บทที่ 31: โอ้โห สองคนนี้ช่างเหมาะสมกันจริงๆ!
คุณปู่เวิงหัวเราะเสียงดัง “ได้สิ ได้สิ ต่อไปเธออยากเรียนอะไร ฉันก็สามารถสอนเธอได้ ถ้าฉันไม่อยู่ เสี่ยวหลี่ก็สามารถสอนเธอได้ เสี่ยวฉีกับเสี่ยวเฉินก็วาดรูปเก่งมาก...”
“ใช่ ฉันก็สามารถสอนเธอได้ ซีซี มีอะไรอยากเรียน ถามฉันได้เลย ต่อไปฉันจะมาบ่อยๆ” หลี่จงไฮว๋พูดด้วยรอยยิ้ม
เมื่อทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง ทุกคนต่างก็มีความสุข ส่วนคุณปู่เวิงก็เป็นคนลงมือทำทันที จึงรีบพาลูกน้องไปซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียง
ฟ่านซีซีคิดว่าพวกเขาคงจะต้องพบกับอุปสรรคในการไปครั้งแรกอย่างแน่นอน เพราะตอนที่พี่จิ่นเฉิงไปซื้อที่ดินนั้น พวกเขายินดีขายให้เพียงแค่สิบไร่เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด
ไม่รู้ว่าคุณปู่เวิงและคนอื่นๆไปพูดคุยกับพวกเขาอย่างไร แต่พอถึงตอนเเที่ยง ที่ดินทั้งหมดรอบๆพื้นที่เพาะปลูกก็ตกเป็นชื่อของฟ่านซีซีด้วยสัญญาเพียงฉบับเดียว
พอตกบ่ายก็มีนักออกแบบมาถึง เพื่อวางแผนพื้นที่เพาะปลูกและห้องเรียนวาดรูปใหม่
ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงถึงกับพูดไม่ออก เมื่อรู้ว่าคุณปู่เวิงและคนอื่นๆที่มาซื้อดอกไม้ ได้พูดคุยเรื่องความร่วมมือใหม่กับลูกสาวของพวกเขา
หลิ่วซิ่งฟางเป็นฝ่ายพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “ฉันว่าร้านของพวกเราน่าจะเพิ่มรายการสินค้าอีกสักหน่อยนะ เช่น กระดาษวาดรูป อุปกรณ์วาดรูป อะไรพวกนี้”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ใช่ค่ะ สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ นอกจากนี้ หนูคิดว่าเราต้องจ้างคนเพิ่มอีกสักคนสองคน เพราะต่อไปพวกคุณอาจจะยุ่งมากจนไม่มีเวลา”
เฉินเยว่อิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ซีซี เพื่อนของลูก อวี๋เสี่ยวอิน พ่อกับแม่เขานิสัยดีนะ พวกเขาก็ยังไม่มีงานทำ ได้ยินมาว่าแม่ของเสี่ยวอินเคยเป็นแม่ครัวร้านอาหาร ทำอาหารอร่อยมาก แม่เลยคิดว่าจะให้เขามาทำอาหาร ดูแลร้านอาหารเล็กๆนั่น ส่วนพ่อของเสี่ยวอินถนัดงานเกษตร ชอบปลูกต้นไม้ดอกไม้ อีกทั้งยังเป็นคนซื่อสัตย์ แม่ว่าจะให้เขาไปช่วยลูกที่พื้นที่เพาะปลูก ลูกคิดว่ายังไง?”
ฟ่านซีซีไม่มีความเห็นใดๆ จึงพยักหน้า “ได้ค่ะ พวกแม่ตัดสินใจกันเองเลยค่ะ”
“งั้นแม่จะหาโอกาสไปคุยกับพวกเขานะ”
“อืม”
“จริงสิ พรุ่งนี้วันเกิดของจิ่นเฉิง พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นเช้ามาทำอาหารเช้านะ อย่าให้จิ่นเฉิงเจ้าของวันเกิดต้องมาคอยปรนนิบัติลูกแต่เช้า” เฉินเยว่อิงกำชับด้วยท่าทางจริงจัง
ฟ่านซีซีแลบลิ้นออกมาอย่างล้อเลียน เธอไม่ใช่ฮองเฮาสักหน่อย ทำไมต้องใช้คำว่าปรนนิบัติด้วย พี่จิ่นเฉิงอย่างมากก็แค่ช่วยเธอตักข้าวเช้า แบกกระเป๋า ช่วยเธอจำของที่ต้องเอาไป แล้วก็ไปโรงเรียนพร้อมกันเท่านั้นเอง
แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้จะตื่นเช้าหน่อย ทำบะหมี่อายุยืนกับไข่ดาวรูปหัวใจให้พี่จิ่นเฉิง
ก่อนหน้านี้เธอไม่มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร แต่ตอนนี้เธอเชื่อมั่นว่าเธอจะทำบะหมี่อายุยืนกับไข่ดาวรูปหัวใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
คืนนี้ เธอนอนเร็วกว่าปกติ เพราะคิดว่านอนเร็ว ตื่นเช้า จะได้ทำอาหารเช้าสุดพิเศษของเธอได้สำเร็จ
……
รุ่งอรุณในเช้าวันต่อมา ขณะที่ฟ่านซีซีกำลังหลับไหล เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาและแสนหวาน
“ซีซี ฉันมารับของขวัญวันเกิดแล้วนะ!”
สิ้นเสียง เธอก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสบางอย่างที่หน้าผาก ราวกับถูกขนนกสัมผัสอย่างแผ่วเบา ราวกับลมอ่อนๆพัดผ่าน หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ยังไม่ตื่นดี
พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าจิ่นเฉิงนั่งอยู่ข้างเตียง มองเธอด้วยรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยน สมองของเธอยังไม่ทันประมวลผล ปากของเธอก็เอ่ยออกไปก่อนแล้ว
“พี่จิ่นเฉิง สุขสันต์วันเกิด!”
“ขอบคุณนะ! คุณป้าบอกว่าเธอจะทำอาหารเช้าให้ฉันเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาอุ้มร่างเล็กที่เพิ่งตื่นจากผ้าห่ม
ใบหน้าของฟ่านซีซีแดงก่ำ เธอรีบมองไปที่นาฬิกาปลุกข้างเตียง
หกโมงห้าสิบนาทีแล้ว ถ้าเธอไม่รีบลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า พวกเขาจะไปโรงเรียนสาย
“รอฉันแปบหนึ่งนะ ฉันจะรีบแล้ว” ฟ่านซีซีรีบลงจากเตียง เธอเกาผมยาวที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย
ทันใดนั้น เธอก็เห็นจิ่นเฉิงกำลังพับผ้าห่มให้เธออย่างตั้งใจ เธอจึงรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปหาเขา และจูบที่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะถอยกลับมาแสร้งทำเป็นหยิบเสื้อผ้า
ฟ่านจิ่นเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบแก้มข้างที่ถูกจูบอย่างอารมณ์ดี เขามองเด็กสาวที่แอบจูบเขาแล้วหน้าแดงด้วยความเขินอาย หัวใจของเขาพองโตด้วยความสุข เขาเป็นห่วงว่าเธอจะเอาแต่หันหลังให้แบบนี้ จึงพูดหยอกล้อเธอด้วยรอยยิ้ม “ซีซี จริงๆแล้วเธอจูบฉันตรงๆเลยก็ได้นะ”
มือที่กำลังหยิบเสื้อผ้าของฟ่านซีซีสั่นเล็กน้อย เธอหันกลับมาแล้วพูดว่า “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว พี่ออกไปเร็วๆสิ ยังอยากกินอาหารเช้าที่ฉันทำให้หรือเปล่า”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางชี้ไปยังเสื้อผ้าที่เขาเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เช้า “วันนี้ใส่ชุดนี้สิ เข้ากับเสื้อผ้าของฉัน”
พอพูดจบ เขาก็ปิดประตูเบาๆแล้วเดินออกไป
แต่ทว่า หลังจากออกไปแล้วเขาก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล ยืนยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่หน้าห้อง
ฟ่านเจวียนเจวียนที่เพิ่งออกมาจากห้อง เห็นฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มร่าตั้งแต่เช้าตรู่ราวกับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง เธอจึงมองไปที่ห้องของฟ่านซีซีด้วยความสงสัย
“นายทำอะไรน่ะ ยิ้มหน้าบานเชียว ได้เงินหรือไง?”
ฟ่านจิ่นเฉิงตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “มีความสุขยิ่งกว่าได้เงินอีก”
ฟ่านเจวียนเจวียนเบะปากใส่เขา ไม่สนใจเขาอีกต่อไป ยังไงซะความสุขและความทุกข์ของเขาก็เกี่ยวข้องกับฟ่านซีซีอยู่แล้ว
จนกระทั่งน้องสาวของเธอออกมาจากห้อง ฟ่านเจวียนเจวียนก็เข้าใจทันทีว่าทำไมฟ่านจิ่นเฉิงถึงมีสีหน้าเบิกบานอย่างนั้นอยู่หน้าประตูห้อง
วันนี้ฟ่านซีซีสวมชุดเดรสแขนยาวสีขาว ผมถูกมัดขึ้นครึ่งหนึ่ง ปล่อยอีกครึ่งหนึ่งยาวลงมาบนไหล่ ใบหน้าเล็กๆอันงดงามนั้นมีสีแดงระเรื่อ สวยจนเปล่งประกาย แม้กระทั่งเส้นผมที่ปลิวไสวตามสายลมก็ยังช่วยเสริมให้เธอดูดี วันนี้เธอช่างเหมือนเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงนั้น สวมชุดสูทสีขาวเข้ารูป ผมหวีเรียบร้อย ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วก็ดูเปล่งปลั่งขึ้นเพราะอารมณ์ดี บวกกับชุดสีขาวที่ช่วยเสริมให้เขาดูสง่างาม ยิ่งทำให้คนนึกถึงคำว่าเจ้าชายรูปงามได้ง่ายๆ
เหอะ ทั้งสองคนช่างเหมาะสมกันจริงๆ!
อารมณ์ของฟ่านซีซีก็ดีเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เธอตั้งใจจะไปทำอาหารเช้าด้วยความรัก จึงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าแปลกๆของพี่สาวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคืนแม่เตรียมบะหมี่ไว้ให้แล้ว ดังนั้นฟ่านซีซีจึงแค่ต้มน้ำก็พอ
ส่วนไข่ดาวรูปหัวใจ เธอเคยทำมาหลายครั้งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ที่ตำหนักหลิงซีเธอก็มักจะฝึกทำบ่อยๆด้วยความคิดถึง ดังนั้นไม่ถึงห้านาที เธอก็ทำไข่ดาวรูปหัวใจที่สมบูรณ์แบบออกมาได้
ไข่ดาวจานนั้นมีรูปร่างสมบูรณ์แบบ เส้นสายลื่นไหล ไข่สดใหม่ อวบอิ่ม ราวกับภาพวาด
ยังไม่หมดแค่นั้น เพื่อแสดงถึงความจริงใจ ฟ่านซีซียังใช้ทักษะที่ยอดเยี่ยมของเธอ จัดเรียงบะหมี่ที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆบนจานขนาดใหญ่ เป็นตัวอักษรงดงามสี่ตัวว่า ‘สุขสันต์วันเกิด’
แถมด้วยผักใบเขียวเล็กน้อยประดับประดา ตกแต่งด้วยดอกกุหลาบที่แกะสลักอย่างสวยงามจากมะเขือเทศ ซอสเนื้อหนึ่งถ้วยเล็กๆ และซุปสีเขียวมรกตอีกหนึ่งถ้วย สมบูรณ์แบบ!
เมื่อมองผลงานชิ้นเอกของฟ่านซีซี ฟ่านเจวียนเจวียนก็ตกตะลึงจนแทบไม่ได้สติอยู่พักใหญ่ แม้แต่ในดวงตาของฟ่านจิ่นเฉิงก็ยังฉายแววประหลาดใจและปลื้มปริ่ม
“สวย...สวยจัง! ฟ่านซีซี เมื่อคืนนี้เธอไม่ได้ฝันว่าได้รับมรดกตกทอดจากเทพเจ้าแห่งการทำอาหารมาหรอกเหรอ? ครั้งที่แล้วเธอทอดไข่ดาวรูปหัวใจเป็นชั่วโมง ทอดไข่เสียไปยี่สิบฟอง วันนี้โลกกลับขั้วแล้วเหรอ!”
ฟ่านซีซีเลิกคิ้ว “ไม่กล้าเป็นเทพเจ้าแห่งการทำอาหารหรอก แค่เป็นพ่อครัวเทพได้ก็พอ!”
บทที่ 32: ครูใหญ่ตามหาฉันทำไม
ฟ่านเจวียนเจวียนหลุดขำออกมา
“ก็ได้ พ่อครัวเทพ แล้วอาหารเช้าของฉันล่ะ ไม่มีเลยเหรอ มีแต่ของฟ่านจิ่นเฉิงอย่างเดียว?”
ฟ่านซีซีพยักหน้าอย่างองอาจ “แน่นอนสิ พี่ไม่ได้เกิดวันนี้สักหน่อย จะมาเพลิดเพลินกับฝีมือของพ่อครัวเทพได้ยังไง”
ฟ่านมี่มี่ที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ ได้ยินคำพูดของพี่สาวคนที่สอง ก็ยิ้มแล้วชูนิ้วโป้งให้ “พี่รองสุดยอด”
ฟ่านเจวียนเจวียนทำตาขาวใส่ “ฟ่านมี่มี่ พี่ไม่มีอะไรกิน เธอก็ไม่มีเหมือนกัน โง่จริง!”
ส่วนฟ่านจิ่นซินที่กำลังจะเข้ามากินอาหารเช้า พอได้ยินบทสนทนาของพวกเธอก็หันหลังกลับทันที
ไม่ต้องพูดถึงว่าฟ่านซีซีไม่ได้ทำอาหารเช้าให้เธอ แม้ว่าจะทำให้ เธอก็จะไม่กิน
ยังไงซะ ในร้านสะดวกซื้อก็มีของกินเต็มไปหมด จะกินอะไรเป็นมื้อเช้าก็ได้
เพียงแต่ไม่รู้ทำไม ในใจของเธอกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เธอไม่เคยทอดไข่รูปหัวใจให้พี่ชาย แต่เขาก็ไม่เคยทำให้เธอเหมือนกัน!
……
โรงเรียนมัธยมปลายที่สาม เมืองหมี่เฉิง
ชุดคู่รักของฟ่านซีซีและฟ่านจิ่นเฉิงกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนอย่างรวดเร็ว ใครที่พบเห็นก็อดไม่ได้ที่จะมองหลายครั้ง
ฟ่านจิ่นเฉิงแอบดีใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
ส่วนฟ่านซีซีนั้นเขินอาย แต่เธอก็ดูร่าเริงกว่าปกติมาก วันนี้ในห้องเรียน เธอจึงยกมือตอบคำถามครูเป็นครั้งคราว และหลังเลิกเรียน เธอก็จงใจพาฟ่านจิ่นเฉิงไปเดินเล่นนอกห้องเรียนอย่างเปิดเผย
เพียงแค่ครึ่งวันผ่านไป นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนต่างก็เห็นเงาร่างสีขาวสะอาดตาของทั้งคู่
หนึ่งในนั้นคือเถียนซือซือจากห้อง1
ในเวลานี้ เถียนซือซือทั้งอิจฉาและเกลียดชัง เธอโกรธจนใช้ปากกาขีดฆ่าสมุดเล่มหนึ่งจนขาดวิ่น
เธอรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฟ่านจิ่นเฉิง เธอเเอบเตรียมของขวัญวันเกิดให้เขา เป็นเข็มกลัดที่สวยงามอันหนึ่ง
เธอจำได้ว่าในชาติก่อน ฟ่านจิ่นเฉิงชอบติดเข็มกลัดมาก
แต่ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าควรให้ของขวัญนี้ดีไหม
ฟ่านจิ่นเฉิงคงไม่รับของขวัญจากเธอหรอก
ขณะที่เธอกำลังรู้สึกหดหู่ เสียงประกาศของโรงเรียนก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
[ขอเชิญฟ่านซีซี นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 ไปที่ห้องครูใหญ่ทันที ขอเชิญฟ่านซีซี นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ห้อง6 ไปที่ห้องครูใหญ่ทันที!]
เสียงประกาศดังสนั่น ทุกคนต่างสงสัย
“ทำไมถึงเรียกฟ่านซีซีให้ไปห้องครูใหญ่ล่ะ?”
“ใครจะรู้ล่ะ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย...”
“ไปห้องครูใหญ่ คงไม่ใช่เรียกผู้ปกครองหรอกนะ ฟ่านซีซีทำอะไรลงไป?”
เถียนซือซือก็รู้สึกตื่นเต้น เธอภาวนาให้ฟ่านซีซีทำผิด และอยากจะวิ่งไปดูเรื่องวุ่นวายที่ห้องครูใหญ่เสียเหลือเกิน
ส่วนฟ่านซีซีที่ได้ยินเสียงประกาศก็รู้สึกงงงัน
‘ครูใหญ่ตามหาฉันทำไม’ เธอคิดในใจ
ด้านฟ่านจิ่นเฉิงก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ฉันไปเป็นเพื่อนเธอก็ได้”
“ไม่เป็นไร ฉันไปแปบเดียวเดี๋ยวก็กลับ คงไม่มีอะไรหรอก” ฟ่านซีซีปิดหนังสือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไปท่ามกลางสายตาของทุกคน
แม้ห้องทำงานของครูใหญ่จะไม่ได้อยู่ไกล แต่ฟ่านซีซีก็ใช้เวลาเดินประมาณห้าหกนาที พอเธอมาถึงก็พบว่าข้างในมีคนอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีคนแบกกล้องวิดีโอมาด้วย
ฟ่านซีซีรู้สึกใจหายวาบ ‘นี่เขากำลังจะถ่ายอะไรกัน?’ เธอคิดอย่างสงสัย
หัวหน้าฝ่ายวิชาการเป็นคนแรกที่เห็นฟ่านซีซี เขาจึงรีบเดินเข้ามาหาและเรียกเธอเข้าไป
“ฟ่านซีซี นี่คือทีมงานจากสถานีโทรทัศน์เมืองหมี่เฉิง พวกเขามาสัมภาษณ์เธอ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอช่วยเหลือเด็กสองคนเมื่อคืนวันเสาร์น่ะ” หัวหน้าฝ่ายวิชาการอธิบายให้เธอฟังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและภาคภูมิใจ
ฟ่านซีซีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จริงๆแล้วเธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น ถึงขั้นต้องให้มาสัมภาษณ์
ครูใหญ่เห็นเธอไม่พูด จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องประหม่า พวกเขาแค่จะถามคำถามเธอไม่กี่ข้อ ตอบตามจริงก็พอ”
“อ้อ งั้นพวกคุณถามเลยค่ะ!” ฟ่านซีซีตั้งสติได้แล้ว เธอมองไปที่นักข่าวหญิงที่ถือไมโครโฟนเดินเข้ามาหาเธอ
“น้องฟ่านซีซีคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าตอนนั้นทำไมถึงยอมช่วยเด็กสองคนนั้น ตอนนั้นคิดอะไรอยู่?”
จริงๆแล้วฟ่านซีซีอยากจะบอกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหนูน้อยเหวยเหวยดึงกระเป๋าเธอแล้วขอของกิน เธอก็คงไม่ยื่นให้พวกเขากินหรอก
เพราะเด็กสมัยนี้ต่างก็ถูกสอนมาว่า อย่ากินของของคนแปลกหน้า
แต่คนเขากำลังสัมภาษณ์ พูดแบบนี้ก็ดูจะไม่ดี เธอจึงพูดว่า “วันนั้นฝนตกหนักมาก อากาศไม่ดี พ่อกับน้องสาวของฉันโดนรถสามล้อชนเลยถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนกลางคืนยังไม่ได้กินอะไร เด็กสองคนนั้นขึ้นรถพยาบาลมาโรงพยาบาลพร้อมกัน ไม่มีผู้ปกครองมาด้วย ไม่ได้กินอะไร แถมเด็กคนหนึ่งยังมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตอนนั้นบุคลากรทางการแพทย์ก็ยุ่งกันหมด เด็กน้อยน่ารักสองคนนั้นมองมาที่ฉันตลอด แววตาแบบเดียวกับที่น้องสาวชอบทำเวลาอ้อนขอของกิน ฉันเลยไม่คิดอะไรมาก แล้วแบ่งของที่ซื้อให้น้องสาวให้พวกเขากินค่ะ”
“จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายขนาดนั้น ตอนค่ำมืด เด็กสองคนไม่มีครอบครัวอยู่ข้างกาย ทั้งเปียกทั้งหนาว ถ้าทุกคนเห็นเข้าก็คงไม่ปล่อยผ่านหรอกค่ะ คืนนั้นคนที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจริงๆ คือบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลกลางต่างหาก”
“ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพราะน้องฟ่านจิตใจดี ได้ยินมาว่าน้องฟ่านซีซีเรียนข้ามชั้นมาอยู่มัธยมปลายปี3 ไม่ทราบว่าอนาคตอยากเข้ามหาวิทยาลัยอะไรคะ?”
ฟ่านซีซีแปลกใจเล็กน้อย การสัมภาษณ์แบบนี้ต้องถามเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ
แต่เธอก็ยังตอบกลับอย่างจริงจังว่า “ฉันอยากเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ปังกิ่งค่ะ”
“ที่แท้น้องฟ่านก็มีความฝันอยากเป็นแพทย์ช่วยชีวิตผู้คน หวังว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าของน้องฟ่านจะสมปรารถนานะคะ!”
“ขอบคุณค่ะ! ฉันจะพยายามให้เต็มที่”
“อาศัยโอกาสนี้ น้องฟ่านซีซีมีอะไรอยากจะฝากถึงผู้ชมที่กำลังชมรายการอยู่ไหมคะ?”
ฟ่านซีซีพยายามอดกลั้นที่จะไม่กรอกตาใส่คำถามนั้น ทำไมเธอต้องมีอะไรจะพูดกับคนที่ไม่รู้จักกันด้วย
แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ เธอก็พูดอย่างจริงใจว่า “ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายที่สาม เมืองหมี่เฉิง และฉันรู้สึกขอบคุณครูใหญ่ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และคุณครูทุกท่านที่คอยสั่งสอนอบรมฉันมาอย่างดี เพื่อความฝันในการเป็นแพทย์ของฉัน ฉันจะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ฉันก็อยากจะเตือนผู้ชมที่กำลังชมรายการอยู่ว่า ขับรถด้วยความระมัดระวังในวันที่ฝนตกนะคะ ชีวิตมีค่า!”
“ขอบคุณน้องฟ่านซีซีค่ะ! นี่คือบัตรของขวัญ เป็นทุนการศึกษาที่มอบให้กับน้องฟ่านซีซี โปรดรับไว้ด้วยนะคะ”
“ยัง...ยังมีทุนการศึกษาอีกเหรอคะ?” ฟ่านซีซีทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ครูใหญ่อธิบายด้วยเสียงเบาๆว่า “เด็กสองคนที่เธอช่วยไว้ พวกเขารู้จักบุญคุณนะ ทุนการศึกษาสองแสนนี้ เด็กหญิงตัวเล็กเป็นคนขอให้พ่อของเธอเพิ่มเข้ามา คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นและช่วยรถของพวกเขา ทุกคนได้รับเงินรางวัลคนละหนึ่งแสนหยวน เธอรับไปเถอะ ตั้งใจเรียนให้ดี! อย่างที่เธอพูดไว้ จะได้เรียนหมอและรักษาผู้คนได้มากขึ้นในอนาคต”
ฟ่านซีซีรู้สึกสับสน เธอไม่ได้ทำอะไรให้อันฉีเอ๋อร์กับเหวยเหวยเลยสักนิด แต่เด็กหญิงตัวน้อยที่ไม่ค่อยพูดจาคนนั้น กลับจดจำเธอไว้ในใจ
ที่จริงแล้ว ตอนนั้นคนที่คอยดูแลเด็กน้อยเป็นคนแรกคือเถียนซือซือ
พูดตามตรง หากเถียนซือซือรู้เรื่องนี้เข้า คงแค้นจนอกแตกตายแน่ ๆ
เงินรางวัลงั้นเหรอ ชาติที่แล้วมีคนได้ไปหนึ่งแสนหยวน เถียนซือซืออิจฉาอยู่ตั้งนาน แต่ตอนนี้ เธอได้มาเป็นสองเท่า
อาจเป็นเพราะรู้ว่าตอนนี้เธอมีเงินก้อนโตอยู่ในมือ ครูใหญ่จึงอนุญาตให้เธอกลับบ้านได้เลย
บทที่ 33: ฟ่านซีซี เธอคอยดูเถอะ!
ฟ่านซีซีเพิ่งจากไปได้ครึ่งชั่วโมง คนในโรงเรียนจำนวนมากก็รู้เรื่องที่มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ฟ่านซีซีแล้ว
พอถึงเวลาเลิกเรียนตอนเย็น เกือบทั้งโรงเรียนรู้เรื่องที่ฟ่านซีซีได้รับทุนการศึกษา แต่บางคนบอกว่าหนึ่งแสน บางคนบอกว่าสองแสน
ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ ก็ทำให้คนอิจฉาริษยาอย่างมาก
ส่วนเถียนซือซือ เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็โกรธจนควันออกหู ฉีกสมุดหลายเล่ม และเตะกำแพงไปหลายสิบครั้ง
ทำไม? ทำไมฟ่านซีซีถึงได้รับทุนการศึกษาอะไรนั่น?
เห็นชัดๆว่าวันนั้นเธอก็อยู่ที่โรงพยาบาลด้วย เธอก็ช่วยเหลือเด็กสองคนนั้นเหมือนกัน
ไม่สิ ถึงแม้เธอจะดูแลแค่อันฉีเอ๋อร์ก็ตาม ถ้าจะขอบคุณ ก็ควรมีส่วนของเธอด้วยสิ!
หนึ่งแสนหยวนเชียวนะ ชาติที่แล้วเธออยากได้มาก แต่เธอไม่ได้มีส่วนร่วม
คราวนี้เธอพยายามมีส่วนร่วมแล้ว แต่กลับไม่ได้
ไม่ให้เธอก็ช่างเถอะ ทำไมถึงต้องให้ฟ่านซีซีด้วย
ไม่ยุติธรรม! ช่างไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!
คิดได้ดังนั้น เธอก็รีบตรงไปที่ห้องครูใหญ่ทันที
เธอต้องบอกความจริง แน่นอนว่าฟ่านซีซีต้องจงใจปิดบังความจริง ทำให้นักข่าวและคนที่มอบรางวัลเข้าใจผิด
แต่พอเธอหาครูใหญ่เจอและอธิบายเหตุผลให้ฟัง ครูใหญ่กลับมองเธอด้วยสีหน้าแปลกๆ
“เธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ทุนการศึกษานี้ไม่ใช่ฟ่านซีซีเป็นคนตัดสินใจ และยิ่งไม่ใช่พวกเราเป็นคนตัดสินใจ ส่วนเรื่องที่เธอช่วยเหลือเด็กสองคนนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่ขอบคุณเธอ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีเธอคงต้องถามตัวเองดูนะ”
ฟ่านซีซีช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองได้ทำอะไรให้ใคร แต่เถียนซือซือคนนี้กลับวิ่งมาเรียกร้องความดีความชอบ ทำไมคนที่ได้รับคำขอบคุณถึงไม่มีเธอ นี่แหละคือความแตกต่าง
ในฐานะผู้นำโรงเรียน เขาไม่สามารถตำหนิอะไรได้ตรงๆ แต่ก็ยังพูดอย่างรับผิดชอบว่า “อย่าคิดมากเลย ตั้งใจเรียนเถอะ! เราช่วยเหลือผู้อื่นไม่ควรมีจุดประสงค์หรือต้องการให้คนสำนึกบุญคุณถึงจะทำ กลับไปได้แล้ว!”
เถียนซือซืออยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็ต้องจากไปด้วยความไม่เต็มใจ
เธอคิดว่าการได้เกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะเหยียบฟ่านซีซีไว้ใต้เท้าและได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่ความจริงกลับพิสูจน์ว่าเธอยังคงไร้เดียงสาเกินไป
ในตอนแรกเธอคิดว่า แค่เธอดีพอก็เพียงพอแล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงจะต้องเห็นค่าและชอบเธออย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ ‘ไม่ร้าย’ พอต่างหาก
ฟ่านซีซี เธอคอยดูเถอะ!
……
ณ ร้านอีเหริน
ฟ่านซีซีกำลังกินมื้อเย็น ฟ่านจิ่นซินมองเธอเป็นระยะ เหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่ก็พยายามอดกลั้นเอาไว้
จนกระทั่งใกล้จะกินข้าวเสร็จ ฟ่านจิ่นซินก็เอ่ยปากถามในที่สุด
“ฟ่านซีซี ทุนการศึกษาที่เธอได้ มูลค่าหนึ่งแสนหรือสองแสนกันแน่”
ฟ่านซีซียังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฟ่านจิ่นเฉิงก็ขมวดคิ้ว “เธออยากทำอะไร?”
ฟ่านจิ่นซินครางในลำคอ และไม่ได้พูดอะไรออกมา แค่เธอสงสัยเลยถามไม่ได้หรือไง?
ฟ่านมี่มี่ที่กลับมาก่อนและรู้เรื่องราวทั้งหมดพูดขึ้นเบาๆว่า “สองแสนค่ะ! พี่รองของฉันโชคดีจริงๆ คนอย่างเราอิจฉาแทบตาย”
ฟ่านจิ่นซินกัดฟัน ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ เธอไม่อยากพูดหรอกว่า เธอก็อิจฉาจะแย่อยู่เหมือนกัน
“เธอมีแผนจะเอาเงินไปทำอะไรเหรอ?” ฟ่านเจวียนเจวียนถามด้วยความอยากรู้
วันนี้ตอนที่เธอได้ยินเรื่องนี้ก็ตกใจเหมือนกัน เธอรู้สึกว่าน้องสาวคนที่สองของเธอช่างโชคดีเกินไปแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วย แลกกับเงินสองแสน นี่มันโชคหล่นทับชัดๆ!
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฉันตั้งใจจะซื้อไม้ดอกไม้ประดับไปบริจาคให้โรงเรียน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์”
“หา?” ฟ่านเจวียนเจวียนทำสีหน้าประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนี้
แต่พอฟ่านจิ่นเฉิงได้ยิน ก็เห็นด้วยกับแผนการนี้ทันที “ได้สิ ใช้เงินไปซะ จะได้ไม่มีใครคอยมาคิดเล็กคิดน้อย ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนก็ดี เป็นสวัสดิการที่ทั้งครูและนักเรียนได้ประโยชน์ร่วมกัน”
จริงๆแล้ว ฟ่านจิ่นซินอยากจะพูดมากว่า ฟ่านซีซีมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวางขนาดนั้น ยังต้องไปซื้อไม้ดอกไม้ประดับที่ไหนอีก แค่ขนจากที่ของตัวเองไปก็พอแล้ว
แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปบอกว่าฟ่านซีซีทำไม่ถูก เพราะยังไงซะ การปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนก็เป็นการทำความดี
ส่วนฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิง เมื่อรู้ความคิดของลูกสาวแล้ว พวกเขาก็สนับสนุนอย่างเต็มที่
“ว่าแต่พื้นที่เพาะปลูกก็ต้องปรับปรุงใหม่พอดี ส่งต้นไม้ไปสักชุดก็ดี จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับความเสียหายตอนสร้างห้องเรียนวาดรูป”
“ซีซี จะให้พ่อหาคนขับรถบรรทุกมารับต้นไม้ที่ลูกจะบริจาคไหม แล้วลูกจะบริจาคเมื่อไร?” ฟ่านจื้อซิงถาม
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พรุ่งนี้เลยค่ะ! พรุ่งนี้เช้าหนูจะไปบอกครูใหญ่ก่อน แล้วตอนเที่ยงพวกเราก็ช่วยกันขนต้นไม้ไปโรงเรียน จะได้ไม่รบกวนเวลาเรียน”
“ดี งั้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงนะ”
หลังจากตกลงเรื่องที่จะทำในวันพรุ่งนี้เสร็จ ฟ่านจิ่นเฉิงก็พาฟ่านซีซีกลับบ้าน
ก่อนนอน ฟ่านซีซีแอบดึงฟ่านจิ่นเฉิงเข้ามาในห้องของเธอ
“พี่จิ่นเฉิง พี่ว่างไปสมัครเรียนขับรถวันเสาร์อาทิตย์นี้ไหม?”
“หืม เธออยากซื้อรถเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงรู้ทันความคิดของฟ่านซีซีทันที
ฟ่านซีซียิ้มกว้างพลางพยักหน้า “ใช่ วันนั้นฉันซื้อของจนเงินหมด ไม่มีเงินกลับบ้าน ฉันอิจฉารถที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ถ้าบ้านเรามีรถ จะไปไหนมาไหนก็สะดวก”
ฟ่านจิ่นเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ได้ ฉันจะไปสมัครพรุ่งนี้เลย วันหยุดค่อยไปเรียน แล้วก็จะติดโทรศัพท์บ้านด้วย ถ้าคราวหน้าเธอใช้เงินหมด ไม่มีเงินนั่งรถ ก็โทรหาฉันได้ ฉันจะได้ไปรับถูก”
ฟ่านซีซีถึงกับเอามือกุมขมับ วันนั้นที่ไม่มีเงินนั่งรถ เป็นความผิดพลาดของเธอ ครั้งหน้าเธอจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว
“นอนเร็วๆนะ จะได้โตไวๆ” ฟ่านจิ่นเฉิงยื่นมือไปลูบหัวเด็กสาวเบาๆ ก่อนจะปิดประตูให้เธออย่างเบามือ
เมื่อไรกันนะเขาถึงจะเข้าห้องของซีซีได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องออกมาแบบนี้
อยากให้เด็กน้อยของเขาโตเป็นสาวเร็วๆจัง!
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ่านซีซีผู้ใจบุญตื่นแต่เช้า เธอตั้งใจที่จะไปบริจาคต้นไม้ เธอยังแวะไปที่พื้นที่เพาะปลูกเพื่อดูแลต้นไม้ของเธอเป็นพิเศษ
เรื่องการติดต่อกับครูใหญ่ก็ราบรื่นดี ในฐานะโรงเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ พวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
ครูใหญ่ยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการบริจาคอย่างใจกว้างของฟ่านซีซี เขาถึงกับไม่กลับบ้านตอนเที่ยงและนำคณะครูที่อยู่โรงเรียนมาต้อนรับการบริจาคต้นไม้ของเธอ
ไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาบริจาคนั้นมีจำนวนมาก มากกว่าที่ครูใหญ่และคณะครูคิดไว้เสียอีก
ไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดถูกขนลงมาจากรถบรรทุกจนเต็มสนามของโรงเรียนมัธยมปลายที่สาม
“มันต้องใช้เงินเยอะมากแน่ๆ!” ครูคนหนึ่งพูดเบาๆด้วยความรู้สึกทึ่ง
“ใช่แล้ว แถมดอกไม้พวกนี้ก็ยังสวยมากอีกด้วย!”
“ฉันว่าพวกมันสามารถปลูกในสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ได้เลยนะ”
“ส่วนกระถางต้นไม้พวกนี้ ฉันว่าห้องเรียนละหลายๆกระถางก็น่าจะได้”
ฟ่านซีซีแค่บริจาค ไม่ได้สนใจวิธีการจัดวาง ดังนั้นเธอจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับการสนทนาของเหล่าครู
หัวหน้าฝ่ายวิชาการช่วยตรวจนับจนเสร็จแล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “นักเรียนซีซี ครั้งนี้เธอนึกยังไงถึงบริจาคต้นไม้เยอะแยะขนาดนี้ แถมทุกต้นยังคุณภาพดีมากด้วย ฉันว่าบางต้นนี่ราคาแพงมากเลยนะ”
บทที่ 34: สาวสวยสดใสสมวัย
ฟ่านซีซียิ้มแล้วพูดว่า “ที่บ้านของหนูมีพื้นที่เพาะปลูก ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้เยอะแยะเลยค่ะ ช่วงนี้พวกเรากำลังร่วมมือกับโรงเรียนสอนวาดภาพจีน พื้นที่เพาะปลูกจะต้องขยาย แล้วก็จะสร้างห้องเรียนวาดรูปด้วย หนูกลัวว่าตอนที่ขยายจะไปทำลายต้นไม้ดอกไม้พวกนี้ แล้วหนูก็เพิ่งได้ทุนการศึกษามา เลยอยากจะทำอะไรเพื่อโรงเรียนบ้าง แบบนี้ก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายค่ะ”
หัวหน้าฝ่ายวิชาการได้ยินก็อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมา “เธอหมายความว่า ห้องเรียนวาดรูปของโรงเรียนสอนวาดภาพจีน จะมาตั้งที่พื้นที่เพาะปลูกของเธอเหรอ ที่เมืองหมี่เฉิงน่ะเหรอ?”
ครูใหญ่กับครูคนอื่นๆที่ยืนฟังอยู่ก็มองมาด้วยความสงสัย รอฟังคำอธิบายจากฟ่านซีซี
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ใช่ค่ะ เมื่อวานนี้พื้นที่เพาะปลูกเริ่มออกแบบการขยายแล้วค่ะ เป็นผู้อำนวยการเวิงที่เป็นคนดูแลเอง เมื่อวานพวกเขาก็เอาต้นไม้ดอกไม้กลับไปชุดหนึ่ง บอกว่าวิทยาลัยศิลปะปักกิ่งต้องการค่ะ”
ครูใหญ่พยักหน้าทันที ไม่แปลกใจเลยที่โรงเรียนสอนวาดภาพจีนกับวิทยาลัยศิลปะปักกิ่งต่างก็ชอบต้นไม้ดอกไม้ของฟ่านซีซี ในเมื่อพวกมันงดงามขนาดนี้
การบริจาคต้นไม้ครั้งนี้ของฟ่านซีซี ถือว่าเป็นการให้ที่ถูกใจผู้รับจริงๆ
ตอนบ่าย พอเหล่านักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่สามเข้ามาในโรงเรียน ก็พบว่าโรงเรียนเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละที่
โรงเรียนมีแปลงดอกไม้ที่สวยงาม มีต้นไม้สีเขียวเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งโรงเรียนดูมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนมาก หลายคนถึงกับพูดว่า อากาศในโรงเรียนดูบริสุทธิ์ขึ้นมาในพริบตา
บางครั้งพอลมพัดมา ทุกคนยังรู้สึกว่ามีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ลอยมาตามสายลม ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นพิเศษ
ฟ่านซีซีไม่รู้เลยว่า บ่ายวันนั้นหลังเลิกเรียน สถานีโทรทัศน์เมืองหมี่เฉิงได้มาที่โรงเรียนอีกครั้ง คราวนี้พวกเขามาเพื่อถ่ายทำบรรยากาศที่สวยงามของโรงเรียนมัธยมปลายที่สามโดยเฉพาะ
วันรุ่งขึ้น ฟ่านซีซีกลายเป็นคนดังไปทั่วเมือง เมื่อหนังสือพิมพ์เมืองหมี่เฉิงตีพิมพ์ข่าวของเธอ
ในหนังสือพิมพ์ ฟ่านซีซีถูกนำเสนอในฐานะนักเรียนหญิงเรียนเก่ง แสนสวย จิตใจดี มีเมตตา มีความฝัน และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง
บทความกล่าวถึงเรื่องราวที่เธอช่วยคนในคืนฝนตกหนัก เรื่องที่เธอนำทุนการศึกษาที่ได้ไปบริจาคด้วยน้ำใจอันประเสริฐ แม้กระทั่งเรื่องที่เธอพยายามอย่างหนักเพื่อความฝัน ตัดสินใจเรียนข้ามชั้นจากมัธยมปลายปีที่2 ขึ้นมาเรียนปีที่3
บทความค่อนข้างยาว และยังลงรูปเธอในตอนที่ให้สัมภาษณ์อีกด้วย
เด็กสาวสวมชุดกระโปรงสีขาว ริมฝีปากแย้มยิ้ม ทั้งดูอ่อนเยาว์และสวยงาม ใครเห็นก็อดชมไม่ได้
“ช่างเป็นสาวน้อยที่สวย สดใส สมวัยจริงๆ!”
ถัดจากข่าวของเธอ เป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กัน
นั่นคือเรื่องราวของชาวบ้านทั้งสิบเอ็ดคนที่ช่วยชีวิตผู้คนในคืนฝนตกหนัก แน่นอนว่า ทำดีย่อมได้ดี ความมีน้ำใจของชาวบ้านได้รับการตอบแทน ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์วันนั้นได้รับเงินรางวัลจากทางการคนละหนึ่งแสนหยวน
เงินรางวัลก้อนโตกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนในทุกหัวมุมเมืองต่างพากันพูดถึง
ค่ำวันนั้น ข่าวตอนเย็นของเมืองหมี่เฉิงได้ออกอากาศภาพเหตุการณ์ชาวบ้านช่วยชีวิตผู้ประสบภัยในคืนฝนตก รวมไปถึงภาพการมอบเงินรางวัลให้แก่ชาวบ้านด้วย
ก่อนข่าวจะจบลง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็มีการฉายวิดีโอสัมภาษณ์ฟ่านซีซี ซึ่งประโยคสุดท้ายของเธอคือการร้องขอให้ทุกคน ‘ขับรถด้วยความระมัดระวังในวันที่ฝนตกนะคะ ชีวิตมีค่า!’
“ฮ่าๆๆ...”
หลังจากดูข่าวตอนเย็นจบ ฟ่านมี่มี่เป็นคนแรกที่กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“พี่ซีซี ฉันนี่ยอมพี่จริงๆ แค่ฝนตกไปหน่อยเดียว ทำไมพี่ถึงพูดจาเป็นทางการขนาดนั้น”
ฟ่านเจวียนเจวียนกระแอมเบาๆ “ประเด็นมันอยู่ที่ฟ่านซีซีอยากจะสอบเข้าคณะแพทย์ไม่ใช่เหรอ?”
ตอนนี้เฉินเยว่อิงก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ “ซีซี ลูกจะไปเรียนหมอจริงๆเหรอ ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เห็นลูกจะชอบแพทย์เลยนะ ตอนเด็กๆ ลูกกลัวเข็มฉีดยาจะตายไป แล้วยังบอกว่าหมอที่ฉีดยาให้ลูกเป็นปีศาจแปลงร่างมาอีก”
ฟ่านซีซี “...”
เธอจำไม่ได้แล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะพูดแบบนั้น!
แม่ต้องจำผิดแน่ๆ
“ใช่แล้ว ซีซี ลูกต้องคิดให้ดีๆนะ” ฟ่านจื้อซิงก็พูดขึ้นมาทันที
ฟ่านจิ่นซินสูดจมูกอย่างไม่พอใจ “ก็พี่ชายอยากเรียนแพทย์ เธอถึงอยากสอบตาม พอถึงตอนนี้ ทุกคนในเมืองหมี่เฉิงก็รู้กันหมดแล้วว่าฟ่านซีซีอยากเข้าคณะแพทย์ ถ้าสอบไม่ติดล่ะก็ อับอายขายหน้าแย่”
หลิ่วซิ่งฟางเหลือบมองลูกสาวอย่างตำหนิ ก่อนจะตีไปที่หน้าผากของเธอเบาๆ “ถ้าพูดไม่เพราะก็หุบปากไปเลย!”
ฟ่านจิ่นซินเบ้ปากอย่างไม่พอใจ เธอก็แค่พูดความจริง
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงกลับลูบหัวฟ่านซีซีอย่างเอ็นดู “ตราบใดที่ซีซีอยากเรียน ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้ ฉันเชื่อมั่นในตัวเธอ!”
เมื่อได้รับความไว้วางใจจากพี่จิ่นเฉิง ฟ่านซีซีก็พยักหน้าหงึกๆ “อื้อ ฉันจะต้องสอบให้ติด ฉันอยากเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพี่จิ่นเฉิง ฟ่านจิ่นซิน เธออิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
ฟ่านจิ่นเฉิงมองท่าทางหยิ่งทะนงและมั่นใจในตัวเองของเด็กน้อย เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ใช่ ถ้าเธอสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย ก็ให้เธออยู่บ้านขัดห้องน้ำทุกวันไปเลย”
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นซินก็หันขวับมามองตาโต ก่อนจะดึงชายเสื้อแม่อย่างน้อยใจ
“แม่ ดูสิ พวกเขารังแกหนูทั้งคู่เลย เขาเป็นพี่ชายหนูจริงๆเหรอ?”
หลิ่วซิ่งฟางกลับลูบมือลูกสาวเบาๆอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “พี่ชายพูดถูกแล้ว ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการขัดห้องน้ำ อนาคตอาจจะไม่มีข้าวกินเลยนะ”
ฟ่านจิ่นซินถึงกับพูดไม่ออก
เธอรู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยๆของเธอถูกโจมตีด้วยไฟฟ้าแรงสูง
……
อีกฝั่งหนึ่ง ที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’
เถียนซือซือกำลังถือไม้กวาด กวาดเศษแก้วบนพื้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เถียนอวี้เฟิ่ง ชี้หน้าลูกสาวด้วยความโมโห “ลูกเป็นบ้าอะไร ดูทีวีอยู่ดีๆ ดันเอาแจกันปาใส่ทีวี ลูกรู้ไหมว่าทีวีเครื่องนี้ตั้งหลายพันหยวน”
เถียนซือซือกัดริมฝีปากแน่น ไม่พูดอะไร ปาไปแล้วก็ปาไป คนรักของแม่ซื้อใหม่ให้ได้อยู่แล้ว
เธอแค่ทนเห็นข่าวในทีวีพรรณนาถึงฟ่านซีซีว่าเป็นสาวน้อยเรียนดีเพียบพร้อมไม่ได้เท่านั้นเอง
เหอะ ชีวิตมีค่า? แต่ถึงจะทะนุถนอมแค่ไหน เธอก็มีชีวิตอยู่ได้แค่ยี่สิบห้าปีเท่านั้น
พอคิดได้แบบนี้ อารมณ์ของเถียนซือซือก็ดีขึ้นทันที
ใช่แล้ว! ทำไมเธอถึงลืมไปได้ ฟ่านซีซีจะต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตและความตายตอนอายุยี่สิบห้าปี ถึงเธอจะไม่ยุ่งเกี่ยว ฟ่านซีซีก็ต้องตายอยู่ดี
ช่างเถอะ ปล่อยให้เธอหยิ่งผยองไปอีกสักพัก
“แม่ หนูไม่ได้ตั้งใจพังทีวีจริงๆนะ แม่ให้เงินหนูหน่อยได้ไหม? ‘ฝูจิ่งหยวน’ ฝั่งตรงข้าม ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กำลังจะเปิดขาย หนูอยากไปซื้อบ้านสักหลังที่นั่น” เสียงของเถียนซือซือนุ่มนวลขึ้นทันที เธอพูดอ้อนแม่ของตัวเอง
เถียนอวี้เฟิ่งขมวดคิ้ว นี่จะขอเงินอีกแล้ว
ทุกครั้งที่เด็กคนนี้อ้าปากก็มีแต่ขอเงินเธอ
“เพิ่งซื้อบ้านไปหมาดๆ จะมีเงินที่ไหนกัน ลูกอย่าคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย ตั้งใจเรียนให้ดีๆ แม่ต้องทำงานล่วงเวลาคืนนี้ ให้เงินลูกห้าสิบหยวน พรุ่งนี้ก็หาอะไรกินเองนะ”
พอพูดจบ เถียนอวี้เฟิ่งก็โยนเงินห้าสิบหยวนทิ้งไว้ แล้วเดินออกจากบ้านไป
เถียนซือซือมองเงินห้าสิบหยวนบนโต๊ะด้วยความเจ็บปวดใจ ฟ่านซีซีกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่สองถ้วยก็ได้เงินหนึ่งแสนหยวนแล้ว แต่แม่ของเธอให้เธอแค่ห้าสิบหยวน ห้าสิบหยวนจะเอาไปทำอะไรได้? กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหรอ?
เธอไม่มีทางยอมลดตัวลงไปขนาดนั้นหรอก
เถียนซือซือเก็บเงินห้าสิบหยวนนั้นไว้ แล้วกลับไปแต่งตัวในห้อง จากนั้นก็หยิบกระเป๋าเดินออกจากบ้าน
ถ้าเธอต้องการ ก็ยังมีคนยินดีเลี้ยงอาหารหรูให้เธอ และซื้อบ้านให้เธอด้วย
บทที่ 35: ทำไมถึงรู้สึกดีอย่างนี้นะ
ในขณะที่เถียนซือซือวางแผนจะไปซื้อบ้านที่ ‘ฝูจิ่งหยวน’ แต่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กลับมียอดขายบ้านพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
แค่คนจากโรงเรียนสอนวาดภาพจีนก็มาซื้อบ้านไปแล้วสิบกว่าหลัง แถมยังมีหัวหน้าฝ่ายวิชาการสายตาเฉียบคมของโรงเรียนมัธยมปลายที่สาม และกลุ่มคนที่แห่กันไปซื้อบ้านหลังจากที่เขาบอกต่อ
ผ่านไปอีกสองวัน ก็มีบุคคลสำคัญมาซื้อบ้านที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ได้มาปรากฏตัวด้วยตัวเอง แต่ไม่นาน จ้าวเซิงก็มาหาฟ่านซีซีถึงที่บ้าน
“หนูซีซี เธอรู้จักรองนายกเทศมนตรีฉินหรือเปล่า?”
ฟ่านซีซีไม่รู้เรื่องราวอะไร จึงตอบตามตรงว่า “ไม่รู้จักค่ะ หนูรู้จักแต่ลูกชายของเขา”
จ้าวเซิงยิ้ม “อย่างนี้นี่เอง รองนายกเทศมนตรีฉินวางแผนจะมาอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ น่ะ เขาบอกว่าคุณชายน้อยที่บ้านอยากเป็นเพื่อนบ้านกับเธอ สนใจบ้านชั้นบนที่เธอซื้อไว้ ใจความของฉันก็คือ บ้านหลังนั้นเธอซื้อไว้ก็ไม่ได้อยู่ ฉันจะช่วยเปลี่ยนให้เอาไหม บ้านชั้นบนหนึ่งหลัง ฉันเปลี่ยนเป็นสองหลังที่ ‘ฝูจิ่งหยวน’ เลือกแบบบ้านได้ตามใจเลย เอาไหม?”
“เอาสิคะ!” ฟ่านซีซีตอบตกลงแทบจะในทันที
บ้านที่ ‘ฝูจิ่งหยวน’ ก็ดีไม่น้อย ยิ่งแลกหนึ่งได้ถึงสองหลังด้วย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายคุยง่าย จ้าวเซิงจึงถือโอกาสพูดต่อ “งั้นบ้านชั้นล่าง เธอแบ่งให้ผู้อำนวยการเวิงของโรงเรียนสอนวาดภาพจีนสักหลังได้ไหม ฉันจะให้บ้านที่ ‘ฝูจิ่งหยวน’ เป็นการแลกเปลี่ยนเหมือนกัน หนึ่งแลกสอง ฉันว่าผู้อำนวยการเวิงก็น่าจะอยากเป็นเพื่อนบ้านกับเธอ อยากซื้อไว้สักหลังเผื่อแก่ตัวแล้วมาอยู่”
“ได้ค่ะ งั้นบ้านชั้นล่างของหนูก็ยกให้คุณปู่เวิงแล้วกัน!”
มีเพื่อนบ้านที่น่ารัก ฟ่านซีซีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
จ้าวเซิงเห็นว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว จึงเริ่มคุยเรื่องอื่นกับซีซีต่อ
“ซีซี ฉันวางแผนจะปรับเปลี่ยน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ และ ‘ฝูจิ่งหยวน’ เล็กน้อย อย่างที่เธอบอก คนเราควรเลือกเพื่อนบ้านที่ดี ตอนเปิดขาย ‘ฝูจิ่งหยวน’ เราจะตั้งเงื่อนไขบางอย่าง ขายให้กับพวกวิศวกรและนักวิจัย ดังนั้น ฉันอยากจัดภูมิทัศน์ที่นั่นให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น เน้นพืชสีเขียวเป็นหลัก ประดับด้วยดอกไม้ ปูสนามหญ้าขนาดใหญ่ สร้างศาลาพักผ่อนที่สบายๆ และพื้นที่ออกกำลังกาย...”
“ส่วน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เน้นทิวทัศน์เป็นหลัก ฉันคิดว่าจะปลูกดอกไม้และพืชพรรณมากขึ้น สร้างเรือนกระจกดอกไม้ ใช้ประโยชน์จากทะเลสาบเทียมด้านนอก ปลูกดอกแดฟโฟดิลเอาไว้สองข้าง...”
ฟ่านซีซีฟังแผนของเขาแล้วพยักหน้าเป็นระยะ “ได้เลยค่ะ ดอกไม้และพืชพรรณที่คุณลุงต้องการ หนูจะเตรียมไว้ให้”
“ถ้าดอกไม้และพืชพรรณในพื้นที่เพาะปลูกของเธอมีพอ ฉันอยากจัดการที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ก่อน”
“ได้ค่ะ วันเสาร์หนูเตรียมไว้ให้ได้”
“งั้นตกลงตามนี้ ฉันจะให้คนงานมาวันเสาร์ อ้อ จริงสิ กุหลาบที่ฉันซื้อครั้งที่แล้ว ตั้งใจเอาไปฝากเพื่อนที่กำลังสร้างสวนกุหลาบบนเกาะ เขาทำรีสอร์ตพักผ่อนน่ะ เขาชอบกุหลาบที่ฉันส่งไปมาก บอกว่าจะซื้อเพิ่มอีก อาจจะต้องการกุหลาบอีกหลายแสนต้น ถ้าเธอมีให้ เขาก็จะไม่ไปหาที่อื่นแล้ว”
ฟ่านซีซีพยักหน้าทันที “จัดให้ได้เลยค่ะ กุหลาบปลูกง่าย คุณลุงลองถามเขาดูว่าต้องการกุหลาบพันธุ์ไหน หนูจะได้เตรียมถูก”
“เขาบอกว่าแค่เป็นกุหลาบ ขอแค่ดอกสวย พันธุ์ไหนเขาก็เอาหมด”
“งั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ วันเสาร์นี้หนูมีกุหลาบอยู่ชุดหนึ่ง เอารถมารับไปก่อนได้เลยนะคะ เพราะจำนวนมันเยอะ อาจจะต้องทยอยขนหลายรอบหน่อย”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยววันเสาร์ฉันให้เขามาพร้อมกับฉัน”
หลังจากคุยเรื่องความร่วมมือครั้งใหม่เรียบร้อย ฟ่านซีซีก็อารมณ์ดีจนบอกไม่ถูก
ออเดอร์กุหลาบแสนกว่าต้น นี่มันออเดอร์ใหญ่ชัดๆ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกวันหลังเลิกเรียน เธอจะต้องอยู่ที่พื้นที่เพาะปลูกเป็นเวลานาน ผู้คนต่างมองเห็นเพียงแค่เธอกำลังยุ่งมาก วิ่งเข้าวิ่งออกพื้นที่เพาะปลูกไม่หยุดหย่อน ส่วนคนงานก่อสร้างที่ขยายพื้นที่เพาะปลูก พอมาถึงทุกเช้าก็จะพบว่า ดอกไม้ต้นไม้ในพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกุหลาบหลากสีสัน
……
วันเสาร์ ฟ่านซีซียุ่งมาก วิ่งวุ่นจนแทบจะเหาะได้
เพราะมีคนมาซื้อดอกไม้ที่พื้นที่เพาะปลูกมากเป็นพิเศษ
ช่วงเช้า ลุงจ้าวให้คนขับรถมารับดอกไม้ต้นไม้ชุดหนึ่งไปส่งที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ส่วนเพื่อนของลุงจ้าวขนกุหลาบในพื้นที่เพาะปลูกไปจนหมด
ฟ่านซีซีนึกว่าจะว่างแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ครูใหญ่และผู้รับผิดชอบจากโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายหลายแห่งมาที่นี่ บอกว่าอยากซื้อต้นไม้ไปตกแต่งโรงเรียน เพราะเห็นว่าข่าวครั้งก่อน ทางการสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่สีเขียว ให้มองโรงเรียนมัธยมปลายที่สามเป็นแบบอย่าง
ดังนั้น ฟ่านซีซีจึงได้แต่ต้อนรับแขกที่ทยอยกันมาเป็นกลุ่มๆ
ฟ่านจื้อซิงเห็นว่าที่พื้นที่เพาะปลูกกำลังยุ่ง จึงดึงลูกสาวคนโตและลูกสาวคนเล็กมาช่วยงาน
กว่าแขกกลุ่มใหญ่จะกลับไป ฟ้าก็มืดแล้ว ต้นไม้และดอกไม้ในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ก็ขายจนเกือบหมด ฟ่านซีซีเหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว
ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงที่ไปเรียนขับรถแต่เช้า กลับมาค่อนข้างเย็น พอเห็นซีซีนั่งหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ และบีบนวดไหล่ตัวเองอยู่ เขาก็รู้สึกสงสาร จึงเดินเข้าไปนวดไหล่ให้เธอเบาๆ
“คราวหน้าถ้ามีอะไร ก็ให้คนอื่นทำ อย่าฝืนทำเองจนเหนื่อยแบบนี้”
“อืม” ฟ่านซีซีพยักหน้า
ความจริงวันนี้ที่เธอเหนื่อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะคนเยอะ เธอเลยไม่สะดวกใช้ความสามารถของนักปลูกพืชวิญญาณ งานย้ายต้นไม้และเช็กจำนวน เธอจึงต้องลงมือทำเอง แถมยังต้องเดินไปเดินมาในพื้นที่เพาะปลูกจนเมื่อยไปหมด
แต่ถึงจะเหนื่อย เธอก็ดีใจ เพราะวันนี้เธอหาเงินได้เยอะมาก!
คุณเจียง เจ้าของสวนกุหลาบจ่ายเงินมัดจำมาห้าหมื่นหยวน ส่วนออเดอร์เล็กๆน้อยๆอื่นๆรวมกันก็ขายได้อีกหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน
นั่นหมายความว่า วันนี้เธอทำเงินได้ถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหยวน คิดไปคิดมาก็รู้สึกภูมิใจอยู่ไม่น้อย!
บวกกับเงินรางวัลอีกสองแสนหยวน เงินที่โรงเรียนสอนวาดภาพจีนให้ เงินที่พี่จิ่นเฉิงให้ เธอพบว่าตอนนี้คลังสมบัติเล็กๆของเธอมีเงินเกือบสี่แสนหยวนแล้ว!
ฮิฮิ! ทำไมถึงรู้สึกดีอย่างนี้นะ
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เธอถามขึ้นมาทันที “พี่จิ่นเฉิง วันนี้พี่เรียนขับรถเป็นยังไงบ้าง?”
ฟ่านจิ่นเฉิงหันหลังกลับ มายืนยองๆตรงหน้าเธอ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พรุ่งนี้ฉันพาเธอไปซื้อรถ”
สีหน้าของฟ่านซีซีชะงักไปเล็กน้อย “พรุ่งนี้เลยเหรอ?”
“อืม วันนี้ฉันเพิ่งได้ใบขับขี่มา”
“ได้ใบขับขี่แล้วเหรอ? ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเรียนวันนี้เหรอ?” ฟ่านซีซีกะพริบตา เธอจำไม่ผิดนะ!
ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นบีบคางเธอเบาๆ “แค่ขับรถ มันไม่ยากหรอก ฉันสมัครเรียนไว้เมื่อหลายวันก่อนแล้ว จริงๆแล้ววันนี้ไปสอบใบขับขี่มา”
พอพูดจบ เขาก็หยิบบัตรเคลือบพลาสติกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ฟ่านซีซีเงยหน้ามอง “เอ๊ะ นี่มันใบขับขี่นี่!”
“ไปอาบน้ำนอนเถอะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า” ฟ่านจิ่นเฉิงดึงเด็กสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ให้ลุกขึ้น
แม้ว่าฟ่านซีซีจะไม่อยากขยับตัวนัก แต่เมื่อมีคนดึง เธอก็ยอมเดินไปอาบน้ำแต่โดยดี
เพียงแต่ในหัวของเธอยังคงครุ่นคิด พี่จิ่นเฉิงช่างฉลาดจริงๆ สอบใบขับขี่ได้ง่ายๆ เดิมทีเธอยังคิดว่าต้องรออีกเป็นเดือน!
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองตรงไปยังศูนย์ซื้อขายรถยนต์เขตหมี่ตง
เมื่อมาถึงที่นี่ ฟ่านซีซีถึงได้รู้ว่า ที่แท้พี่จิ่นเฉิงได้แอบมาจองรถไว้ก่อนแล้ว การมาของพวกเขาในวันนี้ แทบจะเรียกว่ามารับรถเลยก็ว่าได้
และรถที่พี่จิ่นเฉิงจองไว้ก็ไม่ใช่รถเก๋งขนาดเล็กอย่างที่เธอคิด แต่เป็นรถบรรทุกขนาดกลาง
บทที่ 36: วันนี้มีเรื่องใหญ่ต้องทำ
ฟ่านจิ่นเฉิงกลัวว่าเธอจะผิดหวัง จึงอธิบายว่า “รถคันนี้สามารถช่วยเธอขนส่งดอกไม้และต้นไม้ได้ รวมถึงขนส่งสินค้าให้กับร้านของเราได้ด้วย ตอนนี้พวกเรายังเรียนอยู่ รถคันนี้พ่อของเธอสามารถขับได้ในวันธรรมดา ถือว่าเป็นการทำดีกับพ่อของเธอหน่อย อย่างน้อยในอนาคตเขาจะได้ยอมยกเธอให้ฉันแต่งงานเร็วๆ รออีกสักพัก พวกเราค่อยซื้อรถที่เธอชอบ”
ฟ่านซีซีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงคิดไกลเกินไป และคิดอย่างรอบคอบทุกอย่าง
ความจริงแล้ว เธอก็เข้าใจดีว่า ถ้าหากไม่ได้ถามความคิดเห็นของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย แล้วซื้อรถเก๋งคันเล็กๆที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์กลับไป ถึงแม้พวกเขาจะไม่ดุด่า แต่ก็ต้องมีบ่นบ้างแน่ๆ
แต่ถ้าหากซื้อรถบรรทุก เธอกล้ารับประกันได้เลยว่า ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเห็นด้วย และไม่มีทางไม่พอใจอย่างแน่นอน
ในขณะที่เธอกำลังจะจ่ายเงิน พนักงานกลับบอกกับเธอว่าพี่จิ่นเฉิงจ่ายเงินเต็มจำนวนไปแล้ว
ฟ่านซีซีแปลกใจอย่างมาก เธอหยิบกุญแจรถแล้วเดินอ้อมไปหาฟ่านจิ่นเฉิง “พี่เอาเงินที่ไหนมาซื้อรถ หรือว่าไปหามาได้กับเพื่อนอีกแล้ว?”
ฟ่านจิ่นเฉิงโอบเอวของเธออย่างเป็นธรรมชาติ และรับกุญแจรถในมือเธอมาถือไว้ “อยากจะแต่งงานกับเธอทั้งที ก็ต้องหาเงินค่าสินสอดให้เธอหน่อยสิ”
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เด็กน้อยของเขาจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายและไร้กังวล
ตอนนี้เขาแค่ต้องการเวลาอีกสักพัก เขาจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเธอ
ความสนใจของฟ่านซีซีหันเหไปอย่างรวดเร็ว เธอพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็กน้อยว่า “วันนี้ฉันก็เอาเงินมาเยอะแยะ! พี่ไม่ให้ฉันใช้ ฉันจะไปสนุกกับการชอปปิงได้ยังไงล่ะ!”
เธอคิดเอาไว้แล้วว่า วันนี้อาจจะใช้เงินไปสองสามแสนหยวน แต่ตอนนี้เธอยังไม่ได้ใช้เลยสักหยวนเดียว
ฟ่านจิ่นเฉิงอดหัวเราะไม่ได้ เขาจึงใช้นิ้วดีดหน้าผากเธอเบาๆ “งั้นเราไปซื้ออย่างอื่นกันต่อไหม?”
“พี่จะไปเดินชอปปิงกับฉันเหรอ?”
“วันนี้ทั้งวันฉันจะอยู่กับเธอ เธออยากไปไหนล่ะ?”
ตอนแรกฟ่านซีซีอยากจะบอกว่าไปเดินเล่นที่ไหนก็ได้ แต่หางตาเธอกลับเหลือบไปเห็นร้านขายมอเตอร์ไซค์ฝั่งตรงข้าม
“ไปดูมอเตอร์ไซค์กันไหม?”
“ตามใจเธอ”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทั้งสองคนก็มาปรากฏตัวที่ร้านมอเตอร์ไซค์ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
พูดตามตรง ฟ่านซีซีรู้สึกว่ามอเตอร์ไซค์คันใหญ่ในยุคนี้เท่มาก ถ้าพี่จิ่นเฉิงขี่ล่ะก็ ต้องเท่ระเบิดแน่ๆ
แต่ฟ่านจิ่นเฉิงในตอนนี้กลับมองรถมอเตอร์ไซค์รุ่นที่เบาที่สุดในร้าน เขาชี้ไปที่รุ่น ‘มู่หลาน’ ที่ดูคล่องตัวที่สุดแล้วพูดว่า “เอาคันนี้แล้วกัน!”
เจ้าของร้านเห็นพวกเขาเลือกได้แล้วก็ยิ้มร่าเริง พลางกล่าวเชิญชวนทันที “มู่หลานรุ่นนี้เป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกของประเทศ เหมาะสำหรับผู้หญิงขี่มากเลยครับ แถมอาทิตย์นี้ยังมีโปรโมชันลดราคาเหลือแค่หนึ่งหมื่นหก ถูกกว่าปกติเยอะเลยนะครับ ซื้อตอนนี้คุ้มมาก”
“งั้นเอามาสองคันเลยค่ะ! ลดได้อีกไหมคะ?” ฟ่านซีซีต่อรองราคาอย่างไม่ลังเล
เจ้าของร้านยิ้มแย้ม คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “นี่ก็ราคาโปรโมชันแล้วนะครับ จะลดราคาอีกคงไม่ได้ แต่ผมแถมหม้อหุงข้าวไฟฟ้านำเข้ารุ่นล่าสุดให้หนึ่งใบก็แล้วกัน โอกาสแบบนี้หาได้ยากมากเลยนะครับ คนทั่วไปยังไม่มีเลย ขอแค่พวกคุณช่วยแนะนำลูกค้ามาที่ร้านผมอีกในครั้งหน้านะครับ ตกลงไหม?”
ฟ่านซีซียิ้มรับ “ได้เลยค่ะ! งั้นเอามาสองคันเลยค่ะ!”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางลูบหัวเด็กสาวเบาๆ “ทำไมต้องซื้อรถตั้งสองคันล่ะ”
ฟ่านซีซีกะพริบตาปริบๆ เธอยิ้มกริ่มแล้วชี้ไปที่รถบรรทุกซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม “พี่ซื้อของขวัญให้พ่อฉันแล้ว ฉันก็เลยจะซื้อรถให้แม่ของพี่บ้างไง แบบนี้เขาเรียกว่าให้ของขวัญตอบแทนกัน ต่อไปแม่ของพี่จะยิ่งรักฉันมากขึ้นแน่ๆ ฉันน่ะเอาใจเก่งจะตาย”
ฟ่านจิ่นเฉิงถึงกับหลุดขำ “อืม ซีซีของเรานี่โตขึ้นแล้วนะ รู้จักใช้สมองแล้ว”
ฟ่านซีซีทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่ค่อยพอใจ
เธอใช้สมองมาตลอดไม่ใช่รึไง!
หลังจากจ่ายเงิน ฟ่านจิ่นเฉิงก็ให้คนนำรถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันขึ้นรถบรรทุก จากนั้นจึงหันไปถามเด็กสาวที่อยากจะใช้เงินเต็มแก่
“ตอนนี้เราจะไปไหนกันดี มีอะไรอยากซื้อไหม?”
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “พี่จิ่นเฉิง เราไปซื้อที่ดินกันเถอะ ฉันอยากสร้างพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สอง”
“ต้องการพื้นที่ขนาดเท่าไหร่?” ฟ่านจิ่นเฉิงถามอย่างตั้งใจ
ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะซื้อบ้านและซื้อที่ดิน เงินที่ใช้ไปกับสิ่งเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต
ในเวลาอันสั้น สมองของเขาได้กรองสถานที่ที่น่าซื้อไว้หลายแห่งแล้ว
“พื้นที่เพาะปลูกที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ฉันตั้งใจว่าจะปลูกพวกดอกไม้และต้นไม้เป็นหลัก ส่วนที่แห่งใหม่ ฉันอยากจะปลูกผักและผลไม้ไปเลย แน่นอนว่าถ้าอยู่ใกล้บ้านก็จะดีมาก ดูแลง่ายกว่าด้วย ส่วนเรื่องขนาด ยิ่งกว้างยิ่งดี”
ฟ่านซีซีมีแผนในใจอยู่แล้ว ผักและผลไม้จะต้องจัดส่งให้กับร้านของครอบครัวเป็นอันดับแรก ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองจึงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป
สำหรับเธอแล้ว การมีพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งเป็นสิ่งจำเป็น มันจะทำให้เธอสามารถใช้ความสามารถของนักปลูกพืชวิญญาณได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อฟ่านจิ่นเฉิงได้ยินซีซีพูดว่าอยากปลูกผักและผลไม้อยู่ใกล้ๆ เขาก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาทันที
“ทางตะวันตกของโรงเรียนมัธยมปลายที่สาม มีภูเขาเล็กๆอยู่ใกล้ๆแถวนั้นก็มีพื้นที่เพาะปลูกและที่รกร้าง พวกเราไปซื้อที่นั่นกันดีไหม?”
ชาติที่แล้ว ที่ดินผืนนั้นถูกพัฒนาเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครสนใจ
บางทีพวกเขาอาจจะซื้อที่ดินผืนนั้นได้
ดวงตาของฟ่านซีซีเป็นประกาย เธอพยักหน้าทันที “ตกลง! ตกลง! ไปซื้อที่นั่นกันเถอะ”
บริเวณภูเขานั้นสามารถปลูกต้นไม้ผลไม้ได้ ส่วนที่ดินผืนอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ทั้งสองคนจึงขับรถบรรทุกไปตามทาง พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ในไม่ช้าก็มาถึงจุดหมาย
ภูเขาที่พวกเขาเลือก ในสายตาของคนอื่นเป็นเพียงเนินดินที่ไม่สูงนัก ที่ดินรกร้างโดยรอบก็ทอดยาวออกไป มองไม่ออกว่ามีค่าอะไร
ดังนั้นเมื่อพวกเขาไปสอบถาม ชาวบ้านแถวนั้นก็นำทางไปพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเจรจาต่อรองราคา
เดิมทีฟ่านซีซีคิดว่าจะต้องใช้เวลาพูดคุยกันสักพัก แต่เนื่องจากมีพี่จิ่นเฉิงอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองราคา การวัดที่ดิน หรือการร่างสัญญา เธอไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพียงแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ และเซ็นชื่อในตอนท้ายก็พอ
ในที่สุดพวกเขาก็ซื้อภูเขาลูกนั้นและที่ดินรกร้างโดยรอบหลายสิบไร่ ด้วยราคาหนึ่งแสนแปดหมื่นหยวน
เพื่อแสดงความจริงใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงเพื่อความสะดวกของตัวเอง ฟ่านซีซีได้มอบเงินพิเศษสองหมื่นหยวนให้กับผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เขาช่วยเรียกชาวบ้านมาช่วยกั้นพื้นที่ ถางที่รกร้าง และก่อกำแพง
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว แม้ว่าฟ่านซีซีจะหิวโหย แต่เธอก็ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ฟ่านจิ่นเฉิงก็มีความสุขเช่นกัน เพียงเพราะเด็กสาวตัวน้อยของเขามีความสุข
หลังจากขับรถกลับมาถึงร้านอีเหริน ฟ่านซีซีรู้สึกสบายใจราวกับยกภูเขาออกจากอก พอเจอคนในครอบครัว เธอก็เริ่มเล่าทันที ทุกสีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ
“พ่อ แม่ ป้าหลิ่ว หนูจะเล่าให้ฟังนะ วันนี้หนูกับพี่จิ่นเฉิงทำเรื่องใหญ่มา...”
ฟ่านซีซีเล่าถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาในวันนี้ด้วยความกระตือรือร้น ยากจะระงับความรู้สึก ทั้งตัวเปล่งประกายออกมา
ฟ่านจิ่นเฉิงมองดูฟ่านซีซีที่ดูเหมือนหางจะชี้ฟ้า ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และอดขำไม่ได้
ทำไมถึงน่ารักขนาดนี้นะ!
หลิ่วซิ่งฟางเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา เธอส่งเสียงเบาๆ “โอ้ พวกเธอสองคนช่างมีความคิดจริงๆ”
[1] หางชี้ฟ้า หมายถึง การที่ใครคนหนึ่งรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และแสดงออกมาด้วยความตื่นเต้นหรือมีความสุขมาก
บทที่ 37: ดูสิว่าแม่จะไม่ตีลูกตาย!
ทันทีที่เห็นจิ่นเฉิงขับรถกลับมา เธอยังคิดอยู่เลยว่ารถมาจากไหน!
คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเป็นเด็กสองคนนี้ที่ซื้อมาให้
ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปดูรถบรรทุก
“รถคันนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆเลยใช่ไหม?” ฟ่านจื้อซิงกลืนน้ำลายลงคอ
เขารู้ว่าลูกสาวมีเงิน แต่จู่ๆก็ซื้อทั้งภูเขา ซื้อทั้งรถ ใช้เงินมากขนาดนี้เลยเหรอ!
ฟ่านซีซีกลัวว่าคนในครอบครัวจะเสียดายเงิน จึงรีบตรงเข้าไปอวดฟ่านจิ่นเฉิงทันที
“พ่อคะ รถคันนี้พี่จิ่นเฉิงกับเพื่อนทำงานได้เงินมาซื้อให้พ่อต่างหาก เขาบอกว่าเอาไว้ใช้ขนของเข้าร้าน แล้วก็ขนส่งต้นไม้ดอกไม้ที่พื้นที่เพาะปลูกได้ด้วย เดี๋ยวพ่อไปสอบใบขับขี่ ต่อไปจะได้ไปไหนมาไหนสะดวก”
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ฟ่านจิ่นเฉิงก็หันไปพูดกับแม่ของเขาว่า “ซีซีบอกว่าผมซื้อรถแล้ว เธอไม่มีส่วนร่วมเลย เลยทำหน้าบึ้งตึงตลอดทาง แล้วบังคับให้ผมซื้อมอเตอร์ไซค์ผู้หญิงให้แม่คันหนึ่ง บางทีคุณป้ากับซีซีก็ต้องออกไปข้างนอก เลยซื้อมาทีเดียวสองคัน แม่ครับ เดี๋ยวลองขี่ดูนะ ต่อไปจะได้ออกไปข้างนอกสะดวกหน่อย”
หลิ่วซิ่งฟางหัวเราะออกมาทันที เด็กคนนี้นี่ดีจริงๆ ทั้งแสนรู้ ทั้งนึกถึงเธอด้วย
รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เบากว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป แถมยังเป็นแบบสกู๊ตเตอร์อีก เธอมองปราดเดียวก็ชอบเลย
ในเมื่อซื้อมาแล้ว ฟ่านจื้อซิงและเฉินเยว่อิงก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา ทั้งสามคนยืนล้อมดูรถบรรทุกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันยกมอเตอร์ไซค์สองคันลงมา แล้วลองขี่ดู
ฟ่านจิ่นซินที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ทุกครั้งที่ฟ่านซีซีซื้อของมาให้แม่ของเธอ ไม่เคยคิดถึงเธอเลยสักครั้ง
เวลานี้เธอเองก็ลืมไปเสียสนิท เสื้อโค้ทขนแกะและเสื้อไหมพรมขนแกะก่อนหน้านี้ เธอก็ได้ไปไม่น้อยเลย
พอเห็นแม่ของตัวเองกับแม่ของซีซีลองขี่รถอย่างสบายใจ ฟ่านจิ่นเฉิงก็จูงมือฟ่านซีซีอย่างเป็นธรรมชาติ
“ซีซี กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
“อืม ฉันหิวแล้ว!”
“อยากกินอะไร เดี๋ยวฉันทำให้กิน”
“ฉันอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน”
ฟ่านจิ่นซินได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “เย็นนี้พวกเรากินบะหมี่กัน ในหม้อยังมีเหลืออยู่”
ฟ่านซีซีเบะปาก “ฉันอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน”
“ได้ งั้นทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน” ฟ่านจิ่นเฉิงไม่รังเกียจที่จะทำให้ เขายินดีเอาใจเธอและเอาใจกระเพาะของเธอ
ฟ่านจิ่นซินโมโหจนแทบคลั่ง ฟ่านซีซีพูดอะไรพี่ชายของเธอก็เห็นด้วยไปหมด ไม่มีการขัดใจ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเลย
เธอก็อยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน อยากกินเนื้อเหมือนกัน แต่ดูจากนิสัยของพี่ชายเธอแล้ว เขาคงทำแค่สองที่ แบ่งกันกินกับฟ่านซีซีแค่นั้น
เธอมองดูทั้งสองคนจูงมือกันจากไป ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับตัวเอง
ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต แค่ซื้อมอเตอร์ไซค์เอง ซ่างตงให้เงินเธอมา เธอยังไม่ได้ใช้เลย วันนั้นเธอถ่ายรูปให้เขาไปตั้งร้อยกว่ารูป นั่นหมายความว่า เงินก้อนนั้น เธอไม่ต้องใช้คืนแล้ว
ของที่ฟ่านซีซีอยากได้ พี่ชายก็ซื้อให้ ของที่เธออยากได้ อย่างมากก็แค่ซื้อเอง
ด้วยความรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจ วันต่อมาเธอจึงโดดเรียน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฟ่านจิ่นซินตื่นเช้าทุกวัน ไปโรงเรียนเป็นคนแรกทุกวัน และกลับห้องนอนเร็วที่สุดทุกคืน
จู่ๆ เธอก็ทำเหมือนทุกคนเป็นอากาศธาตุ ทำตัวลึกลับน่าสงสัย
แต่ฟ่านซีซีกลับรู้สึกว่าสายตาที่ฟ่านจิ่นซินมองตนเองนั้นมีความภาคภูมิใจอยู่เล็กน้อย แม้เธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายภูมิใจเรื่องอะไรก็ตาม
คืนวันศุกร์ ฟ่านซีซีปิดไฟเข้านอนไปแล้ว แต่จู่ๆก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องไห้จากห้องตรงข้าม
ตามมาด้วยเสียงของตกพื้น และเสียงร้องไห้ของฟ่านจิ่นซิน
“หนูไม่ได้ขโมยเงิน พวกคุณใส่ร้ายหนูไม่ได้...”
เฉินเยว่อิงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ยินเสียงอึกทึกจึงรีบวิ่งออกไป
“ซิ่งฟาง มีอะไรก็พูดกับลูกดีๆสิ จิ่นซินก็เป็นเด็กที่น่ารักนะ”
หลิ่วซิ่งฟางโกรธจนตัวสั่น ชี้ไปที่ฟ่านจิ่นซินแล้วพูดว่า “รู้ไหมว่าเธอทำอะไร? เธอแอบไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ทั้งค่าเครื่องและค่าเปิดเบอร์รวมกันเป็นเงินกว่าหมื่นหยวน เธอเอาเงินมาจากไหน?”
เธอพูดพลางจ้องลูกสาวตาเขม็ง “ฟ่านจิ่นซิน วันนี้ลูกต้องสารภาพมาให้หมด ไม่งั้นแม่จะหักขาลูก”
ฟ่านจิ่นซินทั้งตกใจทั้งกลัว แต่เมื่อเห็นฟ่านเจวียนเจวียนและฟ่านมี่มี่ใส่รองเท้าแตะวิ่งออกมาดู เธอก็รู้สึกอับอาย จึงตะโกนออกมาทั้งน้ำตาว่า “พี่ชายมีเงินซื้อรถ แม่ก็ไม่เห็นจะถามว่าเขาเอาเงินมาจากไหน ฟ่านซีซีซื้อรถซื้อที่ดิน ทุกคนก็ไม่เคยว่าอะไรสักคำ ทำไมพอหนูซื้อของแค่ชิ้นเดียว แม่ถึงต้องถามนั่นถามนี่ หนูไม่มีสิทธิ์มีความลับบ้างเลยหรือไง?”
หลิ่วซิ่งฟางเห็นเธอเถียงกลับ ก็โกรธจนถอดรองเท้าแตะข้างหนึ่งฟาดก้นเธอ
“เป็นเรื่องปกติที่ซีซีจะมีเงิน เธอมีเงินทุนการศึกษาตั้งสองแสนหยวน ลูกเทียบกับเธอได้เหรอ? ส่วนพี่ชายของลูกมีเงินอยู่บ้าง เป็นเงินที่แม่ให้เขา เขาจะเอาเงินไปซื้อรถแล้วมันผิดตรงไหน? ลูกมีความสามารถอะไรบ้าง? ลูกเอาเงินหมื่นกว่าหยวนมาจากไหนถึงซื้อโทรศัพท์ได้”
“แม่ลำเอียง!” ฟ่านจิ่นซินโต้แย้งทั้งน้ำตา
เธอแค่ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว มันผิดตรงไหน เธอไม่ได้ใช้เงินของพวกเขาสักหน่อย
ปกติฟ่านจิ่นเฉิงเป็นคนใจเย็นกับครอบครัว แต่ตอนนี้เขากลับทำสีหน้าเย็นชา “ฟ่านจิ่นซิน เธอจะมีความลับก็ได้ แต่เรื่องที่มาของเงินเธอก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนนะ ตอนนี้มีผู้หญิงบางคนไม่เอาไหน อยากจะหาเสี่ยเลี้ยง คบกับผู้ชายที่อายุมากกว่าตัวเองหลายสิบปี เธออย่าทำแบบนั้นนะ ไอ้เด็กหนุ่มที่อยู่ในเขตหมี่ตงนั่นตระหนี่จะตาย คงไม่ให้เงินเธอซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นหมื่นหยวนหรอก อย่าให้ฉันต้องไปเผชิญหน้ากับเขานะ”
“พี่...พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง... ฮึก...พี่ยังเป็นพี่ชายฉันอยู่หรือเปล่า?” ฟ่านจิ่นซินทั้งตกใจทั้งโกรธ จนสะอึกสะอื้นออกมา
“ถ้าที่มาของเงินไม่มีปัญหา แค่พูดอธิบายมันยากมากนักหรือไง?” ฟ่านจิ่นเฉิงถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อเห็นแววตาเย็นชาและผิดหวังของพี่ชาย ฟ่านจิ่นซินก็รู้สึกหงุดหงิดใจ เธอจึงกัดฟันพูดว่า “ฉันยืมเงินเขามา พอใจหรือยัง!”
“ยืมใครมา?” เห็นได้ชัดว่าหลิ่วซิ่งฟางยังไม่ค่อยเชื่อ
เด็กมัธยมปลายปี2แบบนี้ ไม่มีปัญญาใช้คืนหรอก ใครจะให้เธอยืมเงินตั้งมากมาย
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นซินก็คอตก ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“พูด!” สีหน้าของฟ่านจิ่นเฉิงเริ่มบ่งบอกถึงความโกรธ เขาสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาคิดไว้
ฟ่านจิ่นซินเองก็กลัวพี่ชายของเธออยู่ไม่น้อย พอเห็นสีหน้าเอาเรื่องแบบนั้น เธอก็ร้องไห้จ้าออกมาทันที
“ก็...ก็ซ่างตงให้ฉันยืม ฉันไปขอฟ่านซีซีตอนนั้นแล้วเธอไม่ให้ยืม ซ่างตงเลยให้ฉันยืมเอง ฉันก็เลยรับไว้”
ฟ่านซีซีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะมาเกี่ยวกับตัวเองด้วย
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร หลิ่วซิ่งฟางก็ใช้ส้นรองเท้าฟาดไปที่ฟ่านจิ่นซินอีกครั้ง
“ทำไมเขาต้องให้ลูกยืมเงินด้วย ลูกก็ไม่ได้อดอยากขัดสนอะไร ยืมเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ...ทีอย่างนี้ทำเป็นเก่ง ดูสิว่าแม่จะไม่ตีลูกตาย”
ตอนนี้แววตาของฟ่านจิ่นเฉิงเต็มไปด้วยความเย็นชา น้องสาวคนนี้นี่มันโง่จริงๆ ชาติที่แล้วก็โดนคนอื่นหลอกใช้ คอยสร้างเรื่องวุ่นวายให้ซีซีไม่หยุด ทำให้ซีซีต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อย ตอนนี้ยังกล้ามาขอยืมเงินจากซ่างตงอีก ท้าทายขีดจำกัดความอดทนของเขาจริงๆ
เขาคว้าตัวฟ่านจิ่นซินที่กำลังโดนตีอยู่เข้ามาหา “เธอยอมตกลงอะไรกับเขาหรือเปล่า เขาถึงได้ใจดีให้เธอยืมเงินง่ายๆแบบนั้น”
บทที่ 38: ต้องการชดเชยความเสียใจทั้งหมด
ฟ่านซีซีก็ตั้งใจฟังเช่นกัน เธออยากรู้ว่าซ่างตงให้ฟ่านจิ่นซินยืมเงินทำไม
ในยุคนี้ เงินหมื่นกว่าหยวนไม่ใช่น้อยๆ ถึงแม้ซ่างตงจะเป็นลูกหลานคนรวย แต่นี่ก็นับว่าเป็นเงินก้อนโต
ฟ่านจิ่นซินไม่กล้าพูด เกรงว่าพี่ชายจะยิ่งโกรธ
ส่วนหลิ่วซิ่งฟางก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงโมโหจนตัวสั่น คว้ารองเท้าจะตีปากลูกสาว
“พูดหรือไม่พูด! ปากนี่เริ่มหัดโกหกแล้วเหรอ เก่งขึ้นแล้วสินะ...”
เฉินเยว่อิงเห็นว่าซิ่งฟางลงมือหนักจริงๆ จึงรีบเข้าไปห้าม
“ใจเย็นๆ คุยกันดีๆ! จิ่นซิน อย่าทำให้แม่โกรธสิ แม่เลี้ยงดูพวกเธอมาลำบาก จะพูดอะไรก็พูดกันดีๆ แค่ยืมเงินเอง พูดให้ชัดเจนก็จบแล้ว”
ครั้งนี้ฟ่านจิ่นซินกลัวจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนโต แม่ไม่เคยโกรธหรือตีเธอแบบนี้มาก่อน
เธอพูดทั้งน้ำตาว่า “เขาแค่ให้หนูถ่ายรูปฟ่านซีซีให้เขา แล้วเขาก็ให้เงินหนู ไม่ได้ถ่ายอะไรเสียหาย แค่รูปธรรมดา ธรรมดา รูปฟ่านซีซีปลูกต้นไม้ดอกไม้ หนู...”
เธอพูดไม่ทันจบประโยค ฟ่านจิ่นเฉิงก็ตบหน้าเธออย่างแรง
ฝ่ามือนั้นทำให้ฟ่านจิ่นซินถึงกับมึนงงไปเลย
ส่วนหลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ
ฟ่านเจวียนเจวียนและฟ่านมี่มี่ที่แอบมองเหตุการณ์อยู่ก็ยิ่งตกตะลึงจนต้องเอามือปิดปาก
พวกเขาไม่เคยเห็นฟ่านจิ่นเฉิงโกรธและน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
ฟ่านจิ่นเฉิงมองฟ่านจิ่นซินด้วยแววตาผิดหวัง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องแล้วปิดประตูใส่
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ฟ่านจิ่นซินกลับตัวสั่นด้วยความกลัวจนทรุดลงไปกองกับพื้น
เธอรู้ดีว่าเธอทำให้พี่ชายโกรธมากแค่ไหน
หลิ่วซิ่งฟางทรุดตัวลงนั่งข้างๆด้วยความรู้สึกผิดหวังในตัวลูกสาวไม่ต่างกัน
ครั้งนี้แค่แอบถ่ายรูป แล้วครั้งหน้าล่ะ จะทำอะไรอีก?
ทำไมลูกชายถึงโกรธ จริงๆแล้วเธอในใจเธอรู้ดี
ในขณะที่บรรยากาศค่อยๆตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ฟ่านซีซีก็เดินถือเงินก้อนหนึ่งไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วยัดเงินใส่มือของฟ่านจิ่นซิน
“พรุ่งนี้เอาเงินไปคืนซ่างตง แล้วเอารูปกลับมา วันนั้นที่เธอแอบตามฉันไปที่พื้นที่เพาะปลูก อย่างน้อยก็ต้องถ่ายไปร้อยกว่ารูป ต้องเอากลับมาให้ฉันไม่ขาดแม้แต่รูปเดียว รวมทั้งฟิล์มด้วย เธอต้องรู้นะว่าพี่ชายของเธอยังไม่มีรูปฉันมากขนาดนี้เลย”
พอพูดจบ เธอก็พูดเบาๆกับหลิ่วซิ่งฟางว่า “ป้าหลิ่ว อย่าโกรธเลยนะคะ ในช่วงที่คนเรากำลังเติบโต ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ทำอะไรโง่ๆบ้าง ต่อไปก็ระวังหน่อยก็พอค่ะ หนูจะไปดูพี่จิ่นเฉิงนะคะ”
หลิ่วซิ่งฟางเห็นซีซีเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ ทั้งยังพูดแทนลูกสาวของเธออีก เธอจึงพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด “ไปเถอะ ไปดูเขาหน่อย”
เธอเข้าใจลูกชายของตัวเอง ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะจิ่นซินทำให้เขาโกรธจริงๆ เขาคงไม่ลงมือตีเธอหรอก
ฟ่านซีซีเปิดประตูเข้าไป เธอเห็นพี่จิ่นเฉิงนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
เธอค่อยๆเดินเข้าไปหา ยื่นมือโอบคอเขา แล้วพูดอย่างหวานซึ้งว่า “พี่จิ่นเฉิง พรุ่งนี้เราไปซื้อกล้องถ่ายรูปกันไหม แล้วไปถ่ายรูปกัน ถ่ายเยอะๆ ถ่ายรูปคู่กัน ดีไหม?”
ชาติที่แล้วเธอมีความเสียดายในใจหลายอย่าง เธอไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพี่จิ่นเฉิง ไม่ได้ถ่ายรูปชุดแต่งงานกับเขา...
ชาตินี้ เธอจะชดเชยทั้งหมด
ถึงแม้ตอนนี้จะยังเด็กเกินไปที่จะถ่ายรูปแต่งงาน แต่การถ่ายรูปคู่กันก็น่ารักไปอีกแบบนะ!
ฟ่านจิ่นเฉิงรู้ตัวตั้งแต่ฟ่านซีซีเข้ามาแล้ว เขามองเธอออดอ้อนเพื่อทำให้เขาอารมณ์ดี จึงดึงเธอเข้ามากอดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ฟ่านจิ่นซินสมควรโดนสั่งสอนบ้างแล้ว”
ชาติที่แล้ว ซ่างตงมีรูปของซีซีเยอะมาก พอซีซีจากไป ซ่างตงก็ยังจัดนิทรรศการภาพวาด ทุกภาพล้วนเป็นรูปของซีซี เป็นภาพที่วาดอย่างละเอียดอ่อนราวกับว่าซีซีในภาพวาดสามารถเดินออกมาจากแสงแดดได้
ต่อมา เขาก็ได้เห็นรูปเหล่านั้นโดยบังเอิญ...
ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนั้น เขารู้สึกตกใจและอิจฉาซ่างตงมากแค่ไหน
ซีซีของเขาไม่เคยถ่ายรูปคู่กับเขาเลยสักใบ เขาเองก็ไม่มีรูปของเธอมากเท่าซ่างตง
ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า รูปถ่ายพวกนั้นของซ่างตง มาจากน้องสาวที่แสนดีของเขา
“พี่ก็สั่งสอนไปแล้วนี่ อย่าโกรธอีกเลยนะ”
ฟ่านซีซีพูดพลางลูบหลังของเขาเบาๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาว่า “พี่จิ่นเฉิง พอถึงวันเกิดครบสิบแปดปี เราไปถ่ายรูปแต่งงานกันไหม ถือเป็นของขวัญวันเกิดให้ฉัน”
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นเฉิงก็เปลี่ยนจากโกรธเป็นดีใจ เขามองเธอด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่คงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหม?” ฟ่านซีซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง
ฟ่านจิ่นเฉิงหัวเราะพลางบีบแก้มนุ่มนิ่มของเธอเบาๆ “ทำไมฉันจะต้องปฏิเสธด้วยล่ะ อยากรีบถ่ายใจจะขาดแล้ว ซีซี เธอต้องจำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดีล่ะ วันนั้นอย่าลืมนะ”
ไม่ได้การ ต่อไปเขาต้องคอยย้ำเตือนเด็กคนนี้บ่อยๆเสียแล้ว
ฟ่านซีซีเห็นว่าอารมณ์ของเขาดีขึ้นแล้ว จึงใช้นิ้วจิ้มไปที่อกของเขาอย่างซุกซน “พี่ช่วยจำไว้ให้หน่อยสิ ฉันจะกลับไปนอนแล้ว พี่ก็พักผ่อนแต่หัวค่ำด้วยนะ”
“ฉันไปส่ง”
เพียงแค่เดินไปสองก้าว ฟ่านจิ่นเฉิงกลับตั้งใจไปส่งฟ่านซีซีที่บ้าน รอจนกระทั่งเธอหลับตาลงแล้วเข้านอน เขาจึงปิดไฟให้เธอแล้วกลับบ้าน
เฉินเยว่อิงรู้สึกจนใจเล็กน้อยในตอนที่ปิดประตู แต่ในใจของเธอก็ได้จดจำชื่อของใครบางคนเอาไว้
ซ่างตง ต่อไปต้องคอยจับตาดูคนคนนี้เอาไว้ให้ดี
……
วันรุ่งขึ้น ฟ่านจิ่นซินไปหาซ่างตงที่ตึกข้างๆ แต่ไม่พบเขา เธอจึงไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนทั้งวัน ไม่กล้าไปที่ร้าน และยิ่งไม่กล้าไปกินข้าวบ้านฟ่านซีซี เธอจึงต้องหิวไปทั้งวัน
ฟ่านซีซีเองก็ยุ่งกับการออกแบบพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองของเธอเช่นกัน เธอออกไปตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาค่ำมืด
วันอาทิตย์ ลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ได้มาเยี่ยมบ้านของฟ่านซีซีตั้งแต่เช้า
“ซีซี ไปเดินเล่นกันไหม วันนี้มีศูนย์การค้าเสื้อผ้าเปิดใหม่ที่ถนนซี มีโปรโมชันด้วยนะ!” ลู่เหยาพูดด้วยความตื่นเต้น พลางตบกระเป๋าใบโตที่เต็มไปด้วยเงินของเธอเบาๆ
“หนึ่งพันหยวน นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ให้เงินฉันซื้อของเยอะขนาดนี้”
ฟ่านซีซีเหลือบมองแล้วยิ้ม “เธอวางแผนจะซื้ออะไรเหรอ?”
“เสื้อผ้าไง เข้าฤดูหนาวแล้ว ฉันไม่มีเสื้อผ้าใส่ เสี่ยวอิน เธอจะซื้ออะไรล่ะ?”
อวี๋เสี่ยวอินพูดอย่างเขินอาย “แม่ให้ฉันมาแค่สองร้อยหยวน บอกว่าอยากซื้ออะไรก็ซื้อ”
บ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยนัก เงินสองร้อยหยวนถือว่ามากแล้วสำหรับเธอ
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกางแขนโอบไหล่ทั้งสองคน “พวกเรามาขายดอกไม้กันเถอะ”
“ขาย...ขายดอกไม้?” ลู่เหยาทำหน้ามุ่ย เธออยากไปเดินเล่นนี่นา!
ฟ่านซีซีลูบหัวทั้งสองคน พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี “พวกเธอย้ายบ้านใหม่ ฉันยังไม่ได้ให้ของขวัญอะไรกับพวกเธอเลย วันนี้จะให้ดอกไม้พวกเธอคนละ20กระถาง เดี๋ยวเราไปขายกันที่หน้าศูนย์การค้าเสื้อผ้าแถวถนนซี ขายได้เท่าไหร่ค่อยเอาไปชอปปิงข้างใน เป็นไง?”
“แบบนี้มันจะดีเหรอ คนอื่นเขาจะหาว่าพวกเราแย่งที่ขายของเขาหรือเปล่า เหมือนมาวุ่นวายในพื้นที่ของเขา” อวี๋เสี่ยวอินดูไม่ค่อยมั่นใจ
ลู่เหยาก็ลังเลเล็กน้อย “เราจะโดนไล่หรือเปล่า?”
ถ้าเป็นแบบนั้นคงจะขายหน้าแย่
บทที่ 39: ไม่ได้ออกแรง ไม่ได้ลงมือ
ฟ่านซีซีตบบ่าทั้งสองคนอย่างองอาจ “กลัวอะไร มีฉันอยู่ทั้งคน ฉันจะไปคุยกับคนของศูนย์การค้าเสื้อผ้าเอง การที่เราไปขายของหน้าห้างแบบนั้น มันเป็นการช่วยเรียกลูกค้าให้พวกเขา พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธหรอก”
“งั้น...พวกเราลองไปดูไหม?” อวี๋เสี่ยวอินพูดเสียงเบา
“ไปสิ! วันนี้ฉันทุ่มสุดตัว” ลู่เหยาได้ยินที่ฟ่านซีซีพูดก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที เธอตื่นเต้นมาก
ฟ่านซีซีถือโอกาสนี้หันไปพูดกับฟ่านจิ่นเฉิงที่กำลังนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่ที่ห้อง “พี่จิ่นเฉิง ช่วงเช้าพี่ไม่ไปไหนใช่ไหม ช่วยฉันขนดอกไม้ไปที่ถนนซีหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ!” ฟ่านจิ่นเฉิงกดแป้นพิมพ์สองสามที จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์แล้วลุกขึ้นยืน
ลู่เหยาเห็นฟ่านจิ่นเฉิงออกมาเป็นคนแรกก็ยิ้มขำแล้วสะกิดที่เอวของฟ่านซีซี ฟ่านจิ่นเฉิงนี่เชื่อฟังจริงๆ เป็นแฟนในอุดมคติชัดๆ
เพื่อนเล่นในวัยเด็กนี่มันน่าอิจฉาจริงๆ เรียกเมื่อไรก็มา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องถูกตามใจ ถูกเอาอกเอาใจทุกวัน
“ซีซี พวกเธอจะเอาดอกไม้อะไร เดี๋ยวฉันช่วยขนไปให้ พวกเธอขี่จักรยานไปที่ถนนซีก่อนเลย” ฟ่านจิ่นเฉิงสรุปแผนการเดินทางและจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยภายในเวลาไม่นาน
“แล้วแต่พี่เลย!” พูดจบฟ่านซีซีก็พาลู่เหยากับอวี๋เสี่ยวอินออกไปอย่างสบายใจ
พอออกจากบ้าน ลู่เหยาถามฟ่านซีซีด้วยความสงสัยว่า “ซีซี ฟ่านจิ่นเฉิงรู้หรือเปล่าว่าเธออยากได้ดอกไม้อะไร?”
เธอนึกว่าพวกเธอต้องไปเลือกดอกไม้ที่พื้นที่เพาะปลูกซะอีก
อวี๋เสี่ยวอินเม้มปากยิ้มพลางพูดว่า “ฟ่านจิ่นเฉิงต้องรู้แน่ๆ ว่าปกติซีซีชอบดอกไม้อะไร ยังไงซะไม่ว่าเขาจะเลือกอะไร ซีซีก็ชอบหมดแหละ”
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่เพาะปลูกของซีซียังไม่มีดอกไม้ที่ไม่สวยเลยสักดอก
ฟ่านซีซีกลับพูดอย่างจริงจังว่า “เขาไม่เลือกแค่ดอกไม้ที่ฉันชอบหรอก เขามองการณ์ไกลกว่าฉันเยอะ เชื่อสิ เดี๋ยวพวกเธอก็รู้”
ลู่เหยากับอวี๋เสี่ยวอินมองหน้ากัน ก่อนจะก้มหน้ายิ้มน้อยๆ
แน่นอน ในสายตาของคนรัก มักจะมองว่าอีกฝ่ายสมบูรณ์แบบที่สุดเสมอ
เมื่อมาถึงศูนย์การค้าเสื้อผ้าที่ถนนซี ฟ่านซีซีไม่ได้รีบไปรับคูปองและไปดูความครึกครื้นเหมือนคนอื่นๆ เธอตรงไปหาผู้จัดการของศูนย์การค้า และบอกว่าเธอต้องการขายดอกไม้หน้าทางเข้า
แน่นอนว่าเธอพูดอย่างมีชั้นเชิงและจริงใจมาก จนในที่สุดเขาก็ตอบตกลงโดยแทบไม่ต้องคิด
เพราะเด็กสาวสามคนนี้ตั้งใจจะขายดอกไม้แล้วเอาเงินมาใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าเสื้อผ้า แถมยังช่วยดึงดูดลูกค้าให้อีก ของที่ขายก็ไม่ได้ไปทับกับสินค้าของที่นี่ พวกเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ลู่เหยาอุทานด้วยความประหลาดใจกับผลที่เกิดขึ้น เธออดไม่ได้ที่จะชูหัวแม่มือให้ฟ่านซีซี
“ซีซี ฉันนับถือเธอจริงๆ ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่กล้าพูดแบบนั้นหรอก”
อวี๋เสี่ยวอินก็พยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็ไม่กล้าเหมือนกัน”
“พวกเธอยังเด็ก อนาคตมีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนอีกเยอะ” ฟ่านซีซีกล่าวปลอบใจลวกๆ
ลู่เหยา “...”
อวี๋เสี่ยวอิน “...”
พวกเธอได้ยินอะไรกัน?
พวกเธอทั้งสองคนอายุมากกว่าซีซีไม่ใช่เหรอ พวกเธออายุเกือบสิบเจ็ดปีแล้วนะ
“พวกเธอเข้าไปเดินเล่นก่อนสิ ฉันจะรอพี่จิ่นเฉิงอยู่ตรงนี้” ฟ่านซีซีพูดพลางดันทั้งสองคนเข้าไปในศูนย์การค้าเสื้อผ้า
ทั้งคู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าไปดูเสื้อผ้าก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเธอเดินวนรอบศูนย์การค้าเสื้อผ้าและออกมา พวกเธอพบว่ามีคนจำนวนมากกำลังยืนล้อมอยู่ด้านนอก มีพนักงานของศูนย์การค้าหลายคนกำลังยกกระถางต้นไม้ขึ้นไปชั้นสอง
ทั้งสองคนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน
เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเธอได้ยินเสียงคนตะโกนดังๆว่า “อย่าแย่งกันสิ! ฉันจะเอาต้นไม้มงคลสองกระถางนี้นะ จะวางไว้ที่หน้าร้านเสื้อผ้าของฉัน อย่าแย่งต้นเงินต้นทองสองกระถางนี้กับฉันด้วย”
“โอ้ มาสายไปแล้ว งั้นฉันขอเอาต้นไผ่มงคลสองกระถางนี้แล้วกัน!”
“ฉันขอต้นโชคลาภ...”
“ฉันขอต้นคริสต์มาสสองกระถาง”
“ฉันขอต้นว่านสิบแสน...”
……
ขณะที่ทุกคนแย่งกันจ่ายเงิน ฟ่านซีซีก็ฉวยโอกาสโฆษณาพื้นที่เพาะปลูกของเธอ
“ถ้าทุกคนยังอยากซื้อดอกไม้และต้นไม้ ตอนนั้นสามารถไปที่พื้นที่เพาะปลูกแถว ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ข้างในมีดอกไม้และต้นไม้หลากหลายชนิด ทุกคนสามารถไปเลือกได้ หรือจะไปซื้อที่ร้านอีเหรินก็ได้เช่นกัน”
ผู้คนที่อยากซื้อแต่ยังไม่ได้ซื้อ พอได้ยินว่ายังมีที่ที่สามารถซื้อต้นไม้ดอกไม้แบบนี้ได้ แถมยังมีพันธุ์ให้เลือกมากกว่านี้ ความเสียดายในใจก็พลันมลายหายไป
ลู่เหยายืนเกาหัวอยู่ด้านหลัง บอกว่าจะมาขายดอกไม้ แต่เธอยังไม่เห็นของเลย ซีซีก็ขายเกือบจะหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ซีซีเพียงแค่พูดไม่กี่คำ ก็เหมือนได้โฆษณาให้ทั้งพื้นที่เพาะปลูกและร้านอีเหริน นับว่าเธอเก่งจริงๆ
หลังจากฝูงชนสลายตัว ลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินก็มาถึงข้างกายฟ่านซีซีเสียที
“ฟ่านจิ่นเฉิงไปไหนแล้วล่ะ?” ลู่เหยาถามด้วยความสงสัย
แค่แปบเดียว เธอคิดว่าฟ่านจิ่นเฉิงน่าจะอยู่เป็นเพื่อนซีซีที่นี่
ฟ่านซีซีนับเงินพลางพูดว่า “ที่นี่จอดรถยาก พอขนของลงเสร็จ ฉันก็เลยให้เขากลับไปก่อน”
พอพูดจบ เธอก็แบ่งเงินในมือออกเป็นสามส่วน มอบให้ลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินคนละหกร้อยหยวน
“นี่...จะให้พวกเราจริงๆเหรอ? พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” อวี๋เสี่ยวอินรู้สึกเกรงใจที่จะรับเอาไว้
ลู่เหยาก็โบกมือเป็นพัลวัน “ซีซี พวกเราไม่เอา พวกเราไม่ได้ออกแรงอะไร ไม่ควรจะรับเงินนี้”
“เอาไปเถอะ! บอกแล้วว่าจะให้พวกเธอ20กระถาง ขายได้เงิน พวกเธอก็เอาไปเถอะ ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก นี่ไม่ใช่ของที่ให้กันได้ทุกวันนะ ถือเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่” ฟ่านซีซีพูดพลางเก็บเงินส่วนของตัวเองใส่กระเป๋า จากนั้นก็ไปที่เคาน์เตอร์ของศูนย์การค้าเสื้อผ้า เพื่อขอยืมไม้กวาดและที่โกยผงมาช่วยกวาดเศษดินที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นด้านนอก
อวี๋เสี่ยวอินมองการกระทำของฟ่านซีซี ในใจรู้สึกซาบซึ้ง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฟ่านจิ่นเฉิงถึงชอบฟ่านซีซีมาก
ซีซีทั้งสวยทั้งฉลาด แถมยังมีน้ำใจ การได้เป็นเพื่อนกับเธอช่างดีจริงๆ
จริงๆแล้วเสี่ยวอินพอจะเข้าใจว่าทำไมวันนี้ซีซีถึงพูดขึ้นมาลอยๆว่าจะขายดอกไม้ เพราะฐานะทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวย เมื่อมาที่ศูนย์การค้าเสื้อผ้า เธอพกเงินติดตัวมาแค่สองร้อยหยวน ซีซีคงกลัวว่าเธอจะไม่มีเงินและรู้สึกแตกต่าง
ถ้าอยากให้ของขวัญขึ้นบ้านใหม่จริงๆ เธอน่าจะให้ดอกไม้ไปเลยก็ได้
ฟ่านซีซีเป็นคนรักสะอาด เธอจึงวิ่งไปล้างมือที่ศูนย์การค้าเสื้อผ้า จากนั้นก็ถามลู่เหยากับอวี๋เสี่ยวอิน
“พวกเธอมีเสื้อผ้าที่ถูกใจกันบ้างไหม?”
“มีสิ พวกเรากำลังจะไปลองชุดกัน มีอยู่หลายชุดที่สวยมาก ซีซี เดี๋ยวเธอช่วยฉันกับเสี่ยวอินดูหน่อยนะ ว่าชุดไหนสวย” ลู่เหยารู้สึกตื่นเต้นอยากจะลองชุดแล้ว
“ใช่แล้ว วันนี้เสื้อขนเป็ดที่ศูนย์การค้าเสื้อผ้าลดราคาเยอะมาก ฉันกะว่าจะซื้อสักสองตัว” อวี๋เสี่ยวอินพูดด้วยรอยยิ้ม
“มีเสื้อขนเป็ดด้วยเหรอ งั้นฉันซื้อด้วย” ถึงแม้ในตู้เสื้อผ้าของฟ่านซีซีจะมีเสื้อผ้าอยู่มากมาย แต่เสื้อขนเป็ดที่ทั้งหนาและเบายังไม่มีสักตัว
ช่วงนี้เธอสูงขึ้น เสื้อผ้าเมื่อปีที่แล้วแขนเสื้อก็เริ่มสั้น ดังนั้น พอมาถึงร้านขายเสื้อขนเป็ด เห็นว่าแบบก็พอใช้ได้ เธอเลยซื้อมาทีเดียวเป็นสิบตัว
ลู่เหยามองเธอด้วยความตะลึง “ซีซี เธอซื้อเสื้อขนเป็ดเยอะขนาดนี้จะเอาไปทำอะไร ขายเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอก พวกเรามีกันหลายคน คนละสองตัว นี่ไง ซื้อเยอะๆ จะได้ลดเยอะๆ” ฟ่านซีซีชี้ไปที่ป้ายโฆษณาลดราคาตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน
ซื้อสองตัวลดสิบเปอร์เซ็นต์ ซื้อสามตัวลดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ซื้อเกินสิบตัว ลดไปเลยสามสิบเปอร์เซ็นต์!
บทที่ 40: ฉันเลี้ยงเขาก็ได้
“พวกเธออยากจ่ายเงินรวมกับฉันไหม จะได้ส่วนลดเยอะมาก” ฟ่านซีซีแนะนำ
“ดีเลย! งั้นฉันก็จะซื้อให้คนในครอบครัวคนละตัว” ลู่เหยาเปลี่ยนใจทันที
ลดสามสิบเปอร์เซ็นต์ นี่ประหยัดเงินได้เยอะจริงๆ เงินที่เหลือก็สามารถเอาไปซื้อให้พ่อแม่ได้
“งั้นฉันขอซื้อเพิ่มอีกสองสามตัว” ตอนแรกอวี๋เสี่ยวอินตั้งใจซื้อแค่สองตัว เพราะเธอยังอยากซื้อของอย่างอื่น ตอนนี้ก็เลยซื้อให้คนในครอบครัวคนละตัวเช่นกัน
หลังจากนั้น ทั้งสามคนทยอยซื้อของอื่นๆอีกมากมาย ทั้งเสื้อผ้า กางเกง รองเท้า แม้กระทั่งผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน นับว่าได้ของครบครันจริงๆ
แต่ตอนจะกลับ พวกเธอกลับยืนกังวลอยู่ริมถนน
ของเยอะเกินไป พวกเธอขี่มอเตอร์ไซค์และปั่นจักรยานมา ไม่สามารถขนกลับไปได้!
ในตอนนี้ ฟ่านซีซีอดอิจฉายุคที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือไม่ได้ เธออยากโทรเรียกพี่จิ่นเฉิงมารับจัง!
ไม่รู้ว่าเสียงในใจของเธอดังเกินไปหรือเปล่า ตอนที่เธอกำลังจะเรียกรถ ก็ได้ยินเสียงแตรรถดังมาแต่ไกล จากนั้นเธอก็เห็นรถคันคุ้นเคยจอดลงข้างๆพวกเธอ
“รู้แล้วล่ะน่า ว่าพวกเธอต้องซื้อของเยอะขนาดนี้” ฟ่านจิ่นเฉิงลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว หยิบถุงชอปปิงมากมายบนพื้นขึ้นรถ แล้วหันไปมองฟ่านซีซีที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
“ของพวกนี้ฉันเอาไปเก็บที่บ้านก่อนนะ พวกเธอจะกลับไปกินข้าวบ้าน หรือว่าจะไปกินข้าวนอกบ้านกันล่ะ?”
ฟ่านซีซีหันไปถามลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอิน “พวกเธอจะกินข้าวนอกบ้านกันไหม?”
“กลับบ้าน กลับบ้าน! เงินฉันหมดแล้ว กลับไปกินข้าวบ้านกันเถอะ ประหยัดหน่อย” ลู่เหยาพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆอย่างเขินอาย
“อืม กลับไปกินข้าวบ้านเถอะ!” อวี๋เสี่ยวอินเองไม่กล้าพูดว่าเงินเธอเองก็หมดแล้วเหมือนกัน
“งั้นก็ตกลง กลับไปกินข้าวบ้าน พี่จิ่นเฉิง พี่กลับก่อนเลย!”
“ขับรถดีๆล่ะ!” ฟ่านจิ่นเฉิงกำชับ ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป
ลู่เหยามองตามรถที่ฟ่านจิ่นเฉิงขับออกไปด้วยท่าทางสบายๆ เธอโอบไหล่ฟ่านซีซีพร้อมกับหัวเราะ “ฟ่านจิ่นเฉิงมาได้ทันเวลาพอดีเลย พวกเธอสองคนนี่รู้ใจกันตลอดเลยเหรอ”
“ฉันว่าเขายังไม่ได้ไปไหนหรอก คงจะรอซีซีอยู่แน่ๆเลย!” อวี๋เสี่ยวอินพูดแซวขึ้นมา
ฟ่านซีซีส่ายหน้า “ไม่ใช่นะ เขาไปตลาด ซื้อเนื้อ ซี่โครง แล้วก็กุ้งมาด้วย ฉันได้กลิ่น”
“เธอนี่เก่งจริงๆ! แค่กลิ่นยังรู้ได้” ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ อวี๋เสี่ยวอินคิดว่าเธอต้องทำความรู้จักฟ่านซีซีใหม่ซะแล้ว
เมื่อพวกเธอกลับมาที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ และเก็บของเสร็จเรียบร้อย แม่ของซีซีก็เรียกไปกินข้าว เห็นซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน กุ้งผัดซอสแดง และพริกหยวกผัดหมูบนโต๊ะ ลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินก็เงียบไป ความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อฟ่านซีซีนั้นเปรียบได้กับสายน้ำแห่งแม่น้ำแยงซี ไหลรินไม่มีวันสิ้นสุด
จมูกของซีซีนี่ช่างวิเศษจริงๆ ความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ จากกลิ่นแบบนี้นับว่าสุดยอด
ฟ่านซีซีกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไร เธอคิดถึงแต่เรื่องกินเท่านั้น แต่พอกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานไปคำเดียว เธอก็รู้สึกถึงความแตกต่าง
ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานวันนี้ไม่ใช่ฝีมือของพี่จิ่นเฉิง ดังนั้นตะเกียบของเธอจึงหันไปทางกุ้งผัดซอสแดงแทน
หลังจากกินไปคำหนึ่ง เธอก็ลองชิมพริกหยวกผัดหมูไปอีกคำหนึ่ง สุดท้ายเธอก็พอใจ จ้องแต่จานพริกหยวกผัดหมูจานนั้น
ฟ่านจิ่นเฉิงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก ซีซีแค่ชิมรสชาติก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ สมกับที่เอาใจเป็นประจำ แบบนี้จะได้ไม่โดนหนุ่มหล่อที่ทำอาหารเก่งคนอื่นมาเอาใจไปได้ง่ายๆ
ปกติลู่เหยาไม่ค่อยชอบกินพริกหยวกผัดหมูเท่าไหร่ แต่เห็นฟ่านซีซีจ้องกินอยู่จานเดียว แถมยังกินด้วยสีหน้าพึงพอใจ เธอเลยลองชิมดูบ้าง
พอได้ชิมไปคำเดียว ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย “พริกหยวกผัดหมูจานนี้อร่อยจริงๆ เนื้อนุ่ม สดมาก พริกหยวกก็เปรี้ยวปาก สุดยอดไปเลย”
เมื่อฟ่านซีซีได้ยินลู่เหยาชม ก็พูดอย่างภูมิใจว่า “เพราะนี่เป็นฝีมือของพี่จิ่นเฉิงยังไงล่ะ!”
“นี่เธอรู้ได้แม้กระทั่งเรื่องนี้เลยเหรอ?” ลู่เหยาเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“แน่นอนสิ” ฟ่านซีซีตอบอย่างมั่นใจโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“จริงเหรอ?” ลู่เหยามองฟ่านจิ่นเฉิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธออยากได้ยินคำตอบจากเขา
“อืม” ฟ่านจิ่นเฉิงพยักหน้ารับ
ลู่เหยาถึงกับยกมือขึ้นมาแตะหน้าผากเบาๆ “นายนี่มันทำอะไรได้เยอะแยะไปหมดเลยนะ!”
หล่อ เรียนเก่ง นิสัยดี แล้วยังทำอาหารอร่อยขนาดนี้ จะเพอร์เฟกต์ไปถึงไหนกัน!
ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป เธอจะอิจฉาฟ่านซีซีอย่างเป็นทางการ
ฟ่านเจวียนเจวียนที่นั่งกินผลไม้อยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติว่า “อะไรที่ซีซีชอบกิน จิ่นเฉิงก็ทำให้กินได้หมดแหละ แม้แต่ของที่ทำไม่เป็น อีกสักพักก็ทำเป็นเอง เดี๋ยวพวกเธอก็ชินแล้ว”
ตอนแรกฟ่านซีซีไม่ได้คิดอะไร แต่พอได้ยินพี่สาวพูดแบบนั้น อืม มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ฝีมือทำอาหารของพี่จิ่นเฉิงก็เยี่ยมมาก ดีกว่าชาติที่แล้วของเขาอีก แปลกจัง!
เธอไม่เคยเห็นเขาฝึกทำอาหารมาก่อนเลย!
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ฟ่านซีซีก็เริ่มแจกจ่ายเสื้อผ้า
ตอนแรกเฉินเยว่อิงรู้สึกว่าลูกสาวใช้เงินเก่งเกินไป ออกไปข้างนอกแต่ละครั้งก็หมดเงินไปมากมาย แต่พอเห็นว่าลูกสาวซื้อเสื้อกันหนาวให้ทุกคนในครอบครัว แล้วยังมีเสื้อขนเป็ดที่เธออยากซื้อแต่ไม่กล้าซื้อ เธอก็ไม่สามารถที่จะตำหนิฟ่านซีซีได้อีก แทบจะเอ่ยปากชมว่าเธอเป็นเสื้อนวมตัวน้อย เป็นดวงใจของแม่
หลิ่วซิ่งฟางก็ดีใจมากเช่นกัน เพราะไม่ว่าซีซีจะซื้ออะไร ก็จะคิดถึงเธอเสมอ แม้แต่จิ่นซินก็ยังนึกถึง นี่แหละคือความแตกต่าง!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกชายถึงชอบซีซี เธอน่ารักขนาดนี้ ใครๆก็ชอบ
ร้านอีเหรินเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุข แต่ที่บ้าน ฟ่านจิ่นซินที่หิวโหยมาครึ่งค่อนวันกำลังดื่มน้ำอย่างบ้าคลั่ง
เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสำคัญในบ้านเลย เธอไม่ได้กินข้าวมาเกือบสองวันแล้ว ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา แต่กลับไม่มีใครมาสนใจเธอเลยสักคน
ในมือของเธอถือโทรศัพท์ราคาแพง แต่เธอกลับรู้สึกเบื่อหน่าย
โทรศัพท์มือถือจะแพงไปทำไม ในเมื่อญาติที่บ้านไม่มีใครติดโทรศัพท์เลย แม้แต่เพื่อนที่โรงเรียนก็ไม่มีใครมีโทรศัพท์มือถือ หลังจากความรู้สึกแปลกใหม่ในตอนแรกผ่านไป เธอกลับรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ตอนนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ ถึงได้ดื้อจะซื้อโทรศัพท์มือถือกลับมา
ในขณะที่เธอกำลังหิวจนทนไม่ไหว ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก
ฟ่านจิ่นซินเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเม้มปากเบือนหน้าหนี
คนที่เข้ามาคือฟ่านซีซี เธอคิดว่าเป็นแม่ที่นำอาหารกลับมาให้เสียอีก
ฟ่านซีซีวางถุงใหญ่ถุงเล็กที่อยู่ในมือลงข้างๆ แล้วกวาดตามองฟ่านจิ่นซินแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นเธออยู่ในสภาพอ่อนแรง ไร้ชีวิตชีวา ใบหน้าของฟ่านซีซีก็บ่งบอกถึงความแปลกใจ “เป็นอะไรไป ทำไมดูเหมือนคนอกหักแบบนี้ล่ะ”
คำพูดนี้ปลุกความโกรธอันน้อยนิดที่หลงเหลือในตัวฟ่านจิ่นซิน เธอพูดอย่างหัวเสีย “เธอสิอกหัก!”
“อ๋อ! ไม่ได้อกหัก แล้วทำไมทำหน้าแบบนี้”
ฟ่านจิ่นซินเย้ยหยัน “ซื้อของมาอีกแล้วนะ ใช้เงินเก่งแบบนี้ ระวังพี่ชายฉันจะเลี้ยงไม่ไหวก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเลี้ยงเขาก็ได้” ฟ่านซีซีไม่ได้รู้สึกว่าถูกดูหมิ่น เธอตอบกลับอย่างใจเย็น
ฟ่านจิ่นซินถึงกับพูดไม่ออก นี่เธอเอาจริงเอาจังกับเรื่องใครจะเป็นคนเลี้ยงใครงั้นเหรอ?
ฟ่านซีซีไม่สนใจฟ่านจิ่นซินอีกต่อไป เธอหยิบเสื้อผ้าของพี่จิ่นเฉิงออกมาจากกองเสื้อผ้า แล้วนำไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าของเขาอย่างเรียบร้อย ดูเป็นภาพภรรยาที่ดีเหลือเกิน
[1] เสื้อนวมตัวน้อย เป็นคำที่ชาวจีนมักจะใช้อ้างถึงลูกสาวที่มีนิสัยเอาใจใส่และอบอุ่น เปรียบเสมือน เสื้อบุนวมในฤดูหนาว
จบตอน
Comments
Post a Comment