yuk90 ep11-20

บทที่ 11: ภูมิใจอะไรนักหนา

    

   โรงเรียนมัธยมปลายที่สาม เขตหมี่ซี 

    

   ฟ่านซีซีถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกับนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่2 คนอื่นๆและตอนเช้าตรู่แบบนี้ พวกเขาก็กำลังทำความรู้จักและทักทายกันอยู่

    

   สิ่งที่ทำให้ฟ่านซีซีไม่พอใจคือ เธอดันมาเจอ เถียนซือซือ ผู้หญิงที่เธอเกลียดที่สุดในชั้นเรียน

    

   ชาติที่แล้ว ผู้หญิงคนนี้จงใจทำเป็นเพื่อนกับเธอเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับพี่จิ่นเฉิง แถมยังแอบเขียนจดหมายรักให้เขาอีกต่างหาก ต่อมายัยนั่นยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับพี่จิ่นเฉิง แถมยังมีเล่ห์เหลี่ยมกลเม็ดต่างๆนานา ที่ทำให้เธอและพี่ชายจิ่นเฉิงแตกคอกัน จนเธอต้องหึงหวงและโมโห 

    

   เพราะเหตุนี้ เธอจึงทำเป็นไม่สนใจเถียนซือซือโดยสิ้นเชิง

    

   แต่เถียนซือซือไม่ได้คิดแบบนั้น เมื่อเห็นว่าฟ่านซีซีอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เธอก็รีบเดินเข้าไปนั่งข้างๆฟ่านซีซีทันที

    

   “ซีซี บังเอิญจังเลย พวกเรากลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันอีกแล้ว”

    

   “แค่เพื่อนร่วมชั้น เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” น้ำเสียงของฟ่านซีซีเย็นชา เธอไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับผู้หญิงคนนี้

    

   เถียนซือซือถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเธอจะแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอพูดด้วยความน้อยใจว่า “ซีซี ทำไมเธอถึงพูดว่าเราไม่สนิทกันล่ะ หรือว่าตอนนี้ฐานะทางบ้านของเธอดีขึ้น เลยไม่อยากสนใจเพื่อนเก่าอย่างฉันแล้ว?” 

    

   เพราะเสียงของเถียนซือซือดังขึ้นเล็กน้อย ทำให้เพื่อนนักเรียนรอบข้างต่างหันมามองด้วยความสงสัย 

    

   เมื่อเห็นดวงตาของเถียนซือซือแดงก่ำ เหมือนกำลังจะร้องไห้ หลายคนจึงคิดว่าฟ่านซีซีพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เถียนซือซือต้องร้องไห้ 

    

   เมื่อมองเห็นท่าทางที่เหมือนจะร้องไห้และดูน่าสงสารของเถียนซือซือ ฟ่านซีซีก็ขมวดคิ้ว “เถียนซือซือ เธอเรียนการแสดงอยู่หรือไง ฉันไปทำอะไรให้เธอกัน? แต่ในเมื่อน้ำตาสั่งได้ขนาดนั้น ถ้าเธอชอบที่นี่ เธอก็นั่งไปสิ” 

    

   หลังจากพูดจบ ฟ่านซีซีก็เดินตรงไปนั่งที่มุมห้องแถวหลังสุด 

    

   เถียนซือซือยืนงง เธอเช็ดน้ำตา พลางมองฟ่านซีซีด้วยสีหน้าซับซ้อน 

    

   ทำไมฟ่านซีซีถึงทำตัวไม่เหมือนชาติที่แล้ว? 

    

   ในชาติที่แล้ว ก่อนที่ฟ่านจิ่นเฉิงจะเรียนจบมหาวิทยาลัย พวกเธอก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดมาตลอด 

    

   ถ้าปีนั้น ฟ่านซีซีไม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเธอไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นแอบไปดึงสายออกซิเจนของฟ่านซีซีออก ฟ่านซีซีอาจจะมีอนาคตร่วมกับฟ่านจิ่นเฉิงก็ได้ 

    

   ตอนนั้น ฟ่านซีซีบาดเจ็บสาหัส หลังจากที่เธอทำผิดพลาดไปแล้ว เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ต่อให้เธอไม่ทำแบบนั้น ฟ่านซีซีก็คงอยู่ไม่รอด 

    

   แต่เมื่อเห็นท่าทางคลั่งรักของฟ่านจิ่นเฉิง เธอไม่อยากให้ฟ่านซีซีมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้แต่นาทีเดียว ดังนั้นเธอจึงดึงเครื่องช่วยหายใจและสายออกซิเจนออก ตัดขาดลมหายใจของฟ่านซีซีอย่างสิ้นเชิง...

    

   ฟ่านซีซีตายแล้ว หลังจากที่ฟ่านจิ่นเฉิงคลุ้มคลั่งและเจ็บปวดจนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างสงบ เขากลับสืบหาสาเหตุการตายของฟ่านซีซีอย่างไม่คาดคิด...

    

   ฟ่านจิ่นเฉิง คนบ้าคนนั้น ใช้วิธีการของตัวเองทรมานเธอจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ เธอต้องตกงาน ถูกคนสาปแช่ง พ่อแม่ก็ตกงาน พี่ชายก็ติดการพนัน สุดท้ายครอบครัวของเธอแทบจะแตกสลาย ส่วนตัวเธอเองก็ได้พบกับผู้ชายเลวๆ เธอถูกคนที่เธอเรียกว่าสามีทำร้ายร่างกายจนพิการ จึงตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายพร้อมกับลูก

    

   เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆในชาติที่แล้ว หัวใจของเธอก็ยังคงสั่นสะท้านไม่หาย

    

   พอย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ เธอจะโยนความโชคร้ายทั้งหมดนี้ให้กับฟ่านซีซี เธอจะไม่ทำตัวโง่เขลาตามติดฟ่านซีซี และรอความสงสารจากฟ่านจิ่นเฉิงอีกต่อไป เธอจะไม่ทำร้ายฟ่านซีซี แต่เธอจะเหยียบย่ำฟ่านซีซีอย่างเปิดเผย และยืนอยู่ในจุดที่เปล่งประกายที่สุด เพื่อให้ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเธอ

    

   เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รีบลุกออกจากห้องเรียนทันที

    

   สิบนาทีต่อมา เถียนซือซือก็ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องทำงานของครูใหญ่...

    

   หลังจากเลิกเรียนคาบสุดท้ายของช่วงเช้า เถียนซือซือกลับมาพร้อมกับสีหน้าภาคภูมิใจ เธอเดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบกระเป๋า แล้วเดินไปหาฟ่านซีซีที่ยังคงนั่งอยู่ตรงมุมห้อง พร้อมกับพูดว่า “ฟ่านซีซี ในเมื่อเธอเกลียดฉัน งั้นต่อไปนี้ฉันจะออกจากห้องนี้แล้ว ไม่ทำให้เธอต้องรำคาญใจอีก ลาก่อน!”

    

   พอพูดจบ เถียนซือซือก็เดินจากไปอย่างองอาจ

    

   ฟ่านซีซีมองตามหลังเถียนซือซือด้วยสีหน้าแปลกใจ ความภูมิใจบนใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นมาจากไหนกัน?

    

   นักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าฟ่านซีซีพูดขึ้นเบาๆ “ฉันได้ยินมาว่า หลังจากที่เถียนซือซือออกจากห้องเรียน เธอไปที่ห้องของครูใหญ่ เหมือนจะขอข้ามชั้นไปเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย ดูจากสีหน้าของเธอเมื่อกี้นี้ เธอน่าจะทำสำเร็จแล้วล่ะ” 

    

   ฟ่านซีซีมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ข้ามชั้น?”

    

   เถียนซือซือ ผู้หญิงคนนั้นคงไม่ได้ข้ามชั้นไปอยู่ห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิงหรอกนะ?

    

   แต่เธอจำได้ว่าผลการเรียนของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ดีขนาดนั้นนี่นา!

    

   “ใช่แล้ว! โรงเรียนมัธยมปลายที่สามเพิ่งย้ายมา แน่นอนว่าต้องมีสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีคุณภาพ”

    

   ตอนนี้ฟ่านซีซีเริ่มไม่สงบแล้ว ไม่ได้! เธอไม่สามารถปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นไปอยู่ห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิงได้ ถ้าพี่จิ่นเฉิงจะต้องถูกผู้หญิงคนนั้นตามติดทุกวันตั้งแต่นี้ไป เธอคงทนไม่ไหว

    

   พอคิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบพูดทันที “เพื่อนคนนี้ เธอชื่ออะไรนะ? เธอไม่อยากข้ามชั้นบ้างเหรอ? พวกเราไปสอบข้ามชั้นด้วยกันไหม!”

    

   “หา? ฉันชื่อ ลู่เหยา ผลการเรียนของฉันธรรมดา คงข้ามชั้นไม่ได้หรอก”

    

   ในตอนนั้นเอง เด็กสาวร่างสูงแต่งตัวเรียบง่ายที่นั่งอยู่ทางซ้ายของฟ่านซีซีก็ขยับเข้ามาใกล้ “ฟ่านซีซี เธอจะไปสอบข้ามชั้นเหรอ? นับฉันด้วยคนนะ ฉันชื่อ อวี๋เสี่ยวอิน ผลการเรียนของฉันค่อนข้างดี ถ้าข้ามชั้นได้ ฉันก็อยากข้าม”

    

   “ได้ ตอนเที่ยงฉันไม่กลับบ้านแล้ว พวกเรามาอ่านหนังสือทบทวนกัน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปหาครูใหญ่” ฟ่านซีซีพูดอย่างจริงจัง

    

   “ดีเลย!”

    

   “พวกเธอจะข้ามชั้นเรียนกันจริงๆเหรอ?” ลู่เหยาถามด้วยความสงสัย

    

   นักเรียนห้องนี้ช่างมีความทะเยอทะยานกันจริงๆ!

    

   ฟ่านซีซียิ้มแล้วตอบ “แน่นอนสิ เธออยากร่วมด้วยไหม เราจะทบทวนบทเรียนและเน้นจุดสำคัญไปพร้อมๆกัน ฉันจะหาตัวช่วยที่เก่งๆมาอีกแรง”

    

   “หา...หาตัวช่วยได้ด้วยเหรอ? จะไปหาใครล่ะ?” ลู่เหยายิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก

    

   ส่วนอวี๋เสี่ยวอินก็ค่อนข้างแปลกใจ เธอไม่เข้าใจว่าฟ่านซีซีจะไปหาตัวช่วยมาจากไหน

    

   ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินฟ่านซีซีพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ตัวช่วยของฉันมาแล้ว!”

    

   ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงและหล่อเหลากำลังยืนอยู่ที่ประตูห้องเรียน พลางโบกมือให้ฟ่านซีซี

    

   ฟ่านซีซีรีบวิ่งไปหา แต่ทันที่ที่กำลังจะเอ่ยปาก เธอก็ได้ยินฟ่านจิ่นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงดุเบาๆว่า “ไม่ได้ตกลงกันแล้วเหรอ ว่าเลิกเรียนจะกลับบ้านไปกินข้าวด้วยกัน ลืมไปแล้วหรือไง?”

    

   “ไม่ลืม ไม่ลืม พี่จิ่นเฉิง ฉันกับเพื่อนสองคนกำลังจะข้ามชั้นไปเรียน มัธยมปลายปีที่3เลยว่าจะรีบใช้เวลาตอนเที่ยงทบทวนบทเรียน พี่ช่วยซื้อข้าวมาให้หน่อยสิ แล้วก็ช่วยเน้นจุดสำคัญให้ด้วย” ฟ่านซีซีอธิบายจุดประสงค์ของเธอภายในประโยคเดียว

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “ข้ามชั้นเรียน?” 

   

   ผลการเรียนของยัยหนูนี่ก็แค่ธรรมดา จะข้ามชั้นเรียนไปทันได้ยังไง

    

   ฟ่านซีซีเห็นสีหน้าเคลือบแคลงใจของเขา ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที

    

   เธอกัดริมฝีปากเบาๆ พลางจ้องเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “เถียนซือซือในห้องเรายังข้ามชั้นเรียนสำเร็จเลย ทำไมฉันจะข้ามบ้างไม่ได้ ผลการเรียนของเธอก็ไม่ได้ดีกว่าฉันสักหน่อย เธอข้ามจากมัธยมปลายปีที่2 ไปมัธยมปลายปีที่3ได้ ฉันก็ต้องทำได้ ฉันยังคิดจะพยายามให้มากกว่านี้ จะได้เข้าไปเรียนห้องเดียวกับพี่ไง!”

    

   ตอนที่ฟ่านจิ่นเฉิงได้ยินชื่อ ‘เถียนซือซือ’ ดวงตาของเขาดูเศร้าหมองลงในทันที แต่พอมองเห็นรอยยิ้มของฟ่านซีซี เขาก็กลับมามีท่าทางอ่อนโยนดังเดิมอย่างรวดเร็ว

    

   “ในเมื่อเธออยากข้ามชั้นเรียน ฉันจะสนับสนุนเธอ ซีซี หยิบหนังสือของเธอมาให้ฉันหน่อย” 



บทที่ 12: จินตนาการอันแสนหวาน


    

   “อ้อ โอเค” ฟ่านซีซีรีบกลับไปที่โต๊ะของเธอแล้วเอาหนังสือทั้งหมดที่ได้รับตอนเช้าวางไว้บนโต๊ะแถวแรกเพื่อให้ฟ่านจิ่นเฉิงดูได้สะดวก

    

   เนื่องจากในห้องเรียนมีคนไม่กี่คน ฟ่านจิ่นเฉิงจึงนั่งลงข้างๆ หยิบปากกาขึ้นมาแล้วจดจุดสำคัญในหนังสืออย่างละเอียด

    

   ยี่สิบนาทีต่อมา ฟ่านจิ่นเฉิงวางปากกาลงแล้วลูบหัวฟ่านซีซีเบาๆ “เนื้อหาภาคเรียนนี้เน้นดูตรงนี้ ส่วนหนังสือเรียนภาคเรียนหน้าฉันจะเอามาให้ เที่ยงนี้เธออยากกินอะไร ฉันจะเอามาให้ด้วย” 

    

   “อะไรก็ได้ อ้อจริงสิ ฉันอยากเลี้ยงสตรอว์เบอร์รีเสี่ยวอินกับลู่เหยาด้วย”

    

   “อืม รู้แล้ว ตั้งใจเรียนนะ” ฟ่านจิ่นเฉิงพยักหน้าแล้วหันหลังเดินออกไป

    

   พอเขาไปแล้ว ลู่เหยากับอวี๋เสี่ยวอินก็นั่งลงข้างๆฟ่านซีซีทันทีอย่างอยากรู้อยากเห็น “เมื่อกี้ใครเหรอ ถึงเธอจะเรียกเขาว่าพี่ แต่ฉันรู้สึกว่าเขามองเธอไม่เหมือนพี่น้องเลย”

    

   ฟ่านซีซีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ครอบครัวของเราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน และมีการหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กแล้ว”

    

   “ว้าว เป็นคู่หมั้นเด็กกันด้วยเหรอเนี่ย!”

    

   ฟ่านซีซีไม่ได้อธิบาย แม้ว่าเธอกับพี่จิ่นเฉิงจะไม่ใช่คู่หมั้นเด็ก แต่ความหมายก็เกือบจะเหมือนกัน เพราะยังไงสุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็ต้องแต่งงานกัน 

    

   “เขาเรียนเก่งมากเลยเหรอ?” ลู่เหยาถามด้วยแววตาเป็นประกาย

    

   ผู้ชายคนนี้นอกจากจะสูงและหล่อแล้ว ยังเรียนเก่งอีกต่างหาก ครบเครื่องจริงๆ

    

   “อืม พี่จิ่นเฉิงของฉันสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนตลอดเลยล่ะ มีเขาช่วยพวกเราวงจุดสำคัญให้ พวกเราก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย” ฟ่านซีซีพูดอย่างภาคภูมิใจ

    

   “งั้น งั้นฉันลองดูบ้างดีกว่า ว่าจะข้ามชั้นได้ไหม” เดิมทีลู่เหยาไม่ได้คิดอยากจะข้ามชั้น แต่ตอนนี้มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ตั้งสองคน เธอจึงรู้สึกว่าลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย อย่างมากก็แค่ไม่สำเร็จ ไม่ได้สูญเสียอะไรไป

    

   อวี๋เสี่ยวอินได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร เธอรู้ทันอยู่แล้วว่า ที่ฟ่านซีซีอยากข้ามชั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะพี่จิ่นเฉิงที่เธอพูดถึงอย่างแน่นอน

    

   ทั้งสามคนพูดคุยหยอกล้อกันสักพัก ก่อนจะเริ่มติวหนังสือและจดจำประเด็นสำคัญร่วมกัน

    

   เดิมทีผลการเรียนของฟ่านซีซีไม่ค่อยดีนัก แต่ตอนนี้เธอใช้พลังของนักปลูกพืชวิญญาณสร้างภาพจินตนาการและท่องจำในหัว ทำให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ ส่วนวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจ เธอก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เข้าใจทั้งหมด

    

   วิชาที่ค่อนข้างยากสำหรับเธอคือคณิตศาสตร์ เพราะพื้นฐานไม่ดี ทำให้เธอไม่เข้าใจเนื้อหาบางส่วน

    

   โชคดีที่ฟ่านจิ่นเฉิงมาถึงพอดี เขาไม่เพียงแต่นำขนมมาให้เท่านั้น แต่ยังนำสมุดโน้ตวิชาต่างๆตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลายมาด้วย

    

   ดังนั้นฟ่านซีซีจึงทานขนมไปพลาง ดูโน้ตไปพลาง จนคุณครูฝ่ายปกครองที่ผ่านมาหน้าห้องตอนเที่ยงยังอดมองเธอด้วยความประหลาดใจไม่ได้

    

   เนื่องจากในห้องเรียนมีเด็กผู้หญิงกำลังเรียนกันอยู่สามคน สำหรับจุดสำคัญและจุดที่เข้าใจยาก ฟ่านจิ่นเฉิงจึงทำตัวเป็นคุณครูตัวน้อย เขาหยิบชอล์กบนแท่นบรรยายแล้วเริ่มอธิบายประเด็นสำคัญบนกระดานดำให้พวกเธอฟัง

    

   ไม่ต้องพูดถึงความรู้ที่บางครั้งฟังครูสอนแล้วอาจจะไม่เข้าใจ แต่พอฟ่านจิ่นเฉิงอธิบาย แม้แต่ลู่เหยาที่เข้าใจอะไรยากที่สุดในสามคนก็ยังเข้าใจ

    

   “ซีซี พวกเธออยากจะลากิจตอนบ่ายเพื่อทบทวนบทเรียนเป็นพิเศษไหม?” ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นว่าฟ่านซีซีมีความสามารถในการเรียนรู้สูง ปัญหาหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ พออธิบายปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ แถมยังสามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วย เขาจึงเสนอแนะเช่นนี้

    

   ความจริงแล้วเขาหวังว่าเธอจะสอบข้ามชั้นได้สำเร็จจริงๆ แบบนั้นเขาจะได้อยู่ห้องเดียวกับเธอ นั่นคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเขา

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า “ฉันอยากลากิจ แต่ฉันกลัวครูไม่อนุมัติ”

    

   “ฉัน ฉันก็อยากลากิจ” อวี๋เสี่ยวอินรู้สึกว่าฟ่านจิ่นเฉิงเป็นเด็กเรียนเก่งจริงๆ วิธีการอธิบายของเขาพิเศษมาก โจทย์ที่ซับซ้อนแค่ไหน พอผ่านปากเขาก็ดูเหมือนจะง่ายไปเลย

    

   ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เธอเข้าใจเทคนิคการแก้ปัญหาไปมากมาย ถ้าทบทวนอีกในช่วงบ่าย เธอรู้สึกว่าตัวเองมีหวังสอบข้ามชั้นแน่ๆ

    

   “ฉันลากิจได้” ลู่เหยาก็อ้าปากเห็นด้วย

    

   เธอรู้สึกว่าการมีเพื่อนที่ขยันเรียนก็ดีเหมือนกัน ทุกคนชอบเรียนหนังสือ ถ้าพ่อแม่รู้เข้าคงดีใจจนตื่นจากฝัน 

    

   “เรื่องลากิจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง ฉันจะไปคุยกับหัวหน้าฝ่ายวิชาการ” เมื่อครู่นี้ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการเดินผ่านห้องเรียน แถมยังแอบยืนดูอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน

    

   “งั้นพี่ไปลาหยุดเถอะ พวกเราจะอ่านหนังสือต่อ” ฟ่านซีซีพูดพลางทำโจทย์โดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

    

   เธอไม่อยากแพ้เถียนซือซือ ดังนั้นวันนี้เธอจะต้องใช้เวลาทุกนาทีอย่างเต็มที่

    

   เธอไม่เพียงแต่ต้องข้ามชั้นเรียนเท่านั้น แต่ยังต้องสอบให้ได้คะแนนดีกว่าเถียนซือซือด้วย

    

   ตอนบ่าย เถียนซือซือเข้ามาในห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3ด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อมองไปรอบๆห้อง และไม่เห็นฟ่านจิ่นเฉิงที่เธอคิดถึง เธอก็รู้สึกมึนงงไปหมด

    

   หรือว่าฟ่านจิ่นเฉิงลาหยุด?

    

   “เถียนซือซือ บ่ายนี้ฟ่านจิ่นเฉิงลาหยุด เธอนั่งที่ของเขาไปก่อนนะ หลังเลิกเรียนค่อยจัดหาโต๊ะเก้าอี้ให้เธอ” ครูประจำชั้นยิ้มพลางชี้ไปยังที่นั่งว่างเพียงที่เดียวในห้อง

    

   สำหรับนักเรียนที่ข้ามชั้นมา เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษ

    

   เถียนซือซือถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่แท้เขาก็ลาหยุดจริงๆ

    

   เมื่อนั่งลงที่โต๊ะ เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง นี่มันที่นั่งของฟ่านจิ่นเฉิงนะ!

    

   บางที...เธออาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับเขาก็ได้

    

   มีเพลงๆหนึ่งชื่อว่า ‘เธอที่นั่งโต๊ะเดียวกัน’ ไม่ใช่เหรอ? บางทีการที่พวกเขาได้อยู่ใกล้ชิดกันทุกวันแบบนี้ เขาอาจจะเห็นข้อดีของเธอ และเกิดชอบเธอขึ้นมาก็ได้ เธอได้มาพบกับเขาในช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด จิตใจของเธอไม่ได้เลวร้าย แถมยังภักดีต่อเขา เธอจะต้องได้รับความรักจากเขา และได้สวมชุดเจ้าสาวเพื่อเขา...

    

   ในขณะที่เถียนซือซือกำลังจมอยู่กับจินตนาการอันแสนหวานของตัวเอง ฟ่านจิ่นเฉิงกลับเอ่ยกับครูใหญ่ที่ห้องทำงานว่า “ถ้าพรุ่งนี้ซีซีสอบผ่าน ผมอยากจะย้ายไปอยู่ห้องเดียวกับเธอที่ชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6ครับ จะได้ดูแลการเรียนของเธอได้สะดวก” 

    

   เขาแอบดูแผนผังโรงเรียนมาแล้ว มัธยมปลายปีที่3 ห้อง1กับ มัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 นั้นอยู่ไกลกันมาก แถมยังคนละตึกกันด้วย ดังนั้นแบบนี้จึงเหมาะสมที่สุด

    

   ครูใหญ่อ่านแฟ้มประวัติการเรียนของฟ่านจิ่นเฉิง พลางพูดไปด้วย “ก็ได้ ถ้า ฟ่านซีซีสอบผ่าน ฉันจะย้ายห้องให้ ฟ่านจิ่นเฉิง ผลการเรียนของเธอคงที่มาก หัวหน้าฝ่ายวิชาการบอกว่าเธอมีวิธีสอนฟ่านซีซีกับเพื่อนๆได้ดีมาก เธอเคยคิดอยากจะสมัครเรียนที่วิทยาลัยครู แล้วกลับมาสอนที่นี่ไหม?”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ความฝันของผมคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ปักกิ่งครับ”

    

   “อยากเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ก็ไม่เลว ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”

    

   “ขอบคุณครับครูใหญ่!”

    

   “งั้นเธอไปสอนเด็กๆเถอะ หวังว่าพรุ่งนี้ทั้งสามคนจะสอบผ่านนะ” ครูใหญ่พูดด้วยรอยยิ้ม

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงพยักหน้า แล้วรีบตรงไปที่ห้องประชุมที่หัวหน้าฝ่ายวิชาการเตรียมไว้ให้

    

   ในห้องประชุม ฟ่านซีซีกับพวกเธอกำลังตั้งใจเรียนกันอยู่!

   

   ……

    

   ตกเย็น ฟ่านซีซีไม่ได้ไปที่ร้าน แต่กลับตั้งใจทบทวนบทเรียนอยู่ที่ห้องนั่งเล่น

    

   เมื่อเห็นความขยันของน้องสาว ฟ่านเจวียนเจวียนก็อดพูดแซวไม่ได้ว่า “ผลการเรียนของเธอก็ไม่ได้ดีเลิศเลออะไร ทำไมต้องข้ามชั้นไปเรียนห้องเดียวกับฟ่านจิ่นเฉิงด้วย? ถ้าในอนาคตฟ่านจิ่นเฉิงได้ที่หนึ่งของทั้งโรงเรียน แล้วเธอดันสอบได้ที่โหล่ของห้อง จะทำยังไง?”

    

   ฟ่านซีซีเงยหน้ามองพี่สาวด้วยสายตาตำหนิ “เลิกพูดให้ฉันเสียกำลังใจสักที ฉันน่ะฉลาดจะตาย เพียงแต่เมื่อก่อนไม่ตั้งใจเรียน ถ้าฉันตั้งใจเรียนจริงจังล่ะก็ ผลการเรียนแค่หนึ่งวันของฉันก็เทียบเท่ากับของพี่หนึ่งปีเลย”

    

   “อย่ามาพูดจาโอ้อวด ฟ่านซีซี ถ้าเธอสอบข้ามชั้นได้สำเร็จ ต่อไปนี้ไม่ต้องล้างจานอีกเลย ตกลงไหม?”



บทที่ 13: ตักน้ำด้วยตะกร้า


    

   ฟ่านซีซีรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าเธอไม่เคยต้องล้างจานเลย จานพวกนี้เป็นหน้าที่ของแม่กับฟ่านมี่มี่มาตลอด หลังจากย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ส่วนใหญ่จะเป็นพี่จิ่นเฉิงที่เป็นคนล้างจาน เพราะผู้ใหญ่ทั้งสามคนต้องดูแลร้าน ทั้งสองครอบครัวจึงกินข้าวพร้อมกัน

    

   ตอนนั้นเอง ฟ่านมี่มี่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็พูดด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวว่า “พี่รองกับพี่ใหญ่พนันกันสิ ถ้าพี่ใหญ่แพ้ พี่ใหญ่ต้องเป็นคนล้างจาน ครั้งก่อนฉันพนันกับพี่ใหญ่แล้วแพ้ ฉันต้องล้างจานเป็นปีเลยนะ”

    

   เดิมทีฟ่านซีซีลืมเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไปแล้ว แต่ในเมื่อน้องสาวร้องขอ เธอจึงรีบพยักหน้าทันที “ตกลง ถ้าพรุ่งนี้ฉันสอบผ่านและข้ามชั้นเรียนได้ พี่ใหญ่ก็ต้องล้างจานเป็นปีนะ ห้ามให้มี่มี่กับพี่จิ่นเฉิงล้างเด็ดขาด”

    

   “ได้เลย แต่ถ้าเธอสอบไม่ผ่าน เธอกับฟ่านจิ่นเฉิงต้องทำงานบ้านทั้งหมดก่อนแต่งงาน ตกลงไหม?”

    

   “ตกลง!”

    

   เอ๊ะ ฟ่านซีซีชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะคนที่พูดเมื่อกี้ไม่ใช่เธอ แต่เป็นพี่จิ่นเฉิงต่างหาก!

    

   “หลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว ฉันจะเป็นคนทำงานบ้านเอง” ฟ่านจินเฉินโปรยอาหารหมาต่อหน้าทุกคนไปหนึ่งชุด

    

   เดิมทีฟ่านซีซีรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พอเห็นพี่สาวกับฟ่านจิ่นซินมองมาที่เธอด้วยแววตารังเกียจและขมขื่น เธอก็อดหน้าแดงไม่ได้ 

    

   ดีที่น้องสาวฟ่านมี่มี่ยังน่ารัก เธอล้างสตรอว์เบอร์รีอย่างว่าง่ายแล้วเดินมาหาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่รอง พยายามเข้านะ มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้ ฉันจะรีบเอามาให้ทันทีเลย”

    

   ฟ่านซีซีตอบรับเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจทบทวนบทเรียนต่อไป

   

   ……

    

   เช้าวันรุ่งขึ้น ครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการมาเป็นผู้คุมสอบให้กับฟ่านซีซี อวี๋เสี่ยวอิน และลู่เหยาด้วยตัวเอง ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงถูกไล่กลับไปเรียนห้อง มัธยมปลายปีที่3ตามเดิม

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเถียนซือซือนั่งอยู่ที่โต๊ะของเขาตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าห้องเรียน เขาก็เปลี่ยนใจไม่เข้าห้องเรียนและขอลาป่วยทันที ถือว่าโดดเรียนไปเลย

    

   ส่วนฟ่านซีซี ตอนนี้กำลังตั้งใจทำข้อสอบอย่างขะมักเขม้น เพื่อที่จะได้เข้าเรียนห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิงของเธอ

    

   เธอทำข้อสอบด้วยความตั้งใจ ทบทวนอย่างละเอียด เขียนหนังสือสวยและเร็วมาก ครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการสังเกตเห็นว่า เธอแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะเลยด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสอบเป็นอย่างมาก

    

   อวี๋เสี่ยวอินเองก็ทำได้ดีเช่นกัน นอกจากบางครั้งที่เธอกัดปลายปากกาครุ่นคิด ส่วนใหญ่แล้วการทำข้อสอบของเธอเป็นไปอย่างราบรื่น

    

   ลู่เหยาเองก็มีปัญหาเล็กน้อยในการทำข้อสอบ เธอเหม่อลอยเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเธอก็ทำข้อสอบได้

    

   ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟ่านซีซีก็ทำข้อสอบแผ่นแรกเสร็จ เธอจึงยกมือขึ้น

    

   หัวหน้าฝ่ายวิชาการมองดูข้อสอบวิชาภาษาจีนบนโต๊ะของเธอ เห็นว่าเธอทำเสร็จแล้วจึงเตือนด้วยเสียงเบาๆว่า “ลองตรวจดูอีกครั้งก่อนจะสอบวิชาต่อไปดีไหม?” 

    

   “ไม่เป็นไรค่ะ สอบวิชาต่อไปเลย”

    

   “ก็ได้!” หัวหน้าฝ่ายวิชาการรับใบสอบวิชาภาษาจีนไปพร้อมกับหยิบใบสอบวิชาอื่นให้เธอ

    

   ครูใหญ่รับเอาใบสอบของฟ่านซีซีมาอ่านคร่าวๆ ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันที

    

   เขารีบวางใบสอบลงแล้วเดินไปที่ห้องพักครูข้างๆเพื่อตามคุณครูหยาง หัวหน้าหมวดวิชาภาษาจีนชั้นมัธยมปลายปีที่3มาตรวจใบสอบนี้

    

   ระหว่างที่ฟ่านซีซีกำลังตั้งใจทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ คุณครูหยางก็ตรวจใบสอบวิชาภาษาจีนของเธอเสร็จพอดี

    

   คะแนนเต็ม120คะแนน ฟ่านซีซีทำได้118คะแนน หักไปสองคะแนนจากการเขียนคำผิดหนึ่งคะแนนและการเรียงความอีกหนึ่งคะแนน

    

   ครูใหญ่เห็นคะแนนนี้ก็ยิ้มจนตาปิด

    

   “ไม่เลวเลย วิชาภาษาจีนได้คะแนนดีขนาดนี้ วิชาอื่นก็คงไม่ต่างกัน”

    

   และก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ เมื่อครูใหญ่ตรวจข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของฟ่านซีซีเสร็จ เขาตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืน

    

   เต็ม! 

    

   ฟ่านซีซีสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็ม!

    

   ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เธอใช้เวลาทำข้อสอบเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น

    

   ตอนที่ฟ่านซีซีสอบวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่สามเสร็จ อวี๋เสี่ยวอินกับลู่เหยาเพิ่งสอบเสร็จแค่หนึ่งวิชา

    

   แต่ฟ่านซีซีใช้เวลาทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษน้อยกว่านั้น เพราะส่วนใหญ่เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ เธอจึงใช้เวลาทำเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น แต่ผลคะแนนก็ไม่ต่างกัน จากคะแนนเต็ม100คะแนน เธอได้97คะแนน

    

   หลังจากนั้นเป็นวิชาชีววิทยาและเคมี ฟ่านซีซีสอบชีววิทยาได้คะแนนเต็ม ส่วนเคมีได้95คะแนน

    

   ครูใหญ่เห็นว่ายังพอมีเวลา อีกทั้งเพื่อนนักเรียนอีกสองคนยังสอบไม่เสร็จ จึงให้ฟ่านซีซีสอบวิชาประวัติศาสตร์และวิชาการเมืองไปเลย

    

   ฟ่านซีซีก็ไม่ทำให้ผิดหวัง วิชาที่ต้องอาศัยการท่องจำแบบนี้ เธอทำคะแนนได้เต็มทุกวิชา ทำเอาครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการถึงกับตะลึง

    

   “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงขอย้ายชั้นเรียน เรียนอยู่ชั้น มัธยมปลายปีที่2 ต่อไปคงเสียเวลาเปล่าๆ” ครูใหญ่พึมพำออกมา

    

   ถ้าเด็กคนนี้สามารถรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างแน่นอน

    

   ไม่นานนัก ผลคะแนนของอวี๋เสี่ยวอินและลู่เหยาก็ออกมา อวี๋เสี่ยวอินได้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษเต็ม ส่วนวิชาอื่นๆได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่92คะแนน ผ่านการขอย้ายชั้นเรียน

    

   ส่วนผลการเรียนของลู่เหยานั้นเกินความคาดหมายของทุกคน เธอได้คะแนนเต็มในวิชาเคมี ส่วนวิชาอื่นๆ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่75คะแนน

    

   หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ครูใหญ่ก็กล่าวว่า “นักเรียนลู่ ผลการเรียนของเธอในระดับชั้น มัธยมปลายปีที่3ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุด เธอลองปรึกษากับครอบครัวดูว่าจะขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่3 หรือจะเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่2ต่อ คำแนะนำของฉันคือ ถ้าเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่2ต่อ จะได้ปูพื้นฐานให้แน่นขึ้น พอขึ้นชั้นมัธยมปลายปีที่3 เธอจะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีแน่นอน”

    

   ลู่เหยาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ครูใหญ่คะ แม่ของหนูเป็นครูสอนวิชาเคมีชั้นมัธยมปลายปีที่1ของโรงเรียนเรา ชื่อเย่จิ้ง ครูช่วยพูดเกลี้ยกล่อมแม่ของหนูให้หน่อยได้ไหมคะ หนูอยากขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่3 สองวันที่ผ่านมานี้ หนูรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรมากมายจากอวี๋เสี่ยวอิน ฟ่านซีซี และฟ่านจิ่นเฉิง ถ้าได้เรียนร่วมชั้นกับเพื่อนที่เก่งๆแบบนี้ หนูจะต้องมีแรงจูงใจในการเรียนมากขึ้นแน่นอนค่ะ ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี ผลการเรียนของหนูต้องพัฒนาขึ้นได้แน่”

    

   หัวหน้าฝ่ายวิชาการพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ที่แท้เธอก็เป็นลูกสาวของครูเย่นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงสอบเคมีได้ดีขนาดนั้น งั้นเธอขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่3ไปเถอะ ฟ่านซีซีเรียนเคมีอ่อนกว่าเธอนิดหน่อย เธอจะได้ช่วยสอนฟ่านซีซี ส่วนวิชาอื่นๆเธออ่อนกว่า เธอก็เรียนรู้จากฟ่านซีซี ถ้าครึ่งปีหลังผลการเรียนตามไม่ทัน ก็แค่เรียนชั้น มัธยมปลายปีที่3เพิ่มอีกปีเท่านั้นเอง”

    

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ครูใหญ่ก็ยิ้มและพูดว่า “ตกลงตามนั้น สามคนเดินด้วยกัน ย่อมมีคนหนึ่งเป็นครู พวกเธอช่วยเหลือกันและเรียนรู้จากกันและกันนะ ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเธอสามคนรวมทั้งฟ่านจิ่นเฉิงก็ไปอยู่ห้องมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6กันเถอะ!”

    

   พอฟ่านซีซีได้ยินว่าครูใหญ่ให้พี่จิ่นเฉิงและเธอไปอยู่ห้อง มัธยมปลายปีที่3ด้วยกัน เธอก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้น

    

   เยี่ยมเลย เถียนซือซือคนนั้นพยายามอย่างหนักที่จะอยู่ห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิง ตอนนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้วสิ!

   

   ……

    

   ในคาบแรกของช่วงบ่าย ฟ่านจิ่นเฉิง ฟ่านซีซี อวี๋เสี่ยวอิน และลู่เหยา ทั้งสี่คนเข้าไปในห้อง มัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 และกลายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างเป็นทางการ

    

   บังเอิญว่าที่นั่งในห้องมีการปรับเปลี่ยนพอดี พวกเขาทั้งสี่คนจึงได้มานั่งหน้าหลังกันโดยอัตโนมัติ

    

   ฟ่านซีซีมองฟ่านจิ่นเฉิงที่กลายเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข เธอรู้สึกว่าชีวิตในอนาคตช่างแสนสุขเหลือเกิน แม้แต่การบ้านก็มีคนช่วยทำแล้ว

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเด็กสาวข้างๆ เหม่อลอยอยู่ตลอด เขาจึงบีบมือเธอเบาๆอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น “ตั้งใจเรียนสิ”

    

   “โอ้!” ฟ่านซีซีนั่งตัวตรงอย่างว่าง่าย

    

   อวี๋เสี่ยวอินและลู่เหยาที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกเขามองหน้ากัน บรรยากาศรอบๆคู่นี้ช่างหวานเสียจนพวกเธอไม่น่าจะมานั่งข้างหลังฟ่านซีซีเลย ต่อไปคงต้องโดนอาหารหมาของพวกเขาโจมตีเป็นระยะแน่ๆ

    

   อีกด้านหนึ่ง เมื่อเถียนซือซือรู้ว่าฟ่านจิ่นเฉิงย้ายไปเรียนมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 แถมฟ่านซีซียังข้ามชั้นมาเรียนอยู่ห้องเดียวกับเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เธอก็รู้สึกไม่สงบใจเอาเสียเลย

       

   [1] โปรยอาหารหมาต่อหน้าทุกคน เป็นศัพท์แสลง หมายถึง การโชว์ความรักออกสื่อให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะคนโสดอิจฉา ซึ่งเหล่าคนโสดจะถูกเรียกว่า ‘หมาโสด’ เมื่อเห็นคู่รักเขาโชว์หวานกัน ก็จะรู้สึกเหมือนเขากำลังโปรยอาหารให้หมาโสดทั้งหลายได้กินจนจุกอกตาย



  บทที่ 14: ลูกชายของเธอน่ะ เจ้าเล่ห์จริงๆ


    

   เถียนซือซือคิดไม่ตกว่าทำไมฟ่านซีซีถึงสอบข้ามชั้นสำเร็จได้ ทั้งที่ผลการเรียนของฟ่านซีซีก็ธรรมดา 

    

   หรือเป็นเพราะการกลับมาเกิดใหม่ของเธอ ทำให้โลกนี้เปลี่ยนไปด้วย ฟ่านซีซีถึงได้ฉลาดขึ้น?

    

   เถียนซือซือจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้เธอไม่ได้ตั้งใจเรียน จนโดนครูดุกลางห้องเรียนในตอนบ่าย

    

   เธอทนทุกข์ทรมานจนเลิกเรียน แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องพักของครูใหญ่อีกครั้ง เพื่อขอไปเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 

    

   ครูใหญ่มองเธอด้วยแววตาแปลกใจ “เถียนซือซือ ตอนแรกไม่ใช่เธอเองหรอกเหรอที่ขอไปเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง1 ตอนนี้นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 คนเยอะแล้ว ย้ายไปย้ายมาไม่ได้หรอกนะ ตั้งใจเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง1นั่นแหละ!”

    

   “ครูใหญ่คะ คือหนูกับฟ่านซีซีเป็นเพื่อนสนิทกัน หนูอยาก...”

    

   เถียนซือซือยังพูดไม่ทันจบ ก็มีคนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง

    

   “ครูใหญ่ครับ คณะของคุณหลี่จากสำนักงานการศึกษามาถึงหน้าโรงเรียนแล้วครับ”

    

   “ดีมาก ผมจะไปรับเดี๋ยวนี้”

    

   ครูใหญ่มีธุระสำคัญต้องไปจัดการ จึงไม่ได้สนใจเถียนซือซืออีก แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เดินจากไปด้วยความหงุดหงิด

    

   ระหว่างทางกลับบ้าน เถียนซือซือมองเห็นชื่อหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ อยู่ไกลๆ เธอจำได้ว่าตอนเที่ยงเห็นฟ่านจิ่นเฉิงออกมาจากที่นี่ หรือว่าบ้านเขาถูกเวนคืน เลยย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้?

    

   ชาติก่อน ครอบครัวของฟ่านจิ่นเฉิงอาศัยอยู่ที่หมี่ตง พวกเขาไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายที่สาม

    

   เฮ้อ ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

    

   ขณะที่เถียนซือซือกำลังเศร้าหมอง หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาคุ้นตา เป็นฟ่านจิ่นซิน น้องสาวของฟ่านจิ่นเฉิง

    

   จริงสิ! ทำไมเธอถึงลืมฟ่านจิ่นซินไปได้นะ ฟ่านจิ่นซินเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่2 ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ห้องไหน เธอจำได้ว่าฟ่านจิ่นซินไม่ชอบฟ่านซีซีเอามากๆ

    

   เมื่อคิดได้ดังนั้น เถียนซือซือจึงยิ้มแล้วร้องเรียก “จิ่นซิน!”

    

   ฟ่านจิ่นซินได้ยินเสียงคนเรียก จึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นเถียนซือซือที่เรียก เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสดงท่าทีไม่ใส่ใจ

    

   เธอไม่ชอบฟ่านซีซี และก็ไม่ชอบเถียนซือซือเช่นกัน ในสายตาเธอ เถียนซือซือเป็นแค่ดอกบัวขาว ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกับฟ่านซีซี แต่แท้จริงแล้วเล็งพี่ชายของเธอต่างหาก

    

   ว่าไปแล้ว ก็เพราะเถียนซือซือนี่แหละ ที่ทำให้เธอคิดมาตลอดว่าฟ่านซีซีเป็นคนไม่มีสมอง ไม่คู่ควรกับความรักของพี่ชายเธอ

    

   “จิ่นซิน ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่แล้วเหรอ?” เถียนซือซือถามอย่างลองเชิง

    

   ฟ่านจิ่นซินพูดอย่างเฉยเมย “ฟ่านซีซีบอกเธอเหรอ? ยัยนั่นว่างมากหรือไง ถึงได้ไปเที่ยวพูดเรื่องของคนอื่น”

    

   เถียนซือซือชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมา เธอจับใจความได้จากคำพูดของฟ่านจิ่นซินแล้วว่า พวกเขาย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ จริงๆด้วย

    

   “บ้านเธออยู่หลังไหนล่ะ? ไว้คราวหลังเรานัดกันไปเที่ยวเล่น”

    

   ฟ่านจิ่นซินขมวดคิ้ว “ใครจะไปเที่ยวกับเธอ อย่ามายุ่งกับฉัน วันนี้อารมณ์ฉันไม่ดี” 

    

   พอพูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไป

    

   วันนี้อารมณ์เธอไม่ดีจริงๆ เพราะฟ่านซีซีได้ข้ามชั้นเรียน แล้วยังได้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับพี่ชายของเธออีก 

    

   เธอคิดว่าวันนี้ฟ่านซีซีต้องภูมิใจมาก และต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยโม้ที่บ้านอย่างแน่นอน เธออายุมากกว่าฟ่านซีซีตั้งหนึ่งปี แต่ยังต้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่2 อย่างว่านอนสอนง่าย นี่มันเป็นการพิสูจน์กลายๆว่า เธอโง่กว่าฟ่านซีซีจริงๆ 

    

   ฟ่านจิ่นซินเดินจากไปแล้ว แต่เถียนซือซือยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหน

    

   เธอมองไปยังบ้านในหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ที่ดูสง่างาม ในหัวก็ครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง

    

   เธอจำได้ว่า ก่อนที่จะมีการสร้างสนามบินในหมี่ซี บ้านที่นี่ราคาถูกมาก แต่หลังจากนั้นราคาก็พุ่งสูงขึ้น ความเจริญรุ่งเรืองแซงหน้าหมี่ตงไปแล้ว

    

   ถ้าตอนนี้ราคาบ้านในหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ถูกเหมือนผักกาด เธอสามารถให้พ่อแม่มาซื้อบ้านที่นี่ได้ไหมนะ ไปโรงเรียนก็สะดวก แถมยังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับฟ่านจิ่นเฉิงอีก

    

   คิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบเดินตรงไปยังสำนักงานขาย

    

   ตอนนี้ฟ่านซีซีอยู่ที่ร้าน และกำลังรายงานพ่อแม่ของเธอว่าเธอได้ข้ามชั้นไปเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 แถมยังได้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับพี่จิ่นเฉิงอีกด้วย บังเอิญสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเถียนซือซือที่กำลังเข้าไปในสำนักงานขาย

    

   ใบหน้าเล็กๆที่ตื่นเต้นของเธอพลันหม่นหมองลง

    

   ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้อยากจะมาซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เพื่อมาเป็นเพื่อนบ้านกับพี่จิ่นเฉิงหรอกนะ!

    

   ไม่ได้! ไม่ได้อย่างแน่นอน!

    

   แค่เห็นหน้าผู้หญิงอย่างเถียนซือซือก็รำคาญแล้ว ห้ามให้เธอมาอยู่ใน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เด็ดขาด

    

   แต่ถ้าคนอื่นอยากจะซื้อบ้าน สำนักงานขายก็คงไม่ขายไม่ได้!

    

   คิดได้ดังนั้น เธออดเป็นกังวลไม่ได้!

    

   เฉินเยว่อิงมองดูลูกสาวที่เปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหันด้วยความสงสัย “เจ้าเด็กนี่ เมื่อกี้ยังดีใจจะแย่ แต่ตอนนี้กลับทำหน้าบูดบึ้งเชียว ทำไมล่ะ ลูกกลัวจิ่นเฉิงจะคอยควบคุมลูกเหรอ?”

    

   หลิ่วซิ่งฟางก็อดหัวเราะไม่ได้ “ที่พวกเธอได้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะเดียวกัน ฉันแปลกใจจริงๆ ดูเหมือนว่าซีซีของเราก็เป็นอัจฉริยะน้อยเหมือนกันนะ ที่ผ่านมาเธอซ่อนความสามารถไว้แน่ๆ”

    

   ลูกชายบอกว่าซีซีสอบได้คะแนนเต็มหลายวิชา แถมคะแนนรวมไม่ต่างจากคะแนนปกติของเขาเท่าไหร่

    

   โอ้โห เธอตกใจมากจริงๆ!

    

   “ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอกค่ะ หนูแค่เห็นคนที่น่ารำคาญคนหนึ่ง เดี๋ยวหนูจะชี้ให้ทุกคนดู ต่อไปถ้าทุกคนเห็นคนคนนี้ต้องระวังให้ดีนะคะ อย่าไปทำหน้าดีๆกับเธอ” ฟานซีซีพูดอย่างจริงจัง

    

   หลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็น และพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า “เธอยังมีคนที่เธอไม่ชอบด้วยเหรอ?”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้าอย่างจริงจัง “ค่ะ คนคนนั้นชื่อเถียนซือซือ เธอแกล้งเป็นเพื่อนหนูเพื่อจะได้เข้าใกล้พี่จิ่นเฉิง ตอนที่หนูไม่ทันระวัง เธอก็แอบเขียนจดหมายรักให้พี่จิ่นเฉิง แถมยังเคยเลียนแบบลายมือหนูเขียนจดหมายฟ้องครู แต่กลับไปบอกเพื่อนว่าหนูเป็นคนทำ เธอยังเลียนแบบลายมือหนูเขียนจดหมายรักให้เพื่อนผู้ชาย ทำให้หนูถูกเข้าใจผิด”

    

   “คราวนี้เธอยังแอบไปสอบเลื่อนชั้นที่ห้องครูใหญ่ ไปอยู่ห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิง โชคดีที่พี่จิ่นเฉิงย้ายมาอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 กับหนู...”

    

   ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงไม่มีทางพูดเรื่องพวกนี้กับผู้ปกครอง แต่คราวนี้เธอคิดว่าต้องให้พวกเขาเป็นพวกเดียวกับเธอ ร่วมเกลียดชัง ปกป้องพี่จิ่นเฉิง และรักษาความรักของเธอไว้

    

   เมื่อได้ฟังที่ลูกสาวเล่า เฉินเยว่อิงก็รู้สึกมึนงง เธอรู้จักเด็กผู้หญิงชื่อเถียนซือซือคนนี้!

    

   ส่วนหลิ่วซิ่งฟางก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ถึงแม้เธอจะรู้มาตลอดว่ามีเด็กผู้หญิงหลายคนชอบลูกชายของเธอ แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กสมัยนี้จะซับซ้อนขนาดนี้

    

   ฝ่ายฟ่านจิ่นเฉิงที่ช่วยฟ่านซีซีไปเก็บกระเป๋าหนังสือ เมื่อได้ยินแบบนั้นก็คว้าแขนเธอเอาไว้

    

   “เทอมที่แล้ว ไอ้หนุ่มถงเจียหมิงบอกว่าเธอเขียนจดหมายรักให้เขานี่...”

    

   ฟ่านซีซีรีบโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ๆ ฉันไม่ได้เขียน ฉันไม่เคยเขียนจดหมายรักให้ใคร จะไปเขียนให้คนอื่นได้ยังไง”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเม้มริมฝีปาก “แล้วเมื่อไรจะเขียนให้ฉันสักฉบับล่ะ?”

    

   “หา?” ฟ่านซีซีทำหน้างง ใครกันจะมาขอจดหมายรักจากผู้หญิงต่อหน้าผู้ปกครองแบบนี้

    

   หลิ่วซิ่งฟางตีหน้าผากลูกชายตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเด็กบ้า กลับไปทำกับข้าวไป” 

    

   เธอเห็นชัดอยู่แล้วว่าฟ่านซีซียังเป็นเด็กสาวใสซื่อ ลูกชายของเธอเองต่างหากที่คอยหว่านล้อมฟ่านซีซีไปเรื่อย ลูกชายของเธอน่ะ เจ้าเล่ห์จริงๆ 

       

   [1] ดอกบัวขาว เป็นคำแสลงของจีน ใช้เปรียบเปรยผู้หญิงที่ภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนดอกบัว แต่แท้จริงแล้วมีพฤติกรรมมัวหมอง คิดฟุ้งแต่เรื่องไม่ดีไม่งาม 



บทที่ 15: ฟ้าประทานลาภลอย


    

   แท้จริงแล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงอยากจะพาฟ่านซีซีกลับบ้านด้วย เพราะการทำอาหารจะมีความสุขมากขึ้น แต่เด็กน้อยไม่ยอมไป สุดท้ายเขาจึงต้องกลับบ้านเพียงลำพัง

    

   ฟ่านซีซีไม่ยอมไปแน่นอน พอเธอมองเห็นเถียนซือซือออกมาจากสำนักงานขาย เธอก็รีบชี้ให้คุณแม่ทั้งสองดูทันที พลางบอกให้พวกท่าน ‘ร่วมใจกันต่อต้าน’ และจดจำใบหน้าของยัยตัวร้ายคนนั้นไว้

    

   หลิ่วซิ่งฟางพยักหน้า “แววตาของเด็กคนนั้นดูเศร้าหมอง ไม่มีความสดใสเอาเสียเลย”

    

   เมื่อเทียบกับฟ่านซีซีแล้ว เถียนซือซือไม่เพียงแต่ไม่น่ารัก แต่กลับทำให้ผู้คนไม่ชอบอย่างบอกไม่ถูก

    

   แม้กระทั่งรู้สึกเกลียดชัง เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเกลียด ราวกับว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฟ่านซีซีพูดก่อนหน้านี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่

    

   ส่วนเฉินเยว่อิงก็รู้สึกแปลกๆกับเถียนซือซือเช่นกัน ทั้งๆที่เป็นคนเดียวกัน แต่ทำไมตอนที่เธอเห็นเถียนซือซือเดินจากไปไกลๆ หัวใจของเธอกลับรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูก

    

   เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะคำพูดของลูกสาวที่ส่งผลต่อเธอ?

    

   ในขณะที่คุณแม่ทั้งสองกำลังสงสัย ฟ่านซีซีเห็นว่าเถียนซือซือเดินไปไกลแล้ว เธอก็รีบวิ่งไปที่สำนักงานขาย

    

   บังเอิญว่าวันนี้ หลินเยี่ยน ซึ่งเป็นคนที่เธอสนิทที่สุดเป็นคนเข้าเวรพอดี 

    

   เธอพูดด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย “พี่เยี่ยนเยี่ยนคะ ร้านเราเพิ่งได้สตรอว์เบอร์รีเกรดพรีเมียมมาใหม่หลายกล่องเลยค่ะ มีพันธุ์หนึ่งชื่อสโนว์ไวท์ หนูเก็บไว้ให้พี่กล่องหนึ่ง คนกันเองลดให้ครึ่งราคาเลยค่ะ เลิกงานแล้วแวะมารับนะคะ”

    

   ดวงตาของหลินเยี่ยนเป็นประกาย “เยี่ยมเลย! เลิกงานแล้วฉันจะแวะไปเอา ซีซี ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอพอดี”

    

   ฟ่านซีซีชะงักไป “เรื่องอะไรเหรอคะ?”

    

   เรื่องที่เธอจะพูด เธอยังไม่ได้พูดเลยนี่นา! หรือว่าพี่เยี่ยนเยี่ยนจะรู้ว่าเธออยากจะถามอะไร?

    

   หรือว่าเถียนซือซือมาพูดอะไรบางอย่างที่นี่?

    

   หลินเยี่ยนไม่รู้เลยว่าฟ่านซีซีกำลังเหม่อ เธอพูดต่อ “คืออย่างนี้นะ ตอนนี้ร้านของเธอกลายเป็นจุดเด่นของย่านนี้ไปแล้ว เจ้านายของฉันเลยอยากให้เธอขยายร้านให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตั้งใจจะให้เป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเขตหมี่ซี ห้องแถวห้องแรกที่ว่างอยู่ เราสามารถขายให้เธอได้ในราคาพิเศษ ส่วนห้องที่อยู่ติดกัน เธอก็สามารถซื้อได้ในราคาเดียวกับที่เธอซื้อห้องแรก เห็นด้วยไหม?”

    

   ฟ่านซีซีรู้สึกเหมือนโดนเค้กก้อนโตหล่นทับ เธอคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบกลับ

    

   “เจ้านายของพี่ใจดีเกินไปหรือเปล่าคะ แบบนี้เขาก็จะได้กำไรน้อยลงสิ ตอนนี้ราคาบ้านที่นี่น่าจะขึ้นสูงแล้วใช่ไหมคะ ฉันเพิ่งเห็นเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาดูบ้าน”

    

   หลินเยี่ยนยิ้ม “อ๋อ ที่แท้เด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกี้ก็เป็นเพื่อนของเธอหรอกเหรอ เธอกำลังจะมาซื้อบ้านที่นี่ บอกว่าพรุ่งนี้ตอนเที่ยงจะพาที่บ้านมาดู ส่วนเจ้านายของฉันลดราคาให้เธอก็เพราะมีเหตุผล อย่างแรกคือ เมื่อชีวิตสะดวกสบายขึ้น บ้านที่นี่ก็จะขายดีขึ้น อีกอย่างคือสินค้าของเธอมีคุณภาพรับประกัน เจ้านายเคยเจอพ่อแม่ของเธอ เขาบอกว่าครอบครัวของเธอเป็นคนดี”

    

   “และเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการที่เจ้านายของฉันกำลังก่อสร้างอยู่ใกล้ๆนี้ยังมีอีกหลายโครงการ โครงการที่ใกล้ที่สุดคือ ‘ฝูจิ่งหยวน’ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คาดว่าอีกสองเดือนก็น่าจะเปิดตัวแล้ว ตอนนั้นคงจะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆร่วมกับ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’...”

    

   ฟ่านซีซีรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก จึงตอบตกลงทันที “ได้เลยค่ะ งั้นพวกเราจะซื้อทั้งหมด แต่ว่าเงินอาจจะไม่พร้อมจ่ายทันที แบบนี้มีปัญหาไหมคะ?”

    

   “ได้ๆ เจ้านายของเราบอกว่าถ้าเงินยังไม่พร้อม ก็ผ่อนผันได้ แต่เขามีคำขอร้องอย่างหนึ่งคือ ร้านของเธอช่วยจัดเตรียมดอกไม้และต้นไม้ให้เขาได้ไหม ต้องเป็นดอกไม้และต้นไม้ที่มีคุณภาพดี เจ้านายต้องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน เพื่อแข่งขันเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุด จะมีการประเมินตอนสิ้นปี ค่าใช้จ่ายในการซื้อดอกไม้และต้นไม้สามารถหักออกจากค่าบ้านของเธอได้”

    

   “ได้เลยค่ะ งั้นพี่ช่วยถามเจ้านายของพี่หน่อยว่าต้องการดอกไม้และต้นไม้แบบไหน พวกเราจะจัดหาให้ ถ้าต้องจัดสวนอะไรแบบนั้น ฉันก็สามารถช่วยได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ยังไงฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”

    

   “ดีเลย งั้นฉันจะถามเจ้านายแล้วบอกเธอพรุ่งนี้นะ”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นอีกประโยค “พี่เยี่ยนเยี่ยน เพื่อนที่จะมาซื้อบ้านที่ฉันพูดถึงเมื่อกี้น่ะ ถ้าเธอมาพรุ่งนี้ พี่ช่วยบอกว่าราคาขึ้นเป็นห้าพันหยวนต่อตารางเมตรได้ไหมคะ”

    

   หลินเยี่ยนตกใจ “ทำไมล่ะ?”

    

   เธอคิดว่าฟ่านซีซีจะช่วยเพื่อนต่อรองราคา แต่กลับเป็นการขอขึ้นราคา

    

   ฟ่านซีซีดึงเธอไปด้านข้าง แล้วพูดอย่างลับๆ “เด็กคนนั้นรังเกียจคนจนแต่ชอบคนรวย แม่ของเธอเป็นชู้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง...ถ้าอยู่ในหมู่บ้านของเรา อาจส่งผลเสียได้ แล้ววันนี้ฉันได้ยินเธอกระซิบกับคนอื่นว่า เธอมีข้อมูลภายในว่าในอนาคตเขตหมี่ซีจะมีการสร้างสนามบิน ราคาบ้านจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบครัวของเธอจะซื้อบ้านหลายสิบหลังเพื่อรอการเพิ่มมูลค่า”

    

   “พี่เยี่ยนเยี่ยน แทนที่จะรอให้คนพวกนี้ปั่นราคาบ้าน พี่ขึ้นราคาพรุ่งนี้เลยดีกว่า หรือไม่ก็อย่าขายให้เธอ ถ้าให้ที่ดีที่สุดคือ พี่เยี่ยนเยี่ยน พี่ไปชวนญาติและเพื่อนของพี่มาซื้อสิคะ ฉันคิดว่าแทนที่จะให้ประโยชน์กับคนพวกนี้ ให้ประโยชน์กับคนของเราเองดีกว่า...”

    

   ฟ่านซีซีพยายามโน้มน้าวอย่างเต็มที่ด้วยสีหน้าจริงใจ

    

   หลินเยี่ยนมองเธออย่างเหม่อลอยครู่ใหญ่จึงเอ่ยถาม “ซีซี สิ่งที่เธอพูด...เป็นเรื่องจริงเหรอ? เขตหมี่ซีกำลังจะสร้างสนามบินงั้นเหรอ?”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า “ฉันว่าไม่ผิดหรอก ฉันรู้จักนิสัยเพื่อนของฉันดี ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง คนที่ขี้เหนียวขนาดนั้น คงไม่มาซื้อบ้านแถวนี้หรอกค่ะ”

    

   ทันใดนั้น พี่สาวคนหนึ่งที่แอบฟังพวกเธอคุยกันอยู่ก็เดินเข้ามา “หนูน้อย พวกเรายังไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลยนะ สิ่งที่เธอพูด คงไม่ใช่เรื่องจริงหรอกมั้ง”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้าอีกครั้ง “เรื่องจริงสิคะ ไม่รู้สึกเหรอว่าราคาบ้านของพวกพี่ๆขึ้นทุกวัน ถ้าบ้านแถวนี้ขายไม่ดีจริงๆ เจ้านายของพวกพี่จะมาพัฒนาโครงการใหม่ๆที่นี่ทำไม แล้วยังให้ที่บ้านฉันสร้างร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเขตหมี่ซีอีก”

    

   “บางเรื่อง คนวงในคงไม่บอกพวกพี่หรอก จริงสิ พวกพี่น่าจะมีส่วนลดพนักงานนี่ ซื้อเลยสิคะ ไม่มีเงินก็ยืมญาติพี่น้องก่อน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่เอง ขายต่อก็ยังได้กำไร”

    

   “ฉันไม่มีเงิน ไม่งั้นคงจะซื้อสักสิบยี่สิบหลัง แบบนี้ฉันก็ไม่ต้องทำงานหนัก เป็นเจ้าของบ้านเช่าสบายๆไปเลย”

    

   หลินเยี่ยนถูกเธอหยอกล้อจนหัวเราะออกมา “เจ้าเด็กคนนี้ ฉันจะจำเรื่องที่เธอพูดไว้ ถ้าในอนาคตได้กำไรจริงๆ ไม่ขาดส่วนแบ่งเธอแน่นอน”

    

   “ฮ่าๆๆ ฉันรอพี่เยี่ยนเยี่ยนเลี้ยงข้าวอยู่นะ งั้นฉันกลับไปบอกเรื่องซื้อร้านค้ากับพ่อแม่ก่อน ไปแล้วนะคะ!”

    

   “ไปเถอะ!” หลินเยี่ยนพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม

    

   หลังจากฟ่านซีซีจากไป หลินเยี่ยนก็ปรึกษากับเพื่อนร่วมงานสองคน และรีบเขียนใบสมัครซื้อบ้านทันที

    

   ก่อนหน้านี้ พวกเธอไม่ใช่ไม่รู้ว่าราคาบ้านในเขตหมี่ซีกำลังขึ้น และพนักงานก็จะได้ส่วนลดพิเศษในการซื้อบ้าน เพียงแต่พวกเธอต้องไตร่ตรองหลายอย่าง พวกเธอมีบ้านอยู่แล้ว ครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่จะซื้อบ้านไว้เฉยๆจึงไม่กล้าตัดสินใจซื้อ

    

   แต่คำพูดของฟ่านซีซี กลับยิ่งทำให้พวกเธอมุ่งมั่นที่จะซื้อบ้าน

    

   เมื่อเจ้าของโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ รู้ว่าพนักงานของเขากำลังจะซื้อบ้านก็รู้สึกแปลกใจ จึงเรียกหลินเยี่ยนเข้าไปพบที่ห้องทำงาน

    

   ด้วยความซื่อตรงของหลินเยี่ยน เธอจึงเผลอหลุดปากเล่าเรื่องของฟ่านซีซี ออกไป 



บทที่ 16: ฝันร้ายที่น่ากลัว


    

   เถ้าแก่จ้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดติดตลกว่า “ฉันรู้แค่ว่าเขตหมี่ซีกำลังจะถูกพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ อนาคตไกลทีเดียว ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยคนหนึ่งจะรู้ข่าวสารรวดเร็วกว่าฉันเสียอีก ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาสืบเรื่องนี้กับฉัน ถามฉันว่าเขตหมี่ซีจะสร้างสนามบินหรือเปล่า ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นเอาอย่างนี้ พรุ่งนี้ราคาบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ จะปรับราคาขึ้นเป็น8,800หยวนต่อตารางเมตร ยกเว้นร้านของฟ่านซีซี ร้านอื่นก็ปรับราคาขึ้นเหมือนกัน พวกเธอได้สิทธิ์ซื้อในราคาพนักงานเฉพาะหลังแรก หลังที่สองลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์หลังที่สามลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์”

    

   แววตาของหลินเยี่ยนเป็นประกายในทันที เธอชมฟ่านซีซีอยู่ในใจไม่หยุด

    

   เด็กน้อยคนนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เธอยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อบ้าน ราคาบ้านก็ขึ้นแล้ว

   

   ……

    

   คืนนั้น ฟ่านซีซีนอนหลับไม่ค่อยสนิท เพราะเธอฝันร้าย

    

   ในฝัน เถียนซือซือย้ายมาอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ แถมยังอยู่ชั้นบนของบ้านเธออีก เถียนซือซือจะแกล้งเดินผ่านบ้านของเธอทุกวัน แอบมองเข้ามาในบ้าน บางครั้งก็ใส่ชุดนอนเซ็กซี่ออกมาเดินเพ่นพ่านตอนดึกดื่น พยายามเจอพี่จิ่นเฉิงโดยบังเอิญ...

    

   แค่ฝันถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกแย่มากๆแล้ว แต่หลังจากนั้นเธอกลับฝันเห็นภาพที่น่ากลัวยิ่งกว่า ในฝันเถียนซือซือผลักเธอตกตึกจากบนดาดฟ้า...

    

   ขณะที่เธอกำลังได้รับการช่วยเหลืออยู่ในโรงพยาบาล เถียนซือซือในฝันก็ปลอมตัวเป็นหมอ ดึงสายออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจของเธอออก...

    

   เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนนี้เอง ทั้งตัวของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อ

    

   ฟ่านเจวียนเจวียนกำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ เธอได้ยินเสียงดังมาจากห้องของฟ่านซีซี จึงผลักประตูเข้าไป แล้วเปิดไฟ

    

   เธอเห็นน้องสาวตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ หน้าซีดเผือด นั่งพิงหัวเตียง ดวงตาแดงก่ำ ราวกับกำลังจะร้องไห้ เธอตกใจมาก

    

   “ซีซี เธอเป็นอะไรไป?”

    

   เมื่อได้ยินเสียง น้ำตาของฟ่านซีซีก็ไหลรินออกมาทันที

    

   “ซีซี อย่าทำให้ฉันกลัวสิ! เธอฝันร้ายเหรอ? หรือว่าเป็นอะไร บอกฉันมาสิ!” 

    

   ฟ่านเจวียนเจวียนพูดเสียงดังขึ้น จนเฉินเยว่อิงที่อยู่ในห้องได้ยิน

    

   เธอรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งมาดู

    

   เมื่อเห็นลูกสาวคนกลางหน้าซีด เธอก็ตกใจ “ซีซี บอกแม่มาลูก เป็นอะไร?”

    

   “ไม่...ไม่เป็นไร” ฟ่านซีซีตอบทั้งสะอื้น

    

   เธอรู้ว่าตัวเองแค่ฝันร้าย แต่ความรู้สึกที่เหมือนจริงในฝันหลังจากตื่นขึ้นมานั้น ทำให้เธอกลัวมาก

    

   เพราะตอนที่เธอตกลงมาจากดาดฟ้า เธอรู้สึกว่าร่างกายทั้งร่างของเธอเจ็บปวด

    

   ตอนที่ถูกถอดเครื่องช่วยหายใจ เธอรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเธอมันหยุดเต้นไปแล้วจริงๆ

    

   ฟ่านเจวียนเจวียนขมวดคิ้ว “จะไม่เป็นไรได้ยังไง”

    

   พอพูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกไป สวมเสื้อคลุมแล้วไปเคาะประตูบ้านของฟ่านจิ่นเฉิง

    

   ถึงแม้จะไม่รู้ว่าน้องสาวฝันเห็นอะไร แต่สัญชาตญาณของเธอรู้สึกว่าในเวลานี้ มีเพียงฟ่านจิ่นเฉิงเท่านั้นที่สามารถปลอบน้องสาวของเธอได้ 

    

   ห้องของฟ่านจิ่นเฉิงอยู่ไม่ไกลจากประตู เมื่อได้ยินเสียงเคาะ เขาก็รีบลุกขึ้นทันที

    

   หลังจากได้ยินฟ่านเจวียนเจวียนพูดว่าฟ่านซีซีฝันร้ายและร้องไห้ไม่หยุด เขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจ ก่อนจะรีบตรงเข้าไปในห้องของฟ่านซีซี

    

   เฉินเยว่อิงเห็นฟ่านจิ่นเฉิงเดินเข้ามา เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อนใจ “เด็กคนนี้ฝันร้าย ฉันจะไปอุ่นนมร้อนให้แก้วหนึ่ง เธออยู่เป็นเพื่อนซีซีสักพักนะ” 

    

   “ครับ” 

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเด็กน้อยอย่างเบามือ พลางเอ่ยด้วยความสงสาร “ฝันเห็นอะไรเหรอ?” 

    

   ฝันอะไรกัน ถึงทำให้เธอหน้าซีดขนาดนี้

    

   ฟ่านซีซีกลั้นน้ำตาและความรู้สึกไม่สบายใจ แล้วดึงชายเสื้อเขาเบาๆ

    

   “ฉันฝันเห็นเถียนซือซือ”

    

   “เธอเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงประหลาดใจเล็กน้อย “แค่ฝันเอง อย่ากลัวไปเลย!”

    

   เฉินเยว่อิงที่กำลังรินนมอยู่ในห้องนั่งเล่น ได้ยินลูกสาวเอ่ยชื่อ ‘เถียนซือซือ’ ก็ชะงักไป เธอเพิ่งได้ยินชื่อนี้จากลูกสาววันนี้เอง ตอนแรกนึกว่าจะเป็นแค่เรื่องเด็กผู้หญิงอิจฉากัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว

    

   ลูกสาวของเธอต้องเจอเรื่องร้ายแรงอะไรมาแน่ๆ ไม่งั้นแค่ฝันเห็นเด็กผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้น คงไม่หวั่นกลัวถึงขนาดนี้

    

   ตั้งแต่เล็กจนโต ซีซีเป็นเด็กกล้าหาญ ไม่เคยสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายมาก่อน

    

   ดูเหมือนเธอต้องคอยสังเกตให้มากกว่านี้

    

   ฟ่านเจวียนเจวียนที่คอยฟังเสียงในห้องอยู่ตลอด ก็ได้ยินชื่อ ‘เถียนซือซือ’ เช่นกัน ในใจพลันครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง

    

   ฟ่านซีซีไม่รู้ว่าทุกคนกำลังคิดอะไร เพียงหลับตาลงแล้วพูดว่า “เธอย้ายมาอยู่ชั้นบนของบ้านเรา… เธอ...ผลักฉันตกตึก... เธอ...ดึงสายออกซิเจนกับเครื่องช่วยหายใจออกจากตัวฉันที่โรงพยาบาล...”

    

   เปรี้ยง!

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงถึงกับยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า

    

   สิ่งที่ซีซีฝันเห็น ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วทั้งหมด ครั้งหนึ่งเถียนซือซือเคยพลั้งมือผลักซีซีตกจากดาดฟ้า แต่ว่าดาดฟ้านั้นเตี้ยมาก ซีซีจึงแค่ข้อเท้าแพลง ยังไม่ถึงขั้นต้องช่วยชีวิต

    

   ตอนที่ซีซีต้องการความช่วยเหลือจริงๆ คืออุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งนั้น...

    

   วันนั้น เขาเพิ่งขอซีซีแต่งงาน และซีซีก็ตอบตกลง

    

   แต่ฝันร้ายก็มาเยือนอย่างรวดเร็ว เขาสูญเสียซีซีไป ส่วนต้นเหตุคือเถียนซือซือ เธอเป็นคนดึงสายออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจออกจากตัวซีซี ตัดขาดลมหายใจของซีซี

    

   ฝันร้ายของซีซีคือฝันร้ายของเขาเช่นกัน เขาไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่หัวใจสลายในตอนนั้นได้เลย

    

   “ไม่ต้องกลัวนะ! ฉันจะไม่ยอมให้เถียนซือซือทำร้ายเธอได้” เสียงของฟ่านจิ่นเฉิงสั่นเล็กน้อย เขาโอบเด็กน้อยที่หลับตาปี๋ไว้ในอ้อมแขน แล้วลูบหลังเธอเบาๆ

     

   ชาตินี้ เขาจะไม่ยอมให้เถียนซือซือมีโอกาสทำร้ายซีซีได้อีก แน่นอนว่าจะไม่มีวัน

    

   ฟ่านซีซีไม่ได้ลืมตาขึ้นมา แต่เหมือนได้รับพลังบางอย่างจากคำพูดของฟ่านจิ่นเฉิง ก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว 

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเฝ้าดูเธออยู่แบบนั้นตลอดทั้งคืน 

    

   เฉินเยว่อิงถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

    

   เช้าวันต่อมา ฟ่านซีซีที่นอนหลับไม่สนิทตื่นสาย ฟ่านจิ่นเฉิงจึงไปโรงเรียนสายพร้อมกับเธอ

    

   หลิ่วซิ่งฟางไม่ได้ตำหนิอะไรลูกชาย เมื่อพวกเขาไปโรงเรียนแล้ว เธอก็ถามถึงเรื่องเมื่อคืน 

    

   เฉินเยว่อิงแทบจะไม่ได้นอนทั้งคืน ดังนั้นเธอจึงเล่าเรื่องที่ซีซีฝันร้ายให้ฟังด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวาย

    

   หลิ่วซิ่งฟางฟังแล้วรู้สึกสงสารจับใจ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ “ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน แต่ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยตอนที่เห็นเด็กผู้หญิงคนนั้น รู้สึกขยะแขยงบอกไม่ถูก ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพราะคำพูดของซีซี แต่ตอนนี้คิดดูอีกที เหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว”

    

   เฉินเยว่อิงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แล้วรีบพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันก็เหมือนกัน พอเห็นหน้าเด็กผู้หญิงคนนั้น ฉันก็โกรธ โกรธแบบไม่มีเหตุผล รู้สึกเหมือนเธอเป็นศัตรูกับฉัน”

    

   “นี่...” หลิ่วซิ่งฟางนิ่งไป “หรือว่าที่ซีซีฝันร้ายจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?”

    

   แปลกจริงๆ คนคนเดียวรู้สึกแบบนี้ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พวกเธอตั้งสามคนต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน มันต้องมีอะไรผิดปกติ 

    

   แน่นอน ปัญหามันอาจจะไม่ได้อยู่ที่พวกเธอ แต่ปัญหาอยู่ที่เด็กผู้หญิงชื่อเถียนซือซือต่างหาก 

    

   สิ่งที่ทำให้พวกเธอแน่ใจมากขึ้นว่าเถียนซือซือเป็นปัญหา คือตอนเที่ยงที่หลินเยี่ยนจากสำนักงานขายมาซื้อพลาสเตอร์ปิดแผลและพูดกับพวกเธอ

    

   “วันนี้ซวยจริงๆ เจอผู้หญิงบ้าคนหนึ่ง ป้าเฉิน ต่อไปอย่าให้ซีซีไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ชื่อเถียนซือซือเด็ดขาดนะคะ ครอบครัวนั้นบ้ากันทั้งบ้าน ไร้เหตุผลสิ้นดี”

    

   “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” เฉินเยว่อิงได้ยินชื่อเถียนซือซืออีกครั้ง จิตใต้สำนึกก็รู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันที



บทที่ 17: พวกคุณอย่าดูถูกเธอเชียวนะ


    

 หลินเยี่ยนพูดขณะที่กำลังติดพลาสเตอร์ปิดแผลที่คอของเธอ “เพื่อนร่วมชั้นของซีซี ที่ชื่อเถียนซือซือน่ะค่ะ อยู่ๆก็อยากจะมาซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ แต่ว่าวันนี้เราเพิ่งขึ้นราคา แม่ของเธอเลยมาด่าว่าพวกเราจงใจโก่งราคาพวกเธอ จะไปแจ้งตำรวจให้มาปิดสำนักงานขายของเรา และจะไปหาสื่อมาแฉพวกเรา...พี่หลี่โกรธมากเลยสวนกลับไปคำหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นลงมือลงไม้กับพี่หลี่ ฉันเข้าไปห้ามเลยโดนเล็บยาวๆ ของเธอข่วนเอา” 

    

   “ขึ้นราคาอีกแล้วเหรอ? ถ้าซื้อไม่ไหวก็ไม่ต้องซื้อสิ ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วย” เฉินเยว่อิงเห็นว่าหลินเยี่ยนติดพลาสเตอร์เบี้ยวก็ช่วยติดให้ใหม่ 

    

   “ใช่ค่ะ ไม่ซื้อก็ไม่ต้องซื้อสิ พวกเธอยังมาบอกว่าจะซื้อทีเดียวสิบชุด พอได้ยินว่าเราขึ้นราคาก็เริ่มด่าใหญ่เลย คนที่ชื่อเถียนซือซือยังระบุว่าอยากจะได้บ้านชั้นบนของพวกคุณด้วยนะ!” 

    

   เฉินเยว่อิงและหลิ่วซิ่งฟางได้ยินแบบนั้น สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปทันที

    

   “ไม่ได้ บ้านชั้นบนของพวกเราขายให้พวกเธอไม่ได้” เฉินเยว่อิงเกือบจะร้องออกมาด้วยความตกใจ

    

   เมื่อคืนลูกสาวของเธอเพิ่งจะฝันร้าย เธอจะปล่อยให้คนที่ชื่อเถียนซือซือมาอยู่ชั้นบนได้ยังไง นั่นมันไม่เรียกว่าแกล้งกันเหรอ?

    

   “ใช่ ขายให้พวกเธอไม่ได้ บ้านชั้นบนของพวกเราสองบ้านยังขายไม่ออกไม่ใช่เหรอ? พวกเราซื้อเอง” หลิ่วซิ่งฟางก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

    

   เดิมทีเธอไม่ได้งมงายอะไร แต่ว่าเมื่อคืนซีซีเพิ่งจะฝันร้ายว่าเถียนซือซือย้ายมาอยู่ชั้นบน วันนี้ครอบครัวของเถียนซือซือก็จะมาซื้อบ้านชั้นบน มันน่ากลัวเกินไปแล้ว

    

   “พวกคุณ...พวกคุณอยากจะซื้อเหรอ?” หลินเยี่ยนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก 

    

   “ใช่ ก่อนหน้านี้พวกเราช่วยซีซีกับจิ่นเฉิงซื้อบ้านชั้นล่างของตึกข้างๆใช่ไหม? บ้านหลังนั้นเรายังไม่ได้เริ่มตกแต่งเลย รบกวนคุณช่วยสลับบ้านให้พวกเราหน่อยนะ ขอสลับมาอยู่ที่ชั้นล่างของบ้านพวกเรา พวกเราต้องการซื้อบ้านทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ต้องไม่ให้ครอบครัวนั้นมาอยู่ทั้งชั้นบนและชั้นล่างของบ้านเราเด็ดขาด”

    

   หลินเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “งั้นฉันซื้อบ้านที่ตึกเดียวกับพวกคุณด้วยดีไหม? เมื่อวานฉันเพิ่งยื่นเรื่องขอสวัสดิการซื้อบ้านสำหรับพนักงานไปเอง” 

    

   “เยี่ยมไปเลย มีเพื่อนบ้านที่ดีก็สำคัญเหมือนกัน” เฉินเยว่อิงพยักหน้าอย่างยินดี

    

   “งั้นฉันกลับก่อนนะคะ ขอกลับไปดูว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง ครอบครัวนั้นจะยังซื้อบ้านอยู่ไหม วันนี้บ้านของเราราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่8,800หยวนต่อตารางเมตรเชียวนะ!”

    

   พอพูดจบ หลินเยี่ยนก็รีบกลับไปที่สำนักงานขาย

    

   ส่วนเฉินเยว่อิงกับหลิ่วซิ่งฟางได้แต่กะพริบตาปริบๆ “ราคาขึ้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ8,800หยวนต่อตารางเมตรแล้ว พวกเราจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อบ้านทั้งชั้นบนและชั้นล่างล่ะเนี่ย”

    

   หลิ่วซิ่งฟางกระแอมเบาๆ “หรือว่า...ลองขอให้พวกเขาลดราคาให้หน่อยดีไหม? เมื่อวานซีซีบอกว่าเจ้าของโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ยังขายร้านค้าให้พวกเราในราคาเดิมไม่ใช่เหรอ?”

    

   “รอให้ซีซีกับจิ่นเฉิงกลับมาค่อยปรึกษากันดีกว่า”

    

   เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ฟ่านซีซีกับฟ่านจิ่นเฉิงก็กลับมาถึงบ้าน

    

   เมื่อรู้ว่าครอบครัวของเถียนซือซือต้องการซื้อบ้านชั้นบน ฟ่านจิ่นเฉิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ เขาพูดกับแม่ว่า “แม่ ผมขอตัวออกไปข้างนอกก่อนนะครับ”

    

   หลิ่วซิ่งฟางเรียกเขาไว้ “ลูกจะออกไปกู้เงินใช่ไหม? ไม่ได้นะ เดี๋ยวแม่ไปขอยืมจากน้าชายลูกเอง ตอนนี้เขารื้อบ้านไปแล้ว น่าจะมีเงินก้อนอยู่”

    

   ฟ่านซีซีได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ตึกนี้มีสิบสองห้อง เราซื้อทั้งหมดไม่ไหวหรอก เอาแบบนี้ดีกว่า บ่ายนี้ฉันจะชวนเพื่อนสนิทมาดู ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กัน”

    

   เฉินเยว่อิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเตือน “ตอนนี้ราคาบ้านขึ้นไป8,800หยวนแล้วนะ”

    

   “ไม่เป็นไร ยิ่งแพงยิ่งดี พี่จิ่นเฉิง ฉันหิวแล้ว”

    

   เดิมทีฟ่านจิ่นเฉิงตั้งใจจะออกไป แต่พอเห็นใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงของ ฟ่านซีซี เขาก็พยักหน้า

    

   “เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”

    

   “พี่กลับไปก่อนเลย ฉันจะไปหาพี่หลินเยี่ยนสักหน่อย”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ให้เวลาเธออย่างอิสระ แล้วกลับบ้านไปก่อน

    

   ฟ่านซีซีไม่ได้ตรงไปที่สำนักงานขาย แต่ให้แม่ของเธอโทรหาหลินเยี่ยนออกมาถามอะไรบางอย่าง เมื่อรู้ว่าตอนนี้เจ้าของ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กำลังตรวจงานอยู่ที่ ‘ฝูจิ่งหยวน’ ฝั่งตรงข้าม เธอจึงอุ้มกระถางต้นไม้จากร้านค้าตรงไปหาเขา

   

   …… 

    

   เวลาบ่ายสองโมง หลังจากฟ่านซีซีไปโรงเรียนแล้ว ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็มาที่ร้านอีเหริน พร้อมกับหลินเยี่ยน

    

   เมื่อเห็นฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิง ชายวัยกลางคนก็ยิ้มและพูดว่า “พี่ชายกับพี่สะใภ้ ผมคือเจ้าของ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ชื่อจ้าวเซิง พวกคุณเลี้ยงลูกสาวได้เก่งจริงๆ! นี่คือสัญญาที่ผมเซ็นกับหนูซีซี ลองดูนะครับ”

    

   ฟ่านจื้อซิงรู้สึกงงและประหม่าเล็กน้อย “เด็กคนนั้นเซ็นสัญญาอะไรกับคุณเหรอ? เธอไม่ได้บอกพวกเราเลย!”

    

   ชายวัยกลางคนหัวเราะลั่นแล้วอธิบายว่า “เด็กคนนั้นฉลาดเป็นกรดเลยล่ะครับ สัญญาที่ผมเซ็นกับเธอนั้น เธอจะเป็นคนจัดหาต้นไม้ทั้งหมดสำหรับโครงการห้าโครงการใกล้ๆนี้ให้ผม แล้วยังดูแลให้ฟรีหนึ่งปี ผลไม้ที่บ้านของคุณขายก็จะแบ่งส่วนที่สดใหม่ที่สุดไว้ให้ผมทุกวัน จนกว่าร้านของคุณจะเลิกกิจการ เพื่อเป็นการหักล้างค่าใช้จ่ายของร้านทั้งหมดที่เธอเลือกไว้ รวมถึงค่าห้องสองห้องชั้นบนและหนึ่งห้องชั้นล่างของบ้านคุณด้วย ลองดูนะครับว่ามีปัญหาอะไรไหม” 

    

   “เอ่อ...แบบนี้ก็ได้เหรอ? คุณไม่ขาดทุนแย่เหรอ” ฟ่านจื้อซิงพูดอย่างซื่อๆ 

    

   เฉินเยว่อิงก็พูดว่า “ใช่ค่ะ คุณจ้าว ซีซียังเด็ก เธออาจจะคิดไม่รอบคอบ”

    

   แต่จ้าวเซิงกลับส่ายหัว “ไม่หรอกครับ เด็กคนนั้นคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว อย่าดูถูกเธอเชียว แถมต้นไม้ก็ไม่ได้ถูกๆนะครับ”

    

   หลินเยี่ยนมองหน้าเจ้านายของตัวเอง แล้วแสดงจำนวนเงินที่เธอคำนวณไว้ให้เฉินเยว่อิงและสามีดู

    

   “ต้นไม้ของโครงการห้าแห่ง ถ้าคิดตามมาตรฐานของเจ้านายฉัน ราคารวมแล้วสูงถึงสองแสนกว่าหยวน ค่าดูแลรักษาก็ไม่น้อย แล้วซีซียังรับปากกับเจ้านายฉันว่าจะทำให้ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของเด็กเรียนเก่ง นักเรียนที่เธอชวนให้มาอยู่ที่นี่สอบเข้ามหาลัยได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นแค่แปะป้ายโฆษณา ลงข่าวหนังสือพิมพ์ ออกโทรทัศน์ โปรโมตเข้าไป มูลค่าของ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ก็จะสูงขึ้น โครงการอื่นๆก็จะขายดีขึ้นตามไปด้วย...”

    

   “นี่...เด็กคนนั้นจะชวนเพื่อนๆมาซื้อจริงๆเหรอ?” หลิ่วซิ่งฟางอุทานอย่างตกใจ 

    

   ซีซีช่างกล้าหาญจริงๆ เธอคิดว่าที่เด็กคนนี้พูดไปก่อนหน้านี้เป็นแค่การพูดเล่นๆ 

    

   เฉินเยว่ยิงรู้สึกเหมือนไม่จริง “ทำแบบนี้ได้เหรอ?” 

    

   หมายความว่า พวกเขาจะได้บ้านสามหลังและร้านค้าอีกหลายคูหาไปฟรีๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยอย่างนั้นเหรอ? 

    

   มันช่างดีเกินไปแล้ว เหมือนฝันเลย!

    

   “ตอนที่หนูน้อยซีซีมาคุยเรื่องข้อเสนอพิเศษ ผมเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและความมั่นใจในตัวเองของเธอ ผมเลยคิดว่าผมเชื่อใจเธอได้ หากคุณไม่ขัดข้องกับสัญญา สามารถลงนามในฐานะผู้ปกครองได้เลยครับ”

    

   “คุณจ้าวคะ ไม่ทราบว่าจะฝากสัญญาไว้ที่นี่ก่อนได้ไหม รอซีซีกับจิ่นเฉิงเลิกเรียนกลับมาค่อยเซ็น แล้วเราค่อยเอาไปให้คุณ” เฉินเยว่ยิงรู้สึกว่าสัญญานี้ควรให้จิ่นเฉิงกลับมาดูก่อนจะดีกว่า



บทที่ 18: ทักษะการเข้าสังคมช่างยอดเยี่ยม


    

   จ้าวเซิงพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม “ครับ ฝากไว้ที่นี่ก่อนก็ได้”

    

   พอพูดจบ เขาก็หันไปบอกกับหลินเยี่ยนว่า “รอให้หนูซีซีกลับมาจากโรงเรียน บอกให้เธอเซ็นชื่อ แล้วเอามาให้ฉันที่ออฟฟิศนะ”

    

   “ได้ค่ะ” หลินเยี่ยนรีบพยักหน้า

    

   ครั้งนี้เจ้านายไว้ใจเธอมาก เธอต้องทำให้ดีที่สุด

    

   หลังจากเถ้าแก่จ้าวออกไป หลินเยี่ยนไม่ได้รีบกลับไปที่สำนักงานขาย แต่ไปนินทากับเฉินเยว่อิงและหลิ่วซิ่งฟางเรื่องของครอบครัวเถียนซือซือ

    

   “ตอนแรกแม่ลูกคู่นั้นไปทะเลาะอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่เห็นว่าพวกเธอจะกล้าแจ้งตำรวจจริงๆสักที แล้วก็ไม่มีบุคคลสำคัญที่ไหนโผล่มาด้วย สุดท้ายเถียนซือซือบอกว่าจะซื้อในราคา8,800หยวนต่อตารางเมตร แต่ว่าวันนี้ไม่ได้พกเงินสดมา บอกว่าจะมาใหม่พรุ่งนี้ เจ้านายของพวกเราบอกไปว่า พรุ่งนี้ราคาบ้านจะขึ้นอีกเป็น15,000หยวนต่อตารางเมตร”

    

   เฉินเยว่อิง “...”

    

   หลิ่วซิ่งฟาง “...”

    

   ราคาบ้านขึ้นเร็วมาก! พวกเธอตามไม่ทันความก้าวหน้าของยุคสมัยแล้ว! 

    

   ……

   

   อีกด้านหนึ่ง เด็กสาวผู้เฉลียวฉลาดในสายตาของเถ้าแก่จ้าว กำลังยุยงเพื่อนใหม่สองคนให้ซื้อบ้าน

    

   “เหยาเหยา ชวนแม่ของเธอมาซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ สิ เป็นเพื่อนบ้านกับฉันไง เราจะได้ไปโรงเรียนและกลับบ้านพร้อมกัน ฉันรู้จักคุณลุงที่เป็นเจ้าของ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เขาจะให้ราคาพิเศษกับพวกเธอ...”

    

   “เท่า...เท่าไหร่ต่อตารางเมตรเหรอ?”

    

   “ถูกมาก วันนี้เถียนซือซือจากห้อง1 ไปซื้อ ราคา8,800หยวนต่อตารางเมตร แต่ฉันให้เธอ600หยวนต่อตารางเมตร มีแค่เธอและเสี่ยวอินเท่านั้นถึงจะได้ราคานี้ ซื้อไม่ซื้อ บอกมาคำเดียว”

    

   “ฉันบอกความลับอย่างหนึ่งให้ฟังนะ บ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ราคาขึ้นเอา ขึ้นเอา แถมเขตหมี่ซีกำลังจะสร้างสนามบินเมืองหมี่เฉิง...ถ้าพวกเธอซื้อแล้วมาเสียใจทีหลัง ฉันจะซื้อคืนในราคาสิบเท่าเลย...”

    

   “คือ...ซีซี ฉันอยากซื้อแล้วเป็นเพื่อนบ้านกับเธอมากเลยนะ แต่ว่าฐานะทางบ้านฉันไม่ค่อยดี ไม่ปิดบังเธอหรอก จริงๆแล้วที่ฉันอยากข้ามชั้นไปเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 เพราะอยากประหยัดค่าเล่าเรียนหนึ่งปี...” อวี๋เสี่ยวอินพูดอย่างลำบากใจ

    

   แต่ฟ่านซีซีกลับลูบมือเธออย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าที่บ้านเธอตกลง เธอให้ที่บ้านวางเงินมัดจำไว้ก่อน600หยวน แล้ววันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเธอมาช่วยฉันขายดอกไม้กับผลไม้ เดี๋ยวเงินก็จะถูกชำระคืนเร็วๆนี้ ลุงจ้าวของฉันอนุญาตให้ผ่อนชำระได้”

    

   “ฉัน...คืนนี้ฉันกลับไปถามที่บ้านดูก่อนนะ”

    

   “ได้เลย แต่อย่าบอกเรื่องนี้กับใครล่ะ คนอื่นไม่มีสิทธิ์และเงื่อนไขแบบนี้หรอก คนนอกซื้อ ตารางเมตรละเกือบหมื่นหยวนหมดแล้ว” 

    

   “ทำไมเราถึงได้ราคาถูกกว่าคนอื่นมากขนาดนี้” ลู่เหยาถามด้วยความสงสัย 

    

   ราคาต่างกันราวฟ้ากับเหว ฟังดูไม่น่าเชื่อเลย 

    

   ฟ่านซีซีไม่กลัวว่าจะเปิดเผยความลับ เธอจึงเล่าเรื่องความฝันของตัวเองและเรื่องของเถียนซือซืออย่างไม่ปิดบัง 

    

   “ฉันขอสิทธิพิเศษจากลุงจ้าวมาน่ะ ตกลงเงื่อนไขบางอย่างกับเขาไปนิดหน่อย เลยได้โควตาส่วนลดมา ดังนั้นฉันถึงอยากให้พวกเธอมาอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ จริงๆ” 

    

   ลู่เหยามองดวงตาที่จริงใจของฟ่านซีซี จู่ๆก็พูดอย่างห้าวหาญ “ตกลง ฉันตกลง ที่จริงแม่ฉันเคยพูดเรื่องซื้อบ้านมาก่อน แต่พ่อเหมือนจะอยากซื้อแถวเขตหมี่ตงมากกว่า คืนนี้ฉันจะไปพูดเกลี้ยกล่อมพวกเขาดู พรุ่งนี้ตอนเที่ยงไป ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กัน” 

    

   “ฉัน ฉันก็จะพยายามพูดกับที่บ้านดู” อวี๋เสี่ยวอินพูดอย่างตื่นเต้น

    

   “ซีซี ฉันเคยได้ยินคุณลุงพูดถึงเรื่องซื้อบ้านเหมือนกัน ถ้าพวกเขาจะซื้อ ราคาประมาณเท่าไหร่เหรอ?” 

    

   ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “โควตาพิเศษที่ฉันได้มาสำหรับเด็กเรียนเก่งสามอันดับแรกของโรงเรียนเท่านั้น นอกจากพวกเธอสองคนแล้ว เด็กเรียนเก่งคนอื่นๆ อย่างต่ำก็ตารางเมตรละ1,200หยวน บ้านคุณลุงของเธออย่างต่ำก็ตารางเมตรละ2,000หยวนเห็นจะได้ ถ้าพวกเขามาถาม เธอก็บอกไปตามตรง พรุ่งนี้ราคาบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ คงพุ่งไปตารางเมตรละหมื่นกว่าหยวนแล้วล่ะ”

    

   “ได้ เดี๋ยวเลิกเรียนฉันจะไปบอกพวกเขา”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ มองสำรวจคนในห้องเรียน จากนั้นก็เดินไป ‘ผูกมิตร’ กับเพื่อนๆอย่างมีเป้าหมายในใจ 

    

   ตอนแรกฟ่านซีซีไม่ทันสังเกต แต่พอเลิกเรียนเธอถึงได้รู้ว่า ทักษะการเข้าสังคมของพี่จิ่นเฉิงนั้นไม่ธรรมดา แค่ชั่วขณะเดียว ก็มีผู้ปกครองของเพื่อนร่วมชั้นสามคนมารออยู่หน้าโรงเรียน เตรียมจะไปซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ แล้ว 

    

   ฟ่านซีซีอยากรู้อยากเห็นมาก และมีคำถามมากมายอยากถาม แต่เธอก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้ก่อน

    

   เมื่อกลับมาที่ร้าน ฟ่านซีซีเห็นหลินเยี่ยนยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าจากระยะไกล เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปหาและกระซิบเบาๆ

    

   พอหลินเยี่ยนได้ยิน เธอก็เบิกตากว้าง เพียงแค่ไม่นาน เธอก็พาเพื่อนมาซื้อบ้านแล้วเหรอ?

    

   เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกเขาไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจสักสองสามวันเลยเหรอ?

    

   ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงก็พูดอย่างฉะฉานว่า “พี่หลิน รบกวนช่วยดูแลผู้ปกครองของเพื่อนผมสามคนนี้ด้วยครับ พวกเขามาเลือกซื้อบ้าน ตามที่ตกลงกับลุงจ้าวไว้ ราคาเด็กเรียนเก่งประมาณ1,200หยวนต่อตารางเมตร” 

    

   “อ้อ เชิญทางนี้ค่ะ!” หลินเยี่ยนรีบนำทางไปที่สำนักงานขายทันที

    

   เมื่อทุกคนเดินไปไกลแล้ว ฟ่านซีซีจึงดึงฟ่านจิ่นเฉิงกลับไปที่ร้าน

    

   “พี่ชักชวนพวกเขาว่ายังไง พวกเขาถึงยอมมาซื้อบ้านกันง่ายๆแบบนี้” 

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มและบีบแก้มนุ่มนิ่มของเธอ “ฉันก็แค่บอกความลับเล็กๆน้อยๆที่เธอเคยบอกฉันไปไงล่ะ ให้พวกเขารีบซื้อบ้านไว้ เก็บเป็นสินสอดแต่งงาน!”

    

   ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ แล้วตีมือเขาเบาๆ “ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเลิกคิ้ว “แถมยังได้สวัสดิการสุดพิเศษสำหรับเด็กเรียนเก่ง พอมีเด็กเรียนเก่งมารวมตัวกัน พ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้ดี มีหรือจะไม่ยอม” 

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า “นั่นสินะ”

    

   “จิ่นเฉิง ดูอันนี้หน่อยสิ” หลิ่วซิ่งฟางเห็นทั้งคู่คุยกันเสร็จแล้ว จึงยื่นสัญญาที่หลินเยี่ยนเพิ่งวางไว้ให้ 

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงรับมาแล้วกวาดตามองคร่าวๆ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย จากนั้นจึงอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง

    

   หลังจากอ่านจบ เขาก็มองฟ่านซีซี “แล้วต้นไม้พวกนั้นพอหาได้ไหม”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า “ได้สิ ฉันยืนยันแล้ว ไม่มีปัญหาแน่นอน แถมพื้นที่เพาะปลูกของฉันก็จะปลูกต้นไม้บางอย่างด้วย”

    

   “งั้นตกลง!” พูดจบเขาก็ยื่นสัญญาให้ฟ่านจื้อซิงที่เพิ่งเดินมาถึง

    

   “ลุงเซ็นชื่อได้เลยครับ”

    

   “อ้อ! ได้เลย เธอบอกว่าไม่มีปัญหา งั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร” ฟ่านจื้อซิงไม่ถามอะไรเพิ่ม รีบเซ็นชื่อในสัญญาทันที 

    

   “ซีซี มาดูหน่อย ร้านค้าพวกนี้ของเราจะออกแบบยังไงดี แล้วจะขายอะไรดี” หลิ่วซิ่งฟางเห็นว่าเซ็นสัญญาเสร็จแล้ว จึงพาเธอไปดูร้านค้าทันที

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นว่าแม่ของตัวเองแย่งคนไปก็ไม่มีทางเลือก นอกจากหยิบผักและผลไม้จากร้านกลับไปทำกับข้าวที่บ้าน

    

   ฟ่านซีซีมองแผ่นหลังอันเดียวดายของพี่จิ่นเฉิง แล้วพูดขึ้นว่า “ป้าหลิ่วคะ หนูว่าเราแบ่งห้องหนึ่งทำเป็นร้านอาหารเล็กๆมีพื้นที่พักผ่อนสักหน่อย เป็นไงคะ? เวลาลูกค้าเยอะจะได้นั่งพัก ดื่มน้ำอะไรแบบนี้ คนในบ้านก็ใช้กินข้าวได้”

    

   หลิ่วซิ่งฟางยิ้มแล้วพูดว่า “เธอเห็นใจจิ่นเฉิงที่ต้องวิ่งไปวิ่งมาใช่ไหมล่ะ!”

    

   ฟ่านซีซีหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “เห็นใจเขาก็เรื่องหนึ่งค่ะ แต่ที่สำคัญคือหนูคิดว่าถ้าลูกค้ามีที่นั่งพักก็ดีนะคะ อีกหน่อยหนูกับพี่จิ่นเฉิงเข้ามหาวิทยาลัย พวกคุณอยู่ที่ร้านก็จะสะดวกขึ้น ไม่มีคนก็ทำอะไรกินได้ อนาคต ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ มีคนเข้ามาอยู่เยอะก็จ้างคนเพิ่มได้ค่ะ”



บทที่ 19: ฉันไม่สนว่านายจะเป็นแตงโมหรือฟักเขียว


    

   หลิ่วซิ่งฟางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าการเปิดร้านอาหารเล็กๆ เป็นความคิดที่ดี จึงตอบตกลง

    

   “ซีซี เธอว่าเราควรจะแบ่งพื้นที่ไว้ขายหนังสืออะไรพวกนี้หน่อยไหม ที่นี่ก็อยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมปลายที่สามนะ”

    

   ฟ่านซีซีพยักหน้า “ความคิดนี้เยี่ยมไปเลยค่ะป้า แต่แค่แบ่งมุมเล็กๆไว้ขายเครื่องเขียน แล้วตั้งชั้นวางหนังสือสักแถวก็พอแล้วค่ะ ไม่ต้องใช้หนังสือเยอะหรอกค่ะ รอหลังจากพี่จิ่นเฉิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้แล้ว เราก็เอาชีทสรุปของเขามาพิมพ์สักหมื่นแสนเล่ม ขายเป็นชีทสรุปของเด็กเก่งระดับประเทศ ยังไงก็กำไรงามแน่นอนค่ะ”

    

   “อุ๊บ...”

    

   หลิวซิ่งฟางถึงกับหลุดขำ

    

   เด็กคนนี้ช่างมีความคิดที่เหนือความคาดหมายจริงๆ

    

   แต่ฟ่านซีซีกลับพูดด้วยท่าทางจริงจัง “อย่าเพิ่งหัวเราะสิคะ บอกเลยนะคะว่าไม่แน่ อนาคตแม้แต่เสื้อผ้าที่พี่จิ่นเฉิงเคยใส่ ปากกาที่เคยใช้ กระดาษทด หรือแม้แต่คำอวยพรที่เขียนด้วยลายมือ อาจจะมีค่ามากมายก็ได้ค่ะ”

    

   “จ้าๆ ในสายตาของเธอ จิ่นเฉิงทำอะไรก็ดีไปหมด ฉันขี้เกียจเถียงกับเธอแล้ว”

    

   ในฐานะแม่แท้ๆ ยังต้องมานั่งกินข้าวหมาลูกชาย มันน่าเศร้าใจจริงๆ

   

   ……

    

   อีกด้านหนึ่ง ฟ่านจิ่นเฉิงที่ลงมือทำกับข้าวสี่อย่างและซุปหนึ่งอย่างด้วยตัวเอง เห็นว่าเด็กน้อยของเขายังไม่กลับบ้าน จึงไม่เหนื่อยที่จะออกมาตามหา

    

   “ซีซี คืนนี้เธอจะไปนอนที่บ้านฉันไหม ฉันเตรียมห้องไว้ให้เธอแล้วนะ”

    

   ฟ่านซีซีหยุดเดิน มองเขาอย่างสงสัย “ทำไมฉันต้องไปนอนบ้านพี่ด้วย?” 

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงกระแอมไอเบาๆ “เมื่อคืนเธอฝันร้ายไม่ใช่เหรอ ฉันกลัวว่าคืนนี้เธอจะฝันร้ายอีก” 

    

   ถ้าเธออยู่บ้านเขา อย่างน้อยเขาก็ดูแลเธอได้

    

   “ไม่เป็นไร คงไม่ฝันร้ายสองคืนติดกันหรอก” 

    

   “งั้นคืนนี้ฉันจะรอจนกว่าเธอจะหลับ แล้วค่อยกลับบ้าน” 

    

   “ก็ได้” ฟ่านซีซีตอบตกลงอย่างไม่ใส่ใจ

    

   เมื่อกลับถึงบ้าน ฟ่านจิ่นซินซึ่งกำลังทานอาหารเย็นอยู่ก็วางตะเกียบในมือลง แล้วจ้องมองฟ่านซีซีที่เพิ่งกลับมาด้วยแววตาไม่เป็นมิตร 

    

   “ฟ่านซีซี เธอเคยเขียนจดหมายรักให้ซ่างตงจากโรงเรียนมัธยมปลายที่สองหรือเปล่า? วันนี้เขาย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเรา อยู่ห้องเดียวกับฉัน”

    

   ฟ่านซีซีงุนงงไปชั่วขณะ “ซ่างตงคือใคร?”

    

   “เธอแกล้งโง่เหรอ?”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ฟ่านจิ่นซิน ระวังท่าทีของเธอหน่อย”

    

   ฟ่านจิ่นซินเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ท่าทีฉันเป็นอะไร? วันนี้ซ่างตงบอกกับฉันเองว่าฟ่านซีซีเคยเขียนจดหมายรักให้เขา เขาย้ายโรงเรียนมาเพราะฟ่านซีซี วันนี้เขายังให้จดหมายรักฉบับหนึ่งกับฉัน อยากให้ฉันส่งต่อให้ฟ่านซีซี แต่ฉันรำคาญเขาเลยไม่รับไว้”

    

   ฟ่านเจวียนเจวียนเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงรีบพูดว่า “แน่นอนว่าคนชื่อซ่างตงคนนั้นต้องมีปัญหาทางสมองแน่ๆ ฟ่านซีซีเป็นคนโง่และขี้เกียจขนาดนี้ แม้แต่การคบแฟนยังรู้สึกยุ่งยาก จะเป็นไปได้ยังไงที่จะเขียนจดหมายรักให้คนอื่น การเขียนจดหมายรักต้องใช้ความคิดนะ มันไม่เข้ากับนิสัยขี้เกียจของเธอเลย”

    

   ฟ่านซีซีมองพี่สาวของตัวเองอย่างหงุดหงิด นี่มันวิธีช่วยคนแบบไหนกัน?

    

   ฟ่านมี่มี่ที่กำลังกินข้าวอยู่ก็พยักหน้าหงึกๆ “ใช่ พี่รองของฉันไม่มีทางเขียนจดหมายรักให้ใครหรอก เธอไม่ใช่คนที่จะริเริ่มอะไรก่อน มีแต่คนอื่นจะเขียนจดหมายรักให้เธอมากกว่า”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงพูดเสียงเข้ม “ฟ่านจิ่นซิน ครั้งหน้าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ซีซีบอกว่าไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก”

    

   “แต่ว่า...”

    

   “ไม่มีข้อแม้”

    

   ฟ่านซีซีเม้มริมฝีปาก แล้วพูดด้วยเสียงแผ่ว “ใครคือซ่างตงเหรอ? ฉันไม่ได้ความจำเสื่อมไปแล้วใช่ไหม ทำไมฉันถึงจำไม่ได้ว่ารู้จักคนชื่อนี้”

    

   หรือว่าหลังจากเกิดใหม่ ความทรงจำของเธอจะหายไปบางส่วน?

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงมองท่าทางครุ่นคิดของฟ่านซีซี เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงทุ้มต่ำ “ซ่างตงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเถียนซือซือ เธอเคยเจอเขาแค่ครั้งสองครั้ง ไม่แปลกที่เธอจะจำเขาไม่ได้ เพราะเขาชื่อเล่นว่า แตงโม”

    

   ซ่างตงคนนี้ ในชาติที่แล้ว เขาคิดมาตลอดว่าเป็นศัตรูหัวใจ ต่อมาหลังจากที่ซีซีจากไป เจ้าหมอนั่นก็ช่วยตามหาความจริง...

    

   ช่างเถอะ เขาไม่อยากคิดถึงเรื่องในอดีตแล้ว

    

   ต่อไปต้องให้ซีซีอยู่ห่างๆจากเจ้าหมอนั่น ซีซีจะเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น

    

   ที่จริงแล้ว ตอนที่ฟ่านซีซีได้ยินพี่จิ่นเฉิงพูดถึงชื่อเล่นของซ่างตง เธอก็รู้สึกคุ้นอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเถียนซือซือ เธอก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก แล้วหันไปตักข้าวกินอย่างตั้งใจ

    

   เมื่อเห็นว่าฟ่านซีซีดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องจริงๆ และพี่ชายของเธอก็รู้จักกับซ่างตงคนนั้น ฟ่านจิ่นซินจึงไม่พูดอะไรต่อ

    

   คืนนี้ฟ่านซีซีนอนหลับสนิท แต่ฟ่านจิ่นเฉิงนอนหลับไม่สนิทนัก ตอนเช้ามืดเขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการคิ้วกระตุก รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

    

   ผลปรากฏว่า ขณะที่เขาและซีซีเตรียมตัวออกไปโรงเรียน ก็พบกับซ่างตงที่กำลังพาสุนัขเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน

    

   ฟ่านซีซีเดินก้มหน้าอยู่ด้านหลัง ไม่ได้สนใจซ่างตงที่กำลังพาสุนัขเดินเล่น ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงกลับหยุดเดินกะทันหัน

    

   “ทำไมถึงไม่ไปล่ะ?” ฟ่านซีซีกระซิบถามพลางมองไปข้างหน้า

    

   เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจูงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลอยู่ทางขวา เธอจึงหันไปมองเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสงสัย

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเธอไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็จูงมือเธอเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร

    

   ซ่างตงที่จูงสุนัขอยู่ร้องเรียกเธอขึ้นมาทันที “ซีซี!”

    

   ฟ่านซีซีหันกลับมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ “นายรู้จักฉันด้วยเหรอ?”

    

   ซ่างตงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ฉัน...ฉันซ่างตงไง! ก็แตงโมไง เธอจำฉันไม่ได้แล้วเหรอ?”

    

   ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กผู้หญิงคนนี้เคยเขียนจดหมายรักให้เขานะ ตอนนั้นเขาก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพแล้ว

    

   เมื่อได้ยินเขาแนะนำตัว สีหน้าของฟ่านซีซีก็เปลี่ยนไป เธอสะบัดมือออกอย่างไม่พอใจ “ฉันไม่สนว่านายจะเป็นแตงโมหรือฟักเขียว บอกให้นายรู้ไว้เลยนะ อย่ามาแสร้งทำเป็นบังเอิญเจอพวกเรา แล้วถ้านายซื้อบ้านอยู่ที่นี่ เมื่อเจอฉันก็ช่วยหลีกทางให้ด้วย อย่าให้ยัยพี่สาวแสนดีของนายที่ชื่อเถียนซือซือย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนายจะเป็นศัตรูกับฉัน แล้วฉันก็ไม่เคยเขียนจดหมายรักให้นายด้วย จดหมายฉบับนั้นแปดในสิบส่วนพี่สาวนายเลียนแบบลายมือฉันเขียนขึ้นมาต่างหาก”

    

   พอพูดจบ เธอก็ดึงแขนพี่จิ่นเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงมองดูท่าทางโมโหราวกับลูกสิงโตน้อยของฟ่านซีซี ก็อดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ 

    

   เขาหัวเราะอย่างมีความสุข แต่ซ่างตงที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลับยืนนิ่งราวกับถูกสาป 

    

   ซ่างตงเพิ่งรู้ตัวว่าโดนเถียนซือซือหลอกเล่น ที่แท้เมื่อวานเธอยุยงให้เขามาซื้อบ้านที่นี่ไม่ใช่เพราะฟ่านซีซีชอบเขา อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ แต่เป็นเพราะเธอจะได้มาขอยืมบ้านอยู่ เพื่อที่เธอจะได้บังเอิญเจอกับฟ่านจิ่นเฉิงต่างหาก

    

   เหอะ เธอช่างเหมือนแม่ของเธอไม่มีผิด คิดแต่เรื่องผลประโยชน์เหมือนกัน

    

   แต่ฟ่านซีซีเองก็น่าโมโหพอๆกัน ตอนเด็กๆเจอเขาทีไรก็ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู เรียกเขาว่าแตงโม สุดท้ายเธอลืมเขาไปแล้ว

    

   ช่างเถอะ เขาชอบเธอมากขนาดนี้ ให้อภัยเธอก็แล้วกัน

   

   ……

    

   อีกด้านหนึ่ง ฟ่านซีซีเพิ่งมาถึงโรงเรียนก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอิน 

    

   “ซีซี พ่อแม่ฉันตกลงแล้ว บอกว่าตอนเที่ยงหลังเลิกเรียนให้ไปที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กัน ครอบครัวของลุงฉันก็จะซื้อด้วย ซีซี บ้านเธออยู่ชั้นไหน ฉันจะได้เลือกซื้อข้างๆบ้านเธอ” ลู่เหยาพูดด้วยรอยยิ้ม 



บทที่ 20: ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล


    

   “บ้านฉันอยู่ชั้นสอง พวกเธอเลือกชั้นสี่หรือชั้นห้าก็ได้นะ จะเลือกอยู่ตรงข้ามกับบ้านลุงของเธอเลยก็ได้”

    

   “ฉันไม่สนบ้านลุงหรอก ฉันจะเลือกอยู่ข้างๆบ้านเธอ”

    

   “ได้สิ แล้วเสี่ยวอินล่ะ?”

    

   “พ่อแม่ฉันก็ตกลงแล้ว บอกว่าเที่ยงนี้จะไปดูที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’” อวี๋เสี่ยวอินกล่าวด้วยความยินดี

    

   “งั้นเลิกเรียนแล้วเรากลับไปพร้อมกันเลย”

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงฟังทั้งสามคนคุยกันพลางถอนหายใจอยู่ในใจ หลบหลีกเถียนซือซือได้คนหนึ่ง แต่ก็ดันมีซ่างตงโผล่มาอีก คนพวกนี้ช่างน่าปวดหัวจริงๆ

    

   เวลาเรียนช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงกริ่งดังขึ้น ฟ่านซีซีเก็บหนังสือแล้วชวนลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินวิ่งออกไป

    

   ฟ่านจิ่นเฉิงเดินตามหลังไปเงียบๆ มองดูฟ่านซีซีที่ร่าเริงสดใส พลางอมยิ้มอย่างเอ็นดู

    

   เถียนซือซือออกมาเห็นภาพนั้นพอดี เธอเผลอกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววแห่งความมืดมนออกมา

    

   ทำไมไม่ว่าเธอจะดีหรือไม่ดี ฟ่านจิ่นเฉิงก็ไม่เคยมองเห็นเธอเลย

    

   เหมือนตอนนี้ แค่เขาหันกลับมาก็เห็นเธอแล้ว

    

   แต่ในสายตาของเขามีแต่ฟ่านซีซีเท่านั้น

    

   ขณะที่เถียนซือซือกำลังจะกระทืบเท้าและสาปแช่งด้วยความไม่พอใจ เสียงผู้ชายเย็นชาก็ดังขึ้นจากด้านหลังเธอ

    

   “เถียนซือซือ ตอนนั้นจดหมายรักที่ฟ่านซีซีเขียนให้ฉัน เป็นการแกล้งของเธอใช่ไหม?”

    

   สีหน้าของเถียนซือซือเปลี่ยนไป เธอค่อยๆหันหลังกลับมา

    

   “น้องชาย ใครพูดเหลวไหลแบบนั้นให้นายฟัง นาย...”

    

   “อย่ามาทำตัวเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าฉัน เธอรู้ดีว่าฟ่านซีซีเกลียดเธอ แต่ยังหลอกให้ฉันไปซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เธอทำเพื่อตัวเองใช่ไหม!”

    

   “นายซื้อแล้วเหรอ?” ดวงตาของเถียนซือซือเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

    

   แม่ของเธอบอกว่าวันนี้จะไปซื้อ แต่เช้านี้แม่กลับบอกว่าเงินไม่พอ ใครจะรู้ว่าแม่จะซื้อหรือเปล่า

    

   แต่สำหรับเธอแล้ว ต่อให้ราคาบ้านเฉลี่ยที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ จะอยู่ที่สองหมื่นหยวนต่อตารางเมตร เธอก็ยังรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะซื้อ เพราะในอนาคตราคาเฉลี่ยของที่นั่นอย่างน้อยก็ต้องหนึ่งแสนถึงสองแสนกว่าหยวนต่อตารางเมตร 

    

   “ไม่ต้องมายุ่งว่าฉันซื้อหรือไม่ซื้อ ฉันแค่อยากเตือนเธอ อย่าคิดจะมานั่งคำนวณเรื่องของฉัน พ่อแม่ฉันมีเงิน ฉันเองก็ใช้ไม่ใช่น้อยแต่นั่นมันเงินของฉัน ฉันกับเธอไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”

    

   พอพูดจบ ซ่างตงก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินหันหลังกลับไป 

    

   เถียนซือซือมองซ่างตงที่เดินจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆด้วยสีหน้าโกรธเคือง คิดว่าตัวเองวิเศษนักหรือไง อีกไม่กี่ปีพ่อนายก็ต้องโดนสอบสวนอยู่ดี

    

   เธอมีความทรงจำจากโลกอนาคต ขอแค่มีเงินทุนให้เธอหน่อย เธอก็สามารถกลายเป็นเศรษฐีได้ 

    

   ไม่เห็นต้องซื้อบ้านที่นั่นเลย ซื้อที่ไหนก็เหมือนกัน ซื้อที่เขตหมี่ซีที่ไหนก็ขึ้นราคา 

    

   เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็รีบวิ่งกลับบ้านทันที 

    

   เธอจะเอาเงินไปซื้อบ้านที่อื่น ซื้อมันซะหลายๆหลัง ผ่านไปอีกไม่กี่ปี เธอก็จะไม่ต้องกังวลว่าไม่มีเงินใช้ ไม่มีบ้านอยู่ 

    

   แต่พอเธอกลับมาถึงบ้านแล้วเอ่ยปากขอยืมเงินแม่ เธอกลับต้องพบเจอกับเรื่องราวฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

    

   “เงินใช้หมดแล้ว ซือซือ เราไม่ซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ แล้วนะ เช้านี้แม่ไปดูมาแล้ว อยู่ๆ ราคาก็ขึ้น ตอนนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่18,000หยวนต่อตารางเมตร ขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ แม่เลยเอาเงินทั้งหมดไปซื้อบ้านที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ทีเดียวห้าหลัง อนาคตลูกอยากอยู่หลังไหนก็อยู่” 

    

   เถียนซือซือถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร 

    

   แม่เธอเนี่ยตาถึงจริงๆ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ถึงแม้ชื่อจะฟังดูดี แต่ใครๆก็รู้ว่าเป็นโครงการบ้านจัดสรรมีปัญหา เพดานเคยพังถล่มลงมาทับคนตายด้วยนะ ข่าวใหญ่โตออกสื่อทุกช่องเลย

    

   “แม่ ไปขอเงินคืนเถอะ! ฮือ...” 

    

   “จะทำแบบนั้นได้ยังไง แม่จ่ายเงินสดไปเต็มจำนวนแล้วนะ” 

    

   “ฮือๆ...” เถียนซือซืออยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ได้แต่อารมณ์เสียอยากจะเอาหัวโขกกำแพง 

    

   “ร้องไห้ทำไม นี่เรื่องดีนะ อนาคตก็ทิ้งไว้ให้ลูกทั้งนั้นแหละ” 

    

   “ขายทิ้งไปสิ แล้วเอาเงินไปซื้อที่อื่น หนูไม่เอา ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ หรอก” เถียนซือซือปาดน้ำตาพลางเถียงแม่ของเธอ 

    

   แต่ครั้งนี้แม่ของเธอกลับไม่สนใจ แม่เถียนคิดว่า ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ วิวสวย สงบ เหมาะกับการแอบไปพบปะผู้ชายมาก

   

   …… 

    

   ในขณะที่เถียนซือซือกำลังร้องไห้น้ำตาไหลพราก ฝั่งฟ่านซีซีกลับยิ้มแก้มปริ 

    

   ลู่เหยาได้เป็นเพื่อนบ้านกับฟ่านซีซีสมใจ เธอเลือกชั้นสี่ของตึกเดียวกัน

    

   ส่วนอวี๋เสี่ยวอินเลือกชั้นหก เพราะราคาถูกกว่า แถมยังมีห้องใต้หลังคาให้ด้วย

    

   บ้านคุณลุงของลู่เหยาเลือกชั้นสองของตึกข้างๆ ซึ่งถือว่าใกล้กัน ดังนั้นทุกคนจึงมีความสุข

    

   หลังจากช่วงบ่ายที่คึกคักผ่านไป ตอนเย็นฟ่านจิ่นเฉิงก็พาครอบครัวอื่นๆไปที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ อีกครั้ง และขายบ้านสำหรับเด็กเรียนเก่งได้อีกห้าหลังรวด

    

   ตอนเลิกงาน หลินเยี่ยนตั้งใจไปที่ร้าน เธอซื้อของมาฝากเฉินเยว่อิงและหลิ่วซิ่งฟาง พร้อมกับพูดติดตลก “ฉันว่าซีซีกับจิ่นเฉิงสองคนนี้เป็นอัจฉริยะด้านการขายชัดๆ แค่พวกเขาช่วยแนะนำ ก็ขายบ้านไปได้เป็นสิบกว่าหลังแล้ว”

    

   เดือนนี้เธอได้โบนัสไม่น้อย แม้แต่เจ้านายยังมองเธอยิ้มแฉ่ง

    

   หลิ่วซิ่งฟางหัวเราะ “โรงเรียนมัธยมปลายที่สามมีเด็กเรียนเก่งเยอะเหมือนกันนะ”

    

   “จริงด้วย วันนี้ฉันได้ยินนักเรียนที่มาซื้อบ้านคนหนึ่งบอกว่า จิ่นเฉิงเป็นเทพแห่งการเรียนเลยนะ ได้ที่หนึ่งของโรงเรียนตลอด”

    

   “จริงๆแล้วผลการเรียนของซีซีก็ดีมาก ครั้งนี้เธอข้ามชั้นจากมัธยมปลายปี2 ไปมัธยมปลายปี3 เรียนห้องเดียวกับจิ่นเฉิง ผลการเรียนดีมาก” หลิ่วซิ่งฟางถือโอกาสอวดฟ่านซีซี 

    

   “ดีจังเลย อิจฉาพวกเขาจริงๆ” หลินเยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม

    

   “วัยหนุ่มสาวช่างดีจริงๆ”

    

   ใครๆก็มองออกว่าฟ่านจิ่นเฉิงชอบฟ่านซีซีมากแค่ไหน ดวงตาของเขาเวลาที่มองเธอมันช่างเปล่งประกาย

    

   ถ้าความรู้สึกของทั้งคู่ยังคงอยู่จนโต ฟ่านซีซีคงเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

    

   การได้เห็นคู่รักวัยเด็กที่คบกันมายาวนานอย่างนี้ ทำให้เธอในวัย26ปี อยากมีความรักบ้าง!

   

   ……

    

   ด้วยชื่อเสียงของ ‘บ้านเด็กเรียนเก่ง’ ทำให้มีการบอกต่อและพูดคุยกันอย่างลับๆ ระหว่างเด็กเรียนเก่งด้วยกัน ทำให้ฟ่านซีซีและคนอื่นๆไม่ต้องแนะนำอะไรอีก พวกเขาก็พร้อมใจกันมาขอซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’

    

   เพียงชั่วข้ามคืน บ้านแถว ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ก็กลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่คนเขตหมี่ซี

    

   ส่วนฟ่านซีซีไม่สนใจเรื่องราคาบ้านอีกต่อไป หลังจากที่บ้านแถวๆนั้นขายหมดเกลี้ยง

    

   พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ฟ่านซีซีก็เริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับพื้นที่เพาะปลูกของเธอ ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงก็ดูเหมือนจะยุ่งๆ และมักจะออกไปข้างนอกเสมอ

    

   ทั้งสองต่างก็มีความลับ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง

    

   ฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านก็ยุ่งอยู่กับการบริหารร้าน จึงไม่ได้สนใจพวกเขา

    

   ฟ่านจิ่นซินกลับคอยจับตาดูฟ่านซีซีอยู่เสมอ เธอเห็นรถขนต้นไม้เข้าออกพื้นที่เพาะปลูกของฟ่านซีซีตลอด ดูยุ่งมาก

    

   เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์วันหนึ่ง ฟ่านซีซีกำลังจะไปพื้นที่เพาะปลูกก็ถูกฟ่านจิ่นซินเรียกไว้

    

   “นี่! ฟ่านซีซี ช่วงนี้เธอหาเงินได้เยอะใช่ไหม? ขอยืมหน่อยสิ” 

    

   ฟ่านซีซีมองเธออย่างแปลกใจ “เธอจะเอาไปทำอะไร?”

    

   จะขอยืมเงินทั้งทียังทำท่าทางแบบนี้ เธอไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณฟ่านจิ่นซินสักหน่อย

    

   ฟ่านจิ่นซินอดทน พยายามคุมน้ำเสียงตัวเอง “ฉันมีธุระ เธอขายต้นไม้ต้นละตั้งสามพัน ฉันเห็นเธอขายไปเยอะแล้ว ขอยืมหนึ่งหมื่นได้ไหม ไม่ต้องห่วง ฉันจะคืนให้แน่นอน”

    

   ฟ่านซีซีมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “เหตุผลล่ะ ทำไมฉันต้องให้เธอยืมด้วย?”

    

   “ให้ยืมก็ยืม ไม่ให้ยืมก็ไม่ต้องยืม ถามมากมายทำไม” ฟ่านจิ่นซินขมวดคิ้ว บนใบหน้าฉายแววรำคาญ

    

   ก็รู้อยู่หรอกว่าฟ่านซีซีไม่ใช่คนใจกว้าง

    

   “อ้อ งั้นไม่ให้ยืม” ฟ่านซีซีเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แล้วปฏิเสธอย่างไม่ลังเล

    

   ฟ่านจิ่นซิน “...” 



จบตอน

Comments