yuk70 ep91-100

บทที่ 91: ครอบครัวลี่

   

   โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเขาพูดคำว่า ‘คุณลูง’ ด้วยเสียงอ่อนหวาน

   

   ลี่รุ่ยจือจึงเอ็นดูอันอันมาก

    

   เขายื่นมือออกมา แล้วถามว่า “ขอลุงอุ้มหน่อยได้ไหม?”

    

   เด็กน้อยรับลูกอมจากลุงมาแล้ว เขาจึงชอบลุงคนนี้มาก อันอันรีบโน้มตัวจากอ้อมแขนของจ้าวชิงซงไปทางลี่รุ่ยจือทันที

   

   ลี่รุ่ยจือจับรักแร้ของเด็กน้อยเพื่ออุ้มเขาขึ้น จากนั้นหอมแก้มนิ่มของอันอันด้วยความเอ็นดู

    

   ก่อนจะพูดกับลี่หรง “ไปกันเถอะ พี่ใหญ่รอพวกเราอยู่ข้างนอก”

   

   “หืม? พี่ใหญ่ก็มาด้วยเหรอคะ?” ลี่หรงคิดว่ามีเพียงลี่รุ่ยจือเท่านั้นที่มารับ

   

   “ใช่แล้ว รออยู่ในรถน่ะ” ลี่รุ่ยจือจับแก้มเด็กน้อยอีกครั้ง “ไปกันเถอะ ลุงจะพาหลานไปขึ้นรถนะ”

    

   ลี่หรงแตะแขนจ้าวชิงซง “ไปกันเถอะค่ะ”

    

   รถจอดอยู่ข้างถนน ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ

    

   ลี่ข่ายจือ พี่ชายคนโตของลี่หรงยืนสูบบุหรี่ใกล้ๆ เมื่อเห็นว่าพวกเขามาแล้ว เขาก็รีบสูบบุหรี่ ก่อนจะโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้น แล้วใช้เท้าดับมัน

    

   ลี่หรงเข้ามาทักทายว่า “พี่ใหญ่ สวัสดีค่ะ”

   

   บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ในกองทัพมาเป็นเวลานาน สีหน้าของลี่ข่ายจือจึงไม่ตื่นเต้นเท่ากับลี่รุ่ยจือ เมื่อได้เจอลี่หรงเมื่อครู่นี้ แต่ก็สามารถเห็นสีหน้าอ่อนโยนของเขาได้ชัดเช่นกัน เขายิ้มแล้วพูดว่า “กลับมาแล้วเหรอ”

    

   ลี่หรงพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่จ้าวชิงซง “นี่สามีของฉันค่ะ จ้าวชิงซง”

    

   จ้าวชิงซงใช้โอกาสนี้กล่าวทักทาย “พี่ใหญ่ สวัสดีครับ”

   

   ลี่ข่ายจือเหลือบมองจ้าวชิงซง แล้วพยักหน้าอย่างสงบ ทว่ารอยยิ้มของเขาจางหายไปเล็กน้อย

    

   เขาอายุมากกว่าลี่หรงสิบปี และเป็นถึงผู้บัญชาการกองพล แม้ว่าลี่หรงจะได้รับการเอาใจจากพี่ชายหลายคน แต่เธอรู้สึกนับถือพี่ใหญ่คนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจมาโดยตลอด ทัศนคติของเขาที่มีต่อจ้าวชิงซงตอนนี้ ยังคงค่อนข้างห่างเหิน แต่ลี่หรงไม่กล้าตีแขนอีกฝ่าย แล้วบอกให้คุยกับจ้าวชิงซงเหมือนที่ทำกับลี่รุ่ยจือเมื่อครู่นี้

   

   จดหมายที่ลี่หรงเขียนถึงครอบครัว บอกว่าจ้าวชิงซงเป็นทหารที่ปลดประจำการแล้ว แต่ข่าวที่ว่าจ้าวชิงซงเป็นคนพิการ ได้แพร่สะพัดไปทั่วละแวกบ้านแล้ว ซึ่งทำให้ทุกคนต่างพากันพูดคุยกับคนในครอบครัวลี่ ด้วยความเสียดายระคนสงสารลี่หรงที่ต้องแต่งงานกับคนเช่นนั้น  

    

   ลี่ข่ายจือก็เป็นทหารเช่นกัน เมื่อเขารู้ว่าจ้าวชิงซงปลดประจำการ เนื่องจากความพิการเพราะการต่อสู้ในกองทัพ เขาก็รู้สึกชื่นชมและเคารพชายหนุ่มมาก

    

   แต่แน่นอนว่าความรู้สึกเหล่านี้ถูกทิ้งหายไป เมื่อคิดว่าเขาคือสามีของลี่หรง

   

   โดยเฉพาะเมื่อลี่ข่ายจือ เห็นจ้าวชิงซงเดินด้วยตาของเขาเอง จึงเห็นได้ชัดว่าขาพิการจริงๆ เดิมทีเขารู้สึกว่าไม่มีใครคู่ควรกับน้องสาวของเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงจ้าวชิงซงที่เป็นคนพิการเลย

   

   เขายิ่งรู้สึกไม่พอใจกว่าเดิม

    

   สีหน้าของลี่ข่ายจือจึงยิ่งแย่ลงไปอีก

    

   ลี่หรงเหลือบมองจ้าวชิงซง ด้วยสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่า ‘พึ่งตัวเองไปก่อนนะคะ ฉันช่วยคุณไม่ได้แล้ว’

   

   จ้าวชิงซงรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนพี่ชายทั้งสองคนจะไม่อยากพบหน้าเขาเสียแล้ว

    

   ลี่รุ่ยจืออุ้มอันอันเดินเข้ามา “พี่ใหญ่ ดูสิครับ นี่หลานชายตัวน้อยของพวกเรา”

    

   “นี่ลุงใหญ่เอง ลองเรียกสิลูก” ลี่หรงรีบพูดทันที ในใจแอบคิดว่าเจ้าตัวเล็กมีประโยชน์มาก สามารถใช้เปลี่ยนบรรยากาศที่คุกรุ่นให้สดใสขึ้นได้ดีทีเดียว

   

   “ลูงใหญ่…”

    

   แน่นอนว่าเมื่อลี่ข่ายจือเห็นอันอัน สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงมาก ก่อนพูดว่า “เจ้าตัวเล็กนี่เหมือนน้องมาก น่ารักน่าชังกว่าเด็กซนสองคนของพี่อีก”

   

   ลี่หรงรู้สึกสนิทสนมกับคนครอบครัวลี่อย่างไม่มีเหตุผล เธอรู้สึกว่าไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะจดหมายที่ติดต่อกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย ลี่หรงจึงถือว่าตัวเองเป็นสมาชิกของครอบครัวลี่มานานแล้ว

     

   เธอขยิบตาหยอกล้อ “กลับไปฉันจะฟ้องหลานชายแน่ค่ะ”

    

   “ขึ้นรถก่อนเถอะ พ่อกับแม่รอที่บ้านมานานแล้ว ถึงขนาดว่าถ้าในรถมีที่พอ พวกเขาก็อยากจะมารับน้องด้วยตัวเองซะด้วยซ้ำ” ลี่ข่ายจือเดินไปยังประตูที่นั่งฝั่งคนขับ ก่อนเปิดประตูเข้าไปในรถ

   

   ลี่รุ่ยจือห่วงใยเด็กน้อย ไม่กล้าปล่อยให้เขานั่งคนเดียว จึงนั่งเบาะหลังกับลี่หรง

    

   จ้าวชิงซงจึงต้องไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ

   

   เมื่อได้นั่งข้างคนขับ จ้าวชิงซงก็ต้องตอบคำถามของลี่ข่ายจืออย่างใจเย็น

   

   หลังจากตอบคำถามไปหลายข้อติดต่อกัน ทัศนคติของลี่ข่ายจือที่มีต่อจ้าวชิงซงก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เย็นชาอีกต่อไป

    

   เขายังถามจ้าวชิงซงด้วยว่า “ได้ยินมาว่าคุณเคยเป็นทหารมาก่อน ประจำการที่ไหนเหรอครับ?”

    

   จ้าวชิงซงตอบตามความจริง

   

   ลี่ข่ายจือพยักหน้า ขณะหมุนพวงมาลัย “แถวนั้นไม่ธรรมดาเลย ไปทางใต้ของบ้านเกิด คงไกลจากบ้านมากใช่ไหมครับ?”

    

   “การเป็นทหารหมายถึงการรับใช้ประชาชน ไม่ว่าจะต้องย้ายไปที่ไหนก็ต้องไปได้ทุกที่ครับ” จ้าวชิงซงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

    

   แม้ว่าลี่ข่ายจือจะไม่พูดถึงสถานะของตัวเอง แต่จ้าวชิงซงก็รู้ว่าลี่ข่ายจือเป็นผู้บัญชาการกองพล เขาจึงหยิบยกคำพูดที่ผู้บัญชาการกองพลที่เขาเคยพบมักพูดถึง มาพูดได้อย่างราบรื่น

   

   ลี่ข่ายจือจึงรู้สึกดีกับจ้าวชิงซงมากขึ้นอีก

    

   รถจอดอยู่หน้าบ้าน

    

   จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปในบ้าน

    

   ลงจากรถมาก็พบผู้สูงอายุหลายคน กำลังนั่งคุยกันอยู่บนถนนหน้าบ้าน

    

   เมื่อเห็นลี่ข่ายจือกลับมาพร้อมกับ ‘คนแปลกหน้า’ สองสามคน ทุกคนต่างก็จับจ้องมาเป็นตาเดียวทันที

    

   คนที่ค่อนข้างสนิทกับครอบครัวลี่ เอ่ยทักทายว่า “พี่ใหญ่ครอบครัวลี่ ญาติมาเยี่ยมเหรอ?”

   

   ลี่ข่ายจือตอบว่า “น้องสาวของผมเองครับ เสี่ยวหรง”

    

   “โอ้โห! คนที่ไปชนบทน่ะเหรอ? โอ้! โตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”

   

   พวกเธอจ้องมองลี่หรง เมื่อเห็นชายแปลกหน้าที่อยู่ข้างๆ ก็รู้ว่านี่คงจะเป็นสามีของลี่หรงในชนบทที่พูดถึงกัน

     

   ทันใดนั้นสีหน้าของพวกเธอก็เปลี่ยนไป สายตาที่มองมานั้นราวกับว่ากำลังดูละครแสนสนุก

   

   ลี่หรงไม่สนใจ เธอยังคงจำที่แม่สามีพูดไว้ได้ เพียงแค่เอ่ยทักทายเท่านั้น

   

   พวกเขาถามสารทุกข์สุกดิบกันสักพัก ก่อนแยกกันไปอย่างรวดเร็ว

    

   คาดไม่ถึงว่าคนไม่กี่คนเหล่านั้น จะเริ่มเปิดประเด็นคุยกันใหม่ โดยใช้เรื่องครอบครัวของลี่หรงเป็นหัวข้อ

    

   พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านสกุลลี่แล้ว

   

   ทันทีที่เปิดประตู ก็เห็นเด็กหลายคนกำลังเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ลูกชายสองคนของพี่ใหญ่ลี่ข่ายจือ และลูกชายกับลูกสาวของพี่รองลี่สวนจือ

    

   พ่อลี่ ลี่หมิ่นหง กำลังนั่งดื่มชาอยู่กับลี่สวนจือ

   

   ลี่หรงสัมผัสได้ถึงความผูกพันกับบ้านหลังนี้ เมื่อเห็นพ่อลี่ ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าวขณะพูดว่า “พ่อคะ …”

     

   ลี่หมิ่นหงกับลี่สวนจือลุกเดินมาหา

   

   ทั้งครอบครัวต่างพากันชื่นชมลี่หรง ด้วยตอนที่ลี่หรงตัดสินใจว่าจะไปชนบท ลี่หมิ่นหงรู้สึกเศร้ามาก แต่เขาก็ไม่อาจทัดทานลูกสาวได้

   

   ขอบตาของลี่หมิ่นหงก็ร้อนขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นลูกสาวที่ไม่ได้เจอมาหลายปี แต่เนื่องจากประสบการณ์ของผู้อาวุโส เขาไม่อาจหลั่งน้ำตาต่อหน้าลูกสาวได้ ทำได้เพียงแค่ตบไหล่ลี่หรง แล้วพูดว่า “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว …”

    

   แม่ลี่ที่อยู่ในครัวได้ยินเสียง จึงรีบเดินออกมาหาลี่หรงทันที เธอได้ยินมาว่าคนที่ไปอยู่ชนบทมักจะเจ็บป่วย เพราะเคยชินกับการมีอาหารและเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายที่เพียงพอ ทำให้ยุวชนที่กลับมาจากชนบททุกคนจึงผอมลงมาก

    

   แม่ลี่ก็รู้สึกว่าลี่หรงน้ำหนักลดลงด้วยเช่นกัน

   

   แม่ลี่ไม่สามารถทนต่อความรู้สึกตื้นตันใจได้ น้ำตาพลันไหลอาบแก้ม ขณะกวาดสายตามองลี่หรง แล้วพูดว่า “ลูกสาวแม่คงจะลำบากมากสินะ”

    

   อาจเป็นเพราะมีอารมณ์ร่วม หรือไม่ก็เพราะความเป็นแม่ลูก ลี่หรงจึงมองภาพตรงหน้าเบลอ ก่อนจะรู้สึกว่าน้ำตาได้ไหลเอ่อออกมาจากขอบตาแล้ว หญิงสาวส่ายหน้า พร้อมคำพูดที่ติดขัด “ไม่… ไม่ลำบากเลยค่ะ หนูบอกแม่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าหนูไม่ได้ทำงานเลยตั้งแต่หลังแต่งงาน”

   

   เธอหันไปจูงจ้าวชิงซงเข้ามา แล้วพูดว่า “นี่คือลูกเขยของพ่อกับแม่ค่ะ คุณคะ ลองเรียกพวกท่านดูสิคะ”

    

   ประโยคสุดท้ายเธอพูดกับจ้าวชิงซง

     

   จ้าวชิงซงแอบสูดหายใจ แล้วเรียกว่า “คุณพ่อ คุณแม่ สวัสดีครับ”

   

   พ่อลี่กับแม่ลี่มองหน้ากัน ในที่สุดพ่อลี่ก็พยักหน้าให้จ้าวชิงซง “สวัสดี”

    

   ด้วยน้ำเสียงที่ห้วนมาก ทั้งยังไม่อบอุ่นเลย

    

   “นี่คือพี่รองค่ะ” ลี่หรงชี้ไปทางลี่สวนจือ

   

   “พี่รอง สวัสดีครับ” จ้าวชิงซงเอ่ยเรียก

   

   ลี่สวนจือเพียงแค่พยักหน้า แล้วตอบกลับเบาๆ “อืม สวัสดี”

   

   พี่สะใภ้สองคนยืนอยู่ข้างหลัง ซึ่งลี่หรงก็ขอให้จ้าวชิงซงทักทายด้วย

    

   จนถึงตอนนี้ พี่สะใภ้ทั้งสองถือว่ามีทัศนคติต่อจ้าวชิงซงที่ดีกว่าคนอื่นมาก

   

   ลี่หรงรู้ว่าหากต้องการให้ครอบครัวลี่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อจ้าวชิงซง ชายหนุ่มจะต้องพึ่งพาตนเอง หลังจากมองจ้าวชิงซงที่ทักทายครบทุกคนแล้ว เธอก็รับเด็กน้อยมาจากอ้อมแขนของลี่รุ่ยจือ

    

   “นี่คือลูกชายของหนูค่ะ เรียกตากับยายสิจ๊ะ”

    

   “คุณตา คุณยาย” เด็กน้อยพูดด้วยเสียงหวาน

    

   เมื่อพ่อแม่ของครอบครัวลี่เห็นเด็กน้อย และได้ยินเสียงแผ่วเบาน่ารักของเขา ก็รู้สึกเหมือนหัวใจนุ่มฟูราวกับปุยเมฆ

    

   ทันทีที่พ่อลี่กำลังจะเอื้อมมือไปอุ้มเขา ก็ถูกแม่ลี่ตีมือ “หลานชายตัวน้อยคนนี้ต้องให้ยายอุ้มก่อนสิคะ”

    

   “คุณยาย …” อันอันร้องเรียกอีกครั้ง ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นคนอุ้มเขา

    

   “หลานยายน่ารักมากเลยจ้ะ” ดวงตาของแม่ลี่เปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง เมื่อคิดว่าลี่หรงต้องแต่งงานเงียบๆ และมีลูกขณะอยู่ที่ชนบทเช่นนั้นแล้ว เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ

    

   เมื่อเห็นหลานชาย ก็รู้สึกทั้งรักทั้งสงสาร

    

   เมื่อเทียบกับหลานชายคนเล็กของครอบครัวลี่ที่มีอายุห้าหรือหกขวบแล้ว อันอันถือว่าเป็นหลานอายุน้อยที่สุด และนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยี่ยมครอบครัวลี่

   

   ทุกคนต่างเอ็นดูเขา แม้ว่าจะถูกแม่ลี่อุ้มไว้โดยคนที่ไม่ใช่พ่อกับแม่ ทว่าเจ้าตัวน้อยก็ไม่ส่งเสียงงอแงเลย ยังคงยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันซี่น้อยน่ารักน่าเอ็นดู



 บทที่ 92: พี่ชายทั้งสามจ้องจ้าวชิงซงทุกระเบียดนิ้ว


   

   พ่อลี่ก็อยากอุ้มหลานชายตัวน้อยเช่นกัน มือที่เอื้อมออกไปถูกแม่ลี่เบี่ยงออกหลบ เมื่อพ่อลี่ตัดพ้อสองประโยคเบาๆ ก็ถูกแม่ลี่จ้องเขม็ง จึงได้แต่เก็บมือกลับไปอย่างไม่พอใจ

   

   แม่ลี่อุ้มหลานชายไปนั่งที่ห้องรับแขก รู้สึกรักและเอ็นดูเจ้าตัวน้อยมากเสียจนไม่อยากปล่อยมือ

   

   ลูกพี่ลูกน้องทั้งหญิงชายก็เข้ามาสมทบ มีความสุขกันมากที่ได้เห็นเจ้าตัวน้อย

   

   ลี่เจียเจ๋ออายุสิบขวบ เป็น ‘พี่ใหญ่’ ของบ้านตระกูลลี่รู้สึกชินกับเด็กเล็กแล้ว ปกติเขาก็ไม่ได้ทำตัวดีในบ้านนัก ทั้งยังเอาแต่ใจมากเหมือนตัวเองเป็นราชาขุนเขา เมื่อเทียบกับน้องๆที่อายุน้อยกว่า

   

   วันนี้ได้เห็นอันอันที่อายุประมาณสองขวบ ลี่เจียเจ๋อก็ยืนมองหน้าแดงอยู่ด้านข้างสักพัก ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสอันอัน แล้วพูดอย่างประหม่า “น้องสาวตัวน้อย นี่พี่ชายเองนะ”

   

   คงเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยหน้าตาน่ารักมาก

   

   ลี่เจียเจ๋อจึงเข้าใจเพศของอันอันผิด

   

   พวกผู้ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่น

   

   ลี่ข่ายจือหน้าตึง ก่อนเขกศีรษะลูกชายคนโตของตัวเองอย่างแรง แล้วจ้องเขาเขม็ง “น้องชายต่างหาก”

   

   “เอ๊ะ!” ลี่เจียเจ๋ออันธพาลน้อยชะงัก น่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงเป็นน้องชายได้ล่ะ?

   

   ลี่เจียโหรวเข้ามาใกล้ แล้วลูบหัวเจ้าตัวน้อย “น้องชาย นี่พี่สาวเองนะ”

   

   “ฉันคือพี่รอง” ลี่เจียจิ่งก็ไม่ยอมน้อยหน้าชิงพูดแนะนำ

   

   “เจียเหวยก็เป็นพี่ชาย” ลี่เจียเหวยเป็นหลานชายคนสุดท้องของบ้านตระกูลลี่ ปีนี้ลูกชายของลี่สวนจืออายุห้าขวบ ตอนนี้ก็มีคนอายุน้อยกว่าเขาเพิ่มมาแล้ว ความรู้สึกการเป็นพี่ชายพลันเอ่อล้นออกมา

   

   ลี่หรงทำความรู้จักกับหลานๆ

   

   ลี่เจียเจ๋อกับลี่เจียจิ่งเป็นลูกของลี่ข่ายจือ ปีนี้ลี่เจียจิ่งอายุแปดขวบ โตกว่าลี่เจียโหรวหนึ่งปี

   

   ลี่เจียโหรวกับลี่เจียเหวยเป็นลูกของลี่สวนจือ

   

   ส่วนลี่รุ่ยจือพี่สาม ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี เขาปลดประจำการแล้ว และยังไม่แต่งงาน

   

   ลี่หรงปรายตามองจ้าวชิงซง จ้าวชิงซงหยิบอั่งเปาที่เตรียมเอาไว้มาจากกระเป๋า แล้วมอบให้หลานๆ ก่อนบอกว่าเป็นของขวัญสำหรับพบกันครั้งแรก

   

   พ่อลี่กับแม่ลี่เงียบ

   

   ลี่ข่ายจือขมวดคิ้ว แล้วส่งสายตาให้ภรรยาเจียงซิ่วอวี้

   

   เจียงซิ่วอวี้บอกว่ารับไว้ไม่ได้ ก่อนบอกลูกชายให้คืนอั่งเปากลับไปให้จ้าวซิงชง

   

   สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลลี่ประกาศจุดยืนแล้ว หลินเหม่ยหัวสะใภ้รองก็พูดด้วย “โหรวโหรว เสี่ยวเหวย พวกลูกรับไว้ไม่ได้นะจ้ะ”

   

   “รับไปเถอะค่ะ นี่เป็นของที่จ้าวชิงซงควรให้ ไม่ใช่เงินมากมายอะไร ถือเป็นของขวัญให้หลานๆด้วย” ลี่หรงกลัวว่าสามีจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงพูดแก้หน้าให้เขา “ในฐานะที่เขาเป็นอาเขย ก็สมควรมอบของขวัญพบหน้าครั้งแรกให้หลานๆนะคะ”

   

   เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไม่ว่าพ่อแม่ตระกูลลี่กับพวกพี่ชายจะยอมรับจ้าวชิงซงหรือไม่ก็ตาม เจียงซิ่วอวี้ในฐานะแม่ของเด็ก บางอย่างก็ต้องสอนลูกๆในภายหลัง ด้วยนี่เป็นเรื่องการอบรมในบ้าน

   

   เธอพูดกับลูกชายทั้งสอง “ยังไม่แม้แต่จะทักทายอาเขยเลย จะให้พวกเขารับอั่งเปาก็กระไรอยู่”

   

   แม้ฐานะบ้านตระกูลลี่จะดี ทว่าก็ไม่ได้ทุ่มเงินด้านการศึกษาของลูกตลอดเวลา นอกเสียจากลูกสาวแล้ว ก็ค่อนข้างเข้มงวดกับลูกชายเป็นธรรมดา 

   

   ดังนั้นลี่เจียเจ๋อกับเด็กคนอื่น นอกจากตรุษจีนแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับอั่งเปาในเวลาปกติเช่นนี้

   

   ตอนนี้ถึงจะบอกว่าเพิ่งฉลองตรุษจีนเสร็จ ทว่าความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นอั่งเปาของเด็กน้อยก็ไม่ได้ลดลง

   

   ต่างเรียกคุณอากับคุณอาเขยเป็นเสียงเดียวกัน

   

   จ้าวชิงซงปรายตามองลี่หรง สบโอกาสช่วงไม่มีใครสนใจทำปากพูดว่า “ไม่ง่ายเลยจริงๆ” 

   

   ลี่หรงเข้าใจ

   

   ราวกับแม่ลี่นึกบางอย่างขึ้นได้โดยพลัน จึงพูดขึ้น “ตายแล้ว เกือบลืมเสียสนิท พวกเธอเพิ่งจะลงรถยังไม่ได้กินอะไรมาแน่เลยใช่ไหม ตอนนี้คงจะหิวแย่แล้วสินะ แม่เพิ่งจะทำอาหารเอง รอก่อนนะ ยังมีอาหารอีกสองอย่าง จะไปยกอาหารมาเดี๋ยวนี้แหละ”

   

   เธอวางเจ้าตัวน้อยลง “ฉันยุ่งจนลืมหมดแล้ว เฮ้อ …”

   

   สะใภ้ทั้งสองก็ไปช่วยจัดโต๊ะ

   

   ลี่หรงตามไปที่ครัว แล้วถามแม่ลี่ “แม่คะ มีน้ำร้อนหรือเปล่า ฉันอุดอู้อยู่บนรถไฟมาสองวันแล้ว เลยอยากเช็ดตัวน่ะค่ะ ตอนนี้รู้สึกไม่สบายตัวอยู่หน่อยๆ”

   

   “ตายแล้ว แม่ไม่ได้ต้มไว้เลย” แม่ลี่ตบต้นขาพร้อมพูด “แม่จะตั้งเตาให้เดี๋ยวนี้แหละ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยอาบได้ไหมลูก?”

   

   ปกติแล้วในครอบครัวจะใช้เตาถ่านต้มน้ำสำหรับอาบ

   

   แม่ลี่จุดไฟเตาถ่าน เจียงซิ่วอวี้เข้ามารับช่วงผัดอาหารต่อ

   

   ลี่หรงอยากทำอะไรสักอย่าง จึงพูดขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ฉันทำเถอะนะคะ”

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วันนี้เธออย่าแย่งหน้าที่ฉันเลย” เจียงซิ่วอวี้ยิ้ม น้องสามีกลับบ้านมาวันแรก เธอในฐานะสะใภ้ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ให้น้องสามีทำงานนี้ไม่ได้ 

   

   เสียงของแม่ลี่ดังมาจากข้างนอก “เสี่ยวหรงจะทำอะไรได้ล่ะ อย่าให้เธอทำอะไรนะ เดี๋ยวจะไม่มีข้าวกินเอา”

   

   ลี่หรงยิ้ม และไม่ได้แย่งพี่สะใภ้ทำ เพียงเป็นลูกมือยืนข้างๆเหล่าแม่ครัว เธอนึกขึ้นได้ว่า ทุกคนบ้านตระกูลลี่ต่างเอาใจเจ้าของร่างเดิมกันมากแค่ไหน หญิงสาวจะทำอาหารเป็นที่ไหนกัน 

   

   เธอลงชนบทไปตั้งหลายปี ถ้าฝีมือทำอาหารถูกเปิดเผย ไม่รู้ว่าแม่ลี่จะปวดใจขนาดไหน ถึงตอนนั้นจะต้องคิดว่าเธอถูก ‘บังคับ’ ให้ฝึกทำอาหารหลังแต่งงานเป็นแน่

   

   เธอไม่พูดอะไร กลัวว่าแม่ลี่จะโกรธจ้าวชิงซง

   

   เธอส่ายหน้า ยังคงภาวนาให้จ้าวชิงซงได้รับการยอมรับจากพวกแม่ลี่โดยเร็วด้วยเถิด 

   

   พ่อลี่ได้โอกาสอุ้มหลานชายตัวน้อยในที่สุด จึงอุ้มเจ้าตัวน้อยจนยิ้มไม่หุบ

   

   คุณลุงทั้งสามทำได้แค่มองตาปริบๆ ไหนจะลูกพี่ลูกน้องหญิงชายทั้งหลาย ไม่มีหนทางแย่งอันอันจากพ่อลี่ได้เลย

   

   ไม่รู้ว่าพ่อลี่ตั้งใจหรือไม่ เขาอุ้มหลานชายตัวน้อยออกไปเล่นข้างนอกพร้อมหลานชายหลานสาว ปล่อยให้พวกพี่ชายบ้านตระกูลลี่นั่งประจันหน้ากับจ้าวชิงซงอยู่

   

   เหลือแค่พวกผู้ชายที่นั่งดื่มชากันอยู่ในห้องรับแขก

   

   เมื่อครู่ลี่รุ่ยจืออุ้มเจ้าตัวน้อยมาตลอดทาง ทำให้คุณลุงคนนี้ก็รู้สึกสุขใจเกินพอแล้ว

   

   เขานั่งพิงพนักอยู่บนโซฟา สายตาตกอยู่บนร่างจ้าวชิงซง

   

   พี่ใหญ่ลี่กับพี่รองลี่มองตากัน แม้ไม่ได้เอ่ยอะไร ทว่าทั้งสองก็มองจ้าวชิงซงอย่างไม่วางตา

   

   ทุกสายตาของสามพี่ชายบ้านตระกูลลี่จับจ้องไปที่ร่างของจ้าวชิงซง 

   

   มาแล้ว

   

   จ้าวชิงซงใจกระตุก ก่อนนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว

   

   เขายิ้ม อันที่จริงในใจก็ไม่ได้กลัว ทว่าก็รู้สึกประหม่ากับภาาพตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้  

   

   ก่อนหน้านี้เขาทำฟาร์มสุกร เคยคุยธุรกิจกับขาใหญ่ในพื้นที่มาตั้งมากมาย รวมถึงหัวหน้าระดับสูงโดยไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย หากการเจรจาไม่สำเร็จอย่างมากก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้น

   

   ทว่าคนที่เผชิญอยู่ตอนนี้เป็นครอบครัวของลี่หรง ห้ามล้มเหลวต้องสำเร็จเท่านั้น

   

   เมื่อครู่พี่ใหญ่บ้านตระกูลลี่ถามสิ่งที่ควรถามบนรถไปหมดแล้ว เขาขยิบตาเป็นนัยให้พี่รองลี่หยั่งเชิงจ้าวซิงชงบ้าง

   

   ลี่สวนจือรินชาให้จ้าวชิงซง “เสี่ยวหรงบอกว่าเมื่อก่อนนายก็เป็นทหารสินะ ตอนนี้ปลดประจำการมาทำอะไรล่ะ?”

   

   เปิดปากก็คำถามนี้เลย ต้องบอกว่าเฉียบแหลมมาก

   

   “ขอบคุณครับพี่รอง” จ้าวชิงซงเอื้อมมือไปประคองแก้วชา แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ทำงานเล็กๆน้อยๆ เพื่อหาเงินมาดูแลครอบครัวครับ”

   

   “โอ้!” ลี่สวนจือปรายตามองเขาอย่างประหลาดใจ “งานอะไรล่ะ?” 

   

   “ร่วมหุ้นกับพี่น้องเปิดฟาร์มเลี้ยงหมูครับ” จ้าวชิงซงไม่ได้ปิดบัง เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ดี แต่เขาพนันได้เลยว่า ตระกูลลี่ไม่มีทางรายงานเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน 

   

   เมื่อพูดจบ จ้าวชิงซงกลับรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งกายและใจด้วยซ้ำ

   

   ทันทีที่เขาพูดจบ พี่ใหญ่กับพี่รองบ้านตระกูลลี่ก็เปลี่ยนสีหน้า ชะงักไปสักพัก

   

   คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพล อีกคนเป็นหัวหน้าโรงงานเนื้อสัตว์

   

   ทั้งสองไม่มีทางไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงกำลังทำอะไร

   

   พวกเขาเงียบไปชั่วขณะ

   

   ทว่าลี่รุ่ยจือกลับตาเป็นประกาย เมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มพิจารณาจ้าวชิงซงเสียใหม่ ด้วยคิดในใจว่าจ้าวชิงซงนี่ช่างใจกล้านักที่ลงมือทำฟาร์มสุกร

   

   ลี่สวนจือถามอีกว่า “ในหนึ่งปีฟาร์มเลี้ยงหมูหาเงินได้เท่าไหร่ล่ะ?”

   

   “ประมาณหมื่นหยวนได้ครับ” จ้าวชิงซงคล้ายกับตอบไม่คิด

   

   “เท่าไหร่นะ?” ลี่รุ่ยจือนั่งหลังตรงทันที คิดว่าตัวเองหูฝาดไป จึงถามใหม่อีกครั้ง



บทที่ 93: ผ่านด่าน


   

   “พี่สามครับ พี่ฟังไม่ผิดหรอก” จ้าวชิงซงยิ้ม

   

   “เอาละ” ลี่รุ่ยจือคิดยังไงก็คิดไม่ตก “พ่อแม่ของฉันและพี่ชายอีกสองคนรวมกัน ก็ยังมีไม่มากเท่ากับนายเลย”

   

   สีหน้าของจ้าวชิงซงดูไม่ภูมิใจนัก เขาจิบชาแล้วพูด “ผมไม่สามารถเทียบกับพวกคุณได้หรอกครับ พวกคุณต่างทำงานกันอย่างจริงจัง แต่ผมกลับอาศัยช่องทางหาเงินจากช่องโหว่เล็กๆเท่านั้นครับ”

   

   ลี่ข่ายจือวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะ แม้จะไม่ได้มีน้ำหนักอะไรมาก ทว่ากลับส่งเสียงกระทบออกมา

   

   จ้าวชิงซงมองไปตามเสียง ก่อนจะประสานสายตากับลี่ข่ายจือ

   

   ลี่ข่ายจืออายุมากกว่าเขาเจ็ดถึงแปดปี และมีกลิ่นอายของผู้ที่เหนือกว่า เมื่อครู่เขาจงใจแสดงให้จ้าวชิงซงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสอบปากคำ

   

   เสียงของลี่ข่ายจือไม่แสดงอารมณ์ในขณะที่พูด “รู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

   

   จ้าวชิงซงพยักหน้า

   

   “ถ้าโดนจับได้ แม้แต่เสี่ยวหรงก็ต้องมีเอี่ยวไปด้วย” ลี่ข่ายจือพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “นายรู้ใช่ไหม?”

   

   จ้าวชิงซงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เขาพูด “ผมจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับภรรยาแน่นอนครับ”

   

   อีกนัยหนึ่งคือ เขารู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ดี

   

   ถึงอย่างไรเขาก็ยังทำมัน

   

   จ้าวชิงซงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด “ผมรับประกันว่าลี่หรงจะไม่ได้รับอันตรายแน่นอนครับ ผมรู้แน่ชัดถึงสิ่งที่กำลังทำอะไรอยู่ อีกอย่าง ฟาร์มสุกรแค่ต้องพูดคุยกับคนที่รับผิดชอบในที่ต่างๆเท่านั้น เขาจะขายกันเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของเขา ผมมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเลี้ยงหมูเท่านั้นครับ”

   

   “นายรับผิดชอบคนเดียวเหรอ?” ลี่สวนจือถาม “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นายจะยอมรับผิดคนเดียวไหวไหม?”

   

   “ไม่หรอกครับ ผมมีพี่น้องอีกสองสามคน” จ้าวชิงซงไม่ได้ปิดบังไว้

   

   ลี่สวนจือทำงานในโรงงานเนื้อสัตว์ และคุ้นเคยกับราคาเนื้อหมูเป็นอย่างดี จ้าวชิงซงร่วมมือกับผู้อื่น พากันสร้างรายได้นับหมื่นหยวนต่อปี

   

   ขนาดของฟาร์มก็สามารถคำนวณได้คร่าวๆ

   

   เขาเหลือบมองน้องชายตัวเอง หลังออกจากกองทัพจ้าวชิงซงซึ่งอายุเท่ากันกับน้องชายเขานั้น มีความกล้าพอที่จะเริ่มทำฟาร์มสุกรร่วมกับผู้อื่น

   

   เขามองไปที่จ้าวซิงชงด้วยความซาบซึ้ง ราวกับจะชมเชย ‘น้องเขย นายกล้าหาญมาก’

   

   แม้ว่าลี่สวนจือจะยังคงเงียบ แต่จ้าวชิงซงรู้สึกว่าตอนนี้เขาสอบผ่านไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

   

   ลี่รุ่ยจือดูตื่นเต้น “เอาละ ไม่น่าแปลกใจเลยที่น้องสาวและหลานชายของฉันจะสมบูรณ์ขึ้นขนาดนี้ ฉันคิดว่านายทำงานทำการไม่ได้เสียอีก”

   

   “ลี่รุ่ยจือ!” ลี่ข่ายจือดุน้องชาย “นายน่ะทั้งวันไม่ได้ทำอะไร! นายไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดแบบนี้!”

   

   เขาดุลี่รุ่ยจือ หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ลี่ข่ายจือก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของจ้าวชิงซงเช่นกัน

   

   จ้าวชิงซงรู้อยู่แก่ใจ ว่าตระกูลลี่กังวลเกี่ยวกับความพิการทางร่างกายของเขาก่อนหน้านี้

   

   เขาเม้มริมฝีปากแน่น

   

   แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

   

   เขาทำได้เพียงทำให้ภรรยามีชีวิตที่ดีขึ้น ตระกูลลี่ก็จะค่อยๆคลายกังวลเรื่องนี้เอง

   

   ลี่สวนจือถามจ้าวชิงซงบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจฟาร์ม หลังจากพูดคุยกันอยู่นาน เขาพบว่าจ้าวชิงซงมองสิ่งต่างๆ และมีมุมมองมากมายที่ดูหัวก้วหน้านำสมัย ความรู้สึกของเขาต่อน้องเขยก็เปลี่ยนไปในแง่ดีขึ้นเล็กน้อย

   

   จริงๆแล้วลี่สวนจือเต็มใจที่จะเป็นเพื่อนกับจ้าวชิงซงด้วยซ้ำ

   

   เมื่อจบการสนทนา บรรยากาศก็ค่อยๆผ่อนคลายลง

   

   ลี่ข่ายจือมองลี่รุ่ยจือด้วยความไม่ชอบใจ “นายต้องหัดเรียนรู้จากคนอื่นบ้างนะ ตั้งแต่กลับมาบ้าน นายก็ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ฉันไม่รู้เลยว่านายจะเอาแน่เอานอนในชีวิตได้อย่างไร”

   

   ลี่รุ่ยจือเม้มปาก และพึมพำบางอย่างด้วยเสียงแผ่วเบา

   

   นายทหารเก่าคนนี้มีนิสัยใจคอตรงไปตรงมามาก ลี่รุ่ยจือชื่นชมจ้าวชิงซง และไม่ได้มองอีกฝ่ายในแง่ร้ายเหมือนเมื่อก่อน เขาจึงไม่พูดอะไรเกี่ยวกับจ้าวชิงซงอีก

   

   ตอนนี้เมื่อถูกเปรียบเทียบกับจ้าวชิงซง เขายอมรับว่าตัวเองด้อยกว่า และไม่สามารถแย้งกลับไปได้

   

   บนโต๊ะอาหารเย็น

   

   ผู้เป็นพ่อขอให้ลี่รุ่ยจือไปเอาเหล้ามาสองสามขวด และถามจ้าวชิงซงว่าเขาดื่มได้ไหม

   

   จ้าวชิงซงยิ้ม “คนจากมณฑลH จะพูดว่าไม่ดื่มไม่ได้ครับ”

   

   ชายสองสามคนดื่มขณะพูดคุยกัน หลังจากดื่มไปสักพัก พวกเขาก็เริ่มพูดเรื่องไร้สาระ

   

   จ้าวชิงซงก็ตามทันเช่นกัน

   

   แม่ของตระกูลลี่ให้กำเนิดลูกหลายคน ทั้งยังต้องเลี้ยงหลานอีกหลายคนอีก เมื่อมองดูหลานอย่างอันอัน ก็พอจะบอกได้เลยว่าเขากินอาหารแบบไหนในทุกๆวัน

   

   ทว่าเธอยังกังวลว่าเจ้าตัวเล็กจะกินแค่เส้นเท่านั้น จึงถามลี่หรงก่อน หลังจากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กไม่ได้เลือกกินมากนัก ทั้งยังกินอาหารได้หลากหลาย เธอก็ตักข้าวใส่ชามตามด้วยหั่นเนื้อเป็นเส้นบางๆ พร้อมที่จะป้อนอันอันแล้ว

   

   ลี่หรงรีบหยุด แล้วหยิบชามในมือแม่ลี่มา “แม่คะ อันอันกินได้เองแล้วค่ะ ตอนนี้อย่ากลับไปป้อนเขาเลยนะคะ หนูปล่อยให้ลูกกินข้าวเองมานานแล้วค่ะ”

   

   ลี่หรงเจอชิ้นเนื้อที่มีกระดูกค่อนข้างใหญ่ จึงปล่อยให้คนตัวเล็กหยิบมันขึ้นมากินเอง

   

   ชายร่างเล็กคว้าเนื้อด้วยมือทั้งสอง แล้วมองแม่ลี่ “อันอันกินเอง”

   

   แม่ลี่มองดูหลานชายด้วยความกังวล “กินเองได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

   

   ลี่หรงยิ้ม “ไม่ต้องห่วงเขาหรอกค่ะ พวกเรากินข้าวกันเถอะค่ะแม่”

   

   ระหว่างมื้ออาหาร แม่ลี่ตักผักมาให้ลี่หรงและลูกน้อยอีกเรื่อยๆ

   

   เจ้าตัวเล็กยังกินไม่ได้ ทว่าเขาจะไม่ปฏิเสธ เพราะตอนยังเด็ก ผู้เป็นแม่บอกเขาว่าเป็นเด็กกินทิ้งกินขว้าง ไม่รู้จักคุณค่าของอาหาร ดังนั้นอันอันเลยจะกินอาหารที่ผู้อื่นมอบให้อย่างรู้ความ

   

   ลี่หรงให้เขากินอย่างพออิ่ม เพื่อให้เขาเรียนรู้การกินข้าวให้หมดจานตั้งแต่เด็กๆ

   

   เธอมองดูแม่ลี่ตักอาหารให้เจ้าตัวน้อยไม่หยุดมือ จึงรีบหยุดแม่ลี่ไว้ “แม่คะ ไม่ต้องตักให้เขาเยอะขนาดนี้ก็ได้ค่ะ เขากินไม่หมดหรอก แม่กินเถอะนะคะ”

   

   แม่ลี่หยุดตักตามคำแนะนำของลูกสาว และเริ่มกินอาหารของตัวเอง

   

   หลังจากกินเสร็จ พวกเขาก็นั่งในห้องนั่งเล่น กินผลไม้พลางพูดคุยกัน

   

   ในเมืองหลวงมีผลไม้มากมายหลายชนิดบนโต๊ะ ด้วยแม่ลี่ออกไปซื้อมาเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยได้กินองุ่น เขานั่งบนพรมแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย 

   

   แม่ลี่ถามขึ้นมา “อันอัน ชอบกินองุ่นเหรอจ้ะ?”

   

   องุ่นเป็นผลไม้ที่มีราคาแพงเกินกว่าที่สามารถซื้อได้ในเวลานี้ ดังนั้นแม่ลี่จึงซื้อเพียงสองพวงเท่านั้น

   

   แม่ลี่เห็นว่าเขาชอบกิน จึงวางไว้ข้างหน้าเจ้าตัวน้อย

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว “อันอัน อย่ากินเยอะมากนะ ลูกเพิ่งกินข้าวอิ่มมา ถ้ากินองุ่นมากเกินไปจะท้องเสียและปวดท้องเอาได้นะจ้ะ”

   

   อันอันกินองุ่นเต็มปากเต็มคำ ในมือยังมีองุ่นอีกสองลูก และหันไปมองลี่หรง

   

   หลังจากตระหนักได้ถึงสิ่งที่ลี่หรงพูด เขาก็ปล่อยมือเล็กๆ และจับท้องของตัวเอง “ปวดแล้ว”

   

   “ไม่หรอก ถ้าอยากกินก็กินเถอะ” แม่ลี่จับท้องเด็กน้อย พออุ้มเข้าไปก็รู้สึกได้ว่าท้องยังไม่แข็ง เธอจึงพูดว่า “ถ้าหลานยังกินไหว ก็กินเถอะจ้ะ”

   

   ลี่หรงปรายตามอง เธอรู้สึกว่าแม่ลี่ดูจะตามใจเด็กน้อยเกินไปเสียแล้ว

   

   เธอปวดหัวเล็กน้อย “อย่าให้อันอันกินมากเกินไปเลยค่ะ เขาจะท้องเสียเอาได้”

   

   แม่ลี่รู้สึกเสียใจกับหลานชายตัวเอง เธอนึกถึงสถานที่ที่ลี่หรงไป พื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญเช่นนั้น คงจะไม่มีผลไม้ให้หลานตัวน้อยกินเป็นแน่

   

   เธอเริ่มถามเกี่ยวกับชีวิตของลี่หรงในชนบท “ฤดูหนาวในหมู่บ้านต้าเจียงหนาวไหมลูก แล้วที่นั่นมีผลไม้ไม่เยอะไหม?”

   

   “อากาศค่อนข้างหนาวค่ะ แต่เพราะที่บ้านมีเตียงเตา เลยไม่ได้หนาวอะไรมากมายค่ะ” ลี่หรงพูด “อันอันยังไม่เคยเห็นองุ่นมาก่อน และองุ่นเองก็รสชาติหวานอร่อย เขาเลยอยากกินเยอะๆน่ะค่ะ”

   

   ที่จริงแล้ว สิ่งที่ลี่หรงต้องการพูดก็คือ แม้ว่าจะมีผลไม้ที่นั่น คนธรรมดาก็จะไม่ซื้อมันหรอก

   

   แม่ลี่โบกมือ “หลานกินเถอะ ไว้ให้ลุงซื้อให้อีกก็ได้จ้ะ”

   

   เธอถามลี่หรงอีกหลายคำถาม ถึงแม้จะเคยถามผ่านจดหมายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบมากนัก

   

   เธอรู้ว่าลี่หรงไม่ได้ทำงาน และก็รู้ด้วยว่าพวกเขาแยกออกจากตระกูลจ้าวแล้ว

   

   ในจดหมายถามว่าพวกเขากินอะไรเป็นอาหารบ้าง

   

   โดยปกติ ลี่หรงจะไม่บอกเกี่ยวกับการทำธุรกิจของตัวเองใน ‘ตลาดเสรี’ และก็จะตอบแม่ลี่ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ

   

   ตอนนี้ต่อหน้าแม่ลี่ ลี่หรงก็พูดอย่างคลุมเครือ “มีแค่จ้าวชิงซงที่ออกไปทำงานข้างนอก ส่วนหนูที่อยู่บ้านเลยไม่ได้สนใจอะไรมากนักหรอกค่ะ”



บทที่ 94: จ้าวชิงซงที่เมาหนักหลังจากการดื่มเหล้า เขาอยากนอนบนพื้น


   

   คุณแม่ลี่ขมวดคิ้ว และอยากจะถามคำถามเพิ่มเติม ลี่เจียเจ๋อวิ่งเข้ามาขัดจังหวะ “คุณป้า ผมขอพาลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยออกไปเล่นข้างนอกได้ไหมครับ”

   

   ใบหน้าของลี่เจียเจ๋อดูเหมือนแม่ของเขา แต่โครงร่างของเขาคล้ายกับคนตระกูลลี่ เขาเป็นคนที่กล้าหาญมากตั้งแต่อายุยังน้อย แม่ลี่บอกว่าในฐานะที่เป็นคนโต เขามีอารมณ์รุนแรงที่สุด และเปรียบเหมือนราชาแห่งขุนเขา

   

   เมื่อมองไปที่ลี่หรงตอนนี้ ใบหน้าของเขามีความกังวลใจเล็กน้อย เพราะเขากลัวว่าลี่หรงจะไม่ปล่อยให้เขาพาเจ้าตัวน้อยออกไป

   

   ลี่หรงยิ้ม “ได้สิ แต่อย่าให้เขากินอะไรอีกนะ”

   

   ลี่เจียเจ๋อพยักหน้าอย่างแรง “ครับ”

   

   เขาแทบรอไม่ไหวที่จะพาเจ้าตัวน้อยออกไปเดินเล่น และอวดน้องชายคนเล็กที่น่ารักของเขา

   

   แม้ว่าอันอันจะเดินช้า แต่เขาก็ยังเดินได้อย่างมั่นคง ก่อนถูกลี่เจียเจ๋ออุ้มขึ้นอีกครั้ง

   

   ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆก็อยากเข้าร่วมด้วย มีเด็กหลายคนเดินไปตามถนน โดยมีเด็กตัวเล็กๆรายล้อมอยู่

   

   ลี่หรงแต่งงานกับคนในชนบท และเรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านนี้มานานแล้ว

   

   ในตอนแรก ชีวิตแต่งงานของลูกสาวของตระกูลลี่กลายเป็นเรื่องซุบซิบมาสักระยะหนึ่งแล้ว

   

   เมื่อเวลาผ่านไปครอบครัวลี่ก็ไม่มีใครพูดถึงมันอีก

   

   ต่อมาเมื่อการสอบเข้าวิทยาลัยกลับมาอีกครั้ง ทำให้ทุกคนได้ทราบข่าวเรื่องที่ยุวชนหลายคนที่ไปชนบทต่างกลับมา และลี่หรง ลูกสาวของตระกูลลี่สอบได้เป็นอันดับที่สองในมณฑลH

   

   เมื่อได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ยิ่งสบายใจมาก ด้วยต้องการให้ลี่หรงกลับมาที่เมืองหลวง เพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัย และต้องการให้หญิงสาวทิ้งชีวิตครอบครัวของเธอไป!

   

   แค่รอเท่านั้น

   

   ทว่าพวกเขาก็ได้แต่รออย่างมีความหวัง จนกระทั่ง… ลี่หรงกลับมาบ้านพร้อมกับสามีและลูก

   

   ตอนนี้พอได้เห็นลูกชายของลี่หรงด้วยตาของตัวเองแล้ว ด้วยใบหน้าขาวและอ่อนโยนของเจ้าตัวน้อย เด็กชายถูกเลี้ยงมาดี ทั้งยังน่ารักน่าเอ็นดู ใครเห็นก็อยากจะให้ขนมหรือเงินเขาทั้งนั้น

   

   ด้วยความสามารถในการเลี้ยงดูลูกได้ดีเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าคนที่ลี่หร่งแต่งงานด้วยนั้นไม่เลวทีเดียว

   

   ลี่หรงเห็นว่าจ้าวชิงซงดื่มอย่างออกรสออกชาติกับพ่อตาและพี่เขยของเขา เธอก็ไม่ได้สนใจบทสนทนาของเหล่าผู้ชายในบ้าน หลังจากคุยกับแม่ลี่แล้ว จึงไปอาบน้ำแล้วกลับไปที่ห้อง

   

   น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกคุ้นเคยกับห้องนี้เลย 

   

   ผ้าม่านลายดอก ตู้เสื้อผ้าไม้ โต๊ะทำงาน ชั้นวางหนังสือ และราวแขวนเสื้อผ้าตรงทางเข้า

   

   หญิงสาวเอื้อมมือออกไปแตะผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนบนเตียงที่มีกลิ่นจางๆ ลี่หรงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในใจ ทั้งหมดนี้น่าพึงพอใจยิ่งกว่าวันฤดูใบไม้ผลิเสียอีก

   

   หลังจากอาบน้ำและรู้สึกสดชื่นแล้ว ลี่หรงก็ผล็อยหลับไป

   

   เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ม่านลายดอกไม้ก็เต็มไปด้วยแสงสลัว

   

   เธอหลับตาลงอีกครั้ง พลันรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมากที่ได้นอนหลับพักผ่อนเช่นนี้

   

   ลี่หรงเอื้อมมือไปแตะนาฬิกา ตอนนี้เวลาประมาณห้าโมงเย็น

   

   เธอสงสัยว่าลี่เจียเจ๋อได้พาเจ้าตัวเล็กกลับมาหรือยัง แล้วทำไมข้างนอกถึงเงียบขนาดนี้?

   

   เธอลุกออกจากเตียง ก่อนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองดันไปเหยียบเข้ากับบางสิ่งที่แข็งและร้อนบนพื้น เมื่อเห็นว่ามันคืออะไร เธอก็ดูหมดคำจะพูด

   

   ทำไมจ้าวชิงซงถึงมานอนอยู่บนพื้นล่ะ?

   

   ลี่หรงคุกเข่าลง และมองดูสามี ชายหนุ่มหน้าแดง หลับลึก และกรนออกมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ไม่รู้ว่าเขาเมาหรือง่วงนอนกันแน่

   

   เธอถอนหายใจ และตบหน้าของจ้าวชิงซงอย่างอ่อนโยน “คุณคะ!”

   

   หลังจากเรียกหลายครั้ง จ้าวชิงซงก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา “หืม?”

   

   “อย่านอนแบบนี้เลยค่ะ ขึ้นไปนอนบนเตียงดีกว่านะคะ” ลี่หรงกล่าว

   

   ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงตื่นจริงๆหรือแค่ละเมอ เขาส่ายหน้าแล้วพูด “ไม่ครับ ผมยังไม่ได้อาบน้ำ เป็นสามีที่น่ารังเกียจ ภรรยาต้องรังเกียจผมแน่เลยครับ”

   

   หลังจากพูดจบ เขาก็พลิกตัว และหลับไปอีกครั้ง

   

   ลี่หรงรู้สึกขบขันคนตรงหน้าไม่น้อย และคิดว่าเธอจะกลับมาช่วยเขาอาบน้ำทีหลัง ตอนนี้หญิงสาวต้องออกไปดูว่าทำไมเจ้าตัวเล็กถึงยังไม่กลับมาบ้านอีก

   

   ในห้องนั่งเล่น มีพี่สะใภ้นั่งอยู่สองคน

   

   หลังจากที่ลี่หรงกล่าวสวัสดี แล้วถามขึ้น “อ้าว ทุกคนไปไหนกันหมดแล้วล่ะคะ?”

   

   พี่สะใภ้ลี่ทำหน้ามุ่ย “ผู้ชายพวกนั้นเมาหมดสติ และพากันหลับอยู่ในห้องน่ะ ตอนนี้แม่ก็กำลังออกไปหาหลานชายข้างนอก”

   

   “ใกล้จะหกโมงแล้ว ทำไมยังไม่กลับมาอีกล่ะคะ?”

   

   “ฉันเดาว่าจะกลับมาเร็วๆนี้แหละจ้ะ” พี่สะใภ้ลี่อีกคนพูด “ฉันกินอาหารกลางวันมากเกินไปหน่อย มื้อดึกขอทำแค่โจ๊กแทนได้ไหมจ๊ะ”

   

   “ได้สิคะ” ลี่หรงยิ้ม

   

   และแล้วแม่ลี่ก็กลับมาพร้อมกับหลานๆของเธอ

   

   “อ้าว ตื่นแล้วเหรอ?”

   

   ลี่หรงพยักหน้า ประหลาดใจที่ชายร่างเล็กยังคงมีเรี่ยวมีแรง เมื่อเห็นลี่หรง เขาจึงอ้าแขนให้ผู้เป็นแม่กอด

   

   ลี่หรงกอดเขา แล้วถาม “ไปเล่นอะไรกันมาเหรอจ๊ะอันอัน?”

   

   อันอันเงยหน้าขึ้น ขณะครุ่นคิด พร้อมกับพูดหลายๆอย่างให้ลี่หรงฟังเรื่องเป็นระยะระยะ

   

   ลี่หรงเช็ดเหงื่อออกจากศีรษะเขาด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้วถาม “ลูกสนุกไหมจ๊ะ แล้วเหนื่อยไหม?”

   

   “สนุกครับ” อันอันยิ้ม

   

   เขาอารมณ์ดี ลี่หรงจึงปล่อยให้เขาเล่นในห้องนั่งเล่น

   

   เมื่อเห็นว่าลูกสาวอย่างลี่หรงสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างชำนาญแค่ไหน แม่ลี่ก็รู้สึกภูมิใจ ลูกสาวคนสำคัญที่เธอรักและประคบประหงมมานานหลายปี ตอนนี้กลายเป็นแม่คนเสียแล้ว

   

   แม่ลี่นึกอะไรบางอย่างได้ จึงถามลี่หรง “แล้วสามีของลูกล่ะ เขานอนบนพื้นใช่ไหม เห็นเขาหรือยัง?”

   

   “เห็นแล้วค่ะ กะจะให้เขากลับไปนอนบนเตียงดีๆ แต่เขาก็ไม่ยอม หนูเลยปล่อยให้เขานอนบนพื้นอยู่คนเดียวไปก่อนน่ะค่ะ ไว้ค่อยพูดทีหลังตอนเขาตื่น”

   

   “เขาไม่ยอมนอนบนเตียงเลย เอาแต่พึมพำว่า ‘ภรรยาไม่ชอบผม’ แล้วล้มตัวลงนอนบนพื้นอีก แม่เดาว่าเขาคงกลัวลูกจะโกรธ ปกติเขาดื่มบ่อยหรือเปล่าล่ะ?” แม่ลี่ขมวดคิ้ว เธอไม่ค่อยชอบผู้ชายที่ดื่มบ่อยนัก

   

   เมื่อเห็นว่าแม่ลี่กำลังเข้าใจผิด ลี่หรงจึงอธิบาย “ไม่เลยค่ะ เขาเคยเมาแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ แต่เวลาเขามีกลิ่นเหล้า หนูจะไม่ให้เขาขึ้นเตียง ต้องล้างตัวเสียก่อน”

   

   แม่ลี่ยังคงสงสัย “จริงเหรอ?”

   

   “จริงเสียยิ่งกว่าจริงอีกค่ะ!”

   

   สาวๆตระกูลลี่ทำโจ๊กแล้วกินกับลูกๆพวกเธอ โดยไม่ได้ไปรบกวนคนเมาแต่อย่างใด เพียงอุ่นโจ๊กบนเตาถ่านทิ้งไว้ให้พวกเขากินเมื่อตื่นขึ้นมา

   

   เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้าที่พวกผู้ชายตื่นขึ้นมาทีละคน

   

   คนแรกที่ตื่นคือจ้าวชิงซง

   

   ลี่หรงเตรียมโจ๊กให้เขา จ้าวชิงซงถามขณะกิน “แม่คุณโกรธหรือเปล่าครับ ทำไมผมรู้สึกว่าแม่มองผมแปลกๆ”

   

   “ใช่ค่ะ แม่โกรธที่คุณเมามาก” ลี่หรงตอบกลับ และถามอย่างจงใจ “บนพื้นนอนสบายหรือเปล่าคะ?”

   

   “หยุดพูดเรื่องนั้นเถอะครับ ผมกังวลแทบแย่ พ่อกับพี่ชายของคุณดื่มกันไม่หยุด จะให้ทำยังไงล่ะครับ?” จ้าวชิงซงกินโจ๊กเสร็จ แล้วเอามือลูบหน้า “คนอื่นเป็นแม่สามี พอได้ดูแลลูกเขย ยิ่งดูยิ่งชอบ แต่แม่คุณยิ่งเห็นผมยิ่งรำคาญ ผมไม่ควรดื่มมากขนาดนั้นเลย ดันทำตัวไม่ได้เรื่องต่อหน้าพวกเขาซะแล้วครับ!”

   

   “คุณไม่ต้องกังวลไปนะคะ” ลี่หรงให้คำแนะนำ “ตอนนี้อันอันยังไม่ได้อาบน้ำ ไว้ไปทำตัวดีๆต่อหน้าแม่ยายของคุณเถอะค่ะ”

   

   “ตกลงครับ” จ้าวชิงซงโน้มตัวไปจูบลี่หรงในขณะที่ไม่มีใครสนใจ

   

   ลี่หรงไม่ชอบกลิ่นบนตัวชายหนุ่มตอนนี้เลย “มีแต่กลิ่นเหล้าหึ่งไปหมดเลยค่ะ”

   

   จ้าวชิงซงยิ้มอย่างประจบประแจง “ผมจะไม่ดื่มแล้วครับ”

   

   หลังจากพูดจบ เขาก็ไปเอาน้ำร้อน แล้วพาเจ้าตัวน้อยไปอาบน้ำ

   

   เป็นไปตามคาด เมื่อเขาช่วยอาบน้ำลูกชายตัวน้อยให้มีกลิ่นหอม สีหน้าของแม่ลี่ก็ดีขึ้นมากทีเดียว

   

   พี่ชายคนโต และพี่ชายคนรองของตระกูลลี่แยกบ้านออกไปหลังจากแต่งงาน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็อยู่ไม่ไกลกันนัก



บทที่ 95: ครอบครัวหยาง


   

   วันนี้เป็นเพราะลี่หรงกลับมาบ้าน พี่ชายทั้งสองจึงพาภรรยาและลูกกลับมารวมตัวกัน

   

   หลังจากสร่างเมาแล้ว พวกเขาก็กินโจ๊กให้อิ่มท้อง แล้วกลับบ้านของตัวเองไปพร้อมกับภรรยาและลูกๆ

   

   ก่อนออกเดินทาง ยังยัดซองสีแดงจำนวนมากให้อันอัน โดยไม่ต้องรอให้ลี่หรงเอ่ย เจ้าตัวเล็กพูดขอบคุณได้อย่างง่ายดาย

   

   หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันหมดแล้ว แม่ลี่ก็ชวนพวกเขากลับไปนอนที่บ้าน

   

   เมื่อกลับมาถึงบ้าน ชายร่างเล็กก็ยื่นซองอั่งเปาให้ลี่หรงอย่างเชื่อฟัง

   

   ลี่หรงยิ้ม "ให้แม่ดูหน่อยสิจ้ะ ว่าลุงให้อั่งเปาอันอันเท่าไหร่"

   

   ไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งสองตกลงกันไว้หรือเปล่า แต่ละซองมีเงินสิบหยวน

   

   ทั้งๆที่สมาชิกในบ้านได้ค่าจ้างไม่ถึงครึ่งหยวนต่อวัน

   

   ลี่หรงประหลาดใจและถามจ้าวชิงซง "คุณมอบอั่งเปาให้หลานชายไปเท่าไหร่คะ"

   

   "ยี่สิบหยวนครับ"

   

   ลี่หรงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และพยักหน้า "ดีแล้วค่ะ"

   

   ชายร่างเล็กง่วงนอนมากจนหาวออกมา และหัวเล็กๆของเขาก็โน้มตัวเข้าหาลี่หรงทีละน้อย จ้าวชิงซงกอดลูกชาย ก่อนหอมเขาฟอดใหญ่ "วันนี้อันอันช่วยพ่อไว้ได้มากเลยนะ!"

   

   ทว่าน่าเสียดายที่เจ้าตัวเล็กไม่ได้ยินคำพูดของจ้าวชิงซงแล้ว ด้วยไม่อาจฝืนความง่วงได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงมีความสุขไปอีกนาน

   

   ทั้งจ้าวชิงซงและลี่หรงงีบหลับไปแล้วในช่วงบ่าย ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ง่วงเลย

   

   หลังจากปิดไฟแล้ว จ้าวชิงซงก็กอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขนของเขา แล้วพูดขึ้นมา "วันนี้ผมบอกพี่ชายคนโตและคนอื่นๆเกี่ยวกับฟาร์มสุกรแล้วนะครับ"

   

   "อะไรนะ คุณกล้าบอกพวกพี่ชายจริงๆเหรอคะ?" ลี่หรงไม่ได้คาดหวังไว้ว่าสามีจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้ให้คนในครอบครัวรู้

   

   "กลัวอะไรล่ะครับ" จ้าวชิงซงนวดหลังคอของลี่หรง "พวกพี่ชายของคุณล้วนเป็นคนที่มีความสามารถ ถ้าไม่พูดอะไรเลย พวกเขาคงจะคิดว่าผมดูแลคุณไม่ได้น่ะสิครับ"

   

   "แต่มันก็เสี่ยงเกินไปนะคะ"

   

   "พวกเขาก็รู้แล้วครับ" จ้าวชิงซงกล่าว และหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวเสริม "ตอนที่กินข้าวกัน ผมได้ยินจากพี่ชายว่าจะมีนโยบายใหม่ในปีนี้ แต่ผมไม่รู้ข้อมูลอะไรมากเกี่ยวกับนโยบาย แต่ยืนยันได้เลยว่านี่จะเป็นโอกาสในการพัฒนาผู้ประกอบการครับ"

   

   แม้พวกเขาจะไม่แน่ใจ ทว่าลี่หรงมีความมั่นใจเหลือล้น ด้วยตามประวัติศาสตร์แล้ว วันแรกๆของการเปิดประเทศในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบแปด การเป็นเจ้าของธุรกิจถือเป็นคลื่นลูกใหม่ลูกแรก

   

   ผู้ที่คว้าโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวจะกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ร่ำรวย

   

   ลี่หรงถือโอกาสถาม "แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไปกับฟาร์มสุกรคะ?"

   

   การเริ่มต้นฟาร์มสุกรหมายถึงการกลับไปสู่จังหวัดH และลี่หรงก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

   

   จ้าวชิงซงกล่าว "นโยบายยังไม่ได้รับการสรุปเลย เราไม่ต้องกังวลหรอกครับ เพียงดูลาดเลาในเมืองหลวงก่อนดีกว่านะครับ"

   

   "แต่ถ้านโยบายไม่เป็นไปตามนั้น คุณจะอยากกลับไปไหมคะ?"

   

   "ไม่จำเป็นหรอกครับ ที่นั่นซ่งเซียนผิงสามารถดูแลฟาร์มสุกรได้ดี แถมยังทำเงินได้มากมายอีกด้วย"

   

   "งั้นเรานอนหลับพักผ่อนกันเถอะค่ะ ฉันง่วงอีกแล้ว การเดินทางด้วยรถไฟทำให้ฉันนอนไม่ค่อยหลับเลย"

   

   จ้าวชิงซงจูบหน้าผากของเธอ "คุณไปนอนเถอะครับ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว"

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ลี่กำลังทำอาหารเช้า และจ้าวชิงซงกับเจ้าตัวเล็กก็ลุกขึ้น

   

   พ่อลี่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องนั่งเล่น เมื่อเด็กน้อยเห็นเขา ก็เรียกอีกฝ่ายเบาๆ "คุณตา…" 

   

   พ่อลี่จึงเรียกเขามาเพื่อเล่นกับเจ้าตัวน้อย

   

   จ้าวชิงซงทักทายพ่อลี่แต่ไม่ได้หยุดอยู่ในห้องนั่งเล่นนั้น โดยทิ้งเด็กน้อยไว้ที่นั่นเพื่อให้เล่นกับพ่อตา ส่วนเขาไปที่ห้องครัว ทักทายแม่ลี่ จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้น ท่าทางของชายหนุ่มบ่งบอกว่าเขาต้องการช่วยงานครัว

   

   แม่ลี่เหลือบมอง ทว่าก็ไม่ได้ขับไล่เขาออกไป เธอแอบสังเกตท่าทางของจ้าวชิงซง

   

   ลูกเขยคนนี้ไม่เลวเลย ทั้งยังต้องการช่วยงานในครัว แถมยังทำอาหารได้ด้วย

   

   แม่ลี่ยิ้ม ขณะพูดคุยกับเขา และในที่สุดก็ถาม "เสี่ยวหรงไม่เคยเข้าครัวที่บ้านเลยใช่ไหม แม่ไม่เคยให้เธอทำงานที่บ้านมาก่อน เธอเลยไม่รู้ว่างานบ้านนั้นต้องทำอย่างไร "

   

   "เปล่าเลยครับ" จ้าวชิงซงยิ้ม "เสี่ยงหรงเป็นแม่ครัวที่ดี และอาหารฝีมือเธอก็อร่อยมากด้วย เธอเข้าครัวบ่อยกว่าผมอีกครับ ด้วยไม่ชอบให้ผมทำอาหาร และไม่ชอบอาหารฝีมือผมครับ"

   

   "แก้ต่างแทนเธอหรือเปล่าเนี่ย" แม่ลี่กล่าวโดยไม่เชื่อในทักษะการทำอาหารที่ดีของลูกสาว "ฉันไม่รู้มาก่อนเลย เสี่ยงหรงไม่ต้องกวาดบ้านด้วยซ้ำ เธอจะทำอาหารได้อย่างไรกัน ไม่ต้องช่วยปกปิดหรอกน่า"

   

   แม่ลี่ดูมีความสุขมาก แม้ทุกสิ่งที่เธอพูดดูเหมือนว่ากำลังดุลี่หรง ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น และดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

   

   จ้าวชิงซงยิ้ม และไม่ได้โต้เถียงอะไรอีก เขาแค่คิดว่าแม่ลี่เป็นคนถ่อมตัว แต่แค่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ลี่ถึงบอกว่าลี่หรงไม่สามารถทำอาหารได้ ทั้งๆที่เธอทำได้ดีมากเช่นนั้น

   

   หลังจากที่แม่ลี่ และคนอื่นๆกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ลี่รุ่ยจือกับลี่หรงกลับตื่นสาย

    

   อาหารเช้ากำลังอุ่นอยู่บนเตา และในขณะที่ลี่หรงกำลังจะล้างจาน จ้าวชิงซงก็ยกไปเสิร์ฟให้เธอ

   

   ลี่รุ่ยจือนั่งอยู่ที่นั่นแล้วถาม "น้องเขย แล้วของฉันล่ะ?"

   

   ก่อนที่จ้าวชิงซงจะพูดอะไร เขาก็ได้ยินแม่ลี่พูดขึ้นมา "เจริญเถอะ! ลูกชายวัยยี่สิบกว่าไม่ใช่แค่ยังไม่มีครอบครัว ไม่เริ่มทำงานทำการ แต่เขายังนอนจนถึงเที่ยงแบบนี้อีก... "

   

   "น้องสาวของฉันก็นอนถึงเที่ยงเหมือนกัน ทำไมแม่ไม่พูดถึงเธอบ้างล่ะครับ"

   

   แม่ลี่ตะคอก "เสี่ยวหรงมีคนเสิร์ฟข้าวให้ แต่ภรรยาของลูกล่ะอยู่ที่ไหน?"

   

   ลี่รุ่ยจื่อเงียบ

   

   หลังจากเวลาอาหารกลางวัน ก็มีคนมาเคาะประตูบ้านลี่

   

   แม่ลี่คิดว่าหลานของเธอบางคนจะมาเล่นกับอันอัน แต่เมื่อเธอเปิดประตู เธอก็เห็นหลู่ซิ่วอิง

   

   เธอตกตะลึง "ซิ่วอิง?"

   

   "ฉันได้ยินมาว่าเสี่ยวหรงกลับมาเมื่อวานนี้ เมื่อวานฉันยังทำงานในหน่วยอยู่เลยเพิ่งมาหาวันนี้ค่ะ" หลู่ซิ่วอิงกล่าวขอโทษ "ขอโทษด้วยนะคะ"

   

   หลู่ซิ่วอิงเป็นแม่ของหยางเต๋อเป่า ไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร แม่ลี่เอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนเห็นหยางเต๋อเป่ายืนอยู่ข้างหลัง เธอกระตุกริมฝีปากแล้วพูด "เต๋อเป่าก็มาด้วยเหรอคะ?"

   

   เมื่อพบกับการจ้องมองของแม่ลี่ หยางเต๋อเป่าก็ยิ้ม "สวัสดีครับคุณป้า"

   

   ไม่ใช่ว่าแม่ลี่ไม่รู้ความคิดของหลู่ซิ่วอิงเกี่ยวกับลูกสาวของเธอ

   

   แต่แม่ลี่มักจะหมั่นไส้หยางเต๋อเป่าอยู่เสมอ ครอบครัวหยางให้ความสำคัญกับต้นกล้าเพียงต้นเดียวต้นนี้ และตามใจเขาราวกับว่าชายหนุ่มเป็นองค์ชาย เขาพูดเก่งและช่างพูดตลอดทั้งวัน ซึ่งแม่ลี่ไม่ชอบคนเช่นนั้น

   

   ตอนนี้ลี่หรงแต่งงานและมีลูกแล้ว แม่ลี่ไม่รู้ว่าการที่หลู่ซิ่วอิงมาที่นี่นั้นหมายความว่าอย่างไร

   

   หลู่ซิ่วอิงเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก อีกฝ่ายเข้ามาหยิบยื่นของมากมายให้แม่ลี่ "ฉันเอามาจากบ้านน่ะค่ะ พ่อหยางเต๋อเปาเพิ่งกลับมาจากคุยธุรกิจ ฉันเลยเอาให้คุณลองบ้างค่ะ"

   

   "ทำไมมีน้ำใจขนาดนี้ล่ะ" แม่ลี่ยิ้ม รีบหยิบมันไปวางบนโต๊ะข้างประตูโดยไม่ขยับ ตั้งใจว่าจะปล่อยให้พวกเขาเอากลับทีหลัง

   

   ลี่หรงกำลังคุยกับลี่รุ่ยจือเกี่ยวกับการออกไปเดินเล่นข้างนอก แต่เธอก็หยุดชะงักเมื่อเห็นหยางเต๋อเป่า

   

   หยางเต๋อเป่าทักทายพ่อลี่และลี่รุ่ยจือ 

   

   พ่อลี่พยักหน้า

   

   ลี่รุ่ยจือไม่แม้แต่จะมอง ลี่หรงยกนิ้วให้ลี่รุ่ยจือในใจ พี่ชายของเธอคนนี้ยอดเยี่ยมมาก

   

   สำหรับจ้าวชิงซง และอันอัน ก็ดูเหมือนว่าแม่ลูกตระกูลหยางจะไม่เห็นพวกเขา

   

   หลู่ซิ่วอิงพูดด้วยรอยยิ้ม "เสี่ยวหรง ฉันได้ยินมาว่าเธอกลับมาแล้ว พวกเราก็เลยมาเยี่ยมน่ะ ใช่ไหม เสี่ยวเป่า?"

   

   ลี่หรงกลอกตาในใจ หยางเต๋อเป่าเป็นเด็กหรืออย่างไร ถึงกับต้องให้แม่มาด้วยแบบนี้?

   

   หยุดเรียกเขาว่าเต๋อเป่า แล้วเรียกเขาว่าลูกแหง่เถอะ

   

   ลี่หรงสาปแช่งในใจว่าหลู่ซิ่วอิงเป็นเพียงหญิงชราตามใจลูกชายเท่านั้น 

   

   หลู่ซิ่วอิงมองดูลี่หรงอย่างยิ้มๆด้วยสายตาแปลกๆ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจไปทั้งตัว จากนั้นลี่หรงก็ได้ยินหลู่ซิ่วอิงพูด "เสี่ยวหรงผอมลงแล้วนี่นา ลูกฉันก็ผอมมากเหมือนกันตอนเขากลับมาแรกๆ"

   

   "จริงเหรอคะ ฉันรู้สึกเหมือนจะน้ำหนักขึ้นค่ะ ยิ่งตอนหลังคลอดลูกน่ะน้ำหนักขึ้นเยอะมาก" ลี่หรงพูดเพื่อเตือนหลู่ซิ่วอิงว่าตนนั้นได้แต่งงานมีลูกแล้ว ถึงกับออกไปเรียกอันอันมา และสอนเด็กน้อยเรียกคนเหล่านี้



บทที่ 96: เปิดเผยหมดเปลือก


   

   จิตใจของเด็กน้อยบริสุทธิ์ผุดผ่อง แม้จะรับรู้ถึงสิ่งเลวร้ายก็ไม่อาจแสดงออกมาเป็นคำพูดได้ ทว่าจะมีพฤติกรรมที่พยายามตีห่างหรือหลบเลี่ยงแสดงออกมาอย่างชัดเจน

   

   อันอันเองก็เช่นกัน เขารู้สึกได้ถึงสายตาคนตรงหน้าที่กำลังไม่พอใจ เมื่อลี่หรงบอกให้เขาเรียกแขกผู้มาเยือนทั้งสองอีกครั้ง เด็กน้อยจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยการวิ่งไปหาจ้าวชิงซงทันที เมื่อจ้าวชิงซงอุ้มขึ้น ก็พลันเบนสายตามองไปทางลี่หรง 

   

   ลี่หรงยิ้ม และไม่ได้พูดอะไร เพียงพยายามรักษาท่าทีสุภาพต่อหน้าคนทั้งสองเท่าที่จะทำได้ก็พอ 

   

   หลู่ซิ่วอิงยิ้มเจื่อน "อ้อ นี่เป็นลูกของเธอเหรอจ้ะ น่าเสียดายจัง ฉันมองว่าเธอเป็นลูกสะใภ้มาตลอด คิดมาว่าอยากจะให้เธอกับเสียวเป่าแต่งงานกันหลังจากกลับมาอยู่ในเมือง"

   

   ลี่หรงปรายตามองหยางเต๋อเป่า เขากำลังมองเธอด้วยสายตาหวานซึ้ง เมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นก็แทบเก็บอาการรังเกียจอีกฝ่ายไว้ไม่อยู่

   

   "ฉันว่าอย่าเลยค่ะ" ลี่หรงสั่น "ตอนนี้ฉันมีครอบครัวแล้ว น้าหลู่ต้องไปหาลูกสะใภ้คนอื่นแล้วล่ะค่ะ" 

   

   "น่าเสียดายจริงๆ ฉันอยากจะให้เธอมาเป็นลูกสะใภ้มากที่สุดเลยล่ะจ้ะ" หลู่ซิ่วอิงส่ายหน้า เสียดายเหลือเกิน "ได้ยินว่าเธอสอบเข้าชิงหัวได้ จากนี้ก็จะสร้างครอบครัวอยู่ที่เมืองหลวงสินะ ฉันจะบอกอะไรให้ในฐานะที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน สามีภรรยาต้องมีฐานะเท่าเทียมกัน ชีวิตครอบครัวต่อไปถึงจะมีความสุข คนชนบทอย่างสามีเธอน่ะ ไม่ไหวหรอก"

   

   ลี่หรงกลั้นยิ้ม คิดในใจว่าทำไมหลู่ซิ่วอิงคนนี้ช่างกล้าพูดตำหนิความสัมพันธ์ของเธอกับจ้าวชิงซงต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้?

   

   พี่ชายและพ่อแม่ของเธอก็อยู่ การพูดเช่นนี้ไม่ใช่แค่ต้องการตบหน้าลี่หรง แต่เป็นการไม่รักษาหน้าของครอบครัวตระกูลลี่ด้วย

   

   ไม่ต้องรอให้ลี่หรงเอ่ยปาก ลี่รุ่ยจือก็ไม่พอใจก่อนแล้ว ก่อนพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ "ครอบครัวเราไม่เคร่งเรื่องฐานะน่ะครับ ขอแค่เสี่ยวหรงมีความสุขกับสิ่งที่เธอเลือกก็พอแล้ว"

   

   หลู่ซิ่วอิงถูกผู้น้อยหักหน้าตรงนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยน ทว่าก็กลับมาสุขุมอย่างรวดเร็ว แล้วพูดอย่างเสียดาย "แต่ก่อนเสี่ยวหรงชอบเสียวเป่าของเรามาก ทั้งสองเล่นด้วยกันทุกวัน ทว่าหลังจากที่ลงไปชนบท... เสี่ยวหรงคงไม่ได้ถูกใครหลอกเข้าใช่ไหมจ้ะ?"

   

   แม่ลี่ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้า ไม่ใช่ว่าเธอเชื่อคำลวงของหลู่ซิ่วอิง ทว่าลูกสาวของเธอก็แต่งงานมีลูกแล้ว หลู่ซิ่วอิงยังหยิบเรื่องสมัยก่อนมาพูดอีกเช่นนี้ อีกฝ่ายเพียงต้องการหาเรื่องโต้แย้งให้กับตัวเองเท่านั้น 

   

   ลี่หรงสีหน้าไร้อารมณ์ สมัยก่อนเธอยังเคารพหลู่ซิ่วอิงในฐานะญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทว่านึกไม่ถึงว่าตัวเองจะให้เกียรติอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้

   

   ลี่หรงเย้ยหยันกลับ "น้าหลู่คะ ฉันจะขอพูดอีกครั้งนะคะ ฉันกับจ้าวชิงซงเรามีความสุขกันดีค่ะ อีกอย่างในตอนนั้น ลูกชายของคุณก็คบหากับใครบางคนที่หน่วยยุวชน จนเขาเกือบจะได้เป็นพ่อคนแล้วด้วย ทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจรักษาเด็กไว้ได้ จริงสิ เด็กสาวคนนั้นที่ลูกชายของคุณคบหา คุณก็รู้จัก เธอชื่อหลัวปิงน่ะค่ะ ฉันกลับคิดว่าดีเสียอีกที่เธอจะได้เป็นลูกสะใภ้คุณ"

   

   หลู่ซิ่วอิงชะงัก เธอคิดว่าลูกชายของเธอแค่ไม่ได้ต้องการจริงจังในความสัมพันธ์นั้นเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย

   

   หยางเต๋อเป่าแข็งค้าง แม่ของเขารู้ว่าลูกชายเคยคบหากับหลัวปิง ทว่าเรื่องที่หลัวปิงแท้ง เขากลับไม่ได้บอกแม่

   

   เมื่อเห็นลี่หรงจงใจพูดเรื่องนี้ เขาก็คิดว่าลี่หรงเป็นกังวล จึงรีบร้อนอธิบาย "ผมเลิกกับหลัวปิงแล้วครับ หลังจากนั้นเราสองคนก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีก"

   

   แน่นอนว่าคงไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ด้วยหลัวปิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ และหยางเต๋อเป่าก็ไม่ยอมให้ครอบครัวช่วยเธอ นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาทะเลาะกับหลัวปิงที่หน่วยยุวชนในตอนนั้น

   

   "ถึงเสี่ยวหรงของเรายังไม่แต่งงาน แต่ลูกชายของคุณก็ไม่สามารถเทียบชั้นติดอยู่ดีครับ" ลี่รุ่ยจือพูดเย้ยหยัน "คุณน้า หากพวกคุณทั้งสองไม่ชอบน้องเขยของผมขนาดนั้น ผมก็ขอแนะนำว่าให้รีบกลับไปดีกว่านะครับ ขืนพูดคุยกันต่อไป ไม่ใช่แค่พวกเราที่ไม่มีความสุข ทว่าพวกคุณก็จะไม่มีความสุขไปด้วย"

   

   หลู่ซิ่วอิงฝืนกระตุกริมฝีปาก แล้วปรายตามองแม่ลี่ "ดูเด็กคนนี้พูดเข้าสิ ที่พูดไปแบบนั้นเพราะฉันหวังดีทั้งนั้น ชีวิตครอบครัวของเสี่ยวหรงที่ต้องแต่งงานกับคนจากชนบท จะไปมีความสุขได้อย่างไร"

   

   "คุณมีอคติกับคนจากชนบทเกินไปแล้วนะครับ หากทุกครอบครัวนับบรรพบุรุษขึ้นไปสามรุ่นแล้ว มีบรรพบุรุษตระกูลใดบ้างที่ไม่เป็นชาวนามาก่อน?" จ้าวชิงซงพูดตามตรง "ส่วนเสี่ยวหรงจะมีชีวิตดีหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาเป็นห่วงเลยครับ"

   

   "เธอดูสิ นี่แหละชาวบ้านในชนบท ไม่มีแม้แต่มารยาท! เห็นผู้ใหญ่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ ยังไม่แม้แต่จะทักทายกันเลย" หลู่ซิ่วอิงพูดกับแม่ลี่

   

   ความอดทนของแม่ลี่มาถึงขีดจำกัด เธอมองออกนานแล้วว่าหยางเต๋อเป่าไม่ใช่คนดี ทว่านึกไม่ถึงว่าเขาจะทำให้ยุวชนคนหนึ่งแท้งลูกได้

   

   แม่ลี่พูดอย่างไร้อารมณ์ "เธอไม่แม้แต่จะมองจ้าวซิงชงเป็นผู้น้อย แล้วทำไมต้องให้อีกฝ่ายมองเธอเป็นญาติผู้ใหญ่ด้วยล่ะ ซิ่วอิง เธอกลับไปก่อนเถอะ พวกเราต้องออกไปซื้อของข้างนอกกันอีก ตอนนี้คงไม่เหมาะสมที่จะต้อนรับแขกหรอก"

   

   คำพูดที่ไล่คนตรงหน้าอยู่ทนโท่ ถึงหลู่ซิ่วอิงจะหน้าหนาแค่ไหน ก็ทนอยู่หน้าบ้านตระกูลลี่ต่อไปไม่ลง

   

   กล่องของขวัญที่พวกเขานำมาด้วย ก็ถูกแม่ลี่ยัดกลับใส่มือในสภาพสมบูรณ์

   

   ทันทีที่แผ่นบานประตูปิดลงอย่างแรง หลู่ซิ่วอิงก็ใจเต้น แล้วจ้องหยางเต๋อเป่าเขม็งด้วยความโกรธ "ลูกกล้าปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้กับแม่เชียวเหรอ ศักดิ์ศรีของตระกูลถึงคราวหมดสิ้นแล้วจริงๆไป กลับบ้าน!"

   

   "ให้ตายสิ คนแบบนี้ก็มีด้วยเหรอเนี่ย!" แม่ลี่สีหน้าโกรธแค้น

   

   "เอาล่ะ เอาล่ะ อย่าอารมณ์ร้อนไปเลย ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ" พ่อลี่รินชาให้แม่ลี่ เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลู่ซิ่วอิงก็ไม่พอใจเช่นกัน ทว่าสามีของหลู่ซิ่วอิงไม่ได้มาด้วย ดังนั้นการเก็บเงียบในบ้านจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า ปล่อยให้พวกแม่ลี่รับมือกับหลู่ซิ่วอิงจะดีที่สุด

   

   อันอันหยิบกล้วยหอม แล้วยื่นให้แม่ลี่ "ไม่โกรธ ไม่โกรธ คุณยาย กินกล้วยนะครับ"

   

   แม่ลี่พ่นลมหายใจ แล้วมองไปยังหลานชายตัวน้อยที่รู้ความ ก่อนรับกล้วยหอมมาจากมือของเขา "ยายไม่โกรธแล้วจ้ะ"

   

   ท้ายที่สุดกล้วยหอมย่อมตกลงสู่ท้องของเจ้าตัวน้อย

   

   ลี่หรงเห็นว่าเจ้าตัวน้อยชอบกินผลไม้จริงๆ เธอจึงพูดขึ้น "เจ้าลูกคนนี้ ชอบกินผลไม้จริงๆเลยนะ"

   

   "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ให้เขากินได้ตามใจชอบเถอะ" ลี่รุ่ยจือพูดอย่างใจกว้าง "ไว้กินหมดแล้ว ลุงจะซื้อให้หลานอีกนะ"

   

   "ลูกเองก็พอได้แล้ว เบี้ยเลี้ยงปลดประจำการแค่นั้น เชิญนั่งกินนอนกินสมบัติเก่าไปเถอะ" แม่ลี่กลอกตา

   

   ลี่รุ่ยจือถูกแม่หักหน้า ก็ไม่ได้อึดอัดใจอะไร แล้วลูบศีรษะน้อยๆ พร้อมพูด "ผมไม่มีเงินไม่เป็นไรหรอกครับ แค่พ่อของอันอันมีเงินก็พอ ผลไม้สักมื้อจะจ่ายไม่ไหวเชียวเหรอ ใช่ไหมล่ะ น้องเขย?"

   

   แม่ลี่บอกว่าจะออกไปซื้อของ ไม่ใช่ข้ออ้างไล่หลู่ซิ่วอิง แต่คิดจะออกไปจริงๆ 

   

   เธอกับพ่อลี่ยังไม่เกษียณ พรุ่งนี้ยังต้องออกไปทำงาน จึงมีเวลาว่างออกไปข้างนอกแค่วันนี้ตอนบ่ายเท่านั้น

   

   พาพวกลี่หรงออกไปซื้อของพร้อมเปิดหูเปิดตา ลูกสาวไม่อยู่บ้านตั้งหลายปี ลี่หรงก็ไม่รู้ว่าเมืองหลวงพัฒนาไปถึงไหนบ้างแล้ว

   

   จ้าวชิงซงเปลี่ยนเสื้อเป็นตัวที่ลี่หรงทำให้ ร่างกายเขาคล้ายกับหุ่นจำลอง เมื่อถอดเสื้อกลับดูมีเนื้อ ทว่าเมื่อใส่เสื้อกลับดูผอม

   

   ฝีมือออกแบบเสื้อผ้าของลี่หรงก่อนที่จะทะลุมิติก็มีตำแหน่งระดับหนึ่งในด้านการออกแบบเสื้อผ้า ทว่าตอนนี้ได้ตัดเสื้อให้กับคนรักเพียงคนเดียว จึงจำเป็นต้องใช้ใจในการทำเป็นอย่างมาก ทำให้เสื้อออกมาดูดีและเหมาะกับบุคลิกของจ้าวซิงชง 

   

   ผลงานของลี่หรงในตอนนั้น ด้วยเนื้อผ้าใหม่ล่าสุด ราคาแพงที่สุดและดีที่สุดจากตัวอำเภอ เมื่อใส่บนตัวสามีแล้ว จึงยิ่งดูมีระดับมากขึ้นไปอีก 

   

   แม้แต่พ่อลี่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปียังแปลกใจ "เสี่ยวจ้าว เธอซื้อเสื้อตัวนี้มาจากที่ไหนเหรอ?"

   

   จ้าวชิงซงรู้สึกเขินเล็กน้อยอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น "เสี่ยวหรงทำให้ครับ"

   

   พ่อลี่เลิกคิ้ว "เสี่ยวหรงมีฝีมือแบบนี้ด้วยเหรอ?"

   

   "ไม่มีอะไรทำในหมู่บ้านน่ะค่ะ ฉันเลยลองทำเล่นให้จ้าวซิงชงเท่านั้นเอง" ลี่หรงได้ยินพ่อพูดแบบนี้ กลัวว่าพวกเขาจะติดใจมากไปอีก แล้วจะสงสัยว่าลูกสาวเปลี่ยนไป จึงควงแขนพ่อลี่ด้วยรอยยิ้ม "พ่อคะ ไว้รอหลังจากรายงานตัวเสร็จ ฉันจะทำให้พ่อด้วยนะคะ"



บทที่ 97: ลาก่อนซูหลี 


   

   ร้านสหกรณ์ในเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง และน่าประทับใจมากกว่าสหกรณ์ในตัวเมืองหลวงของมณฑลHเสียอีก

    

   ร้านสหกรณ์ที่แม่ลี่พาไปนั้นมีทั้งหมดหกชั้น ชั้นแรกขายปลาและเนื้อสัตว์สด ชั้นสองขายผลไม้ ชั้นสามขายของใช้ประจำวัน ชั้นสี่ขายผ้า ชั้นห้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และชั้นหกขายสินค้าฟุ่มเฟือยในปัจจุบัน เช่น นาฬิกาและเครื่องประดับ

     

   แม่ลี่ไม่ได้คิดจะซื้ออะไรเป็นพิเศษ เธอแค่อยากพาลูกสาวกับหลานชายมาเดินเที่ยวเล่นเท่านั้น ถ้าเกิดว่าเด็กน้อยมองบางอย่างด้วยท่าทีสนใจ เธอค่อยถามเขาว่าอยากได้หรือเปล่า

   

   ลี่หรงขมวดคิ้ว รู้สึกว่าแม่ลี่ตามใจเจ้าตัวเล็กมากเกินไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เขาเคยตัว ไม่รู้ว่าแม่ลี่ใช้เงินซื้อของให้เด็กน้อยไปกี่ครั้งแล้ว ในที่สุดลี่หรงก็พูดขัดว่า “แม่คะ อย่าตามใจเขามากเกินไปเลยค่ะ”

    

   หลังจากที่ลี่หรงพยายามห้ามปรามอย่างสุดความสามารถ ในที่สุดแม่ลี่ก็ซื้อแต่ผลไม้ราคาปานกลางให้ ทว่าก็ใช้เงินไปหลายสิบหยวน ซึ่งเกือบจะเป็นเงินเดือนทั้งเดือนของแม่ลี่แล้ว

     

   ลี่หรงรู้สึกเกรงใจมาก จึงขยิบตาส่งสัญญาณให้จ้าวชิงซงเป็นคนจ่ายเงินให้แทน

    

   ทว่าแม่ลี่มาร้านสหกรณ์นี้บ่อยครั้ง จึงจ่ายเงินออกไปเร็วกว่าจ้าวชิงซงเสียอีก

   

   ด้วยนิสัยที่ติดมาจากอาชีพเดิม เมื่อลี่หรงเห็นผ้า จึงไม่สามารถละสายตาไปเฉยๆได้ ก่อนเดินไปรอบๆชั้นสี่เป็นเวลานาน

    

   ผ้าบางชนิดมีราคาแพงกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป แม่ลี่ที่ซื้อผลไม้โดยไม่จำเป็นต้องคิดให้มาก แต่เมื่อเห็นราคาผ้ากลับรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาเสียอย่างนั้น “แค่ดูเฉยๆก็พอแล้วจ้ะ ไม่ต้องซื้อหรอกนะ”

    

   เธอกระซิบกับลี่หรง “ลูกลืมไปแล้วเหรอว่าแม่ทำงานที่ไหน ลูกอยากได้ผ้าแบบไหนก็แค่บอกมาก็ได้ เราไปซื้อเองจะถูกกว่านี้มากจ้ะ”

   

   ใช่แล้ว ลี่หรงเกือบลืมไปแล้วว่าแม่ลี่ทำงานในโรงงานทอผ้า เธอจึงหยุดเดินดูผ้าบนชั้นสี่ทันที

    

   ขณะหันหลังเตรียมจะเดินจากไป เธอก็เห็นใครบางคนเข้า

     

   ลี่หรงดีใจ อ้าปากเตรียมจะเรียกชื่อ ทว่าเธอกลับลืมชื่อของอีกฝ่ายไปเสียแล้ว

    

   อีกฝ่ายชิงพูดก่อน “พี่ลี่หรง บังเอิญจังเลย พี่ก็มาที่นี่ซื้อเสื้อผ้าด้วยเหรอคะ?”

   

   ลี่หรงส่ายหน้า “ไม่ได้ซื้อค่ะ” 

   

   “มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมไม่ใช่เหรอคะ ฉันกับเพื่อนสนิทก็เลยออกมาซื้อเสื้อผ้าใหม่กันสักสองสามชุดสักหน่อย” เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “เมื่อก่อนตอนอยู่ในชนบท ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องการแต่งตัวมากนัก แต่พอกลับเข้ามาในเมืองหลวง ค่อยพบว่าตัวเองแต่งตัวไม่ได้เรื่องเลยล่ะค่ะ”

    

   ลี่หรงยกยิ้ม ผู้หญิงคนนี้คือซูหลีที่เธอพบบนรถไฟ ในที่สุดก็นึกชื่อเธอออกแล้ว ทั้งสองพูดคุยกันอีกสองสามประโยค

    

   ซูหลีรู้ว่าอีกฝ่ายออกมาเดินเล่นกับที่บ้าน จึงไม่อยากรบกวนเธอมากนัก ซูหลีทักทายคุณพ่อลี่กับแม่ลี่ จนเมื่อมาถึงลี่รุ่ยจือ แก้มของหญิงสาวก็แดงก่ำจนลืมทักทาย จากนั้นเธอก็รีบจับมือลี่หรงแล้วเดินจากไป 

     

   ลี่หรงกับแม่ลี่มองลี่รุ่ยจือด้วยความประหลาดใจ “ลูกรู้จักเธอด้วยเหรอ?”

    

   ลี่รุ่ยจือยิ่งสับสนกว่าพวกเธอเสียอีก เขาพูดด้วยสีหน้างุนงง “มองผมทำไมครับ? ผมไม่รู้จักเธอนะครับ!”

    

   ลี่หรงมองหน้าลี่รุ่ยจือ พูดตามตรง พี่ชายสามเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งและหน้าตาดีมาก เขาเพิ่งกลับจากการปลดประจำการ จึงยังมีความหาญกล้าตามแบบฉบับของทหารอยู่บ้าง หากเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน เขาจะได้เป็น ‘พี่ทหารสุดหล่อ’ ที่มีผู้ติดตามในอินเทอร์เน็ตเยอะจนน่าเหลือเชื่อ

   

   ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซูหลีจะหน้าแดงหลังจากเห็นเขา ถ้าลี่หรงยังไม่ได้แต่งงานมีลูก และไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขา เธอก็อาจจะหลงเสน่ห์พี่ชายคนนี้ด้วยเช่นกัน

   

   ทว่าตอนที่ลี่หรงเห็นจ้าวชิงซงครั้งแรก ลี่หรงเองก็หลงใหลในตัวชายหนุ่มมากเช่นกัน 

    

   ลี่หรงไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่ง แต่ดูเหมือนแม่ลี่จะมองท่าทีของซูหลีออก แม่ลี่มักจะคิดถึงเหตุการณ์ในชีวิต ของลูกชายคนเล็กอยู่เสมอ มันไม่ง่ายเลยที่เขาจะได้พบกับผู้หญิงที่ชอบพอ ตอนนี้เมื่อแม่ลี่ได้ยินมาว่าหญิงสาวคนนั้น คือคนที่กำลังเตรียมตัวเข้าวิทยาลัย ก็ยิ่งพอใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้น

   

   เธอรีบถามลี่หรงว่ารู้จักผู้หญิงคนนั้นด้วยเหรอ 

   

   ลี่หรงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเล่าให้แม่ลี่ฟัง ว่าเธอกับซูหลีพบกันบนรถไฟได้อย่างไร 

    

   แม่ลี่ได้ฟังแล้วก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย เป็นแค่การพบกันโดยบังเอิญ ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด เมื่อหันไปเห็นลี่รุ่ยจือที่กำลังหยอกล้อหลานชายตัวน้อย โดยไม่ได้สนใจแม่ลี่เลย ก็พลันรู้สึกหงุดหงิดมากเสียจนเดินไปหยิกลูกชายคนเล็ก “ถ้าอย่างนั้นลูกก็โสดต่อไปเถอะ!”

   

   ลี่หรงเห็นสายตาสับสนของลี่รุ่ยจือที่มองมา เธอจึงกางมือออกพลางแสดงท่าทีว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน 

   

   ในวันที่คุณพ่อลี่และแม่ลี่ออกไปทำงาน จ้าวชิงซงก็ไม่ได้เกียจคร้าน เขาเดินไปข้างนอกหลายแห่ง ออกจากบ้านแต่เช้า กลับมามืดค่ำ ในที่สุดเขาก็นำข่าวดีกลับมา ก่อนวันที่ลี่หรงจะไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัย 

   

   “อะไรนะ คุณซื้อบ้านไปแล้วเหรอคะ?” ลี่หรงตกใจมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอกับจ้าวชิงซงเก็บเงินได้มาก และยังคิดที่จะซื้อบ้านในเมืองหลวงด้วย

   

   แต่เมื่อพิจารณาว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมากในการเริ่มต้นธุรกิจ เธอจึงตัดสินใจพักเรื่องการซื้อบ้านไว้ชั่วคราว

    

   “ครับ” จ้าวชิงซงพยักหน้า “ราคาเกือบหมื่นหยวนครับ มีลานบ้านกว้างขวาง คุณสามารถปลูกพืชผักในสวนได้นะเลยครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ บ้านหลังนั้นอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยของคุณเพียงไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น จะได้เดินทางไปกลับจากบ้านได้สะดวกครับ”

   

   ลี่หรงฟังแล้วก็รู้ว่าบ้านนี้มีสวนกว้าง แถมยังอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยชิงต้าด้วย แม้ว่าในยุคนี้ หนึ่งหมื่นหยวนจะถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่บ้านสวนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยมขนาดนี้ สามารถขึ้นราคาจนสูงหลายสิบล้านได้ในอนาคต 

    

   เธอหรี่ตาลง นี่ดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

    

   เธอจะได้เป็นเจ้าของบ้านสวนจริงๆเสียแล้ว!

   

   จ้าวชิงซงเห็นว่าเธอเงียบไปนาน จึงคิดว่าภรรยาอาจจะโกรธ น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง “ภรรยาครับ คุณโกรธที่ผมซื้อบ้านโดยไม่ได้ปรึกษาคุณก่อนใช่ไหมครับ?” 

     

   หลังจากตั้งสติได้ ลี่หรงก็รู้สึกว่าชายหนุ่มกำลังไม่สบายใจ จึงเข้ากอดและหอมแก้มเขา “ถ้าอยากซื้อก็ซื้อเลยค่ะ คุณมีเงินพอหรือเปล่าคะ?”

     

   “พอครับ” จ้าวชิงซงพยักหน้าอย่างแรง รายได้จากฟาร์มสุกรเมื่อปีที่แล้วเขาไม่ได้ให้ภรรยาไว้ ตอนนี้เงินกว่าหนึ่งหมื่นหยวนที่ได้จากฟาร์มสุกรในปีก่อน หมดไปกับการซื้อบ้านแล้ว

     

   เขากังวลว่าลี่หรงจะโกรธ แต่คาดไม่ถึงว่าตัวเขาเองจะเป็นฝ่ายคิดมากเกินไป

   

   เมื่อปิดไฟ เขาก็โน้มตัวเข้าไปจูบภรรยาอย่างดูดดื่ม 

     

   ลี่หรงผลักเขาเบาๆ “ใจเย็นสิคะ เตียงไม้แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะนะคะ!”

   

   มันน่าอาย เพราะเตียงนี้คงส่งเสียงดังมาก

    

   ... 

    

   พวกเขาไม่ได้บอกแม่ลี่และคนอื่นๆเรื่องซื้อบ้าน ในวันที่ลี่หรงจะไปรายงานตัว คุณพ่อลี่ถามถึงแผนของจ้าวชิงซง “ต่อไปพวกลูกวางแผนไว้ว่าจะกลับบ้าน หรือจะทำอย่างไรต่อล่ะ?”

    

   ก่อนหน้านี้แม่ลี่ได้บอกคุณพ่อลี่แล้วว่า เธอสามารถช่วยหางานในเมืองหลวงให้จ้าวชิงซงได้ เพื่อที่ลี่หรงกับสามีจะได้ไม่ต้องแยกจากกัน

   

   แม้ว่าจ้าวชิงซงจะมาจากชนบท แต่เขาก็เคยรับราชการในกองทัพ และปลดประจำการออกมาแล้ว ด้วยความสัมพันธ์ของพี่ใหญ่ลี่ การหางานจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงวางแผนไว้ว่าอย่างไร

    

   จ้าวชิงซงตอบว่า “ผมเช่าบ้านอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยของเสี่ยวหรงครับ หลังจากนี้ผมคงจะย้ายไปอยู่ที่นั่นก่อน แล้วค่อยลองหาลู่ทางทำงานดูครับ”

   

   “ถ้าตัดสินใจจะอยู่ในเมืองหลวง” คุณพ่อลี่กล่าว “ก็ให้ข่ายจือช่วยหางานให้เลยสิ”

    

   จ้าวชิงซงปฏิเสธ โดยบอกว่าเขาจะลองหาช่องทางเองก่อน

    

   ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้ การที่จ้าวชิงซงมายังเมืองหลวงนี้ เป็นเพราะเขาต้องการสร้างครอบครัวด้วยอาศัยความสามารถของตัวเอง จึงไม่อยากพึ่งพาครอบครัวลี่มากนัก

   

   ถ้าไม่มีหนทางแล้วจริงๆ เขาก็คิดว่าจะกลับไปยังหมู่บ้านดังเดิม

   

   คุณพ่อลี่ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บอกให้จ้าวชิงซงมาหาเขาได้เสมอ หากอีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือ

    

   เมื่อกำลังจะออกเดินทางไปมหาวิทยาลัย บนท้องฟ้าพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนอบอุ่น เนื่องจากเป็นฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิจึงไม่สูงมากนัก มีลมเย็นพัดโชยกระทบใบหน้าบ้างเป็นครั้งคราว ถือว่าเป็นวันที่ดี

   

   เนื่องจากลี่รุ่ยจือไม่มีอะไรให้ทำ เขาจึงรบกวนยืมรถของพี่ใหญ่ โดยบอกว่าจะพาลี่หรงไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัย

   

   ลี่ข่ายจือให้ยืมรถ โดยกำชับว่า “อย่าขับเร็วล่ะ แล้วพี่จะคอยดู” 

   

   “รับทราบครับท่าน” ลี่รุ่ยจือแสร้งทำความเคารพแบบทหาร แต่กลับถูกลี่ข่ายจือเตะ เขาจึงรีบเดินจากมาพร้อมกับรอยยิ้ม

    

   ลี่รุ่ยจือส่งทั้งสองคน ไปยังสำนักงานทะเบียนของมหาวิทยาลัย 

   

   ลี่หรงกับจ้าวชิงซงเดินเข้าไปข้างใน หลังจากรับเอกสาร และกรอกข้อมูลการลงทะเบียนแล้ว ในที่สุดก็ออกมา หลังจากได้รับหมายเลขหอพัก 

   

   ลี่รุ่ยจือเล่นกับเด็กน้อยในรถอย่างไม่รู้เบื่อ 



 บทที่ 98: จัดหอพัก


   

   สำนักทะเบียนอยู่ค่อนข้างไกลจากหอพัก ลี่รุ่ยจือจึงสตาร์ทรถเพื่อพาพวกเขาไปส่งที่นั่น

    

   เนื่องจากเป็นหอพักหญิง ลี่รุ่ยจือจึงไม่อยากขึ้นไปอีก ได้แต่บอกให้สองสามีภรรยาทิ้งหลานชายตัวน้อยไว้กับเขา แล้วโบกมือให้ทั้งคู่ขึ้นไปบนหอพัก

   

   จ้าวชิงซงไม่ได้คิดมาก ด้วยต้องการช่วยลี่หรงขนของ และไม่รู้ว่าในหอพักใหม่มีใครอยู่บ้าง เขาอยากให้เพื่อนร่วมห้องของลี่หรงรู้ว่าหญิงสาวแต่งงานมีครอบครัวแล้ว จะได้ไม่มีใครกล้ารังแกเธอ

    

   ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวชิงซงยังอยากจะช่วยเธอทำความสะอาดและจัดเตียงอีกด้วย

   

   เมื่อมาถึงหอพัก ก็พบว่าประตูเปิดไว้อยู่แล้ว กุญแจที่ลี่หรงเอามาจากสำนักทะเบียนจึงไม่มีประโยชน์

   

   ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมาถึงก่อน

    

   ลี่หรงกลัวว่าการที่จู่ๆก็พาจ้าวชิงซงเข้าไปด้วยเลยจะดูไม่ดี เธอจึงมองเข้าไปข้างในก่อน “สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ?”

   

   “มีค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งรีบเดินออกมาจากห้อง พลางสะบัดน้ำออกจากมือ อีกฝ่ายคงจะกำลังทำความสะอาดอยู่เช่นกัน

    

   อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างดูมีอายุ น่าจะอายุมากกว่าสามสิบปีแล้ว มีรอยยิ้มที่เป็นมิตรบนใบหน้าแม้ไม่ได้โดดเด่น ทว่าดูแล้วคงเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย

    

   “แล้วมีใครอยู่ที่นี่อีกไหมคะ?” ลี่หรงมองเข้าไป “ฉันก็จะได้อยู่หอพักนี้เหมือนกันค่ะ สามีของฉันก็อยากเข้าไปช่วยทำความสะอาดเตียงด้วย จะสะดวกไหมคะ?”

   

   “ฉันอยู่คนเดียวค่ะ ไม่มีปัญหา เข้ามาได้เลย” ผู้หญิงคนนั้นคลี่ยิ้ม “ใช่แล้ว ฉันชื่ออู๋เยี่ยนหง คุณล่ะคะ?”

   

   “ลี่หรงค่ะ” ลี่หรงบอกชื่อของเธอกับอู๋เยี่ยนหง “คุณมาเร็วจังเลยนะคะ”

   

   “รถไฟที่ฉันนั่งมามาถึงเมื่อเช้านี้น่ะคะ ตอนนี้เลยยังไม่มีที่พัก ฉันก็เลยรีบตรงมาที่มหาวิทยาลัย ตอนนี้ในหอพักมีเราแค่สองคนค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีทั้งหมดกี่คน ไม่รู้เลยว่าทั้งหกเตียงจะเต็มหรือเปล่า”

   

   ลี่หรงยิ้ม “มาคอยดูกันเถอะค่ะ”

    

   “คุณทำความสะอาดได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปซักผ้าปูที่นอนต่อ” อู๋เยี่ยนหงหันหลังเดินกลับไป

   

   หอพักเป็นห้องที่มีหกเตียง ลี่หรงกวาดสายตามองไปรอบๆ หลังจากเลือกเตียงแล้ว เธอก็พร้อมที่จะเริ่มทำความสะอาด

    

   อู๋เยี่ยนหงอยู่ในห้องน้ำเล็กๆ ลี่หรงไม่สามารถปล่อยให้จ้าวชิงซงเข้าไปตักน้ำในห้องน้ำนั้นได้ เธอจึงหยิบกะละมังเคลือบ ที่มีลายดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ออกมา แล้วพูดว่า “เดี่ยวฉันจะไปตักน้ำข้างในมาให้นะคะ”

   

   จ้าวชิงซงพยักหน้า วางกระเป๋าเดินทางที่เขายกมาไว้บนโต๊ะ เปิดมันออก แล้วนำของที่อยู่ในนั้นออกมาจัดเรียง

    

   เมื่อลี่หรงยกน้ำออกมา จ้าวชิงซงก็ปีนขึ้นไปปัดฝุ่นบนเตียงแล้ว เขายื่นมือออกไป ขอให้หญิงสาวยื่นผ้าเปียกให้เขา

    

   กระดานไม้ก็ถูกเช็ดเช่นกัน ในขณะที่รอให้แห้ง ทั้งสองคนก็เก็บกวาดโต๊ะให้สะอาด แล้วช่วยกันวางสิ่งของที่ใช้กันทั่วไปไว้บนโต๊ะ

    

   “อ้าว ทำไมมีผู้ชายด้วยล่ะ!” เสียงแหลมสูงแสดงถึงความประหลาดใจ ดังมาจากนอกประตู

   

   ลี่หรงได้ยินเสียงจึงหันไปมอง เธอเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวทันสมัย ผมหยิกหยักศกสีดำยาวประบ่า เธอมีคิ้วเรียวบางทันสมัย ทาลิปกลอสสีชมพูอ่อน

    

   ไม่รู้ว่าเป็นคุณหนูเอาแต่ใจมาจากไหน

   

   ลี่หรงยิ้มด้วยความประหม่า “นี่คือสามีของฉันเองค่ะ เขาช่วยเข้ามาจัดเตียงให้ฉันเท่านั้น ขอโทษด้วยจริงๆนะคะ ที่ทำให้ตกใจ”

   

   แม้จะดูเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ทว่าลี่หรงก็จัดการได้ไม่ยากนัก เมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำพูดของลี่หรง เธอก็ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย หลังจากสบตากับลี่หรง แล้วมองอยู่พักหนึ่ง เธอก็หันหน้าชี้ไปที่เตียง “ฉันจะเอาเตียงนี้”

    

   มีผู้หญิงตัวสูงสองคนเดินตามเธอมา พร้อมถือข้าวของต่างๆมากมายไว้ในมือ หลังจากที่หญิงสาวชี้ไปที่เตียง พวกเธอก็พยักหน้าให้หญิงสาว แล้วเริ่มทำความสะอาดทันที

   

   นี่ช่างเหมือนในละคร คุณหนูจากตระกูลผู้ร่ำรวยตัวจริง

   

   ลี่หรงกับจ้าวชิงซงมองหน้ากัน จากนั้นก็ยุ่งอยู่กับการจัดของของตัวเองต่อไปเงียบๆ

    

   อู๋เยี่ยนหงตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จแล้ว ก็มานั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิงที่น่าจะ ‘เข้ากับคนได้ยาก’ เธอจึงเงียบไป

   

   ขณะที่แม่บ้านทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดเตียง หญิงสาวก็มองไปรอบๆ แต่ไม่พบเก้าอี้ที่สะอาดเลย เธอจึงเข้ามาใกล้ลี่หรง แล้วมองลี่หรงด้วยดวงตาสดใส “เธอแต่งตัวดูดีมาก กระโปรงตัวนี้ซื้อที่ไหนเหรอ?” 

   

   ลี่หรงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมาคุยกับเธอก่อน แม้ว่าจะแปลกใจ แต่ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่ชอบให้คนชมเชยเรื่องความงาม เธอเม้มปาก แล้วยิ้มอ่อน “เธอก็ดูดีมากเหมือนกัน ไหนจะยังมีดวงตาสดใสอีก กระโปรงตัวนี้ฉันเป็นคนทำเองน่ะ”

   

   หญิงสาวเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ “เธอทำเองเลยเหรอ? ฝีมือดีมากเลยนะ ขนาดฉันไปต่างประเทศมา ก็ยังไม่เจอชุดไหนสวยเท่าของเธอเลย”

   

   ลี่หรงสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาว คอปกเป็นแบบฝรั่งเศส แขนเสื้อพอง ปกเสื้อและปลายแขนเสื้อปักลายดอกไม้เล็กๆสีเหลืองและสีม่วง มีสายผูกเอว เผยให้เห็นเอวหญิงสาวที่เรียวเล็ก

   

   หลังจากมาถึงเมืองหลวง ลี่หรงแทบไม่ได้ถักเปียสองเส้นเลย มีวันนี้ที่เธอถักเปียสองข้าง เพื่อให้เข้ากับชุดกระโปรงอีกด้วย

    

   ด้วยใบหน้าของลี่หรงที่งามโดดเด่นอยู่แล้ว ยิงทำให้เธอดูเป็นคนเรียบร้อยอ่อนโยนมากขึ้นไปอีก

    

   “เธอช่วยทำให้ฉันสักตัวได้ไหม?” หญิงสาวเสนอ

    

   ลี่หรงถือเป็นช่างตัดเสื้อ ตอนที่เรียนการออกแบบแฟชั่น การทำเสื้อผ้าเป็นความสามารถพิเศษของเธอ ชาตินี้เธอก็อยากจะหาเงินด้วยการทำเสื้อผ้าด้วย แต่ไม่เคยคิดเลยว่าทุกอย่างอาจจะเริ่มขึ้นเร็วๆนี้

    

   แล้วเธอเองก็เพิ่งเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับลี่หรง ที่จะทำเสื้อผ้าให้หญิงสาวคนนี้ เพราะตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงยุ่ง มีเรื่องให้ต้องจัดการหลายอย่าง จึงยังไม่อยากทำ ขณะที่เธอกำลังคิดหาเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อจะปฏิเสธ จ้าวชิงซงก็เหลือบมองมาพอดี แล้วพูดว่า “ภรรยา ส่งผ้าปูที่นอนให้ผมหน่อยครับ”

    

   “อ๋อ ได้ค่ะ” ลี่หรงหยิบผ้าปูที่นอนออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เขา

    

   เตียงที่ปูด้วยเสื่อฟางนั้นแข็งมากเหมือนกับเตียงเตาในหมู่บ้าน จ้าวชิงซงจึงวางผ้านวมเป็นชั้นๆ จากนั้นจึงปูผ้าปูที่นอนทับอีกชั้น ในที่สุดก็พับผ้านวมไว้ข้างๆอย่างเรียบร้อย

    

   ตอนนี้ในเมืองหลวงก็ยังคงเป็นฤดูใบไม้ผลิ จึงยังต้องมีผ้าห่มผืนหนา ซึ่งผ้าห่มลี่หรงนำมา คือผ้าห่มที่คุณแม่ลี่ซื้อให้เธอจากโรงงานทอผ้า

    

   ด้านในบุด้วยฝ้ายแท้หนักสามจิน เหมาะแก่การให้ความอบอุ่น

   

   ลี่หรงบอกไปแล้วว่าเธอจะไม่นอนที่มหาวิทยาลัยบ่อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างดีมากนัก แต่จ้าวชิงซงกล่าวว่า “แม้ว่าคุณจะนอนแค่คืนเดียว ผมก็หวังว่าคุณจะนอนหลับสบายครับ”

    

   ลี่หรงรู้สึกใจฟูมากเมื่อได้ยินดังนั้น จึงปล่อยตามใจเขา

    

   หญิงสาวที่ถูกขัดจังหวะไม่พอใจมาก เธอเม้มปาก ไม่ยอมพูดอะไรต่อ ราวกับกำลังรอให้คนอื่นมาง้ออย่างไรอย่างนั้น

    

   เตียงของลี่หรงจัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่มีอะไรให้ทำอีก เธอจึงไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ เพราะต้องไปดูบ้านใหม่ของจ้าวชิงซงด้วย

   

   เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะจากไป หญิงสาวก็เริ่มวิตกกังวล ก่อนกระทืบเท้าหนึ่งที แล้วจับมือลี่หรงไว้ “ว่าแต่ เธอชื่ออะไรล่ะ”

    

   จู่ๆ ลี่หรงก็ถูกจับไว้ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วชักมือออก “ฉันชื่อลี่หรง ถ้าเธอต้องการอะไร ไว้ค่อยคุยกันคราวหน้านะ ฉันยังมีเรื่องต้องทำอยู่อีกน่ะ”

   

   “ก็ได้ ฉันชื่อเสิ่นรั่วหนิง อย่าลืมล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงตะโกนไล่หลังลี่หรง

    

   “นับถอยหลังเกือบครบแล้ว ถ้าทั้งคู่ยังไม่ลงมาอีก พี่จะพาหลานชายขึ้นไปตามหาอยู่แล้วนะ” ลี่รุ่ยจืออุ้มอันอัน ขณะมองพวกลี่หรงที่เดินลงมาด้วยรอยยิ้ม

   

   ตามเส้นทางที่จ้าวชิงซงบอก ลี่รุ่ยจือก็ขับรถเข้าไปในตรอกใกล้กับมหาวิทยาลัยชิงต้า

   

   “ที่นี่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนอยู่เหมือนกันนะ” ลี่รุ่ยจือจอดรถ แล้วเดินตามจ้าวชิงซงไป

    

   เด็กน้อยไม่ได้อยู่กับลี่หรงมาสักพักแล้ว ตอนอยู่ในรถจึงขอให้เธออุ้มเขาไว้

    

   หลังจากลงจากรถ เด็กน้อยก็ถูกพ่ออุ้มไว้ จ้าวชิงซงจึงยื่นกุญแจให้ลี่หรง ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “ไปดูสิครับ คุณชอบบ้านหลังนี้หรือเปล่า”



บทที่ 99: แนะนำตัวเอง


   

   “เฮ้อ… ชอบหรือเปล่า” ลี่รุ่ยจือจงใจยืดเสียงยาวตอนท้าย พร้อมขยิบตาให้ลี่หรง แล้วพูดล้อเลียนจ้าวชิงซงว่า “น้องเขย ฉันก็ชอบเหมือนกัน ซื้อให้ฉันสักหลังได้ไหมเนี่ย?”

    

   เหมือนมีฟองสีชมพูหวานที่เพิ่งโผล่ออกมาในหัวลี่หรง ก็พลันถูกลี่รุ่ยจือเจาะแตกเรียบร้อย เธอพูดกับลี่รุ่ยจือด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ฝันกลางวันไปเถอะค่ะ”

   

   ขณะเปิดประตู ลี่หรงเหลือบมองลี่รุ่ยจือ แล้วพูดว่า “แล้วก็บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านเช่าด้วย พี่อย่าพูดเหลวไหลแบบนั้นสิคะ”

   

   “เอาเถอะ” ลี่รุ่ยจือโบกมือ “ปกปิดพ่อแม่น่ะเข้าใจได้ แต่น้องเลิกหลอกพี่เถอะ เพราะคนที่ช่วยให้น้องเขยได้เจอบ้านหลังนี้ก็คือพี่เอง”

    

   ลี่หรงเม้มปาก ไม่อยากพูดต่อ ลี่รุ่ยจืออายุมากกว่าเธอสองหรือสามปี ทว่าในบางครั้งพี่ชายก็ชอบทำตัวเหมือนเด็ก ในขณะที่ลี่หรงดูเหมือนพี่สาวมากกว่าเสียอีก

   

   ประตูหนาและหนัก เมื่อเปิดออกจะเห็นระเบียง ถ้าเดินเข้าไปข้างในแล้ว จะพบกับลานบ้าน

   

   ดูเหมือนว่าลานบ้านจะถูกทำความสะอาดแล้ว มีเพียงบริเวณบ่อน้ำเท่านั้นที่ยังมีโคลนติดอยู่เล็กน้อย

    

   บ้านหลังหลักตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งมีสามห้องใหญ่กว่าส่วนอื่น ส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ก็มีสามห้องเช่นกัน ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตกก็มีฝั่งละสองห้อง ซึ่งขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก

    

   มีห้องทั้งหมดสิบห้อง โดยมีหนึ่งห้องไว้สำหรับเป็นห้องครัว และมีส่วนของห้องเอนกประสงค์ด้วย

     

   ภายในห้องไม่ว่างเปล่า กลับมีข้าวของหลายอย่างที่ควรมีเช่น โต๊ะ เก้าอี้ และเตียงนอน

     

   หลังจากเดินชมไปรอบๆ ลี่หรงก็มีความสุขมาก ในที่สุดหญิงสาวก็มีบ้านของตัวเองแล้ว

   

   หรือต้องเรียกว่าบ้านล้อมลานกว้าง

   

   จริงๆแล้วมันเป็นบ้านล้อมลาน

   

   ภายในอีกยี่สิบหรือสามสิบปี เมื่อราคาบ้านที่นี่เพิ่มขึ้น ลี่หรงก็จะกลายเป็นเศรษฐี!

    

   “เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณชอบหรือเปล่า?” จ้าวชิงซงถามอีกครั้ง

    

   ลี่หรงบอกว่าชอบมาก ดวงตาเธอเป็นประกายราวหมู่ดาวพร่างพราว ระยิบระยับ ขณะมองจ้าวชิงซงด้วยรอยยิ้ม

    

   เมื่อจ้าวชิงซงเห็นใบหน้าสดใสของภรรยา หัวใจเขาก็พลันรู้สึกอบอุ่น เขาอยากจะดึงหญิงสาวเข้ามาสวมกอดตามด้วยจูบเบาๆ แต่น่าเสียดายที่มีลี่รุ่ยจืออยู่ด้วย จู่ๆจ้าวชิงซงก็รู้สึกหงุดหงิดพี่เขยคนนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ด้วยอีกฝ่ายกวนใจเขามากเกินไป

    

   เขาฉวยโอกาสตอนที่ลี่รุ่ยจือก้มหน้าคุยกับเด็กน้อย รีบก้มลงไปจูบลี่หรง “ชอบก็ดีแล้วครับ”

    

   จ้าวชิงซงไม่อยากนอนกับลี่หรงบนเตียงเดียวกับที่คนอื่นเคยนอน ซึ่งโรคกลัวความสกปรกนี้ ลี่หรงก็เป็นเหมือนกัน เขาจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ที่บ้านสกุลลี่อีกสองวัน ก่อนถามลี่หรงว่าอยากกลับไปมหาวิทยาลัยเลยหรือจะกลับบ้านสกุลลี่ด้วยกัน

   

   “กลับบ้านกันก่อนเถอะค่ะ พรุ่งนี้ค่อยกลับไป แล้วก็พักที่มหาวิทยาลัยเลย” ลี่หรงกล่าว “ไว้คุณเตรียมบ้านเสร็จแล้ว ค่อยมารับฉันที่มหาวิทยาลัยนะคะ”

    

   วันรุ่งขึ้นลี่รุ่ยจือถูกเพื่อนเรียกตัวออกไป จึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยกับพวกเขา

    

   จ้าวชิงซงกับเด็กน้อยส่งลี่หรงไปมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เข้าประตูไปพร้อมกับหญิงสาวด้วย

   

   เด็กน้อยไม่รู้ว่าตัวเองจะไม่ได้เจอลี่หรงอย่างน้อยหลายวัน เมื่อจ้าวชิงซงบอกให้เขาบอกลาแม่ เด็กน้อยก็ถามว่า “แม่จะไปไหนครับ?” 

   

   “แม่ต้องไปเรียนแล้วจ้ะ” ลี่หรงยังลังเลที่จะปล่อยพวกเขาไปเช่นกัน เธอก้มลงหอมแก้มลูกน้อยในอ้อมแขนของจ้าวชิงซง

   

   “อันอันไม่อยากแยกกับแม่!” เด็กน้อยเอื้อมมือไปจับลี่หรง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

    

   จ้าวชิงซงจับมือของเขาออก “เอาล่ะ เอาล่ะ อีกไม่นานก็ได้เจอแม่แล้วนะครับลูก”

   

   นั่นเป็นความจริง แต่ลี่หรงรู้ว่าตนเองจะไม่ได้เจอลูกน้อยเป็นเวลาหลายวัน ดวงตาของเธอก็พลันแดงเล็กน้อย เพราะนอกจากช่วงที่อันอันเป็นไข้ และระหว่างที่ต้องอยู่เดือน เธอกับลูกก็ไม่เคยอยู่ห่างกันเลย

   

   แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถพาพวกเขาไปที่หอพักด้วยได้ จึงได้แต่หวังว่าจ้าวชิงซงจะเตรียมบ้านให้เร็วที่สุด

     

   ไม่ว่าเด็กน้อยจะไม่งอแงแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นเด็ก อันอันเฝ้ามองแผ่นหลังของลี่หรงจนลับสายตาไป แล้วเริ่มร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม “แม่…”

    

   “ร้องไห้ทำไมล่ะครับลูก…” จ้าวชิงซงก็รู้สึกเศร้าเหมือนกัน แต่เขาทำได้เพียงปลอบโยนลูกน้อย ต้องไม่ปล่อยให้ลี่หรงเป็นกังวล

    

   หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานาน เด็กน้อยก็เข้าใจแล้วว่าลี่หรงต้องไปเรียน และอีกไม่นานก็จะกลับมาหา จากนั้นจ้าวชิงซงก็สัญญาว่าจะพาเจ้าตัวเล็กไปซื้อองุ่น เมื่อถูกเกลี้ยกล่อม จมูกของเด็กน้อยพลันกระตุกเพราะสะอื้น ก่อนจะโผเข้ากอดคอจ้าวชิงซงแน่น

   

   จ้าวชิงซงเต็มใจเอาใจลูกน้อย เขายอมซื้อองุ่นหลายพันธุ์ เพียงเพราะลูกชายชอบกิน

   

   หลังจากกลับมาถึงบ้านสกุลลี่ แล้วพาเด็กน้อยไปหาแม่ลี่แล้ว จ้าวชิงซงก็ออกไปข้างนอกโดยไม่หยุดพักต่อ

    

   “โอ้โห! พ่อของหลานใจดีกับหลานมากเลยนะเนี่ย ถึงขนาดซื้อองุ่นมาให้อันอันตั้งมากมาย” แม่ลี่เบิกตากว้างด้วยรอยยิ้ม ด้วยอายุของเธอแล้ว ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตนตัดสินคนได้แม่นยำแค่ไหน แต่สามารถบอกได้เลยว่าจ้าวชิงซงเป็นคนดี ทั้งยังสามารถหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวได้ เธอจึงยินดีให้เขาดูแลลี่หรง ลูกสาวผู้เป็นที่รัก 

    

   เมื่อลี่รุ่ยจือกลับมาจากข้างนอก แล้วได้ยินแม่ลี่พูด เขาก็หัวเราะและไม่พูดอะไร ด้วยคิดว่าถ้าแม่ลี่รู้ว่าจ้าวชิงซงใช้เงินหลายหมื่นเพื่อซื้อบ้านให้ลี่หรง เธอคงจะรู้สึกดีมากเสียจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่แน่นอน

   

   วันแรกของการเข้าเรียน ไม่มีการเรียนการสอน ส่วนใหญ่เป็นการประชุมชั้นเรียนในตอนเช้า เพื่อให้คนในชั้นเรียนทำความรู้จักกัน

    

   ในยุคนี้ยังไม่มีช่วงที่อาจารย์ต้องแนะแนว อาจารย์ประจำชั้นแซ่โจวก็กลัวว่านักเรียนจะเขินอาย จึงเริ่มแนะนำตัวเองก่อน “สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อโจวรุ่นหัว หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับมาอีกครั้ง มหาวิทยาลัยชิงต้ายินดีต้อนรับทุกคน นี่แสดงให้เห็นว่าพวกคุณทุกคน มีความสามารถโดดเด่นมาก”

     

   “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับพวกคุณ และได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นของพวกคุณ ในปีแรกของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ผมหวังว่าพวกคุณจะปฏิบัติต่อผมในฐานะเพื่อนคนหนึ่งมากกว่าอาจารย์ หวังว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า พวกเราจะทำงานร่วมกัน และมุ่งมั่นเพื่อเป็นคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ มีอุดมคติ และมีความทะเยอทะยานกันเถอะครับ”

    

   มีเสียงปรบมืออย่างอบอุ่นดังกึกก้องในห้องเรียน

    

   ลี่หรงส่งเสียงโห่ร้องโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าเธอได้ย้อนวัย ไปเป็นเด็กสาววัยสิบแปดปี ผู้ทะเยอทะยานอีกครั้ง

    

   โจวรุ่นหัวคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ผมแนะนำตัวเสร็จแล้ว ต่อไปเป็นตาพวกคุณแล้วนะครับ” เขากวาดสายตามองไปรอบๆแล้วถามว่า “ใครจะมาก่อนครับ?”

   

   อาจเป็นเพราะความประหม่า ทุกคนที่ถูกเขาจ้องมอง จึงหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว

    

   ลี่หรงคิดดูแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไม่เป็นคนแรก เธอได้วางแผนเส้นทางในมหาวิทยาลัยไว้แล้ว ว่าตนเองไม่ต้องการเป็นหัวหน้าชั้นเรียน เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ทำตัวโดดเด่นเกินไป เธอแค่อยากจะเรียนอย่างสงบ ขณะเดียวกันก็เตรียมพื้นฐาน สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจหลังเรียนจบไปด้วย

    

   แต่ก็มีคนที่ชอบเป็นจุดเด่นอยู่เสมอ

   

   หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำยกมือขึ้น “ฉันเองค่ะ”

    

   หญิงสาวไว้ผมหางม้าสูง เปิดหน้าผากกว้าง หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย และระยะห่างระหว่างดวงตากว้างมาก ซึ่งทำให้หน้าเธอดูดุมากเช่นกัน

     

   ใบหน้าของเธอก็จริงจังมากเหมือนกับเป็นคณบดี น้ำเสียงก็แหบพร่าเล็กน้อย ไม่สามารถพูดได้ว่าน่าพึงพอใจ แต่เป็นที่จดจำได้มาก

    

   หลังจากฟังเธอแนะนำตัวเอง และพูดถึงความคิดของคนดังมากมาย ลี่หรงก็รู้สึกเหมือนกำลังฟังเธอท่องความรู้เกี่ยวกับการเมือง จำเป็นต้องท่องสิ่งเหล่านี้เวลาต้องแนะนำตัวเองด้วยเหรอ?

    

   หญิงสาวคนนั้นชื่อสวี่จิ้งจากมณฑลข้างเคียง เมื่อพูดจบ ก็ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนใดโต้ตอบเลย เมื่อเห็นเธอหน้าเสีย โค้งคำนับแล้วเดินลงไป อาจารย์ประจำชั้นก็เป็นผู้นำปรบมือ ทำให้มีเสียงปรบมือดังขึ้นไม่กี่เสียง

    

   หลังจากคนแรกผ่านไป การเป็นคนที่สองก็ไม่ง่ายอย่างที่ลี่หรงคิดไว้

    

   โจวรุ่นหัวยิ้ม แล้วสนับสนุนให้พวกเขาออกไปแนะนำตัว

    

   เสิ่นรั่วหนิงยกมือขึ้น

    

   เธอยังคงแต่งตัวทันสมัย ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงสีแดงที่สวมในวันนี้ เข้ากับผมหยิกของเธอมาก ทำให้หญิงสาวดูสง่างามและร่าเริงอยู่ในที

   

   เธอไม่ได้ท่องความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ เพียงแค่บอกชื่อตัวเอง แล้วบอกว่าเธอรู้เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ในที่สุดเธอก็แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นเสาหลักของประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาแผ่นดินเกิด



บทที่ 100: เลือกตั้งหัวหน้าชั้นเรียน


   

   หลังจากที่เธอพูดจบ หญิงสาวก็ทำท่าโค้งขอบคุณผู้ชมตามแบบตะวันตก แล้วเดินลงเวทีไป ดวงตาฉายแววสดใสขี้เล่น

    

   ในเวลาเดียวกัน เสียงปรบมือก็ดังขึ้นในห้องเรียน

    

   ลี่หรงปรบมือตาม ไม่ว่าจะด้วยท่าทางหรือคำพูดของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้แสดงถึงความเอาแต่ใจอย่างในตอนแรกที่เจอกันเลย ลี่หรงต้องมองเธอใหม่อีกครั้งเสียแล้ว เสิ่นรั่วหนิงในขณะนี้ เปรียบเสมือนดอกกุหลาบอันอบอุ่น เมื่อเทียบกับบุคลิกจริงจังของสวี่จิ้ง เธอทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

   

   “ใครจะเป็นคนต่อไปดีครับ?” เสียงของโจวรุ่นหัวดังขึ้นเมื่อควรค่าแก่เวลา

    

   ลี่หรงวางแผนไว้จะรอจนกว่าจะถึงตอนกลางหรือตอนท้ายจึงค่อยแนะนำตัว เธอจึงไม่ได้ตอบโต้ต่อคำพูดของโจวรุ่นหัวเลย แต่โชคดีที่หลังจากผ่านเสิ่นรั่วหนิงไปแล้ว นักเรียนหลายคนก็เริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น

    

   ความคิดของอู๋เยี่ยนหงคล้ายกับลี่หรง เมื่อผ่านการแนะนำตัวไปเกือบครึ่งทาง เธอก็จัดคอเสื้อตัวเองให้ตรง แล้วพูดกับลี่หรงว่า “ลี่หรง ฉันเป็นกังวลขึ้นมาแล้วล่ะ”

   

   “อย่ากังวลไปเลยค่ะ แค่พูดในสิ่งที่คุณอยากจะพูดเท่านั้นเองนะคะ” ลี่หรงให้กำลังใจเธอ

   

   “ทำไมคุณยังไม่ไปแนะนำตัวอีกล่ะคะ? ฉันรู้สึกเหมือนอาจารย์จะคอยดูคุณอยู่ตลอดเวลาเลย” อู๋เยี่ยนหงสงสัย เธอเห็นอาจารย์โจวมองลี่หรงหลายครั้งแล้ว

   

   ลี่หรงเม้มปาก แล้วยิ้ม “ไว้คุณลงมาแล้วฉันจะขึ้นไปค่ะ คุณรีบเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ เขาคนนั้นจะลงมาแล้วนะคะ”

    

   เธอสะกิดอู๋เยี่ยนหงเพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการแนะนำตัวเป็นคนถัดไป 

   

   ตอนที่ลี่หรงมาถึงห้องเรียน มีคนนั่งอยู่ข้างในหลายคนแล้ว เธอกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อหาที่นั่ง แต่แล้วอู๋เยี่ยนหงก็จูงเธอให้มานั่งด้วยกัน ลี่หรงไม่สามารถทนท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่ายได้ จึงนั่งลงข้างเธอ 

   

   อู๋เยี่ยนหงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวคนโต ขณะพูดแนะนำตัวว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออู๋เยี่ยนหง มาจากมณฑลD ฉันดีใจมากที่ได้พบทุกคนที่นี่ ฉัน...”

   

   เธอกังวลเล็กน้อย พลางสบตาให้กำลังใจของลี่หรง แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ “ปีนี้ฉันอายุสามสิบแล้ว ฉันรู้สึกขอบคุณนโยบายของประเทศ ที่ให้กลับมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้คนที่อายุสามสิบแล้ว สามารถกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยได้ หวังว่าวันหนึ่งความฝันของฉันจะเป็นจริงได้ในวัยสามสิบ ทุกคนโปรดอย่ารังเกียจที่ฉันอายุมากแล้ว หวังว่าเราจะก้าวหน้าไปด้วยกันในอนาคต ขอจบการแนะนำตัวเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกคนค่ะ”

   

   เธอเม้มปาก แล้วรีบเดินลงเวทีไปด้วยความประหม่า

     

   ลี่หรงเป็นผู้นำในการปรบมือ แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทีละเสียงในห้อง ถือว่ายังกระตือรือร้นเช่นกัน

    

   ถึงตาลี่หรงแล้ว

    

   ลี่หรงเคยมีประสบการณ์การแนะนำตัวเองแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องพูดถึงการแนะนำตัวเองเป็นภาษาจีน เธอสามารถพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ อิตาลีและฝรั่งเศส ในงานแฟชั่นโชว์ต่างประเทศมาก่อน

    

   เมื่อเผชิญกับสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา ลี่หรงก็สงบมาก ขณะเผยรอยยิ้มอย่างสดใส “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อลี่หรง ลี่ที่หมายถึงเกาลัด หรงที่หมายถึงดอกพุดตานค่ะ”

     

   เธอไม่ได้อธิบายเรื่องชื่อตัวเองมากเกินไป ก่อนจะบังเอิญเหลือบไปเห็นชายหนุ่มหลายคนด้านล่าง ที่ไม่กล้าสบตาเธอตรงๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังแอบมอง และกลัวว่าหญิงสาวตรงหน้าจะรู้ สีหน้าท่าทางแบบนี้เป็นสิ่งที่ลี่หรงคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    

   ช่วยไม่ได้ เธอเกิดมามีหน้าตาสะสวยเกินไปหน่อย

    

   ลี่หรงกล่าวต่อว่า “การพบกันคือโชคชะตา เช่นเดียวกับพี่เยี่ยนหง ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับการจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง มันทำให้ฉันได้กลับมามีความฝันอีกครั้ง” เธอเปลี่ยนน้ำเสียง ขณะพูดว่า “ฉันเชื่อว่าหลายคนที่นี่ กลับมาจากการไปใช้แรงงานในชนบทใช่ไหมคะ คุณได้พบเจอคนสำคัญ หรือมีเรื่องที่น่าจดจำเป็นพิเศษเกิดขึ้น ตอนที่คุณไปอยู่ชนบทหรือเปล่าคะ?”

    

   เธอหยุดพูด พร้อมรอยยิ้มมีความสุขปรากฏบนใบหน้า “ฉันได้เจอค่ะ! ได้เจอกับคนที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิต หลังจากไปอยู่ชนบทมาสองสามปี ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยโกรธ และคอยช่วยเหลือตลอดมา เอาล่ะค่ะ ฉันพูดเรื่องที่อยากพูดจบแล้ว ฉันชื่อลี่หรง ขอบคุณค่ะทุกคน”

   

   “เดี๋ยวก่อนครับ”

   

   ขณะที่ลี่หรงกำลังจะลงจากเวที ก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้น ก่อนจะปรายตามองไปตามเสียง จึงเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเขินอายเกินกว่าจะมองหน้าหญิงสาวตรงๆ เมื่อเธอมองไป เขาก็หลบสายตา แล้วเอ่ยถามว่า “ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างเหรอครับ?”

   

   ลี่หรงยิ้ม “ตอนนี้เขาเป็นสามีของฉันแล้ว พวกเรามีลูกชายที่น่ารักมากด้วยกันหนึ่งคนแล้วค่ะ”

   

   ชายคนนั้นดูผิดหวังเล็กน้อย แต่ลี่หรงก็ไม่ได้สนใจมากนัก เธอเพียงเดินกลับไปนั่งที่

    

   อู๋เยี่ยนหงโน้มตัวมาพูดกับลี่หรงด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณบอกเรื่องการแต่งงานอย่างเปิดเผยเลยเหรอ โถ่… ฉันเห็นชายหนุ่มหลายคนตาเป็นประกายตอนที่จ้องมองคุณ น่าเสียดายจริงๆ ตอนที่พวกเขาได้ยินเรื่องการแต่งงาน ประกายในดวงตาของพวกเขาก็หายไปทันที เรื่องเมื่อครู่นี้ขัดอารมณ์คนคลั่งรักไปกี่คนกันนะ”

   

   ลี่หรงยิ้ม นี่คือสิ่งที่เธอต้องการ

   

   แต่ลี่หรงแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่อู๋เยี่ยนหงพูดแบบนี้ ทำไมเธอจะไม่กล้าเล่าเรื่องการแต่งงานของตัวเองให้คนอื่นฟังล่ะ แล้วทำไมต้องกลัวว่าจะขัดอารมณ์คนคลั่งรักของชายคนอื่นด้วย?

    

   เธอมองอู๋เยี่ยนหงด้วยสายตาครุ่นคิด ทว่าในที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

     

   หลังจากแนะนำตัวเองแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่ต้องไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือการเลือกหัวหน้าชั้นเรียน

     

   โจวรุ่นหัวกล่าวถ้อยคำให้กำลังใจ จากนั้นทุกคนก็เริ่มปรึกษาหารือกัน

    

   ตามที่ลี่หรงคาดหวังไว้ สวี่จิ้งขึ้นไปบนเวทีแล้ว ด้วยท่าทีราวกับคณบดีเช่นเดิม หลังจากท่องจำคำพูดของคนมีชื่อเสียงจบแล้ว เธอก็แสดงความปรารถนาที่จะเป็นหัวหน้า

    

   ลี่หรงคิดว่าสวี่จิ้งอาจไม่เหมาะกับการเป็นหัวหน้า เพราะยากที่คนบุคลิกเช่นนี้จะบริหารจัดการคนได้ หากเธอมีหน้าที่ดูแลเรื่องระเบียบวินัยของชั้นเรียน เช่นนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า

    

   อู๋เยี่ยนหงลงสมัครตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร โดนกล่าวว่า “ฉันเคยเข้าร่วมศูนย์ยุวชน และได้เป็นหัวหน้ามาหลายปี ฉันคิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร เพื่อจัดการค่าเล่าเรียนที่ทุกคนจ่ายได้ดี เงินของพวกคุณจะได้ไม่สูญเปล่าค่ะ”

    

   ลี่หรงพบว่าอู๋เยี่ยนหงเป็นคนที่ฉลาดมาก ตอนที่พบกันครั้งแรก รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายเหมือนพี่สาวคนสนิท จึงทำให้ผู้คนเปิดใจเข้ากับเธอได้ง่าย ทว่าหลังจากผ่านไปสักพัก ก็จะพบว่าเธอเป็นคนมีไหวพริบดีมากเช่นกัน

   

   อาจจะมีหลายอย่างที่คุณคิดว่าเธอน่าจะไม่เข้าใจ ทว่าอีกฝ่ายสามารถทำความเข้าใจประเด็นสำคัญได้ทันที เพียงแค่พูดตอนลงสมัครคณะกรรมการนักศึกษา ก็เห็นได้ว่าเธอทุ่มเทความพยายามเป็นอย่างมาก และอย่างน้อยก็สามารถอธิบายได้ว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบด้านใดบ้าง

   

   ลี่หรงเชื่อว่าจากคำพูดเหล่านี้เป็นความจริง เมื่อรวมกับบุคลิกแบบคนซื่อสัตย์ของอู๋เยี่ยนหง ก็เชื่อว่าเธอจะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตรแน่นอน

    

   ลี่หรงไม่ได้ลงสมัครด้วย ยังเหลือตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าฝ่ายสันทนาการที่ยังไม่มีใครสมัคร

    

   เธอแปลกใจเล็กน้อย

   

   ขณะที่ลี่หรงกำลังคิดบางอย่างในใจ เธอก็บังเอิญสบตาเข้ากับโจวรุ่นหัว ฝ่ายหลังยิ้ม หัวใจของลี่หรงจึงเต้นรัว พลางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี

    

   ลางสังหรณ์ของเธอแม่นยำมาก เพราะสักพักก็ได้ยินโจวรุ่นหัวกระแอม แล้วถามว่า “ลี่หรง คุณสนใจทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการไหมครับ ผลการเรียนของคุณสูงที่สุดในชั้นเรียนนี้ และยังอยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในประเทศด้วย ว่าอย่างไรครับ อยากจะแสดงความคิดอะไรหรือเปล่า?”

    

   เพื่อนร่วมชั้นในชั้นเรียนหันมามองเธอเป็นตาเดียว ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ทุกคนไม่รู้คะแนนของคนอื่น จึงไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงต้า ใครได้คะแนนสูงที่สุด?

   

   ทว่าเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะชื่นชมคนเก่ง แม้แต่คนที่ไม่ชื่นชมก็ยังอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เมื่อรู้ว่าลี่หรงเป็นคนที่ได้คะแนนสูงสุด พวกเขาก็มองเธอเป็นตาเดียว

     

   เมื่อจู่ๆก็ถูกจ้องมองเช่นนี้ ลี่หรงจึงรู้สึกประหม่า พร้อมใบหน้าแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “อย่าดีกว่าค่ะ ขอบคุณอาจารย์ด้วยนะคะ แต่ฉันวางแผนชีวิตในมหาวิทยาลัยไว้แล้ว การทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผน ฉันต้องขอโทษจริงๆค่ะ แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องให้ทำหน้าที่ในชั้นเรียนจริงๆ ฉันก็ยินดีที่จะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”

   

    เธอปฏิเสธด้วยวาทศิลป์ เริ่มจากปฏิเสธก่อน จากนั้นพูดถึงแผนการของตัวเอง แล้วบอกว่าเธอจะพยายามทำให้ดีที่สุด หากชั้นเรียนต้องการให้ทำหน้าที่นี้จริงๆ

    

   ไม่มีใครสามารถตำหนิได้เลย

   

    โจวรุ่นหัวทำหน้าเสียใจ “น่าเสียดายจริงๆนะครับ”

   

    ต่อมาชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการ หากลี่หรงจำไม่ผิด เขาเป็นคนที่หยุดลี่หรงในตอนแรก เพื่อถามถึงสถานะของครอบครัวของเธอ

    

   หัวหน้าฝ่ายสันทนาการคือเสิ่นรั่วหนิง

    

   คาดว่าอู๋เยี่ยนหงจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร

   

   ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อสวีเหยียน ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจวัตร ด้วยคะแนนที่สูงกว่าสวี่จิ้งไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น

    

   ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้บ้าง แต่ไม่ใช่ตัวเธอเองอยู่แล้ว เพราะผู้สมัครไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง 

   

   ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ก็ไม่ใช่ลี่หรงที่ลงคะแนนให้

    

   เมื่อพูดถึงหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ลี่หรงก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวไม่รับหน้าที่นี้ นั่นก็คือในความทรงจำของเธอ หัวหน้าฝ่ายวิชาการต้องช่วยส่งรายงาน และรวบรวมการบ้านส่งให้อาจารย์ในวิชาต่างๆ 

    

   การเร่งเพื่อนให้ทำการบ้าน และเก็บรวบรวมการบ้านไปส่งนั้น เป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย ทำให้ไม่มีเวลาเหลือไปพัฒนาความสามารถส่วนตัวเลย



จบตอน

Comments