yuk70 ep71-80

  บทที่ 71: เอาปัญญาและความกล้าหาญเข้าสู้ 

   

   ทว่าพวกเขาสนใจศักดิ์ศรีเธอเสียที่ไหน กลับบีบให้เธอเดินออกไป

   

   แม่ลูกใจเชื่อมถึงกัน แม้อันอันจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าเมื่อเห็นแม่ถูกพาตัวไป ร่างกายก็พลอยเอียงไปทางลี่หรง แล้วร้องไห้เสียงดัง “อุแว้! แมะ… แง!”

   

   “ไม่เป็นไร ลูกรักไม่ต้องร้อง แม่จะกลับมาหานะ” ลี่หรงมองแม่จ้าวที่ทำสีหน้าร้อนรน “แม่คะ ไม่เป็นไร หลังจากจ้าวชิงซงกลับมาก็ค่อยบอกกับเขา... ”

   

   แม่จ้าวพยักหน้าอย่างแรง

   

   ลี่หรงถูกพาตัวไปแล้ว แม่จ้าวอุ้มเด็กน้อยให้นั่งไม่ได้เลย จึงหยิบที่คาดหลัง แล้วมัดอันอันขึ้นมาบนตัวพลางพร่ำบอก “ไม่ร้องนะไม่ร้อง… ย่าจะพาไปเรียกปู่หลาน อีกหน่อยพวกเขาก็กลับมากันแล้ว เฮ้อ… นี่ก็ไม่รู้เลยว่าพ่อหลานยุ่งอะไรนัก...”

   

   เจ้าตัวน้อยยังคงคร่ำครวญ แม่จ้าวปวดใจเสียจนแทบแย่ เดินพลางตบตูดเขาไป หวังจะปลอบใจเจ้าตัวน้อยได้บ้าง

   

   ระหว่างทางที่จ้าวเจี้ยนกั๋ว ลูกชายและลูกสะใภ้กลับบ้านหลังเลิกงาน พวกเขาเดินไปถึงทางเข้าหมู่บ้านก็พบแม้จ้าวที่กำลังรีบเร่งฝีเท้า

   

   จ้าวเจี้ยนกั๋วมองหลานชายที่เธอแบกอยู่ด้านหน้าร้องไห้จนเหนื่อยหอบ จึงคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัวน้อย เขาขมวดคิ้ว “ทำไมรีบร้อนวิ่งมาแบบนั้นล่ะ แล้วทำไมอันอันร้องไห้หนักขนาดนั้นกัน?”

   

   แม่จ้าวสูดหายใจ พยายามสลัดความเหนื่อยล้าทิ้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงกระชั้น “ภรรยาเจ้ารอง ถูกผู้ใหญ่บ้านจับตัวไปแล้ว!”

   

   “อะไรนะ!?” จ้าวเจี้ยนกั๋วคว้ามือแม่จ้าว “ไป กลับบ้านก่อน”

   

   จ้าวชิงหยางสีหน้าหม่นหมอง เขาสบตากับภรรยา แล้วเร่งฝีเท้ากลับบ้านตามสองสามีภรรยาเฒ่าตระกูลจ้าวไป

   

   ด้วยเพราะมีผู้ใหญ่ที่คุ้นหน้าหลายคน อันอันจึงค่อยๆร้องไห้เบาลง

   

   “เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อประตูลานถูกปิด พ่อจ้าวก็ถามอย่างรีบร้อน

   

   จู่ๆทำไมผู้ใหญ่บ้านถึงมาล่ะ?

   

   ยังพาตัวลี่หรงไปอีก

   

   แม่จ้าวส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้ คนพวกนั้นเข้ามาก็ลื้อของ แล้วก็วิ่งไปที่ห้องครัว แล้วลื้อไข่ไก่ตะกร้าหนึ่งจากครัวของบ้านเจ้ารองออกมา”

   

   เพราะคนที่พวกเขาพามานั้นทิ้งตะกร้าไข่ลงพื้นด้วย ทำให้ตอนนี้ไข่ไก่จึงแตกไปหนึ่งในสามส่วน เรี่ยราดเต็มพื้นครัวไปหมด

   

   แม่จ้าวสูดหายใจอย่างปวดใจ “ก่อเวรก่อกรรมจริงๆ ไข่ไก่ดีๆถูกทำลายกลายเป็นอะไรไปแล้ว!”

   

   เหอซิ่งหยิบตะกร้าเก็บไข่ไก่สภาพดีขึ้นมา

   

   จ้าวชิงหยางขมวดคิ้วแน่น สีหน้าหม่นหมอง “แม่ พวกเขาพูดอะไรอีกไหมครับ?”

   

   “บอกว่าจะพาเสี่ยวหรงกลับไปสอบสวน” แม่จ้าวพูดอย่างร้อนใจเล็กน้อย “จริงสิ! พวกเขาบอกว่าเธอ ‘ทำการค้า!’”

   

   พ่อจ้าวถอนหายใจ “เข้าบ้านคิดหาวิธีกันก่อนเถอะ แล้วค่อยกว่ากันหลังจากเจ้ารองกลับมา”

   

   จ้าวชิงหยาง “พ่อกับแม่อยู่ที่บ้านเถอะครับ ผมจะไปตามเจ้ารองกลับมา ไม่อย่างนั้นถ้ารอเขากลับมาก็คงค่ำแล้ว ถึงตอนนั้นคนอื่นคงกลับบ้านกันหมดแล้ว น้องสะใภ้ต้องถูกขังอยู่ในนั้นทั้งคืน เรามาดูกันว่าวันนี้จะพาเธอออกมาได้หรือเปล่า”

   

   พ่อจ้าว “งั้นก็ได้ แกรีบไปเร็ว ขี่จักรยานของภรรยาเจ้ารองไปเถอะ”

   

   “ครับ” จ้าวชิงหยางไสจักรยาน ‘เฟยเกอ’ ของลี่หรงออกไป

   

   เขาขี่จักรยานเป็น บางครั้งเมื่อมีเรื่องด่วนอะไร ก็ขอยืมรถจากลี่หรง ทั้งยังขี่จนชินมืออีกด้วย

   

   จ้าวชิงหยางมุ่งตรงไปในตัวอำเภอ เขาไม่รู้เรื่องที่จ้าวชิงซงเปิดฟาร์มเลี้ยงหมู ทว่าเขารู้จักรังลับ จ้าวชิงซงเคยบอกเขาสมัยก่อนที่พาเขาไปทำงานว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้ไปหาที่นั่น

   

   เขาเคาะประตู เสียงหญิงสาวดังมาจากด้านใน เสียงนั้นระแวดระวังมาก “ใครน่ะ?” 

   

   “ฉันสกุลซิ่ง”

   

   ด้านในเงียบไปชั่วครู่ “หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า”

   

   จ้าวชิงหยาง “ขึ้นเขาไปล่าเสือ”

   

   นี่เป็นรหัสลับที่จ้าวชิงซงบอกเขา จากนั้นจะมีคนมาเปิดประตูก็ต่อเมื่อพูดรหัสได้ถูกต้อง

   

   ไม่นานนักประตูก็เปิดออก

   

   หญิงสาวคนหนึ่งยื่นศีรษะออกมา ปรายตามองด้านหลังจ้าวชิงหยาง แล้วพูดเสียงเบา “เข้ามาสิ”

   

   จ้าวชิงหยางไสจักรยานเข้าไป

   

   “มีเรื่องอะไร?” หญิงสาวถาม

   

   “ผมมาหาจ้าวชิงซง ผมเป็นพี่ชายของเขา” จ้าวชิงหยางสีหน้าตึงเครียด “เกิดเรื่องที่บ้านแล้ว!”

   

   หญิงสาวให้เขานั่งลง แล้วพูดขึ้น “เสี่ยวจ้าวจะมาช้าหน่อย”

   

   จ้าวชิงหยางนั่งติดเสียที่ไหน เขาพูด “ตามตัวเขากลับมาตอนนี้เลยได้ไหม?”

   

   “เกิดอะไรขึ้นเหรอ? รีบร้อนขนาดนั้นเชียว”

   

   “ภรรยาของเขาถูกจับตัวไป! ถูกกล่าวหาว่าเธอ ‘ทำการค้า’”

   

   เมื่อหญิงสาวได้ยินก็เปลี่ยนสีหน้าในพริบตา “โอ้ตายจริง! ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”

   

   “คุณท่าน!” หญิงสาวตะโกนเข้าไปในห้อง สักพักผู้ชายคนหนึ่งก็เดินออกมา

   

   จ้าวชิงหยางเล่าสาเหตุให้ฟังอีกครั้ง ชายหนุ่มเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะพูด “เอาแบบนี้ คุณกลับบ้านไปก่อน ผมจะไปบอกจ้างชิงซงให้เขากลับบ้านทันที”

   

   จ้าวชิงหยางพยักหน้าพร้อมพูด “ขอบคุณมากครับ”

   

   เขาเพิ่งจะถึงบ้านได้ไม่นาน จ้าวชิงซงก็เดินทางกลับมาด้วยความเหนื่อยล้า

   

   คนบ้านตระกูลจ้าวนั่งอยู่ในห้องโถง จ้าวชิงซงพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน แล้วถามอย่างร้อนใจว่า “พวกผู้ใหญ่บ้านมากันตอนไหนครับ?”

   

   แม่จ้าว “กลางวัน ฉันกำลังทำอาหาร จู่ๆ คนพวกนั้นก็เข้ามาถามหาเสี่ยวหรง ...”

   

   เมื่อฟังแม่จ้าวย้อนความจบ จ้าวชิงซงก็ขมวดคิ้วเข้มทันที คิดแผนการรับมือในหัวไม่หยุด 

   

   “ป้อ… ป้อ แม้ะ ฮือ.. ไม่ ม่ายเจอ …” อันอันร้องใส่จ้าวชิงซง

   

   เจ้าตัวน้อยสูดจมูก ปลายจมูกแดงก่ำ ช่างดูน่าสงสารมาก

   

   จ้าวชิงซงหงุดหงิดใจ ปรายตามองเจ้าตัวน้อย ข่มอารณ์ฉุนเฉียวในใจ แล้วอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา “ไม่ต้องร้องนะครับลูก”

   

   คงเป็นเพราะสัญชาตญาณพ่อลูก เมื่ออันอันถูกจ้าวชิงซงอุ้ม เพียงทำเสียงปลอบ มือเล็กก็จับเสื้อของจ้าวชิงซงพลางสูดจมูก ไม่เปล่งเสียงร้องไห้งอแงอีก 

   

   ตามความคิดของแม่จ้าว

   

   สาเหตุใหญ่คงมาจากเรื่องไข่ไก่

   

   ถูกจับตัวไปแบบนี้ ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่

   

   จ้าวชิงซงไม่สามารถนั่งอยู่เฉยได้ ลี่หรงจะเจอเข้ากับอะไร ชายหนุ่มไม่อยากจะคิด ใครจะรู้ว่าพวกเขามีวิธีการน่ากลัวอะไรบ้าง

   

   อย่าว่าแต่จะปัดข้อกล่าวหา ‘ทำการค้า’ ของภรรยาทิ้งได้หรือเปล่า ตอนนี้การพาลี่หรงออกมาก่อนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

   

   จ้าวชิงซงส่งเจ้าตัวน้อยให้แม่จ้าวอุ้ม “ผมจะออกไปตามหาเธอครับ”

   

   อันอันดึงเสื้อของจ้าวชิงซงไม่ปล่อย

   

   จ้างชิงซงกลั้นใจแกะมือของเจ้าตัวน้อยออก รับปากพร้อมพูดปลอบโยน “พ่อสัญญาว่าจะพาแม่กลับ ตกลงไหม?”

   

   “เอิ้ก …” เจ้าตัวน้อยคล้ายจะฟังเข้าใจ ทำให้จ้าวชิงซงปลีกตัวออกมาอย่างราบรื่น

   

   จ้าวชิงซงรีบไปโทรศัพท์ที่สหกรณ์ในตัวอำเภอก่อน แล้วค่อยไปหาคนของที่ทำการไปรษณีย์

   

   สุดท้ายก็รีบไปที่สันติบาลอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อไปพบหลี่เฉิงจวินสหายร่วมรบสมัยก่อน แล้วเล่าเรื่องให้เขาฟังคร่าวๆ

   

   “เฮ้อ… เรื่องที่จะให้ฉันช่วยพาภรรยาของนายออกมาน่ะไม่มีปัญหา แต่การจับโจรต้องจับของกลางด้วย ถึงตอนนั้นพวกนายก็ต้องคิดหาวิธีกำจัดไข่ไก่พวกนั้นด้วยก็แล้วกัน”

   

   “ไม่เป็นไร พี่หลี่ พี่ช่วยพาคนออกมาก่อน เรื่องที่เหลือผมจะคิดหาวิธีเองครับ”

   

   หลี่เฉิงจวินพยักหน้า “พวกนายคงจะถูกใครบางคนหลอกแล้ว ตอนนี้นโยบายนั้นก็คลายความเข้มงวดลงไปมาก เรื่องที่ไปจับคนถึงบ้านมีน้อยมาก พอกลับไปก็ลองคิดดูให้ดี”

   

   จ้าวชิงซงเม้มปาก “อืม”

   

   เมื่อถึงสถานที่

   

   พวกคนที่พาตัวลี่หรงมา โดยมีผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านต้าเจียงเป็นหัวหน้า พวกเขากำลังคิดว่าจะสอบสวนลี่หรงอย่างไรอยู่ด้านนอก

   

   หญิงสาวเพียงคนเดียวทำเสียงฮึดฮัด “แค่บอกว่าเธอทำการค้าจึงทำให้ถูกจับตัวมา ไข่ไก่ตั้งมากมายขนาดนั้นจะเอามาใช้ทำอะไร ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังได้”

   

   หญิงสาวคนนี้ก็คือคนที่รื้อไข่ไก่ออกมาจากครัวลี่หรงเมื่อครู่

   

   เจตนาร้ายที่เธอมีต่อลี่หรงนั้นมีมหาศาล

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยคือผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านต้าเจียง แต่หญิงสาวกลับมาจากหมู่บ้านอื่น

   

   หลายปีมานี้ความกระตือรือร้นในการจับ ‘พวกทำการค้า’ ไม่ได้เข้มข้นมากขนาดนั้นแล้ว กำลังทั้งหมดพุ่งไปที่การกำหนดผลผลิตที่ผลิตร่วมกับทางการเกษตรไปใช้ในแต่ละครัวเสียมากกว่า

   

   ทำให้คนที่รับผิดชอบทางด้านนี้ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ ถึงขั้นที่บทลงโทษกลายเป็นของประดับไปอย่างช้าๆ

   

   แรกเริ่มที่จับ ‘พวกทำการค้า’ ยังมี ‘พวกหัวขบถ’ โดยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ หลังจากเริ่มค่อย ๆ ซาลงก็ไม่ได้จับ ‘พวกทำการค้า’ หรือ ‘พวกหัวขบถ’ ได้มากขนาดนั้นอีก บทบาทของผู้ใหญ่บ้านจึงลดลงอย่างมากตามไปด้วย

   

   เรื่องในหมู่บ้านก็ไปหาเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านเสียมากกว่า

   

   ด้านการผลิตก็มีหัวหน้ากองการผลิตดูแลอยู่

   

   ผู้ใหญ่บ้านกลับไม่มีบทบาทอะไรสำคัญ

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยที่เงียบอยู่นานถูกสหายร่วมงานที่เคยจับ ‘พวกทำการค้า’ ด้วยกันมาก่อนมาหาถึงบ้าน และบอกว่ามีคน ‘รายงาน’ ว่าหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเขามีคน ‘ทำการค้า’

   

   ช่วงไม่กี่ปีแรกมีการจับกุมเข้มงวดขนาดนั้น จ้าวเจี้ยนสุ่ยไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าจะมีคนกล้าทำเรื่องนี้อีก?

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยถามอีกไม่กี่ประโยค ก็ได้รู้ว่าเป็นลี่หรง สีหน้านั้นลังเลยิ่งกว่าเดิม “นั่นเป็นยุวชนหญิงของหมู่บ้านเรา และสามีของเธอยังปลดประจำการกลับมาด้วย ข้อมูลไม่ผิดใช่ไหม?”

   

   หญิงสาวพูดโดยมีหลักฐานแน่ชัด “ข้อมูลเชื่อถือได้ ยิ่งเป็นคนที่มีสถานะแบบนี้ จะละเว้นไม่ได้ หากพิจารณาออกมาเป็นคดีใหญ่ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น”

   

   เขาตื่นตัวขึ้นในพริบตา “จริงเหรอ?”

   

   ดังนั้นจ้าวเจี้ยนสุ่ยจึงไปที่หน่วยองค์กรกับหญิงสาว เรียกคนมาไม่กี่คน...

   

   จ้าวชิงซงที่ได้ยินหญิงสาวพยายามตั้งข้อหาลี่หรง เขาก็มีสีหน้าหมองลงชั่วขณะ แล้วเปิดปากพูดอย่างเคร่งขรึม “ยัดข้อหาได้ดีนี่!”

   

   หญิงสาวหันหน้ามาก็เห็นจ้าวชิงซง แม้จะไม่รู้จักเขา ทว่าเมื่อมองดูร่างสูงกำยำของเขาและสีหน้าบูดบึ้งของอีกฝ่าย จากการแต่งตัวของคนที่ยืนอยู่ข้างกายก็เหมือนจะเป็นเจ้าพนักงานที่มีตำแหน่ง แค่คิดก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา เธอขยับริมฝีปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร

   

   เธอไม่รู้จัก แต่จ้าวเจี้ยนสุ่ยรู้จัก

   

   เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นจ้าวชิงซงก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยอย่างไม่มีสาเหตุ ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดของหญิงสาว เขาก็กัดฟัน “จ้าวชิงซง พวกเราแค่มีธุระนิดหน่อยกับภรรยาของคุณเท่านั้น บางเรื่องตรวจสอบให้ชัดเจนจะดีกว่า”

   

   “โอ้!” จ้าวชิงซงไม่เล่นด้วย แล้วพูดไปตรงๆ “ภรรยาของผมอยู่บ้านทั้งวัน จะมีธุระอะไรได้ คุณอยากตรวจสอบงั้นก็ควรทำอย่างตรงไปตรงมา แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน กลับจับตัวมาโดยไม่สนถูกสนผิด เมื่อครู่ได้ยินพวกคุณคุยกัน ไหนคิดจะยัดข้อหาอีก เหตุผลแบบนี้มีที่ไหนกัน?”

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยสีหน้าเริ่มขมขื่น ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่เขาร่วมกันจับกุมคนทำผิด ตอนนั้นเขายังมีบารมีอยู่มาก มาตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มสวนกลับจนพูดไม่ออก เขาได้แต่ปรายตามองหญิงสาว

   

   หญิงสาวพิจารณาจ้าวชิงซงสักพัก ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายสวมเสื้อธรรมดา รองเท้าปลดระวางที่ขาดรุ่ยบนเท้ายังเปื้อนโคลนอยู่ จนไปถึงหนามของวัชพืชยังติดเต็มขากางเกง

   

   เมื่อได้ยินจ้าวชิงซงเอาแต่เรียกภรรยา ก็รู้ว่าเขาเป็นสามีของลี่หรง

   

   สายตาของหญิงสาวเป็นประกาย คนผู้นั้นบอกให้เธอเลี่ยงผู้ชายของลี่หรง จุดประสงค์หลักคือดึงลี่หรงที่ร่วมมือกับโรงงานเหล็ก ให้เผยคนบงการออกมาจะดีที่สุด  

   

   เมื่อเห็นชาวนาลุยโคลนขาพิการอย่างจ้าวชิงซง สายตาของเธอก็เหยียดหยามขึ้น ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นกังวลอะไร

   

   เธอพูด “พวกเราไม่ได้ไม่สนถูกสนผิด แต่มีคนรายงานมาต่างหาก”

   

   “จดหมายรายงานล่ะ?”

   

   “เอาให้นายดูไม่ได้หรอก” หญิงสาวปรายตามองเขา “จะดีที่สุด เราควรเลี่ยงความสงสัยจากสมาชิกในครอบครัว”

   

   “งั้นผมดูได้ไหม” หลี่เฉิงจวินเปิดปากพูดไปตรงๆ

   

   แม้หลี่เฉิงจวินจะดูไม่ธรรมดา หญิงสาวก็ไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตานักจึงถาม “คุณเป็นใครอีก?”

   

   หลี่เฉิงจวิน “คุณไม่มีคุณสมบัติที่จะถาม ให้หัวหน้าหวงของพวกคุณออกมาจะดีกว่า”

   

   หัวหน้าหวงชื่อจริงหวงซิ่งจื้อ รับหน้าที่ดูแล ‘กองจับกุมและสอบสวน’ จ้าวเจี้ยนสุ่ยและคนพวกนี้สังกัดอยู่ใน ‘กองจับกุมและสอบสวน’

   

   หลี่เฉิงจวินเรียกหัวหน้าหวงออกมา หญิงสาวกับจ้าวเจี้ยนสุ่ยเปลี่ยนสีหน้า คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?



 บทที่ 72: บทบาทของผู้ใหญ่บ้านที่ค่อยๆจางลง


   

   เดิมทีการจับกุมลี่หรงเป็นเรื่องกะทันหัน ไม่ได้พูดกับหวงซิ่งจื้อมาก่อน เดิมทีหลังจากหญิงสาวจับตัวคนทำผิดได้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงความผิดแล้วเสร็จ ถึงจะรายงานขึ้นไป 

   

   สมองของจ้าวเจี้ยนสุ่ยได้แต่เบลอ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร

   

   ชายหนุ่มด้านข้างเริ่มหักหลังก่อน แล้วปรายตามองหลี่เฉิงจวิน “ผมจะไปเรียกหัวหน้าหวง”

   

   หลังจากการ ‘ทำการค้า’ มีให้จับกุมลดน้อยลงทุกวัน บทบาทของผู้ใหญ่บ้านจึงค่อยๆจางลง หวงซิ่งจื้อในฐานะคนดูแลในด้านนี้ ก็อ่อนแอเช่นกัน

   

   ทว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้า ไม่มีอะไรทำก็ไม่ต้องทำ อย่างไรเสียก็ไม่กระทบเขา ทว่าตนก็รู้ดีว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้จึงคิดหาหนทางอื่น 

   

   หวงซิ่งจื้อที่กำลังนั่งทุกข์ใจอยู่ในห้องทำงาน ก็ถูกใครบางคนเข้ามาเรียกสติด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขาปรายตามองชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ “เสียวหลี่ ครั้งหน้าต้องเคาะประตูด้วย”

   

   “ผมเคาะไปสองรอบแล้ว...” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเสียวหลี่พูด “หัวหน้าครับ มีคนบอกว่าต้องการพบคุณอยู่ด้านนอกครับ”

   

   “ใครกัน” หวงซิ่งจื้อพิงเก้าอี้ พลิกสมุดดู

   

   “ไม่ทราบครับ ดูเหมือนกับสันติบาลเลย”

   

   หวงซิ่งจื้อนั่งตัวตรงทันที “สันติบาลจะมาทำไม?”

   

   ‘กองจับกุมและสอบสวน’ ของพวกเขาไม่เคยคลุกคลีกับสันติบาล

   

   หลังจากเสียวหลี่อธิบายต้นสายปลายเหตุให้เขาฟังคร่าวๆ หวงซิ่งจื้อก็ขมวดคิ้วแน่น ด่าพวกไม่ดูตาม้าตาเรือที่ยั่วยุสันติบาลให้มาถึงที่

   

   ทว่าคิดอีกที นี่ก็เป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ

   

   ถ้านี่เป็นเรื่องจริง แล้วตนสามารถสร้างผลงานจากเรื่องนี้ได้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง หากทำไม่ดีก็ได้ไม่คุ้มเสีย

   

   ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็ให้คนตากลมอยู่ด้านนอกไม่ได้

   

   จึงลุกขึ้นยืนจัดปกเสื้อ หวงซิ่งจื้อพูด “ออกไปดูหน่อยดีกว่า”

   

   หวงซิ่งจื้อเห็นคนมามากมาย มองแวบเดียวก็รู้ว่าหลี่เฉิงจวินคือสันติบาลที่สวมชุดลำลอง เมื่อเห็นดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องในวันนี้อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะมาพบในนามของสันติบาล  

   

   ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะสร้างเรื่องใหญ่โต

   

   หวงซิ่งจื้อฉีกยิ้ม แล้วยื่นมือไปหาหลี่เฉิงจวิน “สหายสันติบาล ไม่ทราบว่ามาจากสังกัดไหนเหรอ?”

   

   หลี่เฉิงจวินมาแล้วก็ไม่ได้ปิดบัง จึงพูด “หลี่เฉิงจวิน”

   

   หวงซิ่งจื้อกะพริบตา ในตัวอำเภอมีอยู่หลี่เฉิงจวินเดียวเท่านั้น เขาจ้องหญิงสาวกับจ้าวเจี้ยนสุ่ยข้างกายเขม็ง เอาแต่ก่อเรื่องให้เขา กระทั่งไปอัญเชิญคนผู้นี้มาได้อย่างไร

   

   เขาฉีกยิ้มอีกครั้ง แล้วถามหยั่งเชิง “รองอธิบดีหลี่ ท่านมาได้อย่างไร”

   

   หลี่เฉิงจวินโบกมือ “ไม่ใช่งานราชการอะไร อย่าเรียกแบบนี้เลย ที่มาในวันนี้ก็เพราะน้องสะใภ้ของฉัน ได้ยินว่าถูกพวกคุณจับมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พวกเรารับใช้ประชาชน ทำอะไรจำต้องมีหลักฐานไม่ใช่เหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงพูดเสริมอีกหนึ่งประโยคด้วยเสียงทุ้ม “นี่จับคนมาโดยไม่สนถูกสนผิด เป็นพฤติกรรมโจรในยุคเก่าดีๆนี่เองไม่ใช่เหรอ?”

   

   แม้หลี่เฉิงจวินจะพูดปาวๆว่าไม่ใช่งานราชการ ทว่าก็ใช่จะไม่จริงจัง

   

   อีกฝ่ายก็บอกเป็นนัย ใช่ว่าจะไม่กดดันพวกหวงซิ่งจื้อ 

   

   พวกเขา ‘กองจับกุมและสอบสวน’ สร้างผลงานจากการจับ ‘พวกหัวขบถ’ ทั้งต่อสู้กับพวกพฤติกรรมไม่ดีในยุคเก่า ทว่าตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มตราหน้าว่าเป็น ‘พฤติกรรมโจร’ 

   

   หวงซิ่งจื้อตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก ยิ้มแหยก่อนจะรีบพยักหน้า “ใช่ครับ! ใช่… ต้องมีหลักฐาน เรื่องนี้พวกลูกน้องจัดการเองทั้งนั้น”

   

   เขาหันไปจ้องพวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยเขม็ง “ใครใช้ให้พวกนายจับกุมกันเองโดยไม่รายงาน”

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยไม่กล้าพูด หญิงสาวกลับมั่นใจมากว่า เธอพบ ‘หลักฐาน’ จึงตัดสินเรื่องนี้ไปเอง “หัวหน้าคะ คุณยังไม่ได้เห็น ที่นั่นซ่อนไข่ไก่ตะกร้าใหญ่ไว้ ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน ถ้าไม่ใช่ ‘ทำการค้า’ แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?”


   จ้าวชิงซงหรี่ตามองเธอด้วยสายตาโหดเหี้ยมมาก หญิงสาวได้แต่เบนสายตาออก และได้ยินจ้าวชิงซงถามเสียงทุ้ม “คุณถามที่มาที่ไปของไข่ไก่พวกนั้นแล้วเหรอ คุณเล่นตรงเข้ามาจับตัวเลยไม่ใช่หรือไง?”

   

   หญิงสาวสะอึก ไม่ได้พูดอะไร

   

   “เอาแบบนี้ พาคนออกไปก่อน พวกคุณตรวจสอบให้แน่ชัดค่อยว่ากันทีหลัง” หลี่เฉิงจวินพูด 

   

   หวงซิ่งจื้อตาเป็นประกาย แม้หลี่เฉิงจวินจะไม่ได้ผิดใจกับเขา ทว่าดูจากท่าทางแข็งกร้าวของหญิงสาว อาจจะมีหลักฐานจริงๆก็เป็นได้

   

   เขาหัวเราะเสียงดัง “พวกเราจะตรวจสอบเรื่องนี้กันภายใน ทำไมพวกคุณไม่กลับไปก่อนล่ะ ผมรับรองว่าจะไม่มีการปรักปรำคนบริสุทธิ์”

   

   จ้าวชิงซงพูดเสียงเย็นเยียบ “ใครจะรู้ว่าพวกคุณจะบีบให้คนบริสุทธิ์รับสารภาพหรือเปล่า! กล้าลงมือกับเธอ พวกคุณได้เห็นดีแน่ ”

   

   หลี่เฉิงจวิน “หัวหน้าหวง ตอนนี้พวกคุณก็สอบถามที่มาที่ไปให้ชัดเจนไปเลย ถ้าไม่เชื่อค่อยติดตามกลับไปสอบสวนทีหลัง เอาอย่างนี้เถอะ เพื่อเลี่ยงสถานการณ์อย่างที่จ้าวชิงซงพูด ให้เลิกสงสัย ผมจะสอบถามลี่หรงต่อหน้าพวกคุณเอง”

   

   เขาใช้คำว่า ‘สอบถาม’ ซึ่งต่างกับ ‘สอบสวน’ มากโข

   

   ทว่าพวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยก็ไม่กล้าแย้ง อย่างไรเสียพวกเขาก็พูดปาวๆว่ามีหลักฐาน ซึ่งอันที่จริงก็คือแหล่งที่มาของข้อมูลพร้อมกับตะกร้าไข่ไก่

   

   นอกจากนี้ก็ไม่มีแล้ว

   

   หลี่เฉิงจวิน หวงซิ่งจื้อ จ้าวเจี้ยนสุ่ย และหญิงสาวทั้งสี่คนนั่งอยู่ในห้องเล็กที่ปิดสนิท ลี่หรงนั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขา

   

   ลี่หรงสวมนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอด คนที่จับตัวเธอไม่ได้เก็บออกไป หญิงสาวได้แต่มองนาฬิกาข้อมือ ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาเตรียมตัว ‘สอบสวน’ เธออย่างไร

   

   การนั่งประจันหน้าแบบนี้ ลี่หรงมองว่า พวกเขาคิดการ ‘สอบสวน’ ไว้เรียบร้อยแล้ว 

   

   ลี่หรงเม้มปาก มีผู้มาใหม่สองคน เธอกะพริบตา รอเขาเปิดปากพูดก่อน

   

   หวงซิ่งจื้อแค่อยากออกหน้า ทว่าไม่ได้เข้าร่วมสอบสวนด้วยตัวเอง อีกอย่างเขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องของลี่หรงมากนัก ย่อมต้องผลักภาระไปให้จ้าวเจี้ยนสุ่ยสอบถามกับหญิงสาวแทน

   

   อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้า เมื่อมีคุณงามความดีอะไรเขาก็รับได้หมด หากทำพลาดขึ้นมา ก็ยังผลักไปให้พวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยได้

   

   หญิงสาวชื่อว่าเจิ้งสุ่ยฟาง เป็นหัวหน้าฝ่ายสตรี แล้วเป็นสมาชิกอาวุโสของ ‘กองจับกุมและสอบสวน’ ทว่าผู้ชายของเธอเป็นหัวหน้าตัวเล็กๆในโรงงานเหล็ก

   

   หวงซิ่งจื้อหวังว่าข้อมูลของเธอจะพึ่งได้

   

   เจิ้งสุ่ยฟาง หัวหน้าฝ่ายสตรีถามอย่างจริงจังด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ลี่หรง มีไข่ไก่ตะกร้าหนึ่งในบ้านเธอ แต่กลับเลี้ยงแม่ไก่เพียงสองสามตัวเท่านั้น เก็บเยอะขนาดนี้ในเวลาอันสั้นไม่ได้หรอก เธอพูดมาเร็วเถอะ ว่าไข่ไก่พวกนี้มาจากที่ไหน?”

   

   ลี่หรงน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ดูไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับตอบความจริง “รับมาจากพวกคุณป้าในหมู่บ้าน”

   

   เจิ้งสุ่ยฟางนึกไม่ถึงว่าเธอจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ 

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยกระแอมไอ “ตามข้อมูลที่มีคนรายงาน ไข่ไก่ของเธอทั้งหมดถูกนำไปขาย ไม่ว่าจะพฤติกรรมการเก็ง ‘กำไร’ หรือ ‘ทำการค้า’ ส่วนตัวก็ไม่ได้ คุณยอมรับไหม?”

   

   ถ้าลี่หรงยอมรับก็ผิดปกติแล้ว

   

   เธอยิ้ม ก่อนจะพูดเยาะเย้ย “พวกคุณแค่เข้ามาค้นเจอไข่ไก่ตะกร้าหนึ่งในบ้านฉัน จะอธิบายอะไรได้ล่ะ น่าขำซะจริง คุณจับได้ว่าฉันทำธุรกิจกับใครบางคนตรงนั้นเลยเหรอคะ?”

   

   “เธอรับไข่ไก่มาเป็นเวลานาน บนจดหมายรายงานระบุไว้อย่างชัดเจน เธอลอบซื้อขายไข่ไก่กับอู๋จื่อกังเป็นการส่วนตัว ละโมบเงินและอาหารของส่วนกลาง” เจิ้งสุ่ยฟางถามด้วยน้ำเสียงคล้ายเหยียดหยาม

   

   พูดถึงอู๋จื่อกังงั้นเหรอ?

   

   ลี่หรงหรี่ตาลง ซ่อนความจริงที่แตกต่างไว้ข้างใน เธอต้องคิดให้ดีว่าควรพูดอย่างไร จะเปิดเผยเรื่องของอู๋จื่อกังออกมาไม่ได้เด็ดขาด 

   

   เธอสงบใจพร้อมพูด “หลักฐานล่ะคะ?”

   

   ถ้ามีหลักฐาน เจิ้งสุ่ยฟางก็คงไม่ต้องอุตส่าห์ตรากตรำขนาดนี้ เธอร้อนใจขึ้นเล็กน้อย “งั้นเธอก็พูดมาสิ ว่าเอาไข่ไก่มาใช้ทำอะไร พวกเรามีหลักฐานว่าเธอรับไข่ไก่มาตลอด รับสารภาพแล้วโทษหนักจะได้เป็นเบา คิดให้ดีก่อนจะพูดดีกว่า”

   

   สายตาของลี่หรงไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย แล้วพูด “ไข่ไก่ครึ่งหนึ่งไว้กินในบ้าน อีกครึ่งหนึ่งส่งกลับไปที่บ้าน ในบ้านมีพี่สะใภ้สองคน หลายชายอีกตั้งหลายคน รวมพ่อกับแม่ของฉันด้วย เป็นครอบครัวใหญ่ ฉันก็ไม่ได้หาเงินจากเรื่องนั้นด้วย เพียงส่งไข่ไก่กลับไปให้ครอบครัวกิน ไม่ได้เหรอคะ?”

   

   เมื่อเห็นว่าเจิ้งสุ่ยฟางจะพูดต่อ ลี่หรงก็พูดขึ้นอีก “หลังจากฉันแต่งงานก็ไม่ได้ทำงานเลย ทว่าครอบครัวมักจะส่งตั๋วเงินมาให้ ฉันในฐานะลูกสาวก็อยากส่งไข่ไก่ของท้องถิ่นให้พวกเขาคงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

   

   “มีหลักฐานยืนยันว่าเธอส่งกลับบ้านไหม?”

   

   “มีค่ะ” ลี่หรงตอบอย่างเฉียบขาด “ทุกเดือนฉันจะส่งของไปที่บ้าน ไปถามที่ทำการไปรษณีย์ได้เลย ไม่ก็จะไปหาครอบครัวฉันก็ได้”

   

   เจิ่งสุ่ยฟางไม่เชื่อสักประโยคหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ครอบครัวอะไรจะกินไข่ไก่ได้ทุกวัน?”

   

   ลี่หรงยิ้ม “จะตรวจสอบเบื้องหลังครอบครัวด้วยไหมล่ะคะ?”

   

   หลี่เฉิงจวินมองอยู่ด้านข้าง เคยคิดว่าภรรยาของจ้าวชิงซงเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง กลัวว่าหญิงสาวจะประหม่า ตนจึงคิดจะเข้าช่วยเหลือบ้างเมื่อยามจำเป็น

   

   นึกไม่ถึงว่าลี่หรงเหมือนจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา

   

   เมื่อเผชิญกับคนมากมายก็ไม่ได้ขัดแข้งขัดขาตัวเองแต่อย่างใด 

   

   ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงความคิดความอ่านก็ไม่แปลกที่จ้าวชิงซงจะสนใจเธอขนาดนั้น 

   

   ผู้ชายของเจิ้งสุ่ยฟางเป็นถึงระดับหัวหน้าในโรงงานเหล็ก หมู่นี้ก็มีแววจะได้เลื่อนตำแหน่ง เธอยังเป็นหัวหน้าฝ่ายสตรีของหมู่บ้านอีกด้วย หลายปีมานี้จึงกลายเป็นคนหยิ่งผยองขึ้นมา 

   

   เห็นลี่หรงพูดดีไม่ชอบ ชอบให้บังคับ ก็โมโหแทบทนไม่ไหว จึงขึ้นเสียงถาม “ตรวจสอบงั้นเหรอ ฉันขอดูหน่อยว่าจะเล่นลิ้นไปถึงขั้นไหน ครอบครัวของเธอทำอาชีพอะไรกัน?”

   

   “ชาวนาตามทำนองคลองธรรม” ลี่หรงทำหน้างง แล้วพูดถึงบ้านตระกูลจ้าว

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ย “หัวหน้าเจิ้งถามถึงบ้านของแม่เธอนะ”

   

   “อ้อ!” ลี่หรงครุ่นคิด “พ่อของฉันอยู่ที่ธนาคาร แม่อยู่ในโรงงานทอผ้า พี่ใหญ่อยู่ในกองทัพ ไม่ค่อยสะดวกพูดถึง พี่รองอยู่ที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์”

   

   นี่ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาแล้ว

   

   อย่าว่าแต่กินไข่ไก่ทุกวัน กินเนื้อหมูทุกวันก็ไม่เกินความคาดหมาย 

   

   เจิ้งสุ่ยฟางเถียงไม่ขึ้นแล้ว

   

   หวงซิ่งจื้อเห็นความผิดปกติ จึงยอมเปิดปากในที่สุด “ไว้เท่านี้ก่อน ฉันจะให้คนไปตรวจสอบที่ทำการไปรษณีย์ตอนนี้ ถ้าเป็นจริงเหมือนกับที่ลี่หรงพูด พวกเขาก็ทำพลาดแล้ว รองอธิบดีหลี่ คุณคิดเห็นอย่างไร?”

   

   “ทำตามนี้เถอะ ยุติธรรมไม่ลำเอียง อย่าปรักปรำคนดีล่ะ หัวหน้าหวง” ประโยคสุดท้ายของหลี่เฉิงจวินพูดได้ลึกซึ้งกินใจ

   

   เหงื่อซึมออกมาจากหน้าผากหวงซิ่งจื้อบางๆ ไม่ใช่แค่หลี่เฉิงจวิน ยังมีลี่หรงอีก เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนที่พวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยจับตัวมานั้น เบื้องลึกเบื้องหลังจะใหญ่โตขนาดนี้

   

   ไม่นานนักคนที่เขาส่งไปก็กลับมา แม้แต่บันทึกของจดหมายที่ลี่หรงส่งไปทุกฉบับก็นำกลับมาด้วย

   

   ที่ทำการไปรษณีย์ส่งของ ต้องกรอกชื่อสิ่งของเพียงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องระบุจำนวน และในรายชื่อสิ่งของที่ลี่หรงส่ง มีไข่ไก่ระบุอย่างชัดเจนทุกครั้ง 

   

   เจิ้งสุ่ยฟางยังคิดจะพูดอะไรสักอย่าง ก็ถูกหวงซิ่งจื้อจ้องเขม็งกลับมา

   

   เธอแสดงหลักฐานที่ลี่หรง ‘ทำการค้า’ ไม่ได้ ทว่าลี่หรงกลับมีหลักฐานว่าเธอไม่ได้ทำการค้า

   

   อีกอย่าง หวงซิ่งจื้อก็ไม่อยากผิดใจกับลี่หรงและหลี่เฉิงจวินด้วย

   

   ท้ายที่สุด เขาก็เป็นแค่หัวหน้ากองจับกุมและสอบสวน ‘ในอดีต’ เท่านั้น

   

   ไม่มีเหตุผลที่จะกักตัวลี่หรงอีก

   

   หลังจากลี่หรงได้รับอิสระอีกครั้งก็ไม่ได้ออกไปในทันที กลับยืดหลังตรง แล้วขอความยุติธรรมจากหวงซิ่งจื้อด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนกลางวัน ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าฝ่ายสตรี… คนนี้ ใช่ไหม? พวกเขาเข้าไปทำลายไข่ไก่ที่บ้านของฉัน ต้องชดใช้ความเสียหายนี้ให้ฉันใช่ไหมคะ?”

   

   หวงซิ่งจื้อ “พวกนายทำลายไข่ไก่ของสหายลี่หรงด้วยเหรอ?”

   

   เจิ้งสุ่ยฟางเบือนหน้าหนีไม่พูดอะไร จ้าวเจี้ยนสุ่ยก้มหน้าเม้มปาก วันนี้หน้าแตกไม่เหลือชิ้นดีจริงๆ 

   

   “เสียวหลี่ นายพูดสิ”

   

   เสียวหลี่หัวเราะอย่างเก้อเขิน “เป็นความผิดพลาดน่ะครับ พะ… พี่ฟางเป็นคนทำ”

   

   ลี่หรงมองพวกเขาพยายามเฉไฉ จึงพูดออกไปตรงๆ “อย่างแรก พวกคุณพาตัวฉันมาอยู่ที่นี่ครึ่งค่อนวัน ทั้งยังสร้างความเจ็บปวดสาหัสต่อจิตใจของฉันและลูกชาย ฉันต้องการคำขอโทษ อย่างที่สอง ไข่ไก่พวกนี้ก็ไม่ได้ลมพัดปลิวมา ทั้งหมดแลกด้วยเงิน ฉันและสามีของฉันก็ไม่มีแต้มงาน รายได้ก็น้อย ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ไม่น้อยเลย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากมาย คิดเป็นสามร้อยฟองตามที่ฉันรับไข่ไก่มา หนึ่งฟองเป็นเงินห้าเฟิน ทั้งหมดก็เป็นเงินสิบห้าหยวน พวกคุณใครจะเป็นคนจ่ายคะ?”

   

   จ้าวเจี้ยนสุ่ยไม่มีเงินแน่นอน เขาออกตัวก่อนว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง “ฉันไม่ได้เป็นคนทำ หัวหน้าเจิ้งเป็นคนลงมือต่างหาก”

   

   เสียวหลี่กับผู้ชายคนอื่นหยิบไข่ไก่ออกมา ทว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนทำลาย

   

   เกิดกลัวกันขึ้นมาว่าพวกเขาจำเป็นต้องชดใช้ ทั้งสองจึงพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัด “เป็นคำสั่งของพี่ฟาง พวกเราไม่ได้ทำลายไข่ไก่ เป็นพี่ฟางที่เทตะกร้า...”

   

   “พวกแก!” เจิ้งสุ่ยฟางถลึงตาด้วยความโกรธ นึกไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะโยนเรื่องทุกอย่างมาให้ตน ใบบนหน้าสั่นสะท้าน ถ้าสามีที่บ้านรู้ว่าเธอจัดการเรื่องไม่ดี ทั้งยังต้องชดใช้เงินสิบห้าหยวนอีก ไม่รู้ว่าจะโกรธมากแค่ไหน 

   

   เธอกำลังปัดภาระ ทันใดนั้นก็พบว่าทุกคนกำลังจ้องเธอ

   

   สายตาของหวงซิ่งจื้อเตือนเป็นนัย

   

   เจิ้งสุ่ยฟางหน้ากระตุก แล้วควักเงินสิบห้าหยวนออกมาอย่างไม่เต็มใจ

   

   หลายคนยังต้องขอโทษลี่หรง

   

   เมื่อจ้าวชิงซงเห็นลี่หรง ก็ไม่สนใจเท้าของตัวเอง กลับวิ่งกะเผลกเข้าไปหาอย่างร้อนใจ แล้วจับมือของลี่หรง มองเธอหัวจรดเท้า หลังจากมั่นใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ก็กอดเธอแน่น “ผมตกใจแทบแย่เลยครับ!”

   

   ลี่หรงกอดเขากลับ หัวใจที่พองขึ้นตกลงไปที่ตาตุ่ม แล้วกล่าวโทษเขา “ทำไมวิ่งเร็วขนาดนี้ ล้มขึ้นมาจะทำอย่างไรคะ?”



 บทที่ 73: แก้ปัญหา


   

   “ไม่ล้มหรอกครับ” จ้าวชิงซงกระซิบ “อยู่ในนั้นคุณกลัวไหมครับ พวกเขาทำอะไรคุณหรือเปล่า?”

   

   ลี่หรงส่ายหน้า “ไม่เป็นอะไรค่ะ คุณพาฉันออกมาได้ยังไง?”

    

   จ้าวชิงซงจับมือลี่หรง แล้วพาเธอไปหาหลี่เฉิงจวิน “นี่พี่หลี่ อดีตสหายในกองทัพของผมเองครับ”

    

   “ขอบคุณนะคะพี่หลี่” ลี่หรงกล่าวขอบคุณ

   

   “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เหล่าจ้าวกับผมสนิทกันมากกว่าพี่น้องซะอีก ไว้มาดื่มชาที่บ้านผมสักถ้วยก่อน จะได้ผ่อนคลายขึ้นนะครับ”

    

   หลี่เฉิงจวินกวักมือเรียก พวกเขาทั้งสองมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นต่อกัน บางทีจ้าวชิงซงอาจไม่เคยจริงจังกับเรื่องนี้ แต่หลี่เฉิงจวินเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจเสมอ

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวชิงซง เขาคงตายไปนานแล้ว

   

   จ้าวชิงซงปฏิเสธคำชวนของหลี่เฉิงจวิน โดยกล่าวว่า “ครั้งหน้าแล้วกันครับพี่ ผมต้องรีบไปสืบหาว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากไม่ได้จัดการเรื่องนี้ให้ดี ผมจะไม่มีวันรู้สึกสบายใจได้แน่ครับ”

   

   “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นนายก็กลับไปก่อนเถอะ แล้วฉันจะช่วยจับตาดูเรื่องนี้ไว้ให้ ฉันเองก็อยากดูเหมือนกัน ว่าใครกล้ามายุ่งกับน้องชายของฉัน”

    

   ทั้งสองสามีภรรยากล่าวขอบคุณเขาอีกครั้ง แล้วกลับบ้าน

   

   ระหว่างทาง จ้าวชิงซงจับมือลี่หรงไว้แน่น

   

   ตอนที่จ้าวชิงซงรู้ว่าลี่หรงเริ่ม ‘ทำธุรกิจ’ ครั้งแรก ตอนนั้นเขาบอกเธอว่าอย่าทำเรื่องแบบนี้เลย ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมและให้เหตุผลว่าหากหญิงสาวถูกจับขึ้นมา จ้าวชิงซงจะสามารถพาเธอออกไปได้แน่นอน 

    

   ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้พิสูจน์แล้วว่า จ้าวชิงซงสามารถพาเธอออกมาได้จริงๆ

   

   เมื่อหญิงสาวได้ประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวจริงๆ ก็ยังคงมีความตื่นตระหนกตกค้างอยู่ในใจ

   

   แต่ลี่หรงจะไม่หยุดหาเงินเพราะเหตุผลเพียงเท่านี้ เธอจับมือของจ้าวชิงซงแน่น แล้วเริ่มวิเคราะห์ “ฉันคิดว่าฉันไม่ได้มีปัญหากับคนที่นี่ และไม่รู้จักคนพวกนั้นสักคนเลยค่ะ”

     

   ลี่หรงถูกขังไว้ในห้องมืดเล็กๆ จนกระทั่งจ้าวชิงซงมาถึง ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาอันสั้น

    

   เธอคิดอย่างรอบคอบ และพบว่าทุกครั้งที่รวบรวมไข่จากพวกป้าในหมู่บ้าน ก็ไม่เคยมีเรื่องน่าสงสัยเกิดขึ้น

   

   และราคาที่เธอเสนอก็ไม่ได้ต่ำแต่อย่างใด พวกเธอสามารถสร้างรายได้ด้วยการแลกเปลี่ยนไข่เป็นเงินกับลี่หรง จึงไม่มีเหตุผลที่จะเอาเรื่องเธอไปรายงาน

   

   สักพักราวกับว่านึกอะไรบางอย่างออก จู่ๆ ลี่หรงก็พูดว่า “หัวหน้าหญิงคนนั้นพูดถึงโรงงานเหล็ก… ผู้จัดการอู๋!”

    

   จ้าวชิงซงถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น กอดลี่หรงแล้วจับมือเธอไว้ ขณะพูดว่า “ผมจะพาคุณกลับบ้านก่อน แล้วผมจะไปหาผู้จัดการอู๋ครับ”

    

   “ฉันจะไปกับคุณด้วยค่ะ”

   

   จ้าวชิงซงมองลี่หรงอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้า

    

   พวกเขาทั้งสองไม่กล้าไปที่โรงงานเหล็กในทันที จึงเลือกที่จะโทรไปหาอีกฝ่าย ให้มาเจอกันที่ร้านสหกรณ์ของอำเภอ

    

   อู๋จื่อกังรู้สึกประหลาดใจมาก หลังจากรับสายและได้ฟังสิ่งที่จ้าวชิงซงเล่าแล้ว เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “รออยู่ตรงนั้นกันก่อนนะครับ ผมจะรีบไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ครับ”

   

   อู๋จื่อกังคงรีบมาทันทีที่วางสาย เพียงสิบนาทีต่อมา เขาก็มาถึง

   

   ก่อนอื่นเขาเหลือบมองลี่หรง แล้วถามว่า “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

     

   ลี่หรงส่ายหน้า “ฉันสบายดีค่ะ แค่โดนขังอยู่ในนั้นไม่นานค่ะ”

    

   อู๋จื่อกังถามลี่หรง “คุณแน่ใจเหรอครับว่าไม่เป็นอะไร?”

    

   “ใช่ค่ะ ไม่เป็นอะไร ไม่มีเหตุผลที่จะรายงานฉันค่ะ ที่สำคัญคือผู้หญิงคนนั้นพูดถึงโรงงานเหล็กและโดยเฉพาะคุณ เหมือนต้องการจะลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้องให้ได้ค่ะ”

   

   จ้าวชิงซงถามว่า “พี่อู๋ ช่วงนี้พี่มีปัญหาอะไรที่โรงงานเหล็กหรือเปล่าครับ?”

    

   อู๋จื่อกังเลิกคิ้วตอบ “ไม่... เอ๊ะ! ผมจำได้ว่าผู้จัดหาสินค้าคนหนึ่ง เพิ่งสร้างปัญหาไปไม่นานมานี้ครับ... ไม่สิ เขาไม่มีทางรู้ว่าพวกเราติดต่อกัน ไม่มีเหตุผลที่จะไปยุ่งกับพวกคุณ ผมกำลังมีปัญหากับผู้จัดหาสินค้าเรื่องนี้แหละครับ”

    

   สีหน้าของจ้าวชิงซงเคร่งขรึม “รู้สึกเหมือนเรื่องมันจะไม่จบได้ง่ายแบบนั้นนะครับ เหมือนกับว่าพวกเขาจะต้องการตราหน้าลี่หรงว่าเป็น ‘นักเก็งกำไร’ และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาคงต้องการจะลากพี่อู๋เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ...”

    

   “เดี๋ยวนะครับ” อู๋จื่อกังหรี่ตาลง ราวกับว่านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “อีกไม่นานตำแหน่งผู้นำของโรงงานเหล็กกำลังจะถูกเปลี่ยนแล้วครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือใคร หัวหน้าหญิงคนนั้นชื่ออะไรเหรอครับ?”

    

   “สกุลเจิ้งค่ะ” ลี่หรงหยุดพูดไปครู่หนึ่ง “เจิ้ง… เจิ้งสุ่ยฟางค่ะ”

   

   “แบบนี้นี่เอง” อู๋จื่อกังมองพวกเขา “โชคดีที่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เดี๋ยวผมจะรีบจัดการส่วนที่เหลือเอง ช่วงนี้ก็ระมัดระวังกันด้วยนะครับ”

    

   “เรื่องไข่ไก่ ...”

   

   อู๋จื่อกังกล่าวว่า “เก็บรวบรวมได้ตามปกติเถอะครับ ไม่ต้องห่วง ธุรกิจทั้งหมูและไข่ พวกเราก็ทำมานานแล้ว นี่ไม่ใช่ความคิดของผมคนเดียว”

    

   เขาชี้นิ้วขึ้นฟ้า “คนข้างบนก็ด้วยครับ”

   

   จ้าวชิงซงกล่าว “ทำไมคุณไม่พักเรื่องไข่ไว้ก่อนล่ะครับ รอให้คุณแก้ไขปัญหาก่อน แล้วเราก็ค่อยเริ่มกันใหม่ก็ได้นะครับ”

     

   ในความเป็นจริง จ้าวชิงซงไม่อยากให้ลี่หรงต้องเสี่ยงอีก

   

   พูดอีกอย่างคือเขาไม่อยากให้ลี่หรงทำแล้วด้วยซ้ำ สวรรค์รู้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อได้ยินว่าลี่หรงถูกจับตัวไป ขณะอยู่ที่ฟาร์มสุกร

   

   ขณะนั้นก็รู้สึกราวกับท้องฟ้ากำลังถล่ม เขาหรี่ตาลงทันใด แล้วกำหมัดแน่น ได้แต่บังคับตัวเองให้กลับสู่ความเป็นจริง

    

   ตอนไปที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อติดต่อผู้จัดการอู๋และไปหาหลี่เฉิงจวิน ใจเขาเต้นระทึกอยู่เสมอ ระหว่างทางไม่กล้าเสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียว

     

   เขากลัวมากว่าลี่หรงจะได้รับอันตราย หากไปสายเกินไป

    

   เขาตกใจและหวาดกลัวมาก

    

   อู๋จื่อกัง “ไม่เป็นอะไรครับ ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขภายในครึ่งเดือนแน่นอนครับ แล้วก็…”

   

   เขาหยุดชั่วคราว แล้วอธิบายให้จ้าวชิงซงกับภรรยาของเขาฟังว่า “... ยุคสมัยกำลังจะเปลี่ยนแปลงแล้ว นโยบายใหม่จำนวนมากยังไม่ได้ประกาศออกมา แต่ผมได้ยินมาว่าอีกไม่นาน ‘องค์ประกอบสี่ประเภท’ จะถูกยกเลิก และการปฏิรูปด้วยนโยบายใหม่จะดำเนินการ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น”

    

   จ้าวชิงซงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลี่หรงดึงแขนเสื้อของเขา

   

   ลี่หรงเข้าใจสิ่งที่อู๋จื่อกังอธิบาย

   

   ในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเก้า นโยบายดังกล่าวจะได้รับความนิยมอย่างแท้จริง และจะถูกนำมาใช้ในพื้นที่ชนบท การปฏิรูปนโยบายจะใช้เวลาเกือบปี อาจนำมาใช้จริงในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเก้า หรือปีหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบ

    

   แต่อู๋จื่อกังบอกว่าสามารถเก็บรวบรวมไข่ต่อไปได้ แน่นอนว่าลี่หรงจะไม่ยอมแพ้

    

   จ้าวชิงซงถอนหายใจ ทำหน้าบูดบึ้ง แต่ก็ยอมประนีประนอม “ก็ได้ครับ”

     

   หลังจากเผชิญศึกหนักกันมานาน เมื่อทั้งสองกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

    

   แม่จ้าวและคนอื่นๆทานอาหารเย็นกันแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงกับภรรยาจะกลับมาเมื่อไร นี่ก็ดึกแล้ว พวกเขาจึงป้อนข้าวอันอันและพาไปอาบน้ำโดยไม่รีรอ

     

   หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ลี่หรงและสามีก็กลับมาถึง

   

   ทุกคนในตระกูลจ้าวนั่งรออยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นว่าทั้งสองกลับมาได้อย่างปลอดภัย ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

   

   ทันทีที่เด็กน้อยเห็นลี่หรง ก็ยื่นมือออกมา “แม่… อุ้ม …”

   

   ลี่หรงอุ้มอันอันขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ “กลัวเหรอจ๊ะ? ลูกรักของแม่!”

    

   อันอันกอดคอของลี่หรงไว้แน่น

     

   ลี่หรงลูบก้นเขาเบาๆ เธอกลัวว่าเด็กน้อยจะยังคงตกใจกลัว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงอุ้มเด็กน้อยไม่วางเลย

    

   คุณแม่จ้าวพูดด้วยความตื่นเต้น “ดีแล้วที่กลับมา ดีแล้วที่กลับมา …”

   

   พ่อจ้าวรีบถามว่า “แก้ไขปัญหาเสร็จแล้วเหรอลูก?”

    

   จ้าวชิงซงตอบว่า “เรียบร้อยแล้วครับ”

   

   จ้าวชิงหยางกล่าวว่า “เพราะพี่ไม่ได้เรื่องเอง เลยช่วยนายไม่ได้ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลยนะ”

    

   จ้าวชิงซงตบไหล่จ้าวชิงหยาง “ไม่ต้องห่วงหรอกครับพี่ ผมจะไม่เกรงใจหรอกครับ แต่เรื่องนี้แก้ไขได้แล้วจริงๆ”

   

   หลังจากนั้นไม่นาน พ่อจ้าวก็ถามอีกว่า “แล้วพวกลูกยังอยากจะทำงานนี้ต่อไหมล่ะ?”

     

   ลี่หรงตอบว่า “ทำค่ะ แต่เราจะต้องระวังให้มากขึ้น”

   

   คุณพ่อจ้าวถอนหายใจ “เอาเถอะ ลูกหลานมีบุญกรรมของตนเอง พ่อแม่ไม่สามารถบังคับใจพวกลูกได้ ก็ลองคิดหาทางจัดการกันเองเถอะ”

    

   คุณแม่จ้าวถาม “ลูกสองคนหิวหรือเปล่า ยังมีโจ๊กเหลืออยู่บนเตา ถ้าไม่พอก็ใส่ไข่เพิ่มไปอีกสองฟอง”

   

   “ทุกคนไปนอนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรกินเอง” จ้าวชิงซงพูดกับพวกคุณแม่จ้าว




 บทที่ 74: กินเลี้ยงงานฉลองครบเดือน นินทาบ้านอื่น
   

   วันรุ่งขึ้น จ้าวชิงซงเรียกพี่ชายให้ไปช่วยขุดหลุมในครัว ในเมื่อซ่อนคนไม่ได้ ทำได้เพียงซ่อนไข่เท่านั้น   

   เมื่อลี่หรงเห็น เธอก็รู้สึกประทับใจทันที ผู้ชายคนนี้มักจะทำมากกว่าพูดเสมอ
    
   เช่นเดียวกับครั้งสุดท้ายที่เขาเข้าไปซื้ออาหารหมูในตัวเมือง เขาก็ได้ไปผ่าตัดทำหมันแล้วด้วย

   ถ้าจะถามว่าลี่หรงว่ารู้ได้อย่างไร แน่นอนว่าหลังจากเสร็จกิจ ชายหนุ่มก็พูดอย่างมีความสุขว่า “ไม่มีถุงยางแล้วรู้สึกดีจัง…”    

   ในช่วงกลางฤดูร้อน ทั้งครอบครัวจ้าวไปงานเลี้ยงกัน  

   งานฉลองครบเดือน    

   จ้าวชิงหลิ่วให้กำเนิดเด็กชายชื่อเถี่ยตั้นเอ๋อร์    

   ทั้งครอบครัวสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย พากันมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลี่   

   หลังจากที่หลี่ต้าไห่สร้างบ้านใหม่ แล้วย้ายเข้าไปอยู่ ชีวิตก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ     

   ตอนนี้มีลูกชายตัวน้อยเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว ถ้าบอกว่าไม่ภูมิใจก็เป็นไปไม่ได้ นอกจากครอบครัวจ้าวแล้ว งานฉลองครบเดือนยังเชิญคนในหมู่บ้านหลายคนมาร่วมงานเลี้ยงด้วย    

   มีโต๊ะตั้งหลายสิบโต๊ะ บรรยากาศรื่นเริง     

   ทันทีที่จ้าวชิงหลิ่วคลอดลูก หลี่ต้าไห่ไปที่บ้านสกุลจ้าว เพื่อรายงานแม่จ้าวว่าลูกสาวกับหลานปลอดภัยแล้ว   

   ในเวลานั้น แม่จ้าวได้เลือกแม่ไก่แก่ตัวหนึ่งในบ้าน แล้วอุ้มไปให้ครอบครัวลูกสาว เมื่อลี่หรงรู้เรื่องนี้ ก็มอบนมผงกระป๋องใหม่ที่ยังไม่ได้เปิด ฝากไปให้เธอด้วย     

   เหอซิ่งย่อมไม่ตระหนี่ เธอฝากไข่ต้มน้ำตาล และนมมอลต์หนึ่งกระป๋องให้แม่จ้าวนำไปเช่นกัน
    
   ในช่วงที่อยู่เดือน จ้าวชิงหลิ่วไม่สามารถออกมาเจอญาติมิตรได้ หลี่ต้าไห่จึงเป็นคนรับทุกอย่างไปแทน    

   จ้าวชิงหลิ่วขอให้หลี่ต้าไห่ขอบคุณทุกคนแทนเธอ   

   วันนี้ครบกำหนดอยู่เดือนแล้ว แม่จ้าวสามารถพาสมาชิกครอบครัว อย่างลี่หรงและเหอซิ่งเข้าไปในบ้าน เพื่อเยี่ยมจ้าวชิงหลิ่วและเถี่ยตั้นเอ๋อร์ได้แล้ว   

   ลี่หรงมองเถี่ยตั้นเอ๋อร์สักพัก แล้วพูดด้วยความเอ็นดูว่า “กรรมพันธุ์ของตระกูลจ้าวนั้นแข็งแกร่งมาก ตาของเถี่ยตั้นเอ๋อร์เหมือนตาของพี่ใหญ่เลย อืม… คล้ายจ้าวชิงซงด้วยค่ะ”  

   เหอซิ่งคลี่ยิ้มกว้าง “หลานชายหน้าคล้ายลุงสินะ”    

   แม่จ้าวห่วงใยลูกสาวมาก รีบตรวจดูอาการของจ้าวชิงหลิ่วอย่างใกล้ชิด ใบหน้าของลูกสาวมีเลือดฝาด และเจ้าเนื้อขึ้นเล็กน้อย เธอคิดว่าในช่วงที่อยู่เดือน ลูกเขยคงจะดูแลลูกสาวของเธออย่างดี    

   ความจริงแล้วในตอนนั้น หลี่ต้าไห่ไม่สามารถหาไก่ได้เยอะมากนัก เขาจึงไปหาซื้อที่ร้านสหกรณ์ ทว่ากลับมีตั๋วไม่เพียงพอ จ้าวชิงซงจึงเป็นคนหาวิธีช่วยให้เขาได้ไก่มา    

   จ้าวชิงซงช่วยโดยไม่ต้องใช้ตั๋ว แต่ต้องใช้เงิน    

   เงินจำนวนนั้นไม่ได้ทำให้จ้าวชิงซงลำบาก เขาไม่คิดจะขอเงินคืนแต่อย่างใด ด้วยเพราะเป็นการซื้อให้พี่สาวของเขากิน     

   แต่หลี่ต้าไห่คิดว่าถ้าจ้าวชิงซงไม่ยอมรับเงิน เขาก็จะไม่รับไว้    

   สุดท้ายจ้าวชิงซงก็จำต้องยอมรับ    

   เรื่องระหว่างผู้ชาย ลี่หรงและคนอื่นๆไม่รู้เลย    

   ด้วยกังวลว่าอันอันจะรบกวนเถี่ยตั้นเอ๋อร์ เมื่อลี่หรงมาถึงบ้านสกุลหลี่ เธอจึงฝากอันอันไว้กับพวกต้าหนิว เพื่อให้ไปเล่นกับเหอฮวาและเด็กคนอื่นๆ   

   ในห้องมีผู้หญิงเพียงไม่กี่คน และทารกน้อยอายุหนึ่งเดือนหนึ่งคน   

   ทันใดนั้น แม่จ้าวก็ถามว่า “พวกคนตระกูลหลี่ที่น่าหงุดหงิดพวกนั้น ได้รับเชิญให้มากินข้าวเย็นในงานด้วยหรือเปล่าล่ะ?”    

   จ้าวชิงหลิ่วรู้ว่า แม่กำลังถามถึงพ่อและแม่เลี้ยงตัวแสบของหลี่ต้าไห่ จึงส่ายหน้าตอบ “ไม่ได้เชิญหรอก กลัวว่าจะมาสร้างความรำคาญน่ะสิ”   

   จ้าวชิงหลิ่วพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ แสดงว่าเกิดเรื่องบางอย่าง    

   ตอนนี้จ้าวชิงหลิ่วไม่ได้ตั้งใจจะปกปิด เธอเล่าว่า “ตอนที่ฉันใกล้คลอด แม่เลี้ยงมาหาหลายครั้ง บอกว่าอยากให้ลูกชายของเธอใช้บ้านหลังใหม่ของเรา เป็นเรือนหอตอนแต่งสะใภ้เข้าบ้าน”   

   “เธอไปเอาหน้ามาจากไหน?” แม่จ้าวโกรธมาก “หาดีไม่ได้เลย เอาแต่ทำเรื่องทำร้ายจิตใจคน”

   “ใช่ไหมล่ะคะ?” จ้าวชิงหลิ่วยิ้มเยาะ “ถ้าปล่อยให้เธอมาอาศัยอยู่จริงๆ คงยากที่จะไล่เธอออกไปได้”

   เป็นครั้งแรกที่ลี่หรงเห็นสีหน้าเย้ยหยันของคนอย่างจ้าวชิงหลิ่ว แน่นอนว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะซื่อแค่ไหน ก็จะเปลี่ยนไปหากถูกบังคับให้เข้าสู่สถานการณ์กดดันบางอย่าง

   จ้าวชิงหลิ่วเล่าต่อ “ฉันปฏิเสธไปหลายครั้งแล้ว จนเกือบจะผลักแม่เลี้ยงล้มลง ตอนนั้นในบ้านก็เกือบจะลุกเป็นไฟ เลยต้องเรียกเลขาประจำหมู่บ้านให้มาช่วยคุมเธอหน่อย”

   ลี่หรงถามว่า “แยกครอบครัวกันไปแล้ว เธอจะยังมาที่นี่ได้อย่างไรกันคะ?”
   
   “เฮ้อ… เหมือนกระดูกหักแต่เส้นเอ็นยังเชื่อมอยู่ พ่อของเขายังไม่ตาย จะตัดขาดกันอย่างหมดจดได้อย่างไร?”    

   คนอย่างแม่เลี้ยงของหลี่ต้าไห่ คงไม่มีบ้านไหนอยากให้ลูกสาวตัวเองแต่งเข้าบ้านเธอหรอก    

   บอกว่าต้องใช้เงิน ทั้งที่ตัวเธอเองไม่ค่อยมีเงิน     

   ลี่หรงสงสัยเล็กน้อย “แม่สามีเป็นแบบนี้ ใครจะยอมให้ลูกสาวแต่งเข้าครอบครัวเธอคะ?”     

   “ได้ยินมาว่าเจ้าสาวคนนี้ ไม่ใช่คนที่จับคู่กันตั้งแต่แรก เธอไม่ได้อยากแต่งงานเลย แค่คุยนิดเดียวก็รู้แล้วว่านิสัยของว่าที่แม่สามีเป็นอย่างไร ใครจะยินดีแต่งงานเข้าบ้านคนแบบนี้ล่ะคะ” จ้าวชิงหลิ่วเงียบไปครู่หนึ่ง “เห็นว่าหลังจากไปหาที่บ้านแล้ว คนอื่นในครอบครัวก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีลูกสาวหลายคน ก็เลยไม่สนใจ พวกเขาแค่ต้องการเงิน ไม่ว่าจะร้อยหรือสองร้อยก็ยังนับว่าดี”

   “แม่เลี้ยงคนนั้นมีเงินเยอะถึงขนาดเต็มใจจ่ายเหรอ?”   

   จ้าวชิงหลิ่วยิ้มเยาะอีกครั้ง “ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่แม่เลี้ยงคงไม่ยอมจ่ายแน่นอน ได้ยินมาว่าเธอไปที่บ้านของผู้หญิงคนนั้นแต่เช้า คนเดินผ่านไปผ่านมาตั้งเยอะแยะ แต่เธอก็ยังไปด่าครอบครัวของฝ่ายหญิง ว่าบ้านนั้นขายลูกสาวกิน คิดว่าตลกไหมล่ะคะ?”    

   มันค่อนข้างน่าขบขัน     

   ในเมื่อไม่ชอบของขวัญหมั้นหมายของคนอื่น ไม่อยากให้มีงานแต่งแล้ว ทำไมถึงยังไปเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้าคนอื่นอีก?    

   ลี่หรงอยากรู้ว่า “แล้วตอนนี้จะไม่มีงานแต่งแล้วเหรอ แล้วผู้หญิงคนนั้นมาจากครอบครัวไหนกัน?”

   จ้าวชิงหลิ่วตอบว่า “อยู่หมู่บ้านถัดไปนี่เอง ฉันไม่รู้ชื่อของผู้หญิงคนนั้น แต่ได้ยินมาว่าเธอคนนั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เธอถูกอาคนรองของเธอปั่นหัว ทำให้ทะเลาะกับแม่เลี้ยงได้ตลอดทั้งวัน”    

   “แบบนี้ก็ยังจะให้เข้าบ้านได้อยู่เหรอ?” แม่จ้าวไม่เข้าใจ    

   “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” จ้าวชิงหลิ่วเล่าให้แม่จ้าวฟังว่า “อาคนรองของเขาหน้าตาดี ผู้หญิงหลายคนก็เลยตกหลุมรัก แต่ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นไม่เห็นด้วย ไม่รู้ว่ามันเป็นกลอุบายสกปรกที่แม่เลี้ยงสอนหรือเปล่านะ พวกเขาอยู่กันสองต่อสอง แถมยังไปลอบจูบกันในป่าด้วย ถ้าไม่มีใครไปเห็นเข้า บางทีอาจจะเกิดเรื่องไปแล้วก็ได้”    

   จ้าวชิงหลิ่วกล่าวว่า “แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในเมื่อมีคนเห็นแล้ว ชื่อเสียงของผู้หญิงคนนั้นก็ถูกทำลายไป ครอบครัวดีๆจึงไม่มีทางอยากแต่งเธอเข้าบ้าน แม่เลี้ยงก็เลยรีบเร่งให้เธอแต่งกับลูกชาย และสินสอดที่ให้เจ้าสาวก็กลายเป็นราคาถูก สุดท้ายก็แต่งงานกันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”   

   ลี่หรงฟังแล้วหดหู่เล็กน้อย ทันทีที่เข้าประตูมาก็เกิดเรื่องแล้ว จากนี้ไปน้องชายของหลี่ต้าไห่จะมีชีวิตที่ยากลำบาก เพราะต้องเป็นคนกลางคั่นระหว่างแม่กับภรรยา...    

   ตอนที่ลี่หรงอยู่เดือนครบกำหนด เดิมทีจ้าวชิงซงวางแผนไว้ว่าจะจัดงานฉลองครบเดือน   

   ทว่าต่อมาอันอันเกิดล้มป่วยระหว่างอยู่เดือน เธอกลัวคนอื่นๆจะตกใจ จึงไม่ได้จัดงาน เพียงแค่กินข้าวร่วมกันในครอบครัวเท่านั้น    

   แม่จ้าวและคนอื่นๆคุยกับจ้าวชิงหลิ่วในห้องเป็นเวลานาน เมื่องานเลี้ยงกำลังจะเริ่ม หลี่ต้าไห่ก็ยกข้าวเข้ามาให้จ้าวชิงหลิ่วกิน แล้วขอให้แม่จ้าวและคนอื่นๆออกไปกินข้าวกันข้างนอก    

   อันอันถูกพวกต้าหนิวพาไปเล่นด้วย ไม่รู้ว่าเด็กๆไปเล่นอะไรกัน แต่เมื่อลี่หรงเห็นเขา เด็กน้อยก็เหงื่อออกมากแล้ว    

   ลี่หรงส่งเสียงเรียกอันอัน    

   เด็กน้อยยังคงเดินได้ไม่มั่นคงนัก ต้าหนิวจึงต้องช่วยจับไว้ เมื่อเขาเห็นลี่หรง ดวงตากลมโตเหมือนองุ่นของอันอันก็เป็นประกาย จึงรีบปล่อยมือจากต้าหนิว แล้วเดินไปหาลี่หรงอย่างรวดเร็ว    

   เขาอายุยังไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม สามารถยืนได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ยังไม่สามารถเดินได้อย่างมั่นคงนักหากไม่มีคนคอยจับ    

   เมื่อเขาวิ่งไปหาแม่ ลี่หรงเห็นว่าอีกก้าวเดียวเขาคงจะล้มลงแล้ว แต่เนื่องจากเด็กน้อยยังคงก้าวมาข้างหน้า เธอจึงรีบเดินเข้าไปหมายจะอุ้มเขาขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น    

   ดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยจะเดินได้แล้ว   

   เธอยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะนั่งยองๆแล้วยื่นมือให้อันอัน “ลูกรัก มานี่เร็ว”


  บทที่ 75: ดื่มจนเมา โดนภรรยาทิ้ง


    

   อันอันก็หัวเราะอย่างมีความสุขเช่นกัน เขามีความสุขมากที่เห็นแม่มาเรียก จนตะโกนไม่หยุดว่า “แม่ …” โดยที่ไม่ได้ใส่ใจย่างก้าวของตัวเองเลย เขาก้าวเดินไปทีละก้าว จนในที่สุดเด็กน้อยก็ได้ทิ้งตัวลงไปในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่

   

   ลี่หรงปีติจนใจแทบละลาย

    

   ก่อนโน้มตัวไปหอมแก้มเด็กน้อย

   

   เด็กน้อยคิดว่าแม่กำลังเล่นกับเขาอยู่ จึงคว้าเสื้อของลี่หรงไว้ แล้วหอมแก้มแม่ขณะน้ำลายไหลยืด

     

   ความรักอันอ่อนโยนระหว่างแม่ลูกเอ่อล้นออกมา

    

   จ้าวชิงซงบังเอิญเดินถือโจ๊กเข้ามาให้ลูกพอดี

    

   เมื่อกี้เขาทันเห็นเด็กน้อยเดินด้วยตัวเองได้ในที่สุด จึงดีใจมาก “ลูกชายผมเก่งจริงๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเดินไม่ได้เลยนะครับ”

    

   ลี่หรงหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ออกมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าและตัวของเด็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเป็นหวัดเพราะเหงื่อชื้น

    

   สุดท้ายก็พาดผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้บนท้ายทอยของเด็กน้อย

   

   จ้าวชิงซงป้อนโจ๊กให้ลูก โจ๊กนั้นเป็นโจ๊กขาว แต่จ้าวชิงซงใส่ไก่ฉีกลงไปด้วย

    

   ดูน่าอร่อยมาก

    

   เจ้าตัวเล็กก็กินอย่างเอร็ดอร่อย

    

   เขาอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรง ขณะจ้าวชิงซงป้อนข้าว

    

   เด็กน้อยจ้องมองแม่และพ่ออย่างมีความสุข

    

   งานเลี้ยงเริ่มแล้ว

   

   เจ้าตัวเล็กยังกินไม่หมด ลี่หรงจึงรับชามมาไว้ที่มือ แล้วพูดกับจ้าวชิงซง “คุณไปดื่มฉลองกับพวกเขาเถอะค่ะ แต่อย่าดื่มเยอะเกินไปนะคะ เดี๋ยวคุณต้องอุ้มอันอันกลับบ้านอีก”

    

   ตอนงานแต่งซ่งเสี่ยวซาน ลี่หรงไม่ได้ไปเพราะเธอตั้งครรภ์ ทว่าตอนนั้นจ้าวชิงซงไปร่วมสังสรรค์ในงานด้วย

   

   กลับบ้านมาในสภาพเมาแอ๋

   

   ลี่หรงต้องดูแลเขา ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์

    

   ตอนนี้เธอจึงกำชับเป็นพิเศษว่าไม่ให้อีกฝ่ายดื่มมากนัก

    

   จ้าวชิงซงพยักหน้า แล้วพูดติดตลก “คอยดูนะครับ ผมจะแอบรินเหล้าให้คนอื่น ไม่มีใครทำให้ผมเมาได้หรอกครับ”

   

   ลี่หรงกลอกตาใส่เขา หลี่ต้าไห่มาเรียกเขาไปร่วมวงดื่มแล้ว เธอจึงบอกให้เขารีบออกไป

    

   ไม่น่าแปลกใจเลยที่โต๊ะของผู้หญิงและเด็ก กินอาหารหมดเร็วกว่าผู้ชาย

    

   อันอันน่าจะเล่นจนเหนื่อย จึงผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของลี่หรง ในขณะที่เธอกำลังกินข้าว

    

   ลี่หรงกินไปได้ไม่กี่คำ ก็เดินเข้าไปในห้องของจ้าวชิงหลิ่วอีกครั้ง

   

   จ้าวชิงหลิ่วถามว่าเธอกินอิ่มไหม

   

   ลี่หรงพยักหน้า เหลือบมองอันอันที่กำลังหลับอยู่ แล้วพูดว่า “อันอันเล่นเหนื่อยจนหลับไปแล้ว ฉันอยากจะรอจนกว่าจ้าวชิงซงจะกินเสร็จ แล้วค่อยกลับไปด้วยกันค่ะ”

    

   “พวกผู้ชายยังอยากดื่มและคุยโวกันในวงเหล้า ไม่รู้เลยว่าจะดื่มเสร็จกันตอนไหน” จ้าวชิงหลิ่วจัดเตียง แล้วพูดว่า “วางอันอันไว้บนเตียงเตาสิ จะได้นอนหลับสบายขึ้น”

    

   เถี่ยตั้นเอ๋อร์ก็หลับอยู่เช่นกัน

    

   น้องสะใภ้กับพี่สามีคุยกันเบาๆ

    

   จนกระทั่งโต๊ะร่ำสุราของเหล่าผู้ชายเริ่มแยกย้ายกันไป ลี่หรงก็มองจ้าวชิงซงที่มีใบหน้าแดงก่ำ แล้วถามเขาว่า “เมาแล้วเหรอคะ?”

   

   ได้ยินมาว่าคนที่ดื่มแล้วหน้าแดงมักจะเมายาก แต่ครั้งที่แล้วจ้าวชิงซงดื่มเยอะแค่ไหนกันนะ ถึงเมามายได้ขนาดนั้น?

    

   เมื่อลี่หรงเห็นจ้าวชิงซงจ้องมองเธอ หญิงสาวจึงยกสองนิ้วขึ้นมา แล้วถามว่า “นี่กี่นิ้วคะ?”

    

   จ้าวชิงซงคว้าข้อมือของเธอขึ้นมา แล้วขบที่นิ้วเบาๆ “ใช่ครับ นิ้วมือ”

     

   จากนั้นชายร่างสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร ก็ล้มตัวลงในอ้อมแขนของลี่หรง ต่อหน้าแม่จ้าวและคนอื่นๆ เขาทำเหมือนตัวเองเป็นสุนัขตัวใหญ่ ตัวเหนียวเหนอะหนะ ขณะยังเรียกเธอว่า “ภรรยา” อย่างนั้นซ้ำๆ

    

   เมาไม่ได้สติ

   

   ลี่หรงมีใบหน้ามืดมน มันยากที่จะคิดบัญชีกับเขาในตอนนี้

    

   เธอผลักจ้าวชิงซงไปที่เตียงเตาอีกห้องหนึ่ง แล้วปล่อยให้เขานอนพัก

   

   จากนั้นกลับไปพูดคุยกับพวกจ้าวชิงหลิ่ว

    

   ฟังเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับแต่ละหมู่บ้าน

   

   ค่อนข้างสนุก

    

   ส่วนงานเก็บโต๊ะและล้างจานข้างนอกนั้น ยังไม่ถึงเวลาจัดการ

    

   จ้าวชิงหลิ่วไม่สามารถออกไปปรากฏตัวข้างนอกได้ ผู้อาวุโสคนอื่นในตระกูลหลี่จึงออกรับแขกแทน

    

   งานฉลองครบเดือนแทบจะเป็นผลงานของหลี่ต้าไห่เพียงผู้เดียว

    

   เขาจ้างพวกแม่ครัวและป้าที่ทำอาหารเก่งๆในหมู่บ้าน มาช่วยกันทำอาหารเลี้ยงแขก ทั้งยังจ่ายค่าจ้าง และช่วยยกอาหาร จนทุกอย่างราบรื่น

    

   ไม่ต้องพูดถึงจ้าวชิงซง แม้แต่จ้าวชิงหยางกับจ้าวเจี้ยนกั๋วก็เริ่มเมามากแล้ว

     

   สามพ่อลูกสนิทสนมกันมาก ตอนเมาพวกเขาดูเหมือนกันไม่มีผิด

     

   เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาเริ่มฟื้นคืนสติ ก็เริ่มดึกมากแล้ว

    

   จ้าวชิงซงยื่นมือไปสะกิดคนด้านข้าง แล้วเรียกว่า “ภรรยา” แต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีสัมผัสที่ผิดแปลกไป เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็เห็นเพียงจ้าวชิงหยาง แล้วภรรยาของเขาหายไปไหนนะ?

    

   หลี่ต้าไห่รินน้ำไว้ให้พวกเขา

   

   เมื่อจ้าวชิงซงตื่น จึงค่อยๆเดินเข้ามา เขาก็ถามว่า “ภรรยาของผมอยู่ไหนครับ?”

    

   “พวกเธอกลับบ้านกันไปหมดแล้ว” หลี่ต้าไห่อยากจะหัวเราะ เขาไม่กล้าดื่มมากนัก เพราะเขามีงานที่ต้องดูแล

   

   น้องภรรยากับพี่ภรรยา รวมทั้งพ่อตาต่างเมากันหมด นอนอยู่ที่เตียงเตาข้างนอกเกือบทั้งคืน

    

   ส่วนแม่ยายของเขากลับบ้านพร้อมกับลูกสะใภ้และหลานชาย โดยไม่สนใจพวกเขาเลย

    

   จ้าวชิงซงกับพ่อมองหน้ากัน รู้สึกอายเล็กน้อย

    

   จ้าวชิงซงกระแอม “พี่เขย งั้นพวกผมขอตัวกลับก่อนแล้วนะครับ”

    

   “อืม เดินทางระวังด้วยล่ะ”

    

   หลี่ต้าไห่ส่งแขกออกไป แล้วกลับไปหาภรรยาสุดที่รักและลูกชายของเขาในบ้าน

   

   จ้าวชิงหลิ่วกำลังให้นมลูก เมื่อเห็นหลี่ต้าไห่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ก็ถามว่า “พ่อกับคนอื่นๆกลับไปแล้วเหรอคะ?”

   

   “กลับแล้วครับ” หลี่ต้าไห่อดหัวเราะไม่ได้ “ตอนที่พวกเขารู้ว่าโดนแม่ทิ้งไว้ที่นี่ สีหน้าของพวกเขาน่าขบขันมากครับ”

   

   จ้าวชิงหลิ่วเหลือบมองเขา “ถ้าคุณดื่มหนักจนเมาปลิ้นแบบนั้น ฉันก็จะทิ้งคุณไว้เหมือนกันค่ะ”

    

   หลังจากดื่มสุรางานเลี้ยงแล้ว ชีวิตก็กลับมาสงบสุข

    

   ลี่หรงเก็บรวบรวมไข่ ดูแลลูกและอ่านหนังสือเตรียมสอบ เธอแบ่งเวลาออกเป็นสองส่วน และยังไม่คิดจะหาเงินด้วยการทำพะโล้หรือทำอย่างอื่นขาย

    

   นอกจากรายได้จากการขายไข่แล้ว ครอบครัวของเธอยังมีรายได้จากฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงด้วย แหล่งรายได้ของเธอไม่ได้ถูกตัดออกไปเลย

   

   แต่จ้าวชิงหยางกับภรรยากำลังประสบปัญหา ด้วยพวกเขาได้รับค่าจ้างจากการช่วยงานลี่หรงเท่านั้น

    

   ตอนนี้รายได้นั้นหายไปแล้ว

    

   อีกทั้งช่วงนี้ลี่หรงยังยุ่งมากด้วย เธอจึงได้แต่อยู่บ้าน ไม่มีงานให้ทำ

    

   เป็นไปไม่ได้เลยที่เหอซิ่งจะสืบได้ว่าลี่หรงกำลังทำอะไรอยู่ เธอคิดไปเองว่าลี่หรงไม่กล้าทำเช่นนั้นอีก เพราะถูกผู้ใหญ่บ้านจับตัวไปครั้งล่าสุด

    

   แต่เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าลี่หรงยังคงเก็บรวบรวมไข่ตามปกติ เธอก็ตระหนักได้ว่าลี่หรงไม่กลัวเลย

     

   แล้วทำไมไม่ทำพะโล้ขายแล้วล่ะ?

     

   เดือนนี้เมื่อปีก่อน ตรงกับช่วงที่ทำพะโล้ขายพอดี

    

   เหอซิ่งเฝ้ารออย่างกระตือรือร้นทุกวัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ลี่หรงก็ยังไม่มีความตั้งใจจะทำเช่นนั้น เธอจึงจำต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปด้วยความเสียดาย

    

   แม้ว่าจ้าวชิงหยางจะเป็นชาวบ้านที่ไม่มีการศึกษา แต่เขากับเหอซิ่งแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว เขาจึงสังเกตเห็นอารมณ์หดหู่ของภรรยาได้อย่างรวดเร็ว

   

   เมื่อทั้งสองตัดสินใจคุยกัน จ้าวชิงหยางก็ถามเธอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับทางครอบครัวพ่อแม่ของเธอหรือเปล่า

   

   “เอ๊ะ!” เหอซิ่งครุ่นคิดบางอย่างในใจ แต่เธอยังไม่ได้ตอบ

    

   จ้าวชิงหยางเปลี่ยนคำถามอีกครั้ง

     

   เหอซิ่งส่ายหน้า แล้วพูดด้วยความหดหู่ “ก็แค่น้องสะใภ้ไม่ทำ ‘ธุรกิจ’ อีกต่อไปแล้ว เงินของครอบครัวก็เลยหาได้น้อยลง เราจึงต้องประหยัดกันมากขึ้น ไหนจะลูกทั้งสองก็ยังต้องเรียน ...”

    

   จ้าวชิงหยางเงียบไปสักพัก แล้วพูดว่า “ตอนนี้น้องสะใภ้คงต้องการความมั่นคง”

   

   เหอซิ่งพยักหน้า “ก็เข้าใจอยู่ หวังว่าเธอจะทำกุนเชียงอีกเมื่อถึงเวลา”

   

   “หรือว่า” จ้าวชิงหยางเหมือนกำลังจะตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง แต่ก็หยุดพูดทันทีที่เขาพูดจบ

    

   “คุณจะพูดอะไรคะ?”

    

   “ถ้าน้องสะใภ้ไม่ทำ เราก็ทำเองไปเลยได้ไหมครับ?”

   

   เหอซิ่งตาเป็นประกาย แต่แล้วก็หรี่ตาลงอีกครั้ง เธอลังเล “นั่นจะไม่ดีหรือเปล่าคะ? แล้วฉันก็ไม่รู้ส่วนผสมของกุนเชียงด้วย ถ้ามันไม่อร่อยเหมือนที่น้องสะใภ้ทำ ก็กลัวว่าจะขายไม่ได้”

   

   “มันไม่สำคัญหรอก ค่อยไปคุยกับเธอเมื่อถึงเวลา อย่างแย่ที่สุด เราก็ขอเป็นหุ้นส่วนได้ เธอเป็นคนบอกสูตร ส่วนเราจะเป็นคนทำเอง แล้วเธอก็จะได้เงิน เพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆไงครับ”



 บทที่ 76: ให้สูตรกุนเชียงพี่ใหญ่บ้านตระกูลจ้าว


   

   “จะเป็นไปได้ไหมนะ?” เหอซิ่งพูดอย่างกังวล

   

   “จะได้หรือเปล่านั้น ต้องทำแล้วจะรู้เองครับ เอาละ รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก ”

   

   กระทั่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเดือนตุลาคม ลี่หรงก็ไม่ได้เคลื่อนไหว

   

   เหอซิ่งปรึกษากับจ้าวชิงหยางเสร็จ ก็ถือถุงคุกกี้วอลนัทกับนมมอลต์กระป๋องหนึ่งไปหาลี่หรง

   

   ลี่หรงกำลังซึมซับความรู้อย่างขยันขันแข็ง หลังจากความพยายามกว่าครึ่งปี เธอผ่านความรู้พวกนั้นมาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้กำลังฝึกทำข้อสอบให้แม่นที่สุดอย่างไม่หยุดหย่อน

   

   ขณะที่เหอซิ่งเข้ามาในห้อง ลี่หรงก็ขยับแค่ตัวออกมา ไม่ได้เก็บหนังสือให้เข้าที่

   

   หนังสือกองบนโต๊ะ หน้าหนังสือล้วนมีรอยพับย่น เล่มหนังสือยังหนาเป็นปึก

   

   เหอซิ่งยิ้ม “อ่านหนังสือเหรอ?”

   

   ลี่หรงตอบ “ใช่ค่ะ ยังไงตอนนี้ก็ว่างอยู่แล้วด้วย”

   

   ลี่หรงไม่ได้บอกเหอซิ่งเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะหากบอกไปอีกฝ่ายต้องไม่เข้าใจแน่นอน คิดว่าเหอซิ่งไม่เข้าใจหรอกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีความหมายอย่างไรกับยุวชน

   

   ตอนนี้ต้นเดือนตุลาคม เท่าที่จำได้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะถูกฟื้นฟูปลายนี้

   

   ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกเหอซิ่ง

   

   เหอซิ่งก็ไม่ได้ถามซักไซ้ เธอวางของลงบนโต๊ะ

   

   ก็ไม่ใช่วันหรือเทศกาลสำคัญอะไร ลี่หรงประหลาดใจเล็กน้อยว่าเหอซิ่งมอบของให้ทำไม เธอถาม “นั่นอะไรเหรอคะ พี่สะใภ้ ทำไมถึงให้ฉันล่ะ นี่มันของมีค่ามากนะคะ เก็บไว้ให้พวกต้าหนิวกินเถอะ บ้านฉันยังมีเหลืออยู่อีก”

   

   เหอซิ่งเม้มปาก ท่าทางกระอึกกระอัก ทำให้ลี่หรงอดถามไม่ได้ “ทำไมเหรอคะ ไปเจอเรื่องอะไรเข้าหรือเปล่า หรือมีปัญหาเรื่องเงินเหรอคะ?”

   

   “ไม่ๆๆ” เหอซิ่งโบกมือปัด แล้วมองลี่หรง พร้อมถามหยั่งเชิง “ปีนี้เธอจะทำกุนเชียงหรือเปล่า?”

   

   ลี่หรงเพียงครุ่นคิดก็เดาความหมายของเหอซิ่งได้แล้ว

   

   เธอไม่อยากทำกุนเชียงแล้ว ฤดูหนาวในปีนี้กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่อยากให้การหาเงินมากระทบกับการสอบ

   

   เธอส่ายหน้า “ไม่ทำแล้วค่ะ”

   

   เหอซิ่งกัดริมฝีปาก กุมมือเข้าด้วยกันอย่างประหม่าอยู่สักพัก ก่อนจะถาม “ฉันปรึกษากับจ้าวชิงหยางแล้ว ฉันสองคนอยากทำกุนเชียงต่อ ไหนจะต้องส่งทั้งสองหนิวเข้าเรียน พอไม่มีรายได้เข้ามา สถานการณ์ในบ้านก็เริ่มไม่ไหวแล้วล่ะ” 

   

   ลี่หรงมองเธอ “หือ? พวกพี่อยากได้สูตรเครื่องเทศจากฉันเหรอคะ?”

   

   “แบบนั้นไม่ได้หรอก” ถึงเหอซิ่งจะเรียบง่าย ก็ไม่กล้าคิดจะขอสูตรจากคนอื่นฟรีๆ ถ้านี่อยู่ในสังคมเก่า สูตรอาหารเปรียบได้กับมรดกตกทอดจากครอบครัว

   

   เธอพูด “เธอแค่ผสมเครื่องเทศ พวกเราจะทำกันเอง ถึงเวลาก็ให้จ้าวชิงหยางไปขาย เมื่อหาเงินได้ พวกเราจะแบ่งให้เธอส่วนหนึ่ง”

   

   ลี่หรงยิ้ม เธอชื่นชมคนแบบเหอซิ่งมาก ทั้งซื่อสัตย์มีความคิดของตัวเอง ไม่หัวโบราณ และพึ่งพาตัวเองได้

   

   พูดตามตรง เธอประหลาดใจไม่น้อยที่เหอซิ่งเสนอความคิดแบบนี้ได้

   

   สำหรับลี่หรง เหอซิ่งเป็นคนมีเหตุผลทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆได้โดยง่าย เพียงบอกเรื่องราวกับเธอ เธอก็จะเข้าใจได้เอง เกินความคาดหมายของลี่หรงไปด้วยซ้ำ

   

   ด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ลี่หรงขอให้เธอช่วยงาน ก็พอจะมองนิสัยของเหอซิ่งออกแล้ว

   

   ลี่หรงชื่นชมเหอซิ่ง แล้วถามขึ้น ภายใต้สีหน้าแดงก่ำของอีกฝ่าย “นี่เป็นความคิดของพี่เหรอคะ?”

   

   “ไม่ใช่ ...” เหอซิ่งรู้สึกเขินเล็กน้อย แล้วเบนสายตาหนี “จ้าวชิงหยางเสนอน่ะ”

   

   ลี่หรงหยอกล้อเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาพูดอย่างจริงจัง “สูตรอาหารนี้ไม่จำเป็นต่อครอบครัวของฉันหรอกค่ะ ถ้าพี่กับพี่ใหญ่อยากทำก็ทำได้เลยค่ะ นี่เป็นความคิดที่ดี เดี๋ยวดึกหน่อยฉันจะเขียนสูตรให้ แล้วจะฝากจ้าวชิงซงเอาไปให้นะคะ ส่วนเรื่องแบ่งเงินให้ฉัน ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ”

   

   เธอขยิบตาอย่างซุกซน “ปีนี้ฉันขอวางมือไม่ทำต่อแล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะขอกินกุนเชียงของพี่ฟรี ๆ แทนนะคะ”

   

   เหอซิ่งเบิกตากว้าง คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อ ลี่หรงดูราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อนใจ แถมยังไม่ต้องการส่วนแบ่งจากเธอ กลับมอบสูตรอาหารให้ฟรีๆอีก

   

   “ห๊า?”

   

   ลี่หรงอมยิ้ม “พี่คะ มันเป็นแค่สูตรอาหารเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย”

   

   เธอเต็มใจมอบสูตรนี้ให้เหอซิ่งจริงๆ เพราะถ้าอยู่ในยุคหลัง ลี่หรงในฐานะบล็อกเกอร์ก็กล้าเผยแพร่สูตรนี้สู่โลกอินเทอร์เน็ตเช่นกัน

   

   ลี่หรงมีสูตรในสมองมากมาย ไม่อย่างนั้นก็คงมีผู้ติดตามบนโลกอินเทอร์เน็ตเกินสิบล้านไม่ได้

   

   เหอซิ่งจับมือของลี่หรงอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณมากเลยนะ! วางใจได้เลย เธออยากกินเท่าไรก็ได้! ฉันจะทำให้เยอะๆเลย!”

   

   ขณะที่เหอซิ่งจะจากไป ลี่หรงก็เรียกเธอเอาไว้ “เอานมมอลต์กับคุกกี้วอลนัทพวกนี้กลับไปด้วยสิคะ ของตั้งมากมายขนาดนี้ฉันกินไม่หมดหรอกค่ะ”

   

   เหอซิ่งที่เร่งฝีเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หันกลับมาหยิบของไปด้วย ในเมื่อลี่หรงไม่เอาเงินค่าสูตรจากเธอ การทิ้งของที่นำมาด้วยไว้เป็นของแทนคุณดูจะเหมาะสมกว่า

   

   ตกดึก หลังจากลี่หรงจดสูตรอาหารให้เหอซิ่ง และข้อควรระวังในการทำกุนเชียงอย่างละเอียดลงไป ก็ให้จ้าวชิงซงนำไปให้พี่ใหญ่จ้าว

   

   ถือโอกาสนำขนมและลูกอมนมถุงหนึ่งไปด้วยเสียเลย

   

   จ้าวชิงหยางเห็นเขามา ก็รีบเรียกให้เขานั่งด้วยสีหน้ามีความสุข

   

   จ้าวชิงซงส่งสูตรที่ลี่หรงจดให้จ้าวชิงหยาง ให้เขาอ่านดูก่อนว่ามีคำไหนที่ยังไม่เข้าใจไหม เพราะหากไม่เข้าใจจ้าวชิงซงจะได้ไปถามเธอให้ 

   

   เหอซิ่งเข้ามาดูพร้อมกับจ้าวชิงหยาง ทั้งสองดูน้ำหนักของเครื่องเทศเป็นหลัก 

   

   “คำนี้คืออะไรเหรอ?”

   

   “พริก…” จ้าวชิงซงปรายตามอง “พริกเสฉวนกับพริกหยวก”

   

   เหอซิ่งพยักหน้า “น้องสะใภ้เป็นคนมีการศึกษาจริงด้วย อย่างคำนี้มีตั้งหลายขีดเลย”

   

   จ้าวชิงซงยักไหล่ด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดกับจ้าวชิงหยางต่อ “พี่ใหญ่ พี่ลองทำดูก่อนเถอะครับ ถ้ารสชาติไม่ต่างกับที่ลี่หรงทำมาก เดี๋ยวผมจะแนะนำลูกค้าเก่าให้พี่ แบบนี้พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาถามผมอีก ส่วนทางพี่ก็จะได้มีช่องทางขายที่ปลอดภัยและมั่นคงนะครับ” 

   

   คู่สามีภรรยาจ้าวชิงหยางสบตากัน พี่ใหญ่จ้าวตบบ่าของจ้าวชิงซงอย่างตื่นเต้น แล้วพูดต่อ “ขอบคุณมากเลยนะ!”

   

   “ขอบคุณอะไรกัน ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” จ้าวชิงซงพูดจบก็กลับบ้านไป

   

   ขณะที่คู่สามีภรรยาจ้าวชิงหยางเพิ่งตระหนักได้ว่าจ้าวชิงซงไม่ได้เอาขนมที่นำมาด้วยกลับไป ทว่าร่างของชายหนุ่มก็หายไปเสียแล้ว

   

   คู่สามีภรรยาได้แต่มองหน้ากัน

   

   เหอซิ่งเก็บของเรียบร้อย แล้วถอนใจ “คู่สามีภรรยาเจ้ารองเป็นคนดีทั้งคู่เลยนะ สมัยก่อน… เฮ้อ ไม่พูดดีกว่า” 

   

   ครั้งแรกที่เหอซิ่งได้พบลี่หรง เธอยังกังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างสะใภ้อย่างลี่หรงอยู่เลย

   

   นึกไม่ถึงว่าชีวิตครอบครัวของเธอและจ้าวชิงหยางจะดีขึ้นเรื่อยๆด้วยการช่วยเหลือจากลี่หรง

   

   “ให้ไปแล้วเหรอคะ?” ลี่หรงกล่อมเจ้าตัวน้อยหลับไปแล้ว ก่อนที่จ้าวชิงซงจะกลับมา

   

   “อื้ม!” จ้าวชิงซงขานรับ แล้วเปิดตู้หยิบกางเกงขาสั้น ขึ้นพาดไว้ที่ไหล่ก่อนจะไปอาบน้ำ

   

   เขาอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบนาทีก็ออกมาแล้ว

   

   จากนั้นก็นอนกอดภรรยาตัวหอมน่าทะนุถนอมไว้ในอ้อมอกบนเตียงเตา แล้วจูบบนใบหูของลี่หรง ก่อนจะพูดอย่างจริงใจ “ผมรักคุณมากนะ คุณภรรยา ชาติก่อนผมต้องช่วยกอบกู้ทางช้างเผือกมาแน่ๆ ถึงได้มาพบกับคุณ”

   

   ลี่หรงรู้ว่าสามีซาบซึ้งในการตัดสินใจของเธอ พูดตามตรง ตัวลี่หรงก็อิจฉาเหอซิ่งที่มีน้องสะใภ้แบบเธอเช่นกัน

   

   เธอเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจตัวเองเล็กน้อย “ก็ใช่น่ะสิคะ คุณทำบุญวาสนามาตั้งแปดชาติด้วย!”

   

   จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเอาใจ ก่อนโอบลี่หรงเข้ามาจูบอย่างเนิบนาบ

   

   ทั้งสองแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันสักพัก

   

   กระทั่งลี่หรงบอกว่าง่วงแล้วให้รีบนอน จ้าวชิงซงจึงลุกขึ้นดับตะเกียงน้ำมัน

   

   สายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นหนังสือ และกระดาษแบบฝึกหัดกองระเกะระกะเล็กน้อย

   

   มีเศษขี้ดินสอมากมายใส่ไว้ด้านในกล่องกระดาษใบเล็ก ยังมีด้ามดินสอขนาดยาวเท่านิ้วมือที่เหลือที่ใช้งานได้อยู่ด้วย

   

   เมื่อเห็นว่าลี่หรงตั้งใจอ่านหนังสือหนักแค่ไหน

   

   จ้าวชิงซงก็พลันนึกขึ้นได้ ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรง ‘ขี้เกียจ’ ไม่อยากทำงาน เธอก็คงไม่แต่งงานกับเขา

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรงมาที่ชนบท ชั่วชีวิตนี้จ้าวชิงซงก็อาจจะไม่ได้พบเธอ อาจจะแค่หาหญิงสาวที่ไม่รังเกียจความพิการของเขาจากการแนะนำของแม่จ้าว แล้วแต่งงานแก้ขัดไปก็เท่านั้น



 บทที่ 77: ลงทะเบียนสอบเข้ามหาวิทยาลัย


   

   แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่ได้หน้าตาสะสวยเท่าลี่หรง แต่เธอก็ขยันทำงาน ไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยล้าของงานในฟาร์ม

    

   เธอเป็นคนซื่อสัตย์ ทำงานอย่างขยันขันแข็งทั้งวันทั้งคืน

    

   เธอไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงกำลังทำอะไรอยู่ เพราะเธอเองคงจะตื่นตระหนกเรื่อง ‘ทำธุรกิจ’

   

   แม้ว่าหญิงสาวในชนบทที่ทำงานกับครอบครัว จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็สามารถก้มหน้าก้มตาทำงานหาเลี้ยงชีพได้

    

   เมื่อเวลาผ่านไป พวกเธอก็จะกลายเป็นผู้หญิงที่ทำงานขยันขันแข็งเหมือนกัน

    

   มีเพียงลี่หรงเท่านั้นที่แตกต่าง

   

   เธอเป็นคนฉลาด คิดในสิ่งที่คนอื่นคาดไม่ถึง ทั้งยังมีน้ำใจ ต่างจากคนอื่นๆในหลายเรื่อง

    

   หากไม่ได้พบกับจ้าวชิงซง ลี่หรงอาจแต่งงานกับชายที่มีความรู้และร่ำรวยมากกว่าเขา

     

   สำหรับจ้าวชิงซง ลี่หรงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขาคบหาด้วยในชีวิตนี้

     

   จ้าวชิงซงคิดว่าลี่หรงอ่านหนังสือหนักมาก และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ นอกจากเขาจะยินดีกับเธอแล้ว จ้าวชิงซงก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยด้วย

    

   แม้ว่าเขาจะบอกว่าเมื่อลี่หรงกลับไปเรียนในเมือง เขาจะหาทางพัฒนาหน้าที่การงานที่นั่นก็ตาม

    

   แต่เมื่อถึงเวลานั้น จ้าวชิงซงจะแน่ใจได้หรือ ว่าเขาจะสามารถหางานในเมืองได้ จนสามารถช่วยเหลือภรรยา และไม่ทำให้เธอต้องอับอาย?

    

   จ้าวชิงซงนึกกลัวและอดรู้สึกถึงกังวลในใจไม่ได้

     

   เขากลับไปที่เตียงเตา นอนกอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขนแน่น

    

   ลี่หรงตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้เขาอารมณ์ไม่ดี แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพียงแค่ไปดับถ่าน จะเครียดขนาดนี้ได้อย่างไร?

   

   ในความมืด ลี่หรงขมวดคิ้ว แล้วจับมือของจ้าวชิงซงที่กำลังกอดเอวเธอ “คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ?”

     

   จ้าวชิงซงตอบด้วยน้ำเสียงทื่อ “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ถึงตอนนั้นผมจะตั้งใจทำงานหนัก แล้วตามคุณเข้าไปในเมืองนะครับ”

     

   หลังจากเงียบไปนาน ลี่หรงก็มองออกว่าจ้าวชิงซงกำลังกังวลอะไรอยู่

    

   เธอยิ้มก่อนพลิกตัวไปกอดเอวของจ้าวชิงซง แล้วพูดว่า “ฉันเชื่อว่าคุณทำได้ค่ะ ไม่งั้นถึงตอนนั้นฉันก็จะช่วยคุณด้วยค่ะ!”

   

   ความกังวลและความลังเลในใจหายไปทันที จ้าวชิงซงตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ครับ”

    

   เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ลี่หรงจึงหยุดอ่านหนังสือสองสามวัน

   

   ตอนนี้เจ้าตัวเล็กสามารถเดินได้อย่างมั่นคงแล้ว ในตอนที่ลี่หรงกำลังอ่านหนังสืออยู่ อันอันก็เป็นเด็กดีมาก ไม่ค่อยมารบกวนเท่าไรแล้ว

   

   ตอนนี้ที่ลี่หรงไม่อ่านหนังสือ อันอันจึงกะพริบตาโต แล้วพูดว่า “แม่… เขียน อ่าน”

    

   ลี่หรงบีบแก้มอ้วนนิ่มของเขา แล้วพูดว่า “วันนี้ไม่อ่านจ้ะ”

   

   “เอ๊ะ!” เด็กน้อยอ้าปากเป็นรูปตัวโอ เผยให้เห็นฟันน้ำนมซี่เล็ก แล้วพูดว่า “ถ้างั้น… แม่เล่นด้วยกัน”

    

   “เล่นได้สักพักนะ” ลี่หรงพาเขาไปเดินเล่นรอบลานบ้าน พลางกำจัดวัชพืชในแปลงผัก

    

   เด็กน้อยเล่นอย่างเพลิดเพลิน จนกางเกงและรองเท้าของเขาเปื้อนดินโคลน

    

   ลี่หรงไม่สนใจ รอจนกว่างานจะเสร็จ ค่อยพาเด็กน้อยไปเปลี่ยนรองเท้าและเสื้อผ้าสะอาด

   

   ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ครอบครัวของลี่หรงกลับไปบ้านของผู้อาวุโสตระกูลจ้าว เพื่อรับประทานอาหารเย็น

    

   เมื่อก่อนการเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ก็เพียงแค่รับประทานอาหารด้วยกันเท่านั้น

     

   ปีนี้ลี่หรงมีความตั้งใจอยากทำขนมไหว้พระจันทร์กินเอง

    

   ในยุคนี้ไม่มีเตาอบ แต่ลี่หรงสามารถทำเตาอบขนมของเธอเองได้

    

   จุดถ่านด้านล่างเตาไฟ แล้วใช้หม้อดินที่มีก้นแบนกว้างวางไว้ด้านบน

    

   เธอทำไข่แดงเค็มเองด้วยไข่กับเกลือ และทำถั่วบดเองด้วย สุดท้ายก็ทำไส้ถั่วไข่แดงกับไส้เนื้อ

    

   ผิวขนมไหว้พระจันทร์อบนั้น แตกต่างจากขนมไหว้พระจันทร์ทั่วไปในยุคใหม่มาก พวกมันมีสีขาวและค่อนข้างแข็งเล็กน้อย

    

   แต่โดยรวมแล้วถือว่ารสชาติดี

   

   อย่างน้อยทุกคนที่ได้กินก็ออกปากชม

    

   ปลายเดือนตุลาคม ในที่สุดก็มีการประกาศนโยบาย ให้กลับมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง

    

   ระบบการรับเข้าเรียนถูกปฏิรูปใหม่ และมหามหาวิทยาลัยก็กลับมาเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนอีกครั้ง

    

   รัฐส่งเสริมให้ยุวชนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และตระหนักถึงคุณค่าชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัย

    

   ข่าวการกลับมาเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัย แพร่ไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

    

   คนหนุ่มสาวที่ไปยังต่างจังหวัด เมื่อได้ยินแบบนี้ก็แทบน้ำตาไหล ในที่สุดพวกเขาก็กลับบ้านได้แล้ว!

    

   พวกเขาหลั่งน้ำตา รู้สึกมีแรงบันดาลใจ!

    

   พวกเขาต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และกลับเข้าเมือง เพราะตอนนี้ได้ตระหนักถึงคุณค่าในตนเองแล้ว

    

   แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือน

   

   ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ทำให้พวกเขาถึงกับเหงื่อตก!

    

   แต่ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน พวกเขาก็จะไม่ทิ้งโอกาสนี้ไปเด็ดขาด

     

   ยุวชนทุกคนรีบไปหาซื้อหนังสือ ซื้อทุกเล่มที่เห็นว่ามีประโยชน์

    

   แม้แต่ยุวชนที่แต่งงานและมีลูกแล้วก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

   

   ในที่ทำงานเมื่อรู้ว่ายุวชนต้องสอบ จึงมอบหมายงานให้ไม่มาก เพื่อจะได้มีเวลาทบทวนอย่างเต็มที่

   

   มีบางคนพูดเรื่องไร้สาระ อย่างเรื่องที่บอกว่าคนที่ไปอยู่ชนบทแล้วแต่งงาน ก็จะหนีครอบครัวไปหรือเปล่า?

    

   พวกเขามักชอบคาดเดาว่าในชนบทไม่ค่อยมีความบันเทิงมากนัก และการพูดถึงข้อบกพร่องของครอบครัวคนอื่น เสียจนกลายเป็นงานอดิเรกไปแล้ว

     

   แม่จ้าวได้ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเองก็มีลูกสะใภ้ที่เป็นยุวชนอยู่ในบ้านด้วยเช่นกัน

    

   ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าลี่หรงก็กำลังอ่านหนังสืออยู่ ดูจะจริงจังมากด้วย

     

   แสดงว่าต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยด้วยใช่ไหม?

    

   ช่วงนี้แม่จ้าวรู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องนี้

   

   เธอคิดอย่างมีเหตุผลว่าลี่หรงเป็นคนดี หลังจากสอบผ่านคงจะไม่กลับไปอยู่ในเมือง โดยทอดทิ้งสามีกับลูกไป

    

   แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าลี่หรงกลับไปอยู่ในเมือง แล้วได้พบคนที่มีความรู้กว่านี้สักหน่อย คนฉลาดมักจะชอบคนที่มีความรู้ ลูกชายของเธอก็จะถูกดูหมิ่นว่าเป็นคนไร้การศึกษา!

   

   เมื่อนึกได้ดังนั้น แม่จ้าวก็ตัวสั่นไปทั้งตัว 

    

   แบบนี้ไม่ได้การแล้ว

    

   ในวันนี้จ้าวชิงซงออกจากบ้านไปตามปกติ

    

   แม่จ้าวตัดสินใจตามเขาออกไป เมื่ออยู่ห่างจากประตูบ้านสกุลจ้าวแล้ว แม่จ้าวก็ดึงจ้าวชิงซงไว้

   

   เธอกระซิบถามเขาว่า “ภรรยาของลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า?”

    

   จ้าวชิงซงพยักหน้า ตอบว่าใช่

   

   แม่จ้าวยิ่งขมวดคิ้วแน่น “แม่... แม่กังวลว่าเธอจะไม่กลับมาอีก หลังจากกลับเข้าเมืองไปแล้ว ลูกไม่กลัวเหรอ?”

   

   จ้าวชิงซงหัวเราะ “มีอะไรต้องกลัวล่ะครับ ไม่หนีหรอกครับ ลูกชายของแม่จะตามเธอเข้าไปในเมืองด้วย เธอหนีไปไหนไม่ได้หรอกครับ”

    

   แม่จ้าวถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าจ้าวชิงซงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ก็ถอนหายใจ เอาเถอะ… ลูกหลานมีบุญกรรมเป็นของตัวเอง เธอจึงไม่ต้องกังวลมากนัก

    

   หากลี่หรงอยากจะจากไปจริงๆ ต่อให้ไม่มีใครอื่น เธอก็คงจะจากไปอยู่ดี

     

   ยังมีเวลาเหลือก่อนสอบอีกหนึ่งเดือน ทุกคนทุ่มเวลาไปกับการอ่านหนังสือ บางคนไม่ยอมกินน้ำด้วยซ้ำ ด้วยคิดว่าการเข้าห้องน้ำนั้นทำให้เสียเวลา

   

   เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ลี่หรงดูผ่อนคลายกว่ามาก

    

   เธออ่านหนังสือก่อนคนอื่นแต่เนิ่นๆ ตอนนี้เธอเพียงแค่ต้องทบทวนความรู้เดิมทุกๆสองสามวัน พร้อมกับฝึกทำโจทย์ตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละวัน

    

   ลี่หรงคิดว่าเธอคงไม่เหมือนนางเอกในนิยายทะลุมิติย้อนเวลา ที่จู่ๆก็ทำคะแนนสอบได้สูงสุด

    

   สิ่งเดียวที่เธอต้องทำคือสอบให้ผ่าน เพราะการเป็นนักศึกษาในยุคนี้นั้นดีมาก หากได้เป็นนักศึกษา ก็จะมีอนาคตที่สดใสอยู่ข้างหน้าแน่นอน

    

   เมื่อถึงเวลาลงทะเบียนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย จ้าวชิงซงไปส่งลี่หรงถึงที่ โดยทิ้งลูกน้อยไว้ที่บ้าน

    

   ลี่หรงบอกว่าถ้าเธอไปที่นั่นด้วยตัวเองจะเร็วกว่า

    

   แต่พอมาคิดดูแล้ว ก็คงจะดีถ้ามีชายหนุ่มไปด้วย

   

   ลี่หรงอ่านฟิสิกส์เยอะมาก เพราะเธอตั้งใจจะสมัครเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อมาถึงสถานที่ลงทะเบียน เธอก็พาจ้าวชิงซงเดินไปตามคำแนะนำ แล้วไปยังสำนักทะเบียนคณะวิทยาศาสตร์

    

   เจ้าหน้าที่ที่รับลงทะเบียน คิดว่าจ้าวชิงซงเป็นคนที่มารายงานตัว

   

   ปรากฏว่าเป็นลี่หรง หลังจากอ่านหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเธอ ไม่ใช่ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายคนนั้นก็ถามจ้าวชิงซงอีกครั้ง ว่าเขาต้องการรายงานตัวหรือไม่



บทที่ 78: สอบเข้ามหาวิทยาลัย


   

   เพราะจ้าวชิงซงมีท่าทางภูมิฐาน ดูเป็นคนมีความรู้

   

   หลังจากเขียนข้อมูลลงทะเบียนของลี่หรงเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็ส่ายหน้า แล้วเฝ้ามองลี่หรงกับสามีเดินจากไป

   

   สถานที่ลงทะเบียนมีเพียงแห่งเดียวในอำเภอ

   

   ทำให้ลี่หรงได้เจอคนหน้าคุ้นมากมายจากศูนย์ยุวชน รวมถึงคนที่เธอไม่ได้อยากจะเจอด้วย

   

   หูเสวียป๋อประธานกลุ่มยุวชนยืนอยู่กับยุวชนอีกหลายคน เมื่อพวกเขาเห็นลี่หรงก็กล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร จากนั้นสายตาของพวกเขาก็มองไปยังจ้าวชิงซงโดยไม่รู้ตัว

   

   สิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่ก็คือ ลี่หรงเป็นหญิงสาวที่สวยมาก เธอแต่งงานกับจ้าวชิงซง และแม้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะหน้าตาดี แต่กลับพิการทางร่างกาย แถมพื้นเพครอบครัวของเขายังอยู่ในชนบทด้วย หลังจากที่ลี่หรงสอบผ่าน แล้วเดินทางกลับเมืองหลวง ช่องว่างระหว่างทั้งสองคนจะยิ่งกว้างขึ้นอีกแน่นอน

   

   น่าเสียดายจริงๆ

   

   ลี่หรงเพียงแค่เหลือบมองคนเหล่านี้ ก็รู้แล้วว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ หญิงสาวไม่เคยพูดคุยกับคนเหล่านี้มาก่อนเช่นกัน ตอนนี้จึงได้แต่กล่าวทักทายอย่างสุภาพเท่านั้น

   

   ในบรรดายุวชนเหล่านั้น ยุวชนชายทุกคนลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนยุวชนหญิงทุกคนลงทะเบียนในสาขาวิชาศิลปศาสตร์

   

   หลังจากได้รู้ว่าลี่หรงเลือกเรียนวิชาเอกวิทยาศาสตร์ พวกเขาก็ไม่อาจซ่อนความประหลาดใจไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

   

   ส่วนหยางเต๋อเป่ากับหลัวปิง ไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหนกัน เพราะหลังจากครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกันแล้ว ก็คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมารวมตัวกันเมื่อเห็นลี่หรง

   

   นิสัยแย่จริงๆ

   

   สิ่งที่หลัวปิงพูดนั้นยั่วโมโหมาก เธอมองลี่หรง แล้วพูดว่า “เธอบอกว่าสมัครสาขาวิทยาศาสตร์เหรอ น่าหัวเราะจริงๆ เวลาที่ใช้ทบทวนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีแค่เดือนเดียว แต่เธอยังกล้าสมัครสาขาวิทยาศาสตร์จริงเหรอ เสี่ยวหรง อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ฉันแนะนำให้เธอลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาศิลปศาสตร์จะดีกว่า สาขาวิชาศิลปศาสตร์น่ะง่ายกว่ามาก เธอเองก็ยิ่งความจำไม่ดีอยู่ด้วย”

   

   ลี่หรงกลอกตามองเธอ “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปสมัครเรียนสาขาศิลปศาสตร์เองสิ”

   

   ลี่หรงไม่อยากพูดอะไรอีก ก่อนจะจูงจ้าวชิงซงออกไป

   

   ทันทีที่เดินออกจากจุดลงทะเบียน หยางเต๋อเป่าที่วิ่งไล่มา ก็หยุดอยู่ตรงหน้าลี่หรงกับสามี

   

   สายตาของจ้าวชิงซงเย็นชา เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ของลี่หรงไว้ แล้วถามเขาว่า “ยุวชนหยาง คุณมีอะไรหรือเปล่าครับ?”

   

   หยางเต๋อเป่าไม่แม้แต่จะมองจ้าวชิงซง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เอาแต่มองลี่หรงด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหรง ผมมีเรื่องจะบอกคุณครับ”

   

   “ถ้ามีอะไรจะบอกก็บอกมาเลยค่ะ” ลี่หรงพูดอย่างหมดความอดทน

   

   “นายช่วยหลีกทางไปก่อนได้ไหม?” นี่คือสิ่งที่หยางเต๋อเป่าพูดกับจ้าวชิงซง เขาไม่เรียกชื่อด้วยซ้ำ แถมน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

   

   ลี่หรงหรี่ตาลง ก่อนจูงมือจ้าวชิงซงเดินออกไป “คุณมีเรื่องก็พูดมาเลยค่ะ เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน”

   

   หยางเต๋อเป่าถูกลี่หรงทำตัวเย็นชาใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็พลันรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงหัวใจ ไม่ใช่ว่าเขาใส่ใจลี่หรงมากนัก แต่เขา ยุวชนหยาง เติบโตมาท่ามกลางคนที่คอยเกรงใจ แม้ว่าเขาจะไปชนบท ทว่าก็ไม่มีใครกล้าทำให้ต้องอับอายขายหน้า

   

   แต่ยิ่งลี่หรงประพฤติเช่นนี้ หยางเต๋อเป่ากลับรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ

   

   เขารีบขวางลี่หรงไว้ แล้วพูดต่อหน้าจ้าวชิงซง “เสี่ยวหรง แม่ของผมบอกว่าถึงคุณจะสอบไม่ผ่าน แต่ก็สามารถใช้เส้นสายช่วยให้คุณเข้าไปเรียนได้อยู่ดี ไม่ต้องกดดันมากเกินไปนะครับ”

   

   คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง และมองไปยังจ้าวชิงซงด้วยความดูถูก

   

   แสร้งเป็นคนดีเพื่อหวังผลงั้นเหรอ?

   

   มุมปากของลี่หรงกระตุก “ไม่ต้องหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ แต่ฉันสอบผ่านด้วยตัวเองได้ ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยค่ะ”

   

   หยางเต๋อเป่าไม่เชื่อว่าเธอจะสอบผ่าน ลี่หรงที่มีนิสัยเกียจคร้านในความทรงจำของเขา จะตั้งใจอ่านหนังสือหนักขนาดนั้นได้ยังอย่างไรกัน?

   

   ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเลือกสอบเข้าเรียนวิชาเอกวิทยาศาสตร์ด้วย

   

   นั่นยากยิ่งกว่าสาขาศิลปศาสตร์อีก

   

   หยางเต๋อเป่าครุ่นคิดว่าเมื่อถึงเวลา ลี่หรงจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา

   

   กำหนดสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือปลายเดือนพฤศจิกายน

   

   นี่เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงครั้งเดียวในช่วงฤดูหนาว

   

   ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของที่นี่อยู่ทางภาคเหนือ ในตอนนี้หิมะแรกตกลงมาเร็ว อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ

   

   มือของผู้สมัครสอบกลายเป็นสีแดงด้วยความหนาวเย็น

   

   จ้าวชิงซงเตรียมพร้อมแล้ว เขาเตรียมขวดน้ำร้อนให้ลี่หรงนำเข้าไปในห้องสอบด้วย

   

   จ้าวชิงซงพูดด้วยเสียงแผ่วเบากว่าปกติ ลี่หรงรู้สึกได้ถึงความประหม่าของชายหนุ่ม เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นคนที่ต้องเข้าห้องสอบ แล้วทำไมจ้าวชิงซงถึงรู้สึกกังวลมากกว่าเธออีกล่ะ?

   

   ลี่หรงคลี่ยิ้ม พลันจับมือของจ้าวชิงซงไว้ ขณะปลอบใจเขา “อย่ากังวลเลยค่ะ คุณเครียดแบบนี้เดี๋ยวฉันก็พลอยเครียดไปด้วยนะคะ รอให้สอบเสร็จก่อน แล้วฉันค่อยกลับบ้านไปทำอาหารอร่อยๆให้คุณกินนะคะ”

   

   จ้าวชิงซงฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจ หอมแก้มลี่หรงแล้วพูดว่า “ผมจะรอคุณครับ”

   

   ห้องสอบอยู่ในสถานที่เดียวกับที่ลงทะเบียนไว้ในตอนแรก โต๊ะและเก้าอี้ด้านในถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ

   

   ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน โต๊ะและเก้าอี้ ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเป็นของเก่าทั้งนั้น ลี่หรงคิดว่ามันคงเป็นของเก่าแก่ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ที่เพิ่งถูกขุดออกมาใช้งานในตอนนี้

   

   โต๊ะยาวมาก เหมาะสำหรับให้คนสามคนนั่งด้วยกันได้

   

   แต่เนื่องจากเป็นการสอบ จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ผู้เข้าสอบทุจริต จึงมีผู้เข้าสอบเพียงสองคนนั่งคนละฝั่งของโต๊ะ โดยเว้นที่นั่งตรงกลางเอาไว้

   

   ภาคเช้าของวันแรก สอบวิชาภาษาจีนก่อน

   

   ลี่หรงอ่านคำถามทุกข้อ ก่อนพบว่าหลายคำถามเป็นสิ่งที่เธอเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือเธอจดจำที่อ่านมาได้เกือบทั้งหมด หญิงสาวจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

   

   เมื่อรู้สึกว่าภาษาจีนค่อนข้างง่าย เธอก็แอบยิ้ม แล้วเริ่มตอบคำถาม

   

   ในมุมมองของลี่หรง หลักการที่สำคัญที่สุดของการสอบภาษาจีน คือผู้เข้าสอบจำเป็นต้องเขียนคำตอบลงไป แม้จะไม่ได้มั่นใจมากนักก็ตาม

   

   เหมือนที่อาจารย์คนก่อนของเธอพูดไว้ มักมีหนึ่งประโยคสำคัญที่เชื่อมโยงกับคำถามเสมอ แล้วอาจารย์จะให้คะแนนถ้าเธอตอบประโยคนั้นถูก

   

   ลี่หรงไม่รังเกียจที่จะเขียนตอบยาวเหยียด

   

   เธอมีเวลาเหลือเฟือ จึงจงใจอธิบายคำตอบอย่างชัดเจน โดยหวังว่าอาจารย์จะให้คะแนนเธอบ้างเมื่อได้อ่านคำตอบนั้น

   

   ค่อยๆเขียนไป ก็ย่อมได้ใช่ไหม?

   

   ลี่หรงเขียนเสร็จแล้ว แต่ก่อนหมดเวลาสอบ เธอกลับไปตรวจทานคำตอบอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่จะตรวจสอบคำผิด

   

   จนกระทั่งเสียงกริ่งดังขึ้น ผู้คุมสอบก็เริ่มเรียกให้เอากระดาษคำตอบไปส่ง

   

   จ้าวชิงซงรออยู่หน้าห้องสอบ เมื่อเขาเห็นลี่หรงออกมา ก็รีบเดินไปหา พลางเม้มริมฝีปากบาง แต่ไม่ได้ถามลี่หรงว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพูดว่า “หิวรึยังครับ รีบกินข้าวเถอะครับ”

   

   อากาศหนาวเย็นแบบนี้ แล้วกล่องข้าวที่บ้านมีเพียงกล่องที่ทำจากอะลูมิเนียมเคลือบ ซึ่งไม่สามารถเก็บความร้อนได้เลย พวกเขาจึงไม่นำอาหารมาจากบ้าน

   

   จ้าวชิงซงเฝ้าดูอยู่นอกห้องสอบ ในช่วงเริ่มสอบ เขาก็ไปที่ร้านอาหารของรัฐเพื่อซื้ออาหารมาให้ลี่หรง

   

   ตอนนี้อาหารจึงยังร้อนอยู่มาก เขาจูงมือลี่หรงพาไปหาที่นั่งข้างนอก เพื่อนั่งกินข้าวกลางวันกัน

   

   ต้องบอกว่าการตัดสินใจของจ้าวชิงซงนั้นฉลาดจริงๆ

   

   ทันทีที่ผู้สมัครสอบออกจากห้องสอบ ก็ออกไปต่อแถวยาวที่ร้านอาหารของรัฐด้านนอก

   

   ปกติแล้วผู้สมัครสอบเป็นยุวชนที่ไปอยู่ชนบท ทำให้ไม่ได้มากับคนรู้จัก พวกเขาจึงต้องไปซื้อข้าวที่ร้านอาหารของรัฐเอง

   

   คนต่อแถวซื้ออาหารจากร้านอาหารของรัฐเยอะมาก

   

   ลี่หรงเห็นแถวยาวดังนั้น แล้วนึกสงสัยว่าคนที่อยู่ท้ายแถวจะยังมีข้าวเหลือให้กินอยู่หรือไม่

   

   หลังจากกินข้าวไปได้สองสามคำ ลี่หรงก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นคนเดียวที่กินอยู่ ในขณะที่จ้าวชิงซงเฝ้ามองจากด้านข้าง คอยคีบผักและยื่นน้ำให้เธอ

   

   เขาทำตัวอย่างกับกำลังรับใช้เธออยู่ ลี่หรงคิดแล้วก็หัวเราะออกมา “คุณจะกินข้าวไหมคะ ไม่ต้องคอยรับใช้เหมือนฉันเป็นคุณหนูหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีมือนะคะ”

   

   “ผมกินแล้วครับ” จ้าวชิงซงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “คุณเป็นคุณหนูของผม รีบกินเถอะครับ ถ้ายังไม่พอ เดี๋ยวผมจะไปซื้อเพิ่มให้เอง”

   

   หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว จ้าวชิงซงก็นำชามและตะเกียบที่เขายืมมาจากร้านอาหารของรัฐไปคืน

   

   “เอิ้ก… อิ่มมากเลยค่ะ” ลี่หรงเรอ พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน



บทที่ 79: สอบเสร็จแล้ว


    

   จ้าวชิงซงพาเธอไปที่โรงแรม

    

   เมื่อเห็นจ้าวชิงซงแสดงทะเบียนสมรส และจดหมายแนะนำตัวให้ผู้จัดการโรงแรมดู ลี่หรงก็ประหลาดใจ เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะเตรียมเรื่องเหล่านี้ไว้แล้ว

   

   จ้าวชิงซงพาเธอไปที่ห้องพัก “คุณรีบไปนอนเถอะ ถ้าใกล้ถึงเวลา ผมจะปลุกคุณเองครับ”

    

   ลี่หรงหาวแล้วถามว่า “คุณได้จดหมายแนะนำตัวตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

   

   “เมื่อไม่กี่วันก่อนครับ ช่วงนี้เราจะต้องอยู่ที่นี่กันไปก่อน ยังไม่ต้องกลับบ้าน จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเดินทางกลับไปกลับมาครับ” จ้าวชิงซงช่วยเธอถอดเสื้อคลุมและรองเท้าออก แล้วให้เธอนอนลงบนเตียง ส่วนเขานั่งลงข้างๆ แล้วพูดว่า “นอนเถอะครับ”

   

   ลี่หรงหลับไปจริงๆ อาจเป็นเพราะเธอตื่นแต่เช้า และใช้สมองเยอะมาก หลังจากหลับตาลง หญิงสาวก็ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราทันที

    

   วิชาที่สอบภาคบ่ายคือวิชาการเมือง

    

   ข้อสอบถามถึงแนวคิดของผู้นำทั้งในและต่างประเทศ บังเอิญว่าลี่หรงจดจำได้เป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถเขียนคำอธิบายคำตอบได้ทันทีที่หยิบปากกาขึ้นมา

   

   นอกจากเขียนอธิบายแล้ว ยังมีคำถามบางข้อที่ไม่ง่ายนัก ทว่าลี่หรงกำลังคิดว่าเรื่องการเมืองนั้น เธอควรจะได้คะแนนเพราะสามารถแสดงความคิดเห็น และมีมุมมองที่ถูกต้อง

   

   แน่นอนว่าแนวคิดบางอย่าง ก็ต้องอภิปรายด้วย

    

   นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ยาก อย่างคำถามข้อสุดท้าย ลี่หรงต้องวิเคราะห์บทความเกี่ยวกับการจัดสอบกลาง เธอกลืนน้ำลาย นี่ไม่ถือว่ายากเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

    

   หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ลี่หรงก็ตั้งสติ แล้วเขียนอธิบายความคิดและคำพูด ที่เธอจดจำมาจากคนมีชื่อเสียง

    

   หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็อ่านทบทวนอีกครั้ง อืม... ค่อนข้างน่าพอใจ เนื้อความสมเหตุสมผลดี

   

   หลังจากสอบช่วงบ่ายเสร็จสิ้น จ้าวชิงซงก็พาลี่หรงไปกินข้าวเย็น

    

   ผู้สมัครสอบเหล่านั้นน่าจะกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกันหมดแล้ว ในร้านอาหารของรัฐจึงมีคนไม่มากนัก

   

   หลังจากกินข้าวเสร็จ และกลับมาที่โรงแรม จ้าวชิงซงก็ถามลี่หรงว่า “คุณจะอ่านหนังสือต่อหรือจะนอนเลยครับ?”

    

   “อืม…” ลี่หรงคิดครู่หนึ่ง “ขอฉันจำสูตรที่ต้องใช้สอบพรุ่งนี้ก่อนนะคะ คณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ต้องท่องจำสูตรเยอะค่ะ”

   

   “ได้ครับ งั้นผมจะออกไปอยู่ข้างนอกนะครับ” หลังจากที่จ้าวชิงซงพูดจบ เขาก็กำลังจะเดินออกไป

   

   ลี่หรงดึงเขาไว้ “คุณจะไปอยู่ข้างนอกทำไมล่ะคะ มีโต๊ะกับเตียงอยู่ที่นี่ คุณจะนั่งหรือนอนก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ?”

    

   “ถ้าผมอยู่ก็อาจรบกวนสมาธิคุณ ผมเลยควรออกไปรอข้างนอกดีกว่าครับ”

   

   ลี่หรงยิ้ม “คุณอยู่ที่นี่ก็ไม่รบกวนสมาธิฉันหรอกค่ะ อย่าลืมว่าฉันอ่านหนังสือโดยมีอันอันอยู่ด้วยได้นะคะ”

    

   จ้าวชิงซงขบกรามแน่นขึ้น แล้วอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

    

   ก่อนที่เขาจะพูด ลี่หรงเอื้อมมือไปจับมือเขา “ไม่ต้องกังวลไปนะคะ คุณไม่อยากรบกวนใช่ไหมคะ เอาล่ะ ถ้างั้นคุณนอนพักก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเดี๋ยวฉันจะปลุกทีหลังเอง”

    

   ตาขาวของจ้าวชิงซงแดงก่ำ ลี่หรงรู้สึกว่าเขาตึงเครียดกว่าเธออีก แต่เธอยังคงสงบนิ่งได้

    

   หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวชิงซงก็ตื่นขึ้นมาเห็นลี่หรงกำลังอ่านหนังสือ

    

   ไฟในห้องสว่างแล้ว เขาดูนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาสามทุ่มครึ่งแล้ว

    

   เขาลุกไปสวมรองเท้า แล้วหยิบกะละมังออกมาเงียบๆ

   

   ไม่นานเขาก็เข้ามาพร้อมกะละมังใส่น้ำร้อน “ถึงเวลานอนแล้วนะครับ คุณหยุดอ่านหนังสือแล้วมาเช็ดหน้า ล้างเท้า เตรียมเข้านอนได้แล้วครับ”

     

   ลี่หรงพยักหน้า ก่อนวางหนังสือลง แล้วเดินไปนั่งลงที่ขอบเตียง จากนั้นเช็ดหน้าด้วยผ้าชุบน้ำร้อนที่จ้าวชิงซงส่งให้

    

   ทั้งสองแช่เท้าในกะละมัง ลี่หรงซบไหล่ของจ้าวชิงซง “คุณดีกับฉันมากเลยค่ะ”

    

   จ้าวชิงซงกล่าวว่า “คุณเป็นภรรยาของผม ถ้าไม่ใจดีกับคุณ แล้วจะให้ไปใจดีกับใครล่ะครับ?”

    

   ลี่หรงขมวดคิ้ว เธอเงยหน้าขึ้นจูบคางของจ้าวชิงซง

   

   ลูกกระเดือกของจ้าวชิงซงเคลื่อนไหวขึ้นลง เขากำลังถูกลี่หรงกระตุ้น ชายหนุ่มพลันจับเอวของหญิงสาว แล้วจูบเธออย่างดูดดื่ม น้ำเสียงเขาชวนวาบหวาม “อย่ายั่วผมสิครับ รอสอบเสร็จก่อนเถอะ”

    

   ลี่หรงส่ายหน้า ไม่กล้าทำอะไรอีกต่อไป ก่อนเช็ดเท้าแล้วนอนลงบนเตียง

     

   การสอบทั้งหกวิชา เสร็จสิ้นภายในสามวัน

    

   วิชาสุดท้ายคือภาษาอังกฤษ ความจริงแล้ววิชาภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชาบังคับ

    

   ในชาติก่อน ลี่หรงเรียนด้านการออกแบบแฟชั่นหลักสูตรนานาชาติ เพื่อที่จะไปทำงานต่างประเทศกับแบรนด์เสื้อผ้าหรูหราระดับโลก ทำให้ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ เธอผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษระดับแปด และยังผ่านการทดสอบสนทนาปากเปล่าด้วย เธอสามารถสนทนากับเพื่อนชาวต่างชาติได้คล่องแคล่วมาก

    

   ลี่หรงเลือกสอบภาษาอังกฤษ เพราะเป็นจุดแข็งของเธอ ข้อสอบภาษาอังกฤษยุคนี้มีแค่ข้อเขียน ไม่มีข้อสอบการฟัง และรู้สึกว่าการทำคะแนนสูงในเรื่องนี้ เป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ

    

   ความจริงแล้วในห้องสอบภาษาอังกฤษมีคนเยอะมาก ลี่หรงยักไหล่ แล้วก้มหน้าลงเขียนตอบทันที หลังจากได้รับข้อสอบแล้ว

    

   เวลาสอบผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเสียงกริ่งดัง ก็ได้ยินเสียงของผู้เข้าสอบหลายคนกระสับกระส่าย

    

   ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ลี่หรงก็รู้สึกราวกับว่าได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักหน่วงออกจากอก

   

   การอ่านหนังสืออย่างหนักกว่าแปดเดือน จบลงแล้ว!

    

   ลี่หรงหายใจออกช้าๆ แล้วเก็บปากกา

   

   ทันทีที่เธอเดินออกจากห้องสอบ ก็เห็นจ้าวชิงซงกำลังยืนชะเง้อคอคอยอยู่นอกประตู มองมาที่เธออย่างกระสับกระส่าย

     

   ราวกับว่าเขากับเธอมีจิตที่เชื่อมถึงกัน ทั้งสองสบตากันอย่างรวดเร็ว

    

   จ้าวชิงซงเดินไปหาเธอ แม้ว่าชายหนุ่มจะเซเล็กน้อย แต่เขาก็รีบจับมือของลี่หรง

    

   เมื่อสัมผัสมือเล็กๆที่เย็นเฉียบ จ้าวชิงซงก็รู้สึกใจหาย เขารีบพ่นลมหายใจอุ่นๆใส่มือ แล้วลูบมือเธอ “มือแข็งหรือเปล่าครับ?”

   

   “อืม” ลี่หรงพูดตามตรง “แข็งค่ะ ช่วยนวดมือให้หน่อยนะคะ”

    

   ไม่ใช่ว่ามือแข็งเพราะหนาว แต่เป็นเพราะต้องเกร็งขณะเขียนคำตอบนานๆ

    

   จ้าวชิงซงนวดมือเธออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงจับมือเธอเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขา “กลับบ้านกันเถอะครับ”

   

   “กินข้าวกันก่อนนะคะ” ลี่หรงพูด “กว่าเราจะกลับไปทำอาหารกัน คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

   

   “ได้ครับ ตามใจคุณ”

    

   สองวันที่ผ่านมายังมีอาหารถูกปากให้กิน แต่วันนี้กินไม่ได้เลย

    

   แม้ว่าอาหารในร้านอาหารของรัฐจะมีให้เลือกหลายอย่าง แต่อาหารก็ค่อนข้างมันเยิ้ม

    

   ทั้งสองกินแค่เกี๊ยวแห้งกับเกี๊ยวน้ำคนละชาม

     

   เมื่อนึกถึงลูกน้อยที่ฝากไว้ให้คุณแม่จ้าวดูแล ลี่หรงก็สั่งเกี๊ยวนึ่งกลับบ้านด้วย

    

   เมื่อกลับมาถึงบ้านสกุลจ้าว ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ทว่ายังคงมีแสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดในห้องโถงและในลานบ้าน ทั้งยังได้ได้ยินเสียงของพวกต้าหนิวเล่นอยู่กับอันอัน

    

   ลี่หรงยิ้ม เธอไม่ได้เจอลูกน้อยมาสองวันแล้ว ตอนที่ยังไม่ได้เจอก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร

    

   แต่ตอนนี้ เมื่อได้ยินเสียงของเด็กน้อย ความคิดถึงและห่วงหาก็เอ่อล้นในใจ

    

   เธอยื่นเกี๊ยวให้จ้าวชิงซง แล้วบอกให้เขาช่วยนำไปอุ่นให้ จากนั้นเดินไปที่ห้องโถง ก่อนเปิดประตู แล้วตะโกนเข้าไปข้างใน “อันอัน… แม่กลับมาแล้ว”

    

   เมื่อเด็กน้อยได้ยินเสียงแม่ ก็โยนของเล่นที่ถืออยู่ทิ้งไป เมื่อหันกลับมาเห็นลี่หรง ก็เบะปากแล้วตะโกนว่า “แม่จ๋า …”

    

   อันอันกางแขนน้อยๆ ขณะนั่งอยู่บนเตียงเตา จากนั้นเดินไปที่ขอบเตียง แต่ไม่กล้าลง

   

   เขายืนอยู่บนขอบเตียงเตา แล้วเหยียดเท้าเล็กๆออกไป พลางกางแขนไปหาลี่หรง “อุ้ม แม่…”

   

   ลี่หรงเข้ามาอุ้มเขา พร้อมหอมแก้มอีกฟอดใหญ่หลายครั้ง แล้วพูดว่า “ลูกรัก คิดถึงแม่ไหมจ๊ะ?”

    

   คุณแม่จ้าวนั่งข้างเธอ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่คิดถึงได้ยังไงล่ะ อันอันร้องหาแม่ทุกวันเลย ตอนกลางคืนก็ไม่ยอมนอน ยังดีที่ต้าหนิวคอยอยู่เป็นเพื่อน”

    

   ในห้องโถงมีคุณแม่จ้าว ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิว ส่วนจ้าวชิงหยางกับภรรยาไม่อยู่ คุณพ่อจ้าวก็เข้านอนไปแล้ว

    

   ลี่หรงถามว่า “ตอนกลางคืนเขานอนกับใครเหรอคะ?”

   

   “คืนแรกนอนกับแม่จ้ะ แต่เมื่อคืนไปนอนกับต้าหนิว สงสัยอยากอยู่กับพี่ชาย”

    

   ลี่หรงยิ้มแล้วพูดว่า “ขอโทษที่รบกวนนะคะ ต้าหนิว เอ้อร์หนิว เดี๋ยวพรุ่งนี้อาสะใภ้จะเลี้ยงของอร่อยนะ”

    

   อันอันกอดคอลี่หรง แล้วถามว่า “แม่ไปไหนมา”



 บทที่ 80: พ่อฮะ พวกเขาบอกว่าพ่อขาพิการ ขาพิการคืออะไรฮะ?


   

   “แม่ไปสอบมาน่ะ” ลี่หรงจุ๊บเจ้าตัวน้อย

   

   เจ้าตัวน้อยเบิกตากว้าง น้อยใจจนอยากร้องไห้ “พวกคุณอาคุณน้าบอกว่าแม่ทิ้งอันอันแล้ว”

   

   คุณอาคุณน้าที่ว่าหมายถึงพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งเห็นเด็กน้อยก็จะหยอกล้อแบบนี้

   

   ช่วงนี้แม่จ้าวเป็นคนดูแล เวลาที่แม่จ้าวไปทำงานก็จะให้พวกต้าหนิวพาเขาไปเล่น

   

   ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านบางส่วนก็จะหยอกเจ้าตัวน้อย พูดว่า “แม่เขาทิ้งเขาแล้ว...” อะไรประมาณนี้

   

   อันอันฟังรู้เรื่อง รู้ว่า ‘ทิ้งเขา’ หมายถึงอะไร เมื่อได้ยินก็จะร้องไห้งอแง

   

   เมื่อกลับมาบ้าน เด็กน้อยจะเกาะติดแม่จ้าวพร้อมกับถามคำถามนี้ เมื่อแม่จ้าวปลอบขวัญอันอันเสร็จ ว่าแม่ไม่ได้ทิ้งเขา เด็กน้อยก็ตามติดพวกต้าหนิวพี่ชายทั้งสองไปเล่นข้างนอกแทน

   

   ตอนนี้เด็กน้อยได้พบแม่ผู้ให้กำเนิดแล้ว เขาจึงเกาะติดเธอพร้อมกับถาม เพื่อยืนยันสิ่งที่อยู่ในใจ

   

   ลี่หรงได้ยินแบบนั้นก็ปวดใจ นึกตำหนิผู้ใหญ่ที่พูดจาไร้สาระพวกนั้น โดยมักจะยกคำว่าล้อเล่นไปทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยที่ยังเด็กและไร้เดียงสา

   

   เธอพูดกับเจ้าตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม “แม่จะไม่ทิ้งลูกเด็ดขาด อันอันจะเป็นลูกรักของแม่ตลอดไปเลย”

   

   เจ้าตัวน้อยฉีกยิ้มในทันที ก่อนเข้ากอดลี่หรงพร้อมหัวเราะ ‘คิกๆ’ แล้วสั่งน้ำมูกจนเป็นฟอง

   

   แม่จ้าวยื่นผ้าขนหนูให้ แล้วถามลี่หรง “เจ้ารองล่ะ ไม่อยู่เหรอ?”

   

   “อยู่ในครัวค่ะ ฉันซื้อเกี๊ยวกลับมาด้วย กะว่าจะอุ่นให้อันอันกินน่ะค่ะ” ลี่หรงมองต้าหนิวสองพี่น้อง “พวกเธอสองคนจะกินด้วยไหม อารองของพวกเธอกำลังอุ่นเกี๊ยวอยู่น่ะ”

   

   ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวพูดเป็นเสียงเดียวกัน “กินครับ!”

   

   “ทำไมซื้อจากข้างนอกล่ะ ร้านอาหารรัฐขายแพงขนาดนั้น กลับมาทำเองจะประหยัดเงินกว่านะแม่ว่า” แม่จ้าวเสียดายเงิน

   

   “ไม่เท่าไรหรอกค่ะ กว่าพวกเราจะกลับมาถึงบ้าน คงใช้เวลานาน เลยซื้ออาหารกลับมาดีกว่าค่ะ” ลี่หรงพูดจบก็ให้แม่จ้าวไปนอนก่อน แล้วพูดกับพวกต้าหนิว “มานี่สิ อารองของพวกเธอน่าจะอุ่นเสร็จแล้ว”

   

   พวกต้าหนิวสวมเสื้อนอกลงจากเตียงเตา

   

   แม่จ้าวพูด “อย่ากินเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะนอนไม่หลับเอาเหมือนวัว สมชื่อจริงๆเลย ตอนเย็นก็กินไปมากขนาดนั้นแล้วแท้ๆ  ตอนนี้ยังจะกินอีก เฮ้อ…”

   

   จ้าวชิงซงเห็นหลานชายสองคนเดินเข้ามา ก็หยิบชามมาเพิ่มสองใบ พร้อมเอ่ยถาม “พวกเธออยากได้ซอสเปรี้ยวหรือซีอิ๊วล่ะ?”

   

   ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวตอบ “ซอสเปรี้ยวครับ”

   

   พวกเขามีกระเพาะของคนทางเหนือขนานแท้ ที่เวลากินเกี๊ยวต้องจิ้มซอสเปรี้ยวเท่านั้น จ้าวชิงซงเทซอสเปรี้ยวให้พวกเขาแต่ละคน

   

   เจ้าตัวน้อยเห็นพ่อกำลังยุ่ง ก็บีบจมูก แล้วพูดเสียงอู้อี้ “ไม่เอาซอสเปรี้ยว มันเปรี้ยว”

   

   ลี่หรงยิ้ม “พ่อเขารู้ เขาไม่ให้ซอสเปรี้ยวลูกหรอก”

   

   อันอันไม่เข้าใจว่าเพราะพันธุกรรมคนทางใต้ของลี่หรงหรือว่าอายุยังน้อย เขาจึงไม่ชอบกินซอสเปรี้ยว แม้แต่ของเปรี้ยวก็ไม่ชอบ

   

   ลี่หรงจำได้ว่าครั้งแรกที่เจ้าตัวน้อยกินเกี๊ยวจิ้มซอสเปรี้ยว มีหน้าตาเหยเก ปากอ้าออก แล้วคายเกี๊ยวออกมาทันที

   

   จากนั้นมา เมื่อได้กลิ่นเปรี้ยวของซอสเปรี้ยวก็จะปิดจมูก เหมือนเป็นสัญชาตญาณ

   

   “เอ้านี่ ซีอิ๊วของลูก” จ้าวชิงซงมองเจ้าตัวน้อยปิดจมูกพร้อมพูดอย่างขำขัน แล้วพูดกับลี่หรง “ปล่อยเขาลงให้นั่งเองเถอะ ไม่ต้องอุ้มตลอดเวลาก็ได้ครับ”

   

   หลังจากเจ้าตัวน้อยถึงวัยที่นั่งทานอาหารเองได้แล้ว จ้าวชิงซงก็หาช่างไม้มาทำเก้าอี้สำหรับเด็ก สูงและมีที่กั้น ให้เจ้าตัวน้อยนั่งกินข้าวเอง

   

   อันอันได้ยินพ่อบอกให้ปล่อยเขาลง ก็กอดลี่หรงแน่น แล้วหันหน้าหนี “ไม่เอา จะให้แม่อุ้ม”

   

   ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยจะติดเธอกว่าเดิม เพราะลี่หรงไม่อยู่บ้านหลายวัน

   

   ลี่หรงตบหลังอันอัน พูดปลอบเขา “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรนะ แม่ไม่ปล่อยลูกหรอก จะอุ้มลูกพร้อมกินเกี๊ยวไปด้วยเลยจ้ะ”

   

   จ้าวชิงซงหรี่ตากำลังจะพูด ก็ถูกลี่หรงมองค้อนกลับไป

   

   ลี่หรงยื่นมือ “หยิบช้อนให้หน่อยสิคะ”

   

   จ้าวชิงซงวางของลงตรงหน้าลี่หรง แล้วปรายตามองสายตาของอันอันที่มองมาอย่างไม่แยแส “ตามใจ”


   เจ้าตัวน้อยกินเกี๊ยวอย่างเอร็ดอร่อย

   

   ลี่หรงพบว่าหลายวันที่ไม่ได้เจอกัน เจ้าตัวน้อยไม่ได้ติดจ้าวชิงซงเหมือนกับที่ติดเธอ

   

   สมกับที่เธออุ้มท้องมาเก้าเดือน

   

   ลี่หรงหอมเด็กน้อยอย่างรักใคร่

   

   เจ้าตัวน้อยไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงหอมเขาอีกแล้ว ทว่าเด็กน้อยมีความสุขมาก ปากที่เต็มไปด้วยน้ำมันก็แนบเข้ามาติดใบหน้าลี่หรงไปครึ่งหนึ่ง

   

   ถึงอย่างไรตัวเธอก็ยังไม่ได้อาบน้ำ ลี่หรงจึงปล่อยให้เขาทำ

   

   ต้าหนิวกินไปไม่กี่ชิ้นก็พูดขึ้น “เกี๊ยวนี่ไม่อร่อยเท่าที่อาสะใภ้รองทำเลย”

   

   “ผมก็คิดเหมือนกัน” เอ้อร์หนิวพูดคล้อยตาม

   

   ลี่หรงมีสีหน้าอ่อนโยน “ไว้วันหลังอาจะทำเกี๊ยวให้พวกเธอกินนะ”

   

   เด็กโตทั้งสองกินอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเหอซิ่งตะโกนเรียกลูกๆอยู่ข้างบ้าน เมื่อพวกเขากินเสร็จก็วางชามและตะเกียบก่อนจะเดินกลับบ้านไป 

   

   ในห้องครัวเล็กจึงเหลือเพียงสมาชิกในบ้านทั้งสาม

   

   จ้าวชิงซงพูด “น้ำร้อนแล้ว คุณไปอาบน้ำก่อนเลยนะครับ เดี๋ยวผมป้อนเขาเอง”

   

   พูดพลางเอื้อมมือไปรับ

   

   ลี่หรงอยากตอบตกลง ทว่าเจ้าตัวน้อยเห็นจ้าวชิงซงจะเข้ามาอุ้มเขา ก็ซุกอ้อมอกผู้เป็นแม่อย่างไม่เต็มใจ

   

   จ้าวชิงซงแค่นยิ้ม “ไม่อยากมาหาเหรอ? พ่อเป็นพ่อของลูกนะ ไม่มีพ่อก็ไม่มีลูกหรอก”

   

   ลี่หรงคิดว่ามันแปลกเล็กน้อย เธอกับสามีไม่อยู่บ้านตั้งหลายวัน และก่อนหน้านี้เอง อันอันก็ไม่ได้รังเกียจจ้าวชิงซง

   

   จะบอกว่าเพิ่งกลับมาจึงค่อนข้างติดแม่ก็เข้าใจได้ ทว่าตอนนี้ก็ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ทำไมไม่อยากไปหาพ่ออยู่ตลอดเลยล่ะ

   

   ลี่หรงมองเจ้าตัวน้อย “ทำไมไม่อยากไปหาพ่อล่ะจ๊ะ?”

   

   เจ้าตัวน้อยปากมุ่ย ไม่พูดไม่จา

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว จะต้องมีเงื่อนงำบางอย่างที่เธอยังไม่รู้แน่ ลี่หรงปลอบเจ้าตัวน้อย แล้วถามอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย

   

   เจ้าตัวน้อยจึงพูดด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ “พวกเขาบอกว่า ถ้าอันอันอยู่กับพ่อ แม่ก็จะทิ้งอันอันไป”

   

   ลี่หรงสบตากับจ้าวชิงซง ทั้งปวดใจและทำตัวไม่ถูก

   

   คนในหมู่บ้านจะต้องพูดบางอย่างเกี่ยวกับลี่หรงว่าหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว อันอันก็จะถูกทิ้งไว้กับจ้าวชิงซง

   

   เจ้าตัวน้อยได้ยินมากๆ เข้าก็จดจำได้

   

   จ้าวชิงซงเข้ามานั่ง แล้วหยิกแก้มของเจ้าตัวน้อย “ลูกเพิ่งตัวสูงเท่านี้เอง ก็ถูกหลอกแล้วเหรอเนี่ย แม่ไม่มีทางทิ้งลูกกับพ่อหรอก สบายใจได้เลย แม่ของลูกไม่หนีไปไหนแน่นอน”

   

   เจ้าตัวน้อยมองจ้าวชิงซงด้วยแพขนตาที่เปียกชื้น แล้วถาม “พ่อ… พวกเขาบอกว่าพ่อขาพิการ ขาพิการคืออะไร?”

   

   เจ้าตัวน้อยห้ามปากไม่อยู่ เมื่ออยู่ใน ‘ช่วงอ่อนไหวทางภาษา’ มักจะเลียนแบบคำพูดจากพวกผู้ใหญ่ แล้วกลับบ้านมาถามพ่อแม่แทน

   

   ทว่าสิ่งที่เด็กน้อยพูด จะต้องได้ยินมาจากข้างนอกแน่นอน ถึงพูดแบบนี้ได้

   

   ลี่หรงสีหน้าหม่นลง ผู้ใหญ่ที่พูดคำนี้ช่างน่าขยะแขยงจริงๆ

   

   ความไร้เดียวสาของอันอัน กลับทำร้ายจิตใจของจ้าวชิงซง

   

   ลี่หรงทุกข์ใจมาก เธอปรายตามองจ้าวชิงซง ก็เห็นเขาแสร้งทำเป็นอธิบายให้เจ้าตัวน้อยฟังอย่างสบายใจเท่านั้น “ขาพิการ ก็หมายถึงขากับเท้ามีปัญหา เดินไม่เหมือนกับคนอื่นครับลูก”

   

   ลี่หรงหยิกแก้มเจ้าตัวน้อย “จากนี้ไปอย่าพูดกับพ่อแบบนี้นะ”

   

   เจ้าตัวน้อยยังคงถาม “งั้นอันอันจะขาพิการไหมครับ?”

   

   “อันอันไม่เป็นหรอก” จ้าวชิงซงพูด 

   

   จ้าวชิงซงบีบจมูกเล็กของเขา “เอาล่ะ ให้พ่ออุ้มลูกเถอะ จะได้ให้แม่ไปอาบน้ำเสร็จแล้วค่อยมาอุ้มลูกต่อ ลูกจะไม่ปล่อยให้แม่อาบน้ำเลยเหรอ?”

   

   “ครับ” เจ้าตัวน้อยทำสีหน้า ‘กล้ำกลืนฝืนทน’

      

   [1] หนิว ภาษาจีนแปลว่า วัว



จบตอน

Comments