หลังจากบำเพ็ญเซียนในโลก ‘เซวียนหลิง’ มา30ปี และกลายเป็นนักปลูกพืชวิญญาณระดับสมบูรณ์แบบ
ฟ่านซีซีกลับตื่นขึ้นมาในร่างของตัวเองตอนอายุ15ปี ในยุค90
เธอยังจดจำเรื่องราวในชีวิตนี้ได้ดี
บ้านของเธอถูกเวนคืนเพราะพ่อแม่เซ็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับญาติ เธอเลยตัดสินใจจะพาพ่อกับแม่ไปซื้อบ้านที่หมี่ซี เพราะเธอรู้ว่าในอนาคตหมี่ซีจะเจริญขึ้น
ในขณะเดียวกันเธอก็ได้พบกับพี่จิ่นเฉิง คนรักของเธอในอนาคต และพบว่าเขามีบางอย่างแปลกไปเช่นกัน…
บทที่ 1: กลับชาติมาเกิดอีกครั้งในยุค90
“ไม่ใช่แค่เลือดไหลนิดหน่อยหรอกเหรอ มีอะไรต้องตื่นเต้นกันขนาดนั้น ใครใช้ให้เธอวิ่งมาแย่งสัญญาฉันล่ะ เธอหกล้มเองก็สมควรแล้ว” ฟ่านอวี้จือกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
เธอไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองผลักฟ่านซีซีลงไป
“แค่เงินค่ารื้อถอนนิดหน่อย เธอจำเป็นต้องใช้กำลังกับหลานสาวของตัวเองถึงขนาดนี้เลยเหรอ?” ฟ่านจื้อซิงพูดขึ้น ขณะที่ใช้ขนสุนัขป่าหยุดเลือดที่หน้าผากของลูกสาวคนกลาง แล้วหันไปมองน้องสาวของตนอย่างโกรธเกรี้ยว
ฟ่านอวี้จือหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา “อย่ามาอ้างว่าเป็นหลานฉัน หลานบ้านไหนจะด่าอาขอให้ตายไวๆกันล่ะ อีกอย่าง พวกเราไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ นายเป็นแค่ลูกบุญธรรม ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวนี้ เงินค่ารื้อถอนแบ่งให้พวกนายได้ห้าหมื่นก็นับว่าปรานีที่สุดแล้ว จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของนาย ไม่ว่ายังไงก็ตาม ภายในวันที่ห้าพวกนายต้องย้ายออกจากที่นี่”
“อย่ามากไปหน่อยเลย ห้าหมื่นซื้อห้องได้แค่ห้องเดียวในหมี่ตง เรามีตั้งห้าคนในครอบครัว จะอยู่กันยังไง” เฉินเยว่อิงโกรธจนพูดไม่ออก แต่ก็ไม่มีทางเลือก ต้องโทษตัวเองที่เชื่อถือญาติพี่น้องฉ้อโกงเหล่านี้มากไป ไม่ได้ดูสัญญาให้รอบคอบ และเซ็นสัญญาไปแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ
เสียงโต้เถียงของคนอื่นๆ ทําให้ฟ่านซีซีที่ตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยกลับคืนสติ
ตอนนี้เธอไม่รู้จะใช้คำใดมาบรรยายความรู้สึกในใจได้เลย เพราะเธอกลับมาเกิดใหม่แล้ว
จริงๆแล้วเธอประสบอุบัติเหตุรถชนในวันเกิดปีที่ยี่สิบห้าของตัวเอง หลังจากรับคำขอแต่งงานจากพี่จิ่นเฉิง แล้วเธอก็ถูกส่งมายังโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนที่ชื่อว่า ‘เซวียนหลิง’ …ที่นั่น เธอได้เริ่มเส้นทางสู่การบำเพ็ญเซียน และเมื่อคืนนี้ เธอได้กลายเป็นเซียนผู้บำเพ็ญวิญญาณระดับสูงสุด รวมถึงการเป็นนักปลูกพืชวิญญาณที่เก่งกาจ
ตามกฎของตำหนักหลิงซี เซียนที่บำเพ็ญวิญญาณระดับสูงสุดจะขึ้นเป็นผู้ปกครองตำหนักคนต่อไป แต่ไม่นึกเลยว่าในเวลาแบบนี้ เธอกลับมาเกิดใหม่ โดยย้อนเวลากลับไปยังอายุสิบห้าปีของตนเองอีกครั้ง
แม้ว่าเธอจะอยู่ในทวีปเซวียนหลิงมานานถึงสามสิบปี แต่เธอก็ยังจดจำเรื่องราวในชีวิตนี้ได้ดี เรื่องที่บ้านของเธอถูกเวนคืน เพราะพ่อแม่ของเธอได้ลงนามในสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเหล่าลุงป้าน้าอา ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้รับส่วนแบ่งเพียงเงินห้าหมื่นหยวน ในขณะที่ครอบครัวอื่นๆได้รับอย่างน้อยที่สุดก็สามแสนหยวน
ต่อมา พ่อแม่ของเธอไม่ได้เลือกที่จะซื้อบ้าน แต่พวกเขากลับพิจารณาถึงปัญหาเรื่องการศึกษาของลูกๆทั้งสามคน พวกเขาจึงตัดสินใจเช่าบ้านอยู่ในเขตหมี่ตง จนกระทั่งผ่านไปห้าปี ครอบครัวของเธอจึงได้ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง และทยอยใช้หนี้บ้าน
หลังจากญาติพี่น้องที่เห็นแก่ตัวเหล่านั้นจากไป เธอก็เอ่ยปากกับพ่อแม่ที่นั่งถอนหายใจอยู่ในบ้านว่า “พ่อ แม่ พวกเราไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซีกันเถอะค่ะ หนูได้ยินมาว่า ราคาต่อตารางเมตรแค่ร้อยกว่าหยวน ห้าหมื่นหยวนสามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ได้เลย”
เฉินเยว่อิงมองลูกสาวด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย “เด็กอย่างลูกจะรู้เรื่องอะไร เขาว่ากันว่า ยอมซื้อเตียงในหมี่ตงดีกว่าซื้อบ้านทั้งหลังในหมี่ซี เขตหมี่ตงคึกคัก รุ่งเรือง มีทั้งย่านการค้าและเขตโรงเรียนที่ดี แต่เขตหมี่ซีนั้นแห้งแล้ง ซื้ออะไรก็ไม่สะดวก แถมยังได้ยินมาว่า จะมีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ที่นั่น แม่ไม่อยากอยู่ใกล้คนตาย”
ฟ่านซีซีกระแอมเบาๆในฐานะผู้ที่รับรู้เรื่องราวในอนาคต เธอสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า เขตหมี่ซีจะไม่ได้สร้างสุสานขนาดใหญ่ แต่จะสร้างสนามบินเมืองหมี่เฉิงต่างหาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมข่าวลือถึงบอกต่อๆกันไปจนกลายเป็นการสร้างสุสานไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคต เขตหมี่ซีจะได้รับการพัฒนาให้เป็นเขตพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง จะต้องคึกคักมากขึ้นอย่างแน่นอน ราคาบ้านก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและพุ่งสูงขึ้นทุกวัน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฟ่านซีซีจึงชักชวนอีกครั้ง “พ่อ แม่ เชื่อหนูเถอะค่ะ ไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซีกันเถอะ ที่โรงเรียนของหนูมีลูกสาวของข้าราชการในกรมศึกษาธิการ เธอเล่าความลับให้หนูฟังว่า ตอนนี้ผู้คนต่างพากันไปอยู่ที่เขตหมี่ตง ทำให้ทรัพยากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ ในไม่ช้าโรงเรียนมัธยมสามแห่งในเขตหมี่ตงจะย้ายไปที่เขตหมี่ซี ครอบครัวของเธอแอบไปซื้อบ้านแถวโรงเรียนในเขตหมี่ซีแล้วด้วย แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ แต่ราคาในอนาคตก็ต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน”
“และยังมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างสุสานที่เขตชานเมือง เพราะที่ดินตรงนั้นจะใช้สร้างสะพานยกระดับรูปวงแหวน… ในเมื่อสร้างสะพานยกระดับแล้ว บริเวณนั้นก็น่าจะเป็นทางเข้าเมือง เป็นเสมือนหน้าตาของเมือง คงไม่สร้างสุสานที่สะดุดตาแบบนั้นหรอกค่ะ”
ดวงตาของฟ่านจื้อซิงเป็นประกาย “ซีซี ที่ลูกพูดเป็นความจริงเหรอ?”
เฉินเยว่อิงก็มองลูกสาวของตนด้วยแววตาคาดหวังเช่นกัน หากเขตหมี่ซีไม่ได้สร้างสุสานขนาดใหญ่ แล้วยังมีโรงเรียนดีๆย้ายไปที่นั่นอีก เธอก็จะไม่ลังเลที่จะไปอยู่ที่เขตหมี่ซีแม้แต่น้อย
ฟ่านซีซีพยักหน้าอย่างมั่นใจ “จริงสิคะ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ หนูคงไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับญาติๆพวกนั้นหรอกค่ะ พวกเขาแอบวางแผนกันว่า หากพวกเรายอมง่ายๆกับเงินห้าหมื่นหยวน พวกเขาจะหักไปอีกสองหมื่นหยวนเลยนะคะ!”
เมื่อเฉินเยว่อิงได้ยินดังนั้น ความโกรธที่เพิ่งสงบลงของเธอก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “ซีซี ลูกได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนกัน พวกเขาคิดร้ายแบบนี้จริงเหรอ?”
ฟ่านซีซีพยักหน้ารับ “หนูได้ยินลูกชายของอาเล็ก เสี่ยวเจี้ยน คุยกับเพื่อนของเขาพอดี เขาบอกว่าจะเอาเงินที่ได้เพิ่มไปซื้อของเล่น ซื้อขนมกินค่ะ”
“พวกเขารังแกกันเกินไปแล้ว จื้อซิง ฉันว่าคุณอย่าคิดจะไปอยู่ที่หมี่ตงกับพวกเขาเพราะหวังว่าจะคอยช่วยเหลือกันได้สะดวกเลย พวกนี้เป็นญาติแบบไหนกัน เห็นแก่ได้ทั้งนั้น คุณเป็นลูกที่แม่รับมาเลี้ยงก็จริง แต่คุณก็เป็นพี่ใหญ่ และดูแลพวกเขามาตั้งแต่เด็ก ของดีอะไรก็ให้พวกเขาก่อนเสมอ ตอนที่พ่อกับแม่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราก็เป็นคนดูแลมาตลอด แต่พวกเขาเคยคิดถึงคุณบ้างหรือเปล่า”
“ต่อไปนี้เราอยู่ห่างๆพวกเขากันเถอะ พวกเราไปซื้อบ้านที่หมี่ซี บ้านหลังใหญ่หน่อย อารมณ์จะได้ดีขึ้น”
“ใช่ๆๆ แม่พูดถูก ญาติแบบนี้ ไม่เห็นหน้าจะดีกว่า พวกเรารีบไปดูบ้านที่หมี่ซีกันเถอะ” ฟ่านซีซีรีบเสริม
ฟ่านจื้อซิงถึงกับอึ้งไป “จะไปตอนนี้เลยเหรอ?”
“ใช่ ตอนนี้เลย โครงการบ้านจัดสรรที่หมี่ซีมีเยอะแยะ เราไปแต่เนิ่นๆ จะได้เลือกบ้านหลังดีๆได้ แถมซื้อเร็ว ราคาก็จะยิ่งถูกด้วย”
ฟ่านซีซีวางแผนไว้แล้วว่าจะซื้อบ้านที่โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ที่หมี่ซี บ้านที่นั่นรูปแบบสวย พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ที่สำคัญที่สุดคือ อนาคตบริเวณโดยรอบจะเป็นย่านการค้า และใกล้กับโรงเรียนมัธยมทั้งสามแห่งของเมืองหมี่เฉิงด้วย
“ถ้าเช่นนั้น...เอ่อ...ไปดูหน่อยก็ได้” ฟ่านจื้อซิงมองดูท้องฟ้า บ่ายโมงแล้ว ไปหมี่ซีสักรอบก็ไม่เสียหาย
“ไปก็ไป! ซีซี ลูกรีบเขียนข้อความทิ้งไว้ให้พี่สาว เมื่อเธอเรียนพิเศษกลับมา ค่อยให้เธอไปรับน้องสาวที่หอเยาวชน”
“ค่ะ แม่” ฟ่านซีซีรับคำอย่างว่าง่าย เธอฉีกกระดาษโน้ตออกมาขีดเขียนข้อความสั้นๆติดไว้ที่ประตู จากนั้นจึงสะพายกระเป๋าของตนเอง แล้วรอพ่อกับแม่อยู่ที่ลานบ้าน
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากหน้าประตู
“ซีซี เธออยู่บ้านไหม”
ฟ่านซีซีชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่จิ่นเฉิง?”
ด้วยความดีใจ เธอรีบวิ่งออกไปทันที
เพราะความเร่งรีบ เธอจึงเกือบจะชนเข้ากับฟ่านจิ่นเฉิงที่กำลังจะก้าวเข้าประตูมา
“สะพายกระเป๋าแบบนี้ จะไปไหนเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงใช้มือข้างหนึ่งประคองร่างเล็กบอบบางที่พุ่งเข้ามาหาอย่างกับลูกกระสุน ส่วนมืออีกข้างก็แตะเบาๆที่บาดแผลบนหน้าผากของเธอ
“เจ็บไหม?”
หลังจากความตกใจผ่านไป ฟ่านซีซีก็ยิ้มร่า มองเด็กหนุ่มรูปงามราวเทพเซียนตรงหน้า เธอตั้งใจไว้ว่าหลังกลับมาจากหมี่ซีแล้วจะไปหาเขา แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะมาหาเธอถึงที่บ้าน
แม้จะได้หวนคืนชีพกลับมา แต่คนที่เธออยากจะพบเจอมากที่สุดกลับเป็นพี่จิ่นเฉิง ตอนนี้เมื่อได้พบหน้ากันแล้ว ในใจของเธออยากจะเอ่ยคำว่า ‘ไม่เจอกันนานเลยนะ’ ทว่าคิดไปคิดมาก็รู้สึกไม่เหมาะสม จึงตัดสินใจเก็บงำไว้
ฝ่ายฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเด็กหญิงจ้องมองเขาโดยไม่พูดจา จึงเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบาๆอย่างนึกเอ็นดู “ได้ยินว่าเธอได้รับบาดเจ็บ ฉันมียาอยู่บ้าง ให้ฉันทำแผลให้เธอใหม่ดีกว่า”
บทที่ 2: ไม่เข้าใจ ถามพี่จิ่นเฉิง
“อ้อ งั้นพี่จัดการให้ก็ได้” ฟ่านซีซีพยักหน้ายิ้มรับ
พี่จิ่นเฉิงในอนาคตจะเป็นศัลยแพทย์ชื่อดัง เขาสนใจเรื่องการแพทย์มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ถ้าเขาบอกว่าจะจัดการให้ก็ปล่อยให้เขาจัดการเถอะ
ต้องรู้ไว้ว่า แผลบนหน้าผากของเธอตอนนั้นไม่ได้รับการรักษาที่ดี ต่อมาจึงติดเชื้อ พอแผลหายแล้วก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นจางๆเอาไว้ พี่จิ่นเฉิงจึงค่อนข้างจะกังวลเรื่องนี้มาตลอด และบอกว่าถ้าเขากลับจากบ้านญาติเร็วกว่านี้ก็คงดี
แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้เขาถึงกลับมาเร็ว
“จิ่นเฉิงมาแล้วเหรอ!” ฟ่านจื้อซิงเดินออกมาจากโรงเก็บของหลังบ้านพร้อมกับเข็นจักรยานออกมา เห็นฟ่านจิ่นเฉิงกำลังทำแผลที่หน้าผากให้ลูกสาวจึงทักทายไปตามเรื่องตามราว
“ลุงครับ ลุงกับป้ากำลังจะออกไปข้างนอกเหรอครับ?” ฟ่านจิ่นเฉิงถามขึ้นขณะทำแผลให้ฟ่านซีซีอย่างคล่องแคล่ว สายตาก็มองไปยังเสื้อตัวใหม่ของลุงที่มักจะใส่เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น
ฟ่านจื้อซิงพยักหน้า “ใช่ พวกเรากำลังจะไปดูบ้านที่เขตหมี่ซีกัน”
ดวงตาของฟ่านจิ่นเฉิงเป็นประกาย เขารีบพูดขึ้นทันที “บังเอิญจังเลยครับ แม่ของผมก็กะว่าจะไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซีเหมือนกัน กำลังหาเวลาไปดูอยู่พอดี งั้นผมไปกับลุงกับป้าด้วยเลยดีไหมครับ!”
ฟ่านจื้อซิงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “บ้านพวกเธอเองก็จะไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซีเหมือนกันเหรอ? ฉันเพิ่งได้ยินมาว่า พ่อของเธอเสียชีวิตในหน้าที่ คราวนี้ทางการจะให้สิทธิพิเศษในการเลือกบ้านก่อน ใครๆก็อยากได้บ้านในโครงการที่เขตหมี่ตง พวกเธอน่าจะได้ส่วนลดตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนี่ ทำไมไม่ไปซื้อที่เขตหมี่ตงล่ะ?”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มแล้วพูดว่า “เงินค่าเวนคืนที่บ้านเราได้มาทั้งหมดก็แค่แสนเดียว เงินแสนเดียวซื้อบ้านหลังใหญ่ที่เขตหมี่ตงไม่ได้หรอก ไปซื้อที่เขตหมี่ซีก็น่าจะดี ได้อยู่บ้านหลังใหญ่กว่าด้วย อีกอย่าง ผมได้ยินข่าววงในมาว่า ในอนาคตเขตหมี่ซีจะพัฒนาเป็นเมืองท่า จะมีการสร้างสนามบิน ไม่ใช่สุสาน เพราะงั้น ผมเลยอยากไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซี”
“สร้าง...สร้างสนามบิน?” ฟ่านจื้อซิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
แม้แต่ฟ่านซีซีในตอนนี้ก็ยังทำสีหน้าฉงนสงสัย พี่จิ่นเฉิงรู้ได้ยังไงว่าเขตหมี่ซีจะสร้างสนามบิน?
“จิ่นเฉิง นี่เธอไปได้ยินมาจากไหน?” เฉินเยว่อิงเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เดินออกมาได้ยินที่ฟ่านจิ่นเฉิงพูดพอดี เธอเอามือปิดปาก แล้วร้องด้วยความตกใจ
ฟ่านจิ่นเฉิงเหลือบมองฟ่านซีซีที่มองเขาด้วยแววตาเหม่อลอย ก่อนจะจงใจลดเสียงลงแล้วพูดว่า “ผมมีญาติอยู่คนหนึ่ง เป็นญาติฝ่ายแม่ ทำงานอยู่ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างในเมือง ได้ยินมาว่า โครงการก่อสร้างสนามบินเมืองหมี่เฉิงครั้งนี้ บริษัทเขาก็ได้เข้าร่วมประมูลด้วย ตอนนี้ข่าวยังเป็นความลับอยู่ บุคคลภายนอกยังไม่มีใครรู้ แต่ก็มีบางคนที่รู้แล้ว เลยแอบไปซื้อบ้านที่เขตหมี่ซีกันเงียบๆ”
พอเฉินเยว่อิงได้ยิน ก็รีบร้อนขึ้นมาทันที “ถ้างั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ”
ไม่นานนัก ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าไปยังเขตหมี่ซี
เนื่องจากมีฟ่านจิ่นเฉิงเพิ่มเข้ามา พวกเขาจึงต้องปั่นจักรยานสองคัน ฟ่านจิ่นเฉิงฉวยโอกาสนี้หลอกล่อฟ่านซีซีขึ้นรถของเขาได้สำเร็จ
พอได้เห็นฟ่านซีซีที่ดูอ่อนหวาน ผิวพรรณผุดผ่อง และสดใสร่าเริงอีกครั้ง หัวใจของฟ่านจิ่นเฉิงก็เต็มไปด้วยความสุข ในชีวิตนี้ เขาอยากจะดูแลเธอ รักเธอ ปกป้องเธอ เติบโตไปพร้อมกับเธอ และอยู่เคียงข้างเธอจนแก่เฒ่า
เพราะรู้ว่าฟ่านซีซีชอบบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ครั้งนี้เขาจึงทำตัวเป็นผู้นำ พาทุกคนตรงไปยังสำนักงานขายของ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ในเขตหมี่ซี
หลังจากไปดูสถานที่จริงแล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงก็เลือกที่จะเป็นเพื่อนบ้านกับฟ่านซีซีอย่างมีเลศนัย บ้านทั้งสองหลังอยู่ตรงข้ามกัน
ตอนที่จ่ายเงินมัดจำ พนักงานขายพูดอย่างสะท้อนใจว่า “บ้านดีๆของพวกเรา ทำไมถึงไม่มีใครมาซื้อกันนะ ชั้นล่างสุดกับชั้นบนสุดแค่หนึ่งร้อยแปดสิบหยวนต่อตารางเมตร ชั้นอื่นๆก็แค่สามร้อยหยวน ราคาถูกเหมือนขายผักเลย ทั้งหมดนี้ต้องโทษข่าวลือที่ทำร้ายพวกเรา มีแต่คนบอกว่าแถวนี้กำลังจะสร้างสุสาน”
เฉินเยว่อิงถามด้วยความอยากรู้ว่า “ไม่สร้างสุสานจริงๆเหรอ?”
“แต่เดิมก็มีแผนแบบนี้อยู่หรอก แต่มันเป็นแค่ข้อเสนอ เสนอไปก็ยังไม่แน่ว่าจะผ่านเลยนะ! แล้วอีกอย่าง ต่อให้สร้างสุสาน มันก็ต้องสร้างบนเขาชานเมืองหมี่ซีอยู่แล้ว มันจะมีผลอะไรกับบ้านในเขตหมี่ซี อีกอย่าง โดยทั่วไปแล้วประเทศจะต้องเลือกสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยดีๆสำหรับสร้างสุสาน นี่ก็เป็นการยืนยันทางอ้อมว่า เขตหมี่ซีเป็นสถานที่ที่ดี...”
เฉินเยว่อิงหัวเราะเบาๆสองสามครั้ง แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่ตอนนี้ความสนใจของฟ่านซีซีกลับอยู่ที่โบรชัวร์แนะนำร้านค้าที่อยู่ข้างๆร้านค้าหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ราคาแค่สองร้อยแปดสิบหยวนต่อตารางเมตร คิดจากราคาบ้านในอนาคตแล้ว นี่มันถูกมากจริงๆอยากซื้อจัง!
แต่อนิจจา...เธอไม่มีเงิน ครอบครัวเพิ่งซื้อบ้านไปหนึ่งร้อยห้าสิบตารางเมตร หมดไปสี่หมื่นห้าพันหยวน ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือเงินแล้ว
เฮ้อ! เธอต้องหาวิธีเองแล้ว
“ทำไมถึงไม่ดีใจล่ะ” ฟ่านจิ่นเฉิงยื่นกระติกน้ำเก็บความร้อนที่เขาพกติดตัวมาให้เธอ
“ฉันไม่ได้ไม่ดีใจสักหน่อย” ฟ่านซีซีเปิดฝากระติกน้ำแล้วดื่มไปหนึ่งอึก จากนั้นก็มองพ่อแม่ของเธอด้วยแววตาเป็นประกาย
“พ่อกับแม่คะ ช่วงปิดเทอมนี้หนูว่างมากเลยค่ะ ให้หนูดูแลเรื่องตกแต่งบ้านให้ดีไหมคะ”
ฟ่านจื้อซิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ลูกเป็นผู้หญิงจะไปรู้เรื่องตกแต่งอะไร พ่อจ้างช่างมาทำให้ดีกว่า แค่ตกแต่งแบบเรียบๆง่ายๆก็พอ พยายามให้เสร็จก่อนวันที่ห้าเดือนหน้า พวกเราจะได้ย้ายเข้าไปอยู่พอดี”
ฟ่านซีซีรีบพูดเสนอตัวอีกครั้ง “พ่อคะ บ้านของพี่จิ่นเฉิงก็ต้องตกแต่งเหมือนกัน หนูช่วยพี่เขาจัดการก็ได้ค่ะ หนูจะคอยดูแลงานก่อสร้างที่นี่ รับรองว่าบ้านใหม่ของเราจะเสร็จก่อนวันที่ห้าเดือนหน้าแน่นอนค่ะ เป็นไงคะ”
ฟ่านจื้อซิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฟ่านจิ่นเฉิงพูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ใช่ครับ ลุง ผมกับซีซีจะช่วยกันดูแลเรื่องตกแต่งบ้านใหม่เองครับ บ้านของเราสองหลังตกแต่งพร้อมๆกันไปเลย จ้างช่างทีเดียวก็พอ ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาด้วย ผมจะอยู่ดูแลงานที่นี่เองครับ อีกอย่างซีซีบอกว่า เธออยากเรียนต่อด้านบัญชี ปล่อยให้เธอฝึกฝนประสบการณ์ตรงนี้ไปเลยก็ดีครับ...ลุงกับป้าก็เตรียมเก็บของย้ายบ้าน มีอะไรต้องทำตั้งเยอะแยะ”
ฟ่านซีซีได้แต่นิ่งอึ้งไป เธอไปบอกตอนไหนว่าอยากเรียนบัญชี ที่จริงเธอไม่อยากเรียนหนังสือแล้วด้วยซ้ำ
แต่เอาเถอะ เกิดใหม่ทั้งที อายุแค่นี้ จะไม่ให้เรียนหนังสือเลยก็คงไม่ได้ พี่จิ่นเฉิงอยู่มัธยมปลายปีที่2 เขาอยากเข้าคณะแพทย์ ส่วนเธออยู่มัธยมปลายปีที่1 ถ้าในอนาคตอยากอยู่ใกล้ชิดกับพี่เขา เธอก็คงเลือกเรียนหมอเช่นกัน
ฟ่านจื้อซิงเห็นฟ่านจิ่นเฉิงพูดแบบนั้น จึงปรึกษากับภรรยาแล้วตอบตกลง
“ก็ได้ งั้นเริ่มพรุ่งนี้แล้วกัน ลูกกับจิ่นเฉิงรับผิดชอบเรื่องตกแต่งบ้านไปเลย ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามพ่อกับแม่ได้ พรุ่งนี้พ่อจะให้เงินไปซื้อวัสดุก่อนหนึ่งพันหยวนนะ จำไว้ว่าต้องจดบัญชีด้วยล่ะ”
เฉินเยว่อิงกำชับว่า “เวลาซื้อของต้องเปรียบเทียบราคาหลายๆร้านด้วยนะลูก มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามจิ่นเฉิง”
“ทราบแล้วค่ะ” ฟ่านซีซีพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
ตั้งแต่เล็กจนโต เรื่องที่พ่อแม่ไม่ค่อยวางใจให้เธอทำ กลับเป็นเรื่องที่พวกเขาวางใจให้พี่จิ่นเฉิงทำได้อย่างสนิทใจ ก็ใครให้พี่จิ่นเฉิงเป็นเด็กดีแบบที่พ่อแม่คนอื่นอยากมีกันล่ะ ทั้งเชื่อฟัง กตัญญู รู้เรื่องสารพัดสารเพ แถมเรียนเก่งอีกต่างหาก อย่างแย่ที่สุดก็แค่ได้ที่สองของโรงเรียน
ตกเย็น ฟ่านซีซีได้รับเงินค่าวัสดุตกแต่งมาหนึ่งพันหยวนสมใจอยาก และได้สิทธิ์ในการตกแต่งบ้านมาครอบครอง
“พี่สาว ฉันอยากได้ห้องสีชมพู เหมือนห้องเจ้าหญิง” ก่อนนอน ฟ่านมี่มี่บรรยายลักษณะห้องในฝันให้พี่สาวฟัง หวังว่าพี่สาวจะเห็นด้วย
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ได้เลย เดี๋ยวพี่จะออกแบบห้องเจ้าหญิงให้ แล้วพี่ใหญ่ล่ะ อยากได้ห้องแบบไหน?”
ฟ่านเจวียนเจวียนที่กำลังทำการบ้านอยู่เงยหน้าขึ้น เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “การตกแต่งหลายแบบคงจะยุ่งยากน่าดู เอาแบบเดียวกับห้องของมี่มี่ก็แล้วกัน”
ฟ่านซีซีก้มหน้าแล้วยิ้มออกมา ทุกคนล้วนมีความฝันอยากเป็นเจ้าหญิง แม้แต่พี่ใหญ่ก็อยากได้ห้องแบบเจ้าหญิงเช่นกัน!
คิดได้ดังนั้นเธอจึงหยิบปากกาขึ้นมาแล้วร่างแบบบนกระดาษ...
ขณะที่เธอกำลังออกแบบการตกแต่งบ้านใหม่ อยู่ๆ บ้านของพี่จิ่นเฉิงก็เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น
บทที่ 3: ฉันจะแต่งงานกับเธอ
ฟ่านจิ่นซินโกรธจนเอาของทั้งหมดบนโต๊ะเขียนหนังสือของพี่ชายโยนลงพื้น เธอร้องไห้น้ำตาไหลพรากพลางพูดว่า “ทำไมต้องไปซื้อบ้านที่หมี่ซีด้วย พวกเราบอกว่าจะไปซื้อบ้านที่หมี่ตงไม่ใช่เหรอ หมี่ซีมีอะไรดี ไม่คึกคัก แถมยังอยู่ไกลโรงเรียนอีก พี่ชาย พี่มันเห็นแก่ตัวที่สุดเลย ฉันว่าพี่โดนฟ่านซีซีหลอกจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วแน่ๆ ครอบครัวของยัยนั่นจะไปซื้อบ้านที่หมี่ซี พี่ก็เลยรีบวิ่งแจ้นไปเป็นเพื่อนบ้านกับยัยนั่น มีแบบนี้ด้วยเหรอ?”
หลิ่วซิ่งฟางที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นลูกสาวโมโหจนเสียสติ จึงหันไปมองลูกชายแล้วกวักมือเรียก “จิ่นเฉิง ออกมาหาแม่หน่อย”
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่มีท่าทีร้อนรน ไม่แม้แต่จะมองหนังสือที่กองอยู่บนพื้น เขาหันหลังเดินออกไปข้างนอก
“จิ่นเฉิง เรื่องวันนี้ลูกทำไม่ถูกเลยนะ ไม่ปรึกษาแม่ก่อนสักคำ แม่ให้เงินลูกไปดูบ้านกับน้าที่หมี่ตง ลูกกลับเอาไปจ่ายค่ามัดจำ เลือกบ้านที่หมี่ซีได้ยังไง?”
ฟ่านจิ่นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย “แม่ ผมพิจารณามาอย่างรอบคอบแล้ว บ้านที่หมี่ซีมีโอกาสที่ราคาจะขึ้นสูงมากในอนาคต แถมผมยังได้ข่าวมาว่า หมี่ซีจะมีการสร้างสนามบิน ในอนาคตการคมนาคมของหมี่ซีจะสะดวกกว่าหมี่ตง อีกอย่าง แม่รู้ไหมว่าทำไมจิ่นซินถึงอยากอยู่หมี่ตงนัก นั่นก็เพราะว่าเธอแอบมีแฟนไง บ้านไอ้หนุ่มนั่นอยู่ที่หมี่ตง...”
ทันทีที่เขาพูดจบ ฟ่านจิ่นซินก็พุ่งตัวออกมา แล้วตะโกนใส่หน้าพี่ชายตัวเอง “พี่ถึงขั้นเลือกบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของฟ่านซีซี พี่ไม่ได้แอบคบกับยัยนั่นอยู่จริงๆเหรอ พี่มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันแอบคบกับคนอื่น พี่ไม่ให้ฉันอยู่หมี่ตง งั้นพี่ก็ห้ามอยู่หมี่ซี ฉันไม่ยอมเป็นเพื่อนบ้านกับฟ่านซีซี ฉันเกลียดยัยนั่น”
แววตาของฟ่านจิ่นเฉิงเย็นชาลงเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ฉันรับรองได้เลยว่า เมื่อซีซีโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันจะแต่งงานกับเธอ ส่วนเธอ เธอรับรองได้ไหมว่าไอ้หนุ่มนั่นจะแต่งงานกับเธอ ฉันชอบฟ่านซีซี เรื่องนี้ฉันไม่เคยปฏิเสธ และฉันก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเรียนตกเพราะเรื่องแบบนี้เลย ฉันได้ที่หนึ่งของโรงเรียนมาตลอด แล้วเธอ เธอสอบได้ที่เท่าไหร่?”
หลิ่วซิ่งฟางถึงกับพูดไม่ออก เธออยากจะบอกว่า ลูกสาวไม่ควรมีแฟน และลูกชายก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะให้มาคบกับใครตอนนี้ก็ไม่ได้
ถึงแม้จิ่นเฉิงจะดีกับฟ่านซีซีมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็คิดว่าเขารักฟ่านซีซีเหมือนน้องสาว ทำไมถึงขั้นรับปากว่าโตไปจะแต่งงานกันแล้วเนี่ย
“ผลการเรียนของฉันไม่ดี รั้งท้ายห้องทุกครั้งแล้วมันทำไม ผลการเรียนของฟ่านซีซีก็ไม่ได้ดีสักหน่อย ครั้งที่แล้วภาษาอังกฤษเธอยังสอบได้น้อยกว่าฉันอีก” ฟ่านจิ่นซินโมโหคำพูดของพี่ชายตัวเองจนตวาดออกไป
“ซีซีแค่เรียนไม่เก่งบางวิชา ต่อไปฉันจะช่วยติวเข้มให้เอง เธอเลิกคิดเรื่องชวนทะเลาะเถอะ ฉันซื้อบ้านที่หมี่ซีเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะให้คนไปตกแต่ง เตรียมเข้าอยู่ก่อนเปิดเทอม เธอก็ไม่ต้องหาเรื่องซีซีอีก ถ้าฉันรู้เข้าเมื่อไร ฉันจะให้ป้าใหญ่รับเธอไปอยู่ด้วย ลูกชายบ้านใกล้ๆเขาน่ะ ชอบเธอจะแย่อยู่แล้ว...” ฟ่านจิ่นเฉิงขมวดคิ้ว
“แม่ ดูพี่สิ...” ฟ่านจิ่นซินโมโหจนกระทืบเท้า
ตอนนี้หลิ่วซิ่งฟางกลับรู้สึกขำกับวิธีจัดการของลูกชาย “พอแล้ว อย่าไปโกรธพี่ชายเลย ตอนนี้พวกลูกต้องตั้งใจเรียน แม่ไม่ก้าวก่ายเรื่องเพื่อนฝูงของพวกลูก แต่แม่เชื่อว่าพี่ชายจะไม่ทำร้ายลูกหรอก”
“แม่ลำเอียง พี่ชายชอบฟ่านซีซี แม่ก็ไม่ว่า แต่กลับมาห้ามหนู” ฟ่านจิ่นซินเบ้ปาก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหดหู่
ผลการเรียนไม่ดี อยู่ในบ้านนี้เหมือนไม่มีสิทธิ์มีเสียง
“รอให้ลูกสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนทุกครั้งก่อน ค่อยมาขออนุญาตแม่เรื่องมีแฟน” หลิ่วซิ่งฟางยิ้มอย่างใจกว้าง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าครัวไปทำกับข้าว
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ่านซีซีพกเงินก้อนโตไปจ่ายค่าบ้านกับพี่จิ่นเฉิงอย่างมีความสุข จากนั้นก็รีบไปหาทีมช่างตกแต่งบ้านทันที
ความจริงเธอไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกอย่างพี่จิ่นเฉิงจัดการให้หมด ทั้งราคา วัสดุ แม้แต่ค่าใช้จ่ายก้อนแรก เขาก็จ่ายไปให้แล้ว ส่วนเธอแค่เดินตามเป็นเพื่อนเท่านั้น
โอ้ ไม่ เธอยังมีประโยชน์อยู่บ้าง งานออกแบบของเธอดีมาก ช่างที่ตกแต่งดูครั้งเดียวก็เข้าใจ และยังชื่นชมเธอว่าวาดสวย จนกระทั่งพี่จิ่นเฉิงถึงกับบอกว่าไม่ต้องออกแบบห้องของเขา ให้คัดลอกการออกแบบห้องของเธอเลย
ตอนเที่ยง แดดร้อนจัด ฟ่านจิ่นเฉิงตั้งใจจะพาฟ่านซีซีไปกินข้าวที่ร้านอาหารเล็กๆ แต่ฟ่านซีซีกลับปฏิเสธ
“พี่จิ่นเฉิง บ่ายนี้พี่อยู่ที่นี่คนเดียวได้ไหม? ฉันอยากออกไปซื้อของหน่อย”
“เธอจะซื้ออะไร? ฉันจะไปกับเธอด้วย”
ฟ่านซีซียิ้มแป้นแล้นมองเขา “วันเกิดพี่ใกล้จะถึงแล้วนะ ฉันอยากไปเลือกของขวัญให้พี่ ดังนั้น พี่ไม่ควรไปกับฉัน”
ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นแตะหน้าผากเธอเบาๆ “วันเกิดฉันยังเหลืออีกสองเดือน ไม่ต้องเตรียมเร็วขนาดนั้น เธออยากออกไปเที่ยวล่ะสิ?”
ฟ่านซีซีลูบหน้าตัวเอง “พี่อย่าแฉฉันสิ ห้าโมงเย็นฉันจะกลับมาหาพี่ แล้วเราจะกลับด้วยกัน”
จริงๆแล้วฟ่านจิ่นเฉิงค่อนข้างเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นดวงตาของเธอที่เต็มไปด้วยความปรารถนา เขาก็พยักหน้าตกลง
“ได้สิ แต่เธออย่าวิ่งไปไกลนะ ระวังตัวด้วย”
“รู้แล้วค่ะ!” ทันทีที่ฟ่านซีซีได้รับอนุญาต เธอก็ตื่นเต้นเหมือนว่าวที่ขาดสาย วิ่งลิ่วไปไกลทันที
ฟ่านจิ่นเฉิงมองดูแผ่นหลังของเธอด้วยความจนใจ แล้วส่ายหัวเบาๆ
เขาอยากจะตามเด็กคนนี้อย่างเงียบๆ ดูสิว่าเธอจะไปที่ไหน!
ช่างเถอะ ตอนนี้ก็บ่ายโมงครึ่งแล้ว ห้าโมงก็อีกไม่นาน
ตอนที่ฟ่านจิ่นเฉิงยังคงพยายามโน้มน้าวตัวเอง ฟ่านซีซีก็ขึ้นรถบัสที่จะไปหมี่ตงแล้ว
เป้าหมายของเธอง่ายมาก ‘สวนพฤกษศาสตร์’
ในฐานะนักปลูกพืชวิญญาณผู้เก่งกาจ แน่นอนว่าเธอต้องชำนาญการเรื่องพันธุ์พืช
เมื่อคืนนี้เธอได้ทดลองมาแล้ว แม้จะกลับมาเกิดใหม่ แต่ความสามารถของนักปลูกพืชวิญญาณของเธอยังคงอยู่ ดังนั้น เธออยากใช้ความสามารถของตัวเองเป็นช่องทางในการหาเงิน และพยายามซื้อบ้านสักหนึ่งหรือสองหลังก่อนที่ราคาบ้านในเขตหมี่ซีจะเพิ่มขึ้นอีก
เวลานี้มีคนมาที่สวนพฤกษศาสตร์น้อยมาก หลังจากเดินชมรอบๆสวน ฟ่านซีซีก็ซื้อเมล็ดพันธุ์พืชจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ในสวนเป็นจำนวนมาก และมีหลายชนิดด้วยกัน
ต่อมา เธอก็ไปที่ตลาดเกษตร ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้หลายชนิด ดินปลูกยี่สิบกว่าถุง กระถางต้นไม้หลากหลายขนาดหนึ่งร้อยใบ รถสามล้อมือสองใช้ขนของหนึ่งคัน ผ้าใบกันน้ำสีดำขนาดใหญ่หนึ่งผืน กรรไกรเล็กหนึ่งเล่ม และพลั่วเล็กหนึ่งเล่ม
หลังจากซื้อของครบแล้ว เธอก็หาที่ที่ไม่มีคน ราดดินปลูกลงท้ายรถสามล้อ แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ต่างๆ จากนั้นใช้ผ้าใบกันน้ำสีดำคลุม และขี่รถสามล้อไปอย่างช้าๆ
ไม่มีใครเห็นเลยว่า ทุกครั้งที่เด็กสาวบนรถสามล้อหันหลังกลับมา เมล็ดพันธุ์ใต้ผ้าใบสีดำในกระถางต้นไม้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟ่านซีซีก็ปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนสอนวาดภาพจีนแห่งเมืองหมี่เฉิง
เธอเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว เพราะชื่อเสียงของโรงเรียนสอนวาดภาพจีนและบรรยากาศทางศิลปะที่ดี ที่นี่จึงเกิดเป็นตลาดดอกไม้และนกขนาดเล็กขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มีพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายดอกไม้ ต้นไม้ สมุนไพร และนกจำนวนมาก
ดังนั้น เธอจึงหาที่ว่างๆเปิดผ้าคลุมสีดำออก และเริ่มต้นเป้าหมายสูงสุดของวันนี้ นั่นคือ… การหาเงิน
เนื่องจากเธอเป็นคนแปลกหน้า ทันทีที่เธอปรากฏตัว ผู้คนแถวนั้นจึงพากันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พอเห็นดังนั้น ทุกคนที่มามุงดูก็ตกตะลึง รถสามล้อคันเล็กๆ บรรทุกดอกไม้สดที่บานสะพรั่งอยู่เต็มคัน มีทั้งสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีม่วง สีชมพู สีสันต่างๆสอดประสานกัน รถสามล้อคันนี้ดูเหมือนสวนดอกไม้แปลกตา รกแต่สวย
“สาวน้อย ทำไมเธอถึงขายดอกไม้แบบนี้ล่ะเนี่ย ดอกไม้สวยๆแบบนี้ เอามากองรวมกันไว้หมด ไม่กลัวดอกไม้ช้ำรึไง” มีคนพูดขึ้นด้วยความเสียดาย
บทที่ 4: สินสอดที่จะใช้แต่งงานกับเธอในอนาคต
ขณะที่ฟ่านซีซีเคลื่อนย้ายกระถางดอกไม้เปล่าจากใต้เบาะรถสามล้อออกมา เธอก็อธิบายไปด้วยว่า “ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้หายาก ครอบครัวของหนูมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงิน จึงขายถูก ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อะไร ราคาหนึ่งร้อยหยวนต่อหนึ่งต้น”
“ไม่จริงใช่ไหม สาวน้อย ฉันเห็นว่าเธอมีกล้วยไม้หยกหายากอยู่ตรงนี้ด้วย เธอขายแค่หนึ่งร้อยหยวนเองเหรอ?”
“ใช่! แต่ต้องซื้อตั้งแต่สิบต้นขึ้นไป คุณเลือกพันธุ์ได้ตามใจ พร้อมกระถาง”
เมื่อเธอพูดจบก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเบียดเข้ามาใกล้ทันที
“หนึ่งร้อยหยวนต่อต้น ฉันซื้อ ฉันจะซื้อทั้งหมด”
ฟ่านซีซีกำลังจะถาม แต่ก็มีคนตะโกนขึ้นมาทันที “ลุงหลี่ ดอกไม้เยอะแยะขนาดนี้ ลุงกวาดซื้อคนเดียวไม่ได้นะ ฉันก็อยากซื้อด้วย แบ่งให้ฉันบ้าง ฉันอยากได้กล้วยไม้หยกหนึ่งต้น กล้วยไม้หมึกหนึ่งต้น กล้วยไม้ปีศาจหนึ่งต้น โบตั๋นหนึ่งกระถาง เสาเย่าหนึ่งกระถาง…”
“อย่าทำอย่างนั้น เหลือให้ฉันบ้าง ฉันก็ต้องการ”
“ฉัน ฉันก็ต้องการด้วย…”
ผู้คนที่มุงดูต่างตื่นเต้นขึ้นมาทันที แม้ว่าดอกไม้ของเด็กสาวคนนี้จะไม่มีการห่อหุ้มกระถางที่สวยงาม และไม่ใช่ว่าทุกต้นจะมีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยหยวน แต่ดอกไม้หายากเหล่านี้มีคุณภาพดีจริงๆ โดยเฉพาะกล้วยไม้หายาก หากเพียงเปลี่ยนกระถางเป็นกระถางที่สวยงามแล้วขายต่อ ก็สามารถขายได้ในราคาสูงมากทีเดียว
ไม่นาน บรรดาพ่อค้าแม่ขายรอบๆ ต่างก็พากันมามุงล้อมด้วยความรวดเร็ว หวังที่จะซื้อดอกไม้ของเธอ
ฟ่านซีซีเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวาย เธอจึงชี้ไปที่ชายวัยกลางคนที่บอกว่าจะซื้อทั้งหมดเป็นคนแรกแล้วพูดว่า “คุณลุงคะ ต้นละหนึ่งร้อยหยวน ถ้าลุงซื้อทั้งหมด หนูก็จะขายให้ลุงทั้งหมดเลยค่ะ แล้วลุงค่อยไปแบ่งขายต่อให้คนอื่นๆ หนูเองก็อยากรีบกลับบ้านเหมือนกันค่ะ”
“ได้ๆๆ เธอนับมาสิว่ามีทั้งหมดกี่ต้น ฉันซื้อหมดนั่นแหละ”
ฟ่านซีซีกวาดตามองรถสามล้อของตัวเอง “น่าจะประมาณหนึ่งร้อยสามสิบต้นได้ค่ะ อาจจะมากกว่านั้นด้วย ลุงให้หนูหนึ่งหมื่นสามพันหยวนก็พอค่ะ รถสามล้อก็ยกให้ลุงไปด้วยเลยค่ะ เพื่อความสบายใจ ลุงสามารถนับดูใหม่ได้อย่างละเอียดเลยนะคะ”
ชายวัยกลางคนชะงักเล็กน้อย “รถคันนี้มีดอกไม้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ดอกไม้ที่อยู่ข้างล่างอย่าให้มันช้ำล่ะ”
ฟ่านซีซีพูดด้วยรอยยิ้ม “ลุงสามารถย้ายดอกไม้บางส่วนออกไปก่อน แล้วค่อยนับก็ได้ค่ะ”
“สาวน้อย ขายให้ฉันเถอะ ฉันไม่นับหรอก ฉันให้เธอสองหมื่นหยวนเลย เป็นไง?” พ่อค้าคนหนึ่งที่ยืนดูอยู่ก่อนหน้านี้พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ฟ่านซีซีส่ายหน้า “เว้นแต่ว่าคุณลุงคนนี้จะบอกว่าไม่เอาแล้ว หนูถึงจะขายให้คนอื่นได้ค่ะ หนูเป็นคนรักษาคำพูด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ตกลง งั้นหนึ่งหมื่นสามพันหยวน รอฉันสักสิบนาที ไม่สิ ห้านาที ฉันจะรีบไปถอนเงินมาให้”
ตอนที่ชายวัยกลางคนกำลังจะเดินไป คุณลุงคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยวหลี่ ฉันมีเงินสดติดตัวพอดี เดี๋ยวฉันให้นายยืมก่อน แล้วค่อยให้ฉันเลือกดอกไม้ไปสักหน่อย ได้ไหม?”
ชายวัยกลางคนเห็นว่าคนที่เอ่ยปากคือ ผู้อำนวยการเวิง แห่งโรงเรียนสอนวาดภาพจีน เขาจึงยิ้มรับคำ “เช่นนั้นก็รบกวนท่านผู้อำนวยการแล้ว”
ว่าแล้วฟ่านซีซีก็ได้รับเงินก้อนแรกของเธออย่างราบรื่น จากนั้นก็ขึ้นรถกลับ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ อย่างมีความสุข
ส่วนผู้อำนวยการเวิงกับหลี่จงไฮว๋ก็เริ่มหาคนมาช่วยกันย้ายต้นไม้ในกระถางอย่างระมัดระวัง บรรดาผู้คนที่มามุงดูก็ยังไม่ยอมแยกย้ายไปไหน
ในที่สุดพวกเขาก็คำนวณจำนวนต้นไม้ทั้งหมดได้ รถสามล้อเล็กๆคันนี้บรรทุกต้นไม้ล้ำค่าไว้ทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบต้น มากกว่าที่สาวน้อยบอกไว้ถึงสามสิบต้น พวกเขาต่างดีใจกันใหญ่
……
เมื่อกลับมาถึง ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ฟ่านซีซีก็รีบวิ่งไปที่สำนักงานขายทันที
“ฉันจะซื้อร้านค้า”
พนักงานขายมองเธออย่างงงๆ “ครอบครัวของเธอเพิ่งซื้อบ้านไปเองนะ ตอนนี้จะซื้อร้านค้าอีกแล้วเหรอ?”
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เธอยังเห็นว่าบ้านของพวกเขากำลังตกแต่งอยู่เลย
ฟ่านซีซียิ้มรับ “ใช่แล้ว หนูรู้สึกว่าร้านค้าในหมู่บ้านริมน้ำมีน้อยเกินไป แค่จะซื้อน้ำขวดเดียวยังต้องเดินตั้งนาน แล้วยิ่งถ้ามีคนมาดูบ้าน พวกเขาก็จะไม่มีที่พักผ่อน ครอบครัวของหนูเลยตั้งใจจะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตขายของใช้ทั่วไป คุณคิดว่ายังไง?”
“อืม...ได้สิ! ถ้าพวกคุณเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตจริงๆ ฉันจะไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย”
ร้านค้าของพวกเขาก็ขายออกไปได้บ้างแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เพิ่งเปิดตัว ยังไม่มีคนเข้าอยู่ จึงเป็นธรรมดาที่ร้านค้าจะยังไม่เข้ามาเปิด ทำให้การซื้อของไม่สะดวกสักเท่าไหร่ แค่จะซื้อน้ำเปล่ายังต้องวิ่งไปเป็นกิโล
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นเฉิงก็เดินเข้ามา
เขามองฟ่านซีซีที่กำลังตื่นเต้นอยู่บนเคาน์เตอร์หินอ่อนด้วยความสงสัย “ซีซี เธออยากเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตเหรอ?”
ฟ่านซีซีหันกลับมายิ้มหวานให้เขา “ใช่ แบบนี้พอพวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ของฉันก็จะมีอะไรทำ พี่จิ่นเฉิง พี่จะร่วมหุ้นกับฉันไหม เราไปซื้อร้านที่ใหญ่กว่านี้กันเถอะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงครุ่นคิดอยู่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะพยักหน้าตกลง “ได้สิ เรามาซื้อด้วยกัน”
พนักงานขายกำลังรู้สึกว่าฟ่านจิ่นเฉิงช่างพูดง่าย แต่แล้วก็ได้ยินหนุ่มน้อยหน้าตาอ่อนโยนราวกับหยกคนนี้เอ่ยเสริมขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม “ร้านค้าทั้งหมดเขียนชื่อเธอเป็นเจ้าของ ถือว่าเป็นสินสอดที่ฉันจะแต่งงานกับเธอในอนาคตละนะ”
“หา?” ฟ่านซีซีเบิกตากว้าง มองเขาด้วยความประหลาดใจ
ที่แท้ พี่จิ่นเฉิงคิดจะแต่งงานกับเธอตั้งแต่ตอนนี้แล้วเหรอเนี่ย
พนักงานขายตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว
“วัยหนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ น้องสาว ถ้าพวกเธออยากได้ร้านค้าจริงๆ ตอนนี้ฉันจัดการให้ได้เลยนะ พอดีข้อมูลพ่อแม่ของเธอก็อยู่ที่นี่ด้วย เรื่องผู้ปกครองก็สามารถดำเนินการพร้อมกันได้เลย”
ฟ่านซีซียิ้มน้อยๆแล้วถามว่า “ร้านค้าที่อยู่หน้าหมู่บ้านนั่น ราคาเท่าไหร่คะ?”
“อ้อ พูดถึงร้านแรกเหรอ ร้านนั้นขายไปแล้วจ้ะ พวกเธอซื้อร้านที่สองกับสามได้นะ สองร้านนั้นรวมกันหนึ่งร้อยยี่สิบตารางเมตร พวกเธอเป็นลูกค้าเก่า ฉันจะลดราคาให้ เหลือสองหมื่นหกพันหยวน”
“จ่ายครึ่งแรกก่อนได้ไหมคะ ที่เหลือขอเวลาอีกสองสามวัน” ฟ่านซีซีวางเงินหนึ่งหมื่นสามพันหยวนที่เพิ่งได้มาบนเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว
ฟ่านจิ่นเฉิงมองอย่างอึ้งๆ เด็กคนนี้ไม่ใช่ว่าตอนบ่ายวิ่งกลับไปเอาเงินมาหรอกนะ
“ได้สิ ได้สิ” พนักงานขายพูดด้วยรอยยิ้ม
ฟ่านจิ่นเฉิงบีบมือฟ่านซีซีเบาๆ แล้วหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ที่เหลือรูดบัตรใบนี้”
“ได้เลย ได้เลย ฉันชื่อหลินเยี่ยน ต่อไปมีอะไรก็มาหาฉันได้นะ” หลินเยี่ยนกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ เลยรีบไปรูดบัตรและดำเนินการให้ทันที
หกโมงครึ่ง ฟ่านซีซีเดินออกมาจากสำนักงานขายอย่างสบายใจ
เธอมองดูฟ่านจิ่นเฉิงที่เดินนำหน้า แล้วเข้าไปคว้าแขนเขาอย่างซุกซน
“พี่จิ่นเฉิง ตอนนี้ฉันมีบ้านเป็นของตัวเองแล้วนะ! แต่ว่า...ฉันจะบอกพ่อกับแม่ยังไงดี?”
ฟ่านจิ่นเฉิงหันกลับมา แตะจมูกโด่งที่น่ารักของเธอเบาๆ “ก็บอกว่าเป็นสินสอดไงล่ะ”
ฟ่านซีซีอ้าปากค้าง มองเขาอย่างลังเล “พูดแบบนั้นได้จริงๆเหรอ?”
ฟ่านจิ่นเฉิงลูบผมยาวของเธอเล่นอย่างเอ็นดู “ถ้าไม่แน่ใจ เธอลองกลับไปพูดดูสิ ถ้าเธอพูดไม่สำเร็จ ฉันจะไปช่วยพูดเอง”
“งั้นฉันขอไปพูดเองก่อนแล้วกัน! พี่จิ่นเฉิง ฉันว่าจะเริ่มตกแต่งร้านพรุ่งนี้ จะได้รีบเปิดร้านมีรายได้”
“ตกลง พรุ่งนี้ฉันจะหาช่างไม้มาทำตู้โชว์ให้ เธออยากตกแต่งแบบไหนก็วาดรูปมาให้ฉันพรุ่งนี้”
“ค่ะ” ทั้งสองคนปรึกษาหารือกัน มองไปถึงอนาคตที่วาดฝันไว้ จนกระทั่งถึงหน้าบ้านก็ยังคงอาลัยอาวรณ์
บทที่ 5: ฉันรู้สึกแย่มาก
ตอนที่ฟ่านซีซีกลับถึงบ้าน ทุกคนทานมื้อเย็นกันเสร็จแล้ว และกำลังนั่งพักผ่อนกันอยู่ที่ลานบ้าน
พอเห็นลูกสาวกลับมา เฉินเยว่อิงก็ถามขึ้นทันทีว่า “วันนี้การตกแต่งคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? ซื้อวัสดุครบหรือยัง? หมดเงินไปเท่าไหร่? แล้วต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่?”
ฟ่านซีซีมองแม่ด้วยสีหน้าลำบากใจ “เริ่มตกแต่งแล้วค่ะ วัสดุก็ซื้อครบแล้ว แต่ว่า...หนูซื้อกับพี่จิ่นเฉิงค่ะ แบบนี้จะได้ราคาถูกกว่า แล้วเขาก็จ่ายเงินไปก่อน เดี๋ยวค่อยหารกันทีหลัง หนูเลยไม่รู้ว่าหมดไปเท่าไหร่”
เฉินเยว่อิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่คิดว่าแบบนี้ก็ไม่เป็นไร จึงไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
ส่วนฟ่านจื้อซิงกำชับว่า “ลูกต้องใส่ใจหน่อยนะ อย่าให้จิ่นเฉิงต้องเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว”
ฟ่านซีซีรู้สึกว่าตอนนี้พ่อกับแม่พูดจาดี เธอจึงรวบรวมความกล้า เล่าเรื่องที่ไปซื้อร้านค้ามาอีกแห่งหนึ่งกับพี่จิ่นเฉิง เพราะอยากเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต
เฉินเยว่อิงถึงกับผงะ “ซีซี ลูกพูดว่าอะไรนะ พูดใหม่สิ!”
ฟ่านจื้อซิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจ “พวกเธอสองคนไปซื้อร้านค้ากันแล้ว?”
ไม่คิดจะถามพ่อแม่ก่อนเลยเหรอ?
เด็กสมัยนี้คิดเองทำเองกันหมดแล้วสินะ พ่อคนนี้ไม่มีปากมีเสียงอะไรเลยรึไง!
ฟ่านซีซีกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “เพราะราคาบ้านใน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เริ่มขึ้นแล้วค่ะ พวกเราเลยลองปรึกษากันดู และตัดสินใจซื้อเลย เพราะที่นั่นมีร้านค้าไม่กี่แห่ง กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้จะซื้อไม่ได้ เลยตัดสินใจซื้อไปก่อน”
“แต่พวกเรามีเงินที่ไหนไปจ่ายล่ะ” เฉินเยว่อิงไม่ได้คิดว่าร้านค้าไม่ดี เพียงแต่ตอนนี้เงินไม่พอ!
ฟ่านซีซีพูดเสียงเบาลงว่า “จ่ายหมดแล้วค่ะ หนูออกเงินส่วนหนึ่ง พี่จิ่นเฉิงออกให้ส่วนใหญ่ เขาบอกว่า...บอกว่าซื้อร้านค้าให้หนูเป็นสินสอด...”
ฟ่านจื้อซิงอ้าปากค้าง เขาได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า? หูฝาดเหรอ? สินสอด? ลูกสาวเขายังเด็กอยู่เลย ทำไมถึงมีเรื่องสินสอดผุดขึ้นมาได้?
เฉินเยว่อิงเองก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ทันใดนั้น เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เลยรีบคว้าเชือกกระโดดที่ฟ่านมี่มี่เพิ่งเล่นเสร็จมาฟาดใส่ฟ่านซีซี
“ฟ่านซีซี ลูกสารภาพมาดีๆ ลูก...ลูกไปทำอะไรไม่เหมาะสมกับจิ่นเฉิงหรือเปล่า...พวกเธอ…พวกเธอ...”
ยัยเด็กบ้าคนนี้ คงไม่แอบไปมีแฟน แล้วขโมยกินผลไม้ต้องห้ามเข้าไปหรอกนะ?
ถูกแม่ฟาดเข้าไปหนึ่งที ฟ่านซีซีถึงกับเบลอไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ
“ไม่ ไม่ใช่ พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย พี่จิ่นเฉิงแค่พูดเล่นๆ เขาบอกว่า พวกเราก็ต้องโตขึ้น ในเมื่อยังไงโตไปก็ต้องแต่งงาน สู้แต่งงานกับคนที่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างเขาไปเลยดีกว่า อึก...หนู...แค่รู้สึกว่าแบบนั้นมันก็ดีเหมือนกัน โตไปไม่ต้องปวดหัวเรื่องหาแฟน หรือไปดูตัวให้วุ่นวาย”
เฉินเยว่อิงอึ้งไปอีกครั้ง แล้วมองลูกสาวคนกลางด้วยสายตาเอือมระอา “แค่นั้นจริงๆเหรอ เขาไม่ได้ทำอะไรลูกเลยเหรอ กอดไหม? หรือว่าอย่างอื่น?”
ฟ่านซีซีสะดุ้ง รีบส่ายหน้าทันที “ไม่ ไม่เลย เขาไม่เคยแม้แต่จะจับมือหนู”
ฟ่านเจวียนเจวียนที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงน้องสาวร้องไห้ กับบทสนทนาของแม่ เธอก็เดินออกมาพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเล็กน้อยว่า “แม่ อย่าคิดมากไปสิ ฟ่านจิ่นเฉิงน่ะ ทั้งสูง ทั้งหล่อ เรียนก็เก่ง แถมยังสุภาพเรียบร้อยกับผู้ใหญ่ โรงเรียนเรามีแต่คนแอบเขียนจดหมายรักให้เขานะ แต่เขาก็ไม่เคยสนใจใครสักคน ส่วนฟ่านซีซี ทั้งขี้เกียจ ทั้งตะกละ บางทียังซื่อบื้ออีกต่างหาก แล้วยังอ้วนตุ้ยนุ้ย เรียนก็ไม่เอาไหน ฟ่านจิ่นเฉิงมองเห็นเธอเป็นตัวเลือกได้ หนูว่าชาติที่แล้วเธอคงทำบุญมาเยอะ ถ้าเขาจะคิดอะไรกับเธอ หรือคิดจะแต่งงานกับเธอจริงๆ แม่ก็นั่งหัวเราะอยู่บ้านเถอะ”
ถึงแม้พี่สาวจะพูดเข้าข้าง แต่ตอนนี้ฟ่านซีซีกลับโกรธจนทนไม่ไหว
“พี่ พูดให้มันดีๆหน่อยสิ ใครกันแน่ที่ทั้งขี้เกียจ ทั้งตะกละ ฉันไม่ได้อ้วนสักหน่อย พี่จิ่นเฉิงยังบอกเลยว่าฉันน่ารัก...ฉันไม่เห็นจะอ้วน ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีถึงจะสวยหรือไง”
“จ้าๆ ยอมแพ้แล้ว ฉันก็แค่ไม่เข้าใจ ทำไมฟ่านจิ่นเฉิงถึงชอบเธอได้ ทั้งๆที่รอบตัวเขามีผู้หญิงดีๆตั้งเยอะแยะ”
“ก็เพราะพี่จิ่นเฉิงเขารู้ไง ว่าฉันทั้งใจดี ทั้งน่ารัก พี่อิจฉาฉันละสิ” ฟ่านซีซีพูดอย่างภาคภูมิใจ
“โถ่ คนน่ารักใจดีมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องชอบฟ่านซีซีคนเดียวด้วยล่ะ?”
“นี่...พี่จิ่นเฉิงน่ะตาถึง รู้ว่าโตขึ้นฉันต้องสวยแน่ ฉันไม่คุยกับพี่แล้ว”
คนอย่างฟ่านเจวียนเจวียนมันน่าโมโหจริงๆ ตอนนี้เธออยู่แค่ ม.4เอง อ้วนขึ้นนิดหน่อยก็จริง แต่รออีกสองปีเธอก็สวยแล้ว หุ่นไม่รู้จะดีกว่าพี่สาวตัวเองแค่ไหน
ฮึ่ม!
“พี่ซีซี ไม่เจ็บเหรอ? มือพี่มีเลือดออกแล้ว” ฟ่านมี่มี่ที่แอบออกมาจากครัวชี้มาที่มือของเธอ
ฟ่านซีซีก้มลงมอง เห็นรอยแดงยาวบนมือซ้าย ผิวหนังห้อเลือดจางๆ
เธอหันไปมองแม่อย่างน้อยใจ กำลังจะพูด ก็เห็นแม่โยนเชือกกระโดดในมือทิ้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ใครใช้ให้ลูกพูดไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก สมควรโดนตีแล้ว”
“หนู...”
เธอรู้สึกแย่มาก
ทั้งหมดเป็นความผิดของพี่จิ่นเฉิง พูดเรื่องสินสอดทองหมั้นอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก และพูดออกไปแบบนั้นจริงๆ
เฉินเยว่อิงรู้สึกว่าลูกสาวมองเธอด้วยแววตาตัดพ้อ เธอจึงไออย่างเคอะเขิน “มี่มี่ ไปซื้อยาหม่องให้พี่สาวหน่อย”
ฟ่านเจวียนเจวียนอมยิ้ม “ประหยัดเงินหน่อย ไม่ต้องไปซื้อยาหรอก มี่มี่ เธอไปบอกฟ่านจิ่นเฉิงที่บ้านก็พอ เขาคงรีบเอายามาให้แน่ๆ”
เฉินเยว่อิงเอามือลูบหน้าผากราวกับเพิ่งนึกอะไรออก ตั้งแต่เด็กจนโต ฟ่านจิ่นเฉิงดูแลฟ่านซีซีดีกว่าเธอเสียอีก แถมยังชอบรับผิดแทนฟ่านซีซีบ่อยๆ แม้กระทั่งโกหกเพื่อไม่ให้ฟ่านซีซีถูกดุ
เฮ้อ เผลอแปบเดียวเด็กๆก็โตกันหมดแล้ว รู้จักชอบไม่ชอบกันแล้ว
และเป็นอย่างที่คิด ฟ่านมี่มี่ออกไปไม่นาน ฟ่านจิ่นเฉิงก็เอายามาให้ แถมยังมากับแม่ของเขาอีกด้วย
“เยว่อิง ฉันขอโทษนะ! เป็นความผิดของจิ่นเฉิงเอง พูดอะไรไม่คิด พูดเรื่องสินสอดอะไรนั่น เธออย่าถือสาเลยนะ ถึงแม้จิ่นเฉิงจะชอบซีซี แต่เขาเป็นคนรู้จักประมาณตน เธออย่าคิดมากเลยนะ!”
หลิ่วซิ่งฟางพูดไปก็ปรายตามองลูกชายไป ในใจของเธอรู้สึกขมขื่นเหมือนกินสมุนไพรจีนรสขมเข้าไปครึ่งกิโล
แม่คนอื่น ๆ ต้องกังวลเรื่องแต่งงานของลูกชายในอนาคต แต่ลูกชายของเธอไม่เหมือนใคร เขาเลือกภรรยาเองตั้งแต่เด็ก สินสอดก็ส่งไปแล้ว บ้านก็เลือกไว้แล้ว
เธอไม่ต้องทำอะไรเลย จนไม่รู้สึกว่าเป็นแม่เลยสักนิด
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่ได้สนใจว่าผู้ใหญ่จะมองเขาอย่างไร เขาจูงมือฟ่านซีซีไปนั่งข้างๆ แล้วทายาที่มือให้เธออย่างเงียบๆ
หลังจากทายาเสร็จ เขาก็ลูบหัวฟ่านซีซีอย่างจนใจ “ต่อไปนี้เธอต้องอ่านหนังสือเยอะๆนะ พูดจาต้องรู้จักวิธีหน่อย ถึงแม้ว่าความหมายจะเหมือนกันก็เถอะ”
ฟ่านเจวียนเจวียนมองดูอยู่ข้างๆ เห็นน้องสาวของเธอดูน่าสงสาร เธอจึงพูดติดตลกว่า “ฟ่านซีซี ฟ่านจิ่นเฉิงเขากำลังหาว่าเธอโง่อยู่นะ ได้ยินไหม?”
[1] ขโมยกินผลไม้ต้องห้าม เป็นวลีที่สื่อถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยถูกศีลธรรม เช่น การชิงสุกก่อนห่าม หรือการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่สามีภรรยา
บทที่ 6: ซีซีฉลาดมาก
ฟ่านซีซีจ้องพี่สาวตัวเองแวบหนึ่ง แล้วหันไปหาฟ่านจิ่นเฉิง “พี่เรียนเก่ง พี่ไปพูดให้แม่ฟังหน่อยสิ”
ฟ่านจิ่นเฉิงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย เขาเดินไปหาแม่ตัวเองและแม่ของซีซี แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ซีซียังเด็ก ผมไม่รีบร้อนหรอกครับ ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้คือตั้งใจเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เพื่ออนาคตของผมกับซีซี ผมจะพยายามทำให้ซีซีมีชีวิตที่ดี ไม่ต้องกังวลอะไร และมีความสุข ซีซีเป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจเรียนมาตลอด ดังนั้นแม่กับป้าวางใจเถอะครับ ผมจะดูแลเธออย่างดี และรู้จักขอบเขต ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
เฉินเยว่อิงมองเด็กหนุ่มที่ยังดูอ่อนเยาว์ แต่ตัวสูงกว่าเธอมาก เธอนิ่งงันไปครู่ใหญ่ กว่าจะเอ่ยอะไรออกมาได้
“จิ่นเฉิง เธออายุแค่สิบเจ็ดเองไม่ใช่เหรอ คิดมากไปหรือเปล่า คิดไกลเกินไปไหม?”
คำสัญญาของเด็กหนุ่ม จะคงอยู่ไปจนถึงตอนที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงหรือ?
แต่ฟ่านจิ่นเฉิงกลับพูดอย่างจริงจังว่า “พ่อผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ถึงแม้ว่าอีกสองเดือนผมจะอายุครบสิบแปดปีแล้ว แต่ผมก็เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กคนอื่นๆคิดอะไรไกลกว่า ผมจะรับผิดชอบตัวเองและซีซี ผมจะไม่กดดันซีซี ถ้าความสัมพันธ์ของเรายืนยาว เมื่อซีซีอายุครบยี่สิบปี ผมหวังว่าพวกคุณจะอวยพรให้เรา”
เฉินเยว่อิงถึงกับพูดไม่ออก นี่จะให้เธออวยพรเลยเหรอ?
เธอไม่อวยพรได้ไหม ลูกสาวเธอยังเด็กอยู่เลย อีกสามเดือนก็เพิ่งจะอายุสิบหกเอง!
แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ
ตอนนี้ฟ่านเจวียนเจวียนยกนิ้วโป้งให้ฟ่านจิ่นเฉิง “ฟ่านจิ่นเฉิง ฉันยอมนายแล้ว นายมันยอดจริงๆ พูดซะจนฉันเชื่อเลย นายนี่แหละน้องเขยที่ฉันยอมรับ”
พอพูดจบ เธอก็หันหลังกลับเข้าห้องไป
แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกเศร้าเหลือเกิน ทำไมสวรรค์ถึงไม่ส่งผู้ชายอย่างฟ่านจิ่นเฉิงมาให้เธอสักคนนะ
ส่วนหลิ่วซิ่งฟาง เมื่อเห็นลูกชายพูดไปมากแล้ว ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ได้แต่ยืนนิ่งๆ ไอออกมาเป็นครั้งคราวเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย
ฟ่านจื้อซิงยืนฟังอยู่ข้างๆนานสองนาน สุดท้ายก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ทำให้เรื่องทุกอย่างสงบลง
“เอาล่ะ เรื่องของเด็กๆปล่อยให้พวกเขาโตขึ้นแล้วจัดการกันเองเถอะ! ซีซี จิ่นเฉิงเขามีแรงผลักดันในการเรียนเพื่อลูก ดังนั้นต่อไปนี้ลูกก็ต้องตั้งใจเรียนด้วยล่ะ อย่าให้จิ่นเฉิงเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ แต่ลูกจบแค่ชั้นมัธยมปลาย แบบนั้นทั้งสองคนจะยิ่งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ”
ฟ่านซีซีเห็นว่าในที่สุดเธอก็มีสิทธิ์พูดบ้าง จึงรีบพยักหน้าทันที “ค่ะ หนูจะตั้งใจเรียน หนูจะสอบเข้าคณะแพทย์ให้ได้”
เฉินเยว่อิงถึงกับเอามือกุมขมับ “แค่บอกให้ลูกตั้งใจเรียน ไม่ได้บอกให้ลูกสอบเข้าคณะแพทย์ ด้วยผลการเรียนของลูก คิดว่าจะสอบเข้าคณะแพทย์ได้จริงๆเหรอ”
“แล้วหนูจะเริ่มตั้งใจเรียนตั้งแต่ตอนนี้ไม่ได้เหรอ?”
ฟ่านซีซีก็โกรธไม่น้อยเหมือนกัน ถึงแม้ก่อนหน้านี้เธอจะไม่ชอบเรียน แต่ตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักปลูกพืชวิญญาณระดับสมบูรณ์แบบแล้ว ทั้งความจำและความเข้าใจของเธอดีกว่าแต่ก่อนเป็นร้อยเท่า การเรียนสำหรับเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ฟ่านจิ่นเฉิงมองฟ่านซีซีแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างชาญฉลาดว่า “ใช่ครับ ต่อไปนี้ผมจะดูแลเรื่องเรียนของซีซีเอง ซีซีฉลาดมาก ผลการเรียนต้องดีขึ้นแน่นอน”
“ก็ได้ ในเมื่อเธอพูดแบบนี้แล้ว ฉันก็ไม่ขอยุ่ง ส่วนเรื่องเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต พวกเธออยากทำยังไงก็ทำเถอะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ผมกับซีซีจะรับผิดชอบแค่เรื่องการตกแต่งและช่องทางจัดหาสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ต หลังจากนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนเป็นหลัก ลุงกับป้าเองก็เพิ่งย้ายบ้าน งานเก่าก็ทำไม่ได้แล้ว แม่ของผมก็เหมือนกัน ผมว่าพวกคุณทั้งสามคนควรมาช่วยกันบริหารซูเปอร์มาร์เก็ต จะได้ไม่ต้องไปจ้างใคร”
หลิ่วซิ่งฟางเห็นลูกชายถึงกับจัดแจงให้ตัวเองเสร็จสรรพก็อดขำไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นความคิดที่ดี
ส่วนเฉินเยว่อิง เมื่อเห็นว่าหลิ่วซิ่งฟางดูจะไม่มีข้อโต้แย้งอะไร บวกกับคิดว่าลูกสาวอาจจะได้แต่งงานกับฟ่านจิ่นเฉิงจริงๆ เธอก็เลยตอบตกลง
“ตกลง! งั้นพวกเราสามคนแก่ๆ จะช่วยกันดูแลซูเปอร์มาร์เก็ตเอง พวกเธอตั้งใจเรียนเถอะ”
ฟ่านจื้อซิงเห็นภรรยาพูดแบบนั้นก็เสริมขึ้นบ้าง “พรุ่งนี้ฉันจะไปดูซูเปอร์มาร์เก็ตกับพวกเธอด้วย ในเมื่อตัดสินใจจะเปิดแล้วก็ต้องรีบทำให้เสร็จ ถึงจะเปิดได้เร็วๆ”
“ครับ”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงก็รีบขอตัวกลับกับแม่ ส่วนฟ่านซีซีรีบฉวยโอกาสนี้วิ่งไปอาบน้ำทันที
เธอกลัวว่าพ่อกับแม่อาจจะเรียกไปอบรมสั่งสอนอีก
……
การตกแต่งบ้านเป็นเรื่องที่เหนื่อยและเสียเวลามาก แต่เพราะมีฟ่านจิ่นเฉิง ทุกอย่างเลยผ่านไปด้วยดี
สิบวันต่อมา ‘ร้านอีเหริน’ ที่ฟ่านซีซีออกแบบอย่างพิถีพิถันก็เสร็จสมบูรณ์
ชื่อ ‘ร้านอีเหริน’ ตั้งใจให้สอดคล้องกับ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’
แม้จะใช้ชื่อว่าร้าน แต่จริงๆแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
ความแตกต่างเล็กน้อยคือ ฟ่านซีซีได้ใช้ความสามารถของเธอในฐานะนักปลูกพืชวิญญาณ ตกแต่งมุมหนึ่งของร้านค้าให้เป็นสวนขนาดย่อม ขายต้นไม้ที่เหมาะสำหรับปลูกในบ้าน เช่น ต้นพลูด่าง ต้นแมงมุม และอื่นๆอีกมากมาย
การประดับประดาด้วยต้นไม้และดอกไม้ ทำให้ร้านค้าดูสวยงามและหรูหราเป็นพิเศษ แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคนเดินเข้าออกอยู่เรื่อยๆ
ฟ่านจิ่นซินที่ไม่ค่อยชอบหน้าฟ่านซีซี ก็มาเดินดูร้านที่ตกแต่งเสร็จแล้วหลายรอบกับแม่ของเธอ
ระหว่างที่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ฟ่านจิ่นซินก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “สินค้าในร้านจัดเรียบร้อยแล้ว เมื่อไหร่จะเปิดร้านคะ หนูจะได้ชวนเพื่อนๆมา”
เฉินเยว่อิงพูดด้วยน้ำเสียงปวดหัวเล็กน้อยว่า “จริงๆ วันที่28สิงหาคม เป็นวันที่ดีนะ แต่ช่วงนั้นครอบครัวเราทั้งสองคงยุ่งกับการย้ายบ้าน คงไม่มีเวลาเปิดร้าน การย้ายบ้านก็ต้องดูวันมงคลเหมือนกัน และมีคนพูดกันว่า ต้องสร้างบ้านก่อนแล้วค่อยสร้างธุรกิจ เพราะฉะนั้น การเปิดร้านคงต้องเลื่อนออกไปก่อน”
“ร้านบางร้านเขาก็มีช่วงทดลองเปิดร้านไม่ใช่เหรอคะ พวกเราทดลองเปิดร้านก่อน แล้วค่อยเลือกวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการอีกทีไม่ได้เหรอ?”
อันที่จริงฟ่านจิ่นซินอยากลองสัมผัสความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร้าน ครอบครัวของเธอก็ร่วมลงทุนกับร้านนี้ แม้ว่าสุดท้ายจะยกให้ฟ่านซีซีไปแล้ว แต่นี่ก็ถือเป็นร้านของครอบครัว เธอจึงแอบรู้สึกภูมิใจในฐานะเจ้าของอยู่บ้าง
“ลูกแค่อยากอวดเพื่อนๆใช่ไหมล่ะ?” หลิ่วซิ่งฟางรู้ทันความคิดของลูกสาว
ฟ่านจิ่นซินรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย เธอเบะปากไม่พูดอะไร
ฟ่านซีซีอยากหารายได้เร็วๆ เมื่อได้ยินข้อเสนอของฟ่านจิ่นซิน เธอก็รีบยกมือเห็นด้วยทันที
“หนูว่าจิ่นซินพูดถูกนะคะ ลองเปิดร้านแบบทดลองก่อน ค่อยๆศึกษาความต้องการของลูกค้า ปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการให้ทันท่วงที แบบนี้ยอดขายหลังเปิดร้านอย่างเป็นทางการก็จะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ พี่จิ่นเฉิง คิดว่าไงคะ?”
แน่นอนว่าฟ่านจิ่นเฉิงเห็นด้วยกับทุกอย่างที่ฟ่านซีซีพูด เขาพยักหน้า “อืม ทดลองเปิดร้านก็ได้”
หลิ่วซิ่งฟางเองก็ใจอ่อนในทันที “งั้นทดลองเปิดร้านดูก่อนแล้วกัน”
พอได้ยินคำพูดของพี่ชายและแม่ ฟ่านจิ่นซินก็แทบจะอาเจียนเป็นเลือด
เธอเสนอให้ทดลองเปิดร้าน พวกเขากลับไม่ตอบสนองอะไร พอฟ่านซีซีพูด พวกเขากลับเห็นด้วย ทำไมถึงลำเอียงกันขนาดนี้นะ!
บทที่ 7: ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอชอบฉันสักหน่อย
ระหว่างที่ทุกคนกำลังทำความสะอาดครั้งใหญ่ก่อนวันทดลองเปิดร้าน ฟ่านจิ่นซินเดินถือไม้กวาดมาข้างๆฟ่านซีซี แล้วพูดเบาๆว่า “นี่ เธอรู้ไหม ฉันไม่ชอบเธอ ถึงพี่ชายของฉันจะชอบเธอ แต่ฉันก็ไม่ชอบเธออยู่ดี”
ฟ่านซีซีมองเธออย่างแปลกใจ “ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอชอบฉันสักหน่อย เพราะฉันชอบผู้ชาย”
“เธอ...พี่ชายของฉันรู้หรือเปล่า ว่าเธอปากคอเราะร้ายแบบนี้ เธอคงทำตัวน่ารักต่อหน้าพี่ชายของฉันสินะ” ฟ่านจิ่นซินโมโหจนแทบจะเป็นบ้า คำว่าชอบที่เธอพูด มันไม่ใช่ความชอบแบบที่ฟ่านซีซีคิดสักหน่อย
ฟ่านซีซีขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “คนที่ทำตัวน่ารักต่อหน้าพี่ชายของเธอมันก็คือเธอนั่นแหละ! พี่ชายของเธอรู้หรือเปล่า ว่าเธอกล้ามาพูดจาแบบนี้กับฉัน”
“เธอ…ฟ่านซีซี ฉันเกลียดเธอ!” ฟ่านจิ่นซินตะโกนใส่แล้ววิ่งหนีไป
ฟ่านซีซีไม่ได้สนใจท่าทีของฟ่านจิ่นซินเลย เพราะชาติที่แล้ว ฟ่านจิ่นซินถูกผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งหลอกทั้งตัวและหัวใจ ไม่รู้ว่าเธอมาร้องไห้กับฟ่านซีซีตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เห็นแก่ที่อีกฝ่ายจะมีชีวิตที่น่าสงสารขนาดนั้น เธอจะไม่ถือสาเอาความในตอนนี้ก็แล้วกัน ใครจะไปทำกับน้องสาวของพี่จิ่นเฉิงได้ลงคอ!
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ฟ่านจิ่นซินเพิ่งจะวิ่งออกไปได้ไม่นาน ก็ถูกฟ่านจิ่นเฉิงจับได้และถูกอบรมสั่งสอนไปชุดใหญ่
“ฟ่านจิ่นซิน เธออายุมากกว่าซีซีตั้งหนึ่งปี ทำไมถึงพูดจาไม่รู้กาลเทศะแบบนั้น แม้ว่าเธอจะไม่ชอบซีซี แต่ก็เก็บไว้ในใจบ้างสิ พอเธอตะโกนออกมาแบบนี้ แม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เสียหน้ามาก ตั้งแต่เด็กๆเธอก็เห็นแก่ตัว แต่โตจนป่านนี้แล้วยังเห็นแก่ตัวแบบนี้อีกไม่ได้นะ ถ้าไม่รู้จักเปลี่ยนนิสัย ต่อไปจะต้องเจอกับความลำบากอีกเยอะ คนข้างนอกเขาไม่ใจดีเหมือนคนในครอบครัวหรอกนะ เขาไม่มาตามใจเธอแบบนี้หรอก”
ฟ่านจิ่นซินสูดหายใจอย่างปวดร้าว “พี่...ในใจพี่...คิดว่าฟ่านซีซีดีกว่า พี่ดีกับเธอมาตลอด ตั้งแต่เด็กๆ พี่ก็ดีกับเธอมากกว่าฉัน ทั้งๆที่ฉันเป็นน้องสาวพี่”
ฟ่านจิ่นเฉิงขมวดคิ้ว “เธอเป็นน้องสาวฉัน เป็นครอบครัวของฉัน ตอนฉันป่วยตอนสิบขวบ ฉันขอให้เธอแอบไปซื้อยากับฉันโดยไม่บอกแม่ เธอบอกว่าเธอกลัวความมืด ไม่กล้าไป ซีซีอายุน้อยกว่าเธอ แต่กลับไปเคาะประตูบ้านหมอหลี่ตอนกลางดึกคนเดียว แล้วเอายากลับมา”
“เธอบอกว่าเธอเป็นน้องสาวฉัน ตอนฉันอายุสิบเอ็ดปี ฉันถูกคนผลักตกหลุมสัตว์ เธอเห็น แต่กลับยืนร้องไห้อยู่ข้างบน มีเพียงซีซีที่ไปหาเถาวัลย์จากบนเขา มัดปลายข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ แล้วโยนปลายอีกข้างลงไปในหลุมให้ฉันปีนขึ้นมา ตอนนั้น มือเล็กๆของซีซีเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เธอช่วยซีซีหรือเปล่า?”
“เธอบอกว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน ทุกครั้งที่ถึงวันเกิดฉัน เธอจำได้กี่ครั้ง มีแต่ซีซีที่จำได้แม่นยำ เธอทำอาหารไม่เป็น แต่เธอมักจะทำไข่ดาวรูปหัวใจให้ฉันในวันนั้นเสมอ”
“เธอเรียกฉันว่าพี่ชายเฉพาะตอนเธอมีความสุข พอโกรธก็เรียกฉันว่าฟ่านจิ่นเฉิง ส่วนใหญ่แล้ว ฉันก็เป็นแค่คนไร้ตัวตนในสายตาเธอ ซีซีต่างจากเธอ ฉันเป็นพี่จิ่นเฉิงของซีซีเสมอ ดังนั้นฉันจึงปฏิบัติต่อซีซีต่างออกไป”
ตั้งแต่เด็ก เขารู้สึกว่าชื่อของเขา ฟังแล้วไพเราะที่สุดก็ต่อเมื่อถูกเอ่ยออกมาจากปากของซีซี
ฟ่านจิ่นซินจ้องมองพี่ชายของเธออย่างเหม่อลอย จนลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ
ที่แท้ ที่แท้ในใจของพี่ชายคิดเกี่ยวกับเธอแบบนี้ ที่แท้ฟ่านซีซีทำเพื่อเขามาตั้งมากมาย
ความจริง เธอก็รู้เรื่องพวกนี้ดี เพียงแต่เธอไม่ได้ตั้งใจหรือจงใจลืมมันไป เธอไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย
ที่แท้ พี่ชายจำเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับฟ่านซีซีมาตั้งแต่เด็กๆ
“เธอค่อยๆคิดดูก็แล้วกัน!” พูดจบ ฟ่านจิ่นเฉิงก็หันหลังเดินออกไป ไม่สนใจน้องสาวตัวเองอีก
……
วันรุ่งขึ้น ‘ร้านอีเหริน’ ก็เปิดทำการทดลองเป็นวันแรก
ถึงแม้ว่าโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ จะยังขายบ้านไม่ได้มากนัก แต่พนักงานขายสาวสวยก็ยังมาอุดหนุนร้านของพวกเขา
วันแรกที่เปิดร้าน สินค้าที่ขายดีที่สุดกลับกลายเป็นแตงโมที่ฟ่านซีซีเตรียมไว้ แตงโมมีขนาดใหญ่และหวานฉ่ำ วันต่อมานอกจากจะมีลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ ยังมีลูกค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจมาซื้อแตงโมโดยเฉพาะ
ตอนแรกหลิ่วซิ่งฟางกังวลว่าแตงโมจะเยอะเกินไปจนขายไม่หมด แต่สุดท้ายก็ขายหมดเกลี้ยงภายในช่วงบ่าย
ตอนเย็นขณะกำลังคิดเงิน หลิ่วซิ่งฟางก็ประหลาดใจอย่างมาก
“แตงโมอย่างเดียววันนี้ขายได้ตั้งห้าร้อยหยวนแน่ะ ซีซี ต้นทุนเท่าไหร่เหรอ?”
แตงโมเป็นของที่ฟ่านซีซีติดต่อให้คนส่งมา เธอไม่เห็นราคาทุน จึงถามออกไป
ฟ่านซีซีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “สองร้อยค่ะ ปลายเดือนค่อยจ่าย”
“โอเค จดไว้แล้ว” หลิ่วซิ่งฟางหยิบสมุดออกมา จดตัวเลขลงไปอย่างละเอียด
“ซีซี มีเถ้าแก่คนหนึ่งอยากสั่งแตงโมห้าร้อยกิโลกรัม ถามว่ามีของไหม” ทันใดนั้น ฟ่านจื้อซิงก็เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางตื่นเต้น
ฟ่านซีซีโบกมือ “ห้าร้อยกิโลกรัมไม่มี พรุ่งนี้ไม่ขายแตงโม แต่มีสตรอว์เบอร์รีพันธุ์หงเหยียน ราคาแพงหน่อย ลูกละหนึ่งหยวน”
“อะไรนะ สตรอว์เบอร์รี่แพงขนาดนี้เลยเหรอ ขายได้เหรอ?” หลิ่วซิ่งฟางกังวลเล็กน้อย
ฟ่านซีซียิ้มด้วยความมั่นใจ “ขายได้แน่นอนค่ะ แต่เพราะแพง หนูเลยรับมาแค่จำนวนจำกัด ขายไม่หมดก็กินเอง อร่อยมาก”
“สตรอว์เบอร์รีแพงขนาดนี้ ฉันคิดว่าต้องอร่อยมากแน่ๆ”
“รอให้พวกเราหาเงินได้ก่อน ค่อยซื้อที่ดิน แล้วปลูกเอง” ฟ่านซีซีวางแผนไว้แล้วว่าจะซื้อที่ดิน เพียงแต่ตอนนี้ เธอมีเวลาว่างน้อย เงินทุนหมุนเวียนก็มีจำกัด ทำอะไรหลายๆอย่างเลยไม่สะดวก
ในฐานะนักปลูกพืชวิญญาณ การจะไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองสักผืน มันก็กระไรอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไม่มีที่ดิน ของพวกนั้นจะเอามาจากไหน ถ้ามีคนถามถึงแหล่งที่มาจะทำอย่างไร
หลิ่วซิ่งฟางมองฟ่านซีซีพลางอมยิ้ม เด็กคนนี้ตอนแรกพูดว่าจะซื้อบ้านที่เขตหมี่ซี ต่อมาก็แอบไปซื้อร้านค้ากับจิ่นเฉิง ตอนนี้ก็วางแผนจะซื้อที่ดินอีก เด็กที่ไหนจะกังวลเรื่องพวกนี้กัน
แต่ช่วงนี้เธอก็สังเกตเห็นได้ว่า ซีซีเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำอะไรเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยเปื่อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “ซีซี เธออยากซื้อที่ดินแถวไหนล่ะ?”
ฟ่านซีซีชี้ไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน “ตรงนั้นมีทุ่งนาผืนหนึ่ง ในอนาคตอาจจะพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ แต่หนูคิดว่าถ้าซื้อได้เร็วกว่านั้น สร้างเป็นฟาร์มก็คงจะดี ใกล้บ้านด้วย น่าเสียดายจัง!”
น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอไม่มีเงิน
ถึงแม้ว่าดอกไม้และต้นไม้ล้ำค่าจะมีราคาแพง แต่ไม่ใช่ทุกคนในหมี่ซีจะซื้อได้ คนในโรงเรียนสอนวาดภาพจีนซื้อไปรอบหนึ่งแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อมากมายขนาดนั้นทุกครั้ง ที่สำคัญคือ มันดูน่าสงสัยเกินไป
พูดไปแล้ว สิ่งของทั่วไปที่ขายในราคาถูกแต่ขายได้จำนวนมาก สามารถสะสมความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงมากกว่า
“ซีซี ถ้าเธอต้องการ ฉันยังมีเงินอยู่บ้าง ประมาณสามหมื่นกว่า น่าจะพอซื้อที่นาได้”
ในเมื่อลูกชายตัดสินใจเลือกสะใภ้คนนี้แล้ว เธอก็นึกขึ้นได้ว่า ควรจะกระชับความสัมพันธ์ตั้งแต่ยังเด็ก แบบนี้ต่อไปจะได้ไม่มีปัญหาแม่สามีกับลูกสะใภ้
ฟ่านซีซีชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มแย้มพลางกอดแขนแม่สามีในอนาคตของตัวเอง
“ป้าหลิ่ว หนูดีใจจริงๆที่ป้าจะให้เงินหนู แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้ค่ะ หนูยังต้องเรียนหนังสือ ความคิดบางอย่างก็เป็นแค่ความคิด ยังไม่สามารถทำได้ในทันที แต่ว่า ถ้าป้าไม่รีบใช้เงิน ซื้อบ้านอีกหลังก็ได้นะคะ”
หลิ่วซิ่งฟางยิ้มพลางตบมือเธอเบาๆ “เพิ่งจะซื้อบ้านไปหลังหนึ่ง จะซื้ออีกหลังทำไม พวกเราก็อยู่กันแค่นี้”
บทที่ 8: ยังไม่ทันโต ก็คิดถึงตอนแก่แล้ว
ฟ่านซีซีรู้ว่าคนรุ่นพ่อแม่มีความคิดยังไง จึงอธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า “ราคาบ้านมันขึ้นเรื่อยๆนะคะป้า อนาคตราคาบ้านในเขตหมี่ซีต้องสูงมากแน่ๆ หนูได้ยินพี่ที่สำนักงานขายบอกว่า ตอนเราซื้อราคาเฉลี่ยอยู่ที่สามร้อย ผ่านไปสองวัน ตอนนี้ราคาขึ้นไปสี่ร้อยแล้ว นี่เพิ่งขึ้นน้อยนะคะ อนาคตจะสูงขึ้นอีกเยอะ แถมบ้านหลังนี้ป้าอาจจะยกให้พี่จิ่นเฉิน แต่จิ่นซินก็ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังเหมือนกัน ป้าซื้ออีกหลังสิคะ ถือว่าเก็บไว้เป็นสินสมรสให้จิ่นซินก็ได้ค่ะ”
คราวนี้หลิ่วซิ่งฟางถึงกับตะลึง เธอไม่คิดว่าฟ่านซีซีจะมีความคิดแบบนี้ แถมยังหวังดีกับลูกสาวของเธอจริงๆ ไม่หวงว่าเธอจะยกสมบัติให้คนอื่นเลย
เมื่อตั้งสติได้ เธอก็ถามอีกครั้งว่า “นี่แค่ไม่กี่วัน ราคาบ้านในหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฟ่านซีซีพยักหน้ายืนยัน “ใช่ค่ะ หนูแค่ไม่มีเงิน ไม่งั้นคงซื้อไว้สักสิบยี่สิบหลัง พอแก่ตัวไปกับพี่จิ่นเฉิง ก็เก็บค่าเช่าเป็นเศรษฐีได้เลยค่ะ”
“ฮ่าๆ ยัยเด็กคนนี้ยังไม่ทันโต ก็คิดถึงตอนแก่แล้ว” คำพูดของฟ่านซีซีทำเอาหลิ่วซิ่งฟางหัวเราะ แต่จริงๆแล้ว เธอก็คิดอยากจะซื้อบ้านอีกหลังเหมือนกัน
หลังจากชั่งน้ำหนักและคำนวณอย่างถี่ถ้วน หลิ่วซิ่งฟางจึงรีบไปที่สำนักงานขายด้วยตัวเอง เมื่อยืนยันแล้วว่าวันนี้ราคาบ้านเพิ่มขึ้นเป็น460หยวนต่อตารางเมตร เธอก็วางเงินมัดจำทันที และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะให้ลูกสาวมาเลือกบ้านที่ชอบ
ส่วนฟ่านจิ่นซินก็ไม่ธรรมดา เมื่อรู้ว่าแม่จะซื้อบ้านให้ เธอกลับขอให้แม่ถอนเงินมัดจำที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ และยืนยันจะซื้อบ้านที่หมู่บ้าน ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ในเขตหมี่ซีแทน เพราะได้ยินมาว่าบ้านที่นั่นเป็นสไตล์ยุโรป โครงสร้างภายนอกสวยงามถูกใจเธอมากกว่า
ที่สำคัญ เธอไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับพี่ชาย ไม่อยากเห็นหน้ากันทุกวันให้รำคาญใจ
หลิ่วซิ่งฟางโกรธจัด เธอทำเรื่องที่เด็ดขาดกว่าลูกสาวตัวเอง เมื่อมาถึงหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เธอไม่รีบร้อนเปิดร้าน แต่กลับลากเฉินเยว่อิงไปที่สำนักงานขายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“เยว่อิง ฉันยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง เอามาซื้อบ้านก่อนไหม เงินมัดจำฉันจ่ายให้แล้ว เธอซื้อให้เจวียนเจวียนก็ได้ เจวียนเจวียนกับจิ่นเฉิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้หญิงถือครองอสังหาฯไว้ก็อุ่นใจดี”
เฉินเยว่อิงคิดว่าหลิ่วซิ่งฟางพาเธอมาช่วยดูบ้าน ที่ไหนได้หลิ่วซิ่งฟางกลับจะให้เธอยืมเงินซื้อบ้าน!
ประเด็นคือ เธอไม่ได้เอ่ยปากขอยืมสักหน่อย!
“ซิ่งฟาง เธอโดนอะไรกระตุ้นมารึเปล่า?” เฉินเยว่อิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หลิ่วซิ่งฟางกล่าวอย่างใจเย็น “ฉันโดนยัยจิ่นซินลูกสาวตัวดีกวนประสาทมาน่ะสิ เดิมทีฉันฟังที่ซีซีพูด คิดว่าจะซื้อบ้านเป็นสินสอดแต่งงานให้เธอเสียหน่อย ผลสุดท้ายเธอกลับพูดจาไม่เข้าหู บอกว่าไม่อยากเห็นหน้าพี่ชายตัวเอง ช่างเถอะ ไม่สนใจยัยเด็กนั่นแล้ว ราคาบ้านทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉวยโอกาสตอนนี้ที่ยังซื้อไหว ฉันให้เธอยืมเงินไปซื้อให้เจวียนเจวียนสักหลังก่อน ร้านทำกำไรเมื่อไรค่อยคืนฉัน ส่วนจิ่นซินฉันจะให้เงินก้อนหนึ่งกับเธอ แล้วเธออยากซื้อที่ไหนก็ปล่อยเธอไป”
เฉินเยว่อิงเข้าใจสาเหตุแล้ว จึงเอ่ยอย่างลองเชิง “งั้นเอาเงินคืนให้ยัยหนูจิ่นซินไปซื้อบ้านที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ดีไหม?”
หลิ่วซิ่งฟางส่ายหน้า “ไม่ล่ะ นิสัยแบบนั้นต้องขัดเกลาอีกเยอะ อีกอย่าง เงินมัดจำที่ฉันจ่ายไป เอาคืนไม่ได้นะ ตั้งหนึ่งหมื่นแหนะ ไม่อยากให้สำนักงานขายได้ไปฟรีๆหรอก”
“เอ่อ...ก็ได้ งั้นไม่ซื้อให้เจวียนเจวียน แต่ซื้อให้จิ่นเฉิงกับซีซีแล้วกัน ถือเป็นเรือนหอให้พวกเขา”
พอหลิ่วซิ่งฟางได้ยินแบบนั้น ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย “ได้สิ ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินซีซีบอกว่าอยากได้ที่ดินทำนา งั้นรอบนี้เราซื้อห้องชั้นล่างที่มีสวนไปเลยเป็นไง เผื่อเธอจะชอบ”
“ได้เลย ไปดูกันดีกว่าว่าหลังไหนมีสวนกว้าง”
คุณแม่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกัน ไม่นานนักข้อตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็เสร็จสิ้น
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงค่ำ ฟ่านซีซีและฟ่านจิ่นเฉิงถึงได้เห็นสัญญาซื้อขาย
เมื่อฟ่านจิ่นเฉิงรู้ว่าแม่ของพวกเขาซื้อบ้านหลังนี้เพื่อใช้เป็นเรือนหอในอนาคตของเขาและซีซี เขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ
ส่วนฟ่านซีซีนั้นเขินอายจนก้มหน้ามองปลายเท้า เธอรู้สึกว่าแม่และคุณป้าถูกพี่จิ่นเฉิงล้างสมองเสียแล้ว เรื่องเรือนหอใครเขามาซื้อกันตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่พวกท่านคุยกัน ดูเหมือนว่าพวกท่านจะคิดไปถึงเรื่องลูกของเธอกับพี่จิ่นเฉิงแล้วด้วย คิดการณ์ไกลจริงๆ
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของเธอ ฟ่านจิ่นเฉิงจึงยิ้มและใช้นิ้วจิ้มแก้มนุ่มๆของเธอเบาๆ “ตามใจพวกท่านไปก่อนเถอะ ถ้าในอนาคตเจอบ้านที่ชอบมากกว่านี้ เราค่อยซื้อเรือนหอใหม่”
ฟ่านซีซีเบิกตากว้างมองเขา “พี่จิ่นเฉิง พี่ไม่กลัวน้องสาวพี่โกรธเหรอ? ทั้งที่ตั้งใจจะซื้อให้เธอแท้ๆ สุดท้ายบ้านก็ตกมาเป็นของฉัน เธอต้องร้องไห้แน่ๆคราวนี้”
“ช่างเธอสิ ใครใช้ให้เธอไม่ชอบบ้านที่โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ล่ะ” ฟ่านจิ่นเฉิงไม่รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย
เขารู้อยู่แล้วว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บ้านที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ จะมีปัญหาเรื่องคุณภาพตามมามากมาย แถมยังอยู่ใกล้สนามบิน เสียงดัง ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย ไม่ซื้อก็ดีแล้ว
เมื่อเห็นว่าพี่จิ่นเฉิงดูเหมือนจะไม่สนใจจริงๆ ฟ่านซีซีก็ไม่ยุ่งเรื่องนี้อีก
เหมือนอย่างที่พี่จิ่นเฉิงพูด ใครใช้ให้ฟ่านจิ่นซินรังเกียจบ้านที่โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ล่ะ!
ส่วนฟ่านจิ่นซินตอนนี้กำลังซ่อนตัวร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม เพียงแค่เธออารมณ์ไม่ดีบ่นออกไป บ้านที่แม่กำลังจะซื้อให้เธอ ก็กลายเป็นของคนอื่นไปเสียแล้ว
เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้รับความสำคัญเอาเสียเลย
ในสายตาของแม่กับพี่ชาย ฟ่านซีซีสำคัญกว่าเธอมาก
ค่ำคืนนี้ เธอหลับไปทั้งน้ำตา
……
วันที่28 เดือนสิงหาคม เป็นวันมงคลย้ายบ้านใหม่ของครอบครัวฟ่าน ทั้งสองครอบครัวมาถึงบ้านใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งสองครอบครัวจึงเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาด้วย
ที่จริงแล้ว ฟ่านจื้อซิงไม่ได้เชิญน้องชายน้องสาวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดทั้งสี่คนนั้น แต่พวกเขากลับมาเองในวันนี้
เดิมทีเขาคิดว่าในเมื่อคนมาแล้วก็ต้อนรับขับสู้ตามมารยาท แต่ระหว่างที่พาชมร้านค้า พวกเขากลับอยากได้ทุกอย่างที่เห็น
ปัญหาคือ ไม่อยากจ่ายเงิน!
ฟ่านซีซีทนไม่ไหว รีบแย่งกระถางกล้วยไม้พันธุ์หายากจากมืออาหญิงแล้วพูดว่า “นี่กระถางละสามพันหยวน แต่อาหญิงให้มาแค่ยี่สิบหยวน กล้าทำแบบนี้ในงานมงคลได้ยังไงคะ แล้วอีกอย่าง บ้านหนูไม่ได้เชิญพวกอามาด้วยซ้ำ เชิญกลับไปเถอะค่ะ!”
ฟ่านอวี้จือทั้งอายทั้งโกรธ “ฉันหวังดีมาร่วมยินดีกับพวกเธอนะ พวกเธอมาไล่แขกแบบนี้มันเสียมารยาท”
“มารยาทเอาไว้ใช้กับคนที่เขามาแสดงความยินดีจริงๆ ไม่ได้รวมถึงพวกอาหญิงหรอกค่ะ ตอนแบ่งเงินก็เห็นหน้าเลือดกันดีนี่ ไม่ดูแลปู่กับย่า บอกให้บ้านหนูรับผิดชอบ พอจะได้เงินชดเชยค่าเวนคืน ญาติพี่น้องก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไปอยู่ไหนกันมาตั้งนาน? ได้ไปคนละล้านสองล้าน ยังจะมาเอาเปรียบกันอีก โลกนี้ช่างอยู่ยาก คนเราใจคดกันหมดแล้ว”
ฟ่านซีซีพูดอย่างไม่เกรงใจ แถมยังแทงใจดำคนพวกนั้น ไม่เห็นแก่หน้าใครอีก
คนเยอะแบบนี้ ฟ่านอวี้จือรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี จึงรีบผลักฟ่านซีซีแล้วเดินหนีไป
อาหญิงอีกคนอย่าง ฟ่านหลานจือ เห็นน้องสาวตัวเองไปแล้ว ก็ทำหน้าเจื่อนๆ พยายามไกล่เกลี่ย “พี่ชาย ยังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่งั้นพวกฉันคงไม่มาหรอกนะ ไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรที่อยู่ยืนยาวไปชั่วชีวิตหรอก”
ฟ่านจื้อซิงกำลังจะพูดว่าช่างเถอะ แต่ฟ่านซีซีกลับแผดเสียงใส่ราวกับลูกสิงโตที่ขู่คำราม “ใช่ ไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรที่อยู่ยืนยาวไปชั่วชีวิตหรอก งั้นเรามาแบ่งเงินชดเชยค่าเวนคืนใหม่เถอะ ในเมื่อยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน จะลำเอียงกันไม่ได้ บ้านอาหญิงได้ไปตั้งสามแสน บ้านหนูได้แค่ห้าหมื่น แบ่งมาให้เราอีกสักห้าหมื่นก็ยังดี ปู่กับย่าเป็นคนเลี้ยงดูพวกเรามา พอย่าป่วยเป็นอัมพาตอยู่บนเตียงตั้งปีหนึ่ง แม่ของหนูก็เป็นคนดูแล ค่าจ้างพยาบาลก็ไม่ใช่น้อยๆนะคะ”
บทที่ 9: เขาอดทนมานานแล้ว
“คนในครอบครัวเดียวกันจะมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ได้ยังไง ใครมีเวลาก็ดูแลกันไป” ฟ่านหลานจือพูดอย่างกระอักกระอ่วน
ยัยเด็กแสบฟ่านซีซีนี่ปากคอเราะร้ายจริงๆ
“แล้วอาหญิงล่ะ ไม่ได้ทำงานไม่ใช่เหรอ มีเวลาตั้งเยอะ ทำไมไม่เห็นไปดูแลย่าบนเตียงบ้างล่ะ?”
“ช่างเถอะ ฉันไม่เถียงกับเธอแล้ว ในเมื่อไม่ต้อนรับ พวกเราไปก็ได้” ฟ่านหลานจือไม่เอ่ยอะไรต่อ เธอรีบเดินหนีออกไปท่ามกลางสายตาตำหนิของทุกคน
ส่วนฟ่านไฉ่จือที่ปกติไม่ค่อยพูดค่อยจา มักจะทำตามพี่สาวทั้งสองคนราวกับเป็นผู้ติดตาม เมื่อเห็นท่าไม่ดี เลยยัดซองแดงใส่มือพี่ชายคนโตอย่างรวดเร็วแล้วรีบจากไป โดยที่ฟ่านซีซียังไม่ทันจะได้ไล่
ฟ่านจื้อซิงกำซองแดงในมือด้วยความรู้สึกสับสน เขามองน้องชายฟ่านจื้อเกาที่ยืนนิ่งไม่ไปไหน พลางเอ่ยถามเสียงเบา “นายจะอยู่กินข้าวแล้วค่อยไป หรือจะกลับเลย”
จริงๆแล้วฟ่านจื้อเกาก็อยากไป แต่พอคิดถึงสถานการณ์ยากลำบากของตัวเอง เขากลับคุกเข่าต่อหน้าพี่ชาย
“พี่ใหญ่ ขอผมยืมเงินหน่อยได้ไหม ผมขอร้องล่ะ ผมอยู่ไม่ไหวแล้ว”
ฟ่านจื้อซิงถึงกับอึ้ง “ยืมเงิน? นายได้เงินรื้อถอนเยอะที่สุดนี่ ยังจะมาขอยืมเงินฉันอีกเหรอ?”
ฟ่านซีซีเบ้ปาก “เอาห้าแสนไปเล่นพนันจนหมดแล้วล่ะสิ น่าภูมิใจจริงๆ!”
ฟ่านจื้อซิงตกใจ รีบดึงฟ่านจื้อเกาที่คุกเข่าอยู่ขึ้นมา “นายไปเล่นพนันอีกแล้วเหรอ?”
“ผม ผมไม่ได้เล่น ผมแค่เสียไปสองแสน ที่เหลือโดนยัยต้าเฟินมันโกงไปหมด ผมอยู่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ผมไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว พี่ใหญ่ ขอยืมเงินหน่อยเถอะ! ตั้งแต่เด็กจนโต มีแต่พี่ที่ดีผมที่สุด…”
ฟ่านซีซีมองดูอยู่ข้างๆ อยากจะเตะอาชายสักที สำหรับเธอ คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับความเห็นใจ
“ไม่ได้กินข้าวสามวัน พูดจาเสียงดังฟังชัดเชียวนะ! เงินโดนโกงไป ก็ไปแจ้งความสิ” เดิมทีฟ่านจิ่นเฉิงกำลังต้อนรับญาติฝั่งตัวเองอยู่ พอรู้ว่าญาติฝั่งฟ่านซีซีมาป่วน ก็รีบเดินมาทันที
ไม่คิดว่าจะมาได้เห็นฟ่านจื้อเกาตีหน้าเศร้าขอความสงสารแบบนี้
ฟ่านจื้อซิงได้สติ แล้วรีบบอก “ใช่! พวกนายยังไม่ได้หย่ากัน เงินโดนโกงไปเป็นเรื่องใหญ่ ไปแจ้งความสิ ตามหาตัวเธอให้เจอ ถ้านายไม่ได้กินข้าวมาสามวัน…ซีซี เอาขนมปังสองห่อกับนมกล่องหนึ่งให้อาลูกกินระหว่างทางด้วยสิ จะได้ไม่หิว”
“ได้ค่ะ!” ฟ่านซีซีเห็นพ่อพูดแบบนั้น ก็รีบหยิบขนมปังสองห่อกับนมสองกล่องใส่ถุง แล้วยื่นให้ฟ่านจื้อเกาทันที
“อาชายไปเถอะค่ะ มีเงินค่ารถไหมคะ? งั้นเอาเงินหนึ่งหยวนไปขึ้นรถนะคะ” พอพูดจบ เธอก็หยิบเงินหนึ่งหยวนจากลิ้นชักส่งให้เขา
ฟ่านจื้อเกาถึงกับมึนไปเลย แค่หนึ่งหยวน?
เขาทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าลงไป เพียงเพื่อแลกกับขนมปังสองห่อ นมสองกล่อง และเงินหนึ่งหยวน?
“ไปเถอะ! ใครๆก็บอกว่าผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้เข่า แต่ภรรยาของคุณหนีไปพร้อมกับเงิน คุกเข่าอยู่แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร” ลูกค้าที่กำลังเข้ามาจับจ่ายซื้อของในร้านเอ่ยปากด้วยความเห็นใจ
“ผมไปส่งอาจื้อเกาเอง!” ไม่รู้ว่าฟ่านจิ่นเฉิงคิดอะไรอยู่ จู่ๆ เขาก็เสนอตัวอย่างใจดี พยุงตัวฟ่านจื้อเกาออกจากร้านไป
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฟ่านซีซีจึงเดินตามหลังไปอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งดูเธอก็ยิ่งพบว่าพี่จิ่นเฉิงของเธอช่างแข็งแรงจริงๆ แค่ใช้แรงไม่เท่าไหร่ก็อุ้มอาชายจนเท้าลอยจากพื้น แถมอาชายยังทำหน้าตาแค้นเคืองราวกับมีปากแต่พูดไม่ได้
ว้าว...จู่ๆ เธอก็อยากจะลองสัมผัสกล้ามเนื้อบนแขนของพี่จิ่นเฉิงเหลือเกิน
แท้จริงแล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงรู้มาตลอดว่าฟ่านซีซีเดินตามหลังเขามา พอส่งฟ่านจื้อเกาเสร็จ เขาจึงทำทีเป็นเดินไปล้างมือที่ก๊อกน้ำรดต้นไม้ข้างทาง
ฟ่านซีซีฉวยโอกาสเดินเข้าไปหา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ถูกฟ่านจิ่นเฉิงที่ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันอุ้มขึ้นในท่าเจ้าสาว
“ตามฉันมาทำไม?”
ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ แกว่งเท้าไปมา “วางฉันลงเถอะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว จนถึงพื้นทางเดินที่แห้งสนิท จึงยอมวางเธอลง
“ต่อไปนี้เวลาเดินก็มองทางด้วย”
ฟ่านซีซีรู้สึกงงเล็กน้อย เธอก็มองทางแล้วนี่นา!
“กลับกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับลูบหัวเธอเบาๆ
เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้รู้ตัวว่า จริงๆแล้วเขาแค่อยากจะกอดเธอขึ้นมาเฉยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอดทนมานานแล้ว
…...
วันรุ่งขึ้นหลังจากงานเลี้ยงย้ายบ้าน ร้านอีเหรินก็เปิดทำการอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากเป็นช่วงเปิดร้านใหม่จึงมีการจัดโปรโมชัน สินค้าต่างๆลดราคาถูกมาก ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาจึงค่อนข้างหนาตา
สินค้าที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดเห็นจะเป็นผักและผลไม้สดใหม่นานาชนิดของร้าน แม้จะเป็นแค่ผักธรรมดา ธรรมดา แต่กลับดูน่ารับประทานอย่างยิ่ง
พนักงานขายจากโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ก็หัวไวไม่เบา พวกเขาถือโอกาสนี้มาตั้งบูธขายบ้านอยู่หน้าร้าน แถมยังช่วยโปรโมตร้านให้ด้วยซ้ำ และยังชวนญาติพี่น้องของตัวเองให้มาซื้อของที่ร้านอีกด้วย
คนที่มองเหตุการณ์อยู่ไกลๆโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ พากันคิดว่ามีคนมากมายแห่แย่งกันซื้อบ้าน ทำให้มีคนสนใจแวะเวียนเข้ามาดูบ้านเพิ่มขึ้น
วันต่อมา ฟ่านซีซีพบว่าราคาบ้านในโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ พุ่งสูงขึ้นไปอีก จากเดิมตารางเมตรละ500หยวน ตอนนี้กลายเป็น561หยวนแล้ว
ฝ่ายหลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงนั้นต่างก็รู้สึกยินดีกับราคาบ้านที่สูงขึ้น แต่สำหรับฟ่านซีซีแล้วกลับไม่ได้รู้สึกดีใจเท่าไหร่
เพราะเธอยังอยากซื้อบ้านเพิ่มอีก แต่เธอยังเก็บเงินไม่พอ ราคาบ้านก็ดันขึ้นเสียแล้ว
เธออยากให้ราคาบ้านถูกแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักสองสามปีค่อยขึ้นก็ยังไม่สาย
แน่นอนว่าราคาบ้านโดยรวมในตอนนี้ยังถือว่าถูกอยู่
“ซีซี ฉันคำนวณคร่าวๆแล้ว รายรับทั้งหมดของร้านเราก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าหยวนแล้วนะ พวกเราไปซื้อบ้านเพิ่มอีกสักหลังดีไหม?” หลิ่วซิ่งฟางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ตอนนี้ทุกครั้งที่ได้ยินลูกค้าในร้านพูดคุยกันเรื่องราคาบ้านในโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เธอก็รู้สึกอยากจะซื้อบ้านเพิ่มขึ้นมาทันที
ฟ่านซีซีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “หมื่นกว่าหยวนนั่นมันกำไรขั้นต้นนะคะ กำไรสุทธิไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนนี้ยังไม่ต้องซื้อบ้านก็ได้ แต่เราไปซื้อที่ดินเก็บไว้ก่อนดีกว่าค่ะ”
“เธออยากได้ที่ดินขนาดเท่าไหร่ ฉันจะให้จิ่นเฉิงไปดูให้ เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเธอต้องไปเรียนกันแล้ว คงจะหาเวลาว่างได้ยาก”
“ซื้อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้! อ้อ จริงสิ ป้าหลิ่วคะ ป้าให้เงินหนูสองพันหยวนก่อนได้ไหม หนูจะไปหาคนออกแบบกล่องของขวัญผลไม้ กล่องสวยๆหน่อย เวลาเอาไปให้ใคร เขาจะได้รู้สึกดี ขายก็ได้ราคาดีด้วย”
หลิ่วซิ่งฟางตาเป็นประกาย “จริงด้วย! เป็นความคิดที่ดี”
พอพูดจบ เธอก็หยิบเงินสองพันหยวนให้ฟ่านซีซีอย่างไม่ลังเล แล้วถามว่า “พอหรือเปล่า จะเอาเพิ่มอีกไหม?”
“ถ้าไม่พอ หนูจะมาขอป้าอีกทีค่ะ”
“ซีซี หลังจากย้ายบ้านแล้ว เธอกับจิ่นเฉิงอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก จิ่นเฉิงเปิดเทอมก็ขึ้นมัธยมปลายปี3 ส่วนเธออยู่มัธยมปลายปี2 เวลาเลิกเรียนไม่ตรงกัน พวกเธอจะอยู่หอพักในโรงเรียนเลยไหม?”
ฟ่านซีซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหัว “หนูว่าจะไปหาเช่าบ้านอยู่แถวๆโรงเรียนค่ะ”
การอยู่หอพักในโรงเรียนนั้นไม่ค่อยสะดวก แถมบ้านของพวกเขาก็อยู่ไกล การเช่าบ้านน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่สำคัญคืออิสระและสะดวก
แต่หลิ่วซิ่งฟางกลับทำหน้ากังวล “ซีซี เธอกับจิ่นเฉิงยังเด็กอยู่เลยนะ ไม่เหมาะที่จะออกไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก มันไม่ค่อยดี”
ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ รีบอธิบายเสียงเบา “หนูเช่าคนเดียว ไม่ได้อยู่กับพี่จิ่นเฉิงสักหน่อย”
บทที่ 10: ฟ่านซีซีผู้ใจกว้าง
หลิ่วซิ่งฟางกระแอมไออย่างรู้สึกเคอะเขิน “ถ้าอย่างนั้นพ่อแม่เธอก็คงเป็นห่วง งั้นพักอยู่หอพักในโรงเรียนไปก่อนก็แล้วกัน!”
ในตอนที่ฟ่านซีซีกำลังลำบากใจอยู่นั้น ฟ่านจิ่นเฉิงที่ออกไปข้างนอกก็กลับมาพร้อมกับใบอะไรบางอย่างสองใบ
“ซีซี โรงเรียนมัธยมปลายที่สามจะย้ายไปอยู่ที่หมี่ซีแล้วนะ ไม่ไกลจาก ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เท่าไหร่ เดินแค่สิบนาทีก็ถึง ทางโรงเรียนประกาศว่านักเรียนที่อาศัยอยู่ในหมี่ซีสามารถยื่นเรื่องขอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายที่สามได้ พ่อเพิ่งไปโรงเรียนเพื่อยื่นเรื่องขอย้ายโรงเรียนให้พวกเรามาแล้ว”
ดวงตาของฟ่านซีซีเป็นประกาย “แล้วเรื่องเรียนล่ะ เปิดเทอมวันไหน?”
“โรงเรียนมัธยมปลายที่สามเลื่อนเปิดเทอมไปครึ่งเดือน”
“ดีจัง!” ยังมีเวลาว่างอีกตั้งครึ่งเดือนแน่ะ
“ดูท่าราคาบ้านจะต้องขึ้นอีกแน่” หลิ่วซิ่งฟางพูดพร้อมกับยิ้ม
ฟ่านซีซีเอามือกุมขมับ ความเร็วในการหาเงินของเธอยังไม่ทันกับความเร็วในการขึ้นราคาบ้านเลย!
“เป็นกังวลอะไรอีกแล้ว” ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มอย่างเอ็นดูพลางบีบแก้มเล็กๆของเธอเบาๆ
“ฉันอยากซื้อที่ดินจัง! รู้สึกว่าราคาจะขึ้นแล้ว” ฟ่านซีซีบ่นอย่างกลุ้มใจ
หลิ่วซิ่งฟางได้ยินดังนั้น จึงรีบหันไปบอกลูกชายของตัวเองว่า “จิ่นเฉิง ช่วงนี้โรงเรียนมัธยมปลายที่สามยังไม่ย้ายเข้ามา ลูกไปช่วยซีซีซื้อที่นาแถวทางตะวันออกของหมู่บ้านสักหน่อยสิ”
ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นแม่เข้าข้างฟ่านซีซี เขาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ที่นาแถวนั้นผมซื้อมาแล้วครับ แต่เจ้าของเขาขายแค่สิบไร่ ผมก็เลยซื้อมาแค่สิบไร่”
ดวงตาของฟ่านซีซีเป็นประกาย “พี่ไปซื้อตอนไหนเนี่ย?”
“เพิ่งเซ็นสัญญาเมื่อวานนี้เอง กะจะเซอร์ไพรส์เธอน่ะ ฉันได้ยินแม่บอกว่าเธออยากปลูกสตรอว์เบอร์รีเองเหรอ?” จิ่นเฉิงรู้แค่ว่าฟ่านซีซีชอบกินสตรอว์เบอร์รี แต่ไม่รู้ว่าเธออยากปลูกเองด้วย
ที่ดินสิบไร่ พอทำสวนสตรอว์เบอร์รีได้สบายๆ
ฟ่านซีซียิ้มออกมาอย่างมีความสุข พี่จิ่นเฉิงคนนี้ ไม่ว่ายังไงก็ตามใจเธอเสมอ เพราะเธอชอบ เขาก็เลยซื้อที่ดินให้เธอ
หลิ่วซิ่งฟางเห็นสีหน้าของเด็กสองคน ก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
พูดถึงเรื่องนี้ คู่ที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้แย่ อย่างน้อยในอนาคตก็จะมีเรื่องขัดแย้งกันน้อย ความสัมพันธ์ก็จะดี
……
หลังจากข่าวการย้ายโรงเรียนมัธยมปลายที่สามไปยังหมี่ซีแพร่ออกไป ราคาบ้านในย่านใกล้เคียงก็พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทะลุพันหยวนภายในสามวัน
ส่วนหลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงก็ใจกล้ามาก ขณะที่ราคาห้องแถวยังไม่ขึ้นมาก ทั้งสองจึงปรึกษากัน และตัดสินใจใช้เงินทุนของร้านไปซื้อห้องแถวที่อยู่ติดกันอีกห้องหนึ่ง หลังจากนั้นก็ทุบกำแพงเพื่อขยายขนาดร้านอีเหรินของพวกเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ร้านอีเหรินของพวกเขาก็กลายเป็นร้านที่สะดุดตาที่สุดในบรรดาร้านค้าใกล้เคียง หลังจากนั้น โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ถึงกับใช้ร้านของพวกเขาเป็นจุดขาย เพราะการใช้ชีวิตในหมู่บ้านนั้นแสนสะดวกสบาย เพียงแค่ก้าวออกจากบ้านก็ถึงร้านอีเหรินที่ใหญ่ที่สุดในหมี่ซี…
ฟ่านซีซีไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เธอกำลังวุ่นวายกับการหาคนมาล้อมรั้วและก่อกำแพง เพื่อสร้างฐานปลูกพืชแห่งแรกของเธอ
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว ในวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายที่สาม ฟ่านซีซีที่ยังคงหลับใหลอยู่ก็ถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้าโดยฟ่านจิ่นเฉิง
“ซีซี วันนี้ต้องไปดูผลการแบ่งชั้นเรียน ต้องไปให้เร็วหน่อย”
“อ้อ!” ฟ่านซีซีไม่ค่อยสนใจนัก แต่ก็ยอมไปล้างหน้าแปรงฟันแต่โดยดี
เนื่องจากผู้ใหญ่ทั้งสามคนในบ้านต้องรีบไปเปิดร้าน เด็กๆของทั้งสองครอบครัวจึงต้องกินอาหารเช้าด้วยกัน
ตอนนี้ฟ่านเจวียนเจวียนกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว เธอกำลังเร่งน้องสาวของเธอ ฟ่านมี่มี่
“มี่มี่ เร็วๆหน่อย พี่จะได้ไปส่งเธอที่โรงเรียนแล้วค่อยไปโรงเรียนมัธยมปลายที่สาม เธออย่าทำให้พี่ไปสายนะ”
“เข้าใจแล้ว” ฟ่านมี่มี่ตอบเสียงอู้อี้
เธอเพิ่งอยู่ชั้นมัธยมต้น โรงเรียนก็อยู่ไกลจากหมู่บ้านมาก ระยะทางไกลกว่าของโรงเรียนมัธยมปลายที่สามถึงสามเท่า เธอไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด
“พี่เจวียนเจวียนใจดีจัง พี่ชายของฉันไม่เคยไปส่งฉันที่โรงเรียนเลย” ฟ่านจิ่นซินพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยขณะที่กินอาหารเช้าอย่างเชื่องช้า
ในสายตาของพี่ชายมีแต่ฟ่านซีซี ตอนเช้าก็เรียกแต่ฟ่านซีซีไปโรงเรียน ทำอาหารเช้าก็ทำตามที่ฟ่านซีซีชอบ ส่วนพวกเธอก็แค่ได้รับการดูแลไปด้วยเท่านั้น
ดูเหมือนว่าฟ่านจิ่นเฉิงจะไม่ได้ยินที่น้องสาวพูด เขามุ่งมั่นแต่ปอกไข่ให้ฟ่านซีซี
ฟ่านซีซีเองก็ชินกับคำพูดประชดประชันเป็นครั้งคราวของฟ่านจิ่นซิน ดังนั้นเธอจึงเมินเฉยไป
ฟ่านเจวียนเจวียนพูดอย่างไม่แสดงอารมณ์ “ฉันก็ไม่อยากไปส่งฟ่านมี่มี่ที่โรงเรียนหรอกนะ แต่เธอเรียนไกล แถมยังปั่นจักรยานไม่เป็น เพราะฉะนั้น มี่มี่ สุดสัปดาห์นี้เธอต้องไปหัดปั่นจักรยานให้เป็นนะ”
ฟ่านมี่มี่พึมพำ “หึ ก็ได้”
ทันใดนั้นฟ่านซีซีก็เงยหน้าขึ้นมองฟ่านมี่มี่ “มี่มี่ ถ้าเธอปั่นจักรยานเป็น พี่จะซื้อจักรยานสวยๆให้คันหนึ่ง เลือกได้ทุกรูปแบบเลย”
ดวงตาของฟ่านมี่มี่เป็นประกาย “พี่ซีซี พูดจริงเหรอ?”
“อืม จริงสิ ถ้าผลการเรียนของเธอดีขึ้นหน่อย สอบกลางภาคติดท็อปสิบของห้อง พี่จะให้รางวัลเธอหนึ่งพันหยวน ถ้าได้สามอันดับแรก พี่จะให้เธอห้าพันหยวน อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้เลย”
“จริง...จริงเหรอ?” ฟ่านมี่มี่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ถึงแม้ว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอจะเปิดร้านขายของ แต่โดยปกติแล้วเธอไม่มีเงินไว้ใช้ส่วนตัว ถ้าจะมี ก็แค่ห้าหยวนสิบหยวนเท่านั้น
พี่สาวคนรองจะให้รางวัลเธอมากมายขนาดนี้จริงๆเหรอ?
ฟ่านจิ่นซินได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เธอมีเงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ฟ่านเจวียนเจวียนมองน้องสาวคนโตของตัวเองด้วยความอยากรู้ เด็กคนนี้คิดแผนการอะไรอีกแล้ว?
ฟ่านซีซีพูดพลางกินอาหารเช้าอย่างช้าๆ “ฐานเพาะปลูกพืชของฉันใกล้จะเสร็จแล้ว ต่อไปจะปลูกผลไม้อย่างดีกับดอกไม้หายาก ตอนนั้นเงินทองจะไหลมาเอง รางวัลที่ฉันเพิ่งพูดไปก็มีผลกับพวกเธอสองคนด้วยนะ ฟ่านจิ่นซิน ถ้าเธอสอบได้สามอันดับแรก ฉันจะให้รางวัลเธอหนึ่งหมื่นหยวน มากกว่ามี่มี่อีก พี่ใหญ่ ถ้าพี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ฉันจะให้เงินพี่ใช้หนึ่งแสนหยวน”
ฟ่านเจวียนเจวียนจ้องมองเธอด้วยความตกตะลึง “หนึ่ง...หนึ่งแสนเลยเหรอ?”
“อืม ตอนนั้นพี่อยากจะซื้ออะไรก็ได้ อยากจะไปเที่ยวไหนก็ได้ แม้แต่ไปเที่ยวต่างประเทศก็ยังได้”
“ดูเหมือนว่าฉันจะต้องตั้งใจจริงๆแล้วล่ะ ฟ่านซีซี ฉันว่าฉันพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมฟ่านจิ่นเฉิงถึงชอบเธอ อย่างน้อยเธอก็ใจกว้างมากพอ” ทันทีที่พูดจบฟ่านเจวียนเจวียนก็ตบไหล่ของฟ่านมี่มี่หนึ่งที
“รีบไปหารายได้กันเถอะ”
ฟ่านมี่มี่ถึงกับตาค้าง แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งออกไปเหมือนลมพัด
ฟ่านจิ่นซินทำหน้าเหวอ มองฟ่านซีซีอย่างเซ็งๆ “เธอไม่กลัวพูดไปแล้วทำไม่ได้เหรอ แล้วจะเอาเงินตั้งเยอะมาจากไหน?”
ฟ่านซีซีพูดอย่างมั่นใจ “ฉันไม่มี แต่พี่จิ่นเฉิงมี! พ่อกับแม่ก็เข้าข้างฉัน ส่วนเธอพยายามอย่างเต็มที่เถอะ!”
“ฮึ่ม!” ฟ่านจิ่นซินส่งเสียงในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะวิ่งตามออกไป
เมื่อในบ้านกลับมาเงียบสงบ ฟ่านจิ่นเฉิงก็ยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะลูบหัวฟ่านซีซีเบาๆ “ความคิดไม่เลว แต่ใช้ได้แค่ครั้งเดียวนะ”
“อืม ก็แค่ครั้งเดียว จะได้กระตุ้นให้พวกเธอตั้งใจเรียน”
ฟ่านจิ่นเฉิงมองเธออย่างครุ่นคิด “ซีซี ถ้าเธอสอบได้ที่หนึ่งถึงที่สาม ฉันก็จะยอมทำตามที่เธอขอหนึ่งข้อ เป็นไง?”
ฟ่านซีซีขยิบตาอย่างซุกซน “ถ้าฉันสอบได้ที่หนึ่งล่ะ?”
ฟ่านจิ่นเฉิงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เขาเอื้อมมือไปบีบคางมนของเธอเบาๆ “หลังจากนี้ ฉันจะยอมเธอทุกอย่างเลย”
“งั้นตกลงตามนี้นะ!” ฟ่านซีซียิ้มจนตาหยี ดูเหมือนว่าการตื่นเช้าไปโรงเรียนจะไม่ใช่เรื่องน่าหงุดหงิดอีกต่อไปแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment