บทที่ 21: เห็นแก่เงิน
“หลีกไป อย่ามาขวางทาง” ฟ่านซีซีผลักฟ่านจิ่นซินออก เธอเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็ผลักประตูออกไป
“ฟ่านซีซี หยุดนะ! ฉันขอยืมเงินหน่อย หมื่นหนึ่ง” ฟ่านจิ่นซินรู้สึกตัวแล้วรีบวิ่งตามไปคว้าแขนฟ่านซีซีไว้
ฟ่านซีซีสะบัดมือเธอออก “ฉันไปติดหนี้เธอตอนไหน? บอกกี่ครั้งแล้ว ฉันยังเรียนอยู่ จะเอาเงินหมื่นหนึ่งมาจากไหน เธออยู่บ้านก็มีกินมีใช้ จะเอาเงินตั้งหมื่นหนึ่งไปทำอะไร?”
“ฉันบอกว่าฉันมีธุระ เธอมีเงินแต่ไม่ยอมให้ฉันยืม ใจแคบที่สุด เธอ...”
“จะคิดยังไงก็คิดไปเถอะ” ฟ่านซีซีไม่สนใจที่ฟ่านจิ่นซินหาเรื่อง เธอหันหลังเดินออกไป
ฟ่านจิ่นซินโมโหจนกระทืบเท้า “ทำเป็นหยิ่ง แค่เลี้ยงต้นไม้กระจอก กระจอก ได้เงินมาหน่อยเดียว ฟ่านซีซี เธออย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน!”
ฟ่านซีซีได้ยินเสียงด่าทอจากข้างหลังแต่ไม่ได้สนใจ ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
ฟ่านจิ่นซินอารมณ์เสียจนอยากจะวาดวงกลมสาปแช่งเธอตรงนั้น
ทันใดนั้นเอง เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ
“เธอต้องการใช้เงินมากหรือเปล่า ฉันให้เธอยืมก็ได้”
ฟ่านจิ่นซินหันกลับไป พบว่าคนที่พูดด้วยคือซ่างตง เธอจึงส่งเสียง ‘ฮึ’ ออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“นายจะใจดีขนาดนั้นเลย?”
ซ่างตงยิ้ม “ไม่ใ่ช่ว่าจะให้เปล่าๆหรอกนะ ฉันเห็นว่าเธอดูไม่ชอบฟ่านซีซี คงไม่อยากให้ฟ่านซีซีมาเป็นแฟนพี่ชายตัวเองเท่าไหร่ แต่ฉันค่อนข้างชอบฟ่านซีซี ช่วยถ่ายรูปฟ่านซีซีให้หน่อยสิ รูปละร้อย หักจากเงินหนึ่งหมื่นที่ยืมไป เป็นไง?”
ฟ่านจิ่นซินมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “นายจะเอารูปฟ่านซีซีไปทำอะไร?”
หรือว่าจะเอาไว้ดูต่างหน้าให้หายคิดถึง?
“ช่วงนี้ฉันเรียนวาดภาพบุคคล คุณครูให้สังเกตสีหน้าท่าทางของคนในชีวิตประจำวัน แทนที่จะไปสังเกตคนที่ฉันไม่สนใจ สู้สังเกตคนที่ฉันชอบดีกว่า เธอว่าไหมล่ะ?”
“ฟ่านซีซีเพิ่งไป ทำไมนายไม่ไปสังเกตเองล่ะ!” ฟ่านจิ่นซินกลอกตา
พี่ชายของเธอก็ชอบจ้องฟ่านซีซีเป็นประจำราวกับต้องมนต์สะกด เธอไม่เข้าใจเลย ถึงแม้ใบหน้าของฟ่านซีซีจะดูดี แต่ก็ไม่ได้งดงามเลิศเลออะไรขนาดนั้น ยังโตไม่เต็มที่เลย จะมีอะไรน่ามองนักหนา
ตอนนี้ยังมีซ่างตงอีกคน เธอรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน
จริงๆแล้วซ่างตงไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากนัก แต่ตอนนี้เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น “ฉันหาโอกาสไม่ได้ ช่วยถ่ายรูปฟ่านซีซีมาหลายๆมุม หลายๆแบบหน่อยสิ ถ่ายเยอะแค่ไหนก็ได้ แค่ถ่ายรูป ไม่ได้ทำร้ายฟ่านซีซี ไม่ได้ทำให้ฟ่านซีซีเสียหายอะไร แน่นอน ถ้าเธอไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร”
ฟ่านจิ่นซินขมวดคิ้ว พูดเสียงอู้อี้ว่า “ฉันไม่มีกล้อง”
“ฉันมี เดี๋ยวเย็นๆ ฉันเอาไปให้พร้อมเงิน”
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ่านซีซีที่อดหลับอดนอนเพื่อปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืช ตื่นสายเล็กน้อย ตอนนี้จึงเหลือแค่เธอและฟ่านจิ่นซินอยู่ที่บ้าน
จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไร แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ฟ่านจิ่นซินกินยาผิดหรือเปล่า ถึงได้เอาแต่ถือกล้องที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหน เดินถ่ายรูป ‘แชะ แชะ’ ไม่หยุด
หลังจากนั้น เธอก็พบว่าฟ่านจิ่นซินทำหน้าตาชอบใจราวกับเป็นแมลงวันตัวใหญ่ เธอไปไหนก็บินตามเธอไปทุกที่ จนเธอรู้สึกขวางหูขวางตา
ตอนกินข้าวเช้า ฟ่านจิ่นซินก็ยังคง ‘แชะ แชะ’ ถ่ายรูปไปทั่ว เธอทนไม่ไหวเลยตบโต๊ะอย่างหัวเสีย
“ฟ่านจิ่นซิน เธอไม่มีอะไรทำหรือไง จะถ่ายก็ออกไปถ่ายข้างนอก อย่ามาทำให้อาหารไม่น่ากิน”
ฟ่านจิ่นซินยกมือเท้าโต๊ะแล้วพูดเสียงขึ้นจมูก “คิดว่าฉันอยากถ่ายเธอรึไง!”
ถ้าไม่ติดว่าได้เงิน เธอไม่มีทางมาเฝ้าฟ่านซีซีแบบนี้หรอก
“จริงสิ ฟ่านซีซี เรื่องที่เมื่อวานเธอไม่ให้ฉันยืมเงิน ฉันยกโทษให้เธอแล้วนะ แต่มีข้อแม้ว่า ขอให้ฉันไปถ่ายรูปที่พื้นที่เพาะปลูกของเธอหน่อย พวกดอกไม้นานาชนิดที่นั่นมันขึ้นสวยมาก ถ่ายรูปออกมาคงจะสวยน่าดู”
ฟ่านซีซีมองเธออย่างจนใจ เธอทำเหมือนกับว่าการให้อภัยของเธอมันล้ำค่ามาก
แต่ถึงแม้ฟ่านจิ่นซินจะอยากไปถ่ายรูปที่พื้นที่เพาะปลูก เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ
วันนี้เธอจะยุ่งมาก เพราะต้องส่งมอบต้นไม้ดอกไม้ชุดแรกให้ลุงจ้าวตามที่ได้นัดหมายกันไว้ในช่วงบ่ายวันนี้
ฟ่านจิ่นซินเห็นว่าฟ่านซีซีไม่ได้ปฏิเสธ เธอก็เงียบลงอย่างหาได้ยาก รอจนกระทั่งฟ่านซีซีออกจากบ้าน เธอก็เดินตามไปอย่างใจเย็น
ว่าไปแล้ว เธอก็ยังไม่เคยไปที่พื้นที่เพาะปลูกของฟ่านซีซีเลยสักครั้ง เธอรู้แค่ว่าฟ่านซีซีขนเอาต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ไปปลูกที่นั่น
จนกระทั่งเธอได้เข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกจริงๆ เธอถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เธอจินตนาการเอาไว้นั้นช่างน่าขันสิ้นดี
เธอคิดว่าฟ่านซีซีแค่ปลูกดอกไม้กระถางเหี่ยวๆไม่กี่กระถาง แต่ในความเป็นจริง พื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้กลับเรียกได้ว่าเป็นมหาสมุทรแห่งดอกไม้ สวรรค์สีเขียว
ชั้นวางดอกไม้ที่สวยงามเรียงรายตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงสุดปลายพื้นที่เพาะปลูก ราวกับซุปเปอร์มาร์เก็ตดอกไม้ ส่วนใต้ชั้นวางผักและผลไม้ต่างๆ ก็เติบโตอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่สองข้างทาง สร้างความงามอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่สีเขียวแห่งนี้
สามารถพูดได้ว่า พื้นที่ทุกตารางนิ้ว ทุกๆส่วนในนี้ ล้วนไม่มีส่วนไหนที่ถูกทิ้งร้างเลย
ด้วยเหตุนี้เอง ฟ่านจิ่นซินถึงได้เบิกตากว้างมองอย่างตะลึงงัน และนิ่งเงียบอยู่นาน
“เธอถ่ายรูประวังต้นไม้ดอกไม้ของฉันด้วยล่ะ อย่าเหยียบมัน และอย่าเด็ดดอกไม้มั่วซั่ว ฉันมีงานต้องทำ” ฟ่านซีซีพูดกำชับก่อนจะหันไปทำงานของตนเองต่อ
แท้จริงแล้วฟ่านจิ่นซินรู้ดีว่า ฟ่านซีซีรังเกียจเธอ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้โกรธออกมา
เมื่อมองดูพื้นที่อันงดงามตรงหน้า เธอหยิบกล้องขึ้นมาแล้วถ่ายภาพรัวๆหลายภาพ
จนกระทั่งเธอเห็นฟ่านซีซีกำลังใช้กรรไกรขนาดใหญ่เล็มต้นไม้สีเขียวเป็นแถวอย่างตั้งใจ เธอจึงค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ ยกกล้องขึ้นเล็งไปที่ฟ่านซีซีที่กำลังสวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวอ่อนอยู่ท่ามกลางทะเลดอกไม้
‘แชะ...แชะ...แชะ…’
ภาพหน้าตรง ภาพด้านหลัง ภาพระยะไกล ได้มาครบแล้ว
เปลี่ยนมุม ถ่ายต่อ
ภาพด้านหน้า ภาพกำลังทำงานอย่างตั้งใจ ภาพยิ้มละมุนขณะสัมผัสดอกไม้ ภาพนั่งยองๆ ภาพก้มตัว ภาพเสยผม ภาพล้างมือแล้วปลูกต้นไม้ลงกระถาง
ไม่รู้ทำไม พอจ้องมองฟ่านซีซีนานๆเข้า ใจของฟ่านจิ่นซินก็ผุดความคิดแปลกๆขึ้นมา ฟ่านซีซีที่กำลังเดินเล่นท่ามกลางทุ่งดอกไม้นั้นช่างดูงดงาม ดูไม่น่ารังเกียจเหมือนทุกที
ขณะที่เธอกำลังเหม่อลอย เสียงกระดิ่งลมก็ดังกรุ๊งกริ๊งตามสายลม
ฟ่านซีซีหยุดมือจากงาน ล้างมือแล้วเดินออกไป
ไม่นาน เธอก็นำชายวัยกลางคนแต่งตัวดีเข้ามา
“ลุงจ้าว ต้นไม้ชุดแรกพร้อมแล้วค่ะ หนูพาไปดูค่ะ”
จ้าวเซิงมองดูพื้นที่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิดเลยว่าเธอจะทำให้ที่นี่สวยได้ขนาดนี้”
มองจากภายนอก พื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ดูไม่โดดเด่น แต่เมื่อเดินเข้ามาแล้ว กลับให้ความรู้สึกเหมือนได้ทะลุมิติมายังเมืองดอกไม้ในโลกอื่น
“ช่วงนี้หนูสะสมดอกไม้และต้นไม้หลากหลายพันธุ์ พอเอามาวางรวมกันก็ดูสวยงามดีค่ะ” ฟ่านซีซีพูดด้วยความพอใจ
ช่วงนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการเพาะและปรับปรุงพันธุ์ดอกไม้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี
เธอยังทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการปกปิดที่มาของต้นไม้และดอกไม้เหล่านี้ เพื่อให้ดูเหมือนว่ามาจากแหล่งที่ถูกต้อง
“ต้นไม้พวกนี้ช่างเติบโตได้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้าปลูกใหม่ที่อื่นมันจะโตสวยอย่างนี้หรือเปล่า” จ้าวเซิงพึมพำ ขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ
เขารู้สึกอยากจะยกพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้กลับไปเสียจริงๆ
บทที่ 22: อยากจะแข่งขันกับพี่อย่างยุติธรรม
“ต้นไม้ที่คุณลุงต้องการ หนูดูแลอย่างดีเลยค่ะ อัตราการรอดชีวิตจะสูงมาก” ฟ่านซีซีพูดด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเหรอ งั้นตอนนี้ฉันจะให้คนงานมาขนย้ายนะ เธอก็ช่วยดูหน่อยละกัน ต้นไม้พวกนี้จะเอาไปปลูกที่ ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ พอปลูกเสร็จแล้ว สุดสัปดาห์หน้าเธอช่วยฉันไปตรวจดูหน่อยนะ”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
“อ้อ จริงสิ ซีซี ฉันเห็นว่าที่นี่เธอยังมีดอกกุหลาบอีกเยอะเลย ขายให้ฉันทั้งหมดได้ไหม ฉันจะจ่ายเงินเพิ่มให้อีก แล้วก็สตรอว์เบอร์รีที่ปลูกใต้ดินนั่น ช่วยย้ายใส่กระถางให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันจะเอาไปให้เป็นของขวัญน่ะ”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ได้ค่ะ คุณลุงต้องการสตรอว์เบอร์รีกี่กระถางคะ?”
“ขอหกสิบกระถางแล้วกัน เพราะว่าจะเอาไปให้เด็กๆน่ะ เลือกกระถางที่สวยๆ น่ารัก น่ารัก ให้หน่อยได้ไหม เดี๋ยวฉันจะให้คนขับรถมารับ”
“ได้ค่ะ ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จค่ะ”
“ดีเลย งั้นเธอทำไปก่อนนะ ฉันจะไปจัดการเรื่องคนรถ”
ฟ่านจิ่นซินเห็นฟ่านซีซีคุยธุรกิจสำเร็จภายในเวลาสั้นๆ ก็ทั้งอิจฉาและริษยา
พวกเธออายุเท่ากัน ยังเรียนอยู่เหมือนกัน เธอยังใช้เงินอยู่ แต่ฟ่านซีซีกลับหาเงินได้แล้ว
ไม่นาน คนงานขนย้ายต้นไม้ก็มาถึง พวกเขาขนย้ายต้นไม้ออกจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างเป็นระเบียบภายใต้การควบคุมของฟ่านซีซี งานนี้ใช้เวลานานกว่าชั่วโมง
เมื่อเห็นว่าต้นไม้ดอกไม้ในพื้นที่หายไปหนึ่งในสามในคราวเดียว ทำให้พื้นที่ว่างเปล่าไปมาก ฟ่านจิ่นซินซึ่งไม่ได้จากไปไหน รู้สึกเจ็บปวดหัวใจเล็กน้อย
แต่เมื่อเห็นฟ่านซีซีส่งมอบกุหลาบและสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกแล้ว ได้รับเงินก้อนโต เธอก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดหัวใจอีกต่อไป เหลือเพียงความอิจฉา
“ขายได้เท่าไหร่?” ฟ่านจิ่นซินมองฟ่านซีซีที่กำลังนับเงินอยู่คนเดียว พลางเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก
“ไม่มาก แค่สี่พันสอง” ฟ่านซีซีเก็บเงินแล้วย้อนกลับมามองเธอ
“เธอยังไม่กลับอีกเหรอ?”
ฟ่านจิ่นซินกลืนน้ำลาย แค่สี่พันสอง?
แค่แปบเดียวเธอก็หาเงินได้สี่พันสองแล้ว เธอยังมีอะไรไม่พอใจอีก
“ฟ่านซีซี ถ้าเธอขายต้นไม้ดอกไม้พวกนี้ได้หมด จะหาเงินได้เท่าไหร่?”
“อันนั้นไม่รู้สิ ฉันยังติดหนี้ต้นไม้ลุงจ้าวอีกตั้งเยอะ! ว่าแต่ ในเมื่อเธอมาแล้ว ก็ไปหยิบตะกร้าข้างๆนั่นแล้วเก็บสตรอว์เบอร์รีกลับไปกินที่บ้านสิ! เก็บเยอะๆนะ เอาไปวางขายที่ร้านด้วย”
“อ๋อ!” ครั้งนี้ฟ่านจิ่นซินไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับการที่ฟ่านซีซีสั่งงานเธอ เธอเลยหยิบตะกร้าไปเก็บสตรอว์เบอร์รีอย่างมีความสุข
ฟ่านจิ่นซินมองดูสตรอว์เบอร์รีลูกโตๆสวยๆ เธอไม่อยากจะยอมรับเลยว่า ฟ่านซีซีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ข้างๆนั้นดูเข้าถึงง่าย แถมยังดูเปล่งประกายท่ามกลางแสงแดดอีกด้วย
แต่ความรู้สึกดีที่เธอมีต่อฟ่านซีซีนั้นกลับแตกสลายไม่มีชิ้นดีในตอนเย็น เมื่อเธอได้เจอกับพี่ชายของตัวเอง
พี่ชายของเธอออกไปข้างนอกทั้งวัน เขากลับมาพร้อมกับของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดสวยๆ รองเท้าหนังทันสมัย กิ๊บติดผมคริสตัล นาฬิกาข้อมือสุดหรู แถมยังมีคอมพิวเตอร์ที่เธอใฝ่ฝันอยากได้
แต่ของพวกนี้ ล้วนแต่เป็นของฟ่านซีซีทั้งนั้น เธอไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว
“ซีซี ฉันเอาคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ไปวางไว้ในห้องเธอนะ”
“ซีซี วันนี้ฉันซื้อนาฬิกาข้อมือคู่รักมา ฉันใส่ให้เอง”
“ซีซี อาบน้ำเสร็จรึยัง ไปลองชุดใหม่ที่ฉันซื้อให้หน่อยสิ”
“ซีซี มาดูนี่ ชอบกิ๊บติดผมคริสตัลที่ฉันซื้อไหม”
ทุกครั้งที่ฟ่านจิ่นซินได้ยินพี่ชายของเธอเรียกชื่อฟ่านซีซี หัวใจของเธอก็จมดิ่งลงไปอีก
เมื่อเห็นฟ่านซีซียืนอยู่ต่อหน้าพี่ชายของเธอด้วยท่าทางเขินอายและมีความสุขจนเห็นได้ชัด เธอก็อดบ่นไม่ได้
“ทำไมมีแต่ของฟ่านซีซี? แล้วของฉันล่ะ? ฉันไม่ใช่น้องสาวของพี่หรอกเหรอ? พี่ลำเอียงเกินไปแล้วนะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงมองน้องสาวของเขาอย่างเย็นชา “เมื่อวานเธอขอยืมเงินซีซีใช่ไหม?”
พอฟ่านจิ่นซินได้ยินก็ตะโกนใส่ฟ่านซีซีทันที “ฟ่านซีซี เธอกล้าฟ้องพี่ชายฉันเหรอ เธอไม่ได้ให้ฉันยืมเงินแม้แต่นิดเดียว เธอร้ายกาจจริงๆ!”
น่าเสียดายที่ตอนกลางวันเธอยังรู้สึกว่าฟ่านซีซีไม่น่ารำคาญเท่าไหร่
ฟ่านซีซีรู้สึกงุนงงมาก เธอไม่ได้พูดนี่นา!
พูดให้ถูกต้องคือ เมื่อวานเธอยุ่งจนลืม
ฟ่านจิ่นเฉิงดึงฟ่านซีซีมาอยู่ข้างหลังตัวเอง แล้วพูดเสียงเย็น “ฟ่านจิ่นซิน เธอคิดว่าถ้าซีซีไม่บอกฉัน ฉันจะไม่รู้หรือไง? เมื่อวานมีคนในหมู่บ้านได้ยินเธอตะโกนใส่ซีซี บอกว่าเธอขอยืมเงินหนึ่งหมื่นหยวน แต่ซีซีไม่ให้ยืม หลังจากนั้นเธอก็ไปคุยกับซ่างตงอีกพักหนึ่ง เธอพูดอะไรกับเขา?”
ฟ่านจิ่นซินถึงกับตาเหลือก ก้มหน้าอย่างอายๆ แล้วตอบอย่างขอไปที “ไม่ได้พูดอะไร”
“ไม่ได้พูดอะไรจริงๆงั้นเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงดูจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นซินก็เงยหน้าขึ้นมาทันที พร้อมกับส่งเสียงเยาะเย้ย “เขาบอกว่าเขาชอบฟ่านซีซี อยากจะแข่งขันกับพี่อย่างยุติธรรม พอใจรึยังล่ะ?”
ฟ่านซีซีเห็นท่าทางของพี่จิ่นเฉิงกำลังจะเปลี่ยนไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา “ฟ่านจิ่นซิน ฉันยังไม่ได้ถามเธอเลยนะ เมื่อวานนี้ทำไมเธอถึงต้องยืมเงินฉันตั้งหนึ่งหมื่นหยวน เธอเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร หรือว่าเธอไปทำอะไรผิดกฎหมายมาหรือเปล่า?”
พอฟ่านจิ่นซินได้ยินแบบนั้นก็โมโหทันที “เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ฉันก็แค่จะเอาเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์”
แล้วก็ถือโอกาสซื้อของขวัญวันเกิดชิ้นพิเศษให้แฟนหนุ่มด้วย
แน่นอนว่า เธอไม่กล้าพูดประโยคนี้ต่อหน้าพี่ชาย
แต่ฟ่านจิ่นเฉิงก็พูดเตือนขึ้นมาในเวลานั้นว่า “ถ้าเธออยากจะซื้อของขวัญให้ใคร ก็เอาเงินของตัวเองไปซื้อ อย่ามายุ่งกับเงินในกระเป๋าคนอื่น ถ้ายังกล้าไปยืมเงินซีซีอีก ฉันจะหักขาเธอ”
ฟ่านจิ่นซิน “...”
เมื่อกี้เธอดูเหมือนจะไม่ได้พูดความในใจออกมานี่ ทำไมพี่ชายถึงรู้เรื่องที่เธอจะซื้อของขวัญให้คนอื่นได้ล่ะ?
เห็นได้ชัดว่าฟ่านจิ่นซินอยากได้คอมพิวเตอร์มาก ฟ่านซีซีจึงพูดอย่างไม่ลังเลใจ “งั้นฉันยกคอมพิวเตอร์ที่พี่จิ่นเฉิงซื้อให้เธอไปแล้วกัน เดี๋ยวเธอค่อยย้ายไปไว้ที่ห้อง”
แต่ฟ่านจิ่นซินกลับตะคอกใส่ “ใครอยากได้ความสงสารจากเธอ ฉันไม่เอาคอมพิวเตอร์ของเธอ!”
พูดจบเธอก็ปิดประตูเสียงดังแล้วขังตัวเองอยู่ในห้อง
ฟ่านจิ่นเฉิงสงสารฟ่านซีซีที่ถูกน้องสาวดุ จึงปลอบเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อย่าไปสนใจยัยนั่นเลย เธอมันไม่รู้จักดีชั่ว สักวันเดี๋ยวก็รู้เอง”
ฟ่านซีซีกะพริบตาปริบๆ เธอฉลาดพอที่จะไม่พูดอะไร
หลังจากเรื่องวุ่นวายผ่านพ้นไป ฟ่านมี่มี่ก็เดินเข้ามาหา
“พี่รอง ฉันปั่นจักรยานเป็นแล้ว เราไปซื้อจักรยานกันเมื่อไรดี?”
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าเธอรีบใช้ พี่จะบอกพ่อกับแม่ให้ไปซื้อพรุ่งนี้ แต่ถ้าเธอไม่รีบ รอวันเสาร์อาทิตย์หน้าก็ได้ วันเสาร์พี่จะไป ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ เดี๋ยวพี่พาเธอไปซื้อจักรยาน เดินเล่น แล้วกินของอร่อยๆ”
ดวงตาของฟ่านมี่มี่เป็นประกาย “งั้นฉันรอวันเสาร์อาทิตย์หน้าก็ได้ พี่รอง เราตกลงกันแล้วนะ”
“ตกลง” ฟ่านซีซียิ้มรับ
……
วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ฟ่านมี่มี่นับนิ้วรอ
บ่ายวันศุกร์ สภาพอากาศเกิดแปรปรวน พายุฝนซัดกระหน่ำทั่วเมืองหมี่เฉิงอย่างรุนแรง ก่อนเวลาเลิกเรียน ท้องฟ้ามืดมิดราวกับกลางคืน
บทที่ 23: เข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
นักเรียนไม่มีกะจิตกะใจเรียน คุณครูจึงปล่อยให้ทุกคนเลิกเรียน รอจนกว่าฝนจะหยุดแล้วค่อยกลับบ้าน
ฟ่านซีซีเองก็ไม่รีบกลับบ้าน เธอยืนมองดูสายฝนอยู่ที่หน้าต่างเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
ทว่าในจังหวะที่ฟ้าผ่า เธอกลับสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังวิ่งอยู่ที่ลานกีฬา
หลังจากฝึกฝนจนกลายเป็นนักปลูกพืชวิญญาณผู้เก่งกาจแล้ว สายตาของเธอก็ยอดเยี่ยม เธอจำได้ทันทีว่าคนที่กำลังรีบร้อนฝ่าสายฝนออกไปนั้นคือเถียนซือซือ
ผู้หญิงคนนี้รักร่างกายของตัวเองมาก มีนิสัยเย็นชา แล้วยังเห็นแก่ตัว เธอจะยอมกลับบ้านท่ามกลางสายฝนและฟ้าผ่าแบบนี้ไปทำไม ที่บ้านมีทองรอให้เธอนับหรือไง?
เดี๋ยวก่อน เห็นแก่ตัว? ทอง?
ภาพๆหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเธอ เธอจำได้ว่าช่วงเวลานี้ในชาติที่แล้วเหมือนจะมีพายุฝนตกหนักเช่นกัน
ในความทรงจำ ตอนนั้นพืชผลทางการเกษตรนอกเมืองหมี่เฉิงเสียหายไปมาก บ้านเก่าๆก็พังทลายลง หลายคนบอกว่า พายุฝนครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้เขตหมี่ซีพัฒนาและเจริญรุ่งเรือง ราคาบ้านก็เริ่มสูงขึ้นหลังจากนั้น
ใช่แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง พายุฝนในตอนนั้นยังทำให้เกิดเหตุดินถล่มบนถนนสายหนึ่งที่มุ่งหน้าไปยังเขตหมี่ซี ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนหลายครั้ง โชคดีที่มีชาวบ้านละแวกนั้นหลายคนเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
เมื่อการช่วยเหลือสิ้นสุดลง ชาวบ้านได้รับการยกย่องและให้รางวัลจากรัฐบาล เป็นเงินรางวัลคนละหนึ่งแสน ซึ่งตอนนั้นข่าวนี้โด่งดังมาก
ในตอนนั้น เถียนซือซือยังหยิบหนังสือพิมพ์มาคุยกับเธอด้วยความรู้สึกอิจฉา บอกว่าถ้าตัวเองได้มีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตคนก็คงจะดี
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ สีหน้าของฟ่านซีซีก็เปลี่ยนไป ในฐานะคนที่รู้เรื่องราวล่วงหน้า เธอควรจะฉวยโอกาสนี้ไปช่วยชีวิตผู้คนดีไหมนะ?
ในขณะที่ฟ่านซีซีกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีใครบางคนมาจับมือเธอเบาๆ
“ซีซี ฝนตกหนักแบบนี้คงไม่หยุดง่ายๆหรอก ฉันจะกลับไปเอาเสื้อกันฝนให้ รอฉันที่ห้องเรียนนะ”
“งั้นกลับไปด้วยกันเลยดีกว่า! อย่างมากเราก็ไม่ต้องเอากระเป๋ากลับไปก็ได้” ฟ่านซีซีไม่อยากรบกวนฟ่านจิ่นเฉิงขนาดนั้น อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เป็นคนขี้กลัวอะไรมากมาย
แค่เปียกฝนเอง จริงๆแล้วถ้าเธอต้องการ ในฐานะนักปลูกพืชวิญญาณผู้เก่งกาจ เธอสามารถควบคุมแสงแดดและสายฝนได้ และกลับบ้านโดยที่ไม่เปียกฝน แต่เธอไม่กล้าทำอย่างนั้น เธอแค่กลัวว่าจะมีคนเห็นและจับตัวเธอไปเป็นหนูทดลอง
ทันใดนั้นฟ่านจิ่นเฉิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้หูเธอ และพูดด้วยเสียงที่มีแค่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน “อีกสองวันประจำเดือนของเธอจะมาแล้ว ฉันจะกลับไปเอาเสื้อกันฝนให้ รออยู่ในห้องเรียนอย่างเดียวก็พอ”
ใบหน้าของฟ่านซีซีแดงก่ำ เธอหันหน้าหนีโดยไม่พูดอะไร
จำได้แม่นขนาดนั้นเลยเหรอ? หลังจากเกิดใหม่ เธอเพิ่งมีประจำเดือนแค่ครั้งเดียว แล้วบังเอิญพี่จิ่นเฉิงก็มาเห็นเข้าพอดี
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางใช้นิ้วเกลี่ยปลายคางเธอเบาๆ พยายามข่มใจไม่ให้เผลอจูบเธอ ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อฟ่านจิ่นเฉิงไปแล้ว ลู่เหยาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “ทำไมเขาถึงได้เอาใจใส่ขนาดนี้นะ! ซีซี เธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับฟ่านจิ่นเฉิงหรือเปล่า?”
ฟ่านซีซีพยักหน้าโดยแทบไม่ต้องคิด “อืม ฉันจะสอบเข้าคณะแพทย์กับเขา”
“เป้าหมายของเธอชัดเจนมากเลยนะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร”
“งั้นก็มาด้วยกันสิ!” ฟ่านซีซีพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
ลู่เหยาอมยิ้ม “ฉันคงสอบไม่ติดหรอก เสี่ยวอินน่ะพอได้”
อวี๋เสี่ยวอินส่ายหน้า “ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยครู”
ลู่เหยาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “แม่ของฉันก็อยากให้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยครูเหมือนกัน แต่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จริงๆแล้วฉันอยากเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการมากกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟ่านซีซีจึงถือโอกาสพูดขึ้นว่า “เรียนเศรษฐศาสตร์และการจัดการก็ดีนะ บัญชีก็ได้ ถ้าเธอไม่รังเกียจ ช่วงปิดเทอมก็มาช่วยงานฉันได้นะ ฉันจะสร้างพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ขาดคนที่มีความสามารถด้านการจัดการอยู่”
“ได้เลย! แค่เธอเลี้ยงข้าว ฉันก็ไปช่วยเธอได้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เลย” ลู่เหยาพูดด้วยรอยยิ้ม
“บ้านของฉันจะย้ายไปอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ อาทิตย์หน้าแล้วนะ พอถึงตอนนั้นฉันก็สามารถช่วยได้” อวี๋เสี่ยวอินพูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ได้สิ พอถึงตอนนั้นพวกเธอมาให้หมดเลยนะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ผลไม้นี่กินได้ไม่อั้น ผักที่บ้านก็มีให้กินเหลือเฟือ ส่วนดอกไม้ต้นไม้ที่พวกเธอขายได้น่ะ ฉันให้ค่านายหน้าร้อยละห้าเลย”
“ว้าว! ดีขนาดนี้เลยเหรอ! ฉันไม่เอาค่านายหน้าหรอก แค่ให้ฉันกินผลไม้แบบไม่อั้นก็พอแล้ว” ลู่เหยาหัวเราะร่า
ต้องรู้ไว้เลยว่า ผลไม้ที่ออกมาจากพื้นที่เพาะปลูกของซีซีนั้น คุณภาพยอดเยี่ยมมาก แม้แต่สตรอว์เบอร์รีที่ขายเป็นลูกๆยังไม่พอขายเลย เธอเองแต่ละครั้งก็กินไม่อิ่มสักที
ทั้งสามคนคุยกันไปสักพัก ฝนข้างนอกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตรงกันข้ามกลับตกหนักกว่าเดิมอีก
ฟ่านซีซีมองดูนาฬิกาข้อมือเรือนงาม พี่จิ่นเฉิงกลับไปสี่สิบนาทีแล้ว ฝนตกหนักขนาดนี้ ถนนข้างนอกคงจะไปลำบากน่าดู!
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เธอก็เห็นฟ่านจิ่นเฉิงถือกระเป๋าใบโตเข้ามาในห้องเรียน
“ฟ่านจิ่นเฉิง นายถืออะไรมาน่ะ” คนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดถามด้วยความสงสัย
“ร่มกับเสื้อกันฝนใหม่น่ะ ถ้าพวกนายอยากซื้อก็มาซื้อได้นะ เสื้อกันฝนมีราคาสามหยวนกับห้าหยวน ส่วนร่มมีราคาห้าหยวนกับสิบหยวน”
ฟ่านจิ่นเฉิงถือของไปนั่งที่ของตัวเอง แล้วหยิบเสื้อโค้ทที่ห่ออย่างดีมาสวมให้ ฟ่านซีซี
“ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ระวังจะเป็นหวัดนะ”
ฟ่านซีซียิ้มหวาน รีบใส่เสื้อคลุม แล้วช่วยเขาขายร่ม
เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงช่างมีหัวการค้าจริงๆ กลับไปแค่แปบเดียว ก็ขนเอาเสื้อกันฝนกับร่มในร้านมาขายจนหมด นอกจากได้เงิน ยังอำนวยความสะดวกให้เพื่อนๆอีกด้วย
“ฉันเอาร่ม” ลู่เหยาเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
“ฉัน...ฉันเอาเสื้อกันฝน”
“เอ่อ...ฉันไม่ได้เอาเงินมา ทำยังไงดี”
“ไม่เป็นไร ใครที่ไม่มีเงินติดตัว วันนี้จดชื่อไว้ก่อน สัปดาห์หน้าค่อยเอาเงินมาให้ก็ได้ เพราะว่าพวกนี้เป็นของใหม่ทั้งหมดเลยต้องเก็บเงิน ถ้าเป็นร่มเก่าๆที่บ้านล่ะก็ ฉันไม่เก็บเงินพวกนายหรอก” ฟ่านจิ่นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง พลางหยิบกระดาษกับปากกาส่งให้ฟ่านซีซีที่นั่งอยู่ข้างๆ
ว่าแล้วฟ่านจิ่นเฉิงก็ขายของ ส่วนฟ่านซีซีก็รับเงินและจดชื่อ ทั้งสองคนทำงานประสานกันอย่างเข้าขาเป็นปี่เป็นขลุ่ย
แม้แต่ห้องข้างๆที่ได้ข่าว ก็รีบวิ่งแจ้นมาซื้อร่ม ซื้อเสื้อกันฝนกันยกใหญ่
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ของที่ฟ่านจิ่นเฉิงขนเอามาขายก็หมดเกลี้ยง
ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่าง ลมฝนเริ่มซา เหล่านักเรียนต่างพากันทยอยกลับบ้าน ฟ่านจิ่นเฉิงก็จูงมือฟ่านซีซี
“ซีซี เรากลับบ้านกันเถอะ!”
“อืม” ฟ่านซีซีเก็บของบนโต๊ะ สวมเสื้อกันฝน สวมงอบใบใหญ่ แล้วปล่อยให้ฟ่านจิ่นเฉิงจูงมือวิ่งฝ่าสายฝนกลับบ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ฟ่านจิ่นเฉิงทำคือเร่งให้ฟ่านซีซีไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองเข้าครัวไปต้มน้ำขิง
พอฟ่านซีซีอาบน้ำเสร็จ เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงตัดสินใจใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพันตัวไว้ ค่อยๆแง้มประตูออกไปชะโงกดู
อืม ไม่เห็นพี่จิ่นเฉิง
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาต้องอยู่ในครัวแน่ๆ
เธออาศัยจังหวะนี้ รีบตะครุบผ้าขนหนู แล้ววิ่งปรู๊ดไปที่ห้องของตัวเอง
แต่ตอนที่เธอกำลังจะถึงหน้าห้อง ก็ชนเข้ากับฟ่านจิ่นเฉิงที่ถือเสื้อผ้าเดินออกมาจากห้องพอดี
บทที่ 24: ของขวัญอื่นฉันไม่ต้องการทั้งนั้น
สายตาของทั้งสองคนประสานกันกลางอากาศ ราวกับว่าลมหายใจของทั้งคู่หยุดลงในชั่วขณะ
ฟ่านจิ่นเฉิงกลืนน้ำลายลงคออย่างกะทันหัน แล้วพึมพำออกมาเบาๆ “ซี... ซีซี...”
ฟ่านซีซีตกใจ หน้าแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
หัวใจของเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ไม่กล้ามองหน้าเขา แต่ในใจกลับตะโกนออกมาว่า ‘หลบไปนะ! ยืนขวางอะไรตรงนี้’
ในขณะที่บรรยากาศเริ่มแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความอึดอัดระหว่างคนสองคน เสียงไขกุญแจหมุนก็ดังขึ้นจากประตู
ฟ่านจิ่นเฉิงรู้สึกใจหายวาบ รีบเอื้อมมือคว้าตัวฟ่านซีซีเข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูลง
ฟ่านซีซีถูกดึงอย่างแรงจนผ้าขนหนูเกือบหลุด เธอหน้าแดงด้วยความเขินอาย หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิง เมื่อเห็นใบหูขาวเนียนของเด็กสาวตรงหน้าแดงไปถึงปลายหู เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด แล้วกระซิบเสียงต่ำ “ฉันไม่ได้ตั้งใจเข้ามาในห้องเธอ ฉันแค่อยากเอาเสื้อมาให้”
ฟ่านซีซีกำลังจะเอ่ยปาก แต่ก็ได้ยินเสียงพ่อของเธอดังขึ้นจากด้านนอก
“ซีซี ลูกอยู่บ้านรึเปล่า?”
ฟ่านซีซีใช้มือดันฟ่านจิ่นเฉิงเบาๆ แล้วพูดแบบไม่ออกเสียงว่า “ทำยังไงดี?”
“ไม่ต้องกลัว ตอบกลับไป” ฟ่านจิ่นเฉิงกลั้นขำพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มแก้มแดงๆของเธอ
“ซีซี” ฟ่านจื้อซิงร้องเรียกอีกครั้งจากด้านนอก
“ค่ะพ่อ! หนูอยู่บ้าน” ฟ่านซีซีรีบขานรับ
“พ่อไปรับมี่มี่ที่โรงเรียนนะ ลูกกับจิ่นเฉิงหาอะไรกินกันเองก่อน แม่กับคนอื่นๆกำลังทำอาหารเย็นอยู่ที่ร้าน เดี๋ยวพ่อให้มี่มี่กินข้าวที่นั่นแล้วค่อยกลับมา ฝนตกหนักแบบนี้ ลูกกับจิ่นเฉิงอย่าออกไปข้างนอกล่ะ”
“ค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู ฟ่านซีซีก็รีบผลักคนบางคนในห้องออกไป
“พี่จิ่นเฉิง ไปอาบน้ำได้แล้ว”
ฟ่านจิ่นเฉิงรู้ว่าเด็กสาวเขินอาย เลยไม่อยากทำให้เธอโกรธ จึงยอมออกไปแต่โดยดี
“ชาขิงอยู่บนโต๊ะ อย่าลืมดื่มนะ”
“รู้แล้ว!”
ฟ่านซีซีตอบรับพลางรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า
ตอนแรกเธอสวมชุดนอน แต่พอคิดอีกทีก็เปลี่ยนเป็นชุดที่ใส่ไปข้างนอก
หลังจากเป่าผมแห้งแล้ว เธอก็นั่งจิบชาขิงที่ห้องนั่งเล่นอย่างสบายใจ
ชาขิงหมดแก้วพอดี เสียงของพี่จิ่นเฉิงก็ดังมาจากห้องน้ำ
“ซีซี ช่วยหยิบเสื้อผ้าให้หน่อย”
ฟ่านซีซีเอามือกุมขมับ บ้านของเธอมีเสื้อผ้าของพี่จิ่นเฉิงที่ไหนกัน
ไม่มีทางเลือก เธอจึงต้องถือลูกกุญแจไปที่บ้านข้างๆ
พูดถึงห้องของพี่จิ่นเฉิง เธอก็เคยมาหลายครั้งแล้ว แต่เธอไม่เคยหยิบเสื้อผ้าให้เขาเลย!
หลังจากหยิบเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีดำแบบส่งๆ เธอก็หยิบกางเกงในสีดำขึ้นมาแบบเหม่อๆ ก่อนจะยัดมันกลับเข้าไปใหม่
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปพร้อมกับเสื้อผ้า
เมื่อกลับถึงบ้าน เธอเคาะประตูห้องน้ำเบาๆ
“พี่จิ่นเฉิง เสื้อผ้าของพี่”
ฟ่านจิ่นเฉิงเปิดประตูรับเสื้อผ้าอย่างใจเย็น
ส่วนฟ่านซีซีกลับหน้าแดงหันหลังให้ ชายคนนี้เปิดประตูออกมาโดยที่ใส่แค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว แถมยังเปิดประตูกว้างขนาดนั้น ต้องจงใจแกล้งเธอแน่ๆ
ฟ่านจิ่นเฉิงมองเสื้อผ้าที่ครบชุดในมือแล้วยิ้มออกมา อยากให้ยัยตัวแสบอายุครบยี่สิบปีเร็วๆจัง
หลังอาหารเย็น ยังไม่มีใครกลับมาที่บ้าน ฟ่านซีซีรู้สึกเบื่อ เลยเล่นคอมพิวเตอร์ในห้อง
ฟ่านจิ่นเฉิงเดินเข้ามาในห้องของฟ่านซีซีอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วนั่งลงข้างๆเธอ ดูเธอเล่น
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องดังขึ้นจากภายนอก แสงไฟและคอมพิวเตอร์ที่สว่างอยู่เมื่อครู่ดับวูบลง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดในทันที
“กลัวไหม?” ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ
“ถ้ามีพี่อยู่ ฉันไม่กลัวหรอก”
ฟ่านซีซีพูดอย่างใจเย็น ก่อนหน้านี้ในโลกแห่งการฝึกตน เธอเคยเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ากลัวและน่าสะพรึงกลัวกว่านี้มากมาย ทุกครั้งที่ผู้ฝึกตนคนใดคนหนึ่งก้าวข้ามผ่านความทุกข์ยาก สายฟ้าจะแผ่ขยายออกไปหลายล้านลี้ เพียงแค่ไฟดับ เธอจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย
ฟ่านจิ่นเฉิงหัวเราะออกมาเบาๆ “ซีซี วันเกิดฉัน เธอจะให้อะไรเป็นของขวัญ?”
“พี่อยากได้อะไรล่ะ?” ฟ่านซีซีถามอย่างอยากรู้
วันเกิดของพี่จิ่นเฉิงคือวันจันทร์หน้า วันสุดท้ายของเดือนตุลาคม เดิมทีเธอคิดว่าจะพามี่มี่ไปเดินเล่นพรุ่งนี้ แล้วค่อยซื้อของขวัญให้เขา
ฟ่านจิ่นเฉิงเอนตัวเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูเธอแผ่วเบา “วันเกิดครบสิบแปดปีของฉัน ฉันอยากได้ของขวัญพิเศษ”
“อะไร?” ฟ่านซีซีรู้สึกคันหู เลื่อนตัวไปด้านข้าง เอนหลังเล็กน้อย หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“วันนั้น…ช่วยให้ฉันจูบหน่อยได้ไหม?”
ฟ่านจิ่นเฉิงพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา แต่พอพูดจบเขาก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย
เพราะซีซียังเด็ก เขาจึงกลัวว่าเธอจะปฏิเสธ
แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้ เขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน เพราะในชาติที่แล้ว ซ่างตงตอนอายุสิบเก้าปี ในวันเกิดของซีซี กลับฉวยโอกาสตอนที่ซีซีไม่ทันระวังตัว แอบจูบที่หน้าผากของเธอ แถมยังมีคนเห็นตั้งหลายคน ตอนนั้นเขารู้เรื่องก็โกรธมาก โกรธอยู่นานเลย
รู้ไหม ตอนนั้นเขายังไม่เคยจูบซีซีเลยสักครั้ง
ตอนนี้ เวลาได้ย้อนกลับ ชีวิตได้เริ่มต้นใหม่ เขาหวังว่าทุกครั้งแรกของซีซีจะเป็นของเขา เขาต้องการให้ซีซีรู้ตัวตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย
ฟ่านซีซีไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ ในความทรงจำของเธอ พี่จิ่นเฉิงจูบเธอครั้งแรกตอนที่เธออายุสิบเก้าปี นั่นเป็นจูบแรกของเธอด้วยนะ!
เมื่อนึกถึงความหวานชื่นและความเสียดายในชาติที่แล้ว ในใจของเธอก็ตอบตกลงกับคำขอของเขา
“ซีซี ของขวัญอื่นฉันไม่ต้องการทั้งนั้น” ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นว่าเด็กสาวตัวน้อยไม่พูดอะไรออกมา จึงแอบกระซิบ
ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ พลางพยักหน้า “รู้แล้ว! ตกลงก็ได้”
ในชั่วพริบตา อารมณ์ของฟ่านจิ่นเฉิงก็เปลี่ยนจากครึ้มฟ้าเป็นสว่างสดใส ทั้งตัวเหมือนได้ดื่มน้ำผึ้งไปทั้งโหล หวานจนหัวใจแทบละลาย
ด้วยความดีใจจนตัวลอย เขาจึงอุ้มเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าหมุนไปรอบหนึ่ง
“ปึก… เพล้ง...”
มีบางอย่างถูกเท้าของฟ่านซีซีเตะร่วงลงพื้น
น่าอายชะมัด!
ฟ่านซีซีเอามือปิดหน้าพลางพูดว่า “พี่จิ่นเฉิง ฉันกลัวความมืด”
“เดี๋ยวฉันออกไปดูข้างนอกก่อนว่าฟิวส์ขาดหรือเปล่า อย่าเพิ่งซนล่ะ ระวังจะหกล้มเอา” ฟ่านจิ่นเฉิงกลับมามีสติ รีบวางเด็กน้อยในอ้อมแขนลง แล้วคว้าไฟฉายเดินออกไป
ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะคิดอะไรทั้งนั้น ก่อนหน้านี้เด็กน้อยของเขายังบอกว่าไม่กลัวอยู่เลย ไหงถูกอุ้มหมุนไปรอบเดียวถึงกลัวความมืดขึ้นมาได้
ประมาณสิบนาทีต่อมา ฟ่านจิ่นเฉิงก็เดินกลับมา เขาจุดเทียนสองเล่มในห้องนั่งเล่นเพื่อให้แสงสว่าง จากนั้นก็พูดกับฟ่านซีซีว่า “ไฟดับทั้ง ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เลย คงเป็นเพราะสายไฟฟ้าแถวนี้เกิดขัดข้อง คงต้องใช้เวลานานกว่าไฟจะมา”
“ฝนข้างนอกตกเบาลงบ้างหรือยัง?”
“ฝนยังตกหนักอยู่เลย คืนนี้เรานอนเร็วหน่อยก็แล้วกัน”
“ตอนนี้เพิ่งจะหนึ่งทุ่มกว่าเอง เล่นหมากรุกฆ่าเวลากันไหม?”
“ได้สิ!” ฟ่านจิ่นเฉิงหยิบหมากรุกออกมา กำลังจัดเรียงอยู่ ก็มีเสียงคนมาเคาะประตูเสียงดัง
“จิ่นเฉิง จิ่นเฉิง...”
ฟ่านจิ่นเฉิงได้ยินเสียงร้อนรนของแม่ จึงรีบลุกไปเปิดประตู
ฟ่านซีซีก็รีบวางหมากรุกในมือแล้วเดินเข้าไปสมทบ
พอหลิวซิ่งฟางเห็นทั้งสองคน ก็รีบเช็ดน้ำฝนบนใบหน้า แล้วพูดอย่างรวดเร็ว “ซีซี พ่อของเธอไปรับมี่มี่ ระหว่างทางโดนรถสามล้อชน ตอนนี้นำตัวส่งโรงพยาบาลกลางเขตหมี่ซีแล้ว แม่ของเธอ...”
ฟ่านซีซีได้ยินดังนั้น สมองก็พลันว่างเปล่า รู้สึกเหมือนมีเส้นบางอย่างในหัวขาดผึง เธอไม่รอให้ป้าหลิ่วพูดจบ ก็รีบวิ่งออกไปทันที
บทที่ 25: นี่คือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆเหรอ?
ฟ่านจิ่นเฉิงรีบคว้าแขนเธอไว้ “แม่ครับ ลุงกับมี่มี่บาดเจ็บหนักไหม?”
“คนที่มาส่งข่าวบอกว่ามี่มี่แค่ถลอกนิดหน่อย ส่วนพ่อของซีซีบาดเจ็บหนักกว่า แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด ซีซี ไปหยิบเสื้อผ้าสะอาดให้พ่อกับมี่มี่หน่อย เดี๋ยวไปโรงพยาบาลกับจิ่นเฉิง ฉันจะไปปิดร้าน แม่ของเธอกับเจวียนเจวียนไปที่โรงพยาบาลแล้ว”
“ค่ะ” ฟ่านซีซีรีบวิ่งไปที่ห้องของพ่อแม่ หยิบเสื้อผ้ามาสองสามชุด จากนั้นก็ไปที่ห้องของมี่มี่เพื่อหยิบเสื้อผ้าให้เธอสองชุด
ฟ่านจิ่นเฉิงเก็บของใส่กระเป๋า และช่วยฟ่านซีซีหาเสื้อกันฝนมาให้เธอเปลี่ยน จากนั้นทั้งสองคนก็รีบออกจากบ้าน
“ซีซี เธอถือของไว้แล้วถือร่มไหวไหม? เราปั่นจักรยานไปกัน”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ฉันไหว”
ฟ่านจิ่นเฉิงเข็นจักรยานออกมา แล้วพาซีซีซ้อนท้าย ทั้งสองคนฝ่าสายฝนไปยังโรงพยาบาลกลาง
การปั่นจักรยานท่ามกลางสายฝนเป็นเรื่องยาก ดังนั้นฟ่านซีซีจึงแอบโบกมือ ใช้พลังพิเศษของเธอป้องกันลมฝนไม่ให้เข้าใกล้
ฟ่านจิ่นเฉิงตั้งใจปั่นจักรยาน จึงไม่ทันได้สังเกตอะไร แค่คิดว่าฝนเบาลงแล้ว
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ฟ่านซีซีวิ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉิน ไม่ต้องถามใคร เธอก็เห็นพี่สาวของตัวเองทันที
บางทีอาจจะเป็นเพราะรีบร้อนเกินไป เสื้อผ้าของพี่สาวเปียกไปหมดทั้งตัว เธอยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น
เมื่อเห็นน้องสาวของตัวเอง เธอก็รีบโบกมือเรียก
“ตอนนี้พ่อกำลังเข้ารับการผ่าตัดเย็บแผล แม่เฝ้าพ่ออยู่ ส่วนมี่มี่อยู่ที่ห้องพักผู้ป่วยชั้นสอง เธอแค่ถลอกเล็กน้อย แต่หัวโดนของบนรถสามล้อกระแทก กลัวว่าสมองจะกระทบกระเทือน เลยต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลก่อน ทำไมเธอมาคนเดียวล่ะ?”
“พี่จิ่นเฉิงกำลังจอดรถ เดี๋ยวฉันไปดูมี่มี่ก่อน”
“เธอเอาเสื้อผ้ามาให้ฉันด้วยหรือเปล่า?” ฟ่านเจวียนเจวียนถามพลางรับกระเป๋าใบใหญ่จากมือน้องสาวมาดู
“ไม่ได้เอามา ไม่รู้ว่าเสื้อผ้าพี่เปียก เดี๋ยวพี่ลองดูว่าใส่ของมี่มี่ได้ไหม ฉันเอาของมี่มี่มาสองชุด”
……
ภายในห้องพักผู้ป่วย ฟ่านมี่มี่สวมเสื้อผ้าสะอาดแล้ว เธอมองพี่สาวด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าพ่อไม่ไปรับฉัน พ่อก็คงไม่บาดเจ็บแบบนี้”
ฟ่านซีซีเช็ดผมเปียกๆของน้องสาวไปพลาง ปลอบใจไปพลาง “ไม่ใช่ความผิดของเธอ มันเป็นอุบัติเหตุ พ่อจะต้องปลอดภัย”
“จริงสิ แล้วคนขับรถสามล้อที่ชนพวกเธอไปไหนล่ะ ทำไมไม่เห็นเขาเลย?”
ฟ่านมี่มี่พูดเสียงเบา “คุณลุงคนนั้นแก่มากแล้ว บนรถยังมีเด็กอายุประมาณห้าหกขวบร้องไห้อยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ส่งพวกเรามาที่โรงพยาบาลแล้ว เขาก็อาสาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พ่อคิดว่าตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก จึงให้เขากลับไป แต่ว่า...พ่อเสียเลือดมากเลย…”
ฟ่านซีซีตบมือปลอบน้องสาวเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ เธอหิวไหม? พี่จะไปซื้ออะไรมาให้กิน”
“หิวแล้ว พี่รอง ฉันอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
ฟ่านซีซีอดขำไม่ได้ “นี่คือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆเหรอ?”
“ขอไส้กรอกสองอันด้วย” ฟ่านมี่มี่ยิ้มกว้างก่อนจะบอกความต้องการเพิ่ม
ตอนที่ฟ่านซีซีกำลังจะออกไปซื้อของกิน ฟ่านจิ่นเฉิงก็เข้ามาพอดี
“ซีซี เสื้อผ้าของพ่อเธออยู่ไหน?”
ฟ่านซีซีรีบหยิบเสื้อผ้าสะอาดที่อยู่ด้านข้างมาให้ “พ่อผ่าตัดทำแผลเสร็จแล้วเหรอ? งั้นฉันไปกับพี่ด้วย”
“เธอไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวเขาก็ย้ายมานอนห้องนี้แล้ว ตอนฉันขึ้นมาฉันถามหมอแล้ว บาดแผลของลุงไม่หนักมาก มีรอยถลอกตามตัวเยอะหน่อย โดนเศษกระจกจากรถสามล้อบาด เลือดเลยออกเยอะ ดูเหมือนน่ากลัว แต่พรุ่งนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
ฟ่านซีซีถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจก็คลายลง
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพ่อกับฟ่านมี่มี่ยังไม่ได้กินข้าวเย็น เธอก็ลงไปซื้อของกิน
เนื่องจากฟ้ามืดและอากาศไม่ค่อยดี ร้านค้าแถวโรงพยาบาลจึงปิดกันเกือบหมด สุดท้ายเธอก็ต้องซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาแค่ไม่กี่ถ้วยกับไส้กรอกอีกหนึ่งถุง
เพราะคิดว่าฟ่านมี่มี่คงจะตกใจมาก เธอเลยซื้ออมยิ้มมาฝากอีกหนึ่งกล่อง
ระหว่างที่เธอกำลังถือของกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย รถพยาบาลสามคันก็แล่นผ่านหน้าเธอไปจอดเทียบที่หน้าห้องฉุกเฉิน
ต่อมาก็มีบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มหนึ่งรีบร้อนลงมาจากรถ ช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากรถพยาบาลอย่างระมัดระวัง
ด้วยความที่ไม่อยากไปขวางทาง ฟ่านซีซีจึงยืนรออยู่ข้างๆ คิดว่าจะกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วยหลังจากบุคลากรทางการแพทย์จากไปแล้ว
แต่เธอไม่คิดเลยว่าหลังจากที่บุคลากรทางการแพทย์ลงมาจากรถพยาบาลกันหมดแล้ว เธอกลับเห็นเถียนซือซือถูกพยุงลงมาจากรถพยาบาลคันสุดท้าย
เธอคิดว่าตัวเองตาฝาดไป จึงยกมือขึ้นขยี้ตา
พอเธอมองอีกครั้ง พบว่าเถียนซือซือกำลังปลอบเด็กหญิงผมทองตาสีฟ้าคนหนึ่งอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะ แม่ของหนูจะไม่เป็นไร คุณหมอจะช่วยแม่เอง”
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งไปอาเจียนข้างๆ
เถียนซือซือจึงรีบวิ่งตามไปลูบหลังเด็กหญิงเบาๆ
ขณะที่ฟ่านซีซีกำลังเหม่อมองภาพนั้น เธอก็รู้สึกว่าถุงที่ถืออยู่ถูกดึงเบาๆ
“พี่สาว อันฉีเอ๋อร์หิวจนปวดท้องเลยอาเจียนออกมา เธอมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ของกินที่พี่ซื้อมา แบ่งให้ผมหน่อยได้ไหม? รอพ่อของผมมา ผมจะให้พ่อจ่ายเงินให้”
ฟ่านซีซีก้มลงมอง พบว่ามีเด็กชายตัวเล็กอายุสี่ห้าขวบยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ กำลังจ้องมองขนมในมือเธอตาละห้อย
เธอจึงยิ้มและเปิดถุง หยิบอมยิ้มสองอันให้เขา “น้ำตาลในเลือดต่ำกินอันนี้แล้วกัน! แต่พี่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมา ไม่ค่อยมีประโยชน์ คนท้องไม่ดี ไม่ควรกินเยอะ เอาไส้กรอกไหม?”
“เอาครับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผมก็เอา อันฉีเอ๋อร์กินน้ำซุปได้ ผมกินเส้น”
ฟ่านซีซีเห็นท่าทางมุ่งมั่นของเด็กน้อย เธอก็อดหัวเราะไม่ได้
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเขาก็ลงมาจากรถพยาบาลเหมือนกัน เธอจึงถามเบาๆว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ครอบครัวของเธอล่ะ ใครได้รับบาดเจ็บเหรอ?”
“แม่ของอันฉีเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บครับ รถที่พวกเรานั่งมาเกือบถึงเขตหมี่ซี ก็เจอดินถล่ม มีคนบาดเจ็บเยอะเลยครับ”
พอพูดจบ เจ้าหนูน้อยก็แกะอมยิ้มยื่นให้เด็กผู้หญิงที่อาเจียนไม่หยุด
“อันฉีเอ๋อร์ กินอมยิ้มสิ”
ประโยคนี้ดึงดูดความสนใจจากอันฉีเอ๋อร์ได้สำเร็จ และทำให้เถียนซือซือสังเกตเห็นฟ่านซีซีที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เถียนซือซืออุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ “ฟ่านซีซี ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ฟ่านซีซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“ฉัน...ไม่ใช่เรื่องของเธอ” เถียนซือซือรู้สึกหงุดหงิดมาก
เธออาศัยความทรงจำในชาติที่แล้ว ฝ่าฝนมาช่วยคน ทำความดี แต่ฟ่านซีซีมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง?
ฟ่านซีซีก็ขี้เกียจสนใจเธอ ก้มหน้าลงพูดกับเด็กชายตัวน้อยที่จูงมืออันฉีเอ๋อร์วิ่งเข้ามาหาตัวเองว่า “พวกเธอสองคนอย่าวิ่งซนไปทั่วนะ แล้วก็อย่าไปกับคนแปลกหน้า เดี๋ยวคนในครอบครัวจะหาไม่เจอ พี่จะไปแล้วนะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้พวกเธอสองถ้วย”
“พี่สาว ครอบครัวของพี่สาวก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลเหมือนกันเหรอครับ?” เด็กชายตัวน้อยถามด้วยความสงสัย
ฟ่านซีซีพยักหน้าเบาๆ “อืม พ่อกับน้องสาวของพี่ได้รับบาดเจ็บ ยังไม่ได้กินข้าวเลย พี่ก็เลยต้องไปแล้วล่ะ”
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปหาพี่ได้ไหมครับ ห้องพักของพี่อยู่ห้องไหน?”
บทที่ 26: ความใจดีของเธอขึ้นอยู่กับว่าเป็นใคร
ฟ่านซีซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “อยู่ชั้นสอง ห้องที่สองทางขวา”
“พี่สาวช่วยผมชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้หน่อยได้ไหมครับ ผมไม่รู้ว่าจะไปเอาน้ำร้อนที่ไหน ผมอยากไปกินที่ห้องพี่”
เธอลังเลกับคำขอร้องของเด็กน้อยที่ทำตัวสนิทสนม แต่สุดท้ายเธอก็ตอบตกลง
ในขณะที่เถียนซือซือกลับร้อนรน เธอดึงอันฉีเอ๋อร์ที่เอาแต่กินลูกอมแล้วพูดเบาๆว่า “กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่มีประโยชน์หรอกนะ ไปห้องคนแปลกหน้าก็อันตราย ไม่อย่างนั้นพี่ไปซื้อขนมปังให้พวกเธอดีไหม แซนวิชกินได้ไหม?”
จริงๆแล้วฟ่านซีซีอยากจะโต้ตอบเถียนซือซือสักหน่อย แต่พอเห็นฟ่านจิ่นเฉิงที่กำลังเดินออกมาพอดี ความไม่พอใจที่เธอมีต่อเถียนซือซือก็หายวับไปในทันที
“ทำไมลงมานานจัง”
ฟ่านจิ่นเฉิงเดินตรงไปหาฟ่านซีซี เมื่อเห็นว่าเถียนซือซืออยู่ที่นั่นด้วย ดวงตาของเขาก็ฉายแววสงสัย ความเย็นชาในดวงตากำลังก่อตัวอย่างรวดเร็ว
ส่วนเถียนซือซือ เมื่อเห็นฟ่านจิ่นเฉิง มือของเธอก็กำแน่น ความอิจฉาในดวงตาที่ไม่สามารถควบคุมได้กระหน่ำซัดราวกับพายุ ความเกลียดชังเติบโตขึ้นอย่างดุร้ายในใจ
ทำไม ทำไมเขาถึงเห็นแต่ฟ่านซีซี
ฟ่านซีซีดูเหมือนไม่ได้สังเกตอะไร เธอโอบแขนฟ่านจิ่นเฉิงอย่างสนิทสนม “ฉันชวนเพื่อนตัวน้อยสองคนมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ห้องพักผู้ป่วยของเรา รถของพวกเขาและครอบครัวประสบเหตุดินถล่ม น่าสงสารจังเลย”
ดวงตาของฟ่านจิ่นเฉิงหรี่ลงเล็กน้อย ดินถล่มเหรอ?
เขาจำได้ว่าช่วงฝนตกหนักครั้งนี้ ในเขตหมี่ซีมีเพียงจุดเดียวที่เกิดดินถล่มบนถนน มีรถหลายคันติดอยู่พร้อมผู้โดยสาร บางคนได้รับบาดเจ็บ คนที่ถูกส่งมาโรงพยาบาลคือคนที่บาดเจ็บหนัก ส่วนที่เหลือน่าจะอยู่ในหมู่บ้านใกล้ถนน หลังเกิดเหตุหมู่บ้านนั้นยังได้ออกข่าวด้วย
เป็นไปได้ไหมว่าเด็กสองคนนี้...
ไม่ใช่ ถ้าเด็กสองคนนี้เป็นผู้ประสบเหตุบนรถ แล้วเถียนซือซือคนนี้เป็นอะไร?
เด็กสองคนนี้คนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ อีกคนชัดเจนว่าไม่รู้จักเถียนซือซือ เขาติดอยู่ข้างซีซีตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสัมพันธ์เป็นญาติกับเถียนซือซือ
แต่ดึกขนาดนี้แล้ว อีกทั้งสภาพอากาศแย่แบบนี้ คนทั่วไปไม่ควรอยู่บ้านหรอกเหรอ?
“พี่สาว หนูหิว” อันฉีเอ๋อร์ที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอด จู่ๆก็ชี้ไปที่ถุงอาหารในมือของฟ่านซีซี
ฟ่านซีซีเห็นว่าเด็กหญิงพูดภาษาจีนไม่ค่อยแข็งแรง แต่สื่อความหมายได้ชัดเจน เธอรู้สึกสงสาร จึงพูดเบาๆว่า “ได้ พี่จะทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้พวกเธอกินรองท้องไปก่อน พี่จิ่นเฉิง มาช่วยฉันหน่อย”
“ได้” ฟ่านจิ่นเฉิงรับของจากมือซีซี แล้วเรียกเด็กสองคนให้เดินตามไปอย่างครุ่นคิด
กว่าเถียนซือซือจะรู้สึกตัวก็ผ่านไปพักใหญ่ เธออุตส่าห์ลำบากวิ่งไปช่วยคน แล้วยังรับปากผู้หญิงคนนั้นว่าจะดูแลลูกๆของเธอ ความดีความชอบนี้จะปล่อยให้ฟ่านซีซีแย่งไปได้อย่างไร!
เธอพยายามอดกลั้นความหงุดหงิดและความโกรธในใจ ก่อนจะรีบตามพวกเขาไป
ถึงแม้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพวกนั้นจะไม่ใช่ของที่เธอซื้อ แต่เธอก็ยังเบียดเข้าไปช่วยอันฉีเอ๋อร์ฉีกซองเครื่องปรุงให้ เพราะเห็นว่าอันฉีเอ๋อร์ดูหิวจนร้อนใจ
ฟ่านซีซีมองเถียนซือซือที่กระตือรือร้นด้วยสีหน้าแปลกใจ พลางเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลง “เธอบอกว่าจะไปซื้อแซนวิชไม่ใช่เหรอ?”
“ฉัน...”
เถียนซือซือยังพูดแก้ตัวไม่ทันจบ ก็ถูกฟ่านจิ่นเฉิงขัดขึ้นเสียก่อน
“ในฐานะพี่เลี้ยงเด็กสองคนนี้ เธอไม่คิดว่าเธอมีหน้าที่ไม่ปล่อยให้พวกเขาหิวเหรอ?”
เถียนซือซือมองเขาอย่างงงงัน คิดว่าตัวเองหูฝาดไปแล้ว
“ฉัน...ฉันไม่รู้จักพวกเขา ไม่ใช่พี่เลี้ยงของพวกเขา ฉันแค่บังเอิญช่วยพวกเขาไว้ พวกเขา...”
“พวกเธอไม่รู้จักเธอเหรอ?” ฟ่านซีซีหันไปถามเด็กชายตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ
เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ครับ ไม่รู้จัก รถที่พวกเราโดยสารมาประสบอุบัติเหตุ มีคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยเหลือกันเยอะมาก พี่สาวคนนี้ถือร่มยืนดูอยู่ข้างๆ พอรถพยาบาลมาถึง พี่สาวคนนี้บอกกับหมอว่าเธอสามารถดูแลอันฉีเอ๋อร์ได้ เธอก็เลยตามมาที่โรงพยาบาลด้วย”
ดวงตาของฟ่านซีซีวาบขึ้นด้วยแววประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยเน้นเสียงหนักขึ้นเล็กน้อยตอนพูดถึงเถียนซือซือที่ถือร่มยืนดูอยู่ข้างๆ
ต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้พูดถึงธาตุแท้ของเถียนซือซือได้อย่างตรงไปตรงมา ความใจดีของเธอขึ้นอยู่กับว่าเป็นใคร
ในชาติก่อน เถียนซือซือเสียดายที่พลาดโอกาสช่วยเหลือและพลาดเงินรางวัล แต่คราวนี้เธอกลับมาทันเวลา? นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเหรอ?
ในขณะเดียวกัน ฟ่านจิ่นเฉิงก็กำลังคิดถึงปัญหาเดียวกัน เถียนซือซือคนนี้ดูแปลกไป ในชาติก่อนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอเลย แต่ตอนนี้เธอกลับมาช่วยคน?
ผู้หญิงคนนี้ใจดำมาก เธอไม่มีจิตวิญญาณเสียสละแบบนี้หรอก
ในขณะนั้น เถียนซือซือยังคงเน้นย้ำ “ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่รู้จักกัน แต่ฉันก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้ ฉันได้สัญญาไว้แล้ว...”
ฟ่านซีซีไม่อยากฟังเธอพูดพล่ามอีกต่อไป จึงชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้เด็กทั้งสอง แล้วไปบอกพยาบาลที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะพาเด็กๆขึ้นไปที่ห้องพักผู้ป่วยชั้นสอง
เด็กทั้งสองมีมารยาทมาก เมื่อเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยก็รู้จักทักทายคนข้างใน อย่างอ่อนหวาน
เฉินเยว่อิงเป็นคนที่ชอบเด็ก พอเห็นว่าเสื้อผ้าของเด็กทั้งสองเปียก จึงไปต้มน้ำร้อนให้พวกเขาไปอาบน้ำอุ่นในห้องน้ำ เนื่องจากไม่มีเสื้อผ้า จึงให้อันฉีเอ๋อร์ใส่เสื้อของมี่มี่ห่อตัวไว้ ส่วนเด็กชายตัวน้อยที่บอกว่าชื่อเหวยเหวยก็ใส่เสื้อผ้าของฟ่านจื้อซิง
แม้มันจะใหญ่ไปหน่อย แถมยังดูไม่สวยเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่สะอาดและอุ่น
ระหว่างที่พวกเขากำลังกินบะหมี่กันอยู่นั้น ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
ส่วนเถียนซือซือที่ยืนอยู่ข้างนอกนั้น โมโหจนแทบจะอาเจียนเป็นเลือด เสียงหัวเราะและรอยยิ้มเป็นของคนอื่น แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองทำงานมาทั้งคืนโดยไม่ได้อะไรเลย
“ฮัดชิ้ว...”
เถียนซือซือจามออกมา พร้อมกับกอดตัวเองแน่น
เธอรออยู่นาน ก็ยังไม่เห็นเจ้าเด็กสองคนออกมา แถมยังไม่มีใครมาตามหาเด็กๆอีก เธอจึงตัดสินใจลงไปรอข้างล่าง
ยามค่ำคืนยิ่งมืดมิด ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงเริ่มซาลง
เด็กน้อยทั้งสองคนเล่นกันในห้องพักผู้ป่วยอยู่พักหนึ่ง ก็เริ่มง่วงนอน
ฟ่านซีซีจึงอุ้มอันฉีเอ๋อร์ไปนอนบนเตียงของมี่มี่
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงก็ไปยกเตียงเสริมมา เพื่อให้เหวยเหวยนอน
เฉินเยว่อิงมองดูสภาพอากาศภายนอก แล้วพูดเสียงเบาว่า “จิ่นเฉิง พาคนอื่นๆกลับบ้านเถอะ พวกเธอค่อยมาอีกทีตอนเช้าพรุ่งนี้ ระหว่างทางก็ระวังความปลอดภัยด้วย”
“แล้วเด็กน้อยสองคนนี้...”
“ฉันดูแลเอง พ่อแม่ของพวกเขาไม่มาสักที อาจจะติดธุระอะไรสักอย่าง ตอนนี้ฝนใกล้จะหยุดแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมา”
ฟ่านซีซีเห็นอันฉีเอ๋อร์หลับไปแล้ว ส่วนเหวยเหวยยังลืมตามองเธออยู่ เธอลูบศีรษะเขาเบาๆ แล้วถามเสียงนุ่มว่า “เธออยู่ที่นี่ได้ไหม พี่ต้องกลับบ้านแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เช้าเธอยังอยู่ที่นี่ พี่จะเอาของอร่อยมาฝากนะ”
“ได้ครับ ผมจะรอพี่มา” เหวยเหวยกะพริบตาพลางพูดอย่างจริงจัง
“ดีมาก! เด็กผู้ชายนี่แหละกล้าหาญ ไม่งอแง”
เหวยเหวยรู้สึกดีใจที่ได้รับคำชม เขาชอบพี่สาวซีซีที่เพิ่งรู้จักคนนี้มาก
สิ่งที่ฟ่านซีซีไม่รู้ก็คือ หลังจากที่พวกเขาออกจากโรงพยาบาลไปไม่นาน ญาติของเด็กน้อยทั้งสองคนก็รีบร้อนมาถึงโรงพยาบาล ทำให้ทั้งสองฝ่ายคลาดกันอย่างน่าเสียดาย
บทที่ 27: พี่จิ่นเฉิงช่างแสนดีเหลือเกิน
เมื่อกลับมาถึง ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ฟ่านซีซีพบว่าร้านขายของยังเปิดอยู่ แถมไฟฟ้าในย่านนี้ก็กลับมาแล้ว
หลิ่วซิ่งฟางเห็นพวกเขากลับมา ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ทุกคนไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ป้าหลิ่ว ทำไมป้ายังเปิดร้านอยู่ดึกขนาดนี้คะ”
เธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้ป้าหลิ่วบอกว่าจะปิดร้าน
หลิ่วซิ่งฟางถอนหายใจ “ตอนแรกฉันกะว่าจะปิดร้านไปโรงพยาบาล แต่มีคนมาซื้อของกันเยอะมาก พวกเขาบอกว่าถนนที่ไปเขตหมี่ซีเกิดเหตุดินถล่ม รถติดเป็นแถวยาว หลายคันที่ลงมาจากทางด่วนตอนเย็นก็ยังไม่ได้กินข้าว แถวนั้นไม่มีร้านขายของกิน มีคนมาซื้อของกินที่ร้านเราไปเยอะเลย เอาไปส่งให้คนที่นั่น”
“ฉันได้ยินมาว่ามีคนบาดเจ็บเยอะเลย แถมยังมีคนเสียชีวิตด้วย ฝนตกหนักเป็นต้นเหตุแท้ๆ!”
ถ้าไม่ใช่แบบนี้ พ่อของซีซีกับมี่มี่ก็คงไม่บาดเจ็บ!
ฟ่านซีซีเหลือบมองไปที่ชั้นวางของในร้าน บอกเลยว่าของบนชั้นวางแทบจะหมดเกลี้ยง ผลไม้ก็ขายหมดแล้ว
“แม่ ทำไมแม่ไม่ให้จิ่นซินอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่นี่ล่ะ” ฟ่านจิ่นเฉิงถามขึ้น ขณะที่กำลังช่วยปิดร้าน
“เมื่อกี้เธอก็อยู่ที่นี่ แม่เพิ่งให้เธอกลับไปนอน พวกเธอก็รีบกลับบ้านไปนอนเถอะ อ้อ จริงสิ ซีซี วันนี้ที่บ้านเธอไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้าน งั้นเธอไปนอนที่บ้านเราไหม ให้จิ่นเฉิงยกห้องให้เธออยู่ ส่วนเขาก็ไปนอนห้องข้างๆเจวียนเจวียนไปนอนกับจิ่นซินก็ได้”
“หา?” ฟ่านซีซีตกใจเล็กน้อย เธออยากจะบอกว่าจริงๆ เเล้วเธอไม่ได้กลัวการอยู่บ้านคนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สาวของเธอก็อยู่ที่บ้านด้วย
ทางด้านฟ่านจิ่นเฉิงกลับดูยินดี เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย “ได้”
ฟ่านเจวียนเจวียนกระแอมไอเบาๆ “ป้าหลิ่ว ให้จิ่นเฉิงมานอนที่บ้านเราก็ได้ค่ะ เขาไปนอนห้องซีซี ส่วนซีซีไปนอนห้องมี่มี่ พรุ่งนี้เช้าเราจะไปส่งอาหารที่โรงพยาบาล จะได้ตื่นเช้าไปด้วยกันพอดี ไม่ต้องรบกวนจิ่นซิน”
“แบบนั้น...ก็ได้จ้ะ” หลิ่วซิ่งฟางไม่ได้คิดมาก ยังไงซะลูกชายของเธอนอกจากจะนอนที่บ้าน เวลาส่วนใหญ่ก็ไปอยู่บ้านซีซีตลอดอยู่แล้ว
คืนนั้น ฟ่านจิ่นเฉิงนอนบนเตียงของซีซี ห่มผ้าห่มที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวของเธอ เขานอนหลับสบายเป็นพิเศษ
ส่วนฟ่านซีซีรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนติดที่นอน แต่เธอก็ยังอยากนอนบนเตียงของตัวเองมากกว่า
……
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศค่อนข้างเย็น แต่ฟ่านซีซีกลับตื่นเช้าเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ฟ่านจิ่นเฉิงเร็วกว่าเธอ เมื่อเห็นซีซีตื่นขึ้นมา เขารีบยกอาหารเช้าที่ยังร้อนๆมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
“ซีซี เธอกินอาหารเช้าก่อน เดี๋ยวเราไปโรงพยาบาลกัน”
ฟ่านซีซีมองอาหารเช้าในวันนี้ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เช้าตรู่ขนาดนี้ พี่จิ่นเฉิงต้มโจ๊ก ผัดผักสี่อย่างที่เธอชอบกินกับโจ๊ก ทอดไข่ดาวรูปหัวใจ ทำแพนเค้ก อุ่นนม และยังทอดปาท่องโก๋ที่เธอชอบกินอีกสองสามตัว นับว่าเป็นอาหารเช้าที่อุดมสมบูรณ์มาก
เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงช่างเอาใจใส่และมีความอดทนจริงๆ ไม่เพียงแต่ดูแลอารมณ์ของเธอ แต่ยังดูแลท้องของเธอด้วย
“พี่จิ่นเฉิง เรามากินด้วยกันเถอะ!” ฟ่านซีซีไม่ได้กินก่อน แต่เอามือทั้งสองข้างยันคางมองเขา รอเขาอยู่
ฟ่านจิ่นเฉิงรีบนำกล่องอาหารสี่กล่องที่เตรียมไว้ใส่ลงในถุงเก็บความร้อนอย่างรวดเร็ว แล้วจึงนั่งลง
“กินเถอะ! อาหารเช้าที่จะเอาไปโรงพยาบาล ฉันเตรียมเสร็จแล้ว”
“อืม จะให้ปลุกพี่สาวของฉันไหม?” ฟ่านซีซีพบว่าพี่สาวของเธอยังไม่ตื่นเลย
“ไม่ต้องหรอก ให้เธออยู่บ้านดูแลร้านก็แล้วกัน! เดี๋ยวออกไปเธอใส่เสื้อนอกหนาๆหน่อยนะ ข้างนอกค่อนข้างหนาว”
“อืม รู้แล้ว”
ในห้อง ฟ่านเจวียนเจวียนที่เพิ่งตื่นนอน ได้ยินเสียงสนทนาของสองคนในห้องนั่งเล่น จึงตัดสินใจนอนต่อ
เธอคิดว่าที่ฟ่านจิ่นเฉิงให้เธออยู่บ้าน จริงๆแล้วก็เพราะไม่อยากให้เธอเป็นก้างขวางคอแต่เช้าตรู่เท่านั้น
ช่างเถอะ เธอเข้าใจดี คนเก่งย่อมมีงานมาก ฟ่านจิ่นเฉิงควรจะช่วยทำงานบ้านให้เธอมากกว่านี้
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็ออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเมื่อวานมีฝนตกหนัก แม้ตอนนี้ฝนจะหยุดแล้ว แต่บนถนนยังมีน้ำท่วมขัง ฟ่านซีซีแวะไปที่พื้นที่เพาะปลูกของเธอระหว่างทาง
ฟ่านจิ่นเฉิงรู้แค่ว่าซีซีกำลังสร้างพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ แต่ความจริงแล้วนอกจากช่วงแรกๆที่เขามาสองสามครั้ง หลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้เข้ามาอีกเลย
เมื่อพบว่าพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุฝนเมื่อวาน ดอกไม้และต้นไม้ต่างๆยังคงเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์และสวยงาม เขาก็รู้สึกประหลาดใจ
“พี่จิ่นเฉิง ช่วยฉันเก็บสตรอว์เบอร์รีหน่อย” ฟ่านซีซีไม่ได้สังเกตว่าฟ่านจิ่นเฉิงกำลังเหม่อลอย จึงยื่นตะกร้าให้เขา
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางพูดว่า “เธอใช้พื้นที่ได้ดีจริงๆ ชั้นวางดอกไม้พวกนี้ทำได้ดี ทั้งวางของได้ ทั้งช่วยบังฝนให้สตรอว์เบอร์รีที่เธอปลูกไว้ข้างล่างด้วย”
ฟ่านซีซีเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วแอบกะพริบตาอย่างลับๆ พื้นที่เพาะปลูกของเธอไม่ได้รับผลกระทบจากพายุฝน ไม่ใช่เพราะชั้นวางดอกไม้พวกนี้ช่วยบังฝนเท่านั้น แต่เป็นเพราะตอนสร้างพื้นที่เพาะปลูก เธอได้วางค่ายกลปกป้องวิญญาณไว้ในพื้นที่นี้ด้วย!
ในฐานะนักปลูกพืชวิญญาณที่เก่งกาจ การปกป้องพืชวิญญาณที่ปลูกไว้เป็นความสามารถขั้นพื้นฐาน และการวางค่ายกลก็เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด
แน่นอน เรื่องนี้เธอไม่อาจอธิบายให้พี่จิ่นเฉิงเข้าใจได้ ปล่อยให้เขาคิดว่าเป็นเพราะชั้นวางทำได้ดีก็แล้วกัน
หลังจากเก็บสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดเต็มตะกร้าแล้ว ฟ่านซีซีก็หว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นที่ว่างก่อนจะจากไป
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ในห้องพักผู้ป่วยมีเพียงฟ่านมี่มี่อยู่คนเดียว ฟ่านมี่มี่ไม่รอให้ฟ่านซีซีเอ่ยถาม เธอก็พูดอย่างตื่นเต้นขึ้นมา
“พี่รอง พี่รู้ไหม พ่อของเหวยเหวยเป็นถึงผู้นำคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาที่เมืองหมี่เฉิง ส่วนพ่อแม่ของอันฉีเอ๋อร์เป็นแขกคนสำคัญที่เมืองนี้เชิญมา ดูเหมือนจะมาร่วมงานประชุมเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติอะไรสักอย่าง เมื่อคืนหลังจากที่พวกพี่กลับไป ครอบครัวของพวกเขาก็มาถึงพอดีเลย”
“อย่างนี้นี่เอง! แล้วพ่อกับแม่อยู่ไหนล่ะ?” ฟ่านซีซีรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าสมเหตุสมผล
เพราะในชาติก่อน มีคนสามารถให้เงินรางวัลมากมายแก่ชาวบ้านที่เข้าร่วมการช่วยเหลือ แน่นอนว่าคนเหล่านี้ต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
“อ๋อ พ่ออยากออกจากโรงพยาบาล เลยไปหาหมอกับแม่แล้ว พี่รอง วันนี้เราจะไปซื้อจักรยานกันอีกไหม?”
ฟ่านซีซียิ้มและใช้นิ้วดีดหน้าผากน้องสาวเบาๆ “ถ้าหมออนุญาตให้เธอออกจากโรงพยาบาล พี่จะพาเธอไปซื้อ เธอกินข้าวเช้าก่อนเถอะ”
“อืมๆ ตอนเช้าหมอมาตรวจอาการ บอกว่าฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ฉันต้องออกจากโรงพยาบาลได้แน่ๆ พี่รอง พี่ซื้อกระเป๋าหนังสือใบใหม่ให้ฉันได้ไหม เมื่อวานกระเป๋าของฉันโดนรถสามล้อคันนั้นทำพังไปแล้ว”
“ได้ พี่เอาเงินมาแล้ว วันนี้เธอใช้ได้เต็มที่เลย” ฟ่านซีซีพูดด้วยน้ำเสียงใจดี
ฟ่านมี่มี่เม้มปากยิ้ม เธอพบว่าพี่สาวคนที่สองใจกว้างเป็นพิเศษหลังจากหาเงินได้
ในตอนนั้นเอง เสียงประหลาดใจก็ดังมาจากข้างนอก “พี่ซีซี!”
ฟ่านซีซีเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเหวยเหวย เด็กชายตัวน้อยที่เพิ่งเจอเมื่อคืนนี้ ยืนยิ้มให้เธออยู่ที่ประตู
“อ้าว! เธอไม่ได้กลับบ้านเหรอ ทำไมถึงมาที่นี่อีกแล้วล่ะ?” ฟ่านซีซีเดินเข้าไปใกล้ แล้วมองออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นว่ามีเพียงเขาอยู่คนเดียว เธอก็อดแปลกใจไม่ได้
บทที่ 28: พรหมลิขิตช่างมหัศจรรย์
“เมื่อคืนพี่บอกว่าวันนี้จะเอาของอร่อยมาให้ผม ผมก็เลยมาอีก พี่ซีซี ที่แท้พี่ก็สวยขนาดนี้นี่เอง สวยกว่าตอนที่เห็นเมื่อคืนอีก”
ฟ่านซีซีกระแอมไอเบาๆ “กินข้าวเช้าหรือยัง”
“ยังครับ พี่ซีซีเอาของอร่อยอะไรมาให้ผมเหรอ?”
ฟ่านจิ่นเฉิงที่กำลังล้างสตรอว์เบอร์รีอยู่ข้างๆ ก็โบกมือเรียกเจ้าตัวน้อยที่กำลังทำตัวน่ารักออดอ้อนฟ่านซีซี
“ชอบกินสตรอว์เบอร์รีไหม สตรอว์เบอร์รีพวกนี้พี่ซีซีของนายเป็นคนเก็บมาให้เองกับมือเลยนะ อร่อยมาก”
“ชอบครับ ชอบ!”
สายตาของเหวยเหวยถูกดึงดูดไปที่สตรอว์เบอร์รีลูกโตสีแดงสดทันที เขาวิ่งเข้าไปอย่างร่าเริง
“สตรอว์เบอร์รีสวยจังเลย ผมไม่เคยเห็นสตรอว์เบอร์รีลูกใหญ่ขนาดนี้มาก่อน”
ได้ยินเสียงของเจ้าตัวน้อยอุทานขึ้น ฟ่านจิ่นเฉิงก็ยื่นสตรอว์เบอร์รีให้เขาหนึ่งลูก
“บนโต๊ะก็มีอาหารเช้า ถ้าชอบก็กินได้นะ”
“ดีเลย!”
เจ้าตัวน้อยตอบรับพลางกัดสตรอว์เบอร์รีไปด้วย ดวงตาเป็นประกายอยู่ตลอดเวลา
ฟ่านจิ่นเฉิงล้างสตรอว์เบอร์รีครึ่งหนึ่ง เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้เหวยเหวย “เดี๋ยวเอาพวกนี้กลับบ้านด้วยนะ”
“ขอบคุณครับพี่ชาย!”
“กินอาหารเช้าเสร็จแล้วรีบกลับบ้านนะ”
“ผมขออยู่เล่นที่นี่ได้ไหมครับ? วันนี้คุณพ่อมีประชุม ไม่มีเวลาดูแลผม”
เจ้าตัวน้อยวิ่งกลับไปหาฟ่านซีซีอย่างมีไหวพริบ กะพริบตามองเธออย่างน่าสงสาร
ฟ่านซีซียิ้มขำแล้วลูบหัวเขา “พ่อกับแม่ของพี่ไปจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาล อีกสักพักคงต้องไปแล้ว ใครพาเธอมาโรงพยาบาลล่ะ?”
“ผมมากับคุณปู่เวิง เขาไปหาผู้อำนวยการโรงพยาบาล อีกสักพักจะมารับผมครับ”
ทันใดนั้น เสียงคนพูดคุยกันก็ดังมาจากระเบียงทางเดิน
“พวกเราไม่ได้ทำอะไร ไม่ต้องขอบคุณหรอก จริงๆแล้วไม่จำเป็นเลย พูดแล้วก็อายนะ เด็กสองคนนั้นแค่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปสองถ้วยเท่านั้น...”
“น้ำใจไม่ได้วัดกันที่ขนาดหรอก วันนี้ฉันแค่มาช่วยบอกข่าวเท่านั้น พวกคุณไม่ต้องตื่นเต้นไป”
เหวยเหวยได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาทำหน้าเศร้าเล็กน้อย “คุณปู่เวิงมาแล้ว ทำไมมาเร็วจัง”
ฟ่านซีซีอมยิ้ม ลุกขึ้นมองไปที่ประตู
ฟ่านจื้อซิงเข้ามาในห้องผู้ป่วยเป็นคนแรก สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย ส่วนเฉินเยว่อิงถือตะกร้าผลไม้ใบใหญ่มาด้วย
คนที่เดินตามหลังพวกเขาเข้ามาคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลางในชุดเสื้อกาวน์สีขาวและชายชราที่ดูกระฉับกระเฉง
เมื่อเห็นใบหน้าของชายชราคนนั้นชัดเจน ดวงตาของฟ่านซีซีก็เป็นประกาย เธอเคยเห็นชายชราคนนี้มาก่อน ตอนนั้นที่โรงเรียนสอนวาดภาพจีน เขาอยากซื้อดอกไม้ของเธอ
ชายชราคนนั้นก็จำฟ่านซีซีได้ในทันทีเช่นกัน เขาตบขาตัวเองอย่างตื่นเต้นแล้วพูดด้วยความดีใจ “โอ้ ทำไมเป็นเจ้าหนูคนนี้ล่ะ! ฉันตามหาเธอมานานแล้วนะ ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่”
ขณะที่คนอื่นๆกำลังงุนงง เหวยเหวยก็ถามออกมาว่า “คุณปู่เวิง รู้จักพี่ซีซีด้วยเหรอครับ?”
คุณปู่เวิงหัวเราะเบาๆ “จะไม่รู้จักได้ยังไง ที่เขาว่าเรื่องของพรหมลิขิตนั้นช่างมหัศจรรย์ เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ผู้อำนวยการหลี่เห็นท่าทางตื่นเต้นของคุณปู่เวิง จึงถามด้วยความสงสัย “ช่วงก่อนหน้านี้ จงไฮว๋เดินเล่นไปตามถนนใหญ่ทุกวัน บอกว่ากำลังตามหาเด็กสาวขายดอกไม้ ใช่เธอหรือเปล่า?”
คุณปู่เวิงพยักหน้าหงึกๆ “ใช่แล้ว ใช่เธอ หนูน้อย เธอชื่อซีซีใช่ไหม บ้านเธออยู่ที่ไหนล่ะ?”
ฟ่านซีซีรู้สึกอึดอัดในใจ เธอแอบมองพ่อแม่ของตัวเองแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเบา “บ้านหนูอยู่ที่เขตหมี่ซี ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ คุณปู่เวิง ท่านมีธุระอะไรกับหนูหรือคะ?”
“ใช่ๆๆ ก็ดอกไม้ที่เธอขายให้พวกเราครั้งที่แล้วไง ถูกคนจากวิทยาลัยศิลปะปักกิ่งซื้อไปหมดเลย พวกเราอยากซื้อเพิ่มอีกรอบแต่ก็หาที่ซื้อไม่ได้ ฉันรู้สึกไม่สบายใจมาตั้งนานแล้ว...”
ฟ่านมี่มี่เห็นสีหน้าของคุณปู่เวิงที่ดูเสียดายและเจ็บปวดใจ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดพึมพำ “บ้านเรามีดอกไม้เยอะแยะเลย!”
ดวงตาของคุณปู่เวิงเป็นประกาย “จริงหรือ? มีดอกไม้อะไรบ้าง? ขายไหม?”
ฟ่านซีซีกลัวว่าคุณปู่เวิงจะพูดถึงรายละเอียดการขายดอกไม้วันนั้นมากเกินไป จึงพูดอย่างตรงไปตรงมา “หนูมีพื้นที่เพาะปลูก ข้างในปลูกดอกไม้และต้นไม้ไว้มากมาย ถ้าท่านมีเวลาก็ไปดูได้นะคะ”
“ดีเลย! พรุ่งนี้ฉันพาคนไปดูได้ไหม?” คุณปู่เวิงรีบกำหนดเวลาอย่างใจร้อน
ฟ่านซีซีมองไปทางพ่อแม่ของเธอ ยังไม่ทันที่เธอจะถาม ฟ่านจื้อซิงก็พยักหน้า “ได้ครับ บ่ายนี้พวกเราก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“เยี่ยมเลย” คุณปู่เวิงตื่นเต้นก่อนจะนึกถึงธุระที่มาวันนี้
“มานี่สิ หนูซีซี นี่เป็นของขวัญขอบคุณจากรองนายกเทศมนตรีฉิน พ่อของเหวยเหวยนั่นแหละ รู้ว่าพวกเธอเป็นนักเรียน ก็แค่น้ำใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”
ฟ่านซีซีเห็นว่าสิ่งที่คุณปู่เวิงยื่นมาเป็นปากกาหลายด้ามที่บรรจุภัณฑ์สวยงาม และหนังสือนอกเวลาเรียนบางเล่ม เธอจึงรับไว้
“นี่เป็นบัตรกำนัลสองใบสำหรับซื้อของที่เมืองหมี่เฉิง เมืองหลวงแห่งแฟชั่น เมื่อวานเด็กสองคนใส่เสื้อผ้าของพวกเธอกลับบ้าน ก็เลยไม่ได้เอาคืนมา ขอโทษด้วยนะ!”
ฟ่านจื้อซิงโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกครับ เสื้อผ้าของพวกเราไม่ได้มีราคาเท่าไหร่ อีกอย่างใส่ก็ไม่พอดีตัว ใส่ไปแล้วก็แล้วไปเถอะครับ!”
เมื่อคืนมันไม่มีทางเลือกนี่นา
“นี่เป็นแค่บัตรกำนัลเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอก รับไว้เถอะ ไม่ต้องกังวล” คุณปู่เวิงพูดด้วยรอยยิ้ม
ฟ่านซีซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรับบัตรกำนัลไว้
“รบกวนคุณปู่เวิงช่วยขอบคุณพ่อของเหวยเหวยแทนหนูด้วยนะคะ แล้วอันฉีเอ๋อร์เป็นยังไงบ้างคะ? คุณแม่ของเธอไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมคะ?”
ตอนนี้ ผู้อำนวยการหลี่รีบพูดต่อ “ส่งมาทันเวลา ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เมื่อคืนพวกเขาย้ายโรงพยาบาลไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ!” ฟ่านซีซีถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอรู้สึกว่า อันฉีเอ๋อร์ เด็กคนนั้นค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยพูด แถมสุขภาพก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ผู้อำนวยการหลี่และคุณปู่เวิงนั่งคุยกันสักพักก็พาฉินเหวยเหวยออกไป
พอทุกคนกลับไปหมดแล้ว เฉินเยว่อิงก็ถามขึ้นมาทันที “ซีซี ลูกไปรู้จักกับคุณปู่เวิงได้ยังไง แล้วลูกไปขายดอกไม้ที่ไหนกัน?”
ปกติคนที่ซื้อดอกไม้ มักจะซื้อที่ร้านอีเหริน ส่วนคนที่ซื้อดอกไม้อื่นๆก็จะรู้จักพื้นที่เพาะปลูกอยู่แล้ว แต่คุณปู่เวิงดูเหมือนจะไม่รู้จัก
นั่นหมายความว่าลูกสาวไปขายดอกไม้โดยที่พวกเขาไม่รู้
ฟ่านซีซีเกาหัว พูดอย่างยิ้มแย้ม “ช่วงที่บ้านกำลังตกแต่งน่ะค่ะ พี่จิ่นเฉิงมาดูแลเรื่องการตกแต่ง หนูเบื่อๆ ก็เลยออกไปเดินเล่นข้างนอก แล้วได้รู้จักกับพี่ชายคนหนึ่งที่ขายดอกไม้ หนูก็เลยคุยกับเขาเรื่องร่วมธุรกิจ ช่วยเขาขายดอกไม้น่ะค่ะ”
“พ่อกับแม่ลองคิดดูสิคะว่า จะไปขายดอกไม้ราคาแพงพวกนี้ที่ไหนดี”
ฟ่านมี่มี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไปที่ตลาดขายนกและดอกไม้?”
ฟ่านซีซีชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “โรงเรียนสอนวาดภาพจีนที่เขตหมี่ตงยังไงล่ะคะ คนที่เรียนวาดภาพจีนก็ต้องวาดรูปภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้ นก ไม่ก็ดอกเหมย ต้นไผ่ ดอกกล้วยไม้ ดอกบัว ดอกโบตั๋น ดอกเสาเย่า พวกเขาต้องชอบแน่ๆ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ หนูขายหมดอย่างรวดเร็วเลย”
ฟ่านมี่มี่พลันเกิดความเข้าใจ มองหน้าพี่สาวคนที่สองของตัวเองด้วยความชื่นชม “ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ!”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางลูบหัวฟ่านซีซี “ซีซีของพวกเราฉลาดจริงๆ!”
ที่แท้บ่ายวันนั้นเด็กคนนี้ไม่ได้กลับบ้านไปเอาเงิน แต่ไปขายดอกไม้ที่โรงเรียนสอนวาดภาพจีนสินะ?
ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงต่างมองหน้ากันแล้วยิ้ม พูดไปแล้วลูกสาวก็มีหัวการค้าอยู่ไม่น้อย และจัดการกับดอกไม้ใบหญ้าพวกนั้นอย่างอดทน ดูเหมือนว่าเธอจะชอบมันมากจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเธอต้องการทำอะไรเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก พวกเขาจึงไม่คัดค้าน ปล่อยให้เธอทำตามใจ
บทที่ 29: เธอไม่ได้เย้ายวน แค่แสร้งทำเป็น
“พี่รอง เราไปเดินเล่นกันเถอะ!” ฟ่านมี่มี่ดูเหมือนจะทนรอไม่ไหวแล้ว
ฟ่านซีซีมองไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่าง “พี่จะไปที่ ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ ก่อน แม่กลับไปช่วยป้าหลิ่วที่ร้านก่อนได้เลย พี่จิ่นเฉิงจะกลับไปพร้อมพ่อตอนบ่าย เดี๋ยวพี่พาเธอไปเดินเล่นเอง”
ฟ่านมี่มี่เม้มปากเล็กน้อย “พี่รอง ฉันว่าพี่นี่เก่งเรื่องวางแผนขึ้นทุกวันเลย ฉันไป ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ กับพี่ได้นะ”
เธอไม่อยากอยู่โรงพยาบาลแม้แต่น้อย
ฟ่านซีซียังไม่ทันได้พูด เฉินเยว่อิงก็พูดขึ้นมาตัดบท “แม่ว่าก็ดี ทำตามที่ซีซีบอกนั่นแหละ แม่กลับก่อนนะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่นึกในใจว่า จริงๆแล้วเขาไป ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ กับซีซีก็ได้
เขาสามารถไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอได้
แต่เด็กน้อยของเขามีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ได้รวมเขาไว้ในแผนเลย
……
ณ จงติ่งอีห่าวเฉิง
หลังจากผ่านพายุฝนอันโหมกระหน่ำ ต้นไม้ดอกไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ต่างได้รับบททดสอบที่ไม่เคยพบมาก่อน หลายต้นล้มระเนระนาด กลีบดอกร่วงโรย
เนื่องจากโครงการ ‘จงติ่งอีห่าวเฉิง’ ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายในพื้นที่จึงมีเพียงผู้ดูแลเท่านั้น เมื่อเห็นฟ่านซีซีเดินเข้ามาตรวจดูต้นไม้ ลุงยามที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
“ต้นไม้ที่ปลูกไปก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่รอดนะ แต่ต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกเมื่อวานซืนกับเมื่อวานนี่สิ โดนฝนเล่นงานซะแล้ว ตอนแรกก็สวยเชียว ตอนนี้...”
“ลุงคะ หาพลั่วให้หนูสักอันได้ไหมคะ” ฟ่านซีซีเอ่ยถามอย่างใจเย็น ไม่ได้โศกเศร้ากับภาพตรงหน้า
“มีๆๆ เดี๋ยวลุงไปหยิบให้”
ไม่นาน ลุงยามก็เดินกลับมาพร้อมกับพลั่ว ฟ่านซีซีไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลงมือพรวนดินให้ต้นไม้ทันที
ลุงยามยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็ขอตัวไปทำธุระอย่างอื่น
เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าเด็กสาวที่เพิ่งพรวนดินอยู่ตรงนี้หายไปแล้ว แต่ต้นไม้ที่เคยล้มระเนระนาด กลับยืดลำต้นตรงขึ้นมา แม้แต่ดอกไม้ที่กิ่งก้านหัก กลีบดอกร่วงโรย ก็ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม บางต้นยังมีดอกตูมที่เปียกน้ำโผล่ขึ้นมาอีกด้วย
ลุงยามขยี้ตาตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะลงมือรวดเร็วปานนี้ ต้นไม้พวกนี้หลังจากที่เธอได้จัดการให้แล้ว ดูเหมือนกับว่า ‘หายป่วย’ เป็นปลิดทิ้ง
อีกด้านหนึ่ง เด็กสาวผู้คล่องแคล่วก็ไปถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็พาน้องสาวมุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตหมี่ตง
เมื่อมาถึงโซนขายจักรยาน ดวงตาของฟ่านมี่มี่เป็นประกายวิบวับ
“พี่รอง ตะกร้ารถคันนี้สวยจังเลย... คันนี้ก็สวย... ว้าว พี่รอง ซื้อคันนี้แถมเสื้อกันฝนกับกระติกน้ำสวยๆด้วย...”
ฟ่านซีซีมองจักรยานพวกนี้ ไม่รู้สึกว่ามันสวยงามอะไร แต่เมื่อเห็นฟ่านมี่มี่ชอบ เธอก็อดทนพูดว่า “เธอเลือกมาสักคันสิ คันไหนก็ได้ที่เธอชอบที่สุด เลือกแบบผู้หญิงนะ ซื้อเสร็จแล้ว เราจะไปร้าน ‘ฮวาซางจือตู’ กัน”
“ได้ๆ” ฟ่านมี่มี่เริ่มกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว ไม่นานเธอก็เลือกจักรยานสีแดงเลือดหมูคันหนึ่งที่ดูเบาและปราดเปรียว
“พี่รอง ฉันอยากได้คันนี้ แต่มัน...ราคาแพงไปหน่อย”
ฟ่านซีซีมองตาม “สี่ร้อยยี่สิบเอง ไม่แพงหรอก” เธอพูดจบก็จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทำให้ฟ่านมี่มี่รู้สึกตื้นตันใจ
พี่สาวของเธอช่างดีกับเธอจริงๆ
“จริงสิ เธอต้องซื้อกระเป๋าด้วยใช่ไหม ไปดูที่ชั้นสองกัน” ฟ่านซีซีให้พนักงานติดตั้งกุญแจล็อกจักรยานให้ จากนั้นพวกเธอก็ขึ้นไปยังชั้นสอง
ไม่รู้เป็นเพราะศัตรูมักจะโคจรมาพบกันหรือเปล่า หลังจากที่ขึ้นมาชั้นบน เธอก็บังเอิญเห็นเถียนซือซือกำลังเดินชอปปิงอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง
ดูเหมือนว่าศัตรูคู่อาฆาตจะมีสนามพลังบางอย่างระหว่างกัน เพราะเถียนซือซือเองก็เห็นฟ่านซีซีในทันที ใบหน้าของเธอตึงเครียดขึ้นมาในทันใด
แต่ท่าทีของเธอกลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าคนที่เดินอยู่กับฟ่านซีซีคือฟ่านมี่มี่ ไม่ใช่ฟ่านจิ่นเฉิง
“ซือซือ ชอบสร้อยข้อมือเส้นนี้ไหม ฉันจะซื้อให้”
ชายหนุ่มข้างๆเถียนซือซือโอบเอวของเธออย่างเป็นธรรมชาติ แล้วจับมือเธอขึ้นมาลองสวมสร้อยข้อมือ
ร่างกายของเธอแข็งทื่อขึ้นมาทันใด รีบแกะมือของชายคนนั้นออก หางตาเหลือบมองมาที่ฟ่านซีซีแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าฟ่านซีซีไม่ได้สนใจเธอ แถมยังพาน้องสาวเดินไปที่อื่น เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เธอคิดว่าฟ่านซีซีไม่เห็น แต่หารู้ไม่ว่าตอนนี้ฟ่านมี่มี่กำลังนินทาเธออยู่
“พี่รอง เมื่อกี้นั่นเถียนซือซือไม่ใช่เหรอ มีแฟนแล้วแท้ๆ ยังจะมาแย่งพี่จิ่นเฉิงของพี่อีก กล้ามาโอบกอดกันต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้ เธอไม่ละอายใจบ้างเลยเหรอ ดูจากท่าทางแล้ว คงจะเป็นนางจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดแน่ๆ”
ฟ่านซีซีเม้มริมฝีปากยิ้ม “เธอเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์ ไม่ได้เย้ายวน แค่แสร้งทำเป็น”
ฟ่านมี่มี่หลุดขำออกมา “ก็แสร้งทำเป็นจริงๆนั่นแหละ น่ารำคาญเป็นบ้า เหมือนหลินเฉี่ยวเฉี่ยวดาวโรงเรียนเราไม่มีผิด”
ทันใดนั้น ฟ่านซีซีก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เมื่อได้ยินชื่อหลินเฉี่ยวเฉี่ยว
ชาติที่แล้ว หลินเฉี่ยวเฉี่ยวเหมือนจะมีเรื่องขัดแย้งกับมี่มี่ พอโตขึ้นหลินเฉี่ยวเฉี่ยวก็มีนิสัยชอบแย่งผู้ชายของมี่มี่ ใครที่มี่มี่ชอบ หลินเฉี่ยวเฉี่ยวก็จะเข้าไปตีสนิท จนมี่มี่ต้องอกหักกินน้ำตาถึงสองครั้งเพราะผู้หญิงคนนี้
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป หลินเฉี่ยวเฉี่ยวก็ไม่ต่างอะไรกับเถียนซือซือ สรุปคือ น่ารำคาญเหมือนกัน ไม่มีใครดีไปกว่ากัน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงตบบ่าฟ่านมี่มี่เบาๆ แล้วพูดว่า “เถียนซือซือเคยแอบเขียนจดหมายรักให้พี่จิ่นเฉิง แถมยังมาอ่อยแบบเนียนๆ ทำให้พี่เข้าใจผิด ร้ายกาจมาก หลินเฉี่ยวเฉี่ยวที่เธอพูดถึงเหมือนเถียนซือซือไม่มีผิด เธอก็ต้องระวังตัวไว้บ้างนะ ถ้าในอนาคตเธอชอบผู้ชายคนไหน ต้องสอนเขาให้รู้จักผู้หญิงประเภทดอกบัวขาวกับชาเขียวพวกนี้ไว้ ผู้ชายคนไหนที่ผ่านบททดสอบจากผู้หญิงพวกนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรค่าให้ต้องเสียดาย”
ฟ่านมี่มี่พยักหน้ารัวพลางหัวเราะ “รู้แล้วน่า มีแต่พี่รองนี่แหละที่คุยกับฉันแบบนี้ ถ้าเป็นพี่ใหญ่ เธอต้องบอกว่าพี่รองคิดไปไกล สอนน้องเสียคนแน่ๆ”
ฟ่านซีซีพูดอย่างลึกซึ้ง “มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ดูคนให้ดูตอนเด็กๆ ถ้าตอนเด็กๆนิสัยไม่ดี โตขึ้นมาก็ไม่ไปไหนหรอก คนที่ตอนเด็กๆชอบหาเรื่องเรา พอโตขึ้นมาอาจจะยิ่งหนักข้อ ทำร้ายเราแบบที่คาดไม่ถึงเลยก็ได้”
ฟ่านมี่มี่พยักหน้าเห็นด้วย แต่จริงๆแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
ทั้งสองคนใช้เวลาซื้อกระเป๋าไม่ถึงสิบนาที จากนั้นฟ่านซีซีก็เกิดไอเดีย นึกอยากได้เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ล่าสุดกับทีวีสี21นิ้วขึ้นมา จึงจัดการซื้อมันซะเลย แถมยังให้คนเอาไปส่งที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ พร้อมกับจักรยานอีกด้วย
ระหว่างทางไปร้านฮวาซางจือตู ฟ่านมี่มี่ก็อดถามอย่างกังวลไม่ได้ “พี่รอง พี่ซื้อของไปเยอะขนาดนี้ ยังมีเงินซื้อเสื้อผ้าอีกเหรอ ไม่ซื้อได้ไหม?”
“ใช้บัตรกำนัลสิ บัตรกำนัลพวกนี้มีวันหมดอายุนะ ใบละสองร้อย ไม่ใช้ก็เสียดายแย่”
“งั้นพี่ซื้อให้พ่อเถอะ ฉันไม่เอาแล้ว”
ทีวีกับเครื่องซักผ้าแพงมาก ตอนที่พี่สาวคนที่สองจ่ายเงิน หัวใจของเธอถึงกับสั่น!
“เดี๋ยวค่อยดูแล้วกัน! พี่จะซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่จิ่นเฉิง ดังนั้นต้องเลือกดีๆหน่อย”
ฟ่านมี่มี่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า วันจันทร์หน้าเป็นวันเกิดของพี่เขยในอนาคต พูดแล้วเธอก็น่าจะต้องเตรียมของขวัญเหมือนกันนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงถามเสียงเบา “พี่รอง ฉันต้องซื้อของขวัญด้วยไหม?”
“เดี๋ยวดูว่ามีอะไรที่เหมาะๆหรือเปล่า”
[1] ชาเขียว เป็นคำแสลงของจีน หมายถึง ผู้หญิงที่ภาพลักษณ์ดูใสซื่อ แต่ข้างในร้ายลึก เต็มไปด้วยมารยา
บทที่ 30: ความชอบทำให้คนมีความอดทน
เมื่อเข้ามาในร้านฮวาซางจือตู ซึ่งเต็มไปด้วยเสื้อผ้ามีราคา ฟ่านซีซีก็สะดุดตากับเสื้อโค้ทยาวทรงเท่ตัวหนึ่ง เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงต้องใส่แล้วดูดีแน่ๆ เธอจึงซื้อมันทันทีโดยไม่ลังเล
เนื่องจากเธอใช้บัตรกำนัลพิเศษ พนักงานเก็บเงินจึงมองเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณผู้หญิงคะ คุณมีบัตรกำนัลแบบนี้ คุณสามารถขึ้นไปซื้อเสื้อโค้ทขนแกะคุณภาพสูงที่เพิ่งมาใหม่ได้ที่ชั้นสามนะคะ เสื้อสเวตเตอร์ขนแกะก็มี แม้แต่กระโปรงขนแกะสวยๆก็ด้วย ใช้บัตรกำนัลแบบนี้ลดราคาเหลือหนึ่งในสิบเลยนะคะ!”
“จริงเหรอคะ งั้นฉันขอไปดูหน่อย ขอบคุณมากนะคะ!”
ก่อนถึงชั้นสาม ฟ่านซีซีแค่คิดจะลองขึ้นไปดูเล่นๆ แต่เมื่อเห็นเสื้อโค้ทขนแกะคุณภาพดีที่ลดราคาเหลือแค่หลักสิบ ความหลงใหลในการชอปปิงก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เสื้อสเวตเตอร์ขนแกะนุ่มๆ ซื้อ!
กระโปรงขนแกะผิวสัมผัสดีเยี่ยม ซื้อ!
เสื้อโค้ทขนแกะคุณภาพดี ทรงสวย ซื้อ! ซื้อ! ซื้อ!
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า… ไม่นาน เธอก็ซื้อไปทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตัว
แม้แต่ถุงเท้าขนสัตว์ราคาถูกเพียงไม่กี่หยวน เธอก็ซื้อมาเป็นร้อยคู่
จนกระทั่งเงินในกระเป๋าหมดเกลี้ยง เธอจึงหยุด
ฟ่านมี่มี่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามเสียงเบา “พี่รอง พวกเราซื้อเยอะไปหรือเปล่า?”
พนักงานขายได้ยินแบบนั้นก็ยิ้ม “เยอะอะไรกันคะ เมื่อวานมีผู้หญิงคนหนึ่งซื้อไปแจกคนอื่นตั้งห้าร้อยชุดแน่ะ! นี่ก็มีจำนวนจำกัดด้วยนะคะ คนที่ไม่มีบัตรกำนัลซื้อไม่ได้ ไม่งั้นของคงหมดไปนานแล้ว”
ฟ่านมี่มี่ “...อ้อ...สุดยอดไปเลย...”
ห้าร้อยตัว แม้จะลดราคาแล้ว ก็ยังต้องใช้เงินไม่น้อยอยู่ดี!
“เสื้อผ้าค่อนข้างหนัก พวกเราสามารถจัดส่งให้ถึงบ้านได้ค่ะ คุณลูกค้าต้องการให้จัดส่งไหมคะ?” พนักงานขายถามอย่างเอาใจใส่
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ต้องการค่ะ รบกวนช่วยส่งไปที่ร้านอีเหริน ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ด้วยนะคะ”
“ได้ค่ะ รบกวนกรอกแบบฟอร์มด้วยนะคะ”
ฟ่านซีซีกรอกที่อยู่เสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงออกจากร้านฮวาซางจือตูพร้อมกับน้องสาวของเธอ
“พี่รอง พี่ยังมีเงินเหลืออยู่ไหม ฉันคอแห้งแล้ว” ฟ่านซีซีคิดว่ายังมี แต่พอล้วงกระเป๋า กลับพบว่าตัวเองไม่มีเงินแล้ว
“เอ่อ... มี่มี่ อดทนอีกหน่อย กลับบ้านไปค่อยดื่มน้ำแล้วกันนะ”
เมื่อเห็นกระเป๋าเงินของพี่สาวว่างเปล่า ฟ่านมี่มี่ก็ถอนหายใจออกมา “แบบนี้ พวกเรายังจะมีเงินนั่งรถกลับบ้านไหมเนี่ย”
ฟ่านซีซีเกาหัว แล้วยิ้มแห้งๆออกมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่ทว่า ขณะที่เธอกำลังมองรถซานตาน่าที่วิ่งผ่านไปบนท้องถนน ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องขยันหาเงินแล้วซื้อรถยนต์สักคัน
แม้ว่าตอนนี้อายุยังน้อย ไม่สามารถขับรถได้ แต่พี่จิ่นเฉิงขับได้นี่นา!
“ช่างเถอะพี่รอง ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก พวกเรากลับบ้านด้วยการเดินเท้ากันเถอะ เดินประมาณสองชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว” ฟ่านมี่มี่ทำใจยอมรับกับโชคชะตา ใครใช้ให้เธออยากซื้อเสื้อผ้ากันเล่า
ฟ่านซีซีโบกมือ “ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น ตามพี่มา”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถบรรทุกที่ขนส่งเครื่องซักผ้าและทีวีสีก็พาพวกเขาทั้งสองคนกลับมายัง ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’
ฟ่านซีซีนำทีวีสีไปวางไว้ที่ร้าน ส่วนเครื่องซักผ้าและจักรยานถูกส่งไปไว้ที่บ้าน
เมื่อรู้ว่าลูกสาวใช้เงินหมดเกลี้ยงจนไม่มีเงินกลับบ้าน เฉินเยว่อิงก็ทั้งขำทั้งเอือมระทม
“ครั้งหน้าใช้เงินต้องวางแผนหน่อย อย่างน้อยก็ต้องเหลือค่ารถกลับบ้านสิ!” เธอพูดพลางยื่นเงินให้ลูกสาวสองพันหยวน
กระทั่งตอนที่เสื้อผ้าจำนวนมากถูกส่งมาถึง หลิ่วซิ่งฟางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นเงินให้ฟ่านซีซีไปอีกสองพันหยวน
ฟ่านจิ่นซินเห็นฟ่านซีซีกลายเป็นเศรษฐีในพริบตาหลังจากที่เงินหมดไป ก็ได้แต่มองตาค้างด้วยความอิจฉา
แม่ของเธอช่างลำเอียง ไม่เคยให้เงินเธอมากมายขนาดนี้เลย เงินในกระเป๋าเธอมากที่สุดก็แค่ห้าสิบหยวน
ฟ่านจิ่นซินไม่รู้เลยว่า พี่ชายที่แสนดีและลำเอียงของเธอ แอบให้เงินฟ่านซีซี ไปอีกหนึ่งหมื่นหยวน
“ครั้งหน้าออกไปข้างนอกก็เอาเงินไปเยอะๆหน่อย อย่าลำบากตัวเองเลย” ฟ่านจิ่นเฉิงพูดด้วยความอ่อนโยนและเป็นห่วง ก่อนจะนำน้ำอุ่นมาให้ฟ่านซีซีล้างมือล้างหน้า
ฟ่านซีซีเก็บเงินก้อนโตไว้ในกระเป๋า แล้วถามด้วยความสงสัย “พี่จิ่นเฉิง พี่เอาเงินทั้งหมดในบ้านมาให้ฉันหรือเปล่าเนี่ย?”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มขำๆ แล้วจิ้มไปที่ใบหน้าเล็กๆของเธอซึ่งดูสกปรกเล็กน้อย “ช่วงนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ฉันออกไปทำงานพิเศษกับเพื่อน ตอนนี้ยังหาเงินไม่ได้มาก เธอเอาไปเป็นเงินติดกระเป๋าก่อนแล้วกัน”
ฟ่านซีซียิ้มกว้าง ดูมีความสุขเหลือเกิน
แม้ว่าเธอจะไม่สนใจว่าพี่จิ่นเฉิงจะให้เงินเธอเท่าไหร่ แต่การที่เขาให้เงินหนึ่งหมื่นเป็นเงินติดกระเป๋า ก็ถือว่าตามใจเธอมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอชอบที่สุดเวลาพี่จิ่นเฉิงตามใจและเอาใจเธอ
ดังนั้น เธอจึงรับเงินอย่างสบายใจเป็นที่สุด
หลังอาหารเย็น เธอเอาเสื้อผ้าที่เลือกให้พี่จิ่นเฉิงออกมาทีละชิ้นอย่างพิถีพิถัน แล้วนำไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าในห้องของเขา
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงก็เลือกเสื้อผ้าที่เขาคิดว่าเหมาะกับซีซีที่สุดออกมาจากกองเสื้อผ้าอย่างมีรสนิยม
ฟ่านจิ่นซินไม่ได้จับผิดอะไรเป็นพิเศษ เพราะฟ่านซีซีมีรสนิยมในการเลือกซื้อของไม่เลว ของที่ซื้อกลับมาไม่มีชิ้นไหนน่าเกลียด ขนาดก็พอดีกับทุกคน ดังนั้นเสื้อผ้าทั้งหมดจึงถูกแบ่งกันหมดอย่างรวดเร็ว
วันอาทิตย์ ฟ่านซีซีเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ คุณปู่เวิงก็พาคนจากโรงเรียนสอนวาดภาพจีนมาที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’
ตามมาด้วยฉินเหวยเหวย เด็กน้อยคนนั้น
เพราะรู้ว่าเวลาของพวกเขามีค่า ฟ่านซีซีจึงพาพวกเขาไปยังพื้นที่เพาะปลูกโดยตรง
เมื่อเข้าไปข้างใน คุณปู่เวิงและคณะก็เริ่มเที่ยวชมด้วยความตื่นตาตื่นใจโดยไม่ต้องให้เธอเชิญชวน
“ไม่คิดเลยว่าหมี่ซีจะมีสถานที่วิเศษแบบนี้!”
“พื้นที่ตรงนี้สร้างขึ้นมาได้สวยงามมาก! เขียวชอุ่ม ดอกไม้บานสะพรั่ง อากาศบริสุทธิ์ กลิ่นดอกไม้หอมละมุน ที่นี่เงียบสงบและงดงามเหลือเกิน...”
“นี่คือสถานที่ในฝันที่ฉันอยากมาวาดภาพเลย!”
“อยากย้ายมันไปไว้ที่โรงเรียนสอนวาดภาพจีน...”
คุณปู่เวิงเดินดูรอบหนึ่ง แล้วมองเด็กสาวที่นั่งอยู่บนชิงช้าด้วยความรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง
“หนูซีซี เธอเป็นคนดูแลที่นี่ทั้งหมดเลยหรือ?”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ค่ะ หนูชอบดอกไม้และต้นไม้พวกนี้มาก รู้สึกว่าการดูแลพวกมันก็ง่ายดีนะคะ”
คุณปู่เวิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ความชอบทำให้คนมีความอดทน”
ฟ่านซีซีกำลังจะพยักหน้า หลี่จงไฮว๋ที่อยู่ข้างๆ ก็เดินเข้ามาอย่างกะทันหัน แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านผู้อำนวยการครับ ผมอยากให้นักเรียนของผมมาวาดภาพเหมือนที่นี่ ท่านคิดว่าอย่างไรครับ?”
คุณปู่เวิงมองไปรอบๆ แล้วหันไปมองเด็กสาวที่ยิ้มแย้มตรงหน้า “หนูน้อย เธอคิดว่าพวกเราจะร่วมมือกันได้ไหม ให้พวกเราสร้างห้องเรียนวาดภาพเหมือนที่นี่ พวกเราจะออกค่าใช้จ่ายเอง นักเรียนที่มาวาดภาพเหมือนก็จะช่วยดูแลดอกไม้และต้นไม้ให้เธอด้วย นอกจากนี้ ตอนที่ฉันเข้ามา ฉันเห็นว่าด้านหลังของพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ยังมีที่ดินอีกมาก พวกเราจะช่วยซื้อให้เธอบางส่วน เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ใหญ่ขึ้นเป็นการตอบแทน เธอคิดว่าอย่างไร?”
ฟ่านซีซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่พอคิดอีกที ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรไม่ดี จึงพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา
“ได้ค่ะ ถึงตอนนั้นหนูอาจจะได้เรียนฟรี ได้เรียนวาดภาพจีนกับคุณปู่เวิงด้วยนะคะ!”
การที่พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นสถานที่วาดภาพเหมือนของโรงเรียนสอนวาดภาพจีน ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ แต่ยังช่วยกระตุ้นธุรกิจของร้านอีเหรินอีกด้วย!
จบตอน
Comments
Post a Comment