บทที่ 61: ข่าวรวบรวมไข่ไก่แพร่ออกไป
ทันใดนั้นดวงตาของลี่หรงก็เป็นประกาย “ฉันหาไข่ไก่ให้คุณได้ค่ะ ที่หมู่บ้านสามารถผลิตไข่ได้หลายร้อยฟองในแต่ละครั้งเลยค่ะ”
ตอนที่เธออยู่เดือน จ้าวชิงซงฆ่าไก่วันละตัว เธอกินบ่อยมากจนแทบเอียน
หลังออกจากการอยู่เดือน ลี่หรงก็ไม่อยากดื่มซุปไก่อีกเลย
แต่แม่หลังคลอดต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง จ้าวชิงซงจึงพยายามหาเมนูไข่หลากหลายมาให้เธอกิน
ไข่ต้มน้ำตาลทรายแดง ไข่ตุ๋นและอย่างอื่นอีกมากมาย
ไข่ที่ได้มาจากป้าในชุมชน
เมื่อสมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องบำรุงสุขภาพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแลกไข่กับน้ำตาลทรายแดงในหมู่บ้าน ดังนั้น แม้ว่าจ้าวชิงซงจะประกาศรวบรวมไข่จากในหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครว่าอะไรเลย
เพราะเขามี ‘ภรรยาขี้เกียจ’ และลูกอยู่ที่บ้าน
ครั้งหนึ่งป้าหลิวมาส่งไข่ แล้วพูดกับลี่หรงว่า “สามีของเธอมารับซื้อไข่จากพวกป้า ช่วยให้ป้าประหยัดเงินได้จริงๆ แต่เสียดายที่หลังจากนี้เธอไม่ได้กินมันบ่อยๆแล้ว และบางทีต่อจากนี้ก็คงไม่อยากกินอีก เฮ้อ… ถ้าขายไข่นี่ได้ก็คงจะดีมากเลยนะ”
ตอนนั้นลี่หรงตะโกนในใจว่า แน่นอนว่าไข่ก็ขายได้ มีคนมากมายขายไข่ไก่ใน ‘ตลาดเสรี’
แต่เธอก็รู้ด้วยว่าแม้ว่าตนจะพูดเช่นนั้นไป ทว่าพวกเธอก็ไม่กล้าขายมันใน ‘ตลาดเสรี’ อยู่ดี
แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากลี่หรงเป็นคนรวบรวมไข่ไก่ในหมู่บ้านไปขาย?
เป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ ที่จะรวบรวมไข่ไปขายใน ‘ตลาดเสรี’ แต่ตอนนั้นอันอันยังเด็กมาก ลี่หรงทนทิ้งเด็กน้อยไว้ที่บ้านหรือพาเขาออกไปด้วยไม่ได้ ความคิดนี้จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปก่อน
แต่คำพูดของอู๋จื่อกังในวันนี้ ทำให้เธอเกิดความคิดใหม่
เธอจะรวบรวมไข่ไก่มาขายส่งให้โรงงานเหล็ก
ไม่จำเป็นต้องเอาไปขายที่ ‘ตลาดเสรี’
ขณะที่ทำธุรกิจ ก็สามารถดูแลครอบครัวไปด้วยได้
แต่เธอไม่แน่ใจนักว่านอกจากป้าหลิวแล้ว ยังมีใครในหมู่บ้านอีก ที่มีไข่เหลือในบ้านและยินดีแลกเปลี่ยนมันเป็นเงิน
อู๋จื่อกังเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “คุณสามารถรวบรวมไข่มาได้เหรอครับ?”
“เรื่องนี้เราต้องขอกลับไปวางแผนก่อนค่ะ” ลี่หรงพูดตามตรง “ฉันจะกลับไปดูที่หมู่บ้านก่อน แล้วจะให้คำตอบคุณนะคะ”
“แบบนั้นก็ดีเลยครับ คุณหามาได้เท่าไหร่ ผมยินดีรับไว้ทั้งหมดเลยครับ”
หลังจากที่ลี่หรงกลับมาถึงหมู่บ้าน เธอก็เริ่ม ‘สำรวจ’ บ้านแต่ละหลัง
แน่นอนว่ามันไม่ใช่การสำรวจอย่างโจ่งแจ้ง
เธอใช้ประโยชน์จากวันอากาศกำลังดี เดินเล่นไปรอบหมู่บ้าน โดยอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนด้วย ก่อนเห็นพวกผู้หญิงในหมู่บ้านยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน
ป้าหลิวถือด้ายฝ้าย ขณะสนทนาอย่างเพลิดเพลินอยู่ในกลุ่ม
ลี่หรงอุ้มลูกน้อยเดินไปหากลุ่มซุบซิบนั้น
เด็กน้อยตัวอ้วนขาว เป็นที่เอ็นดูของเหล่าผู้หญิงทุกคน บางครั้งเขาก็ส่งเสียงอ้อแอ้ดึงดูดความสนใจ
“โห! เด็กคนนี้เก่งจังเลย ไม่ร้องงอแงหรือฉี่เลยสักนิด”
ลี่หรงเผยรอยยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร ด้วยก่อนพาลูกน้อยออกมา เธอเปลี่ยนผ้าอ้อมและให้นมเขาเรียบร้อยแล้ว เพราะเธอไม่อยากเปิดเสื้อให้นมลูกต่อหน้าคนมากมาย
ช่างน่าอายเกินไป
พวกหญิงชาวบ้านต่างชื่นชมลี่หรง เพราะเธอมีผิวพรรณผุดผ่อง หลังจากคลอดลูก ใบหน้าของเธอไม่ได้ดูซีดเซียว แต่กลับดูมีเลือดฝาด คล้ายอ่อนกว่าวัย
มีใครในหมู่บ้านบ้าง ที่คลอดลูกแล้วไม่ดูแก่กว่าวัยขึ้นหลายปี
แต่เมื่อคิดว่าลี่หรงไม่ต้องไปทำงานข้างนอก และสามีที่บ้านก็คอยดูแลอย่างดี ก็สามารถเข้าใจได้
ลี่หรงจับมือเด็กน้อย หยอกล้อเล่นด้วย จากนั้นค่อยแกล้งถามอย่างสบายๆว่า “คุณป้าคะ ที่บ้านคุณป้ายังมีไข่ไก่เหลืออยู่เยอะไหมคะ?”
“หืม… พวกเธออยากได้ไข่ไก่อีกแล้วเหรอ?”
ลี่หรงตอบกลับไปอย่างคลุมเครือ “คราวนี้ฉันตั้งใจจะรวบรวมเพิ่มค่ะ ถ้าคุณป้ายังมีเหลือเยอะอยู่ ก็แบ่งมาให้ฉันได้นะคะ เจ้าตัวเล็กจะได้กินไข่ตุ๋น พี่สะใภ้ของฉันที่บ้านก็ตั้งท้องเหมือนกัน เธอชอบกินไข่ไก่จากชาวบ้านเป็นพิเศษน่ะค่ะ”
“อยากได้เยอะแค่ไหนเหรอ ยุวชนลี่?” ป้าหลิวอดถามก่อนไม่ได้ เธอยังพอมีไข่ไก่เหลือที่บ้านอยู่บ้าง
ลี่หรงยิ้มอย่างพึงพอใจ ป้าหลิวคนนี้มาถูกทางแล้ว
“ตอนที่ฉันท้อง ครอบครัวของฉันส่งข้าวของหลายอย่างมาให้ ตอนนี้พี่สะใภ้ของฉันอยากกินไข่ ฉันเลยคิดจะส่งกลับไปให้เยอะๆเหมือนกันค่ะ” ลี่หรงพูดอย่างสบายๆ
เธอยังกล่าวอีกว่า “ก่อนหน้านี้ จ้าวชิงซงรับซื้อจากพวกคุณป้า ในราคาฟองละสามเฟินใช่ไหมคะ คราวนี้ฉันจะให้ฟองละห้าเฟินเลยค่ะ ถ้ามีอยู่ ก็ช่วยขายให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
ไข่ไก่ราคาฟองละห้าเฟิน!
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป พวกชาวบ้านก็ฮือฮา
ไข่ไก่ขายได้ฟองละห้าเฟินเลยเหรอ?
“ยุวชนลี่ เธอไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?”
ปกติไข่ไก่ที่เลี้ยงตามบ้านจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หนึ่งจินจะมีไข่ไก่ประมาณแปดถึงสิบฟอง
ราคาที่ร้านสหกรณ์ อยู่ที่ห้าสิบห้าถึงหกสิบเฟินต่อจิน หนำซ้ำยังต้องใช้ตั๋วจ่ายด้วย
ไข่ไก่ใน ‘ตลาดเสรี’ สามารถขายได้เป็นสองเท่า ในราคาประมาณหนึ่งหยวนต่อจิน โดยไม่ต้องใช้ตั๋ว
ตามที่ชาวบ้านรู้กันดี ราคาไข่ในร้านสหกรณ์ อยู่ที่ประมาณห้าหรือหกเฟินต่อฟอง
พวกเธอไม่เคยคิดเลยว่าไข่ไก่จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้เยอะขนาดนี้
ไข่หนึ่งฟองมีราคาห้าเฟิน ไข่สองฟองก็คิดเป็นหนึ่งเหมาแล้ว
ชาวบ้านที่มีไก่ออกไข่หลายฟองต่อวัน เริ่มใจเต้นแรง
ป้าสวี่เข้ามาคุยกับลี่หรง “ที่บ้านฉันมีไข่เยอะมาก ยุวชนลี่ เธอจะให้ราคาไข่ใบละห้าเฟินจริงๆใช่ไหม?”
ป้าสวี่มีลูกชายห้าหกคน แต่งงานแล้วทุกคน เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่ จำนวนไก่ที่เลี้ยงไว้ย่อมขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว ทำให้ครอบครัวของเธอมีไก่หลายตัว
เมื่อคนในหมู่บ้านเลี้ยงไก่ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกเลี้ยงแม่ไก่
เพราะแม่ไก่สามารถวางไข่ได้
“จริงสิคะ ถ้าไข่มีคุณภาพดี ฉันก็จะรับซื้อแน่นอน ป้าสวี่ อย่าลังเลที่จะรับไว้เลยนะคะ”
ราคาที่ลี่หรงเสนอนั้น มากกว่าราคาที่จ้าวชิงซงเสนอไว้ก่อนหน้านี้ถึงสองเฟิน เหล่าป้าๆอยากให้ไก่ออกไข่ได้ทุกวัน จะดีมากถ้าไก่แต่ละตัวออกไข่ได้สองฟอง
พวกชาวบ้านมีความคิดที่แตกต่างกัน
ในที่สุดลี่หรงก็ตกลงเรื่องเวลารับซื้อไข่กับพวกเธอ จากนั้นจึงขอตัวพาเด็กน้อยที่ฉี่ใส่ผ้าอ้อมกลับบ้านไป
ทันทีที่เธอเดินจากไป ป้าคนหนึ่งที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พูดว่า “ฉันมักจะรู้สึกว่ายุวชนลี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จะมีใครต้องการรวบรวมไข่ไปเยอะแยะขนาดนี้บ้าง?”
ป้าสวี่มองเธออย่างไม่เห็นด้วย “จะเป็นอะไรไป เธอไม่ได้ยินเหรอว่ายุวชนลี่เพิ่งบอกว่าจะส่งไปให้พี่สะใภ้ที่บ้าน ทุกคนควรจะขอบคุณนะ”
“แต่มันเยอะเกินไป จะรวบรวมไปเยอะขนาดนี้ได้ยังไงไหว”
“เมื่อกี้เธอไม่เห็นทารกน้อยคนนั้นเหรอ เขาดูแข็งแรงมาก ไม่รู้ว่าป้อนไข่เขาไปกี่ฟองแล้ว แล้วยุวชนลี่ก็กินเองด้วย”
ป้าหลิวเก็บด้ายฝ้าย แล้วพูดว่า “ยังไงก็ขอแลกเป็นเงินอยู่แล้ว ถ้าที่บ้านไม่กิน เอามาแลกเป็นเงินได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว?”
ลี่หรงกลับบ้าน วางเด็กน้อยลงในเปลและเตรียมทำอาหาร
ทันทีที่ปล่อยมือ ก็ได้ยินเสียง “ปู้ด”
ทันใดนั้น กลิ่นแปลกๆก็โชยอยู่ในอากาศ
ลี่หรงคิดในใจ เอาแล้วสินะ
เด็กน้อยคนนี้เล่นโจมตีแม่แบบไม่บอกกล่าวกันเลย
ลี่หรงใช้มือข้างหนึ่งจับมือลูกน้อยไว้ ส่วนอีกมือถอดผ้าอ้อมของเขาออก แน่นอนว่ามีของเหลวสีเหลืองอยู่ข้างใน
ลี่หรงได้แต่อุทานต่อกลิ่น ขณะล้างก้นให้เด็กน้อยด้วยน้ำอุ่น แล้วเปลี่ยนเป็นผ้าอ้อมผืนใหม่
เธออุ้มอันอันขึ้นมาหอมฟอดใหญ่ จากนั้นเอื้อมมือไปตบก้นเด็กน้อย “ต่อไปถ้ายังอึแบบนี้อีก แม่จะตีนะ”
“แอะแอ๊… แอะแอ๊ ฟู้ ฮะๆๆ” ขาเล็กๆของอันอันดีดไปมา ปากพ่นฟองน้ำลายแล้วยิ้มกว้างขณะมองลี่หรง
น่ารักมากจนเธอโกรธไม่ลง
ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมาเล่นด้วยอยู่นาน แล้วสอนให้เขาพูด “เรียกแม่สิอันอัน”
“มะ… อ๊า”
“แม่…” ลี่หรงเข้าไปใกล้เขามากขึ้น แล้วค่อยๆทำปากพูดให้เด็กน้อยดู
ตอนที่ 62: ถ้ารวบรวมไข่ไม่ได้ ก็เลิกทำธุรกิจไหม?
“มู่… มา…”
“อ๊ะ! ใช่ แม่ แม่…” ลี่หรงจับแขนอันอัน
ลี่หรงไม่อยากให้อันอันเรียกเธอว่า “แม่” ห้วนๆเหมือนที่ต้าหนิวกับน้องชายเรียกเหอซิ่ง
ในอนาคตเธอจะพาอันอันเข้าเมือง เธอต้องป้องกันไม่ให้อันอันติดภาษาที่บ้านไปตั้งแต่อายุยังน้อย
ดังนั้นเวลาสอนให้เขาพูด เธอจะพูดเป็นสำเนียงภาษาจีนกลางเสมอ
“มา… มู่แม่ ฟู่…” เด็กน้อยออกเสียงไม่ชัดเจน แถมยังพ่นน้ำลายเล่นด้วย
แต่เพียงพยางค์เดียวก็ทำให้ลี่หรงมีความสุขมากแล้ว
“อาสะใภ้รองครับ!”
เสียงต้าหนิวดังมาจากลานบ้าน
“หืม” ลี่หรงอุ้มลูกน้อย แล้วเดินออกไป
“ขอผมอุ้มน้องชายหน่อยสิครับ” ต้าหนิวโยนกระเป๋านักเรียนไว้ในห้องโถง แล้วรีบเข้ามาขออุ้มอันอัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ระวังหน่อยนะจ๊ะ อันอันกำลังซน ระวังล้มล่ะ” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม
ต้าหนิวลูบขาของอันอัน แล้วอุ้มเขาแน่น พาเดินออกไป
ในที่สุดเอ้อร์หนิวน้องชายของต้าหนิวก็กลายเป็นพี่ชายแล้ว เขาอยากเล่นกับน้องชายตัวน้อยบ้าง แต่เขาวิ่งไม่เร็วเท่าต้าหนิวจึงได้แต่เดินตามไปเฝ้าดูอย่างกระตือรือร้น
ลี่หรงทำอาหารสะดวกขึ้น เพราะไม่มีเจ้าตัวเล็กอยู่ข้างๆ
ขั้นแรกเธอเตรียมอาหารเสริมให้ลูกน้อยก่อน ซึ่งก็คือแครอทบดและไข่แดงบดผสมกับโจ๊ก
แครอทซื้อมาให้อันอันกินโดยเฉพาะ
ลี่หรงไม่ใช่คนเลือกกิน แต่เธอแค่ไม่กินแครอท
หลังจากเป็นแม่คนแล้ว เนื่องจากต้องใส่ใจเรื่องสมดุลทางโภชนาการของลูกน้อย เธอจึงต้องหาแครอทมาให้เขากิน
บางครั้งจ้าวชิงซงก็ล้อเลียนเธอ ด้วยการบอกว่า ‘อันอันไม่เห็นเลือกกินเลย’
หลังจากทำอาหารเสริมเสร็จแล้ว ลี่หรงก็หยิบแป้งฟู่เฉียงที่เหลือ ออกมาผสมน้ำแล้วนวดพักไว้
สับหมูแล้วนำไปผัด เพื่อเอาไว้ใช้ราดลงบนเส้นบะหมี่
จ้าวชิงซงกลับมาในตอนเย็น พร้อมนำแอปเปิลกลับมาด้วยหนึ่งกล่อง
แอปเปิลสีแดงลูกกลมใหญ่
ลี่หรงหยิบบางส่วนไปมอบให้แม่จ้าว
ส่วนที่เหลือเก็บไว้เอง
ลี่หรงเป็นคนภาคใต้ ซึ่งภาคใต้นั้นมีผลไม้มากมายตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนผลไม้เลย
หลังจากย้ายมาที่นี่ ผลไม้ก็กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
เธอไม่เห็นว่ามีผลไม้ขายในร้านสหกรณ์ เนื่องจากหมู่บ้านต้าเจียงตั้งอยู่ทางภาคเหนือ หลังจากอยู่ที่นี่มานานก็รู้ว่าผลไม้เป็นของหายาก
ถ้าเธอไม่พูดถึง จ้าวชิงซงก็ไม่รู้ว่าเธออยากกิน
จนกระทั่งครั้งหนึ่ง จ้าวชิงซงได้ลูกแพร์หนึ่งกล่องมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วพบว่าลี่หรงชอบกินมันมาก หลังจากนั้นชายหนุ่มก็จะซื้อลูกแพร์มาให้หญิงสาวทุกครั้งที่เห็น
แอปเปิลนั้นดีสำหรับเด็ก หลังอาหารเย็น ลี่หรงกับอันอันอาบน้ำเสร็จแล้วก็มานั่งเล่นกันบนเตียงเตา
จ้าวชิงซงเดินผมเปียกเข้ามาในห้อง ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วบอกว่า “ช่วยผ่าแอปเปิลแล้วเอาช้อนมาให้ฉันหน่อยนะคะ”
“สักครู่นะครับ” จ้าวชิงซงเช็ดผม แล้วหยิบเสื้อแขนยาวมาสวม
ที่บ้านไม่มีช้อนเหล็ก ถ้าใช้ทัพพีเหล็กขูดแอปเปิลก็น่าจะเร็วกว่า
เจ้าตัวเล็กเป็นเด็กดีมาก เขาไม่เลือกกินเลย และกินทุกอย่างที่แม่ป้อนให้
เด็กบางคนไม่กินแอปเปิล แต่อันอันกินแล้วส่งเสียง “อืม… ฮะๆ” พลางเล่นกับตุ๊กตาบนเตียงเตา
ช่วงนี้ที่ฟาร์มสุกรมีงานยุ่ง จ้าวชิงซงต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด เขาออกจากบ้านไปก็ต้องยุ่งกับงานทั้งวัน
เนื่องจากไม่ได้เจอหน้าลูกชายมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้จ้าวชิงซงจึงรู้สึกสบายใจมาก
เขาอุ้มอันอันขึ้นมานั่งตัก โยกเด็กน้อยไปมาพลางหยอกล้อ “ลูกรัก…”
ลี่หรงนั่งข้างจ้าวชิงซง สักพักเธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเล่าให้เขาฟังด้วยความดีใจ “วันนี้อันอันเรียกแม่ได้แล้วนะคะ”
“จริงเหรอ?” จ้าวชิงซงเลิกคิ้ว แล้วจับอันอันส่ายไปมาเบาๆอีกครั้ง “ไหนลองเรียกแม่ได้ไหม?”
“มู่แหม…” อันอันไว้หน้าแม่มาก
“แม่…” จ้าวชิงซงยิ้มกว้าง ช่วยแก้ให้ลูกน้อย
“แม่…”
“เฮ้! ถูกต้อง!” ลี่หรงประหลาดใจ “ทำไมลูกถึงออกเสียงได้เก่งแล้วล่ะ วันนี้แม่สอนไปตั้งหลายครั้ง ก็ยังออกเสียงไม่ถูกเลย”
“คุณลืมไปแล้วเหรอครับว่าเขาเป็นลูกชายของใคร?” จ้าวชิงซงถูหน้าเข้ากับหน้าอกของเด็กน้อย จนอันอันหัวเราะร่า
ลี่หรงชี้ไปที่จ้าวชิงซง แล้วพูดกับอันอัน “เรียกพ่อสิจ๊ะ”
“พ่อ!” อันอันตะโกนเสียงดังโชว์ฟันน้ำนม
“เอ๊ะ!” จ้าวชิงซงตกใจมาก “ลูกพ่อ!”
ลี่หรงเหลือบมองอันอัน “นี่ลูกตั้งใจใช่ไหม ต้องสอนให้เรียกแม่ตั้งนาน แต่ดันเรียกพ่อได้ในรอบเดียวเลยเหรอ?”
“แอะๆ ฟู่…” เด็กน้อยหัวเราะตาหยี ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงโกรธกัน
อากาศเริ่มเย็นลง
เด็กน้อยตัวใหญ่ขึ้นเร็วมาก ลี่หรงต้องรีบตัดเย็บเสื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศหนาวให้เร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้เขาหนาวเย็นจนเหมือนถูกแช่แข็ง
เธอป้อนข้าวให้เจ้าตัวเล็กล่วงหน้าแล้วเกลี้ยกล่อมให้เขาฉี่ จากนั้นก็แบกขึ้นหลังขี่จักรยานไปซื้อผ้าฝ้ายจากร้านสหกรณ์
เมื่อกลับมาบ้านหลังจากซื้อของแล้ว ลี่หรงก็หยิบกรรไกรออกมาเริ่มตัดผ้า เพื่อเย็บเสื้อผ้าให้เด็กน้อย
ทำไปได้ครึ่งหนึ่งก็ได้ยินเสียงคนตะโกนอยู่นอกประตูลานบ้าน
“ยุวชนลี่! ยุวชนลี่ อยู่บ้านหรือเปล่า?”
ลี่หรงกำลังยุ่งอยู่กับงานในมือ แม้ว่าเสียงนั้นจะฟังดูคุ้นเคย แต่ก็ยังไม่อยากหยุดมือ เธอจึงตอบไปว่า “อยู่ในบ้านค่ะ เข้ามาได้เลย”
“เอ๊! ป้าสวี่เหรอคะ?” เมื่อลี่หรงเห็นว่าเป็นเธอ ก็เดาได้ว่ามาทำอะไร
เธอวางกรรไกรและไม้บรรทัดในมือลง
ป้าสวี่เข้ามาพร้อมตะกร้า แล้วเปิดผ้าที่คลุมไว้ให้ลี่หรงดู
“ไข่เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ?” ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แม้ว่าจะคิดไว้แล้ว แต่ก็มีไข่อยู่ในตะกร้านี้ประมาณสามสิบฟอง จะเก็บไข่มาได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?
“ที่บ้านไม่มีใครกิน แม่ไก่เจ็ดแปดตัววางไข่ทุกวัน ที่เก็บมานี่ประมาณสามสี่วันจ้ะ” ป้าสวี่ยิ้ม “ป้าเก็บมาได้ไม่กี่วันก็เอามาให้เลย เธอลองดูก่อนไหม?”
ลี่หรงหยิบไข่ขึ้นมาดู ทุกฟองมีขนาดค่อนข้างพอดี อาจเป็นเพราะถูกคัดเลือกมาเป็นพิเศษ
เธอไม่อยากจับผิดอีกฝ่าย จึงคิดเงินแล้วจ่ายให้ป้าสวี่อย่างง่ายดาย
ป้าสวี่ได้รับเงินแล้วจากไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนออกไปเธอพูดว่า “คราวหน้าเดี๋ยวป้าเอามาให้อีกนะ”
แน่นอนว่าลี่หรงยินดีรับไว้ “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะคะคุณป้า”
หลังจากนั้นป้าหลายคนในหมู่บ้าน ก็เริ่มเอาไข่มาแลกเงินกัน
หลังจากนำทั้งหมดมารวมกันแล้ว ก็มีเพียงประมาณร้อยฟองเท่านั้น
น้อยเกินไป
ไม่พอต่อความต้องการของโรงงานเหล็กได้
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วไข่เน่าเสียก่อน เธอจะมีไม่พอขายให้โรงงานเหล็ก สำหรับมื้อเดียวด้วยซ้ำ
ลี่หรงไปหาป้าที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในหมู่บ้าน แล้วขอให้พวกเธอไปบอกคนอื่นตอนไปทำงานด้วยว่าเธอยังต้องการรวบรวมไข่เพิ่ม
แลกไข่เป็นเงิน ไข่หนึ่งฟองราคาห้าเฟิน
การรวบรวมไข่ไม่ง่ายอย่างที่ลี่หรงคิดไว้ในตอนแรก
หลังจากมีข่าวแพร่ออกไป ก็ใช้เวลาหลายวัน แต่ว่าก็ยังได้ไข่ไม่เยอะพอ
ลี่หรงรู้สึกท้อแท้ เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาในตอนเย็น เขาก็เห็นว่าภรรยาดูซึมไป จึงถามเธอว่าเกิดอะไรขึ้น
“ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว แต่ฉันยังหาไข่ได้ไม่ถึงสองร้อยฟองเลยค่ะ” ลี่หรงพูดด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว
“เอ๊ะ! เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ถ้าหาไม่ได้เราก็ไม่ต้องหาเงินวิธีนี้ก็ได้ครับ”
ลี่หรงขมวดคิ้ว จับแขนจ้าวชิงซงแล้วหยิกอย่างแรง “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ ฉันเพิ่งเริ่มจัดการกับเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ช่วยฉันหาทางแก้ ก็ลืมมันไปเถอะค่ะ จะบอกฉันว่าไม่ต้องทำงั้นเหรอคะ?”
“เฮ้อ… ใจเย็นๆก่อนนะครับภรรยา” จ้าวชิงซงพูดด้วยรอยยิ้ม “ความจริงแล้ว รวบรวมไข่ได้เกือบสองร้อยฟองก็เก่งมากแล้วครับ”
“นี่ยังไม่พอเลี้ยงคนงานโรงงานเหล็กเลยค่ะ” ลี่หรงกลอกตามองชายหนุ่ม ไม่สะทกสะท้านกับคำชมเมื่อครู่
ลี่หรงแค่อยากทำธุรกิจกับโรงงานเหล็กให้สำเร็จ
บทที่ 63: สถานการณ์ถูกแก้ไข
ลี่หรงคิดการณ์ไกลกว่านั้น หากร่วมมือกับโรงงานเหล็กได้ ก็จะเป็นประโยชน์หลังเปิดประเทศ
หลังการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การจัดหาผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลค่อยๆห่างไกลจากระบบเอกชนรุ่นหลังในด้านคุณภาพและบริการ ธุรกิจขนาดใหญ่หันมาร่วมมือกับช่องทางจัดหาของเอกชน...
ธุรกิจแรกที่ร่วมมือกับรัฐบาล จะกอบโกยผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงแรกที่เปิดประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมีชื่อเสียงมากอีกด้วย
ลำพังแค่หาเงินด้วยหนทางเดียว ย่อมไม่อาจจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ ลี่หรงหวังให้ตัวเองกลายเป็นเศรษฐี และสามารถมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง
ลี่หรงได้สติเล็กน้อย ในใจยังกลัดกลุ้มเรื่องไข่ไก่
จ้าวชิงซงกอดปลอบลี่หรง สองสามีภรรยาต่างทำธุระของตัวเอง เจ้าตัวน้อยจึงต้องเหงาอย่างเลี่ยงไม่ได้
อันอันลืมตามองพ่อกับแม่ของตัวเองด้วยดวงตากลมโตราวผลองุ่น เขากะพริบตาปริบๆ เจ้าตัวน้อยที่รออยู่นานก็ยังดึงดูดความสนใจพ่อแม่ไม่ได้จึงร้องไห้ ‘อุแว้’ ออกมา
จ้าวชิงซงรีบอุ้มเจ้าตัวน้อยเข้ามาปลอบ ลี่หรงก็ตามมาหยอกล้ออันอัน ความเศร้าภายในใจมลายหายโดยไม่รู้ตัว
ลี่หรงเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้เพียงเพราะความลำบากเท่านี้หรอก
หลังวางแผนใหม่ไม่กี่วัน ลี่หรงคิดหาวิธีประชาสัมพันธ์เรื่องการรับไข่ของเธอใหม่
มอบ ‘ค่าประชาสัมพันธ์’ ให้คนแรกที่มาขายไข่ไก่ แล้วขอให้พวกเธอแนะนำคนอื่นต่อ พวกคุณป้าเหล่านี้ก็ช่วยประชาสัมพันธ์กันอย่างสุดตัว
วิธีนี้ได้ผลดีมาก ไม่นานนักก็มีคนมากมายมาขายไข่ไก่ให้ลี่หรง
ไข่ไก่ในบ้านจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่ายังไม่พอ ลี่หรงอยากรับซื้อไข่ไก่มากกว่านี้
เธอคิดไปถึงหมู่บ้านข้างเคียง
ความเสี่ยงในการรับไข่ไก่ของชาวบ้านข้างนอกมีมากขึ้นเท่าตัว
ทว่าลี่หรงไม่กลัว ฝืนกัดฟันและลงมือทำ
แน่นอนว่า ตนไม่ได้วิ่งไปหมู่บ้านอื่นเพื่อขอรับซื้อไข่ไก่อย่างเอิกเกริก
เธอถามจากเหล่าคุณป้าที่มาขายไข่ไก่ และพูดคุยกับพวกเธอตรงๆ ว่าถ้าเหล่าคุณป้าหมู่บ้านอื่นอยากขายไข่ไก่ เธอก็รับเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ให้ค่าเหนื่อยกับคุณป้าที่แนะนำเข้ามา
ป้าหลิ่วตบมือ “โอ้! ฉันอยากถามหน่อย น้องสะใภ้ของฉันรู้ว่าไข่ไก่ของฉันแลกเงินได้ ยังถามมาอีกว่า ยุวชนลี่ ถ้าเธอรับซื้อไปจะให้ราคาเดียวกับพวกเราหรือเปล่า?”
“ราคาเดียวกันค่ะ” ลี่หรงยิ้ม แล้วมอบค่าไข่ไก่ให้เธอ “เท่าไรก็รับค่ะ จะมาจากที่ไหนก็ราคาเดียวกันหมดค่ะ ป้าหลิ่ว นี่เป็นค่าไข่ไก่ของป้า รับไว้นะคะ”
ลี่หรงวิ่งไปที่ตลาดหลายเที่ยว
ทั้งดูราคาของสหกรณ์กับราคาของ ‘ตลาดเสรี’ แล้วไปถามราคาส่งจากด้านนอก สุดท้ายก็กำหนดราคาที่เหมาะสม
แน่นอนว่า ราคาที่เหมาะสม หมายถึงลี่หรงคิดว่าเหมาะสม
ท้ายที่สุดไม่ว่าจะราคาไหน ลี่หรงยังต้องคุยกับอู๋จื่อกังด้วย
ถือโอกาสที่พวกต้าหนิวไม่ได้ไปเรียน ลี่หรงจึงจัดการเจ้าตัวน้อยให้เรียบร้อยที่สุด ก่อนให้เด็กสองพี่น้องช่วยดู “อาหารเครื่องดื่มอยู่บนโต๊ะหมดแล้ว เด็กน้อยดื่มนมผง จะชงนมมอลต์ให้เขาไม่ได้นะ ส่วนนมมอลต์บนโต๊ะ พวกเธอสองคนชงกินเองได้เลย ถ้าน้องอึแตกต้องรีบเปลี่ยนผ้าที่สะอาดให้ไว ถ้าอึเหม็นจำไว้ว่าให้ไปหาย่าพวกเธอนะ...”
หลังจากกำชับเด็กสองพี่น้อง ลี่หรงก็แต่งตัวเรียบร้อย ถีบจักรยาน มุ่งหน้าไปโรงงานเหล็กลู่ซาน
อู๋จื่อกังต้อนรับลี่หรงที่ห้องทำงาน เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองร่วมงานกัน จึงไม่จำเป็นต้องพูดจาอ้อมค้อม
ท้ายที่สุดราคาที่เจรจาก็ใกล้เคียงกับที่ลี่หรงวางแผนไว้
เมื่อตกลงเรื่องปริมาณการจัดหา รวมถึงเวลาแล้ว โดยทั่วไปเรื่องนี้ก็ถือว่าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ลี่หรงกลับบ้านพร้อมกับข่าวดี
ก่อนจะกลับบ้าน เธอยังซื้อของกินเล่นอีกเล็กน้อย พร้อมแป้งสาลีหนึ่งถุงและเนื้อวัวกับซี่โครงหมูครึ่งจินที่สหกรณ์ด้วย
อย่าได้มองว่าจ้าวชิงซงเป็นเถ้าแก่หรือเป็นผู้ดูแลฟาร์มสุกร เพราะความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้ทำงานต่างไปจากคนงานตัวกระจ้อยเท่าไรนัก
ยิ่งเมื่อถึงปลายปี ฟาร์มสุกรก็มีปัญหามากเรื่อยๆ จ้าวชิงซงยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น
เขาผอมลงเล็กน้อย
ลี่หรงต้องคอยขุนเขา
เนื้อวัวใส่ผักกาดขาวและพริกเสฉวนเข้าไป ทำเป็นเนื้อสไลด์ตุ๋นที่เผ็ดชาและหอมสดชื่น ซี่โครงหมูปรุงด้วยรสเปรี้ยวหวาน เสริมด้วยข้าวสวยหอมกรุ่น
ซุปไส้เล็กหญ้าใบเขียวเป็นของดับร้อน ขณะที่เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ ยังทำให้ร่างกายไม่ร้อนด้วย
เนื้อตุ๋นที่ลี่หรงทำอร่อยกว่าที่จ้าวชิงซงทำมาก กินคำใหญ่แล้วถึงอกถึงใจจริงๆ
หญ้าใบเขียวที่อยู่ในซุปไส้เล็กไม่ใช่หญ้าใบเขียวทั่วไป แต่เป็นยาจีนชนิดหนึ่ง เมื่อต้มออกมาแล้วจะมีกลิ่นยาจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้
จ้าวชิงซงยังไม่ดื่ม แค่ได้กลิ่นก็ขมวดคิ้วแล้ว “นี่อะไรเหรอครับ? กลิ่นเหมือนยาเลย”
“ใส่สมุนไพรน่ะค่ะ แค่ทำใจให้สบาย ไม่ใช่ของไม่ดีอะไรสักหน่อย”
จ้าวชิงซงดื่มหลายอึก สักพักก็เริ่มชินไปเอง
เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยที่กินอิ่มแล้วกำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเล่นของเล่นของตัวเองอยู่ข้างกาย จ้าวชิงซงก็กระตุกมุมปากอย่างชั่วร้าย แล้วป้อนซุปหญ้าใบเขียวให้เจ้าตัวน้อยด้วยช้อนเล็กท่ามกลางสายตางุนงงของลี่หรง
เจ้าตัวน้อยไม่เข้าใจอะไรเลย ไหนเลยจะรู้ว่าคนใจโฉดเป็นอย่างไร
เมื่อกลืนน้ำซุปลงไป ชั่วพริบตาที่ต่อมรับรสสัมผัสได้ถึงความขม ปากเล็กก็อ้าออกทันที แล้วแลบลิ้นเล็กที่อ่อนนุ่มออกมา
“แหวะ…” ซุปสีน้ำตาลไหลออกมาเพราะอันอันไม่ยอมกลืน ผ้ากันเปื้อนของเจ้าตัวน้อยเปียก แพขนตายาวเปื้อนน้ำตาเพราะหลับตาแน่น
“บูๆปาๆ อุวะ อุวะ” เจ้าตัวน้อยลืมตามองจ้าวชิงซงอย่างน้อยใจ ปากเล็กไม่รู้ว่าพูดอะไร
เขาเอื้อมสองมือจะกอดลี่หรง โดยที่เขายังหัวเราะอยู่ด้านข้าง
“ทำอะไรของคุณเนี่ย ตอนนี้อันอันยังกินของพวกนี้ไม่ได้นะคะ”
“ฮ่าๆๆ ก็คายแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
ลี่หรงทั้งโกรธทั้งขำ จึงอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาปลอบ จ้าวชิงซงยังคงหัวเราะอยู่ข้างๆ ลี่หรงอุ้มเจ้าตัวน้อย แล้วเอื้อมมือไปตีสามี “ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง พ่อแย่จริงๆเลย แม่จะช่วยลูกตีเขาเอง”
จ้าวชิงซงให้ความร่วมมือทำสีหน้าเจ็บปวด จึงจะปลอบเจ้าตัวน้อยได้
ทางด้านอู๋จื่อกังที่ติดต่อธุรกิจเนื้อหมูกับจ้าวชิงซงมาตลอด พวกเขาก็พบหน้ากันเป็นครั้งคราว
ลี่หรงก็รู้จักกับอู๋จื่อกังมานานแล้ว อู๋จื่อกังให้ความช่วยเหลือกิจการของลี่หรงสามีภรรยาทั้งสองไม่น้อย ไม่ว่าจะด้วยด้านใดก็ตาม ก็ต้องเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ
เดือนธันวาคม ในที่สุดจ้าวชิงซงก็สบายขึ้น หลังจากไปมาหาสู่กัน สุดท้ายก็มาถึงเวลานี้
ลี่หรงเลือกเวลา แล้วบอกความคิดให้จ้าวชิงซงฟัง ชายหนุ่มตบมืออย่างเห็นด้วย “ได้ครับ อีกไม่กี่วันผมจะเชิญหัวหน้าอู๋มากินข้าวที่บ้าน”
หลังจากอู๋จื่อกังติดต่อกับพวกลี่หรง ก็พบว่าสองหนุ่มสาวเป็นคนดี ทั้งมีสัจจะและสติปัญญา กระทำการอย่างมีหลักการไม่หน้าซื่อใจคด จึงยินดีติดต่อกับพวกเขา
ไม่อย่างนั้นอู๋จื่อกังก็คงไม่ให้ความช่วยเหลือพวกเขามากขนาดนั้น
ดังนั้นเมื่อจ้าวชิงซงเชิญเขาไปกินข้าวที่บ้าน อู๋จื่อกังก็ตอบรับในทันที
ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ลี่หรงทำอะไรไปไม่น้อย หัวหมุนไปทั้งตัวราวกับลูกข่าง
รับไข่ไก่ และก็ขายออกไป
ทำกุนเชียง และก็ขายออกไป
ยังต้องดูแลเจ้าตัวน้อยอีก
จ้าวชิงซงนัดเวลาที่อู๋จื่อกังจะมากินข้าวที่บ้าน ลี่หรงจึงรีบไปซื้อของที่สหกรณ์ในตัวอำเภอทันที
ตอนที่ 64: เชิญมาทานอาหารกลางวัน
โชคดีที่ตอนนี้ต้าหนิวกับน้องชายอยู่ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน จึงสามารถช่วยดูแลลูกน้อยให้ได้
ลี่หรงขี่จักรยานออกไปข้างนอก
หลังออกจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก และยังอยู่ในเขตทุ่งนาของหมู่บ้านต้าเจียง ลี่หรงก็พบกับหยางเต๋อเป่าและหลัวปิงที่น่าจะเพิ่งกลับมาจากธุระที่ไหนสักแห่ง
สองคนนี้จะยังอยู่ด้วยกันอีกเหรอ?
จากเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทั้งสองก็น่าจะเป็นศัตรูกันราวไฟกับน้ำไม่ใช่เหรอ?
ลี่หรงรีบปั่นอย่างรวดเร็ว คิดจะขี่เลยไปตอนที่ทั้งสองยังไม่เห็นเธอ
บางเรื่องยิ่งกลัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้นเท่านั้น หลัวปิงตะโกนเรียกลี่หรงเสียงดัง และถึงกับกางแขนเข้าขวางรถจักรยานไว้
ลี่หรงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจอด “มีอะไรเหรอ? ฉันกำลังรีบอยู่”
“พูดอย่างกับว่าเราไม่รู้จักกัน” หลัวปิงเดินเข้ามาพูดด้วยรอยยิ้ม “เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?”
ในใจลี่หรงบอกว่าพวกเราไม่ได้สนิทสนมกันตั้งแต่แรก แต่เธอกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วหลัวปิงจะยิ่งต่อความยาวสาวความยืดจึงได้แต่ระงับอารมณ์ไว้ “ไปซื้อของ เธอให้ฉันไปเถอะ ฉันรีบจริงๆ”
หยางเต๋อเป่าจับแขนของลี่หรง “หรงหรง”
“อย่าเรียกฉันแบบนั้น” ลี่หรงดึงแขนกลับมา ร่างกายสั่นงันงกราวกับว่าเธอเพิ่งสัมผัสบางอย่างที่น่าขยะแขยง พลางขมวดคิ้วพูด “ถ้าจ้าวชิงซงของฉันมาได้ยินเข้า ฉันจะอธิบายลำบาก”
“ใกล้จะตรุษจีนแล้ว ปีนี้รายงานตัวแล้วกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ได้ เธออยากกลับด้วยกันไหม?” หยางเต๋อเป่ายิ้มแล้วพูดว่า “ผมจะซื้อตั๋วให้คุณเอง”
ลี่หรงส่ายหน้าปฏิเสธ
ตลกแล้ว ถ้าอยากจะกลับ เธอกลับเองไม่ได้เชียวเหรอ?
ไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่อยู่ใกล้หยางเต๋อเป่าเด็ดขาด
ลี่หรงมองเขา “ลูกชายของฉันอายุยังไม่ถึงขวบด้วยซ้ำ พาเขาขึ้นรถไฟกลับด้วยไม่สะดวกหรอก คุณกลับไปก่อนเถอะ ส่วนฉันคงต้องรออีกสักพักหนึ่ง”
“เธอทิ้งเด็กไว้กับจ้าวชิงซงสิ” หยางเต๋อเป่าคะยั้นคะยอลี่หรง “คุณกลับบ้านครั้งล่าสุดมันผ่านมานานแค่ไหนแล้วล่ะ คุณอากับคุณน้าคงคิดถึงเธอมากแล้ว”
“หยุดพูดได้แล้ว ถ้าฉันจะกลับไปจะบอกให้จ้าวชิงซงซื้อตั๋วให้ไม่ได้เลยเหรอ ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันต้องไปแล้วจริงๆ เดี๋ยวของในร้านสหกรณ์จะหมดซะก่อน”
หยางเต๋อเป่าตกตะลึง “เธอไม่ได้รักเจ้าคนบ้านนอกนั่นจริงๆหรอกใช่ไหม?”
“คนบ้านนอกอะไร คุณดูถูกชาวนาเหรอ?” ลี่หรงไม่พอใจ “งั้นความคิดของคุณก็มีปัญหาแล้ว”
เธอกลอกตาใส่หยางเต๋อเป่า แล้วรีบปั่นจักรยานออกไป โดยไม่ชายตามองสองคนนี้อีก
“พี่ดูสิคะ ฉันเพิ่งบอกไปตะกี้ว่าลี่หรงปีกกล้าขาแข็งแล้ว เธอจะยังสนใจพี่ได้ยังไงล่ะคะ” หลัวปิงยิ้มให้หยางเต๋อเป่าอย่างประจบประแจง “พี่เต๋อเป่า ฉันต่างหากที่เหมาะสมกับพี่ที่สุด”
หลังจากที่จอดจักรยานพูดคุยแค่ไม่กี่ประโยค ลี่หรงก็รู้สึกหนาวเล็กน้อยเพราะลมหนาว หลังจากปั่นจักรยานไปสักพัก ในที่สุดร่างกายของเธอก็อบอุ่นขึ้น
เนื่องจากต้องสร้างความประทับใจให้กับอู๋จื่อกังในวันพรุ่งนี้ ลี่หรงจึงซื้อผักมาเยอะเป็นพิเศษ
เธอตื่นขึ้นมาก็ยุ่งแต่เช้า ลี่หรงรีบเข้าครัว ก่อนต้มกระดูกวัวลงหม้อ เคี่ยวจนได้ซุปสีขาวขุ่น
ใส่แค่พุทราแดงและเม็ดเก๋ากี้ ไม่ต้องใส่อย่างอื่นเพิ่มอีก เพียงเท่านี้ก็อร่อยแล้ว
อากาศหนาวเหน็บ เธอจึงตุ๋นซุปไก่ให้มีน้ำซุปสีเหลืองทอง น่ารับประทานมาก
ก่อนหน้านี้ที่ขายพะโล้ให้กับอู๋จื่อกัง ลี่หรงมองออกแต่แรกเลยว่าเขาชอบอาหารรสเผ็ด
เธอจึงเลือกทำอาหารรสเผ็ดหลายอย่าง
หมูเส้นผัดพริกหวาน ไก่ผัดเผ็ด ไส้ผัดพริก ผัดผักออซุ่น ทุกจานล้วนมีรสเผ็ด
อาหารมังสวิรัติมีเพียงสองอย่างเท่านั้น คือ เต้าหู้หม่าโผวและผัดผักกาดขาว
เมื่อรวมกับซุปอีกสองอย่างแล้ว ก็มีทั้งหมดแปดอย่าง
จากมุมมองของคนยุคสมัยใหม่อย่างลี่หรง อาหารพวกนี้ไม่ใช่อาหารมื้อใหญ่
ทว่าหากดูตามจำนวนคนในปัจจุบัน และข้อจำกัดในยุคนี้ อาหารเหล่านี้ก็นับว่าค่อนข้างหรูหรา
เมื่ออู๋จื่อกังเห็น เขาก็แปลกใจเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “บอกว่าจะมาทานข้าวกันสบายๆ แต่ทำไมต้องทำอาหารหลายอย่างขนาดนี้ล่ะครับ”
ลี่หรงยิ้ม “ไม่รู้ว่าคุณชอบทานอะไร ฉันก็เลยทำมาเผื่อหลายอย่างค่ะ ไม่ได้เยอะมาก ทานได้ตามใจเลยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าจะทานไม่หมด กลัวจะทานไม่อิ่มมากกว่าค่ะ”
“ลองชิมดูสิครับ ภรรยาของผมทำอาหารเก่ง ผู้จัดการลองชิมเถอะครับ”
“ไม่ต้องเรียกว่าผู้จัดการแล้วครับ อยู่ข้างนอก ถ้าไม่ได้คุยธุระกัน เราถือเป็นพี่น้องกันนะครับ เรียกว่าพี่อู๋ก็ได้ เพราะผมอายุมากกว่าคุณแค่เจ็ดแปดปี”
จ้าวชิงซงยิ้ม แล้วเรียกชัดถ้อยชัดคำด้วยความเคารพ “ได้ครับ พี่อู๋ จากนี้ไปพี่จะเป็นพี่ชายของผม”
ลี่หรงยิ้ม ก่อนรินเหล้าขาวให้ทั้งสอง
ตอนแรกอู๋จื่อกังคิดว่าลี่หรงทำอาหารมาเยอะเกินไป แต่เมื่อเขากัดไปคำแรก เขาก็ชื่นชมฝีมือการทำอาหารของลี่หรงไม่หยุดปาก
“นี่คือไก่หั่นลูกเต๋าผัดซอสหรือเปล่าครับ ทำไมถึงผัดได้อร่อยขนาดนี้?”
“ใช่ค่ะ เราเรียกว่าไก่ผัดเผ็ดค่ะ จะเหมือนไก่หั่นลูกเต๋าผัดซอสที่ใส่พริกเพิ่ม อร่อยนะคะ”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนทำแบบนี้ครับ”
ลี่หรงยิ้ม สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมแบบปิด อินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนา อู๋จื่อกังเป็นคนเหนือแท้ๆ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่เคยเห็นมาก่อน
คนรุ่นหลัง มีใครบ้างที่ไม่รู้จักไก่ผัดเผ็ด?
ลี่หรงรีบกินอย่างรวดเร็ว ก่อนปล่อยให้จ้าวชิงซงกับอู๋จื่อกังกินไปเรื่อยๆ ในขณะที่ดื่มเหล้าและคุยกันเสียงดัง
ลี่หรงอุ้มลูกน้อยพลางป้อนข้าวไปด้วย และพูดคุยกับพวกเขาเป็นครั้งคราว
หลังอาหารกลางวัน อู๋จื่อกังไม่ได้ออกไปทันที เขานั่งบนเก้าอี้เอนพลางพูดคุยกับจ้าวชิงซง เพื่อรอให้สร่างเมา
ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายถึงพูดจาเก่งขนาดนี้ หลังจากล้างจานแล้ว เธอก็ยกซุปเห็ดหูหนูขาวมาให้พวกเขา “พี่ใหญ่อู๋ มาค่ะ ลองทานนี่สักหน่อย เป็นของหวานค่ะ”
เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า อู๋จื่อกังกล่าวคำอำลาลี่หรงกับสามี แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน ไม่อย่างนั้นจะมืดเสียก่อน และยังมีหิมะปกคลุมเต็มถนนด้วย เวลาขี่จักรยานจะมองเห็นถนนได้ยาก ทำให้ลื่นไถลได้ง่ายและไม่ปลอดภัย
ลี่หรงเก็บกุนเชียงให้อู๋จื่อกัง “พี่ใหญ่อู๋ ช่วยเอาไปฝากพี่สะใภ้ให้หน่อยนะคะ กุนเชียงชิ้นนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ล่วงหน้า ไว้เจอกันปีหน้านะคะ”
จ้าวชิงซงไปส่งเขาออกจากหมู่บ้าน เมื่อกลับมา ชาวบ้านหลายคนก็เห็นเข้า จึงถามเขาว่า “คนใหญ่คนโตนั่นเป็นใครเหรอ หรือว่าเป็นเพื่อนในกองทัพ?”
อู๋จื่อกังแต่งตัวเรียบร้อย แต่เขาไม่ได้หวีผมจนมันเงาตามปกติ เมื่อเขาไม่ได้จัดทรงผม เขาก็ดูเด็กลงหลายปี จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกชาวบ้านจะคิดเช่นนั้น
จ้าวชิงซงยิ้มให้ก่อนจะพูดเฉไฉ โดยไม่บอกตัวตนของอู๋จื่อกัง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็น
เนื่องจากกำลังคิดถึงเรื่องต่างๆที่บ้าน จ้าวชิงซงจึงไม่ได้อยู่คุยกับพวกชาวบ้านนานนัก หลังจากพูดไปไม่กี่คำ เขาก็หาข้ออ้างขอตัวกลับบ้าน
จึงไม่ได้ยินความคิดเห็นของพวกชาวบ้านที่มีต่อเขา
“เจ้ารองจ้าวมีชีวิตที่ดีจริงๆ ถึงขาจะใช้การไม่ได้ดี แต่ก็ยังได้แต่งงานกับผู้หญิงสวยขนาดนี้ ได้รู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย และไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำงานก็ตาม”
“ใช่ไหมล่ะ ผู้ชายคนเมื่อกี้ดูเหมือนนายทหารเลย หรือว่าจะเป็นพี่ชายของยุวชนลี่?”
“เป็นไปไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ดูสง่าน่าเกรงขาม มองปราดแรกก็รู้เลยว่าเป็นคนมีการศึกษา”
“สง่าน่าเกรงขามอะไร นั่นเรียกว่าสุภาพเรียบร้อยต่างหาก! ฮ่าๆๆ”
“ให้ตายเถอะ ฉันก็พูดตามที่ยุวชนพูดนั่นแหละ”
“จำมาผิดแล้ว”
เมื่อจ้าวชิงซงกลับบ้าน ลี่หรงเพิ่งเก็บชามซุปเห็ดขาวไป
เขาเดินไปหยิบชามจากมือลี่หรง “บอกแล้วว่าผมจะล้างจานเอง คุณไม่ต้องทำหรอกครับ”
หญิงสาวมีความสุข “มีแค่ไม่กี่ใบเองค่ะ”
“คุณทำอาหารเหนื่อยแล้ว ต่อไปให้ผมล้างจานเองนะครับ วันนี้พี่อู๋มา ผมเลยไม่ค่อยได้คุยกับคุณเลย จานชามกองโตพวกนี้ ปล่อยให้ผมล้างเถอะครับ”
จ้าวชิงซงล้างจาน แล้วใส่ฟืนลงไปในเตาเพื่อต้มน้ำอาบ
เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จ ทั้งยังตบท้ายด้วยซุปเห็ดหูหนูขาวอีก ทำให้อาหารในท้องยังย่อยไม่หมด
ทั้งสองอิ่มจนไม่คิดถึงอาหารเย็นอีก
ตอนที่ 65: ไปบ้านเจิ้งเต๋อหยาง
จัดการเรื่องบัญชีของฟาร์มสุกร
จ้าวชิงซงจ่ายค่าจ้างและอั่งเปาปีใหม่ให้กับคนงาน จากนั้นจึงจัดการประชุมเพื่ออธิบายเรื่องนี้
“ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีนะครับ ปีนี้ผมเอาลูกหมูมาเลี้ยงเยอะมาก ทำให้เรามีงานต้องทำในช่วงปีใหม่ ใครอยากอยู่เลี้ยงหมูก็บอกได้นะครับ เพราะเราต้องให้อาหารหมูในวันปีใหม่ด้วยครับ”
เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้จากปีที่แล้ว จ้าวชิงซงจึงซื้อลูกหมูชุดหนึ่งก่อนปีใหม่ปีนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะขายเนื้อหมูได้ตลอดทั้งปี
มีหมูก็หมายถึงมีงานต้องทำ
มีงานต้องทำก็หมายถึงมีเงิน
คนงานหลายคนพร้อมทำงาน
นั่นหมายถึงต้องเลี้ยงหมูช่วงปีใหม่
หลังจากทำงานหนักมาทั้งปี ในที่สุดก็ต้องรอจนถึงปีใหม่ถึงจะได้พักผ่อน ไม่ว่าใครก็อยากอยู่บ้านกับครอบครัวทั้งนั้น
คนงานที่มีอายุมากไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เพราะเลือกกลับบ้านไปเฉลิมฉลองปีใหม่
ส่วนพวกที่อายุน้อย ก็เฝ้ารอให้ถึงปีใหม่ เพราะจะได้พักผ่อนให้เต็มที่
จ้าวชิงซงเข้าใจพวกเขาดีและไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่าเป็นเรื่องของความสมัครใจ แล้วยังบอกด้วยว่า “ค่าจ้างสำหรับคนที่อยู่ทำงานในช่วงปีใหม่ เป็นสามเท่าของค่าจ้างปกติครับ”
สามเท่า!
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ทุกคนก็ตกตะลึง
ความตกใจบนใบหน้าของคนงาน ฉายให้เห็นได้ชัดเจน
จ้าวชิงซงยิ้ม “แค่ประมาณสิบวันเท่านั้น ว่ายังไงครับ มีใครอยากอยู่ทำต่อบ้าง”
“ผมจะอยู่ครับ!” คนงานวัยสามสิบตอบเป็นคนแรก
จากนั้นหลายคนก็ดีใจที่จะได้อยู่ทำงานต่อ
จ้าวชิงซงจดชื่อของพวกเขาไว้ ส่วนคนที่ไม่อยู่ก็สามารถกลับบ้านก่อนได้
จ้าวชิงซงจำเป็นต้องจัดหน้าที่ใหม่ให้คนที่จะอยู่ทำงานต่อ...
มีการจ่ายค่าจ้างให้พวกลูกน้อง แล้วส่วนหนึ่งก็แบ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายรายวัน สำหรับการดำเนินกิจการฟาร์มสุกร ส่วนที่เหลือแบ่งให้จ้าวชิงซงและเพื่อนๆที่เป็นหุ้นส่วนหลายคน
สวีฟู่ได้รับมากกว่าเจ็ดพัน ซึ่งเยอะกว่าปีที่แล้วสามพัน เขามีความสุขมากจนอดพูดไม่ได้ว่า “พี่จ้าว พี่คือสวรรค์มาโปรดของผมเลยครับ!”
จ้าวชิงซงยิ้ม “ช่วงครึ่งปีแรกไม่มีหมู ไม่งั้นเราคงจะทำเงินได้เยอะกว่านี้ แล้วหมูรุ่นก่อนก็ยังได้ร่วมมือจากคนมีอำนาจด้วย ก็เลยทำให้หมูขายได้ราคาดีครับ”
เจิ้งเต๋อหยางพยักหน้าด้วยความชื่นชม “ถูกต้องแล้วน้องจ้าว โลงศพของผมประดับด้วยทองคำได้แล้ว มองคนไม่ผิดจริงๆ อีกไม่นานก็จะปีใหม่แล้ว พรุ่งนี้ทุกคนมากินมื้อเย็นที่บ้านผมกันเถอะ ผมจะเตรียมอาหารอร่อยไว้ให้”
“ได้เลยครับ”
“ฮิๆ ทำเงินได้เยอะขึ้นในปีหน้าอีกงั้นเหรอ…” สวีฟู่ฝันหวานขณะนับเงินในมือ
จ้าวชิงซง “แน่นอนอยู่แล้ว ขอแค่กล้าที่จะลงมือ เงินทองก็จะหลั่งไหลเข้ามา”
“อ๋อ! ใช่แล้ว พวกคุณพาครอบครัวมาทานอาหารเย็นด้วยกันได้นะ”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมจะกลับไปคุยกับภรรยาที่บ้านก่อนนะครับ ผมมีลูกเล็กที่บ้าน ปล่อยให้เขาอยู่ที่บ้านคนเดียวไม่ได้น่ะครับ”
“จะเป็นอะไรไป ก็พาเด็กน้อยมาด้วยเลยสิครับ”
สวีฟู่เกาหัวด้วยความเขินอาย “ลูกของพี่จ้าวคลานได้แล้ว แต่ผมยังไม่มีใครเลย”
“ฮ่าๆๆ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ยิ่งต้องมาเลยครับ” เจิ้งเต๋อหยางตบไหล่สวีฟู่ “ผมจะแนะนำสาวให้รู้จัก”
ดวงตาของสวีฟู่เป็นประกาย “งั้นก็ขอบคุณล่วงหน้าครับคุณอา!”
เมื่อกลับถึงบ้าน จ้าวชิงซงก็บอกลี่หรงว่าเกิดอะไรขึ้น
ลี่หรงกำลังเล่นกับลูกน้อยในอ้อมแขนของเธอ หลังจากได้ฟังแล้ว เธอก็เหลือบมองเขา แล้วถามว่า “ทำไมคุณไม่ชวนเพื่อนๆของคุณมาทานอาหารเย็นที่บ้านเราล่ะคะ?”
“มีคนเยอะเกินไปครับ ทุกคนในฟาร์มสุกรจะมากินข้าวร่วมกันทั้งที จะไม่เหนื่อยแย่เหรอครับ?” จ้าวชิงซงเล่นกับอันอัน “คุณจะไปด้วยไหมครับ?”
“ไปสิคะ ทำไมจะไม่ไป” ลี่หรงลูบหน้าอกของเด็กน้อย “พาอันอันของเราไปด้วยค่ะ”
ก่อนออกจากบ้าน ลี่หรงขอให้จ้าวชิงซงเตรียมของฝากด้วย ใช้กระดาษมันห่อกุนเชียงตากแห้งที่บ้านหลายจิน แล้วเพิ่มนมมอลต์ไปอีกหนึ่งกระป๋อง ก็เป็นอันเรียบร้อย
หมู่บ้านที่ครอบครัวของเจิ้งเต๋อหยางอาศัยอยู่นั้น อยู่เกือบจะถึงอำเภอ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอ และอยู่ค่อนข้างไกลจากหมู่บ้านต้าเจียง
รถโดยสารมาไม่ถึง
จ้าวชิงซงจึงตัดสินใจเอาเทียมเกวียนวัวไป
ลี่หรงห่อเด็กน้อยไว้แน่น ผ้าทั้งด้านในและด้านนอกรวมเป็นสามชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้โดนลมหนาวทำให้ใบหน้าอันอ่อนโยนของเขาแตก และเธอยังทาครีมให้เขาด้วย
หลังจากแต่งตัวเสร็จ เธอก็หอมแก้มเด็กชายตัวน้อย ที่ยอมให้แต่งตัวอย่างเชื่อฟัง
ลี่หรงทาครีมให้ตัวเอง สักพักจึงสังเกตว่าใบหน้าของชายหนุ่มนั้นแห้งแตก เธอจึงทาให้เขาด้วย
เด็กน้อยถูกผ้าห่อไว้แน่น จึงไม่เข้าใจถึงความหนาวเย็น แม้ว่าลี่หรงจะกอดเขาไว้ เขาก็ยังเตะขาไปมา พยายามจะเอื้อมมือไปแตะวัว
ลี่หรงกล่อมเขาให้อยู่นิ่ง ในขณะที่ทำความรู้จักกับเจิ้งเต๋อหยางผ่านจ้าวชิงซง
“เรียกว่าอาเจิ้งเหมือนผมก็ได้ครับ พวกเขาสองคนคงจะชอบอันอันมาก” จ้าวชิงซงหยุดไปครู่หนึ่ง “อาเจิ้งใจดีกับผมมาก เขาช่วยเหลือผมไว้สมัยที่ยังเป็นทหาร ต่อมาเขาก็เอาเงินมาช่วยลงทุนทำฟาร์มสุกรด้วยครับ”
เมื่อครอบครัวของจ้าวชิงซงมาถึง สวีฟู่และซ่งเซียนผิงก็มาถึงแล้วเช่นกัน ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งอยู่บนเตียงเตาในห้องโถงกับเจิ้งเต๋อหยาง พลางดื่มชาร้อน
ภรรยาของเจิ้งเต๋อหยางออกมาจากห้องครัวพอดี จึงเปิดประตูต้อนรับพวกเขา ขณะเดียวกัน เธอก็ตะโกนเข้าไปในห้องด้านหลัง “เหล่าเจิ้ง เสี่ยวจ้าวมาแล้ว”
เจิ้งเต๋อหยางและคนอื่นๆได้ยินเสียง จึงพูดออกมาเสียงดัง “มาแล้วเหรอ?”
จ้าวชิงซงทักทายพวกเขา และพบว่าพวกเขามาช้าที่สุด เขารีบพยุงภรรยากับลูกลงมาก่อน จากนั้นจึงกล่าวขอโทษเจิ้งเต๋อหยาง “อาเจิ้ง ขอโทษนะครับ ผมมาสายซะแล้ว”
“ยังไม่สายเกินไป ยิ่งมีลูกน้อยยิ่งต้องเดินทางระวัง”
“นี่คือพี่สะใภ้เหรอครับ?” สวีฟู่ที่อายุน้อยกว่าถามตามตรงไม่อ้อมค้อม “พี่สะใภ้สวยมากครับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่จ้าวเก็บซ่อนไว้อย่างดี”
ลี่หรงยิ้ม “พูดชมเกินไปแล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงเหลือบมองสวีฟู่ “ฉันไม่ได้ซ่อนซะหน่อย”
“ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว” สวีฟู่มองเข้าไปในอ้อมแขนของลี่หรง “นี่คือหลานชายของผมใช่ไหม เขาหลับอยู่หรือเปล่าครับ?”
“ไม่หลับค่ะ ฉันกลัวเขาถูกลมพัดก็เลยเอาผ้ามาคลุมเอาไว้ค่ะ”
ลี่หรงเปิดผ้าคลุมเด็กน้อยออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆน่ารักน่าชัง
เด็กชายตัวน้อยดูดนิ้วหัวแม่มือตัวเอง แล้วมองคนตัวสูงด้วยตาแป๋วสดใส
ลูกชายของอาสะใภ้เจิ้งยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ไม่ได้อยู่กับพวกเธอ เขาอาศัยอยู่ในเมือง จะกลับมาทานอาหารเย็นในช่วงวันหยุดเท่านั้น สองสามีภรรยาจึงคิดถึงลูกชายอยู่เป็นทุนเดิม
หลายคนเข้ามาดูเด็กน้อยในห่อผ้า ตากลมโตสีดำของอันอันจ้องมองกลับมา ขณะยิ้มยิงฟันน้ำนมที่กำลังงอกให้ผู้ใหญ่ที่จ้องมองเขา เจ้าตัวน้อยไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย
“เด็กน้อยคนนี้น่ารักจริงเชียว” อาสะใภ้เจิ้งขยับมือ เธออยากจะอุ้มเด็กน้อยเหลือเกิน แล้วพูดว่า “เข้ามากันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะยกอาหารเย็นมาแล้ว”
สวีฟู่ยังคงสนใจเด็กน้อย เขาถามลี่หรงว่าให้เขาอุ้มได้หรือเปล่า
ลี่หรงตอบว่าแน่นอน แล้วส่งอันอันเข้าไปในอ้อมแขนของสวีฟู่ ปล่อยให้พวกเขาพูดคุยหยอกล้อกัน จากนั้นจึงไปช่วยงานในห้องครัว
จะให้แขกทำอาหารเองได้อย่างไร?
เจิ้งเต๋อหยางหยุดลี่หรงไว้ แต่ถูกจ้าวชิงซงขัด “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ อาสะใภ้ต้องเหนื่อยถ้าทำงานคนเดียว ให้เธอช่วยเถอะครับ”
“โถ่! สาวน้อย เธอเข้ามาทำไมกัน?” อาสะใภ้เจิ้งถาม เมื่อเห็นลี่หรงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้ามา
“ฉันมาดูว่าจะช่วยหยิบจับอะไรได้บ้างค่ะ ยังไงฉันก็ไม่ได้เข้าไปร่วมสนทนากับพวกผู้อาวุโสอยู่แล้วค่ะ”
อาสะใภ้เจิ้งขัดเธอไม่ได้ จึงขอให้หญิงสาวช่วยใส่ฟืนในเตา
ลี่หรงมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ดูไม่เหมือนผู้หญิงที่มีลูกแล้ว เธอทำงานด้วยมือเท้าที่คล่องแคล่วว่องไว ถูกใจอาสะใภ้เจิ้งมาก
หลังจากใส่น้ำลงในหม้อและเคี่ยวผักแล้ว อาสะใภ้เจิ้งก็ปิดฝาไว้ เพื่อที่จะได้พักสักหน่อย แล้วถามลี่หรงว่า “ได้ยินมาว่าเธอคือยุวชนที่มาอยู่ชนบทเหรอ แล้วมาจากไหนล่ะ?”
“เมืองหลวงค่ะ”
ตอนที่ 66: สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ
“หืม! เธอมาจากเมืองใหญ่เหรอ ถ้างั้นเธอคงได้เจอท่านประธานแล้วใช่ไหม?”
“ยังไม่เคยเจอท่านประธานเลยค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “แต่เคยไปจัตุรัสเทียนอันเหมินนะคะ”
“ดีจังเลย” อาสะใภ้เจิ้งถอนหายใจ “อยู่ชนบทคงจะลำบากมากใช่ไหม?”
“ก็ดีนะคะ ฉันแต่งงานกับจ้าวชิงซง หลังมาที่ชนบทได้ไม่นาน” ลี่หรงเม้มปาก “เขาไม่ค่อยอยากให้ฉันทำงานด้วย ตอนนี้ก็เลยว่างอยู่ค่ะ”
“เสี่ยวจ้าวเป็นเด็กฉลาด ถึงเธอจะไม่ได้ทำงาน เขาก็ดูแลภรรยาได้เพราะเขาเก่งมาก เหล่าเจิ้งของอาก็ยังได้เงินเพราะทำงานกับจ้าวชิงซงของเธอด้วย อีกไม่นานวันชื่นคืนสุขของเธอก็จะมาถึงแล้วล่ะนะ”
ลี่หรงยิ้ม “หวังว่าจะเป็นแบบนั้นค่ะ”
อาสะใภ้เจิ้งทำตุ๋นหม้อไฟ กินกับแผ่นแป้งอร่อยอย่าบอกใครเชียว
หลังจากหม้อใบใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะ อาสะใภ้เจิ้งก็เรียกทุกคนให้มากินข้าว
พวกผู้ชายได้ยินเสียงเรียก จึงรีบเข้ามานั่ง ลี่หรงไม่เห็นอันอันจึงถามจ้าวชิงซงว่า “อันอันอยู่ไหนคะ?”
จ้าวชิงซงบุ้ยปากไปทางห้องด้านหลัง “หลับไปแล้วครับ อุ้มไปไว้ในห้องแล้ว”
“อ๋อ… งั้นเดี๋ยวจะไปเตรียมข้าวไว้ให้เขาก่อนนะคะ” ลี่หรงถืออาหารเสริมไว้ในมือ แล้วหันกลับไปที่ห้องครัว เพื่อเอาไปอุ่นในหม้อ
อาสะใภ้เจิ้งจึงบอกให้ลี่หรงรีบมานั่งกินข้าวหลังจากป้อนอาหารเจ้าตัวน้อยแล้ว
ที่โต๊ะอาหารเย็น พวกผู้ชายมักจะคุยกับผู้ชายด้วยกันเกือบตลอดเวลา ส่วนลี่หรงกับอาสะใภ้เจิ้งก็คุยกันตามประสาผู้หญิง
สวีฟู่ดื่มเหล้าไปสองสามแก้ว แล้วบอกให้พี่ใหญ่แนะนำพี่สะใภ้ใหญ่ให้ทุกคนรู้จัก
“อีกสักพักอาจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักแน่นอน” เจิ้งเต๋อหยางพูดด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่านึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปหาซ่งเซียนผิง แล้วถามว่า “น้องซ่ง ทำไมไม่พาภรรยามากินข้าวเย็นด้วยกันล่ะ?”
“หืม? เธอไปบ้านน้องสาวครับ เลยไม่ได้มาด้วย”
หลังมื้ออาหาร ลี่หรงก็ช่วยเก็บจานชามออกไป
อาสะใภ้เจิ้งกลัวว่าลี่หรงจะช่วยล้างจาน เธอก็เลยเอาจานใส่หม้อไว้ก่อน เพื่อรอให้แขกออกไปก่อนจึงค่อยล้างจาน
อันอันตื่นขึ้นมาร้องไห้จ้า ลี่หรงจึงอุ้มปลอบเด็กน้อย ก่อนจะป้อนข้าว
อาสะใภ้เจิ้งมองด้วยใบหน้าเอ็นดูเจ้าตัวเล็ก “โอ๋ๆ หลานชายที่รัก กินให้อร่อยนะจ๊ะ”
“อะงืม…” อันอันอมโจ๊กคำใหญ่จนแก้มป่อง ขณะยิ้มให้อาสะใภ้เจิ้ง ซึ่งทำให้เธอแทบละลายเพราะความน่ารัก
จ้าวชิงซงกำลังดื่มชา พลางมองไปที่อันอันเป็นครั้งคราว สายตาผู้เป็นพ่ออ่อนโยนมาก
หลังจากที่เจ้าตัวเล็กกินอิ่มแล้ว ก็นั่งเล่นบนเตียงเตาอยู่นาน
พวกจ้าวชิงซงนั่งดื่มชากัน จนถึงตอนนี้ทุกคนก็ยังไม่ง่วง แต่เมื่อเห็นว่านี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเขาจึงกล่าวลาเจิ้งเต๋อหยาง แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
อาสะใภ้เจิ้งลังเลใจมากที่จะปล่อยเจ้าตัวเล็กไป เธอจับแก้มเล็กๆของเขาอย่างเบามือ แล้วบอกให้พวกเขาเดินทางปลอดภัย
หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลี่หรงถอดเสื้อผ้าลูกออก ก่อนพาลูกชายไปอาบน้ำ เธอจึงพบว่ามีอั่งเปาอยู่ในอกเสื้อของเด็กน้อย
ลี่หรงนำไปให้จ้าวชิงซงดูด้วยความประหลาดใจ “เงินห้าหยวนค่ะ”
“เก็บไว้เถอะครับ” จ้าวชิงซงเชิดคาง “เงินไม่ได้เยอะแยะอะไร”
ลี่หรงกลอกตามองเขา เดี๋ยวนี้เขารู้สึกว่าเงินห้าหยวนไม่ใช่เงินเยอะแล้ว
เธอก้มลงหอมแก้มอันอัน “นี่คืออั่งเปาซองแรกสำหรับวันปีใหม่แรกของอันอัน แม่จะเก็บไว้ให้ลูก ตกลงไหม?”
เจ้าตัวเล็กจะเข้าใจสิ่งที่ลี่หรงพูดยาวๆ ชัดเจนได้อย่างไร เจ้าตัวเล็กทำเพียงยิ้มโชว์ฟัน แล้วตบมือตะโกนว่า “แม่…”
ในวันที่หิมะตก ลี่หรงจะอาบน้ำให้ลูกทุกๆสองสามวันเท่านั้น
ทุกครั้งที่อาบน้ำ จ้าวชิงซงจะวางเตาถ่านไว้ข้างๆเสมอ เพื่อไม่ให้เด็กน้อยหนาวจนเหมือนถูกแช่แข็ง
ในปีนี้ยุวชนหลายคนกลับบ้านไปเฉลิมฉลองปีใหม่ ศูนย์ยุวชนในชุมชนจึงเงียบเหงา
ลี่หรงไม่คิดจะกลับบ้าน เหตุผลแรกก็คือลูกยังเด็กเกินไป จึงไม่สะดวกที่จะอยู่บนรถไฟเป็นเวลาหลายวัน
เหตุผลที่สองคือหลังปีใหม่คือปี1977 จากความทรงจำเรื่องประวัติศาสตร์ของเธอ ลี่หรงรู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ในปี1977
เธอคิดว่าจะกลับไปตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย
มีขนมของขวัญปีใหม่มากมายถูกส่งมาจากเมืองหลวง รวมถึงอั่งเปาให้หลานชายที่มีชื่อของพี่ชายแต่ละคนเขียนเอาไว้ด้วย
ลี่หรงเปิดอั่งเปา ปรากฏว่านับรวมกันได้เกือบหนึ่งร้อยหยวน
ยังไม่ถึงปีใหม่ เจ้าตัวน้อยก็ได้รับเงินอั่งเปามากมาย
ลี่หรงเก็บเงินอั่งเปาของเจ้าตัวน้อยไว้ในถุง “นี่เป็นกองทุนไว้ให้แม่เลี้ยงลูกไงล่ะ ฮ่าๆ”
“แม่…อีก…”
“กินสิลูก” ลี่หรงหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่ง มาวางในมือของเจ้าตัวเล็ก ให้เขาแทะเล่น
จ้าวชิงซงกลับมาจากข้างนอก แล้วเห็นลี่หรงนั่งนับเงินอยู่ข้างๆ เขาจึงยิ้ม “อั่งเปาที่พวกพี่ใหญ่ให้มาเหรอครับ?”
ลี่หรงขมวดคิ้ว แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ “อันอันน่ารักน่าเอ็นดู ลุงสามคนให้อั่งเปาเขาหมดเลย เขาสามารถหาเงินได้มากมายจากการรับซองอั่งเปาทุกปีเลยนะเนี่ย”
เธอก้มลงหอมแก้มอันอัน
อันอันเงยหน้าขึ้นแล้วกะพริบตา แม้ว่าไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงยิ้ม แต่เขาก็รู้สึกถึงความรักอันอ่อนโยนของแม่ หลังจากถูกหอมแก้ม เจ้าตัวเล็กยิ้มแย้มแจ่มใส
และยังมีจดหมายที่ครอบครัวของลี่หรงส่งมาด้วย โดยพ่อของลี่หรงบอกกับเธอว่า ชายคนนั้นกลับมาที่รัฐบาลกลางแล้ว และได้ออกนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษาบางประการ และเสนอให้ดำเนินการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อ แม้ว่าจะยังไม่มีการออกนโยบายเฉพาะ แต่ก็รู้ได้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งแน่นอน
คุณพ่อลี่เขียนจดหมายมาบอกด้วยความเป็นห่วง บอกให้ลี่หรงตั้งใจเรียน
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจ เธอไม่คาดคิดว่าตระกูลลี่จะได้ยินข่าวล่วงหน้าแล้ว และขอให้เธอเตรียมตัวให้พร้อม
คุณพ่อลี่ทำงานในธนาคาร พี่ชายน่าจะบอกข่าวนี้ให้เขาฟัง
ลี่หรงจำได้ว่าในหนังสือต้นฉบับ นางเอกไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่าตอนนั้นมีจดหมายดังกล่าวหรือไม่
จดหมายฉบับนี้ช่วยลี่หรงได้มาก
ลี่หรงบอกกับจ้าวชิงซง ถึงความเป็นไปได้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง จากนั้นเธอก็จะเตรียมตัวสอบอย่างตั้งใจ
หากไม่มีจดหมายฉบับนี้ ลี่หรงคงต้องหาข้ออ้างมาบอกจ้าวชิงซง ว่าเธอต้องการทบทวนความรู้เผื่อวันข้างหน้า ทว่าตอนนี้ ด้วยจดหมายนี้ เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก
จ้าวชิงซงถามเธอว่า “คุณอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อเหรอครับ?”
“แน่นอนค่ะ” ลี่หรงพยักหน้า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ไม่ว่าจะทำอะไรในอนาคต ฉันหวังว่าฉันจะได้เรียนต่อค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องสอบสินะครับ” จ้าวชิงซงตัดสินใจ “หลังปีใหม่ ผมจะซื้อหนังสือให้คุณครับ”
“ขอบคุณค่ะ” หลังจากได้รับการสนับสนุนจากชายหนุ่ม หญิงสาวก็รู้สึกอบอุ่นในใจ ก่อนโน้มตัวไปหอมแก้มอีกฝ่าย
“เอ๊ะ!” จู่ๆ ลี่หรงก็พูดขึ้นมา “คุณก็สอบด้วยกันสิคะ เราจะได้ไปเมืองหลวงด้วยกัน”
ทันใดนั้นใบหน้าของจ้าวชิงซงก็หม่นลง “อย่าเลยครับ ผมดูเหมือนคนอยากอ่านหนังสือตรงไหนกัน แล้วผมก็ไม่ได้อ่านมาสองสามปีแล้ว ภรรยา คุณยกโทษให้ผมได้ไหมครับ?”
พรืด!
ลี่หรงหัวเราะ เมื่อเห็นว่าเขาปฏิเสธจริงๆ เธอจึงพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นจะให้ฉันอ่านคนเดียวเหรอคะ?”
“ใช่ครับ” จ้าวชิงซงหยอกล้อลูกชาย แล้วตอบอย่างสบายๆ
ลี่หรงเลิกคิ้ว จงใจหยอกเขา “คุณไม่กลัวว่าฉันจะได้พบกับคนที่ดีกว่าในมหาวิทยาลัยเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว มองเธอ แล้วกอดลี่หรงที่กำลังยิ้มยั่วเขาด้วยแขนข้างหนึ่ง “คุณกล้าเหรอครับ! ผมจะไม่ว่าคุณ แต่ผมจะฆ่าเจ้าบ้าพวกนั้น”
“... ก็ฉันเห็นคุณดูไม่ร้อนใจเลยนี่คะ”
“ได้โปรดเถอะครับภรรยา ยกโทษให้ผมเถอะนะครับ สามีของคุณเรียนไม่เก่งจริงๆ ครอบครัวเราอยากให้คุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคนเดียวพอแล้วครับ” จ้าวชิงซงก้มหน้ามองอันอัน “แต่ในอนาคต บางทีอันอันอาจจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย ผมจะรับผิดชอบเรื่องหาเงินให้เองครับ”
“ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องกังวลครับ ถ้าคุณเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ผมจะพาอันอันไปด้วย จะได้คอยจับตาดูคุณได้ตลอดทั้งวัน”
ลี่หรงประหลาดใจเล็กน้อย เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร แต่จ้าวชิงซงมีความคิดที่จะย้ายไปอยู่ในเมืองด้วยตัวเองแล้ว
บทที่ 67: ปีใหม่ สมาชิกหน้าใหม่
ทั้งสองคิดตรงกัน ด้วยเหตุนี้ลี่หรงจึงรู้สึกดีใจ และมีแรงใจพรั่งพรูไม่ขาดสาย
จากนี้ไปทั้งสองจะพยายามด้วยกันให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพียงวาดฝันก็รู้สึกราวเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“รีบนอนเร็วเข้าเถอะครับ พรุ่งนี้ตื่นมามีงานยุ่งอีก” จ้าวชิงซงวางเจ้าตัวเล็กลง แล้วพูดเร่งลี่หรง
วันส่งท้ายปีกลับมาอีกครั้ง วันนี้ลี่หรงยุ่งอยู่กับงาน จึงให้เอ้อร์หนิวพาเจ้าตัวน้อยไปเล่นระหว่างเธอทำงาน
ลี่หรงเตรียมผักกับพวกแม่จ้าวและเหอซิ่ง ทำไปได้ครึ่งหนึ่ง จ้าวชิงซงก็กลับมาจากข้างนอกพร้อมกับปลาสองสามตัวในมือ
“ตรุษจีนยังมีคนขุดน้ำแข็งเพื่อตกปลาในแม่น้ำอยู่อีกเหรอคะ” ลี่หรงถาม ขณะกำลังล้างไก่ ก่อนถอนขนที่สกปรกด้านบนออก
“อื้ม วันนี้อากาศดี แสงอาทิตย์ทำให้อากาศอบอุ่นครับ” จ้าวชิงซงเอาปลาลงในกะละมัง “เดี๋ยวผมไปช่วยพวกพี่ใหญ่ทำกำแพงล้อมก่อนนะครับ”
“ระวังตัวด้วยนะคะ อย่าตามพวกพี่ใหญ่ขึ้นไปทำด้านบนล่ะ”
“รู้แล้วครับ ผมจะช่วยส่งของอยู่ด้านล่าง”
เหตุเป็นเพราะหิมะตกหนักเมื่อปีก่อน ทำให้กำแพงดินอายุหลายปีของบ้านตระกูลจ้าวถล่ม พวกเขาจึงใช้โอกาสที่ไม่ได้ทำงานช่วงตรุษจีนมาซ่อมกำแพง จ้าวเจี้ยนกั๋วเตรียมสร้างใหม่กับลูกชายทั้งสองคน ไม่อย่างนั้นหากลมพัดเข้ามาในบ้าน อากาศภายในจะหนาวเย็นยิ่งกว่าเดิม
ลี่หรงใช้มือที่มีกลิ่นคาวจากที่ทำไก่เมื่อครู่ หยิบไก่ไปต้มในหม้อให้เหอซิ่งช่วยดู ก่อนจะไปจัดการปลาในกะละมังต่อ
ปลาตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ ตัวหนึ่งประมาณหนึ่งหรือสองจินได้
ลี่หรงขูดเกล็ดปลาออกและฝ่าเครื่องในออกมาล้าง หลังจากจัดการจนสะอาดแล้ว ก็ค่อยใช้มีดบั้งเนื้อปลา ก่อนใส่ต้นหอม กระเทียม ขิงและเหล้าขาวเข้าไปหมักปลาทั้งสองตัว
ที่เหลืออีกตัวหนึ่ง เธอเลาะเอากระดูกปลาออก ก่อนสับให้เป็นเนื้อปลาบด แล้วเติมแป้งเข้าไปทำเป็นลูกชิ้นปลา
จากนั้นก็ใช้เนื้อหมูทำด้วยวิธีการเดียวกัน ทำเป็นลูกชิ้นเนื้อหมู แล้วลวกลงในน้ำเดือดอีกรอบ
ลูกชิ้นใส่ลงในซุปกระดูกวัว กลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติอร่อยล้ำ
ผักสดใหม่ช่วงตรุษจีน มีเพียงผักกาดขาวกับฟักเขียวเท่านั้น
ผัดกาดขาวเคี่ยววุ้นเส้น ฟักเขียวผัดหั่นชิ้น และนำฟักเขียวหั่นครึ่งก้อนลงไปต้มในน้ำซุปเนื้อเป็ด
ลี่หรงชอบข้าวสวย ถึงจะทำขนมแป้งทอดเนื้อนุ่มและหมั่นโถวแล้ว ก็ยังหุงข้าวครึ่งหม้อเพิ่มด้วย
ผู้ชายทั้งสามช่วยกันซ่อมกำแพงด้านนอกที่ถล่ม เพียงครึ่งวันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ลี่หรงเป็นคนผัดอาหารเสียส่วนใหญ่ มีน้องสะใภ้ทำอร่อย พี่สะใภ้อย่างเหอซิ่งเพียงเป็นลูกมืออยู่ข้างๆอีกฝ่าย
ลี่หรงใส่น้ำมันลงในหม้อ แล้วโรยเกลือลงไปหน่อย
เหอซิ่งมองอย่างแปลกใจ “ยังไม่ได้ใส่ปลาเลย ทำไมถึงใส่เกลือแล้วล่ะ?”
ลี่หรงอธิบาย “ใส่เกลือลงไปก่อน เวลาทอดปลาจะได้ไม่ติดหม้อค่ะ”
ทอดปลาในน้ำมันกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง
เมื่อไม่มีมะเขือเทศสด ลี่หรงจึงใช้ซอสมะเขือเทศที่ตัวเองต้มก่อนหน้านี้ มาทำเป็นซอสผัก แล้วเทลงบนปลาที่ทอดเสร็จแล้ว
ทุกคนในบ้านนั่งล้อมกันพร้อมหน้าพร้อมตา
อันอันถูกวางลงบนเตียงเตาด้านข้าง นั่งเล่นกับตัวเองไปพลาง
เจ้าตัวน้อยมองเห็นทุกคนนั่งอยู่ด้านนั้น ก็เอื้อมมือจะคลานออกมาด้านนอก อยากเข้าไปนั่งด้วย ปากก็ร้อง ‘หม่ำ… แมะ’
แม่จ้าวอุทานอย่างเอ็นดู แล้วเดินเข้าไป “เดี๋ยวย่าอุ้มนะหลานรัก ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง”
จ้าวชิงซงรั้งแม่จ้าวไว้ “แม่ไปนั่งกินข้าวเถอะ ผมอุ้มลูกเองครับ”
เมื่อเจ้าตัวน้อยถูกอุ้มจึงหยุดสะอื้น หากแต่น้ำยังคลออยู่บนแพขนตายาว รอยชื้นทำให้ดวงตาดำเป็นประกายยิ่งขึ้น
เด็กน้อยพลันตบมือด้วยความดีใจ ดวงตากลมโตมองอาหารบนโต๊ะ
“ฉันอุ้มเองดีกว่านะคะ” ลี่หรงเอื้อมมือไป
จ้าวชิงซงเบี่ยงตัวออก ก่อนวางอันอันลงบนต้นขา แล้วจับเขาด้วยมือเดียว “ไม่เป็นไรครับ เขากินอิ่มแล้วไม่งอแงหรอก คุณกินไปก่อนเลยครับ ปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียวไปก่อนก็ได้”
“แมะ…” อันอันมองลี่หรง คล้ายกับกำลังรับรองว่าเขาจะไม่งอแง
ลี่หรงบีบแก้มเขา “ชอบมีส่วนร่วมด้วยสินะเจ้าลูกคนนี้”
อาหารส่งท้ายปีดีขึ้นทุกปี
พ่อจ้าวพูดความในใจไม่เก่ง ทว่าเขาก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ในที่สุดก็ผ่านมาได้แล้ว ทำงานปีแล้วปีเล่า ตอนนี้นานวันก็ยิ่งอิ่มท้องมากขึ้น”
แม่จ้าวพูดต่อ “นั่นสิ พริบตาเดียวลูกทั้งสามของฉันก็แต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว เรื่องน่ายินดีที่สุดในปีนี้ก็คือมีสมาชิกหน้าใหม่มาเพิ่ม ลำบากเสี่ยวหรงแล้วล่ะนะ”
“เป็นหน้าที่ฉันอยู่แล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้ม แล้วปรายตามองอันอันที่นั่งเล่นนิ้วมืออยู่บนต้นขาชายหนุ่ม “อันอันก็เป็นเหมือนของขวัญที่ฟ้าประทานให้ฉันค่ะ”
เหอซิ่งยิ้ม “อันอันดูเป็นเด็กเฉลียวฉลาด ต้าหนิวบ้านฉันสอบปลายภาคไม่ผ่านอีกแล้ว เฮ้อ …”
“แม่!” ต้าหนิวไม่พอใจ “ที่ห้องเรียนมีคนสอบไม่ผ่านตั้งหลายคน น้องชายก็ไม่ผ่านเหมือนกันนะครับ”
เอ้อร์หนิวแย้ง “ชั้นเรียนของพวกเรามีคนผ่านน้อยมาก คุณครูเฉินยังชมผมด้วย บอกว่าผมตั้งใจเขียนหนังสือ”
เหอซิ่ง “น้องชายเพิ่งจะเข้าเรียน แต่ลูกเรียนมาหนึ่งปีแล้วนะ”
ต้าหนิวฮึดฮัด พร้อมทำมือทำไม้ “ตอนนี้ผมสูงเท่านี้แล้ว อีกไม่กี่ปีผมก็ไปเป็นทหารได้ เหมือนกับอารองไงครับ”
จ้าวชิงหยางปรายตามองลูกชายตัวเอง “เป็นทหารก็ต้องมีความรู้ด้วย”
“ยังไงล่ะครับ คุณย่าบอกว่าสมัยก่อนอารองก็อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว คุณย่าบอกว่าผมเก่งกว่าอารองอีก”
“จริงเหรอ?” ลี่หรงยิ้ม นึกถึงตอนนั้นที่เธอเรียกจ้าวชิงซงไปเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน ท่าทางที่เหมือนกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ หรือสามีของเธอจะเป็นเด็กเรียนห่วยจริงๆเสียแล้ว?
เธอถาม “อารองของเธอก็ไม่ผ่านเหรอ?”
“แค่กๆๆ อะแฮ่ม…” จ้าวชิงซงกำลังซดซุปก็สำลักโดยไม่ระวัง แล้วปรายตามองต้าหนิว “ย่าหลอกหลานแล้วล่ะ อาสอบผ่านต่างหาก”
“คุณย่า!” ต้าหนิวกอดชามพร้อมตะโกน เด็กน้อยวัยกำลังโตไม่อยากถูกหัวเราะเยาะ จึงต้องลากคนห่วยกว่าเข้ามาเอี่ยวด้วย
“กินเนื้อเถอะ อย่าไปสนใจอารองของหลานเลย” แม่จ้าวยิ้มปลอบหลานชาย แล้วคีบเนื้อให้ต้าหนิว
จ้าวชิงซงพูด “รีบกินเถอะ ได้ยินว่าคืนนี้มีภาพยนตร์ดูด้วยนะ”
“จริงเหรอครับ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้า “อืม เลขาประจำหมู่บ้านบอกมาน่ะ”
แม่จ้าวขมวดคิ้ว “ข้างนอกอากาศหนาวอยู่นะ เราจะนั่งดูตรงไหนดีล่ะ?”
“ฉายที่ห้องส่วนกลางในกองครับ” จ้าวชิงซงพูด “คงจะไม่หนาวเท่าไหร่หรอกครับ เห็นว่าปีก่อนอากาศหนาวจัด ยังดูแสดงงิ้วที่ทางเข้าหมู่บ้านได้เลย”
“งั้นก็ไปเร็วหน่อยดีกว่า จะได้ไปหาที่นั่งดีๆกัน”
เมื่อกินอาหารส่งท้ายปีเสร็จอย่างคึกคัก ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงช้าๆ
แม่จ้าวบอกว่าทิ้งชามในบ้านไว้ให้เธอล้าง แล้วให้เหอซิ่งกับพวกลี่หรงไปดูภาพยนตร์ก่อน ด้วยกลัวว่าหากไปช้าจะไม่ได้ดู
ลี่หรงปรายตามองนาฬิกาข้อมือ “จ้าวชิงซงบอกว่าฉายตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงกว่า ยังไม่สายค่ะ ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่จะช่วยล้างชามเอง จะได้เสร็จเร็วขึ้น ทุกคนจะได้ไปดูภาพยนตร์ด้วยกันค่ะ”
ตั๋วภาพยนตร์ในตัวอำเภอต้องใช้เงินจ่าย ทว่าตอนนี้มาฉายภาพยนตร์ในหมู่บ้านโดยไม่คิดราคา ใครก็ไม่อยากพลาด
เมื่อเก็บกวาดถ้วยชามเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมดก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าอุ่นๆก่อนจะออกจากบ้าน ก็เป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้ว
ท้องฟ้ามืดสนิท
ตลอดทางไปที่กองก็มีคนจำนวนไม่น้อย ต่างรีบเร่งฝีเท้าคล้ายกับเพิ่งรู้ข่าวจึงรีบมา
มีลานอยู่ที่กองการผลิต ด้านในเอาไว้เก็บเครื่องมือทำนา และมีโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ในการประชุมอีกด้วย
มีห้องโถงขนาดใหญ่เปิดกว้างอยู่ ด้านในจัดวางด้วยม้านั่งไม้ตัวยาวจำนวนมาก หนึ่งตัวผู้ใหญ่สามคนสามารถนั่งได้สบายๆ
คนที่มาเร็วก็ไปนั่งข้างหน้า ถ้าให้เดาคงเข้าใจว่ายิ่งนั่งหน้ายิ่งเห็นชัดสินะ
ทว่าลี่หรงเคยดูภาพยนตร์ในตัวอำเภอกับจ้าวชิงซงก่อนหน้านี้ จึงรู้ว่าในเวลานี้จอผ้ากับคุณภาพของภาพยังไม่ได้มีความคมชัดมากนัก มีแต่ต้องออกห่างจากผืนผ้าใบสักระยะหนึ่ง ถึงจะดูได้สบาย
ลี่หรงเลือกที่นั่งแถวหลังตรงกลาง
จ้าวชิงซงอุ้มอันอันพลางพูดกับพวกพ่อจ้าว “นั่งตรงนี้ดูสบายนะครับ”
สมาชิกทั้งสามของบ้านจ้าวชิงซงนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่ง เหอซิ่งกับจ้าวชิงหยางนั่งด้วยกัน
ต้าหนิวไม่นั่งข้างเหอซิ่ง แต่ไปอยู่ข้างจ้าวชิงซงเพื่อคอยเล่นกับอันอัน
เอ้อร์หนิวที่ตรุษจีนก็อายุเจ็ดขวบแล้ว ยังชอบตัวติดกับแม่จ้าว ให้แม่จ้าวอุ้มอยู่ตลอดเวลา
บทที่ 68: ดูหนัง
ในห้องโถงมีคนเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ จากเก้าอี้ที่ตอนแรกมีคนมานั่งเพียงสามคน มาตอนนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยคนสี่ถึงห้าคนนั่งเบียดกัน ถ้าทุกคนเป็นเด็กก็จะสามารถมานั่งได้มากกว่าหกหรือเจ็ดคน
หลายคนที่มาทีหลังทำให้ไม่มีเก้าอี้เหลือให้นั่ง ก็ทำได้แค่ยืนดูเท่านั้น
ผู้คนมากมาย ยืนล้อมกันเป็นวงใหญ่
ทั้งยังมีคนที่มาจากหมู่บ้านอื่นด้วย ขากางเกงของพวกเขาแทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลแค่ไหน หรือต้องปีนเขากี่ลูกเพื่อมาดู
ผู้รับผิดชอบเรื่องฉายหนังกำลังปรับตั้งเทปฟิล์มภาพยนตร์
กองเทปขนาดใหญ่ถูกแขวนไว้ เขากดอยู่สองสามครั้งก็พลันมีภาพคนปรากฏขึ้นบนจอหนังที่แขวนอยู่ด้านหน้า
ลี่หรงนั่งอยู่ติดกับแท่นฉายหนัง เมื่อคนที่อยู่ข้างหน้ายืนขึ้นบังคนอื่นด้วยความตื่นเต้นก็ถูกคนฉายหนังดุให้นั่งลง
ลี่หรงเห็นจอได้ชัดเจนมาก
หลังจากที่หนังเริ่มฉาย เสียงรอบข้างต่างก็เงียบลง
เหลือเพียงเสียงจากหนังเท่านั้น
หนังยุคเก่าในปัจจุบัน นอกจากเด่นที่คุณภาพของภาพขาวดำแล้ว ลี่หรงยังรู้สึกว่าบทพูดของนักแสดงก็โดดเด่นเช่นกัน
คนในหนังไม่ใช้ภาษาจีนกลางเหมือนยุคปัจจุบัน
บทพูด ตัวละครและโครงเรื่องสื่อถึงยุคสมัยได้เป็นอย่างดี
หนังที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้คือหนังดังเรื่องวันฟ้าใส
ลี่หรงไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาก่อน แต่หลังจากดูไปไม่กี่นาทีแรก เธอก็พอจะเดาได้คร่าวๆว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
เรื่องราวในหนังสะท้อนภาพการก่อตั้งกองพลน้อยในปัจจุบัน
เนื้อหาส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวของร้านสหกรณ์ในชนบท ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต้องเผชิญกับแผนการสมรู้ร่วมคิดของศัตรู อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย ด้วยวิสัยทัศน์ของกลุ่ม ชาวนาที่ยากจนมากมายจึงสามารถเอาชนะภัยพิบัติได้ เพราะรู้เท่าทันแผนการสมคบคิดของศัตรู และในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ
คนในเรื่องพูดภาษาจีนกลางไม่ชัด และไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส
พวกเขาสวมหมวกฟาง แต่งกายแบบชาวนาสบายๆ ใบหน้าใต้หมวกนั้นเหมือนชาวบ้านในชนบททั่วไป ที่ตรากตรำกับสภาพอากาศอันแปรปรวนโหดร้าย
มีคนที่มีความคิดชั่วร้าย คนไม่ดีที่แก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อรู้ว่าผิด และมีคนคิดถึงประชาชนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นตัวดีหรือตัวร้าย ก็ราวกับว่าทุกคนมีชีวิตอยู่จริงๆ
เมื่อเห็นตัวร้ายทำเรื่องชั่วร้าย คนดูจะส่งเสียง มีทั้งความเห็นอกเห็นใจไปจนถึงความโกรธ
อารมณ์ของผู้ชมเปลี่ยนไป ตลอดเวลาที่เรื่องราวในหนังดำเนินไป...
ตอนจบของเรื่อง คนดีย่อมได้รางวัล คนเลวถูกลงโทษ...
เมื่อหนังจบแล้ว ผู้ชมก็เริ่มพูดคุยกันอย่างเข้มข้น
บางคนด่าทอตัวร้าย บางคนรู้สึกสงสารตัวดี พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
เมื่อหนังจบก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม
นอกจากผู้ชายบางกลุ่มที่อยากอยู่พูดคุยกันต่อ นอกนั้นทุกคนก็ทยอยกลับบ้านกันทีละคน
ลี่หรงดึงแขนเสื้อของจ้าวชิงซง “เราจะกลับบ้านกันเลยไหมคะ?”
“กลับเลยครับ”
“ขออุ้มอันอันหน่อยค่ะ” เมื่อครู่นี้อันอันเริ่มหลับไปตอนที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ตอนนี้เจ้าตัวน้อยกำลังหลับลึก โดยมีจ้าวชิงซงเป็นคนอุ้มไว้ ลี่หรงกลัวชายหนุ่มจะเมื่อยแขนจึงเสนอตัวขออุ้มลูกแทน
จ้าวชิงซงเพียงแค่เปลี่ยนไปอุ้มอีกแขน แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมจะอุ้มเอง”
เมื่อกลับถึงบ้านยังต้องทำเกี๊ยวกินอยู่ ช่วยกันทำเกี๊ยว และไม่เข้านอนจนกว่าจะได้ยินเสียงปืนใหญ่เพื่อเป็นสัญญาณบอกลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เปลี่ยนปฏิทินใหม่
หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด
ลี่หรงมองตัวเลขบนปฏิทินปีนี้ แล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจอย่างอธิบายไม่ถูก
ปีสำคัญที่จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ได้มาถึงแล้ว
ในวันที่สองของปีใหม่ เหอซิ่งก็กลับไปบ้านพ่อแม่ตามปกติ
จ้าวชิงหลิ่วไม่ได้มา หลี่ต้าไห่จึงพาเหอฮวาและเถี่ยจู้เข้ามานั่งอยู่พักหนึ่ง แล้วมอบของขวัญปีใหม่ให้กับแม่จ้าว
คุณแม่จ้าวถามว่า “อาหลิ่วสบายดีหรือเปล่า ใกล้คลอดแล้วใช่ไหม?”
หลี่ต้าไห่พยักหน้า “สบายดีครับ กำหนดคลอดน่าจะยังอีกราวสองเดือนครับ”
จ้าวชิงหลิ่วตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม
เมื่อลี่หรงที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินก็รู้สึกเครียดทันที เพราะจำได้ว่าเด็กคนนี้ถูกกล่าวในหนังสือว่าจะจากไป
แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ตอนนั้นจะเกิดขึ้นตอนท้องได้ไม่กี่เดือน แต่ตอนนี้กำลังจะคลอดในอีกสองเดือน จะไม่เป็นอะไรใช่ไหมนะ
เธอตั้งตารอคอยเด็กคนนี้
ตอนนี้ลี่หรงถือว่าตัวเองเป็นคนที่นี่แล้ว โครงเรื่องใดที่แตกต่างไปจากหนังสือต้นฉบับ ล้วนทำให้เธอมีความสุข
นี่แสดงให้เห็นว่าเธออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง รายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ
เหอฮวาและเถี่ยจู้ชอบอันอันมาก ทั้งสองต่างสอนเด็กน้อยให้เรียกตัวเองว่าพี่ชายกับพี่สาว
เถี่ยจู้กลายเป็นพี่ชายแล้ว ต้องทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชาย แม้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่ดื้อรั้นอยากจะอุ้มอันอัน
ลี่หรงคอยอยู่ข้างๆ เพื่อช่วยจับไว้ “อันอันให้พี่เถี่ยจู้อุ้มหน่อยนะ”
ใบหน้าสีเข้มของเถี่ยจู้เปลี่ยนเป็นสีแดง ไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มได้
แม่จ้าวหัวเราะคิกคัก แล้วชี้ไปที่เถี่ยจู้ “เถี่ยจู้ยืนข้างอันอัน แล้วดูคล้ำลงจนเหมือนก้อนอิฐเลยนะ”
ลี่หรงก็ยิ้มเช่นกัน อันอันผิวขาวเหลืองจริงๆ เขาได้สีผิวจากแม่ และเนื่องจากทารกไม่ได้โดนแดดเลย จึงยิ่งขาวขึ้นกว่าเดิม
จ้าวชิงหลิ่วอยู่คนเดียวที่บ้าน แม่จ้าวจึงเป็นห่วงขึ้นมา หลังอาหารเย็น เธอก็รีบบอกให้ลูกเขยพาหลานกลับบ้าน
ก่อนออกเดินทาง ลี่หรงไม่เพียงแต่มอบอั่งเปาให้กับเหอฮวากับเถี่ยจู้เท่านั้น แต่ยังมอบยาบำรุงครรภ์ให้กับหลี่ต้าไห่อีกด้วย
“พี่เขยเอาไก่ตุ๋นนี้ไปให้พี่สาวใหญ่ด้วยนะคะ มันดีต่อสุขภาพค่ะ”
หลี่ต้าไห่เพียงแค่ลังเล แล้วก็ยอมรับไป
ถ้าเป็นของธรรมดา หลี่ต้าไห่คงไม่รับไว้ แต่สิ่งที่เธอให้คือยาบำรุงที่ดีสำหรับจ้าวชิงหลิ่ว เขาจึงยอมรับไป
ชาวนาธรรมดาพูดไม่เก่งนัก แต่จดจำความมีน้ำใจของลี่หรงไว้ในใจเงียบๆ
ลี่หรงอาบน้ำเสร็จตอนเย็นก็นอนลงบนเตียงเตา
จ้าวชิงซงถอนหายใจ “ไม่คิดเลยนะครับว่าพี่สาวคนโตของผมกำลังจะคลอดลูกคนที่สามแล้ว”
ลี่หรงเหลือบมองเขา แล้วแกล้งถามว่า “คุณอยากมีลูกคนที่สองแล้วเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงบีบแก้มอันอัน คิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ยังครับ คุณจะไปสอบไม่ใช่เหรอครับ รอจนกว่าจะสอบเสร็จดีกว่าครับ”
ลี่หรงไม่มีความคิดที่จะมีลูกคนที่สองเร็วๆนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าเธอจะคว้าโอกาสเป็นเศรษฐีได้หรือไม่ ก็จะมีบทบาทสำคัญอยู่ดี
ลี่หรงกลอกตา “ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็จะยังไม่มีค่ะ อืม อีกกี่ปีดีคะ?”
ทั้งสองคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา อันอันรู้สึกว่าเหมือนถูกละเลย เขากะพริบตากลมโตมองพ่อแม่คุยกัน
ทารกน้อยร้องเรียก “แม่…” แต่ยังไม่มีใครสนใจ เขาจึงคลานไปอยู่ระหว่างมือและตักของพ่อแม่ เพื่อให้รู้ว่าเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย
จ้าวชิงซงเลิกคิ้วขึ้นอย่างรู้สึกขบขัน เขาบีบจมูกของเด็กน้อย “ผมทนปล่อยให้คุณเผชิญกับความเจ็บปวดอีกครั้งในเร็วๆนี้ไม่ไหวครับ แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ก็ค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคอยู่สักหน่อย”
พูดแล้ว จ้าวชิงซงก็มองลูกชายด้วยความมันเขี้ยว
หลังจากกล่อมเด็กน้อยให้นอนแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบถุงยางอนามัยออกมา แล้วพูดว่า “เหลืออีกสามอัน คืนนี้ใช้ให้หมดเลยนะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปรับที่โรงพยาบาลอีกครับ”
ลี่หรงอายเกินกว่าจะมองเขา ก่อนกระซิบเสียงแผ่ว “ไปรับมาบ่อย พยาบาลกับคนที่นั่นจะจำคุณได้แล้วนะคะ”
“ใครสนล่ะครับ” จ้าวชิงซงพูดอย่างไม่ใส่ใจ พูดจบก็กดตัวเธอลง
หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมาย จ้าวชิงซงมีความสุขมากจนเผลออุทานออกมา เขาเสยผมที่ชุ่มเหงื่อออกจากหน้าผากของลี่หรง แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “พอมีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรา ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยนะครับ ได้ยินมาว่ามีการผ่าตัดทำหมันด้วย ถ้ามีเวลาผมจะไปลองดูที่โรงพยาบาลนะครับ”
ลี่หรงไม่ได้ห้ามเขา การทำหมันไม่ได้เป็นอันตรายกับผู้ชาย และการผ่าตัดแก้ทำหมันนั้นก็ง่ายมาก เธอพูดว่า “ไปโรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองสิคะ”
“ยังมีอีกสองอันครับ” หลังจากพักผ่อนได้สักพัก จ้าวชิงซงก็ฟื้นพลังแล้ว
ลี่หรงถูกชายหนุ่มออดอ้อน จนเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มอีกครั้ง
ช่วงปีใหม่ยังไม่จบ หิมะข้างนอกยังไม่ละลาย ลมหนาวยังคงพัดผ่าน
ทว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นประหนึ่งอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
บทที่ 69: แขกที่ห่างหายไปนานมาเยี่ยม
ในวันที่เจ็ดของช่วงปีใหม่ คนงานกลับมาทำงานกันต่อ ส่วนยุวชนที่กลับบ้านในช่วงวันหยุดยังไม่กลับมา จนกว่าจะถึงวันที่แปดของช่วงปีใหม่
ทุกคนในครอบครัวจ้าวเริ่มทำงานกันแล้ว ส่วนฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงก็เริ่มทำงานแล้วเช่นกัน
บนพื้นยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ ลี่หรงจึงพาลูกออกมาดูด้วย เนื่องจากยังมีเงินจากการขายไข่อยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่รีบร้อนที่จะทำธุรกิจอื่น
ขณะที่กำลังทำความสะอาดบ้าน ก็มีแขกที่ห่างหายไปนานมาเยี่ยมที่บ้าน
“เสี่ยวหรง อยู่บ้านหรือเปล่า?”
เสียงนี้ หยางเต๋อเป่าหรือเปล่า?
ลี่หรงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แน่นอนว่าชายคนนั้นเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง ไม่นานก็เงียบไป
แต่ไม่นานหลังจากนั้น เสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เสี่ยวหรง ผมรู้ว่าคุณอยู่บ้าน ช่วยเปิดประตูก่อนเถอะ ผมมีข่าวดีจะบอกคุณนะครับ”
ลี่หรงรำคาญจนแทบทนไม่ไหว และกลัวว่าถ้าปล่อยให้เขายังตะโกนอยู่แบบนั้น เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้จะได้ยิน แล้วเอาไปนินทาต่างๆนานาอีก
เธอเปิดประตูอย่างหมดความอดทน “มีอะไรคะ?”
“ข่าวดีครับ” หยางเต๋อเป่ากล่าวด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยและภาคภูมิใจ “แม่ผมบอกว่ามีการเสนอให้ดำเนินการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อ มีความเป็นไปได้สูงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในปีนี้ คุณจะไปสอบกับผมไหมครับ?”
เขามองลี่หรงด้วยสายตากระตือรือร้น โดยเชื่อว่าใจของลี่หรงต้องอยากไปแน่ เพราะคงไม่มีใครอยากลงหลักปักฐานในพื้นที่ชนบทห่างไกลแบบนี้
ครอบครัวของหยางเต๋อเป่าก็อยู่ในแวดวงนี้เช่นกัน ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด แม่ของเขาทำงานอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ เธอจึงไม่แปลกใจเลย เมื่อเห็นว่าเขารู้ข่าวล่วงหน้า
แต่ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมหยางเต๋อเป่าถึงยังมายุ่งกับเธออีก แม้ว่าหญิงสาวจะแต่งงานและมีลูกแล้วก็ตาม
ดูเหมือนว่าตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน หยางเต๋อเป่าจะใส่ใจเธอมากเกินไปหน่อย
ลี่หรงตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “ฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอนค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องไปกับคุณ คุณน่าจะไปหาหลัวปิงมากกว่านะคะ ฉันจะไม่มีทางทอดทิ้งจ้าวชิงซงกับลูกไว้ข้างหลัง ช่วยหยุดยุ่งกับฉันสักทีได้ไหมคะ?”
ใบหน้าของหยางเต๋อเป่าแข็งทื่อเล็กน้อย แม่ของเขาชื่นชอบในตัวลี่หรงมาก และเป็นการดีที่สุดที่จะแต่งเธอเข้าบ้าน
ลี่หรงเป็นคนสวย เมื่อก่อนนั้นเธอเคยวิ่งเทียวไล้เทียวขื่อเขามาก่อน ตอนนั้นหญิงสาวนิสัยไม่ดี โง่เขลาและเอาแต่ใจ ทว่าตอนนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน มีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยน ทั้งดวงตาเองก็เป็นประกายราวกับดวงดาว
นับตั้งแต่เขาพบกับลี่หรงตอนเชือดหมูในช่วงปีใหม่ หยางเต๋อเป่าก็คิดว่าเป็นความคิดที่ดี ถ้าได้แต่งงานกับเธอแล้วพากลับบ้านด้วยกัน
ผู้หญิงที่ชื่อหลัวปิงคนนั้นดีแค่ในตอนแรก เพราะช่วยเขาทำงาน ทว่าต่อมากลับก็ไปเป็นชู้กับคนอื่นจนตั้งท้อง
มันทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของเขาในฐานะผู้ชาย
ผู้หญิงแบบนั้นมีไว้เพื่อแก้เหงาเท่านั้น
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแต่งงานพาเข้าบ้าน
สำหรับเรื่องจ้าวชิงซง เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่ายนัก เพราะไม่เชื่อว่าลี่หรงจะอยากฝากชีวิตไว้กับคนบ้านนอกไร้การศึกษาแบบนั้นไปตลอด
เดิมทีลี่หรงเลือกจ้าวชิงซง เพราะอยากหลีกเลี่ยงการทำงาน
เมื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ยุวชนก็จะเดินทางกลับเข้าเมืองกัน หลังจากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หยางเต๋อเป่ามั่นใจว่าภูมิหลังทางครอบครัวของตน จะทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของลี่หรงแน่นอน
เมื่อก่อนลี่หรงเคยดีกับหยางเต๋อเป่ามาก เขาเชื่อว่าในเมื่อเขาเคยทำให้ลี่หรงรู้สึกดีได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องมีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม...
เขาเหลือบมองลี่หรงด้วยสายตามีเลศนัย ราวกับยอมอดทนกับความเอาแต่ใจของเธอ “ไว้กลับเข้าเมืองแล้ว ค่อยคุยกันทีหลังนะครับ”
เขายื่นถุงกระดาษให้ลี่หรง “นี่คือหนังสือฟิสิกส์ เล่มนี้หายากมาก คุณเอาไปอ่านทบทวนให้ดีเถอะครับ”
ลี่หรงไม่แม้แต่จะมอง “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันหามาอ่านเองได้ ไม่จำเป็นต้องรับจากคุณเลยค่ะ ถ้าคุณมีน้ำใจแบบนั้น ก็ไปเอาใจยุวชนคนอื่นจะดีกว่าค่ะ คุณกลับไปเถอะ ลูกชายฉันอยู่ในบ้านคนเดียว”
ขณะที่หยางเต๋อเป่ากำลังจะพูด ประตูก็ปิดใส่หน้าเสียงดังปัง
หยางเต๋อเป่าจ้องมองประตูไม้บานเก่าที่ปิดสนิท ดวงตาฉายแววยากจะหยั่งถึง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่นัยน์ตามีความร้ายกาจ
รอดูก็แล้วกัน
มีลูกชายแล้วยังไงล่ะ?
ในอนาคตผมจะให้คุณคลอดลูกให้ผมสักสามสี่คนไปเลย
หลังจากพูดสิ่งที่จำเป็นต้องพูดไปแล้ว เขาก็ไม่รีรออยู่ที่ประตูลานบ้านสกุลจ้าว ก่อนรีบเดินจากไป
จ้าวชิงซงกลับมาจากข้างนอก แล้วนำกองหนังสือที่เป็นดั่งสมบัติมาให้ลี่หรง
ลี่หรงเหลือบมองสามีที่น่ารัก ในมือถือหนังสือภาษาอังกฤษด้วย “คุณไปหามาจากไหนคะ ฉันกำลังคิดว่าจะขอให้พ่อแม่ส่งมาให้พอดีเลยค่ะ”
“ได้มาจากเพื่อนผมเองครับ คุณลองดูสิครับว่าขาดอะไรไปหรือเปล่า” จ้าวชิงซงโอบเอวลี่หรง แล้วมองเธอด้วยรอยยิ้ม
อันอันนั่งบนตัวเตียงเตา คลานไปหยิบหนังสือมาดึงเล่น แล้วพยายามยัดเข้าไปในปาก
“โถ่! อันอัน เอาอันนี้เข้าปากไม่ได้นะ” ลี่หรงคว้าหนังสือ แกะมือของเด็กน้อยออกด้วยมือเดียว พลางเกลี้ยกล่อมให้เขาปล่อย
“แม่… กิง…”
“กินไม่ได้ กินไม่ได้ ปล่อยเถอะนะ เดี๋ยวแม่จะเอาของอร่อยมาให้”
ในที่สุดก็หยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งมาแลกหนังสือ เจ้าตัวเล็กจึงหยิบคุกกี้มาแทะเล่นแทน
จ้าวชิงซงมองเจ้าตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดน้ำลายที่ย้อยคาง “จะกินนี่เอง”
“พ่อกิง… กิงพ่อ…” เด็กน้อยคิดว่าพ่อของเขาเองก็อยากกินเหมือนกัน จึงยื่นคุกกี้ชุ่มน้ำลายให้จ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงยิ้มกว้าง “ลูกใจดีมากเลยนะ”
ขณะเก็บหนังสือ ลี่หรงจำได้ว่าหยางเต๋อเป่านำหนังสือมาให้เธอในตอนกลางวัน
ตอนนี้คิดดูแล้วก็ตลก กลับเป็นจ้าวชิงซงที่ไปหาหนังสือครบชุดมาให้เธอได้
แม่ของหยางเต๋อเป่าทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ เขากลับบ้านเพื่อฉลองปีใหม่ และรู้ว่าการซื้อหนังสือในเมืองหลวงสะดวกกว่าที่นี่มาก เขาจึงน่าจะซื้อหนังสือเตรียมสอบมาครบแล้วสิ
แต่กลับเอาหนังสือมาให้ลี่หรงเพียงเล่มเดียว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระหนี่ หรือว่าอยากจะเอามาให้เพิ่มอีกสักสองสามครั้ง เพื่อหาข้ออ้างมาหาเธอ
ลี่หรงเก็บหนังสือออกไป แล้วพูดกับจ้าวชิงซง “กินข้าวกันเถอะค่ะ”
เมื่อหิมะละลาย ก็จะมีน้ำไหลตามหุบเขาและทุ่งนา
ลี่หรงกำลังเดินอุ้มลูกน้อยออกไปข้างนอก แม้หิมะจะละลาย แต่ความหนาวเหน็บก็ยังคงอยู่ เธอจึงใช้ผ้าห่อเจ้าตัวเล็กไว้แน่น ขณะไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่ได้พ้นจากตัวหมู่บ้านไป
เมื่อพบกับพวกป้าที่ขายไข่ให้เธอ พวกเธอจะทักทายลี่หรง แล้วหยอกล้อกับเด็กน้อยสักพัก ก่อนจะจากไป
ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าลี่หรงรวบรวมไข่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำพูดปากต่อปากของพวกป้าเหล่านี้ ทุกคนสนิทกันดี จึงไม่มีใครนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้คนนอกรู้
แต่หลังจากนั้นก็มีคนมาส่งไข่มากขึ้นเรื่อยๆ ลี่หรงยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ จึงค่อยๆวางมือต่อหลายเรื่อง โดยไม่รู้ว่ามีคนลอบเฝ้ามองเธอด้วยเจตนาร้ายอยู่
ลูกหมูได้ผ่านพ้นฤดูหนาวมาแล้ว บางตัวก็ป่วยเล็กน้อย
จ้าวชิงซงพาสวีฟู่และคนงานเลี้ยงหมูออกไปซื้ออาหารและยาด้วยกัน
เหลือเพียงลี่หรงและลูกน้อยเท่านั้นที่อยู่บ้าน
ลี่หรงย้ายโต๊ะในห้องไปที่เตียงเตา เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือและฝึกทำโจทย์
เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่หิวหรือปวดอึ ก็มักจะเรียบร้อย
แต่ถ้าเขาไม่ได้รับความสนใจจากแม่เป็นเวลานาน เจ้าตัวเล็กก็จะร้องไห้โยเยเช่นกัน
ลี่หรงเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือ ลูกน้อยดึงแขนเสื้อของแม่หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ตอบสนอง
อันอันจึงตะโกนเรียกสุดเสียง
“อ๊ะ! หิวแล้วเหรอลูก หรือว่าปวดอึ?” ลี่หรงแตะกางเกงของเขา แล้วพบว่ายังแห้งอยู่ “ไม่ได้อึนี่นา หิวแล้วเหรอ?”
เด็กน้อยเรอเสียงดัง แล้วมองลี่หรงตาแป๋ว “แม่… อุ้ม …”
ปรากฏว่าอยากเรียกร้องความสนใจ
ลี่หรงรู้สึกผิดเล็กน้อย จึงก้มหน้าลงหอมแก้มเขา “แม่เล่นกับลูกสักพักดีกว่านะ…”
หลังจากส่งลูกน้อยเข้านอนแล้ว ลี่หรงก็กลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อ
ลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งสุดท้ายก็เป็นเวลาอย่างน้อยหกหรือเจ็ดปีแล้ว
แม้ว่าลี่หรงจะย้อนเวลามาที่นี่ แต่เธอก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับความรู้เหล่านี้มากนัก
ต้องท่องจำความรู้ทางคณิตศาสตร์ ต้องเรียนรู้สูตรอีกครั้งและฝึกฝนทำโจทย์ให้มาก
บทที่ 70: ลี่หรงถูกจับ
ภาษาอังกฤษนั้นง่ายที่สุด เธอจึงไม่จำเป็นต้องทบทวนมากนัก
แต่ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชาบังคับ
ลี่หรงค่อนข้างปวดหัว ภาษาจีนกับคณิตศาสตร์นั้นไม่ได้ยากเกินไป ที่ต้องเน้นอ่านคือฟิสิกส์และเคมี สูตรคำนวณของสองวิชานี้เยอะและเข้าใจได้ยากมาก...
เธอมีความจำดี สามารถท่องจำประวัติศาสตร์การเมืองได้ หลังจากท่องไปเพียงสองสามครั้ง
หนังสือเหล่านี้พิมพ์ออกมาเมื่อนานมากแล้ว แต่ก็เต็มไปด้วยข้อมูลความรู้ที่จำเป็นทั้งหมด
ลี่หรงต้องอ่านทบทวนตามแผน ต้องพยายามอ่านให้หนัก แม้ว่ามันจะยากก็ตาม
เธอจำได้ว่าในปีแรกที่เปิดให้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ผลคะแนนสอบหลายวิชาที่ออกมาไม่ได้สูงนัก
ลี่หรงไม่ได้คาดหวังกับตัวเองสูงนัก มหาวิทยาลัยนั้นได้รับความนิยมมากในยุคนี้ การสอบผ่านก็นับว่าดีมากแล้ว
ลี่หรงรวบรวมสมาธิ ฝึกทำโจทย์ต่อไป
วันหนึ่งในเดือนเมษายน ตอนเที่ยงวัน
ลี่หรงเพิ่งกินข้าวเสร็จ และกำลังป้อนข้าวลูกน้อยอยู่
จู่ๆ คนกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในลานบ้านด้วยสีหน้าจริงจัง พวกเขาคุยกับแม่จ้าวที่กำลังยุ่งอยู่ในลานบ้าน ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คนไหนคือลี่หรง?”
หัวใจของคุณแม่จ้าวเต้นรัว ผู้มาเยือนเหล่านั้นมองเจ้าของบ้านด้วยสายตาไร้ความปรานี
ผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง!
คุณแม่จ้าวตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
ผู้นำกลุ่มพูดอย่างใจร้อน “ลี่หรงอยู่ห้องไหน?”
ลี่หรงฟังสองสามคำจากในห้อง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอไม่รู้จักคนเหล่านั้นเลย แต่จำผู้ใหญ่บ้านต้าเจียงได้ แม้ว่าจะยังไม่เห็นตัวก็ตาม
คนเหล่านั้นดูเคร่งขรึมมาก
ลี่หรงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่ เธอรีบเก็บหนังสือเข้าไปในช่องใต้เตียง ฉีกเอากระดาษออก และเขียนอะไรบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพับกระดาษซ่อนไว้ในเสื้อของลูกน้อย
จ้าวชิงซงเคยเจาะช่องใต้พื้น เพื่อซ่อนเงินของครอบครัวไว้
หลังจากกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง ลี่หรงก็แน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ขณะที่เธอกำลังจะออกไป ประตูก็ถูกผลักให้เปิดออกอย่างแรง
หลังจากลี่หรงผ่านช่วงเริ่มทำธุรกิจมาสักพัก ความกล้าหาญของเธอก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า
แต่ในขณะนี้ หลายคนมาถึงหน้าประตู หากลี่หรงจะบอกว่าเธอไม่กลัว ก็คงเป็นเรื่องโกหก
เธอแสร้งทำเป็นสงบ ขณะถามด้วยรอยยิ้ม “ผู้ใหญ่บ้านเหรอคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านมองลี่หรง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณคือลี่หรงหรือเปล่าครับ?”
“ฉันเองค่ะ” ลี่หรงดูไม่ตื่นตระหนกเลย แต่ความจริงมือของเธอกำลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ “อยากพบฉัน… มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ?”
ชายคนนั้นตอบว่า “มีคนรายงานว่าคุณทำธุรกิจ ‘รับซื้อของไปขายต่อ’ เป็นการส่วนตัวครับ”
“เป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันค่ะ!” ลี่หรงทำหน้าประหลาดใจ “ฉันเป็นชาวนาผู้บริสุทธิ์ สามีของฉันเป็นทหารปลดประจำการ ฉันแค่ช่วยเขาทำงานเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเองค่ะ”
ลี่หรงกล่าวถึงจ้าวชิงซง โดยหวังว่าคนเหล่านี้จะมีความเกรงใจกันบ้าง
แต่อีกฝ่ายกลับไม่แยแส ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉย “ไม่ว่าเขาจะเป็นการใส่ร้ายกันหรือไม่ก็ตาม พวกผมจะตัดสินด้วยตัวเอง”
ชายคนนั้นโบกมือให้สัญญาณ
ลี่หรงหน้าตาไม่สบอารมณ์ เธอขมวดคิ้วเฝ้ามองคนหลายคนที่ติดตามเขามา รื้อค้นทั่วทั้งบ้านอย่างถือวิสาสะ
เสื่อและผ้าห่มบนเตียงเตาถูกพลิกกลับด้านจนหมด ข้าวของในห้องถูกย้าย ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดออก และเสื้อผ้าที่อยู่ข้างในก็ถูกผู้หญิงสองคนรื้อค้นออกมาสะบัดทีละชิ้น ...
รื้อค้นไปทั่วทั้งบ้าน
เด็กน้อยอาจสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของผู้ใหญ่ เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้กำลังคุกคาม เขาก็ตกใจกลัว แล้วเริ่มร้องไห้จ้า
ลี่หรงอุ้มเขาขึ้นมาปลอบโยน “เด็กดี แม่อยู่นี่นะ …”
“เสี่ยวหรง” แม่จ้าวรีบเดินเข้ามายืนข้างลี่หรง เธอมีสีหน้าหวาดกลัว เพราะรู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
ลี่หรงเหลือบมองคุณแม่จ้าว แล้วขยับปากบอกว่า ไม่เป็นอะไร
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวไปโรงเรียน ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวจ้าวก็ยังไม่กลับบ้าน แม่จ้าวกลับมาบ้านเร็ว เพราะรีบมาทำอาหาร ทั้งบ้านจึงมีแค่เธอกับลี่หรง
ไม่มีผู้ชายสักคนอยู่บ้าน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็พาคนติดตามหลายคนมาที่นี่
คงจะไม่เป็นอะไรถ้าลี่หรงไม่ได้ทำ ‘ธุรกิจ’ แต่เมื่อคุณแม่จ้าวรู้ว่าเธอทำ สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้ลี่หรงตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ลี่หรงเห็นว่าแม่จ้าวตัวสั่นเล็กน้อย เธอจึงยื่นอันอันให้อุ้ม แล้วกระซิบว่า “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะแม่ อย่าเพิ่งตกใจกลัวไปเลย แค่ช่วยอุ้มอันอันไว้ให้หนูหน่อยนะคะ”
แม่จ้าวกลืนน้ำลาย แล้วอุ้มอันอันไว้ ขณะที่มือยังคงสั่นเบาๆ
พวกผู้ใหญ่บ้านพบแค่เงินหลายสิบหยวนในตู้เสื้อผ้า และตั๋วเงินสองสามใบในตู้เสื้อผ้า
ผู้นำกลุ่มขมวดคิ้ว และมองหน้ากันกับคนข้างๆ หรือว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดจริงๆ?
เงินหลายสิบหยวนเหล่านั้น ลี่หรงจงใจรีบเอาไปวางไว้
ถ้ามีเงินจำนวนมากให้เห็น ก็ยากที่จะอธิบาย แต่หากไม่มีเงินเลย จะไม่สามารถอธิบายได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเห็นผู้ใหญ่บุกเข้ามาค้นหาทั่วบ้าน แม้ว่าเธอจะไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อพิจารณาจากที่ผ่านมา หากถูกจับได้ ก็จะต้องถูกลงโทษแน่นอน
เมื่อเห็นว่าในที่สุดพวกเขาก็หยุดค้น ลี่หรงจึงพูดว่า “ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณไปรู้มาจากไหนว่าฉันทำธุรกิจ แต่ฉันไม่ได้ออกจากหมู่บ้านตลอดทั้งวัน จะมีเวลาไปทำได้อย่างไรกัน ต้องมีใครสักคนใส่ร้ายแน่นอนค่ะ”
ชายคนนั้นเหลือบมองลี่หรงด้วยสีหน้าลังเล ทันทีที่เขาอ้าปากกำลังจะพูด ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ข้างเขา ก็เข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหู
คุณแม่จ้าวกับลี่หรงมองหน้ากัน รอให้พวกเขาพูดกันให้จบ
ชายคนนั้นพาพรรคพวกออกไปมองห้องข้างๆ แล้วเปิดประตูเดินเข้าไป
นั่นคือห้องครัวของลี่หรง
สีหน้าของลี่หรงเปลี่ยนไป แย่แล้ว ไข่ไก่!
ใต้ตู้มีไข่ไก่สองถึงสามร้อยฟอง
ลี่หรงวางแผนจะรวบรวมให้ครบห้าร้อยฟอง ภายในอีกไม่กี่วัน จากนั้นจะให้จ้าวชิงซงส่งมันไปที่โรงงานเหล็ก
โดยปกติแล้วคนที่เข้ามาในครัว จะเป็นสมาชิกในครอบครัว ลี่หรงจึงไม่มีความคิดที่จะซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ ด้วยคิดว่าคงไม่มีใครจงใจบุกเข้ามาเช่นนี้
ลี่หรงรีบคิดในใจ เธอควรหาเหตุผลอะไรมาอธิบาย...
กำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือตัวเอง ลี่หรงบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์
แน่นอนว่าพวกเขาค้นพบไข่ไก่เหล่านั้น
ชายสองคนถือตะกร้าไม้ไผ่สานที่เต็มไปด้วยไข่ไก่ที่ลี่หรงรวบรวมไว้ออกมา
ไข่ไก่เกือบสามร้อยฟอง ที่วางอยู่ในตะกร้าใบเดียวดูน่าตกใจมาก
ทุกวันนี้ บ้านหลังไหนจะสามารถเก็บไข่ไว้ได้มากมายขนาดนี้?
ต้องเป็นคนที่แอบเก็บไปขายต่อ ถึงได้เก็บสะสมไว้มากมายเช่นนี้
ตะกร้าไข่ถูกกระแทกลงกับพื้น ฟังจากเสียงก็รู้ว่าไข่หลายใบในตะกร้าคงแตกไปแล้ว
ลี่หรงเม้มปาก รู้สึกเสียดายมาก
ไข่ไก่เป็นสิ่งล้ำค่า ไม่ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ในสายตาของแม่จ้าว พวกมันก็ล้วนเป็นของเธอเอง เมื่อเธอเห็นตะกร้าไข่ถูกโยนลงกับพื้นอย่างแรง ก็พลันรู้สึกปวดใจขึ้นมา “โอ๊ย! นี่มันอาหารทั้งนั้น อย่าทำลายสิ”
ผู้หญิงคนหนึ่งยกตะกร้าขึ้น แล้วพูดว่า “ดูสิ หลักฐานชี้ชัดว่าเธอ ‘ทำธุรกิจ’ จริงๆด้วย จับตัวเธอไป!”
คนที่เป็นผู้นำกลุ่มไม่ฟังคำอธิบายของลี่หรง เขาเรียกชายสองคนให้มาจับเธอออกไป
เขากล่าวว่า “จับตัวไปสอบสวน”
ลี่หรงขมวดคิ้ว ไม่สามารถขัดขืนคนที่มาจับตัวเธอได้ “คุณไม่ฟังฉันอธิบาย แต่ด่วนตัดสินฉันด้วยไข่ในตะกร้าเหรอ?”
ก่อนที่ชายคนนั้นไม่จะทันได้พูด ผู้หญิงคนนั้นก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ยังต้องฟังเธออธิบายอีกเหรอ มีใครบ้างที่เก็บไข่ไว้ในบ้านเยอะแยะขนาดนี้?”
ลี่หรงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอมาก หญิงสาวจึงตั้งใจมองหน้าอีกฝ่ายอย่างละเอียด แล้วแน่ใจว่าเธอไม่รู้จัก น่าจะไม่ใช่คนหมู่บ้านต้าเจียง
ลี่หรงไม่รู้ว่าตนไปทำให้อีกฝ่ายเคียดแค้นตอนไหน
ลี่หรงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วโบกมือก่อนพูดว่า “อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ฉันจะไปกับพวกคุณก็ได้ แต่อย่ามาใช้ความรุนแรงกันแบบนี้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์ภายหลัง แล้วพวกคุณใช้ความรุนแรงกันแบบนี้ ฉันก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านนี้จะจัดการยังไง”
จบตอน
Comments
Post a Comment