บทที่ 81: ผลสอบออกแล้ว
จ้าวชิงซงพาเจ้าตัวเล็กออกไป ลี่หรงปล่อยมือจากเขาด้วยสีหน้ากังวล ไม่อยากให้เขาอยู่กับเจ้าตัวเล็กตามลำพังในเวลานี้
เธอเก็บชามเตรียมนำไปล้าง
จ้าวชิงซงบอกว่า “วางชามไว้เถอะครับ เดี๋ยวผมจะล้างให้เอง คุณรีบไปอาบน้ำเถอะ ไม่ได้อาบน้ำอย่างสบายๆมาสองวันแล้วนี่ครับ”
เมื่อเห็นสายตากังวลของลี่หรง จ้าวชิงซงก็ยิ้ม “อย่าคิดมากเลยครับ ผมไม่ใช่คนจิตใจเปราะบางขนาดนั้นสักหน่อย ผมเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะครับ”
ลี่หรงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้าห้องไปเตรียมเสื้อผ้าอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เด็กน้อยก็เล่นกับผู้เป็นพ่ออย่างเพลิดเพลิน และยังมองจ้าวชิงซงด้วยความชื่นชม สองพ่อลูกไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ทว่าก็เล่นกันอย่างอบอุ่น
ลี่หรงรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เห็นภาพนี้ เธอมาเล่นกับลูกแทน ขณะที่จ้าวชิงซงไปล้างจาน
เธอกับลูกน้อยอาบน้ำเสร็จแล้ว ลี่หรงจึงอุ้มลูกเข้าห้องไปนอนบนเตียงเตา
เตียงเตาในห้องถูกจุดไว้พร้อมกับตอนที่จ้าวชิงซงต้มน้ำ ทำให้ตอนนี้เตียงอุ่นขึ้นมาก
ลี่หรงอยู่กับลูกน้อยตามลำพัง แม้ว่าสิ่งที่เจ้าตัวเล็กพูดเมื่อครู่นี้ ด้วยเพราะเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น จึงเลียนแบบคำพูดของคนอื่นตามประสาเด็ก แต่ไม่ว่าอย่างไร ทว่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชวนให้เจ็บใจไม่น้อย
เธอไม่ได้เล่นกับลูกน้อย แต่ก้มหน้าลง นั่งเผชิญหน้ากับเขา “อันอัน ต่อไปอย่าพูดคำว่าขาพิการกับพ่อของลูกอีกนะจ๊ะ พ่อของลูกเป็นวีรบุรุษ เขาได้รับบาดเจ็บจากตอนที่ไปสู้กับคนร้ายเพื่อปกป้องประเทศชาติ ลูกพูดอย่างนั้น พ่อจะเสียใจเอานะ”
เด็กน้อยพยักหน้า บ่งบอกว่าเข้าใจ “ใช่แล้ว! พ่อเป็นวีรบุรุษ!”
ลี่หรงยิ้ม “ลูกรู้ไหมว่าวีรบุรุษคืออะไร?”
“สู้กับคนร้าย!” เด็กน้อยตะโกน แล้วยกมือขึ้นโบกไปมา
“ใช่จ้ะ” ลี่หรงชมเขา “อันอันฉลาดมาก”
จ้าวชิงซงน่าจะกำลังล้างจานอยู่ เมื่อเขากลับเข้าห้องมา ลี่หรงก็กล่อมเจ้าตัวเล็กนอนไปแล้ว
ลี่หรงเห็นเขาเข้ามา จึงหาวแล้วพูดว่า “ดับตะเกียงให้หน่อยนะคะ”
ทันทีที่ชายหนุ่มขึ้นไปบนเตียงเตา ลี่หรงก็ขยับเข้าไปแนบชิด แล้วกระซิบกับจ้าวชิงซงว่า “อันอันก็แค่เลียนแบบคำพูดของคนอื่น คุณอย่าโกรธเขาเลยนะคะ”
“ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นลูกของผม จะโกรธได้อย่างไรล่ะครับ?” จ้าวชิงซงกอดลี่หรงแน่น “แต่คนข้างนอกก็พูดถูก ผมเป็นคนขาพิการจริงๆขอโทษนะครับ ที่ทำให้คุณกับลูกไม่สบายใจ”
“พูดเรื่องอะไรกันคะ?” ลี่หรงหยิกจ้าวชิงซงอย่างแรง “ฉันไม่ได้ไม่สบายใจเลยค่ะ คุณดีกว่าผู้ชายหลายคนมาก ทั้งปกป้องและทำงานหาเงินมาดูแลเราสองแม่ลูก”
ต่อหน้าลูกน้อย จ้าวชิงซงไม่ได้แสดงท่าทางเศร้าออกมาเลย ทว่าตอนนี้เขาเงียบไป
ลี่หรงรู้สึกว่าความเงียบของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ และยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์มากกว่าเดิม เธอเงยหน้าขึ้นจูบคางของจ้าวชิงซง “สามีของฉันเก่งที่สุดในโลกค่ะ”
จ้าวชิงซงเผยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ในห้องมืดมาก จนมองไม่เห็นอะไรเลย
ได้ยินเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาของเขา “นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้รังเกียจผม ผมเป็นคนพิการ แต่คุณอย่าทิ้งผมไปเลยนะครับ ที่รัก ผมมีแค่คุณเท่านั้น”
ลี่หรงไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหน ‘เปราะบาง’ ขนาดนี้มาก่อน เธอกอดคออีกฝ่ายแน่น ก่อนจูบเขาหลายครั้ง บ่งบอกว่าเธอจะไม่จากไปไหน
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วหันกลับมาพลิกตัว ตรึงลี่หรงไว้กับเตียง “คุณยังจำตอนที่คุณแกล้งยั่วผมในโรงแรมได้ไหมครับ? ถึงเวลาคิดบัญชีแล้วนะครับ”
“...” บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่นี้ ถูกจ้าวชิงซงทำลายไปหมดแล้ว ลี่หรงพูดไม่ออก แต่เธอก็ปล่อยให้เขาทำตามใจ
เธอกอดจ้าวชิงซงกลับ พลางกระซิบ “อย่าทำนานนักนะคะ ฉันง่วงแล้ว”
...
ยุวชนที่สอบเสร็จแล้วเริ่มกลับมาทำงาน
พวกชาวบ้านถามพวกเขาว่าการสอบเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเจอพวกเขา
ยุวชนที่ทำข้อสอบได้ดีมีสีหน้าภาคภูมิใจและร่าเริง พูดอย่างมีความสุขว่า “มั่นใจว่าทำได้เกินครึ่งแน่นอน ...”
ส่วนยุวชนที่ทำข้อสอบได้ไม่ดีนั้นส่ายหน้า ไม่ตอบโต้อะไรเมื่อถูกคนถาม
ผู้หญิงบางคนที่ทำงานกับแม่จ้าว ถามแม่จ้าวเมื่อได้เจอ “ฟางหง ฉันได้ยินมาว่าลูกสะใภ้คนรองของเธอก็ไปสอบเหมือนกัน การสอบเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
แม่จ้าวขี้เกียจเกินกว่าจะจัดการกับคนพวกนี้จริงๆ อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่
ถ้าเธอบอกว่าลี่หรงทำข้อสอบได้ดี คนเหล่านี้ก็จะคิดว่าถ้าลี่หรงไปเรียนมหาวิทยาลัย แล้วกลับไปอยู่ในเมือง ก็คงจะไม่ต้องการลูกชายคนรองกับหลานชายของเธออีกต่อไป
แม่จ้าวโกรธมากเมื่อรู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกับหลานชายตัวน้อย ทำไมถึงพูดแบบนั้นกับเด็กตัวเล็กๆได้?
แต่ถ้าแม่จ้าวบอกว่าลี่หรงทำข้อสอบได้ไม่ดี คนเหล่านี้ก็จะพูดจาทับถมอีก
บอกว่าแต่งงานมีลูกแล้ว อยู่บ้านไม่สุขสบายเหรอ ทำไมถึงต้องออกไปสอบอีก!
แม่จ้าวส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้ถามเธอเลย”
นี่เป็นเรื่องจริง นับตั้งแต่ลี่หรงกลับมาจากการสอบ ครอบครัวจ้าวไม่เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้าหรือถามเธอถึงเรื่องนี้เลย
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆขมวดคิ้ว “จะไม่รู้ได้ยังไง ฉันได้ยินมาว่ายุวชนลี่เลือกสอบเข้าสาขาวิทยาศาสตร์ แถมสาขาวิทยาศาสตร์ยังสอบผ่านได้ยากอีก พวกยุวชนหญิงในหมู่บ้านของเราก็เลือกเรียนสาขาศิลปศาสตร์กันหมด”
เธอส่ายหน้า แล้วพูดต่อ “เป็นเรื่องปกติถ้าสอบสาขาวิทยาศาสตร์ไม่ผ่าน ถ้าทำไม่ได้จริงๆก็รอสอบอีกครั้งปีหน้า”
คนเพิ่งสอบเสร็จไป แต่มาพูดว่าคนอื่นจะสอบตก!
ไม่ว่าใครที่ไปสอบก็คงไม่พอใจทั้งนั้น หากได้ยินแบบนี้
สีหน้าของแม่จ้าวกลายเป็นบึ้งตึงทันที ก่อนจะโยนจอบลงบนพื้น “หลี่เซียง! ฉันได้ถามความเห็นเธอหรือเปล่า ทำไมเธอต้องมาแช่งลูกสะใภ้คนรองของฉันแบบนี้? มีปากก็ควรพูดอะไรดีๆบ้างนะ!”
เธอถอนหายใจ “หัดทำตัวเองให้ดีบ้างเถอะ แล้วอย่าได้ขโมยกุนเชียงของคนอื่น เหมือนลูกสะใภ้คนรองของเธอด้วย!”
ผู้หญิงที่พูดจารุนแรงเมื่อครู่นี้คือหลี่เซียง แม่สามีของคนที่ขโมยกุนเชียงของลี่หรงไปก่อนหน้านี้
เมื่อหลี่เซียงได้ยินสิ่งที่เธอพูด ก็ไม่กล้าทะเลาะกับแม่จ้าวอีกต่อไป แล้วเดินถือจอบจากไปด้วยความหงุดหงิด
ประเด็นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในหมู่บ้าน มาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องทำ
ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อลี่หรงได้ยินข่าว เธอก็รอให้จ้าวชิงซงกลับมาก่อนไม่ไหว จึงอุ้มลูกน้อยไว้ข้างหลัง แล้วปั่นจักรยานออกไปดูผลสอบ
ลี่หรงเห็นผลสอบของตัวเองทันที
เธอสอบได้อันดับสอง
อันดับสอง!
ลี่หรงกอดลูกน้อยด้วยความดีใจ พลางหอมแก้มเขาหลายครั้ง
เด็กน้อยไม่รู้ว่าแม่ของเขาดีใจมากขนาดไหน แต่เขาสัมผัสได้ถึงความสุขที่เอ่อล้นจากใจแม่ เด็กน้อยยิ้มกว้างขณะกอดลี่หรง แล้วส่งเสียงหัวเราะชอบใจใหญ่
คะแนนเต็มห้าร้อยคะแนน ลี่หรงทำได้สามร้อยห้าสิบหกคะแนน
คะแนนภาษาอังกฤษของเธอแทบจะสมบูรณ์แบบ เธอได้คะแนนภาษาอังกฤษสูงสุดในบรรดาผู้สมัครสอบทั้งหมด
น่าเสียดายที่ภาษาอังกฤษเป็นวิชาพิเศษ ไม่ได้นำมารวมในคะแนนรวม
ลี่หรงเหลือบมองชื่อคนที่สอบได้อันดับหนึ่ง เธอไม่รู้จักคนคนนั้น เขาไม่ใช่ยุวชนจากหมู่บ้านต้าเจียง ไม่รู้เลยว่าเขามาจากหมู่บ้านไหน
เขาทำคะแนนได้สามร้อยหกสิบคะแนน ซึ่งสูงกว่าลี่หรงเพียงสี่คะแนนเท่านั้น
คะแนนสอบภาษาอังกฤษของคนที่สอบได้อันดับหนึ่ง เป็นสี่สิบคะแนนเท่านั้น ส่วนลี่หรงได้ถึงเก้าสิบคะแนน หากรวมภาษาอังกฤษไว้ในคะแนนรวม ลี่หรงจะได้เป็นที่หนึ่งแน่นอน!
เธอถอนหายใจด้วยความเสียดาย
อันดับสองก็อันดับสอง
ไม่รู้ว่าเรื่องการสอบนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอจำได้ว่าในนิยาย คนที่สอบได้อันดับหนึ่ง สอง และสาม ในการสอบระดับตัวเมือง จะสามารถไปชิงเป่ยได้
ผลสอบที่ประกาศนี้ เป็นผลสอบระดับตัวเมืองของทั้งจังหวัดด้วย ลี่หรงคิดว่าคงจะดีมาก ถ้าเธอสามารถไปชิงเป่ยได้จริงๆ
ในยุคหลัง เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงชิงเป่ยเลย
[1] ชิงเป่ย คือ มหาวิทยาลัย 'ปักกิ่ง' หรือ 'ชิงหัว' คนจีนเรียกย่อๆรวมกันว่า ชิงเป่ย
บทที่ 82: พบกับซ่งเสี่ยวซาน
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองประกาศอีกครั้ง แล้วเห็นว่าคะแนนอันดับสามเป็นสองร้อยเก้าสิบ ซึ่งต่างกันเพียงไม่กี่คะแนน
ส่วนอันดับที่สี่ก็ราวสองร้อยเก้าสิบคะแนนเหมือนกัน ดูเหมือนว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ดจะยากจริงๆ
ลี่หรงไม่ได้อ่านหนังสืออีกต่อไป
เธอรู้สึกค่อนข้างมั่นใจมากว่าตัวเองจะได้เข้าไป ทำให้เธอแทบจะคุมความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ หญิงสาวหอมแก้มของเด็กน้อยหลายครั้ง “ไปกันเถอะ แม่จะพาไปซื้อของนะ”
ทันทีที่เธอหันหลังเตรียมจะออกไป เธอก็ได้พบกับ ‘คนรู้จัก’ สองสามคน
ลี่หรงอารมณ์ดี ทักทายคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าร่าเริง “หัวหน้ายุวชนหู มาดูผลสอบเหรอคะ?”
หูเสวียป๋อรวมถึงเหล่ายุวชนคนอื่น ต่างก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่ทันที หลังจากได้ยินข่าวว่าประกาศผลสอบแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขามาช้ากว่าลี่หรง เพราะว่าต้องรอรถประจำทาง
หูเสวียป๋ออายุมากกว่าลี่หรงกว่าสิบปี เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มยุวชนกลุ่มแรกที่มาใช้ชีวิตในชนบท
สายตาของเขายากจะคาดเดา เมื่อดูจากสีหน้าของลี่หรง เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงทำคะแนนสอบออกมาได้ดี หูเสวียป๋อจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ยุวชนลี่ ดูผลสอบเสร็จแล้วเหรอครับ?”
“ดูแล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้มกว้าง “พวกคุณยังไม่ได้ดูสินะคะ ฉันจะพาอันอันไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์ก่อน พวกคุณไปดูกันได้เลยค่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินออกไปด้านข้าง หลีกทางให้หูเสวียป๋อและคนอื่นๆเดินเข้าไป
หูเสวียป๋ออยากจะถามลี่หรงว่าผลสอบของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ทว่าเขาก็อยากรู้ผลสอบของตัวเองมากกว่า ทำให้เขากับยุวชนหลายคนเบียดเสียดกันไปเข้าแถวเพื่อดูผลสอบ
เมื่อดูผลสอบ แล้วเห็นว่ารายชื่อคนสอบได้ที่สองคือลี่หรง เขาก็แทบไม่เชื่อสายตา ได้แต่จ้องมองอยู่ราวสองสามวินาที จากนั้นก็เห็นคำว่าหมู่บ้านต้าเจียง เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ
เขาตกตะลึง เมื่อได้สติก็หันมองไปข้างนอกฝูงชน เห็นลี่หรงกำลังมัดลูกน้อยไว้บนหลัง เตรียมจะขี่จักรยานออกไป
ไม่น่าแปลกใจที่เธอดูมีความสุขมากขนาดนั้น
ยุวชนคนอื่นๆก็เห็นแล้วเช่นกัน หลายคนมองหน้ากัน บางคนถอนหายใจ แล้วพูดว่า “คิดไม่ถึงเลยว่ายุวชนลี่จะทำได้ดีขนาดนี้”
ทันทีที่ลี่หรงปั่นจักรยาน จ้าวชิงซงก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อเห็นเขา ลี่หรงก็รีบจอดจักรยานอย่างรวดเร็ว “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ?”
“ได้ยินมาว่าผลสอบออกแล้ว ผมไม่รู้ว่าคุณจะออกมาดูหรือเปล่า บังเอิญว่าผมเข้าไปทำธุระในตัวเมือง ก็เลยแวะเข้ามาดูหน่อยครับ พลางคิดว่าถ้าคุณไม่มาดูผลสอบ คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่เลยครับ” จ้าวชิงซงตอบ
เมื่อเด็กน้อยได้ยินเสียงพ่อ เขาก็เงยหน้าขึ้น โบกมือแล้วตะโกนเรียกว่า “พ่อ”
“ว่าไงครับลูก” จ้าวชิงซงตอบกลับ พลางเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อย แล้วถามลี่หรงว่า “คุณดูผลสอบแล้วเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ!” ลี่หรงพยักหน้า
“ได้คะแนนดีมากเลยใช่ไหมครับ?” จ้าวชิงซงเดา
ลี่หรงคลี่ยิ้ม แล้วยกคางเรียวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ได้อันดับสองค่ะ! สามร้อยห้าสิบหกคะแนน!”
ราวกับว่าจะให้จ้าวชิงซงรู้ชัดเจนขึ้น ว่าคะแนนนี้ยอดเยี่ยมแค่ไหน เธอจึงกล่าวเสริม “อันดับหนึ่งได้คะแนนสามร้อยหกสิบคะแนน ส่วนอันดับสามที่ตามหลังฉัน ได้มากกว่าสองร้อยคะแนนค่ะ”
จ้าวชิงซงไม่เข้าใจเรื่องอันดับเลยจริงๆ แต่เมื่อเขาได้ยินลี่หรงบอกว่าเธอได้เป็นอันดับสอง เขาก็รู้ว่าภรรยาทำคะแนนได้ดี
เขาจับมือของลี่หรง แล้วพูดด้วยความดีใจ “ไปกันเถอะครับ ผมจะพาคุณไปร้านสหกรณ์”
เพื่อให้พ่อและแม่รู้ว่ามีเจ้าตัวเล็กอยู่ตรงนี้อีกคน เด็กน้อยจึงเรียกพ่ออีกครั้ง
จ้าวชิงซงเหลือบมองเขา แล้วพูดกับลี่หรง “วางเขาลงเถอะครับ ผมจะอุ้มเขาไปเอง”
ลี่หรงนึกขึ้นได้ว่า ที่จ้าวชิงซงเพิ่งบอกว่าเขาเข้าไปทำธุระในตัวเมือง จึงกลัวว่าตนเองจะทำให้ธุระของสามีล่าช้าหรือเปล่า เธอจึงไม่ได้ปลดผ้าออกทันที แต่ถามเขาว่า “คุณทำธุระเสร็จแล้วเหรอคะ?”
“เกือบเสร็จแล้วครับ ตอนนี้ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไปเถอะครับ ผมจะพาคุณไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์”
ลี่หรงปลดผ้าที่ผูกเด็กน้อยติดหลังออก แล้วให้จ้าวชิงซงอุ้มอันอันไว้ในอ้อมแขน จากนั้นเธอก็ค่อยๆขี่จักรยานไปยังร้านสหกรณ์ ขณะที่เขาเดินเคียงข้าง
ลี่หรงทำคะแนนได้สูงขนาดนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีมาก
ถ้าเธอไม่ว่าอะไร จ้าวชิงซงก็อยากดื่มฉลองเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาเดินเที่ยวร้านสหกรณ์ ซื้อผักผลไม้และขนมจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่ามีแอปเปิลด้วย จากนั้นจึงถามราคากับพนักงานขาย แล้วจ้าวชิงซงก็หยิบตั๋วออกมาซื้อไปหลายกิโลกรัมทันที
เด็กน้อยถูกลี่หรงพาเดินเที่ยวไปรอบๆร้านสหกรณ์ อย่างว่าง่าย แม้ว่าพ่อและแม่จะเดินซื้อของมาทั้งวันแล้วก็ตาม
แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะลี่หรงให้ลูกอมเขา
ไม่ว่าอันอันจะเห็นอะไร เขาก็ยังอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวชิงซง สักพักเด็กน้อยก็ยกนิ้วเล็กๆชี้ไปยังจุดหนึ่ง แล้วหัวเราะ: “ฮิ ฮิ! กุ๊กกุ๊ก …”
ก้าบก้าบคือเป็ด กุ๊กกุ๊กคือไก่
เมื่อเด็กต้องจดจำสัตว์ต่างๆก็มักจะจำเสียงร้องได้ดีเป็นพิเศษ
“นั่นอะไรครับ” คนตัวเล็กชี้ไปยังกระต่ายที่นอนเงียบอยู่
ลี่หรงหันไปมอง แล้วเห็นว่ามันเป็นกระต่ายเนื้อตัวสีขาว เธออธิบายให้ลูกน้อยฟัง “มันคือกระต่ายน้อยจ้ะ”
“กระต่าย… น้อย?”
“ใช่จ้ะ” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม “คืนนี้ให้อันอันกินกระต่ายดีกว่า”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นกระต่ายในช่วงกลางฤดูหนาว
ลี่หรงไม่ได้กินมานานแล้ว เธอจำได้ว่าเคยซื้อมาทำอาหารหลายอย่าง ทั้งเนื้อกระต่ายตุ๋นและเนื้อกระต่ายผัดพริก เพียงแค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
“ไม่เอาครับ!” เจ้าตัวเล็กรีบพูด “อันอันไม่กินกระต่าย”
ลี่หรงยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก เพราะต่อให้ซื้อมาทำอาหาร เด็กน้อยก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองได้กินมันไปแล้ว
แต่แม้ว่าเธอจะอยาก ‘ขัดใจลูก’ แต่ก็จะไม่ทำต่อหน้า
เธอมองจ้าวชิงซง ก่อนส่งสัญญาณให้เขาพาลูกเดินไปข้างหน้าก่อน ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วอุ้มเด็กน้อยไปดูปลาแทน
ลี่หรงบอกให้พนักงานขายชั่งน้ำหนักเนื้อกระต่ายหลายกิโลกรัมให้ เธอเลือกแบบที่ถลกหนังเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่นำกลับบ้านไปล้าง ก็สามารถทำอาหารได้เลย
เป็นเรื่องบังเอิญที่เมื่อสามคนพ่อแม่ลูกเดินออกจากร้านสหกรณ์ ที่ได้พบกับซ่งเสี่ยวซานและภรรยาของเขา ภรรยาของเขาท้องใหญ่มาก ดูเหมือนว่าเธอใกล้จะคลอดแล้ว
เมื่อเห็นจ้าวชิงซง ซ่งเสี่ยวซานก็ไม่อาจซ่อนความดีใจได้ รีบตะโกนทันที “พี่ชิงซง พี่สะใภ้ โอ้โห! หลานชายตัวน้อยก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ?”
ลี่หรงกับภรรยารีบทักทายตอบ ลี่หรงสะกิดอันอัน แล้วพูดว่า “บอกสิจ๊ะนี่ใครเอ่ย”
เด็กน้อยจำหน้าซ่งเสี่ยวซานได้ แต่จำชื่อเขาไม่ได้ เมื่อลี่หรงบอกให้เขาเรียก เด็กน้อยก็ตะโกนเสียงดังว่า “อา… กับอาสะใภ้ …”
“ว่าไงเด็กน้อย” ซ่งเสี่ยวซานลูบหัวเด็กน้อย ส่วนภรรยาของเขา อาจเป็นเพราะเธอเป็นแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงอุทานว่า “โถ่…” ด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
“พี่ซื้อของเสร็จแล้วเหรอครับ?” ซ่งเสี่ยวซานถาม
“อืม เตรียมตัวจะกลับกันแล้ว นายยังไม่ได้ซื้ออะไรเลยใช่ไหม?” จ้าวชิงซงเหลือบมองเกวียนวัวของพวกเขา ยังไม่มีอะไรอยู่บนนั้น
“กำลังจะซื้อครับ พวกเราเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล”
“ไม่ต้องซื้อแล้ว ไปกินอาหารเย็นที่บ้านฉันกันเถอะ” จ้าวชิงซงชวน
“ทำแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ” ซ่งเสี่ยวซานรีบปฏิเสธ
“บอกให้มานายก็มาเถอะน่า พี่น้องของฉันก็มารวมตัวกันด้วย” จ้าวชิงซงพูดด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากบนใบหน้าของเขา “วันนี้พี่สะใภ้ของนายไปดูผลสอบมา ปรากฏว่าสอบได้อันดับสองเลยนะ พวกเรามากินข้าวฉลองด้วยกันเถอะ”
“จริงเหรอครับ?” ซ่งเซียวชานแทบจะกระโดดตัวลอย “ต่อจากนี้ไป พี่สะใภ้ของผมจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่รัก เราจะไปกันไหมครับ?”
ภรรยาของเขายิ้ม แล้วตอบว่า “ไปสิคะ ดื่มฉลองให้นักศึกษามหาวิทยาลัย ในอนาคตก็อาจจะได้ดื่มฉลองให้ลูกด้วย”
เดิมทีลี่หรงวางแผนจะขี่จักรยานแบกวัตถุดิบมากมาย แล้วให้จ้าวชิงซงเดินอุ้มลูกไป
ตอนนี้พวกเขาชวนซ่งเสี่ยวซานให้ไปร่วมกินข้าวด้วยกัน ซ่งเสี่ยวซานและภรรยานำเทียมเกวียนวัวมา ครอบครัวของลี่หรงจึงแบกจักรยานขึ้นไปไว้บนเกวียนแทน
เกวียนเดินทางกลับสู่หมู่บ้าน
แม้หิมะขาวโพลนจะปกคลุมบนพื้น แต่ที่ล้อเกวียนมีรอยไว้ยึดพื้นอยู่ ทำให้ไม่ลื่นเลย
อากาศแจ่มใส ไร้ซึ่งลมและแสงแดดจ้า
ใช้เวลานานกว่าจะกลับถึงหมู่บ้าน ทว่าบนเกวียนนั้นไม่เงียบเหงาอย่างแน่นอน
บทที่ 83: โต๊ะใหญ่สองตัว
จ้าวชิงซงกับซ่งเสี่ยวซานพูดคุยกันตามประสาผู้ชาย อย่างการเปลี่ยนแปลงของ ‘ตลาดเสรี’ ล่าสุด หรือวิธีการหาเงิน...
ส่วนลี่หรง ในฐานะภรรยาของจ้าวชิงซง ก็ต้องคอยพูดคุยกับภรรยาของรุ่นน้องสามี
เธอมองท้องของภรรยาซ่งเสี่ยวซาน “นี่ใกล้จะคลอดแล้วหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ค่ะ กลางเดือนหน้า” ภรรยาของซ่งเซียวซานจับท้องตัวเอง
ทันทีที่ขึ้นเกวียนวัว เธอก็ไม่ได้ผูกอันอันไว้บนหลังอีกต่อไป
เมื่ออันอันเห็นท้องโตของภรรยาซ่งเสี่ยวซาน ก็รู้สึกว่าท้องแปลกมาก เขาจึงโน้มตัวยื่นมือออกไปแตะ
ลี่หรงรีบคว้ามือเล็กๆของอันอันไว้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่จับนะลูก”
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ อยากจับเหรอจ๊ะ?” ภรรยาของซ่งเสี่ยวซานคลี่ยิ้ม
เด็กน้อยโบกมือ “ไม่จับแล้ว… ไม่จับแล้วครับ” จากนั้นเขาก็โน้มตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรงอย่างเชื่อฟัง
ลี่หรงถามว่า “อีกแค่ไม่กี่วันเองนี่คะ ทำไมถึงยังออกมาข้างนอกอีกล่ะ”
อีกไม่กี่วันก็จะถึงเดือนหน้าแล้ว แล้วกลางเดือนก็จะมาถึงภายในชั่วพริบตา
ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้หญิงท้องแก่ออกมาข้างนอก ท่ามกลางหิมะและอากาศหนาวเหน็บแบบนี้
“ผมพาเธอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมาน่ะครับ แล้วก็อยากถามว่าในโรงพยาบาลมีเตียงว่างไหม เราอยากให้คลอดลูกที่นั่นครับ” ซ่งเสี่ยวซานอธิบาย แต่หลังจากที่เขาพูดจบ สีหน้าของเขาก็กลายเป็นหงุดหงิดเล็กน้อย
จ้าวชิงซงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า เกิดเรื่องอะไรเหรอ?”
ขณะที่ซ่งเสี่ยวซานกำลังจะอ้าปากพูด ภรรยาของเขาก็ดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ
เขาเหลือบมองภรรยา ก่อนจะถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ช่างมันเถอะครับ ไม่มีอะไรหรอก”
“ถ้ามีอะไรก็พูดออกมาเถอะ พี่ชายของนายจะไม่ปล่อยให้นายพูดเปล่าประโยชน์หรอก” จ้าวชิงซงพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ถ้าภรรยาของซ่งเสี่ยวซานไม่ได้อยู่ด้วย และไม่ต้องไว้หน้าน้องชายคนนี้ จ้าวชิงซงก็คิดอยากจะเตะเขาเสียด้วยซ้ำไป โทษฐานมัวอ้ำๆอึ้งๆไม่ยอมบอก
ซ่งเสี่ยวซานกัดฟันพูด “โรงพยาบาลนั้นไม่รับคนไข้แล้วครับ พอถามว่ามีเตียงว่างไหมก็บอกว่าไม่มี ทั้งๆที่ตรงนั้นไม่เห็นมีคนยืนต่อแถวกันเลย”
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว “ฉันจะให้คนไปช่วยถามให้นายพรุ่งนี้นะ”
“ได้เลยครับ ขอบคุณนะครับพี่ชิงซง” ซ่งเสี่ยวซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะเมื่อจ้าวชิงซงพูดแล้ว เขาจะทำตามคำพูดนั้นได้อย่างแน่นอน
ไม่มีทางกลับคำ เขามั่นใจในตัวพี่ชายคนนี้มาโดยตลอด
เกวียนวัวแล่นตรงไปที่บ้านสกุลจ้าว
เนื่องจากต้องเลี้ยงอาหารเย็นแขก เมื่อจ้าวชิงซงกลับถึงบ้าน เขาก็ไม่แม้แต่จะดื่มน้ำ หลังจากหาที่นั่งให้ซ่งเสี่ยวซานกับภรรยาแล้ว ก็รีบไปที่หมู่บ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ถัดไปทันที
คิดไว้ว่าจะเชิญครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่ว มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านด้วยกัน
ส่วนลี่หรงที่ตระเตรียมอาหารอยู่ในครัว ขั้นแรกเธอใส่กระดูกลงไปต้มเพื่อทำน้ำซุป และต้องใช้เวลาในการเคี่ยวซุปกระดูกนาน
ภรรยาของซ่งเสี่ยวซานรู้สึกลำบากใจที่ต้องนั่งเฉยตลอดเวลา ทั้งที่ท้องโตขนาดนั้น แต่เธอก็ยังอยากเข้าไปช่วยลี่หรงในครัว
ลี่หรงตกใจมากจนอุทานว่า “อุ๊ย” แล้วรีบขวางเธอไว้ จากนั้นเรียกซ่งเสี่ยวซานให้มาพาเธอไปนั่งรอที่ห้องรับแขก
ซ่งเสี่ยวซานพยักหน้า แล้วพูดว่า “คุณไปเล่นกับอันอันเถอะ เดี๋ยวผมช่วยทางนี้เองนะครับ”
เขาช่วยประคองภรรยากลับไปยังห้องรับแขก และเมื่อเดินออกไปยังลานบ้าน ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ครอบครัวจ้าวที่เหลือบังเอิญกลับมาจากทำงานพอดี
ซ่งเสี่ยวซานแตะท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ แล้วทักทายครอบครัวจ้าวทีละคน
คนอื่นๆต่างก็พยักหน้าให้เป็นการทักทาย
แม่จ้าวไม่ได้เจอซ่งเสี่ยวซานมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอคือตอนที่เขาแต่งงาน
เมื่อเห็นเขาตอนนี้ ก็นึกในใจว่าซ่งเสี่ยวซานดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว
แม่จ้าวมองว่าซ่งเสี่ยวซานเหมือนเป็นลูกชายอีกคนของเธอ เมื่อเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปมาก เธอจึงมองซ่งเสี่ยวซานด้วยความโล่งใจ “เอ๊ะ! เสี่ยวซาน ทำไมวันนี้ถึงว่างมาที่นี่ล่ะ?”
“พี่ชิงซงชวนพวกเรามาทานอาหารเย็นครับ” ซ่งเสี่ยวซานชี้ไปในบ้าน “ภรรยาของผมก็มาด้วยครับ กำลังเล่นกับอันอันอยู่ข้างใน”
“อ๋อ งั้นอยู่กินข้าวด้วยกันเลยเถอะนะ”
“ครับ ได้ยินมาว่าพี่สะใภ้ของผมสอบได้อันดับที่สอง พี่ชิงซงดีใจมากเลยครับ” ซ่งเสี่ยวซานพูดอย่างมีความสุข
“จริงเหรอ? อันดับสอง เก่งมากเลยนะเนี่ย” แม่จ้าวจับแขนพ่อจ้าว “คุณ นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
ความดีใจปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาของพ่อจ้าว “ได้ยินถูกแล้วล่ะ ตระกูลจ้าวของเรามีนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว!”
เมื่อได้ยินข่าว เหอซิ่งกับจ้าวชิงหยางต่างก็ยินดีกับลี่หรงด้วยเช่นกัน
ลี่หรงที่อยู่ในครัวได้ยินเสียง เธอยังคงถือผักอยู่ในมือ ขณะเดินไปที่ประตูห้องครัว แล้วพูดเสียงดัง “แม่คะ พ่อคะ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องทำกับข้าวแล้วนะคะ หนูทำไว้หมดแล้วค่ะ เดี๋ยวพวกเรามากินข้าวด้วยกันนะคะ”
“เยี่ยมมากเลยจ้ะ” แม่จ้าวยิ้มกว้างจนริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า เธอพับแขนเสื้อขึ้น แล้วพูดว่า “แม่ไปช่วยทำกับข้าวก่อนนะ”
เหอซิ่งแทบจะรอไม่ไหว เธอก็พูดว่า “ไปด้วยค่ะ”
ผู้หญิงสามคนอยู่ในครัว ซ่งเสี่ยวซานจึงถูกไล่ออกมา ไม่จำเป็นต้องอยู่ช่วยแล้ว
เขายกมือเกาท้ายทอยตัวเองแก้เขิน “อย่างนั้นก็ได้ครับ”
ลี่หรงซื้อผักมามากมาย เดิมทีเธอตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงคนไม่น้อยกว่าสิบคน จึงต้องใช้เวลาในการเตรียมผักนานหน่อย
เมื่ออาหารเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในที่สุดจ้าวชิงซงก็กลับมา
ครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่วก็กลับมาถึงพร้อมกัน
จ้าวชิงหลิ่วรู้ว่าลี่หรงและคนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่ในครัว เธอจึงรีบล้างมือ แล้วเข้าไปช่วยงานในครัว
จ้าวชิงซงเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เตรียมท่าจะหยิบทัพพีในมือของลี่หรง “คุณไปพักบ้างเถอะครับ วันนี้คุณเป็นเจ้าภาพงาน ผมปล่อยให้คุณทำอาหารไม่ได้หรอกครับ”
“เมื่อกี้แม่เองก็เพิ่งบอกไปเหมือนกัน” แม่จ้าวกล่าวเสริมคำพูดของจ้าวชิงซง
ลี่หรงหลบมือของจ้าวชิงซง “ฉันเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นคุณต้องเชื่อฟังฉันนะคะ ฉันมีความสุขที่ได้ทำอาหาร คุณปล่อยให้ฉันทำเถอะนะคะ คุณเองก็ไปคุยกับพวกผู้ใหญ่เถอะ จะมาซ่อนตัวอยู่ในครัวได้ยังไงกัน”
แม่จ้าวกับคนอื่นๆหัวเราะเมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวชิงซงเองก็มีวันแบบนี้เช่นกัน
ต่อหน้าผู้หญิงทุกคนในครอบครัว จ้าวชิงซงไม่รู้สึกอายเมื่อได้ยินภรรยาพูดแบบนี้ เขาเพียงแค่ยกกำปั้นขึ้นแตะจมูกตัวเองก่อนเดินจากไป
จ้าวชิงหลิ่วกลืนน้ำลาย แล้วพูดกับลี่หรง “ตอนที่กำลังจะทำกับข้าว พี่เห็นเจ้ารองเดินมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมากเลยล่ะ เขาบอกว่าเธอสอบได้อันดับที่สอง ก็เลยเรียกให้พวกพี่มากินอาหารเย็นด้วยกัน”
ลี่หรงยิ้ม “จ้าวชิงซงเก็บความลับไม่อยู่เลยนะคะ”
“เธอเก่งมากเลยนะ สอบได้ตั้งอันดับสอง ด้วยอันดับนี้สามารถเข้าเรียนในมหามหาวิทยาลัยที่ดีได้แน่นอน” จ้าวชิงหลิ่วพูดด้วยสีหน้ามีความหวัง “หลังปีใหม่ ฉันก็ว่าจะส่งเหอฮวาไปเรียนเหมือนกัน”
เหอซิ่งยังกล่าวอีกว่า “น้องสะใภ้เก่งมากเลยนะ ส่วนต้าหนิวที่เรียนหนังสืออยู่ มาตอนนี้สอบตกซะแล้วล่ะ”
ลี่หรงกล่าวว่า “ถ้าต้าหนิวไม่เข้าใจการบ้านตรงไหน ก็มาถามฉันได้เลยนะคะ”
เธอไม่เคยคิดจะสอนต้าหนิวมาก่อน เพราะเหอซิ่งไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย และไม่มีใครพูดถึงด้วย ลี่หรงจึงไม่คิดว่าเด็กชายจะเป็นแบบนี้
“ได้เลยจ้ะ” เหอซิ่งดีใจ
ลี่หรงซื้อเนื้อกระต่ายจากร้านสหกรณ์มาเยอะมาก ก่อนแบ่งเพื่อทำเป็นอาหารสองอย่าง อย่างหนึ่งตุ๋น อีกอย่างไว้ผัดพริก
ตุ๋นซีอิ๊วเพื่อให้เด็กๆกินได้
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ลี่หรงก็นึกถึงสิ่งที่ลูกพูดตอนอยู่ที่ร้านสหกรณ์วันนี้ เขาบอกว่าจะไม่กินกระต่าย
เธอเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเอ็นดูนี้ให้แม่จ้าวและคนอื่นๆฟัง
เหอซิ่งยิ้ม “เด็กๆไม่กินกระต่าย เพราะเห็นว่ามันน่ารัก แต่ถ้าทำเสร็จแล้วเอาไปให้กิน พวกเขาก็อาจจะไม่รู้ เพราะว่ารสชาติมันก็อร่อยเหมือนๆกันนั่นแหละนะ”
ลี่หรงพยักหน้า “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
ฤดูหนาวผักหายาก ลี่หรงจึงทำผัดฟักเขียวกับผัดมันฝรั่งเส้น
ที่เหลือก็เป็นอาหารจานเนื้อเป็นหลัก
มีหลายคนมาร่วมกินข้าวกัน จึงต้องแบ่งเป็นสองโต๊ะ
จ้าวชิงซงจัดโต๊ะในห้องรับแขก แล้วอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟทีละจานจนเต็มโต๊ะ
หลี่ต้าไห่ถึงกับอุทาน “มื้อนี้หากินได้ยากจริงๆ เดี๋ยวผมจะกินข้าวสองชามไปเลย”
ลี่หรงยิ้ม “พี่เขยต้องกินเยอะๆเลยนะคะ!”
จ้าวชิงหลิ่วหัวเราะ “ไม่ต้องบอกหรอกจ้ะ ปกติพี่เขยเธอก็กินเยอะอยู่แล้ว!”
“ที่รัก!” ใบหน้าของหลี่ต้าไห่เปลี่ยนเป็นสีแดง
บทที่ 84: หลี่เซียงขายหน้าเพราะข่าวดี
“อย่ามัวแต่ยืนอยู่อย่างนั้นเลยค่ะ เชิญนั่งกินข้าวกันเถอะค่ะ” ลี่หรงจัดชามตะเกียบพลางพูด
พวกผู้ชายนั่งโต๊ะเดียวกัน พวกผู้หญิงอย่างลี่หรงกับเด็กน้อยนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง
เมื่อเข้าประจำที่ ลี่หรงก็ถามภรรยาของซ่งเสี่ยวซาน “ไม่มีอะไรที่กินไม่ได้ใช่ไหมคะ?”
ภรรยาของซ่งเสี่ยวซานปรายตามองอาหารบนโต๊ะ แล้วพูดขึ้น “ไม่มีค่ะ ฉันกินได้หมดเลย แต่ด้วยอากาศที่ค่อนข้างหนาวนี้ ฉันอาจจะกินฟักเขียวได้น้อยหน่อยนะคะ”
“อื้ม! เชิญกินได้ตามสบายเลยนะคะ” ลี่หรงพูด
หลังกินมื้ออาหารอย่างสนุกสนาน ต่างก็แยกย้ายกลับบ้าน
บ้านใกล้เรือนเคียงเมื่อได้ยินเสียงจากบ้านตระกูลจ้าว ก็พอจะเดาว่าคงมีเรื่องน่ายินดีบางอย่างเกิดขึ้น ทว่าบ้านของเพื่อนบ้านก็ไม่มีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่างก็เป็นสมาชิกที่ทำงานกันทั้งนั้น
จะสนใจเรื่องผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปทำไมกัน
ชั่วขณะแรกก็ไม่ได้คิดมากอะไร
ทว่า เมื่อได้กลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยมาจากในบ้านตระกูลจ้าว ก็พากันน้ำลายสอ
ทั้งต่างรู้สึกหงุดหงิดใจ ‘ทำไมบ้านตระกูลจ้าวถึงกินเนื้ออีกแล้วล่ะ!’
อีกทั้งเนื้อในครั้งนี้ต้องเยอะมากแน่ๆ ถึงได้กลิ่นที่คุ้นเคยมาก่อน
ถึงจะรู้สึกคล้ายกลิ่นหอมเนื้อ ทว่าก็รู้สึกเหมือนไม่เคยกินมาก่อน...
เจ้าตัวน้อยเริ่มกินข้าวเองได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ลี่หรงฉีกเนื้อเป็นชิ้นเล็กใส่ลงในชาม พร้อมด้วยผักอีกเล็กน้อย แล้วใส่เนื้อกระต่ายที่เลาะกระดูกลงไปเพิ่มด้วยอีกหน่อย
อันอันใช้ช้อนเล็ก นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยบนเก้าอี้สูงที่มีราวกั้น
ลี่หรงพูดคุยกับพวกแม่เจ้า แล้วปรายตามองอันอันเป็นครั้งคราว ก็พบว่าเขากินเนื้อกระต่ายอย่างเอร็ดอร่อยเช่นกัน
เหมือนกับที่เหอซิ่งพูดจริงด้วย ถ้าหากไม่รับรู้ก็อาจจะกินได้อร่อยกว่าใครๆ
เมื่อกินอิ่มก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
วันต่อมา หน่วยยุวชนก็กระจายข่าวที่มียุวชนเพียงสามคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ปีแรกที่ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด ไม่ได้แบ่งรอบแรกหรือรอบสอง เพียงคิดตามเกณฑ์ เมื่อคะแนนถึงเกณฑ์ก็สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้
สาขาวิทยาศาสตร์สองร้อยหกสิบคะแนน สาขาศิลปะศาสตร์สองร้อยเก้าสิบคะแนน เมื่อผ่านเกณฑ์ก็ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
มีสามคนในหน่วยยุวชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ได้แก่ หูเสวียป๋อ หยางเต๋อเป่า และเฉินหลิงหลิงยุวชนหญิงอีกคนหนึ่ง
ลี่หรงไม่แปลกใจที่หยางเต๋อเป่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อย่างไรเสียสภาพครอบครัวก็มีส่วน อีกอย่างเขากับลี่หรงก็อ่านหนังสือเร็วกว่าคนอื่นขนาดนั้น เรียกได้ว่าทบทวนแทบจะพร้อมกัน
หยางเต๋อเป่าไม่ได้ออกมาดูผลสอบ เขารู้ผลสอบเมื่อสองวันก่อนที่ครอบครัวโทรมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกไป
ไม่รู้ด้วยว่าลี่หรงสอบได้กี่คะแนน เพื่อเลี่ยงความสงสัยในใจ เขาก็ไม่ได้ออกตัวไปถามยุวชนคนอื่นเช่นกัน
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวที่มีสามีแล้วอย่างลี่หรงต่อหน้าเหล่ายุวชนคนอื่นได้
ด้วยเหตุนี้ เขาถึงเพิ่งได้ออกไปดูผลสอบกับหลัวปิงในวันนี้ ทว่าน่าเสียดายที่รายชื่อตรงหน้าไม่กี่ชื่อถูกเบลอออกหมดแล้ว จึงมองไม่เห็นว่าเป็นใคร
ทั้งสองจึงเข้าใจไปเองว่าลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
เมื่อกลับหมู่บ้าน หลัวปิงเห็นหลี่เซียง ก็จงใจเปิดเผยกับเธอว่าลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
ใช่ แค่ไม่เห็นผลสอบของลี่หรง เธอก็เข้าใจไปเองว่าลี่หรงสอบไม่ผ่าน
ครั้งก่อนเธอก็ให้หลี่เซียงรู้ว่าลี่หรงสมัครสาขาวิทยาศาสตร์ ‘โดยไม่ได้ตั้งใจ’
ขณะที่เข้างานตอนบ่าย ยุวชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นกำลังตกเป็นประเด็นของเหล่าสมาชิก
รวมถึงพ่อจ้าวกับจ้าวชิงซงที่เงียบขรึมมาโดยตลอด กลับทำงานกันอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ด้วยหน้าตาเบิกบาน มีแรงทำงานมากเป็นพิเศษ
แม่จ้าวเองก็พูดคุยกับพวกผู้หญิงที่อยู่ข้างๆด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน ผู้หญิงก็แบบนี้ การพูดคุยทำให้งานเกษตรที่จืดชืดลำบากน้อยลง
เธอนึกถึงลี่หรงที่สอบได้อันดับสอง ในใจก็ชื่นมื่น คิดว่าอีกเดี๋ยวถ้าเธอถูกถามค่อยพูดอวดสักหน่อย
ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าจะมีนักศึกษามหาวิทยาลัยทุกบ้าน
เธอมองหน่วยยุวชน มีเพียงสามคนที่สอบผ่าน
หลังจากลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ เธอก็แทบจะไม่มีเรื่องอะไรให้ทำเลย
เธอเพิ่งจะรู้ผลสอบเมื่อวานนี้เอง ทำให้รู้สึกมีแรงไปทั้งตัว อย่างไรตอนนี้ก็ว่างอยู่ด้วย จึงตั้งใจทำขนมโก๋ถั่วเขียวนำไปให้พวกแม่จ้าวกินในที่ทำงานคงดีไม่น้อย
ท้ายที่สุด ลี่หรงก็ทำไปเยอะมาก มีแม้กระทั่งส่วนของสมาชิกในที่ทำงานด้วย
ลี่หรงไปถึงก็เห็นแม่จ้าวทะเลาะกับผู้หญิงที่เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แม่จ้าวหน้าแดง คล้ายกับไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมาก ด้วยท่าทางที่ไม่มีทางแย้งอีกฝ่ายได้เลย
มีคนห้ามอยู่รอบๆ แม่จ้าวถกแขนเสื้อขึ้นแล้วด้วย!
ลี่หรงเดินเข้าไป “แม่คะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ?”
เหล่าสมาชิกที่คอยห้ามแม่จ้าวกับผู้หญิงคนนั้น เมื่อเห็นลี่หรงก็ทำสีหน้าต่างกันออกไป
ลี่หรงไม่คิดจะใส่ใจสายตาของพวกเธอ แล้วเดินตรงเข้าไปหาแม่จ้าว “แม่คะ เธอทำอะไรแม่หรือเปล่าคะ?”
แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเมื่อได้ฟัง ก็รู้ได้ว่าหญิงสาวต้องการหนุนหลังแม่จ้าวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“ไม่มีอะไรหรอก” แม่จ้าวเช็ดหน้าพร้อมพูด “นังบ้าหลี่เซียงหน้าไม่อาย บอกว่าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน ต้องเน่าตายอยู่ที่หมู่บ้านของเรา แล้วยังบอกอีกว่าเจ้ารองบ้านเรา...”
แม่จ้าวไม่ได้พูดประโยคสุดท้าย ทว่าลี่หรงก็เดาได้ว่าประโยคหลังที่หลี่เซียงพูดไม่ใช่คำที่ดีอะไร
หลี่เซียง… ลี่หรงราวกับนึกขึ้นได้โดยพลัน แม่สามีของหวงต้าหลานที่ขโมยไส้กรอกของเธอในปีนั้นไม่ใช่เหรอ?
ลี่หรงแสยะยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวล “ใครบอกว่าฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่านล่ะคะ?”
ลี่หรงไม่ใช่คนประเภทที่เก็บเงียบไม่สู้คน หากเป็นเรื่องที่ยืนยันแล้ว เธอก็ไม่สนใจคำพูดของคนอื่นอีก
หลี่เซียงยังจำเบื้องหลังครอบครัวที่ลี่หรงแนะนำตัวก่อนหน้านี้ได้ สถานที่ที่เคยไปไกลสุดในชีวิตเธอก็ไม่เกินตัวอำเภอ นับประสาอะไรกับตระกูลของลี่หรง
ไม่ว่าจะเรื่องดีเรื่องร้าย หลี่เซียงก็กลัวการไปพบสันติบาลเป็นที่สุด
ทว่าความมั่นใจของลี่หรงที่เอาแต่บอกจะไปแจ้งสันติบาลในตอนนั้น เป็นสิ่งที่คนแบบหลี่เซียงไม่มี
ขณะนี้ที่ลี่หรงกวาดตามอง เธอก็สั่นเทาโดยไม่รู้ตัว แล้วผลักความรับผิดชอบออกไป “ตอนกลางวันฉันเจอยุวชนหลัว เธอบอกแบบนี้มาเอง ด้วยเพิ่งกลับจากดูผลสอบที่ตัวอำเภอ ฉันไม่ได้พูดส่งเดชนะ”
ทำไมถึงมีหลัวปิงอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเช่นนี้เกือบจะทุกทีเลยนะ
ลี่หรงปิดปากเงียบ เธอเหลือบมองหลี่เซียง “คุณก็อายุเยอะแล้ว หูคงไม่ดี หลัวปิงบอกว่าเธอสอบไม่ผ่านต่างหาก ไม่ใช่ฉัน คุณป้าคะ หูมีปัญหาก็รีบรักษาเถอะค่ะ”
แม่จ้าวตบมือ หัวเราะชอบใจ “ได้ยินหรือยังหลี่เซียง มีปัญหาก็รีบรักษาเสียนะ”
สมาชิกด้านข้างที่ได้ยินก็กลั้นขำ อยากหัวเราะก็ไม่กล้า
กลัวว่าจะไปมีเรื่องกับหลี่เซียงเข้า
หญิงสาวคนนี้สุดยอดไปเลย
หากมีเรื่องกับหลี่เซียง ต่อไปผู้หญิงคนนี้ก็จ้องแต่จะนินทาครอบครัวคุณโดยเฉพาะ หากบ้านของคุณมีเรื่องไม่ดีแค่นิดเดียว เธอก็จะนำออกมาพูดกระทบกระทั่งเป็นคนแรก
ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดอยู่ตลอด
ลี่หรงก็เป็นตัวอย่างของความกล้ายืนหยัดในตัวเองที่ดีมาก
หลี่เซียงจ้องเขม็ง ริ้วรอยที่ตาก็บีบย่นกว่าเดิม เธอกรีดร้องด้วยความโกรธ “เธอบอกว่าใครมีปัญหา?”
ลี่หรง “ฉันไม่ได้บอกว่าคุณมีปัญหา แค่คิดว่าคุณหูไม่ดี เลยแนะนำให้ไปหาหมอเฉยๆเท่านั้นค่ะ”
“เธอ!” หลี่เซียงชี้หน้าลี่หรงพูดไม่ออกอยู่นาน
ลี่หรงไม่อยากมองเธออีก ไม่มีอะไรจะพูดกับคนที่ถูกหลอกใช้แบบนี้หรอก
ทว่าหลี่เซียงยังคงไม่ย่อท้อ “หากเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำไมหัวหน้ากลุ่มยุวชนถึงบอกว่ามียุวชนเพียงสามคนในหน่วยยุวชนที่สอบผ่านล่ะ?”
ลี่หรงหันหน้ามองเธอ แค่รู้สึกสงสารเธอเล็กน้อย “หัวหน้าหูบอกว่าหน่วยยุวชน แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่หน่วยยุวชนแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่ไม่ได้นับฉันเข้าไปด้วยนี่คะ”
ผู้หญิงใบหน้ากลมข้างกายที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เธอพูดเสียงเบา “ใช่ค่ะ ยุวชนลี่สอบได้อันดับสอง พวกเราไปดูผลสอบตอนนั้นก็เห็นแล้ว คะแนนสูงเสียด้วย น้อยกว่าอันดับหนึ่งแค่สี่คะแนนเองเท่านั้นเองค่ะ”
[1] ฟักเขียว มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ทานแล้วจะทำให้ร่างกายเย็นลง เหมาะที่จะรับประทานในช่วงอากาศร้อน
บทที่ 85: ผู้นำเดินทางมายังชนบท มอบรางวัลให้ลี่หรง ผู้ทำชื่อเสียงให้มณฑล
ผู้หญิงหน้ากลมที่มาปรากฏตัว เป็นยุวชนที่มักจะไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คนนัก
ไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คนเสียจนลี่หรงไม่สามารถเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อของเธอได้
ดูเหมือนเธอจะค่อนข้างชอบเก็บตัว ไม่ชอบสร้างปัญหา และค่อนข้างซื่อสัตย์ คาดไม่ถึงว่าเธอจะลุกขึ้นมาพูดแทนลี่หรงในตอนนี้
เมื่อยุวชนคนหนึ่งลุกขึ้นพูดเพื่อลี่หรง ผู้คนที่อยู่ข้างๆก็เริ่มคล้อยตาม
ตอนที่แม่จ้าวพูดก่อนหน้านี้ พวกเธอยังคงสงสัย แต่ไม่ยอมพูดออกมาตามตรง
บางคนตกใจ “ห่างกับอันดับหนึ่งไปแค่สี่คะแนนเท่านั้น นี่ก็เกือบจะสอบได้อันดับหนึ่งเลยนี่นา น่าทึ่งมาก”
ลี่หรงยิ้ม ก่อนจะหยิบขนมโก๋ถั่วเขียวออกมาจากตะกร้า แล้วมอบให้แม่จ้าวและสมาชิกคนอื่นๆชิมด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่สมาชิกได้ลิ้มลองขนมราคาแพงเช่นนี้ ปกติเพียงแค่มองก็ยังไม่กล้าเลย
เพียงแค่ได้กลิ่น ก็รู้แล้วว่าอร่อย
แต่คาดไม่ถึงเลยว่ารสชาติที่เข้มข้นหวานมันในปาก จะพิชิตต่อมรับรสได้ทันที
ก่อนบิขนมออกเป็นชิ้นเล็กๆแบ่งเป็นหลายคำ เพื่อลิ้มรสความอร่อยได้นานขึ้น
ในขณะที่พวกเธอกำลังกินอยู่นั้น ก็พากันยกย่องฝีมือทำขนมของลี่หรง และแสดงความยินดีที่เธอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
ยุวชนหน้ากลมก็รับมันไปด้วย เธอเขินอายเล็กน้อย แต่ก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ เธอกับลี่หรงมาอยู่ในชนบท และไม่ได้กลับบ้านในช่วงปีใหม่เหมือนกัน เพราะเธอไม่มีทั้งเงินและตั๋ว
รสชาติในความทรงจำ
ลิ้มรสอย่างเนิ่นนาน ภายใต้ดวงตาแดงก่ำ
หลังจากหลายปีผ่านไป ก็ยังไม่อาจลืมเลือนรสชาติของขนมโก๋ถั่วเขียวนี้ได้
ทุกคนได้ขนมโก๋ถั่วเขียว ยกเว้นหลี่เซียง
ลี่หรงแจกให้ทีละคน แต่ไม่ได้ให้เธอ
ใบหน้าของหลี่เซียงจากซีดเผือดพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนเม้มปากแน่น ขณะที่เธอกำลังจะพูด ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงใครบางคน
“ไม่ทราบว่าหมู่บ้านต้าเจียงไปทางไหนเหรอครับ?”
ฝูงชนที่กำลังคึกคักเมื่อได้ยินเสียงนั้น จึงหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อเชิ้ตเนื้อผ้าดี และกางเกงขายาวสีดำ หวีผมเรียบแปล้ไปทางด้านหลัง
มีรถสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ข้างหลังเขา
น่าประทับใจมาก!
นอกจากลี่หรงและยุวชนหน้ากลมจากเมืองหลวง ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็เกรงว่าจะไม่มีใครเคยเห็นรถยนต์มาก่อน!
“ที่นี่คือหมู่บ้านต้าเจียงครับ ท่านมาหาใครเหรอครับ?”
เลขาประจำหมู่บ้านจ้าวเจี้ยนตง และหัวหน้าฝ่ายผลิตจ้าวเจี้ยนผิง ได้ยินว่ามีการทะเลาะกันที่นี่ จึงรีบมุ่งหน้ามาจากที่ทำงาน
จ้าวเจี้ยนตงพูดประโยคดังกล่าว เมื่อเขาเห็นรถ ก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่มานั้นต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาหมู่บ้านต้าเจียง เขาจึงรีบตอบทันที
“พวกผมมาหาคนชื่อลี่หรงครับ” ชายหนุ่มผมเรียบแปล้พูด
“มีคนชื่อลี่หรงอยู่ในหมู่บ้านของพวกผมครับ แต่เธอไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ตอนนี้อาจจะอยู่ที่บ้านครับ” ในฐานะหัวหน้า จ้าวเจี้ยนตงเริ่มแก้ไขสรรพนามแทนตัวเองแล้ว เขาไม่ใช้คำว่า ‘ฉัน’ อีกต่อไป แต่ใช้คำว่า ‘ผม’ แทน
เมื่อชายหนุ่มผู้นี้มาถึง รถยนต์คันงามก็ดึงดูดสายตาของจ้าวเจี้ยนตง จนไม่อยากจะละสายตาไปที่อื่น จึงไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าลี่หรงยืนอยู่ในฝูงชนข้างๆเขานั่นเอง
เขาเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้า แล้วถามด้วยรอยยิ้ม “สหาย ไม่ทราบว่าพวกคุณเป็นใครเหรอครับ มีอะไรกับยุวชนลี่หรือเปล่า ผมเป็นเลขาประจำหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าเจียง ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?”
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้ชำเลืองมองจ้าวเจี้ยนตง เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเลขาประจำหมู่บ้าน เขาเหลือบมองที่จ้าวเจี้ยนตงด้วยใบหน้าเรียบเฉย แล้วชี้ไปที่รถสีดำ “คนที่นั่งอยู่ในรถคันนั้น คือท่านผู้นำมณฑล และเลขาธิการประจำมณฑลครับ”
สีหน้าของจ้าวเจี้ยนตงเปลี่ยนไปทันที นี่คือผู้นำระดับสูง เขาเคยพบกับนายอำเภอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ยังไม่เคยพบกับเลขาธิการประจำมณฑลเลย นับประสาอะไรกับผู้นำมณฑล
คนรอบข้างเขาหลายคนไม่กล้าขยับตัว ด้วยหวั่นเกรงต่อคนมีอำนาจ จึงไม่กล้าขยับตัวตามอำเภอใจ
พวกเธอถึงกับลืมไปแล้วว่าลี่หรงยืนอยู่ใกล้ๆ
“ทำไมถึงตามหาสหายลี่หรงเหรอครับ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
“ยุวชนลี่หรงสอบได้อันดับหนึ่งในมณฑลของเรา และเป็นอันดับสองในนครเอกของมณฑล ท่านผู้นำจึงจะไปเยี่ยมบ้านเป็นพิเศษ เพื่อให้กำลังใจสหายลี่หรงครับ”
จ้าวเจี้ยนตงไม่รู้ว่าลี่หรงสอบได้อันดับสอง ทว่าเขาก็มีไหวพริบเฉียบคม สมกับเป็นเลขาประจำหมู่บ้าน
เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจทันที “ใช่แล้วครับ ยุวชนลี่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เธอนำชื่อเสียงมาสู่หมู่บ้านต้าเจียงและมณฑล คว้าชัยชนะมาให้นครเอกของมณฑลของเราได้”
มีคนโผล่หน้าออกมาจากรถสีดำ ราวกับว่าเขาไม่พอใจชายหนุ่มผมเรียบแปล้ที่ออกมายืนคุยนาน จึงเร่งเร้า “เสี่ยวจาง ถามเสร็จแล้วหรือยัง มัวแต่ชักช้าอยู่นานแล้วนะ”
จ้าวเจี้ยนตงค้อมตัวลง แล้วยิ้มอย่างประจบประแจง “ท่านผู้นำครับ ผมคือเลขาประจำหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าเจียง ผมจะพาพวกคุณไปตามหาสหายลี่หรงเองครับ”
“ไม่จำเป็นต้องตามหาแล้วล่ะค่ะ” ลี่หรงยืนฟังอยู่ใกล้ๆมาครู่หนึ่งแล้ว จากนั้นจึงเดินออกมาพูดว่า “ฉันอยู่นี่แล้วค่ะ”
เหตุผลที่เธอไม่พูดอะไรเมื่อครู่นี้ ก็เพียงเพราะกำลังรอดูหลี่เซียงหน้าถอดสีเท่านั้นเอง
ยิ่งไปกว่านั้นคือมีผู้หญิงมากมายอยู่ที่นี่ด้วย และการมาถึงของพวก ‘ผู้นำ’ เหล่านี้ คาดว่าภายในสองวัน ทุกคนในหมู่บ้านต้าเจียงคงจะรู้ว่าลี่หรงไม่เพียงแต่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ทว่ายังทำคะแนนสอบได้ดีมากด้วย
แม้แต่ผู้นำมณฑลก็ยังมาแสดงความยินดี
แม้ลี่หรงจะไม่ได้ไปทำงาน ทว่าเสื้อผ้าก็ไม่ขาดรุ่งริ่ง กลับสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่การแต่งกายก็ยังดูทันสมัยกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้ เห็นลี่หรงตั้งแต่เมื่อสักครู่นี้แล้ว และคิดว่าเธอเป็นเพียงยุวชนที่มาทำงาน
ไม่คาดคิดว่าเธอคือลี่หรง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอดูแตกต่างจากคนอื่น ปรากฏว่าเธอคือลี่หรงที่สอบได้อันดับหนึ่งในเขตและเป็นที่สองของมณฑล
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้พึงพอใจ อารมณ์แตกต่างจากตอนที่ได้พบกับจ้าวเจี้ยนตงอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าจ้าวเจี้ยนตงผู้เป็นเลขาประจำหมู่บ้าน ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มผมเรียบแปล้ยังคงเรียบเฉย แม้จะเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจก็ตาม
เมื่อเห็นลี่หรงตอนนี้ เขาหรี่ตาลงขณะเผยรอยยิ้ม แล้วถามด้วยความเคารพ “คุณคือสหายลี่หรงเหรอครับ ท่านผู้นำของเรามาที่นี่เพื่อมอบรางวัลแก่คุณ เมื่อสักครู่ที่เลขาประจำหมู่บ้านบอกว่าคุณไม่ต้องทำงาน แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ?”
เขาเหลือบมองไปที่เท้าของลี่หรง เธอสวมรองเท้าหนังสีดำคู่เล็ก ที่มีฝุ่นจับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดูเหมือนการที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำงานจะเป็นความจริง
ลี่หรงยิ้ม แล้วพูดว่า “ฉันเอาอาหารมาให้แม่น่ะค่ะ ขอขอบคุณท่านผู้นำที่มาเยี่ยมฉันที่ชนบทนะคะ เป็นเกียรติสำหรับฉันที่ได้นำความสำเร็จมาสู่นครเอกของมณฑล เชิญไปนั่งที่บ้านของพวกฉันได้เลยค่ะ”
สถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไม่พูดแบบนั้นบ้างล่ะ?
คิดดูแล้ว ลี่หรงก็พูดด้วยถ้อยคำที่ดีมาก
เมื่อคนในรถได้ยินว่าลี่หรงอยู่ข้างนอก ก็ลงจากรถทีละคน
ทันใดนั้น ปรากฏเป็นคนท่าทางสง่างามมากสี่คน ลงมาจากรถสีดำ
ชายสามคน หญิงหนึ่งคน อายุประมาณสามสิบหรือสี่สิบปี
มีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนขับรถ
คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าสามคน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำและสวมเข็มขัด โอ้! ส่วนผู้หญิงคนนั้นสวมกระโปรงสั้น ถุงน่องสีดำและทาลิปสติก
ดูทันสมัยจริงๆ
ดูเหมือนว่าจะเป็น ‘ท่านผู้นำ’ ที่ชายหนุ่มผมเรียบแปล้กล่าวถึง
ลี่หรงเหลือบมอง แล้วเดาว่าคนทางซ้ายคือหัวหน้ามณฑล เพราะเขาดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูงมากที่สุด
แน่นอนว่าเขาเป็นคนแรกที่พูดก่อน หลังจากยื่นมือให้ลี่หรง “สวัสดีครับ สหายลี่หรง”
ลี่หรงทักทายด้วยการจับมืออีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล แล้วยกขึ้นลงอย่างกระชับ ซึ่งเป็นการจับมือแบบมาตรฐาน
เธอไม่รู้สึกกังวลใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์สำคัญ เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครเหรอคะ?”
“ผมถูกส่งมาจากนครเอกของมณฑล ไม่สำคัญหรอกครับว่าเป็นใคร เรียกผมว่าอาโม่ก็ได้ครับ”
ชายคนนั้นไม่ได้เอ่ยถึงตำแหน่งของเขา แต่ทุกคนรอบตัวถือว่าเขาเป็นผู้นำ ลี่หรงไม่ได้ถามต่อ และจับมือกับคนอื่นๆทีละคน ก่อนจะกล่าวเชิญอย่างใจกว้าง “เชิญเลยค่ะ เชิญมานั่งในบ้านก่อนนะคะ”
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้ยืนนิ่งเงียบอยู่นาน ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าต้องไปแล้ว เขาจึงรีบเปิดประตูรถให้อย่างรวดเร็ว
บทที่ 86: มอบรางวัลในชนบท
เนื่องจากอาโม่เป็นผู้นำที่มีตำแหน่งสูง เขาจึงไม่ได้จากไปในทันที ด้วยไม่อาจเมินต่อกลุ่มคนที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตาได้
อาโม่โบกมือให้ โดยที่ตัวเขายังไม่ได้ขึ้นรถ ด้วยกำลังยืนมองสมาชิกที่มายืนดูเหตุการณ์ นอกจากจ้าวเจี้ยนตงที่ตามมาทีหลัง ทุกคนล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด
เขาทักทายสมาชิกอย่างร่าเริง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “ขอบคุณพวกคุณทุกคน สำหรับการทำงานหนักนะครับ”
“ไม่หนักหรอกค่ะ ไม่หนักเลย” สมาชิกกลุ่ม รวมถึงแม่จ้าวดูตื่นตระหนกเล็กน้อย เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้
ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ในที่สุดยุวชนหน้ากลมก็ยืนขึ้น แล้วพูดอย่างฉะฉานว่า “ยุวชนมีความทะเยอทะยานในทุกด้าน พวกเรามาทำงานในชนบท และตั้งรกรากในชนบท การได้มีส่วนร่วมในการผลิตและก่อสร้างในมาตุภูมิ พวกเราไม่เสียใจเลยค่ะ”
อาโม่เหลือบมองยุวชนหน้ากลม ด้วยความประหลาดใจ “พูดได้ดี คนนี้ก็เป็นยุวชนเหมือนกันสินะครับ พูดได้ไม่เลวเลย”
เลขาธิการประจำมณฑลที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามว่า “สหายลี่หรงก็เป็นยุวชนเช่นกันใช่ไหม แต่ได้ยินมาว่าตอนนี้คุณไม่ต้องทำงานเหรอครับ?”
ในยุคนี้ที่ยุวชนได้รับการสนับสนุนให้ไปทำงานในชนบท หากลี่หรงที่เป็นยุวชนเดินทางไปชนบท แล้วปฏิเสธที่จะเข้าร่วมทำงาน แม้ว่าเธอจะสอบได้อันดับสอง ทว่าภาพลักษณ์ของเธอจะถูกมองในทางที่ไม่ดีนัก
ลี่หรงไม่ได้ตื่นตระหนกถึงเรื่องนี้เลย เธอเม้มปาก แล้วอธิบายว่า “ไม่นานหลังจากมาที่ชนบท ฉันก็ได้แต่งงานกับทหารปลดประจำการในหมู่บ้าน สามีของฉันพิการจึงถูกปลดประจำการจากกองทัพค่ะ ต่อมาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพ่อแม่สามี ทำให้มีงานหลายอย่างที่ต้องทำ แต่สามีรู้สึกสงสารฉัน กลัวว่าภาระงานจะหนักมากเกินไป ทั้งจากการทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน เขาจึงช่วยคุยกับประธานให้ ทำให้หลังจากนั้นก็ให้ฉันหยุดไปทำงานค่ะ”
สมาชิกรอบตัวต่างรู้ว่าลี่หรงกำลังกลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ แต่พวกเธอไม่ได้โต้แย้งเพื่อสร้างปัญหาแต่อย่างใด
หลี่เซียงยังคงเจ็บใจที่ลี่หรงสอบได้อันดับสองของมณฑล เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า และไม่คิดจะตอบสนองต่อสิ่งที่ลี่หรงพูด
หัวหน้าจ้าวเจี้ยนผิงได้ยินว่าตนถูกกล่าวถึง จึงลุกขึ้นยืนพูด โดยไม่ต้องคิดว่า “ใช่ครับ สหายลี่หรงทำงานหนักมาก เธอเป็นยุวชนที่ทำงานหนักมาโดยตลอด ทั้งยังไม่รังเกียจสามีของเธอที่มีปัญหาเรื่องขา และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองครับ”
แม่จ้าวก็พูดเช่นกัน “สวัสดีค่ะท่านผู้นำ ฉันคือแม่สามีของลี่หรงเองค่ะ สามารถเป็นพยานได้ว่าเสี่ยวหรงของเราขยันทำงานและประหยัดอดออม บ้านก็ได้รับการดูแลอย่างดี ฉันขอบคุณเธอเสียด้วยซ้ำที่ไม่รังเกียจลูกชายคนรองของฉัน และยอมแต่งงานเข้ามา ครอบครัวของฉันเสียมากกว่าที่เหมือนทำผิดต่อเสี่ยวหรง”
“พูดเรื่องอะไรคะแม่ หนูไม่ได้เสียใจเลยค่ะ” ลี่หรงมองแม่จ้าวด้วยความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวกัน ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นชัดเจนทันที
หญิงสาวที่ทาลิปสติกดูทันสมัยพูดว่า “ไม่เลวเลยจริงๆ ดีมาก ว่าแต่คุณไม่ได้ทำงาน แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่ไร่แบบนี้ล่ะคะ?”
ลี่หรงเขย่าตะกร้าในมือ “ฉันทำขนมโก๋ถั่วเขียวมาให้แม่ของฉันค่ะ แล้วก็เอามาแบ่งให้ป้าคนอื่นๆด้วย ทุกคนทำงานหนักกันขนาดนี้ ฉันทำได้เพียงช่วยสนับสนุนเล็กๆน้อยๆเท่านั้นค่ะ”
สมาชิกหลายคนที่ได้กินขนมโก๋ถั่วเขียว รีบกล่าวชมลี่หรง
ฟังจากสิ่งที่พวกเธอพูด ทำให้รู้เลยว่าลี่หรงส่งขนมมาให้แม่จ้าว และคนอื่นๆมากกว่าหนึ่งครั้ง
สะท้อนให้เห็นว่าลี่หรงเป็นคนนิสัยดี เธอขยันทำงานและมีน้ำใจ
เมื่อเห็นพวกเขาพยักหน้า ลี่หรงก็รู้ว่าเธอได้รับความไว้วางใจนี้แล้ว
เธอเอ่ยชวนได้ถูกเวลา “คุณอาโม่ไปกันเถอะค่ะ ไปนั่งที่บ้านก่อน ยืนรับลมตรงนี้ สมาชิกจะทำงานกันไม่สะดวกนะคะ”
อาโม่ก็ตอบว่า “ครับ งั้นเราเข้าไปในบ้านกันเถอะ จะได้ไม่รบกวนชาวบ้านทำงาน”
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้ เปิดประตูรถอีกครั้ง
อาโม่ปฏิเสธที่จะขึ้นรถ แล้วพูดว่า “ผมเหนื่อยจากการนั่งอยู่ในรถมานานแล้ว ทำไมเราไม่ไปเดินเล่นด้วยกันล่ะครับ เสี่ยวหวัง นายค่อยๆขับรถตามมาช้าๆก็ได้”
เสี่ยวหวังเป็นคนขับรถ เขาพยักหน้า
เมื่ออาโม่อยากลงเดิน อีกสามคนย่อมไม่เข้าไปในรถ ทุกคนต่างพยักหน้า
ลี่หรงยกยิ้ม โดยไม่แสดงท่าทีอวดดีแม้แต่น้อย เธอพูดว่า “ตรงนี้ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านสักเท่าไหร่นะคะ งั้นฉันจะถือโอกาสพาคุณอาโม่ชมทิวทัศน์ของหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราเองค่ะ”
เรื่องการไปมาหาสู่กันนั้น จ้าวเจี้ยนตงรู้ว่าเขาไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะผู้นำไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบเขาตั้งแต่แรก
แม้ว่าเขาจะถูก ‘เพิกเฉย’ แต่ก็ไม่อาจบ่นได้ เมื่อได้ยินคำพูดของลี่หรง เขาก็รีบพยักหน้า ในใจคิดว่ายุวชนลี่ทำถูกต้องแล้ว
ลี่หรงพาผู้นำเยี่ยมชมหมู่บ้านต้าเจียง ผู้นำพึงพอใจที่เห็นว่าการผลิตและการก่อสร้างในหมู่บ้านต้าเจียงนั้นได้ผลผลิตดี บางทีจ้าวเจี้ยนตง เลขาประจำหมู่บ้าน อาจถูกผู้บังคับบัญชาพูดชื่นชมเพราะเรื่องนี้ก็ได้
จ้าวเจี้ยนผิง หัวหน้าฝ่ายผลิตไม่กล้าพูดในขณะนี้ เพราะเขาเห็นหลี่เซียงอยู่ข้างๆ ซึ่งเธอเป็นแม่สามีของหลานสาวเขา
จ้าวเจี้ยนผิงพลันคิดไม่ตกจนเหงื่อไหลซึมออกมา หวังว่าจะไม่มีความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองนี้
ลี่หรงพาอาโม่และคนอื่นๆก้าวไปข้างหน้า
จ้าวเจี้ยนตงกับจ้าวเจี้ยนผิงตามไปอย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อผู้นำที่มีอำนาจมาหมู่บ้านต้าเจียงทั้งที แน่นอนว่าเลขาประจำหมู่บ้านและหัวหน้าฝ่ายผลิตต้องออกมารับหน้า
จ้าวเจี้ยนตงเดินตามไปสองสามก้าว จากนั้นรีบหันไปพูดกับแม่จ้าว “ภรรยาของเจี้ยนกั๋ว รีบไปบอกให้สามีของคุณกลับบ้านด่วน นายใหญ่มาถึงที่แล้ว”
“โอ้! จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” แม่จ้าววิ่งไปเรียกพ่อจ้าวทันที โดยไม่สนใจเรื่องงานเลย
ชื่อของหมู่บ้านต้าเจียง มาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีแม่น้ำสายใหญ่ล้อมรอบหมู่บ้าน ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว
ลี่หรงพาอาโม่และคนอื่นๆเดินชมไปทั่ว ระหว่างทางมีการถามตอบกันเป็นครั้งคราว ท่ามกลางบรรยากาศอันแจ่มใส
เมื่อมาถึงลานบ้านสกุลจ้าว ลี่หรงก็พาพวกเขาเข้าไปในห้องรับแขก
ข้างนอกอากาศหนาวเย็น ในตอนที่ลี่หรงออกไปส่งขนมโก๋ถั่วเขียวให้กับคนอื่นๆ อันอันก็อยู่บ้านเล่นกับพวกต้าหนิว
เมื่อเห็นคนแปลกหน้าหลายคนเข้ามาพร้อมกัน พวกต้าหนิวก็หยุดเล่นกันทันที
อันอันเห็นลี่หรง ก็ตะโกนออกมาเสียงดังฟังชัด “แม่”
“ว่าไงจ้ะ ลูกรัก”
อาโม่และคนอื่นๆประหลาดใจเล็กน้อย “คุณมีลูกแล้วจริงเหรอครับ?”
ลี่หรงยิ้ม “ฉันแต่งงานกับสามีมาเกือบสี่ปีแล้วค่ะ”
ลี่หรงเชิญให้พวกเขานั่งลง แล้วรินน้ำให้ทุกคน
ระหว่างทางการถามตอบเป็นเพียงการอารัมภบทเท่านั้น ตอนนี้มาถึงประเด็นที่ทำให้พวกอาโม่มาที่ชนบทแล้ว
หลังจากพูดคุยประเด็นลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อาโม่ก็กระแอม ก่อนพูดว่า “ประเทศได้กลับมาดำเนินการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง มณฑลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และได้ให้ความร่วมมือกับการเตรียมการสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนที่เข้าสอบครั้งนี้ พวกเราเป็นห่วงเรื่องผลสอบมากครับ ทว่าในตอนนี้จากผลสอบของคุณเป็นที่น่าพึงพอใจทั้งในระดับประเทศ และสามารถนำชื่อเสียงมาสู่นครเอกของมณฑลด้วยครับ”
โม่อธิบายจุดประสงค์ของการมาที่นี่ว่า “สำหรับคนที่สอบได้สามอันดับแรก ในนครเอกของมณฑล ทางมณฑลได้จัดเตรียมรางวัลไว้ให้ เพื่อลดภาระทางการเงินต่อชีวิตของคุณ เมื่อต้องเข้าไปเรียนในมหามหาวิทยาลัยครับ”
ลี่หรงอุ้มอันอัน ขณะตั้งใจฟัง
เธอไม่แปลกใจเลย ถ้าเขาให้อะไรบางอย่างกับเธอ
คะแนนของเธอสูงพอที่จะไปชิงเป่ย ในยุคปัจจุบัน จากชนบทสู่เมือง ย่อมมีรางวัลให้ในทุกระดับ
ขณะนี้คุณพ่อจ้าวที่รีบกลับบ้านมาถึงแล้ว เขากับแม่จ้าวยืนลังเลอยู่ที่ประตู
“พ่อแม่เข้ามานั่งสิคะ” ลี่หรงยืนขึ้น โดยมีอันอันอยู่ในอ้อมแขน ขณะเชิญให้ผู้อาวุโสทั้งสองเข้ามานั่งลง
อาโม่รู้ว่าพวกเขากำลังประหม่า จึงพูดด้วยรอยยิ้มสบายๆ “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เข้ามานั่งก่อนได้ คุณคือพ่อแม่สามีของสหายลี่หรงหรือเปล่าครับ เรากำลังพูดถึงรางวัลที่ทางมณฑลมอบให้ลี่หรง เสี่ยวจางไปเอาของเข้ามาเร็ว”
เสี่ยวจางก็คือชายหนุ่มผมเรียบแปล้นั่นเอง
เขาตอบรับ แล้วเดินออกไป
อาโม่กล่าวชื่นชมลี่หรง ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลจ้าว
บทที่ 87: ประกาศรับเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัว
พ่อจ้าวพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่ ใช่ครับ เสี่ยวหรงเป็นคนดี เธอนำเกียรติมาสู่วงศ์ตระกูลจ้าวของพวกเราครับ”
ชายหนุ่มผมเรียบแปล้ แบกของมากมายเดินเข้ามา
มีทั้งกาต้มน้ำร้อน กะละมังเคลือบ แก้วน้ำเคลือบ ผ้าเช็ดตัวสีขาวและกล่องข้าวอะลูมิเนียม ส่วนคนขับรถที่ชื่อเสี่ยวหวังเดินถือถุงใส่ข้าวและถุงใส่แป้งหมี่ขาวอย่างละถุง เดินตามเข้ามา
อาโม่กล่าวว่า “ของพวกนี้เป็นรางวัลที่กองบัญชาการมณฑล และที่ว่าการอำเภอมอบให้ยุวชนลี่ครับ”
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็หยิบเงินสองร้อยหยวนและบัตรปันส่วนข้าวจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสาร ก่อนวางไว้บนโต๊ะ “รวมถึงของเหล่านี้ด้วยครับ”
ลี่หรงโบกมือ “ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ...”
“นี่คือของที่กองบัญชาการมอบให้คุณโดยเฉพาะนะครับ ฉะนั้นจะปฏิเสธไม่ได้ครับ”
หลังจากมอบของให้แล้ว จุดประสงค์การมาเยือนชนบทของอาโม่และพรรคพวกของเขาก็เสร็จสิ้นแล้ว หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ต่างคนต่างก็กล่าวคำอำลา
ลี่หรงต้องการเชิญชวนพวกเขาให้อยู่ทานมื้อเย็นก่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงทำได้เพียงออกไปส่งพวกเขาออกจากลานบ้าน
หลังจากออกจากประตูมาแล้ว พวกเขาก็เข้าไปนั่งในรถ ส่วนเสี่ยวจางที่นั่งรออยู่ในรถ จึงยื่นหน้าออกไปโบกมือให้พวกลี่หรงแทนการกล่าวคำอำลา
หลังจากที่รถขับออกไปแล้ว ลี่หรงและคนอื่นๆก็กลับไปยังห้องรับแขก แม่จ้าวจัดการเก็บรวบรวมข้าวของที่ได้มาทั้งหมด ก่อนบอกให้ลี่หรงยกของไปเก็บไว้ในบ้าน
ต้องบอกว่าสิ่งที่กองบัญชาการให้เป็นรางวัลนั้น ล้วนใช้งานได้จริง
ลี่หรงหยิบธนบัตร แล้วมอบสิ่งของทั้งหมดให้กับแม่จ้าว “แม่คะ แม่เก็บของพวกนี้เอาไว้เถอะ ส่วนของฉันยังมีอยู่อีกเยอะแยะเลยค่ะ หลังปีใหม่ หนูต้องรีบไปรายงานตัวกับทางมหาลัย ถึงตอนนั้นจ้าวชิงซงอาจจะตามหนูเข้าไปในเมืองด้วย พวกเราอาจจะไม่ได้กินข้าวที่บ้านแล้วล่ะค่ะ”
ในที่สุด แม่จ้าวก็ทำได้เพียงยอมรับไว้ด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ”
ต้าหนิวกล่าวว่า “ย่าครับ ผมขอแก้วน้ำเคลือบนี้ไปใส่น้ำดื่มได้ไหมครับ”
แม่จ้าวมองเขา “ย่ายังไม่ทันได้แกะออกมาเลย หลานก็อยากได้ซะแล้วเหรอ”
พูดจบเธอก็เหลือบมองลี่หรง เพราะกลัวว่าลูกสะใภ้จะรู้สึกอึดอัด ขณะที่เธอกำลังจะพูด ลี่หรงก็กล่าวว่า “ต้หนิว ทำคะแนนสอบปลายภาคให้ได้เก้าสิบคะแนน แล้วย่าจะให้หลานเป็นรางวัลนะ”
“อาสะใภ้รอง …” ต้าหนิวลากเสียงยาว “กว่าจะสอบเสร็จ ต้องรอถึงปีหน้าเลยนะครับ”
ลี่หรงยักไหล่ “งั้นก็รอจนถึงปีหน้าสิจ้ะ”
พ่อจ้าวตบท้ายทอยต้าหนิวเบาๆ “คิดแต่ว่าอยากจะได้ของไปโดยเปล่า หลานต้องรู้จักเรียนรู้จากอาสะใภ้รองของหลานซะนะ ตั้งใจเรียนให้ดีแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ด้วยตัวเอง เข้าใจไหม?”
“ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าจะได้แค่แก้วน้ำเคลือบเท่านั้น แต่ยังจะได้เงินอีกสองร้อยหยวนอีกด้วย” ลี่หรงจ่ายเงินในมือ “นี่สามารถเอาไปซื้อแก้วน้ำเคลือบได้หลายใบเลยนะ”
“แบบนั้นก็ต้องรออีกหลายปีเลยนี่ครับ” ต้าหนิวหงุดหงิด
คนในอำเภอมาเยี่ยมเยียนลี่หรง แล้วนำของขวัญมาแสดงความยินดีให้ด้วย
จ้าวเจี้ยนตงและจ้าวเจี้ยนผิงคิดเหมือนกันว่า ในฐานะที่พวกเขาเป็นแกนนำคนงานในหมู่บ้าน ก็ควรมอบรางวัลแก่ลี่หรงในนามของชุมชนด้วย
เพราะเมื่อไปประชุม แล้วต้องพูดต่อหน้าแกนนำคนงานของกลุ่มอื่น จะได้สามารถยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจได้
ว่าคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นอันดับสองในนครเอกของมณฑล เป็นคนในหมู่บ้านของพวกเขา!
นี่เป็นปีแรกของการเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง!
จ้าวเจี้ยนตงสามารถนำไปคุยโวเรื่องนี้ได้อีกหลายปีเลย!
ดังนั้นในคืนนั้น หลังจากที่ลี่หรงเพิ่งกินข้าวเสร็จ จ้าวเจี้ยนตงและจ้าวเจี้ยนผิงก็กลับมาอีกครั้ง
พวกเขานำเงินห้าสิบหยวน และกล่องอาหารกลางวันอะลูมิเนียมมามอบแสดงควาามยินดีให้แก่ลี่หรง โดยบอกว่าเป็นรางวัลในนามของตัวแทนหมู่บ้าน
ลี่หรงยอมรับไว้ด้วยความเต็มใจ
ในวันที่สามหลังจากประกาศผลสอบ ก็ต้องเริ่มลงทะเบียนเรียน
ลี่หรงสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว โดยไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดให้มากเลย
ลี่หรงเคยเรียนด้านการออกแบบแฟชั่นเมื่อชาติก่อน แต่ตอนนี้เธอไม่ได้เลือกที่จะกลับไปสู่อาชีพเดิม เธอมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบแฟชั่นไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเรียนซ้ำอีก
ในชาตินี้ นับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจก้าวขาเข้ามาในวงการธุรกิจ เธอก็อยากจะเป็นนักธุรกิจมาโดยตลอด
เธอเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ และการค้าระหว่างประเทศ
เพราะหวังว่าจะได้เรียนรู้ความรู้ทางธุรกิจและระบบกาารจัดการ
ประมาณสิบวันหลังจากกรอกแบบฟอร์มใบสมัคร ลี่หรงก็ได้รับแจ้งการรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยชิงหัว
ในที่สุดสิ่งต่างๆก็เป็นไปตามที่วางแผนไว้
ลี่หรงเขียนจดหมายถึงครอบครัวลี่อีกครั้ง โดยบอกข่าวดีแก่พวกเขา และยังบอกด้วยว่าไม่กี่วันก่อนเข้าเรียน จะพาจ้าวชิงซงกับลูกกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านด้วย
หัวใจของลี่หรงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อนึกว่าจะได้พบกับ ‘ญาติสนิท’ ที่เธอไม่เคยพบมาก่อน
เธอมีพี่ชายหลายคน พี่ชายคนโตแต่งงานมีลูกแล้ว หญิงสาวจึงต้องเตรียมของกลับบ้านแต่เนิ่นๆ
เมื่อทั้งครอบครัวเห็นประกาศ ทุกคนต่างก็ดีใจกับลี่หรง
จ้าวชิงซงถึงกับซื้อเหล้า เพื่อมาดื่มฉลองกับพ่อจ้าวและพี่ใหญ่จ้าวด้วย
ในตอนเย็น จ้าวชิงซงเล่าเรื่องงานล่าสุดของเขาให้ลี่หรงฟัง “ผมมอบฟาร์มสุกรให้ซ่งเซียนผิงดูแลแล้ว ถึงตอนนั้นผมจะไปเมืองหลวงกับคุณ ในระหว่างที่คุณไปเรียน ผมจะไปหางานทำนอกบ้านนะครับ”
“จริงเหรอคะ?” ลี่หรงถามด้วยความประหลาดใจ จากนั้นโผเข้ากอดจ้าวชิงซง แล้วหอมแก้มเขา “ถ้าอย่างนั้นเราสามคนพ่อแม่ลูก ก็จะไม่ต้องแยกจากกันแล้วนะคะ”
“ครับ” จ้าวชิงซงรู้สึกอบอุ่นในใจ ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ร่วง เขาค่อยๆเริ่มส่งต่อกิจการฟาร์มสุกรให้กับซ่งเซียนผิง
หลังจากนั้นไม่นาน ลี่หรงก็ถามอีกครั้ง “เอ๊ะ! นี่คุณลาออกจากฟาร์มสุกรแล้วเหรอคะ?”
ลี่หรงขมวดคิ้ว เธอไม่อยากไปเรียนมหาวิทยาลัยโดยต้องห่างจากสามี ทว่าก็ไม่อยากทิ้งผลกำไรมหาศาล ที่ได้จากฟาร์มสุกรทุกปีเหมือนกัน
ธุรกิจฟาร์มสุกร สามารถสร้างรายได้หลักหมื่นต่อปี
ด้วยหากต้องสูญเงินส่วนนี้ไป แค่คิดก็น่าเสียดาย
“ไม่ครับ” จ้าวชิงซงตอบ “ผมไม่ได้กะจะทิ้งเงินก้อนนั้นทิ้งไปโดยเปล่าครับ ผมยังคงทำงานร่วมกับพวกอาเจิ้งอยู่ เพียงแต่จะได้รับเงินปันผลน้อยลงเท่านั้น และไม่ต้องเข้าไปจัดการทุกอย่างเหมือนอย่างเคยอีกต่อไป คุณอย่ารังเกียจผมเลยนะครับ”
“คุณพูดแบบนี้อีกแล้วนะคะ” ลี่หรงชกหน้าอกของจ้าวชิงซง จากนั้นลูบหน้าอกตัวเอง พลางปลอบใจว่าเรื่องทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปอีกนานสองนาน
พูดคุยเรื่องการใช้ชีวิตในนครเอกของมณฑล
จ้าวชิงซงบอกว่าเขาต้องหางานทำก่อน
จินตนาการในตอนนี้ฟังดูแล้วเหมือนง่ายดายและสวยงาม
ทว่าเมื่อความจริงมาถึง พวกเขาจะตระหนักได้ว่าในยุคนี้ มีความยากลำบากบางอย่างที่ยากจะเอาชนะได้อยู่
ในมณฑลH ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านต้าเจียง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ไปชิงเป่ย
อันดับหนึ่งเลือกเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ส่วนลี่หรงสอบได้อันดับสอง เนื่องจากเหตุผลทางวิชาชีพของเธอ หญิงสาวได้เลือกลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
ในปีแรกหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้ง ก็มีนักเรียนได้ไปชิงเป่ยถึงสองคน
นอกจากผู้นำจะมาเยือนแล้ว ยังมีนักข่าวจากสำนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังของมณฑลมาเยี่ยมเยียนด้วย
หลังจากสัมภาษณ์แล้ว ลี่หรงก็ต้องถ่ายรูปประกอบหนังสือพิมพ์ด้วย
ลี่หรงเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ แล้วสวมรองเท้าหนังคู่เล็ก เธอยืนอยู่ที่ลานบ้านสกุลจ้าว ขณะมองกล้องด้วยรอยยิ้ม
นักข่าวหนังสือพิมพ์ชอบอันอันมาก ด้วยความไร้เดียงสาของเจ้าตัวน้อยที่ทั้งน่ารักและมีเสน่ห์ หลังจากที่ลี่หรงถามว่าขอถ่ายรูปกับเด็กน้อยด้วยได้ไหม นักข่าวก็รีบพยักหน้าทันที
ต่อมา ภาพที่ลี่หรงเห็นในหนังสือพิมพ์เป็นภาพเธออุ้มอันอัน
นักข่าวคงชอบอันอันมาก ในบทความเกี่ยวกับลี่หรง ยังได้กล่าวอีกด้วยว่าหญิงสาวมีลูกแล้ว และชมเชยเธอสำหรับความขยันขันแข็ง ทุ่มเททำงานหนัก...
จากนั้นจ้าวชิงซงก็เชิญเพื่อนหลายคน มากินข้าวเย็นที่บ้าน
อู๋จื่อกังก็ได้รับเชิญมาด้วยเช่นกัน เขานำข้าวของมากมายติดไม้ติดมือมาให้ด้วย
เขาพูดตามความจริงว่า “ตอนที่เห็นประกาศครั้งแรก ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยนะครับ แต่พอได้เห็นประกาศในหนังสือพิมพ์พร้อมรูปถ่ายของยุวชนลี่ ผมก็รีบเอาข้าวของเล็กๆน้อยๆพวกนี้ มาแสดงความยินดีทันทีเลยครับ”
ลี่หรงยิ้ม บอกว่าเขาสุภาพมากเกินไปแล้ว
เมื่อหนังสือพิมพ์ออกครั้งแรก จ้าวชิงซงถึงกับซื้อมาหลายฉบับ แล้วนำมาวางไว้ที่โรงอาหารในหมู่บ้าน รวมถึงใต้ต้นไม้ตรงทางเข้าหมู่บ้านด้วย
แม้ว่าสมาชิกบางคนจะไม่รู้หนังสือ แต่เมื่อเห็นภาพในหนังสือพิมพ์ พวกเขาก็จำลี่หรงกับอันอันได้เป็นอย่างดี
สมาชิกบางคนที่พอจะรู้คำศัพท์อยู่บ้าง เพียงเห็นลี่หรงได้ออกข่าวในหนังสือพิมพ์ ก็คิดว่าเธอต้องเป็นคนที่เก่งมากแน่ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้ออกข่าวในหนังสือพิมพ์แบบนี้
จนสามารถตีพิมพ์เรื่องราวลงในหนังสือพิมพ์ได้
จากนั้นข่าวก็แพร่กระจายออกไป ทุกคนในหมู่บ้านจึงรู้ว่าลี่หรงจากหมู่บ้านต้าเจียง ที่เป็นลูกสะใภ้คนรองของจ้าวเจี้ยนกั๋ว สามารถสอบได้อันดับที่สองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัว และผู้นำมณฑลทั้งหมดก็ได้มามอบรางวัลถึงบ้านสกุลจ้าวเลยทีเดียว
ตอนนี้นักข่าวยังเขียนข่าวรายงานเรื่องนี้ด้วย
ตอนแรกชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียงไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ ไม่ว่าลี่หรงจะทำได้ดีแค่ไหนในการสอบ เพราะเรื่องของเธอไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับครอบครัวของพวกเขา
จนกระทั่งพวกเขาออกไปนอกหมู่บ้าน แล้วพบว่าคนจากหมู่บ้านอื่น ต่างชื่นชมหมู่บ้านของพวกเขา ที่สามารถสร้างนักศึกษาได้หลายคนเช่นนี้ และยังมีคนหนึ่งได้เข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวอีกด้วย
เมื่อนั้นพวกเขาจึงรู้สึกถึงความภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง
ยุวชนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะกลับบ้านก่อนวันปีใหม่ หลังจากฉลองปีใหม่ที่บ้านแล้ว ก็จะไปเรียนในมหาวิทยาลัยทันที
ไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานด้านการผลิตอีกแล้ว
สุดท้ายยุวชนก็กลับเข้าเมือง
หยางเต๋อเป่าสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ ไม่ได้เป็นเพราะแค่เริ่มอ่านหนังสือมานานแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาด้วย
เขาไม่ได้ทำคะแนนได้ดีมากนัก แต่ก็ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยระดับต้นๆของเมืองหลวง
ได้ยินมาว่าก่อนที่หยางเต๋อเป่าจะกลับบ้าน เขาทะเลาะกับหลัวปิงอย่างรุนแรง ไม่รู้เลยว่าขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร ลี่หรงไม่ได้สนใจนัก
ฤดูใบไม้ผลิ ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบแปด
หลังจากปีใหม่ผ่านไปได้ไม่นาน ก็เป็นช่วงเปิดภาคเรียน
ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ครอบครัวลี่ได้ส่งจดหมายไปหาลี่หรงหลายฉบับ โดยถามว่าเธอจะกลับบ้านเมื่อใด
หลังจากที่จ้าวชิงซงเขียนจดหมายแนะนำตัวเสร็จแล้ว เขาก็ไปซื้อตั๋วและกำหนดวันกลับ จากนั้นลี่หรงก็เขียนจดหมายถึงครอบครัวลี่ทันที
ใช้เวลาเกือบสองวัน ในการนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟใกล้หมู่บ้านต้าเจียงไปยังเมืองหลวง
จากสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดไปยังหมู่บ้านต้าเจียง ต้องนั่งรถประจำทางเป็นเวลาอย่างน้อยสามหรือสี่ชั่วโมง
พวกลี่หรงเก็บข้าวของล่วงหน้าหนึ่งวัน แล้วออกเดินทางก่อนรุ่งสางของวันถัดไปทันที ตั๋วระบุเวลาเคลื่อนขบวนในเวลาเที่ยงวัน พวกเขาจึงต้องขึ้นรถประจำทางสายแรกสุด เพื่อไปขึ้นรถไฟให้ทันเวลา
เมื่อลูกชายต้องเดินทางจากไปไกล ผู้เป็นแม่ก็กังวล
คราวนี้ลูกชายคนรองและครอบครัวต้องเดินทางไกล รวมถึงหลานชายตัวน้อยด้วย หนำซ้ำยังวางแผนจะไปอยู่ในเมืองหลวงเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวกันอีก ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่
แม่จ้าวเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงรีบตื่นแต่เช้า เพื่อช่วยครอบครัวจ้าวซิงชงเก็บข้าวของ
บนรถไฟต้องไม่มีของอร่อยให้กินแน่นอน แถมราคายังแพงมากด้วย
ลี่หรงจึงทำขนมอบกับหมั่นโถวน้ำตาลทรายแดงไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่งแล้ว
อากาศยังหนาวอยู่ ขนมเหล่านี้จึงสามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน โดยไม่บูดไปเสียก่อน
ลี่หรงแบกกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและอาหารไว้บนหลัง
ส่วนจ้าวชิงซงแบกกระเป๋าทหารใบใหญ่ ที่เขานำกลับมาจากตอนยังประจำการเป็นทหารไว้บนหลัง แล้วอุ้มลูกน้อยไว้ข้างหน้า
รถประจำทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอ จากนั้นก็แล่นไปยังอีกเมืองหนึ่ง
เมื่อมาถึงในเมืองนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะยังเช้าอยู่
จ้าวชิงซงจึงพาภรรยาและลูกไปกินข้าวในร้านอาหารของรัฐ
ลี่หรงไม่ค่อยอยากอาหาร การเดินทางด้วยรถประจำทางใช้เวลานานเกินไป เธอจึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เพียงอยากกินแค่ของร้อนๆอย่างซุปให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเท่านั้น
จ้าวชิงซงสั่งบะหมี่น้ำให้เธอ และเกี๊ยวน้ำให้ลูกน้อย
ส่วนอาหารที่จ้าวชิงซงกินนั้นค่อนข้างหนักท้อง ด้วยเขาต้องใช้แรงเยอะ หากกินแค่บะหมี่น้ำกับเกี๊ยวก็จะไม่มีแรงพอ
ระหว่างทางเด็กน้อยไม่ได้งอแงมากนัก เมื่อรู้ว่าพ่อแม่กำลังรีบ เขาจึงก้มหน้าก้มตากินเกี๊ยวเงียบๆ จ้าวชิงซงเห็นลูกกินเหลือสองสามชิ้น จึงคีบเข้าปากของเขาเพื่อไม่ให้เสียของทันที
บทที่ 88: คิดเอาเปรียบ
คงเพราะเป็นวันใกล้เข้าเรียน รถไฟจึงอัดแน่นไปด้วยผู้คน
โชคดีที่จ้าวชิงซงได้ตั๋วมา จึงทำหน้าที่คุ้มกันพวกลี่หรงระหว่างที่กำลังเบียดเสียดกันเพื่อขึ้นรถไฟได้ในที่สุด ก่อนจะเดินหาที่นั่งในขบวน
แทบจะเป็นครั้งแรกที่ลี่หรงนั่งรถไฟตู้นอน ทั้งยังเป็นที่นอนเบาะแข็งอีกด้วย
ตั๋วรถไฟตู้นอนเบาะนุ่มในเวลานี้มีข้อจำกัดมาก จะซื้อได้ก็ต้องมีจดหมายแนะนำตัวจากอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยหรือบุคคลระดับสูงประมาณหนึ่ง
ตั๋วที่นอนเบาะแข็งที่จ้าวชิงซงซื้อ เป็นเตียงล่างตั้งอยู่ตรงข้ามกัน
เตียงล่างค่อนข้างสะดวกในการขยับตัวมากกว่า
ผู้โดยสารมีจำนวนเยอะมาก ทว่าการจัดการกลับไม่ได้ดีเด่นอะไร ทำให้ภายในขบวนเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม
หลังจากกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐเสร็จ เจ้าตัวน้อยก็ให้ลี่หรงอุ้มตลอดเวลา สัมภาระที่เหลือก็ให้จ้าวชิงซงรับผิดชอบทั้งหมด
เมื่อมีผู้โดยสารมาก สัมภาระก็มีมากเช่นกัน การจะเดินไปทางไหนก็ต้องคอยระมัดระวังให้ดี
ก้าวเดินพร้อมกับไหล่ที่แทบจะเบียดเสียดกันกับคนอื่น
ลี่หรงดีใจที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ หากวันนี้อากาศร้อนอบอ้าว คงจะต้องมีกลิ่นเหงื่อผสมปนเปกันอยู่ในตู้รถไฟไม่น้อยแน่
ในที่สุดก็เดินหาที่นั่งจนเจอ ไม่ง่ายเลยจริงๆ ลี่หรงวางอันอันลงบนเบาะ แล้วก้มถอดรองเท้าให้เขา ก่อนตัวเองจะนั่งลง
เตียงบนฝั่งเธอมีคนนอนอยู่ ลี่หรงเหลือบมองผู้โดยสาร ปรากฏเป็นเด็กสาว ไม่สามารถบอกอายุได้ อาจจะเป็นยุวชนที่ไปเรียนมหาวิทยาลัย
ครอบครัวใหญ่ฝั่งตรงข้าม ผู้ใหญ่สองคนพร้อมด้วยเด็กสามคน
เสียงดังจ้อกแจ้กจอแจ
นั่งกันเต็มเตียงล่าง
ซึ่งที่นั่งตรงนั้นเป็นของจ้าวชิงซง
เขาตามหลังลี่หรงออกมา แล้วพูดกับสามีของครอบครัวนั้น “สหาย ขอโทษด้วยครับ พอดีที่นั่งตรงนี้เป็นของผม รบกวนพวกคุณลุกขึ้นให้ผมด้วยนะครับ”
จ้าวชิงซงตัวสูง ทั้งยังแบกกระเป๋าใบใหญ่ ในมือถือของมากมาย
คงเป็นเพราะเห็นเขาคนเดียว ยังเป็นผู้ชายอีกด้วย ภรรยาของครอบครัวนั้นจึงเข้ามาสมทบ แล้วชี้เตียงบนพร้อมพูดว่า ทั้งเตียงบนและเตียงกลางเป็นของพวกเขาทั้งหมด เตียงกลางฝั่งลี่หรงก็ด้วย
แล้วถามจ้าวชิงซงต่ออย่างกระตือรือร้นว่า ขอเปลี่ยนที่นั่งได้ไหม พวกเขาดูแลลูกไม่สะดวก
จ้าวชิงซงปฏิเสธโดยทันที
ภรรยาเห็นจ้าวชิงซงตกลงด้วยยาก จึงเรียกให้ลูกๆลุกขึ้นพลางบ่นพึมพำ “ดูเป็นชายร่างสูงกำยำดีออกแท้ๆ ทำไมใจแคบแบบนี้ ให้พวกฉันปีนขึ้นปีนลงดูแลลูกอย่างนี้ไม่สะดวกหรอก”
“ถ้าเตียงบนไม่สะดวก คราวหน้าคุณก็ซื้อเตียงล่างสิครับ อย่าคิดแต่จะเอาเปรียบผู้โดยสารคนอื่น ด้วยการขอแลกที่ทีหลังเลยนะคะ” ลี่หรงอดเปิดปากพูดไม่ได้
โชคดีที่จ้าวชิงซงปฏิเสธ หากเขายอม ลี่หรงก็ยอมไม่ได้เช่นกัน
ราคาเตียงในขบวนล้วนไม่เท่ากัน เตียงกลางแพงกว่าเตียงบน เตียงล่างแพงกว่าเตียงกลาง
ฝ่ายหญิงคิดจะเอาเปรียบกันชัดๆ
เธอได้ยินคำพูดของลี่หรง ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วกลอกตาใส่อีกฝ่าย “จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องเลยนะ ฉันไม่ได้ขอเปลี่ยนที่นั่งกับเธอเสียหน่อย”
ไม่รอให้ลี่หรงเอ่ยปาก จ้าวชิงซงก็พูดแทรกก่อนแล้ว
เขาพูดเสียงเย็นเยียบ “ผมก็ต้องดูแลลูกเหมือนกันครับ คงแลกที่นั่งให้คุณไม่ได้หรอก”
เขาวางสัมภาระทั้งหมดลงบนเตียงล่าง แล้วเอื้อมมือไปหาเจ้าตัวน้อย “อันอัน มาหาพ่อนี่มา”
“ครับ”
อันอันขยับร่างเล็กไปที่ขอบเตียง แล้วไถลลงมา ขาเล็กก้าวไปเพียงก้าวเดียว ก็ถูกจ้าวชิงซงอุ้มไปแล้ว
จ้าวชิงซงเข้าหอมหน้าเจ้าเนื้อของอันอันอย่างแรง แล้วพูด “ทำเหมือนบ้านอื่นไม่มีลูกต้องดูแลอย่างนั้นแหละ”
ลี่หรงนั่งลงบนเตียง ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาได้ใจ คล้ายกับกำลังพูดว่า ‘นึกไม่ถึงล่ะสิ?’
ตอนนี้คนสายตาเฉียบแหลมก็มองออกทั้งนั้นว่า พวกจ้าวชิงซงกับลี่หรงเป็นครอบครัวสมาชิกสามคน
หญิงสาวตรงหน้าพลันมีสีหน้าอับอาย จ้องสามีตัวเองเขม็ง แล้วปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างเก้อเขิน
ผู้โดยสารบางคนในตู้รถไฟยังหาที่นั่งไม่เจอ บางคนก็ถือสัมภาระไม่ทันได้นั่งที่ให้เรียบร้อย
ทว่ารถไฟก็เริ่มเดินเครื่องพร้อมเสียงหวีดเสียแล้ว
ตู้รถไฟสีเขียวขบวนยาวเริ่มเคลื่อนตัว
หลังจากคนที่เดินอยู่ในตู้รถไฟน้อยลงแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบแก้วไปตักน้ำกลับมา
เขาถามลี่หรงว่าจะดื่มหรือไม่
ลี่หรงบอกว่าอยากดื่มน้ำที่มีรสชาติ
จ้าวชิงซงไม่มีทางเลือก ภรรยาของเขาล้วนเพียบพร้อมดีทุกอย่าง ทว่าเพียงเลือกกินและไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าเท่านั้นเอง
โชคดีที่เขาเตรียมตัวไว้แล้ว จึงหยิบนมมอลต์กับแก้วเคลือบลายออกมาจากถุง แล้วชงให้ลี่หรง
เจ้าตัวน้อยดื่มแค่น้ำเปล่า เขาไม่เลือกกินแม้แต่น้อย จ้าวชิงซงเป่าน้ำอุ่นให้เย็นขึ้นหน่อย แล้วพูดกับเขาเสียงเบา “แม่ของลูกจู้จี้จุกจิกที่สุด เฮ้อ… ดูอันอันของเราสิ ดื่มแค่น้ำเปล่าก็ได้”
อันอันถูกชมก็ยิ่งมีความสุข ก่อนประคองแก้วดื่มน้ำอึกๆหมดไปครึ่งแก้วใหญ่ แล้วยังยื่นแก้วให้จ้าวชิงซงราวกับจะขอคำชมจากพ่ออีก
ลี่หรงไม่พอใจที่ถูกสามี ‘กล่าวหา’ เช่นนั้น “จู้จี้จุกจิกแล้วอย่างไรคะ คุณก็ตามใจไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่ชอบก็เอาฉันไปคืนที่บ้านก็ได้ค่ะ พรุ่งนี้ก็ค่อยไปบอกแม่ยายของคุณเองก็แล้วกัน”
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “ไม่คืนครับ ผมกำลังอบรมอันอันตั้งแต่เนิ่นๆ ให้เขาตามใจคุณเหมือนผมในวันข้างหน้าต่างหาก”
“ฮึ” ลี่หรงยื่นแก้วน้ำให้เขา “คุณเอาไปล้างเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซงรับแก้ว ก่อนกำลังจะเดินไปก็ถูกเจ้าตัวน้อยเกาะขาไว้ จ้าวชิงซงก้มหน้ามองเขา “เป็นอะไรครับลูก”
“อันอันก็อยากดื่มน้ำหวาน”
“อุ๊บ! ฮ่าๆๆ!” ลี่หรงหัวเราะจนตัวงอ “ดูท่าลูกชายคุณก็ไม่ได้ดื่มแค่น้ำเปล่าแล้วนะคะ”
จ้าวชิงซงปวดหัว แล้วมองเจ้าตัวน้อยที่เงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้าเล็กที่คล้ายกับแม่ของเขาแทบทุกส่วน พร้อมกับพูดเสียงเบา “อันอันอยากดื่มน้ำหวาน”
เขาแอบคิดว่า เจ้าตัวน้อยยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนลี่หรงเข้าไปทุกที
งั้นจะทำอย่างไรได้ล่ะ?
ทำได้แค่ชงน้ำหวานให้อันอันเท่านั้น
จ้าวชิงซงชงนมมอลต์ครึ่งแก้วเล็กให้เจ้าตัวน้อย
เจ้าตัวน้อยดื่มเสร็จก็เลียริมฝีปาก เพื่อลิ้มรสที่ติดปลายลิ้นดังแจ๊บ ๆ อยู่ตลอด
จ้าวชิงซงกับลี่หรงหัวเราะเขา
ก่อนขึ้นรถครอบครัวของลี่หรงกินข้าวและดื่มน้ำแล้ว ตอนนี้ลี่หรงจึงไม่หิวและไม่กระหายน้ำเลย กลับค่อนข้างง่วงเสียด้วยซ้ำ
จ้าวชิงซงเห็นเธอหาว ก็นึกได้ว่าวันนี้พวกเขาตื่นกันตั้งแต่เช้า จึงให้เธอหลับสักพัก
ลี่หรงพยักหน้า แล้วถามอันอัน “ลูกรัก จะมานอนกับแม่ไหมคะ?”
เจ้าตัวน้อยส่ายหน้า
ลี่หรงจึงปล่อยเขาไป แล้วถอดรองเท้าเอนตัวลง
เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟ พลังของเด็กน้อยที่เยอะเป็นทุนเดิมยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันอันที่ขึ้นรถไฟครั้งแรกและเจอกับสิ่งแปลกใหม่รอบตัว ทำให้เขายิ่งกระตือรือร้นมากขึ้นไปอีก
เด็กน้อยพิงหน้าต่างและมองไปข้างนอก เห็นอะไรก็ชี้ให้จ้าวชิงซงดู
เจ้าตัวน้อยรู้ว่าแม่หลับ ดังนั้นจะทำเสียงดังไม่ได้
จ้าวชิงซงก็หรี่เสียงพูดกับเขา เมื่อเผชิญกับ ‘ทำไม’ เป็นหมื่นครั้งของอันอัน เขาก็จะอธิบายสิ่งต่างๆด้วยความอดทน
พวกเด็กเตียงบนไม่ได้ปีนขึ้นเตียงไปนอน กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก ฝั่งที่ไม่มีเตียงตั้งอยู่ เมื่อครู่พวกเขานั่งส่งเสียงเอะอะอยู่ตรงนั้นตลอด จนเมื่อเห็นอันอันดื่มนมมอลต์ แล้วได้กลิ่นหอมหวานนั้น ก็มองด้วยความอิจฉาอยู่นาน
ได้กลิ่นหอมน้ำตาลก็พลันกลืนน้ำลาย
เงียบได้ไม่เท่าไร ก็กลับมาส่งเสียงเอะอะอีกครั้ง
พ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่ได้สนใจเด็กเหล่านั้น
จ้าวชิงซงกลัวว่าพวกเขาจะรบกวนการพักผ่อนของลี่หรง จึงบอกให้พวกเขาเบาเสียงลงหน่อย เดาว่าเด็กพวกนั้นคงเกเรจนเคยตัว จึงทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของจ้าวชิงซง
ก่อนกลับมาส่งเสียงเอะอะเช่นเดิม
จ้าวชิงซงเล่านิทานให้อันอันฟังอย่างเนิบนาบ “เด็กบางคนส่งเสียงดังมากบนรถไฟ จึงดึงดูดคนชั่วที่จับเด็กเข้ามา จากนั้นพวกเขา... ก็ถูกคนชั่วจับตัวไป”
อันอันกอดแขนของจ้าวชิงซงแน่น “อันอันไม่เสียงดัง คนชั่วจะไม่มาใช่ไหมครับ?”
เขาปิดปาก คล้ายกับจะยืนยัน
เด็กพวกนั้นได้ยินก็ตกใจกลัว ไม่แม้แต่จะส่งเสียงเอะอะอีกแล้ว แล้วเรียกหาคนบนเตียง “พ่อแม่… พวกเราก็อยากขึ้นไปนอนด้วยได้ไหม?”
บทที่ 89: ซูหลี
ภายในรถไฟค่อนข้างเงียบ
เด็กน้อยเริ่มรู้สึกง่วง จ้าวชิงซงจึงอุ้มลูกให้นอนบนตักของเขา
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น
เสียงในรถไฟก็ค่อยๆดังขึ้น มีทั้งเสียงคนพูดคุยกันขณะกินข้าว เสียงตะโกนขายของและอีกมากมาย
ในช่วงที่มีเสียงดังนี้เอง ที่ลี่หรงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอยังคงสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะตื่นตัว
อันอันนั่งข้างเธอ เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ลืมตาดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ
ลี่หรงกลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อเห็นหน้าขาวอ้วนท้วนของเด็กน้อย หัวใจเธอก็อ่อนโยนลง พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งหลังจากตื่นนอน “ลูกรัก พ่อไปไหนแล้วล่ะ?”
“พ่อไปเอาน้ำครับ”
ทันทีที่อันอันพูดจบ จ้าวชิงซงก็กลับมาพอดี
“ตื่นแล้วเหรอครับ?” เขาเหลือบมองลี่หรง แล้วพูดว่า “มีคนเข้าแถวตักน้ำกันเยอะมาก เลยต้องต่อแถวอยู่สักพักเลย คุณหิวไหม ลุกมากินอะไรหน่อยจะดีกว่านะครับ”
จ้าวชิงซงชงนมมอลต์ให้เธอหนึ่งแก้ว ก่อนหยิบขนมกับหมั่นโถวออกมาจากกล่องอาหารกลางวัน แล้ววางลงบนโต๊ะตัวเล็ก
หมั่นโถวน้ำตาลทรายแดงมีกลิ่นหอมมาก เพียงได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว
ลี่หรงกินขนมโก๋ถั่วเขียวหนึ่งชิ้น แล้วดื่มนมมอลต์ตามไป ทำให้หญิงสาวอิ่มท้องได้ดีมาก
เจ้าตัวเล็กแทะหมั่นโถวในมือ
จ้าวชิงซงกลัวว่าเขาจะสำลัก จึงเฝ้าดูลูกไม่ให้คลาดสายตา และคอยป้อนน้ำเป็นพักๆให้เขาด้วย
ครอบครัวหนึ่งที่มีลูกสามคน พวกเขากินขนมปังข้าวโพดนึ่งกับผักดอง
เด็กคนโตสุดนั่งกินเงียบๆ ในขณะที่เด็กอีกสองคนมองอันอัน พลางกลืนน้ำลาย
ลูกคนเล็กดูเหมือนจะอายุสามหรือสี่ขวบ เขาร้องไห้แล้วพูดกับแม่ของเขาว่า “แม่ครับ ผมก็อยากกินหมั่นโถวด้วย ฮือ ฮือ”
ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจ เด็กจึงยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น และถึงกับลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้นด้วยไม่พอใจ
ผู้หญิงคนนั้นดุเขา ด้วยสีหน้าเหมือนเจ้าหนี้หน้าเลือด แล้วพูดว่า “ถ้าลูกอยากกินก็ไปขอเองสิ”
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จ้าวชิงซงจะให้ มีเด็กตั้งสามคน ต้องให้กี่ลูกถึงจะพอ
เขากล่าวว่า “ลูกละสามเหมาครับ”
เด็กน้อยมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตากระตือรือร้น ทว่าสีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ก่อนพูดอย่างประชดประชัน “ลูกละสามเหมาเลยเหรอ? ราคาเท่าหมูครึ่งจินขนาดนี้ คิดจะขูดรีดกันชัดๆ เก็บไว้กินเองเถอะค่ะ”
เธอดึงเด็กน้อยกลับไป แล้วยัดขนมปังข้าวโพดนึ่งใส่มือของเขา “ลูกจะกินหรือไม่กินก็ตามใจ”
เด็กน้อยไม่อยากกินขนมปังข้าวโพดนึ่งในมือ ก่อนจะร้องไห้จ้าอีกครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะลี่หรงเป็นแม่คนแล้ว จึงทนดูไม่ไหว คิดจะแบ่งให้เด็กๆบ้านนั้นบ้าง แต่จ้าวชิงซงกลับส่งสายตาเป็นนัยว่าเธอไม่ต้องสนใจ
ในที่สุดลี่หรงก็หยุดคิดเรื่องนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากชั้นบน “ฉันจะให้คุณสามเหมา ขอให้ฉันลูกหนึ่งค่ะ”
ลี่หรงมองตามเสียงนั้น แล้วเห็นว่าเป็นเด็กสาวที่นอนอยู่ชั้นบน
จ้าวชิงซงเหลือบมองลี่หรง
หากนี่เป็นสถานการณ์ปกติ และไม่มีครอบครัวนั้นอยู่ใกล้ๆ ลี่หรงก็คงจะให้เธอไปลูกหนึ่งโดยไม่คิดเงิน
ทว่าในตอนนี้เห็นว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะพวกเขาพูดเรื่องราคาออกไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดประชดประชันแบบไหนขึ้นมาอีก
ลี่หรงหยิบหมั่นโถวมาห่อด้วยกระดาษมัน ก่อนยื่นให้หญิงสาวเตียงบน เธอจ่ายเงินให้ลี่หรง แล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะ”
เด็กสาวคนนั้นดูรุ่นราวคราวเดียวกับลี่หรง เมื่อลี่หรงถามเรื่องอายุ ก็ปรากฏว่าเธออายุน้อยกว่าลี่หรงเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
“คุณเป็นยุวชนที่จะกลับไปเรียนในเมืองหรือเปล่าคะ?” ลี่หรงถาม
จากคำพูดคำจาและเสื้อผ้าของหญิงสาว ก็บอกได้ไม่ยากว่าเธอเป็นยุวชน
หญิงสาวพยักหน้า หมั่นโถวที่ลี่หรงขายให้เธอนั้นหอมหวาน อร่อยมาก เธอรู้สึกถูกชะตากับลี่หรงทันที
เธอพูดว่า “ฉันไปชนบทในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบห้า ตอนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เลยพร้อมที่จะกลับไปเรียนอีกครั้งแล้วค่ะ ฉันชื่อซูหลี คุณล่ะคะ จะไปเข้ามหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า?”
ขณะที่เธอพูด เธอก็มองจ้าวชิงซงไปด้วย เธอรู้สึกว่าทั้งคู่น่าจะกำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัย
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันชื่อลี่หรง นั่นคือสามีของฉัน จ้าวชิงซง กับลูกชายของฉัน อันอัน พวกเขาตามไปอยู่ในเมืองด้วยระหว่างที่ฉันไปเรียนหนังสือค่ะ แล้วคุณจะไปลงที่ไหนคะ?”
“ฉันไปถึงสถานีปลายทางเลยค่ะ”
สถานีปลายทางคือเมืองหลวง
ดวงตาของลี่หรงเป็นประกาย “คุณก็เรียนอยู่ในเมืองหลวงด้วยเหรอคะ มหาวิทยาลัยไหนคะ?”
“คุณก็เหมือนกันเหรอคะ?” หญิงสาวดูกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะ คุณล่ะคะ?”
ลี่หรงยิ้ม “ฉันเรียนมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ”
“น่าทึ่งมากเลยค่ะ” เด็กสาวพูดด้วยความชื่นชม ดวงตาเบิกกว้างฉายแววชื่นชม “ฉันได้ยินมาว่ามีแค่สองคนในมณฑลH ที่ได้ไปชิงเป่ย คนแรกไปมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ส่วนคนที่สองไปมหาวิทยาลัยชิงหัว คุณคือคนที่สอบได้อันดับสองใช่ไหมคะ? ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ พี่สาวระดับหัวกะทิ”
แม่ลูกสามนั่งฟังนักศึกษาทั้งสองคุยกัน เธอนิ่งเงียบ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
คงเป็นเพราะนอนไปแล้วในตอนบ่าย ทุกคนในรถไฟจึงกระปรี้กระเปร่าในตอนกลางคืน
แม้ในเวลากลางคืน ผู้โดยสารต่างพูดคุยกัน เกิดเสียงดังขึ้น
ซูหลีลงจากเตียงชั้นบนมานั่งข้างลี่หรง เพื่อพูดคุยกัน
“ไม่คิดเลยว่าคุณไปอยู่ชนบทแล้วจะมีลูก เขาดูสมบูรณ์น่ารักมากเลยนะคะ” เธอมองอันอันด้วยความเอ็นดู
เด็กน้อยเขินอายมาก หลังจากได้รับคำชมจากพี่สาวคนสวย เขาก็ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรง พลางยิ้มกว้าง
ซูหลีถือว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เท่ากับลี่หรง
ตอนที่ลี่หรงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอก็ชื่นชมรูปร่างหน้าตาของเจ้าของร่างเดิมอยู่นาน
ถือว่ามีความสวยเหนือกว่ามาก
ซูหลีกล่าวชมลี่หรงหลายครั้ง แล้วถามว่า “ทั้งๆที่คุณมีลูกแล้ว แต่ทำไมผิวพรรณยังดูชุ่มชื้นมากขนาดนี้ล่ะคะ ฉันทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน แล้วอากาศในเมืองHก็แห้งมาก หน้าฉันเลยขาดน้ำจนผิวแห้งแตกเป็นขุยเลยค่ะ”
“อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ต้องทำงานกลางแจ้ง แล้วก็ทาครีมบำรุงทุกวันค่ะ” ลี่หรงกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลี่หรงรู้สึกเหมือนเพิ่งได้พูดคุยกับเพื่อนเป็นครั้งแรก เพราะเมื่อก่อนเธอกับเหอซิ่ง ก็ยังมีช่องว่างระหว่างวัยกันอยู่
ดังนั้นไม่ว่าซูหลีถามอะไร เธอก็จะตอบทุกอย่าง
ซูหลีพูดว่า “ฉันก็ทาครีมเหมือนกัน แต่ผิวก็ยังแห้งอยู่ค่ะ เฮ้อ …”
“จะว่าไปแล้ว ยุวชนในชนบทที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะกลับบ้านกันก่อนปีใหม่ พอหลังปีใหม่ก็รอไปมหาวิทยาลัยอยู่ที่บ้าน แล้วทำไมคุณถึงเพิ่งกลับไปตอนนี้ล่ะคะ?” ลี่หรงถาม
ซูหลีบุ้ยปาก แล้วพูดว่า “แค่อารมณ์เสียเพราะเรื่องที่บ้านน่ะค่ะ ก็เลยอยากกลับไปทีหลัง พวกเขาจะได้คิดถึงฉันมากกว่าเดิมไง”
ลี่หรงยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก ซูหลีน่าจะเป็นเด็กที่ได้รับการเอาอกเอาใจมากที่สุดในครอบครัว สามารถบอกได้จากอุปนิสัยของเธอ
เดิมทีลี่หรงคิดว่าซูหลีเป็นคนเงียบๆชอบเก็บตัว ไม่คาดคิดว่าเธอจะอยู่คุยด้วยจนดึกดื่น
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเธอ แล้วบอกให้ลี่หรงรีบเข้านอนตอนที่รถไฟยังเงียบอยู่
ลี่หรงเหลือบมองนาฬิกา เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว
ใบหน้าของซูหลีเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ด้วยคิดว่าตนเผลอรบกวนการพักผ่อนของลี่หรงไป จึงพูดกับอีกฝ่ายว่า “ขอโทษนะคะ ฉันมัวคุยกับคุณนานเกินไปแล้ว งั้นรีบไปนอนเถอะค่ะ ฉันเองก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน”
เด็กน้อยนอนกับพ่อในตอนกลางวัน และนอนกับลี่หรงในตอนกลางคืน
ลี่หรงบีบจมูกน้อยของเขาเบาๆ แล้วอุ้มเขาไปที่เตียงของเธอ
วันรุ่งขึ้น เสียงในรถไฟดังมากตั้งแต่เช้าตรู่
มีเสียงตะโกนคุยกันโหวกเหวก เสียงพูดคุยกันเป็นภาษากลางบ้าง ปะปนกับสำเนียงภาษาถิ่นที่ฟังไม่ถนัดนัก...
ลี่หรงนอนหลับไม่ลงอีกแล้ว หญิงสาวขมวดคิ้วทนอยู่นาน ในที่สุดก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นมานั่ง
รถไฟมีหน้าต่าง แต่อากาศเข้าน้อยมาก ภายในตู้รถไฟจึงมีความอบอ้าวอยู่
กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็เช่นกัน บางคนนำซาลาเปาไส้ผักดองที่ส่งกลิ่นแรงทันทีที่เปิดถุงขึ้นมากินบนรถไฟ
หลังจากที่ลี่หรงตื่นมา เธอก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวเปียกชุ่ม ทั้งไรผมบนหน้าผากก็เปียกไปด้วยเหงื่อ
จ้าวชิงซงใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้ลี่หรง จากนั้นจึงค่อยเช็ดหน้าให้ลูกน้อย แล้วถามลี่หรงว่าอยากล้างหน้าไหม
ลี่หรงพยักหน้า ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวมาจากมือเขา
ซูหลีพกหมั่นโถวธรรมดามาด้วย แต่เธออยากกินหมั่นโถวที่ลี่หรงให้เธอเมื่อวานนี้มากกว่า
วันนี้ขณะที่ลี่หรงกำลังกินหมั่นโถวน้ำตาลทรายแดง ซูหลีก็ถามเธอว่าขอซื้อหมั่นโถวน้ำตาลทรายแดง อีกได้ไหม
ลี่หรงเหลือบมองหมั่นโถวในถุง แล้วพูดว่า “ให้คุณได้แค่อีกแค่ลูกเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะมันใกล้จะหมดแล้วล่ะค่ะ”
“ได้อีกลูกเดียวก็ยังดีค่ะ” ซูหลีรีบพยักหน้า เพียงใช้เวลาเดินทางอีกไม่นานก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว
บทที่ 90: ลี่รุ่ยจือ
ใช้เวลาท่ามกลางแสงสลัวอีกหนึ่งคืนบนรถไฟ
หลังจากผ่านพ้นการเดินทางที่แสนวุ่นวายมาสองวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง
ลี่หรงเหม่อมองสภาพแวดล้อมในเมืองหลวง ช่วงปลายปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ เมื่อนึกถึงครอบครัวลี่ที่เธอไม่เคยพบมาก่อน ก็รู้สึกหวั่นใจชอบกล
จ้าวชิงซงก็กังวลเล็กน้อยเช่นกัน เขารู้จากลี่หรงว่าคนในครอบครัวลี่ ล้วนเป็นคนทำงานในเมืองหลวง ไม่ว่าเขาจะมีความทะเยอทะยานแค่ไหน ทว่าก็ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขากลัวว่าครอบครัวของลี่หรงจะไม่ชอบเขา กลัวว่าครอบครัวของเธอจะดูถูกคนที่จากชนบท
เขาจับมือลี่หรงแน่น แล้วพูดว่า “ใกล้ถึงแล้วนะครับ”
“ค่ะ” ลี่หรงมองเห็นกำแพงเมืองจีน
อันอันที่นั่งตักจ้าวชิงซงร้องเรียกลี่หรง “แม่ครับ เราจะไปบ้านยายกันเหรอครับ?”
ลี่หรงบีบจมูกเจ้าตัวเล็ก แล้วตอบว่า “อืม อีกไม่นานลูกก็จะได้เจอตายายกับลุงแล้วนะจ้ะ”
“คุณยายเป็นยังไงเหรอครับ?” เด็กน้อยจับมือตัวเองแน่น แล้วมองลี่หรงด้วยความไม่สบายใจ
เด็กน้อยจำได้ว่ายายของเสี่ยวเหม่ยในหมู่บ้านดุหลาน ส่วนยายของเสี่ยวหู่จื่อก็ทุบตีหลาน...
ลี่หรงตอบว่า “คุณยายใจดีมากจ้ะ ลูกยังจำอั่งเปาที่ลูกได้ตอนปีใหม่ได้ไหม ทั้งลูกอมรสนมกับคุกกี้ที่อันอันชอบกินบ่อยๆบางส่วน ยายกับลุงของลูกก็เป็นคนซื้อให้จ้ะ”
อันอันตาเป็นประกาย “แล้วถ้าไปเจอคุณยาย คุณยายจะซื้อลูกอมรสนมให้อันอันไหมครับ?”
“ซื้อสิจ๊ะ”
อันอันเอนตัวพิงหน้าต่าง เพราะเด็กน้อยชอบลูกอม เขาจึงเริ่มจินตนาการถึงการไปเจอยาย
ทันทีที่จ้าวชิงซงลงจากรถไฟที่สถานี เขาก็รู้สึกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง เขาเห็นอาคารสไตล์ตะวันตกหลากหลายแบบ ตั้งแต่ก่อนออกจากสถานี
เมืองเล็กๆอย่างหมู่บ้านต้าเจียง ด้อยความเจริญกว่ามากอย่างเทียบไม่ติด
พวกคนในเมืองหลวงต่างแต่งตัวตามแฟชั่น
เห็นรถรามากมายแล่นไปมาบนท้องถนน
หัวใจของจ้าวชิงซงพองโตขึ้นอีกครั้ง
เนื่องจากเขากำลังจะมาที่เมืองหลวงเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว เงินที่เก็บออมจากการทำงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาก็พร้อมที่จะใช้มันเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
ครอบครัวของลี่หรงดีมาก เขากังวลมากว่าแม่ยาย กับพวกพี่ชายของภรรยาจะมองว่าเขาไม่มีเงิน แล้วจะไม่ยอมให้จ้าวซิงชงอยู่กับครอบครัว เพราะคิดว่าชายหนุ่มจะไม่อาจมอบความสุขสบายให้ลี่หรงได้
ถ้าลี่หรงรู้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เธอคงจะหัวเราะเยาะเขาแน่นอน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันจนโตขนาดนี้แล้ว ทว่าจ้าวซิงชงก็ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่
มีการรับส่งจดหมายไปมาตั้งหลายฉบับแล้ว หากครอบครัวของลี่หรงไม่ยอมให้เธออยู่กับเขา ก็คงบอกในจดหมายไปนานแล้ว ไม่มีทางรอจนกว่าลี่หรงจะมีลูกหรอก
“จะไปรอตรงไหนเหรอครับ?” จ้าวชิงซงถาม
“พวกเรารออยู่ตรงนี้ก่อนเถอะค่ะ พี่ชายของฉันบอกว่าจะมารับฉัน” ลี่หรงหยุดยืนที่ประตูสถานี
ความจริงแล้วเธอก็ไม่รู้ทางเช่นกัน แม้ว่าลี่หรงจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่หลังจากใช้ชีวิตในชนบทมานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงก็พัฒนาขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน
หลังจากยืนยันวันที่จะกลับมาแล้ว ครอบครัวลี่ก็ส่งจดหมายมาแจ้งว่าลี่ข่ายจือ พี่ชายคนโตของลี่หรงจะไปรับเธอพร้อมครอบครัวที่สถานี
จ้าวชิงซงพยักหน้า แล้วบอกให้ลี่หรงวางลูกน้อยลงก่อน จะได้ไม่ต้องอุ้มตลอดเวลา
ลี่หรงวางลูกลง อุณหภูมิในเมืองหลวงสูงกว่าอุณหภูมิในมณฑลH เธอลงจากรถ แล้วเดินออกไปขณะมีชั้นเหงื่อบางๆบนใบหน้า
ช่วงที่ดวงอาทิตย์ตรงศีรษะในตอนเที่ยง คือช่วงที่ร้อนที่สุด
จ้าวชิงซงหยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าของลี่หรง
ทันใดนั้นก็มีคนกอดขาเขา จ้าวชิงซงมองลงไปเห็นเด็กน้อย กำลังเงยหน้าขึ้นตบหน้าผากตัวเองแปะๆ แล้วพูดเสียงหวานว่า “อันอันก็ต้องเช็ดเหงื่อด้วยครับ”
“มา พ่อจะเช็ดให้อันอัน” จ้าวชิงซงรู้สึกอาย เขาลืมลูกชายตัวเองไปเสียได้ เพราะมัวแต่สนใจภรรยา
จะว่าไปแล้ว เจ้าตัวเล็กก็ถูกลี่หรงอุ้มไว้ตลอด แล้วเขาจะเหงื่อออกได้อย่างไร เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้นจ้าวชิงซงจึงแกล้งทำเป็นเช็ดให้เขาด้วยความขบขัน “เด็กดื้อคนนี้เรื่องเยอะจังเลยนะ”
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว ไม่รู้ว่าพี่ชายคนโตของครอบครัวลี่จะมารับเมื่อใด
จ้าวชิงซงกลัวว่าสองแม่ลูกจะหิว จึงกวาดสายตามองไปรอบๆ “เราจะไปหาที่กินข้าวกันก่อนไหมครับ?”
“คุณหิวแล้วเหรอคะ ฉันมีขนมโก๋ถั่วเขียวยังเหลืออยู่สองชิ้น จะกินรองท้องก่อนไหมคะ?” ลี่หรงไม่ค่อยหิวนัก จึงอยากจะทนไปก่อน เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปที่อื่น แล้วลี่ข่ายจือมาถึงก็จะไม่พบใคร
“ผมยังไม่หิวครับ” จ้าวชิงซงตอบ “แค่กลัวคุณกับลูกจะหิว”
“งั้นพวกเรารออีกสักหน่อยเถอะค่ะ” ลี่หรงย่อตัวลงไปถามอันอัน “ลูกรักหิวไหมจ๊ะ?”
เด็กน้อยส่ายหน้า
ลี่หรงยังคงกลัวว่าเขาจะหิว เธอจึงป้อนขนมโก๋ถั่วเขียวสองชิ้นให้เขา
“เสี่ยวหรง!”
ลี่หรงได้ยินเสียงใครบางคนเรียก เธอจึงหันมองไปทางเสียงนั้น ปรากฏว่าเป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเดินมุ่งหน้ามาหาเธอ
ลี่หรงสับสนเล็กน้อย พี่ชายคนโตของเธออายุสามสิบเป็นอย่างน้อยแล้ว แถมยังเป็นผู้บัญชาการกองพลด้วย จึงไม่น่าจะมีลักษณะท่าทางแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?
แต่ชายคนนั้นดูคุ้นเคย หน้าตาเขาก็ดูคล้ายกับลี่หรงมาก
ทันใดนั้นลี่หรงก็จำได้ว่า นี่คือพี่ชายสามของเธอที่ไปเป็นทหารมา หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไปมาก
ตอนแรกเธอจำเขาไม่ได้ ทว่าโชคดีที่พวกเขาหน้าตาคล้ายกัน เมื่ออีกฝ่ายเดินตรงมาหา ลี่หรงจึงจำเขาได้
เธอคลี่ยิ้มโดยไม่รู้ตัว แล้วโบกมือ “พี่ชายสาม”
ลี่รุ่ยจือยืนอยู่ตรงหน้าลี่หรง แล้วกอดเธอด้วยความดีใจ “ผิวคล้ำขึ้นแล้ว น้องไปอยู่ชนบทมา คงจะลำบากมากใช่ไหม?”
“ไม่ลำบากเลยค่ะ!” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะดึงจ้าวชิงซงเข้ามา แล้วพูดว่า “นี่คือจ้าวชิงซงค่ะ”
เนื่องจากจ้าวชิงซงไม่รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหนดี เมื่อลี่รุ่ยจือเดินไปข้างหน้า เขาจึงรีบอุ้มอันอันขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินลี่หรงพูดถึงเขา จ้าวซิงชงก็กล่าวสวัสดีก่อน “สวัสดีครับ พี่ชายสาม”
มือที่อยู่ใต้ก้นของอันอันกำแน่น จนฝ่ามือมีเหงื่อออก
ลี่รุ่ยจือเตี้ยกว่าจ้าวชิงซงเพียงเล็กน้อย ทว่าระดับสายตาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เขาเหลือบมองจ้าวชิงซง โดยไม่พูดอะไรสักคำพร้อมด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยต้อนรับนัก
ลี่หรงตีแขนเขา แล้วพูดด้วยความไม่พอใจ “มีคนกำลังทักทายพี่อยู่นะคะ!”
ลี่รุ่ยจือถูกน้องสาวตีเบาๆ เขาจึงจำต้องพูดอย่างไม่เต็มใจ “สวัสดี”
ดูเหมือนว่าพี่ชายคนที่สามของภรรยา จะไม่ค่อยชอบเขามากนัก จ้าวชิงซงคิดเงียบๆ
จากนั้นเขาก็นึกถึงพ่อตา แม่ยายและพี่ชายอีกสองคนของลี่หรง จู่ๆก็พลันรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที
“แม่ครับ …” เด็กน้อยกะพริบตา สงสัยว่าทำไมจู่ๆพวกผู้ใหญ่ก็หยุดพูด
“เฮ้! นี่คือหลานชายของลุงใช่ไหมเนี่ย?” ลี่รุ่ยจือมองเด็กน้อยอย่างตื่นเต้น “เขาดูเหมือนน้องตอนยังเด็กเลย”
“แน่อยู่แล้วค่ะ ก็ฉันคลอดเขาออกมานี่นา!” ลี่หรงมีสีหน้าภูมิใจ ขณะหันไปพูดกับลูกน้อยว่า “เรียกลุงสิจ๊ะ”
“ลูง …” อันอันตะโกนด้วยเสียงเด็กน้อย ที่สำเนียงไม่ได้มาตรฐานภาษาจีนกลางมากนัก
“ลุงต่างหาก” ลี่หรงแก้ไขให้เขา
ลี่รุ่ยจือหัวเราะลั่น เมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยเรียก เขาหยิบลูกอมรสนมสองสามเม็ดออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้อันอัน
อันอันหันไปมองลี่หรงก่อน เมื่อเห็นแม่พยักหน้าก็พูดว่า “ขอบคุณคุณลุงก่อนสิจ๊ะ”
“ขอบคุณครับคุณลุง…” เมื่อลี่หรงอนุญาต อันอันก็ยื่นมือเล็กๆออกไปหยิบลูกอมในมือของลี่รุ่ยจือ
ถือมือเดียวไม่หมด เลยต้องใช้มือทั้งสองข้าง
แม้ว่าพี่ชายสองคนแรกจะมีลูกแล้ว แต่เนื่องจากลี่รุ่ยจือได้เจอเด็กๆที่บ้านเป็นประจำอยู่แล้ว หรือไม่ก็เพราะเขาโตขึ้นมากตั้งแต่กลับจากการรับใช้กองทัพ ลี่รุ่ยจือจึงไม่ได้มีความรู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษต่ออันอันมากนัก
ทว่าพอได้เจอหลานชายจริงๆ ลี่รุ่ยจือกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อได้เจออันอันเป็นครั้งแรก
หรือบางทีอาจเป็นเพราะลี่รุ่ยจือสงสารลี่หรง น้องสาวที่ต้องไป ‘กัดก้อนเกลือกิน’ อยู่ในชนบท พร้อมลูกน้อยที่น่ารัก
จบตอน
Comments
Post a Comment