาย’ แน่นอน
กระดาษสีแดงที่ติดอยู่บนกำแพงข้างประตูที่หนาหนักและคร่ำครึเมื่อปีที่แล้วสีขาวซีดแล้ว ซ้ำกระดาษยังแห้งกรอบ จ้าวชิงซงลอกพวกมันออกจนสะอาด แล้วจึงติดคำขวัญมงคลอันใหม่ลงไป
โคมแขวนอยู่หน้าประตูลาน แล้วติดคำขวัญมงคล
นิมิตหมายอันดีของปีใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
หนึ่งวันก่อนวันตรุษจีนทุกคนในบ้านจะอยู่กันพร้อมหน้า และทำงานหนักกันอย่างถ้วนหน้า
เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็นกว่าๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาร่วมกันรับประทานอาหารส่งท้ายปีเก่า หลังจากทำงานอย่างหนักมาทั้งวัน
ลี่หรงมีความสุขเป็นที่สุด รู้สึกเจริญอาหารจนกินข้าวสวยไปตั้งสองชาม
หลังมื้ออาหาร นอกจากแม่จ้าวและเหอซิ่งจะไปล้างชามและตะเกียบ คนอื่นก็ต่างนั่งล้อมเตาไฟรับความอบอุ่นอยู่ในห้องโถง
โต๊ะกินข้าวตัวกลมถูกเก็บกวาดเสียจนสะอาด บนโต๊ะเรียงรายด้วยลูกอมและขนมอบกรอบ
เมื่อตอนเย็นลี่หรงกินเยอะไปหน่อย เกิดกลัวว่ากลางคืนตนอาจจะไม่สบายตัวเพราะอาหารไม่ย่อย จึงเลี่ยงขอไม่กินขนมอบกรอบตรงหน้า พลางบอกว่าหากตนหิวกลางดึกค่อยลุกขึ้นมากิน
แม้ตอนนี้ลี่หรงและจ้างชิงซงจะหาเงินสร้างตัวได้มากพอแล้ว ทว่าอันที่จริงปีนี้พวกแม่จ้าวกับเหอซิ่งกลับไม่มีมื้อไหนเลยที่จะกินอิ่มและน่าพอใจเหมือนอาหารมื้อนี้
ทุกคนในครอบครัวต่างล้อมเตาไฟพลางแทะเมล็ดแตงโม พูดคุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของปีนี้ เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็คร่ำครวญ
ลี่หรงมองนาฬิกาข้อมือ เวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่มแล้ว “ปีนี้ไม่มีแสดงงิ้วเหรอคะ?”
เธอจำได้ว่าปีที่แล้วก็มีนี่นา
พ่อจ้าวส่ายหน้า “ด้านนอกหิมะตกน่ะ แต่ปีนี้แปลกจริงๆ หิมะตกคืนก่อนวันตรุษจีน ในกองแจ้งเตือนมาแล้วว่าละครงิ้วจะมาหลังหิมะหยุด”
“หิมะตกเป็นลางบอกความอุดมสมบูรณ์ในปีหน้า ครั้งหน้าค่อยดูก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ”
แม่จ้าวคิดว่าลี่หรงอยากดูจึงพูดขึ้น “ถ้าถึงเวลาเขาไม่มา ก็ให้เจ้ารองพาไปดูภาพยนตร์ที่อำเภอสิ”
หมู่บ้านต้าเจียงให้ความสำคัญกับประเพณีโต้รุ่งคืนก่อนวันตรุษจีนเป็นพิเศษ ปีที่แล้วลี่หรงได้รับรู้ว่านอกจากเด็กน้อยแล้ว ผู้ใหญ่เองส่วนใหญ่จะกลับไปนอนหลังจุดประทัดเที่ยงคืนเสร็จ
ที่นี่ไม่มีรายการบันเทิง ไม่มีแม้แต่รายการพิเศษฉลองวันตรุษจีนให้ดู
ลี่หรงคิดว่าคืนนี้คงผ่านไปได้อย่างน่าเบื่อ นึกไม่ถึงว่าทุกคนในบ้านจะพูดคุยต่อบทสนทนากันจนเวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ
ลี่หรงมีนาฬิกาข้อมือดูเวลาได้ ในขณะที่ใกล้จะสามทุ่มก็พูดอะไรบางอย่าง
แม่จ้าวไปหยิบแป้งหมี่มา ตอนนี้ทุกคนในบ้านจึงนั่งห่อเกี๊ยวอยู่บนเตียงเตา
ปกติลี่หรงจะเข้านอนเร็ว แต่ก็คิดว่าตนยังถ่างตาไหว มาตอนนี้ตั้งครรภ์เสียแล้ว ร่างกายของหญิงสาวก็พลันเอนกายพิงจ้าวชิงซง พลางหาวหวอดตลอดเวลา
จ้าวชิงซงบอกให้เธอไปนอนก่อนสักพัก “คนท้องก็เหมือนกับเด็ก ง่วงแล้วก็ต้องนอนครับ ไว้เดี๋ยวทำเกี๊ยวเสร็จแล้ว ผมค่อยปลุกคุณขึ้นมาใหม่นะครับ”
ลี่หรงจำได้ลางๆ เหมือนเคยได้ยินประโยคนี้ที่ไหน ไม่นานก็นึกขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าเอ้อร์หนิวที่นอนหลับไปหลังกลับจากดูแสดงงิ้วปีที่แล้ว เหอซิ่งก็กล่อมเขาให้นอนด้วยประโยคนี้หรอกเหรอ?
ปีนี้เอ้อร์หนิวไม่ง่วงแม้แต่น้อย กลับนั่งห่อเกี๊ยวอย่างกระตือรือร้นเสียด้วยซ้ำ
เธอจึงไม่อยากยอมแพ้ พลันหยิกแขนของจ้าวชิงซง “ตื่นหรือยังคะ?”
จ้าวชิงซงส่งยิ้มกว้างให้เธอ “ไม่ใช่สิ ฮ่าๆๆ คุณหยิกแขนตัวเองถึงจะตื่นต่างหาก”
ลี่หรงกอดแขนของจ้าวชิงซง “ก็ฉันไม่อยากไปนอนนี่คะ”
“ตกลงครับ ตกลงครับ” จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเอาใจ
ตรุษจีนวันนี้ เด็กสองคนในบ้านถูกสั่งไม่ให้ไปกวนลี่หรง ดังนั้นเธอจึงได้นอนพักผ่อนอย่างสงบ
จ้าวชิงซงจึงได้นอนเต็มอิ่มไปด้วย
ลี่หรงตื่นขึ้นอีกครั้งตอนเก้าโมงเช้า เมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นคางและตอหนวดที่ผุดขึ้นมาจากใบหน้าของจ้าวชิงซง
เธอจ้องใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายอยู่นาน ตอหนวดที่โผล่ขึ้นมาไม่ได้ส่งผลอะไรกับใบหน้าของจ้าวชิงซงเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้เขาดูดิบเถื่อนขึ้นอีกด้วย
ดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ
ลี่หรงเคลิบเคลิ้มไปกับใบหน้ารูปงามของชายหนุ่มอีกครั้ง
เมื่อชื่นชมเสร็จ เธอก็เอื้อมมือไปบีบจมูกของชายหนุ่ม “ตื่นได้แล้วค่ะ อย่ามัวแต่นอน…”
จ้าวชิงซงจับมือซุกซนของลี่หรงไว้ แล้วจับไปซุกไว้ในผ้าห่ม พร้อมกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมอก “อย่ากวนสิครับ นอนต่ออีกหน่อยเถอะ…”
“เก้าโมงกว่าแล้วนะคะ!” ลี่หรงหัวเราะเขา “พวกต้าหนิวต้องตื่นแล้วแน่ๆ คุณยังไม่ตื่นไปแจกซองแดงอีก”
“ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอกครับ” เสียงของจ้าวชิงซงแหบแห้งที่ดูเซ็กซี่เป็นพิเศษกำลังซุกอยู่ที่ต้นคอของลี่หรง “ให้เงินได้อยู่ในกระเป๋าของผมต่ออีกหน่อยเถอะครับ”
ตรุษจีนวันที่สอง จ้าวชิงหยางพาเหอซิ่งพร้อมกับเด็กทั้งสองเดินทางกลับบ้านภรรยา
แม่จ้าวกลัวว่าลี่หรงจะคิดถึงบ้านจนไม่สบายใจ จึงเข้าบ้านมาพูดคุยกับหญิงสาวสักพัก ก่อนจะบอกว่าปีหน้าต้องให้จ้าวชิงซงพาเธอกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวให้ได้
ลี่หรงยิ้ม แผนการมักจะตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงเสมอ
ตอนนี้เป็นปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบหก ปีหน้าก็หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด ลูกก็ยังเล็ก ลี่หรงยังต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อถึงเวลานั้นคงทำอะไรได้ยากกว่าเดิมอยู่สักหน่อย
จ้าวชิงหลิ่วก็พาสามีและลูกกลับบ้านมาเช่นกัน
นับแต่กินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของจ้าวชิงหลิ่วเสร็จ พวกเธอก็ย้ายออกไป ลี่หรงเพิ่งจะเจอหน้าพวกเธออีกครั้งก็วันนี้
การพบเจอในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้ลี่หรงไม่น้อย
ตอนนี้สภาวะจิตใจของจ้าวชิงหลิ่วดีขึ้นมาก เด็กทั้งสองก็ด้วย ใบหน้าดูมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง แม้แต่ร่างกายก็ไม่ได้ผอมกะหร่องเช่นเมื่อก่อน
เหอฮวารูปร่างสูงเพรียว ดวงตาทั้งสองกลมโต ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ไม่เขินอาย หรือก้มหน้ามองพื้นเวลาเจอคนอื่นเหมือนเมื่อก่อนอีก
ตั้งแต่ออกจากบ้านตระกูลหลี่ที่บั่นทอน พวกเขาก็มีชีวิตดีขึ้นจริงๆ
[1] ฝู (福) แปลว่า โชคลาภหรือโชคดี
[2] ฉาย (财) แปลว่า ทรัพย์สินหรือเงินทอง
ตอนที่ 56: กลับบ้านแม่
เหอฮวากับเถี่ยจู้สวมเสื้อผ้าใหม่สะอาดเอี่ยม ใบหน้าเกลี้ยงเกลา แก้มใสสองข้างไม่มีรอยแดงจากความหนาวเย็นเหมือนเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้าน
เหอฮวามองลี่หรง จากนั้นวิ่งมาลูบท้องที่โตของหญิงสาว “อาสะใภ้รอง สวัสดีปีใหม่ค่ะ วันนี้หนูมาสวัสดีปีใหม่น้องสาวด้วยค่ะ”
คนอื่นต่างคิดว่าเป็นลูกชาย แม้แต่พวกต้าหนิวเองก็เช่นกัน ต่างเรียกเด็กน้อยในครรภ์ว่าน้องชายตลอดทั้งวัน
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงได้ยินคนบอกว่าลูกของเธอเป็นเด็กผู้หญิง เธอลูบหัวเหอฮวา “หืม! เธออยากมีน้องสาวเหรอ?”
เหอฮวาพยักหน้าอย่างแรง
จ้าวชิงหลิ่วจ้องมองเหอฮวา “ลูกพูดจาเหลวไหลอะไรกันน่ะ เด็กในท้องของอาสะใภ้รองต้องเป็นน้องชายสิ”
เธอพูดกับลี่หรงด้วยสีหน้าอับอายแทนลูกสาว “น้องสะใภ้ อย่าถือสาเธอเลย แค่เด็กพูดเรื่องไร้สาระน่ะ”
อาจเป็นเพราะค่านิยมทางสังคม คนที่นี่จึงมักจะให้ลูกคนแรกหรือแม้แต่ลูกคนต่อมาอีกหลายคนเป็นผู้ชาย
ลี่หรงยิ้ม “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ฉันเองก็หวังว่าจะเป็นลูกสาวเหมือนกัน”
เธอลูบเหอฮวาด้วยความเอ็นดู แล้วถามว่า “ทำไมเหอฮวาถึงอยากได้น้องสาวล่ะ?”
“เพราะว่าหนูมีลูกพี่ลูกน้องเป็นผู้ชายอยู่แล้ว ก็เลยอยากมีน้องสาวบ้างค่ะ”
เถี่ยจู้เข้ามาขอให้ลี่หรงอุ้มเขา เด็กชายชอบอาสะใภ้คนสวยคนนี้มาก
เหอฮวาคว้าตัวเขาไว้ แล้วพูดว่า “ไม่ได้! นายดูสิว่าอาสะใภ้รองของฉันกำลังท้องอยู่นะ!”
ลี่หรงรู้สึกขบขันเพราะเด็กน้อย แล้วพูดกับเถี่ยจู้ว่า “รออาคลอดน้องก่อน แล้วค่อยมาอุ้มเถี่ยจู้ดีไหม?”
จ้าวชิงซงยืนอยู่ข้างหลังเถี่ยจู้ จึงเอื้อมแขนยาวออกไปจับใต้รักแร้ของเถี่ยจู้ แล้วยกเขาขึ้นมา “อารองอุ้มแทนได้ไหม เอาสูงแบบนี้เลยไหมเด็กน้อย?”
เถี่ยจู้ถูกยกตัวขึ้นและถูกแกว่งไปแกว่งมา เขาร้อง วู้วๆ ขณะถูกเหวี่ยงตัวไปมา
จ้าวชิงซงยิ้มแล้วเหวี่ยงเขาไปมาต่ออีกหลายครั้ง จนเถี่ยจู้เริ่มงอแงเตะขาไปมา พลางตะโกน “ฮือ ฮือ… พ่อแม่ช่วยผมด้วย”
ไม่มีใครช่วยเขาเลย เพียงแค่ยืนดูและหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของเด็กชายเท่านั้น
หลังอาหารกลางวัน พวกเหอซิ่งก็กลับมา
คุณแม่จ้าวถามเธอว่า ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ได้
เหอซิ่งส่ายหน้า สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนัก “น้องชายกับน้องสะใภ้ของหนูน่ารำคาญมากค่ะ หนูหงุดหงิด ก็เลยไม่อยากพูดกับพวกเขาอีกต่อไป ยังไงหนูก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นทุกวันอยู่แล้ว”
“แล้วที่บ้านญาติเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” คุณแม่จ้าวถาม
“ไม่มีอะไรค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
พวกผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ในบ้าน ส่วนต้าหนิวก็พาเด็กสองสามคนมาปั้นตุ๊กตาหิมะกันที่ลานโล่ง
หลังจากปั้นตุ๊กตาหิมะเสร็จแล้ว ต้าหนิวก็บอกให้เหอฮวาและคนอื่นๆ ไปเอาแครอทในห้องครัวมา โดยบอกว่าอยากจะเอามาทำเป็นจมูก
เหอฮวาถามว่า “ทำไมเราไม่ปั้นขึ้นมาเองล่ะ”
ต้าหนิวหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะ แล้วฉันจะบอกวิธีให้”
เหอฮวาไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน เมื่อเธอได้ยินดังนั้น ก็รีบพาเถี่ยจู้ไปด้วยอย่างตื่นเต้น ก่อนย่องเข้าไปในครัว เพื่อหยิบแครอทมาตกแต่งตุ๊กตาหิมะ ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังสนทนากันอยู่
ต้าหนิวเป็นคนฉลาด ไม่กล้าไปเอาของกินในครัวเอง เพราะกลัวโดนผู้ใหญ่ที่บ้านดุ
แต่พวกเหอฮวาเป็นแขกที่กลับมาเยี่ยมญาติ ต้าหนิวรู้ว่าพวกแม่จ้าวจะไม่โกรธ จึงบอกให้เธอไปแทน
เหอฮวาผู้น่าสงสารไม่รู้ว่าต้าหนิวคิดอะไรอยู่
ถ้าเธอรู้คงจะโกรธมาก จนไม่กลับมาเล่นกับเขาอีกแล้ว
ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ลูกพี่ลูกน้องหลายคนไม่ค่อยเต็มใจกลับนัก เพราะต่างฝ่ายต่างติดลมบน อยากอยู่เล่นกันต่อ
เหอซิ่งยิ้ม แล้วพูดว่า “ทำไมไม่มานอนบ้านยายสักสองสามวันก่อนล่ะ แล้วจะขอให้ลุงพากลับไปส่ง”
จ้าวชิงหลิ่วยังกล่าวอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นแม่จะกลับไปพร้อมกับพ่อของลูกก่อน อีกไม่กี่วันลุงก็จะพาพวกลูกกลับไปส่ง ดีไหม?”
แม้ว่าพวกเหอฮวาอยากจะเล่นกันต่อ แต่เมื่อได้ยินว่าจะต้องนอนบ้านยาย ก็กังวลจนวิ่งไปดึงเสื้อของจ้าวชิงหลิ่ว
เด็กน้อยทั้งสองกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ที่บ้านยาย แต่ละคนเข้าไปยืนข้างจ้าวชิงหลิ่ว “หนูอยากกลับบ้านค่ะ”
ผู้ใหญ่หลายคนมอบอั่งเปาให้พวกเหอฮวาและคนอื่นๆ หลังจากคุยกันพลางร่ำลาอยู่ที่ลานบ้านมาสักพัก ในที่สุดก็ปิดท้ายบทสนทนาด้วยการมอบอั่งเปา
จ้าวชิงหลิ่วกลับบ้านพร้อมสามีและลูกๆของเธอ
ไม่รู้ว่าเจอกันคราวหน้า จะเจอกับการเปลี่ยนแปลงแบบไหน
ข้างนอกอากาศดี จ้าวชิงซงจึงพาลี่หรงออกไปเดินเล่น พร้อมไปส่งจ้าวชิงหลิ่วออกจากหมู่บ้านด้วย
ลี่หรงไม่คาดคิดว่าเธอจะได้พบกับหลัวปิง ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ใบหน้าของหลัวปิงค่อนข้างซีดเซียว หากเธอแท้งจริง ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องกักตัวพักฟื้นสักพัก
เป็นที่เข้าใจได้ว่าหลัวปิงไม่มีเงินพอจะนอนโรงพยาบาล จึงต้องกลับมาพักฟื้นที่บ้านแทน แต่ลี่หรงไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายจริงๆ ว่าทำไมเธอถึงยังยืนเท้าสะเอว ขณะตวาดใส่คนสองสามคนที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ที่ยืนอยู่ด้านข้างคือหัวหน้าจ้าวเจี้ยนผิง
พร้อมด้วยชายหญิงอีกสองคน
ชายคนนั้นก้มหน้าลงและยังคงนิ่งเงียบ เมื่อเผชิญกับคำพูดอันดุร้ายของหลัวปิง
ผู้หญิงคนนั้นมองหลัวปิงด้วยความรังเกียจ ด่าทอเธอว่าไร้ยางอาย
ลี่หรงนึกถึงสิ่งที่ป้าในหมู่บ้านเล่าให้ฟังในตอนนั้น และพอจะเดาได้ว่าชายหญิงสองคนนี้เป็นใคร
คงเป็นจ้าวเหนียนและภรรยาของเขา
ภรรยาของจ้าวเหนียนนั้น ไม่ใช่คนที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจริงๆ
ลี่หรงที่ยืนฟังอยู่ กลัวว่าจะมีการลงไม้ลงมือกัน
หลัวปิงอาจใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่า เธอเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล จึงกล้าอวดดีกับคนตรงหน้าได้มากขนาดนี้
พวกจ้าวชิงหลิ่วไม่ใช่คนที่ชอบฟังเรื่องซุบซิบนินทา หลังจากได้ยินคำด่าสองสามคำ ต่างก็รีบพาลูกๆกลับบ้าน
ชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านมา รีบมามุงดูพวกเขาทะเลาะกัน
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายผลิต จ้าวเจี้ยนผิงรู้สึกอับอายขายหน้ามาก ที่ลูกชายของเขามีเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้เกิดขึ้น
ตอนนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาถูกรายล้อมไปด้วยชาวบ้านที่มายืนหน้าสลอนเหมือนดูละครลิง ยิ่งทำให้จ้าวเจี้ยนผิงละอายใจไปมากกว่าเดิม ทันใดนั้นก็เห็นว่าลี่หรงยังยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เขาหน้าแดงด้วยความโกรธ
เขาไม่เคยลืมเหตุการณ์ที่หวงต้าหลานขโมยกุนเชียง
เพราะแม้เขาพยายามปกปิดเหตุการณ์นั้นอย่างไร ทว่าชาวบ้านก็ยังคงนินทาเขาอยู่นานหลังจากนั้น
เมื่อเหตุการณ์นั้นจบลง ลูกชายตัวดีของเขาก็ทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้อีกครั้ง
ผู้เป็นพ่อ... แทบพูดอะไรไม่ออก
ทำไมถึงรู้สึกว่ามีเรื่องวุ่นวายหลายเรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เจอกับลี่หรง
จ้าวเจี้ยนผิงคิดด้วยความหงุดหงิด ว่าเขาคงไม่ถูกชะตากับยุวชน
ลี่หรงรู้สึกงุนงงนิดหน่อย เมื่อเห็นสายตาไร้ความปรานีของอีกฝ่ายจ้องมองมา
จ้าวเจี้ยนผิงพูดกับหลัวปิง “เจรจาทุกอย่างกันจบแล้วไม่ใช่เหรอ หากยุวชนหลัวยังคงไม่พอใจ เราจะหารือเรื่องนี้อย่างรอบคอบเมื่อถึงเวลา ตอนนี้ผมกำลังรีบอยู่ ยุวชนก็รีบกลับไปก่อนเถอะ ที่ตรงนี้มันลมแรงเกินไป ไม่สะดวกที่จะพูดคุยกันหรอก”
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็บอกให้ชาวบ้านที่มายืนดูถอยออกไป
ทันทีที่จ้าวเจี้ยนผิงเปิดปากพูด หลัวปิงก็เงียบ สีหน้าบ่งบอกถึงความเกลียดชังอีกฝ่ายจากใจจริง
หลัวปิงรู้ดีว่าตอนนี้ตนกำลังถูกเอาเปรียบ ด้วยที่เธอแท้งลูก ก็เป็นผลมาจากภรรยาของจ้าวเหนียน
เธอกล้าต่อล้อต่อเถียงกับจ้าวเหนียนและภรรยาของเขาเท่านั้น แต่ไม่กล้าหือกับจ้าวเจี้ยนผิง
จ้าวเจี้ยนผิงเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตในหมู่บ้าน ในอนาคตหลัวปิงยังคงต้องทำงานอยู่ ไม่ว่าเธอจะเสียสติแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้จ้าวเจี้ยนผิงขุ่นเคืองได้
ลี่หรงดูละครสนุกๆจบแล้ว จึงจูงมือจ้าวชิงซง บอกให้เขากลับบ้าน
ขณะที่หลัวปิงกำลังจะจากไป ก็เหลือบมาเห็นลี่หรงอยู่ในฝูงชน ใบหน้าของเธอซีดเซียว
หลัวปิงตะโกนเสียงดัง “หรงหรง!”
หัวใจของลี่หรงราวเต้นผิดจังหวะ โชคดีที่จ้าวชิงซงรีบจูงเธอออกไปก่อน ไม่เช่นนั้นหลัวปิงคงเข้ามาตะครุบเธอแน่
จ้าวชิงซงคล้ายดูหงุดหงิด “ยุวชนหลัว คุณไม่เห็นท้องโตของภรรยาผมเหรอครับ คุณตะโกนเสียงดังใส่แบบนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมากับลูกในท้องจะทำยังไงครับ?”
หลัวปิงหลั่งน้ำตา “หรงหรง พวกนั้นรวมหัวรังแกฉันกันหมด ฮือ ฮือ ฮือ…”
ลี่หรงไม่รู้จะพูดอะไร ด้วยหลัวปิงเองก็เคยใช้คำพูดรุนแรงกับเธอมาก่อน
ตอนที่ 57: จะคลอดแล้ว
ตอนนี้หลัวปิงกลับเดินมาฟ้องเธออย่างคนสนิทสนมคุ้นเคยกันดี
เธอยังปกติดีหรือเปล่า?
หรือว่าทำเป็นลืมความบาดหมางก่อนหน้านี้ไปเสียหมดแล้ว
ลี่หรงขมวดคิ้ว “เธอกลับบ้านไปบอกพ่อแม่เถอะ ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก”
ลี่หรงหันหลังเดินกลับ ก่อนจะหยุดเดิน แล้วหันไปหาหลัวปิง “กลับไปดูแลร่างกายตัวเองให้ดีเถอะ ยังไงก็ต้องดูแลสุขภาพก่อน”
เมื่อกลับถึงบ้าน คุณแม่จ้าวกำลังเตรียมทำอาหารเย็น
ลี่หรงนั่งผิงไฟในห้องโถงสักพัก แล้วจึงไปกินข้าว
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ลี่หรงก็นอนลงบนเตียงตั้งแต่หัวค่ำ
ใจหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ หลัวปิงเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเอง ลี่หรงไม่สามารถเห็นใจอีกฝ่ายถึงขนาดยื่นมือเข้าไปช่วยได้
แต่เธอกลับนึกถึงนางเอกของหนังสือต้นฉบับ
เป็นเวลาสองปีแล้วที่ลี่หรงทะลุมิติมาอยู่ในหนังสือเรื่องนี้ จ้าวชิงซงและคนอื่นๆ ต่างก็เป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริง เวลาผ่านไปทุกคนต่างล้วนผูกพันกัน เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้านางเอกของหนังสือต้นฉบับอยู่ที่นี่ เธอคงจะช่วยหลัวปิงแน่นอนใช่ไหม?
แม้ว่าหลัวปิงจะใช้ประโยชน์จากเธอ แต่หลัวปิงก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเจ้าของร่างเดิม
ด้วยนิสัยของเจ้าของร่างเดิม เธอคงจะถูกหลัวปิงล้างสมอง จากนั้นจึงกลายเป็นเครื่องมือของหลัวปิง คล้ายลูกน้องที่ปกป้องเจ้านายด้วยความซื่อสัตย์
ลี่หรงคิดอยู่พักหนึ่งแล้วรู้สึกโล่งใจ ทุกคนล้วนมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง เธอตัดขาดกับหลัวปิงไปนานแล้ว จึงเป็นการดีกว่าที่จะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
จ้าวชิงซงดับตะเกียงน้ำมันก๊าด ก่อนขึ้นไปบนเตียง ชายหนุ่มกอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน และมือใหญ่นั้นก็นวดแขนให้หญิงสาว
ตอนนี้ลี่หรงอยู่ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าแขนขาของเธอจะไม่บวมให้เห็นชัดเจน แต่ก็ยังคงเป็นตะคริวบ้างเป็นครั้งคราว
ลี่หรงเพลิดเพลินไปกับการนวดของชายหนุ่ม เรื่องร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า พลันหายไปจากสมองของหญิงสาวจนหมดสิ้น
“โอ๊ย!”
ลี่หรงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
จ้าวชิงซงวิตกกังวลทันที “คุณเป็นอะไรไป? อย่าทำให้ผมตกใจสิครับ”
“เท้ากับน่องเป็นตะคริวแล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงลุกขึ้นนั่งทันที รีบจับขาของลี่หรงมา แล้วนวดเท้าให้เธอ
หลังจากนั้นไม่นาน คิ้วขมวดของลี่หรงก็ผ่อนคลายลง จ้าวชิงซงถามว่า “รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ?”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ฮ้าว… เรานอนกันเถอะค่ะ”
ลี่หรงหาว ก่อนปรับท่านอนที่เหมาะสม แล้วนอนหลับไป
จ้าวชิงซงจ้องมองใบหน้าสวยของภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกอดเธอไว้ข้างกาย ก่อนล้มตัวลงนอน
จนถึงวันที่ห้าของช่วงปีใหม่ รถโดยสารที่เข้าไปในที่ว่าการอำเภอ ก็กลับมาทำงานต่อ จ้าวชิงซงเก็บข้าวของเพื่อพาลี่หรงไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ณ ที่ว่าการอำเภอ
โรงภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษที่หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ แตกต่างจากโรงภาพยนตร์สมัยใหม่มาก
ไม่มีเสียงรอบทิศทาง ไม่มีหน้าจอขนาดใหญ่ และไม่มีเก้าอี้สะดวกสบายที่สามารถปรับระดับได้
ในโรงภาพยนตร์ที่นี่ เก้าอี้ทุกตัวเป็นแบบธรรมดา บางตัวมีพนักพิง และบางตัวเป็นม้านั่งตัวเล็ก
ผืนผ้าใบสีขาวผืนเล็กถูกแขวนไว้ด้านหน้า ส่วนหนังที่ฉายก็เป็นหนังขาวดำทั้งหมด
จอหนังแขวนไว้ตรงกลางโรงหนัง
มีคุณลุงนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงข้างจอหนัง เพื่อให้สามารถปรับภาพฉายได้ตลอดเวลาในกรณีที่เกิดปัญหากับจอหนัง
หลังจากดูหนังจบแล้ว ลี่หรงก็ยกมือขึ้นจับเอวตัวเอง คาดไม่ถึงว่าจ้าวชิงซงจะรวดเร็วกว่าเธอ เขาใช้มือใหญ่ๆลูบเอวภรรยาอย่างแผ่วเบา แล้วถามว่า “รู้สึกไม่สบายเหรอครับ?”
“อืม… รู้สึกปวดนิดหน่อยค่ะ”
จ้าวชิงซงช่วยประคองให้เธอนั่งบนเก้าอี้ไม้ยาวด้านข้าง
“ไปกินบะหมี่ที่ร้านอาหารของรัฐกันนะครับ” จ้าวชิงซงเอ่ยชวน เมื่อเห็นว่าลี่หรงไม่ได้นั่งตัวแข็งทื่ออีกต่อไป
“ก็ได้ค่ะ แต่ฉันอยากกินเกี๊ยว”
“งั้นกินเกี๊ยวก็ได้ครับ”
ก่อนจะถึงเวลารับประทานอาหารกับครอบครัวของเหล่าจ้าว จ้าวชิงซงก็เริ่มหมดแรงในวันที่ห้าของช่วงปีใหม่
เขายุ่งกับงานมานาน ในที่สุดก็ได้หยุดพักผ่อนบ้าง
ลี่หรงถามว่าเขายุ่งอยู่กับอะไร
จ้าวชิงซงตอบกลับว่า “ตอนนี้ฟาร์มสุกรเปิดแล้ว เลยต้องไปซื้อลูกหมูมาเพิ่มครับ”
“จะซื้อลูกหมูต้องใช้เวลานานแค่ไหนเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงถอนหายใจ “ผมคิดดูแล้ว เราควรจะนำลูกหมูกลับมาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้เพื่อให้แน่ใจว่าหมูในฟาร์มจะมีพอต่อความต้องการขายใน ‘ตลาดเสรี’ ผมเลยจำเป็นต้องซื้อหมูที่เริ่มโตแล้วมาเลี้ยงแทน ถึงจะมั่นใจได้ว่าลูกหมูที่ซื้อมาจะแข็งแรง ทำให้สามารถขายหมูได้เยอะขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีแรกจนถึงตรุษจีนปีหน้าเลยครับ”
ลี่หรงพยักหน้าพลางครุ่นคิด ก่อนถามว่า “แล้วเนื้อหมูใน ‘ตลาดเสรี’ ในครึ่งปีก่อนมาจากไหนเหรอคะ?
“คุณร่วมมือกับฟาร์มสุกรอื่นเหรอคะ?”
“แล้วที่คุณออกไปเลี้ยงหมู ไม่ใช่ว่าไปแค่ฟาร์มสุกรที่เดียวหรอกเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงส่ายหน้า “ไม่ครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เลี้ยงหมูอย่างเดียว แต่ทำงานอย่างอื่นเสริมด้วยบ้างครับ”
ลี่หรงโอบเอวของสามี “ขอบคุณที่ลำบากนะคะ”
จ้าวชิงซงจูบหน้าผากของภรรยา “ไม่ลำบากเลยครับ ทุกอย่างล้วนคุ้มค่าสำหรับอนาคตของคุณกับลูกครับ”
ลี่หรงรู้สึกหวานละมุนในใจ แต่ก็รู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อยอยู่เสมอ
หลังจากหญิงสาวพอใจแล้ว ก็กระแอมดัง บอกให้จ้าวชิงซงหยุดคุยและเข้านอนได้แล้ว
วันครบกำหนดคลอดของลี่หรงคือปลายเดือนมีนาคม เหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน จ้าวชิงซงจึงเตรียมสิ่งที่จำเป็นตามคำแนะนำของแม่จ้าว
ถึงเวลาเตรียมตัวไปโรงพยาบาลแล้ว
ไม่รู้ว่าข่าวลี่หรงต้องไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูกแพร่ออกไปได้อย่างไร คนในหมู่บ้านหลายคนพูดคุยกันเรื่องนี้ โดยแฝงการนินทาครอบครัวจ้าวเล็กน้อย
โชคดีที่ชาวบ้านไม่กล้าพูดอะไรรุนแรงเกินไป สำหรับคนตระกูลจ้าวแล้ว เป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก
สิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันล้วนเป็นการส่วนตัว แม่จ้าวและคนอื่นๆจึงไม่สนใจแม้แต่น้อย
แม่จ้าวและเหอซิ่ง แม้ว่าพวกเธอจะให้หมอตำแยในหมู่บ้านทำคลอดให้ แต่ก็ไม่เคยตำหนิเรื่องที่ลี่หรงจะไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลเลย
ด้วยการตัดสินใจของลี่หรง พวกเธอรู้สึกว่าคลอดที่โรงพยาบาลนั้นดีกว่า
พวกเธอต้องคลอดในหมู่บ้านเพราะไม่มีทางเลือก
ตอนนี้เธอมีทางเลือกของตัวเองแล้ว การไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลจะเป็นเรื่องผิดอะไร?
วันครบกำหนดคลอดของลี่หรง กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งวัน แม่จ้าวกังวลว่าจ้าวชิงซงจะดูแลภรรยาได้ดีหรือเปล่า หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว แม่จ้าวจึงขอลางาน แล้วตามลี่หรงไปโรงพยาบาล เพื่อคอยดูอาการลูกสะใภ้ก่อนที่จะคลอด
จนกระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งวัน ท้องของลี่หรงก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
จ้าวชิงซงเริ่มวิตกกังวลจนเดินไปมาไม่หยุด ซึ่งทำให้แม่จ้าวรู้สึกเวียนหัว เธอพูดว่า “โอ๊ย! อย่าเดินไปเดินมานักสิ ดูภรรยาของลูก เธอไม่มีอะไรผิดปกติซะหน่อย กำหนดคลอดไม่ได้แม่นยำขนาดนั้นหรอก มันเป็นเรื่องปกติที่จะคลอดเร็วหรือช้ากว่ากำหนดไปบ้าง”
“แม่ครับ ผมตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย”
จ้าวชิงซง ชายหนุ่มร่างสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร กังวลมากจนเหงื่อไหลซึมออกมา ในขณะที่ลี่หรงนอนหลับสบายและเจริญอาหารมากขึ้น แต่สามีกลับน้ำหนักลดลง
สตรีมีครรภ์ในวอร์ดเดียวกัน ต่างก็ชมลี่หรงว่าเธอโชคดีมาก
แม้ว่าลี่หรงจะไม่พูดอะไร แต่ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ยังคงเผยให้เห็นความภาคภูมิใจที่มีต่อชายหนุ่ม
สองวันหลังจากวันครบกำหนด ในที่สุดลี่หรงก็จะคลอดแล้ว
ลี่หรงเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ปวดท้องคลอดเร็วที่สุดในวอร์ด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณแม่จ้าวบอกเธอว่าการคลอดลูกนั้นง่ายมาก หลังจากมดลูกเปิดแล้ว ก็ง่ายดายเหมือนการถ่ายอุจจาระ
ลี่หรงจึงไม่ตื่นตระหนกเลยจริงๆ
ถ่ายอุจจาระหรือ?
คงไม่หนักหนาอะไร
แต่เมื่อความเจ็บปวดจากการคลอดลูกครั้งแรกเกิดขึ้น ลี่หรงก็ตระหนักได้ว่าเมื่อมดลูกเริ่มเปิดนั้น มันเจ็บปวดเพียงใด
ลี่หรงรู้สึกปวดมดลูกมาสักระยะหนึ่งแล้ว หญิงสาวจับมือของจ้าวชิงซงพลางร้องไห้ “จ้าวชิงซง โอ๊ย! มันเริ่มปวดขึ้นอีกแล้ว!”
“คุณหมอ คุณหมอ!” ใบหน้าของจ้าวชิงซงซีดเผือด เมื่อเห็นว่าภรรยาปวดท้องมานานแล้ว เขาจึงไปตามหมอ
หมอเข้ามาตรวจดู ก็เห็นเพียงว่ามดลูกเพิ่งเริ่มเปิดปากออก “ตอนนี้มันยังเร็วเกินไปครับ พยายามให้ภรรยากินข้าวเยอะๆ อย่าเพิ่งร้องเสียงดังจนหมดแรงไปเสียก่อนนะครับ ถ้าเจ็บก็พยายามอดทนไว้ อย่ากรีดร้อง เก็บแรงไว้ใช้ตอนเข้าห้องคลอดจะดีกว่าครับ”
ลี่หรงได้ยินดังนั้น ก็อยากจะเป็นลมล้มพับไปเสียจริงๆ ตนรู้สึกเจ็บปวดมานานขนาดนี้ ยังบอกว่าเร็วเกินไปอีกเหรอ?
ตอนที่ 58: คลอดแล้ว!
“โอ๊ย! ฉันทนไม่ไหวแล้วค่ะ โอ๊ย! จ้าวชิงซง ฉันปวดมากเลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สามีก็ยิ่งเป็นกังวลมากกว่าเดิม เขารู้สึกสงสารภรรยาขึ้นมาจับใจ แต่ก็ยังคงนึกถึงคำแนะนำของหมอ
เขาหยิบผลไม้ในจานมาป้อนให้ลี่หรง “ที่รัก คุณอย่าเพิ่งร้องเลยนะครับ ตอนนี้พยายามเก็บแรงไว้คลอดลูกก่อนดีกว่า ถ้าคุณเจ็บมากก็ตีหรือกัดผมก่อนก็ได้ มา อ้าม… กินแอปเปิลสักหน่อยนะครับ”
ลี่หรงเคี้ยวแอปเปิล ขณะเกร็งไปทั้งตัว แล้วกล่าวโทษจ้าวชิงซง “คุณต่างหากที่อยากมีลูก เด็กคนนี้ดื้อมากเกินไปแล้ว!”
จ้าวชิงซงเกลี้ยกล่อมให้ภรรยาใจเย็นลง “อย่าโกรธไปเลยครับ ถ้าเจ้าเด็กดื้อตัวน้อยนี้ออกมา ผมจะจัดการเขาให้เอง โทษฐานกล้าทรมานภรรยาของผมแบบนี้ เดี๋ยวจะได้เห็นดีกันแน่”
ลี่หรงยิ่งเศร้ากว่าเดิม ก่อนเบ้ปากพูดว่า “ไม่เอาค่ะ ฉันเจ็บปวดเพราะคลอดลูกขนาดนี้ คุณยังอยากจะตีลูกที่ฉันคลอดออกมาอีกเหรอคะ ฮือ ฮือ…”
“...” จ้าวชิงซงชะงัก ก่อนป้อนแอปเปิลชิ้นใหม่ให้ลี่หรง แล้วพูดว่า “ไม่ตีแล้วครับ ไม่ตีแล้ว ผมจะไม่ทำอะไรเขาทั้งนั้น”
หลังจากเม็ดเหงื่อมากมายผุดขึ้นบนใบหน้าของจ้าวชิงซง ในที่สุดลี่หรงก็เข้าไปในห้องคลอดแล้ว
เขาไม่สามารถเข้าไปช่วยภรรยาคลอดลูกได้ ความรู้สึกของสามีราวแบกภูเขาไว้ในอก
การคลอดลูกนั้นช่างเจ็บปวด!
ลี่หรงเจ็บปวดแสนสาหัส เพราะการบีบตัวของมดลูก เธอคิดว่าเมื่อเข้าไปในห้องคลอด ก็คงถึงขั้นตอนที่คุณแม่จ้าวบอกว่าจะง่ายเหมือนกับการถ่ายอุจจาระ
คาดไม่ถึงว่าเมื่อเข้าไปแล้ว มันจะเจ็บยิ่งกว่าเดิม
รู้สึกเหมือนช่องท้องส่วนล่างถูกฉีกเป็นชิ้นๆ สมองพลันสับสน ทั้งเจ็บปวดและอึดอัดในเวลาเดียวกัน
เธออดส่งเสียงร้องคร่ำครวญไม่ได้
จ้าวชิงซงกำลังเดินไปมาอยู่หน้าประตูห้องคลอด หลังจากได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอันแสนเจ็บปวดของภรรยา เขาก็กังวลราวกับมดบนกระทะร้อน ก่อนพยายามเอนตัวนอนลงหน้าประตูห้องคลอด เพื่อมองลอดเข้าไปข้างในผ่านช่องใต้ประตู
แน่นอนว่าเขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
แม่จ้าวปลอบใจเขา “แม่ทุกคนต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้”
จ้าวชิงซงไม่ได้ยินสิ่งที่หมอพูด ได้ยินเพียงแต่เสียงร้องดังลั่นของภรรยาเท่านั้น ผ่านไปสักพัก เสียงร้องของลี่หรงก็เริ่มเบาลง เหลือเพียงเสียงครวญคราง
น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม
จ้าวชิงซงนอนอยู่บนพื้นหน้าประตู คิดอยากจะเปิดประตูเดินเข้าไปหาลี่หรงเดี๋ยวนี้
เขาไม่ได้ยินเสียงอีกต่อไป ยิ่งทำให้ใจลุ้นระทึกมากขึ้น จึงเคาะประตูเรียกหมอ
หลังจากนั้นไม่นาน นางพยาบาลก็มาเปิดประตู แล้วบอกให้ชายหนุ่มหยุดส่งเสียงรบกวนขณะทำคลอด
จ้าวชิงซงกัดปากตัวเองแน่น แม้ว่าเขาจะหยุดเคาะประตูแล้ว แต่ก็ยังคงจ้องมองประตูไม่วางตา
กังวลแทบแย่
........
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ลี่หรงที่เจ็บปวดจนชาชิน เธอทำได้เพียงฟังคำแนะนำของหมอ ก่อนจะพยุงตัวเองขึ้น แล้วออกแรงเบ่งสุดแรง
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเจ็บปวดแสนสาหัส ท้องของเธอก็พลันว่างเปล่า
ราวกับบางอย่างหลุดออกมา ทำให้รู้สึกเบาตัวขึ้นมาก
หญิงสาวได้ยินเสียงร้องแหลมเล็ก จึงได้รู้ตัวว่าเธอคลอดทารกออกมาแล้ว
สุดท้ายก็ตระหนักได้ว่า การคลอดลูกเป็นสิ่งเจ็บปวดทรมานที่สุดในโลก!
ที่บอกว่าง่ายเหมือนถ่ายอุจจาระ ล้วนแต่เป็นคำโกหก
ลี่หรงไม่อาจเหลือแรงมองหน้าทารกน้อย ก่อนเป็นลมหมดสติไป
เมื่อคุณแม่จ้าวได้ยินเสียงร้องของทารก เธอรีบวิ่งมาหน้าห้องคลอด ใบหน้าสดใสขึ้นทันทีขณะปรบมือ “คลอดแล้ว!”
จ้าวชิงซงยังคงไม่หายกังวล เขาไม่ได้ยินเสียงของลี่หรงเลย ร่างกายจึงเกิดความตึงเครียดไปทั้งตัว สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ ผุดขึ้นในใจของเขาทันที
ทำไมหมอยังไม่ออกมาอีก?
ทำไมถึงได้ยินแต่เสียงลูกร้อง?
เกิดอะไรขึ้นกับลี่หรงหรือเปล่า?
จ้าวชิงซงหายใจไม่ทั่วท้อง
ในที่สุดประตูห้องคลอดก็เปิดออก
นางพยาบาลอุ้มทารกออกมา เด็กน้อยยังคงร้องไห้ “ครอบครัวของคุณลี่หรงอยู่ไหนคะ?”
จ้าวชิงซงตกตะลึง เดินผ่านนางพยาบาลแล้วมองเข้าไปข้างใน มีเพียงกลิ่นคาวเลือดโชยเข้าจมูกเท่านั้น
ตอนนี้ชายร่างสูงดูอ่อนแอลงมาก ดวงตาของเขาแดงก่ำ
แม่จ้าวเห็นว่าจ้าวชิงซงไม่สนใจลูกเลย เธอจึงเดินไปหาพยาบาล แล้วพูดว่า “ฉันเป็นย่าของเด็กเองค่ะ ให้ฉันอุ้มนะคะ”
พยาบาลยื่นเด็กในห่อผ้าให้คุณแม่จ้าว แล้วประกาศข่าวดีว่า “น้ำหนักเด็กอยู่ที่สองกิโลกรัมกว่าๆ เป็นเด็กผู้ชายค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ! ขอบคุณคุณหมอด้วยค่ะ”
แม่จ้าวอุ้มหลานชายที่กำลังหลับตาร้องได้สุดเสียง พร้อมน้ำตาไหลอาบหน้า ในที่สุดลูกชายคนรองของเธอก็ได้เป็นพ่อคนแล้ว!
เมื่อพยาบาลเห็นจ้าวชิงซงที่หน้าซีดเผือด เธอก็รีบเข้าไปในห้องคลอด แล้วดึงเขาออกมา “เอ่อ ญาติคนท้องเข้าไปไม่ได้นะคะ ยังมีขั้นตอนที่ต้องทำอีกค่ะ”
“ภรรยาของผม… ภรรยาของผมปลอดภัยไหมครับ?” จ้าวชิงซงละล่ำละลักถาม
พยาบาลยิ้มอย่างใจเย็น “ปลอดภัยค่ะ แค่เหนื่อยจนหลับไป เมื่อถูกส่งกลับที่พัก ผู้ป่วยก็จะฟื้นเองค่ะ”
จ้าวชิงซงกลืนน้ำลาย ราวกับว่าภาระอันหนักหน่วงถูกยกออกจากตัวของเขา ขาของเขาอ่อนยวบลง ทำได้เพียงเกาะประตูให้ตัวเองยืนให้มั่นคงเท่านั้น
สายตาของเขายังคงมองเข้าไปในห้องคลอด
น่าเสียดายที่นางพยาบาลปิดประตู
จ้าวชิงซงรอเพียงอึดใจ แล้วห้องคลอดก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้เจอลี่หรงแล้ว
ริมฝีปากของลี่หรงซีดขาว ใบหน้าเล็กๆ เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ หญิงสาวหลับลึกมาก ได้แต่นอนนิ่งไม่ไหวติง
จ้าวชิงซงเห็นแล้วก็มีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เขาไม่สนใจว่ามีคนอยู่รอบตัว ก่อนรีบก้าวเข้าไปจับมือของลี่หรง มืออันอ่อนนุ่มของภรรยาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
จ้าวชิงซงคว้าขึ้นมาจูบ “ขอบคุณที่ลำบากนะครับ คุณภรรยา”
พยาบาลบอกว่าไม่นานหลังจากที่ถูกส่งออกจากห้องคลอด ลี่หรงก็จะตื่นขึ้นมา ทว่าหญิงสาวก็ไม่ฟื้นขึ้นจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท
เมื่อลี่หรงลืมตาขึ้น จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ โดยไม่รู้ว่าเลยว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้ว
ห้องผู้ป่วยเงียบสงบ มีเพียงแค่เธอ เมื่อขยับตัวเบาๆ พลันรู้สึกเจ็บแปลบหน้าท้องส่วนล่าง จึงตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งคลอดลูกเมื่อกี้นี้
แต่บริเวณโดยรอบเงียบสงัด
ลูกอยู่ที่ไหนกันนะ?
แล้วสามีของเธอล่ะ?
การคลอดลูกนั้นช่างน่ากลัว!
ลี่หรงยังคงรู้สึกเจ็บปวด
จ้าวชิงซงเดินถือกาต้มน้ำเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นว่าลี่หรงฟื้นแล้ว เขาก็ยิ้มกว้าง แล้วรีบเดินไปหา “ตื่นแล้วเหรอครับ?”
ลี่หรงเจ็บปวดมากจนไม่อยากพูด ทำได้แค่พยักหน้า
จ้าวชิงซงเทน้ำอุ่นใส่แก้ว ก่อนช่วยพยุงหญิงสาวให้นั่งบนเตียง แล้วป้อนน้ำให้เธอดื่ม พลางปาดเหงื่อออกจากใบหน้าภรรยาด้วยความเห็นใจ ก่อนจะถามว่า “หิวไหมครับ อยากกินอะไรหรือเปล่า?”
ลี่หรงส่ายหน้า “ไม่อยากกินอะไรเลยค่ะ”
“ไม่กินไม่ได้นะครับ ผมขอให้คุณกินโจ๊กเนื้อไม่ติดมันหน่อยได้ไหมครับ?”
ลี่หรงเสียแรงไปมากจากการคลอดลูก ตอนนี้จึงรู้สึกหิวอยู่หน่อยๆ เธอจึงพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก “กินสักหน่อยก็ได้ค่ะ”
“ได้เลยครับ คุณรอก่อน ผมจะรีบไปซื้อให้คุณเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ทันทีที่จ้าวชิงซงจากไป ลี่หรงดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้
เธอมาที่นี่เพื่อคลอดลูกไม่ใช่เหรอ?
แล้วลูกอยู่ที่ไหนล่ะ?
เธอขยับตัวไม่ได้ ดังนั้นเธอต้องรอจนกว่าจ้าวชิงซงจะกลับมา แล้วค่อยถามเขาอีกครั้ง
จากนั้นเธอก็นอนลงเพื่อพักสายตา
แต่แล้วก็หลับไปอีกคราด้วยความเหนื่อยล้า
จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องของเด็กทารก ลี่หรงจึงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
แม่จ้าวอุ้มทารกน้อยที่มีผ้าห่อตัวอยู่ข้างเธอ พลางกล่อมอย่างสบายอารมณ์
ผ้าห่อตัวทารกน้อยไว้แน่น ลี่หรงจำได้ว่ามันเป็นถุงผ้าที่เธอทำให้ลูกเอง แต่กลับมองไม่เห็นเด็กน้อยที่อยู่ข้างใน
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเป็นระยะ หัวใจของลี่หรงก็เต้นแรงขึ้น เธอร้องเรียกด้วยเสียงแหบพร่า “แม่คะ…”
คุณแม่จ้าวจึงรู้ว่าลี่หรงตื่นแล้ว พลางลูบทารกน้อยเบาๆ “หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ แม่ของหนูตื่นแล้ว”
ลี่หรงคลี่ยิ้ม แม้จ้าวชิงซงจะไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อช่วยพยุงตัว แต่เธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น จึงทนต่อความเจ็บปวดที่ท้องส่วนล่าง แล้วพยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“ขอหนูดูหน่อยนะคะ”
แม่จ้าวส่งลูกให้เธอ “ถ้าเด็กกดทับท้อง ก็บอกแม่นะ อย่าฝืนล่ะ”
เผยให้เห็นหน้าทารกในห่อผ้า ใบหน้าเล็กๆของเขาเป็นสีแดงไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือของหญิงสาว ปากน้อยๆขยับขณะส่งเสียงร้องไห้ ผิวของเขาแดงและมีรอยย่น ตาก็ยังไม่เปิด ทำได้เพียงร้องไห้จ้าอย่างไร้เดียงสาอยู่อย่างนั้น
บทที่ 59: กลับหมู่บ้าน ยุวชนมาเยี่ยม ไข้ขึ้นสูงกะทันหัน
ทารกน้อยคล้ายกับรู้สึกถึงแม่ที่อยู่ข้างกาย จึงค่อยๆเคลื่อนไหวน้อยลง ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเล็กครวญคราง
“โอ้! เดาว่าเจ้าตัวน้อยคงรู้ว่าเป็นเธอสินะ เขาไม่งอแงแล้ว”
ลี่หรงหัวเราะเบาๆ ก็ใช่น่ะสิ นี่เป็นทารกที่เธอทุ่มเทอุ้มท้องมาเลยนะ อดทนต่อความเจ็บปวดราวตนกำลังฝ่าประตูนรกเพื่อคลอดออกมา
เมื่อมองเจ้าตัวน้อยดูดปากเล็กๆของตัวเอง ความรักของแม่พลันเปี่ยมล้นด้วยรู้สึกว่าสิ่งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้คุ้มค่าแล้ว
จ้าวชิงซงกลับมาพร้อมโจ๊กในมือ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ในบ้านก็อยู่กันครบ เขาจึงเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุขออกมา
แล้วเดินเข้ามาเทโจ๊กในกล่องข้าวออกมา ปล่อยให้เย็นลงค่อยให้ลี่หรงกินภายหลัง
เมื่อเห็นภรรยาอุ้มลูกอย่างปลอดภัย จ้าวชิงซงก็พลันรู้สึกสบายใจในที่สุด
ลี่หรงเงยหน้าเห็นจ้าวชิงซงที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม ก็อดยิ้มไม่ได้ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ “เด็กผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะคะ?”
จ้าวชิงซงชะงัก ไม่ได้ตอบ
หญิงสาวปรายตามองอีกฝ่ายอย่างงุนงง แล้วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “ลูกตัวเองเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่รู้เหรอคะ?”
“อะ… อ้อ!” จ้าวชิงซงเหงื่อตก เหลือบมองไปในถุงผ้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ว่าง่ายขนาดนี้ ต้องเป็นลูกสาวอยู่แล้ว”
แม่จ้าวที่อยู่ข้างกายอดมันเขี้ยวลูกชายตัวดีของเธอไม่ได้ จึงบีบแขนของจ้าวชิงซง ก่อนบอก “ช่างเขาเถอะ เป็นพ่อที่ไม่ใส่ใจเลย นั่นน่ะเป็นเด็กผู้ชายตัวจ้ำม่ำ”
คนในห้องพักผู้ป่วยเดียวกันหัวเราะลั่นเพราะ ‘ความไม่ได้เรื่อง’ ของจ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงเกาหัวพลางหัวเราะ ‘แหะๆ ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรนี่’
ลี่หรงกลอกตาใส่เขา เจ้าตัวน้อยในอ้อมอกคล้ายรู้สึกได้ว่าถูกละเลย จึงพลันแผดเสียงร้องไห้อีกครั้ง
ปากเล็กเริ่มยู่เข้าหากัน ก่อนจะอ้ากว้างในทันที จนผู้เป็นแม่สามารถมองเห็นเหงือกสีชมพูอ่อนแสนนุ่มนิ่มด้านในได้เลย
แม่มือใหม่พลันร้อนใจจึงอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นโดยทำอะไรไม่ถูก คล้ายกับจะขอความช่วยเหลือจากแม่จ้าว “เกิดอะไรขึ้นคะแม่”
เจ้าตัวน้อยดิ้นขลุกขลัก ทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายท้อง ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย
แม่จ้าวรีบเดินไปอุ้มคนตัวเล็ก “โธ่เอ๊ย! หลานรักของย่า หิวแล้วสินะ คงไม่ได้ปวดฉี่ใช่ไหม?”
พูดพลางลูบผ้าอ้อมของเจ้าตัวน้อย
“อุ๊ย! ฉี่จริงด้วย เดี๋ยวแม่จะไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขาก่อน ลูกให้หรงหรงกินอะไรหน่อยเถอะ จะได้มีแรงให้นม”
ลี่หรงเอาแต่เป็นห่วงเจ้าตัวน้อยจึงซดโจ๊กคำใหญ่ ด้วยกลัวว่าอีกเดี๋ยวตัวเล็กจะหิว
ลี่หรงคิดว่าความเจ็บปวดในการคลอดลูกผ่านพ้นไปแล้ว
นึกไม่ถึงว่าให้นมลูกจะเจ็บเช่นกัน
เพื่อให้เจ้าตัวน้อยได้ดื่มนมแม่ เนื่องจากหัวนมแข็งต้องใช้เครื่องปั๊มนมอยู่นาน กว่าน้ำนมจะเริ่มไหล
เจ้าตัวน้อยแรงเยอะมาก ทั้งดูดทั้งกัด
ลี่หรงก็ทั้งเจ็บ ทว่าก็หยุดให้นมลูกไม่ได้
จึงอดทนต่อความเจ็บปวด ให้นมเจ้าตัวน้อย
เจ้าตัวน้อยส่งเสียงอึกๆ เขารู้จักดื่มนมโดยไม่แม้แต่จะลืมตาด้วยซ้ำ
ปากเล็กดูดดึง เห็นแล้วลี่หรงก็อดใจอ่อนยวบไม่ได้
จ้าวชิงซงนั่งอยู่อีกด้าน มองอย่างไม่รู้จักอาย รอยยิ้มไร้เดียงสายังประดับอยู่บนใบหน้าชายหนุ่ม
ยังมีคนอื่นอยู่ในห้องพักผู้ป่วยรวม ลี่หรงที่ถูกจ้าวชิงซงมองจนรู้สึกเขิน จึงใช้ให้เขาออกไปซื้อของ
วันรุ่งขึ้น พยาบาลเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย เพื่อนวดท้องหลังคลอดให้ลี่หรง
เมื่อพยาบาลขยับมือ ลี่หรงก็ร้องขึ้นมาอีกครั้ง
เจ็บเกินไปแล้ว!
คลอดลูกทำไมต้องเจอความเจ็บปวดมากขนาดนี้เนี่ย?
เจ้าตัวน้อยได้ยินแม่ร้องก็เปล่งเสียงร้องตามเช่นกัน
ทั้งคนตัวโตและตัวเล็กต่างกำลังร้องไห้
จ้าวชิงซงปวดใจขึ้นมาทันที แล้วอุ้มเด็กน้อยออกห่าง ด้วยกลัวว่าจะไปรบกวนภรรยา
ชื่อของเจ้าตัวน้อยที่จะจดทะเบียน ลี่หรงคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ชื่อว่าจ้าวเยี่ยน
เพราะว่าเป็นลูกชาย แม่จ้าวจึงคิดว่าเรียกซานหนิวตามพวกต้าหนิวก็ได้
เมื่อลี่หรงได้ยินดังนั้นจึงรีบปฏิเสธตัวโก่ง แล้วพูดว่าเธอกับจ้าวชิงซงตัดสินใจเรื่องชื่อลูกไว้นานแล้วว่าให้ทารกชื่ออันอัน
แม้จะฟังดูชื่อโหลไปหน่อย ทว่าชื่อนี้ได้รวมคำอธิษฐานของลี่หรงที่มีต่อเจ้าตัวน้อยเข้าไปด้วย
อันอัน ปลอดภัยในทุกวัน
อีกอย่างลี่หรงก็เชื่อมั่นว่าในหมู่บ้านมีไม่กี่คนที่จะมีชื่อแบบนี้
ลี่หรงอยู่เดือนหลังคลอดจึงอาบน้ำไม่ได้ หลังจากอดทนอยู่หนึ่งสัปดาห์กว่า ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน
แม่จ้าวเห็นลี่หรงอดทนจนไม่สบายตัว จึงไปตัดสมุนไพรส่วนหนึ่งกลับมา แล้วต้มน้ำให้ลูกสะใภ้อาบ
น้ำสมุนไพรที่ต้มออกมาร้อนมาก แถมยังมีกลิ่นยาแรง ทว่าก็ดีกว่าอาบไม่ได้
ประตูหน้าต่างในบ้านปิดมิดชิด จ้าวชิงซงคอยช่วยลี่หรงขัดถูตัวอยู่ในบ้าน หลังจากประสบปัญหามากมาย ในที่สุดความเหนียวเหนอะหนะบนร่างกายของลี่หรงก็บรรเทาลงไปไม่น้อย
รู้สึกสบายไปทั้งตัว
เมื่อลี่หรงกลับหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ว่ายุวชนลี่คลอดลูกชาย
นึกไม่ถึงว่าวันต่อมา หัวหน้ากลุ่มยุวชนหูเสวียป๋อก็จะมาด้วย
บอกว่าต้องการมาเยี่ยมลี่หรงแทนหน่วยยุวชน
ลี่หรงไม่รู้ว่ายุวชนคนอื่นที่แต่งงานในชนบทก่อนหน้านี้เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้หรือไม่ ทว่าเขาก็ใจดีมาเยี่ยมเยียน จะให้เธอปฏิเสธคนที่เดินทางมาไกลไม่ได้
ยังดีที่ตอนนี้ลี่หรงอยู่เดือนหลังคลอด ตามธรรมเนียมไม่เหมาะที่จะพบคนนอก
จ้าวชิงซงจึงถือโอกาสต้อนรับอีกฝ่ายอยู่ข้างนอก
หลังจากคนมาเยี่ยมจากไป จ้าวชิงซงก็ถือบางอย่างเข้ามา หูเสวียป๋อนำนมผงกระป๋อง และนมมอลต์กระป๋องหนึ่งมาให้
ล้วนเป็นของมีค่าทั้งนั้น
หูเสวียป๋อบอกว่ามาเยี่ยมแทนหน่วยยุวชน แสดงว่าเขาต้องไม่ได้ควักเงินจ่ายของพวกนี้เพียงคนเดียวแน่
ทว่าลี่หรงก็ไม่ได้รับมาอย่างสบายใจ เธอถามจ้าวชิงซง “หัวหน้ายุวชนหูมา นอกจากมอบของพวกนี้ให้แล้ว เขาพูดเรื่องอะไรอีกไหมคะ?”
จ้าวชิงซงอุ้มอันอันพร้อมโยกตัว เมื่อได้ยินก็ส่ายหน้า “ไม่ได้พูดอะไรนะครับ แค่บอกว่าตั้งใจมาเยี่ยม บอกให้คุณพักผ่อนให้ดีด้วยครับ”
ในใจลี่หรงคล้ายแปลกใจ โดยไม่รอให้หญิงสาวได้กระจ่าง เด็กน้อยก็เปล่งเสียงร้องไห้ขึ้นมา
จ้าวชิงซงกล่อมลูกชาย แต่เสียงร้องไห้ของอันอันก็ยิ่งดังขึ้น ผ้าอ้อมก็แห้งอยู่ จึงรู้ว่าเด็กน้อยตรงหน้าคงกำลังหิวแล้ว
“มามะ… ให้แม่อุ้มมา” ลี่หรงอุ้มอันอัน ก่อนดึงเสื้อออก แล้วให้นมลูกน้อย
ก่อนอันอันจะออกจากโรงพยาบาล หนึ่งวันเขาก็ลืมตาแล้ว
ตอนนี้ทารกดูดนมเต็มแรง ดูดกัดจนลี่หรงรู้สึกเจ็บ เมื่อก้มหน้าเห็นอันอันออกแรงดูด พลางจ้องมองเธอด้วยตากลมสดใสเหมือนองุ่น เธอก็ดุเขาไม่ลง
เธอส่งเสียง ‘โอย …’ แล้วตบผ้าอ้อมเจ้าตัวน้อยเบาๆ “อันอันเบาหน่อยลูก แม่เจ็บ”
จ้าวชิงซงเขยิบเข้ามาดู ปลายนิ้วที่หยาบกร้านสัมผัสใบหน้าของอันอัน “ห้ามกัดแม่นะ กัดอีกจะตีให้!”
อันอันคายหัวนมออก แล้วร้องไห้ ‘อุแว้’ หนึ่งเสียง
ลี่หรงตีจ้าวชิงซง “ทำอะไรของคุณคะเนี่ย”
“เจ้าตัวเล็กฟังออกที่ไหนล่ะคะ”
“งั้นเขาร้องไห้ทำไมครับ?”
ลี่หรงกลอกตามองเขา
“กินข้างนี้เสร็จแล้วหรือเปล่า?” จ้าวชิงซงถามลองเชิงอย่างเก้อเขิน “ลองเปลี่ยนข้างดูไหม?”
เจ้าตัวน้อยเปล่งเสียงร้องจ้า ลี่หรงตบที่อกของเขาเบาๆพร้อมกล่อม “ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวแม่จะให้ลูกกินนะ”
เมื่อเปลี่ยนข้าง เจ้าตัวน้อยก็ดูดนมพร้อมครวญคราง เสียงกลืนดังอึกๆเข้าแทนที่เสียงร้อง
จ้าวชิงซงทำเสียงฮึดฮัด “ดูสิ รู้จักแต่กิน”
“เขายังเด็กจะไปเข้าใจอะไร โอ๊ย! เบาหน่อยอันอัน” ลี่หรงหยิกจ้าวชิงซงด้วยความโกรธ “ลูกชายคุณนี่แรงดีจริงๆเลยนะคะ”
จ้าวชิงซงหัวเราะหึ แล้วพูดราวกับรู้สึกเป็นเกียรติ “มันแน่อยู่แล้วครับ ดูซะก่อนว่าลูกชายใคร ดูปากเล็กๆนี่สิครับ”
วันรุ่งขึ้น ไม่รู้ทำไมหลัวปิงจึงมาหาลี่หรงถึงที่บ้าน
เธอยังอยากเข้าบ้านไปเจอลี่หรง แต่ถูกจ้าวชิงซงไล่ตะเพิด
หลัวปิงมามือเปล่า หลังจากถูกจ้าวชิงซงไล่ตะเพิดก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าประตูบ้านตระกูลจ้าว แล้วจากไปพร้อมเสียงด่าพึมพำ
ลี่หรงได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้ม เธอหวังว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคงต้องสิ้นสุดลงตรงนี้
อีกไม่กี่วันก็สิ้นสุดอยู่เดือนหลังคลอดแล้ว ลี่หรงกำลังจะคร่ำครวญว่าอยู่เดือนหลังคลอดไม่ง่ายเลยจริงๆ
ทว่าเรื่องที่ยากกว่าก็บังเกิด
วันนี้เจ้าตัวน้อยกินนมแล้วเกิดอ่อนเพลีย เมื่อกินนมเสร็จก็อาเจียนออกมา อุณหภูมิร่างกายก็สูงขึ้นไม่หยุด
ตอนที่เจ้าตัวน้อยเพิ่งจะเกิด ปอดของเขาก็มีปัญหาเล็กน้อยอยู่แล้ว จึงต้องดูแลเป็นอย่างดี ทว่าพอตัวร้อนขึ้นมาอย่างนี้ พวกผู้ใหญ่ที่รู้ว่ามันอาจร้ายแรงแค่ไหนต่างก็ร้อนใจ
บทที่ 60: ฟื้นตัวจากไข้ขึ้นสูง
แม่จ้าวจับมือลี่หรงแล้วพูดว่า “แม่จะไปตามหมอมาให้นะ”
หมอที่เธอพูดถึงนั้น คือหมอจากสถานีอนามัยในชุมชน
ลี่หรงกังวลเกินกว่าจะทันได้ฉุกคิด จึงได้แต่พยักหน้าเมื่อได้ยินแม่จ้าวพูดคำว่าหมอ
จ้าวชิงซงกลับมาพอดี เมื่อเขาเห็นแม่จ้าวกำลังจะรีบวิ่งออกไป จึงรั้งอีกฝ่ายไว้ “แม่ครับ ทำไมถึงวิ่งเร็วขนาดนี้ครับ?”
“อันอันเป็นไข้สูง หลานแหวะนมออกมาจนหมดเลย แม่ต้องรีบไปสถานีอนามัยแล้ว”
สีหน้าของจ้าวชิงซงกลายเป็นเคร่งเครียดทันที “ผมจะพาเขาไปเองครับ กว่าจะเรียกหมอมาก็คงใช้เวลานานเกินไป”
หลังจากใช้ผ้าอ้อมสามชั้นพันเด็กน้อยไว้แน่น เพราะกลัวว่าจะโดนลมหนาวก็นำตะกร้าไม้ไผ่ที่สะอาดมาแล้ววางเจ้าตัวเล็กลงไป เพื่อพาไปสถานีอนามัย
หมอที่สถานีอนามัยกำลังรักษาคนป่วยอยู่ เมื่อเห็นจ้าวชิงซงเดินมาพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่ก็เหลือบมองเขา “คนไข้เป็นอะไรมาครับ?”
จ้าวชิงซงเปิดฝาตะกร้าไม้ไผ่ “คุณหมอครับ ช่วยตรวจดูอาการลูกชายของผมหน่อยครับ เขาไข้ขึ้นสูงมาก”
หมอตรวจดูก็พบว่าเด็กน้อยหน้าแดงผิดปกติ ลมหายใจแผ่วเบา จึงสอดเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปวัดไข้
ระหว่างรอเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ หมอจึงไปตรวจคนไข้ชายอีกคนหนึ่ง เสร็จแล้วค่อยมาตรวจอุณหภูมิร่างกายของอันอันต่อ
หมอหยิบเทอร์โมมิเตอร์ขึ้นมาดู “อืม… สามสิบแปด ไข้ค่อนข้างสูงอยู่นะครับ เป็นมาตั้งแต่หลังคลอดเลยหรือเปล่า?”
จ้าวชิงซงส่ายหน้า
“เด็กเล็กแบบนี้ ผมไม่กล้าสั่งยาที่นี่หรอกครับ อันดับแรกต้องพยายามลดไข้ก่อน ใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ เช็ดบริเวณหน้าผาก คอ ฝ่ามือ ฝ่าเท้าและแขนขา ถ้ายังตัวร้อนขึ้นอีกจะต้องพาไปโรงพยาบาลครับ”
จ้าวชิงซงขอบคุณเขา แล้วแกะผ้าที่คลุมเด็กน้อยออกบางส่วนตามคำแนะนำของหมอ ว่าอย่าใช้ผ้าพันตัวทารกแน่นจนเกินไป
หลังจากกลับมาถึงบ้าน จ้าวชิงซงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไม่กล้ารีรอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที “ผมจะพาเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลสักสองสามวันนะครับ”
ก่อนออกจากบ้าน จ้าวชิงซงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเกวียนวัวที่บ้านถูกคนอื่นยืมไปแล้ว และต้องใช้เวลาสองวันจึงจะถูกนำมาคืน
ที่บ้านมีจักรยาน แต่จ้าวชิงซงขี่ไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าความพิการของเขาเป็นอุปสรรคข้อใหญ่ในชีวิต และรู้สึกเกลียดขาของตัวเองขึ้นมา
ลี่หรงกล่าวว่า “งั้นฉันจะไปเองค่ะ ฉันขี่จักรยานไปได้”
แน่นอนว่าจ้าวชิงซงไม่ยอม “จะขี่ไปได้ยังไงครับ คุณยังต้องอยู่เดือนนะ!”
จ้าวชิงหยางเดินออกมา “จะไปโรงพยาบาลเหรอ ให้ฉันขี่จักรยานไปเถอะ แล้วนายอุ้มหลานซ้อนไปก็ได้”
เหลือแค่วิธีนี้แล้วเท่านั้น
ไข้ลดลงภายในคืนแรกที่ไปนอนโรงพยาบาล
แต่จ้าวชิงซงยังไม่กล้าวางใจ จึงให้ทารกน้อยพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีกสองวัน เพื่อให้แน่ใจว่าไข้จะไม่กลับมาอีก ถึงจะพาเจ้าตัวเล็กกลับบ้านได้
ขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คนในหอผู้ป่วยเดียวกันเห็นเขาคอยดูแลลูกเพียงลำพังจึงถามเขาว่า “แม่เด็กไปไหนล่ะ?”
“อยู่เดือนที่บ้านครับ” จ้าวชิงซงยังคงมองลูกน้อยไม่วางตา
คนที่ถามคำถามมองไปที่ขาของจ้าวชิงซง และคิดว่าชายคนนี้คงถูกผู้หญิงทอดทิ้งไปแล้วแน่ แม่คนไหนจะยอมปล่อยลูกไว้แบบนี้กัน?
ลี่หรงเป็นห่วงลูกน้อยมาก วันรุ่งขึ้นหลังจากที่จ้าวชิงซงออกจากบ้านไป เธอก็คิดจะตามไปโรงพยาบาลด้วย
แม่จ้าวหยุดลี่หรงไว้ ถ้าออกไปข้างนอกตอนนี้เธอจะติดโรคได้ง่าย
ลี่หรงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่บ้าน ทว่าใจของหญิงสาวลอยไปอยู่ที่โรงพยาบาลเสียแล้ว
สองวันที่ผ่านมา ลูกน้อยไม่อยู่บ้าน เธอจึงไม่ได้ให้นมลูกเลย หน้าอกของลี่หรงพลันคัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ จึงต้องบีบน้ำนมออกมาทิ้งบ้าง
ลี่หรงมองดูน้ำนมที่ถูกบีบจนเต็มชามด้วยความเสียดาย
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็กลับมาพร้อมกับลูกน้อย เขากินนมผงมาสองวันแล้ว แม้ว่าเจ้าตัวน้อยจะหิว แต่ก็ยังกินได้ไม่เยอะ
เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ เจ้าตัวน้อยก็เคลื่อนตัวเข้าหาหน้าอกของลี่หรงโดยสัญชาตญาณ
ลี่หรงเปิดเสื้อให้นมลูก เด็กน้อยรีบดูดอย่างแรงและกระตือรือร้น
เมื่อให้นมลูกเสร็จ ลี่หรงยังคงรู้สึกเจ็บหน้าอกอยู่ แต่ไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักคำเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เธอรักลูกชายสุดหัวใจ ก่อนค่อยๆใช้นิ้วลูบไล้ใบหน้าน้อยๆที่อ่อนโยนของเจ้าตัวน้อย
เมื่อได้ยินเสียงเขาดื่มนมดังอึกๆ ก็รู้สึกโล่งใจมากแล้ว
หลังจากการอยู่เดือน จ้าวชิงซงได้ต้มน้ำร้อนในหม้อใบใหญ่ เพื่อทำน้ำอุ่นให้ลี่หรงอาบ
ขั้นแรก เธอชำระล้างร่างกายด้วยน้ำสมุนไพรตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้รู้สึกเหมือนมีขี้ไคลหลุดออกจากผิวหนัง ลี่หรงขอให้จ้าวชิงซงเปลี่ยนน้ำอุ่นให้ล้างตัวอีกครั้ง จนในที่สุดหญิงสาวค่อยรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
สดชื่นเหลือเกิน!
จ้าวชิงซงใช้ประโยชน์จากตอนที่ไม่มีแสงแดดจ้าส่องลานบ้าน เติมน้ำสมุนไพรลงในอ่างไม้ แล้วอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก
หลังจากพ้นช่วงอยู่เดือนแล้ว ทารกน้อยก็ดูตัวใหญ่ขึ้น รอยจ้ำแดงบนตัวก็จางลง ผิวพรรณกลายเป็นขาวนวลอ้วนท้วน ดวงตากลมโตดำสนิท เมื่อคนมาหยอกล้อก็จะส่งเสียงหัวเราะอย่างไร้เดียงสา เผยให้เห็นเหงือกน้อยๆสีชมพู
แม้แต่ตอนเป่าฟองน้ำลายเล่น ก็ยังดูน่ารัก
ทุกคนบอกว่าหน้าตาเขานั้นเหมือนกับผู้เป็นแม่มาก แต่ถ้าจะบอกให้ละเอียดก็คือทั้งการแสดงออกทางสีหน้า ดวงตากลมโตราวผลองุ่น ริมฝีปากและจมูกของเด็กน้อย ราวถูกแกะสลักมาจากพิมพ์เดียวกับจ้าวชิงซง
ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องดี เพราะใบหน้าของผู้เป็นพ่อเองก็หล่อเหลาเอาการ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เด็กน้อยก็ถูกจับแต่งตัว ก่อนถูกอุ้มออกไปให้ลี่หรงดู
หลังจากที่ภรรยาให้กำเนิดลูกชายแล้ว จ้าวชิงซงก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ด้วยสามารถหันความสนใจกลับมาให้กับการทำงานอีกครั้ง
ลี่หรงรู้สึกว่าเธอไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป จึงครุ่นคิดว่าตนจะทำงานอะไรดี และไม่ว่างานอะไรก็จำเป็นต้องพาลูกน้อยไปด้วย
เธอออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้ เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ และยังไม่มีใครว่างพอจะช่วยดูแลลูกให้ด้วย
เมื่อใกล้ถึงเดือนมิถุนายน ลี่หรงรู้สึกว่าการทำพะโล้นั้นเหมาะสมที่สุด
ก่อนหน้านี้จ้าวชิงซงเป็นคนนำไปขายให้กับลูกค้าประจำ ในเมื่อหญิงสาวไม่ได้ทำมานานแล้ว เขาจึงต้องหาเวลาไปประกาศให้ลี่หรง
ทันทีที่ลูกค้าเก่ารู้ว่าจะมีพะโล้ขายแล้วก็ดีใจมาก รีบมาสั่งซื้อกันทีละคนสองคน
ในที่สุดลี่หรงก็สามารถทำงานได้อย่างสบายใจ
คราวนี้จ้าวชิงซงไม่สามารถไปช่วยส่งของให้เธอได้ โชคดีที่เขาเคยพาจ้าวชิงหยางไปด้วยก่อนหน้านี้
พี่ใหญ่จ้าวจึงมีหน้าที่ส่งสินค้า
เหอซิ่งช่วยลี่หรงทำพะโล้ และได้รับเงินเดือนเท่าเดิม เหอซิ่งมีความสุขมาก “เฮ้อ! ในที่สุดก็มีงานทำสักที”
ลี่หรงยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ต้องทำงานหนักขึ้นซะแล้วนะคะ”
“จะเป็นอะไรไปล่ะ ถ้าไม่ทำงาน แล้วจะเอาเงินมาจากไหนกันล่ะ หลังจากทำงานในกลุ่มมาหนึ่งปี เงินที่ได้ก็ยังไม่มากเท่าทำงานกับเธอสักสองสามเดือนเลย แล้วฉันยังต้องส่งเอ้อร์หนิวไปโรงเรียนเดือนกันยายนนี้ด้วย”
หมูในฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงถูกนำมาเลี้ยงช้า ทำให้ยังไม่โตตามมาตรฐานการเชือด ระหว่างนี้จึงยังไม่สามารถจัดหาเนื้อหมูให้หญิงสาวได้
จ้าวชิงซงจึงไปหาช่องทางอื่น เพื่อซื้อหมูมาให้ลี่หรง
ลี่หรงเลือกซื้อเป็ดมามากมาย ทำให้ดูเหมือนร้านขายพะโล้ของคนรุ่นหลัง
ขณะเดียวกัน ก็มีการพัฒนาสูตรปีกเป็ดและตีนเป็ดให้มีรสชาติหลากหลาย
ระหว่างที่หญิงสาวทำงาน เธอมักจะวางเจ้าตัวน้อยไว้บนเปลไม้ไผ่ที่จ้าวชิงซงทำขึ้นมา ถ้าเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนอน เธอก็จะแบกเขาไว้ด้านหลัง
เด็กน้อยนอนหลับบนหลังแม่ ดูดนิ้วพลางเป่าฟองน้ำลายอย่างเชื่อฟัง ไม่ร้องไห้งอแง
ช่างน่ารักน่าชัง
ในวันนั้นจ้าวชิงซงกลับมาแต่หัวค่ำ พ่อแม่ลูกอาบน้ำเร็ว ก่อนมานอนด้วยกันบนเตียงเตา
เด็กน้อยนอนหงาย มองใบหน้าใหญ่ทั้งสองที่กำลังมองเขาอยู่ แล้วยิ้มอย่างร่าเริง
เด็กน้อยสี่แขนขาชี้ขึ้นฟ้า สักพักก็ยัดกำปั้นตัวเองเข้าไปในปาก
เท้าเล็กๆทั้งสองข้างไหวไปมา เมื่อถูกลี่หรงจับเล่นก็ยิ่งแกว่งไปมามากกว่าเดิม
จ้าวชิงซงชอบส่งเสียงหยอกล้อ พลางจั๊กจี้หน้าอกของเด็กน้อย ทำให้เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะแจ่มใสออกมา
ลี่หรงกับจ้าวชิงซงก็มีความสุขเช่นกัน
สามพ่อแม่ลูกกำลังสนุกสนานกัน
ก่อนเข้านอน ลี่หรงให้นมลูกน้อยอีกครั้ง เขาจะได้หลับสนิท ไม่ตื่นมาร้องงอแงกลางดึก
ลี่หรงที่เลี้ยงลูกเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าหลังจากสามเดือนแรก ลูกน้อยแทบจะไม่วุ่นวายกลางดึกอีกเลย จึงรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกนั้นค่อนข้างเรียบง่าย
เมื่อเธอเล่าให้เหอซิ่งฟัง อีกฝ่ายก็ทำหน้ามุ่ย “แสดงว่าอันอันเป็นเด็กดี ลูกสองคนของฉันร้องโยเยจนไม่มีใครนอนได้เลย… ต่างกันมากเลยทีเดียว”
หลังจากได้ดื่มนมแล้ว เจ้าตัวเล็กก็ถูกจ้าวชิงซงอุ้มพลางลูบหลังเบาๆอยู่พักหนึ่ง ไม่นานเขาก็หลับไป
ในขณะที่ลี่หรงกำลังให้นมลูกน้อย จ้าวชิงซงก็มองด้วยจิตใจปั่นป่วน
ความคิดที่ทั้งควรคิดและไม่ควรคิดผุดขึ้นมาในใจ
ทั้งสองห่างหายจากกิจกรรมคู่รักมานานแล้ว
จ้าวชิงซงกำลังหวนนึกถึง
สายตาอันเร่าร้อนที่จ้องมองมาทำให้ลี่หรงรู้สึกร้อนรุ่ม ทั้งสองเคยทำทุกอย่างด้วยกันมาแล้ว หญิงสาวจึงเข้าใจสิ่งที่สายตาของชายหนุ่มต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น เมื่อจ้าวชิงซงวางลูกน้อยที่กำลังหลับสนิท ไว้อีกด้านหนึ่งของเตียงเตา ลี่หรงก็ไม่แปลกใจเลย
เมื่อชายหนุ่มแทบรอไม่ไหวที่จะเข้าไปหาเธอ ทั้งสองกอดก่ายกันไม่อาจควบคุม
กิจกรรมรักที่ห่างหายไปนาน ทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น
........
จากนั้นจ้าวชิงซงก็กอดลี่หรงด้วยความพึงพอใจ ซึ่งทั้งสองยังคงอ้อยอิ่งแนบชิดกัน เขาพูดด้วยความเสียดายว่า “เจ้าเด็กคนนี้ช่างเกะกะจริงๆเลยนะครับ”
ลี่หรงตีหน้าอกเขา “เกะกะได้อย่างไรกันคะ แต่คุณอยากได้เองไม่ใช่เหรอ ก่อนหน้านี้คุณชอบรบเร้าว่าอยากเป็นพ่อคนไม่ใช่เหรอคะ?”
“ผมเองครับ ผมเอง…” จ้าวชิงซงหัวเราะเบาๆ ก่อนอ้อนวอนหญิงสาว “ขออีกรอบนะครับ”
“อย่าเข้าไปข้างในนะคะ” ลี่หรงเตะเขาเบาๆ “ฉันไม่อยากท้องลูกคนที่สองเร็วๆนี้”
“ครับผม” จ้าวชิงซงตอบ “ผมได้ยินมาว่าโรงพยาบาลประจำอำเภอ มีอุปกรณ์สำหรับวางแผนครอบครัวให้ฟรี พรุ่งนี้ผมจะไปรับมานะครับ”
ธุรกิจขายพะโล้กำลังเฟื่องฟู ลี่หรงรู้สึกว่าเธอยังมีศักยภาพมากมายที่สามารถพัฒนาได้
แต่เธอนึกภาพไม่ออกว่าเธอจะทำเงินได้อย่างไร หากต้องหลีกเลี่ยงทางการ และหลบเลี่ยงสายตาของคนที่แอบจับตาดูเพื่อเก็งกำไร
จนถึงเดือนตุลาคม จ้าวชิงซงกลับมาจัดหาเนื้อหมูให้กับโรงงานเหล็กอีกครั้ง
ทั้งสองพาลูกน้อยไปเที่ยวอำเภอ เมื่อได้พบกับอู๋จื่อกัง ก็เชิญเขาไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารของรัฐ
ตอนที่ได้เจอลี่หรงเมื่อปีที่แล้ว เธอยังมีท้องโตอยู่ ทว่าตอนนี้หญิงสาวคลอดลูกน้อยออกมาแล้ว
อู๋จื่อกังมีความสุขมาก หลังจากได้หยอกล้อเล่นกับเด็กน้อย “เด็กคนนี้เรียบร้อยมากเลย ไม่เหมือนลูกผมสักนิด เป็นเด็กที่ชอบส่งเสียงดังมากเลยทีเดียว”
จ้าวชิงซงไม่ออกความเห็น “ลูกผมส่งเสียงดังมากตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแล้วครับ ถ้าออกมาแล้วยังงอแงเสียงดังอีก ก็คงต้องจัดการกันสักหน่อยแล้วครับ”
“ฮ่าๆๆ” อู๋จื่อกังหัวเราะ จากนั้นจึงเล่าเรื่องซุบซิบให้ลี่หรงและกับสามีฟัง
ลี่หรงเกือบจะเดาได้ตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มเล่า ไม่ค่อยแปลกใจมากนัก
จ้าวชิงซงก็ไม่แปลกใจเช่นกัน เขาเม้มปาก ราวกับว่าเป็นไปตามที่คิดไว้
ในท้ายที่สุดอู๋จื่อกังก็ประหลาดใจ “พวกคุณไม่แปลกใจเหรอครับ กฎการเก็งกำไรไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดอีกต่อไป พวกคนที่แอบทำแบบนี้ ก็เริ่มกระตือรือร้นกันมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว”
จ้าวชิงซงหัวเราะเบาๆ “นี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ เราพึ่งพาเศรษฐกิจแบบวางแผนมาโดยตลอด มีตั๋วไม่มีเงิน มีเงินกลับไม่มีตั๋ว ควรเปิดกว้างตั้งนานแล้วครับ”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ผมจะบอก แต่ผมไม่รู้ว่านโยบายนี้จะถูกประกาศเมื่อไหร่” อู๋จื่อกังลดเสียงลง “คนคนนั้นกลับไปแล้ว ว่ากันว่าได้ยื่นข้อเสนอไปแล้วด้วย เมื่อการตัดสินใจประเด็นนี้ผ่าน มันจะเป็นข่าวดีสำหรับประชาชน สิ่งที่ผมจะบอกพวกคุณตอนนี้คือ ผมหวังว่าพวกคุณจะเตรียมพร้อมให้ดี เมื่อนโยบายนี้เปิดใช้ จะได้มีเงินลงทุนครับ”
ลี่หรงและจ้าวชิงซงมองหน้ากันแล้วยิ้ม “พวกเราเตรียมพร้อมเสมอค่ะ”
“โรงงานได้จ้างคนงานเพิ่ม อาหารบางอย่างเลยยังไม่เพียงพอ คงต้องยุ่งกับการหาแหล่งวัตถุดิบไปทั่วเลยครับ” ผู้จัดการอู๋พลั้งปากบ่น
[1] การอยู่เดือน คือ การให้คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกได้พักฟื้น ปรับสมดุลร่างกาย และพักผ่อนอยู่บ้านเป็นเวลา1เดือน
จบตอน
Comments
Post a Comment